เนทันยาฮูลั่น ทำสงครามกับอิหร่านต่อ เร่งขยายเขตกันชนในเลบานอน

เนทันยาฮูลั่น ทำสงครามกับอิหร่านต่อ เร่งขยายเขตกันชนในเลบานอน

26 มี.ค. 2569 01:44 น.

เนทันยาฮูลั่น ทำสงครามกับอิหร่านต่อ เร่งขยายเขตกันชนในเลบานอน

นายกรัฐมนตรีอิสราเอลยืนยัน การทำสงครามกับอิหร่านยังคงดำเนินต่อไป แม้สหรัฐฯ จะบอกว่ากำลังเจรจากับอิหร่าน นอกจากนั้นอิสราเอลยังมุ่งขยายเขตกันชนในเลบานอนด้วย

เมื่อ 25 มี.ค. 2569 นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ออกมากล่าวว่า “ปฏิบัติการวงกว้างเพื่อต่อต้านอิหร่านยังคงดำเนินต่อไป แม้จะมีรายงานข่าวออกมาอย่างไรก็ตาม” ในขณะที่สหรัฐฯ ออกมาระบุว่ากำลังมีการเจรจากับอิหร่าน เพื่อหาทางยุติความขัดแย้ง

เนทันยาฮูยังพูดถึงปฏิบัติการทางทหารต่อต้านกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งมีอิทธิพลในเลบานอน โดยระบุว่า “การทำลายล้างกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ยังคงเป็นสิ่งสำคัญลำดับแรก” และว่า “เราตั้งมั่นอย่างเต็มที่ที่จะทำทุกอย่างที่จำเป็นเพื่อเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ในเลบานอนอย่างถอนรากถอนโคน”

เนทันยาฮูบอกกับเหล่านายกเทศมนตรีและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นจากชุมชนชายแดนทางเหนือของอิสราเอลด้วยว่า อิสราเอลกำลังขยายกำลังทางทหารในพื้นที่ที่เขาเรียกว่า “เขตกันชน” (Buffer zone) ในเลบานอนตอนใต้ โดยระบุว่าเขตนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อผลักดันกลุ่มติดอาวุธฮิซบอลเลาะห์ให้ออกห่างจากชายแดน และเพื่อปกป้องชุมชนชาวอิสราเอล

“เราได้สร้างเขตกันชนด้านความมั่นคงของจริง ซึ่งช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการรุกรานทางบกเข้าสู่ภูมิภาคกาลิลีและชายแดนทางเหนือของเรา” เขากล่าว “โดยเนื้อแท้แล้ว เรากำลังสร้างแนวเข็มขัดนิรภัยที่กว้างขึ้น”

เนทันยาฮูระบุอีกว่า อิสราเอลได้กำจัด “ภัยคุกคามจากขีปนาวุธส่วนใหญ่ของฮิซบอลเลาะห์ไปแล้ว” แต่ยอมรับว่า “ยังมีงานที่ต้องทำต่อ” และเสริมว่า กองทัพอิสราเอลได้ “ขจัด” ภัยคุกคามจากการบุกโจมตีทางบกของนักรบหน่วยรัดวาน (Radwan) ซึ่งเป็นหน่วยพิเศษของฮิซบอลเลาะห์ได้แล้ว

“เราได้กำจัดภัยคุกคามนั้นไปแล้ว” เนทันยาฮูกล่าว “มันไม่มีอยู่อีกต่อไป”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ผู้นำฮิซบอลเลาะห์ลั่น ไม่เจรจากับอิสราเอล ตราบที่เลบานอนยังโดนโจมตี

ผู้นำฮิซบอลเลาะห์ลั่น ไม่เจรจากับอิสราเอล ตราบที่เลบานอนยังโดนโจมตี

26 มี.ค. 2569 00:33 น.

ผู้นำฮิซบอลเลาะห์ลั่น ไม่เจรจากับอิสราเอล ตราบที่เลบานอนยังโดนโจมตี

หัวหน้ากลุ่มฮิซบอลเลาะห์ประกาศจะไม่เจรจากับอิสราเอลตราบใดที่เลบานอนยังคงถูกระดมโจมตี ชี้การเจรจาภายใต้เงื่อนไขเช่นนั้นเปรียบเหมือนการยอมจำนน

เมื่อ 25 มี.ค. 2569 นายนาอิม คาสเซม ผู้นำกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งมีอิทธิพลในเลบานอน ออกมาปฏิเสธที่จะเจรจากับอิสราเอลในขณะที่เลบานอนยังคงตกอยู่ภายใต้การระดมยิง โดยระบุว่าการเจรจาใดๆ ภายใต้เงื่อนไขความขัดแย้งในปัจจุบันถือเป็นการ “บังคับให้ยอมจำนน”

“เมื่อมีการเรียกร้องสิทธิ์ขาดในการถือครองอาวุธเพียงเพื่อให้เป็นไปตามความต้องการของ “อิสราเอล” ในขณะที่การยึดครองและการรุกรานยังคงดำเนินอยู่ นั่นย่อมเป็นก้าวไปสู่ความพินาศของเลบานอน” นายคาสเซมระบุในแถลงการณ์ที่เผยแพร่ผ่านทาง Telegram

เขากล่าวเสริมว่า “การเจรจากับศัตรู “อิสราเอล” ภายใต้การระดมยิง ถือเป็นการบังคับให้ยอมจำนนและเป็นการพรากขีดความสามารถทั้งหมดของเลบานอนไป การเจรจากับศัตรูที่ยึดครองดินแดนและโจมตีอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนั้น เป็นเรื่องที่ไม่อาจยอมรับได้โดยสิ้นเชิง”

นอกจากนั้น นายคาสเซมยังอ้างว่า นักรบฮิซบอลเลาะห์ “มุ่งมั่นที่จะเดินหน้าต่อไปอย่างไม่มีขีดจำกัด” หากความขัดแย้งขยายตัวรุนแรงขึ้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ซีอีโอ บ.เชลล์เตือน ยุโรปอาจเผชิญวิกฤต ขาดแคลนพลังงานในเดือนเมษายน

ซีอีโอ บ.เชลล์เตือน ยุโรปอาจเผชิญวิกฤต ขาดแคลนพลังงานในเดือนเมษายน

25 มี.ค. 2569 23:16 น.

