‘ดร.เลอพงษ์’ ชี้มุสลิมไทยส่วนใหญ่ ไม่เอาด้วย แบ่งแยกดินแดนใต้ ชี้อ้างถูกกดขี่ฟังไม่ขึ้น

'ดร.เลอพงษ์' ชี้มุสลิมไทยส่วนใหญ่ ไม่เอาด้วย แบ่งแยกดินแดนใต้  ชี้อ้างถูกกดขี่ฟังไม่ขึ้น

‘ดร.เลอพงษ์’ ชี้มุสลิมไทยส่วนใหญ่ ไม่เอาด้วย แบ่งแยกดินแดนใต้ ชี้อ้างถูกกดขี่ฟังไม่ขึ้น

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 10.47 น.

สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นบาดแผลเรื้อรังที่มักถูกผูกโยงเข้ากับประเด็นทางศาสนาและการกดขี่ ท่ามกลางกระแสความรุนแรงที่ยังคงคุกรุ่น ล่าสุด เฟซบุ๊กของทีมโฆษก กอ.รมน. ได้แชร์คลิปของ ดร.เลอพงษ์ ซาร์ยีต อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยนานาชาติในประเทศอิหร่าน และยังเป็นอดีตนายกสมาคมนักศึกษาไทย-อิหร่าน ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์กลุ่มขบวนการแบ่งแยกดินแดนอย่างตรงไปตรงมา พร้อมตั้งคำถามถึงความชอบธรรมในการก่อเหตุ และยืนยันข้อเท็จจริงว่าพี่น้องมุสลิมในประเทศไทยส่วนใหญ่ ไม่ได้ให้การสนับสนุนความรุนแรงที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด

ตั้งคำถามถึงนิยามคำว่า “กดขี่” บนแผ่นดินที่ให้อิสระเสรี

ดร.เลอพงษ์ ได้แสดงจุดยืนต่อต้านแนวคิดการแบ่งแยกดินแดนเพื่อตั้งรัฐอิสลาม โดยระบุว่า ข้ออ้างเรื่องการถูกกดขี่นั้นไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงในสังคมไทย และได้ตั้งคำถามสำคัญว่า คำว่า “กดขี่” ในบริบทนี้มีนิยามอย่างไร เพราะในความเป็นจริง ประเทศไทยให้สิทธิเสรีภาพแก่ประชาชนทุกศาสนาอย่างเต็มที่ พี่น้องมุสลิมสามารถใช้ชีวิตและประกอบศาสนกิจได้อย่างอิสระเสรี เช่นเดียวกับศาสนาอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นพุทธ ฮินดู พราหมณ์ คริสต์ หรือยิว ที่ต่างก็สามารถมีศาสนสถานและประกอบพิธีกรรมของตนเองได้ สภาพสังคมเช่นนี้สะท้อนชัดเจนว่า ประเทศไทยไม่ใช่ “ดารุลฮัรบ” หรือแผ่นดินแห่งสงคราม มุสลิมในไทยคือพลเรือนคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นบนความหลากหลายได้อย่างสันติ

การสังหารผู้บริสุทธิ์ คือบาปมหันต์ที่ผิดหลักศาสนา

ต่อประเด็นการใช้ความรุนแรง ดร.เลอพงษ์ ได้ประณามการกระทำของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบอย่างรุนแรง โดยเฉพาะการมุ่งเป้าไปที่เจ้าหน้าที่ ประชาชน พระสงฆ์ ครูอาจารย์ หรือแม้กระทั่งเด็ก ดร.เลอพงษ์ ได้ทวงถามถึงหลักการทางศาสนาที่ผู้ก่อเหตุใช้เป็นข้ออ้าง ว่านำมาจากส่วนใดของคัมภีร์อัลกุรอานหรือคำสอนของท่านศาสดา เพราะในความเป็นจริง หลักการอิสลามที่ถูกต้องระบุไว้อย่างชัดเจนว่า การสังหารผู้บริสุทธิ์เพียงหนึ่งคน เปรียบเสมือนการสังหารมนุษยชาติทั้งโลก ซึ่งถือเป็นบาปที่ยิ่งใหญ่และร้ายแรงอย่างมาก ไม่มีข้ออ้างใดที่จะสร้างความชอบธรรมให้กับการกระทำดังกล่าวได้

มุสลิมไทยกว่า 90% ปฏิเสธความรุนแรง ชี้ถูกผู้ไม่หวังดีชักใย

นอกจากนี้ ดร.เลอพงษ์ ยังได้ชี้แจงถึงท่าทีของประชาคมมุสลิมในประเทศไทย เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่สังคม โดยยืนยันว่ามุสลิมกว่าร้อยละ 90 ไม่ว่าจะเป็นนิกายซุนนี ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่และมีท่านจุฬาราชมนตรีเป็นผู้นำ หรือนิกายชีอะห์ ต่างก็ไม่ยอมรับและต่อต้านกระบวนการก่อความไม่สงบที่ทำร้ายผู้บริสุทธิ์ทั้งมุสลิมและชาวไทยพุทธ ไม่มีกลุ่มใดให้การสนับสนุนแนวคิดแบ่งแยกดินแดน ส่วนกลุ่มที่ยังคงก่อเหตุความรุนแรงนั้น เป็นเพียงคนกลุ่มน้อยที่ถูกล้างสมอง ปลูกฝังแนวคิดที่บิดเบือน และตกเป็นเครื่องมือของแผนการบางอย่างที่อาจมีสื่อหรือแม้แต่ประเทศอื่นคอยชักใยอยู่เบื้องหลัง เพื่อบั่นทอนความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนใต้ของไทย

ทำความรู้จัก “ดร.เลอพงษ์ ซาร์ยีต” กระบอกเสียงจากตะวันออกกลาง

ท่าทีอันแข็งกร้าวและตรงไปตรงมาของ ดร.เลอพงษ์ ได้รับความสนใจและมีน้ำหนักความน่าเชื่อถือสูง สืบเนื่องมาจากภูมิหลังที่เจาะลึกอยู่ในโลกอิสลาม ปัจจุบัน ดร.เลอพงษ์ ดำรงตำแหน่งเป็นอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยนานาชาติแห่งหนึ่งในประเทศอิหร่าน และยังเป็นอดีตนายกสมาคมนักศึกษาไทย-อิหร่าน ในแวดวงสื่อสารมวลชนก็เป็นที่รู้จักในฐานะนักวิชาการและแหล่งข่าวผู้รายงานสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่มักจะนำเสนอข้อมูล ภาพ และคลิปวิดีโอจากพื้นที่จริงฝั่งตะวันออกกลางโดยตรง

