ปกรณ์ชูธง8ปี ลุยแผนปฏิรูป

ปกรณ์ชูธง8ปี  ลุยแผนปฏิรูป

ปกรณ์ชูธง8ปี ลุยแผนปฏิรูป

วันพุธ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ปกรณ์ชูธง8ปี ลุยแผนปฏิรูป ยุบ-ลดซ้ำซ้อน หมื่นหน่วยงาน

“ปกรณ์”เผยครม.รับทราบ แผนปฏิรูปกำลังพลภาครัฐ กำหนดอัตราข้าราชการปัจจุบัน เป็นเพดานสูงสุด พร้อมหยุดตั้งสำนักงานส่วนกลางในภูมิภาค ที่มีอยู่กว่า1หมื่นหน่วย ทยอยทบทวน-ยุบ ลดภาระงบประจำจากร้อยละ70เหลือร้องละ30 ตั้งเป้าดำเนินการภายใน8ปี

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี แถลงถึงการปฏิรูประบบกำลังข้าราชการภาครัฐว่า การปฏิรูปการจัดกำลังพลภาครัฐเป็นไปตามนโยบายที่รัฐบาลแถลงต่อรัฐสภา เนื่องจากสถานการณ์ด้านการเงินการคลังของประเทศ ซึ่งงบประมาณกว่า 70% เป็นรายจ่ายประจำ ส่งผลให้งบประมาณสำหรับการลงทุนมีสัดส่วนน้อย รัฐบาลจึงเล็งเห็นปัญหาและพยายามหาแนวทางแก้ไข

นายปกรณ์กล่าวว่า นายปกรณ์กล่าวว่า วันนี้ได้เสนอเรื่องการบริหารจัดการกำลังพลภาครัฐต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยจะควบคุมอัตรากำลัง หรือ “ฟรีซข้าราชการ” (ตรึงจำนวนอัตรากำลังไม่ให้เพิ่มจากที่มีอยู่ในปัจจุบัน) โดยให้ถือว่าอัตรากำลังที่มีอยู่ ณ ขณะนี้เป็นจำนวนสูงสุดเท่าที่จะมีได้ พร้อมให้มีการใช้กำลังจากหน่วยงานอื่นร่วมกัน

นอกจากนี้ จะมีการยกเลิกตำแหน่งที่ไม่จำเป็น ทั้งตำแหน่งด้านวิชาการและตำแหน่งทั่วไป โดยไม่ให้กระทบกับตำแหน่งอื่น รวมถึงยกเลิกตำแหน่งในแผนงานที่ไม่มีความจำเป็น จากนั้นจะปรับโครงสร้างและภารกิจของแต่ละหน่วยงานให้ทันสมัย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยมากขึ้น“คอมพิวเตอร์จะไม่ได้ใช้เพียงพิมพ์ดีด แต่จะนำมาใช้บริการประชาชนด้วย

นายปกรณ์ กล่าวต่อว่า อีกส่วนสำคัญคือการยกเลิกหน่วยงานส่วนกลางที่ตั้งอยู่ในภูมิภาค ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนมากและเป็นภาระด้านงบประมาณ โดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เสนอให้ยุติการจัดตั้งสำนักงานส่วนกลางในส่วนภูมิภาคเพิ่มเติมทั้งหมด ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

สำหรับหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นแล้ว จะมีการทบทวนและทยอยยกเลิกแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ได้ยกเลิกทั้งหมดในคราวเดียว เพราะอาจส่งผลกระทบต่อการให้บริการประชาชน โดยจากเดิมที่มีอยู่กว่า 10,000 หน่วยงาน จะทยอยปรับลดลงนับจากนี้ ส่วนผลต่อการลดภาระงบประมาณจะเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป และอาจยังไม่เห็นผลชัดเจนภายใน 1-2 ปีนี้ ขณะที่การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการให้บริการประชาชนถือเป็นเรื่องสำคัญของรัฐบาล และจำเป็นต้องดำเนินควบคู่ไปกับการปรับปรุงกำลังพลภาครัฐ

นายปกรณ์ กล่าวอีกว่า หลักการสำคัญของการบริหารจัดการภาครัฐในปัจจุบัน คือ รัฐไม่ใช่เพียงผู้ควบคุม แต่ต้องทำหน้าที่อำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในการรับบริการต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้ต้นทุนให้น้อยที่สุด สำหรับการลดจำนวนหน่วยงานที่ปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 30,000 หน่วย จะพยายามลดลงให้ได้มากที่สุด แต่ในเบื้องต้นต้องพิจารณาก่อนว่าแต่ละหน่วยมีภารกิจอย่างไร และส่วนใดสามารถลดหรือใช้สิ่งอื่นทดแทนได้ ทั้งนี้ รัฐบาลตั้งเป้าลดภาระงบประมาณรายจ่ายประจำ จากปัจจุบันที่มีสัดส่วนประมาณ 70% ให้เหลือไม่เกิน30% โดยนายปกรณ์ระบุว่า หากไม่เริ่มดำเนินการตั้งแต่วันนี้ ในอนาคตลูกหลานจะได้รับผลกระทบ จึงต้องยอมรับความจริงและแก้ไขปัญหา พร้อมประเมินว่าการดำเนินการให้สำเร็จภายใน 4ปี อาจไม่ทันและคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 8ปี

ดาหน้าโต้ปมหนี้เลือด11ล. รุมซัดฉลอง

ดาหน้าโต้ปมหนี้เลือด11ล.  รุมซัดฉลอง

ดาหน้าโต้ปมหนี้เลือด11ล. รุมซัดฉลอง

วันพุธ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ดาหน้าโต้ปมหนี้เลือด11ล. รุมซัดฉลอง อบจ.นนท์อ้างไม่จริง ถามกลับใครช่วยใคร อดีตสส.วืดยื่นประกัน ส่งตัวเข้านอนเรือนจำ

ตำรวจจัดกำลังหน่วยปฏิบัติการพิเศษ เฝ้าระวังห้องขัง สภ.รัตนาธิเบศร์ ตลอดทั้งคืน ก่อนใช้หน่วยสวาทควบคุมตัว “ฉลอง เรี่ยวแรง” ขึ้นรถกันกระสุนส่งศาลจังหวัดนนทบุรี ศาลไม่ให้ประกัน เหตุเป็นคดีร้ายแรงและอุกอาจ มีโทษสูง ส่งตัวเข้าเรือนจำ ลูกสาวเศร้ารับศพ“พ.ต.อ.ธงชัย”ลั่นความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว คนนนท์รู้ว่าพ่อเป็นอย่างไร ถ้าไม่ดีจริงไม่ได้ตำแหน่ง 4-5 สมัย ขณะที่“กลุ่มผึ้งหลวง” อบจ.นนทบุรี แถลงทวงความเป็นธรรมให้“พ.ต.อ.ธงชัย” ยันหนี้ 11 ล้านไม่มีจริง ชี้ปมแค้นเรื่องเงิน-ปมสละสิทธิ์เลือกตั้งเก่า ด้านคนสนิทนายก อบจ.นนทบุรี เผยทั้งคู่รู้จักและใกล้ชิดกันมานาน เชื่อปมเงิน 11 ล้าน ไม่ใช่ต้นเหตุหลักของความขัดแย้ง ผบ.ตร.สั่งล้อมคอก ยกระดับคุมเข้มอาวุธปืนและรักษาความปลอดภัยทั่วประเทศ

จากกรณี นายฉลอง เรี่ยวแรง อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(สส.)จังหวัดนนทบุรี ก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิง พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี เสียชีวิต ขณะที่คนขับรถได้รับบาดเจ็บ เหตุเกิดในช่วงสายของวันที่ 10 สิงหาคม 2569 ก่อนตำรวจควบคุมตัวนายฉลองมาสอบสวนที่ สภ.รัตนาธิเบศร์ และนำตัวเข้าห้องขัง หลังสอบปากคำนานกว่า 5 ชั่วโมง โดยนายฉลองให้การภาคเสธ โดยอ้างว่าเป็นการยิงเพื่อป้องกันตัว หลังเห็นคนขับรถของ พ.ต.อ.ธงชัย ชักอาวุธปืนออกมาก่อน ขณะที่ตำรวจแจ้งข้อกล่าวหาหนักรวม 4 ข้อหาตามที่เสนอข่าวไปนั้น

วางกำลังคุมเข้มป้องกันล้างแค้น‘ฉลอง’

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดช่วงค่ำคืนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จัดกำลังหน่วยปฏิบัติการพิเศษ ภ.จว.นนทบุรี ประมาณ 20 นาย พร้อมอาวุธครบมือ เข้ารักษาความปลอดภัยบริเวณหน้าห้องขัง สภ.รัตนาธิเบศร์ อย่างเข้มงวดตลอดทั้งคืน โดยการรักษาความปลอดภัยดังกล่าวมีขึ้น เนื่องจากเจ้าหน้าที่ได้รับรายงานเกี่ยวกับความเป็นไปได้ว่าอาจมีผู้ที่ไม่พอใจหรือมีความเคียดแค้นต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และอาจเข้ามาก่อเหตุแก้แค้นกับนายฉลอง ซึ่งเป็นผู้ต้องหาในคดีดังกล่าว เจ้าหน้าที่จึงเพิ่มมาตรการดูแลความปลอดภัยเป็นพิเศษ เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดคิด

สำหรับนายฉลอง หลังจากถูกควบคุมตัวและสอบปากคำแล้ว เจ้าหน้าที่เตรียมนำตัวส่งศาลจังหวัดนนทบุรีในวันนี้ เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมาย โดยมีรายงานว่าพนักงานสอบสวนจะยื่นคัดค้านการประกันตัว เนื่องจากเป็นคดีอุกฉกรรจ์และมีผู้เสียชีวิต

หน่วยสวาทคุมตัวไปฝากขัง

เมื่อเวลา 09.20 น. วันที่ 11 สิงหาคม 2569 ที่ สภ.รัตนาธิเบศร์ เจ้าหน้าที่ตำรวจหน่วยปฏิบัติการพิเศษ หรือ S.W.A.T ทั้งในและนอกเครื่องแบบกว่า 10 นาย พร้อมอาวุธครบมือ จัดกำลังรถยนต์ 4 คัน และรถจักรยานยนต์ 2 คัน โดยมีทั้งรถนำขบวนและรถปิดท้ายขบวน เพื่อรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัว นายฉลอง เรี่ยวแรง ออกจากห้องควบคุมตัว ก่อนนำขึ้นรถกระบะกันกระสุนของหน่วยปฏิบัติการพิเศษ เพื่อไปฝากขังที่ศาลจังหวัดนนทบุรี

