กองทัพเรืออัญเชิญ 4 เรือพระที่นั่ง เตรียมจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เคลื่อนจากพิพิธภัณฑ์ฯสู่อู่ทหารเรือธนบุรี

กองทัพเรืออัญเชิญ 4 เรือพระที่นั่ง เตรียมจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เคลื่อนจากพิพิธภัณฑ์ฯสู่อู่ทหารเรือธนบุรี

กองทัพเรืออัญเชิญ 4 เรือพระที่นั่ง เตรียมจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เคลื่อนจากพิพิธภัณฑ์ฯสู่อู่ทหารเรือธนบุรี

วันอาทิตย์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 13.10 น.

เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2569 กองทัพเรือ อัญเชิญเรือพระที่นั่ง 4 ลำ ได้แก่ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช และเรือพระที่นั่งเอนกชาติภุชงค์ จากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เรือพระราชพิธี กรมศิลปากร ไปยังอู่หมายเลข 1 อู่ทหารเรือธนบุรี กรมอู่ทหารเรือ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค

การอัญเชิญเรือพระที่นั่งกำหนดดำเนินการต่อเนื่องระหว่างวันที่ 5-8 สิงหาคม 2569 

โดยเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 อัญเชิญ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เริ่มเวลา 20.30 น. อัญเชิญเรือลงจากคาน ใช้เวลาประมาณ 30 นาที จากนั้นเวลา 21.55 น. เริ่มลากจูงจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เรือพระราชพิธี ไปยังอู่หมายเลข 1 อู่ทหารเรือธนบุรี กรมอู่ทหารเรือ ใช้เวลาประมาณ 30 นาที โดยใช้เส้นทางจากปากคลองบางกอกน้อย ผ่านมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สวนเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา (สถานีรถไฟบางกอกน้อยเดิม) โรงพยาบาลศิริราช ท่าช้าง และวัดระฆังโฆสิตาราม ก่อนเชิญเรือพระที่นั่งเข้าจอด ณ อู่หมายเลข 1 ในเวลา 22.15 น. และเสร็จสิ้นพิธีเวลา 22.55 น.

วันที่ 6 สิงหาคม 2569 อัญเชิญ เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 เริ่มเวลา 20.30 น. อัญเชิญเรือลงจากคาน ใช้เวลาประมาณ 30 นาที จากนั้นเวลา 22.10 น. เริ่มลากจูงจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เรือพระราชพิธี ไปยังอู่หมายเลข 1 อู่ทหารเรือธนบุรี กรมอู่ทหารเรือ ก่อนเชิญเรือพระที่นั่งเข้าจอดในเวลา 22.30 น. และเสร็จสิ้นพิธีเวลา 23.10 น.

วันที่ 7 สิงหาคม 2569 อัญเชิญ เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช เริ่มเวลา 20.00 น. อัญเชิญเรือลงจากคาน ใช้เวลาประมาณ 30 นาที ก่อนเริ่มลากจูงในเวลา 21.35 น. ไปยังอู่หมายเลข 1 อู่ทหารเรือธนบุรี กรมอู่ทหารเรือ และเชิญเรือพระที่นั่งเข้าจอดในเวลา 22.05 น. โดยมีกำหนดเสร็จสิ้นพิธีเวลา 22.55 น.

และวันที่ 8 สิงหาคม 2569 อัญเชิญ เรือพระที่นั่งเอนกชาติภุชงค์ เริ่มเวลา 20.00 น. อัญเชิญเรือลงจากคาน ใช้เวลาประมาณ 30 นาที จากนั้นเวลา 21.35 น. เริ่มลากจูงไปยังอู่หมายเลข 1 อู่ทหารเรือธนบุรี กรมอู่ทหารเรือ และเชิญเรือพระที่นั่งเข้าจอดในเวลา 22.05 น. ก่อนเสร็จสิ้นพิธีในเวลา 22.55 น.

ทั้งนี้ การอัญเชิญเรือพระที่นั่งทั้ง 4 ลำมายังอู่หมายเลข 1 อู่ทหารเรือธนบุรี เป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค โดยการเคลื่อนย้ายจะดำเนินการตามขั้นตอนและเวลาที่กำหนด เพื่อให้การปฏิบัติเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสมพระเกียรติ

‘ภราดร’ ยันใช้งบกู้ทำ ‘ไทยเที่ยวไทยพลัส’ ไม่ผิด ส่วนเฟส 2 รอ ‘เอกนิติ’ ตัดสินใจ

'ภราดร' ยันใช้งบกู้ทำ 'ไทยเที่ยวไทยพลัส' ไม่ผิด ส่วนเฟส 2 รอ 'เอกนิติ' ตัดสินใจ

‘ภราดร’ ยันใช้งบกู้ทำ ‘ไทยเที่ยวไทยพลัส’ ไม่ผิด ส่วนเฟส 2 รอ ‘เอกนิติ’ ตัดสินใจ

วันอาทิตย์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 12.52 น.

เมื่อวันที่ 9 ส.ค. 69 นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงบประมาณ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬาขอใช้เงินกู้ ตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯปี 2569 มาใช้เพื่อดำเนินโครงการ “ไทยเที่ยวไทยพลัส” ว่าโดยส่วนตัวมองว่าโครงการนี้ไม่ผิดวัตถุประสงค์การใช้เงินเพราะเป็นการนำเงินกู้ไปช่วยเหลือผู้ประกอบภาคการท่องเที่ยว โดยเฉพาะรายเล็กที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง

อย่างไรก็ตามหากจะดำเนินการต้องไปกำหนดเงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการว่าผู้ประกอบการรวมทั้งประชาชนที่ได้รับสิทธิ์จะต้องมีเกณฑ์ในการพิจารณาอย่างไร

เมื่อถามย้ำว่า หากจะดำเนินการถือว่าเข้าหลักเกณฑ์ฉุกเฉินใช่หรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า ถือว่าเข้าเงื่อนไขตามหลักเกณฑ์ และสามารถทำได้ 

