เปิดยุทธการข่าวกรองสู้ไฟใต้ กอ.รมน. งัดนิติวิทยาศาสตร์-IPB แกะรอยเครือข่ายก่อเหตุ

เปิดยุทธการข่าวกรองสู้ไฟใต้ กอ.รมน. งัดนิติวิทยาศาสตร์-IPB แกะรอยเครือข่ายก่อเหตุ

เปิดยุทธการข่าวกรองสู้ไฟใต้ กอ.รมน. งัดนิติวิทยาศาสตร์-IPB แกะรอยเครือข่ายก่อเหตุ

วันพฤหัสบดี ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 15.21 น.

เปิดยุทธการข่าวกรองสู้ไฟใต้ กอ.รมน. งัดนิติวิทยาศาสตร์-IPB แกะรอยเครือข่ายก่อเหตุ

ศูนย์ประสานงานการปฏิบัติที่ 5 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (ศปป.5 กอ.รมน.) นำโดย พลโท ประเสริฐ หมวดเชียงคะ ผู้อำนวยการ ศปป.5 กอ.รมน. ได้จัดกิจกรรม ’เวทีสานเสวนาสื่อมวลชนสัญจรนำพาสันติสุข‘โดยนำคณะสื่อมวลชนจากส่วนกลางลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อสัมผัสสถานการณ์จริงและทำความเข้าใจถึงข้อจำกัด รวมถึงความก้าวหน้าในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะบทบาทสำคัญของ “กองกำลังทหารพราน” ซึ่งเป็นกำลังหลักในการดูแลความปลอดภัยและมวลชนในพื้นที่ ท่ามกลางความท้าทายจากการปรับลดกำลังพลของภาครัฐ

เป้าหมายการเปิดพื้นที่รับสื่อมวลชน 

พลตรี ธรรมนูญ ไม้สนธิ โฆษก กอ.รมน. ในฐานะผู้แทนประธานคณะสื่อมวลชน เปิดเผยถึงวัตถุประสงค์ของการลงพื้นที่ในครั้งนี้ว่า ต้องการนำคณะสื่อมวลชนมาทำความรู้จักกับหน่วยกำลังหลักอย่างทหารพราน เพื่อให้เห็นภาพสะท้อนที่แท้จริงของการปฏิบัติงาน สภาพความเป็นอยู่ รวมถึงปัญหาและข้อขัดข้องต่างๆ ซึ่งถือเป็นโอกาสอันดีที่จะได้นำเสนอภาพลักษณ์และการทำงานที่เสียสละของเจ้าหน้าที่ไปสู่การรับรู้ของประชาชนทั่วประเทศ ตลอดจนเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาสนับสนุนงบประมาณจากคณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้อง

“ทหารพราน” กองกำลังหลักในการรักษาความสงบ พันเอก พงศกร แสงกุล รองผู้บังคับกองกำลังทหารพรานจังหวัดชายแดนภาคใต้ (รอง ผบ.กกล.ทพ.จชต.) ให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับโครงสร้างกองกำลังว่า ปัจจุบันทหารพรานคือหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบพื้นที่ในการแก้ปัญหาความรุนแรงของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ประกอบด้วยกำลังทหารพรานชายจำนวน 11 กรม (กรมทหารพรานที่ 41-49 และหน่วยจากต่างทัพภาคคือ 11 และ 33) ภารกิจหลักคือการรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน การตั้งจุดตรวจ ลาดตระเวนเส้นทาง รวมถึงการจัดตั้งหน่วยปฏิบัติการพิเศษร่วมในการติดตามจับกุมกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงมาดำเนินคดีตามกฎหมาย

ที่มาและจุดแข็งของ “ทหารพรานหญิง” 

ประเด็นสำคัญที่ พันเอก พงศกร ได้เน้นย้ำคือบทบาทของ “ทหารพรานหญิง” ซึ่งปัจจุบันมีการจัดตั้งจำนวน 8 หมวด โดยมีบริบทที่มาจากการแก้ปัญหาทางยุทธวิธีในอดีต เนื่องจากกลุ่มก่อความไม่สงบมักใช้สตรีมุสลิมและเด็กเป็น “โล่มนุษย์” ในการเคลื่อนไหวหรือขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่ ทำให้ทหารชายมีข้อจำกัดในการเข้าควบคุมพื้นที่หรือตรวจค้นสตรีเพศ เนื่องจากขัดต่อหลักศาสนาและมิติทางวัฒนธรรม กองทัพจึงแก้ปัญหาด้วยการคัดเลือกบุตรหลานในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลาเข้ามาเป็นทหารพรานหญิง

การคัดเลือกคนในพื้นที่ทำให้ทหารพรานหญิงมีจุดแข็งด้านความเข้าใจในบริบทของบ้านเกิด สามารถสื่อสารด้วยภาษามลายูถิ่น และไม่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงกลุ่มสตรีด้วยกัน ทหารพรานหญิงจึงได้รับการฝึกฝนบุคลิกภาพให้มีความเด็ดขาดแต่ไม่แข็งกร้าวจนเกินไป เพื่อทำหน้าที่เป็นข้อต่อเชื่อมความเข้าใจ นำความจริงจากรัฐไปสู่ประชาชนได้อย่างนุ่มนวล

ยกระดับนิติวิทยาศาสตร์และการข่าว (IPB) 

ขณะที่ เจ้าหน้าที่ระดับสูงจากฝ่ายความมั่นคง กล่าวว่า การปรับตัวของภาครัฐในสถานการณ์ปัจจุบัน แม้จะมีการปรับลดกำลังพลตามนโยบาย ทำให้การดูแลพื้นที่กว้างใหญ่มีความยากลำบากมากขึ้น แต่เจ้าหน้าที่ได้นำเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์มาใช้อย่างเข้มข้น ปัจจุบันมีการใช้ระบบ IPB (Intelligence Preparation of the Battlespace) เพื่อวางแผนวิเคราะห์พฤติกรรม วิถีชีวิต และคาดการณ์ว่ากลุ่มผู้ก่อเหตุอาจจะปฏิบัติการในพื้นที่ใดเป็นจุดต่อไป

นอกจากนี้ การบังคับใช้กฎหมายยังพึ่งพาพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์อย่างหนัก ปัจจุบันเจ้าหน้าที่มีฐานข้อมูล DNA ผู้ต้องสงสัยกว่า 1,800 คน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือเหตุการณ์ลอบวางระเบิดปั๊มน้ำมัน 11 จุดในช่วงที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่สามารถแกะรอย DNA จากเศษซากวัตถุระเบิด จนพบความเชื่อมโยงถึงตัวผู้ก่อเหตุกว่า 50 คน ซึ่งช่วยให้การสืบสวนแม่นยำและเป็นธรรมมากขึ้น

อุดมการณ์และการศึกษาคือทางออก 

เจ้าหน้าที่ระดับสูงจากฝ่ายความมั่นคง กล่าวว่า แม้เทคโนโลยีของฝ่ายรัฐอาจไม่เทียบเท่าประเทศมหาอำนาจ และกำลังพลต้องเฝ้าระวังภัยตลอด 365 วัน ในขณะที่ผู้ก่อเหตุสามารถเลือกวันโจมตีได้ แต่เจ้าหน้าที่ทุกนายยังคงทำงานด้วยอุดมการณ์ อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาที่รากเหง้าอย่างแท้จริงคือ “การศึกษา” สถิติชี้ชัดว่าพื้นที่ชายแดนใต้ยังมีมาตรฐานการศึกษาที่ต่ำกว่าพื้นที่อื่นๆ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เยาวชนถูกยัดเยียดแนวคิดความรุนแรงได้ง่าย รัฐจึงต้องเร่งยกระดับการศึกษาเพื่อตัดวงจรการบ่มเพาะของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบอย่างยั่งยืน

ขอดูงบประมาณก่อน! ศุภจี ชี้โครงการ ไทยเที่ยวไทยพลัส ยังไม่เข้า ครม. เดือน ส.ค.

ขอดูงบประมาณก่อน!  ศุภจี ชี้โครงการ ไทยเที่ยวไทยพลัส ยังไม่เข้า ครม. เดือน ส.ค.

ขอดูงบประมาณก่อน! ศุภจี ชี้โครงการ ไทยเที่ยวไทยพลัส ยังไม่เข้า ครม. เดือน ส.ค.

วันพฤหัสบดี ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 15.11 น.

“ศุภจี” เผย ยังไม่ชง “ไทยเที่ยวไทย พลัส” เข้าครม.เดือนนี้ บอกต้องดูอีกยาว ขอดูงบประมาณก่อน แต่ยังอุบปลายปีนี้ได้ใช้หรือไม่

วันที่ 6 สิงหาคม 2569 เวลา 12.35 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์  ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน ภายใต้คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) กล่าวถึงการพิจารณาโครงการไทยเที่ยวไทย พลัส ว่า ขณะนี้กำลังพูดคุยกันอยู่ เพราะต้องดูว่าเงินที่เรามีอยู่ในวงเงินที่จำกัดขณะนี้ ต้องดูการผ่านงบประมาณในช่วงสุดท้าย ว่าเรามีงบประมาณอยู่เท่าไร 

นางศุภจี กล่าวว่า ได้มีการพูดคุยกับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ว่าเราจะพยายามช่วยผลักดัน ซึ่งคงคล้ายกับโครงการเที่ยวคนละครึ่ง ต้องดูให้มาตรการดังกล่าวส่งผลประโยชน์ไปยังผู้ประกอบการให้ทั่วถึง ทั้งรายเล็ก และรายย่อย ไม่ใช่กระจุกอยู่ส่วนเดียว ส่วนเรื่องของระบบน่าจะมีพร้อมอยู่แล้ว เพราะเรามีโครงการไทยช่วยไทย พลัส 

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากผ่านกระบวนการรับฟังแล้ว สามารถนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ได้ภายในเดือนนี้เลยหรือไม่ นางศุภจี กล่าวว่า ไม่ ต้องดูกันอีกยาว เพราะขณะนี้นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ก็เสนอเรื่องนี้ขึ้นมา ดังนั้นนายเอกนิติ ก็คงต้องดูเรื่องของงบประมาณก่อน สำหรับตนในฐานะที่กำกับดูแลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ก็ต้องดูในเรื่องความสมเหตุสมผล เพราะตนต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันก็ต้องสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการท่องเที่ยวให้ทั่วถึงด้วย

เมื่อถามย้ำว่า มีโอกาสที่โครงการ”ไทยเที่ยวไทย พลัส” จะได้ใช้ในช่วงปลายปีนี้หรือไม่ นางศุภจี กล่าวว่า กำลังพิจารณาอยู่ว่า สุดท้ายแล้วจะใช้โครงการในลักษณะแบบใดและมีงบประมาณเท่าไร

ไทย-เมียนมา ลงนาม TOR ตั้งคณะทำงานร่วม แก้มลพิษข้ามพรมแดน คุ้มครองคุณภาพน้ำแม่น้ำพรมแดน

ไทย-เมียนมา ลงนาม TOR ตั้งคณะทำงานร่วม แก้มลพิษข้ามพรมแดน คุ้มครองคุณภาพน้ำแม่น้ำพรมแดน

ไทย-เมียนมา ลงนาม TOR ตั้งคณะทำงานร่วม แก้มลพิษข้ามพรมแดน คุ้มครองคุณภาพน้ำแม่น้ำพรมแดน

วันพฤหัสบดี ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 13.28 น.