พยักหน้ารับเครียด-เป็นห่วงลูกสาว

ระหว่างการควบคุมตัว ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามนายฉลองว่า มีอะไรอยากจะพูดหรือไม่ เจ้าตัวไม่ได้ตอบคำถามและส่ายหน้า แต่เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าเครียดหรือไม่ และเป็นห่วงลูกสาวหรือไม่ นายฉลองพยักหน้าตอบ ก่อนถูกควบคุมตัวขึ้นรถ โดยมีสีหน้าฝืนยิ้มและแสดงความกังวล

ทั้งนี้ ในท้ายคำร้องของพนักงานสอบสวนได้คัดค้านการประกันตัวนายฉลอง โดยให้เหตุผลว่าเป็นคดีอุกฉกรรจ์สะเทือนขวัญ และเป็นคดีที่อยู่ในความสนใจของประชาชน

ศาลไม่ให้ประกัน-ส่งนอนเรือนจำ

ที่ศาลจังหวัดนนทบุรี พนักงานสอบสวน สภ.รัตนาธิเบศร์ ยื่นคำร้องฝากขังหมายเลขดำ ฝ.823/2569 ขอฝากขังครั้งแรก นายฉลอง ในความผิดข้อหาฆ่าผู้อื่นตายโดยเจตนา, พยายามฆ่าผู้อื่น, พกพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่มีเหตุอันควร และ ยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้าน หรือที่ชุมนุมชน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 32, 33, 80, 91, 288, 371, 376 และพ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธ พ.ศ. 2490 มาตรา 4 ,7, 8 ทวิ 72 , 72 ทวิ ทั้งนี้ภายหลังเสร็จสิ้นกระบวนการฝากขังแล้ว ผู้ต้องหาได้ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวในชั้นนี้

โดยศาลจังหวัดนนทบุรี มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว เนื่องจากพฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรงและอุกอาจ คดีมีอัตราโทษสูง ประกอบกับพนักงานสอบสวนคัดค้านการประกันตัว หากอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวเกรงว่าจะหลบหนี หรือก่อเหตุประการอื่น ให้ยกคำร้อง และหมายขัง

ลูกสาวเศร้ารับศพ‘พ.ต.อ.ธงชัย’

เวลา 09.30 น. ที่สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ครอบครัวของ พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ นายกฯ อบจ.นนทบุรี และคนสนิท เดินทางมาติดต่อขอนำร่างไปประกอบพิธีกรรมทางศาสนา โดนครอบครัวได้นำชุดสีขาวมาเปลี่ยนให้กับ พ.ต.อ.ธงชัย ด้วย

น.ส.พรรษพร เย็นประเสริฐ อายุ 37 ปี ลูกสาวคนเล็กของ พ.ต.อ.ธงชัย กล่าวว่า ประเด็นเรื่องการมาทวงเงิน 11 ล้าน จากคุณพ่อนั้น ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว และชาวจังหวัดนนทบุรีรู้ดีทุกท่านและทราบเป็นอย่างดีว่าคุณพ่อเป็นคนยังไง คุณพ่อมีแต่ให้และก็ช่วยเหลือชาวนนทบุรีมาตลอดชีวิตการทำงานของท่าน

ถ้าไม่ดีจริงไม่ครอง5สมัยรวด

“ถ้าเกิดคุณพ่อดีไม่จริง คุณพ่อก็คงไม่ได้เป็นนายกอบจ. 4-5 สมัย คุณพ่อมีความพร้อมทั้งหน้าที่การงานและก่อนที่จะมาทำหน้าที่เสียสละเพื่อประชาชนชาวนนทบุรี” น.ส.พรรษพร กล่าว และว่า ในส่วนประเด็นที่ทั้งสองคนเป็นเพื่อนตามที่อีกฝ่ายกล่าวอ้างหรือไม่นั้น อันนี้ขอให้เป็นเรื่องของคดีความ ให้ตำรวจเป็นคนหาคำตอบแล้วกัน

ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามว่า ถ้าหากอีกฝ่ายอยากจะไปแสดงความเสียใจในงานศพ สามารถไปได้หรือไม่นั้น ทางครอบครัวไม่ได้ตอบคำถามใดๆ กับสื่อมวลชน หลังจากสัมภาษณ์เสร็จแล้วก็เข้าไปภายในห้องรับรองทันที

ทีมอบจ.นนทบุรีทวงความเป็นธรรม

เวลา 11.30 น. ห้องประชุมชั้น 3 องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) นนทบุรี นายภคิน วรวรรณปรีชา ประธานสภา อบจ.นนทบุรี พร้อมด้วย น.ส.วิภาวัลย์ วรวรรณปรีชา เลขานุการนายก อบจ.นนทบุรี, นายเฉลิมพล นิยมสินธุ์ อดีตประธานสภาและอดีตเลขานุการนายก อบจ.นนทบุรี รวมถึงสมาชิก ส.อบจ.กลุ่มผึ้งหลวง ได้ร่วมกันแถลงข่าวเพื่อทวงคืนเกียรติยศและศักดิ์ศรีให้กับ พ.ต.อ.ธงชัยที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ถูกนายฉลองบุกยิง

นายเฉลิมพล เปิดเผยว่า ข้อกล่าวอ้างของนายฉลองที่ระบุว่า นายก อบจ.นนทบุรี ติดหนี้สิน 11 ล้านบาทนั้น ไม่เป็นความจริงอย่างแน่นอน จากการถอดข้อความในการพูดคุยในห้องเกิดเหตุ นายฉลองไม่ได้เข้ามาทวงเงินกู้ แต่เข้ามาทวงถามเรื่องความรับผิดชอบกรณีที่ตนเองสละสิทธิ์ไม่ลงสมัครเลือกตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2552

นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาจากเอกสารบัญชีทรัพย์สินที่ยื่นต่อ ป.ป.ช. นายฉลอง เรี่ยวแรง (ยื่นเมื่อปี 2554) มีเงินสดในบัญชีไม่เกิน 200,000 บาท และ พ.ต.อ.ธงชัย (ยื่นล่าสุด) มีทรัพย์สินและเงินสดรวมกว่า 300 ล้านบาท ข้อเท็จจริงจึงขัดแย้งกับคำกล่าวอ้างอย่างสิ้นเชิง อีกทั้งตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา พ.ต.อ.ธงชัย ไม่เคยรับเงินสนับสนุนจากภายนอกเพราะเกรงเรื่องระบบบุญคุณ และไม่เคยมีเรื่องหนี้สิน 11 ล้านบาทปรากฏขึ้นมาก่อนเลย

ชี้พ.ต.อ.ธงชัยต่างหากที่คอยช่วยเหลือ

ขณะที่ น.ส.วิภาวัลย์ และ นายภคิน ร่วมกันชี้แจงเพิ่มเติมว่า พ.ต.อ.ธงชัย และนายฉลอง มีความสัมพันธ์เป็นเพื่อนกันมานาน แม้จะมีปัญหาระหองระแหงทางการเมือง แต่ พ.ต.อ.ธงชัย ก็คอยช่วยเหลือเรื่องการเงินแก่นายฉลองมาโดยตลอด โดยเฉพาะในช่วงหลังที่นายฉลองป่วยด้วยโรคเกี่ยวกับระบบเลือดข้น ต้องใช้เงินรักษาตัว พ.ต.อ.ธงชัย ก็ให้การสนับสนุนค่าใช้จ่ายเรื่อยมา ส่วนประเด็นความขัดแย้ง คาดว่าเกิดจากการที่นายฉลองประสบปัญหาหนี้สินอย่างหนัก และพยายามเดินทางมาหยิบยืมเงินหลายครั้ง ทั้งที่บ้านและที่ทำงาน เมื่อไม่ได้รับการตอบสนองตามที่ต้องการจึงเกิดอาการฉุนขาด

ยันคนขับรถไม่ได้ชักปืนก่อน

นอกจากนี้ คณะผู้แถลงข่าวได้ตอบโต้ข้อกล่าวอ้างของนายฉลองที่ว่าคนขับรถของนายก อบจ. จะชักปืนยิงก่อน โดยระบุว่า จากการตรวจสอบพยานหลักฐานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ พบว่า อาวุธปืนของคนขับรถยังคงเสียบอยู่ในซองและยังไม่ได้ทำการขึ้นลำกล้อง ขณะที่ภาพจากกล้องวงจรปิดบันทึกได้อย่างชัดเจนว่า นายฉลองได้ถืออาวุธปืนเตรียมพร้อมไว้ในมือตั้งแต่ก่อนเดินเข้ามาในจุดเกิดเหตุแล้ว

คนสนิทพ.ต.ท.ธงชัยไม่เชื่อติดหนี้11ล.