“โครงการไทยเที่ยวไทยพลัสถือว่าเข้าเงื่อนไขตามหลักเกณฑ์ เพราะผู้ประกอบการท่องเที่ยวรายเล็กได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สงครามในต่างประเทศโดยตรง” นายภารดร กล่าว

เมื่อถามว่า ความชัดเจนการดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เฟสสอง นายภราดร กล่าวว่า ต้องรอความชัดเจนและตัดสินใจจาก นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ในขั้นตอนสุดท้ายเนื่องจากกระทรวงการคลังเป็นผู้พิจารณาโครงการ โดยขอให้โครงการสิ้นสุดเฟสแรกก่อน จากนั้นค่อยมาประเมินสถานการณ์ว่าตอนนั้นเป็นอย่างไร เพราะขณะนี้สถานการณ์สงครามก็ยังไม่สิ้นสุด 

ใหญ่แค่ไหนก็ฟันไม่เลี้ยง! มท.4 ลั่นปมโกงสอบท้องถิ่น รับพบบ้านใหญ่-ข้าราชการบางพื้นที่พัวพัน

ใหญ่แค่ไหนก็ฟันไม่เลี้ยง! มท.4 ลั่นปมโกงสอบท้องถิ่น รับพบบ้านใหญ่-ข้าราชการบางพื้นที่พัวพัน

ใหญ่แค่ไหนก็ฟันไม่เลี้ยง! มท.4 ลั่นปมโกงสอบท้องถิ่น รับพบบ้านใหญ่-ข้าราชการบางพื้นที่พัวพัน

วันอาทิตย์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 12.31 น.

“มท.4″ลั่น!ใหญ่แค่ไหนก็ฟันไม่เลี้ยง”โกงสอบท้องถิ่น” รับพบ”บ้านใหญ่-ข้าราชการ”บางพื้นที่พัวพัน ยันเดดไลน์ 31 ส.ค.นี้ ถอดถอนพ้นตำแหน่งเสร็จทั้งหมด​ เผยส่งกว่า 5,000 รายชื่อให้”ตำรวจ-ป.ป.ช.”สอบสาวเอาผิดอาญา

9 สิงหาคม 2569 นายวรศิษฏ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ที่ จ.สุราษฎร์ธานี ช่วงเย็นวานนี้ (8 ส.ค.) ถึงแนวทางการจัดการการทุจริตสอบแข่งขันข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 ว่า คณะกรรมการกลางกลางข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น (ก.กลาง) ได้มีมติเห็นชอบและประกาศบัญชีใหม่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว พร้อมเตรียมส่งเอกสารไปยัง ก.จังหวัด เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว โดยในสัปดาห์นี้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) จะส่งเอกสารและแนวทางปฏิบัติไปยังจังหวัดต่างๆ เพื่อให้ ก.จังหวัด ประชุมและแจ้งต่อไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ให้ผู้บริหารท้องถิ่นหรือนายก อปท.มีคำสั่งถอดถอนผู้ที่ได้ตำแหน่งมาจากการทุจริตออกทันที ทั้งนี้ กระบวนการถอดถอนทั้งหมดจะต้องเสร็จสิ้นภายในวันที่ 31 ส.ค.นี้ ซึ่งเป็นเส้นตาย เนื่องจากเป็นสิทธิ์ที่ไม่ถูกต้องมาตั้งแต่แรก

​นายวรศิษฎ์ กล่าวต่อว่า ในส่วนของการดำเนินคดีอาญา กระทรวงมหาดไทย ได้รวบรวมรายชื่อผู้ที่มีคะแนนผิดปกติกว่า 5,000 ราย ส่งมอบให้ทั้งพนักงานสอบสวน (ตำรวจ) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อทำงานคู่ขนานและเอาผิดทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นผู้เข้าสอบ นายหน้า กรือเอเย่นต์ ที่พบว่าบางรายมีเครือข่ายดูแลคนสอบถึง 50 – 100 คน

​เมื่อถามถึงความเชื่อมโยงกับกลุ่มอิทธิพล หรือบ้านใหญ่ในพื้นที่ รมช.มหาดไทย กล่าวว่า ยอมรับว่า พบบ้านใหญ่บางจุดมีส่วนพัวพันจริง และได้ส่งข้อมูลให้ ป.ป.ช.ดำเนินการเชิงลึกแล้ว

“ชัดเจนว่า การเอาผิดครั้งนี้ไม่มีเว้น ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการระดับใด หรือเป็นฝ่ายการเมืองก็ตาม หากมีพยานหลักฐานเชื่อมโยงถึงจะต้องถูกดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด ส่วนเรื่องการตรวจสอบเส้นทางการเงิน เป็นอำนาจหน้าที่ของ ป.ป.ช.ที่กำลังเร่งขยายผลอย่างต่อเนื่อง” ​นายวรศิษฎ์ กล่าว

เช็กด่วน รัฐเร่งตาม 8.3 แสนคน ยืนยันตัวตนบัตรสวัสดิการฯ จี้อีก 5 ล้านคน รีบยื่นทบทวนสิทธิก่อนหมดเขต

เช็กด่วน รัฐเร่งตาม 8.3 แสนคน ยืนยันตัวตนบัตรสวัสดิการฯ จี้อีก 5 ล้านคน รีบยื่นทบทวนสิทธิก่อนหมดเขต

เช็กด่วน รัฐเร่งตาม 8.3 แสนคน ยืนยันตัวตนบัตรสวัสดิการฯ จี้อีก 5 ล้านคน รีบยื่นทบทวนสิทธิก่อนหมดเขต

วันอาทิตย์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 11.32 น.

