เกาหลีใต้ผวา น้ำท่วมใหญ่พัด “ทุ่นระเบิด” จากเกาหลีเหนือเกยหาด

เกาหลีใต้ผวา น้ำท่วมใหญ่พัด "ทุ่นระเบิด" จากเกาหลีเหนือเกยหาด

7 ส.ค. 2569 14:44 น.

เกาหลีใต้ผวา น้ำท่วมใหญ่พัด “ทุ่นระเบิด” จากเกาหลีเหนือเกยหาด

ทางการเกาหลีใต้เร่งเก็บกู้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลของเกาหลีเหนืออย่างน้อย 15 ลูก ที่ถูกกระแสน้ำพัดลอยมาติดตามแนวชายฝั่งทะเลในพื้นที่เมืองอินชอน หลังฝนตกหนักและน้ำท่วมขังตามแนวชายแดนช่วงมรสุม โดยกองทัพกันพื้นที่พร้อมเตือนประชาชนและนักท่องเที่ยวห้ามสัมผัสวัตถุสงสัยเด็ดขาด

ชเว ยอง-รัน หัวหน้าฝ่ายป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนของเขตคังฮวา ซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเกาหลีใต้ เปิดเผยว่า พบวัตถุต้องสงสัยตามพื้นที่ชายฝั่งระหว่างวันที่ 23 กรกฎาคมถึง 3 สิงหาคม และเจ้าหน้าที่สามารถเก็บกู้ได้ทั้งหมด 15 ลูก

เขตคังฮวาเป็นพื้นที่หมู่เกาะบริเวณปากแม่น้ำฮัน ซึ่งมีพรมแดนระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ และเป็นพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากอยู่ใกล้เขตปลอดทหาร หรือ DMZ ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีทุ่นระเบิดหนาแน่นที่สุดในโลก

ข้อมูลทางทหารที่สำนักข่าวยอนฮัปรายงานระบุว่า มีทุ่นระเบิดประมาณ 800,000 ลูกฝังอยู่ในพื้นที่โดยรอบเขต DMZ ส่วนใหญ่ตกค้างมาตั้งแต่สงครามเกาหลีระหว่างปี 1950-1953 แต่ยังมีการวางทุ่นระเบิดต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

หนึ่งในเหตุการณ์ล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม เมื่อชาวประมงแจ้งพบวัตถุต้องสงสัยลอยอยู่ในน้ำใกล้ท่าเรือฮวังชอน เจ้าหน้าที่ทหารเข้าตรวจสอบและพบกล่องไม้ 3 กล่อง ซึ่งเป็นภาชนะที่ใช้บรรจุทุ่นระเบิด โดยหนึ่งกล่องว่างเปล่า ส่วนอีก 2 กล่องพบว่าเป็นทุ่นระเบิดที่ยังสามารถระเบิดได้ และกองทัพได้ทำลายทุ่นระเบิดดังกล่าวอย่างปลอดภัยในพื้นที่

ก่อนหน้านั้น เจ้าหน้าที่ยังพบทุ่นระเบิดตามแนวชายฝั่งของเขตซอโดเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม และมีการตรวจพบวัตถุระเบิดอีกลูกที่ถูกกระแสน้ำพัดเข้ามาตามชายฝั่งเขตกโยดงจากภาพกล้องวงจรปิดของหน่วยทหาร

ทางการเกาหลีใต้เชื่อว่า ทุ่นระเบิดเหล่านี้อาจถูกน้ำฝนและกระแสน้ำเชี่ยวพัดหลุดออกจากพื้นที่ในเกาหลีเหนือ หลังเกิดฝนตกหนักในเดือนกรกฎาคม ก่อนถูกกระแสน้ำทะเลพัดมายังชายฝั่งเกาะคังฮวา โดยเจ้าหน้าที่ไม่ตัดความเป็นไปได้ว่าจะมีทุ่นระเบิดเพิ่มเติมถูกพัดเข้ามาอีก

กองทัพเกาหลีใต้ได้เพิ่มปฏิบัติการค้นหาทุ่นระเบิดและวัตถุอันตรายตามเกาะคังฮวาและหมู่เกาะทางตะวันตก รวมถึงบริเวณชายหาด ท่าเรือ และพื้นที่ชายฝั่งที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ โดยจะเพิ่มการตรวจค้นทั้งในช่วงกลางวันและกลางคืนในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง

ทางการเขตคังฮวายังติดตั้งป้ายเตือนภัย 42 จุดตามแหล่งท่องเที่ยวชายฝั่งและท่าเรือ พร้อมประกาศเตือนประชาชนและนักท่องเที่ยวผ่านระบบกระจายเสียงในชุมชน

เจ้าหน้าที่เขตคังฮวาเตือนประชาชนและนักท่องเที่ยวว่า หากพบวัตถุต้องสงสัยตามชายฝั่ง ห้ามเข้าใกล้หรือสัมผัสโดยเด็ดขาด และควรแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที เนื่องจากทุ่นระเบิดบางชนิดยังสามารถทำงานและระเบิดได้

ทุ่นระเบิดที่พบเป็นทุ่นระเบิดสังหารบุคคลที่ใช้ปลอกทำจากไม้สนแทนโลหะ ภายในมีวัตถุระเบิดและชนวนที่สามารถทำงานเมื่อมีแรงกดลงบนฝาปิด จึงมีความเสี่ยงอย่างมากต่อประชาชนที่เดินตามชายหาดหรือทำกิจกรรมบริเวณชายฝั่ง

กองทัพเกาหลีใต้เคยออกคำเตือนเมื่อเดือนที่แล้วว่า ฝนตกหนักอาจพัดพาวัตถุระเบิดจากพื้นที่เกาหลีเหนือเข้าสู่แม่น้ำที่ไหลข้ามพรมแดน และอาจก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงหากทุ่นระเบิดถูกพัดไปยังพื้นที่ปลายน้ำ

เกาหลีใต้เคยเผชิญเหตุทุ่นระเบิดจากเกาหลีเหนืออย่างรุนแรงในปี 2015 เมื่อทหารเกาหลีใต้ 2 นายซึ่งลาดตระเวนอยู่บริเวณเขต DMZ เหยียบกับระเบิดและได้รับบาดเจ็บจนต้องสูญเสียขา เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวในพื้นที่และสร้างความหวาดกลัวให้กับชุมชนท้องถิ่น

ขณะที่ประชาชนในคังฮวายังคงทำอาชีพเก็บหอยตามชายฝั่ง แม้มีความเสี่ยงจากทุ่นระเบิด โดยชาวบ้านรายหนึ่งระบุว่า ในช่วงนี้ยังมีคนประมาณ 300 คนออกไปเก็บหอยด้วยมือ และเกรงว่าการพบระเบิดครั้งใหม่อาจกระทบต่อการดำรงชีวิตและการท่องเที่ยวในพื้นที่

นอกจากความเสี่ยงจากทุ่นระเบิดแล้ว เกาหลีเหนือยังเผชิญผลกระทบจากฝนตกหนักและน้ำท่วมในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม โดยสื่อเฉพาะทาง NK Pro รายงานจากภาพถ่ายดาวเทียมว่า บ้านพักหลายร้อยหลังในฐานทัพขนาดใหญ่บริเวณชายแดนเกาหลีเหนือถูกน้ำพัดเสียหาย หลังคาดว่าเขื่อนแห่งหนึ่งพังทลาย โดยพบว่าบ้านชั้นเดียวอย่างน้อย 380 หลังถูกน้ำพัดหายไปทั้งหมด

เจ้าหน้าที่เกาหลีใต้จึงเตือนประชาชนให้เพิ่มความระมัดระวัง โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางไปยังชายหาดและแหล่งท่องเที่ยวตามแนวชายฝั่งจำนวนมาก พร้อมย้ำว่า หากพบวัตถุแปลกปลอมหรือวัตถุต้องสงสัย ไม่ควรเข้าไปตรวจสอบด้วยตนเอง แต่ต้องแจ้งทหารหรือตำรวจเพื่อเข้าตรวจสอบและเก็บกู้อย่างปลอดภัย.

