ข่าวดี บัตรคนจน! รัฐตัดเกณฑ์ รถเก่า ทิ้งให้อัตโนมัติ ลุ้นได้สิทธิ์เพิ่ม 2-3 ล้านคน

ข่าวดี บัตรคนจน! รัฐตัดเกณฑ์ รถเก่า ทิ้งให้อัตโนมัติ ลุ้นได้สิทธิ์เพิ่ม 2-3 ล้านคน

ข่าวดี บัตรคนจน! รัฐตัดเกณฑ์ รถเก่า ทิ้งให้อัตโนมัติ ลุ้นได้สิทธิ์เพิ่ม 2-3 ล้านคน

วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.52 น.

สิริพงศ์ เผย ข่าวดี! รัฐตัดเกณฑ์ รถเก่า ทิ้งให้อัตโนมัติ ลุ้นคนได้สิทธิ์บัตรคนจนเพิ่ม 2-3 ล้านคน ขนส่งฯ เร่งส่งข้อมูลให้คลังกลาง ส.ค. นี้ หลังชาวบ้านแห่อุทธรณ์แล้วกว่า 2 แสนราย เผย มหาดไทยสั่งตั้งศูนย์ช่วยทุกอำเภอ กำชับผู้ใหญ่บ้านดูแลคนแก่-คนพิการถึงบ้าน การันตีไม่มีตกสำรวจ  

เมื่อวันที่ 5 ส.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า กรมการขนส่งทางบก ได้ดำเนินการเตรียมระบบเพื่อแก้ปัญหา และอำนวยความสะดวกเรื่องเกณฑ์การพิจารณาบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเรียบร้อยแล้ว โดยจะใช้มาตรการยกเว้นหรือ “เวฟให้อัตโนมัติ” สำหรับผู้ที่มีชื่อครอบครองรถยนต์ที่มีอายุการใช้งานเกิน 20 ปี และรถจักรยานยนต์ที่มีอายุการใช้งานเกิน 15 ปี ซึ่งจากฐานข้อมูลคาดว่าจะมีประชาชนที่เข้าข่ายได้รับการเวฟข้อมูลในส่วนนี้มากถึงประมาณ 1 ล้านกว่าราย

ทั้งนี้ ในช่วงกลางเดือนสิงหาคมนี้ กรมการขนส่งทางบกจะมีการบูรณาการรวบรวมข้อมูลทั้งหมดเพื่อส่งมอบให้กระทรวงการคลังนำไปพิจารณาสิทธิ์ก่อนในรอบแรก  จากการลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงานเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาพบว่า นับตั้งแต่มีการประชุมคณะรัฐมนตรี ได้มีประชาชนเดินทางมายื่นอุทธรณ์สิทธิ์ที่สำนักงานขนส่งเพิ่มเติมแล้วกว่า 200,000 ราย  โดยหน่วยงานได้รับเรื่องร้องทุกข์จากทุกช่องทางและเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาให้ทันทีในทุกเคส   ซึ่งคาดการณ์ว่าจากการดำเนินการในครั้งนี้ จะส่งผลให้มีผู้ผ่านเกณฑ์และได้รับสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 2-3 ล้านคน   

นอกจากการดำเนินงานของกระทรวงคมนาคมแล้ว เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในระดับพื้นที่ นายกรัฐมนตรีได้มีข้อสั่งการไปยังกระทรวงมหาดไทย ให้กรมการปกครองเปิดศูนย์ประสานงาน (One Stop Service) ขึ้นที่ว่าการอำเภอทุกแห่งทั่วประเทศ   พร้อมกันนี้ยังได้มีการประชุมวางแผนเพื่อให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เยี่ยมบ้านและดูแลกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ หรือผู้พิการที่ไม่สะดวกเดินทางมาดำเนินการด้วยตนเอง โดยประชาชนกลุ่มนี้สามารถรออยู่ที่บ้าน หรือแจ้งเรื่องความประสงค์ผ่านกำนันและผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ เพื่อให้ช่วยสื่อสารและประสานงานจัดคิวกับทางอำเภอได้โดยตรง ซึ่งแนวทางนี้จะช่วยลดความกังวลใจและเป็นหลักประกันว่าจะไม่มีชาวบ้านคนใดตกสำรวจจากการรับสิทธิ์ในครั้งนี้ 

เช็กรายชื่อ! ครม.มีมติแต่งตั้งข้าราชการหลายตำแหน่ง

เช็กรายชื่อ! ครม.มีมติแต่งตั้งข้าราชการหลายตำแหน่ง

เช็กรายชื่อ! ครม.มีมติแต่งตั้งข้าราชการหลายตำแหน่ง

วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.40 น.

5 สิงหาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติแต่งตั้ง ประจำวันอังคารที่ 5 สิงหาคม 2569 ดังนี้

เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงการต่างประเทศ)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงการต่างประเทศ ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 3 ราย เพื่อทดแทนตำแหน่งที่จะว่าง ตำแหน่งที่จะเกษียณอายุราชการ และสับเปลี่ยนหมุนเวียน ดังนี้

1. นายธานี แสงรัตน์ ตำแหน่ง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี ให้ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

2. นายเบญจมินทร์ สุกาญจนัจที ตำแหน่ง อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย ให้ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูต คณะผู้แทนถาวรประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส

3. นายทรงชัย ชัยปฏิยุทธ ตำแหน่ง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ คูเวต รัฐคูเวต ให้ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมสมสนธิสัญญาและกฎหมาย

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป และรองนายกรัฐมนตรี (นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภททบริหารระดับสูง (กระทรวงแรงงาน)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงแรงงาน ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 3 ราย เพื่อสับเปลี่ยนหมุนเวียน ดังนี้

