เตรียมรับแรงกระแทก นักวิชาการ มธ. เตือนเศรษฐกิจปี 69 ดิ่งเหว แนะสำรองเงินสด

เตรียมรับแรงกระแทก นักวิชาการ มธ. เตือนเศรษฐกิจปี 69 ดิ่งเหว แนะสำรองเงินสด

เตรียมรับแรงกระแทก นักวิชาการ มธ. เตือนเศรษฐกิจปี 69 ดิ่งเหว แนะสำรองเงินสด

วันอาทิตย์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.33 น.

สถานการณ์สู้รบสหรัฐฯ อิหร่านขยายวง ทำเศรษฐกิจไทยดิ่งเหว นักวิชาการธรรมศาสตร์ เตือนประชาชนอย่าคิดว่าทุกอย่างจะเหมือนเดิม แนะทำตารางชีวิตใหม่ ประหยัด-ทบทวนการใช้จ่าย-ขายทรัพย์สินที่ไม่สร้างประโยชน์รักษาสภาพคล่อง ชี้ต้องประเมินอนาคตอย่างแย่ที่สุดเพื่อเตรียมตั้งรับ-ต้องพร้อมถูกตัดเงินเดือน-เลย์ออฟ ใน 3-6 เดือน เผย 4 กลุ่มอาชีพที่จะได้รับผลกระทบเป็นลำดับแรก ระบุแม้เหตุการณ์คลี่คลายใน 1 เดือน แต่จะสะเทือนตลอดปี 2569  เสนอรัฐบาลใช้โอกาสต่างชาติอาจย้ายฐานการผลิตออกจากตะวันออกกลาง ดึงเข้ามาลงทุนในไทย พร้อมปรับกติกาอสังหาฯ เอื้อท่องเที่ยว-พำนักไทยระยะยาว รักษาตัว-ทำธุรกิจ-ใช้ชีวิต-หนีสงคราม

ศ.วิทวัส รุ่งเรืองผล อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า การปะทะระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอลกับอิหร่านจนทำให้เกิดวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ และขยายวงไปถึงการโจมตีแหล่งผลิตพลังงานในอ่าวเปอร์เซียจนทำให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งแตะ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลมาแล้วนั้น จะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานในกลุ่มพลังงานและกลุ่มพลาสติก ซึ่งทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และเม็ดพลาสติก ถือเป็นต้นทางของผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี จึงจะมีผลต่อราคาอะลูมิเนียมที่จะนำมาทำบรรจุภัณฑ์ กระทบห่วงโซ่อุปทานในกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงปุ๋ยเคมีสำหรับธุรกิจการเกษตร และยังทำให้ค่าใช้จ่ายด้านการขนส่งผ่านทางเรือ รถ เครื่องบิน ทั้งระหว่างประเทศและภายในประเทศเพิ่มสูงขึ้น ทั้งหมดนี้จะเข้ามาซ้ำเติมเศรษฐกิจไทยให้ดิ่งลงสู่หุบเหว ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจในปี 2569 ค่อนข้างแย่ กำลังซื้อจะยิ่งหดตัว เงินจะเฟ้อขึ้น ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคจะแพงขึ้นอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง อาจเกิดภาวะขาดแคลนได้โดยเฉพาะในพื้นที่ต่างจังหวัด ฯลฯ ซึ่งก่อนจะเกิดการปะทะใหญ่ในครั้งนี้ หากนับตั้งแต่โควิด-19 เป็นต้นมา เศรษฐกิจไทยก็ไม่ได้ดีเท่าใดนัก ยังซบเซาไม่ฟื้นตัวสักเท่าใด

นักวิชาการธรรมศาสตร์

นอกจากนี้ ข้อเท็จจริงคือประเทศไทยมีแรงต้านทานต่อวิกฤตต่ำ และที่ผ่านมาภาครัฐบาลก็เจอวิกฤตหลายดอกหลายเด้ง เงินแทบจะไม่เหลือ คงต้องรองบประมาณจากปีงบประมาณใหม่และอาจมีการกู้เงินมาเพิ่มอีก ขณะที่การจัดเก็บรายได้ในปีนี้ก็น่าจะต่ำกว่าเป้า ภาคประชาชนเองก็มีหนี้ครัวเรือนเยอะ การออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยจึงทำได้ยาก ด้านเอกชนก็ยังมองไม่เห็นอนาคตทางเศรษฐกิจจากโปรเจ็กต์การลงทุนใหม่ๆ ส่วนวงการอสังหาริมทรัพย์จากที่ได้คุยกับศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์และผู้ประกอบการพบว่ามีสัญญาณที่ไม่น่าจะดี แนวโน้มการซื้อขายตกลงมาเรื่อยๆ ทุกไตรมาส และตั้งแต่ปี 2567 มาถึงต้นปี 2569 

“งบกลางเงินสำรองฉุกเฉินก็ใช้ไปมากแล้วกับน้ำท่วมหาดใหญ่และโครงการคนละครึ่งพลัส การคุมราคาสินค้าก็คงไม่สามารถทำได้ในระยะยาว สุดท้ายราคาจะพุ่งขึ้นแน่นอน เมื่อของที่ผลิตมีน้อยลงก็จะเกิดตลาดมืดด้วย เนื่องจากการไปคุมราคาคือการไปแทรกแซงกลไกตลาดโดยตัวเอง รวมถึงการจะให้เอกชนแบกภาระต้นทุนที่สูงขึ้นไว้ก็คงทำได้ไม่นาน โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อยที่สายป่านไม่ได้ยาว เรายังไม่รู้ว่ารัฐบาลใหม่จะมีมาตรการช่วยประชาชนอย่างไรได้บ้าง” ศ.วิทวัส กล่าว

ศ.วิทวัส กล่าวว่า จากผบกระทบทางเศรษฐกิจที่กำลังจะเกิดขึ้น อยากแนะนำให้ประชาชนทุกคนเริ่มทำตารางชีวิตใหม่ ทบทวนตัวเองเลยว่า ณ วันนี้ ตัวเองมีเงินเก็บสำหรับใช้ชีวิตอยู่ได้นานเพียงใดหากถูกลดเงินเดือนลง หรือรายได้ลดลง 50% หรือถูกเลย์ออฟในอีก 3-6 เดือนข้างหน้า ต้องวางแผนการใช้เงินโดยคิดถึงสถานการณ์ที่แย่ที่สุดที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และระหว่างนี้ให้หาแนวทางการใช้ชีวิตโดยประหยัดให้ได้มากที่สุด 

ทั้งนี้ จะคิดว่าชีวิตทุกอย่างยังเหมือนเดิมไม่ได้อีกแล้ว ต้องกลับมาประเมินตัวเองดูและเตรียมพร้อมเอาไว้ว่ามีทรัพย์สินอะไรที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่และสามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้บ้าง ต้องเริ่มสำรวจและหาช่องทางในการขายไว้ หรือให้เริ่มดำเนินการขายได้เลย เพราะถ้าไม่เริ่มตอนนี้แล้วในอีก 3 – 6 เดือนข้างหน้าถูกลดเงินเดือน หรือถูกเลย์ออฟโดยที่ไม่มีการเตรียมตัวจะลำบากแน่นอน เพราะจะต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่รายรับน้อยลง รายจ่ายสูงขึ้น ข้าวของราคาแพง การหารายได้เพิ่มยากมากในสภาวะเศรษฐกิจแบบนี้