ที่มา The Korea JoongAng Daily / AFP 

สื่อ ตปท. ชี้ไทยมีปืนกว่า 10 ล้านกระบอก อัตราพลเรือนครอบครองปืนสูงสุดในอาเซียน

สื่อ ตปท. ชี้ไทยมีปืนกว่า 10 ล้านกระบอก อัตราพลเรือนครอบครองปืนสูงสุดในอาเซียน

7 ส.ค. 2569 14:36 น.

สื่อ ตปท. ชี้ไทยมีปืนกว่า 10 ล้านกระบอก อัตราพลเรือนครอบครองปืนสูงสุดในอาเซียน

จากเหตุกราดยิงที่โรงเรียนเทพศิรินทร์นนทบุรี สื่อต่างประเทศชี้ไทยเป็นหนึ่งในชาติที่มีอัตราครอบครองปืนสูงสุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบมีปืนหมุนเวียนประมาณ 10 ล้านกระบอก หรือคิดเป็นประมาณ 1 กระบอกต่อประชากร 7 คน

การครอบครองอาวุธปืนและเหตุความรุนแรงจากปืนไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับประเทศไทย โดยตลอดช่วง 6 ปีที่ผ่านมา ไทยเผชิญเหตุยิงและกราดยิงรุนแรงหลายครั้ง ซึ่งในจำนวนผู้เสียชีวิตมีเด็กและเยาวชนรวมอยู่ด้วย

เหตุสังหารหมู่โดยผู้ก่อเหตุเพียงคนเดียวที่ร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทยยุคใหม่เกิดขึ้นในปี 2565 เมื่ออดีตตำรวจใช้อาวุธปืนและมีดก่อเหตุเป็นเวลานานประมาณ 3 ชั่วโมงในจังหวัดหนองบัวลำภู ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 36 คน ในจำนวนนี้เป็นเด็ก 22 คน ซึ่งถูกทำร้ายขณะนอนหลับอยู่ภายในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก

ก่อนหน้านั้นในปี 2563 ทหารนายหนึ่งก่อเหตุกราดยิงในจังหวัดนครราชสีมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 29 คน ถือเป็นหนึ่งในเหตุกราดยิงที่ร้ายแรงที่สุดของไทย

ปี 2566 เกิดเหตุยิงภายในศูนย์การค้าสยามพารากอน กรุงเทพฯ โดยผู้ก่อเหตุวัย 14 ปีใช้อาวุธปืนดัดแปลงยิงผู้คน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 2 คน และบาดเจ็บ 5 คน เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดคำถามอย่างกว้างขวางถึงการเข้าถึงอาวุธปืนของเด็กและเยาวชน

ในเดือนกรกฎาคม 2568 เกิดเหตุยิงที่ตลาดในกรุงเทพฯ ผู้ก่อเหตุยิงเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยและผู้ค้า รวมเสียชีวิต 5 คน ก่อนใช้อาวุธปืนยิงตัวเองเสียชีวิต

ส่วนในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เกิดเหตุผู้ก่อเหตุวัย 18 ปีใช้อาวุธปืนบุกเข้าไปในโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดสงขลา ยิงผู้อำนวยการโรงเรียนและนักเรียนหญิง โดยผู้อำนวยการเสียชีวิตในเวลาต่อมาที่โรงพยาบาล

เหตุการณ์เหล่านี้สะท้อนว่า แม้ประเทศไทยจะมีกฎหมายควบคุมอาวุธปืนค่อนข้างเข้มงวด โดยการครอบครองปืนโดยไม่ได้รับอนุญาตมีโทษจำคุกสูงสุดถึง 10 ปี แต่ไทยยังมีอัตราการครอบครองอาวุธปืนของพลเรือนอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

จากข้อมูลของ Small Arms Survey ซึ่งตั้งอยู่ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในปี 2017  พบว่า ชาวไทยครอบครองปืนประมาณ 10.3 ล้านกระบอก โดยมีเพียง 6.2 ล้านกระบอกเท่านั้นที่จดทะเบียน ทำให้ไทยอยู่ในอันดับที่ 13 ของโลกในด้านการครอบครองปืนขนาดเล็ก โดยมีปืนหมุนเวียนอยู่ประมาณ 10 ล้านกระบอก หรือคิดเป็นประมาณ 1 กระบอกต่อประชากร 7 คน

ปัญหาจึงไม่ได้อยู่เพียงที่การมีกฎหมาย แต่รวมถึงการเข้าถึงอาวุธปืนที่ผิดกฎหมาย ปืนที่ไม่ได้จดทะเบียน การควบคุมการซื้อขายและการครอบครอง รวมถึงช่องโหว่ที่ทำให้เด็กและบุคคลที่มีความเสี่ยงสามารถเข้าถึงอาวุธได้

เหตุกราดยิงในสถานศึกษา โดยเฉพาะเหตุที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ยังทำให้เกิดคำถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับมาตรการรักษาความปลอดภัยในโรงเรียน การเฝ้าระวังสัญญาณความเสี่ยง และการป้องกันไม่ให้อาวุธปืนถูกนำเข้าสู่พื้นที่ที่มีเด็กและเยาวชนจำนวนมาก.

ที่มา Reuters / BBC / AFP

ทรัมป์สั่งเก็บภาษี 15% ชิปและโซลาร์เซลล์ที่ใช้ “โพลีซิลิคอน” สกัดจีนคุมวัตถุดิบสำคัญผลิตชิป

ทรัมป์สั่งเก็บภาษี 15% ชิปและโซลาร์เซลล์ที่ใช้ "โพลีซิลิคอน" สกัดจีนคุมวัตถุดิบสำคัญผลิตชิป

7 ส.ค. 2569 12:32 น.

ทรัมป์สั่งเก็บภาษี 15% ชิปและโซลาร์เซลล์ที่ใช้ “โพลีซิลิคอน” สกัดจีนคุมวัตถุดิบสำคัญผลิตชิป

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหาร กำหนดอัตราภาษี 15% สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ทำจาก “โพลีซิลิคอน” (Polysilicon) ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมชิปเซมิคอนดักเตอร์และแผงโซลาร์เซลล์ พร้อมกำหนดราคานำเข้าขั้นต่ำ เพื่อปกป้องผู้ผลิตในอเมริกา และตั้งรับการแข่งขันที่ดุเดือดจากจีน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารกำหนดภาษีนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากโพลีซิลิคอน ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับการผลิตเซมิคอนดักเตอร์หรือชิป และแผงโซลาร์เซลล์ ในอัตรา 15% พร้อมกำหนดราคาขั้นต่ำสำหรับการนำเข้าโพลีซิลิคอนและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง โดยมาตรการดังกล่าวจะเริ่มมีผลในวันที่ 4 ธันวาคมนี้

คำสั่งของทรัมป์ดำเนินการภายใต้มาตรา 232 ของกฎหมายขยายการค้า (Trade Expansion Act of 1962) ปี 1962 ซึ่งให้อำนาจรัฐบาลสหรัฐฯ ใช้มาตรการทางการค้าเพื่อปกป้องความมั่นคงแห่งชาติ หลังมีการสอบสวนผลกระทบด้านความมั่นคงจากการผลิตโพลีซิลิคอนในต่างประเทศ

