สถานทูตเนเธอร์แลนด์ ถ.วิทยุ ประวัติศาสตร์สำคัญของกรุงเทพฯ

สถานทูตเนเธอร์แลนด์ ถ.วิทยุ ประวัติศาสตร์สำคัญของกรุงเทพฯ

สถานทูตเนเธอร์แลนด์ ถ.วิทยุ ประวัติศาสตร์สำคัญของกรุงเทพฯ

วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สะเทือนเลื่อนลั่นไปทั้งวงการอสังหาริมทรัพย์ เมื่อสถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย ประกาศขายที่ดินอันเป็นที่ตั้งของ “สถานทูต” ซึ่งอยู่บน “ทำเลทอง” ของกรุงเทพมหานคร นั่นคือ ตั้งอยู่บนถนนวิทยุ-ซอยต้นสน เขตปทุมวัน บนพื้นที่กว้างขวางร่มรื่นด้วยแมกไม้เขียวขจี  ติดกับพื้นที่ของทำเนียบเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา

โดยสถานทูตเนเธอร์แลนด์ จะย้ายไปตั้งที่อาคารสำนักงานโครงการดุสิต เซ็นทรัลพาร์ค โดยมีกำหนดการย้ายในเดือนสิงหาคม 2569 ที่จะถึงนี้“วงการอนุรักษ์อาคารและสถาปัตยกรรม” ก็สั่นสะเทือนเช่นเดียวกัน

เว็บไซต์ คลังความรู้พิทักษ์มรดกสยาม ได้ขึ้นข้อความว่า “สถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์” เป็นรายการ “มรดกที่น่าห่วงใย” โดยระบุว่า“…สยามสมาคมฯ ได้รับการแจ้งรายการ ‘มรดกที่น่าห่วงใย’ (Heritage Alert) โดยผู้แทนของชุมชนชาวดัตช์ในประเทศไทย ที่แสดงความกังวลต่อข้อเสนอของรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ในการขายสถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย  

…ช่วยกันปกป้องสถานทูตเนเธอร์แลนด์ในกรุงเทพฯ หมุดหมายทางวัฒนธรรมและการทูตที่กำลังตกอยู่ในความเสี่ยง

…ชุมชนชาวดัตช์ในประเทศไทย และผู้คนอีกมากมายทั่วโลก ต่างแสดงความวิตกอย่างยิ่งต่อข้อเสนอของรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ที่จะขายสถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย

…สถานทูตแห่งนี้ ไม่ใช่เพียงอสังหาริมทรัพย์ แต่เป็นสมบัติล้ำค่าทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ที่ตั้งอยู่ใจกลางกรุงเทพมหานคร การขายพื้นที่แห่งนี้จะเป็นความสูญเสียที่ไม่อาจเรียกคืนได้ ไม่เพียงต่อประเทศไทยและเนเธอร์แลนด์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงประชาคมโลกด้วย เพราะเมื่อสูญเสียไปแล้ว จะไม่สามารถนำกลับคืนมาได้อีก 

…สถานทูตแห่งนี้ ไม่เพียงเป็นสถานที่ปฏิบัติงานด้านการทูต แต่ยังเป็นสัญลักษณ์แห่งความสัมพันธ์และมิตรภาพอันยาวนานกว่า 400 ปี ระหว่างสองประเทศ การดำรงอยู่ของสถานทูตแห่งนี้ ช่วยเสริมสร้าง soft power สนับสนุนการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม และอำนวยประโยชน์ต่อสาธารณะในหลากหลายรูปแบบ ทั้งที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้ เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลเนเธอร์แลนด์พิจารณาการตัดสินใจนี้อีกครั้ง และดำเนินการปกป้องสถานที่ซึ่งไม่สามารถทดแทนได้แห่งนี้”

อนึ่ง พึงทราบว่า อาคารสถานทูตเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินที่ประกาศขายผืนนี้ มีประวัติความเป็นมาที่ยาวนานมาก

ที่ดินและอาคารอันเป็นที่ตั้งของสถานทู๖เนเธอแลนด์ประจำประเทศไทยแห่งนี้  เคยเป็นบ้านของ นายแพทย์อัลฟองส์ ปัวซ์ (Dr. Alphonse Poix) แพทย์หลวงชาวฝรั่งเศสประจำพระองค์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ซึ่งเดินทางเข้ามาประเทศสยามราว ค.ศ.1897 และเพื่อเป็นการตอบแทนการทำงานรับใช้เบื้องพระยุคลบาทมาหลายปี พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานบรรดาศักดิ์แก่นายแพทย์ปัวซ์ เป็น “พระยาอัศวินอำนวยเวท” (Phya Asvin Amnueyvej)

นายแพทย์อัลฟองซ์ ปัวซ์ (Dr. Alphonse Poix) หรือที่คนไทยในสมัยรัชกาลที่ 5 – 6 รู้จักในนาม “หมอปัวซ์” เป็นแพทย์ชาวฝรั่งเศส ที่เดินทางเข้ามาประเทศสยามราว ค.ศ. 1897 (พ.ศ. 2440) ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเวลานั้น ในบางกอก มีการก่อสร้างโรงพยาบาลฝรั่งขึ้นแห่งหนึ่ง คือ โรงพยาบาลเซนต์หลุยส์  ต่อมาเมื่อโรงพยาบาลสร้างเสร็จเรียบร้อยใน ค.ศ. 1898 (พ.ศ.2441) คุณหมอปัวซ์ ได้รับหน้าที่เป็นแพทย์ประจำโรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ นับได้ว่าท่านเป็นแพทย์คนแรกของโรงพยาบาลแห่งนี้ อีกทั้งรับหน้าที่เป็นแพทย์ประจำสถานกงสุลฝรั่งเศสด้วย

ต่อมาคุณหมอปัวซ์ได้รับพระบรมราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้ทำหน้าที่เป็นแพทย์ประจำพระองค์ร่วมกับแพทย์ชาวต่างชาติอีกสองท่าน ท่านยังเป็นแพทย์ประจำราชสำนักเพื่อรักษาบรรดาเชื้อพระวงศ์ และรักษาบุคคลทั่วไป

ชื่อของคุณหมอปัวซ์ ปรากฏในบันทึกของ พระยาบุรุษรัตนราชพัลลภ (นพ ไกรฤกษ์) เรื่อง จดหมายเหตุพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระประชวรจนถึงสวรรคต ความว่า

“วันที่ 20 ตุลาคม เวลา 3 โมงเช้า คุณพนักงานออกมาบอกว่า สมเด็จพระบรมราชินีนาถ มีรับสั่งให้มหาดเล็ก ไปตามหมอเบอร์เกอร์ หมอไรเตอร์ และหมอปัวซ์ ให้รีบมาเฝ้าโดยเร็ว
สมเด็จพระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จออกมารับสั่ง แก่ข้าพเจ้า (พระยาบุรุษรัตนราชพัลลภ) ให้จัดอาหารเลี้ยงหมอ และจัดที่ให้หมออยู่ประจำ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป…
สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ พระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชการมาฟังพระอาการ มากด้วยกัน ตั้งแต่ 5 ทุ่มได้บรรทมหลับเป็นปรกติ พระเจ้าน้องยาเธอ กรมขุนสรรพสิทธิประสงค์ หมอฝรั่ง หมอไทย และมหาดเล็ก อยู่ประจำพรักพร้อมกันตลอดทุกเวลา…

วันเสาร์ ที่ 22 ตุลาคม เวลาเช้า สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนนครสวรรค์ฯ และหมอฝรั่ง 3 คน ขึ้นไปเฝ้าตรวจพระอาการ ข้าพเจ้าก็ขึ้นไปด้วยตามเคย เมื่อกลับลงมาเห็นกิริยาท่าทางของหมอ และเจ้านายไม่สู้ดี ได้ความว่า พระอาการหนักมาก พระบังคนเบาที่คาดว่าจะมีก็ไม่มี พิษของพระบังคนเบาซึม ไปตามเส้นพระโลหิตทั่วพระองค์ จึงทำให้เป็นพิษเซื่องซึมบรรทมหลับอยู่เสมอ หมอตั้งพระโอสถถวาย เร่งให้มีพระบังคนเบาแรงขึ้นทุกที…

พวกหมอฝรั่งประชุมกัน เขียนรายงานพระอาการยื่นต่อเจ้านาย เสนาบดีว่า พระอาการมาก เหลือกำลังของหมอ ที่จะถวายการรักษาแล้วสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนพิษณุโลกประชานาถ และพระบรมวงศานุวงศ์เสด็จมาแต่เช้า ได้ทอดพระเนตรรายงาน พระอาการที่หมอทำไว้ ทรงปรึกษาหารือเห็นพร้อมกันว่า ควรให้ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสายสนิทวงศ์ มาเฝ้าตรวจพระอาการดูด้วย…