ซีอีโอ บ.เชลล์เตือน ยุโรปอาจเผชิญวิกฤต ขาดแคลนพลังงานในเดือนเมษายน

ซีอีโอบริษัท เชลล์ กับรัฐมนตรีพลังงานเยอรมนีกล่าวเตือนว่า ยุโรปอาจเผชิญกับภาวะขาดแคลนพลังงานตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นไป หลังจากทวีปเอเชียได้รับผลกระทบไปแล้ว

เมื่อวันที่ 25 มี.ค. 2569 ทั้งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่อย่าง “เชลล์” (Shell) และรัฐมนตรีเศรษฐกิจของเยอรมนี ต่างออกมาเตือนว่า ยุโรปอาจต้องเผชิญกับภาวะขาดแคลนพลังงานตั้งแต่เดือนหน้าเป็นต้นไป หากสงครามกับอิหร่านยังไม่ยุติ

ความขัดแย้งในตะวันออกกลางซึ่งเป็นภูมิภาคที่อุดมไปด้วยน้ำมัน ซึ่งเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อปริมาณสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานแล้ว และนายเวล ซาวัน (Wael Sawan) CEO ของบริษัทเชลล์ กล่าวในงานประชุมด้านพลังงาน CERAWeek ที่รัฐเท็กซัสว่า น้ำมันดีเซลและน้ำมันเบนซินจะเป็นลำดับถัดไปที่จะได้รับผลกระทบ

การปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งตามปกติเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ประมาณ 1 ใน 5 ของโลก รวมถึงการโจมตีโรงงานพลังงานในตะวันออกกลาง ได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการจัดหาเชื้อเพลิงทั่วโลก

“เอเชียใต้เป็นภูมิภาคแรกที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด จากนั้นได้ลามไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ และจะขยายวงกว้างเข้าสู่ยุโรปมากขึ้นเมื่อเราเข้าสู่เดือนเมษายน” นายซาวันกล่าว

ในงานประชุมเดียวกัน นางคาเทอรินา ไรเชอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจและพลังงานของเยอรมนี ถูกตั้งคำถามว่าวิกฤตพลังงานโลกกำลังส่งผลกระทบต่อประเทศของเธออย่างไร ซึ่งเธอตอบว่า “ในขณะนี้เรายังไม่เห็นการขาดแคลนในแง่ของปริมาณ แต่ถ้าความขัดแย้งไม่ยุติ เราอาจจะได้เห็นผลกระทบนี้ในช่วงหลังจากนี้ คือประมาณเดือนเมษายนหรือพฤษภาคม”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

อิหร่านปฏิเสธข้อเสนอสหรัฐฯ ยื่น 5 เงื่อนไขเพื่อยุติสงคราม

อิหร่านปฏิเสธข้อเสนอสหรัฐฯ ยื่น 5 เงื่อนไขเพื่อยุติสงคราม

25 มี.ค. 2569 22:07 น.

อิหร่านปฏิเสธข้อเสนอสหรัฐฯ ยื่น 5 เงื่อนไขเพื่อยุติสงคราม

สื่อท้องถิ่นเผย ทางการอิหร่านปฏิเสธข้อเสนอที่สหรัฐฯ ยื่นมาเพื่อหาทางยุติสงครามในตะวันออกกลางแล้ว พร้อมกับยื่นเงื่อนไขของตัวเอง 5 ข้อ โดยย้ำว่าสงครามจะยุติเมื่อเงื่อนไขทุกข้อได้รับการตอบสนองแล้ว

เมื่อ 25 มี.ค. 2569 Press TV สถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลอิหร่าน รายงานโดยอ้างคำพูดของ เจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านความมั่นคงและการเมืองรายหนึ่งซึ่งไม่เปิดเผยนาม ว่า อิหร่านปฏิเสธข้อเสนอของสหรัฐฯ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อยุติสงครามในตะวันออกกลางที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ตอนนี้

Press TV ไม่ได้ระบุชื่อ ตำแหน่ง หรือยศของเจ้าหน้าที่รายดังกล่าว แต่รายงานว่าเจ้าหน้าที่ผู้นั้นระบุว่า “อิหร่านจะยุติสงครามก็ต่อเมื่ออิหร่านตัดสินใจด้วยตัวเอง และเมื่อเงื่อนไขต่างๆ ของอิหร่านได้รับการตอบสนองแล้วเท่านั้น”

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่อิหร่านย้ำมาโดยตลอดว่าพวกเขาต้องการให้ “สงครามยุติลงอย่างสมบูรณ์” ไม่ใช่เพียงแค่การประกาศหยุดยิงชั่วคราว

ตามรายงานของ Press TV เจ้าหน้าที่ได้สรุปเงื่อนไขสำคัญไว้ 5 ข้อ ดังนี้

1.ยุติ “การรุกรานและการลอบสังหาร” โดยฝ่ายศัตรูอย่างสิ้นเชิง

2.จัดตั้งกลไกที่ชัดเจน เพื่อรับประกันว่าจะไม่มีการกลับมาทำสงครามกับสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านอีก

3.ต้องมีการรับประกันและระบุจำนวนการชดเชยค่าเสียหายจากสงคราม และค่าปฏิกรรมสงครามอย่างชัดเจน

4.สงครามในทุกแนวรบต้องสิ้นสุดลงรวมถึงการต่อสู้กับฝ่ายต่อต้านทุกกลุ่มที่เกี่ยวข้องทั่วทั้งภูมิภาค

5. ต้องมีการยอมรับและรับประกันในระดับนานาชาติ เรื่องสิทธิอธิปไตยของอิหร่าน ในการมีอำนาจเหนือช่องแคบฮอร์มุซ

Press TV ระบุทิ้งท้ายว่า แม้วอชิงตันจะพยายามผลักดันการเจรจาผ่านช่องทางทางการทูตต่างๆ แต่เตหะรานมองว่าข้อเสนอเหล่านั้นเป็นข้อเรียกร้องที่ “เกินกว่าเหตุ”

ก่อนหน้านี้มีรายงานว่าสหรัฐฯ ยื่นข้อเสนอ 15 ข้อให้อิหร่านทำตามเพื่อยุติสงคราม แต่แหล่งข่าวรายหนึ่งให้ความเห็นว่า มีหลายประเด็นที่ “แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย” ที่อิหร่านจะยอมรับ ขณะที่แหล่งข่าวอีกรายระบุว่า ข้อเสนอเหล่านี้ดูเหมือนจะเป็นประเด็นเดียวกับที่สหรัฐฯ เคยเสนอให้อิหร่านพิจารณาในการหารือเมื่อปีที่แล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สหรัฐฯ เตรียมส่งทหาร 1,000 นายไปเสริมกำลังในตะวันออกกลาง

สหรัฐฯ เตรียมส่งทหาร 1,000 นายไปเสริมกำลังในตะวันออกกลาง

25 มี.ค. 2569 21:31 น.