6 สิงหาคม 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผลักดันความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ด้วยการลงนามขอบเขตอำนาจหน้าที่ (Terms of Reference : TOR) ว่าด้วยการจัดตั้งคณะทำงานร่วมด้านการจัดการคุณภาพน้ำในแม่น้ำที่เป็นพรมแดนและแม่น้ำที่ไหลผ่านระหว่างสองประเทศ เพื่อยกระดับการเฝ้าระวัง การติดตาม และการแลกเปลี่ยนข้อมูลคุณภาพน้ำ รวมทั้งกำหนดมาตรการร่วมในการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษข้ามพรมแดนอย่างเป็นระบบ อันจะนำไปสู่การคุ้มครองทรัพยากรน้ำ ระบบนิเวศ และคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ชายแดนอย่างยั่งยืน

ในโอกาสนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย และนายมิน ออง ไลง์ ประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ร่วมเป็นประธานในพิธีและเป็นสักขีพยานการลงนามระหว่าง ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และนายลา เมาง์ เต็ง ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ซึ่งร่วมลงนามใน TOR ว่าด้วยการจัดตั้งคณะทำงานร่วมด้านการจัดการคุณภาพน้ำ โดยมี นายสุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงฯ ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีดังกล่าวด้วย

นายสุชาติ กล่าวว่า การลงนามในครั้งนี้ถือเป็นโอกาสอันดีในการยกระดับความร่วมมือเพื่อร่วมกันหาแนวทางแก้ไขปัญหามลพิษข้ามพรมแดน โดยทั้งสองประเทศได้ทุ่มเทและผลักดันความร่วมมือร่วมกันจนประสบผลสำเร็จในวันนี้ ซึ่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าวเป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้ การลงนามจัดขึ้นในโอกาสที่นายมิน ออง ไลง์ ประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เดินทางเยือนราชอาณาจักรไทยอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 6 – 7 สิงหาคม 2569 เพื่อส่งเสริมและยกระดับความร่วมมือทวิภาคีระหว่างสองประเทศในหลากหลายมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า พลังงาน ตลอดจนด้านสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาที่ยั่งยืน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวเพิ่มเติมว่า ความร่วมมือดังกล่าวจะมีส่วนสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน และสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลทั้งสองประเทศในการร่วมกันแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมสนับสนุนการดำเนินงาน เพื่อเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน นำไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดีและความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อมของประชาชนทั้งสองประเทศ

ทั้งนี้ สาระสำคัญของ TOR คือ การจัดตั้งกลไกความร่วมมือระหว่างไทยและเมียนมาในการติดตาม เฝ้าระวัง แลกเปลี่ยนข้อมูล และองค์ความรู้ รวมทั้งกำหนดมาตรการร่วมในการบริหารจัดการคุณภาพน้ำในแม่น้ำพรมแดนอย่างเป็นระบบ เพื่อให้สามารถป้องกันและแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนในพื้นที่ชายแดน โดย TOR มีผลบังคับใช้เป็นระยะเวลา 3 ปี นับตั้งแต่วันที่ทั้งสองฝ่ายลงนาม

ภายหลังการลงนาม ทั้งสองประเทศจะจัดตั้งคณะทำงานร่วมทั้งในระดับกระทรวงและระดับกรม เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยบูรณาการการทำงานของหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมในการติดตามสถานการณ์คุณภาพน้ำ การแลกเปลี่ยนข้อมูลทางวิชาการ และการกำหนดแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยยกระดับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ลดความเสี่ยงจากมลพิษ และสร้างความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อมให้แก่ประชาชนทั้งสองประเทศในระยะยาว ทั้งนี้ ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมคณะทำงานร่วมด้านการจัดการคุณภาพน้ำระหว่างไทยและเมียนมาในโอกาสต่อไป

– 006

ภคมน ซัดแหลก หมอสรณ ไร้จิตสำนึก กอดเก้าอี้ประธาน กสทช. เหน็บให้เหตุผลแบบศรีธนญชัย อ้างกลัวผิด ม.157 ทั้งที่ไม่มีคุณสมบัติตั้งแต่แรก

ภคมน ซัดแหลก หมอสรณ ไร้จิตสำนึก กอดเก้าอี้ประธาน กสทช. เหน็บให้เหตุผลแบบศรีธนญชัย อ้างกลัวผิด ม.157 ทั้งที่ไม่มีคุณสมบัติตั้งแต่แรก

ภคมน ซัดแหลก หมอสรณ ไร้จิตสำนึก กอดเก้าอี้ประธาน กสทช. เหน็บให้เหตุผลแบบศรีธนญชัย อ้างกลัวผิด ม.157 ทั้งที่ไม่มีคุณสมบัติตั้งแต่แรก

วันพฤหัสบดี ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 13.12 น.

“ภคมน”ซัดแหลก”หมอสรณ” ไม่เห็นจิตสำนึก กอดเก้าอี้”ประธาน กสทช.” เหน็บให้เหตุผลแบบ”ศรีธนญชัย” อ้างกลัวผิด ม.157 ทั้งที่ไม่มีคุณสมบัติตั้งแต่แรก อัดดื้อเพราะผลประโยชน์มากมายรออยู่ เข้าใจมนุษย์มีความโลภ แต่กำลังจะสูญเสียมันไป บี้”นายกฯ”เลิกแบก ยื่นโปรดเกล้าฯปลดพ้นตำแหน่งได้แล้ว

6 สิงหาคม 2569 ที่รัฐสภา น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงปัญหาประชุมกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ล่ม 3 ครั้ง เนื่องจาก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ไม่ยอมรับว่าขาดคุณสมบัติการเป็นประธาน กสทช.ว่า ตั้งแต่ที่คณะกรรมการสรรหามีมติว่า นพ.สรณ ไม่มีคุณสมบัติในการเป็นประธาน กสทช. นพ.สรณ จะต้องสละสิทธิ์ตั้งแต่แรก แต่วันนี้เราหวังจิตสำนึกของ นพ.สรณ ไม่ได้ ที่จะให้ปฏิบัติตามมติดังกล่าว การที่ตนพูดแบบนี้ เพราะการตรวจสอบคุณสมบัติของ นพ.สรณ ต่อเนื่องมา 4 ปีแล้ว แต่พึ่งมีข้อยุติเมื่อเดือนที่แล้ว

น.ส.ภคมน กล่าวต่อว่า ดังนั้น ถ้าเราคาดหวังจะสำนึกความรับผิดชอบของบุคคล ตนคิดว่าไม่มีทางเกิดขึ้น เพราะถ้าเขาตระหนักดีว่าไม่มีคุณสมบัติ เขาไม่มีทางที่จะไปนั่งอยู่ในตำแหน่งประธาน กสทช. ที่ต้องดูแลทรัพย์สมบัติของชาตินับแสนล้านบาท เมื่อคณะกรรมการสรรหามีมติว่า นพ.สรณ ไม่มีสิทธิ์ไปนั่งหัวโต๊ะประชุมบอร์ด ซึ่งภารกิจสำคัญหลังจากนี้ต้องเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะตำแหน่งประธาน กสทช.เป็นตำแหน่งโปรดเกล้าฯ คนที่จะทำให้เรื่องนี้ชัดเจนที่สุดคือนายกฯ และเท่าที่ได้ติดตามข่าว นายกฯ ก็อ้างกฎหมาย ซึ่งวันนี้กฎหมายก็ชัดเจนแล้วว่า นายกฯ จำเป็นที่จะต้องเป็นคนทูลเกล้าฯ เพื่อมีการโปรดเกล้าฯ ปลด นพ.สรณ จึงไม่มีเหตุผลที่นายกฯ จะยื้อ เพราะแทนที่สังคมจะตั้งคำถามต่อ นพ.สรณ กลับตั้งคำถามกับนายกฯ แทน

“วันนี้การที่นายกรัฐมนตรียื้อเวลาออกไป เรื่องนี้เกี่ยวข้องหรือไม่ว่าการที่นายกฯ กับ นพ.สรณ เคยใช้กุนซือคนเดียวกัน ถ้าไปย้อนดูใน ครม.อนุทิน 1 จะเห็น ที่ปรึกษาคนหนึ่ง ทำหน้าที่เป็นเลขานุการประธาน กสทช. ดิฉันไม่มั่นใจว่าปรึกษากันไปปรึกษากันมา กลายเป็นว่าสุดท้ายช่วยกันอุ้มหรือไม่ ซึ่งไม่อยากให้เกิดแบบนั้น เพราะอย่าลืมว่าภารกิจของประเทศไทย เป็นภาระที่นายกฯ จะต้องแบกรับและให้ความกระจ่างกับสังคมมากมายเหลือเกิน ท่านไม่จำเป็นต้องแบก นพ.สรณ เลย” น.ส.ภคมน กล่าว

น.ส.ภคมน กล่าวต่อว่า ในการประชุม กมธ.ฯ สัปดาห์หน้าจะเชิญบอร์ด กสทช.คนอื่นๆ มาให้ความเห็นถึงผลกระทบของการที่คนขาดคุณสมบัติแล้วยังยืนยันที่จะเข้าประชุม และนั่งหัวโต๊ะประชุมบอร์ดอยู่ อย่างไรก็ตาม อยากทราบเหตุผลจริงๆ จาก นพ.สรณ ว่าทำไมยังดึงดันที่จะนั่งหัวโต๊ะประชุมบอร์ดให้ได้ เพราะเท่าที่ทราบมาในอนาคตอันใกล้นี้ จะมีการพิจารณาของกองทุนยูโซ่ ที่มีโครงการหลายพันล้านบาท และในอนาคตอันใกล้เช่นกัน ประธาน กสทช.จะมีภารกิจเดินทางไปต่างประเทศ

