นายกฯ กลับทำเนียบฯ เชิญ ผบ.ตร.-ผบช.ก.หารือบนตึกไทยฯ คาดคุยปราบปืนเถื่อน

นายกฯ กลับทำเนียบฯ เชิญ ผบ.ตร.-ผบช.ก.หารือบนตึกไทยฯ คาดคุยปราบปืนเถื่อน

นายกฯ กลับทำเนียบฯ เชิญ ผบ.ตร.-ผบช.ก.หารือบนตึกไทยฯ คาดคุยปราบปืนเถื่อน

วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 19.23 น.

นายกฯ กลับเข้าทำเนียบฯ พร้อม ผบ.ตร. – ผบช.ก. หลังลงพื้นที่ติดตามจุดเกิดเหตุยิงภายในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี คาด ถกปราบปรามอาวุธปืนเถื่อน

วันที่ 7 สิงหาคม 2569 เวลา 17.10 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางเข้าตึกไทยคู่ฟ้า ภายหลังลงพื้นที่ติดตามเหตุยิงในโรงเรียนเทพศิรินทร์ จังหวัดนนทบุรี โดยเดินทางกลับมาพร้อมกับ พลตำรวจเอก กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ พลตำรวจโท ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง โดยคาดว่า จะมีการหารือเกี่ยวกับการปราบปรามอาวุธปืนเถื่อน

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหาร จำนวน 19 นาย

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหาร จำนวน 19 นาย

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหาร จำนวน 19 นาย

วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 18.38 น.

วันที่ 7 สิงหาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศ เรื่อง พระราชทานยศข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหารชั้นสัญญาบัตร

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานยศข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหารชั้นสัญญาบัตร

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 15 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ประกอบมาตรา 4 และมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการในพระองค์ พ.ศ. 2560 มาตรา 10 มาตรา 13 และมาตรา 15 แห่งพระราชกฤษฎีกาจัดระเบียบราชการและการบริหารงานบุคคลของราชการในพระองค์ พ.ศ. 2560 และมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติยศทหาร พุทธศักราช 2479 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานยศข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหารชั้นสัญญาบัตร จำนวน 19 นาย ดังนี้

1.ร้อยตรี ณัฐพล พัฒน์บุญ เป็น ร้อยโท

2.ร้อยตรี จันทรัสม์ หมื่นศรี เป็น ร้อยโท

3.ร้อยตรี ชนภัทร คำแก้ว เป็น ร้อยโท

4.ร้อยตรี เอกภพ ผักหวาน เป็น ร้อยโท

5.ร้อยตรี ณัฐวัฒน์ เหลืองชูฤทธิ์ เป็น ร้อยโท

6.ร้อยตรี ประวันวิทย์ ทิพย์วังโพธิ์ เป็น ร้อยโท

7.ร้อยตรี สหรัฐ เทพเทียมทัศน์ เป็น ร้อยโท

8.ร้อยตรี ภูมิพัฒน์ อุปพงศ์ เป็น ร้อยโท

9.ร้อยตรี ณัฐพงศ์ มีมาก เป็น ร้อยโท

10.ร้อยตรี กฤตกร บริบูรณ์ เป็น ร้อยโท

11.ร้อยตรี ธนวิชญ์ กุลเกียรติชัย เป็น ร้อยโท

12.ร้อยตรี ติณห์ เลื่อมใส เป็น ร้อยโท

13.ร้อยตรี เมธวัฒน์ สายธงแก้ว เป็น ร้อยโท

14.ร้อยตรี ณรงค์ฤทธิ์ กายจะโปะ เป็น ร้อยโท

15.ร้อยตรี เจษฎา สุโข เป็น ร้อยโท

16.ร้อยตรี สิทธิกร ซ้ายสนาม เป็น ร้อยโท

17.ร้อยตรี ภัทรภณ บัวมาศ เป็น ร้อยโท

18.ร้อยตรี ตรีทศ ลีรักพานิช เป็น ร้อยโท

19.ร้อยตรี คมกฤษณ์ บุญเกิด เป็น ร้อยโท

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 4 สิงหาคม พุทธศักราช 2569

ประกาศ ณ วันที่ 7 สิงหาคม พุทธศักราช 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน

อนุทิน แจงสื่อต่างชาติ สาเหตุยิงในโรงเรียน ไม่ใช่อาชญากร แต่ผู้ก่อเหตุเครียด

อนุทิน แจงสื่อต่างชาติ สาเหตุยิงในโรงเรียน ไม่ใช่อาชญากร แต่ผู้ก่อเหตุเครียด

อนุทิน แจงสื่อต่างชาติ สาเหตุยิงในโรงเรียน ไม่ใช่อาชญากร แต่ผู้ก่อเหตุเครียด

วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 18.29 น.

“อนุทิน” แจงสื่อต่างชาติ ชี้ เหตุยิงโรงเรียนเกิดจากความเครียด – หลายปัจจัย เร่งคุมปืน-ยกระดับความปลอดภัยโรงเรียน   ย้ำ รัฐไม่เปิดทางให้ประชาชนพกอาวุธในที่สาธารณะ

วันที่ 7 สิงหาคม 2569 เวลา 16.25 น. ที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศ ถึง เหตุจูงใจที่ทำให้เด็กอายุ 14 ปีตัดสินใจก่อเหตุ ว่า มีหลายปัจจัย ซึ่งความเครียดก็เป็นหนึ่งในนั้น 

ส่วนก่อนหน้านี้รัฐบาลเคยมีมาตรการควบคุม การพกพาอาวุธปืนในที่สาธารณะเหตุใดเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงไม่จัดการปัญหานี้ได้  นายอนุทิน กล่าวว่า การพกพาอาวุธใดๆ ในที่สาธารณะนผิดกฎหมายอยู่แล้วในประเทศของไทย แต่ในกรณีนี้ มีปัจจัยอื่นๆ อีกหลายประการที่ทำให้เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น ดังนั้น เราจึงต้องรอจนกว่าการสืบสวนจะเสร็จสิ้น ซึ่งตนมั่นใจว่าทางสำนักงานตำรวจจะสรุป ผลและรายงานข้อเท็จจริงให้ทราบต่อไป

