ฝนถล่มจีน! น้ำท่วมหนัก 2 มณฑล บ้านพังกว่า 345 หลัง อพยพประชาชนกว่า 6,500 คน

ฝนถล่มจีน! น้ำท่วมหนัก 2 มณฑล บ้านพังกว่า 345 หลัง อพยพประชาชนกว่า 6,500 คน

7 ส.ค. 2569 08:33 น.

ฝนถล่มจีน! น้ำท่วมหนัก 2 มณฑล บ้านพังกว่า 345 หลัง อพยพประชาชนกว่า 6,500 คน

พื้นที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีนเผชิญฝนตกหนักต่อเนื่องจนเกิดน้ำท่วมฉับพลัน สร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง ทั้งถนน โครงสร้างพื้นฐาน และบ้านเรือนประชาชน โดยเฉพาะในมณฑลส่านซีและมณฑลหูเป่ย์

สำนักข่าว CCTV ของจีนรายงานว่า เมืองซ่างลั่ว รวมถึงอำเภอจ้าซุ่ย ในมณฑลส่านซี ได้ประกาศใช้มาตรการตอบสนองเหตุอุทกภัยระดับ 3 พร้อมสั่งปิดแหล่งท่องเที่ยวทั้งหมดและกิจกรรมล่องแก่ง ระงับการเดินรถโดยสาร หยุดงานก่อสร้างและกิจกรรมภาคอุตสาหกรรม รวมถึงใช้มาตรการควบคุมการจราจรบนถนนสายหลักและด่านเก็บค่าผ่านทางหลายแห่ง

รายงานระบุว่า ฝนตกหนักส่งผลกระทบต่อ 54 หมู่บ้านใน 9 ตำบล บ้านเรือนได้รับความเสียหายหรือพังถล่มรวม 345 หลัง และมีการอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยงมากกว่า 5,000 คน

ขณะเดียวกัน ที่เมืองอี๋ชาง มณฑลหูเป่ย์ ทางการได้อพยพประชาชนอีก 1,582 คนเป็นการป้องกันล่วงหน้า หลังฝนตกหนักในช่วงเวลาสั้น ๆ ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำและลำธารเพิ่มสูงอย่างรวดเร็ว

โดยเฉพาะในอำเภอจื่อกุย น้ำได้เอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำและชุมชนชนบทหลายแห่ง สร้างความเสียหายต่อเส้นทางคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่เจ้าหน้าที่ยังคงเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากยังมีความเสี่ยงเกิดน้ำท่วมเพิ่มเติมหากฝนยังตกต่อเนื่อง.

ที่มา : Reuters

ตร.อินโดฯ รวบผู้ช่วยนักบินมาเลเซีย ขนยาอี 70,000 เม็ดซุกกระเป๋าเดินทางเข้าประเทศ

ตร.อินโดฯ รวบผู้ช่วยนักบินมาเลเซีย ขนยาอี 70,000 เม็ดซุกกระเป๋าเดินทางเข้าประเทศ

7 ส.ค. 2569 08:24 น.

ตร.อินโดฯ รวบผู้ช่วยนักบินมาเลเซีย ขนยาอี 70,000 เม็ดซุกกระเป๋าเดินทางเข้าประเทศ

ตำรวจอินโดนีเซีย จับกุมผู้ช่วยนักบินชาวมาเลเซีย รับจ้างขนยาอี ยาไอซ์ กว่า 70,000 เม็ด ซุกกระเป๋าเดินทางขณะถึงสนามบินกรุงจาการ์ตา พบผลตรวจปัสสาวะเป็นบวกหลายชนิด เร่งขยายผลเครือข่ายค้ายา

วันที่ 6 สิงหาคม 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจอินโดนีเซียจับกุมตัวนายโมห์ด เซาฟี บิน ออธมัน ผู้ช่วยนักบินชาวมาเลเซีย วัย 39 ปี ที่เดินทางมากับเที่ยวบิน MH727 ของสายการบินมาเลเซียแอร์ไลน์ส จากกรุงกัวลาลัมเปอร์ ถึงท่าอากาศยานนานาชาติซูการ์โน-ฮัตตา กรุงจาการ์ตา เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม หลังเจ้าหน้าที่ศุลกากรตรวจพบยาอี 70,114 เม็ด บรรจุใน 14 ห่อ น้ำหนักรวมราว 26 กิโลกรัม พร้อมไอซ์อีกประมาณ 4 กรัมซุกซ่อนในกระเป๋าเดินทาง 

รายงานข่าวระบุว่า กล้องวงจรปิดของสนามบินบันทึกภาพขณะที่นายออธมันเดินผ่านโถงผู้โดยสารขาเข้า รับกระเป๋า และมุ่งหน้าไปยังด่านศุลกากร จากนั้นเจ้าหน้าที่ศุลกากรได้คัดกรองกระเป๋าสีเงินของเขาไว้ตรวจสอบเพิ่มเติม หลังระบบวิเคราะห์ความเสี่ยงพบความผิดปกติ ก่อนตรวจพบของกลางเป็นยาเสพติด นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังยึดขวดบรรจุปัสสาวะขนาดเล็ก ซึ่งเชื่อว่าถูกเตรียมไว้เพื่อใช้สลับตัวอย่าง หากถูกตรวจหาสารเสพติด

หลังถูกควบคุมตัว ผู้ช่วยนักบินรายนี้ได้ถูกส่งให้สำนักงานสืบสวนคดีอาญาแห่งชาติของอินโดนีเซียดำเนินคดี โดยผลตรวจสารเสพติดพบว่า มีสารเมทแอมเฟตามีน ยาอี และโคเคนในร่างกาย และจากการสอบสวน ผู้ต้องหาอ้างว่าได้รับการว่าจ้างจากบุคคลหนึ่งให้ลำเลียงยาอีมายังกรุงจาการ์ตา แลกกับค่าจ้าง 50,000 ริงกิตมาเลเซีย หรือประมาณ 380,000 บาท และจะมีผู้มารับยาอีกทอดหนึ่งที่โรงแรม