“เมื่อมีภารกิจแบบนี้โดย นพ.สรณ ยังครึ่งๆ กลางๆ อยู่ ขอให้ย้อนกลับไปดูอดีตของการใช้งบประมาณทำให้ตนมั่นใจว่า นพ.สรณ จะเบิกงบ กสทช.ในการบินต่างประเทศอีกครั้งก็ได้ ดังนั้น วันนี้สังคมต้องเร่งกดดันและตั้งคำถามว่า มีเหตุผลอะไรที่คนที่ขาดคุณสมบัติ ยังคงนั่งปกป้องสมบัติชาติหลักแสนล้านบาท แล้วเราจะเสียสิทธิประโยชน์มากมายให้กับบุคคลที่ไม่เหมาะสม และไม่มีความรับผิดชอบในเรื่องนี้” น.ส.ภคมน กล่าว

เมื่อถามว่า ในระหว่างนี้สามารถเลือกบุคคลขึ้นมาทำหน้าที่เป็นประธานชั่วคราวได้หรือไม่ น.ส.ภคมน กล่าวว่า ตนไม่มั่นใจว่าพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กสทช.สามารถทำได้หรือไม่ แต่เมื่อเป็นช่วงสุญญากาศ อย่างน้อยๆ จะต้องมีข้อหารือ แล้วคนที่จะตัดสินใจเรื่องนี้ดีที่สุด คือ บอร์ด กสทช.ที่จะต้องทำหนังสือส่งไปยังนายกฯ ว่าจะให้ใครทำหน้าที่เป็นประธาน กสทช.ชั่วคราว หรือรักษาการหรือไม่ ซึ่งคิดว่า พ.ร.บ.กสทช.น่าจะไม่ได้ปิดล็อกเรื่องนี้ หรือทำให้ภารกิจของ กสทช.หยุดชะงักชั่วคราว ดังนั้น ทั้งบอร์ดและสำนักงาน กสทช.ต้องทำเรื่องนี้ให้กระจ่าง

“วันนี้สิ่งที่ท่านอยู่ไม่ใช่องค์กรเอกชน ท่านอยู่ในองค์กรที่เป็นทรัพย์สินของชาติ งบประมาณที่สนับสนุนก็เป็นทรัพยากรแผ่นดิน ดังนั้น ท่านไม่จำเป็นจะต้องไปอุ้มชูคนที่เขาไม่มีคุณสมบัติ และไม่มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่และพิทักษ์ผลประโยชน์ของชาติ” น.ส.ภคมน กล่าว

เมื่อถามว่า มองเรื่องการข่มขู่บอร์ดที่ทำให้องค์ประชุมล่ม จนอาจเป็นการขัดขวางการทำงานอย่างไร น.ส.ภคมน กล่าวว่า ต้องตั้งคำถามกลับไปว่าคนที่มีมติไปแล้วว่าไม่มีคุณสมบัติเข้าประชุมแล้วยังยืนยันที่จะนั่งหัวโต๊ะ มีความผิดทางกฎหมายอย่างไรหรือไม่ และวันนี้ต่อให้ นพ.สรณ เดินออกจากประธาน กสทช. คนที่เป็นเลขาฯ ก็จะเป็นตัวตายตัวแทนของ นพ.สรณ ในการจัดการภารกิจที่คั่งค้างอยู่ และยืนยันว่าภารกิจของ กสทช.ไม่ได้ทำให้โปร่งใส ได้แค่ นพ.สรณ ออกจากตำแหน่ง แต่สำนักงาน กสทช.ต้องช่วยกันทำให้เรื่องต่างๆ ที่ไม่ถูกต้องมานาน ให้กระจ่าง และขอเรียกร้องว่า การประชุมบอร์ดทุกครั้งต้องเปิดเผยต่อสาธารณะ รวมถึงเปิดเผยการใช้งบประมาณในแต่ละปีของ กสทช.ว่าใช้อะไรไปบ้าง

ต่อข้อถามว่า มองว่า นพ.สรณ ดื้อหรือไม่ที่ไม่ยอมหยุดปฏิบัติหน้าที่ โดยอ้างว่ากลัวผิดมาตรา 157 น.ส.ภคมน กล่าวว่า นพ.สรณ อาจจะเป็นแบบศรีธนญชัย จะมาอ้างว่าหากไม่ปฏิบัติหน้าที่แล้วจะผิดมาตรา 157 ได้อย่างไร เพราะ นพ.สรณ หมดภารกิจเรื่องนี้ไปแล้ว คุณสมบัติขาดไปแล้ว แต่ นพ.สรณ เป็นศรีธนญชัยมาโดยตลอด การที่ นพ.สรณ ยื่นคุณสมบัติเท็จ เพื่อให้มีการโปรดเกล้าฯ ตนขอถามตรงๆ ว่า การให้ข้อมูลเท็จเพื่อตัวเองได้ตำแหน่ง จะมีความผิดหรือไม่ และหาก นพ.สรณ เป็นคนที่มีความรับผิดรับชอบจริง ไม่ควรเอาตำแหน่งโปรดเกล้าฯ มายื้อแบบนี้ เพราะผลกระทบเกิดขึ้นมากกว่าตัว นพ.สรณ ที่ต้องรับผิดชอบ

เมื่อถามว่า มีการตั้งข้อสังเกตเรื่องคณะกรรมการสรรหาไม่ใช่ชุดเดิมกับที่แต่งตั้ง นพ.สรณ เป็นประธาน กสทช. น.ส.ภคมน กล่าวว่า เข้าใจว่ากฤษฎีกาตอบมาแล้วว่า ว่าผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นกรรมการสรรหาที่ชอบด้วยกฎหมาย จึงคิดว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยว แม้คณะกรรมการสรรหาชุดนี้จะเป็นคนละชุดกับคณะกรรมการสรรหาที่ นพ.สรณ เข้ามาก็ตาม แต่อย่าลืมว่าหลักฐานต่างๆ เป็นชุดเดียวกัน ว่า นพ.สรณ ยืนหลักฐานเป็นเท็จ เพื่อเข้าสู่ตำแหน่งนี้

“ดังนั้น อย่าปฏิเสธข้อเท็จจริงและความจริงเลยว่าคืออะไร เชื่อว่าประชาชนพิจารณาได้ เหตุผลที่ นพ.สรณ พยายามยื้อทางกฎหมายและพยายามทำแบบศรีธนญชัย ประชาชนเขามองออกว่าคืออะไร เพราะผลประโยชน์ที่ท่านนั่งทับอยู่มีมหาศาล และในอนาคตที่ท่านต้องใช้อำนาจประธาน กสทช.ต้องพิจารณากองทุนยูโซ่ และสิทธิประโยชน์ส่วนตัวในฐานะประธาน กสทช.ที่มีจำนวนมาก ดิฉันเข้าใจว่ามนุษย์มีความโลภ การที่ตัวเองอยู่ในสิทธิประโยชน์เบิกจ่ายได้ตลอด แต่กำลังจะสูญเสียมันไป ก็รู้สึกเสียดาย อย่าลืมว่านี่ไม่ใช่สมบัติท่าน เป็นสมบัติของชาติ ถึงเวลาแล้วที่ท่านต้องรับผิดชอบ” น.ส.ภคมน กล่าว

น.ส.ภคมน กล่าวฝากถึง นพ.สรณ ว่า หากจะมีการประชุมไปเรื่อยๆ ก็ดี ยื้อให้ประชาชนเห็นไปเรื่อยๆ และหากมีการประชุมในสัปดาห์หน้า ก็ขอความกรุณาบอร์ด กสทช.ท่านอื่น ที่ไม่เห็นด้วยกับการยื้อแบบนี้ของ นพ.สรณ เข้าร่วมประชุมกับ กมธ.พัฒนาการเมืองฯ เราจะพูดคุยถึงแง่กฎหมายให้ชัดเจนว่า จริงๆ แล้วการทำแบบนี้มีความผิดหรือไม่ จะได้ไม่ต้องเถียงกัน

ฑูตทหารจีนเคลียร์ ทบ. ยันไม่ส่งอาวุธหนุนกัมพูชา ย้ำสัมพันธ์ไทย-จีนแน่นแฟ้น

ฑูตทหารจีนเคลียร์ ทบ. ยันไม่ส่งอาวุธหนุนกัมพูชา ย้ำสัมพันธ์ไทย-จีนแน่นแฟ้น

ฑูตทหารจีนเคลียร์ ทบ. ยันไม่ส่งอาวุธหนุนกัมพูชา ย้ำสัมพันธ์ไทย-จีนแน่นแฟ้น

วันพฤหัสบดี ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 11.30 น.

ฑูตทหารจีนเคลียร์ ทบ. จีนแจงชัดไม่ส่งอาวุธหนุนกัมพูชา ย้ำสัมพันธ์แน่นแฟ้นไทย–แนะยึดสันติแก้ปมชายแดน พร้อมกำชับห้ามใช้ยุทโธปกรณ์ในพื้นที่ไทย–กัมพูชา

เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2569 เพจ Facebook กรมข่าวทหารบกได้เผยแพร่ภาพข่าว เมื่อวันที่ 4 ส.ค. พล.ท.ธีรนันท์ นันทขว้าง เจ้ากรมข่าวทหารบก (จก.ขว.ทบ.) ให้การต้อนรับ พล.ต.จาง หลินหง (MG. Zhang Linhong) ผู้ช่วยทูตทหารสาธารณรัฐประชาชนจีน (สปจ.) ประจำประเทศไทย พร้อมคณะ ในโอกาสเข้าพบหารือเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางการทหารระหว่างกองทัพบกของทั้งสองประเทศ

ทั้งนี้ ผู้ช่วยทูตทหาร สปจ. ประจำประเทศไทย ได้กล่าวแสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา โดยระบุว่า ไทยและกัมพูชาเป็นเพื่อนบ้านกันมาอย่างยาวนาน การแสวงหาทางออกร่วมกันโดยสันติเป็นสิ่งที่ควรยึดถือ

พร้อมกันนี้ ยังกล่าวว่า ไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นพันธมิตรที่มีความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างกัน และฝ่ายจีนมีความโปร่งใสและจริงใจต่อประเทศไทย โดยสาธารณรัฐประชาชนจีนเน้นย้ำว่า ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ เกี่ยวกับการส่งมอบอาวุธเพื่อใช้ในการปฏิบัติการทางทหารของกัมพูชาในห้วงที่ผ่านมา

นอกจากนี้ สาธารณรัฐประชาชนจีนยังยืนยันว่า ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์อันดีกับประเทศไทย พร้อมแจ้งว่า ได้กำชับถึงแนวทางการใช้ยุทโธปกรณ์กับกัมพูชา ว่าไม่ให้มีการนำมาใช้ในพื้นที่บริเวณแนวชายแดนไทย–กัมพูชา

ไทย–เมียนมา กระชับมิตร นายกฯต้อนรับ มิน ออง ไลง์ เยือนไทยอย่างเป็นทางการ ชูความร่วมมือความมั่นคง-ข้ามแดน-พลังงาน

ไทย–เมียนมา กระชับมิตร นายกฯต้อนรับ มิน ออง ไลง์ เยือนไทยอย่างเป็นทางการ ชูความร่วมมือความมั่นคง-ข้ามแดน-พลังงาน

ไทย–เมียนมา กระชับมิตร นายกฯต้อนรับ มิน ออง ไลง์ เยือนไทยอย่างเป็นทางการ ชูความร่วมมือความมั่นคง-ข้ามแดน-พลังงาน

วันพฤหัสบดี ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 11.06 น.