1. นางสาวบุปผา เรืองสุด รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน

2. นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

3. นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมการจัดหางาน

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป และรองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (สำนักงาน ป.ย.ป.)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (สำนักงาน ป.ย.ป.) เสนอแต่งตั้ง พ.ต.อ.วทัญญู วิทยผโลทัย รองผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ย.ป. ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ย.ป. (นักบริหารระดับสูง) ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป และรองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงพาณิชย์)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงพาณิชย์ เสนอแต่งตั้ง นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ตำแหน่งอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงพาณิชย์ ข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป และรองนายกรัฐมนตรี (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ ประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เสนอแต่งตั้งข้าราชการประเภทบริหารระดับสูง เพื่อทดแทนผู้เกษียณอายุราชการ จำนวน 2 ราย ดังนี้

1. นายยงยุทธ นาควิโรจน์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่งอธิบดี (นักบริหาร ระดับสูง) กรมทรัพยากรธรณี แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหาร ระดับสูง) กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืช  (ทดแทนผู้เกษียณอายุราชการ)

2. นายชิดชนก สุขมงคล ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวง ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง (นักบริหาร ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทดแทนผู้เกษียณอายุราชการ)

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

เรื่อง แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสนอแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย ดังนี้

1. นายเบญจพล นาคประเสริฐ ประธานกรรมการ

2. นายศันสนะ สุริยะโยธิน กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ผู้แทนเกษตรกรชาวสวนยาง)

3. รองศาสตราจารย์วรสันฑ์ บูรณากาญจน์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ผู้แทนเกษตรกรชาวสวนยาง)

4. นายชุติวัต ชัยดรุณ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ผู้แทนเกษตรกรชาวสวนยาง)

5. นายนพชัย ภู่จิรเกษม กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ผู้แทนสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง)

6. นางรุ้งพร ภักดีพันดอน กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ผู้แทนสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง)

7. นายนวนิตย์ พลเคน กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ผู้แทนผู้ประกอบกิจการยาง ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านการค้า)

8. รองศาสตราจารย์วีริศ อัมระปาล กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ผู้แทนผู้ประกอบกิจการยาง ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านการผลิตอุตสาหกรรมยาง)

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 5 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป

นายกฯ ยังไม่รู้ ทอ.เตรียมเชิญขึ้นบิน F-16 ยัน ไม่ได้แสดงเขี้ยวเล็บ ไม่มีขอบินดูชายแดน

นายกฯ ยังไม่รู้ ทอ.เตรียมเชิญขึ้นบิน F-16 ยัน ไม่ได้แสดงเขี้ยวเล็บ ไม่มีขอบินดูชายแดน

นายกฯ ยังไม่รู้ ทอ.เตรียมเชิญขึ้นบิน F-16 ยัน ไม่ได้แสดงเขี้ยวเล็บ ไม่มีขอบินดูชายแดน

วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.40 น.

นายกฯ ยังไม่รู้ ทอ.เตรียมเชิญขึ้นบิน F-16 ชี้ ร่วมฟังบรรยายขีดความสามารถกองทัพ หลังรัฐบาลจ่ายงบกลางสนับสนุน ยัน ไม่ได้แสดงเขี้ยวเล็บ ไม่มีขอบินดูชายแดน ปัดตอบ อินโดฯ ต้อนรับยิ่งใหญ่เทียบ 3 อดีตนายกฯ พท.

เมื่อวันที่ 5 ส.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกำหนดการตรวจเยี่ยมกองบิน 1 จ.นครราชสีมา พร้อมทั้งขึ้นเครื่องบินร่วมบินกับเครื่องบินขับไล่ เอฟ-16 ในวันที่ 14 สิงหาคมนี้ว่า เป็นเรื่องที่กองทัพจะบรรยายสรุป (บรีฟ) เรื่องความมั่นคง การซ้อม และการเตรียมความพร้อม ซึ่งตอนนี้ตนยังไม่ทราบรายละเอียดว่าจะมีการขึ้นบินอะไรหรือไม่

ส่วนที่มีการเปิดเผยกำหนดการว่านายกรัฐมนตรีจะขึ้นบินเครื่องบินเอฟ-16 เพื่อสำรวจชายแดนไทย-กัมพูชา นายกรัฐมนตรีอุทานว่า “อุ๊ย มีแบบนั้นด้วยเหรอ” ขณะนี้ตนยังไม่ได้มีเวลาดูกำหนดการเลย แต่สารัตถะคือไปดูการเตรียมความพร้อมของกองทัพ เนื่องจากรัฐบาลได้อนุมัติงบกลางเพื่อการเตรียมความพร้อมและขีดความสามารถของกองทัพในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมา อีกทั้งฝ่ายกองทัพก็อยากให้ตนได้ไปเห็นว่า สิ่งที่รัฐบาลได้เห็นชอบไปทั้งเรื่องแนวทาง ยุทธวิธี และงบประมาณ ได้รับการนำไปปฏิบัติออกมามีรูปแบบอย่างไร จึงได้เชิญให้ตนไปรับฟังการบรรยาย

เมื่อถามว่าจะเป็นการแสดงแสนยานุภาพของรัฐบาลไทยให้อริราชศัตรูได้เห็นหรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ไม่ได้เป็นการแสดงอะไร เป็นเพียงการประชุมลับอยู่แล้ว