พระอาการตั้งแต่เช้าไปจนเย็น ไม่มีพระบังคนหนัก และเบาเลย พระหฤทัยอ่อนลงมาก ยังบรรทมหลับเซื่องซึมอยู่เสมอเวลาย่ำค่ำสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนนครสวรรค์ฯ และหมอฝรั่งขึ้นไปเฝ้าตรวจพระอาการ ข้าพเจ้าได้ขึ้นไปด้วย และเห็นหายพระทัยดังยาวๆ และหายพระทัยทางพระโอษฐ์ พ่นแรงๆ จนเห็นพระมัสสุไหวได้แต่ไกล สังเกตดูพระเนตร ไม่จับใครเสียแล้ว ลืมพระเนตรคว้างอยู่อย่างนั้นเอง แต่พระกรรณยังได้ยิน

สมเด็จพระบรมราชินีนาถ กราบทูลว่า เสวยน้ำ ยังทรงพยักพระพักตร์รับได้ และกราบทูลว่าพระโอสถแก้พระศอแห้ง ของพระองค์เจ้าสายฯ ก็ยังรับสั่งว่า “ฮือ” แล้วยกพระหัตถ์ขวาและซ้ายที่สั่นขึ้นเช็ดน้ำพระเนตร คล้ายทรงพระกันแสง พระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระราชเทวี ซับเช็ดพระเนตรด้วยผ้าซับพระพักตร์ ชุบน้ำถวาย หมอฉีดพระโอสถถวาย ช่วยบำรุงพระหฤทัยให้แรงขึ้นตั้ง

แต่เวลานี้ต่อไป หมอฝรั่งนั่งประจำคอยจับพระชีพจร ตรวจพระอาการผลัดเปลี่ยนกัน ประจำอยู่ที่พระองค์ การหายพระทัยค่อยเบาลงๆ ทุกที พระอาการกระวนกระวายอย่างหนึ่งอย่างใด ไม่มีเลย คงบรรทมหลับอยู่เสมอ เจ้านายจะขึ้นไปเฝ้าอีกครั้ง ก็พอหมอรีบลงมาทูลว่า เสด็จสวรรคตเสียแล้วด้วยพระอาการสงบ เมื่อเวลา 2 ยาม 45 นาที”ชื่อของคุณหมอปัวซ์ยังถูกกล่าวถึงการถวายการรักษาเจ้านายอีกหลายพระองค์

ดังนั้น เพื่อเป็นการตอบแทนการทำงานรับใช้เบื้องพระยุคลบาทมาหลายปี ตั้งแต่ครั้งรัชสมัยของพระชนกนาถ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานบรรดาศักดิ์แด่นายแพทย์ปัวซ์ ขึ้นเป็น “พระยาอัศวินอำนวยเวท” และพระราชทานบ้านพักให้อยู่อาศัย ซึ่งก็คือ ที่ดินอันเป็นที่ตั้งของสถานทูตเนเธอแลนด์ที่ประกาศขาย รวมทั้งตัวอาคารบ้านพักเดิมด้วย

ประวัติศาสตร์ของพื้นที่ผืนนี้ เริ่มต้นเมื่อปี ค.ศ.1911 (พ.ศ.2454) ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ขณะนั้น ที่ดินแถบนี้ยังเป็นทุ่งนา เมื่อมีการพัฒนาพื้นที่เพื่อการพาณิชย์ รองรับการขยายตัวอย่างรวดเร็วของเมือง  ที่ดินแถบนี้จึงมีราคาสูงขึ้น ชาวนาเจ้าของที่ พากันขายที่ดินและย้ายออกไปอยู่นอกเมือง ต่อมา พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจ (พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5) ได้ซื้อที่ดินจำนวน 23 ไร่ ไว้จากชาวนาที่ย้ายออกไป

ปี ค.ศ.1914 (พ.ศ.2457) พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจ ขายที่ดินและบ้านให้แก่พระยาราชสาส์นโสภณ ซึ่งภายหลังพระยาราชสาส์นโสภณก็ขายต่อให้กับกรมพระคลังข้างที่ หรือสำนักงานทรัพย์สินฯ ในปัจจุบัน

ปี ค.ศ.1929 (พ.ศ.2472) พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ทรงชื่นชมต่อความจงรักภักดีและการอุทิศตนในหน้าที่ของพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช จึงพระราชทานที่ดินแปลงนี้ พร้อมตัวอาคารบ้านพักให้ 

ปี ค.ศ.1932 (พ.ศ.2475) พระองค์เจ้าบวรเดชขอพระบรมราชานุญาต พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ผ่านกรมพระคลังข้างที่ เพื่อขายที่ดินคืนให้กรมพระคลังข้างที่จำนวน 2 ไร่ เพราะประสงค์นำเงินมาปรับปรุงตัวบ้าน และได้เงินมา 15,000 บาท ถือเป็นการปรับปรุงบ้านครั้งแรกและครั้งเดียว 

ปีนั้นเอง เริ่มเกิดความขัดแย้งทางการเมืองภายในประเทศไทย และในวันที่ 11 ตุลาคม ค.ศ.1933 (พ.ศ.2476)  พระองค์เจ้าบวรเดช อดีตเสนาบดีกระทรวงกลาโหม ได้นำทัพของกลุ่มซึ่งเรียกตนเองว่า “คณะกู้บ้านกู้เมือง” หรือที่คนทั่วไปเรียกกันว่า “กบฏบวรเดช” พยายามยึดอำนาจจากรัฐบาลคณะราษฎร แต่ไม่สำเร็จ  ทำให้พระองค์เจ้าบวรเดชต้องลี้ภัยการเมืองไปอยู่ที่กัมพูชา และได้เปิดโรงงานทอผ้า ค้าขายถ่านที่นั่น

ระหว่างที่พระองค์เจ้าบวรเดชลี้ภัยนั้น บ้านหลังนี้ถูกปล่อยเช่าให้กับสมาคมนักเรียนเก่าอังกฤษเพื่อใช้เป็นสำนักงานและสโมสรช่วงปี ค.ศ.1936-1939 แต่ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง กองทัพญี่ปุ่นได้เข้ามาใช้ที่นี่เป็นสำนักงาน

เดือนตุลาคม ค.ศ.1946 (พ.ศ.2489) หลังสงครามสิ้นสุดลง ที่นี่ถูกปล่อยเช่าให้กับ Salesian บาทหลวงนิกายโรมันคาทอลิก เพื่อใช้เป็นสำนักงานและโบสถ์ส่วนตัว ส่วนอาคารไม้ชั้นเดียว 2 หลังที่ทหารญี่ปุ่นสร้างไว้ ได้ใช้เป็นศูนย์ฝึกอาชีพของเด็กกำพร้าและเด็กด้อยโอกาส ต่อมาจึงได้รับการพัฒนาเป็นโรงเรียนอาชีวศึกษาดอนบอสโก (Don Bosco Vocational School)

หลังจากที่รัฐบาลออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้นักโทษการเมืองทุกคดี ปี ค.ศ.1948 พระองค์เจ้าบวรเดชจึงเสด็จกลับประเทศไทยหลังลี้ภัยในเขมร 16 ปี และทรงตั้งโรงงานทอผ้าที่อำเภอหัวหิน ทอผ้าโขมพัสตร์ขึ้นจำหน่ายได้รับความนิยมโด่งดังระดับโลก

ปี ค.ศ.1949 ทรงขายบ้านพร้อมที่ดินผืนนี้ ให้แก่รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ด้วยราคา 1,850,000 บาท เพื่อใช้เป็นทำเนียบหรือที่พำนักของเอกอัครราชทูต และเป็นที่ทำการสถานทูตเนเธอร์แลนด์แห่งแรกในประเทศไทย ประวัติศาสตร์เหล่านี้ จึงเป็นเครื่องยืนยันคุณค่าของอาคารละที่ดินแปลงสำคัญ ที่กำลังจะถูกขาย และไม่อาจทราบได้ว่า ในภายภาคหน้าจะกลายเป็นอะไรต่อไป.

พระองค์เจ้าบวรเดช

พระองค์เจ้าบวรเดช

หมอปัวซ์ หรือ “พระยาอัศวินอำนวยเวท”

หมอปัวซ์ หรือ “พระยาอัศวินอำนวยเวท”

‘ใหม่ ดาวิกา’ เครียดหนัก วิกฤตน้ำมันกระทบการทำงาน ทำทุกคนเดือดร้อน

‘ใหม่ ดาวิกา’ เครียดหนัก วิกฤตน้ำมันกระทบการทำงาน ทำทุกคนเดือดร้อน

‘ใหม่ ดาวิกา’ เครียดหนัก วิกฤตน้ำมันกระทบการทำงาน ทำทุกคนเดือดร้อน

วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.08 น.