ไทย–เมียนมา กระชับมิตรภาพ นายกฯ ต้อนรับประธานาธิบดีเมียนมา เดินหน้าความร่วมมือเพื่อความมั่นคงและการพัฒนาร่วมกัน

เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2569 เวลา 10.20 น. ทีบริเวณสนามหญ้าหน้าตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้การต้อนรับ นายมิน ออง ไลง์ ประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เยือนไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐบาล 

โดยทันทีที่เดินทางถึง นายกรัฐมนตรีได้ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น พร้อมนำประธานาธิบดีเมียนมาร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการและตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ ภายหลังเสร็จสิ้นพิธี นายกรัฐมนตรีได้เชิญประธานาธิบดีเมียนมา ถ่ายภาพร่วมกัน ณ บันไดโถงกลาง ตึกไทยคู่ฟ้า พร้อมลงนามในสมุดเยี่ยมของรัฐบาลและชมของที่ระลึกที่ทั้งสองฝ่ายมอบให้แก่กัน ณ ห้องสีงาช้าง

จากนั้น นายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดีเมียนมาร่วมหารือข้อราชการกลุ่มเล็ก ณ ห้องรับรอง ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างไทยกับเมียนมา ทั้งในการจัดการปัญหาข้ามแดน ความร่วมมือด้านพลังงาน การอำนวยความสะดวกทางการค้า รวมถึงการส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพชายแดน ก่อนเข้าสู่การหารือข้อราชการเต็มคณะ (Plenary) ณ ห้องสีเขียว ตึกไทยคู่ฟ้า ต่อไป

อนึ่ง บุคคลสำคัญที่เข้าร่วมการหารือเต็มคณะของทั้งสองฝ่าย ฝ่ายไทยประกอบด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน (รัฐมนตรีเกียรติยศ) นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พลเอก อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และนางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี

ขณะที่ฝ่ายเมียนมาประกอบด้วย นายขิ่น หม่อง ยี รัฐมนตรีประจำสำนักงานประธานาธิบดี นายติน หม่อง ซเว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายโก โก ลวิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการไฟฟ้าและพลังงาน นายขิ่น หม่อง โซ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายทุน อ้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายซอ มยิ้นท์ อู มุขมนตรีรัฐกะเหรี่ยง นายซอ ไนง์ อู มุขมนตรีภาคตะนาวศรี พลโท โม มยิ้นท์ ซเว ประธานอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ดร. ข่าย ข่าย โซ โฆษกประจำสำนักงานประธานาธิบดี นายตุน ลู รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นายมิน ตู รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายซอ ซอ โซ เอกอัครราชทูตเมียนมาประจำประเทศไทย

หมอตุลย์ซัดรัฐบาล มีปัญหาทางจริยธรรม สมควรถูกถอดถอน ปมแต่งตั้ง ผอ.ป.ย.ป. มีประวัติพาผู้ต้องหาหนี

หมอตุลย์ซัดรัฐบาล มีปัญหาทางจริยธรรม สมควรถูกถอดถอน ปมแต่งตั้ง ผอ.ป.ย.ป. มีประวัติพาผู้ต้องหาหนี

หมอตุลย์ซัดรัฐบาล มีปัญหาทางจริยธรรม สมควรถูกถอดถอน ปมแต่งตั้ง ผอ.ป.ย.ป. มีประวัติพาผู้ต้องหาหนี

วันพฤหัสบดี ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 09.44 น.

6 สิงหาคม 2569 นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง และอาจารย์ประจำภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ออกมาสะท้อนมุมมองต่อเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ว่า รัฐบาลอนุทินมีปัญหาทางจริยธรรมในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการอย่างรุนแรง มองข้าราชการเหมือนคนใช้ในบ้านตัวเอง อยากจะย้ายใครก็ย้าย แม้แต่ปลัดกระทรวง เอาคนใกล้ชิด หรือเครือญาติมาดำรงตำแหน่งแทน

ล่าสุด การแต่งตั้ง ผู้อำนวยการสำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ผอ.ป.ย.ป.) ซึ่งเป็น C11 รับผิดชอบเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งมีความสำคัญมาก กลับแต่งตั้งบุคคลที่มีประวัติการหนีราชการ พาผู้ต้องหาหนีคดีไปต่างประเทศ

นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีที่ให้ความเห็นชอบ สมควรถูกสอบสวนและถอดถอนออกจากตำแหน่ง ด้วยปัญหาทางจริยธรรมในการแต่งตั้งโยกย้าย หากไม่มีการแก้ไข ปัญหาด้านจริยธรรมในการแต่งตั้งโยกย้ายอย่างไม่สมควร จะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทำลายระบบคุณธรรมของข้าราชการ ข้าราชการขาดกำลังใจในการทำงาน และเกิดผลเสียต่อประเทศชาติถึงขั้นล่มสลายได้ในที่สุด

นักวิชาการชี้ 8 นัยสำคัญ อนุทิน เยือนอินโดนีเซีย มองไทยเร่งยกระดับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ ขยายบทบาทอาเซียน-เศรษฐกิจ-ความมั่นคง

นักวิชาการชี้ 8 นัยสำคัญ อนุทิน เยือนอินโดนีเซีย มองไทยเร่งยกระดับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ ขยายบทบาทอาเซียน-เศรษฐกิจ-ความมั่นคง

นักวิชาการชี้ 8 นัยสำคัญ อนุทิน เยือนอินโดนีเซีย มองไทยเร่งยกระดับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ ขยายบทบาทอาเซียน-เศรษฐกิจ-ความมั่นคง

วันพฤหัสบดี ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 09.31 น.

6 สิงหาคม 2569 รศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช นายกสมาคมภูมิภาคศึกษา และอาจารย์ประจำสาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิเคราะห์การเยือนสาธารณรัฐอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ว่า มีนัยสำคัญทางยุทธศาสตร์อย่างน้อย 8 ประการ ทั้งด้านการต่างประเทศ เศรษฐกิจ ความมั่นคง และบทบาทของไทยในเวทีอาเซียน

รศ.ดร.ดุลยภาค ระบุว่า ประเด็นแรก คือการที่ไทยยกระดับความสัมพันธ์กับอินโดนีเซียสู่ “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์” (Strategic Partnership) ต่อเนื่องจากการยกระดับความสัมพันธ์กับเวียดนามก่อนหน้านี้ สะท้อนยุทธศาสตร์การทูตเชิงรุกของไทยที่ต้องการสร้างเครือข่ายพันธมิตรสำคัญทั้งในอาเซียนพื้นทวีปและอาเซียนพื้นสมุทร เพื่อรักษาผลประโยชน์ระยะยาวของประเทศ

ประเด็นที่สอง ไทยให้ความสำคัญกับการขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน ผ่านเวที Indonesia-Thailand Business Forum โดยผลักดันให้ความสัมพันธ์ระหว่างภาคธุรกิจยกระดับจากการเป็นเพียง “คู่ค้า” ไปสู่ “หุ้นส่วนร่วมสร้าง” ที่เชื่อมโยงการผลิต การลงทุน เทคโนโลยี และนวัตกรรมเข้าด้วยกัน พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ไทยกำลังใช้เวที Business Forum เป็นกลไกสำคัญในการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาค รวมถึงเมียนมา ซึ่งจะมีการจัดเวทีลักษณะเดียวกันในวันที่ 6 สิงหาคมนี้

ประเด็นที่สาม ไทยและอินโดนีเซียต่างอยู่บนเส้นทางการมีบทบาทในกรอบ BRICS และ OECD จึงมีแนวโน้มที่จะประสานความร่วมมือเพื่อเดินหน้าในทั้งสองเวทีระหว่างประเทศควบคู่กัน

ส่วนประเด็นที่สี่ คือมิติด้านความมั่นคง โดยเห็นว่า ไทยอาจต้องการขยายความร่วมมือกับอินโดนีเซียในกระบวนการสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ เนื่องจากอินโดนีเซียมีประสบการณ์ในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่อาเจะห์ และอาจเป็นอีกทางเลือกในการสนับสนุนกระบวนการสันติภาพ นอกเหนือจากบทบาทของมาเลเซีย

สำหรับประเด็นที่ห้า รศ.ดร.ดุลยภาค เห็นว่า การเยือนครั้งนี้เป็นการดำเนินยุทธศาสตร์แบบ “ยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว” เพราะนอกจากการพัฒนาความสัมพันธ์ทวิภาคีกับอินโดนีเซียแล้ว นายกรัฐมนตรียังได้แสดงวิสัยทัศน์ที่สำนักงานใหญ่เลขาธิการอาเซียน เพื่อยกระดับบทบาทของไทยในเวทีภูมิภาค รวมทั้งอาจใช้โอกาสดังกล่าวสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับท่าทีของไทยต่อสถานการณ์เมียนมา และหารือประเด็นความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชา โดยมีเป้าหมายรักษาความสัมพันธ์อันดีกับอินโดนีเซียในฐานะประเทศสำคัญของอาเซียน

ประเด็นที่หก คือความร่วมมือด้านความมั่นคงทางทะเล โดยทั้งสองประเทศมีพื้นที่ทะเลที่เชื่อมโยงกันในฝั่งอันดามัน จึงมีโอกาสขยายความร่วมมือด้านการซ้อมรบ การปราบปรามโจรสลัด การค้ามนุษย์ และการรักษาความมั่นคงทางทะเล อย่างไรก็ตาม ความร่วมมือดังกล่าวยังต้องคำนึงถึงบริบทการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกด้วย

ประเด็นที่เจ็ด นักวิชาการเสนอว่า ไทยควรศึกษาแนวคิด “Global Maritime Fulcrum” หรือวิสัยทัศน์การเป็นศูนย์กลางทางทะเลของโลก ที่อินโดนีเซียเคยผลักดันในสมัยอดีตประธานาธิบดีโจโก วิโดโด เพื่อใช้เป็นบทเรียนในการกำหนดจุดยืนและวิสัยทัศน์ด้านภูมิรัฐศาสตร์ของไทยให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้นในอนาคต

