ไทยได้อะไร? กรณ์ เตือนลงทุน Data Centre แสนล้าน หวั่นประเทศเป็นแค่ที่ตั้งเซิร์ฟเวอร์ แต่คนไทยไม่ได้ประโยชน์จริง
วันอาทิตย์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 10.00 น.
9 สิงหาคม 2569 นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า ในยุค AI เราปฏิเสธไม่ได้ว่า data centre คือโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องมี ประเด็นคือมีอย่างไรให้คนไทยได้ประโยชน์
ลองตอบคำถามง่ายๆ คนไทยมีสิทธิใช้ compute ใน data centre นี้ไหม? คนไทยนำข้อมูลที่ประมวลผลในนี้ไปพัฒนาธุรกิจตัวเองได้หรือไม่? และค่าธรรมเนียมที่คนไทยจ่ายในการค้าขายบนแพลตฟอร์มถูกลงหรือไม่?
ตัวเลขการลงทุนที่ดูยิ่งใหญ่ในข่าวก็ไม่ได้แปลว่าคนไทยได้ประโยชน์ตามไปด้วยโดยอัตโนมัติ เราแค่เป็นประเทศที่ให้พื้นที่ตั้งเซิร์ฟเวอร์ ไม่ใช่หุ้นส่วนที่ได้แบ่งผลประโยชน์จากมัน แล้วเราจะเรียก data centre แบบนี้ว่าสาธารณูปโภคของคนไทยได้ในแง่ไหน?
และไม่ใช่แค่ผลประโยชน์ทางตรงเท่านั้นที่ต้องตั้งคำถาม แม้แต่ตัวเลขผลประโยชน์ทางอ้อมที่ถูกนำมาโฆษณาตอนแถลงข่าวก็ต้องอ่านให้ทะลุเช่นกัน ทุกครั้งที่มีการเปิดตัวโครงการใหญ่ เราจะได้ยินตัวเลขจ้างงานหมื่นตำแหน่ง ดัน GDP หมื่นล้าน
แต่งานวิจัยของ ธปท. เองชี้ว่า โดยเฉลี่ยแล้วโครงสร้างเงินลงทุน data centre เป็นงานก่อสร้างเพียง 40% ส่วนอีก 60% คือเครื่องจักรซึ่งส่วนใหญ่นำเข้าจากต่างประเทศ ไม่ได้หมุนอยู่ในเศรษฐกิจไทยตามสัดส่วนเม็ดเงินทั้งก้อน และเมื่อเปิดดำเนินการจริง data centre โดยทั่วไปใช้ทีมงานถาวรเพียงหลักสิบคนต่อแห่งเท่านั้น ตัวเลขจ้างงานหมื่นตำแหน่งที่เห็นตอนแถลงข่าวส่วนใหญ่จึงเป็นงานก่อสร้างชั่วคราว ไม่ใช่งานถาวร คำถามคือ ตัวเลข EIA ที่บริษัทว่าจ้างทำเองแล้วใช้ประกอบการขอสิทธิ BOI นั้น มีใครตรวจสอบย้อนหลังหลังโครงการเปิดดำเนินการจริงหรือไม่ หรือปล่อยให้เป็นตัวเลขที่พูดครั้งเดียวตอนแถลงข่าวแล้วไม่มีใครติดตามอีกเลย
3. ต้นทุนทรัพยากรที่แท้จริง อีกเรื่องที่ผมคาใจไม่แพ้กันคือไฟฟ้าที่ใช้ เมื่อไม่นานมานี้ เราจะได้ยินว่าทุนต่างชาติที่ลงทุนใน data centre ต้องการ “ไฟฟ้าสะอาด” แต่กลไกที่รัฐเปิดให้ซื้อไฟสะอาดโดยตรง (Direct PPA) กำหนดโควตาไว้เพียง 2,000 เมกะวัตต์ ขณะที่ความต้องการไฟฟ้าใหม่จาก data centre ในพื้นที่ EEC เพียงแห่งเดียวพุ่งไปแล้วถึง 5,400 เมกะวัตต์ภายในเวลาแค่ 2 ปี ตัวเลขมันฟ้องตัวเองอยู่แล้วว่าโควตาไฟสะอาดไม่พอตั้งแต่ต้น ส่วนที่เหลือทั้งหมดจึงต้องพึ่งพากริดไฟฟ้าทั่วไปซึ่งเผาก๊าซธรรมชาติเป็นหลัก และคำอธิบายก็เปลี่ยนมาเป็นว่าไทยควรสนับสนุน data centre เพราะมีกำลังผลิตไฟฟ้าสำรองเหลือเฟือ
ขณะเดียวกัน แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) ที่จะกำหนดสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนให้ชัดเจนกว่านี้ ก็ถูกเลื่อนมาแล้ว 4 รัฐบาลติดต่อกันยังไม่จบสักที แล้วเราจะ net zero กันกี่โมง เราจะเปิดเสรีการลงทุนพลังงานหมุนเวียนกันเมื่อไร
และถ้าไฟฟ้าเป็นเรื่องใหญ่ น้ำก็ใหญ่ไม่แพ้กัน data centre ใน EEC ซื้อน้ำผ่านสัญญาโดยตรงกับบริษัทน้ำเอกชนแต่ละราย โดยไม่มีระบบจองน้ำกลางระดับภาครัฐที่จัดลำดับความสำคัญไว้ล่วงหน้า ผมอยากทราบว่าสัญญาซื้อน้ำแบบนี้ทำให้ data centre มีสิทธิ์ได้น้ำเหนือคนอื่นหรือไม่ สมมุติน้ำใน EEC เกิดขาดแคลนขึ้นมาจริง เขายังจะต้องได้น้ำก่อนเกษตรกรหรือประชาชนทั่วไปหรือไม่?
ผมไม่ได้บอกว่าไทยไม่ควรมี data centre หรือไม่ควรรับการลงทุนต่างชาติ ตรงกันข้าม เราต้องมี และต้องแข่งขันให้ได้ในเวทีนี้ แต่บอร์ดที่เพิ่งตั้งขึ้นวันนี้ต้องไม่ใช่แค่พิธีกรรม ต้องบังคับ EIA ให้ครบโดยไม่มีช่องให้เลี่ยงด้วยการสวมชื่อเป็นอย่างอื่น ต้องกำหนดให้ทุก EIA ถูกตรวจสอบย้อนหลังหลังโครงการเดินเครื่องจริง ไม่ใช่รับตัวเลขที่บริษัทเสนอมาตอนขออนุมัติแล้วจบ และที่สำคัญที่สุด ทุกดีลกับแพลตฟอร์มระดับโลกต้องแลกมาด้วยเงื่อนไขที่คนไทยและผู้ประกอบการไทยได้ประโยชน์กลับมาจริง