ตำรวจยังระบุว่า ผู้ต้องหาสารภาพว่าเคยลักลอบขนยาเสพติดมาแล้วอย่างน้อย 2 ครั้ง ทั้งลำเลียงไอซ์ไปยังรัฐซาบาห์ของมาเลเซีย และขนไอซ์ราว 7 กิโลกรัม เข้ากรุงจาการ์ตา โดยเจ้าหน้าที่กำลังเร่งขยายผลไปยังเครือข่ายค้ายาเสพติด พร้อมตรวจสอบว่าขบวนการอาจอาศัยสิทธิพิเศษในการเดินทางของลูกเรือสายการบินเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจค้นหรือไม่

ด้านสายการบินมาเลเซียแอร์ไลน์ส ระบุว่า กำลังให้ความร่วมมือกับทางการอินโดนีเซียอย่างเต็มที่ และได้เปิดการสอบสวนภายในแล้ว ซึ่งหากความผิดได้รับการพิสูจน์ ผู้ต้องหาอาจเผชิญโทษสูงสุดตามกฎหมายยาเสพติดของอินโดนีเซีย ซึ่งรวมถึง โทษประหารชีวิต สำหรับคดียาเสพติดรายใหญ่.

ที่มา AFP

สหรัฐฯ ปล่อยเป็ดยางกว่า 90,000 ตัว ลอยแข่งกลางแม่น้ำชิคาโก ระดมทุนช่วยนักกีฬาพิการด้อยโอกาส

สหรัฐฯ ปล่อยเป็ดยางกว่า 90,000 ตัว ลอยแข่งกลางแม่น้ำชิคาโก ระดมทุนช่วยนักกีฬาพิการด้อยโอกาส

7 ส.ค. 2569 08:15 น.

สหรัฐฯ ปล่อยเป็ดยางกว่า 90,000 ตัว ลอยแข่งกลางแม่น้ำชิคาโก ระดมทุนช่วยนักกีฬาพิการด้อยโอกาส

เป็ดยางกว่า 90,000 ตัว ถูกปล่อยลงสู่แม่น้ำชิคาโก ของสหรัฐฯ เพื่อร่วมการแข่งขัน Chicago Ducky Derby ที่จัดขึ้นเพื่อระดมทุนสนับสนุน ช่วยนักกีฬาผู้พิการและผู้ที่มีความต้องการพิเศษทั่วรัฐ

การแข่งขัน Chicago Ducky Derby งานการกุศลประจำปีที่จัดขึ้นเพื่อระดมทุนสนับสนุน Special Olympics Illinois องค์กรที่จัดการแข่งขันกีฬาให้กับผู้พิการและผู้ที่มีความต้องการพิเศษทั่วทั้งรัฐ เปิดฉากขึ้นอย่างคึกคัก 

ไฮไลต์ของงานคือช่วงที่รถบรรทุกเทเป็ดยางจำนวนมหาศาลลงจากสะพานโคลัมบัสไดรฟ์ ก่อนที่เป็ดยางทั้งหมดจะลอยไปตามกระแสน้ำในแม่น้ำชิคาโก ในนครชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ ของสหรัฐฯ  เป็นเวลาราว 15 นาที ท่ามกลางเสียงเชียร์ของประชาชนที่มารวมตัวกันแน่นทั้งสองฝั่งแม่น้ำ

หลังการแข่งขัน เจ้าหน้าที่ได้คัดเลือกเป็ดยางที่เข้าเส้นชัยเป็นอันดับหนึ่งและอันดับสอง โดย เบกกี คาวานาห์ ทูตกิจกรรม Ducky Derby และนักกีฬา Special Olympics ที่เข้าร่วมการแข่งขันมากว่า 13 ปี เป็นผู้ชูเป็ดยางผู้ชนะ ท่ามกลางเสียงปรบมือและการเฉลิมฉลองของผู้ร่วมงาน

กิจกรรมนี้เปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมบริจาคด้วยการช่วยอุปถัมภ์เป็ดยาง ในราคา 10 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อ 1 ตัว ซึ่งสามารถสนับสนุนค่าอาหารกลางวันของนักกีฬา 1 มื้อระหว่างการแข่งขัน หรือเลือกแพ็ก 6 ตัว ราคา 30 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งช่วยสนับสนุนการจัดหาเหรียญรางวัลให้กับทีมกีฬา

ผู้จัดงานระบุว่า การแข่งขันในปีนี้สามารถระดมทุนได้มากกว่า 480,000 ดอลลาร์สหรัฐ โดยผู้สนับสนุนเป็ดยางที่เข้าเส้นชัยเป็นอันดับหนึ่งได้รับรางวัลเป็นรถยนต์ SUV ส่วนอันดับสองจะได้รับเงินสด 2,500 ดอลลาร์สหรัฐ

ด้าน พีต บีล-เดลเวกคิโอ ประธานองค์กร Special Olympics Illinois กล่าวว่า งานนี้เป็นวันที่พิเศษสำหรับนักกีฬาทุกคน ซึ่งเป็นที่น่ายินดีที่ทุกปีมีผู้ให้การสนับสนุนและเข้าร่วมงานหลายพันคน ซึ่งภายในงานยังมีกิจกรรมความบันเทิง ทั้งการถ่ายภาพกับเป็ดยางเป่าลมขนาดใหญ่และการแสดงดนตรีจากดีเจ สร้างสีสันให้กับบรรยากาศงานการกุศลริมแม่น้ำชิคาโก.

ที่มา : AP

ราคาน้ำมันโลกพุ่ง หลังอิหร่านเผยร่างแผนการ จำกัดการสัญจรในฮอร์มุซ

ราคาน้ำมันโลกพุ่ง หลังอิหร่านเผยร่างแผนการ จำกัดการสัญจรในฮอร์มุซ

7 ส.ค. 2569 06:08 น.