“ในกรณีที่มีสินทรัพย์ที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ เช่น ทองคำ กระเป๋าแบรนด์เนม นาฬิกา ที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ ฯลฯ ให้ลองมองหาลู่ทางในการนำไปขาย หรือจำนำไว้ก่อนเพื่อรักษาสภาพคล่องให้กับตัวเอง แม้แต่บ้านที่อยู่อาศัย ถ้ามองว่ามีขนาดที่ใหญ่เกินจำเป็น หรือเป็นภาระในการผ่อนระยะยาวให้วางแผนการขายตั้งแต่เนิ่นๆ และหาเช่าที่อยู่อาศัยที่ขนาดและราคาเหมาะสมลดลงมา ในสถานการณ์เช่นนี้แม้ว่าการขายออกไปเร็วจะขาดทุนแต่ยังดีกว่าผ่อนไม่ไหวและโดนธนาคารยึดแน่นอน” ศ.วิทวัส กล่าว

สำหรับผู้ที่มีบ้านที่พักอาศัยหรือภูมิลำเนาเดิมอยู่ที่ต่างจังหวัดอาจจะเริ่มวางแผนดูก็ได้ กรณีที่บริษัทให้ Work Form Home ก็อาจเป็นทางเลือกที่ดีในการกลับไปอยู่ต่างจังหวัดก่อน เพราะค่าครองชีพถูกกว่าในกรุงเทพฯ มาก หากสถานการณ์ดีขึ้นแล้วค่อยกลับมา กทม. อีกครั้งก็ยังได้ ซึ่งก็เป็นโมเดลเดียวกันกับช่วงที่เกิดโควิด-19 ระบาดก็มีการทำเช่นนี้กันเยอะและได้ผล

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวต่อไปว่า ผู้ที่จะได้รับผลกระทบจากวิกฤตในครั้งนี้เป็นลำดับแรกๆ มีด้วยกัน 4 กลุ่ม ได้แก่

1. กลุ่มเกษตรกร ที่ได้รับผลกระทบตั้งแต่ราคาปุ๋ย ลงมาถึงปลายน้ำ บรรจุภัณฑ์เพื่อการส่งออก ค่าประกันภัย ฯลฯ ซึ่งต้นทุนที่สูงขึ้นก็จะยิ่งทำให้ความสามารถในการส่งออกลดลง เพราะทำราคาสู้คู่แข่งไม่ได้

2. กลุ่มอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการขนส่ง หรือโลจิสติกส์ โดยเฉพาะผู้ประกอบอาชีพขนส่งที่เป็นอิสระที่ต้องมีการผ่อนรถยนต์มาใช้ทำงาน หากรถถูกยึดจะไม่ได้กระทบแค่ในระยะสั้น เพราะถึงสถานการณ์ดีขึ้นแล้วก็อาจติดเครดิตบูโรจนออกรถใหม่มาทำธุรกิจต่อไม่ได้ 

3. กลุ่มอาชีพที่เกี่ยวข้องกับภาคการท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมการบิน เช่น ธุรกิจรถโดยสาร ธุรกิจสายการบิน ธุรกิจโรงแรม ธุรกิจการต่างๆ ตามแหล่งท่องเที่ยว ที่จะได้รับผลกระทบคล้ายกับช่วงโควิด-19 เพราะเมื่อน้ำมันแพงขึ้นก็จะทำให้ราคาค่าโดยสารแพงขึ้นตามไปด้วย รวมถึงอาจจะมีคนจำนวนไม่น้อยที่อยู่ในภาวะหวาดกลัวสงครามจนลดการเดินทางท่องเที่ยว เหล่านี้จะทำให้ภาคการท่องเที่ยวของไทยชะลอตัวลง

4. กลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย เนื่องจากในสถานการณ์ปกติเมื่อเทียบรายได้กับรายจ่ายก็ค่อนข้างมีความตึงตัวอยู่แล้ว และเมื่อข้าวของต่างๆ แพงขึ้น หรือกระทั่งค่าไฟฟ้าก็จะสูงขึ้น ก็จะกระทบต่อค่าครองชีพ และทำให้ผู้มีรายได้น้อยยิ่งมีกำลังซื้อที่จำกัดมากขึ้น และมีโอกาสที่จะไปก่อหนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น และตัดทอนค่าใช้จ่ายอื่นๆ เพื่อนำมาเป็นค่าครองชีพแทน 

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวต่อว่า ถึงแม้การปะทะระหว่างสหรัฐฯ-อิสเราเอลกับอิหร่านจบลงเร็ว หรือภายใน 1 เดือนนี้ คาดว่าราคาน้ำมันในไทยก็จะยังคงสูงขึ้นไปอีกราว 2-4 เดือน และยังสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยต่อเนื่องยาวทั้งปี 2569 เนื่องจากการโจมตีแหล่งผลิตน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ ต้องใช้เวลา 1-2 เดือน ในการซ่อมแซมและฟื้นฟูจนกว่าที่ห่วงโซ่อุปทานพลังงานของโลกจะกลับมาปกติ อีกทั้งการที่ช่วงที่ผ่านมากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าไปสนับสนุนราคาน้ำมันไว้จนติดลบจำนวนมาก ซึ่งทำให้เมื่อสถานการณ์ปกติแล้วจะต้องมีการเก็บเงินมาชดเชยส่วนที่ติดลบผ่านราคาน้ำมันมากขึ้น ขณะที่กลุ่มสินค้าปิโตรเคมี พลาสติก และบรรจุภัณฑ์ต่างๆ อาจทำให้การฟื้นตัวได้ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569 แต่ภายในปี 2569 นี้ ราคาสินค้าอาจจะยังไม่กลับมาอยู่ในอัตราที่ปกติ

“ที่น่ากลัวกว่านั้นคือ สถานการณ์เช่นนี้จะเป็นแรงกดดันไปที่รัฐบาล หากรัฐบาลแก้ไขปัญหาได้ไม่ดีก็จะนำมาสู่การประท้วงของประชาชน และหากเกิดประท้วงรุนแรงก็จะยิ่งเป็นผลกระทบทางเศรษฐกิจจากภายในประเทศตามมาซ้ำอีก” ศ.วิทวัส กล่าว

สำหรับข้อเสนอต่อรัฐบาลภายใต้สถานการณ์นี้ นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลควรดำเนินการคือเร่งเดินหน้าดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศให้เข้ามาสร้างเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มประเทศที่อาจต้องการย้ายฐานการผลิตหรือกระจายความเสี่ยงออกจากตะวันออกกลาง ซึ่งก็น่าจะหันหน้ามาหาภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ค่อนข้างมีความเป็นกลางในเวทีโลก มีความปลอดภัยสูงกว่า และประเทศไทยเองก็มีฐานที่ค่อนข้างดีในหลายด้าน ซึ่งรัฐบาลควรใช้มาตรการทางกฎหมายเพื่อเอื้อในเรื่องนี้ เช่น การให้วีซ่า DTV (Digital Nomad Visa) ซึ่งถ้าไทยคว้าโอกาสตรงนี้ไว้ได้จะทำให้เกิดการลงทุนในประเทศโดยตรง และจะส่งผลให้การเกิดเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทาน

นอกจากนี้ รัฐบาลจำเป็นต้องปรับเงื่อนไขให้เอื้อต่อการส่งเสริมการท่องเที่ยว และการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ให้กับต่างชาติ ตัวอย่างเช่น ในกรณีอสังหาริมทรัพย์ การขยายสิทธิการเช่าให้เป็น 50 – 60 ปี หรือ 99 ปี หรือกระทั่งการทำให้สามารถจดทะเบียนที่อยู่อาศัยแนวราบเป็นอาคารชุดได้ ซึ่งน่าจะเอื้อให้เป็นทางเลือกใหม่ๆ ให้ชาวต่างชาติมีความสนใจเข้ามาซื้อ และพำนักระยะยาวในไทยได้ เพราะอย่างที่กล่าวไปหากสงครามจบโลกน่าจะเปลี่ยนย้าย หรือหันเหการทำกิจกรรมต่างๆ ออกจากทางตะวันออกกลาง ซึ่งอาจจะรวมไปถึงการท่องเที่ยว และอยู่อาศัยด้วย อีกทั้งอย่างตัวเลขมูลค่าการซื้อขายอาคารชุดในไทยปี 2568 มีถึง 25% ที่เป็นเม็ดเงินจากต่างชาติ โดยอันดับมาจากจีน ตามมาด้วยเมียนมา รัสเซีย และไต้หวัน 

“ทุกวันนี้ประเทศฝั่งตะวันออกกลางก็เข้ามาไทยในลักษณะการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Medical Tourist) อยู่แล้ว ถ้าสามารถทำให้เขาเข้ามาใช้ชีวิตอยู่ เป็นบ้านหลังที่สอง หรือหลบภัยสงคราม และยังสามารถทำธุรกิจต่อในประเทศไทยได้ด้วยก็ถือเป็นตัวเลือกที่ดี การผลักดันให้ถึงการเป็นศูนย์กลางสำหรับการพำนักเพื่อบริหารธุรกิจก็มีความเป็นไปได้ เพราะอย่างพม่าหรือรัสเซียที่เข้ามาทำให้ตลาดการซื้อคอนโดของไทยเพิ่มขึ้น ก็มาจากการที่คนในประเทศเหล่านั้นเกิดความกังวลสงครามภายในประเทศของตัวเองด้วย” ศ.วิทวัส กล่าว

อุ๊ย!! นิพิฏฐ์ โพสต์ถึงใคร? ลั่นถ้ารวย-ถอนทุนกันพอแล้ว ก็ปล่อยน้ำมันให้ประชาชนเถอะ

อุ๊ย!! นิพิฏฐ์ โพสต์ถึงใคร? ลั่นถ้ารวย-ถอนทุนกันพอแล้ว ก็ปล่อยน้ำมันให้ประชาชนเถอะ

อุ๊ย!! นิพิฏฐ์ โพสต์ถึงใคร? ลั่นถ้ารวย-ถอนทุนกันพอแล้ว ก็ปล่อยน้ำมันให้ประชาชนเถอะ

วันอาทิตย์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.32 น.

อุ๊ย!! นิพิฏฐ์ โพสต์ถึงใคร? ลั่นถ้ารวย-ถอนทุนกันพอแล้ว ก็ปล่อยน้ำมันให้ประชาชนเถอะ

เมื่อวันที่ 22 มี.ค.2569 นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์เฟซบุ๊กสั้นๆ ระบุว่า “ถ้ารวยกันพอแล้ว หรือถอนทุนกันพอแล้ว ก็ปล่อยน้ำมันให้ประชาชนเถอะครับ”

สส.ปชน. ชี้สถานการณ์พลังงานบานปลาย ส่อกระทบค่าครองชีพ อัดรัฐอย่าประชุมแบบขอไปที

สส.ปชน. ชี้สถานการณ์พลังงานบานปลาย ส่อกระทบค่าครองชีพ อัดรัฐอย่าประชุมแบบขอไปที

สส.ปชน. ชี้สถานการณ์พลังงานบานปลาย ส่อกระทบค่าครองชีพ อัดรัฐอย่าประชุมแบบขอไปที

วันอาทิตย์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.19 น.

สส.ปชน. ชี้สถานการณ์พลังงานบานปลาย ส่อกระทบค่าครองชีพ ประชาชนต้องการผู้บริหาร รัฐบาลอย่าแค่ประชุมแบบขอไปที

เมื่อวันที่ 22 มี.ค.2569 นายเฉลิมพงศ์ แสงดี สส.ภูเก็ต เขต 2 พรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า  “สถานการณ์พลังงานบานปลายส่อกระทบค่าครองชีพ ประชาชนต้องการผู้บริหาร รัฐบาลอย่าแค่ประชุมแบบขอไปที

ขณะนี้สังคมกำลังกังขาทั้งในการสื่อสารและการบริหารจัดการของภาครัฐที่ยังปากแข็งออกมาป่าวประกาศแทบจะรายวันว่าน้ำมันพอ ยิ่งพอเห็นนั่งประชุมกันหน้าสลอนแล้วยิ่งสิ้นหวังครับ เพราะนอกจากยืนยันคำเดิม เพิ่มเติมคือ ‘ไม่มีไอ้โม่ง’ แล้วโยนบาปให้ประชาชนว่าตื่นตระหนกแห่ไปเติมกันมากเองจนน้ำมันไม่พอ

ผมคิดว่าบทสรุปประชุมแบบนี้มันช่างไร้ยางอายสิ้นดีเพราะมันสวนทางกับสถานการณ์ที่เป็นจริงจนอยากชวนทุกท่านตั้งแต่หัวโต๊ะยันปลายโต๊ะออกจากห้องแอร์มาแหกตาดูความทุกข์ยากของประชาชนบ้างว่าคนที่เขารอต่อคิวเติมน้ำมันเขาต้องเจอปัญหาขนาดไหน

สิ่งที่สำคัญที่สุดในสถานการณ์แบบนี้การสื่อสารที่ตรงไปตรงมาและการบริหารจัดการวิกฤตเพื่อไม่ให้ใครคนใดคนหนึ่งฉวยโอกาสทำกำไรจนเกินงามท่ามกลางความลำบากของประชาชนทั้งแผ่นดินคือสิ่งสำคัญมาก

สิ่งที่รัฐบาลต้องมองให้ออกคือสถานการณ์มีแนวโน้มลากยาวและต้องเตรียมแผนสำรอง จนถึงตอนนนี้เส้นทางน้ำมันหลักผ่านช่องแคบฮอร์มุสยังคงถูกปิด ซึ่งเส้นทางนี้เป็นเส้นทางหลักที่น้ำมันกว่า 20%ของโลกต้องผ่านและไทยพึ่งน้ำมันจากเส้นทางนี้มากถึง 54%

ซึ่งสถานการณ์ยังไม่มีแนวโน้มไปในทางที่ดีขึ้นแต่กลับขยายสู่การโจมตีแหล่งพลังงานหลักในตะวันออกกลางหลายแห่งทั้งที่ฝ่ายอิหร่านถูกโจมตีและการตอบโต้กลับไปยังพันธมิตรอ่าวที่มีความใกล้ชิดกับสหรัฐ

ท่ามกลางปัญหาที่ดูยืดเยื้อและที่พวกท่านอุตส่านั่งประชุมกันให้เห็น ความน่าสังเวชใจก็คือท่านแทบไม่มีมาตรการใดใหม่ออกมาที่ทำให้ประชาชนเชื่อมั่นได้ นอกจากคำแก้ตัว แล้วจะไม่ให้ประชาชนตื่นตระหนกได้อย่างไรครับ

จนถึงตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นความล้มเหลวในการกระจายน้ำมัน ปัญหาขาดแคลนหน้าปั๊มเกิดจากการบริหารระบบขนส่งที่ผิดพลาด และการปล่อยให้ภาคอุตสาหกรรมเข้ามา แย่งเติมน้ำมันของประชาชนทั่วไปเพื่อกักตุนและใช้สิทธิอุดหนุนราคายังคงอยู่เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

และหลังจากนี้ สิ่งที่ต้องเตรียมรับมือให้ดีคือวิกฤตทางการเงินของกองทุนน้ำมันฯ ปัจจุบันกองทุนฯ ติดลบ ไปแล้วกว่า 12,605 ล้านบาท จากการแบกภาระอุดหนุนดีเซลถึง 18 บาท/ลิตร ซึ่งเสี่ยงที่จะต้องกู้เงิน

โดยที่ภาครัฐยังไม่มีแผนสำรองใดออกมาหากต้องยกเลิกตรึงราคา หมายความว่าราคาพุ่งไปอีกเท่าตัว ซึ่งเหตุการณ์นี้ผมเชื่อว่าจะมาถึงแน่ๆแบบที่หลายคนแอบแซวว่า ถ้าวันลอยตัวมาถึงเมื่อไหร่ วันนั้นคงมีน้ำมันพอให้เติม สามารถกระจายน้ำมันได้ดีอย่างที่ไม่เคยทำได้เลยในช่วงตรึงราคา

โดยสรุป ผมคิดว่ารัฐควรเลิกปฏิเสธความรุนแรงของปัญหาได้แล้ว ที่สำคัญคืออย่ารีบปฏิเสธว่าไม่มีไอ้โม่ง ดูคนใกล้ตัวมากๆให้ดี และจะตั้งคนไหนดูแลวิกฤตก็ขอให้ดูเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนด้วยครับ คือ เรื่องแบบนี้ถ้าไม่โง่ก็ต้องบอกว่าไม่รู้ว่าผีห่าซาตานตนใดเข้าสิงจนต้องตั้งบรรดาพ่อค้าน้ำมันที่ได้ประโยชน์จากน้ำมันไปดูเรื่องปัญหาน้ำมัน ไปถามเด็กประถมยังรู้เลยครับว่าเป็นไปไม่ได้

เรื่องนี้สำคัญมากครับ ถ้าแก้ไม่ได้จะกระทบต่อต้นทุนการขนส่งที่ตอนนี้ต้นทุนพุ่งขึ้น 12% ซึ่งตอนนี้ราคาอุปโภคบริโภคที่เริ่มปรับตัวสูงขึ้นแล้ว ทั้ง อาหารทะเล (ขึ้น 10-15%), เนื้อหมู(ขึ้น 10 บาท/กก.), ไข่ไก่, ต้นทุนพลาสติกไปจนถึงปุ๋ยการเกษตรที่้เป็นปัจจัยสำคัญของการเกษตร และมีแนวโน้มจะขึ้นไปอีก แค่มาตรการร้านธงฟ้าราคาถูกของคุณศุภจี เอาไม่อยู่หรอกครับ

การเป็นผู้บริหารที่ไม่บริหาร พาวิกฤตไปสู่วิบัติแบบที่เป็นมาเสมอ ระวังประชาชนจะกรีดร้อง _วย ไม่ไหวแล้วโว้ยแทนรวยไม่ไหวแล้วโว้ยนะครับ”

พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง ชี้ ค่าไฟต่ำกว่า 3 บาทไม่ใช่ฝัน เลิกอุ้มทุน-คืนพลังงานให้รัฐ

พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง ชี้ ค่าไฟต่ำกว่า 3 บาทไม่ใช่ฝัน เลิกอุ้มทุน-คืนพลังงานให้รัฐ

พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง ชี้ ค่าไฟต่ำกว่า 3 บาทไม่ใช่ฝัน เลิกอุ้มทุน-คืนพลังงานให้รัฐ

วันอาทิตย์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.18 น.

วันนี้ 22 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม หัวหน้าพรรคประชาชาติ และ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ เผยแพร่ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง

ค่าไฟต่ำกว่า 3 บาทไม่ใช่ฝัน! เลิกอุ้มทุน คืนพลังงานให้รัฐ

บิลค่าไฟเป็นหน้าต่างบ่งบอกโครงสร้างที่บิดเบี้ยว ค่าไฟฟ้าแพง ประชาชนต้องส่งเงินต่อให้เอกชนที่ได้สัมปทานเป็น “เสือนอนกิน” ทั้งที่ไฟฟ้าเป็นสาธารณูปโภคอันจำเป็นต่อการดำรงชีวิต รัฐต้องเป็นเจ้าของไม่น้อยกว่า “ร้อยละ 51” ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 56 แต่ความเป็นจริงวันนี้ กฟผ. กลับผลิตไฟฟ้าเองได้เพียงร้อยละ 30 เท่านั้น ส่วนอีกร้อยละ 70 เรากลับประเคนอำนาจการผลิตไปให้เอกชนรายใหญ่ สิ่งนี้คือการปล่อยให้อธิปไตยทางพลังงานหลุดลอยไปอยู่ในมือนายทุน

เปิดข้อมูลต้นทุนต่ำ จากความภาคภูมิใจของ กฟผ. ที่รัฐคุมได้เอง 100 เปอร์เซ็นต์

วันนี้เรามีขุมทรัพย์พลังงานที่รัฐควบคุมราคาได้เองและมีต้นทุนต่ำมาก แต่กลับถูกจำกัดสัดส่วนการผลิตอย่างไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะทรัพยากรล้ำค่าที่อยู่ภายใต้การดูแลของ กฟผ. อาทิ

 – ลิกไนต์แม่เมาะ (กฟผ.) นี่คือความภาคภูมิใจของคนไทยและ กฟผ. เรามีเหมืองลิกไนต์ที่เป็นเชื้อเพลิงของเราเอง 100% ไม่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ไม่ต้องหวั่นเกรงต่อความผันผวนของค่าเงินหรือสงครามโลก ต้นทุนเพียง 1.20 – 1.23 บาทต่อหน่วย เท่านั้น!

 – พลังน้ำ (กฟผ.) ที่มีอยู่ทั่วทุกภาค ซึ่งสามารถผลิตพลังงานไฟฟ้า โดยไม่มีต้นทุนค่าเชื้อเพลิง มีเพียงค่าดำเนินการประมาณ 1.06 – 1.37 บาทต่อหน่วย ซึ่งเป็นทรัพยากรธรรมชาติในประเทศที่สร้างเสร็จและตัดค่าเสื่อมราคาหมดแล้ว

ในขณะที่การซื้อไฟจากเอกชน มีต้นทุนสูงถึง 3.15 – 3.53 บาทต่อหน่วย แถมประชาชนยังต้องถูกบังคับให้จ่าย “ค่าความพร้อมจ่าย” ให้เอกชนฟรีๆ แม้โรงไฟฟ้าเหล่านั้นไม่ได้เดินเครื่องผลิตจริง นี่คือกำไรส่วนเกินที่สูบจากกระเป๋าประชาชน เพียงเพื่อไปเพิ่มความมั่งคั่งให้นายทุนพลังงาน

พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง

หากนำ 8 มาตรการหยุดทุกข์ค่าไฟแพง ที่เป็นข้อเสนอจากคณะกรรมาธิการพลังงาน สภาผู้แทนราษฎร (รายงานเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2568) จะลดค่าไฟฟ้าลงได้อีกไม่น้อยกว่า 0.8588 บาทต่อหน่วย ดังนี้

1) ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับค่าไฟฟ้าภาคครัวเรือน เพื่อลดภาระทันที

2) หยุดเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (Adder) และ FiT สำหรับกลุ่มผู้ผลิตเอกชนที่ผ่านจุดคุ้มทุนไปแล้ว

3) นำรายได้จากทรัพยากรชาติ ทั้งค่าภาคหลวงและส่วนแบ่งกำไร มาลดต้นทุนเชื้อเพลิงให้ประชาชน

4) หน่วยงานรัฐต้องรับผิดชอบตัวเอง ให้ อปท. และกรมทางหลวง จัดหางบประมาณค่าไฟสาธารณะเอง มิให้ผลักภาระมาไว้ในบิลไฟบ้านของพี่น้องประชาชน

5) ปรับสัดส่วนเงินนำส่งรัฐ ลดเงินนำส่งจาก 3 การไฟฟ้าเหลือร้อยละ 20 เพื่อนำส่วนต่างมาลดค่าไฟโดยตรง

6) ทบทวนสัญญา LNG ระยะยาว เพิ่มสัดส่วนการซื้อก๊าซแบบ Long-Term Contract ให้ถึงร้อยละ 85 ของการนำเข้าทั้งหมด ซึ่งราคาถูกกว่าตลาดจร

7) ลดเกณฑ์ภาษีเงินได้นิติบุคคล ปรับลดภาษีที่ใช้คำนวณรายได้พึงได้รับของการไฟฟ้าเหลือร้อยละ 20

8) จัดตั้งคลังกักเก็บ LNG เป็นเขตปลอดอากร เพื่อลดภาระทางภาษีและต้นทุนการบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ

พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง

เสนอค่าไฟฟ้าระหว่าง 2.50 บาท ไม่เกิน 3 บาท ต้องหยุดสัมปทานระบบเสือนอนกิน คือ

1. โรงไฟฟ้าเอกชนเจ้าไหนหมดสัญญา ต้องหยุดต่อสัญญาทาสที่เอื้อกำไรให้ทุนใหญ่เพียงไม่กี่ตระกูล เมื่อสัญญาซื้อขาย (PPA) สิ้นสุดลง รัฐต้องดึงกลับมาบริหารเองทันที

2. คืนอำนาจให้ กฟผ. ผลิตเอง 51 เปอร์เซ็นต์ ตามรัฐธรรมนูญ การผลิตไฟฟ้าต้องมุ่งเน้นบริการสาธารณะ ไม่ใช่กำไรในตลาดหลักทรัพย์ เมื่อรัฐกลับมาผลิตเกินครึ่งหนึ่งตามกฎหมาย เราจะสามารถบริหารจัดการต้นทุนให้ต่ำลงได้ทันที

3. ใช้ของดีราคาถูกที่มีอยู่ให้เต็มศักยภาพ เร่งกำลังการผลิตจากพลังน้ำและลิกไนต์ของ กฟผ. ที่ราคาเพียง 1 บาทต้นๆ มาเป็นฐานราคาหลัก เพื่อดึงค่าไฟเฉลี่ยของประเทศให้ลดลง

รัฐบาลต้องยึดถือประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง ปฏิบัติตามแนวทางของรัฐธรรมนูญ แล้ว… ค่าไฟไม่เกิน 3 บาท หรือแม้แต่ 2.50 บาท ทำได้จริงแน่นอน

พลังงานคือสิทธิพื้นฐานของคนไทยทุกคน ไม่ใช่บ่อเงินบ่อทองของใคร ผมจะเดินหน้าทวงคืนความยุติธรรมนี้ให้พี่น้องคนไทยทั้งประเทศครับ

ชุดไทยพระราชนิยม ขึ้นบิลบอร์ดทั่วเมืองกรุง ประกาศความพร้อม สู่สายตาชาวโลก

ชุดไทยพระราชนิยม ขึ้นบิลบอร์ดทั่วเมืองกรุง ประกาศความพร้อม สู่สายตาชาวโลก

ชุดไทยพระราชนิยม ขึ้นบิลบอร์ดทั่วเมืองกรุง ประกาศความพร้อม สู่สายตาชาวโลก

วันอาทิตย์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.12 น.

ชุดไทยพระราชนิยม ขึ้นบิลบอร์ดทั่วเมืองกรุง ประกาศความพร้อม สู่สายตาชาวโลก ก่อนยูเนสโกเคาะขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ  (UNESCO) ปลายปี 2569 นี้

เมื่อวันที่ 22 มี.ค.2569 นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เดินหน้าประสานความร่วมมือ ผลักดัน “ชุดไทยพระราชนิยม” ผ่านแคมเปญ “ชุดไทย” (CHUD THAI) สู่สายตาชาวโลกอย่างสง่างาม ภายใต้พระดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ต่อการสืบสาน ต่อยอด และเผยแพร่มรดกทางวัฒนธรรมไทย อันมีรากฐานจากพระราชกรณียกิจอันยิ่งใหญ่ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ล่าสุดได้รับการร่วมมือกับภาคเอกชน อย่าง  Plan B (แพลน บี มีเดีย) ที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่ง ในหน้าประวัติศาสตร์ เผยแพร่ “ชุดไทย” สู่สาธารณะ ผ่านป้ายโฆษณาบิลบอร์ด ทั่วกรุงเทพมหานคร ตามแนวทางที่กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม จะผลักดัน “ชุดไทย” สู่การขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ (UNESCO)

โดยเฉพาะการประชาสัมพันธ์ และสร้างการตระหนักรู้ ถึงคุณค่าของสิ่งที่พวกเราคนไทยทั้งชาติ กำลังจะผลักดัน ก่อนที่ยูเนสโก (UNESCO) จะพิจารณา “ชุดไทยพระราชนิยม”  ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ ในช่วงปลายปี 2569 นี้ ดังนั้นขอเชิญชวน สื่อทุกแขนง หน่วยงานทุกภาคส่วน และประชาชนทุกคน ร่วมกันมีส่วนร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับความภาคภูมิใจนี้  ด้วยการสนับสนุนความเป็นไทย ไม่ว่าจะเป็นการเลือกสวมใส่ชุดไทย และงานหัตถศิลป์ ในชีวิตประจำวัน การบอกเล่าเรื่องราวผ่านโซเชียลมีเดีย ประกาศศักดิ์ศรีงานฝีมือไทยสู่สายตาชาวโลก

ศรีลังกาขึ้นราคาน้ำมัน 25% รับผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง

ศรีลังกาขึ้นราคาน้ำมัน 25% รับผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง

22 มี.ค. 2569 11:57 น.