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า มีรายงานว่านายกรัฐมนตรีจะขึ้นเครื่องบินขับไล่ เอฟ-16 นายกรัฐมนตรีพร้อมขึ้นหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า หากเขาจัดมาแล้วไม่ผิดระเบียบ และมีความปลอดภัย ตนก็แล้วแต่กองทัพ เพราะตนคิดว่ากองทัพคงเห็นการสนับสนุนจากรัฐบาลอย่างเต็มที่เพื่อความมั่นคงของกองทัพในการปกป้องบ้านเมือง ซึ่งมองว่าเป็นเรื่องที่ดี ตนจะได้มีความมั่นใจเมื่อต้องไปเจรจากับผู้อื่น เพราะทุกวันนี้ไม่ได้เจรจาแค่เพียงคู่กรณี หากเรามีความพร้อมและรู้ว่าเราแข็งแกร่ง จะหารือหรือเจรจาในสิ่งที่เราต้องการได้มากที่สุด

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ หากไม่ผิดกฎหมายจะบินสำรวจรอบพื้นที่ชายแดนด้วย นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนไม่ขออะไรทั้งนั้น หลักสำคัญคือการไปประชุมรับทราบขีดความสามารถของกองทัพ ก่อนจะระบุว่า “ผมมีเครื่องบินของผมเอง”

เมื่อถามว่าการเดินทางเยือนประเทศอินโดนีเซีย ได้รับการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า “ก็ดีนะ”

เมื่อผู้สื่อข่าวถามต่อว่ายิ่งใหญ่เหมือนตอน 3 อดีตนายกรัฐมนตรี ที่มามาเยือนก่อนหน้านี้ หรือไม่  นายอนุทิน หัวเราะ โดยไม่ตอบคำถาม 

สีหศักดิ์ เผย วาระถก มิน อ่อง หล่าย ชู แก้สแกมเมอร์-ยาเสพติด-มลพิษแม่น้ำกก หนุนสันติภาพเมียนมา

สีหศักดิ์ เผย วาระถก มิน อ่อง หล่าย ชู แก้สแกมเมอร์-ยาเสพติด-มลพิษแม่น้ำกก หนุนสันติภาพเมียนมา

สีหศักดิ์ เผย วาระถก มิน อ่อง หล่าย ชู แก้สแกมเมอร์-ยาเสพติด-มลพิษแม่น้ำกก หนุนสันติภาพเมียนมา

วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.17 น.

สีหศักดิ์ เผย วาระถก มิน อ่อง หล่าย ชู แก้สแกมเมอร์-ยาเสพติด-มลพิษแม่น้ำกก หนุนสันติภาพเมียนมา ยินดี ICRC พบ ซูจี มองเป็นสัญญาณดีต่อบรรยากาศการเมือง

เมื่อวันที่ 5 ส.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การต่างประเทศ กล่าวถึงการเดินทางเยือนประเทศไทยของ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา ในวันที่ 6 ส.ค. จะมีการหารือในประเด็นใดบ้าง ว่า จะมี 2 ส่วน คือเรื่องของประเทศไทย กับเรื่องของเมียนมา ที่เป็นทวิภาคี คือเรื่องชายแดน เราอยากให้ชายแดนปลอดจากการสู้รบ อยากให้มีความร่วมมือเรื่องการปราบปราม ขบวนการสแกมเมอร์ ยาเสพติด ที่สําคัญจะมีการลงนามในทีโออาร์เพื่อตั้งคณะทํางานร่วมกันในการดูแลมลพิษ ในแม่น้ำชายแดน โดยเฉพาะแม่น้ำกก ซึ่งเป็นเรื่องสําคัญ และอีกอย่างคือการฟื้นฟูการค้าชายแดน ซึ่งภาคเอกชนให้ความสําคัญ 

เมื่อถามถึง สถานการณ์ในเมียนมา นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า เราอยากให้เขาเดินหน้ากระบวนการสันติภาพ การพูดคุยกับชนกลุ่มน้อย หากมีตรงไหนที่ไทยพร้อมจะช่วยให้อํานวยความสะดวก เราก็ยินดี อีกประเด็นหนึ่ง เราก็ดีใจที่เริ่มเห็นความคืบหน้า การที่เมียนมาให้ทางคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (International Committee of the Red Cross – ICRC) (ไอซีอาร์ซี) เข้าไปพบปะกับนางอองซาน ซูจี ทําให้ประชาคมโลกมีความสบายใจว่านางอองซาน ซูจี อดีตที่ปรึกษาแห่งรัฐและผู้นำรัฐบาลพลเรือน ได้รับการดูแลและมีสุขภาพที่ดี และหวังว่าวันหนึ่งเขาจะปล่อยตัว แต่นี่ก็เป็นเรื่องของเมียนมา ซึ่งจะเป็นสิ่งที่ดีในการสร้างบรรยากาศทางการเมืองภายในประเทศของเขา 

เปิดประวัติ พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ คนใหม่

เปิดประวัติ พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ คนใหม่

เปิดประวัติ พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ คนใหม่

วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.16 น.