โฆษกรัฐบาลเผย เร่งตามอีก 8.3 แสนคน ยืนยันตัวตนรับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ อีก 5 ล้านคนยังไม่ยื่นทบทวนสิทธิ

เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ด้วยความตั้งใจของรัฐบาลที่ต้องการดูแลประชาชนกลุ่มผู้ยากไร้ให้เข้าถึงสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอย่างทั่วถึง จึงได้บูรณาการการทำงานของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งอำนวยความสะดวกทั้งการยืนยันตัวตน (e-KYC) และการยื่นขอทบทวนสิทธิ รวมถึงการลงพื้นที่ประชาสัมพันธ์เชิงรุก เพื่อไม่ให้ประชาชนที่มีสิทธิได้รับสวัสดิการต้องตกหล่นหรือเสียสิทธิเพียงเพราะไม่ทราบขั้นตอนหรือไม่สะดวกในการดำเนินการ

ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 8 สิงหาคม 2569 พบว่าตัวเลขการยืนยันตัวตนและการอุทธรณ์เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากความพยายามของหน่วยงานในพื้นที่และช่องทางบริการที่เข้าถึงง่าย

ปัจจุบัน ผู้ได้รับสิทธิรายใหม่มีจำนวน 3.1 ล้านคน โดยยืนยันตัวตนแล้ว 2.3 ล้านคน (73%) เพิ่มขึ้นจากวันที่ 2 สิงหาคม ซึ่งมีผู้ยืนยันตัวตน 2.2 ล้านคน (68%) ขณะที่ผู้ที่ยังไม่ยืนยันตัวตนลดลงเหลือ 8.3 แสนคน (27%) จากเดิม 9.8 แสนคน (31%) รัฐบาลขอเชิญชวนให้ผู้ได้รับสิทธิรายใหม่เร่งยืนยันตัวตน เพื่อให้สามารถเริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ทั้งนี้ กระทรวงการคลังเปิดให้ยืนยันตัวตนได้จนถึงวันที่ 12 มกราคม 2570

จังหวัดที่มีผู้ยังไม่ยืนยันตัวตนมากที่สุด ได้แก่ นครราชสีมา นครศรีธรรมราช อุบลราชธานี บุรีรัมย์ และขอนแก่น ซึ่งรัฐบาลได้กำชับหน่วยงานในพื้นที่เร่งประชาสัมพันธ์และอำนวยความสะดวก เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิได้ครบถ้วน

สำหรับการยื่นขอทบทวนสิทธิ ล่าสุดมีผู้ยื่นคำร้องแล้ว 4.2 ล้านคน เพิ่มขึ้นจาก 4.1 ล้านคน เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม ขณะที่มีผู้ยังไม่ได้ยื่นขอทบทวนสิทธิอีกประมาณ 5 ล้านคน จึงขอเชิญชวนให้เร่งดำเนินการภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2569 เพื่อรักษาสิทธิของตนเอง

จังหวัดที่มีสัดส่วนการยื่นขอทบทวนสิทธิสูงที่สุด ได้แก่ ลำปาง (60%) นราธิวาส (59%) ปัตตานี (58%) ยะลา (54%) และแพร่ (53%) สะท้อนว่าการลงพื้นที่ประชาสัมพันธ์และการอำนวยความสะดวกของหน่วยงานในพื้นที่ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิได้มากขึ้น

นางสาวรัชดา กล่าวว่า รัฐบาลได้เตรียมช่องทางให้บริการไว้อย่างครอบคลุม ทั้งผ่านแอปพลิเคชัน ทางรัฐ แอปพลิเคชัน เป๋าตัง เว็บไซต์โครงการ ธนาคารของรัฐทั้ง 5 แห่ง และศูนย์ One Stop Service (OSS) ณ ที่ว่าการอำเภอทั้ง 878 แห่งทั่วประเทศ พร้อมมอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน ร่วมลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้สูงอายุ ผู้พิการ และประชาชนกลุ่มเปราะบางที่ไม่สะดวกใช้บริการออนไลน์

“ยอดผู้ยืนยันตัวตนและยื่นทบทวนสิทธิเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง รัฐบาลจะติดตามและอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่จนถึงวันสุดท้าย จึงขอเชิญชวนผู้ที่ยังไม่ได้ดำเนินการ รีบใช้สิทธิภายในระยะเวลาที่กำหนด เพื่อไม่ให้พลาดสวัสดิการที่ควรได้รับ” นางสาวรัชดา กล่าว

ปธ.กมธ.ที่ดินฯ ชู 3 ทางรอดคน-ช้าง ดันเข้าเกณฑ์ภัยพิบัติ ถกอุทยานฯ 25 ส.ค.

ปธ.กมธ.ที่ดินฯ ชู 3 ทางรอดคน-ช้าง ดันเข้าเกณฑ์ภัยพิบัติ ถกอุทยานฯ 25 ส.ค.

ปธ.กมธ.ที่ดินฯ ชู 3 ทางรอดคน-ช้าง ดันเข้าเกณฑ์ภัยพิบัติ ถกอุทยานฯ 25 ส.ค.

วันอาทิตย์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 11.30 น.

วันที่ 9 ส.ค.2569 น.ส.กุลวลี นพอมรบดี สส.ราชบุรี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมาธิการฯ ที่ผ่านมา ได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมวางกรอบและข้อเสนอในเรื่องปัญหาช้างป่าออกนอกพื้นที่ บุกรุกไร่ สวน และทำร้ายชาวบ้าน  โดยเตรียมนำข้อสรุปหารือกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช  และในที่ 25 สิงหาคมนี้ เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่นำไปปฏิบัติได้จริง

“เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของใครคนใดคนหนึ่ง เจ้าหน้าที่ชุดผลักดันช้างทำงานหนักมาก บางคนเสี่ยงชีวิตกลางดึกทุกคืน ชาวบ้านเองก็อดทนมานาน ส่วนช้างก็ออกมาเพราะในป่าอาหารและน้ำไม่พอ ทุกฝ่ายต่างเป็นผู้เดือดร้อนด้วยกันทั้งนั้น หน้าที่ของกรรมาธิการฯ คือมาช่วยหาเครื่องมือและช่วยแก้ข้อติดขัดให้ทุกฝ่ายทำงานง่ายขึ้น” น.ส.กุลวลี กล่าว

