เลขาฯ ครม.เผยเตรียมจัด ครม.สัญจร ปลาย ส.ค.นี้ ที่หาดใหญ่ หลังเลื่อนจากกำหนดเดิม

เลขาฯ ครม.เผยเตรียมจัด ครม.สัญจร ปลาย ส.ค.นี้ ที่หาดใหญ่ หลังเลื่อนจากกำหนดเดิม

เลขาฯ ครม.เผยเตรียมจัด ครม.สัญจร ปลาย ส.ค.นี้ ที่หาดใหญ่ หลังเลื่อนจากกำหนดเดิม

วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 10.29 น.

5 สิงหาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นางณัฐฏ์จารีย์ อนันต์ศิลป์ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี (ครม.) กล่าวถึงความคืบหน้าการจัดประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ที่เลื่อนจากกำหนดเดิม ในวันที่ 8 – 9 มิ.ย.ที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ว่า จะจัดขึ้นในช่วงปลายเดือน ส.ค.ที่ จ.สงขลา ซึ่งอาจเป็นไปได้ในช่วงวันที่ 31 ส.ค.นี้ ขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือกับเลขาธิการสภาการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อกำหนดวาระการประชุมที่จะเกี่ยวข้องกับการทำประโยชน์ในพื้นที่

เอกชัย ร่างกายซูบผอม! แอดมิท รพ.ราชทัณฑ์ ตรวจชิ้นเนื้อที่หัว-ช่องท้อง เฝ้าระวังโรคร้าย

เอกชัย ร่างกายซูบผอม! แอดมิท รพ.ราชทัณฑ์ ตรวจชิ้นเนื้อที่หัว-ช่องท้อง เฝ้าระวังโรคร้าย

เอกชัย ร่างกายซูบผอม! แอดมิท รพ.ราชทัณฑ์ ตรวจชิ้นเนื้อที่หัว-ช่องท้อง เฝ้าระวังโรคร้าย

วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 09.32 น.

5 สิงหาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน” โพสต์ข้อความระบุว่า ท่ามกลางปัญหาสุขภาพรุมเร้า : “เอกชัย” ถูกนำตัวแอดมิท รพ.ราชทัณฑ์ เพื่อตรวจชิ้นเนื้อที่หัว – ช่องท้อง

วันที่ 4 ส.ค. 2569 ที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ ทนายความเข้าเยี่ยม “เอกชัย หงส์กังวาน” นักกิจกรรมทางการเมือง และผู้ต้องขังระหว่างฎีกาคดีมาตรา 110 เพื่อติดตามสถานการณ์สุขภาพล่าสุด ภายหลังเขาต้องเข้ารักษาตัวจากอาการปวดท้องบ่อย และน้ำหนักตัวลดลงเร็วผิดปกติ ที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ตั้งแต่วันที่ 24 ก.ค. 2569

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 13 มี.ค. 2569 ในระหว่างที่ถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำกลางคลองเปรม เอกชัยมีอาการปวดแผลใกล้จุดที่เคยรักษาโรคฝีในตับ และถูกส่งตัวฉุกเฉินเข้าโรงพยาบาลราชทัณฑ์ เขาได้รับการตรวจอัลตราซาวด์ และผลการตรวจยังไม่พบความผิดปกติของตับ แต่เอกชัยยังคงมีความเสี่ยงต่อการกลับมาของโรคฝีในตับ และพบอาการต่อมลูกหมากโต กระบังลมอักเสบ โดยไม่ทราบสาเหตุชัดเจน

และเมื่อช่วงเดือน ก.ค. 2569 เอกชัยระบุว่ามีอาการปวดท้องและน้ำหนักลดเรื้อรัง และต้องการได้รับการวินิจฉัยอย่างละเอียดจากแพทย์เฉพาะทาง เพื่อคัดกรองภาวะโรคมะเร็งในระยะแรกเริ่ม หรือโรคอื่น ๆ ซึ่งทางโรงพยาบาลราชทัณฑ์ไม่มีศักยภาพในการให้การรักษาได้ตามมาตรฐานทางการแพทย์

ทั้งนี้ ในวันที่ 13 ก.ค. 2569 ทนายความจึงได้ยื่นคำร้องขอประกันตัวเอกชัย พร้อมระบุความเห็นทางการแพทย์ของ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ที่ให้ความเห็นจากเวชระเบียนว่าควรให้เขาได้รับการประกันตัวเพื่อเข้ารับการตรวจรักษาโดยละเอียด เนื่องจากอาการที่เอกชัยกำลังเผชิญอยู่ต้องค้นหาสาเหตุปัญหาสุขภาพอย่างจริงจัง ก่อนจะสรุปได้ว่าอาการปวดท้องดังกล่าวไม่ใช่โรคมะเร็ง หรือค้นหากลุ่มโรคด้านภูมิคุ้มกันวิทยา หรือการติดเชื้อ เช่นพยาธิ เป็นต้น

ต่อมา 15 ก.ค. 2569 ศาลฎีกามีคำสั่งยกคำร้อง โดยระบุว่า “พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีประกอบเหตุผลตามคำร้องของผู้ขอประกันแล้ว ไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ส่วนเหตุผลตามคำร้องที่อ้างอาการเจ็บป่วย จำเลยมีสิทธิได้รับการรักษาตามระเบียบของกรมราชทัณฑ์อยู่แล้ว จึงไม่อนุญาต ให้ยกคำร้อง”

_______________________________

วันนี้ (4 ส.ค.) ทนายพบว่าเอกชัยมานั่งรออยู่ที่ห้องเยี่ยมในชุดผู้ป่วยสีขาวของโรงพยาบาล ใบหน้าของเขาซูบตอบ ร่างกายผอมจนเห็นซี่โครง กระดูกคิ้วโปนชัดเจน และมีผ้าก๊อซติดแผลที่หัวด้านซ้าย เอกชัยเล่าว่าช่วงนี้เขามีอาการวูบ แต่ก็ยังพอมีแรงพูดคุยได้

เมื่อสอบถามถึงสถานการณ์ทางสุขภาพ เอกชัยเล่าว่า เมื่อวันที่ 17 ก.ค. 2569 เรือนจำกลางคลองเปรมได้ส่งตัวเขาไปโรงพยาบาลราชทัณฑ์เพื่อเข้าตรวจร่างกายโดยละเอียด ผ่านการทำซีทีสแกนตั้งแต่ช่วงอกไปจนถึงช่วงท้อง ทั้งนี้ไม่พบสิ่งผิดปกติ แต่การซีทีสแกนนั้นก็ไม่สามารถเห็นรายละเอียดภายในลำไส้ได้

ต่อมา 24 ก.ค. 2569 ทางโรงพยาบาลแจ้งให้เอกชัยเข้ามาแอดมิทเนื่องจาก เขามีอาการปวดท้องบ่อยและผอมลงอย่างผิดปกติ หมอจึงให้เข้ามาตรวจสอบร่างกาย ก่อนหน้านี้น้ำหนักของเขาอยู่ที่ 72-73 กิโลกรัมแต่ปัจจุบันลดลงเหลือ 64 – 65 กิโลกรัม

เอกชัยไม่ทราบว่าน้ำหนักลดลงเมื่อไหร่ เพิ่งมารู้ตอนที่อยู่โรงพยาบาล เพราะที่ผ่านมาก็กินอาหารปกติ พอเห็นน้ำหนักตัวเองก็ตกใจที่น้ำหนักลดลงอย่างผิดปกติแบบนี้ หมอเองก็สงสัยว่าจะเป็นมะเร็งหรือเป็นโรคอะไรหรือเปล่า จึงให้ซีทีสแกนและส่องกล้องเพื่อตรวจสอบสาเหตุ

การส่องกล้องเกิดขึ้นทั้งส่วนบนและส่วนล่าง เอกชัยขยายความว่าส่วนบนจะดูหลอดอาหารถึงกระเพาะอาหาร และส่วนล่างเป็นลำไส้ใหญ่ โดยในระหว่างที่รอทำการส่องกล้อง เขาต้องอดอาหาร โดยมีการให้ดื่มน้ำใสมีรสชาติหวานเปรี้ยว ซึ่งคาดว่าเป็นน้ำที่ผสมสารอาหารมาให้รับประทานแทน และมีการจ่ายยาถ่ายให้ ทั้งนี้เพื่อให้ลำไส้สะอาดและสามารถตรวจดูภายในได้

อย่างไรก็ตาม แพทย์แจ้งว่าลำไส้ของเขาไม่พบสิ่งผิดปกติ แต่จากการประเมินผลเบื้องต้น หมอแจ้งว่าอาจเป็นโรคกระเพาะธรรมดา เนื่องจากการส่องกล้องส่วนบนพบว่าในกระเพาะอาหารมีรอยแดงเหมือนผื่น หมอจึงให้ยาลดกรดและยาแก้อักเสบ พร้อมทั้งให้งดทานอาหารเผ็ด และได้ตัดชิ้นส่วนออกมาทำการตรวจสอบ ซึ่งต้องรอฟังผลของชิ้นเนื้ออีกทีในวันที่ 14 ส.ค. 2569

เมื่อสอบถามถึงแผลที่หัวด้านซ้าย เอกชัยเล่าว่าเกิดจากการผ่าตัดนำชิ้นเนื้อไปตรวจสอบเช่นเดียวกัน ซึ่งเป็นตุ่มขึ้นที่หัวมาสักพักแล้ว จึงขอให้หมอตรวจสอบว่าเป็นตุ่มอะไร เลยทำให้มีการตัดชิ้นส่วนบริเวณที่เป็นตุ่มขนาดประมาณ 1 เซนติเมตรออกไป

ปัจจุบัน แผลที่หัวต้องล้างแผลทุกวัน และเป็นแผลที่ต้องเย็บสามเข็ม มีกำหนดตัดไหมวันที่ 10 ส.ค. 2569 และฟังผลตรวจสอบชิ้นเนื้อที่ตัดไปวันที่ 21 ส.ค. 2569 ซึ่งหมายความว่าเขาจะต้องอยู่ที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์จนถึงวันดังกล่าว

และสาเหตุที่ต้องรอผลการตรวจชิ้นเนื้อนานเกือบเดือน เอกชัยบอกว่าทางโรงพยาบาลราชทัณฑ์ได้ส่งชิ้นเนื้อของเขาไปตรวจที่โรงพยาบาลราชวิถี เนื่องจากหมอที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ไม่ใช่แพทย์เฉพาะทาง

เกี่ยวกับคดีที่ทำให้เอกชัยถูกคุมขังในครั้งนี้ เมื่อวันที่ 5 ก.ย. 2568 ศาลอุทธรณ์ได้กลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ในคดีที่เขาและผู้ร่วมคดีอีก 4 คน ถูกดำเนินคดีในข้อหาหลักคือประทุษร้ายต่อเสรีภาพของพระราชินี ตามมาตรา 110 แห่งประมวลกฎหมายอาญา จากเหตุการณ์ชุมนุมเมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2563 ที่ถูกกล่าวหาว่าขัดขวางขบวนเสด็จของสมเด็จพระราชินี โดยศาลลงโทษจำคุกเอกชัยถึง 21 ปี 4 เดือน

ปัจจุบันเอกชัย วัย 50 ปี ยังคงถูกคุมขังมาโดยไม่ได้รับสิทธิประกันตัว ท่ามกลางปัญหาสุขภาพที่สะสมและยังไม่ได้รับการวินิจฉัยอย่างสมบูรณ์ ขณะที่คดีในชั้นฎีกายังคงดำเนินต่อไป

อ่านบนเว็บไซต์ : https://tlhr2014.com/archives/85365

ดีเอสไอฟันข้อหาหนัก สั่งฟ้องภาวุธ พบเส้นเงินเพิ่ม33ล้าน

ดีเอสไอฟันข้อหาหนัก สั่งฟ้องภาวุธ พบเส้นเงินเพิ่ม33ล้าน

ดีเอสไอฟันข้อหาหนัก สั่งฟ้องภาวุธ พบเส้นเงินเพิ่ม33ล้าน

วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ดีเอสไอฟันข้อหาหนัก สั่งฟ้องภาวุธ พบเส้นเงินเพิ่ม33ล้าน ฝ่ายค้านไล่บี้ปมฮั้วสว. อนุทินปิดฉากเยือนอินโด

นายกฯปิดฉากเยือนอินโดฯ หลังขึ้นโชว์วิสัยทัศน์ 3 แนวทางนำอาเซียนสู่อนาคตที่เข้มแข็งร่วมกันอย่างยั่งยืน ขณะที่การเมืองเดือดจัด ฝ่ายค้านซีกส้มไล่ขย่มคดีฮั้วสว.ภาคพิเศษ ลากอดีตผู้สมัคร ร่วมวงเปิดคลิปซัด กกต.รู้เห็นแต่ไม่จัดการ ด้าน‘พริษฐ์’สรุป 5 พฤติกรรมไม่ไว้วางใจ ดักคออย่าฟอกขาว-เป่าคดี ด้านดีเอสไอจัดหนัก‘ภาวุธ’พร้อมพวก สั่งฟ้อง 7 ข้อหาหนักฉ้อโกง-ฟอกเงินฟอเร็กซ์ พบเส้นเงินเพิ่มเป็น 33 ล้านบาท ส่วน‘ธรรมนัส’โต้สูตรแดง-เขียว-ส้มแค่ข่าวลวง

เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2569 เวลา 11.50น. ตามเวลาท้องถิ่นกรุงจาการ์ตา ซึ่งตรงกับเวลาประเทศไทยที่ห้อง Nusantara Hall สำนักเลขาธิการอาเซียน (ASEC) กรุงจาการ์ตา สาธารณรัฐอินโดนีเซีย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย กล่าวถ้อยแถลงแสดงวิสัยทัศน์ของไทยต่ออนาคตอาเซียนซึ่งมีคณะผู้แทนถาวรประจำสำนักงานเลขาธิการอาเซียน และนักการทูตที่สนใจเข้าร่วมกว่า 100 ประเทศ

นายกฯโชว์วิสัยทัศน์3แนวทางอาเซียน

โดยนายกรัฐมนตรีเสนอให้อาเซียนเดินหน้าบน 3 แนวทางได้แก่การเสริมสร้างความเป็นภูมิภาคนิยมที่เข้มแข็ง การสร้างภูมิคุ้มกันและความพร้อมรับความผันผวนและการทำให้อาเซียนมีความหมายต่อชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน

นายกรัฐมนตรีย้ำว่า“โลกปัจจุบันกำลังเผชิญความท้าทายที่เชื่อมโยงกันทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ เทคโนโลยี และความมั่นคง จึงไม่อาจแก้ไขได้ด้วยประเทศใดประเทศหนึ่ง โดย “ความท้าทายระดับภูมิภาค จำเป็นต้องอาศัยคำตอบในระดับภูมิภาค”

เสริมสร้างภูมิภาคนิยมที่เข้มแข็ง

แนวทางแรก การเสริมสร้างความเป็นภูมิภาคนิยมที่เข้มแข็ง (Stronger Regionalism) นายกรัฐมนตรีเห็นว่า ในโลกที่มีความแตกแยกมากขึ้น ความเป็นเอกภาพและความเป็นแกนกลางของอาเซียนยิ่งมีความสำคัญ หลักฉันทามติและหลักไม่แทรกแซงกิจการภายในยังคงเป็นรากฐานสำคัญ แต่ควรนำมาใช้อย่างยืดหยุ่นและเหมาะสม เพื่อให้อาเซียนรักษาความเป็นหนึ่งเดียว พร้อมสามารถดำเนินการต่อสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิผล

สถานการณ์ในเมียนมาเป็นบททดสอบที่ชัดเจนฉันทามติ 5 ข้อ (Five-Point Consensus) ยังคงเป็นกรอบแนวทางหลักของอาเซียนในการดำเนินการต่อสถานการณ์เมียนมา ประเทศไทยได้สนับสนุนแนวทาง การกลับมามีส่วนร่วมอย่างเหมาะสมและเป็นขั้นเป็นตอน (calibrated re-engagement) โดยมุ่งรักษาช่องทางการเจรจา เปิดพื้นที่สำหรับการมีปฏิสัมพันธ์ และตอบสนองต่อข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ควบคู่กับการส่งเสริมให้เกิดความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม

แนวทางดังกล่าวดูเหมือนกำลังดำเนินไปในทิศทางที่ถูกต้อง ดังจะเห็นได้จากเมื่อวานนี้ คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) ได้รับอนุญาตให้เข้าพบ นางออง ซาน ซู จี ซึ่งมีรายงานว่าเธอมีสุขภาพแข็งแรงดี นี่คือสิ่งที่ประเทศไทยได้ผลักดันมาโดยตลอด และเราหวังว่าจะได้เห็นพัฒนาการเชิงบวกเพิ่มเติมในอนาคตอันใกล้

เมียนมาที่สงบสุขและมีเสถียรภาพ ไม่เพียงเป็นผลประโยชน์ของประเทศไทยในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกันเท่านั้น แต่ยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อเอกภาพของอาเซียนและเสถียรภาพของภูมิภาคโดยรวม

ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา นายกรัฐมนตรียืนยันว่า ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะฟื้นฟูความไว้วางใจและเปิดทางให้การเจรจาทวิภาคีดำเนินต่อไป โดยประเทศไทยพร้อมเปิดบทใหม่ของความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน ยึดมั่นการแก้ไขความแตกต่างด้วยสันติวิธีและหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ควบคู่กับการรักษาเอกภาพและวาระร่วมของอาเซียน

สร้างภูมิคุ้มกัน-พร้อมรับความผันผวน

แนวทางที่สอง การสร้างภูมิคุ้มกันและความพร้อมรับความผันผวน (Greater Resilience) นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า อาเซียนต้องไม่รอให้เกิดวิกฤตแล้วจึงแก้ไข แต่ต้องเตรียมพร้อมล่วงหน้า โดยเสริมความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน พลังงาน และอาหาร รวมถึงเร่งการเชื่อมโยงทางดิจิทัลและพัฒนาขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีขณะเดียวกัน อาเซียนควรขยายความร่วมมือกับประเทศมหาอำนาจขนาดกลางและประเทศในกลุ่มโลกใต้ เพื่อเพิ่มทางเลือก ลดการพึ่งพาแหล่งใดแหล่งหนึ่ง และรักษาความเป็นอิสระเชิงยุทธศาสตร์ของภูมิภาค

ดันอาเซียนมีประชาชนอย่างยั่งยืน

แนวทางที่สาม การทำให้อาเซียนมีความหมายต่อประชาชนอย่างยั่งยืน (Lasting Relevance) นายกรัฐมนตรีเน้นว่า ความสำเร็จของอาเซียนต้องวัดจากผลลัพธ์ที่ประชาชนสัมผัสได้ ทั้งความมั่นคงด้านอาหารและพลังงาน การรับมืออาชญากรรมและภัยคุกคามข้ามพรมแดน การสร้างงานและโอกาสทางเศรษฐกิจ ตลอดจนการพัฒนาทักษะให้คนรุ่นใหม่พร้อมรับเศรษฐกิจดิจิทัลและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

พร้อมกันนี้ อาเซียนต้องเสริมสร้างความเข้มแข็งของสถาบันและกลไกการทำงาน เพื่อให้การตัดสินใจของผู้นำสามารถนำไปสู่การปฏิบัติและเกิดประโยชน์ต่อประชาชนได้อย่างแท้จริง

ถ้อยแถลงนายกฯครั้งแรกรอบ17ปี

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่าอาเซียนเป็นกรอบความร่วมมือระดับภูมิภาคที่ไทยร่วมก่อตั้ง นับตั้งแต่การลงนามปฏิญญากรุงเทพเมื่อ 59 ปีก่อนซึ่งช่วยเปลี่ยนภูมิภาคที่เคยเต็มไปด้วยความขัดแย้งให้ก้าวสู่ประชาคมที่ยึดมั่นในกฎกติกา ความร่วมมือ และการเจรจาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาอาเซียนหลายช่วงเวลา ทั้งการผลักดันเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) การจัดตั้งเวทีภูมิภาคอาเซียน (ARF) และการวางรากฐานคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (AICHR)

การกล่าวถ้อยแถลงครั้งนี้ยังนับเป็นการกล่าวสุนทรพจน์ของนายกรัฐมนตรีไทย ณ สำนักเลขาธิการอาเซียนเป็นครั้งแรกในรอบ 17 ปี นับตั้งแต่ปี 2552

ปลุกอาเซียนร่วมกันสร้างอนาคต

ในตอนท้าย นายกฯกล่าวว่า การครบรอบ 60ปีของอาเซียนในปีหน้าจะเป็นโอกาสสำคัญในการกำหนดทิศทางใหม่ของภูมิภาคโดยประเทศไทยพร้อมกลับมามีบทบาทสำคัญในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เพื่อร่วมสร้างอาเซียนที่เข้มแข็งจากภายใน เป็นเอกภาพ พร้อมรับความเปลี่ยนแปลง และสร้างประโยชน์ให้ประชาชนอย่างแท้จริง“นี่คืออนาคตของอาเซียนที่ประเทศไทยเชื่อมั่น และคืออนาคตที่เราทุกคนต้องร่วมกันสร้าง” นายกรัฐมนตรีกล่าว

วิปฝ่ายค้านเปิดฮั้วสว.ภาคพิเศษ

วันเดียวกัน ที่รัฐสภา คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน(วิปฝ่ายค้าน) นำโดยนายพริษฐ์วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้านจัดกิจกรรม“ครบรอบ 2 ปี เลือก สว.-เจาะลึกหลักฐานคดีฮั้ว สว.(ภาคพิเศษ) เราไว้ใจ กกต. ได้แค่ไหน?”โดยมีพยานบุคคลร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลได้แก่ นางศรินทรสนธิศิริกฤตย์พล.ต.ต.บัญญัติ เพียรสวัสดิ์ และพ.ต.อ.มนัส นครศรี อดีตผู้ตรวจการ กกต.

ชำแหละกกต.รู้เห็นฮั้วเลือกสว.

โดยนางศรินทร กล่าวว่า สิ่งที่เราเห็นวันนั้นที่เราแปลกใจมากคือ กกต.ประกาศใส่ไมค์ว่ารอบไขว้จะไม่ให้เอาเอกสารเข้าไป สว.ก็ไม่ให้เอาเข้าไป จะทำอะไรก็ทำเลย เดี๋ยวเข้าไปจะมีการแจก สว. 3 ชุดใหม่ หลายคนเลยเริ่มลอก ตนคิดว่าลอกกันลืม แต่ไม่คิดว่าจะฮั้วกันใหญ่ขนาดนี้ หนักกว่านั้นคือนายฤชู แก้วลาย ถือกระเป๋าให้ด้วย สามารถเอากล้องมาเปิดได้เลย ตนออกมาพูดชื่อ ไม่กลัวฟ้อง ตนแค่เล่าความจริง โดยในช่วงบ่ายมี สว. สำรองบางคน ถือแฟ้มเข้าไปในห้อง ก็สงสัยว่าทำไมเขาถึงถือแฟ้มเข้าไปได้ โดยหลังจากที่เข้าไปแล้วมีกระบวนการที่เกิดขึ้นจึงได้ถามว่าต้องไปพบใคร คนที่ใหญ่ที่สุดในที่นี้คือใคร เขาบอกว่าคือนายแสวง บุญมี คำตอบที่ได้คือเขาก็ทำเป็นกระบวนการทั้งหมด

“หลังจากที่เลือกเสร็จสิ้น ได้กลับศึกษาคุณสมบัติของผู้สมัครหลายๆ คน พบผู้สมัครบางคนอายุ 40 มีคุณสมบัติที่น่าสงสัย เขียนว่าเป็นอาจารย์โรงเรียนนายร้อย 10 ปี แต่ไปตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่าข้อมูลเป็นเท็จ และข้อมูลที่อ้างว่าเป็นพยาบาลโรงพยาบาลสินแพทย์ เมื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่าเป็นเท็จ จึงทำเรื่องให้ กกต. ตรวจสอบ ตั้งแต่วันที่ 25 พ.ย. 67 สุดท้ายจนถึงปัจจุบันเรื่องเงียบ ไม่มีการตอบกลับ และบุคคลดังกล่าวได้เป็น สว. ชุดปัจจุบัน”นางศรินทรกล่าว

จวกรวมอำนาจกกต.ฝ่ายเดียว

พล.ต.ต.บัญญัติ กล่าวว่าทั้งนี้ตนพบว่าหากข้าราชการทำหน้าที่ไม่เกียร์ว่าง ตนมองว่าโจรกระจอกหรือโจรเสื้อนอกก็ไม่สามารถที่จะกระทำความผิดได้ อยากฝากถึงข้าราชการ ตอนที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ต้องทำให้เต็มที่ เพราะเกษียณแล้วรัฐยังดูแล อย่าทำให้ชาวบ้านเขาบ่นเสียดายเงิน การรวมอำนาจไปที่กกต.กลางแต่เพียงฝ่ายเดียวนั้นกว่าจะแต่งตั้งเรื่องไต่สวนสืบสวนแต่ละครั้งได้ก็เหมือนถนนทุกสายจาก 77 จังหวัดมุ่งไปสู่กรุงเทพฯ รถติด กว่าจะได้เข้าคิว ความช้าคือการไม่ยุติธรรม

การให้กกต.เพียงฝ่ายเดียวมีอำนาจเด็ดขาดในการดำเนินการเรื่องของการเลือกตนกับเพื่อนเห็นอยู่กับหู รู้อยู่กับตา เห็นกันอยู่ แต่ทำอะไรไม่ได้ ถูกจับโยนทิ้ง ไม่ให้ขึ้นสู่เวที ฉะนั้น ประเด็นนี้ตนคิดว่าจะต้องมีการปรับแก้เรื่องการให้ประชาชนเข้าถึงความยุติธรรมได้ ให้เป็นผู้เสียหายที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ อีกทั้งยังขอฝากให้ฝ่ายค้านไปช่วยถามรมว.มหาดไทยว่าผอ.กกต.ระดับอำเภอนั้นที่เป็นคนพิจารณาเรื่องคุณสมบัติของผู้สมัครสว.67เขานั่งอยู่ที่โต๊ะมีคอมพิวเตอร์ แล้วสามารถลิงก์ข้อมูลกรมการปกครองได้ทั่วประเทศ เขามีข้อมูลผู้สมัครอยู่ในคอมพิวเตอร์