ศรีลังกาขึ้นราคาน้ำมัน 25% รับผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง

รัฐบาลศรีลังกาประกาศปรับขึ้นราคาน้ำมันครั้งใหญ่เป็นครั้งที่ 2 ในรอบสองสัปดาห์ อีก 25% หลังสงครามในตะวันออกกลางยืดเยื้อจนกระทบการนำเข้าพลังงาน ด้านประธานาธิบดีสั่งบังคับใช้มาตรการประหยัดขั้นสูงสุด ทั้งการทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์ และรื้อฟื้นระบบ Work from Home เพื่อประคองเศรษฐกิจประเทศไม่ให้ซ้ำรอยวิกฤตปี 2022

รัฐบาลศรีลังกาได้ประกาศปรับขึ้นราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงอีก 25% ซึ่งเป็นการปรับขึ้นครั้งที่สองภายในระยะเวลาเพียงสองสัปดาห์ เพื่อรับมือกับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยราคาน้ำมันเบนซินพุ่งขึ้นไปอยู่ที่ 398 รูปี (ประมาณ 41.95 บาท) ต่อลิตร จากเดิม 317 รูปี (ราว 33.42 บาท) ขณะที่น้ำมันดีเซลซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของระบบขนส่งมวลชน ปรับขึ้นอีก 79 รูปี ไปอยู่ที่ 382 รูปี (ราว 40.27 บาท) ต่อลิตร

เจ้าหน้าที่จากบรรษัทปิโตรเลียมซีลอนระบุว่า เป้าหมายของการขึ้นราคาสูงสุดครั้งนี้คือการบีบให้การบริโภคน้ำมันในประเทศลดลงให้ได้ 15-20% หลังจากที่ก่อนหน้านี้รัฐบาลได้สั่งปันส่วนน้ำมันไปแล้วเมื่อสัปดาห์ก่อน

วิกฤตครั้งนี้มีสาเหตุหลักมาจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซโดยอิหร่าน เพื่อตอบโต้สงครามกับสหรัฐฯ และอิสราเอลที่ก้าวเข้าสู่สัปดาห์ที่ 4 ซึ่งช่องแคบดังกล่าวเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันดิบถึง 20% ของโลก ส่งผลกระทบโดยตรงต่อศรีลังกาที่ต้องนำเข้าน้ำมันและถ่านหินทั้งหมด 100% เพื่อใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าและขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

ประธานาธิบดีอนุรา กุมารา ดิสซานายาเก ได้ออกคำสั่งด่วนเมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือสงครามที่อาจยืดเยื้อ ซึ่งมีมาตรการต่างๆ เช่นการปรับลดวันทำงาน เหลือเพียง 4 วันต่อสัปดาห์ โดยเริ่มตั้งแต่วันพุธที่ผ่านมา (18 มี.ค.) และการ Work from Home โดยขอความร่วมมือให้นายจ้างกลับไปใช้ระบบทำงานจากที่บ้านในส่วนที่ทำได้ เพื่อลดการใช้เชื้อเพลิงในการเดินทาง

รัฐบาลศรีลังกาแสดงความกังวลอย่างยิ่งว่า สงครามที่ยืดเยื้อในตะวันออกกลางอาจทำลายความพยายามในการฟื้นฟูประเทศจากวิกฤตเศรษฐกิจล่มสลายในปี 2022 ซึ่งในครั้งนั้นศรีลังกาต้องผิดนัดชำระหนี้ต่างประเทศมูลค่ากว่า 4.6 หมื่นล้านดอลลาร์เนื่องจากขาดแคลนเงินตราต่างประเทศ จนต้องขอรับความช่วยเหลือทางการเงินจำนวน 2.9 พันล้านดอลลาร์จากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) มาจนถึงปัจจุบัน.

ที่มา AFP 

โจมตีโรงพยาบาลซูดานคร่าชีวิต 64 ศพ WHO ประณามหนัก เรียกร้องยุติสงคราม

โจมตีโรงพยาบาลซูดานคร่าชีวิต 64 ศพ WHO ประณามหนัก เรียกร้องยุติสงคราม

22 มี.ค. 2569 11:16 น.

โจมตีโรงพยาบาลซูดานคร่าชีวิต 64 ศพ WHO ประณามหนัก เรียกร้องยุติสงคราม

องค์การอนามัยโลก (WHO) เผยเหตุโจมตีโรงพยาบาลในรัฐดาร์ฟูร์ตะวันออกของซูดาน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 64 ราย ในจำนวนนี้มีเด็กรวมอยู่ด้วย 13 ราย ด้าน ผอ. WHO เรียกร้องยุติสงคราม หลังสงครามยืดเยื้อเข้าสู่ปีที่ 3 ทำลายระบบสาธารณสุขจนอัมพาตและมียอดผู้เสียชีวิตจากการโจมตีสถานพยาบาลทะลุ 2,000 ศพ

นายทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก (WHO) เปิดเผยรายละเอียดเหตุโจมตีเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (20 มี.ค.) ที่โรงพยาบาลศูนย์การเรียนรู้ ในเมืองเอล-แดน เมืองหลวงของรัฐดาร์ฟูร์ตะวันออก โดยแรงระเบิดจากอาวุธหนักส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตทันทีอย่างน้อย 64 ราย และบาดเจ็บอีก 89 ราย

ในกลุ่มผู้เสียชีวิตยืนยันว่าเป็นเด็ก 13 ราย พยาบาลหญิง 2 ราย แพทย์ชาย 1 ราย และคนไข้จำนวนมาก ขณะที่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขอีก 8 รายได้รับบาดเจ็บสาหัส โดยกลุ่มนักกฎหมายเพื่อสิทธิมนุษยชนในพื้นที่รายงานว่า เป็นผลจากการโจมตีด้วยโดรนของกองทัพซูดาน ซึ่งพยายามรุกคืบเข้าไปยังพื้นที่อิทธิพลของกองกำลังกึ่งทหาร RSF

การโจมตีครั้งนี้สร้างความเสียหายอย่างหนักให้กับแผนกกุมารเวชกรรม แผนกสูตินรีเวช และแผนกฉุกเฉิน จนทำให้โรงพยาบาลไม่สามารถเปิดให้บริการได้อีกต่อไป ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่จำเป็นของประชาชนในพื้นที่

ข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังการโจมตีสถานพยาบาล (SSA) ระบุว่า นับตั้งแต่สงครามในซูดานปะทุขึ้นเมื่อเดือนเมษายน 2023 ยอดผู้เสียชีวิตจากการโจมตีสถานพยาบาลรวมแล้วสูงถึง 2,036 ราย จากเหตุการณ์โจมตีทั้งหมด 213 ครั้ง โดยเฉพาะในปี 2025 เพียงปีเดียว มีผู้เสียชีวิตสูงถึง 1,620 ราย หรือคิดเป็นร้อยละ 82 ของยอดผู้เสียชีวิตจากการโจมตีสถานพยาบาลทั่วโลก

ผู้อำนวยการ WHO กล่าวด้วยความสลดใจว่า “เลือดถูกหลั่งมามากเกินพอแล้ว ความทุกข์ทรมานที่เกิดขึ้นนั้นเกินกว่าจะรับไหว สถานพยาบาลต้องไม่ตกเป็นเป้าหมายของสงคราม เพราะสันติภาพคือยาที่ดีที่สุดสำหรับมนุษยชาติ”

ปัจจุบัน สงครามในซูดานส่งผลให้มีผู้พลัดถิ่นกว่า 11 ล้านคน และประชาชนอีกกว่า 33 ล้านคนกำลังเผชิญกับวิกฤตความหิวโหยและความต้องการความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมอย่างเร่งด่วน ขณะที่การใช้โดรนโจมตีพื้นที่ชุมชนกลายเป็นภาพชินตาที่โหดร้าย ซึ่งทางสหประชาชาติ (UN) ได้ออกมาประณามอย่างต่อเนื่องถึงความสูญเสียของพลเรือนที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว.