ส่วนที่วัดสะพานสูง ต.คลองพระอุดม อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี นายจำลอง ขำสา รองเลขาธิการสมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย และคนสนิทของ พ.ต.อ.ธงชัย เปิดเผยถึงความสัมพันธ์ระหว่าง พ.ต.อ.ธงชัย กับนายฉลอง ว่า ตนทำงานร่วมกับ พ.ต.อ.ธงชัย มาตั้งแต่ปี 2547 และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเห็นว่าทั้งสองฝ่ายมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันมาโดยตลอด รวมถึงครอบครัวของทั้งสองฝ่ายก็รู้จักและมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน

ส่วนกรณีนายฉลองให้ข้อมูลก่อนหน้านี้ว่า เดินทางไปทวงเงินจำนวน 11 ล้านบาท นายจำลองมองว่า ไม่น่าจะเป็นสาเหตุหลักของความขัดแย้ง โดยระบุว่า ครอบครัวของ พ.ต.อ.ธงชัย มีทั้งธุรกิจและทรัพย์สินหลายอย่าง จึงไม่น่ามีความจำเป็นที่จะปล่อยให้เกิดหนี้สินจำนวนมากตามที่มีการกล่าวอ้าง

ขอสังคมฟังข้อมูลรอบด้าน

อย่างไรก็ตาม นายจำลองยอมรับว่า รายละเอียดความขัดแย้งส่วนตัวระหว่างบุคคลทั้งสองอาจมีเรื่องที่ทีมงานไม่ทราบ จึงไม่ขอพูดแทนคู่กรณี แต่ในประเด็นเรื่องเงิน ยืนยันว่าเชื่อว่า พ.ต.อ.ธงชัย ไม่น่ามีพฤติการณ์ตามที่ถูกกล่าวอ้าง ตนรู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะเมื่อทั้งสองฝ่ายเคยมีความสัมพันธ์และร่วมงานทางการเมืองกันมาเป็นเวลานาน พร้อมขอให้สังคมรับฟังข้อมูลจากทั้งสองฝ่ายอย่างรอบด้าน

สำหรับการดำเนินคดี นายจำลอง กล่าวว่า เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม และขอให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการอย่างเต็มที่ ตรวจสอบข้อเท็จจริงทุกประเด็น เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย รวมถึงผู้เสียชีวิต

ผบ.ตร.สั่งสอบปมสูบบุรี่-ไม่ใส่กุญแจมือ

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. เปิดเผยถึงกรณีปรากฏภาพขณะ นายฉลอง กำลังสูบบุหรี่ระหว่างเข้าสอบปากคำที่ สภ.รัตนาธิเบศร์ และไม่ได้ถูกใส่กุญแจมือว่า เรื่องดังกล่าวนายกรัฐมนตรีได้โทรศัพท์กำชับถึงการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ ทั้งเรื่องการแถลงข่าว การใช้เครื่องพันธนาการ รวมถึงการสูบบุหรี่ระหว่างควบคุมตัวผู้ต้องหา ซึ่งตนน้อมรับข้อสั่งการดังกล่าว และจะนำไปปฏิบัติ โดยได้สั่งการให้ พล.ต.อ.อิทธิพล อัจฉริยะประสิทธิ์ จเรตำรวจแห่งชาติ ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว คาดว่าจะทราบผลโดยเร็ว ซึ่งระเบียบดังกล่าวนั้นมีมาหลายยุคสมัยแล้ว ตั้งแต่สมัย พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ อดีต ผบ.ตร. แม้แต่ พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผบช.ภ.1จะเป็นรุ่นพี่ ก็ยืนยันว่าไม่รู้สึกกระอักกระอ่วน เพราะทุกอย่างต้องดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบ หากพบเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 157 ก็ต้องตรวจสอบอย่างรอบคอบ

ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีได้กำชับเรื่องมาตรการตรวจค้นอาวุธและการตั้งด่านตรวจค้น ยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก แต่ตำรวจต้องใช้ทั้งทักษะ ความรู้ และข้อมูลด้านการข่าว เพื่อป้องกันการพกพาอาวุธและสร้างความปลอดภัยให้ประชาชน

ผบ.ตร.สั่งล้อมคอกสกัดอาชญากรรม

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ผบ.ตร. ได้สั่งการไปยังทุกหน่วยทั่วประเทศ กำชับมาตรการเกี่ยวกับอาวุธปืนและยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัย ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันเกิดเหตุการณ์ความรุนแรง โดยผู้ก่อเหตุมีการนำอาวุธปืน/วัตถุระเบิดมาใช้ในการก่อเหตุในพื้นที่ต่างๆ หลายคดี เป็นเหตุให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตร่างกายและทรัพย์สินของประชาชน ซึ่งเป็นนโยบายที่เร่งด่วนของรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ให้ความสำคัญในการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน โดยมอบหมาย รอง ผบ.ตร. กำกับดูแลและควบคุมการปฏิบัติ

ลุยกวาดล้างอาวุธปืน-กระสุน-ระเบิด

ทั้งนี้ ผบ.ตร.มอบหมาย พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร.(รับผิดชอบงานด้านสืบสวนสอบสวน) ระดมกวาดล้างความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน และวัตถุระเบิด โดยตรวจสอบและกำหนดเป้าหมาย เปิดปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้นอาวุธปืน อาวุธสงคราม เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด และสิ่งเทียมอาวุธ รวมถึงการจำหน่ายโดยผิดกฎหมายทั้งในพื้นที่ (On Ground) และผ่านช่องทางสื่อสังคมออนไลน์

ยกระดับความปลอดภัยพื้นที่สาธารณะ

พร้อมมอบหมาย พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร.(รับผิดชอบงานด้านป้องกันปราบปรามอาชญากรรม) ยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยและยกระดับการรักษาความปลอดภัยสถานที่สาธารณะ (Soft target) เช่น โรงเรียน ห้างสรรพสินค้า สวนสาธารณะ ฯลฯ โดยเน้นการแสดงกำลังตรวจตรา (Stop Walk Talk) และการตรวจค้นเกี่ยวกับอาวุธปืน บุคคลยานพาหนะต้องสงสัย รวมทั้งการรับแจ้งเหตุ การไปถึงที่เกิดเหตุ และใช้ชุดปฏิบัติการพิเศษทางยุทธวิธีเข้าระงับยับยั้งเหตุ เสริมมาตรการรักษาความปลอดภัย ตลอดจนให้ทุกหน่วยตรวจสอบและควบคุมอาวุธปืนของทางราชการให้เป็นไปตามระเบียบ

นอกจากนี้ ผบ.ตร.กำชับผู้บัญชาการ ผู้บังคับการ และผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้น บูรณาการกำลังของฝ่ายสืบสวน และฝ่ายป้องกันปราบปราม ในการดำเนินการมาตรการระดมกวาดล้างความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนและวัตถุระเบิด อย่างเป็นรูปธรรม โดยยึดหลักยุทธวิธีตำรวจและกฎหมายอย่างเคร่งครัด

สธ.ดำเนินคดีสูบบุหรี่บนโรงพัก

ก่อนหน้านี้ ในช่วงเช้าวันเดียวกันเจ้าหน้าที่กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เกือบ 10 คน เดินทางมายัง สภ.รัตนาธิเบศร์ เพื่อดำเนินคดีกับนายฉลอง ผู้ต้องหาในคดียิงนายก อบจ.นนทบุรีเสียชีวิต ซึ่งการดำเนินการครั้งนี้ สืบเนื่องจากกรณีปรากฏภาพนายฉลองสูบบุหรี่ภายในสถานีตำรวจเมื่อวันที่ 10 ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเข้าข่ายความผิดสูบบุหรี่ในสถานที่ราชการ โดยมีอัตราโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท ภายหลังเจ้าหน้าที่ดำเนินการเปรียบเทียบปรับนายฉลองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงเดินทางออกจาก สภ.รัตนาธิเบศร์ และกลับไป

ยืนยันไม่ได้เลือกปฏิบัติ

นายยุทธนา หอมเกตุ นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการพิเศษ เปิดเผยว่า การพิจารณาดำเนินการในกรณีนี้ เนื่องจากมีหลักฐานเป็นภาพอย่างชัดเจน จึงนำมาพิจารณาประกอบการตั้งข้อกล่าวหา ตามมาตรา 42 ซึ่งเกี่ยวข้องกับสถานที่ราชการ ซึ่งตามปกติ หากเจ้าหน้าที่พบเห็นการกระทำความผิด ก็สามารถแจ้งและดำเนินการเปรียบเทียบปรับได้ โดยสถานที่ราชการก็อยู่ภายใต้หลักเกณฑ์เดียวกัน พร้อมยืนยันว่าไม่ได้เป็นการเลือกปฏิบัติ เพราะทุกกรณีที่มีการแจ้งหรือพบเห็นลักษณะดังกล่าว จะดำเนินการเปรียบเทียบปรับตามปกติ

ปรับทั้งฉลองและสน.รัตนาธิเบศร์

สำหรับอัตราค่าปรับ หากเป็นผู้กระทำผิด มีอัตราไม่เกิน 5,000 บาท ส่วนกรณีสถานที่ราชการ มีอัตราค่าปรับไม่เกิน 3,000 บาท โดยกรณีนี้เจ้าหน้าที่พิจารณาปรับในอัตราสูงสุดทั้ง 2 ส่วน คือ ปรับนายฉลอง ในฐานะผู้กระทำผิด จำนวน 5,000 บาท และปรับสถานที่ราชการ จำนวน 3,000 บาท รวมเป็นเงิน 8,000 บาท

นายยุทธนา กล่าวว่า สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนนทบุรีได้ออกใบสั่งเรียบร้อยแล้ว และผู้เกี่ยวข้องจะต้องเดินทางไปดำเนินการชำระค่าปรับ โดยในส่วนของสถานที่ราชการ ดำเนินการเปรียบเทียบปรับแล้ว

หนูลั่นห้าม100เปอร์เซ็นต์ พกปืนติดคุก

หนูลั่นห้าม100เปอร์เซ็นต์  พกปืนติดคุก

หนูลั่นห้าม100เปอร์เซ็นต์ พกปืนติดคุก

วันพุธ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

หนูลั่นห้าม100เปอร์เซ็นต์ พกปืนติดคุก ชี้ฝ่าฝืนเจอโทษหนักมาก เร่งดันออกกฎหมายใหม่ ศธ.เคาะ7ข้อรร.ปลอดภัย

นายกฯสั่งคุมเข้มอาวุธปืน เร่งออกกฎหมายใหม่ควบคุมปืน โทษรุนแรงเด็ดขาดขึ้น ห้ามต่อใบอนุญาต เล็งเปิดช่องส่งมอบคืนปืนเถื่อน ย้ำห้ามพกออก 100% เจอโทษหนัก จ่อตรวจคนในทำเนียบฯไม่ใช่ตำรวจ ห้ามแอบพกปืน บอกเคยมีแต่หายแล้ว ไม่รู้ภริยามีครอบครอง ย้ำยิงโจรในบ้าน ก.ม.ไม่คุ้มครอง แนะทิ้งกระสุน ใช้เป็นของโชว์หลังเกิดเหตุสลดยิงกราดที่เทพศิรินทร์ นนท์”ประเสริฐ”รมว.ศธ.เข้มมาตรการโรงเรียนปลอดภัยทั่วประเทศ สั่งตรวจค้นอาวุธก่อนเข้าพื้นที่ รมว.ศึกษาฯลงนาม ประกาศกระทรวงฯ7มาตรการยกระดับ”โรงเรียนปลอดภัย”คุมเข้ม สิ่งของต้องห้าม สกัดเหตุรุนแรง