อย่าฟ้องไร้สังกัดพรรคแต่สีทนไม่ได้’

“หากเขาเคาะคอมพิวเตอร์แค่ 2-3 ครั้ง ก็จะรู้แล้วว่าใครคือพ่อแม่ลูกที่สมัครในคราวเดียวกัน ผัวเมียสมัครในคราวเดียวกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย ก็จะช่วยให้ไม่เกิดการจ้างเป็นผู้สมัครได้ แต่เขากลับปล่อยเกียร์ว่างไม่ทำ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะที่เป็นผู้กำกับดูแลเรื่องนี้เอาไม้เรียวหวดก้นหน่อยดีหรือไม่ ฝากถึงกกต.และรัฐบาลว่าอย่าฟ้องผม ที่ผมมาพูดในวันนี้ ผมไม่ได้มาเพราะผมเป็นเครื่องมือของใคร ผมไม่เคยสังกัดพรรคการเมืองไหน ผมไม่แบ่งแยกว่าใครเป็นสีไหน แต่ที่ผมมาวันนี้เพราะผมสีทนไม่ได้“ พล.ต.ต.บัญญัติ กล่าว

เปิด‘คลิปโพย’ซัดกกต.รู้เห็น

ด้านพ.ต.อ.มนัสได้เปิดคลิปวิดีโอการส่งโพยเข้าไปในสถานที่เลือกตั้งและการเก็บโพย ในการเลือกสว.วันที่26มิถุนายน 2567ช่วงประมาณ18.30น.ซึ่งในคลิปมีการประกาศว่าไม่ให้เอกสารเข้าและพูดชัดว่าจะมีการแจก สว.3ฉบับใหม่ให้กับผู้สมัครที่ผ่านรอบเช้ามา ขณะที่คลิปที่สองเวลา19.00น.เจ้าหน้าที่ได้เดินถามว่าคนไหนมีโพย และห้ามมีโพยพร้อมเดินเก็บโพย ในคลิปที่3เป็นภาพของนายนิยม จันทร์เยี่ยมผอ.กกต.อุตรดิตถ์ ที่เก็บโพยมาเต็มกระเป๋า และลงบันทึกเซ็นเอกสารประจำหน่วยว่ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นแต่นายแสวงกลับบอกว่าไม่มีอะไร

ไม่จัดการเข้าข่ายผิดมาตรา 157

พ.ต.อ.มนัสยังตั้งข้อสันนิษฐานว่าการฮั้วจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าไม่มีเจ้าหน้าที่อยู่ก็เห็นเป็นใจ ตนขอย้อนไปถึงวันที่ 26 มิถุนายน 2567 ซึ่งตนทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจการเลือก สว. และพบว่ามีผู้สมัครจดโพยในใบ สว. 3 จึงไปแจ้งนายแสวงให้ทราบ แต่นายแสวงกลับบอกว่า“รู้ว่าทำอะไรเขาไม่ได้ เขาคิดวางแผนกันมาแบบนี้แหละปล่อยให้เขาเอา สว.3 เข้าไปในรอบไขว้ได้”คำพูดแบบนี้มันบ่งชี้ว่านายแสวงรู้แล้ว รู้ก่อนแล้วว่าวางแผนกันมาแบบนี้แบบนี้ผิด มาตรา 157 หรือไม่

ตั้ง3ข้อพิรุธกกต.ท้าเปิดหีบพิสูจน์

พร้อมตนคิดได้3ข้อที่ทำให้การเลือกสว.ครั้งนี้มีความไม่ชอบมาพากล คือ1.การจัดสถานที่เลือก สว. ตามกฎหมายให้เป็นความลับแต่กลับจัดในห้องแบบรวม 2.ระเบียบที่เขียนไว้ว่าให้ใช้หมายเลขเดิมตั้งแต่ระดับจังหวัดถึงระดับประเทศทำให้สามารถวางแผนฮั้วได้ และ 3.ประธาน กกต. ได้ตั้งคณะกรรมการสืบสวนไต่สวน แต่ปรากฏว่าตั้งลูกน้องนายแสวงมาสอบนายแสวงเอง กกต.ไม่ควรทำหน้าที่เป็นศาล มีเหตุสงสัยควรส่งฟ้องศาลไม่ใช่ยกเรื่อง

“กกต.อย่าทำตัวเป็นศาล ต้องส่งศาล ที่บอกว่าคะแนนซ้ำจะเป็นจริงหรือไม่ ขอให้เปิดหีบลงคะแนนเพื่อพิสูจน์การลงคะแนนฮั้ว ผมขอท้า กกต.ให้เปิดหีบพิสูจน์” พ.ต.อ.มนัส กล่าว

‘พริษฐ์’ชี้5พฤติกรรมไม่ไว้วางใจกกต.

จากนั้นนายพริษฐ์วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าวสรุปว่า5พฤติกรรมของกกต.ที่ก่อให้เกิดความไม่ไว้วางใจคือ 1.ออกระเบียบกกต. เกี่ยวกับการเลือกสว.ที่อาจจะยังไม่รัดกุมเพียงพอในการป้องกันการทุจริตซึ่งมีการออกระเบียบมา 6 ฉบับ เช่นการกำหนดให้ผู้สมัครใช้เบอร์เดียวกันสำหรับรอบเช้าและรอบบ่าย ทำให้สามารถเขียนเบอร์ผู้สมัครเหล่านี้ในโพยใบสั่งที่จะทำตั้งแต่วันก่อนเลือกได้ 2.การตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัครที่อาจจะยังไม่รอบคอบเพียงพอ เช่น อาจจะมีผู้สมัครบางคนขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม เช่นนายคอดียะฮ์ ทรงงาม ที่มีผู้ร้องเรียนเข้าไปว่าขณะนั้นเป็นที่ปรึกษานายกอบจ.จังหวัดอ่างทองในปี 2564-2567 และยังไม่พ้นจากตำแหน่ง หรือกรณีของการกรอกข้อมูลเท็จในใบสมัครและใบแนะนำตัว การสมัครผิดกลุ่มหรือในกลุ่มที่ไม่มีคุณสมบัติ

ปล่อยทุจริตวันเลือกสว.-เตะถ่วงคดี

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า 3.การปล่อยปละละเลยการทุจริตที่อาจจะเกิดขึ้นในวันเลือกสว. โดยเฉพาะการเลือกระดับประเทศ 4.ข้อสงสัยหรือข้อครหาเกี่ยวกับการเตะถ่วงคดีและการตั้งคณะอนุขึ้นมาฟอกขาวในคดีดังกล่าว ซึ่งตนมีคำถามอยากฝากไปถึง กกต.ว่า 7 อนุวินิจฉัยชุดที่ 36 นั้นใครเป็นคนเสนอ หน่วยงานต้องสังกัดคืออะไร มาจากอนุ 35 ชุด หรือมาจากคนนอก ตั้งแต่มีรัฐธรรมนูญปี 2560 มีการเสนออนุชุดพิเศษเหมือนอนุชุดที่ 36 มาแล้วกี่ครั้ง ตั้งขึ้นมาเพื่อพิจารณาคดีอะไรบ้าง ให้เหตุผลว่าอะไร

โดยคณะอนุชุดที่ 36 ถูกตั้งคำถามเรื่องความเป็นกลาง รวมถึงมีการตั้งคำถามเกี่ยวกับเรื่องคุณสมบัติ ปัญหาที่เกิดขึ้นหลังจากคดีผ่านมาสองปีคือเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะ กกต.ต้องมีการรับรองจากสว. ขณะเดียวกันก็ยังมีสว.บางส่วนที่ลาออกจากกรรมาธิการสอบประวัติผู้ถูกเสนอชื่อเป็น ป.ป.ช. โดยให้เหตุผลว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อน แต่ครั้งถัดมากับมีการนั่งในรายชื่อคณะกรรมาธิการสอบประวัติผู้ถูกเสนอชื่อเป็นกกต. ทั้งนี้ จากที่ตนตรวจสอบพบว่าในส.ว. 229 คนไม่มีใครที่คณะกรรมาธิการสอบประวัติ

หวั่นสุดท้ายเป่าคดีอ้างหลักฐานไม่พอ

นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า 5.ซึ่งเป็นสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น แต่เรากังวลว่าจะเกิดขึ้นคือการเตรียมเป่าคดี อ้างหลักฐานไม่เพียงพอหรือไม่เพื่อให้เรื่องไปไม่ถึงศาล โดยหลักฐานไม่ต้องชัดจนถึงขั้นพิสูจน์ว่ามีการทุจริตหรือไม่ แต่หากหลักฐานมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการทุจริตกกต.ก็มีหน้าที่ต้องสั่งฟ้องที่ศาล นอกจากหลักฐานเรื่องโพยที่ตนคิดว่าเพียงพอแล้ว ยังมีหลักฐานได้เส้นทางการเงิน หลักฐานการนัดหมาย คลิปเสียงการเสนอผลประโยชน์ และพยานบุคคล การที่เราจำเป็นต้องมานำเสนอหลักฐานดังกล่าวต่อสาธารณะเพราะเราไม่มั่นใจว่ากกต.จะทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา เพราะเราเห็นว่าที่ผ่านมามีขั้นตอนตั้งแต่ก่อนเลือกสว. การสว. และคดีหลังจากการเลือกสว.ผ่านไปแล้ว เราไม่ไว้วางใจและไม่มั่นใจการทำหน้าที่ของกกต.ซึ่งหวังว่าเราจะคิดผิดและหวังว่ากกต. จะทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาในการตรวจสอบคดีนี้ ด้วยหลักฐานที่ละเอียดหนักแน่นกกต. ควรที่จะส่งเรื่องไปที่ศาลตามมติของคณะอนุไต่สวนชุดที่ 26

DSIสั่งฟ้อง‘ภาวุธ-ฟิล์ม’หลายข้อหา

ขณะที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ(DSI)โดยส่วนประชาสัมพันธ์ เปิดเผยความคืบหน้าคดีเกี่ยวกับการชักชวนลงทุนเทรดสินทรัพย์ผ่านระบบออนไลน์หรือคดี Forexว่าเมื่อวันที่ 3 สิงหาคมที่ผ่านมา คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ ได้ดำเนินการตามหมายเรียกให้บุคคล 4 รายได้แก่ นายภาวุธ (สงวนนามสกุล) นายรัฐภูมิ(สงวนนามสกุล)นายภูริทัต(สงวนนามสกุล) และนายธนกร (สงวนนามสกุล) เข้ารับทราบข้อกล่าวหา

DSI ระบุว่าบุคคลทั้ง4รายได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาแล้ว โดยพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหาในหลายฐานความผิดซึ่งรวมถึง ร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ร่วมประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์โดยไม่ได้รับอนุญาต ร่วมประกอบธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้าโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ได้จดทะเบียนรวมถึงข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จในลักษณะที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน ความผิดเกี่ยวกับการสมคบกันเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และร่วมกันฟอกเงิน

ทั้งนี้ การแจ้งข้อกล่าวหาดังกล่าว เป็นขั้นตอนหนึ่งของกระบวนการสอบสวนโดยผู้ถูกกล่าวหายังมีสิทธิต่อสู้คดีและนำพยานหลักฐานมาชี้แจงตามกระบวนการยุติธรรม

ออกหมายเรียกรวมอีก47ราย

DSIเปิดเผยเพิ่มเติมว่าสำหรับคดี Forexพนักงานสอบสวนได้ออกหมายเรียกผู้ต้องหาและผู้เกี่ยวข้องรวม 47ราย ขณะนี้มีผู้เดินทางเข้าพบและรับทราบข้อกล่าวหาแล้ว 10 ราย อาทิ นายภาวุธ นายรัฐภูมิ และนายภูริทัต ส่วนผู้ที่เหลืออีก 37 ราย จะทยอยเข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาและชี้แจงข้อเท็จจริงภายในเดือนสิงหาคม-กันยายน 2569 หากบุคคลใดไม่เข้าพบตามหมายเรียก หรือมีพฤติการณ์หลบหนี พนักงานสอบสวนจะพิจารณาดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

สำหรับนายภาวุธและนายรัฐภูมิภายหลังเข้ารับทราบข้อกล่าวหา พนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้ปล่อยตัวโดยไม่ต้องวางหลักทรัพย์ เพื่อเปิดโอกาสให้ใช้สิทธิตามกระบวนการยุติธรรมในการชี้แจงข้อเท็จจริงและพิสูจน์ความบริสุทธิ์อย่างไรก็ตาม คดีดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการสอบสวน และผู้ถูกกล่าวหาทุกรายยังถือเป็นผู้บริสุทธิ์ จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่ามีความผิด