วิกฤตน้ำมันตอนนี้ทำเอา ใหม่ถึงกับกุมหัว ?

“โอ้โห้เครียดมากเลยกลัวเดินทางไปกองถ่ายไม่ได้ เพราะว่าตอนนี้ถ่ายเรื่องคุณยายวรนาถอยู่ ดูข่าวไปแล้วก็รู้สึกว่ามันจะถึงวันที่เรานัดกองแล้วเราไม่มีน้ำมันไป นั่งรถไปกองยังไง ? เราก็คงต้องมานัดเจอกันแล้วนั่งรถตู้กองไปไหม ? หรืออะไร”

ที่บ้านเป็นไงบ้าง ?

“ที่บ้านทุกคนก็ติดตามข่าว อย่าให้มันกระทบเลย เศรษฐกิจของใช้มันแพงขึ้นเรื่อยๆ ถ้าใครเตรียมตัวได้ช่วงนี้ก็ดูไว้ อาหารซื้อเก็บไว้ก็ดี ข้าวสารอาหารแห้ง เพราะว่าเราไม่รู้ว่าอนาคตอะไรจะเกิดขึ้น”

รับมือยังไงบ้าง มีแผนสำรองในการใช้ชีวิตช่วงนี้ยังไง

“ช่วงนี้ของใหม่จะประหยัดมากๆ ค่ะ ซื้อเฉพาะของที่จำเป็น ก็เริ่มแบบรู้แล้วว่าเราจะใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพยังไง จะไม่ใช้แบบฟุ่มเฟือย ถ้าเรามีเท่าไหร่เราก็ใช้แค่นั้น แล้วก็ตั้งใจทำงาน”

ไม่คิดว่าจะต้องมาเจอแบบนี้

“เราโตมาในยุคนี้ เราไม่เคยคิดว่าเราจะอยู่ในยุคสงคราม เด็กเกิดมายุคนี้ก็คือเด็กเกิดยุคสงครามก็สงสารน้องๆ เหมือนกัน เพราะว่ากำลังจะสนุกสนานกับชีวิตเลย กำลังจะได้ใช้ชีวิต กำลังจะได้เฮฮาดูคอนเสิร์ต กลายมาว่าต้องอยู่กับอะไรแบบนี้  แต่เราต้องสู้กันไปนะทุกคน ใหม่รู้แหละทุกอย่างมันบั่นทอนจิตใจไปเรื่อยๆ แต่ว่าชีวิตเราก็ต้องเดินหน้า

อย่างเรื่องน้ำมันเราตั้งรับยังไงตอนนี้

“ใหม่ไม่ได้มีกักตุนนะคะ แล้วใหม่ก็จะขายของ ใช้รถไฟฟ้าค่ะ ขายของก็ขายจริงจังค่ะ การใช้รถไฟฟ้าก็ตอบโจทย์จริงๆ นะ”

เห็นข่าวที่ประชาชนต้องไปนอนต่อคิวเติมน้ำมัน

“ใหม่ดูข่าวใหม่ก็รู้สึกว่าเขาต้องรอกันขนาดนั้นเลยเหรอ ก็แสดงความเป็นห่วงเป็นใยไปถึงทุกท่านด้วย”

เลิกยืมจมูกคนอื่นหายใจ! ทวี แนะดึงภาษีสรรพสามิต หนุนกองทุนน้ำมัน

เลิกยืมจมูกคนอื่นหายใจ! ทวี แนะดึงภาษีสรรพสามิต หนุนกองทุนน้ำมัน

เลิกยืมจมูกคนอื่นหายใจ! ทวี แนะดึงภาษีสรรพสามิต หนุนกองทุนน้ำมัน

วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.09 น.

เลิกยืมจมูกคนอื่นหายใจ! ‘ทวี’ แนะดึง ‘ภาษีสรรพสามิต’ มาหนุน ‘กองทุนน้ำมัน’ สร้างความมั่นคงทางพลังงานด้วยการใช้ ‘ปาล์ม’ แทนน้ำมันใต้ดิน 

วันที่ 25 มีนาคม 2569 เมื่อเวลา 11.40 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาญัตติด่วนด้วยวาจาถึงแนวทางรับมือวิกฤติตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย จำนวน6ญัตติ จาก6พรรคการเมือง

โดยพ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ อภิปรายว่า เรื่องน้ำมันระยะแรก ตนเสนอให้นำภาษีสรรพสามิต มาช่วยอุดหนุนกองทุนน้ำมัน เพราะรัฐถูกมองว่าทุจริต เมื่อเก็บภาษีไปประชาชนไม่ไว้วางใจ และกลัวว่าจะกระจุกตัว และการเอาค่าใช้จ่ายทิพย์หรือการอ้างอิงราคาน้ำมันจากประเทศสิงคโปร์ โดยรมว. พลังงานพูดว่า ให้เอาภาษีลาภลอยมาใช้ ซึ่งควรเข้ามาช่วยอุดหนุนราคาน้ำมัน  นอกจากนี้เราต้องคำนึงถึงความมั่นคงด้านพลังงาน ที่ผ่านมายืมแต่จมูกคนอื่นหายใจ วันนี้ต้องสร้างความมั่นคงทางพลังงานโดยใช้ปาล์ม แทนน้ำมันใต้ดิน คือการใช้ปาล์ม และกรรมาธิการได้ศึกษา B100 มี11 ล้านลิตร แต่นำไปผสมแค่ 3 ล้านลิตร ซึ่งตนเชื่อว่าหากเราสามารถสร้างความมั่นคงทางอาหารทางเกษตร เงินก้อนนี้ไม่วิ่งไปต่างประเทศแต่จะกลับมาวิ่งในประเทศ ดังนั้นควรมีวิสัยทัศน์ในอนาคต ที่จะใช้ในส่วนนี้ 

พ.ต.อ.ทวี กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องไฟฟ้า ที่ทราบตอนนี้เราผลิต 30% ส่วนอีก 70% ไปจ้างเอกชน ทั้งที่เราต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต่ำมาก และยังมีการใช้พลังงานน้ำด้วย วันนี้ต้องกล้าหาญที่จะนำกฎหมายมายึดคืนการผลิตจากเอกชนหากครบกำหนด นอกจากนี้ยังพบว่าคณะกรรมการพลังงานแห่งชาติ ได้นำไฟฟ้าจากโรงแก๊ส ไปใช้กับการผลิตเคมีภัณฑ์ แทนที่จะนำมาใช้กับครัวเรือนเรือน ซึ่งทำให้ผู้ผลิตที่มีศักยภาพมาแย่งทรัพยากรของประชาชน ตนจึงขอให้คณะกรรมการจัดการประชุมใหม่ และกลับไปใช้รูปแบบเดิม หากนำต้นทุนเชื้อเพลิงที่นำมาจากโรงงานแก๊สที่อยู่ในอ่าวไทยมาผลิตไฟฟ้าให้ใช้ในครัวเรือนราคาค่าไฟจะลดลงอีก 50 สตางค์ และค่าไฟก็จะไม่เกิน 3 บาท และอีกประการคือเรื่องปุ๋ย ประเทศไทยเราโชคร้าย เพราะเกษตรกรกว่า 70% ต้องใช้ปุ๋ยเคมี ซึ่งปีนึงใช้ประมาณ 6 ล้าน ตัน ส่วนใหญ่นำเข้าจากภูมิภาคตะวันออกกลาง วันนี้ถึงเวลาแล้วที่อาจต้องมาศึกษา ทบทวน แห่งชาตินำมาใช้แก้ไขปัญหานี้ ซึ่งหากนำมาใช้เราจะเป็นมหาอำนาจทางเกษตร นอกจากนี้การสำรวจของสำนักงานสถิติ ประชาชนอยากให้ปรับโครงสร้างเรื่องหนี้ จึงฝากไปถึงแบงค์ชาติและกระทรวงการคลัง หลายคนมองว่าอยู่กับประชาธิปไตย แต่กฎหมายแพ่งกำหนดคิดดอกเบี้ยไม่เกินร้อยละ 15 แต่กลับไปยอมรับประกาศปฏิวัติอนุญาตให้สถาบันการเงินคิดดอกเบี้ย ได้ถึงร้อยละ 25-28% ซึ่งมองว่าเป็นการขูดรีด และต้องมีการช่วยฟื้นฟูลูกหนี้ ซึ่งตนอยากให้รัฐบาลใหม่เข้ามาศึกษา เพื่อแก้ไขความทุกข์ของพี่น้องประชาชน

กล้าธรรม ขยี้ปมวิกฤตน้ำมัน แฉของไม่ขาดแต่หายกลางทาง ส่อเอื้อกลุ่มทุนโกยกำไร

กล้าธรรม ขยี้ปมวิกฤตน้ำมัน แฉของไม่ขาดแต่หายกลางทาง ส่อเอื้อกลุ่มทุนโกยกำไร

กล้าธรรม ขยี้ปมวิกฤตน้ำมัน แฉของไม่ขาดแต่หายกลางทาง ส่อเอื้อกลุ่มทุนโกยกำไร

วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.50 น.