5 สิงหาคม 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติการเสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงพาณิชย์ ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง เพื่อทดแทนผู้ดำรงตำแหน่งที่จะเกษียณอายุราชการ ในตำแหน่งปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยได้แต่งตั้งนายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เป็นปลัดกระทรวงพาณิชย์คนใหม่ แทนนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์คนปัจจุบัน ที่จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 ก.ย. 2569 ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

ทั้งนี้ นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และตำแหน่งสำคัญในอดีต เคยดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และผ่านงานสำนักงานพาณิชย์จังหวัดชลบุรี ปทุมธานี ประจวบคีรีขันธ์ และสมุทรสาคร รวมกว่า 18 ปี

นายพูนพงษ์ เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการนำเสนอโครงการเพื่อช่วยเหลือประชาชนในช่วงวิกฤตทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของการลดค่าครองชีพให้กับประชาชน ด้วยการผลักดันโครงการไทยช่วยไทย เพื่อลดราคาสินค้าที่มีความจำเป็นต่อการบริโภคของประชาชน จนแนวคิดดังกล่าวถูกนำไปต่อยอดเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายหลักของรัฐบาล 

นอกจากนี้ ยังได้จัดการกับปัญหานอมินีที่สะสมกันมาเนิ่นนาน ทั้งการวางระบบป้องกันการจดทะเบียนนิติบุคคลนอมินีการปราบปรามร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จนมีผลงานเป็นที่ประจักษ์

กระทรวงพาณิชย์ เชื่อมั่นว่า การแต่งตั้งปลัดกระทรวงคนใหม่ในครั้งนี้จะก่อให้เกิดความต่อเนื่องในการบริหารราชการ และผลักดันภารกิจของกระทรวงให้เกิดผลเป็นรูปธรรม สร้างประโยชน์ต่อประชาชน ภาคธุรกิจ และเศรษฐกิจของประเทศโดยรวมต่อไป

ครม.ไฟเขียว ตั้งบอร์ดพัฒนาภาคใต้ รื้อแผนแม่บทใหม่ ไม่ผูกติดแค่แลนด์บริดจ์

ครม.ไฟเขียว ตั้งบอร์ดพัฒนาภาคใต้ รื้อแผนแม่บทใหม่ ไม่ผูกติดแค่แลนด์บริดจ์

ครม.ไฟเขียว ตั้งบอร์ดพัฒนาภาคใต้ รื้อแผนแม่บทใหม่ ไม่ผูกติดแค่แลนด์บริดจ์

วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.14 น.

ครม.ไฟเขียว ตั้ง”บอร์ดพัฒนาภาคใต้” รื้อแผนแม่บทใหม่ ไม่ผูกติดแค่แลนด์บริดจ์ ชูประชาชนเป็นศาลตั้งต้น ชี้ขาดทิศทางเมกะโปรเจกต์-จุดสร้างท่าเรือคมนาคมดันเป้าศึกษาจบใน 1 ปี เตรียมถกนัดแรก ครม.สัญจร สงขลา

5 สิงหาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอเรื่องการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (แลนด์บริดจ์) โดย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม เห็นชอบให้แต่งตั้งคณะกรรมการจัดทำแผนแม่บทพัฒนาภาคใต้ และมอบหมายให้ตนเองเป็นประธาน โดยคณะกรรมการชุดนี้จัดตั้งขึ้นเพื่อศึกษาและกำหนดทิศทางการพัฒนาภาคใต้ใหม่ทั้งหมด ว่าควรจะพัฒนาไปในทิศทางใดและใช้รูปแบบการคมนาคมขนส่งใดบ้าง โดยจะไม่มุ่งเน้นหรือพูดถึงแค่โครงการแลนด์บริดจ์เพียงอย่างเดียว แต่จะมองในภาพรวมระดับภูมิภาค ซึ่งครอบคลุมไปถึงเรื่องท่าเรือน้ำลึกฝั่งตะวันตก เช่น ท่าเรือระนอง และโครงข่ายที่ยังขาดอยู่ (Missing Link) ซึ่งจะเชื่อมโยงการเดินทางจากภาคเหนือและภาคอีสานลงสู่ภาคใต้ นอกจากนี้ กระทรวงคมนาคมยังได้เสนอ ครม.ขอถอนเรื่องที่เคยขอให้มีการทำรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ออกมาก่อน เพื่อที่โครงการต่างๆ จะได้ไม่ต้องถูกพิจารณาภายใต้เงื่อนไขเดิมอีกต่อไป

สำหรับการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ต่างๆ รวมถึงโครงการแลนด์บริดจ์ จะเกิดขึ้นหรือไม่นั้น ศาลตั้งต้นของทุกโครงการนับจากนี้จะต้องเริ่มต้นจากการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในพื้นที่เป็นหลัก ภาครัฐจะทำหน้าที่ให้ข้อมูลด้านเศรษฐกิจภาพรวม และให้ประชาชนในพื้นที่เป็นผู้ตัดสินใจ เช่น หากเห็นพ้องว่าควรมีท่าเรือน้ำลึก ก็ต้องให้ประชาชนช่วยกำหนดว่าควรตั้งอยู่จุดใด เพื่อไม่ให้กระทบต่อป่าชายเลนหรือพื้นที่มรดกโลก

“การพัฒนาภาคใต้ไม่สามารถใช้รูปแบบเดียวกับเขตพัฒนาพิเศาภาคตะวันออกหรือีอีซีได้ เนื่องจากสภาพภูมิประเทศแตกต่างกัน และพื้นที่ภาคใต้ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ ส.ป.ก. ดังนั้นการพัฒนาอุตสาหกรรมจึงอาจจะต้องปรับให้สอดคล้องกับภาคการเกษตรด้วย”

นายสิริพงศ์ กล่าวว่า องค์ประกอบของคณะกรรมการชุดนี้ จะประกอบไปด้วยผู้แทนจากหลายหน่วยงาน ได้แก่ กระทรวงคมนาคม, กระทรวงมหาดไทย, สภาพัฒน์ฯ, ตัวแทนสภาหอการค้าทั้งฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน, ตัวแทนกลุ่ม SEC Watch โดยมี สส.ในพื้นที่เป็นที่ปรึกษา และมีสำนักงานนโยบายและแผนเป็นเลขานุกา เป้าหมายสำคัญของการทำงานคือต้องการให้การศึกษาและจัดทำแผนจบภายใน 1 ปี เพื่อให้อยู่ในกรอบวาระของรัฐบาลชุดนี้ ป้องกันไม่ให้โครงการค้างคาหรือต้องไปเริ่มต้นใหม่หากมีการเปลี่ยนรัฐบาล โดยตั้งใจจะเริ่มประชุมนัดแรกในช่วงการประชุม ครม.สัญจร ที่จังหวัดสงขลา

สำหรับผลการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ของคณะกรรมการที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรับมนตรีและรมว.คลัง เป็นประธาน ที่ชี้ผลการศึกษาว่าการทำโครงการแลนด์บริดจ์ไม่คุ้มค่า แม้จะยังไม่เสนอเข้า ครม. แต่คณะกรรมการชุดใหม่ก็จะนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการประกอบการพิจารณาด้วย ทั้งนี้ จะเดินหน้าหรือพับโครงการแลนด์บริดจ์นั้น ปัจจุบันยังไม่สามารถให้คำตอบที่ฟันธงได้ เพราะท้ายที่สุดการตัดสินใจจะต้องผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการและการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่

ทบ.แจงปมภาพบังเกอร์ชายแดนตราด ยันเป็นแผนเสริมฐานที่มั่นทางยุทธวิธี เตือนอย่าด่วนสรุปข้อมูล ทำสังคมเข้าใจคลาดเคลื่อน

ทบ.แจงปมภาพบังเกอร์ชายแดนตราด ยันเป็นแผนเสริมฐานที่มั่นทางยุทธวิธี เตือนอย่าด่วนสรุปข้อมูล ทำสังคมเข้าใจคลาดเคลื่อน

ทบ.แจงปมภาพบังเกอร์ชายแดนตราด ยันเป็นแผนเสริมฐานที่มั่นทางยุทธวิธี เตือนอย่าด่วนสรุปข้อมูล ทำสังคมเข้าใจคลาดเคลื่อน

วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 13.33 น.

ทบ.แจงปมภาพบังเกอร์ชายแดนตราด ชี้เป็นส่วนหนึ่งของการเสริมฐานที่มั่นทางยุทธวิธี ย้ำอย่าด่วนสรุปงบสร้างบังเกอร์ หวั่นสังคมเข้าใจคลาดเคลื่อน วอนใช้กลไกตรวจสอบรัฐสภาก่อนเผยแพร่สู่สาธารณะ

5 สิงหาคม 2569 ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงกรณีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแถลงข่าวพร้อมนำภาพบังเกอร์ของทหารมาเผยแพร่ต่อสาธารณะ โดยขอชี้แจงข้อเท็จจริงในหลายประเด็น ดังนี้

พล.ต.วินธัย กล่าวว่า จากการตรวจสอบในเบื้องต้นพบว่า ภาพดังกล่าวเป็นบังเกอร์ในพื้นที่ชายแดนด้านจังหวัดตราด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาและปรับปรุงฐานที่มั่นทางยุทธวิธี เพื่อเสริมความมั่นคงของพื้นที่วางกำลังในลักษณะเร่งด่วน โดยได้ดำเนินการก่อนเกิดการปะทะรอบที่ 2 ครอบคลุมทั้งการจัดทำเครื่องกีดขวาง ศูนย์สื่อสาร และองค์ประกอบต่างๆ ที่จำเป็นต่อการดำรงชีพและความอยู่รอดของกำลังพลในสนามรบ ซึ่งเป็นหลักการทางยุทธวิธีที่ทุกเหล่าทัพยึดถือในการปฏิบัติ

สำหรับประเด็นงบประมาณนั้น โฆษกกองทัพบก ระบุว่า จากข้อมูลที่ได้รับในเบื้องต้น เข้าใจว่าเป็นงบประมาณที่ใช้สำหรับการพัฒนาและเสริมความพร้อมของฐานที่มั่นโดยรวม มิใช่งบประมาณที่จัดสรรเพื่อก่อสร้างบังเกอร์หรือหลุมบุคคลเพียงอย่างเดียว ดังนั้น การนำเสนอข้อมูลที่ระบุว่าเป็นงบประมาณสำหรับสร้างบังเกอร์โดยเฉพาะ อาจทำให้สังคมเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงได้

พล.ต.วินธัย กล่าวต่อว่า กรณีดังกล่าวควรมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อน เพื่อให้เป็นไปตามขั้นตอนและกลไกของระบบราชการที่มีอยู่ และเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วนในฐานะที่เป็นหน่วยงานตามกลไกของรัฐสภา ก่อนจะนำข้อมูลไปสื่อสารต่อสาธารณะ เพราะหากยังไม่ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน อาจทำให้สังคมเกิดความเข้าใจผิดต่อหน่วยงานได้

นอกจากนี้ จากการติดตามการนำเสนอข่าวดังกล่าว พบว่ามีประชาชนจำนวนมากร่วมแสดงความคิดเห็นในลักษณะตำหนิและต่อว่าหน่วยงาน โดยเฉพาะหลายความเห็นมีการใช้ถ้อยคำรุนแรงในลักษณะหมิ่นประมาทต่อทั้งบุคคลและหน่วยงาน

โฆษกกองทัพบก กล่าวอีกว่า การแสดงออกถึงความห่วงใยต่อความปลอดภัยของพี่น้องทหารผู้ปฏิบัติหน้าที่ย่อมเป็นสิ่งที่ดี แต่ในอีกด้านหนึ่ง การแสดงออกบางลักษณะ โดยเฉพาะการด่วนสรุปโดยไม่สอบถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ชัดเจนก่อน อาจทำให้คนส่วนใหญ่เข้าใจไปในลักษณะเหมือนจ้องที่จะประจานหน่วยงานมากกว่า ซึ่งอาจดูเหมือนหวังดีแต่ประสงค์ร้าย