DSIพบเส้นเงิน‘ภาวุธ’เพิ่ม33ล้าน

พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรมกล่าวถึงกรณีนายภาวุธพงษ์วิทยภานุ สส.พรรคประชาชนเข้ารับทราบข้อกล่าวหาต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)ว่าทางดีเอสไอ สอบสวนแล้วพบว่าข้อมูลการเงินมีการเปลี่ยนแปลงจาก 28 ล้านบาทเป็น 33ล้านบาทโดยเป็นเรื่องของการกู้ยืมเงินซึ่งต้องให้ดีเอสไอตรวจสอบข้อเท็จจริงอีกครั้ง ส่วนกรณีที่พบเซิร์ฟเวอร์บริษัทคิวอาร์เอส โกลบอลมีเบาะแสอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ พล.ต.ท. รุทธพล กล่าวว่า เป็นตัวเก็บข้อมูลทั้งหมดจึงคาดว่าดีเอสไอจะได้เบาะแสข้อมูลในเซิร์ฟเวอร์ตัวนั้น ค่อนข้างมาก แต่รายละเอียดขอให้ทางดีเอสไอสอบสวนก่อน

เจ้าตัวเตรียมเข้าแจงอีกครั้ง2สัปดาห์

เมื่อถามว่ามีหมายเรียกผู้ต้องหาต่างๆมาแล้วจะสามารถสรุปข้อมูลส่งฟ้องได้เมื่อไหร่พล.ต.ท.รุทธพลกล่าวว่า คงยัง เพราะพยานหลักฐานขยายออกไปเรื่อยๆตอนนี้พยายามนำตัวผู้ที่เกี่ยวข้องหลักๆมาสอบ แต่ก็ต้องมีการเรียกผู้เกี่ยวข้อง ผู้ต้องสงสัย พยาน มาสอบอีก และพยานน่าจะขยายเพิ่มไปอีก ส่วนจะขยายออกไปอย่างไร ขอให้ทางดีเอสไอดำเนินการก่อน

เมื่อถามว่าจะเรียกนายภาวุธ มาให้ข้อมูลครั้งนี้ถือว่าเป็นครั้งสุดท้ายแล้วใช่หรือไม่ พล.ต.ท. รุทธพล กล่าวว่า ยังไม่แน่ชัด แต่ได้รับรายงานว่าจะมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกครั้งอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า และเท่าที่ทราบขณะนี้ นายภาวุธปฏิเสธข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์ทั้งหมด ขณะที่กรณีของนายรัฐภูมิ โตคงทรัพย์ หรือ ฟิล์ม รัฐภูมิ อดีตนักการเมือง และนักแสดงชื่อดังที่เข้ามาชี้แจงต่อดีเอสไอแล้ว ก็ปฏิเสธข้อกล่าวหาเช่นกัน

‘ธรรมนัส’ยืนยันไร้‘ดีลโมนาโก’

ที่ชุมชนหลังวัดริมคลองนางหงส์ กทม. ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคกล้าธรรม(กธ.)ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีหายหน้าหายตาจากการเมือง จนเกิดกระแสข่าวดีลลับโมนาโกว่าเรื่องการเมืองที่หายไปนาน พูดเสมอว่าถึงแม้ว่าเราไม่ได้ร่วมรัฐบาล แต่เราอยากให้รัฐบาลทำงานอย่างเต็มที่ในการแก้ปัญหาไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจปากท้องพี่น้องประชาชน ปัญหาสังคมหรือปัญหาอื่นๆเขาบอกว่าช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับครอบครัว อยู่กับลูกๆอย่างที่เป็นข่าว ในเรื่องการเมืองแทบจะไม่ได้เข้ามายุ่งเลย นอกจากดูแลพรรค และทำหน้าที่ดูแลพี่น้อง สส.ในฐานะหัวหน้าพรรค ทำหน้าที่ในการเป็นฝ่ายค้านจะเห็นว่า สส.ของพรรคทำหน้าที่ในสมัยประชุมสภาอย่างจริงจังในฐานะเป็นฝ่ายค้านขอย้ำว่าเราจะทำหน้าที่อย่างสร้างสรรค์ ไม่เอาเรื่องส่วนตัวมามีผลกระทบต่อบ้านเมือง โดยเฉพาะความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนที่ลำบากอยู่ในขณะนี้

“ส่วนเรื่องที่ตนเดินทางไปต่างประเทศเพิ่งกลับมานั้น เรื่องข่าวลือโมนาโก หรือเรื่องต่างๆ ขอยืนยันว่าไม่มีเพราะผมไปเฉพาะครอบครัวและไม่ได้ไปเจอใครที่ต่างประเทศเลย มีเฉพาะคณะที่เดินทางไปด้วยเท่านั้น ขอยืนยัน”ร.อ.ธรรมนัส ย้ำผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีสูตรเขียว แดง ส้ม เหมือนเคยมีการพูดคุยแลกเปลี่ยนกันข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า“ไม่มี ผมไม่เคยคุย ไม่เคยดีลอะไรกับใคร”

ลั่นไม่ได้คุยกับ‘ทักษิณ-เพื่อไทย’

เมื่อถามว่ากับพรรคเพื่อไทย(พท.)ได้มีการพูดคุยกันหรือไม่ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า“ไม่ได้คุยกับใครเลย ไม่ได้คุยกับพรรคไหนเลย อันนี้ยืนยัน”เมื่อถามย้ำว่าได้คุยกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส ปฏิเสธว่า“ไม่มี”เมื่อถามว่าในอนาคตเขียว แดง ส้มจะมีทางเกิดขึ้นได้หรือไม่ร.อ.ธรรมนัสหัวเราะพร้อมกล่าวว่า“ก็ถามถึงอนาคตที่มันยังไม่เกิด”เมื่อถามอีกว่าได้ยินดีกับนายทักษิณหลังได้รับอิสรภาพหรือยังร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่าไม่ได้คุยกันเลย

ชี้แค่ข่าวลวงให้ฟังจากปากผม!

เมื่อถามว่าได้มีการติดต่อกับสส.บางกลุ่มของพรรคภท.หรือไม่ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่าพวกเราเป็นสส. สังเกตเวลาตนเข้าสภาก็มีคนมาทักทายเยอะแยะ เป็นเรื่องปกติเพราะรู้จักสส.เยอะคุยกันเป็นเรื่องปกติ

เมื่อซักถามอีกว่าแสดงว่าดีลต่างๆที่ออกมาเป็นข่าวไม่จริงใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า“ข่าวลือ ข่าวลวง ไม่ใช่ข่าวลับ”เมื่อถามย้ำว่าแต่ส่วนใหญ่ข่าวลือที่ออกมามันมักจะเป็นข่าวจริง ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า“ไม่จริงหรอกครับ ผมยืนยัน ฟังจากปากตนนี่”

ไม่ติดปชน.บอกลืมเรื่องก่อนเลือกตั้ง

เมื่อถามว่า แต่ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) แบะท่า เหมือนส่งสัญญาณมาทางพรรคกธ.ตรงนี้พรรค กธ.จะรับไมตรีหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า“เรื่องก่อนการเลือกตั้งผมลืมไปแล้ว” เมื่อถามย้ำว่าแปลว่าเริ่มต้นใหม่ได้ใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า “ไม่ ผมหมายความว่า เรื่องก่อนการเลือกตั้ง ผมพูดแล้วว่า การเมืองไม่มีอะไรแน่นอน ผมพูดมาโดยตลอด ก่อนการเลือกตั้งคนที่เคยเป็นศัตรูกันก็กลับมารักกันได้ ต้องเห็นกับประโยชน์ประเทศชาติบ้านเมืองและพี่น้องประชาชน แต่ไม่ได้หมายความว่า มีการพูดคุยกันนะ ต้องขอยืนยัน เดี๋ยวไปแปลความหมาย ตัดคำพูดผม ตัดบางคำไป เดี๋ยวจะเกิดความเสียหาย”

เมื่อถามว่าน.ส.ศิริกัญญาระบุว่าหลาบแล้วกับพรรคภท.ร.อ.ธรรมนัสหลาบกับพรรคภท.หรือไม่ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า อย่าเอาคำพูดของพรรคใดพรรคหนึ่ง หรือคนใดคนหนึ่งมาเปรียบเทียบกับความคิดตน เพราะในพรรคกธ. ตนจะคิดคนเดียว ทำคนเดียวไม่ได้จะทำอะไรก็ตามจะต้องคุยกับพี่น้อง

ไม่ชัดซักฟอกขอดูรายละเอียดก่อน

เมื่อถามต่อว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจที่จะเกิดขึ้นจะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า เราต้องดูว่าเขาจะอภิปรายรัฐมนตรีคนใด จะอภิปรายรายบุคคล หรือทั้งคณะ

เมื่อถามว่า ในฐานะเป็นฝ่ายค้าน จะมีส่วนร่วม หรือแลกเปลี่ยนกับวิปฝ่ายค้านในเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่าเรื่องนี้ยังไม่ได้คุยกัน มันต้องคุยกันก่อน เราจะไปคาดการณ์ว่า อภิปรายคนนั้นคนนี้ ต้องดูหลักฐานให้ละเอียด เท่าที่ตนเคยเป็นฝ่ายรัฐบาลและถูกอภิปรายมาทุกสมัย ตนเข้าใจอาการทุกอย่างดี เราจะไม่ทำอะไรโดยใช้อารมณ์และบุ่มบ่ามอย่างเด็ดขาด

​‘ปกรณ์’สรุปโกงสอบ บิ๊กขรก.เอี่ยว ส่งชื่อให้นายกฯฟัน

​‘ปกรณ์’สรุปโกงสอบ บิ๊กขรก.เอี่ยว ส่งชื่อให้นายกฯฟัน

​‘ปกรณ์’สรุปโกงสอบ บิ๊กขรก.เอี่ยว ส่งชื่อให้นายกฯฟัน

วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘ปกรณ์’สรุปโกงสอบ บิ๊กขรก.เอี่ยว ส่งชื่อให้นายกฯฟัน มีคนนอกอีกกว่าร้อย พิรุธเกือบทุกขั้นตอน ชี้กรรมใครกรรมมัน

“ปกรณ์”สรุปแฟ้มโกงสอบท้องถิ่นส่งให้นายกฯฟันต่อ ชี้มีบิ๊กข้าราชการเอี่ยวและผู้เกี่ยวข้องนับร้อย ลั่น “เรื่องนี้หนังยาวไม่จบง่าย แต่ต้องจบ” เผยทุกอย่าง“กรรมใครกรรมมัน”ด้าน ผบ.ตร.บอกต้องเดินหน้าฟันผิด แพ่ง อาญา วินัยและจริยธรรม หลังพบพิรุธเพียบ

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 4 สิงหาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 ครั้งที่ 4

จากนั้น เวลา 15.40 น. นายปกรณ์ แถลง ว่า วันนี้เป็นการประชุมครั้งสุดท้ายในการตรวจตรวจสอบเอกสารและหลักฐาน ซึ่งหลังจากนี้ที่ประชุมจะมีการส่งรายงานและปรับปรุงข้อเสนอแนะ จากนั้นก็จะส่งไปยังนายกรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาสั่งการโดยเร็วต่อไป

พร้อมย้ำว่า เรื่องนี้คณะกรรมการฯ ได้ทำข้อเท็จจริงให้ปรากฏแล้ว ว่ากระบวนการที่เกี่ยวข้องมีอะไรบ้าง และมีขั้นตอนใดที่มีข้อบกพร่องบ้าง ซึ่งเราพบข้อบกพร่องในเกือบทุกขั้นตอน อีกทั้งยังมีหน่วยงานและผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงบุคคลภายนอกเข้ามามีส่วนร่วมเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีจำนวนมากกว่าร้อยคน

ส่วนเรื่องการดำเนินคดีอาญา คดีทุจริต และคดีแพ่งกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดนั้น นายปกรณ์ กล่าวว่า เดี๋ยวจะว่ากันไปตามลำดับ เพราะอันนี้จะเป็นสารตั้งต้นที่จะบอกว่ากระบวนการมีข้อบกพร่องอะไรบ้าง และควรจะดำเนินการอย่างไรต่อ เพื่อให้นายกรัฐมนตรีมีข้อสั่งการออกมา

สำหรับกรณีที่ประกาศผลสอบไปแล้ว นายปกรณ์ ระบุว่า กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจะรับไปดำเนินการต่อไป พร้อมยอมรับว่า กรณีดังกล่าวมีการพาดพิงถึงข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ด้วย รวมถึงมีบุคคลภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้องหลายคน ส่วนทางคู่สัญญาก็มีปัญหาบางประเด็นที่จะต้องไปดำเนินการทางแพ่งเรื่องสัญญา เพราะเรื่องดังกล่าวเกิดความเสียหายมากมายต่อรัฐ

นอกจากนี้ นายปกรณ์ ยังระบุว่า กรณีดังกล่าวจะต้องมีการสอบใหม่ทั้งหมด เพราะถือเป็นความรับผิดชอบขององค์กร แต่กลับปล่อยให้มีข้อบกพร่องและนำมาสู่เหตุการณ์เช่นนี้ ดังนั้นกระทรวงมหาดไทยคงจะไปดำเนินการต่อ และพิสูจน์เจตนาเป็นรายบุคคล ก่อนทิ้งท้ายว่า “เรื่องนี้หนังยาว ไม่จบง่าย แต่ต้องจบ”