สหรัฐฯ เตรียมส่งทหาร 1,000 นายไปเสริมกำลังในตะวันออกกลาง

สหรัฐฯ กำลังส่งทหารไปยังตะวันออกกลางเพิ่มอีกประมาณ 1,000 นาย เพื่อสนับสนุนปฏิบัติการทางทหาร ในขณะที่รัฐบาลทรัมป์อ้างว่า การเจรจากับอิหร่านเพื่อหาทางยุติความขัดแย้งกำลังดำเนินอยู่

เมื่อ 25 มี.ค. 2569 สำนักข่าว CNN รายงานอ้างการเปิดเผยของแหล่งข่าว 2 คนว่า ทหารสหรัฐฯ ประมาณ 1,000 นายจากกองพลร่มที่ 82 เตรียมจะเคลื่อนกำลังพลไปยังตะวันออกกลางในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เพื่อเพิ่มแสนยานุภาพทางทหารในภูมิภาค ในขณะที่รัฐบาลทรัมป์อ้างว่ากำลังอยู่ระหว่างการเจรจากับอิหร่านเพื่อยุติความขัดแย้ง

แหล่งข่าวระบุว่า กำลังพลชุดนี้ประกอบด้วย พลตรี แบรนดอน เทกต์ไมเออร์ ผู้บัญชาการกองพลร่มที่ 82 พร้อมคณะเสนาธิการ รวมถึงกองพลน้อยที่ 1 (1st Brigade Combat Team) ซึ่งปัจจุบันทำหน้าที่เป็นหน่วยตอบโต้ฉับพลัน โดยคาดว่าหน่วยเสนาธิการและกองพลส่วนแรกจะเริ่มเคลื่อนกำลังพลภายในหนึ่งสัปดาห์ ส่วนหน่วยอื่นๆ ในกองพลน้อยมีกำหนดจะตามไปในภายหลัง แต่อาจมีการเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์

แหล่งข่าวรายที่สองเปิดเผยกับ CNN เมื่อวันพุธว่า เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ได้อนุมัติคำสั่งเคลื่อนกำลังพลเป็นลายลักษณ์อักษรแล้วเมื่อช่วงค่ำวันอังคาร โดยกองพลน้อยนี้จะทำหน้าที่เป็น “หน่วยเตรียมพร้อม” ในตะวันออกกลาง ซึ่งพร้อมปฏิบัติการทันทีหากมีความจำเป็น เช่นเดียวกับที่กองพลร่มที่ 82 เคยเคลื่อนกำลังพลในลักษณะนี้เมื่อปี 2563 หลังจากการสังหารนายพล คาเซม โซเลมานี ของอิหร่าน

ความเคลื่อนไหวล่าสุดนี้เกิดขึ้นหลังจาก ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า สหรัฐฯ และอิหร่านบรรลุข้อตกลงร่วมกันได้แล้ว 15 ประเด็น ในการหารือเพื่อยุติความขัดแย้ง และอิหร่าน “กระตือรือร้นอย่างมาก” ที่จะทำข้อตกลง ขณะที่ฝ่ายอิหร่านปฏิเสธว่าไม่มีการพูดคุยกับสหรัฐฯ แต่เมื่อวันอังคาร แหล่งข่าวชาวอิหร่านบอกกับ CNN ว่ามีการ “ติดต่อประสานงาน” ระหว่างสองประเทศจริง และอิหร่านพร้อมจะรับฟังข้อเสนอที่ “ยั่งยืน” เพื่อยุติสงคราม

ทั้งนี้ นอกจากกองพลร่มที่ 82 แล้ว ยังมีกองกำลังสหรัฐฯ อีกหลายพันนายกำลังมุ่งหน้าสู่ภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมถึง หน่วยปฏิบัติการทางทะเล (MEU) ที่ 11 กับกองเรือสะเทินน้ำสะเทินบก (ARG) “บ็อกเซอร์” (Boxer) และหน่วย MEU ที่ 31 กับกองเรือ ARG “ตริโปลี” (Tripoli)

หน่วย ARG-MEU แต่ละชุดประกอบด้วยนาวิกโยธินและลูกเรือประมาณ 4,500 นาย พร้อมขีดความสามารถที่หลากหลาย ทั้งการสนับสนุนภาคพื้นดิน การบิน และการส่งกำลังบำรุงที่ครบวงจร

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

พาณิชย์เพชรบูรณ์ลุย! ‘กู้วิกฤตกะหล่ำปลี’ พยุงรายได้เกษตรกรสู้ภัยราคาตกต่ำ

พาณิชย์เพชรบูรณ์ลุย! ‘กู้วิกฤตกะหล่ำปลี’ พยุงรายได้เกษตรกรสู้ภัยราคาตกต่ำ

พาณิชย์เพชรบูรณ์ลุย! ‘กู้วิกฤตกะหล่ำปลี’ พยุงรายได้เกษตรกรสู้ภัยราคาตกต่ำ

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.19 น.