ทั้งนี้ นายอนุทิน ยังย้ำว่า ตั้งแต่ตนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเคยเสนอแก้ระเบียบการครอบครองปืนและการอนุญาตพกพาอาวุธปืนในที่สาธารณะ จนมีการออกประกาศกระทรวงพกพาอาวุธปืนในที่สาธารณะและห้ามซื้ออาวุธปืน หากไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ  เมื่อตนมาเป็นนายกรัฐมนตรีหนึ่งในสิ่งที่จะทำ คือการออกกฏหมายฉบับใหม่ควบคุมอาวุธปืน ที่เข้มงวดมากขึ้น ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการ

อย่างไรก็ตามนายกรัฐมนตรีระบุว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ไม่ใช่อาชญากรแต่เกิดจากบุคคลที่มีความเครียด กดดันสะสมมานาน พร้อมยืนยันว่าอาวุธปืนที่ใช้ก่อเหตุเป็นปืนที่มีทะเบียนถูกต้องและถูกเก็บไว้ในบ้าน เนี่ยทำให้เด็กเข้าถึงได้ แต่ยืนยันว่า เหตุแบบนี้ไม่ใช่เหตุที่เกิดขึ้นในที่สาธารณะ พร้อมย้ำว่า จำเป็นต้องยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยในโรงเรียน เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้ปกครองว่า สถานศึกษาจะมีมาตรการป้องกันและคัดกรองการนำอาวุธเข้าไปในโรงเรียนที่ต้องเข้มงวดและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อความปลอดภัยของนักเรียนทุกคน ซึ่งในทางปฏิบัติคงถึงขั้นนำเครื่องเอ็กซเรย์หรือเครื่องตรวจอาวุธมาใช้ตรวจนักเรียนทุกคนก่อนเข้าโรงเรียน เพราะคงไม่เหมาะสม 

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ได้ย้ำกับสื่อต่างประเทศ ว่า รัฐบาลไม่ยอมให้ประชาชนทั่วไปครอบครอง หรือพกอาวุธใดใดในพื้นที่สาธารณะ โดยกรณีที่เยาวชนก่อเหตุ ต้องลงไปดูเรื่องปัญหาสุขภาพจิตของเยาวชน ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ใช่ปัญหาสุขภาพจิตโดยตรง แต่เป็นความเฉียบพลันหรืออารมณ์ชั่ววูบ ที่สามารถเกิดขึ้นได้จากการถูกกระตุ้น

นายกฯเผยสาเหตุมือยิงใน รร. เครียดเรื่องเรียน ถูกย่าเข้มงวด-อาวุธปืนเป็นของปู่ เตรียมการก่อเหตุมาอย่างดี

นายกฯเผยสาเหตุมือยิงใน รร. เครียดเรื่องเรียน ถูกย่าเข้มงวด-อาวุธปืนเป็นของปู่ เตรียมการก่อเหตุมาอย่างดี

นายกฯเผยสาเหตุมือยิงใน รร. เครียดเรื่องเรียน ถูกย่าเข้มงวด-อาวุธปืนเป็นของปู่ เตรียมการก่อเหตุมาอย่างดี

วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 17.58 น.

นายกฯถึงรร.เทพศิรินทร์ จ.นนทบุรี เผยสาเหตุมือยิงรร.ดัง เครียดเรื่องเรียน ถูกย่าเข้มงวด -อาวุธปืนเป็นของปู่ ชี้ เตรียมการก่อเหตุมาอย่างดี โพสต์โชว์อาวุธ ช่วงสงกรานต์ สั่ง‘ผบ.ตร.-ปลัดมท’ ตั้งด่านตรวจปืนทั่วประเทศ 

เมื่อเวลา 15.43 น. วันที่ 7 สิงหาคม 2569 ที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ จ.นนทบุรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เดินทางลงพื้นที่ ดูจุดเกิดเหตุกราดยิงภายในโรงเรียนเทพศิรินทร์ โดยมีนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ  นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข นายนิกร โสมกลาง รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย  และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

โดยเมื่อเดินทางถึงนายกฯรับฟังรายงานสถานการณ์โดยสรุปจากนายประเสริฐ  พร้อมสอบถามผบ.ตร.ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วย

จากนั้นเวลา 16.25 น.นายอนุทิน  ให้สัมภาษณ์ภายหลังลงพื้นที่รับฟังรายงาน ความคืบหน้าเหตุยิงที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ ถึงสาเหตุหลักของการก่อเหตุ ว่า ได้รับฟังรายงานในส่วนของระดับเหตุการณ์ ก็เป็นสิ่งที่น่าเสียใจที่มันเกิด แต่โชคดีที่ทุกอย่างมันจบสิ้นไปก่อน น้องที่ก่อเหตุ ก็ยังมีกระสุนอยู่อีก 30 กว่านัด ถ้าเขาไม่จบชีวิตตัวเอง ก็อาจจะเกิดเหตุ ที่จะไปทําร้ายคนอื่นเพิ่มขึ้นอีก

นายกฯ กล่าวว่า หลัก ๆ เป็นเรื่องของความเครียดจากการศึกษา และทราบว่าคุณย่าเคยเป็นครู อยากให้เรียนได้ดี ๆ ซึ่งค่อนข้างที่จะเข้มงวดกวดขัน จากที่ตํารวจสอบปากคําเพื่อนสนิท รับทราบว่าเขามีความเครียดด้านนี้อยู่ และก็มีบ่นๆอยู่ แต่ก็คงเป็นการเตรียมการมาอย่างดี เพราะวิธีจากการทําแผน มีลําดับขั้นตอน มีเป้าหมายชัดเจน 