ราคาน้ำมันโลกพุ่ง หลังอิหร่านเผยร่างแผนการ จำกัดการสัญจรในฮอร์มุซ

ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้น 3.8% หลังสื่อทางการของอิหร่านเผยแพร่ร่างแผนการ ที่จำกัดการเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างเข้มงวด ขณะที่ยังไม่มีวี่แววของข้อตกลงเปิดช่องแคบที่สหรัฐฯ สัญญาไว้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ราคาน้ำมันดิบโลกปรับตัวสูงขึ้นในวันพฤหัสบดี (6 ส.ค. 2569) หลังจากสื่อทางการของอิหร่านเผยแพร่ร่างแผนการที่มีเงื่อนไขจำกัดการสัญจรของเรือในช่องแคบฮอร์มุซอย่างเข้มงวด จุดประกายความกังวลเรื่องอุปทานน้ำมันขึ้นมาอีกครั้ง

ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ซึ่งเป็นราคาอ้างอิงสากล ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.8% ปิดที่ 82.49 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัส (WTI) ของสหรัฐฯ ขยับขึ้นประมาณ 2.8% ปิดที่ 77.29 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ก่อนหน้านี้ ราคาน้ำมันร่วงลงราว 8% ในช่วงต้นสัปดาห์ หลังจากสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว CNBC เมื่อวันอังคารว่า ข้อตกลงที่จะเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้สามารถเดินเรือได้อย่างเสรีอาจเกิดขึ้นเร็วที่สุดในวันพุธ แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่มีวี่แวว

ในส่วนของอิหร่าน แม้จะยังไม่มีการประกาศข้อตกลงอย่างเป็นทางการ แต่มีรายงานว่าอิหร่านและโอมานกำลังร่วมกันจัดทำข้อตกลงเพื่อกำหนดเส้นทางสัญจรในช่องแคบฮอร์มุซ โดยรายงานข่าวระบุว่า เรือขาเข้าจะใช้เส้นทางผ่านน่านน้ำของอิหร่าน ขณะที่เรือขาออกจะใช้เส้นทางผ่านน่านน้ำของโอมาน

แต่ล่าสุดในวันพฤหัสบดี สำนักข่าวฟาร์ส (Fars) ซึ่งเป็นสื่อทางการของอิหร่าน เผยแพร่ร่างแผนงานเบื้องต้น ซึ่งกำหนดเงื่อนไขสำหรับการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่เข้มงวดกว่ามาก โดยฟาร์สระบุว่า ร่างแผนดังกล่าวกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมาธิการรัฐสภาอิหร่าน

ตามร่างแผนดังกล่าว อิหร่านจะสั่งห้ามเรือของสหรัฐฯ และอิสราเอลสัญจรผ่านช่องแคบโดยเด็ดขาด ส่วนประเทศอื่นที่มีพฤติกรรมสร้างความเสียหายแก่อิหร่านจะไม่อนุญาตให้ผ่านจนกว่าจะมีการจ่ายค่าชดเชย นอกจากนี้ เตหะรานจะลงโทษผู้ฝ่าฝืนด้วยการปรับเป็นเงินเท่ากับ 20% ของมูลค่าสินค้าที่บรรทุกอยู่บนเรือ

ในขณะเดียวกัน กลุ่มฮูตีในเยเมน ซึ่งเป็นพันธมิตรของอิหร่าน อ้างเมื่อวันพฤหัสบดีว่าได้โจมตีกลุ่มทหารซาอุดีอาระเบียที่มารวมกำลังกันในพื้นที่ตอนกลางของประเทศ และโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของซาอุดีอาระเบียในทะเลแดง นอกเมืองท่ายันบู ของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการเบี่ยงเส้นทางอ่าวฮอร์มุซด้วย

นอกจากนี้ ศูนย์ยุทธการทางเรือของสหราชอาณาจักร (UKMTO) รายงานว่าเมื่อวันพุธ มีเรือบรรทุกน้ำมันอีกลำหนึ่งแจ้งว่าได้ยินเสียงระเบิด 2 ครั้งนอกชายฝั่งโอมานขณะแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ อย่างไรก็ตาม UKMTO ระบุว่าลูกเรือและตัวเรือลำนี้ปลอดภัยดี

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnbc

นักวิทย์ใช้ AI ออกแบบสร้างไวรัสชนิดใหม่ สำเร็จเป็นครั้งแรก

นักวิทย์ใช้ AI ออกแบบสร้างไวรัสชนิดใหม่ สำเร็จเป็นครั้งแรก

7 ส.ค. 2569 04:16 น.

นักวิทย์ใช้ AI ออกแบบสร้างไวรัสชนิดใหม่ สำเร็จเป็นครั้งแรก

นักวิทยาศาสตร์สร้างไวรัสชนิดใหม่ในห้องปฏิบัติการ โดยใช้ AI ออกแบบรหัสพันธุกรรมทั้งหมดสำเร็จเป็นครั้งแรก โดยยืนยันว่า เป็นไวรัสสำหรับฆ่าแบคทีเรีย และไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า คณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดในสหรัฐฯ ประสบความสำเร็จในการสร้างไวรัสชนิดใหม่ในห้องปฏิบัติการจำนวน 16 ชนิด โดยใช้ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ในการออกแบบรหัสพันธุกรรม (Genome) ของไวรัสขึ้นใหม่ทั้งหมดเป็นครั้งแรก

นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า ไวรัสทั้ง 16 ชนิดนั้น ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้จับเชื้อแบคทีเรีย และไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ โดยมันสามารถเพิ่มจำนวนและทำงานได้จริง และทั้ง 6 ตัวได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรีย “อีโคไล” (E. coli) ได้

