ยศชนัน ลงพื้นที่จุดเกิดเหตุ สั่งยกระดับความปลอดภัยสถานศึกษาทั่วประเทศ

ยศชนัน ลงพื้นที่จุดเกิดเหตุ สั่งยกระดับความปลอดภัยสถานศึกษาทั่วประเทศ

ยศชนัน ลงพื้นที่จุดเกิดเหตุ สั่งยกระดับความปลอดภัยสถานศึกษาทั่วประเทศ

วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 15.30 น.

“ศ.ดร.ยศชนัน” ลงพื้นที่เหตุกราดยิง รร.เทพศิรินทร์ นนทบุรี สั่งยกระดับความปลอดภัยสถานศึกษาทั่วประเทศ-แก้ปมบูลลี่ ปิด รร.ชั่วคราว เร่งระดมทีมเยียวยาจิตใจ-ทหารแห่บริจาคเลือดด่วน พร้อมวอนสังคมงดแชร์ภาพสะเทือนใจ

วันที่ 7 สิงหาคม 2569 จากกรณีเหตุการณ์สะเทือนขวัญ นักเรียนโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิงครูและเพื่อนนักเรียนจนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บหลายราย ล่าสุด ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้ลงพื้นที่เร่งด่วน เพื่อติดตามสถานการณ์และรับฟังรายงานจากผู้อำนวยการโรงเรียนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จากนั้นได้แถลงความคืบหน้าเพื่อสร้างความมั่นใจว่า 

“ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถควบคุมสถานการณ์ในพื้นที่ได้อย่างเรียบร้อยแล้ว ขอให้พี่น้องประชาชนและผู้ปกครองสบายใจได้ว่า เด็กนักเรียนทุกคนที่ไม่ได้รับบาดเจ็บ ได้รับการดูแลและพาเดินทางกลับบ้านอย่างปลอดภัย ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บอยู่ในการดูแลของทีมแพทย์อย่างใกล้ชิด ขอให้ประชาชนและสื่อมวลชนติดตามข้อมูลข่าวสารจากเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นหลัก เพื่อความถูกต้องและรอบคอบ ทั้งนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีจากกระทรวงที่เกี่ยวข้องจะลงพื้นที่มาติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป”

เพื่อเป็นการรับมือและแก้ปัญหาจากวิกฤตการณ์ครั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่กำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ ได้ระบุถึงมาตรการด่วน 3 ข้อของกระทรวงศึกษาธิการ ได้แก่

มาตรการระยะสั้น (ปิดพื้นที่และประเมินสถานการณ์) – สั่งการให้หยุดการเรียนการสอนในโรงเรียนที่เกิดเหตุเป็นการชั่วคราว ซึ่งตรงกับช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์พอดี เพื่อเคลียร์พื้นที่และประเมินสถานการณ์การดูแลพื้นที่โดยรอบ โดยหลังจากนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการจะเตรียมแถลงรายละเอียดอย่างเป็นทางการอีกครั้งว่าจะเปิดเรียนในวันจันทร์หรืออังคารหรือไม่

การฟื้นฟูสภาพจิตใจขั้นเร่งด่วน – กระทรวงศึกษาธิการได้ประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ลงพื้นที่ทันที เพื่อเร่งประเมิน ดูแล และเยียวยาสภาพจิตใจของนักเรียน ครู บุคลากรทางการศึกษา รวมถึงครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบและญาติผู้เสียชีวิตอย่างต่อเนื่อง

มาตรการระยะยาว (ยกระดับความปลอดภัยและแก้ปมความรุนแรง) – สั่งการให้ยกระดับและทบทวนมาตรการความปลอดภัยในสถานศึกษาทั่วประเทศใหม่ทั้งหมด รวมถึงมุ่งเน้นการป้องกันปัญหาเรื่องการกลั่นแกล้งกัน (Bullying) ในสถานศึกษา ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน เพื่อปิดทุกช่องโหว่และป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ขึ้นอีก

นอกจากนี้ ศ.ดร.ยศชนัน ได้ระบุถึงสถานการณ์เลือดสำรองที่ไม่เพียงพอต่อการช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ ซึ่งล่าสุดมีหน่วยงานทหาร นำโดย ผู้พันอภิยุทธ ได้นำกำลังพลจำนวน 50 นาย มาร่วมบริจาคโลหิตแล้ว พร้อมกันนี้จึงขอเชิญชวนประชาชนทั่วไปร่วม บริจาคเลือดทุกกรุ๊ป อย่างเร่งด่วน โดยสามารถเดินทางไปบริจาคได้ที่ โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า