พาณิชย์เพชรบูรณ์ผนึก 12 หน่วยงานกู้วิกฤตกะหล่ำปลี! ขนผลผลิต ‘หล่มสัก-เขาค้อ’ กว่า 4 ตัน กระจายสู่ผู้บริโภคกิโลละ 4 บาท พยุงรายได้เกษตรกรสู้ภัยราคาตกต่ำ

วันที่ 25 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานพาณิชย์จังหวัดเพชรบูรณ์ รายงานความคืบหน้าการดำเนินงานแก้ไขปัญหาผลผลิตทางการเกษตรล้นตลาด โดยเฉพาะกะหล่ำปลีในพื้นที่แหล่งปลูกสำคัญ เพื่อสร้างเสถียรภาพด้านราคาและช่วยเหลือเกษตรกรให้มีช่องทางการจำหน่ายที่เหมาะสม

โดยเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา สำนักงานพาณิชย์จังหวัดฯ ได้นำผลผลิตกะหล่ำปลีคุณภาพเยี่ยมจากเกษตรกรอำเภอหล่มสัก เข้าสู่กิจกรรมจำหน่ายสินค้าเพื่อระบายผลผลิตและลดค่าครองชีพให้กับประชาชน โดยเน้นการกระจายสินค้าเกษตรส่งตรงถึงมือผู้บริโภคในราคาที่เหมาะสม เพื่อสร้างความสมดุลด้านราคาและรายได้ให้กับเกษตรกรอย่างยั่งยืนในระยะยาว

นอกจากนี้ จังหวัดเพชรบูรณ์ยังได้เปิดตัวแคมเปญรณรงค์บริโภคภายในพื้นที่เป็นรอบที่ 2 โดยได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจาก 12 หน่วยงาน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัด (กอ.รมน.) ที่ร่วมกันสนับสนุนสั่งซื้อกะหล่ำปลีจากพื้นที่อำเภอหล่มเก่าและเขาค้อ รวมจำนวนกว่า 4 ตัน (4,000 กิโลกรัม) ในราคาพยุงตลาด 4 บาทต่อกิโลกรัม คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 16,000 บาท เพื่อช่วยให้เกษตรกรสามารถผ่านพ้นช่วงวิกฤตราคาผลผลิตตกต่ำไปได้

ทั้งนี้ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดเพชรบูรณ์ยังคงเดินหน้าเชื่อมโยงตลาดอย่างต่อเนื่อง หากหน่วยงานหรือประชาชนท่านใดสนใจสนับสนุนผลผลิตกะหล่ำปลีเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้โดยตรงที่ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดเพชรบูรณ์ โทร. 056-737051

//////-026

อธิบดีกรมการข้าว พลิกโฉมชาวนาไทยสู่ยุค Low Carbon”ชูโมเดล กลุ่มเครือข่ายชาวนาร่วมใจ

อธิบดีกรมการข้าว พลิกโฉมชาวนาไทยสู่ยุค Low Carbon

อธิบดีกรมการข้าว พลิกโฉมชาวนาไทยสู่ยุค Low Carbon”ชูโมเดล กลุ่มเครือข่ายชาวนาร่วมใจ

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.13 น.

 “อธิบดีกรมการข้าว”พลิกโฉมชาวนาไทยสู่ยุค “Low Carbon”ชูโมเดล “กลุ่มเครือข่ายชาวนาร่วมใจ” นำร่อง เชื่อมตลาด ร้านอาหารผ่าน ฉลาก Low Carbon

นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว ลงพื้นที่เยี่ยมชมแปลงนาคาร์บอนต่ำ  ต้นแบบการทำนาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของ “กลุ่มชาวนาข้าวรวมใจ” ศูนย์ข้าวชุมชนคลอง 13 อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี ในฐานะกลุ่มเกษตรกรรายแรกของภาคกลางที่ผลิตภัณฑ์ข้าวสารผ่านการรับรอง “ฉลากคาร์บอน” จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) 

นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงประกอบกับการค้าระหว่างประเทศที่ให้ความสำคัญ กับกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการเกษตรที่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้การผลิตข้าวยั่งยืน กลายเป็นแนวทางสำคัญในการยกระดับการผลิตข้าวไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานและความต้องการของตลาดโลก

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมการข้าวได้เข้ามาส่งเสริม สนับสนุน การดำเนินงานของศูนย์ข้าวชุมชน ในกระบวนการผลิตข้าวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยีและแนวทางการจัดการแปลงนาอย่างเหมาะสม เช่น การจัดการน้ำในนาข้าวแบบเปียกสลับแห้ง การใช้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพ การบริหารจัดการเศษวัสดุทางการเกษตร รวมถึงการลดการเผาในพื้นที่การเกษตร โดยให้ศูนย์ข้าวชุมชน ที่ผ่านการขึ้นทะเบียนกับกรมการข้าวจำนวน 6,853 แห่ง ทั่วประเทศ (ข้อมูล ณ วันที่ 26 มีนาคม 2569) ได้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการปลูกข้าวลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Low Carbon Rice) โดยมีเป้าหมายหลักคือการลดผลกระทบจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศและเพิ่มขีดความความสามารถในการแข่งขันให้กับเกษตรกรไทย  

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวต่อไปว่า ศูนย์ข้าวชุมชนคลอง 13 ถือเป็นต้นแบบที่ประสบความสำเร็จ ในการปรับเปลี่ยนวิธีการทำนาแบบดั้งเดิม สู่การทำนาแบบลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ด้วยเทคนิคการจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง (Alternate Wetting and Drying: AWD) รวมถึงการบริหารจัดการฟางข้าวโดยไม่เผาทิ้ง จึงเป็นการช่วยลดโลกร้อน ลดต้นทุนการผลิต และได้ข้าวที่มีคุณภาพตามความต้องการของตลาดต่างประเทศที่ให้ความสำคัญกับสินค้า Carbon Footprint  และเป็นกลุ่มเกษตรกรรายแรกในพื้นที่ภาคกลางที่ได้รับการรับรองฉลากคาร์บอน สร้างความเชื่อมั่นและความแตกต่างให้กับผลิตภัณฑ์ การันตีว่าข้าวผ่านกระบวนการผลิตที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ยกระดับจากการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว สู่การเป็นต้นแบบ “การปลูกข้าวลดโลกร้อน” (Low Carbon Rice) ตามนโยบายกรมการข้าว