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ถึงมาตรการควบคุมอาวุธปืนว่า รัฐบาลจะเร่งดำเนินการเรื่องอาวุธปืนโดยได้สั่งการในที่ประชุมครม.ให้นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ เร่งร่าง พ.ร.บ.อาวุธปืนขึ้นมาใหม่ โดยได้มีข้อสั่งการให้ทางกระทรวงมหาดไทยและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.)ในเรื่องของห้ามต่อใบอนุญาตทั้ง 3 ป.ได้แก่ ป.3 ป.4 และ ป.12 ในช่วงนี้จนกว่าจะมีมติครม.เป็นอย่างอื่น และป.12 คือใบพกปืนไม่มีแล้ว

เร่งกม.ใหม่คุมปืนโทษรุนแรงเด็ดขาด

เมื่อถามว่ากฎหมายที่จะออกใหม่จะเปลี่ยนแปลงอะไรไปจากเดิมบ้าง นายกฯกล่าวว่าให้ถามนายปกรณ์ก็ต้องควบคุมและมีบทลงโทษ โดยบทลงโทษต้องรุนแรงเด็ดขาดมากขึ้น สำหรับเรื่องเครื่องกระสุน ก็เช่นเดียวกันในกฎหมายใหม่ ต้องครอบคลุมอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

เมื่อถามว่าต้องกำชับเกี่ยวกับการพกอาวุธปืนในสถานศึกษามากขึ้นหรือไม่เนื่องจากมีแชทหลุดนักเรียนที่เชียงใหม่ขู่ก่อเหตุ นายอนุทินตอบว่า กำชับไปทุกที่ ช่วงนี้ฝ่ายปกครองและเจ้าหน้าที่ตำรวจจะตั้งด่านตรวจค้นเน้นไปที่อาวุธปืนและยาเสพติดเป็นหลัก เพราะฉะนั้นหากไปพกอย่างเมื่อคืนวันที่ 10 ส.ค.ก็พบพกปืนอยู่หลายราย คดีนี้ประกันไม่ได้ในชั้นสอบสวนเจ้าหน้าที่ตำรวจจะคัดค้านประกันตัว มันไม่คุ้ม อย่างไรต้องไปนอนในห้องขังเพราะฉะนั้นอย่าพกอาวุธปืนออกจากบ้าน อย่าไปเชื่อใครที่พูดต้องมีไว้ป้องกันตัว ส่วนใหญ่คนที่พกอาวุธปืนเหล่านี้จะทำร้ายตัวเองเพราะเป็นของร้อน

เมื่อถามว่ามีการซื้อขายอาวุธปืนช่องทางออนไลน์จะควบคุมอย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า ในเมื่อใบอนุญาตมันไม่มี อย่าบอกว่าควบคุมยากหรือง่ายมันมีไม่ได้ถ้ามีผิดกฎหมาย กฎหมายรุนแรง คุกอย่างเดียว คงต้องไปหารือฝ่ายรัฐบาลก่อนออกกฎหมายนี้ ก็ต้องไปหารือกับอัยการ ศาล เพื่อขอให้ท่านร่วมมือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญของประเทศ ขอให้พิจารณาอย่างรวดเร็วเด็ดขาดและคัดค้านประกันตัวในขั้นตอนที่เหมาะสม

ห้ามพกพาอาวุธปืน100เปอร์เซ็นต์

เมื่อถามว่ากรณีนักการเมืองที่เปิดบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินมีปืนหลายกระบอก นายกฯกล่าวว่าถ้าเป็นปืนที่มีใบอนุญาตจดทะเบียนอยู่แล้วก็เก็บไว้ที่บ้านอย่างเดียวพกพาไม่ได้ แต่ถ้าเป็นปืนเถื่อนกำลังให้ไปศึกษาวิธีการออกกฎหมายให้เอามาคืนหลวงภายในระยะเวลาที่กำหนดเพราะปืนเถื่อนที่ผิดกฎหมาย หรือปืนที่โอนไม่ได้เช่นเป็นมรดกแต่ผู้รับไม่อยู่ในสภาวะที่รับได้ก็ให้เอามาคืนโดยจะมีบทเว้นโทษ หากนำมามอบในเวลาที่กำหนดก็ไม่มีโทษอะไร

“อย่างไรก็ตาม ปืนต่อให้ถูกกฎหมายก็ไม่สามารถพกพาออกจากบ้านได้ ถ้าไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐ คุณไม่มีใบพกเอาออกจากบ้านก็ผิดกฎหมายติดคุก ทำผิดกฎหมายตั้งแต่ออกจากบ้านแล้ว ตรงนี้ห้าม100เปอร์เซ็นต์แล้ว”

ไม่มีผ่อนปรนต้องตรวจสอบเข้ม

เมื่อถามกรณีนักกีฬายิงปืนพกปืนไปสนามซ้อมจะดำเนินการอย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่าไม่มีผ่อนปรนและต้องตรวจสอบจำนวนกระสุนซ้อม ปืนที่ใช้ ในสโมสรหรือสนามยิงปืนนั้น และสนามยิงปืนต้องเป็นผู้เก็บ หากไปยิงปืนให้ฝากปืนไว้ที่สนามและต้องไปลงทะเบียน ไปซื้อกระสุนซ้อมก็ต้องระบุจำนวนให้ตรงกันถูกต้อง ซ้อมเสร็จก็ต้องเก็บไว้ นำกลับบ้านไม่ได้ ตอนนี้อ้างกันทั่วไปหมดว่าไปซ้อมมา แต่วันนี้ต้องไม่มี มีปืนไม่ได้ ประเทศอื่นทำหมดแล้วใครมีปืนโทษรุนแรงถึงประหารชีวิตด้วยซ้ำ

จ่อตรวจคนในทำเนียบฯห้ามแอบพกปืน

เมื่อถามว่าคนที่ครอบครองปืนอย่างถูกต้องแต่ภายหลังมีพฤติกรรมข่มขู่จะเพิกถอนใบอนุญาตได้หรือไม่ นายกฯตอบว่าใบอนุญาตใบพกไม่มีอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นคนที่ครอบครองแล้ว มีพฤติกรรมน่าสงสัยคนในบ้านต้องสังเกต กฎหมายห้ามพกปืนออกจากบ้าน ต้องรู้กฎหมายจะบอกตัวเองไม่รู้แล้วพกออกมาโมโหแล้วทำร้ายคนอื่น ไม่ใช่อย่างไรก็ผิด เดี๋ยววันไหนจะค้นทำเนียบดูว่าจะมีหรือไม่

เมื่อถามว่ามีคำสั่งให้คนอาวุธในทำเนียบแล้วหรือยังนายกฯกล่าวว่ากำลังจะสั่งพวกใกล้ชิด พวกติดตามพกปืนอยู่ ถ้าไม่ใช่เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ก็ตัวใครตัวมัน

เคยมีปืนแต่หาย-ไม่รู้ภริยาครอบครอง

เมื่อถามว่านายกฯมีปืนหรือไม่นายอนุทินกล่าวว่า ส่วนตัวตนไม่มี แต่เคยมี แล้วหายไปไหนไม่รู้และตนก็ไปแจ้งความแค่นั้นเอง เมื่อถามต่อว่า ตอนนี้นายกฯไม่มีปืนสักกระบอกเลยหรือนายกฯ หัวเราะ พร้อมกล่าวว่าตอนนี้เหรอ เดี๋ยวก็หลุดอีก”

เมื่อถามว่าภรรยานายกฯมีปืนในครอบครองหรือไม่ เนื่องจากในบัญชีทรัพย์สินที่ยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไว้ นายอนุทิน กล่าวว่า”ไม่รู้ ก็ห้ามเอาออกไปไหนแล้ว”เมื่อถามว่าภรรยามีปืนเป็นเรื่องน่ากังวลหรือไม่ นายกฯ กล่าวติดตลกว่า”กังวลตัวเองเนี่ยแหละ แต่ผมไม่เคยเห็น”ผู้สื่อข่าวถามว่าไม่ทราบจริงๆหรือว่าภรรยาครอบครองอาวุธปืน นายอนุทิน ยืนยันว่า “ไม่รู้จริงๆ”เมื่อถามว่าภรรยาได้แจ้งยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อป.ป.ช.ว่าครอบครองอาวุธปืน นายกกล่าวว่า”ไม่เคยไปดู”

เมื่อถามว่านายกต้องระวังตัวมากขึ้นหรือไม่หากเกิดกรณีที่ภรรยาโมโห นายอนุทิน ส่ายหน้าพร้อมกับกล่าวว่า”เขามีแจ้งด้วยหรอ ซึ่งต้องให้เขาทิ้งไว้ เพราะตอนนี้ก็ขายไม่ได้”

ย้ำยิงโจรในบ้านกฎหมาย ไม่คุ้มครอง

เมื่อถามว่าเรื่องปืนจะเป็นไฟไหม้ฟางหรือไม่ เพราะตอนนี้ยังเป็นกระแส พอเวลาผ่านไปมาตรการอาจจะหละหลวมได้ นายกฯกล่าวว่าก็ต้องไม่ให้หลวม เรามีเจ้าหน้าที่ของบ้านเมือง พอเรื่องนี้มันเป็นกฎหมายแล้ว เจ้าพนักงานฝ่ายปกครอง ต้องมีหน้าที่ในการกํากับดูแลอย่างเคร่งครัด