ศ.ดร.ยศชนัน ยังได้เน้นย้ำถึงการนำเสนอข่าวและการใช้สื่อโซเชียลมีเดีย โดยขอความร่วมมืออย่างจริงจังไปยังสื่อมวลชนและประชาชน ให้งดการเผยแพร่และหยุดแชร์ภาพหรือคลิปวิดีโอเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งภาพผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิต เพื่อเคารพสิทธิของผู้สูญเสีย และป้องกันผลกระทบทางจิตใจที่รุนแรงต่อเด็กนักเรียนและครูเพิ่มเติม

ทั้งนี้ ภายหลังจากการตรวจสอบพื้นที่และการแถลงข่าว ศ.ดร.ยศชนัน ได้เดินทางต่อไปยังโรงพยาบาลต่างๆ ที่โรงพยาบาลบางใหญ่ เพื่อเข้าเยี่ยมเยียน ติดตามอาการของผู้ได้รับบาดเจ็บ และให้กำลังใจครอบครัวผู้เคราะห์ร้ายอย่างใกล้ชิด

เดินหน้าฟื้นศรัทธา ปชป. อภิสิทธิ์ ลั่น!ไม่ใช่พรรคเฉพาะกิจ ตั้งเป้าเป็นพรรคหลัก

เดินหน้าฟื้นศรัทธา ปชป. อภิสิทธิ์ ลั่น!ไม่ใช่พรรคเฉพาะกิจ ตั้งเป้าเป็นพรรคหลัก

เดินหน้าฟื้นศรัทธา ปชป. อภิสิทธิ์ ลั่น!ไม่ใช่พรรคเฉพาะกิจ ตั้งเป้าเป็นพรรคหลัก

วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.44 น.

7 สิงหาคม 2569 ที่จังหวัดเชียงใหม่ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) จัดโครงการให้ความรู้ทางการเมืองการปกครองในระบบประชาธิปไตยในงาน “สายฟ้าฮ่วมใจ ฮอมแฮงเมืองเหนือ” ขึ้นที่โรงแรม Wintree City Resort Chiang Mai จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีแกนนำพรรค อดีตผู้สมัคร สส.และตัวแทนสาขาพรรคภาคเหนือเข้าร่วมงานจำนวนมาก

โดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงทิศทางการทำงานของพรรคในพื้นที่ภาคเหนือว่า แม้การเลือกตั้งที่ผ่านมา พรรคจะไม่มี สส.เขตในพื้นที่ภาคเหนือ แต่แกนนำและสมาชิกพรรคทุกคนยังมุ่งมั่นทำงานเพื่อประชาชน โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาสำคัญของภาคเหนือ เรื่องมลพิษฝุ่น PM 2.5 ที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่ทำเฉพาะช่วงที่เป็นฤดูกาลแล้วลืมเลือนไป รวมถึงสารพิษในแหล่งน้ำ ที่เป็นเรื่องกระทบต่อคุณภาพชีวิตประชาชนโดยตรง ซึ่งต้องเชื่อมโยงกับนโยบายการต่างประเทศเพื่อร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านและจีน นอกจากนี้ ยังเน้นการผลักดันต้นทุนทางวัฒนธรรมของเชียงใหม่และหลายเมืองในภาคเหนือ ให้เปลี่ยนเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจผ่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์และเทคโนโลยีใหม่ๆ ยืนยันว่า พรรคประชาธิปัตย์เดินหน้าตรวจสอบรัฐบาลจริงจังและตรงไปตรงมา พร้อมเสนอทางออกที่แตกต่าง เช่น โครงการ แลนด์บริดจ์ ที่เสนอให้ทำเป็น Southern Connect รวมถึงการเตือนรัฐบาลเรื่องการบริหารงบประมาณและการกู้เงินที่ต้องทำอย่างเป็นระบบและถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อไม่ให้ประเทศติดกับดักงบประมาณในอนาคต

เมื่อถามถึงกรณี “สมการการเมือง 3 สี” นายอภิสิทธิ์ กล่าวสั้นๆ พร้อมรอยยิ้มว่า ให้ไปถามผู้ที่เกี่ยวข้องกับ 3 สีนั้น เพราะไม่มีใครมาพูดคุยกับตนเอง  ส่วนแนวทางการฟื้นฟูความนิยมของพรรคในภาคเหนือ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า แม้จำนวน สส.จะลดลงตามระบบการเลือกตั้ง แต่พรรคตั้งเป้ากลับมาเป็นพรรคการเมืองหลักที่เป็นทางเลือกของประชาชน โดยต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นจากกลุ่มคนที่เคยผูกพัน และสร้างความมั่นใจให้แก่คนรุ่นใหม่ ต้องใช้เวลา แต่เราพร้อมเดินหน้าอยู่แล้ว เพราะประชาธิปัตย์ไม่ได้เป็นพรรคการเมืองเฉพาะกิจ เราต้องการที่จะเป็นทางเลือกของประชาชน กลับมาเป็นพรรคการเมืองหลักให้ได้ แต่ต้องใช้เวลา อย่างน้อยที่สุด การขับเคลื่อนในประเด็นที่สำคัญกับประชาชน แล้วต้องเป็นการขับเคลื่อนที่มีประสิทธิภาพ เพราะประชาธิปัตย์ไม่ได้เป็นพรรคการเมืองเฉพาะกิจ