ส่วนประเด็นสุดท้าย รศ.ดร.ดุลยภาค ตั้งข้อสังเกตถึงลำดับการเดินทางเยือนอินโดนีเซียของผู้นำและอดีตผู้นำไทยหลายคนภายในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน โดยเห็นว่า การที่ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ได้พบกับอดีตนายกรัฐมนตรีไทยจากพรรคเพื่อไทยก่อนหน้านี้ และต่อมาต้อนรับนายอนุทินในฐานะนายกรัฐมนตรี อาจเป็นประเด็นที่น่าศึกษาในเชิงยุทธศาสตร์การต่างประเทศและพลวัตทางการเมือง ซึ่งสะท้อนรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างอินโดนีเซียกับผู้นำไทยในหลากหลายระดับ

ทั้งนี้ รศ.ดร.ดุลยภาค เห็นว่า การเยือนอินโดนีเซียครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการกระชับความสัมพันธ์ทวิภาคีเท่านั้น แต่ยังสะท้อนการปรับบทบาทเชิงรุกของไทยในเวทีอาเซียน ตลอดจนความพยายามสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการทูต เพื่อรองรับความท้าทายของภูมิภาคและโลกในอนาคต

กสถ.ฟันฉับ5,925คน ลบชื่อคนโกง เพิกถอนสอบท้องถิ่น จ่อประกาศบัญชีใหม่ โยงก.กลางไปลุยต่อ

กสถ.ฟันฉับ5,925คน ลบชื่อคนโกง เพิกถอนสอบท้องถิ่น จ่อประกาศบัญชีใหม่ โยงก.กลางไปลุยต่อ

กสถ.ฟันฉับ5,925คน ลบชื่อคนโกง เพิกถอนสอบท้องถิ่น จ่อประกาศบัญชีใหม่ โยงก.กลางไปลุยต่อ

วันพฤหัสบดี ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กสถ.ฟันฉับ5,925คน ลบชื่อคนโกง เพิกถอนสอบท้องถิ่น จ่อประกาศบัญชีใหม่ โยงก.กลางไปลุยต่อ ‘ธีรุตม์’มอบตัว6ส.ค.

เดินหน้าสางมหกรรมโกงสอบ กสถ. ยกเลิกบัญชีสอบท้องถิ่นปี’68 ลบบัญชีคนโกง 5,925 คนออกหมด เตรียมขึ้นบัญชีใหม่ ชง ก.กลาง พิจารณาวิธีปฏิบัติแต่ละกลุ่ม แจงกลุ่มที่คะแนนผ่านแต่ถูกอัพเพิ่ม พบ 97 คน ขึ้นบัญชีไปแล้ว รอขึ้นเขียงถูกสอบ ยันทำตาม ข้อก.ม. ประกอบข้อมูลตร. สอยทีหลังได้ ด้าน “ปลัดมท.” เผยกว่า 100 ขรก.ระดับสูง-จนท.พบเอี่ยวทุจริตจากผลสรุปชุด “ปกรณ์” รอ“นายกฯ” สะบัดปากกาเซ็นรับรอง ด้าน ตำรวจสอบสวนกลางเผย “ธีรุตม์” อดีตอธิบดีสถ. เข้ามอบตัวรับทราบข้อหา 6 สิงหาคม ขณะที่ลูกสมุนแก๊งค์โกงสอบรับสารภาพแล้ว 1 ราย

เมื่อวันที่ 5 ส.ค.2569 เมื่อเวลา 16.30 น.ที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น(สถ.) นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น(กสถ.) ครั้งที่10/2569 ที่หารือกันเป็นเวลากว่า2ชั่วโมงว่า การประชุมวันนี้เป็นการรับรองมติที่นายวันชัย จันทร์พร ประธาน กสถ. ได้ลงนามยกเลิกบัญชีการสอบแข่งขันพนักงานและข้าราชการส่วนท้องถิ่น ปี2568 และเตรียมขึ้นบัญชีใหม่

ลบชื่อคนโกงขึ้นบัญชีใหม่

นอกจากนี้ยังได้กำหนดวิธีการปฏิบัติ ภายหลังจากที่มีการขึ้นบัญชีใหม่แล้ว จะมีผู้ที่สอบได้โดยสุจริต ประมาณ 12,000 คน ได้ดำเนินการตามที่มีการบรรจุไปแล้ว ขณะที่กลุ่มที่มีคะแนนไม่ถูกต้อง มีความคลาดเคลื่อน หรือคะแนนสูงขึ้นผิดปกติ จะไม่ได้ถูกขึ้นบัญชี แล้วจะดำเนินการอย่างไรให้คนที่จะขึ้นบัญชีใหม่เข้ามาแทนที่เลย โดยในวันพรุ่งนี้(6ส.ค.) ที่จะมีการประชุมคณะกรรมการกลางข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น(ก.กลาง) ก็จะนำเรื่องดังกล่าวรายงานต่อ ก.กลางเพื่อทราบ และพิจารณาดำเนินการต่อไป

เมื่อถามถึงกลุ่มผู้ที่มีคะแนนสอบผ่านอยู่แล้ว แต่ถูกปรับคะแนนเพิ่มขึ้นไปอีก จะดำเนินการอย่างไร ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า มี2ส่วน 1.เกือบ500คนยังไม่ได้ขึ้นบัญชี ก็จะไม่ได้ขึ้นบัญชี 2.ส่วนที่มีการบรรจุไปแล้วเกือบ100คน จะมีการพิจารณาว่าจะมีวิธีปฏิบัติอย่างไร เพราะเมื่อเขาสอบผ่าน ตามกติกาต้องขึ้นบัญชีให้เขาก่อน ซึ่งทาง สถ. กำหนดแนวทางไว้แล้ว ขณะเดียวกันฝ่ายตำรวจก็จะสอบสวนด้วยว่าได้รับคะแนนเพิ่มขึ้นมาอย่างไร

เปิดทางปปช.ลุยงานต่อ

ด้านนายบุญประสงศ์ นวลสายย์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ในฐานะเลขานุการ ก.กลาง ชี้แจงในรายละเอียดสำหรับกลุ่มผู้ที่มีคะแนนสอบผ่านอยู่แล้ว แต่ถูกปรับคะแนนเพิ่มขึ้นไปอีกว่า มีทั้งหมดประมาณ 774 คน ขึ้นบัญชีรอบแรกไปแล้ว 561 คน ไม่มารายงานตัว 211 คน ใน 561 คน เมื่อแยกกลุ่มเพื่อเรียงลำดับจริงแล้วมีผู้ยังอยู่ในบัญชี แค่ 97 คน อีก 464 คน จะถูกเพิกถอนเพื่อไปรอคิวตามที่มีการจัดลำดับบัญชีใหม่

เมื่อถามกรณีผู้ที่อยู่ในบัญชี97คนที่ยังต้องหาแนวทางปฏิบัติอยู่ สังคมอาจตั้งคำถามว่าเขาโกงแต่ยังได้อยู่ในบัญชี จะตอบสังคมอย่างไร นายบุญประสงศ์ กล่าวว่า เราดำเนินการตามมาตรฐานของข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ส่วนการดำเนินการในชั้นตรวจสอบทุจริต เป็นชั้นของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการต่อ

ตามสอยคนทุจริต

เมื่อถามต่อว่าหมายความว่าสอยทีหลังได้ใช่หรือไม่ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า แน่นอน เราจะประกอบกับข้อมูล เช่นที่ ผบ.ตร.ระบุว่า คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ชุดของนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้สรุปผลพบว่าผู้เกี่ยวข้องเป็น100คน บุคคลเหล่านี้ที่เกี่ยวข้อง เขาจะแจ้งมายังกระทรวงมหาดไทย เราก็จะตั้งคณะกรรมการสอบสวนใหม่เพิ่มเติมจาก5คนที่เคยตั้งสอบวินัยร้ายแรงไปแล้ว เพราะฉะนั้นหากพบว่าใครเกี่ยวข้อง เราก็จะดำเนินการต่อไปตามกฎหมาย ใครที่มันไม่ถูกต้อง สุดท้ายก็คือไม่ถูกต้อง อยู่ไม่ได้อยู่ก็ไม่มีความสุข เขาก็รู้ตัวอยู่แล้ว

“หน้าที่ของ กสถ. ขณะนี้คือยกเลิกบัญชีเก่า แล้วขึ้นบัญชีใหม่ ตามคะแนนจริงที่ดำเนินการไม่เกิน5นาทีหลังจากที่มีใบคะแนน เราก็ขึ้นบัญชีตามนั้น ใครไม่ถูกต้อง ทำผิด หรือเกี่ยวข้องกับขบวนการนี้ พอเราสอบไปถึง คนเหล่านี้ก็จะอยู่ไม่ได้ ก็จะต้องถูกดำเนินการ แต่ก็ต้องให้สิทธิ์เขาโต้แย้ง คนมันต้องพูดอยู่แล้วว่า ไม่รู้เรื่องเลย แต่เมื่อสอบสวนแล้วพบว่าจ่ายเงินทุจริต มีการทำให้คะแนนเพิ่ม สุดท้ายก็อาจจะหนักกว่าเดิมด้วย ยิ่งรับราชการอยู่แล้วก็ต้องถูกให้ออกจากราชการ ถูกดำเนินคดี อาจไปถึงถูกจำคุกหรือไม่ก็ต้องดูที่กฎหมายด้วย” นายอรรษิษฐ์ กล่าว

เมื่อถามว่าใน97คนอาจมีบางส่วนเป็นผู้บริสุทธิ์ก็มีด้วยใช่หรือไม่ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า เขาได้รับคะแนนเพิ่มขึ้น แต่เรายังบอกไม่ได้ว่าเขาได้รับคะแนนเพิ่มขึ้นจากใคร คนไหนเพิ่มให้เขา เขาติดต่อใครเพื่อทำให้คะแนนเพิ่มขึ้น อาจไม่ใช่ตัวเขาก็ได้ อาจจะเป็นพ่อแม่ญาติพี่น้องเขา พอตำรวจสืบไปถึงใคร คนนั้นก็ต้องเกี่ยวข้องในคดีนี้ทั้งหมด ไม่มีใครสามารถหลุดรอดความผิดไปได้

สอบขรก.นับร้อยมีเอี่ยว

นายอรรษิษฐ์ กล่าวชี้แจงต่อว่า สำหรับรายชื่อข้าราชการกว่า100คน ที่คณะกรรมการฯชุดนายปกรณ์ สรุปมา กำลังเสนอไปที่นายกรัฐมนตรี นายกฯกำลังเซ็น ใน100คนเป็นเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมีตั้งแต่ระดับสูงจนถึงเจ้าหน้าที่ต่างๆ ไม่ใช่บุคคลที่เข้าสอบใน97คน ก็จะต้องดำเนินการต่อไป เพื่อส่งมาให้กระทรวงมหาดไทย ตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพิ่มตามที่ตนกล่าวไป