เมื่อถามว่า สังเกตผู้เสียชีวิต ส่วนใหญ่พบว่าถูกยิงเข้าจุดสําคัญ นายกฯกล่าวว่า เท่าที่รับฟังรายงาน ก็คงตั้งใจที่จะก่อเหตุนี้ เพราะเขาเริ่มมาจากที่บ้าน เขาทําอะไรให้คุณปู่คุณย่า ที่เขาพักอาศัยอยู่ด้วย ตั้งแต่ที่บ้านนั่นคือสองรายแรก ซึ่งเราไม่ได้รับทราบมาก่อน เรามารับทราบหลังจากเกิดเหตุแล้ว เมื่อเจ้าหน้าที่ตํารวจกลับไปค้นที่บ้าน จึงพบว่ามีสองร่างเสียชีวิตคือคุณปู่กับคุณย่า 

เมื่อถามว่า มีการพูดคุยกันหรือไม่ว่าอาวุธปืนที่ก่อเหตุมาจากที่ไหน นายกฯ ตอบว่า เป็นปืนของคุณปู่ของเขา ที่เป็นปืนจดทะเบียน ซึ่งเห็นว่าในช่วงสงกรานต์ผู้ก่อเหตุได้โพสต์รูปอาวุธปืนลงอินสตาร์แกรม 

เมื่อถามว่า ตอนนี้ตัวเลขของผู้เสียชีวิตมีจํานวนเท่าไหร่  นายกฯ ตอบว่า ผู้เสียชีวิตทั้งหมด 8 ราย รวมปู่และย่าด้วย ส่วนผู้บาดเจ็บ 30 กว่าคน และมีผู้บาดเจ็บสาหัสที่ต้องดูแลอย่างใกล้ชิดมาก ๆ ประมาณ 9 ราย อยู่ที่โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า และโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า 

เมื่อถามว่าพอมีประกาศเรื่องห้ามพกพาอาวุธปืน แต่ยังมีการเกิดเหตุรายวันอยู่ จะ ดําเนินการเชิงรุกมากกว่านี้อย่างไร นายกฯ กล่าวว่า ตนจะต้องหารือกับผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ แต่จริงๆแล้วกฎหมายอันนี้มันชัดเจน ประชาชนทั่วไปที่ไม่ได้มีหน้าที่ ใด ๆ ในทางราชการ ไม่สามารถที่จะพกพาอาวุธปืนออกนอกบ้าน หรือเดินพกพาไปไหนในที่สาธารณะ ไปที่ไหนไม่ได้ทั้งนั้น ตนก็คงจะต้องมอบหมายชัดเจนให้ชัดเจนว่าจากนี้ไป ถ้าหากมีการตั้งด่านตรวจ ก็จะต้องตรวจค้นอาวุธปืนนี้ด้วย ถ้าเจอใครพกอาวุธ ก็จะถูกดําเนินคดีหนัก 

เมื่อถามว่า ตามรายงานมีเหตุจูงใจอะไรที่มาจากการเรียน ทําให้ไปยิงคุณครู ยิงเพื่อน  นายกฯ กล่าวว่า รายละเอียดเดี๋ยวให้ตํารวจ และพิสูจน์หลักฐาน ทําให้ละเอียดและออกไปชี้แจง เพราะการไปพูดอะไรก่อน เดี๋ยวจะทําให้เสียหายต่อรูปคดี

เมื่อถามว่า จากการตรวจสอบคอมพิวเตอร์ของผู้ก่อเหตุ พบว่ามีการเคยเปิดยูทูปดูคลิปเหตุกราดยิงในอเมริกา ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร นายกฯ ตอบว่า ตนยังไม่ได้รับรายงานเรื่องนี้ 

เมื่อถามต่อว่า ผู้ก่อการก่อเหตุ เคยประวัติไปซ้อมยิงปืนหรือไม่ นายกฯกล่าวว่า ซ้อมยิงปืนแบบเอาปืนไปยิงตนยังไม่ได้รับรายงาน ด้วยเด็กอายุ 14 ขวบ คงทําแค่นี้ไม่ได้ เขาก็คงมีวิธี ในการไปติดตามจากโซเชียลมีเดีย 

เมื่อถามถึงมาตรการดูแลครอบครัวของผู้เสียชีวิต นายกฯ กล่าวว่า มาตรการในการดูแลผู้เคราะห์ร้าย เรามีหลักปฏิบัติ ตามระเบียบของสํานักนายกรัฐมนตรี ก็จะมีกองทุน กระทรวงยุติธรรม โดยกรมสวัสดิการคุ้มครองสิทธิก็จะมีกองทุนของเขา ส่วนกระทรวงศึกษาธิการ นายประเสริฐ จันทรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ ได้แจ้งว่า จะมีกองทุนที่มาดูแลครอบครัว ตนขอให้ ไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ  แต่ขอยืนยันว่าจะพยายามทุกวิถีทาง ให้การดูแลเยียวยาครอบครัวของผู้เคราะห์ร้าย ในกรณีเสียชีวิตต้องเยียวยาเขาให้ดีที่สุดเท่าที่จะทําได้ 