พล.ต.วินธัย กล่าวยืนยันว่า กองทัพบกเข้าใจและเคารพต่อความห่วงใยของประชาชนที่มีต่อความปลอดภัยของกำลังพล ซึ่งถือเป็นเรื่องที่กองทัพให้ความสำคัญสูงสุด พร้อมรับฟังทุกข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ และหวังว่าทุกฝ่ายจะร่วมกันใช้กลไกที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพ เพื่อให้การตรวจสอบนำไปสู่การแก้ไขและการพัฒนาร่วมกัน

อย่างไรก็ตาม โฆษกกองทัพบก ระบุว่า คณะกรรมาธิการการทหารเป็นกลไกของรัฐสภาที่มีกระบวนการตรวจสอบที่ชัดเจน หากได้รับเรื่องร้องเรียนหรือพบประเด็นที่ควรตรวจสอบ ควรดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนด โดยมีการประชุมพิจารณา รับฟังข้อมูลจากทุกฝ่าย และตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน ก่อนจะมีข้อสรุปและสื่อสารต่อสาธารณะ เพื่อให้ข้อมูลที่นำเสนอมีความครบถ้วน ถูกต้อง และเป็นไปตามหลักการตรวจสอบของรัฐสภา

ปอกเปลือกพรรคส้ม มองดาวคนละดวง หรือเหยียบเรือสองแคม

ปอกเปลือกพรรคส้ม มองดาวคนละดวง หรือเหยียบเรือสองแคม

ปอกเปลือกพรรคส้ม มองดาวคนละดวง หรือเหยียบเรือสองแคม

วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 13.24 น.

“ปิยบุตร แสงกนกกุล” โพสต์ในเฟซบุ๊กเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา กระทุ้งพรรค “กองหน้า” หรือถ้าให้พูดกันตรงๆ ก็หมายความเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ นอกจาก “พรรคส้ม” หรือ พรรคประชาชน อันต่อสายมาจากพรรคอนาคตใหม่ และก้าวไกล กระทำภารกิจ “ทำให้คนจำนวนมหาศาลที่เชื่อว่าต้องเปลี่ยน เชื่อต่อไปว่ามีโอกาสเปลี่ยน และโอกาสนั้นใกล้เข้ามาแล้ว”

“ปิยบุตร” ถามว่า … ณ เวลานี้ พรรคได้ทำภารกิจนี้แล้วหรือยัง?

“ปิยบุตร” เสนออีกว่า “พรรคต้องปลุกเร้าทางความคิดต่อไปให้คนเห็นว่า มีโอกาส มีความเป็นไปได้ที่การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น และจะเกิดขึ้นในไม่ช้านี้”

แม้ในส่วนของรูปธรรมระยะใกล้ “ปิยบุตร” จะเสนอแค่ ให้พรรครณรงค์ “ต้องเปลี่ยน” โดยการวาดภาพให้คนเห็นว่า “เปลี่ยนแล้วจะได้อะไรมาแทนที่สิ่งเก่า” กับ เร่งทำรัฐธรรมนูญใหม่

กระนั้นทั้งภาษาและข้อเสนอระยะไกล ล้วนชี้ให้เห็นว่าต้องการให้พรรคส้ม หวนกลับไปยึดมั่นในอุดมการณ์แบบซ้ายจัด อันเป็นมวลสารเริ่มต้นของพรรคอนาคตใหม่ ต้นธารของพรรคประชาชนในปัจจุบัน

แต่ปรากฏว่าวันถัดมา “ศิริกัญญา ตันสกุล” รองหัวหน้าพรรคประชาชน กลับแสดงท่าทีทางการเมืองที่เปิดโอกาสพูดคุยกับ “พรรคต่างขั้ว” หากจะมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล

โดยเมื่อถูกนักข่าวต้อนว่า “แดงกับเขียวรวมกันยังไม่ได้เสียงเพียงพอ ตามสมการต้องเอาพรรคส้มมารวมด้วย” ศิริกัญญา ตอบว่า “ก็จริงอย่างที่ถามเลย ถ้าเฉพาะแดงกับเขียวก็อาจจะไม่มีผล อาจเป็นไปได้สองทาง ว่าเขียวกับแดงอาจจะเจรจาให้ได้ร่วมรัฐบาลหรือไม่ หรือจะเจรจาเพื่อตั้งรัฐบาลใหม่ อย่างไรก็ตามคงต้องมาคุยกับฝั่งเราด้วยเหมือนกัน ไม่เช่นนั้นสมการทางการเมืองอาจจะไม่ครบถ้วน”

นักข่าวต้อนต่อว่า พรรคประชาชนไม่ติดอะไรใช่หรือไม่ “ศิริกัญญา” ตอบว่า “เรื่องพวกนี้ก็สามารถพูดคุยกันได้”

ข้อเสนอของ “ปิยบุตร” กับคำสัมภาษณ์ของ “ศิริกัญญา” ในช่วงเวลาที่ไล่เลี่ยกัน สะท้อนถึง “ความย้อนแย้งทางการเมือง” ที่พรรคส้มกำลังเผชิญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

การกระทุ้งให้พรรคส้ม หวนกลับไปสู่อุดมการณ์รากเหง้าซ้ายจัด มีการแสดงออกผ่าน “ปิยบุตร” บ่อยครั้ง และมีกระแสตอบรับจาก “มวลชน” จำนวนมาก แต่ไม่เคยมีการสนองตอบจากฝ่ายบริหารพรรคในปัจจุบัน