เมื่อถามถึงความคืบหน้าการตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงข้าราชการในสังกัดจำนวน5ราย ในวัน ที่ 6ส.ค.มีรายงานว่านายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล อดีตอธิบดี สถ. จะเดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหากับทางตำรวจ จะสามารถมีผลกับการสอบวินัยร้ายแรง หรือชี้มูลได้เลยหรือไม่ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ต้องอยู่ที่ประธานคณะกรรมการสอบสวนฯ คือนายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.) พิจารณาตามอำนาจหน้าที่ ถ้าสอบสวนแล้ว มันไม่ต้องสอบเพิ่มเติม ก็สามารถดำเนินการได้ตามอำนาจหน้าที่ แล้วเสนอมาที่กระทรวงมหาดไทย หากมันมีโทษหนัก ก็จะต้องเข้าคณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน(อ.ก.พ.)กระทรวงมหาดไทยพิจารณาโทษตามที่คณะกรรมการฯเสนอมา ทางอธิบดี ปภ. ก็รายงานความคืบหน้าว่าในวัน6ส.ค. จะเชิญนายธีรุตม์ มาให้ปากคำ

ก่อนหน้านี้ นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนอธิบดีสถ.เปิดเผยก่อนการประชุม กสถ. เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงรายชื่อที่พบคะแนนผิดปกติและจะมีการเพิกถอนยังอยู่ที่5,925คนเหมือนเดิมหรือไม่ นายนิรัตน์ กล่าวว่า ตัวเลขยังเหมือนเดิม

อนุทินบอกไม่ต้องห่วง

ผู้สื่อข่าวรายงานในช่วงเช้า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ ถึงคดีโกงสอบข้าราชการส่วนท้องถิ่นว่า ไม่ต้องกังวลไม่มีการปกป้องใครมีความชัดเจนไม่ต้องมานั่งคิดว่าคนนี้คนนั้นจะได้รับการปกป้อง คำว่าปิดชื่อถือพฤติกรรมค่อนข้างกระจายไปในระบบราชการโดยเฉพาะระบบที่ต้องสืบสวนสอบสวนดำเนินคดี เปิดมาแจ็คพอตโดนคนไหนก็คนนั้นไม่ว่าจะใหญ่จะเล็กจะเป็นการเมืองเป็นประจำก็ต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย โทษหนักก็เข้าคุกโทษไม่หนักก็ลดหลั่นลงแค่นั้นเอง

โดนใครก็ต้องคนนั้น

เมื่อถามย้ำว่าข้อมูลขณะนี้ยังไม่มีนักการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่าโดนใครก็คนนั้น ตนจะไปถามทำไมว่ามีนักการเมืองหรือไม่ เพราะว่าตนมอบหมายให้คณะกรรมการแต่ละชุดมีอำนาจตนไม่สามารถไปบังคับได้เลยเช่น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งนอกเหนือการกำกับดูแลของตนเลย หรือแม้กระทั้งคณะกรรมการที่ตนตั้งไปก็ไม่ไปก้าวก่ายไม่ถามใดๆทั้งสิ้น ตนยังบอกว่าในการรายงานต่างๆให้ระบุสิ่งที่ต้องดำเนินการต่อไปให้ชัดเจน

เมื่อถามถึงความคืบหน้าการรีเซ็ตกระทรวงมหาดไทยจะเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีรอบหน้าได้เลยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “ก็ไม่เกิน 30 ก.ย.นี้”

ปรับแก้แฟ้มก่อนส่งนายกฯ

ด้านนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ว่า หลังคณะกรรมการสรุปผล และมีมติเมื่อวันที่ 4 ส.ค. ยังไม่ได้รายงานให้นายกรัฐมนตรีรับทราบ อยู่ระหว่างการปรับแก้ ซึ่งหลังจากนี้จะรายงานให้นายกรัฐมนตรีรับทราบ แต่ไม่ได้แจ้งในที่ประชุม ครม.

บช.ก.ให้ข้อมูลต่อกมธ.

วันเดียวกัน พล.ต.ต.มนตรี เทศชัน รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ชี้แจงข้อมูลต่อกมธ.ฯ การพัฒนาการมือง การสื่อสารมวลชน การมีส่วนร่วมของประชาชนสภาผู้แทนราษฎร เกี่ยวกับความคืบหน้าในคดีโกงสอบ ว่า

พล.ต.ต.มนตรี กล่าวต่อว่า ในวันที่ 27 ก.ค.ตำรวจได้ออกหมายเรียกผู้ต้องหา 3 คน คือหมายเรียกนายธีรุตม์ นายเรืองเดช และกลุ่มผู้ต้องหาร่วมกันแก้ไขกระดาษคำตอบจำนวน 11 คน ก่อนหน้าหน้านั้นในวันที่ 13 ก.ค. ผู้ต้องหา 13 คนทราบหมายและมาพบปรากฎตัวต่อเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายวิอาญามาตรา 134 จำนวน 5 คน โดยนายเรืองเดชได้เข้าพบ พนักงานสอบสวนแล้วและแจ้งข้อกล่าวหาซึ่งให้การปฏิเสธ

พล.ต.ต.มนตรี กล่าวอีกว่า ส่วนผู้ต้องหากลุ่มบริษัทเอกชนที่ร่วมแก้ไขข้อสอบมีเข้าพบตำรวจ 4 คน ซึ่งให้การปฏิเสธ 3 คน และรับสารภาพ 1 คน ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการสืบสวนสอบสวน จากนั้นแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมกับผู้ต้องหา 3 คนแรก คือ จ่าสิบตรีพิชิต ทั้งพรม นายวิน ธนพชรโภคิน และน.ส.ศตพร ธนพชรโภคิน ที่เรือนจำกรุงเทพมหานคร เพิ่มเติมในฐานะสนับสนุนเจ้าพนักงานซึ่งให้การปฏิเสธ

ธีรุตม์รับทราบข้อหา6สค.

พล.ต.ต.มนตรี กล่าวว่า โดยนายธีรุตม์ ได้นัดวันที่ 6 ส.ค. เวลา 11.00 น. กลุ่มผู้ต้องหาสามเมืองอีก 7 คนนัดวันที่ 10ส.ค. เวลา 10.00 น. ส่วนวันที่ 3 ส.ค.ที่ผ่านมา พนักงานสอบสวนได้รายงานสำนักงาน ปปง. เพิ่มเติมในกรณีที่มีการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติม ซึ่งคดีนี้ผู้การกองปราบได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนรับผิดชอบในการสอบสวน โดยในขั้นต่อไปจะดำเนินการขอตัวผู้ต้องหาที่เหลือจากศาลอาญาไปอยู่ในอำนาจของศาลอาญาทุจริต ขณะนี้อยู่ในชั้นการฝากขังพลัด 2 วันที่ 7 สิงหาคม ในชั้นต่อไปจะรวบรวมหลักฐานและส่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. ต่อไป

บอดี้การ์ดตระกูลชินผงาด ผู้กำกับหนุ่ย นั่งผอ.ปยป.เทียบซี11 หนู-หนิมกอดชื่นมื่น

บอดี้การ์ดตระกูลชินผงาด ผู้กำกับหนุ่ย นั่งผอ.ปยป.เทียบซี11 หนู-หนิมกอดชื่นมื่น

บอดี้การ์ดตระกูลชินผงาด ผู้กำกับหนุ่ย นั่งผอ.ปยป.เทียบซี11 หนู-หนิมกอดชื่นมื่น

วันพฤหัสบดี ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

บอดี้การ์ดตระกูลชินผงาด ผู้กำกับหนุ่ย นั่งผอ.ปยป.เทียบซี11 หนู-หนิมกอดชื่นมื่น

“หนู-หนิม”โชว์กอดหวาน สยบดราม่ารบ.ข้ามขั้ว“แดง-เขียว-ส้ม”บอกใส่น้ำแข็งราดนมอย่างนี้เลย แจ้งครม.มุ่งมั่นทำงาน-อย่าหวั่นไหว พวกยุยง ด้าน“สุชาติ”ชี้แค่สีสันการเมือง ไม่รู้หวังดีหรือเจตนาอะไร การันตีพรรคร่วมยังปึ้ก ขณะที่“ครม.”มีมติแต่งตั้ง พ.ต.อ.วทัญญู วิทยผโลทัย นั่งผู้อำนวยการป.ย.ป. ด้านกระทรวงการ.คลัง สรุปยอดคนยากจนจริง5.38ล้าน ตัดเกณฑ์รถเก่า-คาดได้สิทธิ์เพิ่ม2-3ล้านคน

เมื่อวันที่ 5สิงหาคม2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง ครม.อนุมัติตามที่สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (สำนักงาน ป.ย.ป.) เสนอแต่งตั้ง พ.ต.อ.วทัญญู วิทยผโลทัย รองผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ย.ป.ให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ย.ป.(นักบริหารระดับสูง) ตั้งแต่วันที่ 1ตุลาคม2569 เป็นต้นไปและรองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย เตยเสนอให้ยุบหน่วยงาน ป.ย.ป.ต่อจากยุบธนาคารที่ดิน เพื่อประหยักงบประมาณและลดซ้ำซ้อนการบริหารงาน รวมถึงเสนอให้ยุบ 4-5องค์การมหาชน

ครม.มีมติแต่งตั้งโยกย้ายหลายตำแหน่ง

นอกจากนี้ ครม.ยังมีมติอนุมัติตามที่ รมว.แรงงานเสนอแต่งตั้ง ดังนี้ 1.นางสาวบุปผา เรืองสุด รองปลัดกระทรวง เป็นอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน 2.นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง 3.นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมการจัดหางาน ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป และรองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

ครม.ยังอนุมัติตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอแต่งตั้งข้าราชการประเภทบริหารระดับสูง เพื่อทดแทนผู้เกษียณอายุราชการ จำนวน 2ราย ดังนี้ 1.นายยงยุทธ นาควิโรจน์ อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช (ทดแทนผู้เกษียณอายุราชการ) 2.นายชิดชนก สุขมงคล ผู้ตรวจราชการกระทรวง แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (ทดแทนผู้เกษียณอายุราชการ) ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