นายกฯ รับเช็คเงินในกระเป๋ารัฐบาลก่อนตัดสินใจลุย ไทยช่วยไทย พลัส เฟส 2 ยันเงินคงคลังแข็งแรง

นายกฯ รับเช็คเงินในกระเป๋ารัฐบาลก่อนตัดสินใจลุย ไทยช่วยไทย พลัส เฟส 2 ยันเงินคงคลังแข็งแรง

นายกฯ รับเช็คเงินในกระเป๋ารัฐบาลก่อนตัดสินใจลุย ไทยช่วยไทย พลัส เฟส 2 ยันเงินคงคลังแข็งแรง

วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.38 น.

นายกฯ รับเช็คเงินในกระเป๋ารัฐบาลก่อนตัดสินใจลุย ไทยช่วยไทย พลัส เฟส 2 หรือปรับเกณฑ์ 50:50 สวนคนวิจารณ์ปมเป็นภาระประชาชน ชี้ การค้า-จีดีพีพุ่ง ไม่พูดถึง ยันเงินคงคลังรัฐบาลแข็งแรง

เมื่อวันที่ 7 ส.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงความชัดเจนการดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” เฟส 2 หลังจากเฟส 1 จะสิ้นสุด ก.ย.นี้ ว่า นโยบายใดก็ตามที่เป็นประโยชน์และก่อให้เศรษฐกิจดี การค้าขายคล่อง คุณภาพชีวิตประชาชนดี รัฐบาลจะพิจารณาทุกเรื่อง

ส่วนเงื่อนไขจะมีการปรับเป็น 50:50 แทนปัจจุบันที่ใช้ 60:40 หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ยังไม่ลงลึกขณะนั้น เพราะต้องดูกระเป๋าด้วย

ส่วนจะดำเนินการโดยใช้งบประมาณปกติ หรือจาก พ.ร.ก.กู้เงิน นั้น นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า ต้องเช็คดูกระเป๋าเพราะการกู้บางคนบอกว่า จะทำให้เกิดภาระต่อประชาชน ซึ่งก็ต้องดูเงื่อนไขการกู้ด้วย

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กรณี พ.ร.ก.กู้ฯ ดังกล่าวดอกเบี้ยเพียง 1.2% ซึ่งหากกู้มาแล้วทำให้เกิดผลที่คุ้มค่ากว่าต้นทุน 1.2% เราก็ควรจะทำ และการปล่อยกู้มาจากสถาบันการเงิน สิ่งสำคัญเขาจะพิจารณาการคืนเงินกู้ เขามองว่า ถ้าสามารถคืนเงินในอัตรดอกเบี้ยกำหนด มันก็ไม่มีปัญหาอะไร เพราะฉะนั้นรัฐบาลต้องดูแลตลอดเวลา

พร้อมย้ำว่า การกู้เงินมาใช้ในระบบเศรษฐกิจและให้เกิดการกระจายในระบบ ไม่ใช่เพื่อคนใดคนหนึ่ง และเห็นได้จากผลสะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่น การลงทุนต่างๆ มูลค่าการค้า การส่งออกที่ได้มากกว่าเดิม และจีดีพี ซึ่งตรงนี้ต่างหากที่ไม่มีใครกล้าพูดถึง เพราะความเป็นจริงเป็นเช่นนี้

เมื่อถามว่า การกระตุ้นเศรษฐกิจหลังจากนี้รัฐบาลมีแผนอย่างไร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลพยายามกระตุ้นทุกอย่าง ตั้งแต่การลดและแยกประเภทค่าไฟทางออกเพื่อไม่ให้เป็นภาระกับประชาชน ปรับภาระความเสี่ยงด้านพลังงาน จัดระเบียบดาต้าเซนเตอร์ใหม่เพราะใช้น้ำ-ไฟเยอะ ก็ต้องมีการกำกับดูแลไม่ใช่ประชาชนถูกผลกระทบ รวมถึงมีการส่งเสริมการลงทุน ซึ่งได้รับการชื่มชม ทำให้นักลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาลงทุนมากขึ้น มีการจ้างงานคนไทยเพิ่มมากขึ้น