กล้าธรรม ซัดวิกฤตน้ำมันลามหนักทั่วประเทศ แฉน้ำมันไม่ขาดแต่หายกลางทาง ส่อเอื้อกลุ่มทุนโกยกำไร ทำเกษตรกรอ่วมต้นทุนพุ่ง จี้นายกฯ แก้ ระวัง ‘รวยไม่ไหวแล้ว’ จะกลายเป็น ‘อดตายกันหมดแล้ว’

เมื่อวันที่ 25 มี.ค.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีนายโสภณ ซารัมย์ ทำหน้าที่ประธานการประชุม ได้พิจารณาญัตติด่วนที่พรรคการเมืองรวม 6 พรรคเสนอ เพื่อให้สภาฯ พิจารณาถึงปัญหาวิกฤติพลังงานและผลกระทบต่อประชาชน โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างเผ็ดร้อน สส.หลายพรรคสะท้อนเสียงเดือดร้อนจากพื้นที่ โดยเฉพาะพรรคกล้าธรรมที่ลุกขึ้นอภิปรายอย่างดุดัน

นายสัญญา นิลสุพรรณ สส.นครสวรรค์ พรรคกล้าธรรม เสนอญัตติด่วนด้วยวาจา โดยระบุว่า วิกฤตน้ำมันไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น แต่เริ่มส่งสัญญาณมาตั้งแต่ต้นเดือน มีประชาชนในพื้นที่เข้ามาร้องเรียนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่เกษตรกรรม เช่น อำเภอชุมแสง บรรพตพิสัย และตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งกำลังเข้าสู่ช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิต แต่กลับต้องเผชิญปัญหาน้ำมันขาดแคลน

นายสัญญา กล่าวว่า น้ำมันไม่ได้ขาด แต่หายไปจากระบบ จากข้อมูลในพื้นที่ พบว่าน้ำมันไม่ถึงสถานีบริการจริง ทั้งที่รัฐบาลยืนยันว่ามีน้ำมันสำรองเพียงพอ สะท้อนความผิดปกติในกระบวนการกระจายสินค้า พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า อาจมีบุคคลบางกลุ่มในระบบที่สับรางทำให้น้ำมันไหลไปอีกช่องทางหนึ่ง

“มีคนเสนอขายน้ำมันนอกระบบให้ผมในราคาลิตรละ 40-42 บาท ถามว่ามันมาจากไหน ถ้าไม่ใช่จากระบบเดียวกัน นี่คือสิ่งที่น่ากังวล และไม่ใช่คนนอกแน่นอน” นายสัญญา ระบุ

นอกจากนี้ วิกฤตที่เกิดขึ้นยังสะท้อนปัญหาที่ซ้ำเติมเกษตรกรอย่างหนัก โดยเฉพาะกรณีรถเกี่ยวข้าวที่ไม่สามารถซื้อน้ำมันในปริมาณมากได้ ทำให้โยนภาระให้เกษตรกรต้องไปจัดหาน้ำมันเอง ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตพุ่งสูงทันที หากต้องซื้อน้ำมันในราคาตลาดมืดถึงลิตรละ 40 บาทขึ้นไป 

“เงินหลักพันหลักหมื่นมีผลกับชีวิตเกษตรกรอย่างมาก วันนี้เขาแทบจะไปต่อไม่ไหวแล้ว ผมขอเรียกร้องให้รัฐบาลตั้งศูนย์ข้อมูลแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) เพื่อรวมข้อมูลทุกหน่วยงาน และติดตามเส้นทางน้ำมันอย่างโปร่งใส” นายสัญญา กล่าว

ด้านนายภาคภูมิ บูลย์ประมุข สส.ตาก พรรคกล้าธรรม อภิปรายเสริมว่า วิกฤตน้ำมันในพื้นที่ชายแดน โดยเฉพาะจังหวัดตาก รุนแรงอย่างมาก ประชาชนต้องต่อคิวยาวหลายกิโลเมตรเพื่อรอซื้อน้ำมัน บางแห่งต้องถือแกลลอนรอเป็นเวลาหลายชั่วโมง ผมกลับบ้านไปแค่สัปดาห์เดียว ประเทศเหมือนเปลี่ยนไปแล้ว ต่อคิวยาว 2-3 กิโลเมตร คนหิ้วถังน้ำมันกันเต็มถนน

นายภาคภูมิ กล่าวต่อว่า ปัญหาในพื้นที่ชายแดนมีความซับซ้อนมากขึ้น เนื่องจากมีการลักลอบนำน้ำมันข้ามไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งในรูปแบบถูกและผิดกฎหมาย ทำให้ปริมาณน้ำมันในประเทศยิ่งตึงตัว นอกจากนี้ ยังสะท้อนความเดือดร้อนของกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง ซึ่งขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐาน ไม่มีสถานีบริการน้ำมันในพื้นที่ ต้องลงจากดอยเพื่อมาซื้อและขนกลับไปกักตุน ส่งผลให้เสียเวลาและเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายอย่างมาก

นายภาคภูมิ ยังตั้งคำถามถึงนโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะแนวคิดการปล่อยลอยตัวราคาน้ำมัน ซึ่งอาจทำให้ราคาพุ่งสูงถึงลิตรละ 50 บาท และจะกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังต้นทุนการผลิต ทั้งปุ๋ย ยา และสินค้าเกษตร วันนี้ถ้ารัฐยังแก้ไม่ตรงจุด วิกฤตจะกลับมาอีกแน่นอน และอาจรุนแรงกว่าเดิม ความเดือดร้อนของประชาชนกำลังสะสม และอาจกลายเป็นแรงกดดันทางการเมืองในอนาคต

ทั้งนี้ นายภาคภูมิ กล่าวย้ำว่า วิกฤตครั้งนี้ไม่ใช่เพียงปัญหาการขาดแคลนน้ำมัน แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เกี่ยวข้องกับระบบบริหารจัดการ การบังคับใช้กฎหมาย และพฤติกรรมแสวงหากำไรของบางกลุ่มในอุตสาหกรรมพลังงาน พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งตรวจสอบและแก้ไขอย่างจริงจัง ก่อนที่สถานการณ์จะลุกลามจนควบคุมไม่ได้

“ท่านนายกฯ ต้องรีบแก้วิกฤตนี้ให้จบ ถ้าไม่จบมันก็จะเป็นปัญหาในอนาคตอีกต่อไป นายกฯ เคยพูดว่า พอแล้วพอแล้ว รวยไม่ไหวแล้ว วันนี้ก็กลัวท่านจะเสียคำพูด ผมกลัวชาวบ้านจะบอกว่า พอแล้ว พอแล้ว จะอดตายกันหมดแล้ว”

ควักจ่ายหน่อยอร่อยแน่! ศูนย์อาหารรัฐสภา คึกคัก บรรดา สส. ตบเท้าซื้ออาหาร มื้อกลางวัน เอง

ควักจ่ายหน่อยอร่อยแน่! ศูนย์อาหารรัฐสภา คึกคัก บรรดา สส. ตบเท้าซื้ออาหาร มื้อกลางวัน เอง

ควักจ่ายหน่อยอร่อยแน่! ศูนย์อาหารรัฐสภา คึกคัก บรรดา สส. ตบเท้าซื้ออาหาร มื้อกลางวัน เอง

วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.44 น.