ทำเนียบขาวระบุว่า มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายสนับสนุนห่วงโซ่อุปทานการผลิตชิปและพลังงานแสงอาทิตย์ภายในประเทศ เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันกับจีน โดยเฉพาะในด้านปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI และพลังงาน

โพลีซิลิคอนเป็นซิลิคอนที่ผ่านการทำให้บริสุทธิ์ในระดับสูง และเป็นวัตถุดิบตั้งต้นในห่วงโซ่การผลิตทั้งเซมิคอนดักเตอร์และโซลาร์เซลล์ โดยในอุตสาหกรรมชิป โพลีซิลิคอนจะถูกนำไปผลิตเป็นเวเฟอร์ซิลิคอน ก่อนเข้าสู่กระบวนการผลิตชิป ขณะที่ในอุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์ เวเฟอร์จะถูกนำไปผลิตเป็นเซลล์แสงอาทิตย์และประกอบเป็นแผงโซลาร์เซลล์

ทรัมป์ระบุว่า สหรัฐฯ ปล่อยให้บริษัทต่างชาติแข่งขันกับผู้ผลิตโพลีซิลิคอนในประเทศอย่างไม่เป็นธรรมมานานหลายทศวรรษ ส่งผลให้สัดส่วนการผลิตโพลีซิลิคอนของสหรัฐฯ ในตลาดโลก ซึ่งเคยอยู่ที่ประมาณ 50% ในปี 2005 ลดลงเหลือต่ำกว่า 2% ในปี 2024 ขณะที่จีนครองสัดส่วนการผลิตโพลีซิลิคอนในระดับสูงจนเกือบเป็นผู้ผูกขาดตลาดโลก

ตามคำสั่งดังกล่าว สหรัฐฯ จะกำหนดราคานำเข้าขั้นต่ำไว้ที่ 21 ดอลลาร์ต่อกิโลกรัมสำหรับโพลีซิลิคอน, 100 ดอลลาร์ต่อกิโลกรัมสำหรับแท่งโพลีซิลิคอนและเวเฟอร์, 0.22 ดอลลาร์ต่อวัตต์สำหรับเซลล์แสงอาทิตย์ และ 0.38 ดอลลาร์ต่อวัตต์สำหรับแผงโซลาร์เซลล์

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ จะจัดทำโครงการจูงใจสำหรับบริษัทที่ลงทุนสร้างโรงงานผลิตโพลีซิลิคอนและผลิตภัณฑ์ต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตภายในประเทศ

ปัจจุบันสหรัฐฯ มีโรงงานผลิตโพลีซิลิคอนหลัก 2 แห่ง ได้แก่ Hemlock Semiconductor ในรัฐมิชิแกน ซึ่งเป็นกิจการร่วมทุนระหว่าง Corning กับ Shin-Etsu Handotai ของญี่ปุ่น และโรงงานของ Wacker Chemie ในรัฐเทนเนสซี

Corning ระบุว่า การตัดสินใจดังกล่าวจะช่วยสนับสนุนการลงทุนเพิ่มกำลังการผลิตในสหรัฐฯ และเสริมความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว ขณะที่ Wacker Chemie ระบุว่าอยู่ระหว่างประเมินผลกระทบจากมาตรการดังกล่าว

ผู้ผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ในสหรัฐฯ หลายรายออกมาสนับสนุนมาตรการของทรัมป์ โดยมองว่าจะช่วยส่งเสริมการผลิตและการลงทุนภายในประเทศ ขณะที่สหรัฐฯ มีโรงงานประกอบแผงโซลาร์เซลล์เพิ่มขึ้นหลังรัฐบาลออกมาตรการลดหย่อนภาษีเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมในปี 2022 อย่างไรก็ตาม การขยายตัวส่วนใหญ่ยังอยู่ในขั้นตอนการประกอบแผง ทำให้ผู้ผลิตจำนวนมากยังต้องพึ่งพาการนำเข้าเวเฟอร์และเซลล์แสงอาทิตย์

มาตรการใหม่ของสหรัฐฯ ยังมีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ เนื่องจากความต้องการโพลีซิลิคอนจากอุตสาหกรรมโซลาร์เซลล์ในปริมาณมาก ช่วยสนับสนุนการผลิตวัตถุดิบที่จำเป็นสำหรับอุตสาหกรรมชิป โดยข้อมูลจากสมาคมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ระบุว่า อุตสาหกรรมชิปคิดเป็นประมาณ 2.4% ของความต้องการโพลีซิลิคอนทั่วโลก

ด้านจีนออกมาประณามมาตรการดังกล่าว โดยสถานทูตจีนในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ระบุว่า การขึ้นภาษีจะ “สร้างความเสียหายอย่างร้ายแรง” ต่อการค้าระหว่างสองประเทศ และจีนจะดำเนินมาตรการเพื่อปกป้องบริษัทของตน พร้อมกล่าวหาสหรัฐฯ ว่าใช้อำนาจรัฐกดดันธุรกิจจีน และเตือนว่าลัทธิกีดกันทางการค้าไม่สามารถทำให้สหรัฐฯ มีความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้นได้

มาตรการครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการแข่งขันด้านเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ กับจีน โดยเฉพาะการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งอุตสาหกรรมการผลิตชิปถือเป็นปัจจัยสำคัญ ขณะเดียวกัน ทั้งสองประเทศยังมีความขัดแย้งด้านการค้าและมาตรการควบคุมการส่งออกเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง

ในช่วงสัปดาห์เดียวกัน จีนยังประกาศมาตรการตอบโต้หลายด้าน รวมถึงเพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมการส่งออกโดรน และเปิดการสอบสวนด้านความมั่นคงเกี่ยวกับเครื่องพิมพ์และเครื่องถ่ายเอกสารนำเข้า

นักวิเคราะห์มองว่า การกำหนดภาษีโพลีซิลิคอนครั้งล่าสุดเป็นอีกหนึ่งความพยายามของรัฐบาลวอชิงตันในการลดบทบาทของจีนในห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าบางรายเตือนว่า การเลื่อนการบังคับใช้มาตรการไปจนถึงเดือนธันวาคม อาจทำให้เกิดการเร่งนำเข้าสินค้าในช่วงหลายเดือนข้างหน้า ก่อนที่ภาษีใหม่จะมีผลบังคับใช้.

ที่มา Reuters / BBC

2 นักฟุตบอลหญิงอิหร่านผู้ท้าทายรัฐบาล ได้สัญชาติออสเตรเลีย

2 นักฟุตบอลหญิงอิหร่านผู้ท้าทายรัฐบาล ได้สัญชาติออสเตรเลีย

7 ส.ค. 2569 11:46 น.