นักวิจัยใช้โมเดล AI ที่ชื่อว่า Evo1 และ Evo2 ซึ่งทำงานคล้ายกับ LLM อย่าง ChatGPT แต่คาดเดาโครงสร้างภาษาของสิ่งมีชีวิตแทนข้อความ และผ่านการฝึกฝน AI ด้วยรหัสพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตต่างๆ จน AI สามารถสังเคราะห์ไวรัสฆ่าแบคทีเรีย หรือ “แบคเทอริโอเฟจ” (Bacteriophage) ขึ้นมาใหม่ได้

ความสำเร็จนี้นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของวงการชีววิทยาสังเคราะห์ (Synthetic Biology) ที่ช่วยเปิดประตูสู่การรักษาโรคในยุคใหม่ เช่น การใช้แบคเทอริโอเฟจเพื่อต่อสู้กับเชื้อดื้อยาปฏิชีวนะ การพัฒนาเอนไซม์รักษาโรคทางพันธุกรรม หรือการสร้างแอนติบอดีสำหรับภูมิคุ้มกันบำบัด

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยจอห์นส ฮอปกินส์ เตือนว่าเทคโนโลยีนี้ส่งผลให้เกิดความกังวลอย่างเร่งด่วนด้านความปลอดภัยทางชีวภาพ เนื่องจากอาจมีผู้ใช้นำเทคโนโลยีไปประยุกต์สร้างเชื้อโรคหรืออาวุธชีวภาพชนิดใหม่

เพื่อไม่ให้เกิดไวรัสที่ส่งผลร้ายต่อมนุษย์ ทีมวิจัยได้ตัดข้อมูลไวรัสที่ติดเชื้อในสิ่งมีชีวิตซับซ้อนออกจากฐานข้อมูลฝึกฝน และจำกัดการทดลองไว้เฉพาะในห้องปฏิบัติการที่มีความปลอดภัยสูง รวมถึงเลือกทดลองเฉพาะกับไวรัสที่ทำลายแบคทีเรียเท่านั้น

ทั้งนี้ แม้ว่าพันธุกรรมของแบคเทอริโอเฟจจะมีขนาดเล็ก ประมาณ 5,400 คู่เบส เมื่อเทียบกับพันธุกรรมสิ่งมีชีวิตหรือมนุษย์ ซึ่งมีถึง 3 พันล้านคู่เบส แต่นักวิจัยมองว่านี่ยังเป็นเพียงจุดเริ่มต้นในการใช้ AI เขียนรหัสพันธุกรรมเพื่อสร้างสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ๆ ในอนาคต

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ติ๊กต็อกเกอร์สาว ผู้แชร์เรื่องราวการสู้มะเร็ง เสียชีวิตแล้วในวัย 26 ปี

ติ๊กต็อกเกอร์สาว ผู้แชร์เรื่องราวการสู้มะเร็ง เสียชีวิตแล้วในวัย 26 ปี

7 ส.ค. 2569 03:06 น.

ติ๊กต็อกเกอร์สาว ผู้แชร์เรื่องราวการสู้มะเร็ง เสียชีวิตแล้วในวัย 26 ปี

ซิดนีย์ โทล ติ๊กต็อกเกอร์สาวผู้แชร์วิดีโอเรื่องราวการต่อสู้กับโรคมะเร็งชนิดหายากของตัวเธอเอง และเป็นแรงบันดาลใจให้กับใครหลายคนมาตลอด 3 ปี เสียชีวิตแล้วด้วยวัยเพียง 26 ปี

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ซิดนีย์ โทล (Sydney Towle) อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังบนโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะบนแพลตฟอร์ม TikTok ผู้แชร์ประสบการณ์การใช้ชีวิตอยู่กับโรคมะเร็งชนิดหายากและรุนแรง เสียชีวิตแล้วด้วยวัยเพียง 26 ปี

ครอบครัวของซิดนีย์ประกาศข่าวการเสียชีวิตของเธอผ่านบัญชีโซเชียลมีเดียเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (6 ส.ค. 2569) โดยระบุว่าเธอเสียชีวิตจากภาวะแทรกซ้อนที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งท่อน้ำดีที่แพร่กระจายไปยังส่วนอื่นๆ ของร่างกาย

“ซิดจากไปอย่างสงบเมื่อคืนนี้ หลังจากต่อสู้กับมะเร็งท่อน้ำดีมานานเกือบ 3 ปี” ออสติน พี่ชายของเธอ กล่าวในคลิปวิดีโอที่เผยแพร่ผ่าน TikTok โดยมีแม่ของพวกเขาอยู่ในคลิปด้วย

ซิดนีย์ซึ่งมีผู้ติดตามมากกว่า 1 ล้านคนบน TikTok และมากกว่า 200,000 คนบนอินสตาแกรม ใช้เวลาช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ในการบันทึกเรื่องราวชีวิตประจำวันในฐานะคนรุ่นใหม่ที่ต้องเข้ารับการเคมีบำบัดและใช้ชีวิตอยู่กับโรคมะเร็ง ทั้งในมุมของความหวัง ความสุข และความยากลำบาก

ในช่วงสุดท้ายของชีวิต เธออาศัยอยู่ที่นครนิวยอร์ก และย้ายเข้ารับการดูแลแบบประคับประคองเมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา

“พวกเราภูมิใจอย่างยิ่งในความกล้าหาญในการต่อสู้ของซิดนีย์ และการที่เธอแชร์เรื่องราวการเดินทางกับคนจำนวนมาก” ครอบครัวโทลระบุในแถลงการณ์

“เธอต้องการสร้างการรับรู้เกี่ยวกับโรคมะเร็งชนิดหายาก และมีความมุ่งมั่นอย่างยิ่งในการสนับสนุนให้ผู้ป่วยเรียกร้องสิทธิและการดูแลเพื่อตนเอง พวกเราจะสานต่อเจตนารมณ์ของเธอและให้เกียรติเธอในทุกวิถีทางเท่าที่จะทำได้”