เมื่อถามว่า กระเป๋าเงินรัฐบาลปัจจุบันอยู่ในสถานะใด นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ต้องไปดูเงินคงคลัง และไปดูอะไรต่างๆ ซึ่งก็ยังแข็งแรงอยู่

นายกฯเสียใจเหตุกราดยิxรร.ย่านนนทบุรี บอกแย่มากไม่ควรเกิดขึ้น

นายกฯเสียใจเหตุกราดยิxรร.ย่านนนทบุรี บอกแย่มากไม่ควรเกิดขึ้น

นายกฯเสียใจเหตุกราดยิxรร.ย่านนนทบุรี บอกแย่มากไม่ควรเกิดขึ้น

วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 11.35 น.

วันที่ 7 สิงหาคม 2569 เวลา 11.10 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงเหตุกราดยิง ภายในโรงเรียนชื่อดังจังหวัดนนทบุรี ว่าจะให้มีการดูแลผู้บาดเจ็บ และได้ส่งผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าไปในพื้นที่แล้ว มันแย่มากเลย เป็นเหตุการณ์ที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น ขอแสดงความเสียใจกับผู้เสียชีวิต ซึ่งตนเสียใจว่าเหตุการณ์อย่างนี้มันเกิดขึ้นได้อย่างไรในประเทศเรา อย่างกรณี เรื่องของการพกปืนที่รัฐบาลไม่ให้ต่อ ไม่ยอมให้ครอบครองอาวุธ ก็เพราะมันจะเป็นแบบนี้

ด่วน! นายกฯ สั่ง มท.2 ลงพื้นที่เหตุกราดยิงโรงเรียนย่านนนทบุรีทันที เบื้องต้นมือปืนหลบซ่อนในโรงเรียน

ด่วน! นายกฯ สั่ง มท.2 ลงพื้นที่เหตุกราดยิงโรงเรียนย่านนนทบุรีทันที เบื้องต้นมือปืนหลบซ่อนในโรงเรียน

ด่วน! นายกฯ สั่ง มท.2 ลงพื้นที่เหตุกราดยิงโรงเรียนย่านนนทบุรีทันที เบื้องต้นมือปืนหลบซ่อนในโรงเรียน

วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 11.11 น.

ด่วน! “นายกฯ”สั่ง “มท.2” ลงพื้นที่เหตุกราดยิง โรงเรียนย่านนนทบุรี ทันที หลัง “ปลัดมหาดไทย” รายงานความคืบหน้า เบื้องต้นมือปืนยางหลบซ่อนภายในโรงเรียน ด้าน”มท.2″รับทราบ ชี้ที่มาอาวุธปืนถูกกฎหมายหรือไม่ ต้องรอตรวจสอบ

7 สิงหาคม 2569 เมื่อเวลา 10.50 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงความคืบหน้าเหตุกราดยิงภายโรงเรียนย่านนนทบุรี ว่า ขณะนี้ผู้ว่าราชการจังหวัด​นนทบุรี กำลังเดินทางไปที่เกิดเหตุ เบื้องต้น ได้รับรายงานว่าเป็นนักเรียนใช้อาวุธปืนก่อเหตุยิงครู ทำให้ตอนนี้มีทั้งผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต ขอให้รอสรุปข้อเท็จจริงอีกครั้งก่อน เพราะขณะนี้ยังไม่สามารถเคลียร์พื้นที่ได้ และผู้ก่อเหตุยังอยู่ภายในโรงเรียน ส่วนต้องอพยพบุคคลในพื้นที่ใกล้เคียงหรือไม่รอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสั่งการ

ทั้งนี้ หลังจากเสร็จสิ้นพิธีมอบรางวัลผู้ประกอบธุรกิจส่งออกดีเด่น ประจำปี 2569 (Prime Minister’s Export Award 2026) ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้เข้ารายงานสถานการณ์ตอนนายกรัฐมนตรีทันที และนายกรัฐมนตรี​ ได้สั่งการให้ นายพลพี​ร์​ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย​ ลงพื้นที่ไปทันที

ขณะที่ นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีเกิดเหตุการณ์กราดยิงภายในโรงเรียนดังจังหวัดนนทบุรี ว่า ตนเพิ่งเห็นข่าว โดยจะมีการรายงานนายกรัฐมนตรี และตนจะลงพื้นที่ไปดูว่าเป็นอย่างไร เมื่อถามถึงกรณีผู้ก่อเหตุเป็นนักเรียนและมีอาวุธปืน นายพลพีร์ กล่าวว่า ต้องไปตรวจสอบว่ามายังไง เป็นปืนของใคร ให้เหตุการณ์แต่ต้องรอให้เหตุการณ์นิ่งก่อน รวมถึงไปดูเลขทะเบียนปืน ไม่อย่างนั้นจะดูไม่ได้ว่าซื้อมาจากที่ไหน