เมื่อถามว่ากรณีที่เกิดขึ้นมีประเด็นอื่นอย่างเรื่องการบูลลี่ด้วยหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ยืนยันว่าน้องเขาตัดสินใจจบชีวิตตัวเอง ไม่มีความกดดันใด ๆ จากเจ้าหน้าที่ของบ้านเมือง อย่างที่ตนเรียนว่าในสิ่งเหล่านี้ มีสิ่งที่ตนขอไม่ใช่คําว่าโชคดี มันมีสิ่งที่หยุดไม่ให้สถานการณ์เลวร้ายไปกว่านี้ ถ้าน้องเขาไม่จบชีวิตตัวเอง แล้วต่อสู้ตํารวจก็จะประสบความสําเร็จมาก ในการหยุดยั้งเขา ซึ่งเขาเป็นเด็ก เมื่อมีการปะทะขึ้นมาแล้วตํารวจต้องตัดสินใจ อย่างใดอย่างหนึ่ง มันก็จะเกิดกรณีอื่นขึ้นมา วุ่นวายอีก เพราะฉะนั้นขอให้จบ ในกรณีที่น้องเขาได้ทําร้ายตัวเองไปเรียบร้อย ผู้ที่เกี่ยวข้องใกล้ชิดกับเขา คุณปู่คุณย่าก็ถูกทําร้ายตั้งแต่เช้า เพราะฉะนั้น เราจะดําเนินการในเรื่องของคดี ให้จบสิ้นโดยเร็ว เพราะตอนนี้คงไม่มีผู้ต้องหา ใด ๆ ที่เราต้องไปติดตามจับกุมอีก เราก็เอาบทเรียนนี้มาถอด พยายามอย่างสุดความสามารถ ในการสร้างบรรยากาศ และสร้างมาตรการความปลอดภัยให้เกิดขึ้นในโรงเรียน ในมหาวิทยาลัย และในที่สาธารณะให้มากที่สุด 

เมื่อถามว่า น้องผู้ก่อเหตุมีญาติคนอื่นอีกหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ทราบข่าวว่า คุณพ่อคุณแม่แยกทางกัน ซึ่งน้องไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ 

เมื่อถามย้ําว่าน้องไม่มีใครแล้วใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ณ ขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงาน 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนที่นายกจะขึ้นรถเดินทางกลับได้หันไปสั่งการ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ผบ.ตร. ให้ตั้งด่านตรวจอาวุธปืนทั่วประเทศ 

จากนั้นเวลา 17.10 น. ภายหลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทยลงพื้นที่ติดตามเหตุยิงที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ จังหวัดนนทบุรี ได้เดินทางกลับเข้าทำเนียบรัฐบาลพร้อมกับ พล.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางด้วย

สั่งเยียวยาด่วน! รัฐเคาะเงินช่วยเหลือ เหตุกราดยิงเทพศิรินทร์ เสียชีวิต 1 ล้านบาท

สั่งเยียวยาด่วน! รัฐเคาะเงินช่วยเหลือ เหตุกราดยิงเทพศิรินทร์ เสียชีวิต 1 ล้านบาท

สั่งเยียวยาด่วน! รัฐเคาะเงินช่วยเหลือ เหตุกราดยิงเทพศิรินทร์ เสียชีวิต 1 ล้านบาท

วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 17.23 น.

นายกรัฐมนตรีแสดงความเสียใจครอบครัวผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ เหตุกราดยิงในโรงเรียนฯ สั่งการเยียวยาให้ความช่วยเหลือเร่งด่วน

7 ส.ค.69 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต เหตุนักเรียนชายกราดยิงภายในโรงเรียนเทพศิรินทร์ บางกรวย จังหวัดนนทบุรี สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเยียวยาให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

นางสาวรัชดา กล่าวว่า นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ประธานกรรมการกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี เตรียมประชุมพิจารณามอบเงินเยียวยาในส่วนของกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย ฯ ในช่วงบ่ายวันนี้ โดยอ้างอิงจากการเยียวยาช่วยเหลือจากเหตุการณ์ที่ผ่านมา ดังนี้ กรณีผู้เสียชีวิต จำนวน 1,000,000 บาท กรณีทุพพลภาพ จำนวน 700,000 บาท กรณีบาดเจ็บสาหัส จำนวน 200,000 บาท และกรณีบาดเจ็บเล็กน้อย จำนวน 100,000 บาท

สำหรับการช่วยเหลือในส่วนของกรมกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม เข้าไปดำเนินการให้ความช่วยเหลือแล้ว ซึ่งการดูแลจะเป็นไปตามพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา

“รัฐบาลขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมบูรณาการความช่วยเหลือจากหน่วยงานราชการเร่งให้ความช่วยเหลือในทุก ๆ ด้าน อย่างครอบคลุม ตามข้อสั่งการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย” นางสาวรัชดา กล่าว

‘อนุสรณ์’ สส.พรรคส้ม ตะโกนเรียกร้องสันติภาพ ป่วนงานรัฐสภาต้อนรับ ‘มิน ออง ไลง์’ ตร.สภารุดหิ้วปีกพ้นพื้นที่

‘อนุสรณ์’ สส.พรรคส้ม ตะโกนเรียกร้องสันติภาพ ป่วนงานรัฐสภาต้อนรับ ‘มิน ออง ไลง์’ ตร.สภารุดหิ้วปีกพ้นพื้นที่

‘อนุสรณ์’ สส.พรรคส้ม ตะโกนเรียกร้องสันติภาพ ป่วนงานรัฐสภาต้อนรับ ‘มิน ออง ไลง์’ ตร.สภารุดหิ้วปีกพ้นพื้นที่

วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 17.23 น.

For Peace For Humanity มีป่วน! ‘อนุสรณ์ ธรรมใจ’ กะสร้างชื่อสส.สมัยแรก ตะโกนเรียกร้องลั่นสภาฯเพื่อ ‘สันติภาพ-มนุษยธรรม’ ระหว่าง ‘ปธ.วุฒิสภา’ ต้อนรับ ‘มิน ออง ไลง์’  ตำรวจสภารุดหิ้วปีกพ้นพื้นที่

วันที่ 7 สิงหาคม 2569 เมื่อเวลาประมาณ 10.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานจากอาคารรัฐสภาว่า เกิดเหตุวุ่นวายขึ้นระหว่างที่ นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา มีกำหนดการให้การรับรอง นายมิน ออง ไลง์ ผู้นำทางการเมืองและการทหารแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐบาล ณ ห้องรับรองพิเศษ 204 รัฐสภา