หลังจากข่าวการเสียชีวิตของซิดนีย์ได้รับการเปิดเผยออกมา ผู้ติดตามหลายพันคนได้โพสต์ข้อความบนบัญชีโซเชียลมีเดียของซิดนีย์เพื่อไว้อาลัย และส่งกำลังใจให้แก่ครอบครัวของเธอ

ทั้งนี้เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ซิดนีย์โพสต์วิดีโอหลายคลิปจากโรงพยาบาล ซึ่งเธอเข้ารับการรักษาภาวะแทรกซ้อน หลังจากมะเร็งได้แพร่กระจายไปเยื่อบุช่องท้อง ซึ่งเป็นเยื่อหุ้มที่บุภายในช่องท้องและอุ้งเชิงกราน และทำหน้าที่ปกป้องอวัยวะภายใน

ในวันที่ 19 พ.ค. ซิดนีย์โพสต์คลิปภาพตัวเองนั่งอยู่ข้างคุณแม่ในโรงพยาบาล โดยเล่าว่าแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็งบอกกับเธอว่า เขาไม่สามารถรักษาโรคมะเร็งของเธอได้อีกต่อไป และแนะนำให้เริ่มการดูแลในช่วงระยะสุดท้ายของชีวิต แต่ซิดนีย์ยืนยันว่าจะสู้ต่อไป และเปลี่ยนไปรักษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญคนอื่นแทน

แม้จะมีอาการป่วย แต่ซิดนีย์ก็แสดงออกถึงความสดใสและเปี่ยมไปด้วยความรักในการใช้ชีวิต ผ่านวิดีโอบนโซเชียลมีเดียของเธอ โดยเธอมักโพสต์วิดีโอเต้น แต่งตัว และสนุกสนานกับเพื่อนๆ อยู่เสมอ

เมื่อไม่นานมานี้ เธอเพิ่งทำความฝันในการเป็นนางแบบได้สำเร็จ โดยได้เดินแบบในชุดว่ายน้ำให้กับโชว์ The Chemo Club x Post Swim ในงาน Miami Swim Week

“ชีวิตรวยความสุขมาก เพราะเพื่อนๆ เลือกที่จะใช้เวลาวันเสาร์มาร่วมระดมทุนสำหรับการวิจัยโรคมะเร็ง” ซิดนีย์เขียนไว้ในโพสต์เมื่อเดือนมีนาคม

ซิดนีย์ยังไม่เขินอายที่จะเผยให้เห็นบริเวณหน้าท้องของเธอผ่านโซเชียลมีเดีย ซึ่งเป็นจุดที่เธอได้รับการผ่าตัดฝังเครื่องให้ยาเคมีบำบัดผ่านทางตับ

“ฉันเพิ่งเริ่มมองเห็นความแข็งแกร่งและความงดงามในร่างกายนี้เมื่อไม่นานมานี้เอง” เธอเขียนไว้ในโพสต์เมื่อปีที่แล้ว พร้อมภาพถ่ายของตัวเองในชุดว่ายน้ำ “รอยแผลเป็นเหล่านี้คอยเตือนใจว่าฉันผ่านอะไรมาไกลแค่ไหน และเตือนฉันว่าความฝันจะจบลงก็ต่อเมื่อเรายินยอมให้มันจบเท่านั้น”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

กบฏฮูตีโจมตีค่ายทหารกองทัพรัฐบาลเยเมน ดับอย่างน้อย 30 ศพ

กบฏฮูตีโจมตีค่ายทหารกองทัพรัฐบาลเยเมน ดับอย่างน้อย 30 ศพ

7 ส.ค. 2569 01:36 น.

กบฏฮูตีโจมตีค่ายทหารกองทัพรัฐบาลเยเมน ดับอย่างน้อย 30 ศพ

กลุ่มกบฏฮูตีโจมตีค่ายทหารของกองทัพรัฐบาลเยเมนในภาคกลางของประเทศ ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 30 ศพ โดยอ้างว่า ซาอุดีอาระเบียซึ่งสนับสนุนรัฐบาลเยเมน กำลังสะสมกำลังเพื่อโจมตีพวกเขา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กลุ่มกบฏฮูตียิงขีปนาวุธและส่งโดรนโจมตีค่ายทหารหลายแห่งของกองกำลังฉุกเฉิน (Emergency Forces) ของกองทัพรัฐบาลเยเมนในเขต อัล-รุไวก์ (Al-Ruwaik) ของจังหวัดมาริบ (Marib) และเขต อัล-อับร์ ของจังหวัดฮาดราเมาต์ (Hadramawt) ทำให้มีทหารเสียชีวิตอย่างน้อย 30 ศพ

นายกาซิม บาฮิเบาะห์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของเยเมน ออกมาประณามการโจมตีครั้งนี้ว่าเป็นการ “ลอบกัน” ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อทำลายความมั่นคงและเสถียรภาพ อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้ระบุตัวเลขผู้เสียชีวิตอย่างเป็นทางการ

ด้านโฆษกของกลุ่มกบฏฮูตี ซึ่งยึดครองพื้นที่ส่วนใหญ่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเยเมนเอาไว้ และได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ระบุว่า พวกเขาเล็งเป้าหมายไปที่ความพยายามสะสมกำลังทางทหารขนาดใหญ่ของซาอุดีอาระเบีย เพื่อเตรียมบุกโจมตีพวกเขา อนึ่ง ซาอุดีอาระเบียเป็นผู้นำกองกำลังพันธมิตรสนับสนุนรัฐบาลเยเมนในช่วงสงครามกลางเมือง

อย่างไรก็ตาม กองกำลังพันธมิตรหรือรัฐบาลซาอุดีอาระเบียยังไม่ออกมาแสดงความเห็นใดๆ ต่อการโจมตีหรือข้อกล่าวหาของกบฏฮูตี