ประธานกมธ.การที่ดินฯ กล่าวว่า จากการทำหน้าที่อนุกรรมาธิการงบประมาณ ด้านครุภัณฑ์และ ICT ได้ดูคำขอตั้งงบประมาณปี 2570 พบว่ามีการของบผลักดันช้างป่าไว้กว่า 200 ล้านบาท ขณะที่งบเยียวยาขอไว้ 10 ล้านบาท จึงมองว่าควรมาช่วยกันพิจารณาการจัดวางสัดส่วนงบประมาณระหว่างการป้องกันและการเยียวยาให้สมดุลและให้ได้ผลมากขึ้น ซึ่งตนไม่ได้ถามเพื่อจะตัดงบ แต่ถามเพื่อให้เงินทุกบาทมีประโยชน์เต็มที่ อำเภอไหนทำแล้วช้างออกน้อยลงจริง เราควรรู้ว่าเขาทำอย่างไรแล้วขยายผลไปที่อื่น จุดไหนยังไม่ได้ผลก็มาช่วยกันปรับใหม่ 

น.ส.กุลวลี กล่าวอีกว่า สำหรับแนวทางที่คณะกรรมาธิการฯ จะเสนอ ประกอบด้วย 3 ส่วนคือ ที่ต้องเดินไปพร้อมกันคือ ส่วนแรก “รู้ตัวช้างล่วงหน้า” โดยนำเทคโนโลยี GPS กล้องตรวจจับ และจะขอความร่วมมือด้านงานวิจัยจากกระทรวง อว. มาติดตามพฤติกรรมช้างเกเรรายตัวที่มีเส้นทางออกหากินประจำ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ดักรอได้ถูกจุด พร้อมเชื่อมระบบเตือนภัยส่งตรงถึงมือถือชาวบ้านทันที ส่วนที่สองคือ “สร้างเฉพาะจุดที่ได้ผล” โดยทดลองสร้างสิ่งกีดขวาง เช่น รั้วไฟฟ้า คูกันช้าง หรือแบริเออร์ดาดคอนกรีต ในพื้นที่ตัวอย่าง 2-3 จุด เพื่อประเมินผลความคุ้มค่าก่อนขยายผล เพื่อไม่ให้งบประมาณและแรงของเจ้าหน้าที่สูญเปล่า ส่วนที่สามคือ “เยียวยาให้ถึงมือเร็ว” เสนอแก้ปัญหาระบบงบประมาณเยียวยาล่าช้า โดยเตรียมหารือกระทรวงการคลังให้กำหนด “ภัยจากสัตว์ป่า” เป็นภัยพิบัติประเภทหนึ่งตาม พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 เช่นเดียวกับน้ำท่วม ภัยแล้ง หรือวาตภัย เพื่อให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถนำเงินทดรองราชการมาสำรองจ่ายชดเชยให้ชาวบ้านได้ทันทีโดยไม่ต้องรอขั้นตอนงบกลาง

“ไร่สวนที่ถูกช้างเหยียบพังทั้งสวน นั่นคือรายได้ทั้งปีของเขา เสียหายวันนี้แต่เงินมาถึงอีกหลายเดือนข้างหน้า ตรงนี้ไม่ใช่ความผิดของกรมอุทยานฯ แต่เป็นเรื่องของระบบที่เราต้องมาช่วยกันแก้” น.ส.กุลวลีกล่าว

น.ส.กุลวลี กล่าวด้วยว่า ปัญหานี้ค้างคามานาน แต่สามารถแก้ไขได้ หากทุกฝ่ายร่วมมือกัน โดยตั้งเป้าหมายให้ชาวบ้านได้รับสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้า เจ้าหน้าที่มีอุปกรณ์ปลอดภัย ช้างมีอาหารเพียงพอในป่า และเมื่อเกิดความเสียหาย ชาวบ้านต้องได้รับเงินเยียวยาภายในไม่กี่สัปดาห์ ซึ่งกรรมาธิการฯ พร้อมเป็นแกนกลางประสานทุกหน่วยงานให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

ส่งออกไทยพุ่ง! รัฐบาลเผยครึ่งปีแรก 2569 โต 17.6% มูลค่าเกือบ 2 แสนล้านดอลลาร์

ส่งออกไทยพุ่ง! รัฐบาลเผยครึ่งปีแรก 2569 โต 17.6% มูลค่าเกือบ 2 แสนล้านดอลลาร์

ส่งออกไทยพุ่ง! รัฐบาลเผยครึ่งปีแรก 2569 โต 17.6% มูลค่าเกือบ 2 แสนล้านดอลลาร์

วันอาทิตย์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 11.21 น.

รัฐบาลเผยส่งออกไทยครึ่งปีแรก 2569 โต 17.6% มูลค่าเกือบ 2 แสนล้านดอลลาร์ สูงกว่าปีก่อนต่อเนื่อง สินค้าเทคโนโลยี–อิเล็กทรอนิกส์แรงหนุนสำคัญ ตลาดสหรัฐฯ โต 41.1%

9 สิงหาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงสถานการณ์การส่งออกของไทยในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 ว่า การส่งออกยังขยายตัวได้ดีและสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน สอดคล้องกับที่ นาย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถึงทิศทางการส่งออกของไทยเมื่อเร็วๆ นี้ โดยเดือนมกราคม – มิถุนายน 2569 ไทยมีมูลค่าการส่งออกรวม 196,741.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 17.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่เฉพาะเดือนมิถุนายน 2569 ส่งออกมีมูลค่า 34,655.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 20.8%

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าแรงส่งจากภาคการค้าต่างประเทศยังมีความต่อเนื่อง โดยไตรมาสแรกของปี 2569 การส่งออกมีมูลค่า 96,169.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 17.4% และไตรมาส 2 มีมูลค่า 100,572.0 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 17.7% ซึ่งเป็นการขยายตัวในระดับสูงต่อเนื่องตลอดครึ่งปีแรก