‘หนู-หนิม’กอดกันกลมไม่แตกแยก

ที่ทําเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีได้ฟัง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.พะเยา และหัวหน้าพรรคกล้าธรรม ให้ข่าวเมื่อวาน (4 ส.ค.) แล้วหรือยังว่า“ยัง เมื่อคืนกลับดึก”เมื่อถามว่า จะมีการผสมสี”แดง เขียว ส้ม”นายกฯ หยุดคิดก่อนบอกว่า “แดง เขียว เอาน้ำแข็งใสใส่แล้วเอานมคาเนชั่นราด อย่างนี้เลย” พร้อมชูนิ้วโป้งแสดงสัญลักษณ์ว่าเยี่ยม

เมื่อถามว่า ได้คุยเรื่องนี้กับทางพรรคเพื่อไทย แล้วใช่หรือไม่ ซึ่งจังหวะนี้ นายกฯ เดินออกจากวงสัมภาษณ์ ก่อนจะหันไปด้านหลัง ที่มี นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) ยืนอยู่ พร้อมระบุว่า”นี่ไง”และเดินไปจับแขน นายจุลพันธ์ เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ยังผสมกันลงตัวอยู่ใช่หรือไม่ น้ำเงินกับแดง ไม่ต้องมีสีอื่นเพิ่ม ซึ่งนายกฯและนายจุลพันธ์ ฟังคําถามและยืนยิ้ม โดยนายจุลพันธ์ กล่าวสั้นๆว่า”ลงตัวครับ กลมกล่อม”จากนั้นระหว่างเดินขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า ผู้สื่อข่าวถามนายกฯ ว่า ยังจับมือกันดีอยู่ใช่หรือไม่ นายกฯ จึงเข้าไปกอด นายจุลพันธ์ ท่ามกลางผู้สื่อข่าวที่เฝ้าดูอยู่ตรงนั้น

ลุยทำงาน-อย่าหวั่นไหวพวกยุยง

น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุม ครม.ว่า นายอนุทิน กล่าวในที่ประชุมครม.ถึงเสถียรภาพการทำงานของรัฐบาลว่า ที่ผ่านมีความพยายามปล่อยข่าวว่า มีความขัดแย้ง หรือมีการแย่งกันทำงานไม่เป็นหนึ่งเดียว เรื่องนี้ไม่หนักใจและเห็นผลงานเป็นที่ประจักษ์และรับรู้ว่า รัฐบาลชุดนี้ไม่ใช่รัฐบาลของฝ่ายใด แต่เป็นรัฐบาลของประชาชน ทำงานตามนโยบายที่ได้แถลงต่อรัฐสภา มีเป้าหมายชัดเจน มั่นใจว่ารัฐมนตรีทุกคนทำงานเต็มที่ จึงไม่มีความกังวลใดๆ ขอให้รัฐมนตรีทุกคนทำงานด้วยความสบายใจ อย่าหวั่นไหวกับคำถามที่มีความพยายามยุยงให้เกิดขึ้น

‘สุชาติ’ชี้แคข่าวลือรัฐบาลข้ามขั้ว

ด้าน นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะแกนนําพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกระแสข่าวการตั้งรัฐบาลข้ามขั้ว เขียว แดง ส้ม ว่า เป็นสีสันทางการเมือง และเป็นอย่างนี้ทุกครั้ง การเมืองเวลาที่ภัยพิบัติหรือปัญหาของประเทศเริ่มหมด ถูกแก้ปัญหาโดยรัฐบาลหมดก็จะมีปัญหาการเมืองเข้ามาเป็นสีสัน แต่ในความจริงหรือการสร้างข่าวของแหล่งข่าวไม่สามารถบ่งบอกได้ว่าแหล่งข่าวนั้นมาจากไหน ความจริงยังเห็นอยู่ว่าเราทํางานกันด้วยความสามัคคี เดินหน้าให้ประเทศชาติบ้านเมืองจนถึงทุกวันนี้ ไม่น่าจะเป็นแบบที่แหล่งข่าวพูด เราไม่รู้ว่าแหล่งข่าวที่พูดมีความหวังดีต่อรัฐบาลหรือไม่ เราไม่สามารถทราบได้ แต่เป็นสีสันทางการเมือง ซึ่งสื่อมวลชนทราบดีว่า ในแต่ละปีมีข่าวอย่างนี้แทบทุกวัน แต่สุดท้ายเป็นเรื่องสีสันทางการเมือง

‘ปชป.’รอ’ปชน.’ยื่นซักฟอกรัฐบาล

ด้าน นายชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านว่า ต้องให้พรรคประชาชนเป็นผู้ยื่น เมื่อไหร่ที่ฝ่ายค้านมีมติว่ายื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ พรรคร่วมฝ่ายค้านก็จะนำเรื่องกลับหารือแต่ละพรรค ยืนยันว่า มีความพร้อมอยู่แล้ว ต้องดูไทม์ไลน์ว่า พรรคประชาชนกำหนดช่วงไหน

พุ่งเป้า’ศุภจี-เอกนิติ’บริหารล้มเหลว

เมื่อถามว่าพรรคปชป.เตรียมประเด็นไหนเป็นพิเศษและรัฐบาลมีแผลอะไรบ้าง นายชัยชนะ กล่าวว่า ตนคิดว่าแผลของรัฐบาลวันนี้ ตนไม่ต้องบอก ประชาชนทั่วไปก็ตอบได้ เช่น ประเด็นรวยไม่ไหวแล้ว ปากท้องเศรษฐกิจที่รับผิดชอบโดยกระทรวงพาณิชย์ของ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ วันนี้น้ำมันลดลง แต่ราคาสินค้าไม่ลด ท่านออกมาพูด แต่ทำไม่ได้สักเรื่อง เป็นจุดอ่อนอยู่แล้ว วันนี้ คุณศุภจี ในฐานะรมว.พาณิชย์ รับผิดชอบอย่างไร เงินของพี่น้องประชาชนชาวนา ที่รัฐบาลออกมาบอกว่า เงินหมด ชดเชยไม่ได้ ต้องชี้แจงให้ได้ว่า เงินเหล่านี้ถูกเอาไปใช้ตรงไหน รวมถึง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลังด้วย ต้องชี้แจงให้ได้ สิ่งที่รัฐบาลต้องเตรียมตัวหลังจากนี้คือฤดูผลไม้ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะในภาคใต้ ทั้งมังคุด ทุเรียน ปัญหาทุกวันนี้นำไปสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ทั้งหมด แต่จะอภิปรายประเด็นไหนบ้าง แต่ละพรรคร่วมฝ่ายค้านก็ต้องหารือกัน

แนะก.ย.-ต.ค.เหมาะสมอภิปรายรบ.

เมื่อถามว่า จะสามารถล้มรัฐบาลได้หรือไม่ นายชัยชนะ กล่าวว่า ตอบไม่ได้ การล้มรัฐบาลมี 2 ประเด็น คือกรณีร่าง พรบ.งบประมาณไม่ผ่านและกรณีรัฐบาลได้รับเสียงไม่ถึงกึ่งหนึ่งของการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ต้องดูว่าหลังจากฝ่ายค้านให้ข้อมูลและอภิปรายในสภาฯแล้ว ข้อมูลที่ประชาชนได้รับ ต้องดูว่าพรรครวมรัฐบาลฝ่ายไหนที่เห็นตรงกับเราและคิดว่าเป็นปัญหาจริงๆ

“ผมคิดว่าข้อมูลอภิปรายไม่ไว้วางใจในครั้งนี้ หากมีการไม่ไว้วางใจจริง เดือนกันยายนหรือเดือนตุลาคม ผมว่าสนุกแน่ และไม่ใช่เป็นละครในสภาแน่ นี่เป็นการทำหน้าที่ของฝ่ายค้านอย่างเข้มแข็งและเป็นการเปิดโปงข้อมูลในบางเรื่องที่ไม่ได้รับการเปิดโปงมาในสังคม” นายชัยชนะ กล่าว

กินน้ำมันตับปลาช่วยสมองดีขึ้น

“เอกนิติ ศุภจีเอ๋ย เจ้าจงทำงานเพื่อประเทศชาติ เจ้าอย่าจงทำงานเพื่อเสริมสร้างบารมีตนเอง นอกจากแก้ปัญหาให้ประชาชนไม่ได้แล้ว เจ้าจงกลับไปดูการบริหารในกระทรวงของเจ้า ทั้งสองท่าน ทราบข่าวว่าท่านมีปัญหาทั้ง 2 กระทรวง กับข้าราชการประจำ มีปัญหาด้านนโยบาย สุดท้ายแล้ว กินน้ำมันตับปลาเยอะๆ สมองจะได้ดี จะได้มีสมองในการบริหารประเทศชาติต่อไป” นายชัยชนะ กล่าว

นายกฯสั่งหน่วยงานเช็คหลุดได้ไง

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)โดยก่อนการประชุมผู้สื่อข่าวสอบถามกรณีที่มีข้อมูลส่วนตัวหลุดเป็นภาพถ่ายบัตรประชาชนของนายอนุทินใส่เสื้อสีส้มเป็นข้อมูลจริงหรือไม่นายอนุทินพยักหน้ายอมรับพร้อมกล่าวว่า“ตั้งนานแล้วนิ”เมื่อถามว่าได้สั่งการเรื่องนี้อย่างไรบ้าง นายอนุทิน กล่าวว่า หน่วยงานคงต้องไปดูว่ามันหลุดอย่างไร หลุดจริงหรือไม่ มันมีระบบป้องกันอะไรหรือไม่

ลั่นต้องป้องกันสูงสุด-รั่วไหลไม่ได้

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์อีกครั้งถึงกรณีข้อมูลส่วนตัวหลุดว่ายังไม่ได้รับรายงานในรายละเอียด แต่ได้แจ้งไปแล้วว่าทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎระเบียบ เรื่องการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งตามระเบียบหรือทีโออาร์ผู้ที่จะมาทำระบบนี้ได้มีการกำหนดไว้ชัดเจนอยู่แล้ว

ส่วนข้อสังเกตว่ามีการล็อกเป้าหมายที่บรรดารัฐมนตรี นายกฯย้ำว่าตนก็ไม่ได้มองว่ามีเป้าประสงค์แต่อย่างใดก็ต้องให้หน่วยงานที่รับผิดชอบข้อมูลส่วนบุคคลดำเนินการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเต็มที่ เนื่องจากผิดกฎหมาย เพราะคนที่รับผิดชอบปล่อยให้ข้อมูลรั่วไหลซึ่งเขาคงมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนในระดับกรมหรือระดับหน่วยงาน โดยเราก็บอกแล้วว่าจะรั่วไหลไม่ได้ เพราะเวลาเขามาขอทำระบบ เมื่อคณะรัฐมนตรีอนุมัติก็ต้องอนุมัติบนพื้นฐานว่ามีการป้องกันอย่างสูงสุดอยู่แล้ว