ด้านพล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) กล่าวเสริมว่า ได้ใช้เวลาในการตรวจสอบภายใน 30 วัน ตามนายกรัฐมนตรีออกคำสั่งให้ดำเนินการตรวจสอบ โดยย้อนไปดูจุดกำเนิดถึงการขออัตราว่ามีที่มาอย่างไร พบว่า มีความผิดปกติในเรื่องการขออัตรา ซึ่งจะเกี่ยวพันกับตัวเลขการรับรอง และการบรรจุ ซึ่งมีปริมาณมากกว่าการขออัตรา และเป็นข้อสังเกตที่เสนอแนะต่อนายกรัฐมนตรีในเรื่องการพิจารณากรอบอัตรา

ส่วนการตรวจสอบข้อเท็จจริง ได้ดูว่า ตั้งแต่ก่อนสอบ ระหว่างสอบ และหลังสอบ มีอะไรที่เป็นข้อบกพร่อง หรือ เป็นจุดผิดสังเกตที่นำไปสู่การทุจริตได้ โดยก่อนการสอบได้พิจารณาข้อมูลที่ได้มาจากการดูเอกสาร และเรียกผู้เกี่ยวข้องมาสอบปากคำ ทีโออาร์ที่ออกมาปฏิบัติถูกต้อง หรือ เอื้ออะไรหรือไม่ ขณะที่ระหว่างสอบก็มีการคุมสอบ การแบ่งศูนย์สอบ แต่ช่วงที่สำคัญ คือ หลังการสอบ ซึ่งจากการตรวจสอบ พบว่า ช่วงหลังการสอบมีประเด็นเรื่องการแก้ไขคะแนน การประกาศรับรองบุคคลที่ผ่านการสอบ ซึ่งมีการแก้ไขทั้งจำนวน และมีความผิดปกติของใบคะแนน

ดังนั้น สิ่งที่ได้ข้อเท็จจริงมาได้ข้อยุติทั้งหมดในเบื้องต้น และจะทำข้อเสนอแนะต่อนายกรัฐมนตรี ทั้งเรื่องของตัวบุคคลที่เข้าข่ายอาจต้องถูกดำเนินคดี ทั้ง แพ่ง อาญา วินัย และจริยธรรม ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องต่อยอดในส่วนราชการที่เกี่ยวข้องต่อไป เพราะคณะกรรมการไม่ได้มีหน้าที่ในเรื่องนี้

ส่วนการปรับปรุงทบทวนองค์คณะ หรือ วิธีการทั้งหมด ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ก็จะเสนอว่าส่วนราชการใด เช่น กระทรวงมหาดไทย กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กพ. จะรับทำเรื่องใด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปปท. ปปง. จะเดินในมิติของการดำเนินคดีอย่างไร ถือเป็นบทสรุปที่ได้จัดทำเสนอต่อคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งได้รับความคิดเห็น และจะต้องปรับรายละเอียดอีกเล็กน้อย คาดใช้เวลา 1 – 2 วัน ก่อนจะนำเสนอประธาน และคณะกรรมการตรวจสอบอีกครั้ง และรายงานต่อนายกรัฐมนตรี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าก่อนการประชุมนายปกรณ์ ได้หอบเอกสารจำนวนมากเข้าไปในที่ประชุม ทั้งระบุว่าเรื่องนี้กรรมใครกรรมมัน

ศุภมาส ปลื้ม บินล่าฝัน ติด 1 ใน 4 หนังต่างชาติ สร้างแรงบันดาลใจ ในเทศกาลภาพยนตร์เด็กปักกิ่ง

ศุภมาส ปลื้ม บินล่าฝัน ติด 1 ใน 4 หนังต่างชาติ สร้างแรงบันดาลใจ ในเทศกาลภาพยนตร์เด็กปักกิ่ง

ศุภมาส ปลื้ม บินล่าฝัน ติด 1 ใน 4 หนังต่างชาติ สร้างแรงบันดาลใจ ในเทศกาลภาพยนตร์เด็กปักกิ่ง

วันอังคาร ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 21.25 น.

“ศุภมาส” ปลื้ม หนังไทย “บินล่าฝัน” ผงาด ติด 1 ใน 4 หนังต่างชาติสร้างแรงบันดาลใจ

วันที่ 4 สิงหาคม 2569 นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ พร้อมด้วย นายธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เปิดเผยว่า ภาพยนตร์ “บินล่าฝัน” (A Time to Fly) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ได้รับคัดเลือกให้เข้าฉายในสัปดาห์ภาพยนตร์สำหรับเด็กแห่งประเทศจีน ครั้งที่ 18 ระหว่างวันที่ 7 ถึง 9 สิงหาคม 2569 ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยเป็น 1 ใน 4 ภาพยนตร์ต่างประเทศที่ผ่านการคัดเลือกในปีนี้

การเข้าร่วมครั้งนี้เป็นการสานต่อนโยบายของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่เดินทางไปกระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีน เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา และได้มอบหมายให้ทุกหน่วยงานเร่งพัฒนาความร่วมมือระหว่างสองประเทศให้เป็นรูปธรรม โดย นางสาวศุภมาสได้มอบหมายให้สำนักงานกองทุนพัฒนาสื่อฯ ใช้เวทีนี้ขยายความร่วมมือด้านสื่อและอุตสาหกรรมภาพยนตร์ พร้อมผลักดันให้คอนเทนต์ไทยเข้าสู่ตลาดจีนมากขึ้น 

“ที่ผ่านมากองทุนให้ทุนสนับสนุนผลงานดีๆ ต่อเนื่องทุกปี แต่ยังต่อยอดไปสู่การเผยแพร่ได้ไม่เต็มที่ โดยเฉพาะตลาดต่างประเทศ ดิฉันจึงให้สำนักงานนำผลงานทั้งที่เสร็จแล้วและที่กำลังดำเนินการ มาจัดทำเป็นฐานข้อมูลทรัพย์สินทางปัญญาของกองทุน แล้วต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่ม การที่ภาพยนตร์บินล่าฝันได้ฉายที่ปักกิ่งครั้งนี้ คือ บทพิสูจน์ว่าผลงานของคนไทยไปไกลได้จริง” นางสาวศุภมาสกล่าว

สำหรับสัปดาห์ภาพยนตร์สำหรับเด็กแห่งประเทศจีน ครั้งที่ 18  ได้มีการจัดนิทรรศการ “ภาพยนตร์กีฬาสร้างแรงบันดาลใจสำหรับเยาวชน” ภายใต้แนวคิด ให้กีฬาเยียวยาจิตใจ ให้แสงแห่งภาพยนตร์ปกป้องอนาคต โดยคณะกรรมการภาพยนตร์เด็กแห่งสมาคมภาพยนตร์จีน ร่วมกับศูนย์ศิลปะภาพยนตร์แห่งสหพันธ์วรรณกรรมและศิลปะแห่งประเทศจีน และได้รับการสนับสนุนจากพิพิธภัณฑ์ภาพยนตร์จีนและศูนย์บริการเยาวชนกรุงปักกิ่ง ซึ่งปีนี้คัดเลือกภาพยนตร์เด่น 10 เรื่องจากจีนและ ต่างประเทศ เนื้อหาครอบคลุมกีฬาหลากหลายประเภท ทั้งภาพยนตร์คนแสดงและแอนิเมชัน จัดฉายที่พิพิธภัณฑ์ภาพยนตร์จีนและโรงภาพยนตร์ Beijing Youth Palace Cinema พร้อมกิจกรรมพูดคุยกับผู้สร้างหลังการฉาย และห้องเรียนศิลปะภาพยนตร์สำหรับเยาวชน

นายธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กล่าวว่า ภาพยนตร์บินล่าฝัน มีกำหนดฉายในวันที่ 8 สิงหาคมนี้ โดยตนพร้อมคณะผู้บริหารกองทุนฯ และนายตรีเทพ ไทยคุรุพันธ์ ผู้บริหารซียู ไนเต็ด เอ็กซ์เทนชั่น ซึ่งดูแลงานนิเทศนวัตกรรมของคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะผู้ประสานงานโครงการ จะเดินทางไปร่วมงาน การได้ฉายร่วมโปรแกรมกับภาพยนตร์ระดับสากลของจีนและต่างประเทศ ถือเป็นความสำเร็จของภาพยนตร์ไทย นอกจากนี้ คณะยังเตรียมคอนเทนต์อื่นของกองทุนไปเจรจาเปิดตลาดในงานนี้ด้วย

“ดิฉันอยากให้คนไทยเห็นว่า สื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ไม่ได้เพียงการรณรงค์หรือสร้างความตระหนักรู้ที่จบแค่การฉายในประเทศ แต่ยังขายต่างประเทศได้ ไปไกลได้ และสร้างรายได้กลับมาให้คนทำงานสร้างสรรค์ไทย ประชาชนสามารถติดตามผลงานที่กองทุนสนับสนุน และแจ้งเรื่องเนื้อหาสื่อที่ไม่เหมาะสมได้ที่ http://www.thaimediafund.or.th และเฟซบุ๊กกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์” นางสาวศุภมาสกล่าว

กระทรวง อว. เครือซีพี อไรซ์ ทรู QTRic และ qBraid ร่วมสร้างแพลตฟอร์มควอนตัมระดับประเทศ เดินหน้า 4 พันธกิจ “สร้างคน–เร่งงานวิจัย–ยกระดับอุตสาหกรรม–สร้างนวัตกรรม”

กระทรวง อว. เครือซีพี อไรซ์ ทรู QTRic และ qBraid ร่วมสร้างแพลตฟอร์มควอนตัมระดับประเทศ เดินหน้า 4 พันธกิจ “สร้างคน–เร่งงานวิจัย–ยกระดับอุตสาหกรรม–สร้างนวัตกรรม”

กระทรวง อว. เครือซีพี อไรซ์ ทรู QTRic และ qBraid ร่วมสร้างแพลตฟอร์มควอนตัมระดับประเทศ เดินหน้า 4 พันธกิจ “สร้างคน–เร่งงานวิจัย–ยกระดับอุตสาหกรรม–สร้างนวัตกรรม”

วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 15.03 น.

ประเทศไทยก้าวอีกขั้นในการวางรากฐานสู่ยุคเทคโนโลยีควอนตัม ด้วยการเปิดตัว “Quantum Club Thailand” แพลตฟอร์มความร่วมมือด้านเทคโนโลยีควอนตัมระดับประเทศ ซึ่งเกิดจากความร่วมมือระหว่าง  กระทรวงการอุดมศึกษา  วิทยาศาสตร์  วิจัยและนวัตกรรม  (อว.)  เครือเจริญโภคภัณฑ์   อไรซ์  ทรู คอร์ปอเรชั่น  QTRic  และ qBraid ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มซอฟต์แวร์ควอนตัมจากสหรัฐอเมริกา เพื่อเชื่อมโยงภาครัฐ มหาวิทยาลัย นักวิจัย ภาคอุตสาหกรรม สตาร์ทอัพ นักลงทุน และพันธมิตรเทคโนโลยีระดับโลก ร่วมพัฒนากำลังคน ผลักดันงานวิจัย และเร่งการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีควอนตัมในภาคอุตสาหกรรม พร้อมวางรากฐานและเตรียมความพร้อมของประเทศไทยในการคว้าโอกาสจากเศรษฐกิจควอนตัมในอนาคต  ทั้งนี้ Quantum Club Thailand จะขับเคลื่อนผ่าน 4 พันธกิจหลัก ได้แก่ การสร้างกำลังคน การผลักดันงานวิจัย การยกระดับภาคอุตสาหกรรม และการสร้างนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้และต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้จริง โดยเริ่มต้นด้วย 3 โครงการเรือธง ได้แก่ Quantum Academy Thailand, Quantum Industry Lab และ Quantum Innovation Challenge เพื่อวางรากฐานระบบนิเวศควอนตัมของประเทศไทย และผลักดันประเทศสู่การเป็น ผู้ร่วมสร้างเทคโนโลยีและนวัตกรรมควอนตัมในเวทีโลก

ภายในงานได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วย นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์  ประธานกรรมการ  บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท อไรซ์ เวนเจอร์ส กรุ๊ป จำกัด  ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ประธานคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนองค์กรและการพัฒนากลยุทธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์  รศ.ดร.วรวัฒน์ มีวาสนา ประธานเครือข่ายความร่วมมือด้านเทคโนโลยีควอนตัมของประเทศไทย (QTRic)  นายริกกี ยัง ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ qBraid บริษัทผู้พัฒนาแพลตฟอร์มซอฟต์แวร์และระบบคลาวด์ด้านเทคโนโลยีควอนตัมจากสหรัฐอเมริกา  และ ศ.ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) พร้อมด้วยผู้แทนจากภาครัฐ มหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย ภาคธุรกิจ สตาร์ทอัพ และองค์กรเทคโนโลยีชั้นนำจากทั้งในและต่างประเทศ เข้าร่วมงาน ณ ทรู ดิจิทัล พาร์ค

ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ประธานเปิดงาน พร้อมด้วย นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์  ประธานกรรมการ  บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท อไรซ์ เวนเจอร์ส กรุ๊ป

ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า กระทรวง อว. มุ่งสร้างกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง โดยมองว่าเทคโนโลยีควอนตัมจะเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ สิ่งสำคัญที่สุดคือการเร่งพัฒนากำลังคนควบคู่กับการผลักดันให้งานวิจัยออกจากห้องทดลองสู่การใช้ประโยชน์ในภาคอุตสาหกรรม ความร่วมมือภายใต้ Quantum Club Thailand จึงเป็นการรวมพลังของภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคเอกชน เพื่อสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่ต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์จริง สร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ และผลักดันให้ประเทศไทยเป็นผู้สร้างนวัตกรรมควอนตัมในอนาคต

ศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์  ประธานกรรมการ  บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท อไรซ์ เวนเจอร์ส กรุ๊ป จำกัด

นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์  ประธานกรรมการ  บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท อไรซ์ เวนเจอร์ส กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า “การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคควอนตัมไม่ใช่เพียงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่จะกำหนดขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว สิ่งสำคัญที่สุดในการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ไม่ใช่คอมพิวเตอร์ ศูนย์ข้อมูล หรือเครื่องจักร แต่คือ ‘คน’ เพราะเทคโนโลยีสามารถจัดหาได้ แต่บุคลากรที่สามารถสร้างเทคโนโลยีใหม่ต้องอาศัยการลงทุนและพัฒนาอย่างต่อเนื่องภายในประเทศ

ประเทศไทยมีจุดแข็งทั้งด้านบุคลากร นักวิจัย มหาวิทยาลัย และภาคอุตสาหกรรม สิ่งสำคัญคือการเชื่อมศักยภาพเหล่านี้เข้าด้วยกัน Quantum Club Thailand จึงไม่ใช่เพียงเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ แต่เป็นกลไกความร่วมมือที่เชื่อมภาครัฐ ภาคการศึกษา ภาคธุรกิจ และพันธมิตรระดับโลก เพื่อเร่งให้เกิดงานวิจัย นวัตกรรม และการประยุกต์ใช้จริง เพราะนวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่ไม่เคยเกิดจากคนเพียงคนเดียว แต่เกิดจากความร่วมมือของผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขา”

นายศุภชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า “ประเทศไทยต้องเปลี่ยนจากประเทศที่ติดตามเทคโนโลยี มาเป็นประเทศที่ร่วมสร้างเทคโนโลยี เราไม่ควรเป็นเพียงผู้ใช้ AI หรือ Quantum แต่ต้องมีนักวิจัย นักพัฒนา และผู้ประกอบการของเราเอง ความสำเร็จของเทคโนโลยีไม่ได้วัดจากจำนวนงานวิจัย แต่ต้องวัดจากความสามารถในการแก้ปัญหา เพิ่มประสิทธิภาพของประเทศ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน”

เอกราช ปัญจวีณิน หัวหน้าสายงานวิจัยและนวัตกรรม บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น

ขณะที่ นายเอกราช ปัญจวีณิน หัวหน้าสายงานวิจัยและนวัตกรรม บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “เทคโนโลยีควอนตัมจะเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงโลกและหลายอุตสาหกรรมในอนาคต หากประเทศไทยต้องการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาว ประเทศไทยไม่ควรเป็นเพียงผู้ซื้อหรือผู้ใช้เทคโนโลยี แต่ต้องร่วมพัฒนาองค์ความรู้ บุคลากร และนวัตกรรมของตนเองตั้งแต่วันนี้  ทรู คอร์ปอเรชั่น ในฐานะผู้นำบริษัทโทรคมนาคม-เทคโนโลยีไทย ตระหนักถึงพลังของควอมตัมที่จะเป็นโครงสร้างพื้นฐานยุคถัดไปที่จะปฏิวัติภาคอุตสาหกรรมและสร้างขีดความสามารถการแข่งขันระดับชาติ พร้อมนำศักยภาพโครงข่ายอัจฉริยะและระบบนิเวศดิจิทัลมาร่วมขับเคลื่อน Quantum Club Thailand ให้เป็นมากกว่าพื้นที่แลกเปลี่ยนความรู้ แต่เป็น  แพลตฟอร์มแห่งการลงมือทำ ที่เชื่อมจุดแข็งของทุกภาคส่วน ตั้งแต่องค์ความรู้และงานวิจัยระดับแนวหน้า ไปจนถึงโจทย์จริงจากภาคธุรกิจ เพื่อร่วมกันสร้างนวัตกรรมและเปลี่ยนสู่ผลลัพธ์เชิงพาณิชย์ที่จับต้องได้จริงสำหรับอุตสาหกรรมไทย ภายใต้เป้าหมายสำคัญครอบคลุมทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็น จำนวนบุคลากรที่ได้รับการพัฒนาจริง งานวิจัยที่นำไปประยุกต์ใช้ได้จริง โครงการนำร่องในภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนการแจ้งเกิดของ Deep-tech สตาร์ทอัพไทยบนเวทีโลก ผ่านกิจกรรมหลากหลาย ทั้งเวิร์กชอป สัมมนา และการเชื่อมต่อกับชุมชนควอนตัมสากล ซึ่งจะเป็นการเตรียมประเทศไทยให้พร้อมก้าวจากการเป็นผู้ใช้เทคโนโลยี ไปสู่การเป็นผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมแห่งยุคควอนตัมอย่างแท้จริง”

ดร.วรวัฒน์ มีวาสนา ประธานเครือข่ายความร่วมมือด้านเทคโนโลยีควอนตัมของประเทศไทย (QTRic)

ด้าน  ดร.วรวัฒน์ มีวาสนา ประธานเครือข่ายความร่วมมือด้านเทคโนโลยีควอนตัมของประเทศไทย (QTRic) กล่าวว่า “ปัจจุบัน QTRic มีต้นแบบเทคโนโลยีควอนตัมมากกว่า 80 รายการ และเครือข่ายนักวิจัยกว่า 120 คน จาก 19 องค์กรพันธมิตร พร้อมนำองค์ความรู้ดังกล่าวมาต่อยอดผ่าน Quantum Club Thailand เพื่อเชื่อมโยงภาคการศึกษา ภาครัฐ และภาคอุตสาหกรรม สร้าง Use Case เชิงพาณิชย์ และขยายความร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลก เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น Quantum Hub ของอาเซียน”

ริกกี ยัง หัวหน้าคณะผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการ qBraid

นายริกกี ยัง หัวหน้าคณะผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการ qBraid กล่าวว่า “qBraid มีความยินดีที่ได้ร่วมสนับสนุนวิสัยทัศน์ระยะยาวของประเทศไทยในการสร้างระบบนิเวศควอนตัมที่แข่งขันได้ในระดับโลกผ่าน Quantum Club Thailand  และขอบคุณรัฐบาลไทย ทรู คอร์ปอเรชั่น และ QTRiC  ที่ได้ริเริ่มเป็นผู้นำในการผสานความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษา ภาคอุตสาหกรรม และภาครัฐ เพื่อเร่งขับเคลื่อนนวัตกรรมควอนตัม ซึ่งนอกเหนือจากการเปิดให้เข้าถึงแพลตฟอร์มควอนตัมระดับสากลและเครื่องมือที่ขับเคลื่อนด้วย AI แล้ว qBraid มุ่งมั่นร่วมสร้างบุคลากรด้านควอนตัมของไทย และส่งเสริมภาคธุรกิจในการพัฒนาโซลูชันต้นแบบเพื่อทดสอบใช้งานจริงในอุตสาหกรรมหลัก ตลอดจนเชื่อมโยงผู้นำด้านควอนตัมของไทยเข้ากับเครือข่ายนานาชาติ ซึ่งจะช่วยเร่งให้เกิดการประยุกต์ใช้ในภาคอุตสาหกรรม สร้างแรงบันดาลใจแก่บุคลากรรุ่นใหม่ พร้อมผลักดันให้ประเทศไทยก้าวเป็นศูนย์กลางระดับภูมิภาคและจุดหมายปลายทางระดับโลกด้านนวัตกรรม งานวิจัย และการใช้ควอนตัมในเชิงพาณิชย์”

4 พันธกิจหลัก วางรากฐานระบบนิเวศควอนตัมไทยทุกมิติ

Quantum Club Thailand แพลตฟอร์มความร่วมมือระดับประเทศที่เชื่อมภาควิจัย อุตสาหกรรม ภาครัฐ และพันธมิตรระดับโลก เพื่อขับเคลื่อนอนาคตควอนตัมของประเทศไทย ภายใต้ 4 พันธกิจเชิงยุทธศาสตร์ที่สอดรับกับโครงสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ ประกอบด้วย

  • สร้างกำลังคน — ยกระดับและพัฒนากำลังคนด้านควอนตัมอย่างยั่งยืน เชื่อมโยงนักศึกษา นักวิจัย วิศวกร และบุคลากรวิชาชีพเข้ากับโอกาสการเรียนรู้ตั้งแต่ระดับพื้นฐานจนถึงการพัฒนาจริง
  • สร้างงานวิจัย — ส่งเสริมความร่วมมือเพื่อผลักดันงานวิจัยให้ก้าวข้ามจากทฤษฎีไปสู่การทดลอง การพิสูจน์แนวคิด และการประยุกต์ใช้จริง โดยนำโจทย์ภาคธุรกิจและสังคมมาขับเคลื่อนการวิจัย
  • สร้างภาคอุตสาหกรรม — สร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการปรับใช้เทคโนโลยีควอนตัมในภาคธุรกิจ ครอบคลุมทั้งรูปแบบการใช้งานที่ตอบโจทย์และความต้องการต่างๆในการดำเนินธุรกิจ และการพัฒนาโครงการนำร่อง โดยมีกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย  อาทิ   โทรคมนาคม  พลังงาน  สาธารณสุข  การผลิต  บริการทางการเงิน โลจิสติกส์  และโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ
  • สร้างนวัตกรรม — สนับสนุนสตาร์ทอัพและนวัตกรเปลี่ยนไอเดียให้เป็นผลงานต้นแบบ (Prototypes) ตลอดจนร่วมทุนในธุรกิจเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อสร้างทรัพย์สินทางปัญญาใหม่ๆ ให้แก่ประเทศ

3 โครงการเรือธง Quantum Club Thailand

Quantum Club Thailand ก่อตั้งขึ้นด้วยเจตนารมณ์ชัดเจนที่จะเป็น “Execution Platform” เริ่มตั้งแต่การเรียนรู้ – วิจัย – ทดลอง – โครงการนำร่อง – นวัตกรรม – ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมพร้อมขยายผลได้จริง โดยริเริ่มดำเนิน 3 โครงการหลัก ครอบคลุมตั้งแต่การสร้างบุคลากรไปจนถึงการพัฒนาธุรกิจเชิงพาณิชย์ ได้แก่

  • Quantum Academy Thailand — ศูนย์กลางการพัฒนากำลังคน ผ่านการอบรม Bootcamp เวิร์กชอป และทุนการศึกษา/ทุนวิจัย โดยร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลกอย่าง qBraid เพื่อมอบประสบการณ์การลงมือปฏิบัติจริงกับซอฟต์แวร์ควอนตัม ระบบจำลอง และระบบประมวลผลระดับสูง
  • Quantum Industry Lab — ห้องปฏิบัติการร่วมระหว่างภาคธุรกิจ นักวิจัย และผู้ให้บริการเทคโนโลยี นำร่องในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม ก่อนขยายผลสู่อุตสาหกรรมอื่น เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพโครงข่าย การประหยัดพลังงาน และระบบความปลอดภัยยุคควอนตัม
  • Quantum Innovation Challenge — เวที Hackathon ระดับชาติ และการจับคู่ธุรกิจ เพื่อเปลี่ยนไอเดียควอนตัมของนวัตกรไทยให้กลายเป็นทรัพยากรทางปัญญา สตาร์ทอัพ และโอกาสเชิงพาณิชย์ในอนาคต

ทั้งนี้ ในระยะแรก Quantum Club Thailand จะมุ่งเน้นการพัฒนาขีดความสามารถเทคโนโลยีและเชื่อมโยงโดยตรงกับโจทย์จริงของภาคอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทย ครอบคลุม 4 ด้านหลัก ได้แก่ 1) การเพิ่มประสิทธิภาพด้วยควอนตัม (Quantum Optimization) 2) การจำลองแบบด้วยควอนตัมและแบบจำลองเสมือนจริง (Quantum Simulation and Digital Twin) 3) ปัญญาประดิษฐ์ควอนตัมและโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ (Quantum AI and Intelligent Infrastructure) และ 4) ระบบความปลอดภัยยุคควอนตัม (Quantum Security) เพื่อรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์จากการถูกเจาะหรือถอดรหัสด้วยคอมพิวเตอร์ควอนตัมในอนาคต

‘สิริขัตติยกษัตริย์ ดวงใจรักแห่งแผ่นดิน’ นิทรรศการเทิดพระเกียรติ ‘สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง’

‘สิริขัตติยกษัตริย์ ดวงใจรักแห่งแผ่นดิน' นิทรรศการเทิดพระเกียรติ  ‘สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง’

‘สิริขัตติยกษัตริย์ ดวงใจรักแห่งแผ่นดิน’ นิทรรศการเทิดพระเกียรติ ‘สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง’

วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.48 น.