สำหรับสินค้าที่มีส่วนสำคัญต่อการเติบโตของการส่งออกในช่วง 6 เดือนแรก พบว่าสินค้ากลุ่มเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ โดยเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ มีมูลค่าส่งออก 18,781.93 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 47.9% และมีส่วนต่อการเติบโตของการส่งออกรวม 5.4 จุด ตามด้วยเครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ มูลค่า 3,547.37 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นถึง 169.0% รวมถึงเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เครื่องจักรกลการเกษตร หม้อแปลงไฟฟ้า และทองแดงและของทำด้วยทองแดงที่ขยายตัวต่อเนื่อง

นอกจากนี้ สินค้าเกษตรและอาหารของไทยยังมีบทบาทต่อการส่งออก โดยผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง มีมูลค่า 4,024.39 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 16.3% ขณะที่อัญมณีและเครื่องประดับมีมูลค่า 14,166.67 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 19.8%

ด้านตลาดส่งออกสำคัญ สหรัฐอเมริกายังคงเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทยในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 มีมูลค่า 47,144.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 41.1% คิดเป็นสัดส่วน 24.0% ของการส่งออกทั้งหมด ตามด้วยจีน มูลค่า 22,645.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 8.1% ญี่ปุ่น 13,186.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 12.9% อินเดีย 9,152.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 10.0% และสิงคโปร์ 9,132.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นถึง 74.0%

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ภาพรวมครึ่งปีแรกถือเป็นสัญญาณบวกต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะการขยายตัวของสินค้าเทคโนโลยี อิเล็กทรอนิกส์ และสินค้าที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งแสดงให้เห็นถึงโอกาสของไทยในการเข้าไปมีบทบาทในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมสมัยใหม่ ขณะเดียวกันตลาดส่งออกหลักหลายแห่งยังขยายตัวพร้อมกัน ทั้งสหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น อินเดีย และสิงคโปร์

“ตัวเลขครึ่งปีแรกสะท้อนชัดว่าการส่งออกของไทยในปีนี้ทำได้ดีกว่าปีก่อน โดย 6 เดือนแรกขยายตัวถึง 17.6% และเฉพาะเดือนมิถุนายนเติบโต 20.8% รัฐบาลจะเดินหน้ารักษาแรงส่งนี้ ทั้งการเปิดตลาดใหม่ ดูแลตลาดเดิม และสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้ใช้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลก เพื่อให้รายได้จากการส่งออกกลับมาสู่ภาคธุรกิจ ผู้ประกอบการ SMEs และเศรษฐกิจไทยให้มากที่สุด” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว

ทั้งนี้ ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 ไทยมีมูลค่าการค้ารวม 425,227.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 27.8% โดยมีการนำเข้ามูลค่า 228,485.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 38.0% และขาดดุลการค้า 31,744.0 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่รัฐบาลจะติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจและการค้าโลกอย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยและสนับสนุนการส่งออกให้เติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีหลัง

ยกระดับอาชีวะไทย! รัฐตั้งเป้าเพิ่มนักเรียนสายอาชีพ 55% ปั้นแรงงานทักษะสูง สู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต

ยกระดับอาชีวะไทย! รัฐตั้งเป้าเพิ่มนักเรียนสายอาชีพ 55% ปั้นแรงงานทักษะสูง สู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต

ยกระดับอาชีวะไทย! รัฐตั้งเป้าเพิ่มนักเรียนสายอาชีพ 55% ปั้นแรงงานทักษะสูง สู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต

วันอาทิตย์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 11.16 น.

9 สิงหาคม 2569 ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการยกระดับการอาชีวศึกษาไทย โดยมุ่งผลักดันระบบการเรียนรู้ให้เชื่อมโยงกับโลกการทำงาน เพื่อสร้างแรงงานที่ตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและตลาดแรงงานยุคใหม่ ภายใต้แนวคิดที่ว่า “อาชีวะไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางหลัก” และเป็นแนวทางสำคัญที่ช่วยสร้างทั้งโอกาส รายได้ และความมั่นคงให้กับผู้เรียน

ทั้งนี้ รัฐบาลจะเดินหน้าปรับโครงสร้างสัดส่วนผู้เรียนสายอาชีวะและสายสามัญให้เข้าใกล้ตัวเลข 45 : 55 คือจำนวนผู้เรียนสายสามัญ 45% และ สายอาชีวศึกษา 55% จากเดิมที่เป็นสัดส่วน 70 : 30 เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการผลิตบุคลากรสายวิชาการกับสายวิชาชีพ และผลิตแรงงานที่มีทักษะสูงให้ตรงกับความต้องการของตลาดเศรษฐกิจและภาคอุตสาหกรรมในปัจจุบันมากขึ้น

นอกจากนี้ รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบอาชีวศึกษาทวิภาคี โดยส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสถานศึกษากับภาคเอกชน เพื่อกำหนดมาตรฐานสมรรถนะร่วมกันในสาขาเป้าหมาย อาทิ ยานยนต์ไฟฟ้า ระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ ดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ เซมิคอนดักเตอร์ และพลังงานสะอาด เพื่อให้ผู้เรียนมีทักษะตรงกับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต รวมทั้งจะผลักดันให้ผู้บริหารสถานศึกษาอาชีวศึกษา ปรับบทบาทเป็นผู้นำด้านทุนมนุษย์ สามารถวิเคราะห์แนวโน้มตลาดแรงงานและสร้างเครือข่ายกับภาคธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลยังสนับสนุนระบบคลังหน่วยกิตแห่งชาติ เพื่อเปิดทางให้ผู้เรียนสะสมประสบการณ์จากการทำงาน นำไปเทียบโอนเป็นวุฒิการศึกษาได้ รวมถึงดูแลกลุ่มเด็กและเยาวชนที่มีความเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษา ให้สามารถเรียนไป ทำงานไป และมีรายได้ควบคู่กัน ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการพัฒนาทักษะและยกระดับคุณภาพชีวิต

หมอตุลย์ จ่อร้องนายกฯ 11 ส.ค.นี้ จี้ลุยสอบเพิ่มปมทุจริตสอบ กสถ. ชี้คนผิดยังลอยนวลเพียบ

หมอตุลย์ จ่อร้องนายกฯ 11 ส.ค.นี้ จี้ลุยสอบเพิ่มปมทุจริตสอบ กสถ. ชี้คนผิดยังลอยนวลเพียบ

หมอตุลย์ จ่อร้องนายกฯ 11 ส.ค.นี้ จี้ลุยสอบเพิ่มปมทุจริตสอบ กสถ. ชี้คนผิดยังลอยนวลเพียบ

วันอาทิตย์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 10.29 น.