กอ.รมน. ย้ำจุดยืนร่วมปฏิเสธความรุนแรง ขับเคลื่อนสันติสุข

ทั้งนี้ในแคปชั่นของวีดีโอดังกล่าว กอ.รมน. ที่ได้เน้นย้ำถึงสถานการณ์ดังกล่าวว่า ความรุนแรงและการกระทำของขบวนการแบ่งแยกดินแดน เป็นเพียงการกระทำของคนกลุ่มหนึ่งที่บิดเบือนหลักศาสนา และใช้ความเชื่อเป็นเครื่องมือเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ ซึ่งไม่ใช่ความต้องการของพี่น้องมุสลิมทั้งประเทศรวมถึงในพื้นที่ชายแดนใต้

ประเทศไทยเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกเชื้อชาติ ทุกศาสนา อยู่ร่วมกันอย่างเสมอภาค จึงไม่อาจกล่าวอ้างได้ว่าความรุนแรงคือทางออก ทั้งนี้ กอ.รมน. ยืนยันความพร้อมในการบูรณาการร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อเดินหน้าสร้างความเข้าใจ เคารพความหลากหลาย และปฏิเสธความรุนแรง เพื่อขับเคลื่อนสันติสุขที่ยั่งยืนในพื้นที่ต่อไป

รัฐเปิดตัว ไทยช่วยไทย x Local Low Cost 1–15 ส.ค. นี้ ผนึกกำลังร้านค้าท้องถิ่น จัดโปรฯหวังลดค่าครองชีพ

รัฐเปิดตัว ไทยช่วยไทย x Local Low Cost 1–15 ส.ค. นี้ ผนึกกำลังร้านค้าท้องถิ่น จัดโปรฯหวังลดค่าครองชีพ

รัฐเปิดตัว ไทยช่วยไทย x Local Low Cost 1–15 ส.ค. นี้ ผนึกกำลังร้านค้าท้องถิ่น จัดโปรฯหวังลดค่าครองชีพ

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 08.53 น.

รัฐบาลเดินหน้า “ไทยช่วยไทย x Local Low Cost” 1–15 ส.ค. ผ่านร้านค้าท้องถิ่นกว่า 800 สาขา ลดค่าครองชีพ–เปิดตลาดให้ SMEs และสินค้าชุมชน

26 กรกฎาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลโดยกระทรวงพาณิชย์ เดินหน้ามาตรการช่วยลดค่าครองชีพของประชาชน พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการฐานราก ผ่านกิจกรรม “ไทยช่วยไทย x Local Low Cost” ระหว่างวันที่ 1–15 สิงหาคม 2569 โดยความร่วมมือกับเครือข่ายร้านค้าส่งและค้าปลีกท้องถิ่นกว่า 130 ราย รวมประมาณ 800 สาขา ทั่วประเทศ เพื่อจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคในราคาพิเศษ ควบคู่กับการเพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้าให้ผู้ประกอบการ SMEs และผู้ผลิตสินค้าชุมชน

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ภายในกิจกรรม ร้านค้าที่เข้าร่วมจะนำสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีพมาจำหน่ายในราคาพิเศษ โดยสินค้าที่ร่วมรายการจะได้รับส่วนลดสูงสุด ร้อยละ 60 อาทิ ข้าวสาร น้ำปลา ซอสปรุงรส และสินค้าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน ทั้งนี้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะจัดพิธีเปิดกิจกรรมอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 สิงหาคม 2569 ณ ร้านตั้งงี่สุนซูเปอร์สโตร์ สาขานาดี จังหวัดอุดรธานี

นางสาวลลิดา กล่าวว่า จุดเด่นของโครงการนี้คือการใช้เครือข่ายร้านค้าท้องถิ่นเป็นกลไกเชื่อมโยงผู้ผลิตกับผู้บริโภคในแต่ละพื้นที่ ช่วยให้สินค้า SMEs และสินค้าชุมชนมีพื้นที่จำหน่ายเพิ่มขึ้น เข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้น และทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจระดับจังหวัดและระดับชุมชน

“กิจกรรม ‘ไทยช่วยไทย x Local Low Cost’ มีเป้าหมายเดินหน้าควบคู่กันทั้งการช่วยประชาชนลดภาระค่าครองชีพ และการสร้างโอกาสทางการตลาดให้ผู้ประกอบการรายย่อย โดยใช้ร้านค้าท้องถิ่นกว่า 800 สาขาเป็นเครือข่ายกระจายสินค้า เชื่อมผู้ผลิตในชุมชนกับผู้บริโภคโดยตรง เพื่อให้กำลังซื้อที่เกิดขึ้นช่วยหล่อเลี้ยงทั้งครัวเรือน ผู้ประกอบการ และเศรษฐกิจในพื้นที่ไปพร้อมกัน” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า ร้านค้าท้องถิ่นถือเป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจฐานราก เพราะมีความใกล้ชิดกับผู้บริโภค เข้าใจความต้องการของคนในพื้นที่ และมีศักยภาพในการกระจายสินค้าของผู้ประกอบการรายเล็กสู่ตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ โครงการนี้จึงไม่เพียงช่วยลดค่าครองชีพในระยะสั้น แต่ยังช่วยเสริมความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นและสร้างโอกาสในการเติบโตของธุรกิจชุมชนในระยะยาว

“รัฐบาลขอเชิญชวนประชาชนร่วมเลือกซื้อสินค้าราคาพิเศษจากกิจกรรม ‘ไทยช่วยไทย x Local Low Cost’ และติดตามรายชื่อร้านค้า สาขา และสินค้าที่ร่วมรายการผ่านช่องทางของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและกระทรวงพาณิชย์ ทั้งนี้ ส่วนลดร้อยละ 60 เป็นอัตราสูงสุดของสินค้าที่ร่วมรายการ ซึ่งรายละเอียดสินค้าและอัตราส่วนลดอาจแตกต่างกันในแต่ละร้านและแต่ละสาขา” นางสาวลลิดา กล่าว

ธนพร จวก ไอติม-เป๋า ILAW เลือกปฏิบัติ! ปมวิจารณ์ฮั้ว สว. ย้อนถามทำเองเรียกว่าจัดตั้ง พอคนอื่นทำเรียกว่าโกง?

ธนพร จวก ไอติม-เป๋า ILAW เลือกปฏิบัติ! ปมวิจารณ์ฮั้ว สว. ย้อนถามทำเองเรียกว่าจัดตั้ง พอคนอื่นทำเรียกว่าโกง?