2 นักฟุตบอลหญิงอิหร่านผู้ท้าทายรัฐบาล ได้สัญชาติออสเตรเลีย

สองนักฟุตบอลหญิงทีมชาติอิหร่านที่เคยสร้างความฮือฮาด้วยการปฏิเสธการร้องเพลงชาติเพื่อประท้วงรัฐบาลของตนที่ต่อมาขอลี้ภัยในออสเตรเลีย ได้รับสัญชาติออสเตรเลียอย่างเป็นทางการแล้ว หลังต้องเผชิญแรงกดดันหนักและถูกตราหน้าว่าเป็น “คนทรยศชาติ” โดยทั้งคู่เตรียมเริ่มต้นชีวิตใหม่และลุยเส้นทางนักเตะอาชีพต่อในศึกเอ-ลีก

อาเตเฟห์ ราเมซานีซาเดห์ วัย 34 ปี และฟาเตเมห์ ปาซันดีเดห์ วัย 22 ปี อดีตนักฟุตบอลหญิงทีมชาติอิหร่าน ได้รับสัญชาติออสเตรเลียอย่างเป็นทางการในพิธีที่นครบริสเบน รัฐควีนส์แลนด์ โดยมีนายโทนี เบิร์ก รัฐมนตรีมหาดไทยออสเตรเลีย เข้าร่วมพิธีมอบใบรับรองสัญชาติ

ราเมซานีซาเดห์กล่าวว่า เป็นวันที่พิเศษและไม่อาจลืมเลือน พร้อมรู้สึกภาคภูมิใจและซาบซึ้งอย่างยิ่งที่ได้เป็นพลเมืองออสเตรเลีย ขณะที่ปาซันดีเดห์กล่าวว่า หลังผ่านทุกสิ่งและความยากลำบากที่เผชิญมา ช่วงเวลานี้มีความหมายเกินกว่าจะบรรยายเป็นคำพูดได้

ทั้งสองคนเป็นหนึ่งในสมาชิก 7 คนของคณะฟุตบอลหญิงทีมชาติอิหร่านที่ยื่นขอความคุ้มครองจากออสเตรเลีย หลังเกิดเหตุปฏิเสธร้องเพลงชาติอิหร่านก่อนการแข่งขันฟุตบอลหญิงเอเชียนคัพในเดือนมีนาคม ซึ่งเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังอิสราเอลและสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีทางอากาศต่ออิหร่าน

เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความกังวลว่า นักฟุตบอลหญิงอาจถูกลงโทษเมื่อเดินทางกลับประเทศ โดยมีภาพจากสถานีโทรทัศน์ของทางการอิหร่านเผยแพร่ผู้ดำเนินรายการเรียกนักฟุตบอลกลุ่มนี้ว่า “คนทรยศ” และระบุว่าควรถูกลงโทษจากการไม่ร้องเพลงชาติ

จากแรงกดดันของชุมชนชาวอิหร่านในออสเตรเลีย ทางการออสเตรเลียเปิดโอกาสให้นักฟุตบอลทั้ง 7 คนยื่นขอลี้ภัยหรือขอความคุ้มครองด้านมนุษยธรรม แต่ท้ายที่สุดมีเพียงราเมซานีซาเดห์และปาซันดีเดห์ที่ตัดสินใจอยู่ในออสเตรเลีย ขณะที่อีก 5 คนเปลี่ยนใจและเดินทางกลับอิหร่าน

หลังเดินทางกลับอิหร่าน ชะตากรรมของนักฟุตบอลอีก 5 คนยังไม่ชัดเจน นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนเคยแสดงความกังวลว่า นักฟุตบอลหญิงบางคนอาจถูกกดดันให้เปลี่ยนใจผ่านการข่มขู่ครอบครัว อย่างไรก็ตาม รัฐบาลอิหร่านระบุในเวลานั้นว่า การเดินทางกลับประเทศของนักฟุตบอลเป็นการแสดงถึง “จิตวิญญาณแห่งชาติและความรักชาติ” และเป็นการขัดขวางแผนการของฝ่ายศัตรู

สำหรับราเมซานีซาเดห์และปาซันดีเดห์ ปัจจุบันทั้งคู่กำลังฝึกซ้อมกับทีมบริสเบน รอร์ ในลีกฟุตบอลหญิงออสเตรเลีย และตั้งใจเดินหน้าสู่อาชีพนักฟุตบอลระดับสูงในออสเตรเลียต่อไป

บริสเบน รอร์ ออกมาแสดงความยินดีกับทั้งสองคน โดยระบุว่า สิ่งที่พวกเธอต้องเผชิญนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ เป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่ไม่ต้องพบเจอตลอดชีวิต พร้อมยืนยันว่า ควีนส์แลนด์คือบ้านของพวกเธอในเวลานี้ และประตูของสโมสรจะเปิดต้อนรับทั้งสองคนเสมอ

การได้รับสัญชาติออสเตรเลียของทั้งสองเกิดขึ้นในช่วงที่รัฐบาลออสเตรเลียกำลังเตรียมออกมาตรการด้านวีซ่าที่เข้มงวดขึ้น เพื่อควบคุมการย้ายถิ่นฐาน โดยมาตรการที่คาดว่าจะนำมาใช้รวมถึงการจำกัดสิทธิในการทำงานและการอุทธรณ์ของผู้ขอลี้ภัย ตลอดจนห้ามผู้เดินทางเข้าประเทศด้วยวีซ่าบางประเภทเปลี่ยนมาขอวีซ่าครอบครัว

รัฐบาลออสเตรเลียกำลังเผชิญแรงกดดันจากฝ่ายค้านที่เสนอแนวนโยบายควบคุมการย้ายถิ่นฐานที่เข้มงวดกว่าเดิม ขณะที่กลุ่มสิทธิผู้ลี้ภัยวิพากษ์วิจารณ์มาตรการปัจจุบัน โดยเห็นว่าอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของผู้ขอลี้ภัย

กรณีของสองนักฟุตบอลหญิงอิหร่านได้รับความสนใจอย่างมาก เนื่องจากการตัดสินใจไม่ร้องเพลงชาติถูกมองว่าเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ต่อรัฐบาลอิหร่าน ขณะที่การตัดสินใจขอลี้ภัยและเริ่มต้นชีวิตใหม่ในออสเตรเลีย ทำให้ทั้งสองสามารถเดินหน้าสู่อาชีพนักฟุตบอลต่อไป พร้อมได้รับสถานะพลเมืองอย่างเป็นทางการในประเทศที่พวกเธอเลือกเป็นบ้านใหม่.

ที่มา BBC / ABC News

ด่วน แผ่นดินไหว 5.8 เขย่าฟิลิปปินส์ สะเทือนถึงกรุงมะนิลา สั่งอพยพคนในอาคารราชการ

ด่วน แผ่นดินไหว 5.8 เขย่าฟิลิปปินส์ สะเทือนถึงกรุงมะนิลา สั่งอพยพคนในอาคารราชการ

7 ส.ค. 2569 11:37 น.

ด่วน แผ่นดินไหว 5.8 เขย่าฟิลิปปินส์ สะเทือนถึงกรุงมะนิลา สั่งอพยพคนในอาคารราชการ

เกิดแผ่นดินไหวขนาด 5.8 นอกชายฝั่งทางตะวันตกของฟิลิปปินส์ แรงสั่นสะเทือนสามารถรับรู้ได้ถึงกรุงมะนิลา เมืองหลวงของประเทศ

สถาบันภูเขาไฟและแผ่นดินไหววิทยาแห่งฟิลิปปินส์ หรือ PHIVOLCS ระบุว่า แผ่นดินไหวฟิลิปปินส์ครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 10.38 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยมีจุดศูนย์กลางอยู่ห่างจากเมืองมัมบูราโอ ในจังหวัดออคซิเดนทัล มินโดโร ประมาณ 21 กิโลเมตรไปทางตะวันตกเฉียงใต้ และมีความลึกจากพื้นดินประมาณ 10 กิโลเมตร

ผู้เห็นเหตุการณ์ของสำนักข่าวรอยเตอร์ในกรุงมะนิลา รายงานว่าสามารถรับรู้แรงสั่นสะเทือนได้ภายในอาคารสำนักงานแห่งหนึ่งในเมืองหลวง ขณะที่เจ้าหน้าที่ในอาคารหน่วยงานของรัฐได้สั่งให้พนักงานอพยพออกจากอาคารเป็นการชั่วคราว เพื่อความปลอดภัย

เบื้องต้น PHIVOLCS ระบุว่า ยังไม่คาดว่าจะเกิดความเสียหายจากแผ่นดินไหวครั้งนี้ แต่เตือนว่าอาจเกิดแรงสั่นสะเทือนตาม หรืออาฟเตอร์ช็อกได้.