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวเพิ่มเติมว่า “ความสำเร็จของศูนย์ข้าวชุมชนคลอง 13 เป็นก้าวสำคัญของกรมการข้าวในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “ชาวนารักษ์โลก” เพื่อยกระดับข้าวไทยให้เป็นผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำที่สอดคล้องกับเทรนด์การบริโภคระดับสากล ซึ่งถือเป็นต้นแบบสำคัญที่พิสูจน์ว่า ชาวนาไทยสามารถปรับตัวเข้ากับวิกฤตภูมิอากาศได้จริง อีกทั้ง ยังเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรไทยในเวทีโลก โดยกรมการข้าวเตรียมนำความสำเร็จนี้ไปต่อยอด เพื่อจัดทำเป็นคู่มือ “Smart Farmer Low Carbon” ถ่ายทอดองค์ความรู้ให้ศูนย์ข้าวชุมชนทั่วประเทศ พร้อมตั้งเป้าผลักดันไทยสู่การเป็นผู้นำด้านการส่งออกข้าวคาร์บอนต่ำในภูมิภาค และสนับสนุนเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ (Net Zero) ขณะเดียวกัน อยู่ระหว่างพัฒนาระบบดิจิทัลติดตามการลดก๊าซเรือนกระจกในนาข้าว (MRV) แบบเรียลไทม์ เพื่อให้เกษตรกรสามารถตรวจสอบข้อมูลและขอรับรองคาร์บอนเครดิตได้ง่ายขึ้น รวมถึงจัดทำ “ทะเบียนเกษตรกรสีเขียว” เชื่อมโยงข้อมูลแปลงนา เพื่อการบริหารจัดการที่แม่นยำ ในส่วนของด้านการตลาด เตรียมสร้างแบรนด์ “DeCarbon Rice” บนบรรจุภัณฑ์ เพื่อสื่อสารเรื่องการลดคาร์บอนให้ผู้บริโภครับรู้ พร้อมเชื่อมโยงตลาดพรีเมียม และจับคู่ธุรกิจระหว่างเกษตรกรกับผู้ส่งออกหรือห้างค้าปลีก เพื่อสร้างโอกาสขายข้าวในราคาที่สูงขึ้น นอกจากนี้ ยังมีแผนสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำและกองทุนช่วยเหลือเกษตรกรในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่การทำนาคาร์บอนต่ำ ตลอดจนพัฒนาเครือข่าย “Smart Farmer” เป็นศูนย์เรียนรู้ในพื้นที่ และส่งเสริมการสร้างรายได้เสริมจากคาร์บอนเครดิต

OSIM เปิดตัว ‘ศรีริต้า เจนเซ่น ณรงค์เดช’สะท้อนพลังของ Luxury Wellness Lifestyle

OSIM เปิดตัว 'ศรีริต้า เจนเซ่น ณรงค์เดช'สะท้อนพลังของ Luxury Wellness Lifestyle

OSIM เปิดตัว ‘ศรีริต้า เจนเซ่น ณรงค์เดช’สะท้อนพลังของ Luxury Wellness Lifestyle

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.41 น.

OSIM (โอซิม) แบรนด์ผู้นำด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อสุขภาพระดับโลก สร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญในตลาดประเทศไทย ด้วยการเปิดตัว “ศรีริต้า เจนเซ่น ณรงค์เดช” ในบทบาทตัวแทนภาพลักษณ์ของแบรนด์อย่างเป็นทางการ ตอกย้ำทิศทางการสื่อสารที่มุ่งเชื่อมโยง Wellness เข้ากับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างลึกซึ้งและมีระดับ โดย OSIM ยังมองเห็นโอกาสในการเติบโตของตลาดประเทศไทยที่มีอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับการสื่อสารผ่านบุคคลที่มีภาพลักษณ์โดดเด่น และเป็นไอดอลด้านการดูแลตัวเองของผู้คนในยุคปัจจุบัน ซึ่งสามารถถ่ายทอดแนวคิดของการมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีได้อย่างแท้จริงการเปิดตัวของศรีริต้าในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการร่วมงานกับบุคคลที่มีชื่อเสียง แต่คือการสะท้อนภาพของผู้หญิงที่ใช้ชีวิตอย่างสมดุล เปี่ยมด้วยความสง่างาม และให้ความสำคัญกับการดูแลตัวเองในทุกมิติ ภาพลักษณ์ดังกล่าวสอดคล้องอย่างลงตัวกับแนวคิดของ OSIM ที่มองว่าการดูแลสุขภาพไม่ใช่เพียงกิจกรรม แต่คือส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตในระดับพรีเมียม ซึ่งตลอดที่ผ่านมา OSIM ได้ร่วมงานกับบุคคลที่มีชื่อเสียงระดับเอเชียและระดับโลกมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ ฮยอนบิน, หลิวเต๋อหัว, เจเจ หลิน, ฟ่านปิงปิง, ลีมินโฮ และ ซัมมี่ เฉิง ซึ่งล้วนเป็นตัวแทนของความสำเร็จและภาพลักษณ์ระดับพรีเมียมในระดับนานาชาติ

การเลือกศรีริต้าเข้ามาร่วมถ่ายทอดภาพลักษณ์ของแบรนด์ในครั้งนี้ จึงไม่เพียงช่วยเสริมความน่าเชื่อถือและความแข็งแกร่งของแบรนด์ในสายตาผู้บริโภคเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทที่เพิ่มขึ้นของประเทศไทยในฐานะตลาดสำคัญของ OSIM จากการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง และพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพ การผ่อนคลาย และคุณภาพชีวิตที่ดีมากยิ่งขึ้น ในอีกมุมหนึ่ง ศรีริต้ายังเป็นตัวแทนของผู้หญิงยุคใหม่ที่สามารถบริหารหลายบทบาทในชีวิตได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นนักแสดง นักธุรกิจ ภรรยา และคุณแม่ ความสามารถในการสร้างสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานและการดูแลตัวเอง ทำให้เรื่องของ Wellness กลายเป็นสิ่งที่จับต้องได้ และเชื่อมโยงกับชีวิตจริงของผู้คนได้อย่างเป็นธรรมชาติ นอกจากภาพลักษณ์ที่โดดเด่นแล้ว บทบาทของเธอในฐานะผู้ก่อตั้งแบรนด์ไลฟ์สไตล์ด้านสุขภาพอย่าง Organika ยังช่วยเสริมความน่าเชื่อถือในโลกของ Wellness และ Luxury ได้อย่างชัดเจน ความเข้าใจในเรื่องการดูแลตัวเองในระดับลึก ทำให้การร่วมงานกับ OSIM ในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการสื่อสารภาพลักษณ์ แต่เป็นการสะท้อนวิถีชีวิตที่สอดคล้องกันอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ OSIM ยังคงเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อสุขภาพ หรือ Wellness Tech อย่างต่อเนื่อง โดยผสานนวัตกรรมเข้ากับดีไซน์และประสบการณ์การใช้งาน เพื่อให้การดูแลสุขภาพกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการผ่อนคลาย ลดความเครียด หรือการฟื้นฟูสมดุลของร่างกายและจิตใจ ผ่านผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการออกแบบมาอย่างพิถีพิถันในทุกมิติ การเปิดตัวศรีริต้าในครั้งนี้ จึงถือเป็นอีกก้าวสำคัญของ OSIM ในการยกระดับภาพลักษณ์สู่ Luxury Wellness Lifestyle อย่างเต็มรูปแบบ พร้อมทั้งสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนหันมาให้ความสำคัญกับการดูแลตัวเองมากยิ่งขึ้น เพราะในโลกที่ทุกอย่างเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว การมีสุขภาพที่ดีและสมดุล คือคุณค่าที่แท้จริงของการใช้ชีวิต สัมผัสประสบการณ์การดูแลสุขภาพจาก OSIM ได้แล้ววันนี้ที่ร้าน OSIM ทุกสาขา หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมผ่านช่องทางออนไลน์

