สรุปมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประจำวันที่ 11 สิงหาคม 2569

สรุปมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประจำวันที่ 11 สิงหาคม 2569

สรุปมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประจำวันที่ 11 สิงหาคม 2569

วันอังคาร ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 18.04 น.

11 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล สรุปสาระสำคัญ ดังนี้

กฎหมาย

1. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดลักษณะของเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ 3 มิถุนายน 2569 พ.ศ. ….

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดลักษณะของเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ 3 มิถุนายน 2569 พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอและให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   1. เนื่องในโอกาสที่สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี จะทรงเจริญพระชนมพรรษา 4 รอบ ในวันที่ 3 มิถุนายน พุทธศักราช 2569 รัฐบาลได้มอบหมายให้กรมธนารักษ์ กค. จัดทำเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสอันสำคัญนี้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการ ด้วยพระราชวิริยอุตสาหะและพระปรีชาสามารถ ทรงบำบัดทุกข์บำรุงสุข แก่พสกนิกรให้มีความร่มเย็นเป็นสุข ตลอดจนพระราชจริยวัตรอันงดงามเปี่ยมด้วยพระเมตตา เป็นที่เคารพรักของพสกนิกร และเพื่อเผยแพร่พระเกียรติคุณของพระองค์ท่านให้แผ่ไพศาลไปทั้งภายในประเทศและนานาประเทศทั่วโลก

                   2. กค. ได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตจัดทำเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกในโอกาสดังกล่าว และได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จัดทำเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกตามรูปแบบที่นำความกราบบังคมทูลประกอบพระบรมราชวินิจฉัยแล้ว สำหรับค่าใช้จ่ายในการจัดทำเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกดังกล่าว มาจากเงินทุนหมุนเวียนการบริหารจัดการเหรียญกษาปณ์ทรัพย์สินมีค่าของรัฐและการทำของ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

                   3. กค. จึงได้เสนอร่างกฎกระทรวงกำหนดลักษณะของเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ มาเพื่อดำเนินการ โดยร่างกฎกระทรวงดังกล่าวมีสาระสำคัญเป็นการกำหนดชนิด ราคา โลหะ อัตราเนื้อโลหะ น้ำหนัก ขนาด อัตราเผื่อเหลือเผื่อขาด ลวดลาย และลักษณะอื่น ๆ ของเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ 3 มิถุนายน 2569 รวม 3 ชนิด ได้แก่ 1) เหรียญกษาปณ์ทองคำ ชนิดราคาห้าหมื่นบาท 2) เหรียญกษาปณ์เงิน ชนิดราคาหนึ่งพันบาท และ 3) เหรียญกษาปณ์โลหะสีขาว (ทองแดงผสมนิกเกิล) ชนิดราคายี่สิบบาท ซึ่งมีลวดลายด้านหน้าและด้านหลังเช่นเดียวกันทั้ง 3 ชนิด เว้นแต่บริเวณข้อความบอกราคา

2. เรื่อง ร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. ….) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของศูนย์อาเซียนเพื่อเสริมสร้างศักยภาพและคุณค่าสังคมผู้สูงอายุด้วยนวัตกรรม)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. ….) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากรตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   กค. เสนอว่า

                   1. โดยที่รัฐบาลมีนโยบายให้มีการจัดตั้งศูนย์อาเซียนเพื่อเสริมสร้างศักยภาพและคุณค่าสังคมผู้สูงอายุด้วยนวัตกรรมในประเทศไทย เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับสังคมผู้สูงอายุในอาเซียน รวมทั้งส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพที่ดีและสามารถดำเนินชีวิตอย่างมีคุณค่าและมีศักยภาพ โดยรัฐบาลไทยได้ลงนามในความตกลงประเทศเจ้าบ้านระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับศูนย์อาเซียนฯ เมื่อวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2567 และได้มีการตราพระราชกฤษฎีกากำหนดเอกสิทธิ์สำหรับศูนย์อาเซียนเพื่อเสริมสร้างศักยภาพและคุณค่าสังคมผู้สูงอายุด้วยนวัตกรรม พ.ศ. 2567 โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2567 เป็นต้นไป

                   2. ต่อมา กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ขอให้ กค. พิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับพระราชกฤษฎีกากำหนดเอกสิทธิ์สำหรับศูนย์อาเซียนเพื่อเสริมสร้างศักยภาพและคุณค่าสังคมผู้สูงอายุด้วยนวัตกรรม พ.ศ. 2567 ที่มีผลใช้บังคับแล้ว เพื่อให้ศูนย์อาเซียนฯ ได้รับเอกสิทธิ์ตามที่ระบุไว้ในความตกลงประเทศเจ้าบ้านระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับศูนย์อาเซียนฯ ซึ่ง กค. โดยกรมสรรพากรมีความเห็น ดังนี้

                             2.1 ศูนย์อาเซียนฯ มีสถานะเป็นองค์การระหว่างประเทศและเป็นนิติบุคคลตามมาตรา 4 (1) แห่งพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว จึงไม่เข้าลักษณะเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร และไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล

                             2.2 กรณีบุคลากรของศูนย์อาเซียนฯ ได้รับเงินเดือนและค่าตอบแทนเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ให้แก่ศูนย์อาเซียนฯ เข้าลักษณะเป็นเงินได้จากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในประเทศไทย และมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 41 วรรคหนึ่งแห่งประมวลรัษฎากร อย่างไรก็ดี บุคลากรของศูนย์อาเซียนฯ จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เฉพาะในส่วนที่เป็นเงินเดือนและค่าตอบแทนที่ได้รับจากศูนย์อาเซียนฯ หรือรัฐบาลของประเทศตนตามมาตรา 6 (1) แห่งพระราชบัญญัติเอกสิทธิ์และความคุ้มกันสำหรับองค์การระหว่างประเทศและการประชุมระหว่างประเทศในประเทศไทย พ.ศ. 2561 ซึ่งกรมสรรพากรจะต้องดำเนินการออกกฎหมายยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้แก่บุคลากรของศูนย์อาเซียนฯ ดังกล่าว

                             2.3 กรณีศูนย์อาเซียนฯ ได้นำเข้าอุปกรณ์และสิ่งของที่จำเป็นต่อการทำงาน รวมทั้งยานพาหนะภายใต้ความตกลงประเทศเจ้าบ้านระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับศูนย์อาเซียนฯ เข้าลักษณะเป็นการนำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักรและอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/2 แห่งประมวลรัษฎากร อย่างไรก็ดีหากอุปกรณ์ สิ่งของ และยานพาหนะที่นำเข้าดังกล่าวเป็นสินค้าที่จำแนกประเภทไว้ในภาคว่าด้วยของที่ได้รับยกเว้นอากรตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากร ศูนย์อาเซียนฯ จะได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการนำเข้าสินค้าดังกล่าวตามมาตรา 81 (2) (ค) แห่งประมวลรัษฎากร

                             ทั้งนี้ ความตกลงประเทศเจ้าบ้านระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับศูนย์อาเซียนฯ ข้อ 5 (1) (ก) กำหนดให้เจ้าหน้าที่ต่างชาติจะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับการปฏิบัติหน้าที่ให้แก่ศูนย์อาเซียน และข้อ 8 (1) กำหนดให้ความตกลงฯ จะมีผลใช้บังคับในวันที่รัฐบาลไทยแจ้งศูนย์อาเซียนฯ ว่าได้ดำเนินการตามข้อกำหนดภายใน (การออกร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. ….) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร) เพื่อให้ความตกลงนี้มีผลใช้บังคับเสร็จสิ้นแล้ว

                   3. กค. โดยกรมสรรพากรพิจารณาตามข้อ 2.2 แล้ว จึงได้ยกร่างกฎกระทรวงฉบับที่ .. (พ.ศ. ….) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร ซึ่งมีสาระสำคัญเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร โดยกำหนดให้เงินได้ที่เป็นเงินเดือนหรือค่าตอบแทนที่เจ้าหน้าที่ต่างชาติของศูนย์อาเซียนฯ ที่ได้รับจากศูนย์อาเซียนฯ หรือรัฐบาลของประเทศตน เนื่องจากการเข้ามาปฏิบัติงานในประเทศไทยภายใต้ความตกลงประเทศเจ้าบ้านระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับศูนย์อาเซียนฯ เป็นเงินได้พึงประเมินที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ทั้งนี้ สำหรับเงินได้พึงประเมินที่ได้รับตั้งแต่วันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2567 เป็นต้นไป เพื่อให้เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเอกสิทธิ์สำหรับศูนย์อาเซียนเพื่อเสริมสร้างศักยภาพและคุณค่าสังคมผู้สูงอายุด้วยนวัตกรรม พ.ศ. 2567

                   4. กค. ได้จัดทำประมาณการการสูญเสียรายได้และประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับตามมาตรา 27 และมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 แล้ว โดยคาดว่ามาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของศูนย์อาเซียนฯ จะทำให้สูญเสียรายได้ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปีละประมาณ 1.7 ล้านบาท แต่จะเป็นการช่วยสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมที่จะสนับสนุนนโยบายผู้สูงอายุที่มีศักยภาพและดำเนินการให้เกิดผลเพื่อประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในอาเซียน และศูนย์อาเซียนฯ จะช่วยให้ประเทศไทยได้มองเห็นสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงทางประชากรจากประเทศต่าง ๆ ในอาเซียนในหลากหลายมิติเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับสังคมผู้สูงอายุ

เศรษฐกิจ-สังคม

3. เรื่อง ขออนุมัติเพิ่มวงเงินและขอขยายระยะเวลาก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณเกินกว่าที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติไว้

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามความเห็นของสำนักงบประมาณ (สงป.) ให้ มท. (กรมโยธาธิการและผังเมือง) เพิ่มวงเงินก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ และอนุมัติขยายระยะเวลาก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ จำนวน 5 รายการ ดังนี้

รายการก่อสร้างวงเงินเดิม(ล้านบาท)วงเงินใหม่(ล้านบาท)ระยะเวลาก่อหนี้
1. เขื่อนป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำชีวัดลำชีศรีวนารามฯ63.00069.707พ.ศ. 2563 – 2571
2. เขื่อนป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำชีวัดใหม่สามัคคีฯ63.00066.775พ.ศ. 2563 – 2571
3. เขื่อนป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำปาวฯ63.00069.466พ.ศ. 2564 – 2571
4. เขื่อนป้องกันตลิ่งริมลำน้ำพานฯ47.25049.773พ.ศ. 2564 – 2571
5 เขื่อนป้องกันตลิ่งริมแก่งดอนกลางฯ42.00042.369พ.ศ. 2565 – 2571

ทั้งนี้ ขอให้กรมโยธาธิการและผังเมือง ดำเนินการตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ มติคณะรัฐมนตรีและหนังสือเวียนที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนมาตรฐานของทางราชการให้ถูกต้องครบถ้วนในทุกขั้นตอน โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของทางราชการและประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับเป็นสำคัญ และให้ มท. รับความเห็นของ สทนช. ไปดำเนินการต่อไป

                   1. เรื่องเดิม

                   คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้ มท. ก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ รายการก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณรายการใหม่ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 – 2565 โดยมีรายการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งของกรมโยธาธิการและผังเมือง จำนวน 5 รายการ (รวมวงเงินสำรองเผื่อเหลือเผื่อขาด) ดังนี้

มติคณะรัฐมนตรีรายการก่อสร้างระยะเวลาก่อหนี้(ปีงบประมาณ)วงเงิน(ล้านบาท)
3 มีนาคม 2563เขื่อนป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำชีวัดลำชีศรีวนารามฯพ.ศ. 2563 – 256563.000
เขื่อนป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำชีวัดใหม่สามัคคีฯพ.ศ. 2563 – 256563.000
20 ตุลาคม 2563เขื่อนป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำปาวฯพ.ศ. 2564 – 256663.000
เขื่อนป้องกันตลิ่งริมลำน้ำพานฯพ.ศ. 2564 – 256647.250
12 ตุลาคม 2564เขื่อนป้องกันตลิ่งริมแก่งดอนกลางฯพ.ศ. 2565 – 256742.000

                   2. สาระสำคัญ

                   2.1 เดิมคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้หน่วยรับงบประมาณก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ รายการก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณรายการใหม่ ซึ่งรวมถึงรายการค่าก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำภายในประเทศ จำนวน 5 รายการ จำนวน 3 มติ ได้แก่ (1) มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2563 (2) มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2563 และ (3) มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2564 แต่เนื่องจากคู่สัญญาเอกชนรายเดิมไม่สามารถดำเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จตามกำหนดระยะเวลาของสัญญาจ้าง กรมโยธาธิการและผังเมืองจึงได้บอกเลิกสัญญาและประมาณการราคางานส่วนที่เหลือใหม่เพื่อดำเนินงานจัดจ้างใหม่ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e – bidding) แต่เนื่องจากราคาวัสดุก่อสร้างและค่าแรงงานปรับเพิ่มขึ้น ส่งผลให้วงเงินค่าก่อสร้างรวมของทั้ง 5 รายการ มีจำนวนเกินกว่าวงเงินก่อนนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติไว้เดิมโดยมีรายละเอียด ดังนี้

รายการก่อสร้างวงเงินเดิม(ตามมติคณะรัฐมนตรีข้อ 1)(A)เบิกจ่ายไปแล้ว(B)ราคาก่อสร้างส่วนที่เหลือ(C)วงเงินรวมใหม่(B) + (C)=(D)(เสนอคณะรัฐมนตรีในครั้งนี้)วงเงินเพิ่มขึ้น(D) – (A)
1. เขื่อนป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำชีวัดลำชีศรีวนารามฯ63.00030.85838.84969.7076.707
2. เขื่อนป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำชีวัดใหม่สามัคคีฯ63.00019.77547.00066.7753.775
3. เขื่อนป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำปาวฯ63.00010.36659.10069.4666.466
4. เขื่อนป้องกันตลิ่งริมลำน้ำพานฯ47.25013.73736.03649.7732.523
5 เขื่อนป้องกันตลิ่งริมแก่งดอนกลางฯ42.00011.09931.27042.3690.369
รวม278.25085.835212.255298.09019.840

                   2.2 สำนักงบประมาณ (สงป.) ได้เห็นชอบความเหมาะสมของราคาก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่ง (ส่วนที่เหลือและซ่อมแซมบูรณะส่วนที่ชำรุดบกพร่อง) ทั้ง 5 รายการ และอนุมัติให้กระทรวงมหาดไทย (มท.) ขยายระยะเวลาก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณถึงปีงบประมาณ พ.ศ. 2571 โดยมีรายละเอียด สรุปได้ดังนี้

รายการก่อสร้างราคาก่อสร้างส่วนที่เหลือ(ล้านบาท)ระยะเวลาก่อหนี้ที่เสนอในครั้งนี้ระยะเวลาก่อหนี้ที่ สงป. อนุมัติ
1. เขื่อนป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำชีวัดลำชีศรีวนารามฯ38.849พ.ศ. 2563 – 2570พ.ศ. 2563 – 2571
2. เขื่อนป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำชีวัดใหม่สามัคคีฯ47.000พ.ศ. 2563 – 2570พ.ศ. 2563 – 2571
3. เขื่อนป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำปาวฯ59.100พ.ศ. 2564 – 2570พ.ศ. 2564 – 2571
4. เขื่อนป้องกันตลิ่งริมลำน้ำพานฯ36.036พ.ศ. 2564 – 2570พ.ศ. 2564 – 2571
5 เขื่อนป้องกันตลิ่งริมแก่งดอนกลางฯ31.270พ.ศ. 2565 – 2570พ.ศ. 2565 – 2571

                   2.3 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) พิจารณาแล้วไม่ขัดข้อง โดย สทนช. เห็นควรให้ มท. เร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จตามระยะเวลาที่กำหนด และดำเนินการตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ มติคณะรัฐมนตรี ตลอดจนมาตรฐานของทางราชการ ให้ถูกต้องครบถ้วนในทุกขั้นตอน โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของทางราชการและประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับเป็นสำคัญ

4. เรื่อง ปีอาสาสมัครสากลเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (International Year of Volunteers for Sustainable Development, 2026: IVY 2026)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบกำหนดให้ปี 2569 เป็นปีอาสาสมัครไทยเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ตามที่คณะกรรมการส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมแห่งชาติ (ก.ส.ค.) เสนอ รวมถึงให้มีการส่งเสริมหน่วยงาน องค์กร อาสาสมัคร และประชาชนมีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ตามความเหมาะสมในปี 2569 และให้ความเห็นชอบให้นำข้อเสนอเชิงนโยบายแนวทางการพัฒนางานอาสาสมัครไทยเพื่อการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (ข้อเสนอเชิงนโยบายฯ) มาปฏิบัติ โดยมอบหมายให้คณะอนุกรรมการส่งเสริมอาสาสมัคร ภายใต้ ก.ส.ค. เป็นกลไกขับเคลื่อนวาระอาสาสมัครสากลเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศไทย ซึ่งมีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และกรมองค์การระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เป็นผู้ประสานงานของประเทศไทย

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   1. สืบเนื่องจากองค์การสหประชาชาติ (United Nations: UN) ได้มีข้อมติสมัชชาสหประชาชาติ (United Nations General Assembly: UNGA) เกี่ยวกับการดำเนินงานด้านอาสาสมัครมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2528 ที่กำหนดให้วันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปี เป็นวันอาสาสมัครสากล ต่อมาได้ประกาศให้ปี 2544 เป็นปีอาสาสมัครสากล ซึ่งประเทศไทยได้ร่วมอุปถัมภ์ข้อมติดังกล่าว โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติ (17 สิงหาคม 2564) รับทราบแนวทางเกี่ยวกับการจัดงานวันอาสาสมัครสากลของประเทศไทยที่ให้จัดงานวันอาสาสมัครสากลในวันที่ 5 ธันวาคม
เป็นประจำทุกปี และเชิญชวนให้หน่วยงานต่าง ๆ จัดกิจกรรมเนื่องในโอกาสวันอาสาสมัครสากลระหว่างวันที่ 21 ตุลาคม ถึง 5 ธันวาคม ของทุกปี โดยมอบหมายให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เป็นผู้รับผิดชอบหลักร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) จัดกิจกรรมต่าง ๆ ซึ่งที่ผ่านมา พม. ได้ร่วมกับ กต. และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจัดงานวันอาสาสมัครสากลมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2561 – 2568

                   2. โดยที่ปัจจุบัน UN ได้ประกาศให้ปี 2569 (ค.ศ. 2026) เป็นปีอาสาสมัครสากลเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ดังนั้น เพื่อให้ประเทศไทยมีนโยบายด้านงานอาสาสมัครสอดรับกับแนวทางของสากล คณะกรรมการส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมแห่งชาติ (ก.ส.ค.) [รองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) เป็นประธานกรรมการ] จึงได้เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบการกำหนดให้ปี 2569 (ค.ศ. 2026) เป็นปีอาสาสมัครไทยเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน รวมถึงส่งเสริมหน่วยงาน องค์กร อาสาสมัคร และประชาชนให้มีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ตามความเหมาะสม และให้ความเห็นชอบให้ส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำข้อเสนอเชิงนโยบายแนวทางการพัฒนางานอาสาสมัครไทยเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (ข้อเสนอเชิงนโยบายฯ) มาปฏิบัติ โดยมีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้

ด้านรายละเอียดของข้อเสนอเชิงนโยบาย
ด้านนโยบายและกฎหมาย
(1)ให้ความสำคัญกับการยกระดับงานอาสาสมัครในระดับนโยบาย โดยเสนอให้ประกาศเป็นนโยบายของชาติ เพื่อส่งเสริม สนับสนุน และขับเคลื่อนบทบาทของอาสาสมัครในทุกช่วงวัยให้มีส่วนร่วมใน
การพัฒนาประเทศและการดำเนินงานตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ควบคู่กับการสนับสนุน
การดำเนินงานตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมอย่างจริงจัง รวมถึงการศึกษาและจัดทำร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริม สนับสนุน และคุ้มครองสวัสดิภาพในการปฏิบัติงานของอาสาสมัครโดยเฉพาะ นอกจากนี้ เน้นการขับเคลื่อนงานอาสาสมัครผ่านกลไกความร่วมมือระหว่างประเทศทั้งในระดับภูมิภาคและนานาชาติ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ด้านงานอาสาสมัครระหว่างประเทศ การเป็นผู้นำด้านงานส่งเสริมอาสาสมัครในระดับภูมิภาค และการส่งเสริมบุคลากรไทยให้เข้าร่วมงานอาสาสมัครในต่างประเทศ
ด้านการบริหารจัดการงานอาสาสมัคร
(2)มุ่งพัฒนากลไกและโครงสร้างการบริหารจัดการงานอาสาสมัครอย่างเป็นระบบ โดยเร่งรัดการจัดตั้งสถาบันการจัดการและการอบรมอาสาสมัครเพื่อสังคม และศูนย์ประสานงานอาสาสมัครแห่งชาติ ระดับจังหวัดและระดับท้องถิ่นอย่างทั่วถึง รวมถึงการจัดตั้งกองทุนเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงาน
และการจัดสวัสดิการให้แก่อาสาสมัครตามกฎหมาย ระเบียบ และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง
และให้ความสำคัญกับการรับรองมาตรฐานการปฏิบัติงานขององค์กรที่มีอาสาสมัครและมาตรฐาน
การปฏิบัติงานของอาสาสมัคร การพัฒนาระบบฐานข้อมูลกลางเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลอาสาสมัคร
ทุกประเภทกับระบบฐานข้อมูลกลางของรัฐบาล (Big Data) ตลอดจนการพัฒนาระบบนิเทศ
ติดตาม ประเมินผล การรายงานผล และการจัดทำรายงานสถานการณ์งานอาสาสมัครไทยเพื่อเสนอ
ต่อคณะรัฐมนตรีและองค์การระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะในประเด็นการบรรลุเป้าหมาย
การพัฒนาที่ยั่งยืน
ด้านการรณรงค์เผยแพร่ เสริมสร้างความรู้ และการสร้างขวัญกำลังใจ
(3)สนับสนุนการจัดกิจกรรมสำคัญด้านงานอาสาสมัคร เช่น งานวันอาสาสมัครไทย การประชุมสมัชชาส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมในงานอาสาสมัครทั้งในระดับชาติและระดับจังหวัดและกิจกรรมเนื่องในโอกาสวันอาสาสมัครสากลควบคู่กับการสร้างความตระหนักรู้ของสาธารณชน เกี่ยวกับบทบาทงานอาสาสมัครที่มีส่วนสำคัญต่อการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ผ่านการสื่อสารสาธารณะและสื่อมวลชนทุกประเภท รวมถึงการเสริมสร้างความรู้ด้านการเป็นอาสาสมัครในหลักสูตรการเรียน
การสอนทุกระดับ และผู้ปฏิบัติงานในองค์กรและสถานประกอบการต่าง ๆ ตลอดจนมุ่งเน้นการสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่อาสาสมัครผ่านการยกย่อง เชิดชูเกียรติ และแสดงความขอบคุณต่อความทุ่มเทของอาสาสมัครในรูปแบบต่าง ๆ

                   3. กต. สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) สำนักงบประมาณและสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) พิจารณาแล้วไม่มีข้อขัดข้อง/เห็นควรให้ความเห็นชอบตามที่ ก.ส.ค. เสนอ โดย สปน. และ สศช. มีความเห็นเพิ่มเติมบางประการ เช่น ข้อมูลเชิงนโยบายฯ เรื่องการขอจัดตั้งสถาบัน
การจัดการและการอบรมอาสาสมัครเพื่อสังคม และศูนย์ประสานงานอาสาสมัครแห่งชาติระดับจังหวัดและระดับท้องถิ่น รวมถึงจัดตั้งกองทุนเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของอาสาสมัคร เห็นควรพิจารณาขยายบทบาทกลไกเดิมที่มีอยู่ทั้งในระดับประเทศและระดับพื้นที่

5. เรื่อง แนวทางการป้องกันข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหลจากเหตุบัญชีผู้ใช้งานสำหรับยืนยันตัวตน (Credential) รั่วไหล ด้วยมาตรการยืนยันตัวตนหลายปัจจัย (Multi – Factor Authentication : MFA) เช่น การใช้ Digital Identity (ThaID) หรือวิธีการยืนยันตัวตนในรูปแบบอื่นที่มีความมั่นคงปลอดภัย

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่คณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (กมช.) เสนอ ดังนี้

                   1. เห็นชอบแนวทางการป้องกันข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหลจากเหตุบัญชีผู้ใช้งานสำหรับยืนยันตัวตน (Credential) รั่วไหล ด้วยมาตรการยืนยันตัวตนหลายปัจจัย (Multi – Factor Authentication : MFA) เช่น การใช้ Digital Identity (ThaID) หรือวิธีการยืนยันตัวตนในรูปแบบอื่นที่มีความมั่นคงปลอดภัย ตามที่ กมช. เสนอ และให้ กมช. และ สกมช. รับความเห็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปพิจารณาดำเนินการต่อไป

                   2. ให้ สกมช. ดำเนินการตามมาตรา 22 (5) แห่งพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. 2562 เพื่อให้หน่วยงานของรัฐและเอกชนดำเนินการตามมติ กมช. ดังกล่าว ต่อไป