นับเป็นอีกหนึ่งปรากฏการณ์สำคัญของวงการศิลปะร่วมสมัยของไทย เมื่อ อาจารย์ชูศิษฐ์ วิจารณ์โจรกิจ ร่วมกับ Decide Kit Studio สตูดิโอสร้างสรรค์เจ้าของรางวัลระดับนานาชาติ สร้างสรรค์ภาพยนตร์แอนิเมชันเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ไฮไลท์ในนิทรรศการเทิดพระเกียรติ “สิริขัตติยกษัตริย์ ดวงใจรักแห่งแผ่นดิน” เพื่อแสดงความจงรักภักดีและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ร่วมด้วยเหล่าศิลปินแห่งชาติ อาทิ จักรพันธุ์ โปษยกฤต, ปัญญา วิจินธนสาร รวมถึงศิลปินชั้นเยี่ยมแห่งรัชสมัย ได้แก่ วัชระ ประยูรคำ,อลงกรณ์ หล่อวัฒนา,พินิตย์ พันธประวัติ ,นภดล วิรุฬห์ชาตะพันธ์,ชูศิษฐ์ วิจารณ์โจรกิจ, วิรัญญา จิราธิกิตติ์ และ อาจารย์นที ทับทิมทอง ฯลฯ

พลเอก พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมศึกยุคล เสด็จทรงเป็นองค์ประธานเปิดนิทรรศการ

พิธีเปิดนิทรรศการ โดย พลเอก พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมศึกยุคล เสด็จทรงเป็นองค์ประธานเปิดนิทรรศการ ณ Thara Hall, Walk Way และ Arts Way ชั้น M ไอคอนสยาม  และจะเปิดให้ประชาชนและผู้สนใจเข้าชมระหว่างนี้จนถึงวันที่ 8 สิงหาคม ณ Thara Hall, Walk Way และ Arts Way ชั้น M ไอคอนสยาม

อาจารย์ชูศิษฐ์ วิจารณ์โจรกิจ

อาจารย์ชูศิษฐ์ วิจารณ์โจรกิจ กล่าวว่า นิทรรศการครั้งประวัติศาสตร์นี้ ถือเป็นการรวบรวมผลงานศิลปะอันทรงคุณค่าและหาชมได้ยากจากศิลปินผู้ทรงคุณวุฒิของประเทศไทย ถ่ายทอดศาสตร์แห่งศิลปกรรมผ่าน 5 แขนงสำคัญ ได้แก่ จิตรกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพ์ ศิลปะไทย และศิลปะภาพยนตร์ดิจิทัลสามมิติ (3D Digital Art) โดยเชื่อมโยงศิลปะดั้งเดิมเข้ากับเทคโนโลยีร่วมสมัยอย่างวิจิตรบรรจง  ผลงานมาสเตอร์พีซจากเหล่าศิลปินแห่งชาติผู้ทรงคุณูปการ

“สิริขัตติยกษัตริย์ ดวงใจรักแห่งแผ่นดิน จึงมิใช่เพียงนิทรรศการศิลปะ หากเป็นการรวมพลังแห่งศรัทธา เป็นเวทีแห่งการเรียนรู้ ถ่ายทอดความงดงามของศิลปกรรมไทย การสืบสานมรดกแรงบันดาลใจจากศิลปินผู้สร้างคุณูปการแก่แผ่นดิน ให้คงอยู่คู่สังคมไทยสืบไป และสะท้อนหัวใจรักของคนไทยทั้งชาติที่ร่วมกันจารึกอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์แห่งแผ่นดิน” อาจารย์ชูศิษฐ์ กล่าว

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือ ภาพยนตร์แอนิเมชันเทิดพระเกียรติ ความยาว 6 นาที ซึ่งถือเป็นการพลิกโฉมการนำเสนอวงการศิลปะของไทยครั้งสำคัญ เมื่อผลงานจากปลายพู่กัน งานประติมากรรม และแม่พิมพ์โลหะ ได้รับการถ่ายทอดสู่โลกแห่งภาพเคลื่อนไหวสามมิติอย่างงดงามสมพระเกียรติ ผ่านการออกแบบสร้างสรรค์โดย อาจารย์ชูศิษฐ์ วิจารณ์โจรกิจ ร่วมกับ Decide Kit Studio สตูดิโอสร้างสรรค์เจ้าของรางวัลระดับนานาชาติ พร้อมทีมศิลปินจากหลากหลายสาขาที่ร่วมกันถ่ายทอดผลงานด้วยหัวใจแห่งความภาคภูมิใจในความเป็นไทย

ภาพยนตร์เทิดพระเกียรติชุดนี้จะถูกนำขึ้นฉายพร้อมกันบนจอ มัลติมีเดียสกรีน ภายในไอคอนสยาม และจุดสำคัญทั่วกรุงเทพมหานครตลอดช่วงปลายเดือนกรกฎาคม เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ร่วมชื่นชมศิลปะที่ก้าวข้ามข้อจำกัดของพื้นที่ พร้อมร่วมถวายพระพรชัยมงคลเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ครบ 74 พรรษา ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2569  ซึ่งนับเป็นช่วงเวลาแห่งความเป็นสิริมงคลยิ่งของปวงชนชาวไทย

ภายในนิทรรศการจะได้ชื่นชมผลงานมาสเตอร์พีซจากศิลปินผู้ทรงคุณูปการ อาทิ ศิลปินแห่งชาติ จักรพันธุ์ โปษยกฤต,  ปัญญา วิจินธนสาร รวมถึงศิลปินชั้นเยี่ยมแห่งรัชสมัย ได้แก่ อาจารย์วัชระ ประยูรคำ, อาจารย์อลงกรณ์ หล่อวัฒนา, อาจารย์พินิตย์ พันธประวัติ, อาจารย์นภดล วิรุฬห์ชาตะพันธ์, อาจารย์ชูศิษฐ์ วิจารณ์โจรกิจ, อาจารย์วิรัญญา จิราธิกิตติ์ และอาจารย์นที ทับทิมทอง ซึ่งล้วนเป็นศิลปินผู้สร้างสรรค์ผลงานอันทรงคุณค่าให้แก่วงการศิลปะไทยแทบทั้งสิ้น

เพื่อร่วมบันทึกความทรงจำแห่งประวัติศาสตร์ ผู้ที่สนใจสามารถสั่งจองผลงานภาพพิมพ์รีโปรดักชั่นพระบรมรูปคู่ “สิริขัตติยกษัตริย์ ดวงใจรักแห่งแผ่นดิน” พร้อมลายเซนต์ลิมิเทตอิดิชั่น จำกัดเพียง 100 ชุด ขนาดรวมกรอบ 50×77 ซม. เป็นกรอบไม้ทองประดับลายมงกุฎช่อดอกไม้มวลบุปผาราชินีอันงดงามลึกซึ้ง พร้อมโลโก้ซิกเนเจอร์ ฝีมือการปั้นโดย อาจารย์ชูศิษฐ์ วิจารณ์โจรกิจ ได้ที่โทร. 065-2394591 โดยสามารถเข้าชมรูปภาพตัวอย่างผลงานหรือติดต่อได้ที่ FB: Chusit Wijarnjoragij ชูศิษฐ์ วิจารณ์โจรกิจ

สำหรับรายได้จากการจำหน่ายจำหน่ายผลงาน ภายหลังหักค่าใช้จ่าย จะทูลเกล้าฯ ถวายแด่ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อทรงใช้สอยตามพระราชอัธยาศัย อันเป็นการน้อมเกล้าฯถวายเป็นพระราชกุศลและแสดงออกถึงความจงรักภักดีอย่างสูงสุด

นิทรรศการในครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือจาก ICONSIAM, BANGKOK AIRWAYS, RCL, PLAN B, DECIDE KIT, CHUSIT RPA, DEPERTMENT OF CULTURAL PROMOTION พร้อมขอเชิญประชาชนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของหน้าประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญ และร่วมสัมผัสความงดงามของศิลปะที่เปี่ยมด้วยคุณค่าทางจิตใจและวัฒนธรรม ระหว่างวันนี้จนถึง 8 สิงหาคม ณ Thara Hall, Walk Way และ Arts Way ชั้น M ไอคอนสยาม

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ เสด็จทรงเปิดนิทรรศการ ‘YOUNG รักษ์ทะเล’ บางกอกแอร์เวย์สเฝ้ารับเสด็จ พร้อมร่วมขับเคลื่อนอนุรักษ์ทะเลไทย

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ เสด็จทรงเปิดนิทรรศการ ‘YOUNG รักษ์ทะเล’  บางกอกแอร์เวย์สเฝ้ารับเสด็จ พร้อมร่วมขับเคลื่อนอนุรักษ์ทะเลไทย

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ เสด็จทรงเปิดนิทรรศการ ‘YOUNG รักษ์ทะเล’ บางกอกแอร์เวย์สเฝ้ารับเสด็จ พร้อมร่วมขับเคลื่อนอนุรักษ์ทะเลไทย

วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.43 น.

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้า สิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดนิทรรศการ “YOUNG รักษ์ทะเล SEA THE CHANGE : สร้างโลกทะเลใหม่ ด้วยมือเรา” เมื่อเร็ว ๆ นี้ ณ ห้องจัดนิทรรศการ NEX Hall ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน

โอกาสนี้ นางสาวตรีศรัณย์ สีตกะลิน รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ เลขานุการบริษัท ฯ และ(รักษาการ) รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายสนามบิน ผู้แทนบริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เฝ้ารับเสด็จ และเข้ารับพระราชทานโล่ที่ระลึก เข็มที่ระลึก และประกาศเกียรติคุณ ในฐานะที่บริษัทฯ เป็นผู้มีส่วนร่วมสนับสนุนการดำเนินงานของมูลนิธิอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทย ในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา (ม.อปสท.สร.)  

ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้ร่วมปฏิบัติหน้าที่ในคณะอนุกรรมการฝ่ายรายได้ของมูลนิธิฯ โดยมีบทบาทในการสนับสนุนการกำหนดแนวทางและเป้าหมายการดำเนินงานให้สอดคล้องกับพระราชดำริ และวัตถุประสงค์ของมูลนิธิฯ การได้รับพระราชทานโล่และประกาศเกียรติคุณในครั้งนี้ จึงนับเป็นเกียรติและความภาคภูมิใจในการร่วมสนับสนุนการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลของประเทศไทย ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการดำเนินธุรกิจภายใต้นโยบายความยั่งยืนผ่านแนวคิด “Boutique Footprint” ที่มุ่งสร้างคุณค่าร่วมให้กับชุมชน สิ่งแวดล้อม และสังคมไทยในระยะยาว

นิทรรศการ “YOUNG รักษ์ทะเล SEA THE CHANGE : สร้างโลกทะเลใหม่ ด้วยมือเรา” จัดขึ้นโดย ม.อปสท.สร. เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทางทะเล ผ่านการนำเสนอองค์ความรู้ นวัตกรรม และเรื่องราวความสำเร็จด้านการฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลของไทย เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนและประชาชนร่วมกันดูแลทะเลไทยอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ นิทรรศการเปิดให้ประชาชนเข้าชม จนถึงวันที่ 12 สิงหาคม 2569 ณ NEX Hall ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน เพื่อร่วมสัมผัสประสบการณ์การเรียนรู้ที่ผสานเทคโนโลยี ความรู้ และแรงบันดาลใจในการร่วมอนุรักษ์ท้องทะเลไทยให้คงความอุดมสมบูรณ์อย่างยั่งยืน

ทีเส็บเดินหน้าบ่มเพาะโคราช ต่อยอดเทศกาล K-BATTLE สู่ ‘แพลตฟอร์มเศรษฐกิจของเมือง’

ทีเส็บเดินหน้าบ่มเพาะโคราช ต่อยอดเทศกาล K-BATTLE สู่ ‘แพลตฟอร์มเศรษฐกิจของเมือง’

ทีเส็บเดินหน้าบ่มเพาะโคราช ต่อยอดเทศกาล K-BATTLE สู่ ‘แพลตฟอร์มเศรษฐกิจของเมือง’

วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.23 น.

สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ จัดกิจกรรมบ่มเพาะ Korat K-Battle : Business Festival Lab “ออกแบบเทศกาลที่ขายได้ และเปิดโอกาสธุรกิจให้เมือง” ภายใต้โครงการ “อวดเมือง 2569” ณ โรงแรมดิ อิมพีเรียล โฮเทล แอนด์ คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ โคราช จังหวัดนครราชสีมา   เตรียมความพร้อมจังหวัดนครราชสีมาต่อยอด K-BATTLE International Street Culture Festival 2026 จากเทศกาลวัฒนธรรมสตรีทของเมือง สู่เครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สามารถสร้างโอกาสด้านการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และธุรกิจใหม่ได้อย่างเป็นรูปธรรม

กิจกรรมครั้งนี้มุ่งเน้นคณะทำงานหลักในการขับเคลื่อนเทศกาล K-BATTLE จากทุกภาคส่วนของจังหวัด ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา ภาคการท่องเที่ยว และผู้ประกอบการในพื้นที่ เพื่อร่วมเรียนรู้และพัฒนาแนวทางการยกระดับเทศกาลให้เติบโตบนพื้นฐานของโมเดลธุรกิจที่ยั่งยืน

วิจิตร กิจวิรัตน์

นายวิจิตร กิจวิรัตน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า “การได้รับคัดเลือกเป็นจังหวัดนำร่องของโครงการ “อวดเมือง” เป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับการพัฒนาเมือง โดยใช้ศักยภาพและอัตลักษณ์ของโคราชเป็นต้นทุนในการสร้างเศรษฐกิจใหม่ โดยหัวใจสำคัญของการพัฒนาเทศกาล คือการสร้างคน สร้างองค์ความรู้ และสร้างความร่วมมือของทุกภาคส่วน เพื่อให้เทศกาลสามารถสร้างรายได้ เชื่อมโยงธุรกิจ และสร้างประโยชน์กลับคืนสู่คนในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน”

ดร.สุรัชสานุ์ ทองมี

ด้าน ดร.สุรัชสานุ์ ทองมี รองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) กล่าวว่า “กิจกรรมบ่มเพาะ Korat K- Battle:  Business Festival Lab ถือเป็นก้าวต่อจากเวที Town Hall “อวดเมืองโคราช” ที่จัดขึ้นเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยเป็นการต่อยอดจากการร่วมกำหนดทิศทางของเมือง ไปสู่การเตรียมความพร้อมในการลงมือทำ โดยทีเส็บมุ่งสนับสนุนองค์ความรู้ สร้างเครื่องมือในการยกระดับงาน และสร้างเครือข่ายต่อยอดเชิงพาณิชย์ เพื่อช่วยให้จังหวัดสามารถยกะดับเทศกาล K-BATTLE ให้เติบโตเป็น City Branded Festival ที่สร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจและสร้างโอกาสให้เมืองได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว”

อธิปัตย์ ทองชั้น

ด้าน อธิปัตย์ ทองชั้น ประธานสโมสรโคราชแบทเทิล กล่าวว่า “K-BATTLE เกิดขึ้น และเติบโตจากความรักใน Street Culture แต่หลังจากเข้าร่วมโครงการ “อวดเมือง” วันนี้เรากำลังเรียนรู้ว่าจะทำอย่างไรให้ทุกครั้งที่ K-BATTLE จัดขึ้น คนในพื้นที่ได้ประโยชน์ ผู้ประกอบการมีรายได้ และธุรกิจใหม่ๆ เกิดขึ้นในจังหวัด นั่นคือเป้าหมายที่พวกเรากำลังร่วมกันออกแบบ”

ภายในงานแบ่งกิจกรรมออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ Festival Insight Talks และ Business Platform Design Workshop โดยได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้สร้างเทศกาลและผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจงานแสดงสินค้าระดับประเทศ ประกอบด้วย ป่านแก้ว สัตยาวุฒิพงศ์ Vice President – Showbiz Promoter บริษัท จีเอ็มเอ็ม มิวสิค จำกัด (มหาชน) ผู้อยู่เบื้องหลัง Big Mountain Music Festival เทศกาลดนตรีกลางแจ้งที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย ถ่ายทอดแนวคิดการสร้างเทศกาลให้เติบโตไปพร้อมกับชุมชน เมือง และภาคธุรกิจ, รวิกานต์ พิทักษ์โลหพิตร Event Director – S2O Factory ผู้อยู่เบื้องหลัง S2O Songkran Music Festival เทศกาลดนตรีสัญชาติไทยที่สามารถขยาย   แบรนด์ผ่านระบบลิขสิทธิ์ไปจัดงานในหลายประเทศ ถ่ายทอดประสบการณ์การสร้างโมเดลธุรกิจ การบริหารจัดการ และการต่อยอดเทศกาลสู่เวทีนานาชาติ และ กชสร โตเจริญธนาผล ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารโครงการ บริษัท อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ จำกัด ผู้นำด้านการจัดงานแสดงสินค้าและงาน B2B Exhibition ระดับโลก นำเวิร์กช็อปออกแบบแพลตฟอร์มธุรกิจเพื่อต่อยอดการค้าการลงทุนอย่างเป็นรูปธรรม

ตลอดกิจกรรม ผู้เข้าร่วมได้รับองค์ความรู้ และร่วมกันระดมความคิดในการออกแบบแนวทางการพัฒนาเทศกาล    K-BATTLE ในมิติต่าง ๆ ทั้งการสร้างโมเดลรายได้ การเชื่อมโยงผู้ประกอบการ การออกแบบกิจกรรมเชิงพาณิชย์ และการพัฒนางานแสดงสินค้า K-BATTLE International Expo (KBATX) เพื่อให้เทศกาลสามารถสร้างโอกาสทางการค้าและการลงทุนได้จริง

ทั้งนี้ องค์ความรู้และข้อเสนอที่ได้จากกิจกรรมดังกล่าว จะถูกนำไปต่อยอดในการจัด K-BATTLE International Street Culture Festival 2026 ระหว่างวันที่ 20–29 พฤศจิกายน 2569 เพื่อยกระดับ K-BATTLE จากเทศกาลวัฒนธรรมสตรีทของโคราช สู่แพลตฟอร์มเศรษฐกิจของเมือง ที่เชื่อมโยง ศิลปิน ผู้ประกอบการ นักลงทุน และโอกาสทางธุรกิจ จากทั้งในและต่างประเทศ โดยคาดว่าจะสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจให้จังหวัดนครราชสีมาได้กว่า 2,458 ล้านบาท พร้อมวางรากฐานให้ K-BATTLE เติบโตเป็น City Branded Festival ที่สร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจให้กับจังหวัดได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว

สสส.ขยายชุมชนลดเค็ม พัฒนา ‘Salt Meter’ ดันมาตรการลดโซเดียม ป้องกันโรคไต-NCDs ตั้งแต่ต้นทาง

สสส.ขยายชุมชนลดเค็ม พัฒนา 'Salt Meter' ดันมาตรการลดโซเดียม ป้องกันโรคไต-NCDs ตั้งแต่ต้นทาง

สสส.ขยายชุมชนลดเค็ม พัฒนา ‘Salt Meter’ ดันมาตรการลดโซเดียม ป้องกันโรคไต-NCDs ตั้งแต่ต้นทาง

วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 13.42 น.

เครือข่ายลดบริโภคเค็ม ชี้ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังไทยทะลุ 1 ล้านคน ชู สสส. เดินหน้าขับเคลื่อนสังคมลดเค็มผ่าน ผ่านการส่งเสริมสัญลักษณ์ “ทางเลือกสุขภาพ” ขยายชุมชนลดเค็ม พัฒนา Salt Meter และผลักดันมาตรการลดโซเดียม ป้องกันโรคไต-NCDs ตั้งแต่ต้นทาง คาดลดผู้ป่วยความดันโลหิตสูงกว่า 85,000 ราย ลดภาระค่ารักษากว่า 3,100 ล้านบาท ใน 10 ปี

รศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ อายุรแพทย์โรคไต โรงพยาบาลรามาธิบดี และประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็ม กล่าวว่า จำนวนผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังยังคงเพิ่มขึ้นทั่วโลก แม้ปัจจุบันจะมีแนวทางการรักษาที่ช่วยชะลอการเสื่อมของไตได้ดีขึ้น ข้อมูลจากระบบคลังข้อมูลด้านการแพทย์และสุขภาพ (Health Data Center: HDC) ของกระทรวงสาธารณสุข ปี 2569 พบผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง 1,321,111 คน เพิ่มขึ้นจากปี 2568 จำนวน 175,928 คน ในจำนวนนี้เป็นผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3 จำนวน 634,289 คน ระยะที่ 4 จำนวน 167,244 คน และระยะที่ 5 ซึ่งต้องได้รับการล้างไตมากถึง 82,051 คน ซึ่งเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยเสี่ยงสำคัญจากโรคไม่ติดต่อ (NCDs) ได้แก่ โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และภาวะอ้วน ซึ่งสัมพันธ์กับพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ไม่เหมาะสม เช่น การบริโภคอาหารหวาน มัน เค็ม อาหารแปรรูปและอาหารแปรรูประดับสูง (Ultra-processed Foods: UPFs) รวมถึงเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง ตลอดจนการสูบบุหรี่ การใช้ยาหรือสารที่อาจส่งผลกระทบต่อไต และการเข้าสู่สังคมสูงวัย ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคไตเรื้อรัง

“จากประสบการณ์ในหลายประเทศทั่วโลก พบว่า การให้ความรู้เพียงอย่างเดียวไม่สามารถลดจำนวนผู้ป่วยรายใหม่ได้ จึงจำเป็นต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ ควบคู่กับการเพิ่มการเข้าถึงอาหารสุขภาพ การจำกัดการตลาดและการเข้าถึงอาหารหวาน มัน เค็ม รวมถึงการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย ขณะเดียวกันไทยควรยกระดับจากการขอความร่วมมือไปสู่มาตรการทางกฎหมาย เช่น การกำหนดค่าปริมาณโซเดียมสูงสุดในผลิตภัณฑ์อาหาร (Maximum Sodium Levels) และการจัดเก็บภาษีโซเดียม เช่นเดียวกับมาตรการภาษีเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาล เพื่อให้การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ การสร้างความรอบรู้ทางสุขภาพ และการรักษาดำเนินไปพร้อมกัน จะช่วยลดความเสี่ยงโรคไตและโรค NCDs ได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน” รศ.นพ.สุรศักดิ์ กล่าว

รศ.นพ.สุรศักดิ์ กล่าวต่อว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาคเอกชนได้ร่วมกันขับเคลื่อนการลดการบริโภคเกลือและโซเดียมภายใต้แผนยุทธศาสตร์ลดการบริโภคโซเดียมในประเทศไทย (SALTS) เพื่อสร้างความตระหนักและลดการบริโภคโซเดียมเกินของประชาชน ขณะเดียวกัน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับเครือข่ายลดบริโภคเค็มและภาคีเครือข่าย ขับเคลื่อนมาตรการลดการบริโภคโซเดียมอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การดำเนิน “มาตรการชุมชนลดเค็ม” ในพื้นที่นำร่องกว่า 50 ชุมชน และเตรียมขยายผลอีกกว่า 100 ชุมชน ควบคู่กับการติดตามประเมินผลด้านสุขภาพ แม้ปัจจุบันคนไทยยังบริโภคโซเดียมเฉลี่ย 3,650 มิลลิกรัมต่อวัน สูงกว่าคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกเกือบ 1.8 เท่า แต่ผลการศึกษาพบว่า มาตรการชุมชนลดเค็มร่วมกับการใช้ Salt Meter ช่วยลดการบริโภคโซเดียมได้เฉลี่ย 575 มิลลิกรัมต่อวัน และลดความดันโลหิตตัวบนได้เฉลี่ย 13.5 มิลลิเมตรปรอท ภายใน 12 สัปดาห์ สะท้อนประสิทธิผลในการลดปัจจัยเสี่ยงของโรคไม่ติดต่อ (NCDs)

รศ.นพ.สุรศักดิ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ สสส. และภาคีเครือข่ายยังสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรม Salt Meter เพื่อช่วยตรวจวัดปริมาณโซเดียมในอาหาร ซึ่งปัจจุบันมีการนำไปใช้แล้วกว่า 28,000 เครื่อง ในโรงพยาบาล ชุมชน และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) พร้อมขับเคลื่อนความร่วมมือกับภาคเอกชนในการปรับสูตรผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อลดโซเดียม ส่งเสริมการขยายการรับรองสัญลักษณ์ “ทางเลือกสุขภาพ” (Healthier Choice Logo: HCL) ในกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารต่าง ๆ และปรับปรุงเกณฑ์ปริมาณโซเดียมของสัญลักษณ์ฯ สำหรับอาหารกึ่งสำเร็จรูปประเภทเส้น เพื่อเพิ่มทางเลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพให้แก่ผู้บริโภค รวมถึงสนับสนุนการศึกษาวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์สุขภาพและฐานข้อมูลตลาดอาหาร เพื่อจัดทำหลักฐานเชิงประจักษ์สนับสนุนการพัฒนานโยบายภาษีโซเดียม โดยผลการศึกษาประมาณการว่า หากดำเนินนโยบายดังกล่าว อาจช่วยลดผู้ป่วยความดันโลหิตสูงได้กว่า 84,000 ราย และลดค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลได้กว่า 3,100 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 10 ปี