ที่มา Al Jazeera

“ทรัมป์” ยื่นคำขาดอิหร่าน 48 ชั่วโมงเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ขู่ทำลายโครงสร้างพลังงาน

"ทรัมป์" ยื่นคำขาดอิหร่าน 48 ชั่วโมงเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ขู่ทำลายโครงสร้างพลังงาน

22 มี.ค. 2569 10:28 น.

“ทรัมป์” ยื่นคำขาดอิหร่าน 48 ชั่วโมงเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ขู่ทำลายโครงสร้างพลังงาน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ถล่มโครงสร้างพื้นฐานพลังงานอิหร่านให้สิ้นซาก หากไม่ยอมเปิดเส้นทางเดินเรือช่องแคบฮอร์มุซภายใน 48 ชั่วโมง ด้านอิหร่านโต้กลับด้วยการส่งขีปนาวุธโจมตีอิสราเอลครั้งรุนแรง มีผู้บาดเจ็บนับร้อย ขณะที่ราคาน้ำมันโลกพุ่งทะลุ 105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้ประกาศคำขาดผ่านทางทรูธโซเชียล โดยให้เวลาอิหร่านเพียง 48 ชั่วโมงในการกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้เรือสินค้าผ่านได้ตามปกติ มิเช่นนั้นสหรัฐฯ จะปฏิบัติการ “ถล่มและทำลาย” โรงไฟฟ้าของอิหร่านให้ราบคาบ โดยจะเริ่มจากโรงไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับแรก

คำขู่นี้มีกำหนดเส้นตายตรงกับเวลา 23:44 น.ของวันจันทร์ (23 มี.ค.) ตามเวลามาตรฐานสากล ท่ามกลางสถานการณ์ที่ตึงเครียดถึงขีดสุด หลังจากอิหร่านสั่งปิดช่องแคบซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันดิบถึง 1 ใน 5 ของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ทะยานสูงขึ้นเกิน 105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลทันที

เพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนคำขู่ของทรัมป์ อิหร่านได้เปิดฉากโจมตีอิสราเอลทางตอนใต้อย่างหนักหน่วง ขีปนาวุธสามารถฝ่าระบบป้องกันภัยทางอากาศเข้าถล่มอาคารที่พักอาศัยในเมืองอาราด และเมืองดิมอนา  ซึ่งเป็นที่ตั้งขอศูนย์นิวเคลียร์สำคัญของอิสราเอล แรงระเบิดทำให้มีผู้บาดเจ็บรวมกว่า 100 ราย  ด้านนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล ประกาศลั่นจะตอบโต้คืน “ในทุกแนวรบ” และได้ส่งฝูงบินถล่มกรุงเตหะรานในเวลาต่อมา

ทางด้านกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่านระบุว่า การโจมตีครั้งนี้เป็นการแก้แค้นที่อิสราเอลถล่มโรงงานนิวเคลียร์นาทานซ์ เมื่อช่วงกลางปี 2025 พร้อมขู่ว่าหากสหรัฐฯ ลงมือตามคำขู่ อิหร่านจะโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานและระบบผลิตน้ำมันของสหรัฐฯ และพันธมิตรในภูมิภาคทันที

สงครามซึ่งล่วงเข้าสู่สัปดาห์ที่ 4 ได้ขยายวงกว้างไปทั่วภูมิภาค โดยมีรายงานว่าอิหร่านพยายามยิงขีปนาวุธข้ามทวีปโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ-อังกฤษที่เกาะดิเอโกการ์เซีย ซึ่งอยู่ห่างออกไปกว่า 4,000 กิโลเมตร แม้จะไม่สำเร็จแต่ถือเป็นการโจมตีระยะไกลที่สุดเท่าที่เคยมีมา นอกจากนี้ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ยังรายงานว่าถูกโจมตีทางอากาศเช่นกัน หลังจากอิหร่านเตือนไม่ให้ยอมใช้พื้นที่เป็นฐานโจมตีตน

ผู้นำจากหลายประเทศ เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี และเกาหลีใต้ ได้ออกแถลงการณ์ร่วมประณามการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่นายราฟาเอล กรอสซี ผู้อำนวยการ IAEA เรียกร้องให้ทุกฝ่ายยับยั้งชั่งใจอย่างสูงสุดเพื่อหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุนิวเคลียร์ที่อาจเกิดขึ้นจากการโจมตีสถานประกอบการปรมาณู

แม้ผู้นำสูงสุดคนปัจจุบันของอิหร่าน “โมจตาบา คาเมเนอี” จะยังไม่ปรากฏตัวต่อสาธารณะนับตั้งแต่รับตำแหน่งต่อจากบิดาที่เสียชีวิตในสงคราม แต่นักวิเคราะห์มองว่ารัฐบาลเตหะรานมีความยืดหยุ่นและขีดความสามารถในการตอบโต้ที่ทนทานกว่าที่สหรัฐฯ คาดการณ์ไว้มาก ทำให้โลกต้องจับตาดูว่าเมื่อสิ้นสุด 48 ชั่วโมงนี้ สถานการณ์จะก้าวข้ามไปสู่สงครามเต็มรูปแบบหรือไม่.

ที่มา AFP

คิวบาไฟดับทั้งประเทศรอบสองในสัปดาห์เดียว กระทบประชาชนกว่า 10 ล้าน

คิวบาไฟดับทั้งประเทศรอบสองในสัปดาห์เดียว กระทบประชาชนกว่า 10 ล้าน

22 มี.ค. 2569 10:02 น.

คิวบาไฟดับทั้งประเทศรอบสองในสัปดาห์เดียว กระทบประชาชนกว่า 10 ล้าน

ระบบโครงข่ายไฟฟ้าแห่งชาติคิวบาล่มเป็นครั้งที่ 2 ในรอบเพียงหนึ่งสัปดาห์ ส่งผลให้ประชาชนกว่า 10 ล้านคนไม่มีไฟฟ้าใช้ รัฐบาลเร่งกู้ระบบท่ามกลางปัญหาขาดแคลนเชื้อเพลิงเรื้อรังจากการถูกคว่ำบาตรโดยสหรัฐฯ ขณะที่กระแสการประท้วงเริ่มรุนแรงขึ้น หลังมีรายงานการบุกเผาที่ทำการพรรคคอมมิวนิสต์ในบางพื้นที่

กระทรวงพลังงานของคิวบาแถลงยืนยันว่า เกิดเหตุระบบไฟฟ้าพื้นฐานของประเทศตัดขาดการเชื่อมต่อโดยสิ้นเชิง ส่งผลให้บ้านเรือนและภาคธุรกิจทั่วเกาะตกอยู่ในความมืดมิดอีกครั้ง ซึ่งถือเป็นวิกฤตไฟดับครั้งใหญ่ครั้งที่ 3 ในรอบเดือนนี้ โดยบริษัทไฟฟ้าแห่งชาติ (UNE) ระบุว่ากำลังเร่งกู้ระบบตามลำดับความสำคัญ โดยให้ความสำคัญกับโรงพยาบาลและระบบประปาเป็นอันดับแรก

วิกฤตการณ์ครั้งนี้มีสาเหตุหลักมาจากโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าที่เสื่อมสภาพตามกาลเวลา และปัญหาขาดแคลนเชื้อเพลิงอย่างหนัก ซึ่งรัฐบาลคิวบาชี้ว่าเป็นผลมาจากการถูกสหรัฐฯ ปิดล้อมทางการค้า ทำให้ไม่สามารถนำเข้าน้ำมันเพื่อใช้ในโรงไฟฟ้าได้