เมื่อถามว่าต่อไปนี้ปืนใช้ป้องกันตัวอยู่ในบ้านเท่านั้นใช่หรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า”ป้องกันตัวในบ้านจริงๆก็ไม่ได้ คุณลองยิงโจรในบ้านสิ คุณก็ผิดอยู่ดี กฎหมายไม่ได้คุ้มครองตรงนั้น ความจริงแล้ว ที่ผ่านมาเป็นยังไงไม่รู้ แต่ผมคิดว่ามันไม่ใช่ของที่ดี ใครมีอยู่ใกล้ตัว ก็คิดว่าตัวเองมีกําลังเหนือคนอื่นเขา ถ้าเกิดมีเหตุที่ต้องกดดัน หรือมีเหตุบัดดาลโทสะขึ้นมา ก็จะทําสิ่งที่ไม่คาดคิด และสุดท้ายใครเดือดร้อน ตัวเองก็เดือดร้อนอีก แล้วก็ไปทําให้คนอื่นเขาเดือดร้อนด้วย ตรงนี้ทําให้ถูกใจคนทั้งหมดไม่ได้ แต่ต้องทำให้เกิดความปลอดภัย เฉพาะอย่างยิ่งคนที่เคราะห์ร้ายกลายเป็นคนบริสุทธิ์ เป็นคนสุจริต คนทั่วไป แล้วก็เป็นเด็ก แบบนี้เราก็ต้องเลือกเอาว่าจะยังไง ก็เอาไว้เป็นของโชว์ เอากระสุนทิ้งไป เอาแม็กออกไป แยกห่างออกมา แล้วเอาไปทํากล่องครอบ”

กำชับทุกหน่วยเร่งเยียวยาเหยื่อกราดยิง

นายอนุทินยังกล่าวถึงความคืบหน้าคดีกราดยิงที่โรงเรียนเทพศิรินทร์นนทบุรีว่าก็ดำเนินคดีไป แต่คนที่เกี่ยวข้องเป็นผู้เคราะห์ร้ายไปด้วย ปืนเป็นของปู่ซึ่งปู่และย่าก็โดนตั้งแต่ที่บ้านเลยและผู้ก่อเหตุก็มาทำร้ายตัวเอง ตอนนี้ก็เน้นไปที่การช่วยเหลือ เมื่อสักครู่ในที่ประชุมครม.ก็ได้มีการเน้นย้ำกับกระทรวงที่เกี่ยวข้องทั้งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่เกี่ยวข้องในส่วนของเงินเยียวยากรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม กระทรวงศึกษาธิการรวมถึงกองทุนในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงสาธารณสุขก็ได้มอบหมายให้ไปดูแลในเรื่องของสภาพจิตใจ

ศธ.ชงมาตาการโรงเรียนปลอดภัยทั่วปท.

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ ร่วมแถลงถึงมาตรการดูแลความปลอดภัยและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุกราดยิงที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี เข้าสู่ที่ประชุมครม.

โดยนายประเสริฐกล่าวว่าเหตุกราดยิงที่จ.นนทบุรีเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กระทรวงศึกษาธิการได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินมาตรการดูแลความปลอดภัยและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างเต็มกำลัง กระทรวงศึกษาธิการได้ออกประกาศกระทรวงศึกษาธิการเรื่องมาตรการความปลอดภัยของสถานศึกษาลงวันที่ 10 สิงหาคม 2569 กำหนดให้สถานศึกษาทุกแห่งเป็น เขตพื้นที่ปลอดภัยโดยให้จัดทำแผนรักษาความปลอดภัยซักซ้อมแผนเผชิญเหตุฉุกเฉินและการจัดระบบดูแลด้านสุขภาพจิต การบูรณาการทำงานร่วมกับตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการตรวจค้นคัดกรองอาวุธและสิ่งของอันตรายก่อนเข้าสถานศึกษาอย่างเคร่งครัด

ตรวจค้นอาวุธก่อนเข้าพื้นที่สถานศึกษา

ทั้งนี้มาตรการดังกล่าวมีผลบังคับใช้ทันทีนับแต่วันที่ประกาศและเสนอต่อคณะรัฐมนตรีให้บูรณาการความร่วมมือกับทุกกระทรวงที่มีสถานศึกษาในสังกัดให้นำมาตรการความปลอดภัยฉบับเดียวกันนี้ไปปรับใช้ เพื่อให้เกิดมาตรฐานการดูแลความปลอดภัยของผู้เรียนที่เป็นแนวทางเดียวกันทั่วประเทศ

สำหรับมาตรการเร่งด่วนที่มีผลบังคับใช้ในทันทีระหว่างที่กฎหมายอยู่ระหว่างพิจารณากระทรวงได้กำชับให้สถานศึกษาทุกแห่งเร่งดำเนินการใน 2 เรื่องหลักโดยทันทีได้แก่1.การตรวจค้นและคัดกรองสิ่งผิดกฎหมาย อาวุธ และของอันตรายทุกประเภท ก่อนเข้าพื้นที่สถานศึกษาอย่างเข้มงวดและ2.การให้คำปรึกษาและดูแลด้านสุขภาพจิต แก่นักเรียน ครู และบุคลากรทุกคน

ส่วนในเชิงโครงสร้างระยะยาว กระทรวงศึกษาธิการอยู่ระหว่างการยกร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความปลอดภัยและการใช้เครื่องมือสื่อสารหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของนักเรียนและนักศึกษาในสถานศึกษาซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนผ่านระบบกลางทางกฎหมาย ระหว่างวันที่ 10 สิงหาคม- 9กันยายน และจะเร่งเสนอสภาฯโดยเร็วที่สุดเพื่อให้มีกฎหมายแม่บทรองรับการดูแลความ ปลอดภัยของนักเรียนและนักศึกษาอย่างยั่งยืน

พร้อมเยียวยาเทพศิรินทร์นนท์เต็มที่

สำหรับโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรีกระทรวงศึกษาธิการร่วมกับคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและทีม MCATT(ทีมช่วยเหลือเยียวยาจิตใจผู้ประสบภาวะวิกฤต) ของกรมสุขภาพจิต ได้ลงพื้นที่ประเมินและให้การ ปฐมพยาบาลทางจิตใจแก่นักเรียนและครูอย่างต่อเนื่องนับแต่เกิดเหตุพร้อมทั้งได้ประกาศปิดเรียนชั่วคราว 1 สัปดาห์เพื่อจัดเตรียมความพร้อมด้านสถานที่

กระทรวงศึกษาธิการยืนยันมีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการดูแล ความปลอดภัยและสภาพจิตใจของนักเรียน ครู และบุคลากรทุกคน และจะเร่งประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง โดยจะติดตามและประเมินสภาพจิตใจของผู้ได้รับผลกระทบเป็นระยะ รวมถึงการคัดกรองภาวะเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญ ในช่วง 1 เดือน 3 เดือน และ 6 เดือนหลังเกิดเหตุเพื่อให้มั่นใจว่าผู้ได้รับผลกระทบทุกคนจะได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมจนกว่าจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

‘ประเสริฐ’ลงนามประกาศศธ.

ต่อมา นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการเผยว่าตนได้ลงนามในประกาศกระทรวงศึกษาธิการเรื่องมาตรการความปลอดภัยในสถานศึกษาเพื่อยกระดับมาตรการป้องกัน ป้องปราม เฝ้าระวัง ลดความเสี่ยงและการบริหารจัดการความปลอดภัยแก่นักเรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษาในสถานศึกษา ให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุดรวมทั้งการกำกับดูแลและการส่งเสริมความประพฤติของนักเรียนและนักศึกษาในสถานศึกษาให้มีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้น

งัด7มาตรการยกระดับรร.ปลอดภัย

สำหรับมาตรการความปลอดภัยมีดังต่อไปนี้ คือ 1.ให้มีการจัดตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิ เสรีภาพ และความปลอดภัยในระดับสถานศึกษา 2.ให้มีแผนมาตรการรักษาความปลอดภัยภายในบริเวณพื้นที่ของสถานศึกษา ระบบการติดต่อสื่อสาร การซักซ้อมแผนเผชิญเหตุการณ์ฉุกเฉิน และการตรวจตราความปลอดภัย 3.ให้มีระบบดูแล คัดกรอง ช่วยเหลือด้านสุขภาพจิต และการพัฒนาครูแนะแนว 4.ให้มีการบูรณาการความปลอดภัยของสถานศึกษาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 5.ให้มีการเปิดพื้นที่สถานศึกษาให้ผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วมสังเกตการณ์ 6.ให้มีการสร้างความตระหนักรู้ และการเสริมสร้างสัมพันธภาพที่ดีภายในสถานศึกษา และ7.ให้สถานศึกษาเป็นเขตพื้นที่ปลอดภัย โดยเฉพาะต้องห้ามไม่ให้นักเรียน นักศึกษา ข้าราชการครู บุคลากรทางการศึกษา เจ้าหน้าที่ของสถานศึกษา ผู้ปกครอง หรือบุคคลอื่นใดนำพาหรือพกพาสิ่งของต้องห้ามเข้ามาภายในสถานศึกษา ซึ่งสิ่งของที่มีไว้ครอบครองเป็นความผิดตามกฎหมาย เช่นอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง สิ่งเทียมอาวุธปืน ยาเสพติด แก๊สน้ำตา เครื่องช็อตไฟฟ้า สเปรย์พริกไทย สนับมือ บุหรี่ไฟฟ้า สารเคมี เป็นต้น

มติปปช.ขุดย้อนหลัง โกงสอบปี64

มติปปช.ขุดย้อนหลัง  โกงสอบปี64

มติปปช.ขุดย้อนหลัง โกงสอบปี64

วันพุธ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มติปปช.ขุดย้อนหลัง โกงสอบปี64 แก๊งผู้บริหารท้องถิ่น โยงแก้คะแนนสอบ ขบวนการทุจริตปี68 ตร.ส่งฟัน13ผู้ต้องหา

เจอเพิ่มอีกทุจริตสอบผู้บริหารท้องถิ่นปี 64 ป.ป.ช. มีมติรับไว้ไต่สวนเป็นคดีพิเศษ เชื่อมโยงผู้กระทำผิดปี 68 ขณะที่กองปราบฯขนสำนวนคดีโกงสอบ 10 แฟ้มหนากว่า 3 พันหน้า ส่ง ป.ป.ช.ชี้ขาดรับคดีหรือให้พนักงานสอบสวนฯ ดำเนินการต่อ ขณะที่ อบจ.สตูล ได้รับผลกระทบข้าราชการเพิ่งบรรจุ 4 ราย ไม่มีชื่อในบัญชีผู้สอบผ่านฉบับใหม่ ด้าน คปท.จี้รัฐบาล สอบผู้เกี่ยวข้องเพิ่ม หวังกวาดล้างขบวนการทุจริตทั้งหมด