9 สิงหาคม 2569 นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง และอาจารย์ประจำภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ในวันอังคารที่ 11 สิงหาคมนี้ ตนจะเดินทางไปยื่นเรื่องร้องเรียนกรณีการทุจริตสอบของคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) เนื่องจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ระบุว่าเรื่องดังกล่าวจบลงและดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว แต่ตนมองว่าเรื่องนี้ยังไม่จบ ด้วยเหตุผลสำคัญ 2 ประการ ดังนี้

1. การสั่งสอบวินัยไม่ครอบคลุมผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด : กระทรวงมหาดไทยมีคำสั่งสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงต่อ นายธีรุตม์ ศุภพิพัฒน์ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น, นายธนนท์ พรรพีภาส รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และผู้อำนวยการกอง อีก 3 คน

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการสอบครั้งนี้มีจุดเริ่มต้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2566 โดยมีอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นหลายท่าน, รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นอีกหลายท่าน และผู้ตรวจราชการกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นบางท่าน ซึ่งบางส่วนยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่ในกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ขณะที่บางส่วนย้ายออกไปแล้ว และมีหลายคนเกี่ยวข้องกับการจัดทำ TOR (ข้อกำหนดและขอบเขตของงาน)

แม้ นายธีรุตม์ ศุภพิพัฒน์ จะเพิ่งเข้ามารับตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ได้เพียง 3 สัปดาห์ก่อนการสอบ ซึ่งจะต้องถูกตรวจสอบอย่างแน่นอน แต่การที่ผู้เกี่ยวข้องอีกหลายคนยังไม่ถูกดำเนินคดีทางวินัย นายกรัฐมนตรีในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จึงต้องสั่งการให้มีการสอบสวนเพิ่มเติมให้ครบถ้วนทุกราย

2. จี้สอบข้าราชการในคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) : นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) ทั้งหมด 18 คน ในจำนวนนี้มีบุคลากรที่รับราชการสังกัดกระทรวงมหาดไทยรวมอยู่ด้วย ดังนั้น นายกรัฐมนตรีจึงต้องสั่งสอบสวนทางวินัยข้าราชการกลุ่มดังกล่าวเพิ่มเติมด้วย แม้ว่าทางคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จะได้บรรจุรายชื่อบุคคลเหล่านี้อยู่ในกลุ่มที่ต้องถูกไต่สวนแล้วก็ตาม

ไทยได้อะไร? กรณ์ เตือนลงทุน Data Centre แสนล้าน หวั่นประเทศเป็นแค่ที่ตั้งเซิร์ฟเวอร์ แต่คนไทยไม่ได้ประโยชน์จริง

ไทยได้อะไร? กรณ์ เตือนลงทุน Data Centre แสนล้าน หวั่นประเทศเป็นแค่ที่ตั้งเซิร์ฟเวอร์ แต่คนไทยไม่ได้ประโยชน์จริง

ไทยได้อะไร? กรณ์ เตือนลงทุน Data Centre แสนล้าน หวั่นประเทศเป็นแค่ที่ตั้งเซิร์ฟเวอร์ แต่คนไทยไม่ได้ประโยชน์จริง

วันอาทิตย์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 10.00 น.

9 สิงหาคม 2569 นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า ในยุค AI เราปฏิเสธไม่ได้ว่า data centre คือโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องมี ประเด็นคือมีอย่างไรให้คนไทยได้ประโยชน์

การที่สังคมเริ่มตั้งคำถามและมีกระแสความกังวลดังขึ้นเรื่อยๆ สำหรับผมแล้ว นี่คือ “สัญญาณที่ดี” ครับ เพราะที่ผ่านมา การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระดับนี้ ภาคประชาชนแทบไม่มีส่วนร่วม และรัฐก็ไม่ได้มีกติกาหรือเงื่อนไขใดๆ ที่จะปกป้องผลประโยชน์คนไทย

มาถึงเวลานี้ รัฐบาลเริ่มปรับท่าทีแล้ว ซึ่งดีครับ เรามาช่วยกันคิดต่อไปว่ายุทธศาสตร์เรื่องนี้ของไทยเราควรเป็นอย่างไร

มี 3 เรื่องใหญ่ที่ผมอยากชวนคนไทยดูให้ครบ

1. กติกาการอนุมัติที่ผ่านมา ใครขอสร้าง data centre แทบจะได้อนุมัติหมด ขอเพียงผ่านเกณฑ์พื้นฐานของ BOI ก็ได้ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุด 8 ปี ยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร ถือหุ้นต่างชาติได้ 100% บางโครงการยื่นขอในรูป “คลังสินค้า” เพื่อไม่ต้องทำ EIA ทั้งที่ใช้ไฟและน้ำระดับอุตสาหกรรมหนัก กว่า BOI จะเริ่มผูกเงื่อนไขพัฒนาบุคลากรและซัพพลายเชนในประเทศ ก็เพิ่งเป็นประกาศเมื่อกุมภาพันธ์ปีนี้เอง และไม่มีผลย้อนหลังกับโครงการที่อนุมัติไปแล้วทุกโครงการ