Website: www.osim.co.th

Line OA: @osim_thai

Facebook: https://www.facebook.com/OsimThailandOfficial

TikTok: https://www.tiktok.com/@osimthai

Instagram: https://www.instagram.com/osim_thai/

‘1 นาที สูญเสีย 1 ล้านเซลล์สมอง’ ภัยร้าย ‘สโตรก’ เกิดขึ้นได้กับทุกคนแม้สุขภาพแข็งแรง วัยทำงานเสี่ยงพุ่ง

‘1 นาที สูญเสีย 1 ล้านเซลล์สมอง’ ภัยร้าย ‘สโตรก’ เกิดขึ้นได้กับทุกคนแม้สุขภาพแข็งแรง วัยทำงานเสี่ยงพุ่ง

‘1 นาที สูญเสีย 1 ล้านเซลล์สมอง’ ภัยร้าย ‘สโตรก’ เกิดขึ้นได้กับทุกคนแม้สุขภาพแข็งแรง วัยทำงานเสี่ยงพุ่ง

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

โรคหลอดเลือดสมอง หรือ “สโตรก” (Stroke) ยังคงเป็นหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ     ต้น ๆ ของคนไทย รองจากโรคมะเร็งและโรคหัวใจ อีกทั้งยังเป็นสาเหตุสำคัญของภาวะอัมพฤกษ์อัมพาตที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว ปัจจุบันพบแนวโน้มผู้ป่วยอายุน้อยกว่า 45 ปีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่าโรคนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว และสามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกวัย แม้ไม่มีโรคประจำตัวหรือดูเหมือนมีสุขภาพแข็งแรงก็ตามหัวใจสำคัญที่สุดของโรคหลอดเลือดสมองคือ “เวลา” เนื่องจากสมองเป็นอวัยวะที่ไวต่อการขาดเลือดอย่างมาก และทุกๆ 1 นาทีที่สมองขาดเลือด จะมีเซลล์สมองตายลงประมาณ 1 ล้านเซลล์ ความเสียหายที่เกิดขึ้นมักถาวร การรักษาที่มีประสิทธิภาพที่สุดต้องเกิดขึ้นภายใน 4.5 ชั่วโมงแรก หรือที่เรียกว่า “หน้าต่างแห่งโอกาส” หากผู้ป่วยมาถึงเร็ว โอกาสฟื้นตัวกลับมาใช้ชีวิตใกล้เคียงปกติสูงถึง 70–80%”         

พญ. ณิชนันทน์ เอกพิทักษ์ดำรง 

พญ. ณิชนันทน์ เอกพิทักษ์ดำรง แพทย์ผู้ชำนาญการด้านสมองและระบบประสาทเฉพาะทางด้านโรคหลอดเลือดสมองและการตรวจหลอดเลือดสมองด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง โรงพยาบาลพระรามเก้า   ให้ข้อมูลว่า โรคหลอดเลือดสมองแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ ภาวะสมองขาดเลือด (Ischemic Stroke) ซึ่งเกิดจากหลอดเลือดตีบหรืออุดตันจากลิ่มเลือด มักสัมพันธ์กับโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง หรือภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ และภาวะหลอดเลือดสมองแตก (Hemorrhagic Stroke) ซึ่งเกิดจากหลอดเลือดแตก ทำให้เลือดออกในเนื้อสมองหรือช่องว่างรอบสมอง โดยมีปัจจัยสำคัญคือความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้ หรือภาวะหลอดเลือดสมองโป่งพอง (Aneurysm) ที่ผู้ป่วยบางรายอาจไม่ทราบมาก่อน

สำหรับการสังเกตอาการ โรคหลอดเลือดสมอง หรือ “สโตรก” (Stroke) ใช้หลัก B.E.F.A.S.T. ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการคัดกรองอาการที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน เป็นสัญญาณเตือนชีวิต

หากสงสัยแม้เพียงเล็กน้อย ควรรีบมาโรงพยาบาลทันที อย่ารอดูอาการ เพราะยิ่งเร็ว โอกาสรอดและโอกาสฟื้นตัวก็ยิ่งสูง โดยประกอบด้วย B – Balance (การทรงตัวผิดปกติ) ผู้ป่วยอาจมีอาการเดินเซ เวียนศีรษะ ทรงตัวไม่อยู่ หรือสูญเสียการประสานงานของร่างกายอย่างกะทันหัน เช่น หยิบของไม่ตรงตำแหน่ง กะระยะพลาด ทั้งที่ก่อนหน้านั้นไม่มีอาการใดๆ E – Eyes (ความผิดปกติทางการมองเห็น) มีอาการมองเห็นภาพซ้อน มองไม่ชัด ลานสายตาแคบลงทันทีทันใด หรือมีอาการตาดับไปข้างหนึ่ง บางรายรู้สึกเหมือนมีม่านมาบังสายตา F – Face (ใบหน้าเบี้ยวผิดรูป) สังเกตจากมุมปากตก หน้าเบี้ยว ยิ้มแล้วมุมปากสองข้างยกไม่เท่ากัน A – Arm (แขนหรือขาอ่อนแรง) มีอาการแขนหรือขาอ่อนแรง ชา ยกไม่ขึ้น หรือกำมือไม่ได้ มักเกิดกับร่างกายเพียงครึ่งซีก หากให้ยกแขนสองข้างพร้อมกัน อาจพบว่าข้างหนึ่งตกลงโดยควบคุมไม่ได้