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าคดีทุจริตการสอบแข่งขันบุคคลเพื่อบรรจุเป็นพนักงานส่วนท้องถิ่น ว่าทางพนักงานสอบสวน กก.2 บก.ป.ได้ขนลังสำนวนคดี2 ลังใหญ่ รวม 10 แฟ้ม ซึ่งมีเอกสารมากกว่า 3,000 หน้า ขึ้นรถเดินทางไปยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อส่งมอบให้คณะไต่สวนพิจารณาแนวทางการดำเนินคดีตามขั้นตอนกฎหมาย

ทั้งนี้ พนักงานสอบสวน กก.2 บก.ป.เปิดเผยว่า หาก ป.ป.ช.รับเรื่องไว้ไต่สวนเอง สำนวนจะอยู่ในอำนาจของ ป.ป.ช.แต่ถ้า ป.ป.ช.มีมติส่งเรื่องกลับมาให้บก.ป.เป็นผู้รับผิดชอบ ก็พร้อมใช้คณะทำงานชุดเดิมในการดำเนินคดีเนื่องจากคดีนี้ไม่มีกรอบระยะเวลาแน่ชัด ที่ผ่านมาเคยมีกรณีที่ ป.ป.ช.ส่งเรื่องกลับมาให้พนักงานสอบสวนทำต่อช่วงเวลาที่เหลือเพียง 1-2 สัปดาห์ก่อนที่คดีจะหมดอายุความ ส่วนประเด็นที่มีการซักทอดถึงบุคคลอื่นเพิ่มเติม จะต้องเรียกตัวมาสอบสวน แต่ต้องขึ้นอยู่กับว่าหน่วยงานใดจะทำคดีต่อไป

สำหรับผู้ต้องหาคดีนี้มีทั้งสิ้น 13 ราย แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่มข้าราชการท้องถิ่น 11 ราย หรือกลุ่มที่ถูกจับกุมขณะกำลังแก้ไขกระดาษคำตอบภายในบริษัทเอกชน ในพื้นที่ จ.นนทบุรี ถูกดำเนินคดีรวม 8 ข้อหา ประกอบด้วย สนับสนุนเจ้าพนักงานรัฐให้ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต,สนับสนุนเจ้าพนักงานให้ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต,สนับสนุนเจ้าพนักงานในการปลอมเอกสารโดยอาศัยหน้าที่,สนับสนุนเจ้าพนักงานในการรับรองข้อความหรือเอกสารอันเป็นเท็จ,ร่วมกันเป็นอั้งยี่และซ่องโจร,ร่วมกันเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น อันอาจก่อให้เกิดความเสียหาย,ร่วมกันปลอมเอกสารราชการ และเปิดผนึกหรือเอาเอกสารของผู้อื่นไปเพื่อล่วงรู้หรือเปิดเผยข้อความ และร่วมกันนำข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือน ปลอม หรือเป็นเท็จเข้าสู่ระบบ อันอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน

2.กลุ่มข้าราชการระดับสูง 2 ราย ได้แก่ นายธีรุตม์ศุภวิบูลย์ผล อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) และ ผศ.เรืองเดช ศิริกิจ ผอ.สำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ถูกดำเนินคดีรวม 6 ข้อหา ได้แก่ ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ,เป็นเจ้าพนักงานปลอมเอกสารราชการโดยอาศัยตำแหน่งหน้าที่ของตน, เป็นเจ้าพนักงานรับรองหลักฐานอันเป็นเท็จในเอกสารราชการ,ร่วมกันเอาไปเสีย หรือทำให้สูญหายซึ่งเอกสารของผู้อื่น,ร่วมกันปลอมเอกสารราชการ และร่วมกันเปิดผนึกหรือนำเอกสารที่ปิดผนึกของผู้อื่นไปเพื่อล่วงรู้ข้อความ

วันเดียวกัน ที่ อบจ.สตูล นายทวีศักดิ์ เล็กสุด รองปลัด อบจ.สตูล รักษาราชการแทนปลัด อบจ.สตูล กล่าวว่า ได้ขอใช้บัญชีผู้สอบผ่านจากส่วนกลางประมาณ8ตำแหน่ง โดยเป็นสายงานช่างและพัสดุ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีความขาดแคลน ก่อนจะได้รับการจัดสรรและเรียกบรรจุมาแล้ว 5ราย ประกอบด้วยสายงานวิศวกร นายช่างโยธา นายช่างไฟฟ้าและนักวิชาการพัสดุ ต่อมาเมื่อมีการตรวจสอบกรณีการทุจริตสอบแข่งขันและคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) ประกาศบัญชีรายชื่อผู้สอบผ่านฉบับใหม่ อบจ.สตูลตรวจสอบแล้วพบว่า ข้าราชการที่ได้รับการบรรจุจากบัญชีเดิม4ใน5ราย ไม่มีรายชื่ออยู่ในบัญชีฉบับใหม่ ขณะที่อีก1รายมีชื่ออยู่ในบัญชีและได้รับการเลื่อนลำดับดีขึ้น

ส่วนสถานะของข้าราชการทั้ง 4 รายขณะนี้ นายทวีศักดิ์ กล่าวว่า ในทางกฎหมายยังถือว่าบุคคลดังกล่าวมีสถานภาพเป็นข้าราชการอยู่ จนกว่าจะมีหนังสือสั่งการและแนวทางปฏิบัติจากกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นมายังจังหวัด เพื่อเข้าสู่กระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการเพิกถอนการบรรจุหรือสถานภาพการเป็นข้าราชการ เนื่องจากตามบัญชีสอบผ่านฉบับใหม่ถือว่าไม่มีคุณสมบัติเป็นผู้สอบผ่านตั้งแต่ต้น

สำหรับประเด็นเรื่องเงินเดือนที่ได้รับไปแล้ว โดยลอตแรกได้รับเงินเดือนประมาณ 3 เดือน และลอตหลังประมาณ 1 เดือน จะต้องมีการเรียกคืนหรือไม่นั้น นายทวีศักดิ์ ระบุว่า อบจ.สตูลยังต้องรอความชัดเจนและแนวทางจากส่วนกลาง เนื่องจากต้องพิจารณาตามข้อกฎหมายอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะกรณีที่บุคคลดังกล่าวได้เข้ามาปฏิบัติหน้าที่และทำงานให้ทางราชการแล้ว

นายทวีศักดิ์ กล่าวถึงประเด็นความรับผิดทางอาญาว่าต้องพิจารณาจากเจตนาและพยานหลักฐาน ว่าผู้สอบมีส่วนรู้เห็นกับกระบวนการทุจริตหรือไม่ รวมถึงมีส่วนเกี่ยวข้องกับการจ่ายเงิน การแก้ไขคะแนน หรือการกระทำอื่นที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตหรือไม่โดยอาจมีบางกรณีที่ผู้ปกครองเป็นผู้ดำเนินการบางอย่างโดยที่บุตรหลานไม่ทราบข้อเท็จจริง หากไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าผู้สอบมีส่วนรู้เห็นหรือมีส่วนร่วมในการทุจริต ก็จำเป็นต้องพิจารณาความรับผิดทางอาญาเป็นรายกรณีอย่างไรก็ตาม ผลกระทบด้านสถานการณ์รับราชการอาจเกิดขึ้น หากตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นการสอบที่ไม่ผ่านตามบัญชีฉบับใหม่

รองปลัด อบจ.สตูล ระบุอีกว่า เตรียมเรียกบุคคลที่ได้รับผลกระทบเข้ามาพูดคุย เพื่อรับทราบข้อเท็จจริงและประเมินสภาพจิตใจ เนื่องจากประเด็นดังกล่าวส่งผลกระทบต่ออนาคตและเส้นทางการทำงานของบุคคลเหล่านั้น ส่วนกรณีที่ชื่อของนายกอบจ.สตูล ปรากฏเป็นหนึ่งในคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์นั้น เชื่อว่านายก อบจ.สตูล ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการทุจริต โดยเพิ่งเข้ามาเป็นตัวแทนนายก อบจ.ทั่วประเทศในคณะกรรมการกลาง

นายทวีศักดิ์ อธิบายว่า หน้าที่ของคณะกรรมการ กสถ.เป็นการกำกับดูแลในภาพรวม ขณะที่กระบวนการจัดสอบ การจัดการรายชื่อ และการปฏิบัติงานในรายละเอียด เป็นหน้าที่ของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นร่วมกับมหาวิทยาลัยที่รับจัดสอบ ดังนั้นกรรมการในระดับบอร์ดบริหารจึงไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการดำเนินงานในรายละเอียดดังกล่าว

ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ทำเนียบรัฐบาล กลุ่มเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) นำโดยนายพิชิต ไชยมงคล และ นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ เข้ายื่นหนังสือถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทยขอให้ขยายขอบเขตการสอบวินัยร้ายแรงคดีทุจริตการสอบแข่งขันการสอบแข่งขันบุคคลเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่นซึ่งยังสร้างความคลางแคลงใจและความกังวลใจ ว่าการสอบสวนการทุจริตครั้งนี้จะไม่สามารถสอบสวนถึงผู้ร่วมกระทำความผิดทั้งหมดได้ และเกรงว่าจะมีการปล่อยให้ผู้กระทำความผิดบางส่วนลอยนวล ไม่ถูกลงโทษตามกฎหมาย