โดยช่วงเวลาก่อนเริ่มพิธีต้อนรับ บริเวณโถงปลาอานนท์ หน้าห้องรับรองพิเศษ นายอนุสรณ์ ธรรมใจ สส.กทม. พรรคประชาชน ได้เดินทางมารอร่วมสังเกตการณ์ เพื่อเตรียมยื่นหนังสือผ่านประธานวุฒิสภา ไปถึงผู้นำเมียนมา โดยเรียกร้องให้เร่งแก้ไขปัญหาข้ามพรมแดน รวมถึงสนับสนุนให้เกิดกระบวนการฟื้นฟูประชาธิปไตยขึ้นในเมียนมา

ต่อมาเวลา10.50น. ทันทีที่คณะของ นาย มิน ออง ไลง์ เดินทางมาถึงจุดรับรอง นายอนุสรณ์ได้ส่งเสียงตะโกนเรียกร้อง “เพื่อสันติภาพ! เพื่อมนุษยธรรม!” ขึ้นอย่างต่อเนื่อง สร้างความตื่นตกใจให้แก่คณะผู้จัดงานและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสภาต้องรุดเข้าควบคุมสถานการณ์ และนำตัวนายอนุสรณ์ออกจากพื้นที่บริเวณดังกล่าวในทันที

ย้อนวาทะ ‘ชัยชนะ’ นายหัวลานทัวร์ปชป. จ้องแซะศุภจี-เอกนิติ เจอกระแสตีกลับฉ่ำๆ

ย้อนวาทะ ‘ชัยชนะ’ นายหัวลานทัวร์ปชป. จ้องแซะศุภจี-เอกนิติ เจอกระแสตีกลับฉ่ำๆ

ย้อนวาทะ ‘ชัยชนะ’ นายหัวลานทัวร์ปชป. จ้องแซะศุภจี-เอกนิติ เจอกระแสตีกลับฉ่ำๆ

วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 16.29 น.

เรียกทัวร์ได้ทุกครั้งเลยก็ว่าได้ สำหรับ “ชัยชนะ เดชเดโช” รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ บ้านใหญ่เมืองนครศรีธรรมราช เพราะแทบทุกครั้งที่เอ่ยปากวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล ด้วยการพูดกระทบกระเทียบ กลับสร้างกระแสตีกลับมายังตัวเองและพรรคตลอด อาทิ 

เมื่อวันที่ 22 เมษายน ได้พูดถึง “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” รองนายกฯและรมว.พาณิชย์ว่า “ท่านซุปเปอร์จี ควรตั้งใจทำงาน ให้เหมือนทำทรงผมนะครับ” ปรากฏว่ากระแสตีกลับ ทัวร์ลง ชาวเน็ตคอการเมืองพากันวิพากษ์วิจารณ์ที่ “ชัยชนะ” หยิบยกเรื่องทรงผมมาแซะ แทนที่จะใช้ข้อมูลในการวิจารณ์ 

ต่อมาวันที่ 13 กรกฎาคม “ชัยชนะ” วิพากษ์วิจารณ์นโยบายที่จะผลักดันร้านข้าวแกงราคาไม่เกินจานละ 40 บาท เพื่อช่วยเหลือประชาชน ซึ่งเป็นนโยบายของ “ศุภจี” ว่า “แต่ท่านบอกว่าจะช่วยให้เหลือ 40 บาท ผมคิดว่าข้าวแกงของท่านน่าจะเป็น ข้าวราดแกงกุ้งมังกร เพราะราคาสูงกว่าทั่วไป” คราวนี้ ทัวร์ลงแน่นขนัดทั้งส่วนตัวและพรรค 
ถัดมาแค่ 2 วัน วันที่ 15 กรกฎาคม “ชัยชนะ” เรียกทัวร์อีกครั้งว่า “ผมว่าท่าน (ศุภจี) เอาเวลาประดิษฐ์คำพูด เอามาประดิษฐ์งานดีกว่า” 

และล่าสุดคราวนี้วันที่ 5 สิงหาคม “ชัยชนะ” เรียกทัวร์ได้เต็มพื้นที่ โดยการแซะ “ศุภจี” พ่วง “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกฯและรมว.คลังด้วย ว่า  “เอกนิติ ศุภจีเอ๋ย เจ้าจงทำงานเพื่อประเทศชาติ เจ้าอย่าจงทำงานเพื่อเสริมสร้างบารมีตนเอง นอกจากแก้ปัญหาให้ประชาชนไม่ได้แล้ว เจ้าจงกลับไปดูการบริหารในกระทรวงของเจ้า ทั้งสองท่าน ทราบข่าวว่าท่านมีปัญหาทั้ง 2 กระทรวงกับข้าราชการประจำ มีปัญหาด้านนโยบาย สุดท้ายแล้ว กินน้ำมันตับปลาเยอะ ๆ สมองจะได้ดี จะได้มีสมองในการบริหารประเทศชาติต่อไป”

คราวนี้เลยโดนชาวเน็ตสั่งสอน บ้างก็บอกให้กลับไปศึกษาว่า น้ำมันตับปลา กับน้ำมันปลา ต่างกันอย่างไร และบางส่วนบอกว่า แทนที่จะให้ “ศุภจี” กับ “เอกนิติ” รับประทาน “ชัยชนะ” ควรเก็บไว้รับประทานเอง ขณะที่บางคนบอกว่า ต้องอาบเลย รับประทานเฉยๆ คงช่วยอะไรไม่ได้

ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

ประเสริฐ เตรียมสั่งคุมเข้ม ตรวจอาวุธในโรงเรียนทั่วประเทศ

ประเสริฐ เตรียมสั่งคุมเข้ม ตรวจอาวุธในโรงเรียนทั่วประเทศ

ประเสริฐ เตรียมสั่งคุมเข้ม ตรวจอาวุธในโรงเรียนทั่วประเทศ

วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 16.26 น.