ผลจากช่องว่างตรงนี้เพิ่งปรากฏชัดเมื่อไม่กี่วันก่อนเอง เมื่อ 5 สิงหาคมที่ผ่านมา ครม. เพิ่งเห็นชอบตั้ง “คณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์” ขึ้นเป็น “ครั้งแรก” คำว่าครั้งแรกนี้สำคัญมาก เพราะแปลว่าตลอดที่ผ่านมา ขณะที่โรงไฟฟ้ามี กกพ. กำกับ โรงกลั่นมีกรมธุรกิจพลังงานกำกับ data centre กลับไม่มีเจ้าภาพตัวจริงแม้แต่หน่วยงานเดียว

2. ใครได้ประโยชน์จริง? เวลาเห็นข่าวว่า TikTok เลือกไทยเป็นฐานโครงการที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่ BOI เคยอนุมัติมา หลายคนตื่นเต้นไปกับตัวเลขแปดแสนกว่าล้านบาททันที แต่ต้องแยกให้ออกระหว่างขนาดของตัวเลขการลงทุน กับสิ่งที่คนไทยได้กลับมาจริง เพราะบทบาทของไทยในดีลนี้คือ เราเป็นฐานที่ตั้งโครงสร้างพื้นฐานสำหรับประมวลผล AI ของ TikTok เช่น ระบบแนะนำวิดีโอและการกลั่นกรองเนื้อหา แต่เราไม่ใช่ประเทศที่ TikTok มาลงทุนสร้างบริการเพื่อคนไทยโดยเฉพาะ พูดง่ายๆ คือคนไทยยังอยู่ในสถานะผู้บริโภคของแพลตฟอร์มเหมือนเดิม ไม่ได้เปลี่ยนสถานะเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในโครงสร้างพื้นฐานที่สร้างขึ้นในประเทศตัวเองแต่อย่างใด

ลองตอบคำถามง่ายๆ คนไทยมีสิทธิใช้ compute ใน data centre นี้ไหม? คนไทยนำข้อมูลที่ประมวลผลในนี้ไปพัฒนาธุรกิจตัวเองได้หรือไม่? และค่าธรรมเนียมที่คนไทยจ่ายในการค้าขายบนแพลตฟอร์มถูกลงหรือไม่?

ข้อสุดท้ายมีคำตอบให้แล้ว คือในทางตรงข้ามครับ ค่าคอมมิชชัน TikTok Shop ในไทยเพิ่งปรับขึ้นราว 2.14% เมื่อกรกฎาคมที่ผ่านมา ช่วงเวลาเดียวกับที่ดีลแปดแสนกว่าล้านบาทกำลังเดินหน้าพอดี ถ้าคำตอบทั้งสามข้อคือ “ไม่ได้ประโยชน์”

ตัวเลขการลงทุนที่ดูยิ่งใหญ่ในข่าวก็ไม่ได้แปลว่าคนไทยได้ประโยชน์ตามไปด้วยโดยอัตโนมัติ เราแค่เป็นประเทศที่ให้พื้นที่ตั้งเซิร์ฟเวอร์ ไม่ใช่หุ้นส่วนที่ได้แบ่งผลประโยชน์จากมัน แล้วเราจะเรียก data centre แบบนี้ว่าสาธารณูปโภคของคนไทยได้ในแง่ไหน?

และไม่ใช่แค่ผลประโยชน์ทางตรงเท่านั้นที่ต้องตั้งคำถาม แม้แต่ตัวเลขผลประโยชน์ทางอ้อมที่ถูกนำมาโฆษณาตอนแถลงข่าวก็ต้องอ่านให้ทะลุเช่นกัน ทุกครั้งที่มีการเปิดตัวโครงการใหญ่ เราจะได้ยินตัวเลขจ้างงานหมื่นตำแหน่ง ดัน GDP หมื่นล้าน

แต่งานวิจัยของ ธปท. เองชี้ว่า โดยเฉลี่ยแล้วโครงสร้างเงินลงทุน data centre เป็นงานก่อสร้างเพียง 40% ส่วนอีก 60% คือเครื่องจักรซึ่งส่วนใหญ่นำเข้าจากต่างประเทศ ไม่ได้หมุนอยู่ในเศรษฐกิจไทยตามสัดส่วนเม็ดเงินทั้งก้อน และเมื่อเปิดดำเนินการจริง data centre โดยทั่วไปใช้ทีมงานถาวรเพียงหลักสิบคนต่อแห่งเท่านั้น ตัวเลขจ้างงานหมื่นตำแหน่งที่เห็นตอนแถลงข่าวส่วนใหญ่จึงเป็นงานก่อสร้างชั่วคราว ไม่ใช่งานถาวร คำถามคือ ตัวเลข EIA ที่บริษัทว่าจ้างทำเองแล้วใช้ประกอบการขอสิทธิ BOI นั้น มีใครตรวจสอบย้อนหลังหลังโครงการเปิดดำเนินการจริงหรือไม่ หรือปล่อยให้เป็นตัวเลขที่พูดครั้งเดียวตอนแถลงข่าวแล้วไม่มีใครติดตามอีกเลย

3. ต้นทุนทรัพยากรที่แท้จริง อีกเรื่องที่ผมคาใจไม่แพ้กันคือไฟฟ้าที่ใช้ เมื่อไม่นานมานี้ เราจะได้ยินว่าทุนต่างชาติที่ลงทุนใน data centre ต้องการ “ไฟฟ้าสะอาด” แต่กลไกที่รัฐเปิดให้ซื้อไฟสะอาดโดยตรง (Direct PPA) กำหนดโควตาไว้เพียง 2,000 เมกะวัตต์ ขณะที่ความต้องการไฟฟ้าใหม่จาก data centre ในพื้นที่ EEC เพียงแห่งเดียวพุ่งไปแล้วถึง 5,400 เมกะวัตต์ภายในเวลาแค่ 2 ปี ตัวเลขมันฟ้องตัวเองอยู่แล้วว่าโควตาไฟสะอาดไม่พอตั้งแต่ต้น ส่วนที่เหลือทั้งหมดจึงต้องพึ่งพากริดไฟฟ้าทั่วไปซึ่งเผาก๊าซธรรมชาติเป็นหลัก และคำอธิบายก็เปลี่ยนมาเป็นว่าไทยควรสนับสนุน data centre เพราะมีกำลังผลิตไฟฟ้าสำรองเหลือเฟือ