ขณะที่ฝ่ายบริหารพรรคส้ม ภายใต้การนำของ “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” ดูเหมือนจะวางเป้าหมาย หาพันธมิตรเพื่อเข้าสู่อำนาจบริหาร โดยรูปธรรมผ่านคำพูดของ “ศิริกัญญา” ล่าสุด

จึงนำมาสู่คำถามว่า “พรรคส้ม” กำลังมองดาวคนละดวง หรือแค่กลยุทธ์เดินสองขา เหยียบเรือสองแคม เพื่อรักษาฐานมวลชนจากทั้งสองแนวคิดเท่านั้น

ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

สธ.โต้ หมอสุภัทร ปมใช้งบจัดกิจกรรมพีอาร์จน รพ.ขาดทุน รับกังวลเคลื่อนไหวมีนัยแอบแฝง จี้เคลียร์ตัวเองด้วย

สธ.โต้ หมอสุภัทร ปมใช้งบจัดกิจกรรมพีอาร์จน รพ.ขาดทุน รับกังวลเคลื่อนไหวมีนัยแอบแฝง จี้เคลียร์ตัวเองด้วย

สธ.โต้ หมอสุภัทร ปมใช้งบจัดกิจกรรมพีอาร์จน รพ.ขาดทุน รับกังวลเคลื่อนไหวมีนัยแอบแฝง จี้เคลียร์ตัวเองด้วย

วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 12.55 น.

“สธ.”โต้”หมอสุภัทร” ปมใช้งบจัดกิจกรรมพีอาร์จน รพ.ขาดทุน ย้ำโปร่งใส พร้อมให้ตรวจสอบข้อมูล-หลักฐาน รับกังวลเคลื่อนไหวมีนัยแอบแฝง เบี่ยงความสนใจปมบริหาร รพ.จะนะ-ซื้อ ATK ที่แบ่งจัดซื้อจัดจ้าง จี้เคลียร์ตัวเองด้วย

5 สิงหาคม 2569 จากกรณี นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ อดีตประธานชมรมแพทย์ชนบท และอดีตผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน เขต 2 สงขลา ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลวิจารณ์กระทรวงสาธารณสุข ว่า ใช้งบประมาณและเงินนอกงบประมาณ หรือเงินบำรุงโรงพยาบาล ไปกับการจัดกิจกรรมโฆษณาประชาสัมพันธ์ จนทำให้โรงพยาบาลขาดทุนนั้น

แหล่งข่าวจากกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า กรณี นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ออกมาเคลื่อนไหว ในประเด็นการบริหารงานด้านสาธารณสุขนั้น ขอยืนยันว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นการกล่าวอ้างที่เกินความจริง เพราะโดยกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง มีอำนาจหน้าที่ของแต่ละโรงพยาบาลตามขั้นตอนปกติและถูกต้องตามกฎหมาย โดยส่วนกลางไม่ได้ลงไปล้วงลูกหรือสั่งการแต่อย่างใด

ส่วนการจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ต่างๆ เป็นไปเพื่อการขับเคลื่อนนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง โดยเฉพาะการส่งเสริมนโยบายดิจิทัล เช่น การนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบ “หมอพร้อม” มาใช้รวบรวมข้อมูลสุขภาพขนาดใหญ่ (Big Data) เพื่อคืนข้อมูลให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ ซึ่งจะช่วยลดภาระงานของบุคลากร และลดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลในระยะยาว

แต่อย่างไรก็ตามหากในประเด็นต่างๆ ที่ยังมีความเคลือบแคลงสงสัยก็ยินดีที่จะให้ตรวจสอบหลักฐานต่างๆ ในเรื่องของความโปร่งใส เพื่อให้กระจ่างชัดต่อสังคมต่อไป

แหล่งข่าว ยังมองว่า ข้อสงสัย ต่างๆ ที่เกิดขึ้นของ นพ.สุภัทร ก็มีสิทธิ์ที่จะยื่นหนังสือให้ตรวจสอบได้ แต่มองว่าการแสดงออกของ นพ.สุภัทร มีนัยทางการเมืองแอบแฝง เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจในความโปร่งใสของ นพ.สุภัทร สมัยยังดำรงตำแหน่ง ผอ.รพ. จะนะ  หรือไม่ ทั้งการบริหารจัดการในรพ.และผลการดำเนินงานที่ขาดทุนมาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งศักยภาพการพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์ เมื่อเทียบกับรพ.ระดับเดียวกัน เช่น รพ.ลำปลายมาศ

นอกจากนี้ ยังมีกรณีการจัดซื้อชุดตรวจ ATK ในอดีตที่แบ่งจัดซื้อจัดจ้างหรือไม่ หรือแค่ต้องการแก้แค้นส่วนตัวต่อพรรคภูมิใจไทย ปมถูกกระทรวงสาธารณสุขตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรง จากกรณีการจัดซื้อชุดตรวจโควิด-19 (ATK) และการแก้ไขสัญญาก่อสร้าง สมัยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ จ.สงขลา ในช่วงปฏิบัติการ “แพทย์ชนบทบุกกรุง” ปี 2564 นอกจากนี้ยังพบข้อพิรุธถึงการตั้งคณะกรรมการสอบสวนของชมรมแพทย์ชนบท ที่ยังไม่มีการประกาศความคืบหน้า และยังไม่มีการแต่งตั้งประธานชมรมแพทย์ชนบทคนใหม่ หรือมันเกิดอะไรขึ้น