‘ไชยชนก’รู้ที่มามือปล่อยข้อมูลหลุด

นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)กล่าวถึงกรณีข้อมูลส่วนบุคคลของแกนนำรัฐบาลถูกเผยแพร่บนโลกอินเทอร์เน็ตว่า ขณะนี้การตรวจสอบมีความคืบหน้าไปมากขอให้รอทีมงานเป็นผู้ดำเนินการและแถลงรายละเอียด โดยสิ่งที่เกิดขึ้นมีพฤติกรรมที่น่าสนใจ

เมื่อถามว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบอะไรบ้าง นายไชยชนกกล่าวว่าเบื้องต้นไม่ใช่การแฮ็กข้อมูลโดยพบว่าเป็นIPเดียวมาจากสถานที่เดียวและมีการใช้แอ็กเคานต์ในการล็อกอิน 2 ครั้ง ยืนยันว่าเป็นจุดเดียว ซึ่งมีรายละเอียดที่น่าสนใจแต่ขอให้รอทีมงานตรวจสอบรายละเอียดให้ครบถ้วนก่อนเพื่อป้องกันไม่ให้ข้อมูลคลาดเคลื่อน ขณะนี้ได้มีการปิดระบบไปแล้ว จึงไม่ต้องกังวลว่าจะมีข้อมูลหลุดเพิ่มเติมจากช่องทางนี้

เชื่อฝีมือฝ่ายการเมืองแต่ไม่ฟันธง

เมื่อถามว่ากรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า ข้อมูลที่หลุดเกี่ยวข้องกับฝ่ายการเมือง นายไชยชนก กล่าวว่า ตนเชื่อว่าจากพฤติกรรมที่พบมีความเป็นไปได้สูง แต่ยังไม่สามารถฟันธงได้ ขอรอผลการตรวจสอบก่อน และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นผู้ชี้แจงรายละเอียด ส่วนภาพที่ปรากฏออกมาเป็นภาพของนายไชยชนกจริงหรือไม่ นายไชยชนกกล่าวว่า เป็นภาพเก่าจากบัตรประชาชนใบเดิม

‘สิริพงศ์’เผยพบ3IPต้องสงสัย 3แหล่ง

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม กล่าวถึงกรณีการรั่วไหลของข้อมูลจากกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคมว่าเราได้ตรวจพบ IP ต้องสงสัยจาก 3 แหล่งแอคเคานท์ ซึ่งใช้ข้อมูลอย่างผิดปกติในการสืบหา และพฤติกรรมในการสืบหาก็มีความผิดปกติด้วย กระทรวงคมนาคมจึงแจ้งไปยังสำนักงานตำรวจไซเบอร์ให้ดำเนินการในขั้นตอนต่อไป โดย IP ที่ผิดปกติมาจาก 3 แหล่ง คือ เทศกิจเขตบางกอกน้อย การทางพิเศษแห่งประเทศไทย และกองกำลังสิงหนาถ ซึ่งเราได้ระงับยูสเซอร์ของทั้ง 3 หน่วยงานเป็นการชั่วคราวแล้วสำหรับหน่วยงานต่างๆ ที่มาขอต่อข้อมูลกับกระทรวงคมนาคม และกรมการขนส่งทางบก ได้ให้รีเซตข้อมูลขอพาสเวิร์ดใหม่ เพื่อเป็นการล้างข้อมูลที่รั่วไหลออกไปก่อน เพราะขณะนี้ยังตอบไม่ได้ว่าคนที่เข้ามาเอาข้อมูลเป็นเจ้าของยูสเซอร์หรือเจ้าของพาสเวิร์ดตัวจริง หรือถูกแฮกไปแล้วถูกแอบอ้าง ส่วนชื่อขณะนี้มีครบหมดแล้ว ซึ่งส่งให้ตำรวจดำเนินการแล้ว

อย่ากังวลชี้นำไปทำธุรกรรมไม่ได้

นายสิริพงศ์กล่าวอีกว่าขอให้ความมั่นใจกับประชาชนว่า แม้ข้อมูลที่ถูกนำมาเผยแพร่เป็นข้อมูลส่วนบุคคล แต่เป็นข้อมูลพื้นฐานไม่สามารถนำไปทำธุรกรรมใดๆ ได้ การดำเนินการที่กรมการขนส่งทางบกเปิดโอกาสให้หน่วยงานต่างๆ เชื่อมต่อได้ ก็เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนเกี่ยวกับการดำเนินการในส่วนของกระทรวงคมนาคม แต่เมื่อถูกกลุ่มมิจฉาชีพลักลอบนำข้อมูลไปขายใน Dark Web เราบล็อกทุกช่องทางแล้ว ไม่สามารถเข้าไปดูได้ในช่องทางธรรมดา แต่สำหรับกลุ่มที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ Dark Web อาจจะยังเข้าดูได้อยู่ ซึ่งเรากำลังหาวิธีการในการป้องกันต่อไป

“ขอประชาชนไม่ต้องกังวล เพราะข้อมูลเหล่านี้ไม่สามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลในการโอนกรรมสิทธิ์ใดๆ ได้ ถ้าท่านไม่ได้มีการยืนยันตัวตน ย้ำว่า กระทรวงคมนาคมจะไม่มีการติดต่อท่าน ไม่มีการส่งลิงก์ใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นทางใดก็ตาม” รมช.คมนาคม กล่าว

ตัดเกณฑ์รถเก่า-คาดได้สิทธิ์เพิ่ม2-3ล้าน

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคมเปิดเผยถึงความคืบหน้าเกี่ยวกับเรื่องเกณฑ์การพิจารณาบัตรสวัสดิการแห่งรัฐว่ากรมการขนส่งทางบกได้ดำเนินการเตรียมระบบเพื่อแก้ปัญหาและอำนวยความสะดวกเรื่องเกณฑ์การพิจารณาบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเรียบร้อยแล้วโดยจะใช้มาตรการยกเว้นหรือ”เวฟให้อัตโนมัติ”สำหรับผู้ที่มีชื่อครอบครองรถยนต์ที่มีอายุการใช้งานเกิน 20ปี และรถจักรยานยนต์ที่มีอายุการใช้งานเกิน 15ปี ซึ่งจากฐานข้อมูลคาดว่าจะมีประชาชนที่เข้าข่ายได้รับการเวฟข้อมูลในส่วนนี้มากถึงประมาณ 1ล้านกว่าราย ทั้งนี้ กลางเดือนสิงหาคมนี้ กรมการขนส่งทางบกจะมีการบูรณาการรวบรวมข้อมูลทั้งหมดเพื่อส่งมอบให้กระทรวงการคลังนำไปพิจารณาสิทธิ์ก่อนในรอบแรกจากการลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงานเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาพบว่านับตั้งแต่มีการประชุมคณะรัฐมนตรี ได้มีประชาชนเดินทางมายื่นอุทธรณ์สิทธิ์ที่สำนักงานขนส่งเพิ่มเติมแล้วกว่า 200,000ราย โดยหน่วยงานได้รับเรื่องร้องทุกข์จากทุกช่องทางและเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาให้ทันทีในทุกเคสซึ่งคาดการณ์ว่าจากการดำเนินการในครั้งนี้ จะส่งผลให้มีผู้ผ่านเกณฑ์และได้รับสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 2-3 ล้านคน

คลังสรุปยอดคนยากจนจริง5.38ล้าน

ด้าน นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่าขณะนี้ไม่มีการเปิดให้สมัครรับสิทธิบัตรสวัสดิการปี 2569เพิ่มเติม เพราะมั่นใจว่ากระทรวงมหาดไทยและกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ได้สำรวจกลุ่มตกหล่นที่มีความยากจนจริงๆครบหมดแล้วในจำนวน 5.38 ล้านรายจากข้อมูลล่าสุด เมื่อวันที่ 4 ส.ค.69 ผู้ที่ยื่นขอทบทวนสิทธิ จำนวน 4.11 ล้านราย จากจำนวนผู้ที่ไม่ผ่านคุณสมบัติ 9.3 ล้านราย ยืนยันว่าการลงทะเบียนรอบนี้ถือเป็นการดำเนินการที่ครบถ้วนและสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยเจ้าหน้าที่ได้เข้าไปดูแลและอำนวยความสะดวกให้แม้กระทั่งกลุ่มผู้ป่วยติดเตียงและผู้ที่ไม่สามารถเดินทางมาลงทะเบียนด้วยตนเองได้ ทำให้มั่นใจได้ว่านโยบายนี้เข้าถึงประชาชนในทุกพื้นที่หมู่บ้านอย่างแท้จริงมั่นใจว่าไม่มีประชาชนกลุ่มใดที่ตกหล่นจากการลงทะเบียนในครั้งนี้ กระบวนการดำเนินงานที่ผ่านมาได้มีการลงพื้นที่เพื่อสำรวจและทำประชาคมในทุกหมู่บ้านอย่างทั่วถึง

สรุปข้อมูลรั่วต้นตอรหัสผ่านหลุด

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกสำนักนายกฯ เปิดเผยว่า นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เชิญสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) หน่วยงานด้านการสืบสวนสอบสวน หน่วยงานเจ้าของฐานข้อมูล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มาหารือและรับฟังรายงานความคืบหน้าการตรวจสอบกรณีการเผยแพร่ข้อมูลทะเบียนรถและข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนบนสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อประมวลข้อเท็จจริงและกำหนดมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำผลตรวจสอบพบว่า เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้เกิดจากการเจาะระบบหรือดึงฐานข้อมูลของหน่วยงานรัฐออกไปทั้งระบบ แต่เกิดจากการนำชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านที่รั่วไหลอยู่ก่อนแล้วมาเข้าสู่ระบบตามสิทธิการใช้งานปกติ ก่อนสืบค้นข้อมูลเป็นรายกรณี โดยขณะนี้พบผู้ถูกสืบค้นข้อมูลประมาณ 800 ราย และสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้จากข้อมูลการใช้งานในระบบ ทั้งนี้ นายภราดร ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งยกระดับมาตรการความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ โดยกำหนดให้ระบบที่จัดเก็บข้อมูลประชาชนใช้การยืนยันตัวตนแบบหลายชั้น(Multi-Factor Authentication) ครอบคลุมทั้งระบบใหม่และระบบเดิมพร้อมเร่งดำเนินการให้เห็นผลเป็นรูปธรรมภายใน 30 วัน รวมทั้งให้จัดทำระบบติดตามการใช้งาน (Audit Log) และติดตามหน่วยงานที่ได้รับการแจ้งเตือนเรื่องบัญชีผู้ใช้และรหัสผ่านรั่วไหลให้เร่งดำเนินการแก้ไข