ที่มา :Channelnewsasia

ศาลสหรัฐฯ สั่ง “เมตา” จ่ายกว่า 1.8 หมื่นล้านบาท เหตุสร้างภัยต่อสาธารณะ-ทำร้ายสุขภาพจิตเด็ก

ศาลสหรัฐฯ สั่ง "เมตา" จ่ายกว่า 1.8 หมื่นล้านบาท เหตุสร้างภัยต่อสาธารณะ-ทำร้ายสุขภาพจิตเด็ก

7 ส.ค. 2569 11:30 น.

ศาลสหรัฐฯ สั่ง “เมตา” จ่ายกว่า 1.8 หมื่นล้านบาท เหตุสร้างภัยต่อสาธารณะ-ทำร้ายสุขภาพจิตเด็ก

ศาลรัฐนิวเม็กซิโกตัดสินให้ “เมตา” (Meta) ชดใช้เงิน 567 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 18,700 ล้านบาท เพื่อจัดตั้งกองทุนฟื้นฟูสุขภาพจิตเยาวชน พร้อมสั่งรื้อระบบและจำกัดการใช้งานเฟซบุ๊กและอินสตาแกรมของเด็ก หลังชี้ว่าแพลตฟอร์มของบริษัทสร้าง “ภัยต่อสาธารณะ” และมุ่งเน้นแต่กำไรจนมองข้ามความปลอดภัยของเยาวชน ด้านเมตาลั่นเตรียมยื่นอุทธรณ์สู้คดี

ศาลรัฐนิวเม็กซิโกของสหรัฐฯ ตัดสินให้บริษัทเมตาจ่ายเงิน 567 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 18,700 หมื่นล้านบาทเข้ากองทุนเพื่อสุขภาพจิตของวัยรุ่น และปรับเปลี่ยนการทำงานของเฟซบุ๊กและอินสตาแกรมเพื่อเพิ่มมาตรการคุ้มครองเด็ก หลังผู้พิพากษาไบรอัน บีดชีด วินิจฉัยว่าแพลตฟอร์มของบริษัทก่อให้เกิด “ภัยต่อสาธารณะ” และส่งผลกระทบต่อสวัสดิภาพของเด็ก

คดีนี้เป็นการดำเนินคดีระยะที่สอง หลังจากเมื่อเดือนมีนาคมคณะลูกขุนในรัฐนิวเม็กซิโกมีคำตัดสินให้เมตาจ่ายค่าเสียหาย 375 ล้านดอลลาร์ จากการพบว่าบริษัทละเมิดกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคของรัฐ ด้วยการทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดเกี่ยวกับความปลอดภัยของเฟซบุ๊กและอินสตาแกรมสำหรับเด็กและเยาวชน

ราอูล ตอร์เรซ อัยการสูงสุดรัฐนิวเม็กซิโกเป็นผู้ยื่นฟ้องเมตาตั้งแต่ปี 2023 โดยกล่าวหาว่าบริษัทออกแบบแพลตฟอร์มในลักษณะที่ส่งเสริมการใช้งานจนเสพติด และไม่สามารถปกป้องเด็กจากอันตรายทางออนไลน์รวมถึงการแสวงหาประโยชน์ทางเพศ

ในการพิจารณาคดี อัยการระบุว่าอัลกอริทึมของเมตาสามารถชี้นำผู้ใหญ่ไปยังเนื้อหาที่โพสต์โดยผู้ใช้งานวัยรุ่น ขณะที่บริษัทถูกกล่าวหาว่าปกปิดผลการศึกษาภายในเกี่ยวกับความเสี่ยงที่ผลิตภัณฑ์ของบริษัทมีต่อเยาวชน

คำสั่งล่าสุดกำหนดให้เงิน 567 ล้านดอลลาร์ส่วนใหญ่ หรือราวสามในสี่ นำไปใช้ในการรักษาสุขภาพจิตของวัยรุ่น และทยอยจ่ายภายในระยะเวลา 5 ปี ส่วนที่เหลือจะนำไปใช้กับโครงการให้ความรู้และป้องกันปัญหา การคัดกรองและประเมินความเสี่ยง ตลอดจนการส่งต่อและประสานงานด้านบริการต่าง ๆ

ผู้พิพากษายังสั่งให้เมตาดำเนินมาตรการเพิ่มความปลอดภัยให้เยาวชน เช่น จำกัดการใช้งานเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม ของผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี จำกัดการแจ้งเตือน และเพิ่มการควบคุมการติดต่อระหว่างผู้ใหญ่กับผู้เยาว์ รวมถึงเพิ่มมาตรการป้องกันการแสวงหาประโยชน์ทางเพศจากเด็ก และตรวจสอบรายงานเกี่ยวกับเนื้อหาล่วงละเมิดทางเพศเด็กให้เข้มงวดยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ เมตายังต้องพยายามป้องกันไม่ให้เด็กอายุต่ำกว่า 13 ปีในรัฐนิวเม็กซิโกเข้าถึงเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม และต้องดำเนินมาตรการป้องกันไม่ให้เด็กเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์เชิงโรแมนติกหรือทางเพศกับแชตบอตปัญญาประดิษฐ์ของบริษัท รวมถึงห้ามผู้ใหญ่ใช้แชตบอตเพื่อจำลองหรือพูดคุยเกี่ยวกับปฏิสัมพันธ์เชิงทางเพศกับเด็ก

ผู้พิพากษาบีดชีดระบุในคำวินิจฉัยว่า วัยรุ่นมีความอ่อนไหวต่อฟีเจอร์ที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมของผู้ใช้ เช่น การเล่นวิดีโออัตโนมัติ การเลื่อนเนื้อหาแบบไม่สิ้นสุด การแสดงจำนวนการกดถูกใจ การแจ้งเตือนแบบพุช และระบบแนะนำเนื้อหาด้วยอัลกอริทึม

อย่างไรก็ตาม ศาลไม่ได้รับคำขอทั้งหมดของรัฐนิวเม็กซิโก โดยเห็นว่าการบังคับให้เมตา เปลี่ยนแปลงอัลกอริทึมบางส่วน รวมถึงฟีเจอร์การเลื่อนเนื้อหาแบบไม่สิ้นสุดและการเล่นอัตโนมัติ อาจกระทบสิทธิของบริษัทตามรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ และอาจเกี่ยวข้องกับกฎหมายคุ้มครองแพลตฟอร์มออนไลน์

เมตาแถลงว่า บริษัทไม่เห็นด้วยกับคำตัดสินและจะยื่นอุทธรณ์ พร้อมยืนยันว่าบริษัทมีประวัติในการปกป้องวัยรุ่นบนแพลตฟอร์ม และทำงานอย่างต่อเนื่องเพื่อค้นหาและลบเนื้อหาที่เป็นอันตราย

ตอร์เรซกล่าวว่า คำตัดสินครั้งนี้เป็นชัยชนะสำหรับผู้ปกครองและเด็ก พร้อมระบุว่าเป็นแนวทางที่รัฐอื่น รวมถึงประเทศต่าง ๆ ที่กำลังเผชิญปัญหาผลกระทบจากโซเชียลมีเดียต่อเด็ก สามารถนำไปใช้เป็นต้นแบบได้