ธนพร จวก ไอติม-เป๋า ILAW เลือกปฏิบัติ! ปมวิจารณ์ฮั้ว สว. ย้อนถามทำเองเรียกว่าจัดตั้ง พอคนอื่นทำเรียกว่าโกง?

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 08.49 น.

26 กรกฎาคม 2569 ดร.ธนพร ศรียากูล นักวิชาการและนักวิเคราะห์การเมือง วิจารณ์การเคลื่อนไหวของ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน และ นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือ ไอลอว์ (iLaw) กรณีตรวจสอบข้อกล่าวหา “ฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา” ว่า มีลักษณะเลือกหยิบข้อเท็จจริงบางส่วนมาใช้โจมตีฝ่ายการเมืองตรงข้าม ทั้งที่ในช่วงการเลือก สว.ปี 2567 กลุ่มการเมืองหลายฝ่าย รวมถึงเครือข่ายสีส้ม ต่างก็มีความพยายามจัดทีมผู้สมัครและบริหารคะแนนอย่างเป็นระบบเช่นเดียวกัน

ดร.ธนพร กล่าวว่า ก่อนการเลือก สว.ได้เคยวิเคราะห์ไว้ตั้งแต่ต้นว่า พรรคประชาชนจำเป็นต้องพยายามเข้าไปมีอิทธิพลต่อองค์ประกอบของวุฒิสภา เพราะหากต้องการผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปฏิรูปองค์กรอิสระ หรือรับมือกับคดีการเมืองต่างๆ การมีเครือข่ายสนับสนุนในวุฒิสภาถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญ จึงไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจที่ในช่วงดังกล่าว จะเกิดการจัดตั้งเครือข่ายผู้สมัคร สว.จากกระทั่งฝ่ายสีส้มเอง ที่มีทั้งการจัดเวทีพบปะ การเช่าสถานที่ การนำผู้สมัครมาทำความรู้จัก ตลอดจนความพยายามรวบรวมกลุ่มบุคคลที่มีแนวคิดทางการเมืองใกล้เคียงกัน

“ถ้าจะพูดกันตรงๆ เรื่องการจัดทีม การรวมกลุ่ม หรือการบริหารจัดการผู้สมัคร พรรคประชาชนและเครือข่ายที่สนับสนุนพรรคส้มก็มีการจัดตั้งอย่างเปิดเผย มีการเช่าสถานที่ที่เมืองทองธานี และมีการนำผู้สมัครมาพบปะกัน” ดร.ธนพร กล่าว

ดร.ธนพร ระบุว่า สิ่งที่นายพริษฐ์ นายยิ่งชีพ และพรรคประชาชนต้องตอบสังคมคือ เหตุใดพฤติกรรมการรวมกลุ่มของฝ่ายตนจึงถูกอธิบายว่าเป็นการสร้างความรู้จักและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างผู้สมัคร แต่เมื่อเป็นการรวมกลุ่มของฝ่ายตรงข้ามกลับถูกตีตราว่าเป็น “กระบวนการฮั้ว” ทั้งหมด การตรวจสอบคดีฮั้ว สว.จึงต้องแยกให้ออกระหว่างการรวมกลุ่มหรือแนะนำตัว ซึ่งกติกาเปิดโอกาสให้ทำได้ กับการใช้เงินหรือผลประโยชน์ตอบแทนเพื่อแลกกับคะแนนเสียง ซึ่งเป็นคนละเรื่องกันอย่างสิ้นเชิง

“ฮั้วในความหมายที่เป็นความผิด จะต้องมีหลักฐานมากกว่าการพบปะหรือรู้จักกัน ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่ามีการจ่ายเงิน มีผลประโยชน์ตอบแทน หรือมีข้อตกลงแลกเปลี่ยนตำแหน่งและเงินเดือนกันจริง ถ้ามีเส้นเงินก็ว่ากันไปตามหลักฐาน แต่จะเหมารวมว่าทุกคนที่พบกันหรือจัดกลุ่มกันเป็นผู้กระทำผิดทั้งหมดไม่ได้” ดร.ธนพร กล่าว

ดร.ธนพร ย้ำว่า การตรวจสอบเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ แต่ต้องตรวจสอบด้วยมาตรฐานเดียวกัน ไม่ใช่กล่าวหาว่าเฉพาะฝ่ายตรงข้ามมีการจัดตั้ง ขณะที่การจัดทีมของฝ่ายตนกลับถูกมองว่าเป็นกิจกรรมตามปกติ พรรคประชาชน และเครือข่ายจึงไม่ควรหลีกเลี่ยงคำถามว่า ในช่วงก่อนการเลือก สว.เครือข่ายของตนเองมีบทบาทในการรวบรวมผู้สมัคร จัดกิจกรรม หรือวางยุทธศาสตร์คะแนนอย่างไรบ้าง และมีความแตกต่างจากสิ่งที่กำลังกล่าวหาฝ่ายอื่นตรงจุดใด

“ถ้าจะตรวจสอบก็ตรวจสอบให้หมดทุกสี อย่าใช้มาตรฐานแบบของตัวเองทำได้ แต่พอฝ่ายอื่นทำกลับเรียกว่าฮั้ว เพราะข้อเท็จจริงคือทุกฝ่ายต่างก็พยายามเข้าไปมีบทบาทในวุฒิสภา เพียงแต่สุดท้ายฝ่ายส้มและฝ่ายแดงแพ้เกมการจัดตั้งให้กับฝ่ายสีน้ำเงินเท่านั้น” ดร.ธนพร กล่าว

ดร.ธนพร สรุปว่า เกมตรวจสอบฮั้ว สว.ของพรรคส้ม อาจสร้างแรงกระเพื่อมทางการสื่อสารและสร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ฝ่ายสีน้ำเงินได้บางส่วน แต่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสมการอำนาจในระยะสั้น ตรงกันข้าม หากพรรคส้มยังคงโจมตีฝ่ายอื่นโดยไม่ชี้แจงบทบาทของเครือข่ายตนเองอย่างตรงไปตรงมา ก็อาจถูกตั้งคำถามกลับว่า การตรวจสอบครั้งนี้เป็นการรักษาความสุจริตของกระบวนการเลือก สว.อย่างแท้จริง หรือเป็นเพียงความพยายามเอาคืน หลังฝ่ายตนพ่ายแพ้ในการช่วงชิงอำนาจในวุฒิสภา