                   สาระสำคัญ

                   1. กมช. โดยศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์แห่งชาติ
(ศปช. หรือ ThaiCERT) แจ้งว่า มีกลุ่มผู้ไม่หวังดีซึ่งใช้ชื่อว่า ALIEN TXTBASE Stealer Logs ได้นำข้อมูลบัญชีผู้ใช้งานที่ขโมยมาไปเผยแพร่ในกลุ่ม Telegram มีจำนวนมากกว่า 16,520 ไฟล์ (5 เทระไบต์) และได้มีการเพิ่มเติม (Update) ข้อมูลทุกวันซึ่งข้อมูลดังกล่าว ประกอบด้วย (1) ที่อยู่อีเมลเฉพาะบุคคล (2) เว็บไซต์และรหัสผ่านที่เข้าใช้ระบบงานของหน่วยงาน ซึ่งบางข้อมูลเป็นบัญชีผู้ใช้งานระดับผู้ดูแลระบบ

                   2. ศปช. จึงได้ดำเนินการตรวจสอบข้อมูลจากเว็บไซต์ของประเทศไทย (Domain ที่ลงท้ายด้วย .th) โดยพบว่า มีข้อมูลจำนวน 221,947,958 รายการ ประกอบด้วย หน่วยงานราชการ บริษัท/องค์กร สถาบันการศึกษา องค์กรไม่แสวงผลกำไร หน่วยงานกองทัพ และอื่น ๆ

                   ทั้งนี้ ข้อมูลที่ถูกขโมยมาข้างต้นอาจส่งผลให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อระบบ และอาจถูกขโมยข้อมูลสำคัญ รวมถึงข้อมูลส่วนบุคคลของหน่วยงานและประชาชน หากผู้ไม่หวังดีนำข้อมูลซึ่งเป็นบัญชีผู้ใช้งานระดับผู้ดูแลระบบไปใช้ในการโจมตี

                   3. กมช. แจ้งว่า ข้อมูลบัญชีผู้ใช้งานที่ถูกขโมยหรือรั่วไหลเกิดจากสาเหตุต่าง ๆ สรุปได้ ดังนี้

สาเหตุลักษณะการโจมตี/ผลกระทบที่เกิดขึ้น
การโจมตีแบบฟิชชิง  (Phishing)ผู้ไม่หวังดีส่งอีเมล/เว็บไซต์ปลอม หลอกให้ผู้ใช้กรอกรหัสผ่านเอง
มัลแวร์/Keyloggerมีการติดตั้งโปรแกรมแอบแฝงในเครื่องของผู้ใช้ แล้วดักจับข้อมูลการพิมพ์ เช่น รหัสผ่าน เป็นต้น
Credential ถูกเก็บไว้อย่างไม่ปลอดภัยบัญชีผู้ใช้งาน (ชื่อผู้ใช้ และรหัสผ่าน) ถูกเก็บไว้ในระบบหรือเว็บไซต์ในรูปแบบของข้อความตัวอักษรปกติที่สามารถอ่านออกทันทีโดยไม่ต้องเข้ารหัส หรือมีการแชร์บัญชีผู้ใช้งานกับบุคคลอื่นเพื่อใช้งานร่วมกัน
การใช้รหัสผ่านช้ำมีการนำรหัสผ่านเดียวกันไปใช้หลายระบบ ซึ่งหากระบบใดระบบหนึ่งถูกล้วงข้อมูลจะทำให้รหัสผ่านหลุดทั้งหมด
การตั้งรหัสผ่านที่ไม่รัดกุมการใช้รหัสผ่านที่เดาได้ง่าย เช่น 123456 หรือ passwordหรือชื่อหน่วยงาน เป็นต้น
ระบบไม่ได้บังคับใช้การยืนยัน
ตัวตนแบบหลายปัจจัย (
MFA)
หากผู้ไม่หวังดีได้รหัสผ่านไป จะทำให้สามารถเข้าสู่ระบบได้ทันที
รหัสผ่าน หรือ Token ถูก Hard – code ไว้
ใน Source Code
พบมากในโค้ดที่แชร์ใน Github หรือระบบควบคุมเวอร์ชันต่าง ๆ
การรั่วไหลจากบุคลากรภายในผู้มีสิทธิ์เข้าถึงระบบนำข้อมูลออกไปโดยเจตนาหรือโดยประมาท
ระบบไม่มีการตรวจสอบ
หรือแจ้งเตือนความผิดปกติ
ไม่สามารถรู้ได้ทันทีว่ามีการใช้งาน Credential อย่างผิดปกติ

                   4. กมช. ในคราวประชุม ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 [โดยมีรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายภราดร ปริศนานันทกุล) เป็นประธาน] ได้มีมติเห็นชอบแนวทางการป้องกันข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหลฯ เพื่อป้องกันไม่ให้หน่วยงานต่าง ๆ ที่อาจมีข้อมูลบัญชีผู้ใช้งานถูกขโมยหรือรั่วไหล และทำให้ผู้โจมตีระบบคอมพิวเตอร์ (Hacker) สามารถเข้าถึงระบบงานต่าง ๆ ของหน่วยงาน ตลอดจนโจมตีหน่วยงานเพื่อขโมยข้อมูลหรือเข้ารหัสข้อมูล ซึ่งส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานหรือระบบงานต่าง ๆ และอาจจะส่งผลกระทบต่อระบบบริการต่าง ๆ ที่ให้บริการแก่ประชาชน

                   5. กมช. แจ้งว่า การดำเนินการตามแนวทางการป้องกันข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหลฯ จะช่วยยกระดับมาตรการป้องกันข้อมูลส่วนบุคคลและลดความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ในภาครัฐอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้ระบบดิจิทัลของรัฐมีความมั่นคงปลอดภัยมากยิ่งขึ้น เพิ่มความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน ภาคธุรกิจ และนักลงทุน อีกทั้งยังเป็นการสนับสนุนนโยบายดิจิทัลของประเทศ ทำให้ประเทศไทยมีมาตรฐานด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ที่ทัดเทียมกับระดับสากล อย่างไรก็ดี มาตรการนี้อาจเพิ่มภาระบางส่วนต่อหน่วยงานของรัฐ หน่วยงานควบคุมหรือกำกับดูแล และหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ แต่จะช่วยลดความเสี่ยงด้านไซเบอร์ในระยะยาว ยกระดับความน่าเชื่อถือของบริการภาครัฐ เสริมสร้างความเชื่อมั่นของประชาชน และภาคธุรกิจ รวมถึงส่งเสริมความเชื่อมั่นต่อการลงทุนและความสามารถในการแข่งขันของประเทศด้านเศรษฐกิจดิจิทัล

6. เรื่อง รายงานสรุปเหตุการณ์ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 จากการเกิดเหตุกราดยิงในพื้นที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี เป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต

                   คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบตามที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เสนอ ดังนี้

                   1. รับทราบประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง มาตรการความปลอดภัยของสถานศึกษา ลงวันที่ 10 สิงหาคม 2569 และขอความร่วมมือส่วนราชการที่มีสถานศึกษาในสังกัดพิจารณานำประกาศกระทรวงศึกษาธิการดังกล่าวไปปรับใช้ให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน

                   2. รับทราบความคืบหน้าการจัดทำร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยความปลอดภัยและการใช้เครื่องมือสื่อสารหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของนักเรียนและนักศึกษาในสถานศึกษา พ.ศ. …. เพื่อใช้เป็นกฎหมายแม่บทด้านความปลอดภัยของนักเรียนและนักศึกษาในสถานศึกษาต่อไป

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   1. เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 เวลาประมาณ 09.50 น. ได้มีบุคคลซึ่งเป็นนักเรียนชายแต่งกายในชุดพลศึกษาสีม่วงยิงอาวุธปืนภายในบริเวณพื้นที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี จำนวนหลายสิบนัด เป็นเหตุให้มีนักเรียน ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาและบุคคลภายนอกได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต และจากการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าตรวจสอบที่บ้านพักของนักเรียนชายผู้ก่อเหตุรายดังกล่าว พบว่า ผู้ปกครองซึ่งมีสถานะเป็นปู่และย่าของนักเรียนชายผู้ก่อเหตุถูกยิงเสียชีวิต

                   2. ข้อมูลนักเรียน ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ได้รับบาดเจ็บ และเสียชีวิต จำนวนทั้งสิ้น 34 ราย จำแนกเป็น

                             2.1 นักเรียน ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาและบุคคลภายนอกที่ได้รับบาดเจ็บ จำนวน 25 ราย

                             2.2 นักเรียน ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาและบุคคลภายนอกที่เสียชีวิต จำนวน 9 ราย

                   3. กระทรวงศึกษาธิการได้ติดตามและร่วมแก้ไขสถานการณ์อย่างใกล้ชิดโดยยึดความปลอดภัยของทุกชีวิตในสถานศึกษาเป็นสำคัญ พร้อมเร่งให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบอย่างเต็มกำลัง ทั้งในด้านความปลอดภัย การเยียวยาทางจิตใจ และการสร้างขวัญกำลังใจเพื่อให้ทุกคนสามารถก้าวผ่านช่วงเวลาอันยากลำบากนี้ไปได้โดยเร็วที่สุด

                   4. เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2569 กระทรวงศึกษาธิการ ได้จัดประชุมหารือกำหนดแนวทางการดูแล ช่วยเหลือ เยียวยานักเรียน ข้าราชการครู บุคลากรทางการศึกษา โดยมีรองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในฐานะกำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมบูรณาการความร่วมมือร่วมกันกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ตลอดจนผู้แทนกระทรวงสาธารณสุข โดยกรมสุขภาพจิต และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

                   5. กระทรวงศึกษาธิการ ได้ออกประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง มาตรการความปลอดภัย

ของสถานศึกษา ลงวันที่ 10 สิงหาคม 2569 เพื่อเป็นการยกระดับมาตรการการป้องกัน ป้องปราม เฝ้าระวัง ลดความเสี่ยง และการบริหารจัดการความปลอดภัยแก่นักเรียนและนักศึกษา ครูและบุคลากรทางการศึกษาในสถานศึกษาให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด การกำกับดูแลและการส่งเสริมความประพฤติของนักเรียนและนักศึกษาในสถานศึกษาให้มีความเหมาะสม รวมทั้งการกำหนดมาตรการดูแล ช่วยเหลือ ฟื้นฟู เยียวยา ผู้ได้รับผลกระทบทางจิตใจ ตลอดจนกำหนดให้สถานศึกษาบริหารจัดการความปลอดภัย โดยขอความร่วมมือ  ไปยังหน่วยงานของรัฐหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อบูรณาการป้องกัน ป้องปราม เฝ้าระวัง ลดความเสี่ยง การฟื้นฟู บำบัดรักษา เยียวยา รวมทั้งการพิทักษ์สิทธิและเสรีภาพได้ตามความจำเป็นและเหมาะสม ดังนี้

                             1) ให้มีการจัดตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพในระดับสถานศึกษา

                             2) ให้มีแผนมาตรการรักษาความปลอดภัยภายในบริเวณพื้นที่ของสถานศึกษา ระบบการติดต่อสื่อสาร การซักซ้อมแผนเผชิญเหตุการณ์ฉุกเฉิน และการตรวจตราความปลอดภัย

                             3) ให้มีระบบดูแล คัดกรอง ช่วยเหลือด้านสุขภาพจิต และการพัฒนาครูแนะแนว

                             4) ให้มีการบูรณาการความปลอดภัยของสถานศึกษาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

                             5) ให้มีการเปิดพื้นที่สถานศึกษาให้ผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วมสังเกตการณ์

                             6) ให้มีการสร้างความตระหนักรู้และการเสริมสร้างสัมพันธภาพที่ดีภายในสถานศึกษา

                             7) ให้สถานศึกษาเป็นเขตพื้นที่ปลอดภัย

                   6. ปัจจุบันกระทรวงศึกษาธิการอยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยความปลอดภัยและการใช้เครื่องมือสื่อสารหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของนักเรียนและนักศึกษาในสถานศึกษา พ.ศ. …. เพิ่มเติม ผ่านช่องทางระบบกลางทางกฎหมาย (Law.go.th) ระหว่างวันที่ 10 สิงหาคม 2569 และสิ้นสุดวันที่ 9 กันยายน 2569 ซึ่งร่างพระราชบัญญัติฯ มีหลักการและสาระสำคัญเกี่ยวกับการวางมาตรการป้องกัน ป้องปราม ลดความเสี่ยง และบริหารจัดการความปลอดภัยแก่นักเรียนและนักศึกษาในสถานศึกษาให้มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล รวมทั้งกำกับดูแลและส่งเสริมความประพฤติของนักเรียนและนักศึกษาในสถานศึกษาให้มีความเหมาะสม โดยการกำหนดสิ่งของต้องห้ามพกพาหรือนำพาเข้ามาหรือต้องห้ามใช้ในสถานศึกษา และการกำหนดมาตรการพกพา การนำพาเข้ามาหรือการใช้เครื่องมือสื่อสารหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของนักเรียนหรือนักศึกษาในสถานศึกษา โดยให้คำนึงถึงพัฒนาการการเรียนรู้ในแต่ละช่วงวัยและความจำเป็นเกี่ยวกับสภาพทางร่างกายของนักเรียนและนักศึกษา

7. เรื่อง การจัดประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 1/2569

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการจัดประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 1/2569 ตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (สลน.) เสนอ

                   สาระสำคัญ

                   ด้วยนายกรัฐมนตรีได้เห็นชอบกำหนดจัดประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 1/2569 ณ จังหวัดสงขลา และติดตามการตรวจราชการกลุ่มจังหวัดภาคใต้ระหว่างวันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม – วันอังคารที่ 1 กันยายน 2569 โดยประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ในวันอังคารที่ 1 กันยายน 2569 โดยมีบัญชามอบหมายภารกิจ ดังนี้

                   1. ประเด็นการตรวจราชการสำคัญ ประกอบด้วย (1) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ (2) การยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวและบริการ (3) การขับเคลื่อนการแปรรูปสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรเพื่อการส่งออก และ (4) การบริหารจัดการน้ำและการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของเมืองเพื่อการระบายน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ

                   2. มอบหมายคณะรัฐมนตรีลงพื้นที่ กลุ่มจังหวัดภาคใต้เพื่อติดตามการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลและปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ ทั้งนี้ ให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติรวบรวมข้อมูลการลงพื้นที่ของคณะรัฐมนตรี

                   3. มอบหมายรองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) ซึ่งกำกับและติดตามการปฏิบัติราชการกลุ่มจังหวัดภาคใต้ เป็นประธานประชุมบูรณาการการพัฒนากลุ่มจังหวัดภาคใต้ร่วมกับส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเสนอประเด็นและวาระการพัฒนาต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ณ จังหวัดสงขลา ทั้งนี้ มอบหมายให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สำนักงบประมาณ และกระทรวงมหาดไทยเป็นฝ่ายเลขานุการ

                   4. การจัดประชุมคณะรัฐมนตรีและวาระการประชุมคณะรัฐมนตรี มอบหมายสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเตรียมสถานที่จัดการประชุมคณะรัฐมนตรี และดำเนินการจัดประชุมคณะรัฐมนตรี

                   5. การตรวจราชการของนายกรัฐมนตรี มอบหมายสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีร่วมกับกระทรวงมหาดไทย จัดทำกำหนดการตรวจราชการในภาพรวมของนายกรัฐมนตรี ระหว่างวันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม – วันอังคารที่ 1 กันยายน 2569

                   6. การอำนวยความสะดวก มอบหมายสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีประสานจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมการและอำนวยความสะดวกด้านที่พักของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี
การเดินทาง และกำหนดการในภาพรวมของนายกรัฐมนตรี

                   7. การรับฟังปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน มอบหมายสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีประสานกับศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย ในการดูแลการรับเรื่องร้องเรียนและปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน

                   8. การประชาสัมพันธ์ มอบหมายกรมประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก และโฆษกกระทรวงดำเนินการประชาสัมพันธ์ และสร้างการรับรู้แก่ประชาชน

                   9. การรักษาความปลอดภัย มอบหมายกองทัพภาคที่ 4 และสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นหน่วยงานหลักวางแผนและรักษาความปลอดภัยร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

8. เรื่อง ขอยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีเรื่อง โครงการโรงไฟฟ้าแม่เมาะทดแทน เครื่องที่ 8 – 9

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2565 [เรื่อง โครงการโรงไฟฟ้าแม่เมาะทดแทน เครื่องที่ 8 – 9 ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)] เพื่อให้ กฟผ. ยุติการดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าแม่เมาะทดแทน เครื่องที่ 8 – 9 ตามที่กระทรวงพลังงาน (พน.) เสนอ

                    สาระสำคัญของเรื่อง

                   กระทรวงพลังงานเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบให้ยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2565 [เรื่อง โครงการโรงไฟฟ้าแม่เมาะทดแทน เครื่องที่ 8 – 9 ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)] เพื่อให้ กฟผ. ยุติการดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าแม่เมาะทดแทน เครื่องที่ 8 – 9 ซึ่งมีกำลังการผลิตตามสัญญา 600 เมกะวัตต์ พร้อมระบบส่งไฟฟ้า วงเงินรวมทั้งสิ้น 47,470 ล้านบาท ได้ เนื่องจากในขั้นตอนกระบวนการจัดซื้อและจ้างก่อสร้างโครงการดังกล่าวพบว่า ไม่มีผู้ยื่นข้อเสนอ ดังนั้น กฟผ. จึงมีความจำเป็นต้องพิจารณายกเลิกการประกวดราคา และส่งผลให้ไม่สามารถดำเนินการก่อสร้างโรงไฟฟ้าแม่เมาะทดแทน เครื่องที่ 8 – 9 ให้สามารถจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ได้ทันภายในปี 2569

                   แต่โดยที่การยกเลิกโครงการดังกล่าวส่งผลให้กำลังผลิตไฟฟ้าสูญหายจากระบบไฟฟ้าปริมาณ 600 เมกะวัตต์ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้าภาคเหนือตอนบน (จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดพะเยา และจังหวัดเชียงราย) เนื่องจากโรงไฟฟ้าพลังความร้อนแม่เมาะที่เดินเครื่องอยู่ในปัจจุบันถึงกำหนดปลดเครื่องออกจากระบบแล้ว ดังนี้

หน่วย : เมกะวัตต์

เครื่องที่กำลังการผลิตติดตั้งกำลังการผลิตตามสัญญาแผนการปลดโรงไฟฟ้าหมายเหตุ
8300270  31 ธันวาคม 2568  ครบกำหนด
9300270
10300270
11300270
123002701 มกราคม 2569ครบกำหนด
13300270
14660600เมษายน 2592ทดแทนเครื่องที่ 4-7
15660600ขอยกเลิกโครงการครั้งนี้ทดแทนเครื่องที่ 8-9

จากตารางจะเห็นได้ว่า หาก กฟผ. ยกเลิกโครงการโรงไฟฟ้าแม่เมาะทดแทน เครื่องที่ 8 – 9 ในครั้งนี้ จะทำให้เหลือเพียงโรงไฟฟ้าแม่เมาะเครื่องที่ 14 ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าหลักเพียงโรงเดียวที่จะรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าบริเวณภาคเหนือตอนบน ดังนั้น เพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าโดยให้มีกำลังไฟฟ้าในพื้นที่ดังกล่าวปริมาณ 1,200 เมกะวัตต์ กฟผ. จึงได้จัดทำแนวทางในการบริหารจัดการกรณียกเลิกโครงการโรงไฟฟ้าแม่เมาะทดแทนเครื่องที่ 8-9 ซึ่งคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ในคราวประชุม ครั้งที่ 2/2568 (ครั้งที่ 172) เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2568 ได้มีมติเห็นชอบแนวทางดังกล่าวด้วยแล้ว ดังนี้

โรงไฟฟ้าแม่เมาะแนวทางการดำเนินการ
ระยะที่ 1 (เดินเครื่องร่วมกับโรงไฟฟ้าแม่เมาะ เครื่องที่ 14 ในช่วงปี พ.ศ. 2569-2574)
เครื่องที่ 8 และ 11(กำลังการผลิตติดตั้งรวม 600 เมกะวัตต์)เลื่อนแผนการปลดโรงไฟฟ้า จากเดิมวันที่ 31 ธันวาคม 2568 เป็นวันที่ 31 ธันวาคม 2574 หรือจนกว่าจะดำเนินการปรับปรุงโรงไฟฟ้าแม่เมาะ เครื่องที่ 12 และ 13 แล้วเสร็จ (ประมาณปี 2574)
ระยะที่ 2 (เดินเครื่องร่วมกับโรงไฟฟ้าแม่เมาะ เครื่องที่ 14 ในช่วงปี พ.ศ. 2574 – 2591)
เครื่องที่ 12 และ 13(กำลังการผลิตติดตั้งรวม 600 เมกะวัตต์)(1) เลื่อนแผนการปลดโรงไฟฟ้า จากเดิมวันที่ 1 มกราคม 2569 ไปจนถึงปี 2591(2) ดำเนินการปรับปรุงโรงไฟฟ้า โดยหยุดพักให้บริการโรงไฟฟ้า (ไม่มีการจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบ) ในช่วงที่ดำเนินการปรับปรุงโรงไฟฟ้าในปี 2569-2574
หมายเหตุ งบประมาณในการปรับปรุงโรงไฟฟ้าแม่เมาะ เครื่องที่ 12 และ 13 เพื่อทดแทนโครงการโรงไฟฟ้าแม่เมาะทดแทน เครื่องที่ 8 – 9 อยู่ระหว่างการพิจารณาโดยละเอียดและ กฟผ. จะดำเนินการศึกษา
ความเหมาะสมโครงการปรับปรุงโรงไฟฟ้าแม่เมาะดังกล่าว เพื่อเสนอขออนุมัติงบประมาณจากคณะรัฐมนตรีตามกระบวนการต่อไป

                   2. หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงการคลัง (กค.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กระทรวงมหาดไทย (มท.) และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม (สศช.) พิจารณาแล้วไม่ขัดข้องตามที่ พน. เสนอ

9. เรื่อง สรุปการประเมินตนเองของประเทศไทยประกอบการจัดทำบันทึกเบื้องต้น (Initial Memorandum)  

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) เสนอ สรุปการประเมินตนเองของประเทศไทยประกอบการจัดทำบันทึกเบื้องต้น (Initial Memorandum : IM) และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำแนวทางการปรับปรุงกฎหมายและกฎลำดับรองไปประกอบการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายและกฎลำดับรองของแต่ละหน่วยงานต่อไป และให้ สคก. และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องรับความเห็นของ กษ. อก. สปน. และสำนักงาน ป.ป.ช. รวมทั้งข้อสังเกตของ ทส. ไปพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   1. เดิมคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2568 รับทราบความคืบหน้าการดำเนินงานในการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD) ของประเทศไทย โดยมีสาระสำคัญครอบคลุมการกำหนดให้ในปี 2568 ประเทศไทยจะต้องจัดทำบันทึกเบื้องต้น (Initial Memorandum: IM) และยื่นให้กับ OECD เพื่อประเมินตนเองเบื้องต้นเกี่ยวกับความสอดคล้องของกฎหมาย นโยบาย และแนวปฏิบัติภายในประเทศว่า มีความสอดคล้องกับตราสารทางกฎหมายของ OECD และนโยบายและแนวปฏิบัติที่ดีของ OECD มากน้อยเพียงใด และต่อมาคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2568 มอบหมายสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการร่วมกับคณะกรรมการนโยบายด้านกฎระเบียบ (เป็นหนึ่งในคณะกรรมการ OECD) สคก. จึงเป็นหนึ่งในคณะทำงานหลักในการขับเคลื่อนการเข้าเป็นสมาชิก OECD และได้จัดทำสรุปการประเมินตนเองของประเทศไทยประกอบการจัดทำ IM (สรุปการประเมินตนเองฯ) ซึ่งได้นำ IM เสนอต่อนายกรัฐมนตรีลงนามและส่งมอบแก่เลขาธิการ OECD หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 แล้ว อย่างไรก็ตาม จากผลการประเมินตนเองของประเทศไทยข้างต้นพบว่า มีกฎหมายที่ยังไม่สอดคล้องกับแนวทางตามตราสารของ OECD จำนวน 26 ฉบับ ซึ่ง สคก. ได้จัดทำแนวทางการปรับปรุงกฎหมายและกฎลำดับรอง (แนวทางฯ) เพื่อแก้ไขความไม่สอดคล้องดังกล่าวสรุปได้ ดังนี้

                             (1) ตราสารเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและการควบคุมมลพิษ จำนวน 7 ฉบับ ซึ่งจาก
การประเมินตนเองโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประเทศไทยยังขาดมาตรการที่จำเป็นบางประการ เช่น ระบบขึ้นทะเบียนการปล่อยและการเคลื่อนย้ายสิ่งก่อมลพิษ กลไกกำกับดูแลและมาตรฐานสำหรับการปล่อยสารปรอทจากปล่องระบายอากาศ หรือการบูรณาการข้อมูลสิ่งก่อมลพิษจากอากาศ น้ำ และดิน ซึ่งควรต้องพิจารณาปรับปรุงแก้ไขกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติและกฎหมายว่าด้วยโรงงาน [เช่น กต. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.)]