S – Speech (การพูดผิดปกติ) พูดไม่ชัด ลิ้นแข็ง พูดติดขัด ใช้คำผิด พูดสลับคำ สื่อสารไม่รู้เรื่อง หรือฟังเข้าใจแต่ไม่สามารถตอบได้ถูกต้อง T – Time (เวลา คือ ปัจจัยชี้ชะตา) หากพบอาการข้างต้นแม้เพียงข้อเดียวและเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลทันทีโดยไม่รอดูอาการ ไม่ควรให้ผู้ป่วยนอนพักหรือรับประทานยาเอง เพราะทุกนาทีที่ล่าช้าหมายถึงการสูญเสียเซลล์สมองจำนวนมหาศาล ซึ่งอาจส่งผลต่อการเดิน การพูด การมองเห็น และคุณภาพชีวิตในระยะยาว

อาการสโตรกบางครั้งอาจถูกเข้าใจผิดว่าเป็นอาการมึนเมา เนื่องจากผู้ป่วยอาจเดินเซ พูดไม่ชัด หรือมีอาการเวียนศีรษะคล้ายคนเมา แต่ความแตกต่างสำคัญคือ สโตรกมักเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันโดยไม่มีการดื่มแอลกอฮอล์นำมาก่อน และมักมีอาการอ่อนแรงหรือชาครึ่งซีก ใบหน้าเบี้ยว หรือพูดผิดปกติร่วมด้วยอย่างชัดเจน ขณะที่อาการเมาจากแอลกอฮอล์มักสัมพันธ์กับปริมาณการดื่ม ไม่มีอาการหน้าเบี้ยวหรืออ่อนแรงครึ่งซีก และเมื่อระดับแอลกอฮอล์ในเลือดลดลง อาการจะค่อย ๆ ดีขึ้น

ดังนั้น หากพบผู้ที่มีอาการคล้ายคนเมา แต่ไม่ทราบประวัติการดื่ม หรือมีอาการผิดปกติของใบหน้า แขนขา หรือการพูด ควรสงสัยสโตรกและรีบโทรขอความช่วยเหลือทางการแพทย์ทันที

พญ.ณิชนันทน์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ปัจจัยเสี่ยงในปัจจุบันมีความซับซ้อนมากขึ้น โดยเฉพาะในวัยทำงาน ไม่ว่าจะเป็นภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ การสูบบุหรี่เป็นปัจจัยที่ทำลายหลอดเลือดโดยตรง ทั้งหลอดเลือดสมองและหัวใจ โรคอ้วน การรับประทานอาหารไขมันสูงหรือมีน้ำตาลแฝง การดื่มแอลกอฮอล์ การใช้สารเสพติด ความเครียดสะสม และการพักผ่อนไม่เพียงพอ ฝุ่น PM2.5 และอากาศร้อนเป็นปัจจัยกระตุ้นทางอ้อมที่เพิ่มความเสี่ยงในระยะยาว สิ่งสำคัญคือการควบคุมโรคประจำตัวและดูแลสุขภาพพื้นฐานอย่างสม่ำเสมอ”

ด้านการรักษา แพทย์จะทำการซักประวัติ ตรวจร่างกายทางระบบประสาท และวินิจฉัยด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง (CT Scan) หรือการตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) เพื่อแยกประเภทของโรค บางกรณีอาจทำการตรวจ MRA เพื่อดูรายละเอียดเส้นเลือดสมอง รวมถึงอัลตราซาวด์หลอดเลือดที่คอ                   (Carotid Ultrasound) เพื่อตรวจหาคราบไขมันหรือการตีบตันของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง แนวทางการรักษาจะแตกต่างกันตามประเภทของโรค โดยกลุ่มสมองขาดเลือดสามารถให้ยาละลายลิ่มเลือดทางหลอดเลือดดำได้ภายใน 4.5 ชั่วโมงหากเข้าเกณฑ์ตามการพิจารณาของแพทย์ หรือหากเป็นลิ่มเลือดอุดตันในเส้นเลือดสมองขนาดใหญ่ที่อาจมีหัตถการลากลิ่มเลือด ปัจจุบันขยายกรอบเวลาเป็น 24 ชั่วโมง(หากเข้าเกณฑ์) ขณะที่กลุ่มเลือดออกในสมองจะเน้นควบคุมความดันโลหิตอย่างใกล้ชิด และบางรายอาจต้องผ่าตัดหรือใส่ขดลวดเพื่อรักษาภาวะหลอดเลือดโป่งพอง

การป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง หรือ “สโตรก” (Stroke) ที่มีประสิทธิภาพที่สุด คือการตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอ ควบคู่กับการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตอย่างจริงจัง ควบคุมระดับน้ำตาล ความดันโลหิต และไขมันในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม ออกกำลังกายในระดับปานกลางอย่างน้อยประมาณ 300 นาทีต่อสัปดาห์ ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน เลิกสูบบุหรี่ งดแอลกอฮอล์ และพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดสมองได้อย่างมีนัยสำคัญ เพราะโรคนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน แม้ไม่มีโรคประจำตัวหรือดูเหมือนมีสุขภาพแข็งแรงก็ตาม

อย่ารอให้มีสัญญาณเตือนแล้วค่อยดูแลตัวเอง เพราะสโตรกไม่เลือกอายุ ไม่เลือกเพศ และไม่เลือกว่าคุณดูแข็งแรงเพียงใด สำหรับผู้ที่ต้องการปรึกษาแพทย์ สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 1270 หรือ Line: @praram9hospital