คดีในนิวเม็กซิโกเกิดขึ้นท่ามกลางการฟ้องร้องบริษัทโซเชียลมีเดียจำนวนมากในสหรัฐฯ โดยมีมากกว่า 40 รัฐและเขตการศึกษากว่า 1,300 แห่งยื่นฟ้องในลักษณะกล่าวหาว่าแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียก่อให้เกิด “ภัยต่อสาธารณะ” และส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของเด็กและเยาวชน

เมตายังเผชิญคดีอื่นในสหรัฐฯ รวมถึงการฟ้องร้องจากหลายรัฐเกี่ยวกับข้อกล่าวหาว่าเฟซบุ๊กและอินสตาแกรมถูกออกแบบให้ทำให้เด็กเสพติดการใช้งาน ขณะที่บริษัทเตือนนักลงทุนก่อนหน้านี้ว่าแรงกดดันทางกฎหมายและกฎระเบียบเกี่ยวกับประเด็นโซเชียลมีเดียกับเยาวชนในสหรัฐฯ และยุโรป อาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อธุรกิจและผลประกอบการของบริษัท.

ที่มา Reuters / AFP

ญี่ปุ่นสั่งอพยพเกือบ 2.6 แสนคน รับมือไต้ฝุ่น “ดอลฟิน” ยกเลิกเที่ยวบินกว่า 500 เที่ยว

ญี่ปุ่นสั่งอพยพเกือบ 2.6 แสนคน รับมือไต้ฝุ่น "ดอลฟิน" ยกเลิกเที่ยวบินกว่า 500 เที่ยว

7 ส.ค. 2569 11:14 น.

ญี่ปุ่นสั่งอพยพเกือบ 2.6 แสนคน รับมือไต้ฝุ่น “ดอลฟิน” ยกเลิกเที่ยวบินกว่า 500 เที่ยว

ญี่ปุ่นสั่งอพยพประชาชนเกือบ 260,000 คนในคาโกชิมะและโอกินาวา รับมือไต้ฝุ่น “ดอลฟิน” ที่พัดเข้าใกล้ พร้อมยกเลิกเที่ยวบินกว่า 500 เที่ยว ขณะที่โตโยต้าหยุดการผลิต 9 โรงงาน 

วันที่ 7 สิงหาคม 2569 สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น รายงานว่า พายุไต้ฝุ่น “ดอลฟิน” (Dolphin) ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มไต้ฝุ่นกำลังแรงระดับ 1 กำลังเคลื่อนตัวเข้าใกล้ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ ใกล้หมู่เกาะที่อยู่ระหว่างภูมิภาคคิวชูกับจังหวัดโอกินาวา ด้วยความเร็วลมคงที่สูงสุด 144 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และลมกระโชกแรงสูงสุด 198 กิโลเมตรต่อชั่วโมง  

ทางด้านสำนักข่าว NHK รายงานว่า่ ทางการสั่งอพยพประชาชนเกือบ 260,000 คนในจังหวัดคาโกชิมะและโอกินาวา เพื่อรับมือไต้ฝุ่นดอลฟิน ซึ่งส่งผลให้มีความเสี่ยงเกิดลมแรงที่อาจสร้างความเสียหายหรือทำให้อาคารบางส่วนพังถล่มได้ นอกจากนี้ ยังมีโอกาสเกิดแนวฝนฟ้าคะนองต่อเนื่องเป็นเส้นยาว (Linear Rain Band) ซึ่งอาจทำให้เกิดฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลากในหลายพื้นที่

รายงานข่าวระบุว่า มีการยกเลิกเที่ยวบินแล้วมากกว่า 500 เที่ยว ด้านบริษัทโตโยต้า มอเตอร์ ประกาศระงับการผลิตชั่วคราวที่โรงงาน 9 แห่งในวันศุกร์ เพื่อความปลอดภัยของพนักงานและลดผลกระทบจากพายุ.

ที่มา CNA NHK 

องค์กรสิทธิฯ เตือนเด็กนับพันไร้ที่พัก เสี่ยงถูกล่วงละเมิด-ค้ามนุษย์ หลังทะลักข้ามพรมแดนสเปน

องค์กรสิทธิฯ เตือนเด็กนับพันไร้ที่พัก เสี่ยงถูกล่วงละเมิด-ค้ามนุษย์ หลังทะลักข้ามพรมแดนสเปน

7 ส.ค. 2569 09:44 น.

องค์กรสิทธิฯ เตือนเด็กนับพันไร้ที่พัก เสี่ยงถูกล่วงละเมิด-ค้ามนุษย์ หลังทะลักข้ามพรมแดนสเปน

องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนเตือน ผู้อพยพเด็กที่ไม่มีผู้ปกครองดูแลหลายร้อยคน กำลังเผชิญความเสี่ยงถูกล่วงละเมิด แสวงหาประโยชน์ และค้ามนุษย์ หลังข้ามพรมแดนจากโมร็อกโก เข้ามาระเหเร่ร่อนในเมืองเซวตา 

โฆเซ มิเกล โมราเลส ผู้อำนวยการองค์กร Federacion Sur Acoge ซึ่งทำงานด้านสิทธิและช่วยเหลือผู้อพยพในภาคใต้ของสเปน แสดงความเป็นห่วงถึงสวัสดิภาพของผู้อพยพในเมืองเซวตา โดยเฉพาะในกลุ่มผู้อพยพเด็กที่เดินทางมาโดยไม่มีผู้ปกครองหลายร้อยคน ที่กำลังเผชิญความเสี่ยงถูกล่วงละเมิด แสวงหาประโยชน์ และค้ามนุษย์ หลังต้องนอนกลางถนนในเมืองเซวตา ดินแดนของสเปนที่ตั้งอยู่ในแอฟริกาเหนือ ภายหลังจากผู้อพยพจำนวนมหาศาลหลั่งไหลข้ามพรมแดนจากโมร็อกโกเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเด็กหลายคนที่ต้องใช้ชีวิตบนท้องถนน ถูกทำร้ายร่างกายและตกเป็นเหยื่อการใช้ความรุนแรง ทุกวันนี้ยังไม่มีทางออกและที่พักที่ปลอดภัย โดยเฉพาะเด็กผู้หญิง จะยิ่งเสี่ยงต่อการถูกล่วงละเมิดในทุกรูปแบบ เขาระบุว่า เด็กบางคนมีอายุเพียง 10 ปี หรือน้อยกว่านั้น และหลายคนอายุไม่ถึง 14 ปี

แม้ว่าผู้อพยพส่วนใหญ่จะเดินทางกลับโมร็อกโกแล้ว แต่ทางการสเปนยังคงประสบปัญหาในการดูแลเด็กชาวโมร็อกโกที่ยังคงอยู่ในเซวตา เนื่องจากเด็กที่เดินทางมาโดยลำพังไม่สามารถถูกผลักดันกลับประเทศได้ทันทีตามกฎหมาย

ขณะที่องค์กร Save the Children เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งขึ้นทะเบียนเด็กทุกคน พร้อมเตือนว่าเด็กผู้หญิงมีความเสี่ยงสูงเป็นพิเศษต่อการใช้ความรุนแรง การค้ามนุษย์ และการแสวงหาประโยชน์

รัฐบาลสเปนเปิดเผยว่า จากผู้อพยพราว 72,000 คนที่เดินทางเข้าสู่เซวตาระหว่างวันที่ 30-31 กรกฎาคม มีประมาณ 70,000 คนเดินทางกลับโมร็อกโกแล้ว เหลืออยู่ราว 2,000 คน