ด้านคณะทูตสหรัฐฯ ประจำเยเมน ระบุว่า การโจมตีของกลุ่มฮูตีเป็นการกระทำที่ “ขี้ขลาด” และเป็นการ “การก่อการร้ายต่อประชาชนชาวเยเมน” อีกครั้งหนึ่ง

ทั้งนี้ เยเมนเสียหายอย่างหนักจากสงครามกลางเมืองที่เปิดฉากขึ้นในปี 2557 เมื่อกลุ่มฮูตีขับไล่รัฐบาลออกจากกรุงซานา เมืองหลวงของประเทศ ความขัดแย้งได้ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นในปี 2558 หลังกองกำลังพันธมิตรชาติอาหรับนำโดยซาอุดีอาระเบีย เข้าแทรกแซงเพื่อพยายามฟื้นฟูการปกครองของรัฐบาล แต่ไม่สำเร็จ

รายงานขององค์การสหประชาชาติ (UN) ระบุว่า การสู้รบส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วมากกว่า 150,000 ราย และจุดชนวนวิกฤตการณ์ทางมนุษยธรรมที่เลวร้ายที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยมีประชาชนมากกว่า 22 ล้านคนต้องการความช่วยเหลือในรูปแบบต่างๆ

ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มฮูตีและซาอุดีอาระเบียเริ่มสงบลงหลังจากข้อตกลงหยุดยิงอย่างไม่เป็นทางการมีผลบังคับใช้ในปี 2565 แต่สถานการณ์กลับมาตึงเครียดอีกครั้งในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อกลุ่มฮูตีประกาศใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลต่อซาอุดีอาระเบีย และโจมตีเข้าใส่ซาอุฯ อย่างต่อเนื่อง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

EasyJet ตกลงขายกิจการให้บริษัทสหรัฐฯ มูลค่า 5.7 พันล้านปอนด์

EasyJet ตกลงขายกิจการให้บริษัทสหรัฐฯ มูลค่า 5.7 พันล้านปอนด์

6 ส.ค. 2569 23:58 น.

EasyJet ตกลงขายกิจการให้บริษัทสหรัฐฯ มูลค่า 5.7 พันล้านปอนด์

EasyJet ตกลงขายกิจการให้แก่บริษัท อะพอลโล ของสหรัฐฯ ในราคา 5.7 พันล้านปอนด์ หลังจากบริษัทคู่แข่งอีกรายตัดสินใจถอนตัวออกไป

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 6 ส.ค. 2569 ว่า อีซี่เจ็ต (EasyJet) สายการบินต้นทุนต่ำสัญชาติอังกฤษ ตกลงขายกิจการให้แก่ “อะพอลโล” (Apollo) บริษัทการลงทุนจากสหรัฐฯ แล้ว ภายใต้ข้อตกลงมูลค่า 5.7 พันล้านปอนด์ หลังจากบริษัทคู่แข่งถอนตัวจากการเสนอราคา

ข้อตกลงซื้อขายดังกล่าวบรรลุผลหลังจาก “แคสเซิลเลก” (Castlelake) บริษัทการลงทุนจากสหรัฐฯ อีกแห่งหนึ่ง ซึ่งเคยยื่นข้อเสนอซื้อสายการบินดังกล่าวมาแล้วหลายครั้ง ได้ประกาศถอนตัวจากศึกการประมูล

อะพอลโลระบุว่า บริษัทไม่มีแผนที่จะตัดลดตำแหน่งงานใดๆ ภายในช่วง 12 เดือนแรกหลังจากกระบวนการเข้าซื้อกิจการเสร็จสิ้น ซึ่งหมายความว่าผู้โดยสารยังคงสามารถคาดหวังคุณภาพการบริการที่ใกล้เคียงเดิมได้

ทั้งนี้ อีซี่เจ็ตเป็นหนึ่งในสายการบินที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป มีพนักงานมากกว่า 19,000 คน และให้บริการเส้นทางบินราว 1,200 เส้นทาง ครอบคลุม 35 ประเทศทั่วยุโรป

อีซี่เจ็ต ก่อตั้งขึ้นโดย เซอร์ สเตลิโอส ฮาจิ-ไอโออันนู ในปี 2538 เพื่อให้บริการตั๋วเครื่องบินราคาประหยัดจากสหราชอาณาจักรไปยังยุโรป โดยเที่ยวบินแรกเริ่มออกเดินทางในเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกัน จากท่าอากาศยานลูตันไปยังกลาสโกว์และเอดินบะระ ก่อนจะเปิดเส้นทางบินระหว่างประเทศครั้งแรกในปีถัดมา

ปัจจุบัน เซอร์ สเตลิโอส และครอบครัวยังคงถือหุ้นในธุรกิจนี้อยู่ราว 15% โดยเขายืนยันให้การสนับสนุนแผนการของอะพอลโลในการขับเคลื่อนสายการบินแห่งนี้ “เพื่อสร้างการเติบโตที่มากยิ่งขึ้น”

“ผมและครอบครัวตั้งใจที่จะยังคงลงทุนในฐานะผู้ถือหุ้นรายใหญ่ระยะยาวของอีซี่เจ็ตต่อไป สำหรับบทใหม่ในการเดินทางของบริษัท” เซอร์ สเตลิโอส ระบุในแถลงการณ์

อนึ่ง อนาคตเรื่องผู้ถือหุ้นของอีซี่เจ็ตเผชิญกับความไม่แน่นอนมาตั้งแต่ช่วงปลายเดือนพฤษภาคม เมื่อมีข่าวว่า แคสเซิลเลกกำลังพิจารณาซื้อสายการบินแห่งนี้ โดยในช่วงแรกพวกเขาถูกปฏิเสธหลายครั้งเนื่องจากเสนอราคาต่ำเกินไป