                             (2) ตราสารเกี่ยวกับการจัดการสารเคมีและเทคโนโลยีชีวภาพ จำนวน 6 ฉบับ ซึ่งจากการประเมินตนเองโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประเทศไทยยังขาดมาตรการที่จำเป็นบางประการ เช่น กลไกที่ครอบคลุมในการควบคุมสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรม การนำแนวทางที่ยึดตามความเสี่ยงมาใช้กับการควบคุมกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับสารเคมี การเปิดเผยข้อมูลของสารเคมี และการควบคุมวัสดุนาโน (nanomaterials) ซึ่งควรต้องพิจารณาปรับปรุงแก้ไขกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ กฎหมายว่าด้วยวัตถุอันตราย และกฎหมายที่เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรม เช่น กฎหมายว่าด้วยอาหารหรือกฎหมายว่าด้วยการกักพืช [เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) อก.)

                             (3) ตราสารเกี่ยวกับการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันและการกระทำเกี่ยวกับภาษีจำนวน 4 ฉบับ ซึ่งจากการประเมินตนเองโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประเทศไทยยังขาดมาตรการที่จำเป็นบางประการ เช่น ขาดการกำหนดความรับผิดที่ชัดเจนสำหรับการกระทำความผิดของนิติบุคคล ขาดความชัดเจนในการกำหนดความรับผิดฐานให้สินบนแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐต่างประเทศและเจ้าหน้าที่ขององค์การระหว่างประเทศ รวมถึงขาดการกำหนดให้ความผิดทางภาษีที่ร้ายแรงเป็นความผิดมูลฐาน ซึ่งควรต้องพิจารณาปรับปรุงแก้ไขกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติและกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน [เช่น สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(สำนักงาน ป.ป.ช.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.)]

                             (4) ตราสารเกี่ยวกับเศรษฐกิจ การแข่งขัน และการลงทุนของต่างชาติ จำนวน 4 ฉบับ ซึ่งจากการประเมินตนเองโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประเทศไทยยังขาดมาตรการที่จำเป็นบางประการ เช่น ไม่มีการนำหลักความเป็นกลางทางการแข่งขัน (competitive neutrality) มาใช้เพื่อคุ้มครองสิทธิในการนำคดีขึ้นสู่การพิจารณาทางกฎหมาย ขาดการกำหนดยกเว้นไม่ใช้กฎหมายว่าด้วยการแข่งขันทางการค้ากับกิจการเพื่อประโยชน์สาธารณะ ขาดกลไกเฉพาะที่นำมาใช้กับการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ ซึ่งควรต้องพิจารณาปรับปรุงแก้ไขกฎหมายว่าด้วยการแข่งขันทางการค้าและกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว [เช่น กระทรวงพาณิชย์ (พณ.)]

                             (5) ตราสารเกี่ยวกับการเกษตรและอาหาร จำนวน 2 ฉบับ ซึ่งจากการประเมินตนเองโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประเทศไทยยังขาดมาตรการที่จำเป็นบางประการ เช่น ขาดมาตรฐานเกี่ยวกับการลดก๊าซเรือนกระจกในภาคการเกษตร ขาดเป้าหมายที่วัดผลได้จริงในกฎหมายที่เกี่ยวกับการลดของเสียและขยะประเภทอาหาร ขาดกลไกการตรวจสอบด้านสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมสำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ในภาคการเกษตร ซึ่งควรต้องพิจารณาปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องหลายฉบับ เช่น กฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการอาหารแห่งชาติ กฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ กฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุข กฎหมายว่าด้วยการรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง กฎหมายว่าด้วยมาตรฐานสินค้าเกษตร กฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม  รวมถึงการออกกฎหมายเกี่ยวกับการจัดการก๊าซเรือนกระจก [เช่น กษ. ทส. กระทรวงมหาดไทย (มท.) สธ. สำนักนายกรัฐมนตรี (นร.)]

                             (6) ตราสารเกี่ยวกับข้อมูลทางสถิติและความเท่าเทียม จำนวน 3  ฉบับ ซึ่งจากการประเมินตนเองโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประเทศไทยยังขาดมาตรการที่จำเป็นบางประการ เช่น ขาดกลไกการจัดการกับข้อมูลสุขภาพ การพัฒนามาตรฐานของหน่วยงานด้านสถิติของประเทศ ขาดกลไกการส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศในภาคเอกชน ซึ่งควรต้องพิจารณาปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องหลายฉบับ เช่น กฎหมายว่าด้วยสถิติ กฎหมายว่าด้วยสุขภาพแห่งชาติ กฎหมายว่าด้วยระบบสุขภาพปฐมภูมิ กฎหมายว่าด้วยข้อมูลข่าวสารของราชการ กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กฎหมายว่าด้วยความเท่าเทียมระหว่างเพศ [เช่น กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดศ.) สธ. สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.)]

                   2. ประโยชน์ที่ได้รับจากการประเมินตนเองของประเทศไทยประกอบการจัดทำ IM ซึ่งได้รวบรวมความไม่สอดคล้องด้านกฎหมายกับตราสารของ OECD แต่ละฉบับ รวมถึงคำแนะนำในการตรากฎหมายและปรับปรุงกฎหมายหรือกฎลำดับรองเพื่อปิดช่องว่างหรือความไม่สอดคล้องกับตราสารของ OECD จะมีส่วนช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำไปใช้ประกอบการพิจารณาเพื่อกำหนดแนวทางการปรับปรุงกฎหมาย นโยบาย และแนวปฏิบัติให้สอดคล้องกับหลักการในตราสารของ OECD ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในกระบวนการขับเคลื่อนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม และเพื่อให้ทันต่อวาระการเข้าเป็นสมาชิก OECD ในปี 2571  

                    3. กต. พม. กษ. ดศ. ทส. มท. สธ. อก. สปน. สำนักงาน ป.ป.ช. และสำนักงาน ปปง. พิจารณาแล้วเห็นชอบ/เห็นด้วยในหลักการ/ไม่ขัดข้อง/ไม่มีข้อขัดข้องในหลักการ โดย กษ.  ทส. อก. สปน. และสำนักงาน ป.ป.ช. มีความเห็นและข้อสังเกตเพิ่มเติมบางประการ เช่น ควรมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำแนวทางฯ ไปปรับปรุงแก้ไขกฎหมายและกฎลำดับรองของหน่วยงานให้สอดคล้องกับหลักการในตราสารของ OECD โดยคำนึงถึงความเหมาะสมกับบริบทและความพร้อมของประเทศไทยเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม

10. เรื่อง ขออนุมัติเพิ่มวงเงินและขยายระยะเวลาก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณรายการก่อสร้างอาคารรังสีรักษา เป็นอาคาร คสล.4 ชั้น พื้นที่ใช้สอยประมาณ 2,400 ตารางเมตร (โครงการสร้างต้านแผ่นดินไหว) โรงพยาบาลศรีสังวรสุโขทัย ตำบลคลองตาล อำเภอศรีสำโรง จังหวัดสุโขทัย 1 หลัง

                    คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามความเห็นสำนักงบประมาณและให้กระทรวงสาธารณสุข (สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข) รับความเห็นของกระทรวงมหาดไทยและสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปพิจารณาดำเนินการต่อไป

                    1. เรื่องเดิม

                    คณะรัฐมนตรีมีมติ (14 ตุลาคม 2568) อนุมัติให้หน่วยรับงบประมาณก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ รายการก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณรายการใหม่ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จำนวน 1,917 รายการ
เป็นวงเงินภาระผูกพัน รวมทั้งสิ้น 349,656.40 ล้านบาท ซึ่งรวมถึงรายการก่อสร้างอาคารรังสีรักษา
ของโรงพยาบาลศรีสังวรสุโขทัยฯ ของ สธ. โดยมีวงเงินภาระผูกพันปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 – 2570 รวมทั้งสิ้น 63.50 ล้านบาท (รวมวงเงินสำรองเผื่อเหลือเผื่อขาด) โดยมีรายละเอียดการเบิกจ่าย ดังนี้

รายการวงเงิน (ล้านบาท)
(1) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 25699.1
(2) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 257051.4
(3) เงินสำรองเผื่อเหลือเผื่อขาด3.0
รวม63.5

                    2. สาระสำคัญของเรื่อง

                             2.1 ภายหลังจากคณะรัฐมนตรีมีมติ (14 ตุลาคม 2568) อนุมัติรายการก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ (ตามข้อ 1) สธ. โดยสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สป.สธ.) ได้แจ้งจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2569 รายการอาคารรังสีรักษาของโรงพยาบาลศรีสังวรสุโขทัยฯ งบประมาณทั้งสิ้น 60.5 ล้านบาท
ผูกพันงบประมาณ ปี 2569 – 2570 และได้ดำเนินการกำหนดราคากลางท้องถิ่นรายการก่อสร้างอาคารดังกล่าว ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e – bidding) ซึ่งคณะกรรมการกำหนดราคากลางจังหวัดได้ดำเนินการกำหนดราคากลางงานสิ่งก่อสร้างอาคารดังกล่าว เป็นเงิน 69.06 ล้านบาท

                             2.2 สธ. (สป.สธ) ได้ขอความเห็นชอบแบบรูปรายการและความเหมาะสมของราคาค่าก่อสร้างอาคารรังสีรักษาของโรงพยาบาลศรีสังวรสุโขทัยฯ ในวงเงิน 69.06 ล้านบาทและได้ชี้แจงเพิ่มเติมในกรณี
การกำหนดราคากลางงานก่อสร้างเกินวงเงินงบประมาณตามที่คณะกรรมการกำหนดราคากลางจังหวัดกำหนด เนื่องจากคณะกรรมการฯ ได้ดำเนินการปรับปรุงราคาให้สอดคล้องกับราคาของพื้นที่ที่ทำการก่อสร้าง และโรงพยาบาลศรีสังวรสุโขทัยฯ ขอยืนยันการแก้ไขปริมาณงานและราคาดังกล่าวตามแบบอาคารรังสีรักษาของโรงพยาบาลศรีสังวรสุโขทัยฯ อันเป็นการแก้ไขให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงตามแบบรูปรายการเดิม โดยไม่มีผลกระทบต่อวัตถุประสงค์และเป้าหมายของรายการ และไม่มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงแบบรูปรายการ ต่อ สงป.

                             2.3 สำนักงบประมาณ (สงป.) พิจารณาแล้ว เห็นชอบความเหมาะสมของราคารายการอาคารรังสีรักษาของโรงพยาบาลศรีสังวรสุโขทัยฯ ในวงเงิน 68.63 ล้านบาทโดยให้เบิกจ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จำนวน 9.08 ล้านบาทส่วนที่เหลือ จำนวน 59.55 ล้านบาท ผูกพันงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 – 2571 แต่เนื่องจากการดำเนินการดังกล่าวเป็นการเพิ่มวงเงินค่าก่อสร้างและขยายระยะเวลาก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ ซึ่งเกินกว่าวงเงินและระยะเวลาก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติไว้ จึงขอให้ สป.สธ. นำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติการเพิ่มวงเงินและขยายระยะเวลาก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 – 2570 เป็นปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 – 2571 ตามนัยข้อ 7 (3) ของระเบียบว่าด้วยการก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 และเมื่อได้รับผลการจัดซื้อจัดจ้างแล้วหากไม่เกินวงเงินที่ สงป. ให้ความเห็นชอบ ให้แจ้ง สงป. ทราบและดำเนินการทำสัญญาก่อหนี้ผูกพันตามขั้นตอนต่อไป ทั้งนี้ ขอให้ สป.สธ. ปฏิบัติตามกฎหมายระเบียบ ข้อบังคับ มติคณะรัฐมนตรี และหนังสือเวียนที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนมาตรฐานของทางราชการให้ถูกต้องครบถ้วนในทุกขั้นตอน โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของทางราชการและประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับเป็นสำคัญ และต่อรองราคาจนถึงที่สุดด้วย

11. เรื่อง ขออนุมัติเพิ่มวงเงินและขยายระยะเวลาก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณรายการก่อสร้างอาคารผู้ป่วยในโรงพยาบาลขนาด 60 เตียง (มาตรฐาน) เป็นอาคาร คสล. 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอยประมาณ 2,508 ตารางเมตร (ปรับราคา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้) โรงพยาบาลรามัน ตำบลกายูบอเกาะ อำเภอรามัน จังหวัดยะลา 1 หลัง

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามความเห็นสำนักงบประมาณและให้กระทรวงสาธารณสุข (สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข) รับความเห็นของกระทรวงมหาดไทยและสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปพิจารณาดำเนินการต่อไป

                   1. เรื่องเดิม

                   คณะรัฐมนตรีมีมติ (15 ตุลาคม 2567) อนุมัติให้หน่วยรับงบประมาณก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ รายการก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณรายการใหม่ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 จำนวน 1,612 รายการ เป็นวงเงินภาระผูกพัน รวมทั้งสิ้น 352,583 ล้านบาท ซึ่งรวมถึงรายการก่อสร้างอาคารผู้ป่วยในโรงพยาบาลรามันฯ ของ สธ. โดยมีวงเงินภาระผูกพันปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 – 2569 รวมทั้งสิ้น 48.8 ล้านบาท (รวมวงเงินสำรองเผื่อเหลือเผื่อขาด) โดยมีรายละเอียดการเบิกจ่าย ดังนี้

รายการวงเงิน (ล้านบาท)
(1) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 25689.3
(2) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 256937.2
(3) เงินสำรองเผื่อเหลือเผื่อขาด2.3
รวม48.8

                   2. สาระสำคัญของเรื่อง

                   สธ. รายงานว่า

                   2.1 ภายหลังจากคณะรัฐมนตรีมีมติ (15 ตุลาคม 2567) อนุมัติรายการก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ สธ. โดยสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สป.สธ.) ได้แจ้งจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี รายการอาคารผู้ป่วยในโรงพยาบาลรามันฯ งบประมาณทั้งสิ้น 46.46 ล้านบาท แบ่งเป็น ปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 จำนวน 9.29 ล้านบาท และปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จำนวน 37.17 ล้านบาท แต่เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดของรายการ จากฐานรากชนิดเสาเข็มเจาะ เป็นฐานรากชนิดแผ่ ตามผลการทดสอบการเจาะสำรวจชั้นดิน ทำให้วงเงินค่าก่อสร้างเพิ่มขึ้น ซึ่งสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดยะลาได้จัดทำราคากลางงานก่อสร้างอาคารเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงฐานรากดังกล่าว โดยได้สืบราคาวัสดุก่อสร้างจากสำนักงานพาณิชย์จังหวัดในพื้นที่ใกล้เคียงกับพื้นที่ก่อสร้าง ซึ่งกำหนดราคากลางเป็นเงินทั้งสิ้น 50 ล้านบาท และต่อมาจังหวัดยะลาได้ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างรายการก่อสร้างอาคารดังกล่าว โดยมีผู้เสนอราคาต่ำสุด เป็นเงินทั้งสิ้น 48.85 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าวงเงินงบประมาณ จำนวน 2.39 ล้านบาท และต่ำกว่าราคากลาง จำนวน 1.15 ล้านบาท โดยวงเงินที่เกินกว่าเงินงบประมาณ จำนวน 2.39 ล้านบาท โรงพยาบาลรามันจะใช้เงินบำรุงสมทบ ต่อไป

                   2.2 สำนักงบประมาณ (สงป.) พิจารณาแล้ว อนุมัติให้ สป.สธ. เปลี่ยนแปลงรายละเอียดของรายการ และเห็นชอบความเหมาะสมของราคาค่าก่อสร้างรายการอาคารผู้ป่วยในโรงพยาบาลรามันฯ ในวงเงิน 48.85 ล้านบาท โดยให้เบิกจ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 จำนวน 9.29 ล้านบาท ที่ได้จัดสรรงบประมาณรายจ่ายแล้ว และเบิกจ่ายจากเงินนอกงบประมาณ (เงินบำรุงโรงพยาบาลรามัน) จำนวน 2.39 ล้านบาท ส่วนที่เหลือ จำนวน 37.17 ล้านบาท ผูกพันงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 – 2570 แต่เนื่องจากการดำเนินการดังกล่าวเป็นการเพิ่มวงเงินค่าก่อสร้างและขยายระยะเวลาก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณซึ่งเกินกว่าวงเงินและระยะเวลาก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติไว้ จึงขอให้ สป.สธ. นำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติการเพิ่มวงเงินและขยายระยะเวลาก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ จากปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 – 2569 เป็นปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 – 2570 ตามนัยข้อ 7 (3) ของระเบียบว่าด้วยการก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 และดำเนินการทำสัญญาก่อหนี้ผูกพันตามขั้นตอนต่อไป

12. เรื่อง การปฏิรูประบบการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่สำนักงาน ก.พ. เสนอ ดังนี้

                   1. กรณีการจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่ ให้ชะลอการขอรับการจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่ในทุกกรณี โดยให้ส่วนราชการตรึงอัตรากำลัง บริหารอัตรากำลังที่มีอยู่และบรรจุอัตราว่างเท่าที่จำเป็นตามผลการสอบแข่งขัน/คัดเลือกที่ได้ประกาศขึ้นบัญชีหรืออยู่ระหว่างดำเนินการสอบแข่งขัน/คัดเลือก เพื่อควบคุมการเพิ่มกรอบอัตรากำลังในภาพรวม

                   2. ให้คณะอนุกรรมการสามัญประจำกระทรวง (อ.ก.พ. กระทรวง) พิจารณายุบเลิกกรอบอัตราข้าราชการ ประเภทวิชาการ ระดับปฏิบัติการ/ชำนาญการและประเภททั่วไป ระดับปฏิบัติงาน/ชำนาญงาน ที่ไม่มีการเบิกจ่ายงบประมาณ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567 เป็นต้นไป ยกเว้น กรณีที่ได้มีการประกาศรับสมัครไว้แล้ว และรายงานผลการพิจารณายุบเลิกให้คณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) ทราบภายในเดือนธันวาคม 2569

                   3. ให้ อ.ก.พ. กระทรวง ยุบเลิกตำแหน่งข้าราชการประเภทวิชาการและประเภททั่วไป ซึ่งเป็นอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุราชการในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ซึ่งเดิมเคยได้รับการทดแทนด้วยการจ้างงานรูปแบบอื่น (พนักงานราชการ) ตามสัดส่วนที่มาตรการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ (พ.ศ. 2566-2570) กำหนดไว้ โดยไม่ทดแทนด้วยกรอบพนักงานราชการ (ยกเว้น กรณีสายงานแพทย์และทันตแพทย์ ของสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขที่ต้องใช้บรรจุนักศึกษาแพทย์และทันตแพทย์ที่สำเร็จการศึกษาและกรณีผู้ปฏิบัติงานในเรือนจำ) ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวให้ครอบคลุมตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2571 – 2575 ด้วย

                   4. ให้ อ.ก.พ. กระทรวง ยุบเลิกตำแหน่งในสายงานสนับสนุนที่ไม่จำเป็นต้องใช้รูปแบบการจ้างงานประเภทข้าราชการ เมื่อผู้ดำรงตำแหน่งเกษียณอายุ จำนวน 11 สายงานภายในระยะเวลาตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เป็นต้นไป ได้แก่ (1) เจ้าพนักงานธุรการ (เฉพาะในราชการบริหารส่วนกลาง) (2) เจ้าพนักงานเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ (3) เจ้าพนักงานสื่อสาร (4) เจ้าพนักงานโสตทัศนศึกษา (5) เจ้าพนักงานห้องสมุด (6) นายช่างขุดลอก (7) นายช่างพิมพ์ (8) นายช่างภาพ (9) นายช่างศิลป์ (10) บรรณารักษ์ [ยกเว้น กรณีกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.)] และ (11) ผู้ประกาศและรายงานข่าว ทั้งนี้ เพื่อให้การปรับลดอัตรากำลังในสายงานสนับสนุนดังกล่าวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและไม่ส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติราชการ ให้ส่วนราชการทยอยยุบเลิกตำแหน่งเมื่อผู้ดำรงตำแหน่งพ้นจากราชการและพิจารณาใช้รูปแบบการจ้างงานอื่นที่เหมาะสมทดแทนควบคู่กับการวางแผนและบริหารกำลังคนในระยะยาว

                   5. ให้ทุกส่วนราชการทบทวนบทบาท ภารกิจ และการจัดโครงสร้างของหน่วยงานให้สอดรับกับอัตรากำลังที่กำหนดจากมาตรการตรึงอัตรากำลัง และดำเนินการตามมาตรการโครงสร้างของส่วนราชการ โดยจะต้องไม่กระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานและการให้บริการประชาชน

                   6. ให้สำนักงาน ก.พ. ดำเนินการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายและมาตรการที่เกี่ยวข้อง เช่น มาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนด มาตรการชะลอการกำหนดตำแหน่งเป็นระดับสูงขึ้น และให้ส่วนราชการที่รับผิดชอบโดยตรงจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย เช่น มาตรการสนับสนุนแนวทางการจ้างเหมาบริการ มาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานภาครัฐ ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล มาตรการปรับปรุงโครงสร้างส่วนราชการและลดความซ้ำซ้อนของหน่วยงานภาครัฐ การปฏิรูประบบเบี้ยหวัด บำเหน็จบำนาญ ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป

                   โดยมอบให้ คปร. สำนักงาน ก.พ. สำนักงาน ก.พ.ร. ร่วมกับสำนักงบประมาณ (สงป.) และกรมบัญชีกลาง ไปดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องโดยเร็วต่อไป

                   เรื่องเดิม

                   คณะรัฐมนตรีได้มีมติ (14 กรกฎาคม 2569) มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี (นายปกรณ์ นิลประพันธ์) ในฐานะประธานกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐกำกับและเร่งรัดการศึกษาแนวทางการปฏิรูประบบการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐและงบประมาณรายจ่ายบุคลากรในภาพรวมให้แล้วเสร็จโดยเร็ว โดยให้สำนักงาน ก.พ. เป็นหน่วยงานหลักร่วมกับสำนักงาน ก.พ.ร. กระทรวงการคลัง (กค.) สงป. สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องศึกษาและจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายและมาตรการที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน ทั้งการวางแผนกำลังคน การบริหารกรอบอัตรากำลัง การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน การนำเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) มาสนับสนุนการปฏิบัติราชการ ตลอดจนการทบทวนรูปแบบการจ้างงาน ระบบค่าตอบแทนและสวัสดิการของภาครัฐให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป และรองรับภารกิจของภาครัฐในระยะยาวโดยให้ดำเนินการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนทั้งส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ องค์กรกลางบริหารงานบุคคล ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อให้ข้อเสนอเชิงนโยบายและมาตรการ ที่เกี่ยวข้องมีความครบถ้วน รอบด้าน และสามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรมด้วย แล้วให้สำนักงาน ก.พ. นำผลการศึกษาพร้อมข้อเสนอเชิงนโยบายและมาตรการที่เกี่ยวข้องดังกล่าวเสนอ คปร. พิจารณาก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   1. สำนักงาน ก.พ. และสำนักงาน ก.พ.ร. ได้พิจารณาร่วมกันแล้วเห็นควรเสนอมาตรการที่เกี่ยวข้องกับการบริหารอัตรากำลังและการจัดโครงสร้างของส่วนราชการต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาในชั้นต้นก่อนที่จะนำเสนอ คปร. หรือคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาในรายละเอียดต่อไป โดยเห็นควรให้มีแนวทางในการปฏิรูประบบราชการด้านโครงสร้างและอัตรากำลัง มีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้

                             1.1 มาตรการตรึงอัตรากำลัง เห็นควรให้ชะลอการขอรับการจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่ในทุกกรณี โดยให้ส่วนราชการตรึงอัตรากำลัง บริหารอัตรากำลังที่มีอยู่ และบรรจุอัตราว่างเท่าที่จำเป็นตามผลการสอบแข่งขัน/คัดเลือกที่ได้ประกาศขึ้นบัญชีหรืออยู่ระหว่างดำเนินการสอบแข่งขัน/คัดเลือก เพื่อควบคุมการเพิ่มกรอบอัตรากำลังในภาพรวม ทั้งนี้ สำหรับส่วนราชการที่ได้มีคำขอรับการจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่มาที่สำนักงาน ก.พ. แล้ว นั้น ให้ส่งคืนคำขอดังกล่าว โดยให้ส่วนราชการวางแผนกำลังคนและบริหารจัดการ และเตรียมความพร้อมของกำลังคนที่มีอยู่ เช่น ปรับปรุงตำแหน่งในสายงานภารกิจสนับสนุนเป็นตำแหน่งในสายงานภารกิจหลักเกลี่ยอัตรากำลังไปใช้ในภารกิจที่สำคัญและจำเป็นก่อน เร่งพัฒนาทักษะและสมรรถนะที่จำเป็นให้บุคลากร ปรับกระบวนงาน/วิธีการปฏิบัติงาน นำเทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุนการปฏิบัติงาน รวมทั้งใช้การจ้างงานรูปแบบอื่นที่หลากหลายให้สอดคล้องกับภารกิจและลักษณะงาน ทั้งนี้ หากมีการปรับปรุงบทบาทภารกิจและโครงสร้างหน่วยงาน ให้ใช้แนวทางการปรับเปลี่ยนหน่วยงานให้ยืดหยุ่นและคล่องตัวขึ้น (Rearrange) โดยไม่เพิ่มจำนวนส่วนราชการระดับกอง กรอบอัตรากำลัง และงบประมาณ สำหรับกรณีการควบรวมหน่วยงาน การกำหนดแผนเปลี่ยนผ่านและบริหารอัตรากำลังให้เป็นไปตามมติ ก.พ.ร. และมติคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.)