ดร.ธนพร เห็นว่า ผู้ที่นำเสนอข้อมูลต่อสาธารณะก็ควรยึดหลักความเป็นธรรมและความเป็นมืออาชีพ โดยเปิดพื้นที่ให้ข้อมูลจากทุกด้าน อย่าเลือกที่รัก มักที่ชัง ไม่รีบด่วนสรุป ไม่ตัดสินบุคคลล่วงหน้า และไม่เลือกนำเสนอเฉพาะข้อมูลที่สนับสนุนความเชื่อของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพราะการนำเสนอข้อมูลเพียงด้านเดียว อาจทำให้สังคมเข้าใจข้อเท็จจริงคลาดเคลื่อน และลดความน่าเชื่อถือของกระบวนการตรวจสอบ

“ประชาชนไม่ได้ต้องการเห็นฝ่ายหนึ่งชนะหรืออีกฝ่ายแพ้ แต่ต้องการเห็นความจริงปรากฏผ่านการตรวจสอบที่โปร่งใส เป็นธรรม และใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกฝ่าย หากใครกระทำผิดก็ต้องรับผิดตามกฎหมาย แต่หากใครไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ก็ไม่ควรถูกตัดสินจากกระแสหรือข้อกล่าวหาเพียงอย่างเดียว” ดร.ธนพร กล่าว

รัฐย้ำ กยศ. ดูแลผู้กู้ยืมใกล้ชิด แนะปรับโครงสร้างหนี้ออนไลน์ ลดเสี่ยงถูกดำเนินคดี

รัฐย้ำ กยศ. ดูแลผู้กู้ยืมใกล้ชิด แนะปรับโครงสร้างหนี้ออนไลน์ ลดเสี่ยงถูกดำเนินคดี

รัฐย้ำ กยศ. ดูแลผู้กู้ยืมใกล้ชิด แนะปรับโครงสร้างหนี้ออนไลน์ ลดเสี่ยงถูกดำเนินคดี

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 08.42 น.

รัฐบาลย้ำ กยศ. ดูแลผู้กู้ยืมใกล้ชิด แนะปรับโครงสร้างหนี้ออนไลน์ ลดเสี่ยงถูกดำเนินคดี พร้อมเตือนตรวจสอบก่อนชำระหนี้ ระวังมิจฉาชีพแอบอ้างทวงเงิน 

เมื่อวันที่ 26 ก.ค.69 ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลโดยกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา หรือ กยศ. เดินหน้าดูแลผู้กู้ยืมเงินอย่างต่อเนื่อง ทั้งในมิติการเปิดโอกาสให้เข้าถึงการศึกษา และการช่วยเหลือผู้ที่ประสบปัญหาการชำระหนี้ โดยมุ่งหวังให้ผู้กู้ยืมได้เรียนจนสำเร็จตามหลักสูตร พร้อมมีความรับผิดชอบต่อสังคมด้วยการชำระหนี้คืน เพื่อให้เงินกองทุนหมุนเวียนไปช่วยนักเรียนและนักศึกษารุ่นต่อไป

ทั้งนี้ กยศ. ได้เปิดโอกาสให้ผู้กู้ยืมที่ยังมีภาระหนี้ค้างชำระ สามารถเข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ได้ด้วยตนเอง ผ่านช่องทางออนไลน์ เพื่อช่วยลดภาระการผ่อนชำระหนี้ และวางแผนการชำระหนี้ได้อย่างเหมาะสม รวมทั้งลดความเสี่ยงในการถูกดำเนินคดี โดยสามารถยืนยันตัวตนผ่านแอปพลิเคชัน ThaID หรือแอปเป๋าตัง จากนั้นอัปเดตข้อมูลส่วนตัวให้เป็นปัจจุบัน ตรวจสอบยอดหนี้และยอดผ่อนชำระในแต่ละงวด ซึ่งเมื่อดำเนินการเสร็จสิ้น สามารถตรวจสอบสถานะได้ที่หน้าเว็บไซต์ “ระบบการทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ แบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Contract)” 

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ย้ำเตือนผู้กู้ยืมว่า หากมีบุคคลใดติดต่อให้ชำระหนี้ที่ค้างชำระ ต้องตรวจสอบให้รอบคอบว่า ผู้ติดต่อนั้นเป็นผู้รับมอบอำนาจจาก กยศ. หรือไม่ เพื่อป้องกันการแอบอ้างจากมิจฉาชีพ และต้องไม่โอนเงินเข้าบัญชีส่วนบุคคลโดยเด็ดขาด รวมถึงต้องไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนตัว รหัสผ่าน หรือรหัส OTP ให้บุคคลอื่น เนื่องจาก กยศ. และผู้ที่ได้รับการมอบอำนาจจาก กยศ. จะไม่มีนโยบายขอข้อมูลดังกล่าวผ่านทางโทรศัพท์หรือสื่อสังคมออนไลน์

สำหรับช่องทางการชำระหนี้ที่ถูกต้องและปลอดภัย คือ Mobile Banking ผ่านแอปพลิเคชันได้ทุกธนาคาร หรือ ชำระหนี้ได้ที่เคาน์เตอร์ธนาคารกรุงไทยทุกสาขา หรือ เคาน์เตอร์เซอร์วิส โดยแจ้งเลขบัตรประจำตัวประชาชนและจำนวนเงินที่ต้องการชำระ แต่หากไม่มั่นใจ สามารถสอบถามข้อมูลผ่านไลน์บัญชีทางการของ กยศ.ได้ 

สวนดุสิตโพล เผยผู้สูงอายุไทย มองสวัสดิการรัฐยังไม่เพียงพอ แนะปรับให้เข้าถึงง่ายครอบคลุม

สวนดุสิตโพล เผยผู้สูงอายุไทย มองสวัสดิการรัฐยังไม่เพียงพอ แนะปรับให้เข้าถึงง่ายครอบคลุม

สวนดุสิตโพล เผยผู้สูงอายุไทย มองสวัสดิการรัฐยังไม่เพียงพอ แนะปรับให้เข้าถึงง่ายครอบคลุม

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 07.19 น.

“สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นเฉพาะผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปที่พักอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯและภูมิภาคต่าง ๆ เรื่อง “ผู้สูงอายุกับระบบสวัสดิการรัฐ” กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 434 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม)ระหว่างวันที่ 21-24 กรกฎาคม 2569 ผลการสำรวจ พบว่ากลุ่มตัวอย่างมองว่าประเทศไทยยังไม่พร้อมในการรองรับสังคมผู้สูงอายุ ร้อยละ 67.28 และเห็นว่าระบบสวัสดิการรัฐในปัจจุบันยังไม่เพียงพอต่อความต้องการเช่นกัน ร้อยละ 74.65 ส่วนเรื่องที่รัฐควรเร่งปรับปรุงมากที่สุดเพื่อให้ผู้สูงอายุเข้าถึงสวัสดิการได้สะดวกขึ้น คือ มีเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือในพื้นที่ ร้อยละ 65.90 และเรื่องที่ควรให้ความสำคัญในการพัฒนาระบบสวัสดิการสำหรับผู้สูงอายุ คือให้เงินสนับสนุนที่เหมาะสมกับช่วงอายุ ให้มากขึ้น ร้อยละ 66.13 อย่างไรก็ตามโดยภาพรวมค่อนข้างไม่เชื่อมั่นว่าระบบสวัสดิการรัฐจะสามารถรองรับสังคมผู้สูงอายุของประเทศไทยในอนาคตได้ ร้อยละ 62.90

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า จากผลสำรวจผู้สูงอายุส่วนใหญ่มองว่าสวัสดิการที่ดีควรครอบคลุมทั้ง รายได้ สุขภาพ ที่อยู่อาศัย และการมีงานทำดังนั้นในการเตรียมพร้อมสู่สังคมสูงวัยนั้นจึงต้องออกแบบระบบสวัสดิการที่ตอบโจทย์ความแตกต่างของผู้สูงอายุแต่ละกลุ่มและช่วยให้ทุกคนเข้าถึงสิทธิได้อย่างเท่าเทียมและมีศักดิ์ศรีในชีวิต ไม่ใช่เป็นเพียงการหาเสียงชั่วครั้งชั่วคราวสร้างภาระให้กับประชาชนมากกว่าช่วยเหลืออย่างจริงใจ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ศิริมา บุญมาเลิศ อาจารย์ประจำโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า ผลสำรวจสะท้อนให้เห็นว่า ผู้สูงอายุไทยส่วนใหญ่ยังไม่เชื่อมั่นในระบบสวัสดิการของรัฐมองว่าสวัสดิการที่มีอยู่ในปัจจุบันยังไม่เพียงพอต่อความต้องการอันเนื่องมาจากการเข้าถึงการบริการของรัฐยังไม่ได้รับการอำนวยความสะดวกเท่าที่ควร ที่น่าสนใจคือผู้สูงอายุไม่ได้ต้องการเงินช่วยเหลือเป็นประเด็นหลัก แต่เป็นเรื่องของการเข้าถึงการบริการของรัฐที่ต้องสะดวกรวดเร็วมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากความต้องการที่ให้มีเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือในพื้นที่ การบริการถึงบ้านและการประชาสัมพันธ์ให้ทั่วถึงกลุ่มเป้าหมายซึ่งสอดคล้องกับข้อจำกัดด้านการเดินทางของผู้สูงอายุ นอกจากนี้ผู้สูงอายุยังคงให้ความสำคัญกับหลักประกันพื้นฐานทั้งเงินสนับสนุนตามช่วงวัย การรักษาพยาบาลที่ดีและการดูแลระยะยาวอย่างเป็นระบบ มากกว่าการส่งเสริมอาชีพหรือการช่วยเหลือค่าครองชีพเมื่อรวมกับความเชื่อมั่นต่ออนาคตของระบบที่อยู่ในระดับต่ำ จึงชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยควรต้องเร่งปฏิรูประบบสวัสดิการผู้สูงอายุอย่างจริงจังเพื่อรองรับสังคมสูงวัยที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วในอนาคตอันใกล้นี้

คนจนมีสิทธิไหมครับ? ผู้ลงทะเบียนบัตรสวัสดิการฯ ปี 69 กว่า 51% ยืนยัน ไม่ได้รับสิทธิ

คนจนมีสิทธิไหมครับ? ผู้ลงทะเบียนบัตรสวัสดิการฯ ปี 69 กว่า 51% ยืนยัน ไม่ได้รับสิทธิ

คนจนมีสิทธิไหมครับ? ผู้ลงทะเบียนบัตรสวัสดิการฯ ปี 69 กว่า 51% ยืนยัน ไม่ได้รับสิทธิ

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 07.07 น.

26 กรกฎาคม 2569 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “คนจนมีสิทธิไหมครับ” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 21-23 กรกฎาคม 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ที่มีรายได้ไม่เกิน 10,000 บาทต่อเดือน รวมถึงผู้ที่ไม่มีรายได้ กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา และอาชีพ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,850 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับการได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐของประชาชน การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

จากการสำรวจเมื่อถามถึงการเคยได้รับสิทธิในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐของประชาชน พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 53.78 ระบุว่า เคยได้รับ และร้อยละ 46.22 ระบุว่า ไม่เคยได้รับ

ด้านการลงทะเบียนเพื่อขอรับสิทธิในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ประจำปี 2569 พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 51.73 ระบุว่า ได้ลงทะเบียน แต่ไม่ได้สิทธิรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รองลงมา ร้อยละ 24.65 ระบุว่า ไม่ได้ลงทะเบียนและร้อยละ 23.62 ระบุว่า ได้ลงทะเบียน และได้สิทธิรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยผู้ที่ไม่ได้ลงทะเบียนโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (จำนวน 456 หน่วยตัวอย่าง) ร้อยละ 50.66 ระบุว่า คิดว่าตนเองไม่มีสิทธิได้ รองลงมา ร้อยละ 22.37 ระบุว่า ไม่ต้องการ ร้อยละ 14.25 ระบุว่า ลงทะเบียนไม่ทัน และร้อยละ 12.72 ระบุว่า ไม่รู้ว่าต้องลงทะเบียนอย่างไร

เมื่อสอบถามผู้ที่ได้ลงทะเบียน แต่ไม่ได้สิทธิรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (จำนวน 957 หน่วยตัวอย่าง) เกี่ยวกับความรู้สึกที่ไม่ได้รับสิทธิในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 43.26 ระบุว่า ไม่โกรธเลย รองลงมา ร้อยละ 21.53 ระบุว่า โกรธมาก ร้อยละ 20.69 ระบุว่า ค่อนข้างโกรธ และร้อยละ 14.52 ระบุว่า ไม่ค่อยโกรธ