“ประเสริฐ” เตรียมสั่งคุมเข้ม ตรวจอาวุธในโรงเรียนทั่วประเทศ พร้อมประสานทีมจิตวิทยาจุฬาฯ เยียวยาด่วนเร่งเยียวยาบุคลากรทางการศึกษา โดยไม่มีเงื่อนไข 

วันที่ 7 สิงหาคม 2569 เวลา 15.15 น. ที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าเหตุยิงที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี พร้อมกล่าวแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการสูญเสียบุคลากรทางด้านการศึกษาในครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ครั้งหนึ่ง ขณะนี้อยู่ระหว่างการรอผลชันสูตรและพิสูจน์หลักฐาน

สำหรับการดูแลความปลอดภัย เบื้องต้นได้พูดคุยกับผู้อำนวยการโรงเรียน ว่า การเยียวยาจิตใจเป็นเรื่องสำคัญ ทั้งนี้ได้รับการประสานงานจากคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่จะเข้ามาฟื้นฟูบำบัดเยียวยาจิตใจอีกทางหนึ่ง พร้อมทั้งสั่งให้ให้สำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดำเนินการช่วยเหลืออย่างเต็มที่ โดยไม่มีเงื่อนไข

นาย​ประเสริฐ​ กล่าวต่อว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ มีการนำอาวุธเข้ามา ที่ผ่านมายังไม่เคยดำเนินการถึงขั้นตรวจสอบอาวุธในกระเป๋า ดังนั้น ต่อไปนี้ต้องนำสิ่งต่าง ๆ ที่กระทบต่อความปลอดภัย มาคุยกันอย่างจริงจัง จะไม่ปล่อยให้เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้น เพราะโรงเรียนต้องเป็นสถานที่ปลอดภัย เรื่องการพกอาวุธเข้ามาในโรงเรียนต้องดำเนินการอย่างเข้มงวด โดยกระทรวงศึกษาธิการจะมีการประชุมและสั่งการไปยังผู้อำนวยการเขตทั่วประเทศในวันพรุ่งนี้

ส่วนการเยียวยา เป็นไปตามกฎเกณฑ์ของกระทรวงศึกษาธิการ โดยจะหารือร่วมกับรัฐบาลในการช่วยเหลือนี้อย่างเต็มที่ ทั้งนี้ จะมีการสั่งปิดโรงเรียนชั่วคราวหรือไม่ ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้อำนวยการโรงเรียน เพราะต้องดูเรื่องสภาพจิตใจของคุณครูและนักเรียนเป็นหลัก

​ป้องทุจริต-หวั่นรัฐเสียหาย! สถ.แจงยิบโต้โรม ปมยกเลิกจัดสอบท้องถิ่นปี 66

​ป้องทุจริต-หวั่นรัฐเสียหาย! สถ.แจงยิบโต้โรม ปมยกเลิกจัดสอบท้องถิ่นปี 66

​ป้องทุจริต-หวั่นรัฐเสียหาย! สถ.แจงยิบโต้โรม ปมยกเลิกจัดสอบท้องถิ่นปี 66

วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 16.04 น.

ป้องทุจริต-หวั่นรัฐเสียหาย! “สถ.”แจงยิบโต้”โรม” ปมยกเลิกจัดสอบท้องถิ่นปี 66 ยันดำเนินการเป็นไปตามระเบียบ-กม.ที่เกี่ยวข้อง

7 สิงหาคม 2569 กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) กระทรวงมหาดไทย (มท.) ออกเอกสารข่าวชี้แจงกรณีการดำเนินการจัดสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ประจำปี 2566 โดยมีเนื้อหาระบุว่า ตามที่ นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร พิจารณากรณีการทุจริตการสรรหาบุคคลเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่น และนำเสนอข้อมูลและข้อสังเกตต่อสาธารณะเกี่ยวกับกระบวนการจัดจ้าง การยกเลิกการคัดเลือกผู้ดำเนินการจัดสอบแข่งขัน และการจัดสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น เมื่อวันที่ 6สิงหาคม2569 ซึ่งอาจทำให้สาธารณชนเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าการดำเนินการของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) มิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือมีการแทรกแซง นั้น

สถ.ขอเรียนชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าว ดังนี้

1.การจัดสอบแข่งขันเพื่อบรรจบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น

1.1 การจัดสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นเป็นภารกิจตามกฎหมาย ดำเนินการโดยคณะกรรมการกลางข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น (ก.กลาง) ซึ่งเป็นการดำเนินการตามคำสั่ง คสช. ที่ 8/2560 ลงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2560 โดยให้คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) เป็นผู้จัดสอบแข่งขัน โดย ก.กลาง มอบหมายให้ สถ.ดำเนินการจัดจ้างมหาวิทยาลัยของรัฐเพื่อดำเนินการจัดสอบซึ่งเป็นไปตามประกาศมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับหลักเกณฑ์

1.2 การจัดสอบในปี2566 สถ.ได้เชิญมหาวิทยาลัยของรัฐให้ยื่นข้อเสนอและเสนอราคาและมีมหาวิทยาลัยของรัฐ จำนวน 2 แห่งเข้ายื่นข้อเสนอ คือมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี และมหาวิทยาลัยบูรพา เมื่อพิจารณาข้อเสนอแล้วมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรีเป็นผู้ชนะการเสนอราคาต่อมามหาวิทยาลัยบูรพาได้อุทธรณ์ตามกฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้าง และคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และข้อร้องเรียน กรมบัญชีกลาง ได้วินิจฉัยว่าอุทธรณ์ฟังขึ้น เมื่อพิจารณาผลใหม่แล้วมหาวิทยาลัยบูรพาเป็นผู้ชนะการเสนอราคา โดยประกาศรายชื่อผู้ขนะการเสนอราคา เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2566