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายบริหารเมืองเซวตาซึ่งอยู่ภายใต้การนำของฝ่ายค้าน ระบุว่าจำนวนผู้ที่ยังตกค้างมีมากกว่านั้น และรวมถึงเด็กที่เดินทางมาโดยไม่มีผู้ปกครองมากกว่า 1,000 คน

ผู้สื่อข่าว AFP รายงานว่า ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา พบเด็กจำนวนมากขาดแคลนอาหาร น้ำดื่ม ที่พัก และสุขอนามัยขั้นพื้นฐาน

ผู้อพยพจำนวนหนึ่งรวมตัวอยู่ตามพื้นที่ป่า ชายหาด และย่านที่พักอาศัย หลายคนต้องนอนกลางแจ้ง ใช้ถุงพลาสติกหรือเสื้อยืดคลุมหน้าเพื่อบังแดด ขณะที่รองเท้า ขวดน้ำ และสัมภาระเพียงเล็กน้อยถูกวางไว้ข้างตัว สะท้อนถึงการไม่มีที่พักอาศัยถาวร

ศูนย์พักพิงสำหรับผู้อพยพของเมืองต้องปิดรับผู้เข้าพักเพิ่มเติม เนื่องจากเต็มความจุ ทำให้หลายคนต้องนอนรออยู่ด้านนอก

ทางการเมืองเซวตาระบุว่า ขณะนี้มีเด็กที่ต้องได้รับการดูแลประมาณ 1,100 คน ขณะที่ศูนย์พักพิงมีศักยภาพรองรับได้เพียง 90 คนเท่านั้น

อเลฮานโดร รามิเรซ รองประธานเมืองเซวตา กล่าวว่า ระบบรองรับของเมืองเกินขีดความสามารถโดยสิ้นเชิง และสถานการณ์ในขณะนี้ไม่อาจรองรับได้อีกต่อไป โดยเจ้าหน้าที่กำลังเร่งดัดแปลงโรงเรียนและคลังสินค้าเป็นศูนย์พักพิงชั่วคราว เพื่อรองรับเด็กที่ยังไม่มีที่อยู่ ในระหว่างนี้ เด็กที่พักอาศัยอยู่บนท้องถนนต้องพึ่งพาอาหารและสิ่งของจำเป็นจากองค์กรการกุศลและชาวเมือง

รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีเปโดร ซานเชซ อนุมัติงบประมาณ 25 ล้านยูโร เพื่อช่วยเหลือเมืองเซวตาในการดูแลเด็กที่เดินทางมาโดยไม่มีผู้ปกครอง

อย่างไรก็ตาม แผนกระจายเด็กเหล่านี้ไปยังแคว้นอื่นของสเปนกลับเผชิญการคัดค้านจากหลายพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การบริหารของพรรคฝ่ายค้าน Popular Party (PP) และพรรคขวาจัด Vox ซึ่งประกาศไม่รับโอนเด็กผู้อพยพเข้าพื้นที่ของตน

ซันติอาโก อาบาสกัล ผู้นำพรรค Vox ระบุผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่าไม่ควรใช้เงินภาษีของชาวสเปนแม้แต่ยูโรเดียว เพื่อคนเข้าเมืองผิดกฎหมาย

ผู้อพยพหลายคนเปิดเผยว่า พวกเขาเดินทางมายังเซวตาเพื่อหลบหนีความยากจน ขณะที่นักวิจัยพบว่ามีการเผยแพร่ข่าวลือเท็จผ่านโซเชียลมีเดียว่าพรมแดนถูกเปิดให้ผ่านได้อย่างเสรี

เหตุการณ์ผู้อพยพหลั่งไหลเข้าสู่เซวตาครั้งนี้ ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 80 คนในฝั่งสเปน ขณะที่ทางการโมร็อกโกระบุว่ามีผู้เสียชีวิตอีก 11 คนในฝั่งของตน

ที่มา : channelnewsasia

FAA สั่งตรวจ “โบอิ้ง 737 MAX” กว่า 470 ลำ หลังพบรอยร้าวโครงสร้างเครื่องบิน

FAA สั่งตรวจ "โบอิ้ง 737 MAX" กว่า 470 ลำ หลังพบรอยร้าวโครงสร้างเครื่องบิน

7 ส.ค. 2569 09:41 น.

FAA สั่งตรวจ “โบอิ้ง 737 MAX” กว่า 470 ลำ หลังพบรอยร้าวโครงสร้างเครื่องบิน

สำนักงานการบินสหรัฐฯ สั่งตรวจสอบเครื่องบิน โบอิ้ง 737 MAX กว่า 470 ลำ หลังพบรอยร้่าวบริเวณโครงสร้างใกล้ประตูบริการ เตือนหากปล่อยไว้เสี่ยงกระทบความแข็งแรงของลำตัวเครื่อง แม้ยังไม่สั่งระงับการบิน

วันที่ 7 สิงหาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สำนักงานบริหารการบินแห่งสหรัฐอเมริกา (Federal Aviation Administration: FAA) ออกคำสั่งให้ตรวจสอบเครื่องบินโบอิ้ง 737 MAX ที่จดทะเบียนในสหรัฐฯ จำนวนประมาณ 471 ลำ หลังตรวจพบรอยร้าวในโครงสร้างของเครื่องบิน ซึ่งอาจส่งผลต่อความแข็งแรงของลำตัวเครื่อง หากไม่ได้รับการตรวจพบและซ่อมแซม

รายงานข่าวระบุว่า คำสั่งนี้ครอบคลุมเครื่องบิน “737 MAX 8” “737 MAX 9” และ “MAX 8-200” โดย FAA ระบุว่า พบรอยร้าวในชิ้รส่วนเสริมความแข็งแรงของโครงสร้างบริเวณรอบประตูบริการด้านหน้าฝั่งขวา ซึ่งอยู่ติดกับพื้นที่ครัวส่วนหน้าของเครื่องบิน โดยกำหนดให้สายการบินตรวจสอบบริเวณนี้ตามรอบการใช้งานของเครื่องบินแต่ละลำ และหากพบรอยร้าว จะต้องดำเนินการซ่อมแซมให้แล้วเสร็จก่อนนำเครื่องบินกลับมาให้บริการ

อย่างไรก็ตาม FAA ยังไม่สั่งระงับการบินของเครื่องบินรุ่นเหล่านี้ โดยระบุว่าช่วงเวลาที่กำหนดสำหรับการตรวจสอบมีความถี่เพียงพอที่จะตรวจพบความเสียหายได้ก่อนที่รอยร้าวจะส่งผลกระทบต่อความแข็งแรงของโครงสร้างเครื่องบิน ทั้งนี้ คำสั่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 10 กันยายน 2569 เป็นต้นไป

ด้านบริษัทโบอิ้งเปิดเผยว่า ได้ดำเนินการวิเคราะห์ทางวิศวกรรมเพื่อหาสาเหตุของการเกิดรอยร้าว และอยู่ระหว่างพัฒนาแนวทางปรับปรุงการออกแบบเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำในอนาคต พร้อมระบุด้วยว่า ยังไม่พบปัญหานี้ในฝูงบิน 737 MAX ที่ให้บริการอยู่ในปัจจุบัน

ทั้งนี้ โบอิ้งยังคงเผชิญแรงกดดันด้านมาตรฐานความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่เกิดเหตุแผงประตูฉุกเฉิน ของเครื่องบินสายการบินอะแลสกา แอร์ไลน์ส หลุดกลางอากาศเมื่อเดือนมกราคม 2567 โดยผลการสอบสวนของคณะกรรมการความปลอดภัยด้านการขนส่งแห่งชาติสหรัฐฯ (National Transportation Safety Board: NTSB) พบว่า เครื่องบินถูกส่งมอบให้สายการบินทั้งที่ไม่ได้มีการติดตั้งสลักเกลียว 4 ตัว ซึ่งใช้ยึดแผงประตู.

ที่มา AFP

ทรัมป์ลงนามคำสั่งใหม่ จำกัดสิทธิพลเมืองโดยกำเนิด สกัด “Birth Tourism” แม้ศาลสูงสหรัฐเคยตีตก

ทรัมป์ลงนามคำสั่งใหม่ จำกัดสิทธิพลเมืองโดยกำเนิด สกัด "Birth Tourism" แม้ศาลสูงสหรัฐเคยตีตก

7 ส.ค. 2569 09:22 น.

ทรัมป์ลงนามคำสั่งใหม่ จำกัดสิทธิพลเมืองโดยกำเนิด สกัด “Birth Tourism” แม้ศาลสูงสหรัฐเคยตีตก

ทรัมป์ไม่สนคำวินิจฉัยศาลสูง เดินหน้าลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารฉบับใหม่ 2 ฉบับ จำกัดการได้รับสัญชาติสหรัฐโดยกำเนิด หวังสกัดหญิงต่างชาติเดินทางเข้าสหรัฐเพื่อคลอดบุตรให้ได้รับสัญชาติอเมริกัน 

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารฉบับใหม่ 2 ฉบับ เพื่อจำกัดการได้รับสัญชาติสหรัฐโดยกำเนิด หรือ Birthright Citizenship โดยมุ่งเป้าไปที่การสกัดปรากฏการณ์ “Birth Tourism” หรือการที่หญิงตั้งครรภ์ชาวต่างชาติเดินทางเข้าสหรัฐเพื่อคลอดบุตรให้ได้รับสัญชาติอเมริกัน แม้ว่าศาลสูงสหรัฐจะเพิ่งมีคำวินิจฉัยเมื่อไม่นานมานี้ว่า ความพยายามก่อนหน้านี้ของทรัมป์ขัดต่อรัฐธรรมนูญก็ตาม

สตีเฟน มิลเลอร์ ที่ปรึกษาทำเนียบขาวระบุว่า การยุติการใช้ช่องโหว่จากการเดินทางท่องเที่ยวเพื่อคลอดบุตร หรือ “Birth Tourism” ถือเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญด้านการควบคุมผู้อพยพของรัฐบาลทรัมป์ โดยหลังจากพิธีลงนามในห้องทำงานรูปไข่ของโดนัลด์ ทรัมป์ในวันนี้ การท่องเที่ยวเพื่อคลอดบุตรจะถูกสั่งห้าม

การดำเนินการดังกล่าวเกิดขึ้น หลังจากเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน ศาลสูงสหรัฐมีมติไม่รับรองคำสั่งฝ่ายบริหารเดิมของทรัมป์ ซึ่งมีเป้าหมายไม่รับรองสัญชาติของเด็กที่เกิดในสหรัฐ หากบิดามารดาไม่ใช่พลเมืองสหรัฐหรือผู้ถือกรีนการ์ด โดยเห็นว่าขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลทรัมป์ยืนยันว่า คำสั่งฉบับใหม่มีขอบเขตที่แคบกว่าเดิม และมุ่งตีความข้อยกเว้นทางประวัติศาสตร์ของหลักการให้สัญชาติโดยกำเนิด เพื่อขยายกลุ่มบุคคลที่ไม่มีสิทธิได้รับสัญชาติสหรัฐ

คำสั่งใหม่ยังจำกัดสิทธิของเด็กที่เกิดในสหรัฐจากบิดามารดาซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐบาลต่างประเทศ รวมถึงบุตรของบุคคลที่ถูกจัดอยู่ในสถานะศัตรูของชาติ และอาจส่งผลต่อผู้ที่เกิดในดินแดนโพ้นทะเลของสหรัฐ หากรัฐสภาผ่านกฎหมายยกเลิกการให้สัญชาติอัตโนมัติในพื้นที่ดังกล่าว

นักกฎหมายหลายฝ่ายมองว่า คำสั่งฝ่ายบริหารชุดใหม่นี้อาจยังมีผลทางกฎหมายไม่ชัดเจน หลังศาลสูงสหรัฐเพิ่งมีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับประเด็นเดียวกัน ขณะที่องค์กรด้านสิทธิผู้อพยพและสิทธิมนุษยชนมองว่า เป็นความพยายามหลีกเลี่ยงคำตัดสินของศาล

สหภาพเสรีภาพพลเมืองอเมริกัน (ACLU) ระบุว่า คำสั่งดังกล่าวมีแนวโน้มถูกศาลวินิจฉัยให้เป็นโมฆะอีกครั้ง

ด้าน เดโบราห์ เฟลชเชเกอร์ อดีตเจ้าหน้าที่รัฐบาลโจ ไบเดน ซึ่งปัจจุบันทำงานกับองค์กร UnidosUS กล่าวว่า สิทธิในการได้รับสัญชาติโดยกำเนิดเป็นหลักประกันตามรัฐธรรมนูญที่ใช้มายาวนานกว่า 150 ปี และไม่ใช่อำนาจที่ประธานาธิบดีจะเปลี่ยนแปลงได้ตามต้องการ

ขณะที่องค์กร Women’s Refugee Commission เตือนว่า มาตรการดังกล่าวอาจกระทบสิทธิของหญิงตั้งครรภ์ที่เดินทางเข้าสหรัฐอย่างถูกกฎหมาย และเรียกร้องให้รัฐบาลออกแนวปฏิบัติที่สอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลสูง

ทรัมป์กล่าวระหว่างพิธีลงนามว่า คำวินิจฉัยของศาลสูงเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน เป็นการตัดสินที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง พร้อมกล่าวหาว่า มีผู้สร้างธุรกิจจากการพาหญิงตั้งครรภ์เดินทางมาคลอดบุตรในสหรัฐเพื่อให้ลูกได้รับสัญชาติ

เขาระบุว่า การให้สัญชาติโดยกำเนิดตามบทแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับที่ 14 เดิมมีขึ้นหลังสงครามกลางเมือง เพื่อคุ้มครองบุตรของอดีตทาสที่ได้รับอิสรภาพ ไม่ใช่เพื่อรองรับการเดินทางมาคลอดบุตรของชาวต่างชาติในยุคปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ประธานศาลสูง จอห์น โรเบิร์ตส์ เขียนไว้ในคำวินิจฉัยก่อนหน้านี้ว่า ผู้ร่างรัฐธรรมนูญตั้งใจให้หลักการดังกล่าวครอบคลุมบุคคลทุกคนที่เกิดในสหรัฐและอยู่ภายใต้อำนาจศาลของประเทศ โดยระบุว่าสิทธิความเป็นพลเมือง คือสิทธิที่จะมีสิทธิทั้งหลาย และเป็นคำมั่นที่สหรัฐยังคงรักษาไว้จนถึงปัจจุบัน

ทั้งนี้ บทบัญญัติเรื่อง Citizenship Clause ในรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 14 ระบุว่า “บุคคลทุกคนที่เกิดหรือได้รับสัญชาติในสหรัฐ และอยู่ภายใต้อำนาจศาลของสหรัฐ ถือเป็นพลเมืองของสหรัฐและของรัฐที่ตนอาศัยอยู่”

ที่มา : Channelnewsasia