ปฏิวัติการผ่าตัดหัวใจแผลเล็ก ด้วยเทคโนโลยี MICS CABG และกล้อง 3 มิติเสมือนจริง

ปฏิวัติการผ่าตัดหัวใจแผลเล็ก ด้วยเทคโนโลยี MICS CABG และกล้อง 3 มิติเสมือนจริง

ปฏิวัติการผ่าตัดหัวใจแผลเล็ก ด้วยเทคโนโลยี MICS CABG และกล้อง 3 มิติเสมือนจริง

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ เปิดมิติใหม่ของการรักษาโรคหัวใจผ่านนวัตกรรมผ่าตัดแผลเล็กด้วย 2 โปรแกรมใหม่ล่าสุด ได้แก่ Minimally Invasive Coronary Artery Bypass Grafting (MICS CABG) และ Totally 3D Endoscopic Valve Surgery ซึ่งนับเป็นการยกระดับมาตรฐานการรักษาโรคหัวใจด้วยการผสานเทคโนโลยี visualization ความแม่นยำสูง และระบบเครื่องมือเฉพาะทางที่ออกแบบมาเพื่อการผ่าตัดในพื้นที่แคบโดยเฉพาะ

นพ. เกรียงไกร เฮงรัศมี ผู้อำนวยการโรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ  กล่าวว่า  โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ ก้าวสู่ยุคใหม่ของการผ่าตัดหัวใจแผลเล็ก ด้วย MICS CABG (Minimally Invasive Coronary Artery Bypass Grafting) คือเทคนิคการทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจโดยไม่ต้องเปิดกระดูกหน้าอก มีแผลขนาดเล็กเพียง 7–10 ซม. บริเวณซี่โครงด้านซ้าย และไม่ต้องใช้เครื่องหัวใจ–ปอดเทียม (off-pump) จึงลดความเสี่ยงจากการเสียเลือดและอาการแทรกซ้อน เหมาะที่สุดสำหรับผู้ป่วยที่มีหลอดเลือดหัวใจด้านซ้ายตีบหรืออุดตัน โดยที่หลอดเลือดหัวใจด้านขวาปกติ

นพ. เกรียงไกร เฮงรัศมี ผู้อำนวยการโรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ 

นพ. ณัฐพล อารยะวุฒิกุล ศัลยแพทย์หัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ  กล่าวว่า เทคนิค MICS CABG ใช้ระบบกล้องและเครื่องมือ micro-instruments ผ่านแผลขนาด 5–7 ซม. ที่ชายโครง โดยไม่ต้องเปิดกระดูกหน้าอก ลดการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อและอวัยวะข้างเคียงอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ เทคนิค MICS CABG ไม่ได้แทนที่การผ่าตัดแบบเดิมทั้งหมด แต่เป็นทางเลือกที่เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีข้อบ่งชี้ที่สามารถรับการผ่าตัดด้วยเทคนิคแผลเล็กได้ เพื่อลดความเจ็บ เสี่ยงติดเชื้อน้อยลง และกลับมาใช้ชีวิตปกติได้เร็วขึ้น โดย MICS CABG เป็นขั้นกว่าของการ bypass หลอดเลือดหัวใจที่ไม่ต้องเปิดหน้าอก เราใช้ stabilizer ขนาดเล็ก ร่วมกับ endoscopic guidance และระบบ monitoring ช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวเร็ว ลดระยะนอนโรงพยาบาล และลดโอกาสแทรกซ้อนหลังผ่าตัด

ในขณะเดียวกัน โปรแกรม Totally 3D Endoscopic Valve Surgery พัฒนาโดย นพ. ภาดร เจ็ดวรรณะ ศัลยแพทย์หัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ ได้ออกแบบให้สามารถผ่าตัดซ่อมแซมและเปลี่ยนลิ้นหัวใจ ผ่านแผลเพียง 4–5 ซม. ด้วยการใช้ระบบภาพ 3 มิติความละเอียดสูง (high-definition 3D visualization system) ที่ช่วยให้ศัลยแพทย์มองเห็นโครงสร้างหัวใจอย่างลึกและแม่นยำทุกมุมมอง โดยเทคนิคดังกล่าวเหมาะสำหรับการผ่าตัดลิ้นหัวใจไมตรัลและเอออร์ติก รวมถึงสามารถประยุกต์ใช้ในกรณีของภาวะหัวใจพิการแต่กำเนิดบางประเภท เช่น Atrial Septal Defect (ASD) ซึ่งช่วยลดการสูญเสียเลือด ลดการติดเชื้อ และลดระยะเวลาในการพักฟื้นใน ICU อย่างมีนัยสำคัญ

นพ. ภราดร เจ็ดวรรณะ กล่าวว่า กล้อง 3 มิติเสมือนจริงช่วยให้เราผ่าตัดในพื้นที่จำกัดได้อย่างแม่นยำ โดยไม่กระทบโครงสร้างหลักของร่างกาย ผู้ป่วยจะฟื้นตัวไว และให้ผลลัพธ์ที่เทียบเท่าการผ่าตัดแบบเปิดอก ทั้งนี้ ความท้าทายของการผ่าตัดหัวใจแผลเล็กคือพื้นที่จำกัดและความซับซ้อนของกายวิภาค ระบบกล้อง 3 มิติที่เราใช้สามารถสร้างภาพเสมือนจริงแบบ immersive view ช่วยให้ผ่าตัดได้แม่นยำกว่าการใช้ตาเปล่าหลายเท่า

โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ มีประสบการณ์ด้านโรคหัวใจมากว่า 20 ปี และในปี 2024 เพียงปีเดียวให้การรักษาผู้ป่วยกว่า 130,000 ราย โดยเป็นผู้ป่วยต่างชาติกว่า 50,000 ราย สะท้อนการเติบโตของความเชื่อมั่นในนวัตกรรมการแพทย์ของไทยในเวทีโลก การเปิดตัวโปรแกรมผ่าตัดหัวใจแผลเล็กครั้งนี้ นับเป็นสัญญาณแห่งการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคใหม่ของเทคโนโลยีการผ่าตัดหัวใจในประเทศไทย ในการขับเคลื่อนเทคโนโลยีการแพทย์ระดับสูง และส่งสัญญาณว่า Deep Medical Tech ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในห้องวิจัย แต่พร้อมถูกใช้งานจริงในโรงพยาบาลของไทย