2.เหตุผลการยกเลิกผู้ชนะการเสนอราคา

2.1 กลุ่มเครือข่ายการต่อต้านการทุจริตในการจัดสอบได้มายื่นร้องเรียนต่อกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 4 มกราคม2567 โดยขอให้เปลี่ยนแปลงวิธีการสอบ (เสนอให้มีการนำภาค ก ของสำนักงาน ก.พ. มาใช้เกี่ยวกับการสอบแข่งขัน โดยไม่จำเป็นต้องสอบผ่านภาค ก ของ กสถ.) การพิจารณาเกี่ยวกับการจัดจ้างมหาวิทยาลัย และตรวจสอบการเรียกรับผลประโยชน์ในการจัดสอบ

2.2 กระทรวงมหาดไทยได้มีคำสั่งที่ 150/2567 ลงวันที่ 16 มกราคม 2567 แต่งตั้งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ตามข้อร้องเรียนข้างต้น

2.3 เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2567 ได้มีการจัดประชุมร่วมกันระหว่าง มท. สถ. กสถ. บก.ปปป. สำนักงาน ป.ป.ช. และ สำนักงาน ป.ป.ท. เพื่อกำหนดหนดแนวทางป้องกัน ต่อต้าน และปราบปรามการทุจริตในการจัดสอบ โดยได้มีมติร่วมกันในการจัดทำข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับภาคีเครือข่ายการป้องกันและปราบปรามการทุจริต และให้ชะลอการลงนามในสัญญาจ้างจัดสอบออกไปก่อน จนกว่าการพิจารณาของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงจะได้ข้อยุติ

2.4 สถ.ดำเนินการตามข้อสังเกตและข้อเสนอแนะของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง มท. เช่น กำหนดมาตรการการป้องกันการทุจริตในกระบวนการสอบทุกขั้นตอนอย่างละเอียดชัดเจน และกำหนดให้หน่วยงานภาคีเครือข่ายเข้าร่วมสังเกตการณ์กระบวนการสอบทุกขั้นตอน เป็นต้น และ สถ. ได้นำข้อสังเกตดังกล่าวมายกร่าง TOR

2.5 กสถ.ในการประชุมครั้งที่ 5/2567 เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2567 ได้พิจารณาแล้วเห็นว่าหากดำเนินการตาม TOR เดิมต่อไป อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่หน่วยงานของรัฐและกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ จึงจำเป็นต้องกำหนดมาตรการป้องกันการทุจริตเพิ่มเติมตามข้อสังเกตและข้อเสนอแนะของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง มท. ซึ่งมีผลทำให้ชอบเขตของงานจ้างเปลี่ยนแปลงและมีผลกระทบต่อวงเงินที่จัดจ้างที่เปลี่ยนแปลงไปตามปริมาณงาน และได้พิจารณาเกี่ยวกับประเด็นการนำ ภาค ก ของสำนักงาน ก.พ. มาใช้ในการสอบแข่งขัน โดยไม่จำเป็นต้องสอบผ่านภาค ก ของ กสถ. ซึ่งได้พิจารณาประเด็นดังกล่าวในการประชุม กสถ. และ ก.กลาง หลายครั้ง

ด้วยเหตุผลดังกล่าว สถ. ได้มีหนังสือหารือกรมบัญชีกลางกรณียกเลิกการจ้างจัดสอบในครั้งนี้และเริ่มกระบวนการจัดหาใหม่ ซึ่งกรมบัญชีกลางได้พิจารณากรณีหารือตามเหตุผลดังกล่าวแล้วแจ้งว่า หาก สถ. มีความประสงค์จะยกเลิกการจ้าง ย่อมเป็นดุลยพินิจของ สถ. ที่จะพิจารณา ด้วยกระบวนการขั้นตอนและเหตุผลดังกล่าว สถ. จึงได้มีประกาศยกเลิกประกาศให้มหาวิทยาลัยบูรพา เป็นผู้ชนะการเสนอราคา

3.การดำเนินการของ สถ. เพื่อป้องกันการทุจริตการสอบแข่งขัน

3.1 สถ. ได้มีการกำหนดมาตรการป้องกันการทุจริตให้มีการรัดกุมมากยิ่งขึ้นตามข้อสังเกต และข้อเสนอแนะของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง รวมถึงมติของ กสถ. เช่น แยกขั้นตอนการรับสมัครสอบออกจากการจัดจ้าง เพื่อให้มึงบประมาณที่ชัดเจนก่อนดำเนินการจัดจ้างและมีข้อมูลสำหรับการบริหารจัดการการสอบให้มีประสิทธิภาพ การจัดให้มีการตรวจกระดาษคำตอบที่ศูนย์สอบ ทั้ง 10 ศูนย์ เพื่อให้เกิดความรวดเร็วในการตรวจกระดาษคำตอบและป้องกันการเปลี่ยนกระดาษคำตอบระหว่างการเคลื่อนย้าย และจัดให้หน่วยงานภาคีเครือข่ายเข้าร่วมสังเกตการณ์กระบวนการสอบทุกขั้นตอน

3.2 การจัดจ้างสอบในปี 2568 ได้ดำเนินการโดยวิธีประกวดราคากลางอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) เพื่อเปิดโอกาสให้มหาวิทยาลัยของรัฐหรือสถาบันการศึกษาของรัฐทุกแห่งที่มีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไขที่กำหนดตามเอกสารประกวดราคาเข้ายื่นข้อเสนอได้ทั้งหมด อีกทั้งในการจัดทำร่าง TOR ได้มีการเชิญหน่วยงานภาคีเครือข่ายร่วมประชุมเพื่อให้ความเห็นเกี่ยวกับมาตรการป้องกันการทุจริต โดยพิจารณาถึงประโยชน์ของทางราชการ โปร่งใส เป็นธรรม ไม่เป็นการกีดกันหรือเอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้เสนอราคารายใจ

3.3 การดำเนินการจัดสอบแข่งขันดังกล่าว เป็นอำนาจและหน้าที่ ของคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่นตามคำสั่ง คสช. ที่ 8/2560 ลงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2560 โดยดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องทุกประการ

กมธ.การศาสนาฯ จัดนิทรรศการ‘วัฒนธรรมรักษ์โลก’ ขยายพลังเครือข่ายสิ่งแวดล้อมผ่านมิติศาสนา

กมธ.การศาสนาฯ จัดนิทรรศการ‘วัฒนธรรมรักษ์โลก’ ขยายพลังเครือข่ายสิ่งแวดล้อมผ่านมิติศาสนา

กมธ.การศาสนาฯ จัดนิทรรศการ‘วัฒนธรรมรักษ์โลก’ ขยายพลังเครือข่ายสิ่งแวดล้อมผ่านมิติศาสนา

วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 15.36 น.