ท้ายที่สุดเมื่อสอบถามผู้ที่ได้ลงทะเบียน และได้สิทธิรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (จำนวน 437 หน่วยตัวอย่าง) เกี่ยวกับการตัดสินใจต่อรัฐบาล ภายหลังได้รับสิทธิในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 36.84 ระบุว่า ยังไม่แน่ใจว่าจะตัดสินใจอย่างไร รองลงมา ร้อยละ 32.49 ระบุว่า มีส่วนทำให้สนับสนุนรัฐบาล ร้อยละ 19.00 ระบุว่า จะได้หรือไม่ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ก็สนับสนุนรัฐบาลอยู่แล้ว และร้อยละ 11.67 ระบุว่า ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่สนับสนุนรัฐบาล

เผาหัวลาก10ล้อเทพา ปักษ์ใต้เดือด รอ.คุมทหารพราน ดับปริศนาคาฐาน

เผาหัวลาก10ล้อเทพา ปักษ์ใต้เดือด รอ.คุมทหารพราน ดับปริศนาคาฐาน

เผาหัวลาก10ล้อเทพา ปักษ์ใต้เดือด รอ.คุมทหารพราน ดับปริศนาคาฐาน

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เผาหัวลาก10ล้อเทพา ปักษ์ใต้เดือด รอ.คุมทหารพราน ดับปริศนาคาฐาน

กอ.รมน.ภาค 4 สน.ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจต่อการสูญเสีย“ร.อ.สัญชัย” รองผู้บังคับกองร้อยทหารพรานที่ 4511 เสียชีวิตปริศนาในห้องพักส่วนตัวพื้นที่อำเภอระแงะ ขณะที่“ผู้บังคับบัญชา”สั่งประสาน ตร.แพทย์เข้าตรวจสอบพยานหลักฐานอย่างละเอียด ขณะเดียวกันเกิดเหตุเพลิงไหม้รถบรรทุกหัวลากในพื้นที่เทพา เจ้าหน้าที่ยังไม่ตัดประเด็นสร้างสถานการณ์ เร่งปิดล้อมตรวจสอบหาผู้กระทำผิดมาดำเนินคดี

วันที่ 25 ก.ค.69 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “กอ.รมน.ภาค 4 สน. ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการสูญเสีย ร้อยเอก สัญชัย (ขอสงวนนามสกุล) รองผู้บังคับกองร้อยทหารพรานที่ 4511 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 45 ซึ่งเสียชีวิตในห้องพักส่วนตัว ณ ที่ตั้งหน่วยในพื้นที่บ้านสาเมาะ ตำบลบองอ อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2569

ภายหลังเกิดเหตุ ผู้บังคับบัญชาได้สั่งการให้ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ แพทย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ พร้อมดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานและตรวจสอบข้อเท็จจริง จึงยังไม่สามารถสรุปสาเหตุของเหตุการณ์ได้

ทั้งนี้ กองทัพบกและกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ขอแสดงความอาลัยต่อการสูญเสียกำลังพลผู้ปฏิบัติหน้าที่ และยืนยันว่าจะให้การดูแลครอบครัวผู้เสียชีวิตอย่างเต็มกำลัง ทั้งในด้านสิทธิ สวัสดิการ และการเยียวยาตามระเบียบของทางราชการ พร้อมทั้งติดตามดูแลสภาพจิตใจและขวัญกำลังใจของกำลังพลในหน่วยอย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกันจะดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงด้วยความรอบคอบ โปร่งใส และเป็นธรรม เพื่อให้สังคมได้รับข้อมูลที่ถูกต้องบนพื้นฐานของพยานหลักฐานและกระบวนการยุติธรรม

ในวันเดียวกัน เมื่อช่วงกลางดึกที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุเพลิงไหม้รถบรรทุกหัวลากของนายสมมาตร พุ่มแก้ว ขณะจอดอยู่บริเวณหน้าบ้านเลขที่ 37 หมู่ 10 บ้านควนหรัน (บ้านควนกลอย) ตำบลท่าม่วง อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นพื้นที่รอยต่อระหว่างอำเภอเทพาและอำเภอสะบ้าย้อย โดยเพลิงได้ลุกไหม้สร้างความเสียหายเฉพาะในส่วนหัวของรถบรรทุกเท่านั้น ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตแต่อย่างใด

หลังรับแจ้งเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ห้วยปลิง ได้ประสานรถดับเพลิงจากองค์การบริหารส่วนตำบลท่าม่วงเข้าระงับเหตุ จนสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้ไม่ให้ลุกลามไปยังพื้นที่ใกล้เคียง เบื้องต้นเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างสอบสวนหาสาเหตุของเหตุเพลิงไหม้ โดยยังไม่ตัดประเด็นใดทิ้ง ทั้งกรณีการก่อเหตุเพื่อสร้างสถานการณ์ของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่ และประเด็นความขัดแย้งส่วนตัว

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง ทั้งตำรวจและทหาร ได้เข้าปิดล้อมตรวจสอบจุดเกิดเหตุ เก็บรวบรวมพยานหลักฐาน และเร่งหาเบาะแสผู้ก่อเหตุเพื่อนำตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

หั่นจาก3ล.เหลือ2ล.คน ทำหมันขรก. ยุบตำแหน่งไม่จำเป็น

หั่นจาก3ล.เหลือ2ล.คน ทำหมันขรก. ยุบตำแหน่งไม่จำเป็น

หั่นจาก3ล.เหลือ2ล.คน ทำหมันขรก. ยุบตำแหน่งไม่จำเป็น

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

หั่นจาก3ล.เหลือ2ล.คน ทำหมันขรก. ยุบตำแหน่งไม่จำเป็น ปกรณ์ชงแผนเข้าครม.

“ปกรณ์” เผยสิงหาคมนี้ ชง ครม. แผนคุมอัตราข้าราชการ ยุบอัตราตำแหน่งที่ไม่จำเป็น ทั้งรายงานสรุปผลความคิดเห็นเออร์ลี่รีไทร์ จ่อหั่นจาก 3 ล้านคนให้เหลือแค่ 2 ล้านคน แล้วลุยปรับเงินเดือน

เมื่อวันที่ 25 ก.ค. นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย กล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินมาตรการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนดของข้าราชการ (Early Retirement) ว่า ตอนนี้อยู่ขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็น 15 วัน ตั้งแต่วันนี้จนถึง 5 สิงหาคมนี้ โดยจากการเปิดรับฟังความคิดเห็นช่วง 3 วันแรก ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากมีผู้เข้าไปร่วมแสดงความเห็นมากกว่า 8,000 ความเห็น ซึ่งขั้นตอนต่อจากนี้จะสรุปผลข้อเสนอแนะต่าง ๆ เป็นหลักการเพื่อนำเสนอในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้รับทราบในช่วงกลางเดือนสิงหาคม 2569 นี้