                             1.2 มาตรการลดขนาดกำลังคนภาครัฐ เห็นควรให้ยุบเลิก ดังนี้

                                 (1) ให้ อ.ก.พ. กระทรวง พิจารณายุบเลิกกรอบอัตราข้าราชการ ประเภทวิชาการ ระดับปฏิบัติการ/ชำนาญการ และประเภททั่วไป ระดับปฏิบัติงาน/ชำนาญงาน ที่ไม่มีการเบิกจ่ายงบประมาณตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567 เป็นต้นไป ยกเว้นกรณีที่ได้มีการประกาศรับสมัครไว้แล้ว และรายงานผลการพิจารณายุบเลิกให้ คปร. ทราบภายในเดือนธันวาคม 2569 สำหรับกรณีกรอบอัตรากำลังพนักงานราชการของทุกส่วนราชการที่ไม่มีการจ้างตั้งแต่ได้รับจัดสรรกรอบอัตรากำลังพนักงานราชการ รอบที่ 6 (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2568-2571) ยังจำเป็นต้องคงกรอบอัตรากำลังไว้ก่อน เพื่อให้ส่วนราชการได้จ้างพนักงานราชการปฏิบัติงานในสายงานสนับสนุนที่ไม่จำเป็นต้องใช้รูปแบบการจ้างงานประเภทข้าราชการแทน

                                (2) ให้ อ.ก.พ. กระทรวง ยุบเลิกตำแหน่งข้าราชการประเภทวิชาการและประเภททั่วไป ซึ่งเป็นอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุราชการในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ซึ่งเดิมเคยได้รับการทดแทนด้วยการจ้างงานรูปแบบอื่น (พนักงานราชการ) ตามสัดส่วนที่มาตรการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ (พ.ศ. 2566-2570) กำหนดไว้โดยไม่ทดแทนด้วยกรอบพนักงานราชการ (ยกเว้นกรณีสายงานแพทย์และทันตแพทย์ของสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขที่ต้องใช้บรรจุนักศึกษาแพทย์และทันตแพทย์ที่สำเร็จการศึกษา และกรณีผู้ปฏิบัติงานในเรือนจำ) ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวให้ครอบคลุมตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2571-2575 ด้วย

                                (3) ให้ อ.ก.พ. กระทรวง ยุบเลิกตำแหน่งในสายงานสนับสนุนที่ไม่จำเป็นต้องใช้รูปแบบการจ้างงานประเภทข้าราชการ เมื่อผู้ดำรงตำแหน่งเกษียณอายุราชการยกเว้นกรณีลาออก เสียชีวิต หรือพ้นจากราชการด้วยเหตุวินัยร้ายแรง จำนวน 11 สายงาน ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เป็นต้นไป ได้แก่ 1) เจ้าพนักงานธุรการ (เฉพาะในราชการบริหารส่วนกลาง) 2) เจ้าพนักงานเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ 3) เจ้าพนักงานสื่อสาร 4) เจ้าพนักงานโสตทัศนศึกษา 5) เจ้าพนักงานห้องสมุด 6) นายช่างขุดลอก 7) นายช่างพิมพ์ 8) นายช่างภาพ 9) นายช่างศิลป์ 10) บรรณารักษ์ (ยกเว้นกรณีกรมศิลปากร วธ.) และ 11) ผู้ประกาศและรายงานข่าว ทั้งนี้ เพื่อให้การปรับลดอัตรากำลังในสายงานสนับสนุนดังกล่าวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและไม่ส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติราชการ ให้ส่วนราชการทยอยยุบเลิกตำแหน่งเมื่อผู้ดำรงตำแหน่งพ้นจากราชการและพิจารณาใช้รูปแบบการจ้างงานอื่นที่เหมาะสมทดแทนควบคู่กับการวางแผนและบริหารกำลังคนในระยะยาว

                             ทั้งนี้ เพื่อให้อัตราตำแหน่งตามกรอบตำแหน่ง ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ลดลงอย่างน้อยร้อยละ 15 ภายในปีงบประมาณ พ.ศ. 2575

                             1.3 มาตรการโครงสร้างของส่วนราชการ

                                  (1) ให้ทุกส่วนราชการทบทวนบทบาท ภารกิจ และการจัดโครงสร้างของหน่วยงานให้สอดรับกับอัตรากำลังที่กำหนดจากมาตรการตรึงอัตรากำลังในข้อ 1.1 และมาตรการยุบเลิกอัตรากำลังในข้อ 1.2 บนหลักการว่าจะต้องไม่กระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานและการให้บริการประชาชน โดยการกำหนดเป้าหมายการปรับบทบาทภารกิจและโครงสร้างส่วนราชการจะต้องสอดคล้องกับหลักการปฏิรูปโครงสร้างส่วนราชการตามที่ ก.พ.ร. กำหนด เช่น การลดความซ้ำซ้อนของภารกิจ รวมทั้งความซ้ำซ้อนของภารกิจในพื้นที่ระหว่างราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น การบูรณาการการปฏิบัติงานระหว่างส่วนราชการ องค์การมหาชน รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานของรัฐประเภทอื่น การถ่ายโอนงานภาครัฐ ให้ภาคเอกชนหรือภาคส่วนอื่นดำเนินการแทน และการปรับกระบวนการทำงานที่นำเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์มาใช้สนับสนุนหรือทดแทนกำลังคนในการปฏิบัติราชการตามความเหมาะสม

                                      ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องปรับโครงสร้างส่วนราชการให้ดำเนินการโดยใช้วิธีการที่ไม่เพิ่มจำนวนหน่วยงานและอัตรากำลังในภาพรวมของส่วนราชการ (Rearrange) เป็นลำดับแรก และเมื่อดำเนินการตามวิธีการ Rearrange ควบคู่กับการปรับกระบวนการทำงานและ/หรือนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้จนครบระยะเวลา 1 ปีแล้ว พบว่า ยังไม่สามารถตอบสนองภารกิจให้บรรลุเป้าหมายได้ ให้ส่วนราชการแสดงผลการดำเนินการที่ผ่านมาพร้อมทั้งปัญหาอุปสรรคและข้อจำกัด เสนอต่อ ก.พ.ร. เพื่อพิจารณาความจำเป็นและเหมาะสมหากจะเสนอขอจัดตั้งหน่วยงานใหม่ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป

                               (2) กรณีมีการยุบเลิกหน่วยงานอันเนื่องมาจากการยุบเลิกภารกิจการโอนภารกิจให้หน่วยงานอื่น หรือมอบหมายให้ภาคส่วนอื่นดำเนินการแทน ให้ส่วนราชการดำเนินการยุบเลิกตำแหน่งและอัตรากำลังที่เกี่ยวข้องตามมาตรการยุบเลิกอัตรากำลังในข้อ 1.2 อย่างเคร่งครัด

                               (3) กรณีควบรวมหน่วยงาน โดยหลักการจะมีสาเหตุจากการลดความซ้ำซ้อนในการดำเนินภารกิจ จึงต้องนำไปสู่การปรับลดกรอบอัตรากำลังของส่วนราชการใหม่ที่เกิดจากการควบรวม
จึงเห็นควรให้

                                      1) สำนักงาน ก.พ. และสำนักงาน ก.พ.ร. ร่วมกันพิจารณากำหนดอัตรากำลังในกรอบใหม่เท่าที่จำเป็นในหน่วยงานที่เกิดจากการควบรวมโดยให้สอดคล้องกับการปรับปรุงบทบาทภารกิจและโครงสร้างหน่วยงานใหม่และกำหนดแนวทาง จัดทำแผนเปลี่ยนผ่านองค์กรและบุคลากร (Transitional Plan) เพื่อเป็นกรอบให้หน่วยงานไปจัดทำต่อไป

                                      2) ส่วนราชการที่เกิดจากการควบรวมหน่วยงานจัดทำแผนเปลี่ยนผ่านองค์กรและบุคลากร ตามแนวทางที่สำนักงาน ก.พ. และสำนักงาน ก.พ.ร. กำหนดภายในระยะเวลา 3 เดือน นับแต่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการควบรวมหน่วยงาน

                   ทั้งนี้ ให้ส่วนราชการสามารถนำวงเงินงบประมาณที่ประหยัดได้จากการลดอัตรากำลังและการปรับปรุงโครงสร้างของส่วนราชการในแต่ละปี แต่ไม่เกินหนึ่งในสามของวงเงินงบประมาณที่ประหยัดได้ ไปกำหนดเป็นค่าตอบแทนพิเศษสำหรับบุคลากรที่มีผลสัมฤทธิ์การปฏิบัติงานในระดับดีเด่นตามหลักเกณฑ์ที่องค์กรกลางบริหารทรัพยากรบุคคลกำหนด

                             1.4 มาตรการอื่น ๆ เนื่องจากการดำเนินการตามมาตรการตรึงอัตรากำลังและมาตรการลดขนาดกำลังคนภาครัฐจะสามารถลดภาระค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรภาครัฐได้ส่วนหนึ่ง ดังนั้น
จึงจำเป็นต้องมีมาตรการอื่น ๆ ประกอบด้วยเพื่อลดภาระงบประมาณค่าใช้จ่ายของประเทศในระยะยาว โดยสำนักงาน ก.พ. อยู่ระหว่างดำเนินการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายและมาตรการที่เกี่ยวข้อง เช่น มาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนด มาตรการชะลอการกำหนดตำแหน่งเป็นระดับสูงขึ้น นอกจากนี้ ยังมีความจำเป็นต้องมีมาตรการสนับสนุนแนวทางการจ้างเหมาบริการ มาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานภาครัฐด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล การปฏิรูประบบเบี้ยหวัด บำเหน็จบำนาญ ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศที่เปลี่ยนแปลงไปโดยให้ส่วนราชการที่รับผิดชอบโดยตรงจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายต่อไปด้วย

                   ทั้งนี้ เห็นควรมอบหมายให้องค์กรกลางบริหารงานบุคคลทุกแห่งกำหนดมาตรการและกำกับดูแลการบริหารกำลังคนของหน่วยงานในสังกัดให้สอดคล้องกับการทบทวนบทบาท ภารกิจ การปรับปรุงโครงสร้างส่วนราชการ และเป้าหมายการเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐ โดยกำหนดเป้าหมายการปรับลดกรอบอัตราข้าราชการทุกประเภทในช่วงปีงบประมาณ พ.ศ. 2570-2575 ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับมาตรการที่กำหนดไว้ข้างต้น

                   2. ประโยชน์ที่จะได้รับจากการปฏิรูประบบการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารราชการแผ่นดิน โดยสนับสนุนให้ภาครัฐใช้จ่ายงบประมาณ ด้านบุคลากรอย่างคุ้มค่า มีโครงสร้างส่วนราชการและอัตรากำลังที่เหมาะสมกับบทบาท ภารกิจและสอดคล้องกับสถานการณ์ของประเทศ รวมทั้งส่งเสริมความยั่งยืนทางการคลังในระยะยาวโดยมีแนวทางในการปฏิรูประบบราชการทั้งด้านโครงสร้างส่วนราชการและด้านอัตรากำลัง ทั้งนี้ ส่วนราชการจะต้องปรับลดโครงสร้างส่วนราชการที่อาจมีความซ้ำซ้อนกัน ลดกรอบ อัตรากำลังข้าราชการให้สอดคล้องกับมาตรการที่กำหนด และปรับรูปแบบการบริหารกำลังคนโดยวางแผนอัตรากำลัง และปรับปรุงกระบวนการทำงาน รวมทั้งนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน ตลอดจนพิจารณาใช้รูปแบบการจ้างงานที่มีความยืดหยุ่นและเหมาะสมกับลักษณะภารกิจมากยิ่งขึ้น

13. เรื่อง ขอยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2560 เรื่อง การปรับปรุงแนวทางการจัดส่วนราชการในภูมิภาค

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เสนอ ดังนี้

                   1. ยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2560 เรื่อง การปรับปรุงแนวทางการจัดส่วนราชการในภูมิภาค เพื่อให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (พระราชบัญญัติฯ) และยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2550 เรื่อง แนวทางการจัดส่วนราชการในภูมิภาคในคราวเดียวกัน เพื่อไม่ให้ส่วนราชการเกิดความสับสนในทางปฏิบัติ

                   2. ให้ส่วนราชการที่มีส่วนกลางในภูมิภาคหรือราชการส่วนภูมิภาค ดำเนินการ ดังนี้

                             2.1 ส่วนราชการที่มีส่วนกลางในภูมิภาคให้ยุติการจัดตั้งหน่วยงานส่วนกลางในภูมิภาคเพิ่มขึ้นใหม่ และให้ทบทวนความจำเป็นในการคงอยู่ของหน่วยงานที่มีอยู่ในปัจจุบันโดยให้พิจารณาถ่ายโอนภารกิจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) หรือให้ภาคส่วนอื่นดำเนินการแทนและปรับปรุงการทำงานโดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ ทั้งนี้ หากยังมีความจำเป็นต้องคงอยู่ในพื้นที่ให้ส่วนราชการจัดทำข้อเสนอการปรับเปลี่ยนจากส่วนกลางในภูมิภาคเป็นราชการส่วนภูมิภาคในระยะเวลา 1 ปี เสนอสำนักงาน ก.พ.ร. ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ

                             2.2 ส่วนราชการที่มีราชการส่วนภูมิภาค ให้ทบทวนความจำเป็นในการคงอยู่ของหน่วยงานที่มีอยู่ในปัจจุบัน โดยให้รวมหน่วยงานในสังกัดกระทรวงที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ไปอยู่ภายใต้ส่วนราชการเดียว (One Roof) และให้ส่วนราชการจัดทำข้อเสนอการรวมหน่วยงานในสังกัดกระทรวงที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว ในระยะ 1 ปี เสนอสำนักงาน ก.พ.ร. ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ

                   3. ให้ส่วนราชการตามข้อ 2. และส่วนราชการที่มีกฎหมายให้อำนาจแก่รัฐมนตรีในการออกประกาศกำหนดตั้งหน่วยงาน ชะลอการเสนอขอปรับโครงสร้างหน่วยงานจนกว่า ก.พ.ร. จะพิจารณาข้อเสนอของส่วนราชการแล้วเสร็จ

                   4. ให้ส่วนราชการที่จัดตั้งโดยอำนาจของรัฐมนตรีตามกฎหมายในการออกประกาศกำหนดตั้งหน่วยงาน ต้องสอบถามความเห็น ก.พ.ร. ก่อน และนำความเห็น ก.พ.ร. เสนอประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีในการออกกฎกระทรวงหรือประกาศกระทรวงจัดตั้งหน่วยงาน

                   5. กรณีการกำหนดให้มีการจัดตั้งส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐขึ้นใหม่ในพื้นที่ตามร่างกฎหมายใหม่ ให้ส่วนราชการต้องสอบถามความเห็น ก.พ.ร. ก่อนการรับฟังความเห็น ร่างกฎหมายนั้น

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   ก.พ.ร. รายงานว่า

                   1. สถานการณ์การจัดส่วนราชการในภูมิภาคในปัจจุบันของกระทรวงและกรมตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พบว่าส่วนราชการระดับกรม จำนวน 163 กรม (20 กระทรวง) มีการแบ่งส่วนราชการภายในกรมเป็นส่วนราชการระดับกอง จำนวน 11,667 หน่วยงาน เป็นหน่วยงานระดับกองที่ตั้งอยู่ในภูมิภาค จำนวน 10,010 หน่วยงาน (72 กรม จาก 163 กรม) คิดเป็นร้อยละ 85.80 ของส่วนราชการระดับกองทั้งหมด (ข้อมูล ณ เดือนมิถุนายน 2569) โดยจำแนกเป็น

หน่วยงานที่ตั้งในภูมิภาค (ระดับกอง) จำนวน (หน่วยงาน) 
(1) ราชการส่วนภูมิภาคระดับจังหวัด2,4967,817
ระดับอำเภอ5,321
(2) หน่วยงานส่วนกลางในภูมิภาค2,193
รวม10,010*

หมายเหตุ : *ไม่รวมกระทรวงที่มีพระราชบัญญัติเฉพาะ ได้แก่ กระทรวงกลาโหม (กห.) กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

จากข้อมูลข้างต้นแสดงให้เห็นว่า มีการขยายตัวของโครงสร้างส่วนราชการจากส่วนกลางไปตั้งอยู่ในพื้นที่เป็นสัดส่วนที่สูงมาก ประกอบกับ อปท. มีอยู่ในพื้นที่ทั่วประเทศ จำนวน 7,842 หน่วยงาน (ข้อมูล ณ เดือนกรกฎาคม 2569) ทำให้เกิดหน่วยงานในพื้นที่จำนวนมาก มีรูปแบบที่หลากหลาย ส่งผลให้เกิดความซ้ำซ้อนในการทำงานของหน่วยงานภาครัฐ ทั้งส่วนกลางในภูมิภาค ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น รวมทั้งประชาชนและภาคเอกชนเกิดความสับสนในการมาติดต่อขอรับบริการ ตลอดจนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงานซึ่งอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของหน่วยงานต้นสังกัด ทำให้การแก้ไขปัญหาล่าช้าและใช้ทรัพยากรจำนวนมาก ซึ่งไม่สะท้อนความคุ้มค่า นอกจากนี้ ยังส่งผลให้บุคลากรภาครัฐทั้งข้าราชการ พนักงานราชการ และลูกจ้างประจำ ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่มีจำนวนมาก โดยปัจจุบันมีกรอบอัตรากำลังของบุคลากรของส่วนราชการ (ข้าราชการ พนักงานราชการ และลูกจ้างประจำ) ที่ปฏิบัติงานในภูมิภาค จำนวน 438,470 คน (จากจำนวนทั้งหมด 675,766 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 64.88) (ข้อมูล ณ เดือนธันวาคม 2568)

[ทั้งนี้ จำนวนดังกล่าวไม่รวมบุคลากรภาครัฐส่วนท้องถิ่น (พนักงานส่วนตำบล พนักงานเทศบาลองค์การบริหารส่วนจังหวัด ครูส่วนท้องถิ่น) และไม่นับรวมกรุงเทพมหานคร ซึ่งปฏิบัติงานในพื้นที่ จำนวน 179,363 คน] (ข้อมูลจากรายงานกำลังคนภาครัฐปี 2567 สำนักงาน ก.พ.)

                   2. การขยายตัวของส่วนราชการในภูมิภาค ภายหลังจากที่มีมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2560 เรื่อง ปรับปรุงแนวทางการจัดส่วนราชการในภูมิภาค นั้นแม้ว่ามติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวมีเจตนารมณ์สำคัญที่จะลดจำนวนหน่วยงานส่วนกลาง ที่จะไปตั้งในภูมิภาค เพื่อป้องกันความซ้ำซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการประชาชน แต่ที่ผ่านมาพบว่า จำนวนส่วนราชการในภูมิภาคเพิ่มขึ้นจาก 9,990 หน่วยงาน (ก่อนปี 2560) เป็น 10,010 หน่วยงาน (เพิ่มขึ้น 20 หน่วยงาน) (ข้อมูล ณ เดือนมิถุนายน 2569) จาก 7 กรม ได้แก่ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ สำนักงบประมาณ (สงป.) กรมศุลกากร กรมทรัพยากรธรณี กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม และกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ซึ่งการจัดตั้งส่วนราชการใหม่ในพื้นที่มีทั้งเป็นไปตามกฎหมายใหม่ที่ออกใช้บังคับกฎหมายที่ให้อำนาจแก่รัฐมนตรีในการออกประกาศกำหนด และความจำเป็นที่เพิ่มขึ้นของส่วนราชการ ซึ่งที่ผ่านมาต้องขอยกเว้นการปฏิบัติ ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2560 เรื่อง การปรับปรุงแนวทางการจัดส่วนราชการในภูมิภาค ส่งผลให้มีหลายหน่วยงานลงไปปฏิบัติภารกิจในพื้นที่เดียวกัน โดยมีเป้าหมายการให้บริการประชาชนกลุ่มเดียวกัน จึงทำให้เกิดความซ้ำซ้อนในการทำงานของภาครัฐ หรือความไม่ชัดเจนในภารกิจ ส่งผลให้ประชาชนหรือผู้มารับบริการเกิดความสับสน และเกิดความด้อยประสิทธิภาพในการให้บริการประชาชน

                   3. ที่ผ่านมาได้มีการจัดตั้งหน่วยงานตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการที่ให้อำนาจแก่รัฐมนตรีในการออกประกาศกำหนด โดยไม่ผ่านการพิจารณาตามแนวทางการพิจารณาการจัดตั้งหน่วยงานตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2560 พบว่ามีจำนวน 3,708 หน่วยงาน (มากถึง 1 ใน 3 ของส่วนราชการในภูมิภาคทั้งหมดที่มีจำนวน 10,010 หน่วยงาน) โดยสามารถจำแนกเป็น 3 ประเภท ได้แก่

การจัดตั้งหน่วยงานตามกฎทรวงแบ่งส่วนราชการที่ให้อำนาจรัฐมนตรีในการออกประกาศกำหนดจำนวน(หน่วยงาน)
(1) ประเภทที่กำหนดจำนวนหน่วยงานไว้ในกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการเช่น สำนักงานคลังเขต 1-9 กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง (กค.)45
(2) ประเภทที่ไม่ได้กำหนดจำนวนหน่วยงานไว้ในกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการ เช่น แขวงทางหลวง กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม (คค.)3,370
(3) กลุ่มที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายอื่น เช่น ด่านศุลกากร กรมศุลกากร กค. ซึ่งจัดตั้งตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560293
รวม3,708

                   4. ก.พ.ร. [รองนายกรัฐมนตรี (นายปกรณ์ นิลประพันธ์) เป็นประธานกรรมการ] ในการประชุมครั้งที่ 4/2569 เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 ได้พิจารณาทบทวนการปรับปรุงแนวทางฯ และเห็นว่า มาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติฯ บัญญัติให้จัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ดังนี้ (1) ระเบียบบริหารราชการส่วนกลาง (2) ระเบียบบริหารราชการส่วนภูมิภาค และ (3) ระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่น (ตามข้อ 5.1) โดยไม่ได้กำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับการบริหารราชการส่วนกลางในภูมิภาค ดังนั้น การกำหนดให้มีส่วนราชการส่วนกลางในภูมิภาค จึงไม่สอดคล้องกับพระราชบัญญัติฯ นอกจากนั้น มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2560 ยังมีข้อจำกัดในการบังคับใช้ เนื่องจากไม่ใช้บังคับกับหน่วยงานที่มีอยู่เดิม ก่อนมติคณะรัฐมนตรีมีผลใช้บังคับ รวมทั้งไม่ครอบคลุมการจัดตั้งส่วนราชการในภูมิภาคตามกฎหมายอื่น และยังพบการจัดตั้งหน่วยงานตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการที่ให้อำนาจแก่รัฐมนตรีในการออกประกาศกำหนด ส่งผลให้เกิดการจัดตั้งส่วนราชการในภูมิภาคเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ประกอบกับปัจจุบันส่วนราชการสามารถนำเทคโนโลยีมาสนับสนุนการดำเนินงานได้ในหลายภารกิจ หรือการให้ภาคส่วนอื่นดำเนินงานแทนหรือดำเนินการร่วมกับรัฐในบางภารกิจได้ ดังนั้น เพื่อให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติฯ และเป็นการกำหนดแนวทางเพื่อลดความซ้ำซ้อนโครงสร้างและภารกิจของหน่วยงานรัฐในพื้นที่ นำไปสู่การลดภาระงบประมาณค่าใช้จ่ายของภาครัฐในระยะยาวและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการภาครัฐ ก.พ.ร. จึงได้มีมติให้เสนอคณะรัฐมนตรี ดังนี้

                             4.1 ยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2560 เรื่อง การปรับปรุงแนวทางการจัดส่วนราชการในภูมิภาค เพื่อให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติฯ

                             4.2 ให้ส่วนราชการที่มีส่วนกลางในภูมิภาคหรือราชการส่วนภูมิภาคดำเนินการ ดังนี้

                                      (1) ส่วนราชการที่มีส่วนกลางในภูมิภาค ให้ยุติการจัดตั้งหน่วยงานส่วนกลางในภูมิภาคเพิ่มขึ้นใหม่ และให้ทบทวนความจำเป็นในการคงอยู่ของหน่วยงาน ที่มีอยู่ในปัจจุบัน โดยให้พิจารณาถ่ายโอนภารกิจให้ อปท. หรือให้ภาคส่วนอื่นดำเนินการแทนและปรับปรุงการทำงานโดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ ทั้งนี้ หากยังมีความจำเป็นต้องคงอยู่ในพื้นที่ให้ส่วนราชการจัดทำข้อเสนอการปรับเปลี่ยนจากส่วนกลางในภูมิภาคเป็นราชการส่วนภูมิภาค ในระยะเวลา 1 ปี เสนอสำนักงาน ก.พ.ร. ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ

                                      (2) ส่วนราชการที่มีราชการส่วนภูมิภาค ให้ทบทวนความจำเป็นในการคงอยู่ของหน่วยงานที่มีอยู่ในปัจจุบัน โดยให้รวมหน่วยงานในสังกัดกระทรวงที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ไปอยู่ภายใต้ส่วนราชการเดียว (One Roof) (เช่น สำนักงานพาณิชย์จังหวัด) และให้ส่วนราชการจัดทำข้อเสนอการรวมหน่วยงานในสังกัดกระทรวงที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว ในระยะ 1 ปี เสนอสำนักงาน ก.พ.ร. ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ

                             4.3 ให้ส่วนราชการตามข้อ 4.2 และส่วนราชการที่มีกฎหมายให้อำนาจแก่รัฐมนตรีในการออกประกาศกำหนดตั้งหน่วยงาน ชะลอการเสนอขอปรับโครงสร้างหน่วยงานจนกว่า ก.พ.ร.จะพิจารณาข้อเสนอของส่วนราชการแล้วเสร็จ

                             4.4 ให้ส่วนราชการที่จัดตั้งโดยอำนาจของรัฐมนตรีตามกฎหมายในการออกประกาศกำหนดตั้งหน่วยงาน ต้องสอบถามความเห็น ก.พ.ร. ก่อน และนำความเห็น ก.พ.ร. เสนอประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีในการออกฎกระทรวงหรือประกาศกระทรวงจัดตั้งหน่วยงาน

                             4.5 กรณีการกำหนดให้มีการจัดตั้งส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐขึ้นใหม่ในพื้นที่ตามร่างกฎหมายใหม่ ให้ส่วนราชการต้องสอบถามความเห็น ก.พ.ร. ก่อนการรับฟังความเห็นร่างกฎหมายนั้น

                   5. ในส่วนของการเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบการยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2560 เรื่อง การปรับปรุงแนวทางการจัดส่วนราชการในภูมิภาค เป็นการเสนอปรับปรุงแนวทางการจัดส่วนราชการในภูมิภาคตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2550 ซึ่งได้นำสาระสำคัญของมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวมารวมไว้ในฉบับเดียวกันแล้ว ดังนั้น การจัดส่วนราชการในภูมิภาคตั้งแต่ปี 2560 ส่วนราชการได้ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2560 เรื่อง การปรับปรุงแนวทางการจัดส่วนราชการในภูมิภาค เพียงมติเดียว อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้ส่วนราชการเกิดความสับสนในทางปฏิบัติ จึงเห็นควรเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2550 เรื่อง แนวทางการจัดส่วนราชการในภูมิภาค เพิ่มเติมในคราวเดียวกันด้วย

                   6. ประโยชน์ที่ได้รับจากการยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2550 เรื่อง แนวทางการจัดส่วนราชการในภูมิภาค และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2560 เรื่อง การปรับปรุงแนวทางการจัดส่วนราชการในภูมิภาค จะทำให้การจัดระเบียบบริหารราชการสอดคล้องกับพระราชบัญญัติฯ ช่วยลดความซ้ำซ้อนเชิงโครงสร้างและภารกิจให้มีความเหมาะสมสามารถลดภาระงบประมาณค่าใช้จ่ายของภาครัฐในระยะยาว เกิดความคุ้มค่าในการใช้ทรัพยากรภาครัฐและยกระดับการบริการประชาชนในพื้นที่ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

14. เรื่อง ขออนุมัติดำเนินโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียนสำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 – 3 ในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา

                    คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติการดำเนินโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียนสำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 – 3 ในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา โดยให้รวมกลุ่มเป้าหมายโครงการฯ ประกอบด้วย นักเรียนตั้งแต่ระดับชั้นก่อนประถมศึกษาถึงระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1-3 ในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา และให้เริ่มดำเนินโครงการฯ ตั้งแต่ปีการศึกษา 70 เป็นต้นไป สำหรับค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการฯ ปี 70 ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาปรับแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณเป็นลำดับแรก สำหรับค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการในปีงบประมาณต่อ ๆ ไป ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายให้สอดคล้องกับจำนวนนักเรียนกลุ่มเป้าหมาย โดยพิจารณาตามความจำเป็น ความคุ้มค่า และประโยชน์ที่จะได้รับตามขั้นตอนต่อไป

ต่างประเทศ

15. เรื่อง ร่างแผนปฏิบัติการร่วมว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างไทยกับออสเตรเลีย ค.ศ. 2026 – 2029 และร่างแถลงการณ์ร่วมระหว่างนายกรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีออสเตรเลียระหว่างการเยือนออสเตรเลียอย่างเป็นทางการ

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอ ดังนี้

                   1. เห็นชอบต่อร่างแผนปฏิบัติการร่วมว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ระหว่างไทยกับออสเตรเลีย (Joint Plan of Action to Implement the Thailand-Australia Strategic Partnership) ค.ศ. 2026 – 2029 และอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศลงนามในเอกสารดังกล่าวร่วมกับรัฐมนตรีว่าการต่างประเทศออสเตรเลีย

                   2. เห็นชอบต่อร่างแถลงการณ์ร่วมทั้ง 2 ฉบับ เพื่อให้นายกรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีออสเตรเลียร่วมกันประกาศและ/หรือลงนามร่วมกัน เพื่อเป็นผลลัพธ์การเยือนออสเตรเลียของนายกรัฐมนตรี

                   ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องแก้ไขปรับปรุงร่างแผนปฏิบัติการร่วมฯ และร่างแถลงการณ์ร่วมฯ ทั้ง 2 ฉบับในส่วนที่จะเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินความสัมพันธ์ แต่ไม่ใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย ให้กระทรวงการต่างประเทศสามารถพิจารณาดำเนินการได้ โดยไม่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีก

                   สาระสำคัญ

                   1. ร่างแผนปฏิบัติการร่วมฯ

                             ร่างแผนปฏิบัติการร่วมฯ เป็นแผนงานในการขับเคลื่อนความร่วมมือในทุกมิติระหว่างไทยและออสเตรเลีย ผ่านกิจกรรมและโครงการต่าง ๆ ระยะเวลา 4 ปี (2569 – 2572) ในฐานะหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ครอบคลุมความร่วมมือรอบด้าน ได้แก่ (1) ด้านการเมืองและความมั่นคง รวมถึงด้านกลาโหม ความมั่นคงรูปแบบใหม่ ธรรมาภิบาล และเทคโนโลยีสำคัญ (2) ด้านเศรษฐกิจและการค้า (3) ความร่วมมือรายสาขา อาทิ เกษตร การศึกษา การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและพลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน วิทยาศาสตร์และนวัตกรรม สาธารณสุข สิ่งแวดล้อมและการบริหารจัดการภัยพิบัติ ความเท่าเทียมทางเพศ สวัสดิการสังคม และความเชื่อมโยงระดับสถาบัน (4) ความเชื่อมโยงระดับประชาชน และ (5) ความร่วมมือระดับภูมิภาคและอนุภูมิภาค

                   2. ร่างแถลงการณ์ร่วมฯ

                             2.1 ร่างแถลงการณ์ร่วมของนายกรัฐมนตรีเครือรัฐออสเตรเลียและนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรไทยว่าด้วยอาชญากรรมข้ามชาติ (Joint Statement by Prime Minister of the Commonwealth of Australia and Prime Minister of the Kingdom of Thailand on Transnational Crime) แสดงเจตจำนงของไทยและออสเตรเลียในการเสริมสร้างภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกที่สงบสุขและมั่นคง โดยการกระชับความร่วมมือเพื่อรับมือกับภัยอาชญากรรมข้ามชาติ ทั้งด้านการหลอกลวงออนไลน์ ยาเสพติด การค้ามนุษย์ และการฟอกเงิน ผ่านความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทั้งสองประเทศและความร่วมมือภายใต้กรอบอาเซียน

                             2.2 ร่างแถลงการณ์ร่วมของผู้นำว่าด้วยการกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ (Leaders’ Statement on deepening economic engagement) แสดงเจตจำนงของไทยและออสเตรเลียในการกระชับความร่วมมือระหว่างทั้งสองประเทศเพื่อส่งเสริมการเติบโตและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

                   3. กระทรวงการต่างประเทศ โดยกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย เห็นว่า ร่างแผนปฏิบัติการร่วมฯ และร่างแถลงการณ์ร่วมฯ ทั้ง 2 ฉบับ เป็นการแสดงเจตนารมณ์ของไทยและออสเตรเลียที่จะมุ่งส่งเสริมและกระชับความสัมพันธ์ในด้านต่าง ๆ โดยไม่มีถ้อยคำหรือบริบทใดที่มุ่งจะก่อให้เกิดพันธกรณีภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ ดังนั้น ร่างแผนปฏิบัติการร่วมฯ จึงไม่เป็นสนธิสัญญาตามกฎหมายระหว่างประเทศและไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560

16. เรื่อง ร่างปฏิญญาร่วมว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ระหว่างราชอาณาจักรไทยกับนิวซีแลนด์

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอ ดังนี้

                   1. เห็นชอบต่อร่างปฏิญญาร่วมว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ระหว่างราชอาณาจักรไทยกับนิวซีแลนด์ (ร่างปฏิญญาฯ) ทั้งนี้หากมีความจำเป็นต้องแก้ไขปรับปรุงร่างปฏิญญาร่วมฯ ในส่วนที่จะเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินความสัมพันธ์ แต่ไม่ใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย ให้ กต. สามารถพิจารณาดำเนินการได้โดยไม่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีก

                   2. อนุมัติให้นายกรัฐมนตรีหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ลงนามในเอกสารดังกล่าวร่วมกับนายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์

                   สาระสำคัญ

                   1. คณะรัฐมนตรีมีมติ (25 พฤศจิกายน 2568) เห็นชอบร่างแผนปฏิบัติการร่วมของความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ไทย – นิวซีแลนด์ ค.ศ. 2026 – 2030 (แผนปฏิบัติการร่วมฯ) โดยมีเนื้อหาครอบคลุมประเด็นความร่วมมือ 4 เสาหลัก ได้แก่ (1) การเมืองและความมั่นคง มุ่งส่งเสริมการพบปะระดับสูง การหารือในระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส ความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศ ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ (2) เศรษฐกิจ การค้าและนวัตกรรม มุ่งเน้นการเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกัน การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน ความร่วมมือด้านการเกษตร พลังงานหมุนเวียน วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมดิจิทัล (3) วัฒนธรรมและความสัมพันธ์ระดับประชาชน ครอบคลุมความร่วมมือด้านศิลปวัฒนธรรม เมืองสร้างสรรค์ การศึกษา การพัฒนาทักษะแรงงาน การแลกเปลี่ยนเยาวชน การท่องเที่ยว และกีฬา และ (4) ความร่วมมือระดับภูมิภาคและพหุภาคี มุ่งส่งเสริมบทบาทนำของอาเซียน การขับเคลื่อนความร่วมมือในลุ่มน้ำโขง การประสานงานในเวทีระหว่างประเทศ และการรักษาระเบียบสากล

                   2. กต. แจ้งว่า นายกรัฐมนตรีมีกำหนดเดินทางเยือนนิวซีแลนด์อย่างเป็นทางการตามคำเชิญของนายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ระหว่างวันที่ 20 – 21 สิงหาคม 2569 และเพื่อเป็นการต่อยอดจากแผนปฏิบัติการร่วมฯ ดังกล่าว ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของทั้ง 2 ประเทศ ลงนามร่วมกันเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 ณ กรุงเทพมหานคร จึงกำหนดลงนามในร่างปฏิญญาฯ เพื่อกำหนดแนวทางในการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับนิวซีแลนด์ในอนาคต เพื่อเพิ่มโอกาส เสริมสร้างความร่วมมือที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้น ตอบสนองต่อความท้าทาย และรักษาผลประโยชน์ร่วมกัน โดยกำหนดกรอบในการยกระดับความร่วมมือภายใต้ 4 เสาหลัก ดังนี้ (1) การเมืองและความมั่นคง (2) เศรษฐกิจ การค้าและนวัตกรรม (3) วัฒนธรรมและความเชื่อมโยงระหว่างประชาชน และ (4) ความร่วมมือระดับภูมิภาคและพหุภาคี

                   3. กต. เห็นว่า ร่างปฏิญญาร่วมฯ ไม่มีถ้อยคำหรือบริบทใดที่มุ่งจะก่อให้เกิดพันธกรณีภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ ดังนั้น ร่างปฏิญญาร่วมฯ จึงไม่เป็นสนธิสัญญาตามกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

17. เรื่อง กรอบท่าทีการเจรจาและองค์ประกอบคณะผู้แทนของประเทศไทยเพื่อเข้าร่วมการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการแปรสภาพเป็นทะเลทราย สมัยที่ 17

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ ดังนี้

          1. เห็นชอบกรอบท่าทีการเจรจาของไทยสำหรับเป็นกรอบในการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการแปรสภาพเป็นทะเลทราย (การประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาฯ) สมัยที่ 17

          2. รับทราบองค์ประกอบคณะผู้แทนของประเทศไทยเข้าร่วมการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาฯ สมัยที่ 17

สาระสำคัญของเรื่อง

          1. สำนักเลขาธิการอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการแปรสภาพเป็นทะเลทรายได้แจ้งกำหนดการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาฯ สมัยที่ 17 และการประชุมคู่ขนานขององค์กรย่อยต่าง ๆ ในระหว่างวันที่ 17 – 28 สิงหาคม 2569 ประกอบด้วย

                             1.1 การประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาฯ สมัยที่ 17 (the 17th session of the Conference of the Parties: COP 17)

                             1.2 การประชุมคณะกรรมการทบทวนการดำเนินงานตามอนุสัญญาฯ สมัยที่ 24 (the 24th session of the Committee for the Review of the Implementation of the Convention: CRIC 24)

                             1.3 การประชุมคณะกรรมการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สมัยที่ 17 (the 17th session of the Committee on Science and Technology: CST 17)

                             1.4 การประชุมผู้นำระดับสูง (High Level Segment)​

          2. การประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาฯ ในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อพัฒนาความร่วมมือและดำเนินงานตามอนุสัญญาฯ ให้มีประสิทธิภาพและมีความก้าวหน้าในการบรรลุเป้าหมายความสำเร็จในการต่อต้านการแปรสภาพเป็นทะเลทราย การป้องกันความเสื่อมโทรมของที่ดิน การบรรเทาผลกระทบจากภัยแล้ง และแนวทางการแก้ปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติ เป็นฐาน (Nature-based solutions) ประเด็นการประชุมและเจรจาที่สําคัญ ได้แก่ การพัฒนาที่ยั่งยืนในบริบทที่เกี่ยวข้อง การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และแนวทางการดำเนินงานของอนุสัญญาฯ

          3. กษ. แจ้งว่า การเข้าร่วมการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาฯ สมัยที่ 17 และการประชุมย่อยต่าง ๆ ในครั้งนี้ ซึ่งเป็นกลไกหลักของการดำเนินงานอนุสัญญาฯ จะสามารถนำข้อตัดสินใจจากการประชุมดังกล่าวมาใช้ขับเคลื่อนงานอนุสัญญาฯ ภายในประเทศ เช่น การปรับปรุงรูปแบบการจัดทำรายงานแห่งชาติและแผนปฏิบัติการแห่งชาติ ในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนและเป้าหมายความสมดุลของการจัดการทรัพยากรที่ดิน รวมทั้งเสริมสร้างความเข้มแข็งของการดำเนินการร่วมกันทั้งในระดับประเทศและระดับสากล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบรรลุข้อตกลงตามพันธกรณีของไทยในฐานะประเทศซึ่งได้รับผลกระทบด้วย

          4. กรมองค์การระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ (กต.)​ และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) มีความเห็นสอดคล้องกันว่า กรอบท่าทีการเจรจาของไทยสำหรับการประชุมดังกล่าว มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดท่าทีของไทยตามประเด็นของอนุสัญญาฯ และไม่มีการจัดทำเอกสารที่เข้าข่ายเป็นสนธิสัญญาภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ หรือหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กรณีจึงไม่มีประเด็น ที่ต้องพิจารณาเกี่ยวกับการเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

18. เรื่อง ร่างบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงการคลังแห่งราชรัฐลักเซมเบิร์กและกระทรวงการคลังแห่งราชอาณาจักรไทย

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ ดังนี้

          1. เห็นชอบในหลักการและสาระสำคัญของร่างบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงการคลังแห่งราชรัฐลักเซมเบิร์ก (ลักเซมเบิร์ก) และกระทรวงการคลังแห่งราชอาณาจักรไทย (ร่างบันทึกความเข้าใจฯ) หากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขร่างบันทึกความเข้าใจฯ ในส่วนที่มิใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของไทย ให้ กค. ดำเนินการได้โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง

          2. อนุมัติให้กระทรวงการคลังหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังร่วมลงนามในร่างบันทึกความเข้าใจฯ ในวันและเวลาที่ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน

สาระสำคัญของเรื่อง

          1. เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2568 ในระหว่างการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ปี 2568 และการประชุมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง (นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล) ในขณะนั้น ได้พบกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังลักเซมเบิร์ก โดยได้มีการหารือถึงแนวทางความร่วมมือด้านเทคโนโลยีการเงิน (Financial Technology) สินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset) และการพัฒนาศักยภาพสู่การเป็นศูนย์กลางทางการเงินของทั้งสองประเทศ ซึ่งจะมีการจัดทำเป็นร่างบันทึกความเข้าใจเพื่อขยายความร่วมมือเกี่ยวกับองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญในด้านบริการทางการเงิน รวมถึงเพื่อส่งเสริมศักยภาพของแต่ละฝ่าย ในการพัฒนาไปสู่การเป็นศูนย์กลางทางการเงินระดับภูมิภาคหรือระดับโลก

          2. ต่อมา กค. ได้ดำเนินการจัดทำร่างบันทึกความเข้าใจฯ ดังกล่าว ร่วมกับกระทรวงการคลังลักเซมเบิร์กและคู่ภาคีทั้งสองฝ่ายได้เห็นชอบร่างบันทึกความเข้าใจฯ ร่วมกันแล้ว ซึ่งร่างบันทึกความเข้าใจฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างกันในด้านต่าง ๆ เช่น บริการด้านการเงิน การธนาคาร สินทรัพย์ดิจิทัล และเทคโนโลยีทางการเงิน และอำนวยความสะดวกในการประสานงานระหว่างภาคการเงินของทั้งสองประเทศ

          3. กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ไม่ขัดข้องต่อร่างบันทึกความเข้าใจฯ ประกอบกับ กค. แจ้งว่า ฝ่ายความร่วมมือระหว่างประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และกลุ่มงานนโยบายและกิจการระหว่างประเทศ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) ไม่ขัดข้องต่อร่างบันทึกความเข้าใจฯ ส่วนกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กต. มีความเห็นสอดคล้องกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาว่า ร่างบันทึกความเข้าใจฯ ไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

19. เรื่อง ร่างเอกสารผลลัพธ์การประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีไทย – รัสเซีย ครั้งที่ 9

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอ ดังนี้

          1. เห็นชอบต่อร่างเอกสารผลลัพธ์การประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีไทย – รัสเซีย ครั้งที่ 9 (Joint Thai-Russian Commission on Bilateral Cooperation – JC) (การประชุม JC ไทย – รัสเซีย) (ร่างเอกสารผลลัพธ์ฯ)

          2. อนุมัติให้รองนายกรัฐมนตรี (นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศร่วมรับรองเอกสารดังกล่าวกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาภูมิภาคตะวันออกไกลและอาร์กติกสหพันธรัฐรัสเซีย โดยไม่มีการลงนาม

          3. หากมีความจำเป็นต้องแก้ไขร่างเอกสารผลลัพธ์ฯ ในส่วนที่ไม่ใชสาระสำคัญและไม่ขัดกับหลักการที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติหรือให้ความเห็นชอบไว้ ให้ กต. และคณะผู้แทนไทยสามารถดำเนินการได้ โดยนำเสนอคณะรัฐมนตรีทราบภายหลัง พร้อมทั้งชี้แจงเหตุผลและประโยชน์ที่ประเทศไทยได้รับจากการปรับเปลี่ยนดังกล่าว

          สาระสำคัญของเรื่อง

          1. กต. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกับฝ่ายรัสเซีย จัดทำร่างเอกสารผลลัพธ์การประชุม JC ไทย – รัสเซีย ครั้งที่ 9 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นกรอบกำหนดแนวทางการดำเนินความร่วมมือระหว่างไทยกับรัสเซียใน 20 สาขา ได้แก่ (1) ด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน (2) ด้านอุตสาหกรรม (3) ด้านการเงิน และการธนาคาร (4) ด้านพลังงาน (5) ด้านการใช้พลังงานปรมาณูเพื่อสันติ (6) ด้านการเกษตร (7) ด้านการศึกษาและวิทยาศาสตร์ (8) ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) และนวัตกรรม (9) ด้านวัฒนธรรม (10) ด้านการกีฬา (11) ด้านคมนาคมขนส่ง (12) ด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (13) ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (14) ด้านสาธารณสุข (15) ด้านธรณีวิทยา (16) ด้านการก่อสร้าง (17) ด้านการท่องเที่ยว (18) ด้านกฎหมาย (19) ด้านการจัดการของเสีย และ (20) ด้านการใช้ประโยชน์จากอวกาศ

          2. กต. แจ้งว่า ร่างเอกสารผลลัพธ์การประชุม JC ไทย-รัสเซีย ครั้งที่ 9 ไม่มีถ้อยคำหรือบริบทใดที่มุ่งจะก่อให้เกิดพันธกรณีภายใต้บังคับของกฎหมายระหว่างประเทศ ดังนั้นร่างเอกสารผลลัพธ์การประชุมฯ ไม่เป็นสนธิสัญญาตามกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560

          3. ประโยชน์ที่จะได้รับ : ร่างเอกสารผลลัพธ์ฯ จะเป็นกรอบกำหนดทิศทางการดำเนินความสัมพันธ์และสาขาความร่วมมือระหว่างไทยกับรัสเซียในระยะต่อไป โดยสะท้อนเจตนารมณ์ร่วมของทั้งสองฝ่ายในการส่งเสริมความร่วมมือในมิติต่างๆ ให้มีความใกล้ชิดและเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การศึกษา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วัฒนธรรม และการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน

20. เรื่อง การสนับสนุนทางการเงินให้ WHO Investment Round และขออนุมัติหลักการสนับสนุนให้ข้าราชการกระทรวงสาธารณสุขไปปฏิบัติงาน ณ สำนักงานใหญ่องค์การอนามัยโลก สำนักงานองค์การอนามัยโลกภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และประเทศสมาชิกองค์การอนามัยโลกภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีศักยภาพด้านเศรษฐกิจสุขภาพ

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เสนอ ดังนี้ 

                   1. อนุมัติวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีสำหรับปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 และ พ.ศ. 2571 ภายใต้หมวดเงินอุดหนุนของสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข เพื่อสนับสนุนทางการเงิน WHO Investment Round (WHO IR) คิดเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 32.24 ล้านบาท)  สำหรับปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 และ พ.ศ. 2571 โดยคิดเป็นจำนวนเงิน 500,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ประมาณ 16.12 ล้านบาทต่อปี) พร้อมทั้งให้ความเห็นชอบต่อการกำหนดเป้าหมายเฉพาะเจาะจง ในการจัดสรรงบประมาณดังกล่าว จำนวนร้อยละ 50  ให้แก่สำนักงานผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย

                   2. อนุมัติหลักการสนับสนุนให้ข้าราชการของ สธ. ไปปฏิบัติงานชั่วคราว (Secondment) ณ สำนักงานใหญ่องค์การอนามัยโลก สำนักงานองค์การอนามัยโลกภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และประเทศสมาชิกองค์การอนามัยโลกภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีศักยภาพด้านเศรษฐกิจสุขภาพ จำนวนรวมทั้งสิ้น 5 คนต่อปี ในระดับเทียบเท่าผู้ปฏิบัติงาน ตำแหน่ง P4 หรือ P5 ตามโครงสร้างขององค์การสหประชาชาติ โดยใช้งบประมาณของ สธ.