กมธ.การศาสนาฯ จัดนิทรรศการ‘วัฒนธรรมรักษ์โลก’ ขยายพลังเครือข่ายสิ่งแวดล้อมผ่านมิติศาสนา

วันที่ 5 สิงหาคม 2569 เวลา 09.15 นาฬิกา ณ ห้องโถงหน้าห้องจัดประชุมสัมมนา ชั้น B1 อาคารรัฐสภา คณะกรรมาธิการการศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม วุฒิสภา จัดการเสวนาเชิงปฏิบัติการและนิทรรศการ ภายใต้โครงการ “พลังแห่งศาสนสถาน : ศรัทธาและภูมิปัญญา ขับเคลื่อนสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนด้วยวิถีพอเพียง” โดยมีนางเอมอร ศรีกงพาน ประธานคณะกรรมาธิการการศาสนาฯ กล่าวเปิดนิทรรศการ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วราวุธ ตีระนันท์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านศาสนา คุณธรรม จริยธรรม กล่าวรายงาน พร้อมด้วยคณะกรรมาธิการฯ คณะอนุกรรมาธิการที่เกี่ยวข้อง ผู้บริหารและบุคลากรสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาและสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน นักเรียน นักศึกษา และสื่อมวลชน เข้าร่วม

นางเอมอร ศรีกงพาน ประธานคณะกรรมาธิการการศาสนาฯ กล่าวว่า โครงการนี้เกิดจากความร่วมมือของคณะกรรมาธิการการศาสนาฯ ร่วมกับสมาคมคาทอลิกแห่งประเทศไทย มูลนิธิ ดร.เทียม โชควัฒนา สื่อมวลชนคาทอลิกประเทศไทย และภาคีเครือข่ายจากทุกภาคส่วน เพื่อส่งเสริมให้สังคมไทยตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยอาศัยพลังของศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปวัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นกลไกสำคัญในการสร้างจิตสำนึกและการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกช่วงวัย

โครงการนี้เป็นการดำเนินงานที่สืบสานเจตนารมณ์ของคณะกรรมาธิการการศาสนาฯ อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะเป็นปีที่ 2 ของคณะกรรมาธิการชุดปัจจุบัน แต่หากนับรวมการดำเนินงานที่ได้ริเริ่มไว้โดยคณะกรรมาธิการชุดก่อนแล้ว ถือเป็นการดำเนินงานต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการใช้มิติทางศาสนา คุณธรรม จริยธรรม และศิลปวัฒนธรรม มาสร้างความตระหนักรู้และปลูกจิตสำนึกในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมของสังคมไทยอย่างยั่งยืน พร้อมเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า งานเสวนาและนิทรรศการในวันนี้จะเป็นอีกก้าวสำคัญในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และขยายผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมผ่านมิติของศาสนา คุณธรรม และวัฒนธรรม เพื่อร่วมกันสร้างสังคมที่มีความสมดุล ทั้งด้านจิตใจ สังคม และสิ่งแวดล้อม อันจะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศต่อไป

สำหรับการจัดโครงการ “พลังแห่งศาสนสถาน : ศรัทธาและภูมิปัญญา ขับเคลื่อนสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนด้วยวิถีพอเพียง” ในวันนี้ แบ่งการจัดกิจกรรมออกเป็น 2 ช่วง โดยในช่วงเช้าเป็นการเสวนาเชิงปฏิบัติการ พร้อมการบรรยายพิเศษในหัวข้อ “ศาสนสถานต้นแบบกับการจัดการสิ่งแวดล้อม” โดยพระราชวัชรบัณฑิต เจ้าอาวาสวัดจากแดง และการจัดแสดง 29 นิทรรศการ จากความร่วมมือของ 33 หน่วยงานที่แสดงถึงการเรียนรู้และลงมือปฏิบัติด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมในยุคการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และฝึกปฏิบัติแนวทางลดผลกระทบจากภาวะโลกร้อน การจัดการขยะ การลดก๊าซเรือนกระจก และการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่าในศาสนสถานและชุมชน

นอกจากนี้ยังแสดงถึงการประยุกต์ใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่การจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน และเสริมพลังศาสนสถานและเครือข่ายศรัทธาในการขับเคลื่อนสิ่งแวดล้อม โดยการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวปฏิบัติที่ดีในการนำหลักธรรม ค่านิยม และกิจกรรมทางศาสนามาส่งเสริมจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมและการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยสร้างสรรค์นวัตกรรมและกิจกรรมต้นแบบเพื่อชุมชนสีเขียวผ่านกิจกรรมการใช้วัสดุธรรมชาติ การเพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือใช้ และนวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อพัฒนาต้นแบบที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงในศาสนสถานและชุมชน

โดยได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานต่าง ๆ ร่วมจัดนิทรรศการ อาทิ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม สถาบันลูกโลกสีเขียว บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กรมป่าไม้ พุทธสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมถ์ กรมการศาสนา วัดจากแดง โรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน Siam Wellness สมาคมสื่อมวลชนพระพุทธศาสนาและศิลปวัฒนธรรมนานาชาติ และ Ephrata Music เป็นต้น