จริงๆ ส่วนเหลือของกำลังผลิตไฟฟ้าควรถูกเก็บไว้เป็น reserve รองรับการขยายตัวของพลังงานหมุนเวียนที่ยังไม่เสถียร แต่นี่กลายเป็นว่าเรากำลังใช้ส่วนเหลือนั้นไปสนับสนุนดีมานด์ที่เดินหน้าด้วยก๊าซซึ่งต้องนำเข้าเป็น LNG มากขึ้นเรื่อยๆ

ขณะเดียวกัน แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) ที่จะกำหนดสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนให้ชัดเจนกว่านี้ ก็ถูกเลื่อนมาแล้ว 4 รัฐบาลติดต่อกันยังไม่จบสักที แล้วเราจะ net zero กันกี่โมง เราจะเปิดเสรีการลงทุนพลังงานหมุนเวียนกันเมื่อไร

และถ้าไฟฟ้าเป็นเรื่องใหญ่ น้ำก็ใหญ่ไม่แพ้กัน data centre ใน EEC ซื้อน้ำผ่านสัญญาโดยตรงกับบริษัทน้ำเอกชนแต่ละราย โดยไม่มีระบบจองน้ำกลางระดับภาครัฐที่จัดลำดับความสำคัญไว้ล่วงหน้า ผมอยากทราบว่าสัญญาซื้อน้ำแบบนี้ทำให้ data centre มีสิทธิ์ได้น้ำเหนือคนอื่นหรือไม่ สมมุติน้ำใน EEC เกิดขาดแคลนขึ้นมาจริง เขายังจะต้องได้น้ำก่อนเกษตรกรหรือประชาชนทั่วไปหรือไม่?

ผมไม่ได้บอกว่าไทยไม่ควรมี data centre หรือไม่ควรรับการลงทุนต่างชาติ ตรงกันข้าม เราต้องมี และต้องแข่งขันให้ได้ในเวทีนี้ แต่บอร์ดที่เพิ่งตั้งขึ้นวันนี้ต้องไม่ใช่แค่พิธีกรรม ต้องบังคับ EIA ให้ครบโดยไม่มีช่องให้เลี่ยงด้วยการสวมชื่อเป็นอย่างอื่น ต้องกำหนดให้ทุก EIA ถูกตรวจสอบย้อนหลังหลังโครงการเดินเครื่องจริง ไม่ใช่รับตัวเลขที่บริษัทเสนอมาตอนขออนุมัติแล้วจบ และที่สำคัญที่สุด ทุกดีลกับแพลตฟอร์มระดับโลกต้องแลกมาด้วยเงื่อนไขที่คนไทยและผู้ประกอบการไทยได้ประโยชน์กลับมาจริง

นายกฯ บุกเมนต์โต้ไทยรัฐ พาดหัวผิดปมซื้อสร้อยให้ภรรยา เตือนเช็กให้ชัวร์ก่อนตีข่าว

นายกฯ บุกเมนต์โต้ไทยรัฐ พาดหัวผิดปมซื้อสร้อยให้ภรรยา เตือนเช็กให้ชัวร์ก่อนตีข่าว

นายกฯ บุกเมนต์โต้ไทยรัฐ พาดหัวผิดปมซื้อสร้อยให้ภรรยา เตือนเช็กให้ชัวร์ก่อนตีข่าว

วันอาทิตย์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 08.52 น.

9 สิงหาคม 2569 จากกรณีเมื่อวันที่ 8 ส.ค.69 ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นางธนนนท์ ชาญวีรกูล ภริยา ลงพื้นที่ตรวจความพร้อมการจัดงาน “ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจด้วยพระบารมี” ปี 2569 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1 – 3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

โดยระหว่างการเดินเยี่ยมชมบูธสินค้าและเครื่องประดับภายในงาน ได้เกิดประเด็นเข้าใจคลาดเคลื่อนขึ้น เมื่อสื่อสำนักข่าวใหญ่ (ไทยรัฐออนไลน์) พาดหัวข่าวในทำนองว่า “นายกรัฐมนตรีได้ซื้อสร้อยคอทองคำขาวประดับเพชรล้อมทับทิม “กินบ่เซี่ยง” มูลค่า 1.2 ล้านบาท ให้ภริยา”

ต่อมา นายอนุทิน ได้เข้าไปคอมเมนต์ชี้แจงใต้โพสต์ข่าวของสำนักดังกล่าวด้วยตนเอง โดยระบุข้อความว่า “ไม่ได้ซื้อนะครับ แค่เจ้าของร้านเขาขอให้ลองทาบดูในงานโอทอป บก.ควรตรวจข่าวให้ดีก่อนที่จะนำเสนอข่าวเช่นนี้นะครับ”

ทั้งนี้ ภายหลังจากที่นายกรัฐมนตรีได้เข้ามาคอมเมนต์ชี้แจง ทางสำนักข่าวต้นเรื่องได้ดำเนินการแก้ไขพาดหัวข่าวและเนื้อหาให้มีความสอดคล้องกับข้อเท็จจริงทันที โดยเปลี่ยนเป็นหัวข้อ “อนุทิน ควง จ๋า เดินงานโอทอป ลองสร้อยทองคำขาวเพชรล้อมทับทิมกินบ่เซี่ยง ราคา 1.35 ล้าน” เพื่อสะท้อนภาพเหตุการณ์ที่แท้จริงว่าเป็นการทดลองสวมใส่ตามคำเชิญของผู้ประกอบการภายในงานเท่านั้น