กระทั่งช่วงต้นเดือนกรกฎาคม อีซี่เจ็ตและแคสเซิลเลกได้บรรลุหลักการข้อตกลงร่วมกัน แต่จู่ๆ อะพอลโล ซึ่งเป็นเจ้าของ เดอะ เรสเตอรองต์ กรุ๊ป (The Restaurant Group) บริษัทแม่ของร้านอาหารเอเชียระดับโลกอย่าง “วากามามะ” (Wagamama) ก็ได้ก้าวเข้ามาพร้อมยื่นข้อเสนอที่สูงกว่า

ภายใต้ข้อเสนอของอะพอลโล ผู้ถือหุ้นของอีซี่เจ็ตจะได้รับเงินมูลค่า 7.15 ปอนด์ต่อหุ้น พร้อมยืนยันว่า อะพอลโล “ให้การสนับสนุนอย่างยิ่ง” ต่อยุทธศาสตร์เดิมของอีซี่เจ็ต

ตามกฎระเบียบของสหภาพยุโรป (EU) กำหนดให้เจ้าของสายการบินใน EU ต้องมีผู้ถือหุ้นหลักอยู่ในสหภาพยุโรป ซึ่งคาดว่าทางอะพอลโลจะสามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขนี้ได้ โดยให้ครอบครัวฮาจิ-ไอโออันนู และผู้ถือหุ้นรายอื่นที่มีฐานอยู่ใน EU ถือหุ้นรวมกันประมาณครึ่งหนึ่งของธุรกิจ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สว.สหรัฐฯ ลงมติ เอาผิด ดร.เฟาชี ฐานไม่ตอบปมต้นกำเนิดโควิด

สว.สหรัฐฯ ลงมติ เอาผิด ดร.เฟาชี ฐานไม่ตอบปมต้นกำเนิดโควิด

6 ส.ค. 2569 23:12 น.

สว.สหรัฐฯ ลงมติ เอาผิด ดร.เฟาชี ฐานไม่ตอบปมต้นกำเนิดโควิด

คณะกรรมาธิการวุฒิสภาสหรัฐฯ ลงมติให้เอาผิด ดร.แอนโทนี เฟาชี อดีตหมอใหญ่สหรัฐฯ ฐานละเมิดอำนาจสภา หลังจากเขาปฏิเสธตอบคำถามของคณะกรรมาธิการเรื่องต้นกำเนิดของโควิด-19

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 6 ส.ค. 2569 คณะกรรมาธิการวุฒิสภาสหรัฐฯ ลงมติเห็นชอบให้ดำเนินคดี ดร. แอนโทนี เฟาชี อดีตหัวหน้าคณะที่ปรึกษาด้านสาธารณสุขของสหรัฐฯ ในข้อหา “ละเมิดอำนาจรัฐสภา” จากกรณีที่เขาปฏิเสธที่จะตอบคำถามของสภาฯ ในการไต่สวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการรับมือการระบาดของไวรัสโควิด-19

ในการเข้าให้การเมื่อสัปดาห์ก่อน ดร.เฟาชีใช้สิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขครั้งที่ 5 ที่ให้สิทธิ์ในการไม่พูดสิ่งที่เป็นโทษต่อตนเอง เพื่อปฏิเสธการตอบคำถามของคณะกรรมการวุฒิสภามากกว่า 100 ครั้ง โดยอ้างว่า ส.ว. แรนด์ พอล จากพรรครีพับลิกัน พยายามทำทุกทางเพื่อส่งเขาเข้าคุก

แม้ว่าอดีตประธานาธิบดี โจ ไบเดน จะได้ลงนามอภัยโทษล่วงหน้าให้ ดร.เฟาชีไปแล้วในวันสุดท้ายของการดำรงตำแหน่งเมื่อปี 2568 โดยให้ความคุ้มครองต่อการกระทำใดๆ ของ ดร.เฟาชีระหว่างปี 2557-2568 แต่ สว. แรนด์ พอล ยืนยันว่าการลงมติครั้งนี้คือการลงโทษที่เฟาชีฝ่าฝืนคำสั่งสภา ด้วยการไม่ตอบคำถาม ซึ่งเกิดหลังพ้นระยะเวลาคุ้มครองไปแล้ว

ฝ่าย ดร. เฟาชี กับทนายความของเขาชี้ว่า นี่เป็นการเล่นละครทางการเมืองเพื่อลงโทษผู้ที่ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญอย่างถูกต้อง พร้อมยืนยันว่าเฟาชีไม่ได้ทำความผิดใดๆ และ สว. แรนด์ พอล มีความหมกมุ่นเกินเหตุที่จะเล่นงานเขา

ส.ว. แกรี พีเทอร์ส แกนนำฝ่ายพรรคเดโมแครตในคณะกรรมาธิการดังกล่าว ออกมาระบุว่า การสอบสวนนี้เป็นไปอย่างเร่งรีบและมีวาระทางการเมืองแอบแฝงเพื่อทำลายชื่อเสียงของ ดร.เฟาชี

ทั้งนี้ ฝั่งรีพับลิกัน โดยเฉพาะ สว.แรนด์ พอล กล่าวหา ดร.เฟาชีว่าพยายามปกปิดต้นกำเนิดของไวรัสโควิด-19 เนื่องจากเขาเคยเชื่อเป็นการส่วนตัวว่าไวรัสหลุดมาจากห้องแล็บเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน แต่กลับออกมาให้ข่าวต่อสาธารณชนว่าเกิดจากธรรมชาติ

อนึ่ง จากบันทึกของเฟาชีที่เปิดเผยในช่วงต้นปี 2563 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเขามองความเป็นไปได้ทั้ง 2 ทาง (ธรรมชาติ และ ห้องแล็บ) แต่ต่อมาเริ่มมั่นใจว่าเกิดจากธรรมชาติมากกว่า โดยบันทึกไว้ว่า “แม้จะเป็นไปได้ทั้งสองทาง แต่ไม่ได้หมายความว่ามันจะมีความเป็นไปได้เท่าๆ กัน”