ขณะเดียวกัน ในเส้นทางวิชาชีพของตัว นพ.สุภัทรเอง ก็ถูกตั้งคำถาม และถูกตรวจสอบในเรื่องความโปร่งใส อย่างเมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ผอ.รพ.จะนะ ทั้งเรื่องการบริหารจัดการในรพ.และผลการดำเนินงานที่ขาดทุนมาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งศักยภาพการพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์ เมื่อเทียบกับรพ.ระดับเดียวกัน เช่น รพ.ลำปลายมาศ นอกจากนี้ ยังมีกรณีการจัดซื้อชุดตรวจ ATK ในอดีตที่แพงกว่า 3 เท่าตัวหรือไม่ โดยเฉพาะการถูกกระทรวงสาธารณสุขตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรง จากกรณีการจัดซื้อชุดตรวจโควิด-19 (ATK) และการแก้ไขสัญญาก่อสร้าง สมัยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ จ.สงขลา ในช่วงปฏิบัติการ “แพทย์ชนบทบุกกรุง” ปี 2564 ซึ่งอาจทำให้ถูกมองว่ามีความคับแค้นใจส่วนตัวกับรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข

นอกจากนี้ สมัยดำรงตำแหน่งดังกล่าวยังพบข้อพิรุธถึงการตั้งคณะกรรมการสอบสวนของชมรมแพทย์ชนบท ที่ยังไม่มีการประกาศความคืบหน้า และยังไม่มีการแต่งตั้งประธานชมรมแพทย์ชนบทคนใหม่ ซึ่งสังคมกำลังตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้น ซึ่งจะเห็นได้ว่า สมัยดำรงตำแหน่ง ผอ.รพ.จะนะ มีสารพัดข้อกล่าวหาที่วันนี้สังคมยังไม่ได้รับคำตอบ ในขณะเดียวกัน เมื่อถูกตรวจสอบก็ป่าวประกาศว่าถูกกลั่นแกล้ง จนบางครั้งชวนให้ตั้งคำถามว่าใครกันแน่ที่ไม่ต้องการแสดงความโปร่งใส ใครกันแน่ที่พยายามหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ และใครกันแน่ที่ไม่ยอมรับกับกระบวนการยุติธรรม ดังนั้น มองว่า ข้อสังสัย ต่างๆ ที่เกิดขึ้นของนพ.สุภัทร ก็มีสิทธิ์ที่จะยื่นหนังสือให้ตรวจสอบได้ แต่อย่างไรก็ดี มีหลายครั้งที่การแสดงออกของนพ.สุภัทรถูกตั้งข้อสงสัยว่า มีนัยทางการเมืองแอบแฝงหรือไม่ และการเคลื่อนไหวแต่ละครั้ง กำลังเคลื่อนไหวในฐานะอะไร หากเป็นโดยสุจริตใจ ต้องการความโปร่งใสนั้นถือเป็นเรื่องที่สุจริตชนพึงกระทำ หากแต่ต้องไม่ลืมว่า หมวกอีกใบของ นพ.สุภัทร คือ ผู้สมัคร สส.สงขลา ของพรรคประชาชน ซึ่งลงแข่งขันกับผู้สมัคร สส.อื่นๆ จากพรรคการเมืองอื่นด้วย ซึ่งวันนี้ นพ.สุภัทร ไม่ใช่แค่นายแพทย์ธรรมดา แต่เป็นนักการเมืองเต็มตัว ผ่านการลงสมัครรับเลือกตั้ง ขณะที่ต้นสังกัดก็เป็นพรรคฝ่ายค้านอยู่ในขณะนี้ อาจทำให้ถูกมองได้ว่าหวังประโยชน์ทางการเมือง หรือต้องการดิสเครดิตรัฐบาล ซึ่งเป็นหมวกอีกใบที่ นพ.สุภัทรไม่สามารถแยกออกได้ อาจทำให้ถูกตั้งข้อสังเกตว่า มีความคับแค้นใจส่วนตัว หรืออคติส่วนตัว ในการตรวจสอบเรื่องนี้ ซึ่งความจริงแล้วผู้ที่จะตรวจสอบผู้อื่นเองจะต้องเป็นผู้ที่มีความสุจริตเป็นที่ประจักษ์ ไม่มีมลทิน ไม่มีความเคลือบแคลงสงสัยจากสังคม

อนุทิน ย้ำทำตามกฎหมาย ปม หมอสรณ ยังนั่งประชุม กสทช. ลั่นทุกขั้นตอนเป็นไปตามกฎหมาย

อนุทิน ย้ำทำตามกฎหมาย ปม หมอสรณ ยังนั่งประชุม กสทช. ลั่นทุกขั้นตอนเป็นไปตามกฎหมาย

อนุทิน ย้ำทำตามกฎหมาย ปม หมอสรณ ยังนั่งประชุม กสทช. ลั่นทุกขั้นตอนเป็นไปตามกฎหมาย

วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 12.42 น.

5 สิงหาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีการประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ที่ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช.ยังคงยืนยันที่จะเข้าร่วมประชุมอยู่ ว่า เรื่องการประชุมบอร์ด กสทช.ก็เป็นของ กสทช. แต่ตนยังคงยืนยันจะทำตามกฎหมายทุกอย่าง ส่วนจะยังรอที่ประชุมวุฒิสภาเห็นชอบก่อนหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนทำตามกฎหมายทุกอย่าง ไม่มีผิดอยู่แล้ว

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า นายกฯ เตรียมนำเรื่องขึ้นทูลเกล้าฯ แล้วหรือไม่ ภายหลังชื่อ นพ.สรณ มีมติจากคณะกรรมการฯ ขาดคุณสมบัติพ้นจากตำแหน่งประธาน กสทช. นายกรัฐมนตรี ตอบเพียงแค่ว่า ผมจะทำตามกฎหมายทุกอย่าง