                    สาระสำคัญของเรื่อง

                    1. ประเทศไทยได้รับแจ้งจากองค์การอนามัยโลกเพื่อขอรับการสนับสนุนทางการเงินภายใต้ WHO Investment Round (WHO IR) ซึ่งเป็นการระดมทุนเพื่อการดำเนินงานด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศขององค์การอนามัยโลกในช่วงระหว่างปี 2568 – 2571 นอกจากนี้องค์การอนามัยโลกต้องการบุคลากรมาช่วยสนับสนุนการดำเนินงานขององค์การอนามัยโลกในหลายสาขา เช่น หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า การจัดการเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ เป็นต้น ซึ่งกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) พิจารณามาแล้วเห็นควรให้การสนับสนุนทางการเงินภายใต้ WHO IR และสนับสนุนบุคลากรจาก สธ. ไปปฏิบัติงานชั่วคราว ณ สำนักงานใหญ่องค์การอนามัยโลกและสำนักงานอื่นที่เกี่ยวข้อง รายละเอียดสรุปได้ ดังนี้

การสนับสนุนสาระสำคัญ
การสนับสนุนทางการเงิน– สนับสนุนทางการเงินภายใต้การระดมทุน WHO IR จำนวน 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 32.24 ล้านบาท) โดยใช้จ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี ของ สธ. ในระยะเวลา 2 ปี ดังนี้ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570ปีงบประมาณ พ.ศ. 2571500,000 ดอลลาร์สหรัฐ(16.12 ล้านบาท)500,000 ดอลลาร์สหรัฐ16.12 ล้านบาท) – กำหนดเงื่อนไขให้องค์การอนามัยโลกจัดสรรงบประมาณข้างต้นจำนวนร้อยละ 50 แก่สำนักงานผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย
การสนับสนุนบุคลากร– สนับสนุนบุคลากรซึ่งเป็นข้าราชการของ สธ. จำนวน 5 คน ไปปฏิบัติงานชั่วคราวณ สำนักงานใหญ่องค์การอนามัยโลก และสำนักงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เป็นต้นไป- ค่าใช้จ่ายประมาณ 22.51 ล้านบาทต่อปี โดยใช้จ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีของ สธ. (ประกอบด้วยค่าตอบแทนรายเดือน ค่าขนย้าย ค่าเช่าที่พัก และค่าบัตรโดยสารเครื่องบินไป – กลับ โดยคำนวณจากค่าโดยสารกรุงเทพมหานคร –               เจนีวา)

                   2. สำนักงบประมาณ (สงป.) สำนักงาน ก.พ. และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) พิจารณาแล้วเห็นชอบ ส่วนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา พิจารณาแล้วเห็นว่า ไม่มีประเด็นที่ต้องพิจารณาเกี่ยวกับการเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

แต่งตั้ง

21. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงคมนาคม)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงคมนาคม เสนอแต่งตั้งนายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดี (นักบริหารระดับสูง) กรมทางหลวง ให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวง ประเภทบริหารระดับสูงสำนักงานปลัดกระทรวง เพื่อทดแทนตำแหน่งที่จะว่างจากการเกษียณอายุราชการ

                   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป

                   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

22. เรื่อง แต่งตั้งข้าราชการประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เสนอแต่งตั้ง นายโชคชัย วิเชียรชัยยะ ตำแหน่ง อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ให้ดำรงตำแหน่ง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อทดแทนตำแหน่งที่จะว่าง

                   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป

                   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

23. เรื่อง การขอต่อเวลาการดำรงตำแหน่งของเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ครั้งที่ 2 (สำนักนายกรัฐมนตรี)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายปกรณ์ นิลประพันธ์) กำกับการบริหารราชการ สั่งและปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรีในส่วนของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เสนออนุมัติการต่อเวลาการดำรงตำแหน่งของ นางณัฐฏ์จารี อนันตศิลป์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง เลขาธิการคณะรัฐมนตรี สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งจะดำรงตำแหน่งดังกล่าวครบการต่อเวลา 1 ปี (ครั้งที่ 1) ในวันที่ 30 กันยายน 2569 ต่อไปอีก 1 ปี (ครั้งที่ 2) ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2570

24. เรื่อง การต่อเวลาการดำรงตำแหน่งของเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ) กำกับการบริหารราชการของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน เสนอต่อเวลาการดำรงตำแหน่งของ นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน สำนักนายกรัฐมนตรี ต่อไปอีก 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2570 เพื่อประโยชน์ของทางราชการ

25. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่คณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ เสนอ แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ จำนวน 7 คน เนื่องจากกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเดิมได้ดำรงตำแหน่งครบวาระสี่ปี ดังนี้

                   1. พลตำรวจเอก มนู เมฆหมอก             (ด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์)

                   2. นายอภิรัต ศิรินาวิน                       (ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร)

                   3. รองศาสตราจารย์จิรพล สังข์โพธิ์         (ด้านวิทยาศาสตร์หรือวิศวกรรมศาสตร์)

                   4. ศาสตราจารย์สมคิด เลิศไพฑูรย์ (ด้านกฎหมาย)

                   5. นายประสงค์ พูนธเนศ                    (ด้านการเงิน)

                   6. นายภูวเดช สุระโคตร                     (ด้านสาธารณสุข)

                   7. ศาสตราจารย์กิติ์สุชาต พสุภา             (ด้านปัญญาประดิษฐ์)

                   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป

26. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการการประปานครหลวง

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทย เสนอรายชื่อบุคคลที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการกลั่นกรองกรรมการรัฐวิสาหกิจ เพื่อแต่งตั้งเป็นกรรมการอื่นในคณะกรรมการการประปานครหลวง จำนวน 1 คน ได้แก่ พลโท สุเมธ พรหมตรุษ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป

ศาลปกครองสั่งเพิกถอน ประกาศชะลอเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ชี้ขัดกฎหมาย-ทำเกินกว่าเหตุ

ศาลปกครองสั่งเพิกถอน ประกาศชะลอเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ชี้ขัดกฎหมาย-ทำเกินกว่าเหตุ

ศาลปกครองสั่งเพิกถอน ประกาศชะลอเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ชี้ขัดกฎหมาย-ทำเกินกว่าเหตุ

วันอังคาร ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 17.54 น.

11 สิงหาคม 2569 เมื่อเวลา 15.00 น. ศาลปกครองกลาง มีคำพิพากษาเพิกถอนประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน เรื่อง ชะลอการดำเนินการเกี่ยวกับการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน ที่ประกาศเมื่อวันที่ 27 ก.ค.2569 ตามที่ทีมประกันสังคมก้าวหน้า นำโดย นายษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี กับพวก รวม 14 คน ฟ้องกรรมการการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน ว่า ออกประกาศไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะไม่มีกำหนดระยะเวลาชัดเจน เป็นการกระทำไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ศาลให้เหตุผลว่า การที่คณะกรรมการการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนออกประกาศดังกล่าว ย่อมมีผลเป็นการงดเว้นการดำเนินการเกี่ยวกับการเลือกตั้งตามประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน เรื่องให้มีการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายประกันตน ลงวันที่ 25 พ.ค.2569 ทำให้กระบวนการจัดการเลือกตั้งไม่อาจดำเนินการต่อไปได้ และไม่อาจรับฟังได้ว่าการออกประกาศฉบับนี้เป็นกรณีมีเหตุจำเป็นตามที่ระเบียบกระทรวงแรงงานกำหนดไว้ จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

กระทั่งเวลา 15.35 น. รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ เดินทางออกจากห้องพิจารณาคดี พร้อมเปิดเผยต่อสื่อมวลชนอย่างเป็นทางการว่า “ทีมประกันสังคมก้าวหน้าชนะคดี” โดยศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาเพิกถอนประกาศชะลอการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ซึ่งส่งผลให้กระบวนการจัดการเลือกตั้งทั้งหมดต้องกลับมาดำเนินงานตามปฏิทินเดิม

สำหรับข้อวินิจฉัยสำคัญของศาลปกครองกลางระบุว่า การออกประกาศชะลอการเลือกตั้งดังกล่าว ไม่เข้าข้อยกเว้นความจำเป็นเร่งด่วนแต่อย่างใด อีกทั้ง สปส.ได้มีการตั้งงบประมาณไว้รองรับแล้วถึง 275 ล้านบาท และหากต้องใช้งบประมาณเพิ่มเติม ก็ยังอยู่ในวิสัยที่สามารถเสนอขออนุมัติจากคณะกรรมการประกันสังคมได้ คำสั่งชะลอการเลือกตั้งโดยไม่มีการกำหนดระยะเวลาที่แน่นอนจึงไร้เหตุจำเป็น และเป็นการออกประกาศโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ทั้งนี้ ศาลยังคงคำสั่งทุเลาการบังคับใช้ประกาศไว้ ทำให้ สปส.ไม่สามารถออกประกาศในลักษณะใกล้เคียงกันเพื่อชะลอการเลือกตั้งได้อีก

รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ กล่าวชี้แจงถึงความพร้อมในการจัดการเลือกตั้งว่า สปส. มีการตระเตรียมการไว้แล้ว ทั้งเรื่องงบประมาณและบัตรเลือกตั้งที่เตรียมไว้กว่า 7 ล้านใบ ดังนั้น เรื่องงบประมาณหรือความพร้อมจึงไม่ใช่อุปสรรค โดยนับจากนี้เป็นหน้าที่ของ สปส. ที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งศาลในการจัดการเลือกตั้งตามปฏิทินเดิม และการปล่อยให้คณะกรรมการประกันสังคมอยู่ในอำนาจรักษาการยาวนานเกือบ 6 เดือน อาจสร้างความเสียหายระยะยาวต่อการบริหารกองทุนประกันสังคม สิ่งที่ สปส.ต้องมุ่งเน้นในขณะนี้คือการเดินหน้าจัดการเลือกตั้งให้ทันตามกำหนดเดิม

“การเลือกตั้งหรือการมีส่วนร่วมของประชาชน คือ จุดเปลี่ยนสำคัญในการที่จะเปลี่ยนองค์กรสวัสดิการที่ใหญ่ที่สุดของประเทศให้กลับเข้าสู่มือของประชาชนอีกครั้ง เงินของคนหาเช้ากินค่ำ เงินที่จะเป็นเงินของเด็ก 1.2 ล้านคน คนท้อง 2 แสนคน คนแก่ที่รับเงินบำนาญอยู่ประมาณ 9 แสนคน และคนที่เจ็บป่วยอีกนับล้านคน อยากฝากถึงพี่น้องประชาชนว่า พวกเราต้องการให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งที่คนมีส่วนร่วมมากที่สุด และมีความบริสุทธิ์ ยุติธรรมมากที่สุด ขอให้ช่วยกันจับตาการเลือกตั้งครั้งนี้ เพื่อทำให้ประกันสังคมเป็นหลักพึ่งของประชาชนได้อย่างแท้จริง” รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ กล่าว

ป.ป.ช.ฟัน ชาญ พวงเพ็ชร์ อดีตนายก อบจ.ปทุมฯ พร้อมพวก คดีซื้อเครื่องออกกำลังกายแพงเกินจริง ทำรัฐเสียหายกว่า 44.5 ล้าน

ป.ป.ช.ฟัน ชาญ พวงเพ็ชร์ อดีตนายก อบจ.ปทุมฯ พร้อมพวก คดีซื้อเครื่องออกกำลังกายแพงเกินจริง ทำรัฐเสียหายกว่า 44.5 ล้าน

ป.ป.ช.ฟัน ชาญ พวงเพ็ชร์ อดีตนายก อบจ.ปทุมฯ พร้อมพวก คดีซื้อเครื่องออกกำลังกายแพงเกินจริง ทำรัฐเสียหายกว่า 44.5 ล้าน

วันอังคาร ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 17.38 น.

ป.ป.ช.ฟัน”ชาญ พวงเพ็ชร์” อดีตนายก อบจ.ปทุมฯ พร้อมพวก ชี้มูลฟันอาญา-วินัยรุนแรง คดีซื้อเครื่องออกกำลังกาย’แพงเกินจริง ทำรัฐเสียหายกว่า 44.5 ล้าน

11 สิงหาคม 2569 นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช.เปิดเผยว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดคดีสำคัญเกี่ยวกับการกระทำความผิดต่อหน้าที่ราชการ กรณีจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายขององค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ปทุมธานี สูงกว่าราคาในท้องตลาด รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 44,574,012 บาท

จากการไต่สวนข้อเท็จจริงพบว่า ในปีงบประมาณ 2555 และ 2556 นายชาญ พวงเพ็ชร์ ขณะดำรงตำแหน่งนายก อบจ.ปทุมธานี ได้สั่งการให้บรรจุโครงการจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายตามข้อเสนอของสมาชิกสภา อบจ.ลงในแผนพัฒนาสามปี และข้อบัญญัติงบประมาณประจำปี โดยไม่มีเอกสารแสดงแหล่งที่มาของราคาตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย

นอกจากนี้ ยังพบว่า นายสถาพร วงศ์พานิช ผู้อำนวยการกองช่าง และ นายประเทือง กันธสมาส วิศวกรโยธา 8 วช ไม่ได้ทำการสืบราคาพัสดุครุภัณฑ์ให้ถูกต้อง แต่กลับนำราคาเครื่องออกกำลังกายที่เคยจัดซื้อในปีก่อนหน้า ในราคาชุดละประมาณ 500,000 บาท มาใช้เป็นราคาประมาณการ ทั้งที่รายละเอียดคุณลักษณะไม่เหมือนกัน อีกทั้งในขั้นตอนการจัดซื้อก็ไม่ได้แต่งตั้งคณะกรรมการกำหนดราคากลางแต่อย่างใด ก่อนที่นายชาญจะอนุมัติจัดซื้อรวม 2 ปีงบประมาณ จำนวน 12 สัญญา (151 ชุด) เป็นเงินทั้งสิ้น 74,118,500 บาท

จากการตรวจสอบของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) โดยสืบราคาเครื่องออกกำลังกายที่มีลักษณะใกล้เคียงกันจากผู้จำหน่ายในพื้นที่และจังหวัดใกล้เคียง พบว่าราคาเฉลี่ยที่แท้จริงอยู่ที่ประมาณชุดละ 195,658.86 บาท เท่านั้น แต่ อบจ.ปทุม ธานี กลับจัดซื้อในราคาชุดละประมาณ 500,000 บาท ซึ่งสูงกว่าราคาตลาดถึงชุดละ 304,341.14 บาท ทำให้ อบจ.ปทุมธานี ได้รับความเสียหายเป็นเงินรวม 44,574,012 บาท

คณะกรรมการ ป.ป.ช.จึงมีมติเห็นชอบว่า นายชาญ พวงเพ็ชร์ มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และ 157 , พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 172 และมีมูลความผิดตาม พ.ร.บ.องค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ.2540 มาตรา 77 ขณะที่ นายสถาพร วงศ์พานิช และ นายประเทือง กันธสมาส มีมูลความผิดทางอาญาฐานเป็นผู้สนับสนุน และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง

ทั้งนี้ ป.ป.ช.ได้ส่งรายงานและสำนวนการไต่สวนไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษา พร้อมส่งเรื่องให้ผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอนดำเนินการทางวินัย และแจ้งผลการพิจารณาให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทราบต่อไป

ป.ป.ช.รับไต่สวนคดีพิเศษ ปมทุจริตสอบผู้บริหารท้องถิ่นปี 64 พบโยงโกงสอบปี 68

ป.ป.ช.รับไต่สวนคดีพิเศษ ปมทุจริตสอบผู้บริหารท้องถิ่นปี 64 พบโยงโกงสอบปี 68

ป.ป.ช.รับไต่สวนคดีพิเศษ ปมทุจริตสอบผู้บริหารท้องถิ่นปี 64 พบโยงโกงสอบปี 68

วันอังคาร ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 17.14 น.

11 สิงหาคม 2569 เพจสำนักงาน ป.ป.ช.เปิดเผยว่า คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติรับเรื่องไว้ไต่สวนเป็นคดีพิเศษ เรื่องกล่าวหาคณะอนุกรรมการสรรหาพนักงานเทศบาล ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด และพนักงานเมืองพัทยา ให้ดำรงตำแหน่งสายงานผู้บริหาร ประจำปี 2564 กับพวก กรณีปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

ซึ่งเป็นผลจากการขยายผลกรณีทุจริตสอบข้าราชการส่วนท้องถิ่นปี 2568 พบกรณี “สอบสรรหาผู้บริหารท้องถิ่น ปี 2564” มีการแก้ไขคะแนนของผู้เข้าสอบ จากผู้ที่สอบไม่ผ่านให้เป็นผู้สอบผ่าน หรือมีการปรับคะแนนให้สูงขึ้น ซึ่งพบความเชื่อมโยงกับพยานหลักฐานในเรื่องกล่าวหาเดิม

ทั้งนี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช.เห็นว่ากรณีดังกล่าวมีผู้ถูกกล่าวหาและผู้เกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก อีกทั้งสังคมและประชาชนให้ความสนใจ และอาจส่งผลกระทบในวงกว้าง จึงมีมติรับเรื่องไต่สวนเป็นคดีพิเศษต่อไป

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’เข้าร่วมหารือฯ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะ รมว.เกษตรฯ และหารือความร่วมมือด้านการเกษตร

'อธิบดีกรมปศุสัตว์'เข้าร่วมหารือฯ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะ รมว.เกษตรฯ และหารือความร่วมมือด้านการเกษตร

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’เข้าร่วมหารือฯ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะ รมว.เกษตรฯ และหารือความร่วมมือด้านการเกษตร

วันอังคาร ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 19.38 น.

11 สิงหาคม 2569 นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการหารือในโอกาสที่นายดาร์คีย์ อีเฟรอิม แอฟริกา (H.E. Mr. Darkey Ephraim Africa) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ประจำประเทศไทย พร้อมคณะ เข้าเยี่ยมคารวะนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อหารือความร่วมด้านการเกษตร การค้า และการเข้าถึงตลาด ตลอดจนความร่วมมือด้านวิชาการระหว่างสองประเทศ โดยมีผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมให้การต้อนรับ ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ห้องทรงนาค) ชั้น 1 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพมหานคร

ทีเส็บ เปิดตัว ‘MEET Thai Plus 2026 Shenzhen’ เวทีไมซ์เพื่อการตลาดยุคใหม่ เจาะนักธุรกิจจีนคุณภาพ

ทีเส็บ เปิดตัว 'MEET Thai Plus 2026 Shenzhen' เวทีไมซ์เพื่อการตลาดยุคใหม่ เจาะนักธุรกิจจีนคุณภาพ

ทีเส็บ เปิดตัว ‘MEET Thai Plus 2026 Shenzhen’ เวทีไมซ์เพื่อการตลาดยุคใหม่ เจาะนักธุรกิจจีนคุณภาพ

วันพุธ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.08 น.

ทีเส็บ เปิดตัว “MEET Thai Plus 2026 Shenzhen” เวทีไมซ์เพื่อการตลาดยุคใหม่ รวมพลภาครัฐ-เอกชน-การศึกษาครั้งใหญ่ ร่วม 100 ราย เจาะนักธุรกิจจีนคุณภาพ ดึงไมซ์ การค้า ลงทุน เทคฯ ดิจิทัล ท่องเที่ยว อาหาร สุขภาพ การศึกษา

สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ เปิดตัว MEET Thai Plus 2026 Shenzhen ภายใต้แนวคิด “Thailand: Meet for More” มิติใหม่งานไมซ์เจาะตลาดสาธารณรัฐประชาชนจีน ผนึกกำลังหน่วยงานภาครัฐ-เอกชน-การศึกษาของไทยครั้งใหญ่สุด ร่วม    100 ราย นำเสนอโอกาสทางธุรกิจของไทยในหลากหลายสาขาในเวทีเดียวให้กับนักธุรกิจจีนระดับคุณภาพไม่น้อยกว่า 1,000 ราย ทั้งการค้า ลงทุน ไมซ์ ท่องเที่ยว เทคโนโลยี ดิจิทัล การศึกษา อาหาร สุขภาพ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ตั้งเป้าเจรจาธุรกิจไทย-จีนไม่ต่ำกว่า 800 นัดหมาย มูลค่าประมาณการกว่า 1,000 ล้านบาท พร้อม MOU ร่วมมือธุรกิจไทย-จีน

ดร. ศุภวรรณ ตีระรัตน์ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ กล่าวว่า MEET Thai Plus 2026 Shenzhen คืองานไมซ์เจาะตลาดต่างประเทศในมิติใหม่ที่ทีเส็บขับเคลื่อนให้สามารถสร้าง National Value และ High Impact ให้กับภาคธุรกิจและเศรษฐกิจของประเทศไทย เพราะเป็นครั้งแรกที่ทีเส็บได้รับความไว้วางใจจากหน่วยงานชั้นนำด้านเศรษฐกิจของภาครัฐ ผู้ประกอบการภาคเอกชนและสถาบันการศึกษาเข้าร่วมงานมากเป็นประวัติการณ์กว่า 100 ราย และไม่ได้จำกัดเฉพาะหน่วยงานหรือผู้ประกอบการไมซ์ แต่ครอบคลุมไปถึงภาคการค้า ลงทุน ท่องเที่ยว เทคโนโลยี ดิจิทัล การศึกษา อาหาร สุขภาพ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ถือเป็นงานไมซ์เพื่อเจาะตลาดต่างประเทศให้กับภาคธุรกิจไทยในหลากหลายสาขามากที่สุดและใหญ่ที่สุดเท่าที่ทีเส็บเคยดำเนินการมา

“MEET Thai Plus 2026 Shenzhen คือตัวอย่างของการยกระดับการจัดงานไมซ์โฉมใหม่ที่ทีเส็บปรับ     กลยุทธ์เชิงรุกให้เท่าทันสถานการณ์โลกธุรกิจที่มองหาจุดคุ้มทุนหรือ Return on Investment (ROI) ที่รวดเร็วขึ้น  งาน MEET Thai Plus 2026 Shenzhen เป็นเวทีเชื่อมโยงจุดแข็ง ความเชี่ยวชาญ ขีดความสามารถ โอกาสและศักยภาพของประเทศไทยจากหน่วยงานหลักทางเศรษฐกิจหลากหลายหน่วยงานและหลากหลายสาขาไว้ในที่เดียว เพื่อให้สามารถสื่อสารยกระดับภาพลักษณ์ประเทศไทยในเชิงโอกาสทางธุรกิจได้อย่างเป็นเอกภาพและตอบโจทย์ลูกค้านักธุรกิจจีนได้อย่างคุ้มค่าคุ้มเวลาในการมองหาโอกาสทางธุรกิจในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียนที่ประเทศไทยมีบทบาทเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค”

หน่วยงานชั้นนำที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจระหว่างประเทศของภาครัฐที่เข้าร่วมงาน MEET Thai Plus 2026 Shenzhen ประกอบด้วย กระทรวงการต่างประเทศ นำโดยสถานกงสุลใหญ่ ณ นครกว่างโจว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (TAT) กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EECO) การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย     (I-EA-T) และ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa)

ในส่วนของผู้ประกอบการภาคเอกชน มีทั้งตัวแทนธุรกิจโรงแรม ศูนย์ประชุม สถานที่จัดงาน บริษัท DMCs   ผู้จัดงานการประชุม งานแสดงสินค้าและงานเทศกาล สมาคมธุรกิจไมซ์ สมาคมและผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว ผู้ประกอบการสายเทคโนโลยี ผู้ประกอบการค้าปลีกเพื่อการท่องเที่ยว ธุรกิจขนส่ง ธุรกิจสื่อดิจิทัล ธุรกิจสุขภาพ  ธุรกิจอาหาร ธุรกิจของเล่นและคาแรกเตอร์ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ รวมทั้งสถาบันการศึกษา โดยเป็นหน่วยงานจากกรุงเทพฯ เชียงใหม่ พัทยา ภูเก็ต ชลบุรี ระยอง ลพบุรี เป็นต้น

MEET Thai Plus 2026 Shenzhen จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Thailand: Meet for More” โดยทีเส็บต้องการให้ประเทศไทยเป็นประตูแห่งโอกาสทางธุรกิจที่หลากหลายสำหรับนักธุรกิจจีน และในขณะเดียวกันก็เป็นประตูที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเชื่อมต่อเข้าสู่ตลาดจีน ผ่านการจับคู่ธุรกิจ การสร้างเครือข่ายธุรกิจการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ทั้งหมดนี้ เพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนให้ภาคธุรกิจจีนใช้ไทยเป็นศูนย์กลางการประชุม การจัดแสดงสินค้า และการลงทุนเจาะตลาดภูมิภาคอาเซียน

การเลือกนครเซินเจิ้นเป็นสถานที่จัดงานเพราะเป็นศูนย์กลางด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีและศูนย์กลางการลงทุนของ Greater Bay Area ซึ่งเป็นหนึ่งในเขตเศรษฐกิจที่มีพลวัตที่สุดของโลกและเป็นแหล่งรวมนักธุรกิจและ    นักเดินทางธุรกิจระดับคุณภาพ ในภาพรวม สาธารณรัฐประชาชนจีนคือตลาดลำดับต้น ๆ ของประเทศไทยทั้งในแง่ตลาดไมซ์ การท่องเที่ยว การค้าและการลงทุน รวมถึงการเป็นตลาดที่มีโอกาสสำหรับพัฒนาความร่วมมือด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีชั้นสูง

งาน MEET Thai Plus 2026 Shenzhen ยังได้รับความร่วมมือและสนับสนุนจากหน่วยงานชั้นนำของจีนที่มีพันธกิจส่งเสริมการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ ทั้งในระดับรัฐบาลกลาง ระดับมณฑล และระดับเมือง          โดยในส่วนของนักธุรกิจจีนคาดว่าจะเข้าร่วมงานกว่า 1,000 ราย เป็นตัวแทนสมาคมและผู้ประกอบการในภาคธุรกิจไมซ์ การท่องเที่ยว การค้าและการลงทุนในต่างประเทศ ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ เทคโนโลยีเอไอ และกลุ่มหอการค้าต่าง ๆ ทั้งนี้ ทีเส็บตั้งเป้าให้มีการเจรจาจับคู่ธุรกิจไทย-จีนไม่น้อยกว่า 800 นัดหมาย ประมาณการมูลค่าธุรกิจกว่า 1,000 ล้านบาท พร้อมกับการลงนามบันทึกความเข้าใจเพื่อความร่วมมือทางธุรกิจระหว่างไทย-จีนครอบคลุมอุตสาหกรรมการแสดงสินค้าและอุตสาหกรรมสายเทคโนโลยีและนวัตกรรม