อย่างไรก็ตาม นโยบายของนายกฯ ชัดเจนว่า การออกใบอนุญาตควรต้องยาก อีกทั้งยังไม่ทราบว่าปืนดังกล่าวเป็นปืนดัดแปลงหรือไม่ ดังนั้น ตนต้องไปดูว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร

นายพลพีร์ กล่าวว่า เบื้องต้นได้ส่งคนลงพื้นที่ไปแล้ว และกำลังให้ทางจังหวัดรีบรายงานกลับมา ขอให้มีการรวบรวมข้อมูลก่อนว่าเกิดอะไรขึ้น มีผู้บาดเจ็บกี่คน

กางข้อดี TH-AI Passport ธนารัตน์ แจงเหตุร่วมวง มั่นใจคุ้มค่า-ป้องรัฐเสียประโยชน์

กางข้อดี TH-AI Passport ธนารัตน์ แจงเหตุร่วมวง มั่นใจคุ้มค่า-ป้องรัฐเสียประโยชน์

กางข้อดี TH-AI Passport ธนารัตน์ แจงเหตุร่วมวง มั่นใจคุ้มค่า-ป้องรัฐเสียประโยชน์

วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 10.34 น.

7 สิงหาคม 2569 นายธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของ DomeCloud ผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์และเทคโนโลยี กล่าวถึงการตัดสินใจเข้าร่วมเป็นวิทยากรในโครงการ TH-AI Passport ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ โดยระบุว่าการทำงานเพื่อตรวจสอบเรื่องนี้มีการสอดประสานกันหลายฝ่าย ขณะที่ ดร.การดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เดินหน้าผลักดันให้ระงับหรือยกเลิกโครงการในชั้นตรวจสัญญา ในชั้นอัยการสูงสุด ที่ขณะนี้ยังไม่ลงนาม แต่ตนเองมองว่า หากโครงการนี้หลุดรอดไปได้และต้องเดินหน้าต่อ ก็จำเป็นต้องมีคนเข้าไปดักรอข้างหน้าเพื่อกำกับดูแลให้เกิดการใช้งบประมาณอย่างเหมาะสมที่สุด จึงอาสาเข้าไปคลุกวงในรับหน้าที่วิทยากร เพื่อหาทางผลักดันให้ประชาชนสามารถใช้ประโยชน์จากโครงการนี้ให้ได้มากที่สุดในกรณีที่ไม่สามารถระงับโครงการได้

นายธนารัตน์ กล่าวว่า สำหรับประโยชน์ที่คนไทยจะได้รับจากการผลักดันในครั้งนี้นั้น โครงการได้ถูกออกแบบมาเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยี โดยมุ่งเป้าไปที่กลุ่มผู้ที่ไม่เคยใช้งาน AI มาก่อนเป็นหลัก ระบบจึงมีความเรียบง่ายและเข้าใช้งานผ่านหน้าเว็บไซต์ได้ทันที ไม่ถึงขนาดแอดวานซ์ให้โปรแกรมเมอร์ใช้งาน ที่สำคัญคือประชาชนจะได้รับสิทธิ์ในการ ใช้งาน AI ระดับโปรฟรี โดยไม่ต้องควักกระเป๋าจ่ายเงินแพงถึงเดือนละ 20 ดอลลาร์ เพื่อใช้ AI ระดับโลก เพียงแค่เข้าสู่ระบบและเรียนรู้ผ่านคลิปวิดีโอตามเงื่อนไขเพียงเดือนละ 10 นาทีเท่านั้น สามารถใช้ระดับโปรได้และใช้ได้เยอะกว่าเดือนละ 20 ดอลลาร์ด้วย และความเห็นตนค่อนข้างไปในทางบวกมีประโยชน์และใช้งานได้จริง

นอกจากนี้ ความคุ้มค่าที่เห็นได้ชัดเจนคือการเข้าถึงฟีเจอร์ราคาแพงอย่างการใช้ AI สร้างวิดีโอ ซึ่งปกติมีต้นทุนขายปลีกสูงถึงวินาทีละ 10 บาท แต่ประชาชนที่ผ่านเงื่อนไขจะสามารถสร้างวิดีโอได้ถึงเดือนละ 60 วินาที ขณะเดียวกัน สัญญาของโครงการก็ได้รับการปรับแก้จากการจ่ายเหมา 1,500 ล้านบาท มาเป็น การจ่ายตามผู้ใช้งานจริง (Active User) ในราคาเพียงหัวละ 25 บาทต่อเดือน จ่ายตามจำนวนจริง ซึ่งประเมินกันว่าคาดว่าจะช่วยรัฐประหยัดงบประมาณจาก 1,500 ล้านบาท จะช่วยลดค่าใช้จ่ายลงไปได้มากเหลือประมาณ 600 ล้านบาท ทำให้งบประมาณหายไปประมาณ 900 ล้านบาท