ควักจ่ายหน่อยอร่อยแน่! ศูนย์อาหารรัฐสภาคึกคัก ‘บรรดาผู้แทนฯ’ ตบเท้าช่วยตัวเองอิ่มอร่อยในมื้อกลางวันวันประชุมสภาฯ 

25มี.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหนังสือสอบถามไปยังแต่ละพรรคการเมือง จากกรณีมีสมาชิกอภิปรายในที่ประชุมสภาฯ สัปดาห์ที่แล้ว เกี่ยวกับการจัดเลี้ยงอาหารสส. ในวันประชุมสภาฯ และพรรคภูมิใจไทย มีมติจากที่ประชุมพรรคฯวานนี้(24มี.ค.) นำร่องให้สส.ดูแลตัวเองเรื่องอาหารในวันประชุมสภาฯ ส่งผลให้บรรยากาศในวันนี้(25มี.ค.) ที่บริเวณศูนย์อาหารกินนี่ฟู้ด ชั้นB2 อาคารรัฐสภา เป็นไปอย่างคึกคัก ในวันประชุมสภาฯที่กำลังมีการพิจารณาญัตติด่วนเกี่ยวกับวิกฤตพลังงาน-น้ำมัน โดยในช่วงเวลาอาหารกลางวัน บรรดาสส. ซึ่งส่วนใหญ่ เป็นสส.จากพรรคภูมิใจไทย ทยอยลงไปรับประทานอาหารกลางวันด้วยการช่วยเหลือตัวเอง โดยไม่ต้องพึ่งกาาจัดเลี้ยงอาหารสส. ที่ทางสภาฯจัดไว้ให้ อย่างต่อเนื่อง อาทิ นายยศวัฒน์ มาไพศาลสิน สส.กาญจนบุรี นายชานนท์ ไทยเศรษฐ์ สส.นครสวรรค์ เป็นต้น 

นอกจากนี้ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี ในฐานะผู้อภิปรายเปิดประเด็นเรื่องการตัดลดงบฯอาหารสส.ในที่ประชุมสภาฯ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็ลงมารับประทานอาหารกลางวันเช่นกัน ไม่เว้นแม้แต่กระทั่งนายโสภณ ประธานสภาฯ ลงมารับประทานข้าวกระเพราถาด พร้อมออกปากชมว่าร้านอาหารในศูนย์อาหารฯรสชาติอร่อย ถ้ามาลองแล้วจะติดใจ

น้ำมันหายไปไหน? ศิริโชค แฉยับวงจร อสูรกายพลังงาน สูบเลือดคนไทย

น้ำมันหายไปไหน? ศิริโชค แฉยับวงจร อสูรกายพลังงาน สูบเลือดคนไทย

น้ำมันหายไปไหน? ศิริโชค แฉยับวงจร อสูรกายพลังงาน สูบเลือดคนไทย

วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.43 น.

25 มีนาคม 2569 นายศิริโชค โสภา อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์ข้อความระบุว่า แฉวงจร “อสูรกายพลังงาน”: เมื่อหนี้กองทุนฯ คือละครตบตา แต่กำไรหมื่นล้านคือของจริง!

ในวันที่คนไทยต้องวนรถหาปั๊มน้ำมัน และเจ้าของปั๊มอิสระต้องติดป้าย “น้ำมันหมด” คำถามที่สังคมต้องจี้เอาคำตอบคือ “น้ำมันหายไปไหน?” ในเมื่อโรงกลั่นยังพ่นควันผลิตปกติ 24 ชั่วโมง แต่กองทุนน้ำมันฯ กลับประกาศติดลบจนดูเหมือนจะล้มละลาย

บทความนี้จะลอกคราบวาทกรรมที่พยายามแยก “โรงกลั่น” ออกจาก “คลัง” เพื่อชี้ให้เห็นว่าแท้จริงแล้ว… พวกเขากินรวบเบ็ดเสร็จในกระเป๋าเดียว!

1. มายาภาพ “โรงกลั่นกักไม่ได้” (The Technical Lie)

เรามักได้ยินคำอ้างว่า “โรงกลั่นกักน้ำมันไม่ได้เพราะถังจะล้น” แต่นี่คือความจริงแค่ครึ่งเดียว

* ความจริงคือ: โรงกลั่นอาจกักหน้าโรงงานไม่ได้นาน แต่เขาสามารถ “โอนย้ายสต็อก” ไปพักไว้ที่ “คลังน้ำมันภูมิภาค” ทั่วประเทศได้

* ในระบบบัญชี น้ำมันออกจากโรงกลั่นแล้ว (โรงกลั่นรอดตัวจากข้อหากักตุน) แต่น้ำมันไป “จุก” อยู่ที่คลังด่านหน้าซึ่งเป็นเจ้าของเดียวกัน เพื่อรอจังหวะราคาหรือบีบโควต้าปั๊มรายย่อยที่ไร้อำนาจต่อรอง

2. กลโกง “ตั๋ว 2 ใบ”: ตุนน้ำมันถูก บีบขายน้ำมันแพง

ทำไมปั๊มแบรนด์ใหญ่มีน้ำมันขายปกติ แต่ปั๊มอิสระกลับ “แห้งตาย”? คำตอบอยู่ในระบบ “ราคาลักไก่”:

* ตั๋วใบแรก (ราคาอุดหนุน ~30 บาท): คลังจะอ้างว่า “โควต้าเต็ม” หรือ “รัฐค้างจ่ายเงินชดเชย” เพื่อชะลอการปล่อยน้ำมันราคาถูก ลดความเสี่ยงหนี้สูญของตัวเอง

* ตั๋วใบที่สอง (ราคาตลาดโลก ~38-45 บาท): คลังมีของไม่อั้น! ใครอยากได้ด่วนต้องจ่ายราคาเต็ม กำไรส่วนต่างไหลเข้ากระเป๋าคลังทันที ไม่ต้องง้อเงินจากกองทุนที่เบิกจ่ายล่าช้า

* ผลลัพธ์: นี่คือการบีบให้ปั๊มรายย่อยตายไปจากตลาด เพื่อให้คนแห่ไปเติมปั๊มเครือข่ายเจ้าใหญ่เท่านั้น

3. งบดุลลวงตา: “ยืมเงินคนใช้รถ ไปพยุงถังแก๊ส”

ฐานะกองทุนน้ำมันฯ ณ 15 มี.ค. 2569 ที่ติดลบสุทธิ 12,605 ล้านบาท ซ่อนความจริงที่เจ็บปวดไว้:

* บัญชีน้ำมันเป็นบวก (+25,016 ล้าน): แต่คนไทยไม่ได้ใช้น้ำมันถูกลง เพราะเงินก้อนนี้ถูก “ยืม” ไปเติมให้ บัญชี LPG ที่ติดลบเรื้อรัง (-37,621 ล้าน) * กลไกโอนลอย: มีการโอนเงินระหว่างบัญชี (Intra-fund Transfer) ถึง 32,470 ล้านบาท เพื่อให้บัญชี LPG ยัง “หายใจต่อ” ได้และไม่ต้องขึ้นราคาแก๊สหุงต้มจนกระทบเก้าอี้รัฐบาล

* สรุป: รัฐบาลรีดเงินจากหัวจ่ายน้ำมัน (สินทรัพย์) ไปใช้หนี้ให้กลุ่มทุนผลิต LPG โดยที่หนี้รวม (หนี้สิน) ยังพุ่งสูงถึง 74,886 ล้านบาท

4. ทางตัน มาตรา 169: รัฐบาลอัมพาต ประชาชนรับกรรม

ทำไมรัฐบาลไม่กู้เงินมาช่วยเพิ่ม? คำตอบคือ “กับดักกฎหมาย”:

* รัฐบาลรักษาการมือมัด: ภายใต้รัฐธรรมนูญ มาตรา 169 รัฐบาลรักษาการไม่สามารถก่อหนี้ผูกพันใหม่หรืออก พ.ร.ก. กู้เงินมาค้ำประกันหนี้เพิ่มได้ (เกินกรอบ 2-3 หมื่นล้านที่กู้เองได้)

* สุญญากาศที่กลุ่มทุนชอบ: เมื่อรัฐกู้เงินมาอุ้มไม่ได้ กลุ่มทุนจึงอ้าง “ความเสี่ยง” เพื่อกักน้ำมันโควต้าถูกและบังคับขายราคาตลาดโลกทันที ประชาชนจึงต้องกลายเป็น “คนจ่ายรอบวง” ทั้งค่าน้ำมันที่แพงขึ้นและดอกเบี้ยจากหนี้เก่าที่ค้างคา

5. กำไรบนหยาดเหงื่อ: Stock Gain และค่าการกลั่น New High

ในขณะที่กองทุนฯ ติดลบและแบกหนี้ธนาคารเดินดอกเบี้ยรายวัน แต่กลุ่มทุนพลังงานกลับรายงานกำไรพุ่ง:

* Stock Gain: ยิ่งกักน้ำมันในคลังไว้นานในช่วงราคาขาขึ้น มูลค่าสต็อกยิ่งพุ่งจนกลายเป็นกำไรนับพันล้าน

* ค่าการกลั่น (GRM): ในช่วงวิกฤตพุ่งแตะระดับ 6 บาท/ลิตร สวนทางกับกระเป๋าตังค์ประชาชนที่ฉีกขาด

* หนี้สาธารณะ: หนี้ที่รัฐกู้มาจ่ายกลุ่มทุน สุดท้ายจะถูกโอนกลับมาเป็นหนี้ของประชาชนที่ต้องใช้คืนผ่านภาษีไปอีกนานเท่านาน

บทสรุป: ใครคืออสูรกายตัวจริง?