ขณะเดียวกัน ความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างประเทศพุ่งสูงขึ้น หลังจากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ตกเป็นข่าวว่าต้องการให้ประธานาธิบดี มิเกล ดิอาซ-กาเนล ของคิวบาลงจากตำแหน่ง เพื่อแลกกับการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรน้ำมัน โดยทรัมป์ยังได้กล่าวถึงแนวคิด “การเข้ายึดครองอย่างเป็นมิตร” ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับผู้นำคิวบาที่ออกมาตอบโต้ว่า ประเทศมีแผนเตรียมพร้อมป้องกันตัวเองจากการรุกรานทางทหารของสหรัฐฯ ทุกรูปแบบ

ไฟฟ้าที่ดับต่อเนื่องได้จุดชนวนความไม่พอใจแก่ประชาชน โดยมีการประท้วงด้วยการเคาะหม้อกระทะในกรุงฮาวานา นอกจากนี้ยังมีรายงานเหตุการณ์รุนแรงในเมืองโมรอน ทางตอนกลางของประเทศ ซึ่งกลุ่มผู้ประท้วงได้บุกเผาที่ทำการพรรคคอมมิวนิสต์ อย่างไรก็ตาม การประท้วงที่ไม่ได้รับอนุญาตถือเป็นเรื่องผิดกฎหมายในคิวบา และผู้ฝ่าฝืนอาจต้องโทษจำคุก

ท่ามกลางวิกฤต กลุ่มพันธมิตรสังคมนิยมระหว่างประเทศได้ส่งความช่วยเหลือเบื้องต้น เช่น แผงโซลาร์เซลล์ อาหาร และยารักษาโรคไปยังคิวบา ขณะที่เรือขนส่งความช่วยเหลือจากเม็กซิโกคาดว่าจะเดินทางถึงท่าเรือฮาวานาในวันจันทร์นี้

แม้จะมีความขัดแย้งรุนแรง แต่ประธานาธิบดีดิอาซ-กาเนล ยืนยันว่ามีการเจรจาระดับทวิภาคีเบื้องต้นกับสหรัฐฯ เพื่อหาทางออกของวิกฤต อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของคิวบาย้ำชัดเจนว่า “ระบบการเมืองและตำแหน่งประธานาธิบดีของคิวบา ไม่ใช่สิ่งที่จะนำมาต่อรองกับสหรัฐฯ ได้อย่างเด็ดขาด”.

ที่มา BBC

ชาวเช็กกว่า 2 แสนชุมนุมต่อต้านรัฐบาลใหม่ หวั่นนำประเทศสู่ระบอบอำนาจนิยม

ชาวเช็กกว่า 2 แสนชุมนุมต่อต้านรัฐบาลใหม่ หวั่นนำประเทศสู่ระบอบอำนาจนิยม

22 มี.ค. 2569 09:45 น.

ชาวเช็กกว่า 2 แสนชุมนุมต่อต้านรัฐบาลใหม่ หวั่นนำประเทศสู่ระบอบอำนาจนิยม

ชาวเช็กกว่า 2 แสนคน รวมตัวชุมนุมใหญ่ ณ สวนสาธารณะเล็ตนา สถานที่ประวัติศาสตร์แห่งการโค่นล้มคอมมิวนิสต์ เพื่อแสดงพลังต่อต้านรัฐบาลผสมของมหาเศรษฐี “อันเดรย์ บาบิช” ชี้เป็นภัยคุกคามประชาธิปไตย หลังผลักดันกฎหมายคุมสื่อ-NGO และคัดค้านการช่วยเหลือนักรบยูเครน เดินรอยตามผู้นำเผด็จการเพื่อนบ้าน

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ที่กรุงปราก สาธารณรัฐเช็ก เนืองแน่นไปด้วยผู้ประท้วงจากทั่วประเทศที่พากันมาชูธงชาติและป้ายข้อความ “ร่วมปกป้องประชาธิปไตย” โดยกลุ่มผู้จัดงาน “Million Moments for Democracy” ประเมินว่ามีผู้เข้าร่วมสูงถึง 200,000 คน เพื่อส่งสัญญาณเตือนไปยังรัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี อันเดรย์ บาบิช  มหาเศรษฐีผู้มีแนวคิดประชานิยม

มิคูลาส มินาร์ แกนนำผู้จัดงานระบุว่า “เรามาที่นี่เพื่อคัดค้านการลากประเทศเข้าสู่เส้นทางเดียวกับสโลวาเกียและฮังการี” ซึ่งหมายถึงทิศทางทางการเมืองที่เอนเอียงไปทางรัสเซียและมีความเป็นเผด็จการมากขึ้นฃ

นายบาบิช กลับมามีอำนาจอีกครั้งหลังพรรค ANO ของเขาชนะเลือกตั้งเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา และได้จัดตั้งรัฐบาลผสมร่วมกับพรรคขวาจัดที่มีแนวคิดต่อต้านผู้อพยพ ซึ่งรัฐบาลชุดนี้ได้เริ่มปรับเปลี่ยนนโยบายสำคัญหลายด้าน เช่นยุติการช่วยเหลือยูเครน โดยนายบาบิชคัดค้านการสนับสนุนทางการเงินและเงินกู้แก่ยูเครนในการทำสงครามกับรัสเซีย ซึ่งเป็นท่าทีเดียวกับผู้นำฮังการีและสโลวาเกีย

รัฐบาลยังเตรียมออกกฎหมาย “ตัวแทนต่างชาติ” ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรัสเซีย ซึ่งจะบังคับให้องค์กรหรือบุคคลที่รับเงินสนับสนุนจากต่างชาติและทำกิจกรรมทางการเมืองต้องจดทะเบียน มิเช่นนั้นจะถูกปรับอย่างหนัก รวมถึงแผนการปรับเปลี่ยนงบประมาณของสถานีวิทยุและโทรทัศน์สาธารณะ ซึ่งหลายฝ่ายกังวลว่าจะเป็นการเปิดช่องให้รัฐบาลเข้าควบคุมสื่อได้อย่างเบ็ดเสร็จ

แรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้การประท้วงครั้งนี้รุนแรงขึ้น เกิดจากการที่สภาผู้แทนราษฎรมีมติ “ไม่เพิกถอนสิทธิ์คุ้มกัน” ของนายบาบิช ทำให้เขาไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในคดีทุจริตเงินสนับสนุนจากสหภาพยุโรป มูลค่า 2 ล้านดอลลาร์ จนกว่าจะหมดวาระในปี 2029 รวมถึงกรณีของประธานสภาผู้แทนราษฎรที่รอดพ้นคดีปลุกระปั่นความเกลียดชังเช่นกัน

กลุ่มผู้ชุมนุมชี้ว่า มติดังกล่าวทำให้คนในประเทศถูกแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม คือ “ประชาชนคนธรรมดา” และ “กลุ่มผู้ที่แตะต้องไม่ได้” มิคาเอล เซอร์โนลาเวก นักศึกษาวัย 19 ปี หนึ่งในผู้ร่วมชุมนุมกล่าวทิ้งท้ายว่า “ผมมาเพื่อปกป้องสิ่งที่สำคัญที่สุด เสรีภาพที่เรามีอยู่นี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรือของตาย และมันเป็นหน้าที่ของผมที่จะต้องปกป้องมันไว้”.

ที่มา Associated Press