“หากประชาชนเข้ามาใช้งานฟีเจอร์ระดับโปรอย่างเต็มที่ด้วยต้นทุนที่รัฐอุดหนุนให้เพียง 25 บาทต่อเดือน จะถือเป็นผลประโยชน์มหาศาลต่อคนไทย ซึ่งอาจส่งผลให้เอกชนผู้รับงานเป็นฝ่ายขาดทุนได้เลยทีเดียว” นายธนารัตน์ กล่าว

ศุภจี ยังไม่รู้ ทำ ไทยเที่ยวไทย พลัส ใช้งบ พ.ร.ก.กู้เงิน หรือไม่ รอ เอกนิติ เคาะก่อนชง ครม.

ศุภจี ยังไม่รู้ ทำ ไทยเที่ยวไทย พลัส ใช้งบ พ.ร.ก.กู้เงิน หรือไม่ รอ เอกนิติ เคาะก่อนชง ครม.

ศุภจี ยังไม่รู้ ทำ ไทยเที่ยวไทย พลัส ใช้งบ พ.ร.ก.กู้เงิน หรือไม่ รอ เอกนิติ เคาะก่อนชง ครม.

วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 10.22 น.

ศุภจี ยังไม่รู้ ทำ ไทยเที่ยวไทย พลัส ใช้งบ พ.ร.ก.กู้เงิน หรือไม่ รอ เอกนิติ เคาะก่อนชง ครม. ชี้ ควรใช้กระตุ้นฤดูท่องเที่ยว เผย ไม่จำเป็นต้องทำพร้อมกับโครงการ ไทยช่วยไทย เฟสสอง

เมื่อวันที่ 7 ส.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะกำกับดูแลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.ท่องเที่ยวฯ เล็งใช้งบประมาณจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 1,750-2,000  ล้านบาท มาดำเนินโครงการไทยเที่ยวไทย พลัส ว่า ตนกำลังหารือกับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เรื่องนี้ต้องดูภาพรวม ไม่ว่าจะใช้เงินกู้หรือเงินงบประมาณ เพราะต้องใช้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด และกระจายให้ทั่วถึงจริง รวมถึงสร้างรายได้ให้กับกลุ่มผู้ประกอบการท่องเที่ยว และผู้ที่อยากจะไปท่องเที่ยว เพื่อให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจ ขอยํ้าว่าต้องดูอย่างระมัดระวัง ทั้งนี้ นายเอกนิติต้องการดูผลลัพธ์ของโครงการไทยช่วยไทย พลัส ด้วย ดังนั้นต้องดูภาพรวมทั้งหมดก่อน

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงการใช้เงินกู้มาดำเนินการโครงการไทยเที่ยวไทย พลัส ถือว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนหรือไม่ นางศุภจี กล่าวว่า เพราะอย่างนี้จึงเป็นสิ่งที่เราต้องดูอย่างรอบคอบก่อน ตอนนี้ยังไม่มีการเคาะว่าจะใช้เงินจากก้อนใด เพราะต้องใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด และกระจายให้ทั่วถึง

เมื่อถามว่า โครงการไทยเที่ยวไทยพลัส กับ ไทยช่วยไทยพลัส เฟสสอง จะทำพร้อมกันหรือไม่ นางศุภจี กล่าวว่า ไม่จำเป็นต้องพร้อมกัน เพราะต้องดูความจำเป็นและความเหมาะสม เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดจริง

เมื่อถามว่า โครงการไทยเที่ยวไทย พลัส ควรจะออกในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวปลายปี-ต้นปีหรือไม่ นางศุภจี กล่าวว่า เรื่องการท่องเที่ยว ควรจะเป็นฤดูท่องเที่ยว แต่โครงการไทยช่วยไทย พลัส ต้องพิจารณาจากความจำเป็นเร่งด่วน และการใช้เงินให้ได้อย่างเต็มที่มากที่สุด ดังนั้นต้องรอการพิจารณาจากคณะกรรมการของนายเอกนิติ และเสนอไปยังที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) 

ศาลยกฟ้อง อดีต ปจ.ภูเก็ต ฟ้องอธิบดีปกครอง ปมเด้งพ้นพื้นที่ ชี้ทำตามระเบียบหลังพัวพันเรียกรับเงิน

ศาลยกฟ้อง อดีต ปจ.ภูเก็ต ฟ้องอธิบดีปกครอง ปมเด้งพ้นพื้นที่ ชี้ทำตามระเบียบหลังพัวพันเรียกรับเงิน

ศาลยกฟ้อง อดีต ปจ.ภูเก็ต ฟ้องอธิบดีปกครอง ปมเด้งพ้นพื้นที่ ชี้ทำตามระเบียบหลังพัวพันเรียกรับเงิน

วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 10.09 น.