อย่าหลงเชื่อคำลวงที่พยายามแยกส่วนประกอบของระบบพลังงาน เพราะในโครงสร้างไทย โรงกลั่น-คลัง-ปั๊ม คืออวัยวะในร่างเดียวกัน การที่น้ำมันไม่ถึงมือประชาชนในราคาอุดหนุน ไม่ใช่เพราะน้ำมันขาดตลาด แต่เป็นเพราะ “การกักตุนเชิงโครงสร้าง” เพื่อเปลี่ยนวิกฤตให้กลายเป็นกำไรสูงสุดของกลุ่มทุน โดยมีกฎหมายมาตรา 169 และงบดุลลวงตาเป็นเกราะกำบัง

“รัฐบาลเป็นหนี้กลุ่มทุน กลุ่มทุนกักน้ำมันบีบรัฐบาลที่ไร้อำนาจกู้เงิน… แต่สุดท้ายคนที่ต้องจ่ายหนี้และค่าน้ำมันแพงทุกลิตร คือประชาชนคนไทยทุกคน!”

ลุงป้อม รีวิวปิ้งย่าง-ชาบู ยันเนื้อวากิวพรีเมียม แต่ราคาจับต้องได้

ลุงป้อม รีวิวปิ้งย่าง-ชาบู ยันเนื้อวากิวพรีเมียม แต่ราคาจับต้องได้

ลุงป้อม รีวิวปิ้งย่าง-ชาบู ยันเนื้อวากิวพรีเมียม แต่ราคาจับต้องได้

วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.33 น.

“บิ๊กป้อมชวนชิม”แนะทาน”เนื้อวากิว”ระดับพรีเมียม ให้ความรู้สึกอบอุ่นเหมือนทานข้าวที่บ้าน เหมาะทานเป็นกลุ่ม-ครอบครัว สุดคุ้ม! ปิ้งย่าง-ชาบู ที่เดียวกัน

25 มีนาคม 2569 เมื่อเวลา 11.45 น.ที่ผ่านมา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ประธานที่ปรึกษาพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ใช้เวลาว่างช่วงสั้นๆ สวมบทอินฟลูเอนเซอร์ เดินทางไปรับประทานอาหารที่ร้าน aQ Yakiniku & Shabu สาขา The Garden (5 แยกคลองเตย) เป็นร้านบุฟเฟต์ปิ้งย่างสไตล์ญี่ปุ่นและชาบู มีชื่อเสียงในเรื่องคุณภาพเนื้อวากิวระดับพรีเมียม และความคุ้มค่า ให้บริการทั้งปิ้งย่าง และชาบู ในที่เดียวกัน โดยบรรยากาศร้านตกแต่งสไตล์ร่วมสมัย ให้ความรู้สึกอบอุ่นเหมือนทานข้าวที่บ้าน เหมาะสำหรับการมาทานเป็นกลุ่ม ครอบครัว มีราคาที่ประชาชนสามารถจับต้องได้

พล.อ.ประวิตร ยืนยัน “เนื้อวากิว เนื้อริบอาย หรือจะเป็นแซลมอนซาซิมิ” ร้านนี้มีรสชาติอร่อย ใช้วัตถุดิบคุณภาพดี รับรองไม่ผิดหวังหากมีโอกาสได้มาทาน โดยเฉพาะคนที่ชื่นชอบการรับประทานเนื้อระดับพรีเมียม ทั้ง วากิว , วากิวฮารามิ , เนื้อริบอาย หรือแซลมอนซาซิมิ-ซูชิ ย้ำว่าเป็นราคาที่ประชาชนสามารถจับต้องได้ เหมาะในช่วงภาวะแบบนี้ ที่เศรษฐกิจโลกและประเทศไทยประสบปัญหาวิกฤตราคาพลังงานแพง

“ส่วนตัวรู้สึกภูมิใจที่ได้มีส่วนช่วยแนะนำประชาชนได้มารับประทานอาหารดีๆ ราคาไม่แพง ทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งที่สามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้พี่น้องประชาชนอีกทางหนึ่งด้วย” พล.อ.ประวิตร กล่าว

–  006

นายกฯ ถกวิกฤตพลังงาน-หามาตรการช่วยปชช. เอกนิติ เผยเตรียมทุกอย่างไว้พร้อมแล้ว

นายกฯ ถกวิกฤตพลังงาน-หามาตรการช่วยปชช. เอกนิติ เผยเตรียมทุกอย่างไว้พร้อมแล้ว

นายกฯ ถกวิกฤตพลังงาน-หามาตรการช่วยปชช. เอกนิติ เผยเตรียมทุกอย่างไว้พร้อมแล้ว

วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.26 น.

นายกฯ ถกวิกฤตพลังงาน-หามาตรการช่วยเหลือประชาชน เอกนัฏ โผล่ร่วมวง ด้าน เอกนิติ เผยเตรียมทุกอย่างไว้พร้อมแล้ว รอรัฐบาลใหม่

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 25 มี.ค.2569 ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เรียกหารือรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหารือแก้วิกฤตพลังงาน โดยมีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม ในฐานะผอ.ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง  นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ซึ่งมีชื่อจะมาเป็นรมว.พลังงาน ในรัฐบาลชุดใหม่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ เมื่อเวลา 13.48 น. นายเอกนิติ ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าหารือกับนายกฯ ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ว่า วันนี้คงจะมีการหารือเรื่องน้ำมัน รวมถึงมาตรการช่วยเหลือประชาชน

ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้ประชาชนมีความกังวลว่ามาตรการช่วยเหลือจะออกมาเมื่อไหร่ นายเอกนิติ กล่าวว่า ขณะนี้เตรียมพร้อมไว้ทุกอย่างแล้ว เมื่อมีรัฐบาลใหม่แล้ว จะมีมาตรการช่วยเหลือ หากวันนี้ได้ข้อมูลอะไรจะแถลงให้ทราบ และจะมานำเสนอมาตรการช่วยเหลือลดค่าครองชีพ เพราะตอนนี้วิกฤตตลาดน้ำมันโลกผันผวนมาก  

จาตุรนต์ ชง 4 ทางออกวิกฤตพลังงาน หวั่น ลามกระทบ เศรษฐกิจ

จาตุรนต์ ชง 4 ทางออกวิกฤตพลังงาน หวั่น ลามกระทบ เศรษฐกิจ

จาตุรนต์ ชง 4 ทางออกวิกฤตพลังงาน หวั่น ลามกระทบ เศรษฐกิจ

วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.21 น.

‘จาตุรนต์’ ชง 4 ทางออกวิกฤตพลังงาน หวั่น ลามกระทบ ‘เศรษฐกิจ’ แนะรัฐแก้ทั้งเฉพาะหน้า-วางแผนระยะยาว อย่าปล่อยปชช.แบกภาระลำพัง

วันที่ 25 มีนาคม 2569 เมื่อเวลา 11.20 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาญัตติด่วนด้วยวาจาถึงแนวทางรับมือวิกฤติตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย จำนวน6ญัตติ จาก6พรรคการเมือง  โดยนายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า วันนี้สิ่งที่ประชาชนรับรู้คือ ปัญหาน้ำมันไม่ได้เป็นแค่ข่าวต่างประเทศอีกต่อไป แต่เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวันของคนไทย ซึ่งตนเพิ่งลงพื้นที่ไปพบพี่น้องเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งที่จ.ฉะเชิงเทรา และได้รับฟังตรงกันว่า ปั๊มน้ำมันดีเซลที่อยู่ใกล้บ่อกุ้งที่สุดไม่มีน้ำมันมาแล้ว 10 วัน นี่คือความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นกับคนทำมาหากินจริง ทั้งที่ในภาพรวม อธิบดีกรมธุรกิจพลังงานยืนยันว่าประเทศไทยยังมีน้ำมันสำรองเพียงพอ 103 วัน และโรงกลั่นยังมีกำลังผลิตน้ำมันดีเซลหมุนเร็วได้ราว 79.9 ล้านลิตรต่อวัน สะท้อนชัดว่า ปัญหาที่ประชาชนเผชิญอยู่ไม่ใช่แค่เรื่องปริมาณน้ำมันรวมของประเทศ แต่เป็นปัญหาการกระจาย การบริหารจัดการ และความเชื่อมั่นในระบบด้วย ดังนั้น วิกฤตเฉพาะหน้าที่รัฐบาลต้องตอบให้ได้ในเวลานี้คือ เหตุใดประชาชนจึงหาปั๊มเติมน้ำมันไม่ได้ รัฐบาลจะแก้ปัญหานี้อย่างไรให้ประชาชนมั่นใจว่า น้ำมันจะไม่ขาดช่วง การกระจายจะไม่สะดุด และจะไม่เกิดการกักตุนหรือเก็งกำไรจนคนเดือดร้อนไปมากกว่านี้ รัฐต้องแยกให้ออกระหว่างน้ำมันมีในระบบกับน้ำมันไปถึงมือประชาชนหรือไม่ เพราะถ้าสื่อสารไม่ชัด ประชาชนก็จะยิ่งเร่งซื้อ ผู้ค้าบางส่วนก็จะยิ่งชะลอขาย และปัญหาจะลุกลามจากความตื่นตระหนกมากกว่าปริมาณน้ำมันจริง นอกจากนี้ เมื่อราคาพลังงานสูงขึ้นต่อเนื่อง ต้นทุนการผลิต การขนส่ง การเกษตร และการค้าระหว่างประเทศจะสูงขึ้นพร้อมกัน เศรษฐกิจโลกจึงมีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะที่เงินเฟ้อสูง แต่การเติบโตต่ำลงพร้อมกัน ซึ่งเป็นภาวะที่แก้ยากและกระทบทั้งผู้ผลิต ผู้บริโภค รัฐบาลทั่วโลกพร้อมกัน การประเมินของ IMF ระบุว่า หากราคาพลังงานเพิ่มขึ้น 10% และยืนอยู่ในระดับสูงนาน 1 ปี จะดันเงินเฟ้อโลกขึ้นประมาณ 0.4 จุดเปอร์เซ็นต์ และกดผลผลิตโลกลดลงราว 0.1-0.2 จุดเปอร์เซ็นต์ นี่คือสัญญาณว่าความเสียหายไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตลาดน้ำมัน แต่กำลังลามไปสู่เศรษฐกิจโลกในวงกว้าง