ทั้งนี้ ทาง คปท.มีเหตุผลดังนี้ 1.แม้การสอบแข่งขันการสอบแข่งขันบุคคลเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่น จัดขึ้นเมื่อ 7 ธันวาคม 2568 และประกาศผลผู้ที่ผ่านการสอบภาค ก. และภาค ข.เมื่อวันที่23ธันวาคม 2568 จะเป็นช่วงที่นายธีรุตม์ศุภวิบูลย์ผล ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น (สถ.) ก็ตาม แต่นายธีรุตม์ เพิ่งย้ายมาเป็นอธิบดีฯ เมื่อวันที่12 พฤศจิกายน 2568 เพียง 3 สัปดาห์เศษก่อนการจัดสอบ การย้ายนายธีรุตม์มาประจำกระทรวงมหาดไทย และตั้งกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง พร้อมข้าราชการอื่นรวม 5 คน จึงมีความเหมาะสม แต่เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงให้ครบถ้วน จะพบว่าการสอบแข่งขันครั้งนี้เริ่มขึ้นตั้งแต่สมัยอธิบดี สถ.คนก่อนคือนายนฤชาโฆษาศิวิไลซ์ (ดำรงตำแหน่งระหว่างวันที่17 พฤศจิกายน 2567- 28 กรกฎาคม 2568) และ ร.ต.ท.ภพชนก ชลานุเคราะห์ (ดำรงตำแหน่งระหว่างวันที่ 29 กรกฎาคม -11 พฤศจิกายน 2568)

ต่อมาเมื่อวันที่13 กุมภาพันธ์ 2568 นายนฤชา ได้ประกาศยกเลิกการประกาศให้มหาวิทยาลัยบูรพา เป็นผู้ชนะการเสนอราคาในการจัดสอบแข่งขัน และเปิดประมูลครั้งใหม่ รวมถึงประกาศให้มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เป็นผู้ชนะการเสนอราคา เมื่อวันที่26 มิถุนายน 2568ดังนั้นหากการสอบสวนข้อเท็จจริงเริ่มที่นายธีรุตม์ แต่เพียงผู้เดียว จึงไม่น่าครบถ้วน ควรสอบสวนนายนฤชา ในช่วงเวลาดังกล่าวด้วย (ไม่ได้หมายความว่า นายนฤชา มีความผิดในคดีนี้ไปแล้ว)

2.ควรสอบสวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติมจากข้าราชการที่มีส่วนเกี่ยวข้องนอกจากนายธีรุตม์ และรองอธิบดีฯธนนท์ แล้ว ได้แก่ 2.1 รองอธิบดี สถ.โดยเฉพาะนายศิริพันธ์ ศรีกงพลี ผู้ร่วมร่างTOR 2.2อดีตผู้ตรวจราชการ สถ.โดยเฉพาะนายมนัส สุวรรณรินทร์ ผู้ร่วมร่าง TOR 2.3คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) ที่เป็นข้าราชการกระทรวงมหาดไทย และที่เป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่น ขอให้นายกฯสั่งการให้คณะกรรมการสอบสวนของกระทรวงมหาดไทย ขยายขอบเขตการสอบสวนไปถึงบุคคลต่างๆ ข้างต้น เพื่อให้ทราบข้อเท็จจริงครบถ้วน และอาจขยายผลไปถึงบุคคลอื่นที่ร่วมกระทำความผิดต่อไป

ทั้งนี้ นายสมพาศ นิลพันธ์ ที่ปรึกษาสำนักงานปลัดสำนักนายกฯเป็นผู้แทนนายกฯรับเรื่องไว้เพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

โฆษก ภท.​ ยันชัดๆ ฉลอง เรี่ยวแรง ไม่เกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทยแล้ว

โฆษก ภท.​ ยันชัดๆ ฉลอง เรี่ยวแรง ไม่เกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทยแล้ว

โฆษก ภท.​ ยันชัดๆ ฉลอง เรี่ยวแรง ไม่เกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทยแล้ว

วันอังคาร ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 22.04 น.

11 สิงหาคม 2569 น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รมช.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะโฆษกพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวชี้แจง ว่า จากกระแสข่าวที่มีการพยายามชี้นำว่า นายฉลอง เรี่ยวแรง อดีต สส.นนทบุรี ยังเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย เป็นคนของพรรคภูมิใจไทยนั้น ข้อเท็จจริงคือ นายฉลอง เรี่ยวแรง ได้ลาออกจากพรรคภูมิใจไทย ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2567 ปัจจุบันไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทยนานแล้ว จึงขอเรียนชี้แจงให้ทราบโดยทั่วกัน

อรรถวิชช์ จี้เลิกเตาหลอม IF ผลิตเหล็กตึกสูง ชี้เสี่ยงไม่ได้มาตรฐาน-จนท.ตรวจไม่พอ

อรรถวิชช์ จี้เลิกเตาหลอม IF ผลิตเหล็กตึกสูง ชี้เสี่ยงไม่ได้มาตรฐาน-จนท.ตรวจไม่พอ

อรรถวิชช์ จี้เลิกเตาหลอม IF ผลิตเหล็กตึกสูง ชี้เสี่ยงไม่ได้มาตรฐาน-จนท.ตรวจไม่พอ

วันอังคาร ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 20.04 น.

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.พรรครวมไทยสร้างชาติ, อดีตที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน โพสต์ผ่านเฟสบุ๊กถึง การเน้นย้ำความสำคัญของความปลอดภัยในการก่อสร้างที่ไม่สามารถต่อรองได้ พร้อมเกาะติดมติสำคัญของคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (กมอ.) ที่เตรียมคุมเข้มมาตรฐานการผลิตเหล็กโครงสร้าง และขอเชิญชวนประชาชนร่วมแสดงความคิดเห็นในเวทีรับฟังความคิดเห็นในวันที่ 17 เดือนสิงหาคมนี้

สืบเนื่องจากการประชุมเมื่อวันที่ 23 มิถุนายนที่ผ่านมา บอร์ด กมอ. ได้มีมติสำคัญในการ “ยกเลิกใช้เตาหลอมประเภท IF (Induction Furnace) ในการผลิตเหล็กข้ออ้อยที่ใช้ทำเสาและคานในการสร้างตึกอาคารสูง” อย่างไรก็ตาม มติดังกล่าวยังคงอนุโลมให้สามารถใช้เตาประเภทนี้ในการผลิตเหล็กเส้นกลมได้

นายอรรถวิชช์ ได้อธิบายถึงข้อควรระวังของเทคโนโลยีเตาหลอมแบบ IF ว่า มีลักษณะการหลอมรวมวัสดุทุกอย่างเข้าด้วยกัน ทำให้การกำจัดสารมลทินหรือส่วนผสมที่ไม่พึงประสงค์ทำได้ยาก ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพของเหล็ก โดยอ้างอิงจากผลการสุ่มตรวจที่ผ่านมาซึ่งพบว่า เหล็กที่ผลิตจากเตา IF มีโอกาสไม่ผ่านมาตรฐานสูงกว่าเตาหลอมประเภทอื่น

นอกจากนี้ ยังได้ชี้ให้เห็นถึงช่องโหว่สำคัญในการกำกับดูแล นั่นคือปัญหาขาดแคลนบุคลากร โดยปัจจุบันกระทรวงอุตสาหกรรมมีเจ้าหน้าที่ในกองตรวจมาตรฐานเหล็กเพียง 5 นายเท่านั้น ทำให้การลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานผลิตเหล็กทั่วประเทศเป็นไปอย่างยากลำบากและไม่ทั่วถึง

“เมื่อเทคโนโลยีเตา IF มีข้อจำกัด ประกอบกับการตรวจสอบยังทำได้ไม่ทั่วถึง เราต้องสร้างและยกระดับมาตรฐานใหม่ เพื่อความปลอดภัยของประชาชน!” นายอรรถวิชช์ ระบุ

ในตอนท้าย นายอรรถวิชช์ได้เชิญชวนประชาชนและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วน มาร่วมกันใช้สิทธิและแสดงความคิดเห็นเพื่อกำหนดบรรทัดฐานความปลอดภัยใหม่ร่วมกัน โดยเวทีรับฟังความคิดเห็นจะจัดขึ้นใน วันพฤหัสบดีที่ 17 สิงหาคมนี้ ตั้งแต่เวลา 09.30 – 16.30 น. ณ โรงแรมพูลแมน คิงเพาเวอร์

อนุทิน สั่ง รมต.-สส. ภูมิใจไทย ห้ามพกปืนออกนอกบ้าน ชี้ ผิดมาตรฐานจริยธรรม ขู่หมดอนาคตการเมือง

อนุทิน สั่ง รมต.-สส. ภูมิใจไทย ห้ามพกปืนออกนอกบ้าน ชี้ ผิดมาตรฐานจริยธรรม ขู่หมดอนาคตการเมือง

อนุทิน สั่ง รมต.-สส. ภูมิใจไทย ห้ามพกปืนออกนอกบ้าน ชี้ ผิดมาตรฐานจริยธรรม ขู่หมดอนาคตการเมือง

วันอังคาร ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 19.55 น.

อนุทิน เตือนกลางที่ประชุมพรรคภูมิใจไทย ห้ามรมต.-สส. ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พกปืนออกนอกบ้าน ชี้ผิดมาตรฐานทางจริยธรรม หมดอนาคตทางการเมือง แม้ทางกม.อาจรอดได้ 

เมื่อวันที่ 11 ส.ค.2569 ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นประธานการประชุม สส.พรรคภูมิใจไทย โดยเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎร สมัยสามัญประจำปี 2569 รวมถึงติดตามสถานการณ์การทำงานต่าง ๆ สส.ในแต่ละพื้นที่ และดำเนินงานของรัฐมนตรีของพรรค  

มีรายงานว่าในประชุม สส.พรรคภูมิใจไทยช่วงหนึ่ง นายอนุทิน ได้ออกปากเตือน สส.ในพรรคถึงการพกพาอาวุธปืน โดยกำชับห้ามพกพาปืนทุกกรณี ในทางกฎหมายอาจสามารถต่อสู้ได้ เสียค่าปรับ  หรือ จำคุก หรือ ต่อสู้คดีได้ แต่อย่าลืมว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีเรื่องของมาตรฐานทางจริยธรรมทางการเมือง ควบคุมอยู่ด้วย ซึ่งหากผิดก็จะไม่สามารถดำรงตำแหน่งใด ๆ ทางการเมืองได้ และหมดอนาคตทางการเมือง 

กกต.แจงปม จนท.รับโอน 8.6 แสน ยันไม่เกี่ยวคดีฮั้ว สว. เผยสั่งปลด-ส่ง ป.ป.ช.ฟันอาญาแล้ว

กกต.แจงปม จนท.รับโอน 8.6 แสน ยันไม่เกี่ยวคดีฮั้ว สว. เผยสั่งปลด-ส่ง ป.ป.ช.ฟันอาญาแล้ว

กกต.แจงปม จนท.รับโอน 8.6 แสน ยันไม่เกี่ยวคดีฮั้ว สว. เผยสั่งปลด-ส่ง ป.ป.ช.ฟันอาญาแล้ว

วันอังคาร ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 19.23 น.