ขณะเดียวกันในช่วงต้นเดือนสิงหาคมนี้ จะมีการเสนอ ครม. ในเรื่องการควบคุมอัตรากำลังข้าราชการทั้งหมด อาทิ กลุ่มข้าราชการพลเรือน ทหาร ตำรวจ ซึ่งภาพรวมทั้งระบบมีประมาณ 3 ล้านกว่าคนไม่เพิ่มขึ้นไปกว่านี้ เพราะถ้าสูงขึ้นอีกอาจกระทบกับภาระงบประมาณ และอัตราที่มีอยู่ในปัจจุบันก็มีจำนวนเต็มที่ที่สามารถรองรับได้ รวมถึงจะมีการเสนอให้ยุบอัตราเกษียณอายุ โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีการปลดออก ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ หรือ ก.พ.ร. กำลังตรวจสอบอยู่ ส่วนตำแหน่งสำคัญๆก็ยังคงอยู่ แต่ยอมรับว่าหลายตำแหน่งก็ไม่จำเป็น

รองนายกฯ กล่าวว่า เป้าหมายของโครงการนี้คือการปรับปรุงโครงสร้างเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศโดยหากเราลดจำนวนคนลงได้จาก 3 ล้านคนเหลือ 2 ล้านคนภายใต้ฐานงบประมาณก้อนเดิมจะช่วยให้ค่าเฉลี่ยของเงินเดือนและสวัสดิการของข้าราชการที่ยังอยู่ในระบบสูงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งถือเป็นแรงจูงใจสำคัญที่จะดึงดูดคนเก่งเข้ามาทำงานราชการและยังเป็นการปรับตัวตามแนวโน้มของบริษัทขนาดใหญ่ทั่วโลกที่หันมาลดขนาดองค์กร

อย่างไรก็ตามกลไกการบริหารจัดการอัตรากำลังใหม่นี้จะเน้นการยุบเลิกตำแหน่งที่ว่างลงจากการเกษียณอายุราชการในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบที่รุนแรงต่อการทำงานในปัจจุบันแต่จำเป็นต้องทำเพื่อปรับลดขนาดองค์กรให้มีความคล่องตัวสูงขึ้นตามสภาพสังคม โดยรองนายกฯ ยอมรับว่า ในการปรับฐานเงินเดือนข้าราชการนั้น หากทุกอย่างเดินหน้าตามแผนที่กำหนดไว้ได้ เชื่อว่า การปรับเพิ่มฐานเงินเดือนของราชการทั้งระบบก็สามารถปรับขึ้นได้เช่นกัน

เมื่อถามถึง เกณฑ์มาตรการเกษียณอายุราชการ ที่นำมารับฟังความเห็นซึ่งมีหลายข้อเสนอ เช่น ช่วงอายุ การรับเงินก้อน จะมีการปรับให้ลงตัวอย่างไร นายปกรณ์ ยอมรับว่า เกณฑ์มาตรการเกษียณต้องนำมาปรับ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน หรือ ก.พ., สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ หรือ ก.พ.ร., กรมบัญชีกลาง และสำนักงบงบประมาณ จะพิจารณาหลายมิติ

แต่หลักการรัฐจะต้องช่วยเขาจ่ายคือ 1.เพื่อเป็นแรงจูงใจให้เจ้าที่ข้าราชการร่วมโครงการ 2.บำเหน็จบำนาญที่ต้องจ่าย ต้องดูงบประมาณว่ามีเท่าไหร่และจะจ่ายแบบไหน ดังนั้นเมื่อได้ข้อมูลทุกด้านว่าจะต้องนำมาปรับดำเนินการอย่างไรได้บ้าง เพื่อได้ประโยชน์สูงสุดกับผู้ที่เข้าร่วมโครงการและภาครัฐ ส่วนเป้าหมายยังไม่ได้มีการกำหนดเพราะต้องดูผู้สนใจร่วมโครงการว่ามีมากน้อยเพียงใดก่อน แต่เท่าที่เห็นจากผู้มาร่วมแสดงความเห็นก็มีจำนวนมากอยู่

ด้านนางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบราชการและการบริหารทรัพยากรบุคคลภาครัฐควบคู่กับการรักษาวินัยการคลัง จึงสนับสนุนการเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อ มาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนดของข้าราชการพลเรือนสามัญ (หลักการ) ครั้งที่ 1 ซึ่งสำนักงาน ก.พ. เปิดรับฟังความคิดเห็นผ่านระบบกลางทางกฎหมาย ระหว่างวันที่ 22 กรกฎาคม – 5 สิงหาคม 2569 เพื่อเปิดโอกาสให้ข้าราชการ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และประชาชน ร่วมเสนอข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ ก่อนนำไปประกอบการพิจารณาปรับปรุงมาตรการให้มีความเหมาะสม รอบด้าน และสอดคล้องกับการบริหารกำลังคนภาครัฐในระยะยาว

ขณะนี้มีผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นแล้วกว่าหมื่นคน สะท้อนถึงความตื่นตัวและการมีส่วนร่วมในการกำหนดแนวทางการบริหารทรัพยากรบุคคลภาครัฐ โดยรัฐบาลให้ความสำคัญกับการรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้าน เพื่อให้การกำหนดนโยบายเป็นไปอย่างโปร่งใส มีประสิทธิภาพ และตอบโจทย์การบริหารราชการแผ่นดิน

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การเปิดรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้สอดคล้องกับแนวทางการบริหารงบประมาณของภาครัฐ หลังสภาผู้แทนราษฎรมีมติรับหลักการร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ซึ่งสะท้อนว่ารายจ่ายประจำ โดยเฉพาะงบบุคลากร ค่ารักษาพยาบาล และบำเหน็จบำนาญ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และรวมกันคิดเป็นกว่าร้อยละ 70 ของรายจ่ายประจำ ขณะที่รัฐบาลเดินหน้าปรับปรุงประสิทธิภาพภาครัฐอย่างต่อเนื่อง ทั้งการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาสนับสนุนการทำงาน พัฒนาระบบราชการให้คล่องตัว และบริหารอัตรากำลังให้สอดคล้องกับภารกิจของแต่ละหน่วยงาน เพื่อยกระดับการให้บริการประชาชนควบคู่กับการใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่าและยั่งยืน

“มาตรการดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็นต่อหลักการ และยังไม่มีผลบังคับใช้ รัฐบาลพร้อมรับฟังข้อคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อนำไปประกอบการพิจารณาในขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง โดยทุกความคิดเห็นจะเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนานโยบายให้มีความเหมาะสม สร้างสมดุลระหว่างการบริหารทรัพยากรบุคคลภาครัฐกับการรักษาวินัยการคลังของประเทศ” นางสาวรัชดา กล่าว

ทั้งนี้ รัฐบาลเชิญชวนข้าราชการ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และประชาชน ร่วมแสดงความคิดเห็นต่อ มาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนดของข้าราชการพลเรือนสามัญ (หลักการ) ครั้งที่ 1 ได้จนถึงวันที่ 5 สิงหาคม 2569 ผ่านระบบกลางทางกฎหมาย https://shorturl.ocsc.go.th/qr/EARLY เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาระบบบริหารทรัพยากรบุคคลภาครัฐให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสอดคล้องกับการพัฒนาประเทศในอนาคต

‘อนุทิน’ โผล่ตอบเพจดัง ‘รับทราบ-รับปฏิบัติ’ ลุยฟ้อง ‘ยิ่งชีพ ไอลอว์’ ถึงที่สุด

'อนุทิน' โผล่ตอบเพจดัง 'รับทราบ-รับปฏิบัติ' ลุยฟ้อง 'ยิ่งชีพ ไอลอว์' ถึงที่สุด

‘อนุทิน’ โผล่ตอบเพจดัง ‘รับทราบ-รับปฏิบัติ’ ลุยฟ้อง ‘ยิ่งชีพ ไอลอว์’ ถึงที่สุด

วันเสาร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 21.02 น.

วันที่ 25 กรกฎาคม 2569 จากกรณี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการฟ้องร้อง นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ หรือ เป๋า ไอลอว์ ว่าจะมีการทบทวนการยื่นฟ้องหรือไม่ โดยระบุว่า ไม่มี ส่วนจะไปฟ้องเมื่อไหร่นั้น ตนได้มอบหมายให้ทนายทนายความไปดำเนินการแล้ว แต่จะเป็นในสัปดาห์นี้หรือตนไม่ทราบ

ทั้งนี้ก่อนหน้านี้  เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2569  นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์กรณีเตรียมฟ้องความหมิ่นประมาทกับ นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผอ.โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ที่กล่าวหาบุคคลพรรคภูมิใจไทย 9 คน มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฮั้วสว. โดยมีชื่อนายอนุทินรวมอยู่ด้วย ว่า ตามกฎหมายการจะพูดกล่าวหาใครต้องมีหลักฐานชัดเจน เรื่องนี้อยู่ในกระบวนการยุติธรรมและยังไม่มีการส่งฟ้อง แล้วเขาเป็นใครเที่ยวมาพิพากษาแล้วมาเอ่ยชื่อแบบนั้น ทำให้คนได้รับความเสียหาย เมื่อดูจากรายงานก็อ้างถึงพยานคนโน้นพูดอย่างนี้ และพยานที่อ้างคือใคร เราก็เคารพกันทุกคน มีสิทธิที่จะพูดแต่พูดอะไรต้องรับผิดชอบ

ล่าสุด เพจเฟซบุ๊ก รักษาแผ่นดิน ก็ได้ออกมาโพสต์ถึงเรื่องนี้ว่า “พวกเราขอสนับสนุนให้นายกอนุทินและผู้ที่เกี่ยวข้องฟ้องยิ่งชีพ ไอลอว์ จนถึงที่สุด”

ซึ่งในคอมเมนต์  นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ก็ได้เข้ามาคอมเมนต์ว่า “รับทราบ รับปฏิบัติครับผม”

‘วรงค์’ค้านหัวชนฝา! ปมจ้างอาสาพยาบาล 7,256 ตำแหน่ง ชี้ใช้งบซ้ำซ้อน แนะบรรจุพยาบาลจริงดีกว่า

'วรงค์'ค้านหัวชนฝา! ปมจ้างอาสาพยาบาล 7,256 ตำแหน่ง ชี้ใช้งบซ้ำซ้อน แนะบรรจุพยาบาลจริงดีกว่า

‘วรงค์’ค้านหัวชนฝา! ปมจ้างอาสาพยาบาล 7,256 ตำแหน่ง ชี้ใช้งบซ้ำซ้อน แนะบรรจุพยาบาลจริงดีกว่า

วันเสาร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 20.18 น.

วันที่ 25 กรกฎาคม 2569 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคไทยภักดี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า  #หยุดผลาญภาษีประชาชน

กระทรวงสาธารณสุข กำลังประกาศรับสมัคร ตำแหน่งอาสาพยาบาลชุมชน (อสพ.) 7,256 ตำแหน่ง ประจำตำบลทุกตำบลทั่วประเทศ เงินเดือน 15,000 บาท สัญญาจ้าง 2ปี

ทั้งๆที่วันนี้ เรามีอสม.ทั้งประเทศ ประมาณ1ล้านคน ดูแลประชาชนครอบคลุมทุกหมู่บ้าน ประมาณ1คน ต่อ10ครัวเรือน จน WHO ยอมรับ เรามีรพ.สต.ที่ดูแลปฐมภูมิ แพทย์หมุนเวียนไปตรวจ รวมทั้งการเยี่ยมบ้านเป็นประจำ

การที่กระทรวงสาธาธารณสุข ใช้งบสูงถึงปีละ 1300 ล้านบาทเศษ ถ้า2ปี ตก 2600 ล้านบาท เพื่อให้มีอาสาสมัครตามตำบล ซึ่งเอาจบปริญญาตรีทุกสาขามาอบรม ซึ่งซ้ำซ้อนกับ อสม.1ล้านคนอยู่แล้ว ทั้งๆที่ในหมู่บ้านไม่ได้มีปัญหาพวกนี้

ในความเป็นจริง เรายังมีพยาบาลและบุคคลากรสาธารณสุข ที่ยังไม่ได้บรรจุนับหมื่นอัตรา เงินปีละ1300ล้านบาท ที่เอามาละลายแม่น้ำ เอามาบรรจุพยาบาลและบุคคลากร ไม่ดีกว่าหรือ

เห็นพวกท่านขยับ ก็มองออกแล้วว่า เอาเงินภาษีประชาชน มาจ้างลูกหลานพวกตนเอง มาเป็นหัวคะแนนคุมตำบลต่างๆ และทราบว่า จะกระกระจายทุกหมู่บ้านในปีต่อไป หยุดผลาญภาษีประชาชนได้แล้วครับ