นายจาตุรนต์ กล่าวต่อว่า ยิ่งไปกว่านั้นช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญของน้ำมันและ LNG ของโลก ยังคงเป็นคอขวดของเศรษฐกิจโลก เมื่อเส้นทางนี้มีปัญหา ประเทศในเอเชียรวมถึงไทยย่อมรับแรงกระแทกมากกว่าหลายภูมิภาคของโลก ประเทศไทยจึงเป็นหนึ่งในประเทศที่เปราะบางต่อวิกฤตนี้มาก เพราะไทยยังเป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิในระดับสูง และหากราคาน้ำมันสูงยืดเยื้อไทยจะเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น (Cost-push inflation) รุนแรงขึ้นอีก เพราะต้นทุนจะไล่ขึ้นทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่พลังงาน ขนส่ง วัตถุดิบ ปุ๋ย อาหาร ไปจนถึงราคาสินค้าในชีวิตประจำวัน ขณะที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติประเมินว่า ราคาดีเซลที่เพิ่มขึ้นทุก 1 บาทต่อลิตร จะฉุด GDP ไทยลงราว 0.02% ตัวเลขนี้สะท้อนว่า ปัญหาน้ำมันไม่ได้จบแค่ที่หน้าปั๊มหรือราคาขายปลีก แต่สามารถกดการเติบโตของเศรษฐกิจไทยทั้งระบบได้ด้วย หากวิกฤตพลังงานลากยาวไปถึงช่วงกิจกรรมเศรษฐกิจสำคัญ เช่น ฤดูกาลท่องเที่ยวหรือเทศกาลสงกรานต์ ผลกระทบจะยิ่งซ้ำเติมเศรษฐกิจไทย เพราะรายได้จากการเดินทาง การท่องเที่ยว และการใช้จ่ายภายในประเทศอาจหดตัวลงพร้อมกับต้นทุนการขนส่งที่พุ่งขึ้น เมื่อเม็ดเงินหมุนเวียนในประเทศลดลงในเวลาเดียวกับที่ต้นทุนสูงขึ้น ก็ยิ่งเสี่ยงทำให้เศรษฐกิจโดยรวมทรุดหนักลงอีกชั้นหนึ่ง แม้มาตรการลดภาษีสรรพสามิตจะช่วยบรรเทาได้บ้างในระยะสั้น แต่ก็ช่วยได้ไม่มากเมื่อเทียบกับวิกฤตใหญ่ที่กระทบทั้งระบบ อีกทั้งทำให้รัฐสูญเสียรายได้โดยตรง 

นายจาตุรนต์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ไทยมีข้อจำกัดทางการคลังและภาระหนี้สาธารณะสูง โดยหนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ประมาณ 12.54 ล้านล้านบาท หรือ 65.96% ของ GDP ขณะที่กรอบหนี้สาธารณะกำหนดไว้ไม่เกิน 70% ของ GDP หมายความว่า หากคิดแบบตรงไปตรงมา ไทยเหลือช่องว่างใต้เพดานหนี้เพียงราว 4.04% ของ GDP หรือประมาณ 7.7 แสนล้านบาทเท่านั้น ซึ่งน้อยกว่าวงเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณปี 2569 ที่ตั้งไว้ 8.6 แสนล้านบาท สะท้อนว่าพื้นที่ทางการคลังของไทยเหลือไม่มาก และยังต้องเผื่อไว้รองรับการขาดดุลงบประมาณ ภาระดอกเบี้ย และความเสี่ยงจากเศรษฐกิจที่ผันผวนด้วย ดังนั้น ยิ่งรายได้รัฐลดลง พื้นที่งบประมาณสำหรับดูแลเรื่องจำเป็นอื่น เช่น ค่าไฟ ผู้มีรายได้น้อย ภาคเกษตร และการประคองเศรษฐกิจก็ยิ่งแคบลง รัฐจึงไม่อาจพึ่งการลดภาษีหรือการอุดหนุนเฉพาะหน้าเป็นคำตอบหลักได้ตลอดไป สอดคล้องกับที่นายกรัฐมนตรียืนยันแล้วว่าจะไม่ตรึงราคาน้ำมันและจะปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด แต่รัฐบาลต้องพูดความจริงกับประชาชนให้หมดว่าประเทศกำลังเผชิญปัญหาใหญ่เพียงใด และปัญหานั้นไม่ได้หยุดอยู่แค่ราคาน้ำมัน แต่ลามไปถึงค่าขนส่ง ต้นทุนการผลิต ราคาสินค้า ค่าครองชีพ และเศรษฐกิจทั้งระบบ เมื่อเป็นเช่นนี้ รัฐบาลจึงต้องตอบให้ชัดว่าจะช่วยใครก่อน ใช้เกณฑ์อะไร ใช้งบจากไหน และมีแผนรองรับในช่วง 3 ถึง 6 เดือนอย่างไร เพราะหากไม่มีรายละเอียดเหล่านี้ 

นายจาตุรนต์ กล่าวต่อว่า คำว่าปล่อยตามกลไกตลาดอาจกลายเป็นเพียงการปล่อยให้ประชาชนแบกรับภาระลำพัง ในระยะสั้นรัฐต้องเร่งแก้ปัญหาการกระจายน้ำมันให้ได้ก่อน โดยเปิดเผยข้อมูลสต็อกและการกระจายให้ชัด ตรวจสอบการกักตุนและการเก็งกำไรอย่างจริงจัง และช่วยเหลือแบบเจาะจงไปยังกลุ่มที่เดือดร้อนจริง เช่น เกษตรกร ผู้ใช้แรงงานขนส่ง และผู้ประกอบการรายย่อย ขณะเดียวกันก็ต้องเร่งหาแหล่งนำเข้าน้ำมันและ LNG เพิ่มจากหลายภูมิภาค ลดการพึ่งพาตะวันออกกลางมากเกินไป และวางแผนให้ราคาพลังงานค่อยๆ สะท้อนต้นทุนจริงอย่างมีระบบ รวมทั้งเร่งการใช้พลังงานสะอาดและพลังงานทดแทน อีกทั้งรัฐควรเตรียมการเพิ่มบริการขนส่งสาธารณะให้เพียงพอ เข้าถึงง่าย และมีต้นทุนที่ประชาชนรับไหว เพื่อเป็นทางเลือกในการลดค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางของประชาชนในช่วงที่ราคาพลังงานผันผวน เพราะการดูแลประชาชนไม่ควรมีแต่การพยุงราคาน้ำมันเท่านั้น แต่ต้องช่วยลดความจำเป็นในการแบกรับต้นทุนน้ำมันของประชาชนด้วย แต่การรับมือวิกฤตครั้งนี้จะหยุดอยู่แค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไม่ได้ ประเทศไทยต้องวางแผนสร้างความมั่นคงทางพลังงานอย่างยั่งยืนควบคู่กันไปด้วยคือ 1.ต้องกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมันและก๊าซให้หลากหลายขึ้น ไม่พึ่งพาภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่งมากเกินไป 2.ต้องทบทวนระบบสำรองพลังงาน การกระจาย และโครงสร้างพื้นฐานด้านคลังเก็บและขนส่ง ให้สามารถรองรับภาวะสะดุดของตลาดโลกได้จริง 3.ต้องลดการพึ่งพาน้ำมันในภาคขนส่งและการผลิตอย่างเป็นระบบ โดยใช้เทคโนโลยีที่ช่วยลดต้นทุนพลังงานในระยะยาว และ 4.ต้องทำให้ภาคเกษตร ภาคขนส่ง และภาคการผลิตของไทยปรับตัวได้มากขึ้น ไม่ปล่อยให้ทั้งระบบเปราะบางต่อราคาน้ำมันโลกเช่นเดิม เพราะความมั่นคงทางพลังงานที่แท้จริง ไม่ใช่เพียงการมีน้ำมันพอใช้ในวันนี้ แต่คือการทำให้ประเทศมีความสามารถรับมือกับความผันผวนของโลกได้ในระยะยาว