ในขั้นต่อไป ผลการลงมตินี้เปิดทางให้คณะกรรมาธิการส่งเรื่องต่อไปยังกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เพื่อพิจารณาว่าจะสั่งฟ้องดำเนินคดีอาญาต่อ ดร.เฟาชีหรือไม่ โดย สว.แรนด์ พอล ใช้วิธีข้ามการลงมติในที่ประชุมใหญ่ของวุฒิสภาเพื่อความรวดเร็ว ซึ่งยังคงไม่แน่นอนว่ากระทรวงยุติธรรมจะรับฟ้องคดีนี้หรือไม่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

หวั่นอีโบลาระบาด ดีอาร์คองโกกักกันเรือโดยสาร หลังผู้โดยสารดับ 5 ศพ

หวั่นอีโบลาระบาด ดีอาร์คองโกกักกันเรือโดยสาร หลังผู้โดยสารดับ 5 ศพ

6 ส.ค. 2569 22:04 น.

หวั่นอีโบลาระบาด ดีอาร์คองโกกักกันเรือโดยสาร หลังผู้โดยสารดับ 5 ศพ

ดีอาร์คองโกกักกันเรือโดยสารลำหนึ่งไว้ในแม่น้ำคองโก หลังมีผู้โดยสารจากเรือลำนี้เสียชีวิตแล้ว 5 ศพ จนเกิดความกังวลว่าจะมีการระบาดของไวรัสอีโบลา ซึ่งกำลังแพร่กระจายในประเทศ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ทางการของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก หรือ ดีอาร์คองโก ดำเนินการกักกันเรือโดยสารลำหนึ่งไว้ในแม่น้ำคองโก หลังพบผู้โดยสารที่มากับเรือลำนี้เสียชีวิต 5 ศพ ทำให้เกิดความกังวลเรื่องการระบาดของไวรัสอีโบลา ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการตรวจเชื้ออีโบลารวมถึงเชื้ออหิวาตกโรคให้แก่ผู้โดยสารทั้ง 255 คน

เรือ “อิ๋งเฟิง 2” (Yingfeng 2) ซึ่งดำเนินการโดยบริษัทจีน ถูกสั่งให้จอดใกล้กับท่าเรือ “เบนเด-เบนเด” (Bende Bende) ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงกินชาซา เมืองหลวง ไปทางตอนเหนือของแม่น้ำประมาณ 65 กิโลเมตร

นายโรเจอร์ คัมบา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่าการคัดกรองดังกล่าวเป็นมาตรการเฝ้าระวัง หลังจากผู้โดยสารรายหนึ่งที่มีอาการไข้และท้องเสีย ซึ่งลงจากเรือไปก่อนหน้านี้ เสียชีวิตที่โรงพยาบาล นอกจากนี้ ยังมีผู้ใหญ่อีก 2 ราย, เด็ก 3 ขวบ 1 ราย และเด็กทารกแรกเกิดอีก 1 ราย เสียชีวิตด้วย

ทีมแพทย์จากกระทรวงสาธารณสุขและองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ขึ้นไปบนเรือและจัดตั้งห้องปฏิบัติการเคลื่อนที่เพื่อทำการตรวจเชื้อแล้ว โดยนายคัมบายืนยันว่า ในตอนนี้ยังไม่พบผู้มีผลตรวจเชื้อเป็นบวก และมีความเป็นไปได้ที่จะไม่มีใครมีผลเป็นบวกเมื่อพ้นระยะฟักตัว 21 วัน

ตามรายงานของ บีบีซี (BBC) เรืออิ๋งเฟิง 2 เดินทางออกจากเมืองคิซังกานี ซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับ 3 ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก เมื่อประมาณ 2 สัปดาห์ก่อน โดยจะล่องแม่น้ำเป็นระยะทางกว่า 1,700 กิโลเมตร มุ่งหน้าสู่กรุงกินชาซา ก่อนที่จะถูกสกัดไว้กลางแม่น้ำตามมาตรฐานของ WHO

ทั้งนี้ เพิ่งมีรายงานการพบผู้ติดเชื้ออีโบลาในเมืองคิซังกานีเมื่อไม่นานมานี้ และมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4 ศพ อย่างไรก็ตาม นายคัมบาเสริมว่า ไม่พบผู้ติดเชื้ออีโบลาในจังหวัดมงกาลา ซึ่งเป็นจุดที่ผู้โดยสารที่เสียชีวิตลงจากเรือ ต่างจากรายงานข่าวก่อนหน้านี้

อนึ่ง ดีอาร์คองโกกำลังเผชิญการระบาดของไวรัสอีโบลาเป็นครั้งที่ 17 โดยทางการประกาศการระบาดเมื่อวันที่ 15 พ.ค.ที่ผ่านมา และผลการตรวจสอบพบว่า ไวรัสอีโบลาที่อยู่เบื้องหลังการระบาดเป็นสายพันธุ์ “บุนดิบูเกียว” ที่พบได้ยาก และไม่ปรากฏการระบาดมานานกว่า 10 ปีแล้ว และปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาหรือวัคซีนเฉพาะทาง

3 เดือนนับตั้งแต่ประกาศการระบาด จำนวนผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยตัวเลขอย่างเป็นทางการแสดงให้เห็นว่ามีผู้ติดเชื้อที่ได้รับการยืนยันแล้ว 3,973 ราย และเสียชีวิต 1,801 ราย นับเป็นการระบาดของโรคอีโบลาที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของดีอาร์คองโก

นอกจากนั้น ขณะนี้ยังมีผู้อยู่ภายใต้การเฝ้าระวังการติดเชื้อมากกว่า 17,000 ราย หลังจากสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยอีโบลา และมีผู้ป่วยอีก 674 ราย ที่อยู่ระหว่างการแยกกักตัวหรือรับการรักษาใน 5 จังหวัด และมีผู้ป่วยที่หายดีแล้ว 776 ราย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc