ราชทัณฑ์ แจงปมย้ายผู้ต้องขัง เพื่อจัดระเบียบเรือนจำ แก้ปัญหาแออัด ย้ำไม่ได้กลั่นแกล้ง

ราชทัณฑ์ แจงปมย้ายผู้ต้องขัง เพื่อจัดระเบียบเรือนจำ แก้ปัญหาแออัด ย้ำไม่ได้กลั่นแกล้ง

ราชทัณฑ์ แจงปมย้ายผู้ต้องขัง เพื่อจัดระเบียบเรือนจำ แก้ปัญหาแออัด ย้ำไม่ได้กลั่นแกล้ง

วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 21.00 น.

‘ราชทัณฑ์’แจงกระแสกังวลย้ายผู้ต้องขัง 2,200 คน ยันไม่ละเมิดสิทธิ เน้นแก้แออัด- เตรียมย้ายผู้ต้องขังคดี ม.112 กลับเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ตามเสนอแนะของ กสม. 

วันที่ 5 สิงหาคม 2569 ตามที่มีการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับกรณีย้ายและกระจายผู้ต้องขังไปยังเรือนจำต่างๆ จนนำไปสู่ความกังวลใจของญาติและสังคมนั้น  กรมราชทัณฑ์ขอเรียนว่า มาตรการดังกล่าวเป็นกระบวนการบริหารจัดการเชิงรุกเพื่อแก้ปัญหาความแออัดในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ในช่วงที่มีการจัดระเบียบเพื่อปฏิบัติตามนโยบายเรือนจำศูนย์ระหว่างพิจารณาคดีนำร่อง (Hub) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายกระทรวงยุติธรรมโดยให้เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ควบคุมคุมผู้ต้องขังระหว่างสวนระหว่างไต่สวน-พิจารณา ในคดีทั่วไปและคดียาเสพติดให้โทษ เพื่อแยกประเภทผู้ต้องขังตาม”ข้อกำหนดแมนเดลลา” (The Mandela Rules) มุ่งเน้นการแยกประเกทผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดีออกจากนักโทษเด็ดขาด และเพื่อบริหารจัดการพื้นที่เรือนจำ

สืบเนื่องจากการดำเนินการตามนโยบายข้างต้น ส่งผลให้เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ จำเป็นต้องย้ายผู้ต้องขังระหว่างอุทธรณ์-ฎีกา (ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลย มีกำหนดโทษจำคุกแล้ว) และนักโทษคดีเด็ดขาดแล้วออกเป็นจำนวนสูงถึง 2,200 คน โดยได้ย้ายไปคุมขังยังเรือนจำ/ทัณฑสถานใกล้เคียง เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการเยี่ยมญาติของผู้ต้องขัง และอำนวยความสะดวกในการควบคุมตัวรับ-ส่งผู้ต้องขังไปศาล โดยมิได้มีเจตนากลั่นแกล้งหรือละเมิดสิทธิมนุษยชนกลุ่มใดเป็นการเฉพาะ และการย้ายเรือนจำไม่ได้ทำให้สิทธิของผู้ต้องขังลดลงแต่อย่าง ใด 

ทั้งนี้ กรมราชทัณฑ์ยังคงคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐาน เช่น สิทธิการเยี่ยมญาติ และสิทธิการรักษาพยาบาลตามมาตรฐานทางการแพทย์อย่างเสมอภาค เท่าเทียมกันทุกเรือนจำทั่วประเทศ ประกอบกับปัจจุบันเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯได้ดำเนินการย้ายระบายผู้ต้องขังคดียาเสพติดฯ ระหว่างพิจารณาคดีไปคุมขังที่ทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง เพื่อเป็นการรระบายผู้ต้องขังที่เกินความจุ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการขานรับข้อเสนอแนะของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)ในกรณีการย้ายผู้ต้องชังคดีมาตรา 112 กรมราชทัณฑ์จึงได้ดำเนินการประชุมวางแผนเพื่อพิจารณาคัดย้ายผู้ต้องขังดังกล่าว จากเรือนจำกลางบางขวางกลับไปคุมขังยังยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯเพื่อประโยชน์สูงสุดในกระบวนการยุติธรรมแล้ว

กรมราชทัณฑ์ขอยืนยันว่า ทุกชั้นตอนการย้ายผู้ต้องขังเป็นไปตามกรอบอำนาจของกฎหมาย มุ่งเน้นการรักษาความมั่นคงปลอดภัย ควบคู่ไปกับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนอย่างเคร่งครัด เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาพฤตินิสัย และการเตรียมความพร้อมของผู้ต้องขังในการกลับคืนสู่สังคมอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน

กรมราชทัณฑ์ขอให้พี่น้องประชาชนและญาติผู้ต้องขังมีความมั่นใจว่า การบริหารโครงสร้างและกำลังความจุของเรือนจำในทุกขั้นตอน มุ่งเน้นการรักษาความมั่นคงปลอดภัย ควบคู่ไปกับการยึดมั่นในหลักสิทธิมนุษยชนและการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังตามมาตรฐานกฎหมายไทยและกฎบัตรสากล เพื่อเตรียมความพร้อมและพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
 

อภิสิทธิ์ จี้รัฐบาลเคลียร์ปม แลนด์บริดจ์ ให้ชัด หลังคลังชี้ไม่คุ้มค่า หนุน Southern Connect แทน

อภิสิทธิ์ จี้รัฐบาลเคลียร์ปม แลนด์บริดจ์ ให้ชัด หลังคลังชี้ไม่คุ้มค่า หนุน Southern Connect แทน

อภิสิทธิ์ จี้รัฐบาลเคลียร์ปม แลนด์บริดจ์ ให้ชัด หลังคลังชี้ไม่คุ้มค่า หนุน Southern Connect แทน

วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 20.42 น.

“อภิสิทธิ์” จี้ รัฐบาลเคลียร์ปม “แลนด์บริดจ์” ให้ชัด หลังคลังชี้ไม่คุ้มค่า ชู “Southern Connect” ยกระดับโลจิสติกส์ภาคใต้

5 สิงหาคม 2569 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตนายกรีฐมนตรี แสดงความคิดเห็นถึงความคืบหน้าของโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระดับใหญ่ (โครงการแลนด์บริดจ์) ว่า ขณะนี้ภาพรวมของโครงการดังกล่าวยังมีความกำกวม เนื่องจากยังไม่มีความชัดเจนว่า หลังจากที่คณะกรรมการซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นผู้ตรวจสอบ และสรุปผลออกมาว่าโครงการนี้ไม่มีความคุ้มค่าทางการลงทุน ทางรัฐบาลจะยังคงดันทุรังเดินหน้าต่อ หรือจะยอมยึดตามข้อสรุปของคณะกรรมการดังกล่าว

นายอภิสิทธิ์ ยืนยันจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ว่า โครงการแลนด์บริดจ์ในรูปแบบเดิมนั้นไม่คุ้มค่า แต่พรรคฯ สนับสนุนให้รัฐบาลเร่งพัฒนาและปรับปรุงระบบโลจิสติกส์ของพื้นที่ภาคใต้ทั้งระบบ ไม่ควรมุ่งเน้นเฉพาะการแก้ปัญหาคอขวดหรือจุดเชื่อมต่อที่ขาดหาย (Missing Link) ระหว่างท่าเรือระนองกับชุมพรเพียงอย่างเดียว แต่ควรนำแนวคิดโครงการ “Southern Connect” มาปรับใช้ เพื่อพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งในภาคใต้ให้ครอบคลุมและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อเศรษฐกิจระดับท้องถิ่นและภาพรวมของประเทศ

นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงวาระการทำงานของพรรคประชาธิปัตย์ ว่า ในการเตรียมพร้อมรับการเปิดสมัยประชุมสภาที่จะถึงนี้ โดยพรรคเตรียมติดตามและเปิดอภิปรายในหลายประเด็นสำคัญ เช่น คดีฮั้ว สว. การพิจารณาร่าง พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) และการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ขณะเดียวกัน ในฐานะกรรมาธิการที่ดูแลด้านองค์กรอิสระ นายอภิสิทธิ์ เปิดเผยด้วยว่าเตรียมรับหน้าที่เป็นแม่งานจัดงานสัมมนาทิศทางและอนาคตขององค์กรอิสระ เพื่อเสริมสร้างกลไกการตรวจสอบในระบบประชาธิปไตยไทยให้มีความเข้มแข็งต่อไป

“ผมและพรรคประชาธิปัตย์ ยังเดินหน้าอย่างเต็มที่ เพื่อพี่น้องทุกคนครับ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ‘ช้างเผือก-มงกุฎไทย’ แก่ข้าราชบริพารในพระองค์ 8 ราย

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ‘ช้างเผือก-มงกุฎไทย’ แก่ข้าราชบริพารในพระองค์ 8 ราย

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ‘ช้างเผือก-มงกุฎไทย’ แก่ข้าราชบริพารในพระองค์ 8 ราย

วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 20.22 น.

วันที่ 5 สิงหางคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศ เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก และเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก และเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย แก่ข้าราชบริพารในพระองค์ จำนวน 8 ราย โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2569

รายนามผู้ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ มีดังนี้

ชั้นมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก

1.พลเอก ธนณัฐ ยังเฟื่องมนต์
2.พลตำรวจโท มณฑลทัฬห์ บุนนาค

ชั้นมหาวชิรมงกุฎ

1.พลอากาศเอก ปรัชญา พรหมบุรมย์
2.พลเรือตรี ภาณุวัฒน์ อินทนิล
3.พลอากาศตรี ทรงสวัสดิ์ ทรัพย์จำนงค์

ชั้นประถมาภรณ์ช้างเผือก

1.พลตรี วีระไชย เหเตโชดม

ชั้นประถมาภรณ์มงกุฎไทย

1.พลตรี สรรวิชญ์ ภูมิภัทรวงศ์
2.พันโท สมานมิตร พัฒนา

ทั้งนี้ ประกาศดังกล่าวลงวันที่ 5 สิงหาคม พุทธศักราช 2569 ซึ่งเป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน.

สกลธี รับเรื่องแอปฯ หมอพร้อม แอบอ้างสิทธิ์บัตรทอง จ่อเรียก รพ.ที่เกี่ยวข้องแจง 27 ส.ค. นี้

สกลธี รับเรื่องแอปฯ หมอพร้อม แอบอ้างสิทธิ์บัตรทอง จ่อเรียก รพ.ที่เกี่ยวข้องแจง 27 ส.ค. นี้

สกลธี รับเรื่องแอปฯ หมอพร้อม แอบอ้างสิทธิ์บัตรทอง จ่อเรียก รพ.ที่เกี่ยวข้องแจง 27 ส.ค. นี้

วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 19.52 น.

วันที่ 5 สิงหาคม 2569 นายสกลธี ภัททิยกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร โพสต์ข้อความระบุว่า หมอพร้อมทิพย์!!!

วันนี้กรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร รับเรื่องร้องเรียนจากกลุ่มพี่น้องประชาชนที่พบความผิดปกติในการเบิกจ่ายสิทธิ์บัตรทองใน application หมอพร้อม

ซึ่งมีจำนวนมากหลายราย และในบางรายได้มีบุคลากรอ้างว่ามาจากโรงพยาบาลที่ทำการเบิกจ่ายขอเจรจาต่อรองเพื่อไม่ให้เอาความ รวมถึงข่มขู่

กรรมาธิการการสาธารณสุขได้รับเรื่องเอาไว้แล้วและรอผลสอบจากกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งรัฐมนตรีขอเวลาสองสัปดาห์ ในการสอบสวนเบื้องต้น โดยผมจะนำเรื่องเข้าพิจารณาและเชิญโรงพยาบาลที่เกี่ยวข้อง รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มาชี้แจงในวันที่ 27 สิงหาคม 2569 นี้ครับ

เรื่องนี้นับเป็นวิกฤติศรัทธาความเชื่อมั่นของพี่น้องประชาชนต่อการบริการภาครัฐ ซึ่งบางรายได้ค้นพบถูกเบิกจ่ายการรักษาย้อนหลังไปถึงปี 2561 

ต้องหาคำตอบให้ได้ครับว่าเรื่องนี้เป็นการผิดพลาดทางระบบหรือเป็นการตั้งใจทุจริตกันแน่

ในส่วนของสาธารณสุขมีปัญหาเยอะไม่เว้นแต่ละวันครับ และในวันเดียวกันนี้ได้มีผู้ร้องส่งข้อมูลเพิ่มเติมเข้ามาถึงขบวนการอุ้มบุญผิดกฎหมาย ซึ่งน่าจะมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มทุนจีนเทา กรณีนี้ก็เป็นปัญหาในเรื่องความมั่นคงทั้งในเรื่องการต้องการสัญชาติและการค้ามนุษย์ ซึ่งจะนำเข้ากรรมาธิการต่อไปครับ

ในส่วนหลายเรื่องที่ได้สัมภาษณ์ไปก่อนหน้านี้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการขยายผลการจับกัญชาล็อตใหญ่และพ่อทิพย์ กำลังรอเอกสารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมและจะเรียกมาชี้แจงเพื่อขยายผลและส่งเรื่องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไปครับ

#สาธารณสุขไทยหลากหลายปัญหาใต้พรม

#กรรมาธิการการสาธารณสุข 

โปรดเกล้าฯ ถอดยศตำรวจ 3 นาย เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ กระทำผิดวินัยร้ายแรง

โปรดเกล้าฯ ถอดยศตำรวจ 3 นาย เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ กระทำผิดวินัยร้ายแรง

โปรดเกล้าฯ ถอดยศตำรวจ 3 นาย เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ กระทำผิดวินัยร้ายแรง

วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 19.08 น.

วันที่ 5 สิงหาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา  เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีเรื่อง พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ถอดยศตำรวจและเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ถอดยศอดีตข้าราชการตำรวจ จำนวน 3 ราย ออกจากยศตำรวจ ตามมาตรา 55 แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 ประกอบระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่าด้วยการถอดยศตำรวจ พ.ศ. 2565 ข้อ 4 (4) และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ได้รับพระราชทานทุกชั้นตรา ตามข้อ 6 และข้อ 7 (4) ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ พ.ศ. 2548 ดังนี้

1. พันตำรวจเอก รัฐระวี ไชยชนะ ออกจากยศตำรวจ ตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2560 เนื่องจากกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง และมีคำสั่งลงโทษไล่ออกจากราชการ และเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นตริตาภรณ์ช้างเผือก ตริตาภรณ์มงกุฎไทย จัตุรถาภรณ์ช้างเผือก จัตุรถาภรณ์มงกุฎไทย เหรียญพิทักษ์เสรีชน ชั้นที่ 2 ประเภทที่ 2 เหรียญราชการชายแดน และเหรียญจักรมาลา

2. พันตำรวจโท ยุสลอน อับดุลซามะ ออกจากยศตำรวจ ตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน 2564 เนื่องจากกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง และมีคำสั่งลงโทษไล่ออกจากราชการ และเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นตริตาภรณ์ช้างเผือก ตริตาภรณ์มงกุฎไทย จัตุรถาภรณ์ช้างเผือก จัตุรถาภรณ์มงกุฎไทย และเหรียญราชการชายแดน

3. ร้อยตำรวจโท ภูวนัย แก้วน้อย ออกจากยศตำรวจ ตั้งแต่วันที่ 26 ตุลาคม 2567 เนื่องจากกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง และมีคำสั่งลงโทษไล่ออกจากราชการ และเรียกคืนเหรียญพิทักษ์เสรีชน ชั้นที่ 2 ประเภทที่ 2 และเหรียญราชการชายแดน

ทั้งนี้ บุคคลทั้ง 3 ราย เป็นผู้ถูกถอนชื่อออกจากรายชื่อผู้ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องแล้ว

ประกาศ ณ วันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

อนุทิน ชาญวีรกูล

นายกรัฐมนตรี

‘กรมศิลป์’ เผยความคืบหน้าจัดสร้างพระเมรุมาศ ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ เป็นไปตามกรอบเวลา

‘กรมศิลป์’ เผยความคืบหน้าจัดสร้างพระเมรุมาศ ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ เป็นไปตามกรอบเวลา

‘กรมศิลป์’ เผยความคืบหน้าจัดสร้างพระเมรุมาศ ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ เป็นไปตามกรอบเวลา

วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 18.34 น.

“ศุภจี” ประชุมคณะกรรมการฝ่ายจัดสร้างพระเมรุมาศฯ ติดตามความคืบหน้าการดำเนินงาน เป็นไปตามแผนการดำเนินงานและสมพระเกียรติ
         
เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 5 สิงหาคม 2569  ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธุ์   รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการฝ่ายจัดสร้างพระเมรุมาศ สิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศ และบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศ งานพระราชพิธี ถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ครั้งที่ 1/2569 โดยมีนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วัฒนธรรม รองประธานกรรมการ  หัวหน้าหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้ทรงคุณวุฒิ และอธิบดีกรมศิลปากร เข้าร่วมประชุมด้วย

โดยกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ได้รายงานความคืบหน้าการจัดสร้างพระเมรุมาศ สิ่งปลูกสร้างภายในบริเวณมณฑลพิธีท้องสนามหลวง ได้แก่ พระเมรุมาศ ซ่างและหอเปลื้อง พระที่นั่งทรงธรรม ศาลาลูกขุน ทับเกษตรและทิม พลับพลายกสนามหลวง อาคารมหาดเล็กและอาคารบริการ และสิ่งปลูกสร้างนอกมณฑลพิธีท้องสนามหลวง ได้แก่ พลับพลายกหน้าพระที่นั่งสุทไธสวรรย์ พลับพลายกวัดพระเชตุพนฯ และเกยลา รวมทั้งภูมิทัศน์โดยรอบ และงานศิลปกรรมประดับพระเมรุมาศ ได้ดำเนินการเป็นไปตามแผนการดำเนินการและกรอบเวลาที่กำหนดไว้ โดยจะดำเนินการแล้วเสร็จในเดือนตุลาคม 2569 ส่วนความคืบหน้าการบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถ และพระยานมาศ จะแล้วเสร็จในเดือนกันยายน 2569 เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการซักซ้อมริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ ต่อไป 

สำหรับการจัดสร้างพระโกศจันทน์ หีบพระบรมศพไม้จันทน์ พระโกศพระบรมอัฐิ (ผอบบรรจุพระบรมอัฐิ และพระถ้ำศิลาลองใน) เครื่องสังเค็ด จะแล้วเสร็จในเดือนพฤศจิกายน 2569 

และเมื่อเวลา 14.30 น. นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการฝ่ายจัดสร้างพระเมรุมาศ สิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศ และบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ครั้งที่ 1/2569 กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรมได้จัดทำแนวทางในการปรับปรุงองค์ประกอบสถาปัตยกรรม พระเมรุมาศสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรม
ราชชนนีพันปีหลวง เพื่อใช้ในงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยปรับปรุงในส่วนที่จำเป็นเพื่อให้สอดคล้องกับพระอิสริยยศและพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ได้แก่ การปรับส่วนยอดพระเมรุมาศ ให้เป็น “พระสัปตปฎลเศวตฉัตร” (ฉัตรขาว 7 ชั้น) สอดคล้องกับพระอิสริยยศ ปรับโทนสีของหลังคาพระเมรุเป็น “สีแดงอิฐ” ซึ่งเป็นสีแห่งวันประสูติ (วันพฤหัสบดี) หน้าบัน อัญเชิญอักษร “พระนามาภิไธย พ.ภ.” ประดิษฐานอยู่ตรงกลาง โดยเน้นการใช้เฉดสีหลักเป็น “สีส้ม” ซึ่งเป็นสีแห่งวันประสูติ หลังคาพระจิตกาธาน ปรับรูปแบบเป็น “หลังคาซ้อน 7 ชั้น” ให้สอดรับกับพระสัปตปฎลเศวตฉัตร

และการกำหนดระดับความสูงของสะพานเกรินให้สัมพันธ์กับราชยานที่ใช้ในการเทียบในพระราชพิธี ส่วนภูมิสถาปัตยกรรม คัดเลือกพันธุ์ไม้ที่มีดอกและใบในโทนสีที่มีความหมายเชิงสัญลักษณ์ประกอบด้วยสีส้มและสีเหลืองอันเป็นสีแห่งวันประสูติ แสดงอัตลักษณ์ความเป็นนักกฎหมาย ผ่านการจัดวางองค์ประกอบที่มีความสมมาตร สะท้อนความเที่ยงตรงยุติธรรมและมีระเบียบแบบแผน โครงการเพื่อนพึ่ง (ภา) สื่อถึงพระกรุณาธิคุณในการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสและราษฎรผู้ยากไร้ และอัตลักษณ์ความเป็นทหาร สื่อถึงระเบียบวินัยและความเข้มแข็ง ผ่านการออกแบบสระโบกขรณีที่มีผิวน้ำเรียบนิ่ง เพื่อสะท้อนภาพพระเมรุ แสดงถึงความสงบมั่นคง และเป็นระเบียบอันงดงาม  ซึ่งที่ประชุมได้พิจารณาแผนการดำเนินการจัดสร้างพระเมรุมาศฯ และแผนการดำเนินการบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถ พระยานมาศ และเครื่องประกอบฯ เพื่อให้การดำเนินการแล้วเสร็จตามกำหนด ทั้งนี้การดำเนินการต่าง ๆ รัฐบาลจะได้นำความขึ้นกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อทรงมีพระบรมราชวินิจฉัย ต่อไป

จากนั้น เวลา 15.30 น. นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการฝ่ายจัดนิทรรศการงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงครั้งที่ 1/2569 ที่ประชุมพิจารณาแผนการดำเนินงานการจัดนิทรรศการพิเศษงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงภายในบริเวณพระเมรุมาศ ท้องสนามหลวง โดยจัดแสดงนิทรรศการพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจ และนิทรรศการพระเมรุมาศ ศิลปกรรมประกอบพระเมรุมาศ และการบูรณะปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศ พร้อมทั้งมีการจัดแสดงมหรสพในช่วงเวลาจัดนิทรรศการฯ 

กสถ. เคาะยกเลิก บัญชีสอบท้องถิ่นปี 68 เตรียมขึ้นบัญชีใหม่ พบ 97 คนคะแนนผ่านแต่ถูกอัพเพิ่ม รอขึ้นเขียงถูกสอบ

กสถ. เคาะยกเลิก บัญชีสอบท้องถิ่นปี 68 เตรียมขึ้นบัญชีใหม่ พบ 97 คนคะแนนผ่านแต่ถูกอัพเพิ่ม รอขึ้นเขียงถูกสอบ

กสถ. เคาะยกเลิก บัญชีสอบท้องถิ่นปี 68 เตรียมขึ้นบัญชีใหม่ พบ 97 คนคะแนนผ่านแต่ถูกอัพเพิ่ม รอขึ้นเขียงถูกสอบ

วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 18.25 น.

สางโกงสอบท้องถิ่น! ’กสถ.’ เคาะยกเลิก ’บัญชีสอบท้องถิ่นปี 68’ เตรียมขึ้นบัญชีใหม่ ชง ’ก.กลาง‘ พิจารณาวิธีปฏิบัติแต่ละกลุ่มพรุ่งนี้ แจง ‘กลุ่มที่คะแนนผ่านแต่ถูกอัพเพิ่ม’ พบ ‘97คน‘ ขึ้นบัญชีไปแล้ว รอขึ้นเขียงถูกสอบ ตอบครหาโกงแต่ยังได้ไปต่อ ยันทำตามข้อกม. ประกอบข้อมูลตร. สอยทีหลังได้ ด้าน ’ปลัดมท.’ เผยกว่า100ขรก.ระดับสูง-จนท.พบเอี่ยวทุจริตจากผลสรุปชุด ‘ปกรณ์’ รอ ‘นายกฯ‘ สะบัดปากกาเซ็นรับรอง ก่อนชง ’มหาดไทย’ ตั้งคกก.สอบเพิ่มจาก5คนล๊อตแรก ลั่นใครผิดไม่ถูกต้องอยู่ไม่ได้แน่นอน 

วันที่ 5 สิงหาคม 2569 เมื่อเวลา 16.30 น. ที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น(สถ.) นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น(กสถ.) ครั้งที่10/2569 ที่หารือกันเป็นเวลากว่า2ชั่วโมงว่า การประชุมวันนี้เป็นการรับรองมติที่นายวันชัย จันทร์พร ประธาน กสถ. ได้ลงนามยกเลิกบัญชีการสอบแข่งขันพนักงานและข้าราชการส่วนท้องถิ่น ปี2568 และเตรียมขึ้นบัญชีใหม่ นอกจากนี้ยังได้กำหนดวิธีการปฏิบัติ ภายหลังจากที่มีการขึ้นบัญชีใหม่แล้ว จะมีผู้ที่สอบได้โดยสุจริต ประมาณ 12,000 คน ได้ดำเนินการตามที่มีการบรรจุไปแล้ว ขณะที่กลุ่มที่มีคะแนนไม่ถูกต้อง มีความคลาดเคลื่อน หรือคะแนนสูงขึ้นผิดปกติ จะไม่ได้ถูกขึ้นบัญชี แล้วจะดำเนินการอย่างไรให้คนที่จะขึ้นบัญชีใหม่เข้ามาแทนที่เลย โดยในวันพรุ่งนี้(6ส.ค.) ที่จะมีการประชุมคณะกรรมการกลางข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น(ก.กลาง) ก็จะนำเรื่องดังกล่าวรายงานต่อ ก.กลางเพื่อทราบ และพิจารณาดำเนินการต่อไป 

เมื่อถามถึงกลุ่มผู้ที่มีคะแนนสอบผ่านอยู่แล้ว แต่ถูกปรับคะแนนเพิ่มขึ้นไปอีก จะดำเนินการอย่างไร ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า มี2ส่วน 1.เกือบ500คนยังไม่ได้ขึ้นบัญชี ก็จะไม่ได้ขึ้นบัญชี 2.ส่วนที่มีการบรรจุไปแล้วเกือบ100คน จะมีการพิจารณาว่าจะมีวิธีปฏิบัติอย่างไร เพราะเมื่อเขาสอบผ่าน ตามกติกาต้องขึ้นบัญชีให้เขาก่อน ซึ่งทาง สถ. กำหนดแนวทางไว้แล้ว ขณะเดียวกันฝ่ายตำรวจก็จะสอบสวนด้วยว่าได้รับคะแนนเพิ่มขึ้นมาอย่างไร

ด้านนายบุญประสงศ์ นวลสายย์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ในฐานะเลขานุการ ก.กลาง ชี้แจงในรายละเอียดสำหรับกลุ่มผู้ที่มีคะแนนสอบผ่านอยู่แล้ว แต่ถูกปรับคะแนนเพิ่มขึ้นไปอีกว่า มีทั้งหมดประมาณ 774 คน ขึ้นบัญชีรอบแรกไปแล้ว 561 คน ไม่มารายงานตัว 211 คน ใน 561 คน เมื่อแยกกลุ่มเพื่อเรียงลำดับจริงแล้วมีผู้ยังอยู่ในบัญชี แค่ 97 คน อีก 464 คน จะถูกเพิกถอนเพื่อไปรอคิวตามที่มีการจัดลำดับบัญชีใหม่ 

เมื่อถามกรณีผู้ที่อยู่ในบัญชี97คนที่ยังต้องหาแนวทางปฏิบัติอยู่ สังคมอาจตั้งคำถามว่าเขาโกงแต่ยังได้อยู่ในบัญชี จะตอบสังคมอย่างไร นายบุญประสงศ์ กล่าวว่า เราดำเนินการตามมาตรฐานของข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ส่วนการดำเนินการในชั้นตรวจสอบทุจริต เป็นชั้นของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการต่อ 

เมื่อถามต่อว่าหมายความว่าสอยทีหลังได้ใช่หรือไม่ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า แน่นอน เราจะประกอบกับข้อมูล เช่นที่ ผบ.ตร.ระบุว่า คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ชุดของนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้สรุปผลพบว่าผู้เกี่ยวข้องเป็น100คน บุคคลเหล่านี้ที่เกี่ยวข้อง เขาจะแจ้งมายังกระทรวงมหาดไทย เราก็จะตั้งคณะกรรมการสอบสวนใหม่เพิ่มเติมจาก5คนที่เคยตั้งสอบวินัยร้ายแรงไปแล้ว เพราะฉะนั้นหากพบว่าใครเกี่ยวข้อง เราก็จะดำเนินการต่อไปตามกฎหมาย ใครที่มันไม่ถูกต้อง สุดท้ายก็คือไม่ถูกต้อง อยู่ไม่ได้อยู่ก็ไม่มีความสุข เขาก็รู้ตัวอยู่แล้ว 

“หน้าที่ของ กสถ. ขณะนี้คือยกเลิกบัญชีเก่า แล้วขึ้นบัญชีใหม่ ตามคะแนนจริงที่ดำเนินการไม่เกิน5นาทีหลังจากที่มีใบคะแนน เราก็ขึ้นบัญชีตามนั้น ใครไม่ถูกต้อง ทำผิด หรือเกี่ยวข้องกับขบวนการนี้ พอเราสอบไปถึง คนเหล่านี้ก็จะอยู่ไม่ได้ ก็จะต้องถูกดำเนินการ แต่ก็ต้องให้สิทธิ์เขาโต้แย้ง คนมันต้องพูดอยู่แล้วว่า ไม่รู้เรื่องเลย แต่เมื่อสอบสวนแล้วพบว่าจ่ายเงินทุจริต มีการทำให้คะแนนเพิ่ม สุดท้ายก็อาจจะหนักกว่าเดิมด้วย ยิ่งรับราชการอยู่แล้วก็ต้องถูกให้ออกจากราชการ ถูกดำเนินคดี อาจไปถึงถูกจำคุกหรือไม่ก็ต้องดูที่กฎหมายด้วย” นายอรรษิษฐ์ กล่าว 

เมื่อถามว่าใน97คนอาจมีบางส่วนเป็นผู้บริสุทธิ์ก็มีด้วยใช่หรือไม่ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า เขาได้รับคะแนนเพิ่มขึ้น แต่เรายังบอกไม่ได้ว่าเขาได้รับคะแนนเพิ่มขึ้นจากใคร คนไหนเพิ่มให้เขา เขาติดต่อใครเพื่อทำให้คะแนนเพิ่มขึ้น อาจไม่ใช่ตัวเขาก็ได้ อาจจะเป็นพ่อแม่ญาติพี่น้องเขา พอตำรวจสืบไปถึงใคร คนนั้นก็ต้องเกี่ยวข้องในคดีนี้ทั้งหมด ไม่มีใครสามารถหลุดรอดความผิดไปได้

นายอรรษิษฐ์ กล่าวชี้แจงต่อว่า สำหรับรายชื่อข้าราชการกว่า100คน ที่คณะกรรมการฯชุดนายปกรณ์ สรุปมา กำลังเสนอไปที่นายกรัฐมนตรี นายกฯกำลังเซ็น ใน100คนเป็นเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมีตั้งแต่ระดับสูงจนถึงเจ้าหน้าที่ต่างๆ ไม่ใช่บุคคลที่เข้าสอบใน97คน ก็จะต้องดำเนินการต่อไป เพื่อส่งมาให้กระทรวงมหาดไทย ตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพิ่มตามที่ตนกล่าวไป

เมื่อถามถึงความคืบหน้าการตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงข้าราชการในสังกัดจำนวน5ราย ในวันพรุ่งนี้(6ส.ค.)มีรายงานว่านายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล อดีตอธิบดี สถ. จะเดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหากับทางตำรวจ จะสามารถมีผลกับการสอบวินัยร้ายแรง หรือชี้มูลได้เลยหรือไม่ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ต้องอยู่ที่ประธานคณะกรรมการสอบสวนฯ คือนายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.) พิจารณาตามอำนาจหน้าที่ ถ้าสอบสวนแล้ว มันไม่ต้องสอบเพิ่มเติม ก็สามารถดำเนินการได้ตามอำนาจหน้าที่ แล้วเสนอมาที่กระทรวงมหาดไทย หากมันมีโทษหนัก ก็จะต้องเข้าคณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน(อ.ก.พ.)กระทรวงมหาดไทยพิจารณาโทษตามที่คณะกรรมการฯเสนอมา  ทางอธิบดี ปภ. ก็รายงานความคืบหน้าว่าในวันพรุ่งนี้(6ส.ค.) จะเชิญนายธีรุตม์ มาให้ปากคำ 

ศาลรธน.ชี้โทษตัดสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี คดีสมัครเลือกตั้งท้องถิ่นทั้งที่รู้ขาดคุณสมบัติ ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ

ศาลรธน.ชี้โทษตัดสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี คดีสมัครเลือกตั้งท้องถิ่นทั้งที่รู้ขาดคุณสมบัติ ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ

ศาลรธน.ชี้โทษตัดสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี คดีสมัครเลือกตั้งท้องถิ่นทั้งที่รู้ขาดคุณสมบัติ ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ

วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 17.42 น.

ศาล รธน.ชี้โทษตัดสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี คดีสมัครเลือกตั้งท้องถิ่นทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าขาดคุณสมบัติ ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ

วันที่ 5 สิงหาคม 2569 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 7 ต่อ 1 วินิจฉัยว่า พ.ร.บ. การเลือกตั้ง สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562มาตรา 120 เฉพาะในส่วนการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ของผู้นั้นมีกำหนด 20 ปี ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 วรรคหนึ่ง

ทั้งนี้ คดีดังกล่าวสืบเนื่องจากศาลอุทธรณ์ภาค 2 ส่งคำโต้แย้งของนายเกียรติกุนทร์ สุขเนตร์ จำเลยในคดีอาญา หมายเลขดำที่ อ2212/2568 คดีหมายเลขแดงที่ อ 4427/2568 เลขที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 212 ว่าถ้อยคำดังกล่าวของบทบัญญัติมาตรา120 พ.ร.บ.พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น 2562 ที่ระบุว่าผู้ใดลงสมัครรับเลือกตั้งโดยรู้อยู่แล้วว่าตนเป็นผู้ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะ ต้องห้ามในการสมัครรับเลือกตั้ง ต้องระวางโทษจำคุก ตั้งแต่หนึ่งปีถึง 20 ปี และปรับตั้งแต่ สองหมื่นบาท ถึงสองแสนบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 20 ปีนั้น ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 26 หรือไม่

โดยตุลาการเสียงข้างมาก 7 เสียงที่เห็นว่าไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ประกอบด้วย  นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม นายจิรนิติ หะวานนท์ นายนภดล เทพพิทักษ์ นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์ นายอุดม รัฐอมฤต นายสุเมธ รอยกุลเจริญ และนายสราวุธ ทรงศิวิไล

ส่วนตุลาการเสียงข้างน้อย จำนวน 1 เสียงที่เห็นว่าขัดรัฐธรรมนูญคือ นายวิรุฬห์ แสงเทียน

โสภณ เยือน เวียดนาม ตามคำเชิญ ประธานสภาแห่งชาติ กระชับสัมพันธ์ 50 ปี ของสองประเทศ

โสภณ เยือน เวียดนาม ตามคำเชิญ ประธานสภาแห่งชาติ กระชับสัมพันธ์ 50 ปี ของสองประเทศ

โสภณ เยือน เวียดนาม ตามคำเชิญ ประธานสภาแห่งชาติ กระชับสัมพันธ์ 50 ปี ของสองประเทศ

วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 17.40 น.

“โสภณ” ถึงเวียดนาม เยือนอย่างเป็นทางการตามคำเชิญประธานสภาแห่งชาติ สัมพันธ์แน่นแฟ้น 50 ปี พร้อมเข้าเยี่ยมคารวะ ประธานสภาแห่งชาติ เวียดนาม 

5 สิงหาคม 2569 เวลา 09.45 น. นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร เดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติโหน่ยบ่าย กรุงฮานอย ได้มีพิธีต้อนรับอย่างสมเกียรติ ณ อาคารรับรองพิเศษ โดยมี H.E. Mr. Nguyen Doan Anh รองประธานสภาแห่งชาติสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม และ Hon. Mr. Vu Hai Ha รองประธานประจำคณะกรรมาธิการด้านการป้องกันประเทศ ความมั่นคง และการต่างประเทศแห่งสภาแห่งชาติสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ในฐานะผู้ติดตามเกียรติยศ พร้อมด้วยนางสาวอุรวดี ศรีภิรมย์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงฮานอย และผู้แทนจากสภาแห่งชาติสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ร่วมให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

โสภณ ซารัมย์

ต่อมา เวลา 10.00 น. นายโสภณ พร้อมด้วยคณะผู้แทนรัฐสภาไทยเดินทางไปยังสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงฮานอย เพื่อรับฟังการบรรยายสรุปเกี่ยวกับพัฒนาการความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเวียดนาม โดยนางสาวอุรวดี  กล่าวต้อนรับคณะผู้แทน พร้อมแสดงความยินดีที่ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎรของไทย เดินทางเยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกในรอบ 15 ปี ซึ่งนับเป็นโอกาสอันสำคัญ เนื่องจากตรงกับวาระครบรอบ 50 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–เวียดนาม ในวันที่ 6 สิงหาคม 2569

ในการบรรยายสรุป เอกอัครราชทูตได้นำเสนอภาพรวมของความสัมพันธ์ไทย – เวียดนามในมิติด้านการเมืองและความมั่นคง เศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การศึกษา และความร่วมมือระหว่างประชาชน ว่าปัจจุบันทั้งสองประเทศมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นที่สุดนับตั้งแต่การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตเมื่อ 50 ปีก่อน อันเป็นผลจากความไว้วางใจทางการเมือง ความใกล้ชิดในฐานะประเทศเพื่อนบ้าน และความผูกพันทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ตลอดจนความสัมพันธ์อันเข้มแข็งในระดับประชาชน

โสภณ ซารัมย์

ขณะที่ ด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ไทยยังคงเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของเวียดนามในอาเซียน ขณะที่เวียดนามเป็นคู่ค้าอันดับสองของไทยในอาเซียน สะท้อนถึงความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง และเป็นพื้นฐานสำคัญในการยกระดับความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์รอบด้านระหว่างทั้งสองประเทศ

จากนั้น เวลา 14.40 น. ประธานรัฐสภา ได้ร่วมวางพวงมาลาอนุสรณ์สถานวีรชนและผู้เสียชีวิตบั๊กเซิน และสุสานโฮจิมินห์  เพื่อแสดงความเคารพต่อวีรชนและบุคคลสำคัญผู้มีบทบาทในการสร้างชาติของเวียดนาม

โสภณ ซารัมย์

โดยเวลา 15.10 น. นายโสภณ จะเยี่ยมคารวะและหารือทวิภาคีกับนายเจิ่น ทัญ เหมิน ประธานสภาแห่งชาติสาธารณรัฐเวียดนาม พร้อมเยี่ยมชมอาคารสภาแห่งชาติสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม และพิพิธภัณฑ์สภาแห่งชาติสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม และเวลา 18.00 น.ร่วมรับประทานอาหารค่ำกับ นายเจิ่น ทัญ เหมิน ประธานสภาแห่งชาติสาธารณรัฐเวียดนาม และผู้แทนสภาแห่งชาติสาธารณรัฐเวียดนาม ณ สภาแห่งชาติสาธารณรัฐเวียดนาม 

โสภณ ซารัมย์
โสภณ ซารัมย์

สุริยะ สยบข่าวลือ วางมือการเมือง ย้ำไม่เคยมีแนวคิดเลิกเล่นการเมือง ยังสนุกกับการทำงาน

สุริยะ สยบข่าวลือ วางมือการเมือง ย้ำไม่เคยมีแนวคิดเลิกเล่นการเมือง ยังสนุกกับการทำงาน

สุริยะ สยบข่าวลือ วางมือการเมือง ย้ำไม่เคยมีแนวคิดเลิกเล่นการเมือง ยังสนุกกับการทำงาน

วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 17.16 น.

สุริยะ สยบข่าวลือ วางมือการเมือง ย้ำไม่เคยมีแนวคิดเลิกเล่นการเมือง และยังสนุกกับการทำงานในฐานะรัฐมนตรีเกษตร

วันที่ 5 สิงหาคม 2569 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในฐานะแกนนำพรรคเพื่อไทย ตอบโต้จากที่มีกระแสข่าวจะวางมือทางการเมืองในเร็วๆนี้ ว่า ไม่ทราบว่ามีกระแสข่าวนี้ได้อย่างไร และตอนนี้ยังสนุกกับการทำงาน โดยเชื่อว่ายังสามารถช่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ พร้อมยืนยันว่ายังไม่ความคิดดังกล่าว โดยจากนี้ไปจะเร่งดำเนินการในการขับเคลื่อนงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้เป็นไปตามนโยบายที่ได้ประกาศไว้ให้ได้มากที่สุด