‘ศาลอาญาทุจริต’ ยกฟ้อง ‘อดีตปจ.ภูเก็ต’ ฟ้อง ‘อธิบดีปกครอง’ ปมเด้งพ้นพื้นที่ ชี้ทำถูกระเบียบเพราะมีข้อหา ‘เรียกรับเงิน’ 

7ส.ค.2569 รายงานข่าวแจ้งว่า ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 8 มีคำพิพากษา วันที่ 3 สิงหาคม 2569 ระหว่าง นายรุ่งเรือง ธิมาบุตร อดีตปลัดจังหวัดภูเก็ต เป็นโจทก์ ฟ้องนายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง เป็นจำเลย เรื่อง ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ กรณีคำสั่งกรมการปกครองที่ 1512/2569 เรื่องให้ช่วยราชการ โดยมีคำสั่งย้ายออกจากพื้นที่จังหวัดภูเก็ตไปดำรงตำแหน่งที่วิทยาลัยปกครอง กรมการปกครอง โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร 

ศาลฯ เห็นว่าการโยกย้ายไปวิทยาลัยการปกครอง เพราะถูกผู้ประกอบการ และประชาชน กล่าวหา เรียกรับเงิน โดยมีการให้ออกจากพื้นที่ และจากนั้นจึงมีคำสั่งให้ย้ายไปวิทยาลัยการปกครอง กรมการปกครองทำตามระเบียบขั้นตอนทางกฎหมายทุกอย่าง เห็นว่าโจทย์ไม่เป็นผู้เสียหาย ไม่มีอำนาจฟ้องจึงพิพากษายกฟ้อง

สส.ภท.ชมผลงานรัฐบาลอนุทิน รับมือวิกฤตพลังงานได้ดี ดันราคา ข้าว-ยาง-ปาล์ม พุ่งต่อเนื่อง

สส.ภท.ชมผลงานรัฐบาลอนุทิน รับมือวิกฤตพลังงานได้ดี ดันราคา ข้าว-ยาง-ปาล์ม พุ่งต่อเนื่อง

สส.ภท.ชมผลงานรัฐบาลอนุทิน รับมือวิกฤตพลังงานได้ดี ดันราคา ข้าว-ยาง-ปาล์ม พุ่งต่อเนื่อง

วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 10.01 น.

“สส.ภูมิใจไทย”ชมผลงาน”รัฐบาลอนุทิน” 4 เดือน รับมือ”วิกฤตพลังงาน”ได้ดี ดันราคา”ข้าว-ยาง-ปาล์ม”พุ่งต่อเนื่อง เสริมมาตรการช่วย”ลดต้นทุน-ขยายตลาดโลก”

7 สิงหาคม 2569 นายพิชญุตม์ พอจิต สส.อุตรดิตถ์ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมมาธิการ (กมธ.) การเกษตรและสหกรณ์ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงสถานการณ์ราคาสินค้าเกษตร ว่า ภายหลังรัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เข้าบริหารประเทศ 4 เดือน สามารถรับมือกับวิกฤตพลังงานและสงครามตะวันออกกลางได้ดี ส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรหลักปรับตัวสูงขึ้น โดยข้าวหอมมะลิ: ปรับขึ้นจาก 12,000 บาท/ตัน ในช่วงก่อนเลือกตั้งปี 2568 เป็น 18,000 บาท/ตัน ยางพาราปรับขึ้นจาก 65 บาท/กิโลกรัม ในปี 2568 เป็น 97 บาท/กิโลกรัม ในปี 2569 ปาล์มทะลายปรับขึ้นจาก 1 – 3 บาท/กิโลกรัม  เป็น 9.6 บาท/กิโลกรัม

นายพิชญุตม์ กล่าวต่อว่า ในส่วนของข้าว นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ ผลักดันมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือกปี 2569/70 วงเงินกว่า 59,000 ล้านบาท ภายใต้แนวคิด “ข้าวไทยสู่เศรษฐกิจอนาคต” พร้อมจัดตลาดนัดข้าวเปลือกช่วยเกษตรกรขายข้าวได้ราคาสูงกว่าตลาด 200 – 400 บาทต่อตัน และส่งเสริมตลาดข้าวพรีเมียม นอกจากนี้ยังดำเนินนโยบาย “ปุ๋ยคนละครึ่ง” ในหลายพื้นที่  ช่วยเกษตรกรลดต้นทุนการผลิต รวมทั้งเดินหน้าเจรจาขยายตลาดสินค้าเกษตรไทยกับประเทศมหาอำนาจ ทั้งสหรัฐ จีน และเปิดตลาดใหม่ เช่น อินเดีย