กกต.แจงปม จนท.รับเงินโอน 8.6 แสน ยันไม่ได้ถูกมอบให้ทำคดีฮั้ว สว. ระบุสั่งสอบวินัย-ส่ง ป.ป.ช.ฟ้องอาญา ปมเรียกรับเงินคดี สส.และปลดออกแล้ว ส่วนหลักฐานเส้นทางเงิน 4 จังหวัดอยู่ในสำนวน พร้อมให้ความร่วมมือหน่วยงานอื่นร่วมตรวจสอบ

11 สิงหาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชี้แจงกรณีมีการเปิดเผยข้อมูลในคดีฮั้ว สว. พบเส้นทางการเงินในจังหวัดอำนาจเจริญ โดยมีการโอนเงินจากบุคคลรายหนึ่งไปยังพนักงานสืบสวนและไต่สวนชำนาญการ ของสำนักงาน กกต.จำนวน 13 ครั้ง รวมเป็นเงิน 860,000 บาท ระหว่าง เดือน เม.ย. – ก.ค.67 ว่า กรณีพฤติการณ์รับโอนเงินที่เกิดขึ้นในปี 2567 มีความเกี่ยวข้องกับพนักงานสืบสวนและไต่สวนชำนาญการ ตามที่ปรากฏเป็นข่าว ซึ่งในขณะนั้นปฏิบัติหน้าที่เป็นพนักงานของสำนักงาน กกต.และได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่เป็นกรรมการสืบสวนและไต่สวน เพื่อดำเนินการไต่สวนสำนวนเกี่ยวกับการเลือกตั้ง สส.ระหว่างวันที่ 7 เม.ย. – 22 ก.ค.67 โดยการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวเป็นภารกิจที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง สส. ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) แต่อย่างใด

ซึ่งสำนักงาน กกต.ได้มีการดำเนินการใน 4 มาตรการ ดังนี้

1.มีคำสั่งให้พนักงานฯ คนดังกล่าวออกจากงานไว้ก่อน

2.แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรง และการสอบสวน ได้ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนเสนอความเห็นต่อคณะอนุกรรมการบริหารงานบุคคลของสำนักงาน (อนุฯ กกต.) เพื่อพิจารณามีมติตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องต่อไป

3.แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีอาญา กับพนักงานสืบสวน และไต่สวนชำนาญการ ตามที่ปรากฏเป็นข่าว และบุคคลอื่น จำนวน 2 ราย

4.รายงานต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เพื่อดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจตามมาตรา 136 พ.ร.ป.ว่าด้วย การป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ.2560

อย่างไรก็ตาม สำนักงาน กกต.ได้สั่งลงโทษปลดพนักงานคนดังกล่าวออก และพ้นสภาพการเป็นพนักงาน ด้วยเหตุอื่นไปก่อนแล้ว

ส่วนกรณีเส้นทางการเงินใน 4 จังหวัด ได้แก่ นครพนม ลำพูน สงขลา และ อำนาจเจริญ หลักฐานดังกล่าวอยู่ในสำนวนการพิจารณาแล้ว และสำนักงาน กกต.ได้ยืนยันว่าให้ความสำคัญสูงสุดต่อความโปร่งใส ความสุจริต และความถูกต้องในการปฏิบัติหน้าที่ทุกขั้นตอน และพร้อมให้ความร่วมมือกับหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องในการตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ครบถ้วนต่อไป

ป.ป.ช.ชี้มูล อดีตนายก อบจ.สกลนคร ทุจริตจัดซื้อผ้านวม 11 ล้าน เสียหาย 3 ล้าน

ป.ป.ช.ชี้มูล อดีตนายก อบจ.สกลนคร ทุจริตจัดซื้อผ้านวม 11 ล้าน เสียหาย 3 ล้าน

ป.ป.ช.ชี้มูล อดีตนายก อบจ.สกลนคร ทุจริตจัดซื้อผ้านวม 11 ล้าน เสียหาย 3 ล้าน

วันอังคาร ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 19.05 น.

11 สิงหาคม 2569 นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แถลงว่า ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิด นายชัยมงคล ไชยรบ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนคร กับพวก กรณีทุจริตในโครงการจัดซื้อผ้าห่มนวมกันหนาว ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนคร ในปีงบประ มาณ พ.ศ.2553 วงเงินงบประมาณ 11,000,000 บาท

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวเป็นการจัดซื้อผ้าห่มจำนวน 50,000 ผืน เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยหนาวใน 18 อำเภอของ จ.สกลนคร ป.ป.ช.พบการสืบราคาจากกลุ่มวิสาหกิจชุมชน 5 กลุ่ม โดย 4 กลุ่มเสนอราคาสูงถึง 235 – 238 บาทต่อผืน ขณะที่อีกกลุ่มเสนอเพียง 160 บาท

โดยกลุ่มที่เสนอราคาถูกไม่ได้รับเชิญให้เสนอราคาในการจัดซื้อ ต่อมามีการเชิญวิสาหกิจชุมชน 9 กลุ่มเสนอราคา และทั้ง 9 กลุ่มเสนอราคาผืนละ 220 บาทเท่ากัน ทั้งที่ราคาทั่วไปตามคุณลักษณะที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกำหนดอยู่ที่ผืนละ 120 – 160 บาท

นายชัยมงคล อนุมัติจัดซื้อผ้าห่ม 50,000 ผืน ในในนามวิสาหกิจชุมชนทั้ง 9 กลุ่ม ราคาผืนละ 220 บาท รวม 11 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าราคาที่กรมบรรเทาสาธารณภัยกำหนด เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายต่อ อบจ.สกลนคร เป็นเงินทั้งสิ้น 3 ล้านบาท

ป.ป.ช.ชี้มูลทั้ง 6 ราย ประกอบด้วย นายชัยมงคล , นายสันติ ไชยยศ , นายพัฒนา พิมพะสาลี , นายสมัย โพธิทองดี , นางทองหล่อ ปารีพันธ์ และนางพัฒนาวดี จันทร์นวล หรือ วิริยปิยะ ว่ามีมูลความผิดอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และ 157 โดยบางรายมีความผิดทางวินัยร้ายแรงด้วย

ส่วน น.ส.สาธินี ดาวศิริโรจน์ , นายสังขพงศ์ นพแก้ว และนางปาริชาติ หรือ วริทยา อุประชัยวุฒิ มีมูลความผิดฐานสนับสนุนเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ขณะที่คณะกรรมการจัดซื้อผ้าห่มฯ นั้น ป.ป.ช.เห็นว่าไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอ จึงให้ข้อกล่าวหาตกไป

สำหรับความผิดตามมาตรา 157 บางส่วนขาดอายุความแล้ว จึงยุติการดำเนินคดีในส่วนดังกล่าว ป.ป.ช.ส่งสำนวนให้อัยการสูงสุดดำเนินคดีอาญา และส่งหน่วยงานต้นสังกัดดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป

สีหศักดิ์ ถกแก้ปัญหาชายแดนใต้ เน้น 4 ประเด็นหลัก นำร่องใน 14 อำเภอชายแดนไทย-มาเลเซีย

สีหศักดิ์ ถกแก้ปัญหาชายแดนใต้ เน้น 4 ประเด็นหลัก นำร่องใน 14 อำเภอชายแดนไทย-มาเลเซีย

สีหศักดิ์ ถกแก้ปัญหาชายแดนใต้ เน้น 4 ประเด็นหลัก นำร่องใน 14 อำเภอชายแดนไทย-มาเลเซีย

วันอังคาร ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 18.12 น.

“สีหศักดิ์”หัวโต๊ะผู้แทนพิเศษรัฐบาล ถกภารกิจแก้ปัญหา จว.ชายแดนภาคใต้ให้เป็นเอกภาพ เน้น 4 ประเด็นหลักนำร่องใน 14 อำเภอชายแดนไทย-มาเลเซีย ก่อนประเมินผล 6 เดือน

11 สิงหาคม 2569 ที่ตึกสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการผู้แทนพิเศษรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมี พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการ สมช. นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) นายวันมูหะหมัดนอร์ มะทา ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมการฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม

ต่อมา นายสีหศักดิ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุม ว่า หน้าที่หลักของคณะกรรมการฯ คือ ส่งเสริมให้เกิดเอกภาพในการทำงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ ในระดับพื้นที่ โดยจะมีเสาด้านความมั่นคง กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ศอ.บต.และกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ในที่ประชุมครั้งนี้มีการพูดถึงภารกิจหลักเพื่อเราจะต้องเน้นเป็นพิเศษเพื่อให้เกิดการทำงานเป็นเอกภาพ ได้แก่ 1.เรื่องการศึกษา 2.การพัฒนาคุณภาพชีวิตและความปลอดภัยของคนในพื้นที่ 3.การส่งเสริมความมั่นคงชายแดนซึ่งจะทำงานร่วมกับฝ่ายมาเลเซีย และ 4.การสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อเราจะต้องสื่อสารให้ชัดเจนว่า รัฐบาลกำลังทำอะไร อย่างไรบ้าง และการทำงานอย่างเป็นเอกภาพจะต้องอาศัยกลไกที่เรามีอยู่ จะเริ่มต้นในอำเภอนำร่อง 14 อำเภอติดชายแดนไทย – มาเลเซีย ที่จะต้องเน้นเอกภาพในการทำงานของทุกภาคส่วน ทั้งหมดจะมีการประเมินการทำงานเป็นระยะ โดยจะประเมินตามการทำงานในช่วง 6 เดือนแรกว่า สิ่งที่ทำไปได้ผลเป็นรูปธรรมหรือไม่ ทั้งหมดนี้จะนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติเพื่อขอความเห็นชอบต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเดินหน้ากระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขจะยังไม่เริ่มต้นหลังจากมีการชะลอออกไป เนื่องจากยังต้องรอทางฝ่ายมาเลเซียตั้งผู้อำนวยความสะดวกและส่งชื่อกลับมายังไทยก่อน