“เมื่อเราวางแผนความมั่นคงทางพลังงานอย่างยั่งยืนได้แล้ว ประเทศไทยก็ต้องคิดเรื่องการสร้างรายได้และเสริมความแข็งแรงของเศรษฐกิจไปพร้อมกันด้วย  ต้องใช้แรงกดดันครั้งนี้เป็นตัวเร่งให้ไทยก้าวจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไปสู่การเป็นการสร้างฐานเศรษฐกิจที่ยืดหยุ่น (Resilient Base) ของภูมิภาค คือเป็นฐานเศรษฐกิจที่รับแรงกระแทกจากโลกได้ดีกว่าเดิม มีความมั่นคงด้านพลังงาน อาหาร โลจิสติกส์ และการผลิตมากขึ้น ลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า เร่งพลังงานสะอาด ปรับระบบขนส่งและการผลิตให้มีประสิทธิภาพขึ้น และต่อยอดจุดแข็งของประเทศในด้านอาหาร เกษตร เทคโนโลยี บริการสุขภาพ และการลงทุนใหม่ เพื่อให้ไทยมีแหล่งรายได้ที่มั่นคงกว่าเดิม และมีความพร้อมรองรับการย้ายฐานการผลิตและการลงทุนในระยะยาวได้มากขึ้น ทั้งนี้ วิกฤตการณ์ครั้งนี้สร้างความเจ็บปวดให้กับพี่น้องประชาชนอย่างมาก แต่สิ่งสำคัญคือเราต้องไม่ปล่อยให้ความเจ็บปวดนี้สูญเปล่า ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ข้อเสนอที่ได้อภิปรายมา ทั้งการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่หน้าปั๊ม การจัดการสต็อกและการกระจายอย่างมีประสิทธิภาพ การบอกความจริงกับประชาชน การช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า และการยกระดับประเทศจากการตั้งรับเฉพาะหน้า ไปสู่การเป็นฐานเศรษฐกิจที่มั่นคงและยืดหยุ่นมากขึ้น จะได้รับการพิจารณาอย่างจริงจังจากสภาแห่งนี้และจากรัฐบาล ญัตติด่วนนี้จึงไม่ใช่เพียงการขอให้รัฐบาลชี้แจงปัญหาน้ำมันเฉพาะหน้า แต่คือการขอให้รัฐบาลตอบคำถามสำคัญให้ประชาชนทั้งประเทศว่า ปัญหานี้ใหญ่เพียงใด รัฐจะจัดการอย่างไร จะใช้งบประมาณอย่างไรให้คุ้มค่าและเป็นธรรม และจะพาประเทศเดินผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปอย่างมีทิศทาง พร้อมทั้งยกระดับประเทศไทยให้แข็งแรงกว่าเดิมได้อย่างไร” นายจาตุรนต์ กล่าว

หมอวรงค์ เดือด! ฉีกเอกสารผู้ช่วย สส.ทิ้งกลางสภาฯ ยันตั้งแค่ 3 คน

หมอวรงค์ เดือด! ฉีกเอกสารผู้ช่วย สส.ทิ้งกลางสภาฯ ยันตั้งแค่ 3 คน

หมอวรงค์ เดือด! ฉีกเอกสารผู้ช่วย สส.ทิ้งกลางสภาฯ ยันตั้งแค่ 3 คน

วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.16 น.

“หมอวงรค์”โชว์ฉีกใบสมัครผู้ช่วย สส. 5 คน มองผู้ช่วยแค่ 3 คนก็ทำงานมีประสิทธิภาพได้ จี้ สส.-สว.ตอบสนองความต้องการประชาชนการเมืองใหม่ ชี้เป็นสัญญาณดี หลัง สส.แห่ซื้อข้าวกินเองช่วยประหยัดงบประมาณ

25 มีนาคม 2569 ที่รัฐสภา นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี กล่าวถึงข้อเสนอไปยังประธานสภาผู้แทนราษฎรในการยกเลิกสิทธิประโยชน์ที่มากเกินความจำเป็นของ สส.และ สว.ว่า วันนี้สะท้อนให้เห็น สส.ทั้งฝ่ายค้าน และฝ่ายรัฐบาลให้ความร่วมมือต่อกระแสการเรียกร้องของประชาชน ถือเป็นสัญญาณที่ดีเป็นแนวโน้มในการยกเลิกอาหารกลางวัน สส.เพราะอย่างน้อยจะประหยัดงบประมาณของชาติ ประมาณ 72 ล้านบาทต่อปี และเมื่อเริ่มต้นจาก สส.แล้วฝากไปถึง สว.ที่ถือเป็นตัวแทนของประชาชนเช่นเดียวกัน ควรจะร่วมมือกันในการสร้างศรัทธาให้ประชาชน

นพ.วรงค์ กล่าวว่า นอกจากนี้ การยกเลิกผู้ช่วย สส.ที่มีผู้ช่วยมากถึง 8 คน เงินเดือนคนละ 15,000 บาท อีกคนเงินเดือน 24,000 บาท การมีตำแหน่งผู้ช่วยและผู้เชี่ยวชาญรวมกันมากถึง 8 คน สะท้อนถึงการใช้จ่ายงบประมาณเพื่อเป็นสิทธิประโยชน์ให้กับ สส.และ สว.มากเกินความจำเป็น ดังนั้น จึงยืนยันที่จะเรียกร้องทั้ง สส.และ สว.ลดผู้ช่วยของตนเองให้เหลือ 3 คน หากเราสามารถลดจำนวนผู้ช่วยได้ สส.จะประหยัดงบประมาณได้มากถึงปีละ 540 ล้านบาท ถ้าหนึ่งสมัยประชุมก็สามารถประหยัดงบประมาณไป 2,060 ล้านบาท หาก สว.ให้ความร่วมมือด้วย เท่ากับว่า 1 ปี เราจะสามารถประหยัดงบประมาณแผ่นดินได้มากถึง 3,000 ล้านบาท นี่คือสิ่งที่เรียกร้องให้ตัวแทนปวงชนในภาวะที่ข้าวยากหมากแพง น้ำมันแพง ประเทศชาติต้องประหยัด และเราต้องร่วมมือกันในการตอบสนองความต้องการของประชาชน ซึ่งขณะนี้ตนตั้งผู้ช่วย สส.เพียงแค่ 3 คน พร้อมฉีกเอกสารที่สภาฯ ที่กรอกข้อมูลผู้ช่วย สส.อีก 5 ฉบับทิ้ง เพื่อเป็นการสื่อสารว่ามีผู้ช่วย สส.เพียงแค่ 3 คน ก็ทำงานได้มีประสิทธิภาพเช่นกัน

“ต้องการสื่อสารไปยัง สส.และ สว.ว่าถึงเวลาแล้วที่เราต้องตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน และเรียกศรัทธาจากประชาชน ให้ประชาชนเห็นว่าวันนี้การเมืองใหม่จริงๆ” นพ.วรงค์ กล่าว

ทั้งนี้ นพ.วรงค์ กล่าวถึงการจัดตั้งกองทุนเพื่อดูแลอดีตสมาชิกรัฐสภา ซึ่งเป็นเงินสมทบที่ สส.และ สว.ต้องส่ง 3,500 บาทต่อเดือน แต่มีสิทธิประโยชน์มากมาย ซึ่งตนกังวลในประเด็นของเรื่องเงินบำนาญที่ต้องใช้ภาษีประชาชนเข้ามาช่วยอุดหนุน แต่ไม่ได้ใช้คำว่าบำนาญ ใช้คำว่าเงินทุนเลี้ยงชีพ ซึ่งเป็นรูปแบบการจ่ายแบบเดียวกับบำนาญ และจำนวนเงินที่ได้จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากอายุการปฏิบัติหน้าที่ จึงควรยกเลิกเพราะเป็นภาระภาษีประชาชน

– 006