“งานนี้ถือเป็นงานไมซ์ที่สร้างนัยสำคัญในการยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยในการเปิดตัวงาน ทีเส็บได้รับเกียรติเป็นอย่างสูงจาก นายเจียง เหว่ย อัครราชทูตที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจและพาณิชย์ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย ที่ได้สละเวลามาร่วมงานแถลงข่าวและกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “การเสริมสร้างความร่วมมือไทย-จีน ผ่าน MEET Thai Plus”

งาน MEET Thai Plus 2026 Shenzhen มีกำหนดจัดระหว่างวันที่ 9-10 กันยายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมและนิทรรศการเซินเจิ้น (Shenzhen Convention and Exhibition Centre – SZCEC) สาธารณรัฐประชาชนจีน พื้นที่การจัดงาน 7,500 ตารางเมตร คาดการณ์ผู้ร่วมงาน 1,500 คน ในจำนวนนี้เป็นผู้ร่วมงาน B2B จำนวน 1,000 คน

น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ ‘พระแม่แห่งแผ่นดิน’ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ ‘พระแม่แห่งแผ่นดิน’ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ ‘พระแม่แห่งแผ่นดิน’ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

วันพุธ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเป็นสมเด็จพระบรมราชินีนาถใน พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงเป็น สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และโดยพระชนมพรรษาจึงนับเป็นพระกุลเชษฐ์พระองค์ปัจจุบันในพระบรมราชจักรีวงศ์

ตลอดระยะเวลาแห่งการดำรงพระอิสริยยศ “พระราชินี” จนถึง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้ทรงปฏิบัติภารกิจน้อยใหญ่นานัปการ ทั้งในฐานะ “พระผู้ทรงเป็นที่พึ่งของปวงชนชาวไทย” และในฐานะ “คู่บุญคู่พระราชหฤทัย” ของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงช่วยแบ่งเบาพระราชภารกิจในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่อาณาประชาราษฏร์ ทั้งโดยเสด็จพระราชดำเนินตาม พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และเสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ไปทรงเยี่ยมราษฎรในชนบททั่วทุกภูมิภาค แม้จะทรงตรากตรำพระวรกาย เนื่องจากการคมนาคมในสมัยนั้นยังไม่สะดวกสบายเหมือนในปัจจุบัน  ก็มิได้ทรงย่อท้อแต่อย่างใด 

พระปรีชาสามารถและพระวิริยะอุตสาหะที่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงทุ่มเทอุทิศกำลังพระวรกาย พระสติปัญญา พระราชทรัพย์ ในพระราชกรณียกิจต่างๆ เพื่อเกื้อกูลประโยชน์สุขของพสกนิกรนั้นได้ดื่มด่ำอยู่ในหัวใจคนไทยทั้งชาติ และหยั่งลึกลงเป็นรากฐานแห่งความจงรักภักดีต่อพระบรมราชจักรีวงศ์ เป็นผลให้เกิดความมั่นคงและนำสันติสุขมาสู่ปวงชนชาวไทย

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงปฏิบัติพระราชภารกิจมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระภารกิจในการส่งเสริมคุณภาพชีวิต อาชีพ  และความเป็นอยู่ของพสกนิกรในชนบทห่างไกล ได้โดยเสด็จพระราชดำเนิน พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร  ไปทั่วทุกหนแห่งในแผ่นดินไทยนี้

มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

โครงการในพระราชดำริที่มีสาขาขยายกว้างขวางไปทั่วประเทศโครงการหนึ่งก็คือ มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ โดย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ขณะดำรงพระอิสริยยศ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้โดยเสด็จ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถ ไปทรงเยี่ยมพสกนิกรทั่วทุกภาคของประเทศมากว่า 50 ปีแล้ว จึงได้ทอดพระเนตรเห็นทุกข์สุขทั้งสิ้นในการครองชีพของราษฎร ทรงพบว่าราษฎรซึ่งส่วนใหญ่เป็นกสิกรต้องประสบภัยธรรมชาติต่างๆ เช่น ฝนแล้ง นาล่ม ศัตรูพืชรบกวน ทำให้การประกอบอาชีพไม่ได้ผล อีกทั้ง ทรงพบว่าราษฎรไทยหลายท้องถิ่นมีฝีมือเป็นเลิศทางหัตถกรรมหลายชนิดสืบทอดมาแต่บรรพบุรุษ สมควรจะอนุรักษ์ไว้ให้เป็นสมบัติชาติสืบไป พระองค์จึงทรงทุ่มเทพระวิริยะ อุตสาหะ และพระราชทานทรัพย์มาส่งเสริมงานหัตถกรรมแก่ราษฎร

วัตถุประสงค์สำคัญ คือเพื่อหาอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรที่ประสบปัญหาในการเพาะปลูกหรือเกษตรกรที่ว่างจากฤดูเพาะปลูกให้ได้มีงานทำอยู่กับบ้าน ซึ่งจะส่งผลให้ราษฎรไม่ต้องละทิ้งถิ่นฐานของตนเข้าไปทำงานรับจ้างในเมืองใหญ่ๆ อันก่อให้เกิดปัญหาชุมชนแออัดในระยะยาวต่อไป นับว่าเป็นการช่วยรักษากรรมสิทธิ์ในที่ดินของราษฎรผู้มีรายได้น้อยเหล่านี้อีกทางหนึ่งด้วย และสำหรับชาวไทยภูเขาซึ่งเคยมีอาชีพปลูกฝิ่น ก็ทรงส่งเสริมให้หันไปประกอบงานฝีมือที่ชาวไทยภูเขามีความชำนายอยู่แล้ว คือการเป็นช่างเงินหรือช่างทองแทน

วัตถุประสงค์อีกประการหนึ่ง คือเพื่อธำรงรักษาและฟื้นฟูหัตถกรรมแบบไทยโบราณซึ่งกำลังจะเสื่อมสูญไปตามกาลเวลาให้กลับมาแพร่หลาย เช่น การทอผ้าไหมมัดหมี่ลวดลายโบราณ การทอผ้าแพรวา การจักสานย่านลิเภา การทำเครื่องถมเงินและถมทอง การคร่ำ เป็นต้น เนื่องจากหัตถกรรมประเภทนี้ต้องใช้ฝีมือ เวลา และความอดทนเป็นอย่างมาก จึงหาผู้ที่สนใจสืบทอดวิชาเหล่านี้เป็นอาชีพได้ยากยิ่ง

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปิดสอนหัตถกรรมแทบทุกประเภทแก่บุตรหลานของราษฎรผู้ยากไร้ขึ้นในสวนจิตรลดา และในบริเวณพระตำหนักทุกภาคเวลาที่พระองค์เสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานไปประทับเพื่อทรงเยี่ยมราษฎร  โดย พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะทรงดำรงพระราชอิสริยยศ “สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร” ได้โดยเสด็จพระราชดำเนินประทับเคียงข้าง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงช่วยจดบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับผ้า ผู้ทอ และตรวจรับผ้าทอจากสมาชิกโครงการส่งเสริมศิลปาชีพ เพื่อการวิเคราะห์และให้ความช่วยเหลือราษฎรได้อย่างถูกวิธี

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงรับเด็กยากจนและการศึกษาน้อยผู้ยังไม่เคยมีประสบการณ์ทางการช่างใดๆ  เข้ามาเป็นนักเรียนศิลปาชีพ ทรงเสาะหาครูผู้มีฝีมือที่ยังหลงเหลืออยู่มาถ่ายทอดผลงานและพระราชทานกำลังใจแก่สมาชิกศิลปาชีพ หมุนเวียนไปทั่วประเทศเป็นประจำทุกปี รวมทั้งโปรดที่จะทรงใช้สอยผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพทุกชนิดเพื่อเป็นตัวอย่างแก่ราษฎรทั่วไป  

งานของศิลปาชีพเจริญเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว มีสมาชิกศิลปาชีพกระจายอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศ และผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพได้แพร่หลายกว้างขวางเป็นที่นิยมในหมู่ราษฎรไทยและชาวต่างประเทศ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปี ต้องทรงใช้จ่ายพระราชทรัพย์เพื่อโครงการศิลปาชีพเป็นจำนวนมาก จึงมีผู้กราบบังคมทูลขอให้ทรงจัดตั้งขึ้นเป็นมูลนิธิ ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งมูลนิธิขึ้นเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม พุทธศักราช 2519 โดยทรงดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหารของมูลนิธิด้วย ต่อมารัฐบาลได้ประจักษ์ถึงผลงานและคุณประโยชน์มูลนิธิด้วย จึงได้รับเป็นหน่วยงานหนึ่งของรัฐ โดยจัดตั้งเป็นกองศิลปาชีพขึ้นในสำนักราชเลขาธิการ เมื่อพุทธศักราช 2538 เพื่อสนับสนุนงานของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ มูลนิธิมีชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า “The Foundation for the Promotion of Supplementary Occupations and Related Technique of Her Majesty Queen Sirikit of Thailand” หรือเรียกย่อๆ ว่า “The SUPPORT Foundation”

โขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปี ทรงสนพระราชหฤทัยงานด้านศิลปวัฒนธรรมอันเป็นรากเหง้าที่สำคัญของชาติ หนึ่งในนั้นคือ นาฏกรรมโขน ซึ่งมีพระราชประสงค์ให้อนุรักษ์และสืบสานอยู่คู่แผ่นดินไทย ดังพระราชปรารภที่ว่า “ทุกวันนี้ประชาชนชาวไทย ไม่ใคร่มีโอกาสได้ชมโขน เนื่องจากการจัดแสดงโขนแต่ละครั้งไม่ใช่เรื่องง่าย” จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประชุมผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับโขน และงานหัตถศิลป์แขนงต่างๆ เพื่อรื้อฟื้นการแสดงโขนตามโบราณราชประเพณี เริ่มต้นจากการจัดสร้างเครื่องแต่งกายโขนขึ้นใหม่ สำหรับใช้ในการแสดงโขนพระราชทาน ทรงกำชับให้ยึดถือรูปแบบเครื่องแต่งกายโขนแบบโบราณ แต่มีความคงทนและสวยงามยิ่งขึ้น

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงมีสายพระเนตรที่ยาวไกลมากในการนำโขนมาสู่สังคมไทยอีกครั้งหนึ่ง เพราะการฟื้นฟูโขนนั้นไม่ใช่แค่การฟื้นฟูนาฏศิลป์ แต่เป็นการพลิกฟื้นฝีมือช่างหัตถศิลป์หลายแขนง ทั้ง วรรณศิลป์ นาฏศิลป์ คีตศิลป์ หัตถศิลป์ ศิลปกรรม และพัตราภรณ์ของไทย ให้คืนกลับมา ทั้งยังทำให้เกิดสกุลช่างในรัชกาลปัจจุบัน ในเรื่องของพัสตราภรณ์หรือเครื่องแต่งกาย  โดยมี อาจารย์วีรธรรม ตระกูลเงินไทย เป็นผู้ควบคุมดูแลเรื่องการออกแบบและดูแลช่างที่เป็นสมาชิกของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ที่ช่วยกันตัดเย็บเครื่องแต่งกายและทอผ้าเพื่อใช้การแสดงโขนโดยเฉพาะ

อาจารย์สมิทธิ ศิริภัทร์ ที่ปรึกษาส่วนพระองค์ด้านศิลปะ ได้ขอพระราชทานพระราชานุญาตสร้างเครื่องแต่งกายโขนของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ซึ่งเป็นการสร้างอาชีพอีกทางหนึ่ง เมื่อได้รับพระราชทานพระราชานุญาต จึงเริ่มดำเนินการในปีพุทธศักราช 2548 โดย มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ และ กรมศิลปากร สนองพระราชดำริด้วยการแต่งตั้งคณะกรรมการจัดสร้างเครื่องแต่งกายโขนขึ้นมาใหม่ที่คงความงดงามตามแบบโบราณ และกราบบังคมทูลขอพระราชทานเพื่อใช้ในการแสดงโขนเรื่อง “รามเกียรติ์” ชุด “ศึกพรหมาศ” ถวายทอดพระเนตร และเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร  80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 

การแสดงครั้งนั้นได้เชิญ อาจารย์สุดสาคร ชายเสม มาออกแบบฉาก ส่วน อาจารย์วีรธรรม ตระกูลเงินไทย เป็นผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย จัดแสดงโขนในรูปแบบการบรรเลงคอนเสิร์ต เนื่องจาก พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร  โปรดดนตรีสากล โดยเลือกบทพระนิพนธ์ในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ใช้ชื่อว่า การแสดงเฉลิมพระเกียรติ เรื่องรามเกียรติ์ ตอน : พรหมาศ บรรเลงโดยวงโยธวาทิต กองดุริยางค์กองทัพบก และได้รับพระกรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง  เสด็จพระราชดำเนิน พร้อมด้วย สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทอดพระเนตรการแสดงรอบปฐมทัศน์ วันที่ 25 ธันวาคม พุทธศักราช 2550 (รอบประชาชนทั่วไปวันที่ 27-28 ธันวาคม) ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย หลังจบการแสดง มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ยังคงดำเนินงานปรับปรุงเกี่ยวกับโขนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเครื่องแต่งกายโขนที่เพิ่มรายละเอียดให้วิจิตรยิ่งขึ้น จากนั้นมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ได้จัดการแสดงโขนพระราชทานเรื่อยมา และได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ เห็นได้จากการเพิ่มรอบการแสดงทุกปี  ซึ่งในปีพุทธศักราช 2569  จะจัดการแสดงในตอน “สีดา”  

พระราชกรณียกิจด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศ  

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อทรงแบ่งเบาพระราชภาระใน พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร  เป็นพระราชกรณียกิจเพื่อทรงช่วยเหลือราษฎร โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ยากไร้ทั่วประเทศ  การเสด็จพระราชดำเนินไปยังพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ทำให้ทรงทราบถึงปัญหาความทุกข์ยากต่างๆ ของราษฎรในแต่ละภูมิภาค ซึ่งมีความแตกต่างกันไป พระมหากรุณาธิคุณที่พระราชทานจึงมีความเหมาะสมตามสภาพภูมิสังคม ผ่านโครงการอันเนื่องมาพระราชดำริที่พระราชทานให้จัดตั้ง ณ ภูมิภาคนั้นๆ เพื่อทรงแก้ปัญหาในแต่ละพื้นที่ ที่สำคัญล้วนเป็นพระราชกรณียกิจเสริมงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร   อาทิ พระราชกรณียกิจด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศ   ที่ทรงปฏิบัติมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน เป็นที่ประจักษ์แก่สาธารณชนทั้งในและต่างประเทศ มีผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม และเพื่อเป็นการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณในการอนุรักษ์ คุ้มครอง และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ อันเป็นฐานการดำรงชีวิตของพสกนิกร คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติเห็นชอบ เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2553 ถวายพระราชสมัญญา “พระมารดาแห่งการคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพ” เพื่อเป็นการแสดงกตเวทิคุณของรัฐบาลและปวงชนชาวไทยในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อการคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศ

นอกจากนี้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ยังทรงให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ผืนป่า เนื่องจากทรงเล็งเห็นว่าพื้นที่ป่าไม้ มีจำนวนลดน้อยถอยลง ส่วนหนึ่งของปัญหามาจากภัยพิบัติทางธรรมชาติที่มีสาเหตุจากการที่ชาวบ้านลักลอบตัดไม้ และประการสำคัญคือ ทรงพบว่าสาเหตุจากการลักลอบตัดไม้ทำลายป่ามาจากปัญหาความยากจน ชาวบ้านหาที่ทางทำกินโดยการแผ้วถางเผาป่า เผาครั้งหนึ่ง 50-60 ไร่ แต่ได้นำมาใช้ประโยชน์ในการเกษตรจริงๆ เพียง 5-10 ไร่เท่านั้น  ทรงห่วงใยปัญหานี้และทรงวิตกว่าประเทศชาติกำลังสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ  จึงพระราชทานพระราชดำริให้จัดตั้งโครงการป่ารักน้ำ เพื่อช่วยเหลือราษฎรที่ทุกข์ยากให้ได้มีอาชีพที่สุจริต มีรายได้เพื่อประทังชีวิต โดยไม่ตัดไม้ทำลายป่าอีกต่อไป

โครงการป่ารักน้ำ เริ่มทดลองครั้งแรกที่บ้านน้ำติ้ว ตำบลส่องดาว อำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม พุทธศักราช 2525 เป็นโครงการปลูกป่าด้วยพันธุ์ไม้ที่เติบโตเร็ว สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง  ได้ทรงขอซื้อพื้นที่ที่ชาวบ้านแผ้วถางแล้วถูกทิ้งร้าง โดยนำพื้นที่ดังกล่าวมาพัฒนาต่อยอดเป็นโครงการป่ารักน้ำ โดยราษฎรเป็นผู้ปลูกและดูแลป่าบนพื้นดินที่ทรงซื้อ ทำให้เกิดความรู้สึกหวงแหนและมีสำนึกรักเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับผืนป่า ทั้งหมดนี้จะให้ราษฎรในพื้นที่ช่วยกันดูแล โดยทรงว่าจ้างราษฎรเป็นรายเดือน จากนั้นค์จะทรงลดความช่วยเหลือไปเรื่อยๆ เมื่อราษฎรในพื้นที่สามารถตั้งตัวและหาเลี้ยงชีพได้ โครงการก็จะชะลอและยุติลง  เมื่อได้ทรงริ่เริ่มโครงการป่ารักน้ำขึ้นแล้ว สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง  ยังได้พระราชทานพระราชนโยบายให้จัดตั้งหมู่บ้านป่ารักน้ำขึ้น ให้มีสถานะเป็นบ้านน้อยในป่าใหญ่ เพื่อช่วยเหลือราษฎรที่ยากจนไม่มีที่ทำกิน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สร้างบ้านให้อยู่อาศัยมีหน้าที่ดูแลรักษาต้นไม้และพระราชทานเงินเดือนให้ครอบครัวละ 1,500 บาท

ปัจจุบันโครงการป่ารักน้ำในพระราชดำริ มีอยู่ทั้งสิ้น 5 แห่งในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ โครงการป่ารักน้ำ บ้านถ้ำติ้ว ตำบลส่องดาว อำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร โครงการป่ารักน้ำ บ้านป่ารักน้ำ ตำบลโคกสี อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร โครงการป่ารักน้ำ บ้านกุดนาขาม ตำบลเจริญศิลป์ อำเภอเจริญศิลป์ จังหวัดสกลนคร โครงการป่ารักน้ำ บ้านจาร ตำบลม่วง อำเภอบ้านม่วง จังหวัดสกลนคร และโครงการป่ารักน้ำ บ้านทรายทอง ตำบลปทุมวาปี อำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร

พระราชกรณียกิจด้านการทหาร

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงดำรงตำแหน่งพันเอกผู้บังคับการพิเศษ กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ ทรงให้ความสนพระราชหฤทัยต่อการดำเนินงานของกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ตลอดมา โดยผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 21 จะเข้ามาถวายรายงานถึงผลการปฏิบัติงาน พร้อมกับรับพระราชเสาวนีย์ตลอดจนพระราชทานคำแนะนำไปดำเนินการปฏิบัติอยู่เสมอ ขณะที่ด้านความมั่นคงของประเทศสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปี ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมทหารที่ปฎิบัติการสู้รบต่อสู้ผู้ก่อการร้ายตามชายแดนถึงฐานปฏิบัติการต่างๆ แม้เป็นที่เสี่ยงภยันตราย ก็ทรงพระอุตสาหะเสด็จพระราชดำเนินไปทรงดูแลทุกข์สุข ปลอบขวัญถึงฐานปฎิบัติการต่างๆ เป็นขวัญกำลังใจให้ทหารต่อสู้ปกป้องผืนแผ่นดิน นำความร่มเย็นเป็นสุขมาสู่อาณาประชาชน ให้สามารถทำมาหากินได้อย่างสงบสุข

พระราชกรณียกิจด้านการศึกษา

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงมีบทบาทในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนหลายหลายรูปแบบ อาทิ ทรงพระอุตสาหะสอนหนังสือราษฏรด้วยพระองค์เอง พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เป็นทุนการศึกษาแก่เยาวชนจากครอบครัวที่ยากจน ทั้งในระบบโรงเรียนและนอกโรงเรียน ทรงรับไว้เป็นนักเรียนในพระบรมราชานุเคราะห์ ส่วนบิดามารดา พี่น้องของเด็ก ก็โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เข้ารับการฝึกอบรม พระราชทานความช่วยเหลือให้ปรับปรุงการประกอบอาชีพให้เป็นผล หรือให้มีความรู้เป็นอาชีพเสริม เพิ่มพูนรายได้สามารถช่วยตนเองและครอบครัวให้ดำรงชีวิตเป็นสุขตามอัตภาพ โดยใช้วัตถุดิบพื้นบ้านมาทำประโยชน์ เช่น หัตถกรรมจักสานของโครงการหุบกะพง โครงการจักสานย่านลิเพา และทำเครื่องปั้นดินเผาในภาคใต้ ทั้งยังโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สอดแทรกเรื่องความรักชาติ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การรักษาศิลปวัฒธรรมท้องถิ่น การรู้จักรักษาสุขภาพอนามัย การรู้จักพัฒนาตนเอง การเห็นความสำคัญของการศึกษา และการช่วยเหลือร่วมมือกับส่วนรวม พร้อมทั้งให้ทุกคนตระหนักว่าตนเป็นส่วนหนึ่งของส่วนรวม ต้องบำเพ็ญตนเป็นประโยชน์เพื่อความเจริญพัฒนาของภูมิภาค

พระมหากรุณาธิคุณของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปี มิได้แผ่ปกป้องเฉพาะปวงชนชาวไทย หากแต่ยังทรงแผ่ไปถึงประชาชนของประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ชาวกัมพูชาอพยพลี้ภัยเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารในแดนไทย แถบจังหวัดตราด จันทบุรี และปราจีนบุรี มีพระราชศรัทธาและพระราชปณิธานแน่วแน่ที่จะทรงบำบัดทุกข์บำรุงสุข ผู้คนที่ตกทุกข์ได้ยาก โดยมิได้ทรงเลือกเชื้อชาติ ศาสนา หรือเผ่าพันธุ์

ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัล ประกาศพระเกียรติคุณไปทั่วโลก

ด้วยพระราชกรณียกิจอันเป็นเอนกอนันต์ ก่อให้เกิดประโยชน์สุขแก่ราษฎรอย่างแท้จริง ทำให้องค์กรต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ  ได้ทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาดุษฏีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ โล่เฉลิมพระเกียรติ รางวัล และประกาศพระเกียรติคุณต่างๆ เป็นจำนวนมาก เช่น องค์กรค์การเอฟเอโอ ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญซีเรส เทิดพระเกียรติในฐานะที่ทรงยกฐานะของสตรีให้มีระดับสูงขึ้น และทรงเป็นผู้ให้โดยไม่เลือกที่รักมักที่ชัง เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม พุทธศักราช 2552 ขณะที่มหาวิทยาลัยทัฟฟ์ แห่งรัฐแมสซาซูเซ็ทท์ สหรัฐอเมริกา ทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขามนุษยธรรม ในฐานะที่ทรงยกระดับฐานะการครองชีพของประชาชน และช่วยบรรเทาทุกข์ของเด็กๆ ในหมู่ผู้ลี้ภัย เมื่อปีพุทธศักราช2523

สหพันธ์เด็กแห่งนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลบุคคลดีเด่นด้านพิทักษ์เด็ก เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม พุทธศักราช 2524, สถาบันเอเชียโซไซตี้ แห่งกรุงนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลด้านมนุษยธรรม เมื่อวันที่ 14 มีนาคม พุทธศักราช 2528, ศูนย์ศึกษาการอพยพ  ที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่รัฐนิวยอร์ก กราบบังคมทูลเชิญเสด็จฯ ไปทรงรับรางวัลความช่วยเหลือผู้ลี้ภัยประจำปี ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี เมื่อวันที่ 29 มีนาคม พุทธศักราช 2533, องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ  (ยูเนสโก) ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญทองโบโรพุทโธ ในฐานะทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจอนุรักษ์และพัฒนางานศิลปหัตถกรรม ณ ศาลาธรรม จังหวัดเชียงใหม่  เมื่อวันที่ 30 มกราคม พุทธศักราช 2535

กองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาติ (ยูนิเซฟ) ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลเกียรติคุณพิเศษในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษ 5 รอบ ในฐานะทรงอุทิศพระองค์ประกอบพระราชกรณียกิจอันเป็นผลให้แม่และเด็กนับล้านได้รับบริการขั้นพื้นฐาน เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม  พุทธศักราช 2535   

กองทุนพัฒนาเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติ ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลแห่งความเป็นเลิศในฐานะทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจพัฒนาสตรีไทย  เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม พุทธศักราช 2535 มหาวิทยาลัยจอนส์ฮอปกินส์ รัฐแมริแลนด์ สหรัฐอเมริกา ทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขามนุษยธรรม เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม พุทธศักราช 2538,  สมาคมไหมโลก ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัล หลุยส์ ปาสเตอร์ ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล เพื่อเทิดพระเกียรติในพระราชกรณียกิจด้านการอนุรักษ์และพัฒนาการผลิตไหมไทย จนเป็นที่รู้จักของทั่วโลก รวมทั้งช่วยให้ราษฎรผู้ผลิตไหมไทยมีความเป็นอยู่ดีขึ้น เมื่อวันที่ 21 กันยายน พุทธศักราช 2545 เป็นต้น นอกจากนี้ ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งอังกฤษ ได้ทูลเกล้าฯ ถวายสมาชิกภาพกิตติมศักดิ์ เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม พุทธศักราช 2513 ซึ่งสถาบันแห่งนี้เคยมอบให้แต่เฉพาะผู้ที่เป็นแพทย์ และนักวิทยาศาสตร์ดีเด่นเป็นที่รู้จักระดับโลกเท่านั้น

ในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 12 สิงหาคม พุทธศักราช 2569 ขอน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ “พระแม่แห่งแผ่นดิน” ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ เพียบพร้อมด้วยคุณลักษณะแห่งรัตนนารีโดยแท้ พระองค์มิได้ทรงเป็นพระบรมราชินีนาถ ที่มีพระสิริโฉมงดงามเท่านั้น หากแต่ยังทรงพระปรีชาสามารถเชี่ยวชาญในกิจการต่างๆ ซึ่งปรากฏผลเป็นที่ประจักษ์แก่ปวงชนโดยตลอด ทรงยึดมั่นในพระบวรพระพุทธศาสนา พระคุณธรรม พระปัญญาคุณ และพระเมตตากรุณาคุณ ซึ่งทรงดำรงไว้มั่นคงตลอดมา เป็นปัจจัยส่งเสริมให้พระเกียรติคุณขจายขจรไปทั่วในประเทศและนานาประเทศทั่วโลก  อาจกล่าวได้ว่า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปี ทรงเป็นพระบรมราชินีนาถ ที่ทรงได้รับการสรรเสริญพระเกียรติคุณจากนานาประเทศอย่างกว้างขวางยิ่งกว่าพระบรมราชินีพระองค์อื่นใดในโลก

‘ต้อหิน’ ภัยเงียบของดวงตา อาการน้อยแต่เสี่ยง ‘ตาบอดถาวร’

'ต้อหิน' ภัยเงียบของดวงตา อาการน้อยแต่เสี่ยง 'ตาบอดถาวร'

‘ต้อหิน’ ภัยเงียบของดวงตา อาการน้อยแต่เสี่ยง ‘ตาบอดถาวร’

วันพุธ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ในชีวิตประจำวันที่เราพึ่งพาการมองเห็นแทบตลอดเวลา กลับมีโรคหนึ่งที่อาจคืบคลานเข้ามาแบบไม่รู้ตัว และส่งผลให้สูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร นั่นคือ “ต้อหิน” หนึ่งในสาเหตุสำคัญของการตาบอดถาวรทั่วโลก และที่น่ากังวลคือ ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่รู้ตัวจนกระทั่งการมองเห็นเริ่มแคบลงหรือเสียไปแล้ว

ผู้ช่วยศาสตราจารย์แพทย์หญิงกิติยา รัตนวงศ์ไพบูลย์ จักษุแพทย์ชำนาญด้านต้อหิน โรงพยาบาลเวชธานี กล่าวว่า ต้อหิน (Glaucoma) เป็นโรคที่เกิดจากความเสียหายต่อเส้นประสาทตา ซึ่งส่วนใหญ่มีความสัมพันธ์กับความดันในลูกตาที่สูงเกินไป หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม อาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรได้

ผู้ช่วยศาสตราจารย์แพทย์หญิงกิติยา รัตนวงศ์ไพบูลย์ จักษุแพทย์ชำนาญด้านต้อหิน โรงพยาบาลเวชธานี 

อาการของต้อหินจะไม่มีอาการหรือสัญญาณปรากฏเด่นชัดในตอนแรก และจะเกิดอาการแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับชนิดของต้อหิน ได้แก่

  • ต้อหินมุมเปิด (Primary Open-Angle Glaucoma) ชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด เกิดจากการอุดตันของช่องระบายน้ำหล่อเลี้ยงภายในตา แม้มุมระบายจะเปิดอยู่ ทำให้ความดันในลูกตาสูงขึ้นอย่างช้าๆ โดยไม่แสดงอาการใด ๆ จนกว่าการมองเห็นรอบข้างจะเริ่มแคบลงเรื่อย ๆ ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษา อาจนำไปสู่การตาบอดถาวรได้
  • ต้อหินมุมปิด (Angle-Closure Glaucoma)  เกิดจากมุมระบายน้ำในลูกตาถูกปิด ทำให้น้ำในตาไม่สามารถระบายออกได้ ซึ่งมีทั้งชนิดเรื้อรังและเฉียบพลัน หากเป็นชนิดเฉียบพลัน ความดันตาจึงพุ่งสูงทันที ส่งผลให้เกิดอาการปวดตา ตาแดง ตามัว เห็นแสงรุ้งรอบดวงไฟ คลื่นไส้ และอาเจียน ถือเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน
  • ต้อหินชนิดความดันตาปกติ (Normal-Tension Glaucoma)  แม้ความดันตาอยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่เส้นประสาทตากลับถูกทำลาย โดยมักเกี่ยวข้องปัจจัยอื่นๆ นอกเหนือจากเรื่องของความดันตา เช่น การไหลเวียนของเลือดที่ไม่ดี หรือภาวะหลอดเลือดผิดปกติ ผู้ป่วยอาจไม่รู้ตัวจนกระทั่งเกิดการสูญเสียการมองเห็น
  • ต้อหินทุติยภูมิ (Secondary Glaucoma)  เกิดจากโรคหรือปัจจัยอื่น เช่น การอักเสบในตา อุบัติเหตุทางตา ภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน หรือการใช้ยาสเตียรอยด์ต่อเนื่อง เป็นต้น ส่งผลให้ความดันตาสูงขึ้นและทำลายเส้นประสาทตา
  • ต้อหินในเด็ก (Congenital Glaucoma)  พบในทารกหรือเด็กเล็ก เกิดจากความผิดปกติของระบบระบายน้ำในลูกตาตั้งแต่กำเนิด มีอาการลูกตาขนาดใหญ่ น้ำตาไหลมาก กลัวแสง และกระจกตาขุ่น ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยและรักษาโดยเร็ว

การวินิจฉัยโรคต้อหิน จักษุแพทย์จะเริ่มจากการวัดความดันภายในลูกตา ตรวจดูขั้วประสาทตา และโครงสร้างภายในตาด้วยเครื่องมือเฉพาะ หากพบความผิดปกติหรือสงสัยว่าเป็นต้อหิน อาจมีการตรวจเพิ่มเติม เช่น การตรวจลานสายตาเพื่อประเมินการทำงานของเส้นประสาทตา และการตรวจดูมุมตาเพื่อจำแนกชนิดของต้อหิน

การรักษาต้อหินมักต้องดูแลต่อเนื่องตลอดชีวิต ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่การรักษาจะเป็นการประคับประคองเพื่อไม่ให้ประสาทตาถูกทำลายมากขึ้น และเพื่อคงการมองเห็นที่มีอยู่ให้นานที่สุด ซึ่งการรักษาจะขึ้นอยู่กับชนิดของโรคต้อหินและระยะของโรคที่เป็นอยู่ดังนี้

การรักษาต้อหินโดยใช้ยา เป็นรูปแบบของยาหยอดตา ที่จะช่วยลดการสร้างน้ำในลูกตา หรือช่วยให้น้ำในลูกตาระบายออกได้ดีขึ้น เพื่อลดความดันตา หลังจากนั้นแพทย์จะนัดติดตามอาการเรื่อยๆ เพื่อดูอาการและภาวะแทรกซ้อน หากรักษาวิธีนี้แล้วไม่ดีขึ้น แพทย์อาจพิจารณาให้รักษาด้วยการใช้เลเซอร์ร่วมด้วย

การรักษาต้อหินด้วยเลเซอร์ มีจุดมุ่งหมายเพื่อลดความดันภายในลูกตา โดยช่วยให้ของเหลวภายในตาไหลเวียน หรือระบายออกได้ดีขึ้น ซึ่งชนิดของเลเซอร์ที่ใช้จะขึ้นอยู่กับชนิดของต้อหินที่ผู้ป่วยเป็น โดยแบ่งได้เป็น 2 ประเภทหลัก ดังนี้

1.ต้อหินมุมปิด (Angle-closure glaucoma)ในกรณีนี้ จักษุแพทย์จะใช้เลเซอร์ชนิดที่เรียกว่า Laser Peripheral Iridotomy (LPI) ยิงเลเซอร์เจาะรูขนาดเล็กบนม่านตา เพื่อสร้างช่องทางใหม่ให้ของเหลวในลูกตาสามารถไหลผ่านได้อย่างสะดวกมากขึ้น วิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดต้อหินมุมปิดเฉียบพลัน หรือในผู้ที่มีมุมระบายน้ำแคบจากโครงสร้างทางกายภาพของตา

2.ต้อหินมุมเปิด (Primary Open-Angle Glaucoma ) ในผู้ป่วยกลุ่มนี้ จะใช้เลเซอร์ที่เรียกว่า Selective Laser Trabeculoplasty (SLT) ซึ่งเป็นการยิงเลเซอร์พลังงานต่ำไปยังบริเวณมุมระบายน้ำของลูกตา (trabecular meshwork) เพื่อกระตุ้นการทำงานของเซลล์บริเวณนั้น ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำภายในตา ลดความดันตาได้โดยไม่ทำลายเนื้อเยื่อข้างเคียง ซึ่งมักใช้ในกรณีที่ยาหยอดตาควบคุมความดันตาได้ไม่ดีพอ หรือเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ไม่สามารถใช้ยาหยอดตาได้ต่อเนื่อง

หากการใช้ยาและเลเซอร์ไม่สามารถควบคุมความดันในตาได้ แพทย์อาจพิจารณาการผ่าตัดเพื่อลดความดันภายในลูกตา ป้องกันไม่ให้เส้นประสาทตาถูกทำลายเพิ่มเติม โดยมีวิธีหลักๆ ดังนี้ Trabeculectomy เป็นการเปิดช่องระบายน้ำใหม่ในดวงตา ช่วยให้น้ำหล่อเลี้ยงไหลออกได้ดีขึ้น ลดความดันตาได้อย่างมีประสิทธิภาพ Glaucoma Drainage Device Surgery แพทย์จะใส่ท่อระบายน้ำขนาดเล็กในลูกตา เชื่อมต่อกับบริเวณใต้เยื่อบุตาขาว เหมาะสำหรับผู้ที่ความดันตาสูงมากหรือผ่าตัดวิธีอื่นไม่สำเร็จ Minimally Invasive Bleb Surgery เป็นการผ่าตัดที่ใช้เทคโนโลยีใหม่ โดยใส่ท่อระบายชนิดพิเศษขนาดเล็กและยืดหยุ่น เพื่อช่วยให้น้ำในตาระบายออก ลดความดันตา ฟื้นตัวไว และเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนน้อย

ทั้งนี้ ต้อหินเป็นโรคตาที่เป็นภัยมืด มักไม่มีอาการเตือนในระยะแรก หากตรวจพบช้าอาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรได้ การตรวจสุขภาพตาเป็นประจำ โดยเฉพาะในผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปี หรืออายุมากกว่า 35 ปีในกรณีมีประวัติคนในครอบครัวเป็นต้อหิน จึงเป็นวิธีสำคัญในการป้องกันและตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะแรก

LIFE & HEALTH : เตรียมพร้อมก่อนบริจาคโลหิต…หนึ่งการให้ ช่วยต่อชีวิตผู้ป่วยได้หลายชีวิต

LIFE & HEALTH : เตรียมพร้อมก่อนบริจาคโลหิต...หนึ่งการให้ ช่วยต่อชีวิตผู้ป่วยได้หลายชีวิต

LIFE & HEALTH : เตรียมพร้อมก่อนบริจาคโลหิต…หนึ่งการให้ ช่วยต่อชีวิตผู้ป่วยได้หลายชีวิต

วันพุธ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

การบริจาคโลหิตเป็นการให้ที่มีคุณค่า เพราะโลหิตมีความสำคัญทางการแพทย์ที่ยังไม่สามารถผลิตทดแทนได้ และมีความจำเป็นต่อการรักษาผู้ป่วยในหลากหลายกรณี ไม่ว่าจะเป็นผู้ประสบอุบัติเหตุ ผู้เข้ารับการผ่าตัด ผู้ป่วยโรคเลือด โรคมะเร็ง หรือผู้ที่มีภาวะเสียเลือดรุนแรง ดังนั้น โลหิตทุกยูนิตที่ได้รับจากผู้บริจาคจึงเปรียบเสมือนโอกาสในการต่อชีวิตและสร้างความหวังให้แก่ผู้ป่วย การเตรียมความพร้อมก่อนบริจาคอย่างถูกต้อง นอกจากจะช่วยให้ผู้บริจาคมีความปลอดภัย ยังช่วยให้โลหิตที่ได้รับมีคุณภาพและสามารถนำไปใช้รักษาผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ข้อมูลจาก รศ.พญ.ดุจใจ ชัยวานิชศิริ ผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ระบุว่า ในภาวะปกติ ประเทศไทยจำเป็นต้องมีโลหิตบริจาคมากกว่า 200,000 ยูนิตต่อเดือน เพื่อให้เพียงพอต่อการรักษาผู้ป่วยทั่วประเทศ นอกจากนี้ ยังจำเป็นต้องมีโลหิตสำรองคงคลังอย่างน้อย 3,000 ยูนิตต่อวัน เพื่อรองรับเหตุฉุกเฉิน เช่น อุบัติเหตุหมู่ ภัยพิบัติ หรือสถานการณ์ที่มีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ในหลายช่วงเวลาของปี โดยเฉพาะวันหยุดยาวหรือเทศกาล จำนวนผู้บริจาคโลหิตมักลดลง ส่งผลให้เกิดภาวะโลหิตสำรองไม่เพียงพอสำหรับการรักษาผู้ป่วย

ความสำคัญการเตรียมพร้อมก่อนบริจาคโลหิต

การเตรียมตัวก่อนบริจาคโลหิตมีความสำคัญทั้งต่อผู้บริจาคและผู้รับโลหิต ผู้บริจาคที่มีสุขภาพแข็งแรงและปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างถูกต้องจะสามารถบริจาคโลหิตได้อย่างปลอดภัย ลดความเสี่ยงต่อการเกิดอาการหน้ามืด วิงเวียน หรือเป็นลม อีกทั้งยังช่วยให้โลหิตที่ได้รับมีคุณภาพและสามารถนำไปใช้รักษาผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การเตรียมตัวก่อนบริจาคโลหิต

ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย แนะนำให้ผู้ที่ต้องการบริจาคโลหิตปฏิบัติดังนี้

นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อย 5 ชั่วโมงก่อนวันบริจาค เพื่อให้ร่างกายสดชื่นและพร้อมสำหรับการบริจาค
รับประทานอาหารก่อนบริจาค ควรรับประทานอาหารมื้อหลักตามปกติ และหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง เช่น ข้าวขาหมู ข้าวมันไก่ อาหารกะทิ หรือเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของไขมันสูง อย่างน้อย 6 ชั่วโมงก่อนบริจาค เพราะไขมันในเลือดอาจส่งผลต่อคุณภาพของโลหิต
ดื่มน้ำให้เพียงพอ ก่อนบริจาค เพื่อช่วยให้ระบบไหลเวียนโลหิตทำงานได้ดี ลดโอกาสเกิดอาการวิงเวียนหลังบริจาค
มีสุขภาพแข็งแรง หากมีอาการไข้ ไม่สบาย หรือกำลังรับประทานยาบางชนิด ควรแจ้งแพทย์หรือพยาบาลผู้คัดกรองทุกครั้ง เพื่อประเมินความเหมาะสมในการบริจาค
งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก่อนบริจาคโลหิต 24 ชั่วโมง และงดการสูบบุหรี่ 1 ชั่วโมง ก่อนการบริจาค เพราะอาจส่งผลต่อสุขภาพและการไหลเวียนของเลือด
แต่งกายสุภาพและสวมเสื้อที่สามารถพับแขนขึ้นได้สะดวก เพื่ออำนวยความสะดวกในการเจาะเลือด

การปฏิบัติตนหลังบริจาคโลหิต

หลังบริจาคโลหิต ผู้บริจาคนอนพักที่เตียงอย่างน้อย 5 นาที หากไม่มีอาการผิดปกติจึงลุกจากเตียง และนั่งพักอีก 10 -15 นาที พร้อมดื่มน้ำหรือเครื่องดื่มที่เจ้าหน้าที่จัดไว้ และรับประทานอาหารว่างเพื่อทดแทนพลังงาน หากรู้สึกเวียนศีรษะควรแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที

นอกจากนี้ควรดื่มน้ำมากกว่าปกติในช่วง 24 ชั่วโมงแรก หลีกเลี่ยงการยกของหนักหรือใช้แขนข้างที่บริจาคอย่างหนักเป็นเวลา 24 ชั่วโมง รวมถึงงดการออกกำลังกายหนัก การทำงานบนที่สูง หรือกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ หากมีอาการผิดปกติ เช่น เลือดออกไม่หยุด หน้ามืด หรือเป็นลม ควรรีบติดต่อเจ้าหน้าที่หรือไปพบแพทย์ทันที

ที่สำคัญ ผู้บริจาคโลหิตต้องรับประทานธาตุเหล็ก Ferrous Fumarate 200 mg ที่ได้รับ เพื่อชดเชยธาตุเหล็กที่เสียไปกับการบริจาคโลหิต ซึ่งจะช่วยป้องกันภาวะเลือดจางและสามารถบริจาคโลหิตได้อย่างต่อเนื่องทุก 3 เดือน โดยรับประทานครั้งละ 1 เม็ด วันละ 1 ครั้งหลังอาหาร หรืออาจรับประทานพร้อมอาหาร ไม่ควรรับประทานพร้อมนม ชา กาแฟ เพราะจะลดประสิทธิภาพในการดูดซึมธาตุเหล็ก

ประโยชน์การบริจาคโลหิต

การบริจาคโลหิตมีประโยชน์หลายด้าน ทั้งช่วยต่อชีวิตผู้ป่วยที่ต้องการเลือดอย่างเร่งด่วน ช่วยให้มีปริมาณโลหิตสำรองเพียงพอสำหรับโรงพยาบาลทั่วประเทศ อีกทั้งผู้บริจาคยังได้รับการตรวจสุขภาพเบื้องต้น เช่น การวัดความดันโลหิต การตรวจระดับฮีโมโกลบิน และการคัดกรองโรคติดเชื้อบางชนิดตามมาตรฐานของศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างจิตสำนึกในการช่วยเหลือสังคมและส่งเสริมการมีสุขภาพที่ดี

องค์กรเอกชนร่วมบริจาคโลหิต

ล่าสุด บริษัท เอนี่เพย์ จำกัด นำโดย ดร.ศศมน มันทะเล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ และสุรชัย ขจรกิจสิริ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน บริษัท เอนี่เพย์ จำกัด นำทีมพนักงานร่วมกิจกรรม “เอนี่เพย์ รวมพลังบริจาคโลหิต” รับวันแม่แห่งชาติ 2569 เพื่อร่วมส่งต่อโลหิตช่วยเหลือผู้ป่วยทั่วประเทศ บรรเทาวิกฤติขาดแคลนโลหิตสำรอง พร้อมปลูกฝังจิตสำนึกการเป็น “ผู้ให้” และส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคม โดยมี ปิยนันท์ คุ้มครอง ผู้ช่วยผู้อำนวยการ และ ภก.ดร.นรินทร์ กิจเกรียงไกรกุล ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ให้การต้อนรับ ณ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ถนนอังรีดูนังต์

ร่วมบริจาคโลหิตได้ทั่วประเทศ

การบริจาคโลหิตเป็นการเสียสละที่มีคุณค่าและสามารถช่วยชีวิตผู้ป่วยได้หลายชีวิต การเตรียมตัวก่อนบริจาคอย่างถูกต้อง เช่น การพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่เหมาะสม ดื่มน้ำให้เพียงพอ และดูแลสุขภาพให้แข็งแรง จะช่วยให้การบริจาคเป็นไปอย่างปลอดภัยและได้โลหิตที่มีคุณภาพ นอกจากนี้ การปฏิบัติตามคำแนะนำหลังบริจาคยังช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้เร็วและลดโอกาสเกิดอาการไม่พึงประสงค์ ดังนั้น ทุกคนที่มีคุณสมบัติเหมาะสมควรร่วมเป็น ผู้บริจาคโลหิตอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำทุก 3 เดือน เพื่อร่วมกันสร้างคลังโลหิตที่เพียงพอสำหรับผู้ป่วยทั่วประเทศ

สามารถร่วมบริจาคโลหิตทั่วประเทศได้ที่ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ถนนอังรีดูนังต์, หน่วยรับบริจาคโลหิตประจำที่ ได้แก่ สถานีกาชาด 11 วิเศษนิยม (บางแค) เดอะมอลล์ สาขาบางแค สาขาบางกะปิ สาขางามวงศ์วาน สาขาท่าพระ ศูนย์การค้าดิเอ็มโพเรียม ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต และบ้านทรงไทย (ย่านวงศ์สว่าง), ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 12 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่ จังหวัดลพบุรี ชลบุรี ราชบุรี นครราชสีมา ขอนแก่น อุบลราชธานี นครสวรรค์ พิษณุโลก เชียงใหม่ นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง) สงขลา และภูเก็ต, โรงพยาบาลสาขาบริการโลหิตทั่วประเทศ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายจัดหาผู้บริจาคโลหิตฯ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย โทร.02-2564300, 02-2639600-99 ต่อ 1101, 1760, 1761 หรือ  https://thaibloodcentre.redcross.or.th/

ผศ.(พิเศษ) ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

อนุกรรมการรณรงค์เพิ่มผู้บริจาคโลหิต

ในคณะกรรมการจัดหาและส่งเสริมผู้ให้โลหิตแห่งสภากาชาดไทย

คุณแหน : 12 สิงหาคม 2569

คุณแหน : 12 สิงหาคม 2569

คุณแหน : 12 สิงหาคม 2569

วันพุธ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานคำขวัญวันแม่แห่งชาติ ประจำปี พ.ศ. 2569 ความว่า “พระคุณแม่มากพ้น พรรณนา จรดลึกเหนือเวลา เปรียบได้ แทนพระคุณแม่ยากหา ใดทด แทนคุณ ประกอบดีประกาศไว้ โลกรู้ สรรเสริญ” 
  • วันที่ 10 สิงหาคม 2569 เวลา 14.00 น. ศ. ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เสด็จยังศูนย์ประชุมสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ พระราชทานพระวโรกาสให้ผู้แทนจากหน่วยงานต่าง ๆ และประชาชนเข้าเฝ้าฯ ทูลเกล้าฯ ถวายเงินโดยเสด็จพระกุศล สมทบทุนกองทุนหทัยทิพย์ ภายใต้มูลนิธิจุฬาภรณ์
  • อารีย์ นักดนตรี จันเกษม ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ภาพยนตร์และละคร) พ.ศ. 2562 ล่าสุดเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม มีอายุ 94 ปี ขอเชิญลิ้มรสมือตำรับแม่ EP.2 ที่บ้านวัฒนา วันที่ 21-22 สิงหาคมนี้ โดยสำรับอาหารเป็นตำรับของ ม.ร.ว. เพ็ญศรี กฤดากร, หม่อมศรีพรหมา กฤดากร ณ อยุธยา, Margarat Lynn Seres และอารีย์ งานนี้รับผู้สนใจได้เพียงรอบละ 8-10 คนเท่านั้น วันละ 2 รอบ คือ 11.30 และ 16.00 น. สำรองที่นั่งได้ที่ facebook : klai at Wattana Place
  • คุณหญิงทรงสุดา ยอดมณี แจ้งเลื่อนจัดงานฉลองวันคล้ายวันเกิด 84 ปีให้ ดร. สุวิทย์ ยอดมณี เป็นการชั่วคราว เพราะเจ้าของวันเกิดติดขัดด้านปัญหาสุขภาพเล็กน้อย เกรงว่าจะไม่สะดวกในการต้อนรับแขกเหรื่อในวันงาน แต่จะกลับมาจัดงานหลังจากสุขภาพแข็งแรงแล้ว
  • ขอบคุณแหล่งข่าวที่ให้ข้อมูลมากมายในเรื่อง nominee หรือหน้าม้าที่ยอมให้ต่างชาติใช้ชื่อเพื่อทำธุรกิจบังหน้า โดยเฉพาะในย่านห้วยขวาง กรุงเทพฯ หัวหิน ประจวบคีรีขันธ์ หาดป่าตอง ภูเก็ต สมุย สุราษฎร์ธานี พัทยา บางละมุง ชลบุรี และเชียงดาว เชียงใหม่ เรื่องเลวร้ายแบบนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างเด็ดขาด ถ้าข้าราชการไทยทุกคนทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ไม่เอาหูไปนา เอาตาไปไร่ รวมถึงนักการเมืองไม่ร่วมทำเลวขายชาติขายแผ่นดินด้วย
  • พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ว่าที่ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ที่ปัจจุบันยังครองตำแหน่งอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เล่นบทเอาจริงเอาจังกับการกำจัดแก๊งขายชาติ และขอให้เดินบทนี้ให้หนักกว่าเดิมอีกหลายเท่า อย่าปล่อยมิจฉาชีพไว้อีกต่อไป เพราะมันคือตัวการบ่อนทำลายชาติให้ย่อยยับ 

Victor Lee