นายพิชญุตม์ ยังกล่าวถึงการทำงานของ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ว่า ขอชื่นชมที่แก้ปัญหาพลังงานและภาระหนี้สิน โดยออกมาตรการอุดหนุนค่าน้ำมันและค่าขนส่งกว่า 2,000 ล้านบาท ครอบคลุมภาคเกษตร พร้อมสานต่อโครงการพักหนี้เกษตรกร ธ.ก.ส.ระยะที่ 2 และ 3 ซึ่งช่วยบรรเทาภาระของเกษตรกร

“นายกฯ อนุทิน เป็นผู้นำที่พร้อมรับผิดชอบต่อปัญหาต่างๆ ทั้งด้านพลังงาน และราคาสินค้าเกษตร และรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย ผมขอเป็นกำลังใจให้ท่าน และเชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะสามารถเดินหน้าบริหารประเทศและยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรได้อย่างต่อเนื่อง และอยากให้ประชาชนติดตามข้อมูลข่าวสารจากแหล่งข้อมูลที่ถูกต้องเพื่อป้องกันความคลาดเคลื่อนของข้อมูล” นายพิชญุตม์ กล่าว

รัชดา ชี้ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคทะลุ 50 สะท้อนสัญญาณฟื้นตัว รัฐบาลเดินหน้าดูแลค่าครองชีพ

รัชดา ชี้ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคทะลุ 50 สะท้อนสัญญาณฟื้นตัว รัฐบาลเดินหน้าดูแลค่าครองชีพ

รัชดา ชี้ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคทะลุ 50 สะท้อนสัญญาณฟื้นตัว รัฐบาลเดินหน้าดูแลค่าครองชีพ

วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 09.29 น.

“รัชดา”ชี้ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคทะลุ 50 สะท้อนสัญญาณฟื้นตัว รัฐบาลเดินหน้าดูแลค่าครองชีพ เร่งส่งออก ท่องเที่ยว และการลงทุนต่อเนื่อง

7 สิงหาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนมิถุนายน 2569 ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 50.2 และกลับเข้าสู่ระดับความเชื่อมั่นเป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน สะท้อนว่าความเชื่อมั่นของประชาชนต่อภาวะเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการดูแลค่าครองชีพของรัฐบาล การกระตุ้นการใช้จ่าย รายได้ภาคเกษตร การท่องเที่ยว และการส่งออกที่ยังขยายตัวต่อเนื่อง

“ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญที่สะท้อนมุมมองของประชาชนต่อเศรษฐกิจและกำลังซื้อ การปรับตัวขึ้นครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าสัญญาณการฟื้นตัวเริ่มชัดเจนขึ้น และมาตรการของรัฐบาลเริ่มมีส่วนสนับสนุนให้ความเชื่อมั่นของประชาชนปรับดีขึ้น” นางสาวรัชดา กล่าว

นางสาวรัชดา กล่าวว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” เป็นมาตรการที่ช่วยลดภาระค่าครองชีพ และช่วยให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจฐานราก ส่งต่อรายได้ไปยังร้านค้า ผู้ประกอบการรายย่อย เกษตรกร และชุมชน อันเป็นการเสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจในประเทศควบคู่กับการดูแลประชาชน

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี ได้กำชับให้หน่วยงานด้านเศรษฐกิจใช้จังหวะที่ความเชื่อมั่นเริ่มฟื้นตัว เดินหน้ามาตรการเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ทั้งการขยายตลาดส่งออกและเปิดตลาดใหม่ การยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการไทย การต่อยอดการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว โดยเน้นกระจายรายได้สู่ชุมชน รวมถึงการเร่งรัดการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เทคโนโลยี ดิจิทัล พลังงานสะอาด และโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อสร้างการเติบโตที่มั่นคงในระยะยาว

“แม้จะเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัว แต่รัฐบาลไม่ประมาท เพราะเศรษฐกิจโลกยังมีความผันผวน และประชาชนจำนวนมากยังเผชิญภาระค่าครองชีพและหนี้สิน รัฐบาลจึงจะเดินหน้าดูแลราคาสินค้าและพลังงาน ควบคู่กับการสร้างรายได้ เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ และรักษาแรงส่งของการฟื้นตัว เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างทั่วถึงและการเติบโตของเศรษฐกิจไทยมีความยั่งยืน” นางสาวรัชดา กล่าว