ไม่หวั่นแรงสังคมกดดัน! แสวง ยัน กกต. รับฟังทุกความเห็นคดีฮั้ว สว. ไม่กระทบข้อเท็จจริงในสำนวน

ไม่หวั่นแรงสังคมกดดัน! แสวง ยัน กกต. รับฟังทุกความเห็นคดีฮั้ว สว. ไม่กระทบข้อเท็จจริงในสำนวน

ไม่หวั่นแรงสังคมกดดัน! แสวง ยัน กกต. รับฟังทุกความเห็นคดีฮั้ว สว. ไม่กระทบข้อเท็จจริงในสำนวน

วันเสาร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.45 น.

“แสวง” ยืนยัน กกต.รับฟังทุกความเห็นต่อคดีฮั้ว สว. ไม่กระทบข้อเท็จจริงในสำนวน ย้ำทำหน้าที่ตามกฎหมาย ไม่ใช่ตามความต้องการคนกลุ่มใด  ไม่หวั่นแรงสังคมกดดัน เจอทุกวัน

วันที่ 25 กรฎาคม 2569 ที่จังหวัดร้อยเอ็ด นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง  ชี้แจงความคืบหน้าของ กกต. ชุดใหญ่ในการพิจารณาสำนวนคดีฮั้ว สว.จะดำเนินการส่งฟ้องต่อศาลหรือไม่ ว่า กกต.เคยชี้แจงไปแล้ว ว่าจะเสร็จสิ้นภายในเดือนหน้า หรือเดือนสิงหาคม    โดยคาดว่าเหลือจำนวนการประชุมอีก 4 ครั้ง  ซึ่งกรณีดังกล่าว กกต.ได้เคยชี้แจงไปแล้ว  

“ในกรณีคดีฮั้ว สว.เป็นข่าวทุกวัน  แต่ไม่ว่าใครจะจัดกิจกรรมอะไร หรือมีความเห็นอย่างไรก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นมาแล้ว และไม่ได้เปลี่ยนวิธีหรือขั้นตอนการพิจารณาของ กกต.  เพราะเป็นขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดไว้  คือ ให้มีมติว่าผิด หรือไม่ผิด  เป็นความเห็นเบื้องต้น   ก่อนจะส่งไปที่ศาล ซึ่งความเห็นข้างนอก   เราก็ฟัง ไม่ว่าความเห็นหรือความรู้สึก   ก็ฟังอยู่ตลอด  เพียงแต่ไม่ได้กระทบข้อเท็จจริง  และวิธีการพิจารณาตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด” นายแสวง   กล่าว

นายแสวง ยังกล่าวว่า เมื่อเราจะพิจารณาว่าใครเป็นคนผิด  อย่างแรกคือกฎหมายต้องกำหนดว่า เรื่องนั้นเป็นความผิดก่อน แล้ว กกต. ค่อยมาดูข้อเท็จจริง พยานหลักฐานที่รวบรวมได้  แต่ถ้าเป็นความเห็น หรือสิ่งที่อยู่รอบนอกสำนวน ซึ่งขณะนี้อาจจะอยู่หรือไม่อยู่ในสำนวนแล้วก็ได้   ถ้าเป็นความเห็นก็อาจจะต่างจากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้ว  เป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องรวบรวมและพิสูจน์

ส่วนกรณีที่พรุ่งนี้ (26 ก.ค.)พรรคประชาชนนัดหมายแถลงข่าวจะเปิดเผยพยานหลักฐานในคดีฮั้ว สว.เพิ่มเติมนั้น    นายแสวง กล่าวว่า  กกต.ก็คงจะดูอยู่   กล่าวคือ ดูว่าข้อมูลนั้นอยู่ในสำนวนหรือไม่  ซึ่งทั้ง กกต.หรือคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวนชุดที่ 26 รวมถึงคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดชุดที่ 36 ก็จะทราบว่ามีอยู่ในสำนวนหรือไม่

ทั้งนี้ ตามหลักทั่วไป เมื่อพยานให้การในสำนวนก็อาจจะพูดแบบหนึ่ง แต่เมื่อไปพูดข้างนอกก็อาจจะพูดอีกแบบก็ได้ ซึ่งจะไม่เหมือนพยานหลักฐาน จึงต้องมาดูพยานหลักฐานที่รวบรวมได้ก่อน เป็นความเห็นหรือข้อกล่าวหามากกว่า  โดย กกต. ได้ให้แนวทางไปหลายคดี ซึ่งบางเรื่องที่ยกไปแล้วก็มี  รวมถึงได้ให้ข้อสังเกตในการทำงานของ กกต.เราก็ต้องนำมาพิจารณาเพื่อเสนอ

ส่วนหากท้ายสุดแล้ว กกต.สั่งไม่ฟ้องนั้น จะทำให้ถูกมองว่าวินิจฉัยขัดกับความรู้สึกของสังคมหรือไม่  นายแสวง กล่าวว่า สุดท้ายเรื่องจะจบอยู่ที่พยานหลักฐาน คำชี้แจงในคำวินิจฉัยมีทุกเรื่อง ซึ่งมีที่มาที่ไปทั้งหมด เราคงไม่ได้ตัดสินตามความรู้สึกหรือความต้องการของใคร แต่ตัดสินตามข้อเท็จจริงที่รวบรวมได้  ไม่ใช่ตามความเห็นของใครคนใดคนหนึ่ง หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า กกต.พร้อมจะเผชิญกับแรงเสียดทานจากสังคมหรือไม่ นายแสวง กล่าวว่า “ก็เป็นอย่างนี้ทุกวันอยู่แล้ว”

ส่วนกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาได้ฟ้องร้องดำเนินคดีกับผู้นำข้อมูลมาเปิดเผยนั้น นายแสวงกล่าวว่า เรื่องนั้นเป็นการรักษาสิทธิของตัวเขาเอง ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับสำนวนของเรา ขณะที่การเปิดเผยคลิปผู้สมัคร สว. ที่ส่งโพยให้ กกต. โดยอ้างว่าเป็นคลิปที่ไม่ได้ส่งให้ กกต. แต่เผยแพร่ผ่านสื่อนั้น  นายแสวง เชื่อว่าเรามีคลิปทุกคลิป อยู่ในสำนัก งาน กกต.อยู่แล้ว เพราะกฎหมายให้สำนัก งาน กกต.บันทึกทุกขั้นตอนในการลงคะแนนตั้งแต่ระดับอำเภอ ระดับจังหวัด ไปจนระดับประเทศ และกรณีคลิปผู้สมัคร สว.ก็อยู่ในข้อเท็จจริง ซึ่งมีหลายประเด็นและตนเองคงไม่ลงรายละเอียด

“เราต้องอยู่ด้วยกฎหมาย  เราไม่ได้อยู่บนความต้องการของใคร  การแสดงความคิดเห็นเป็นเสรีภาพ  ถ้าไม่ไปละเมิดสิทธิของผู้อื่นโดยเฉพาะฝ่ายการเมือง เมื่อไปอยู่ตรงนั้น แสงสว่างมันส่อง ตามหลักการคือให้ตรวจสอบได้  แต่เมื่อท่านเห็นว่าคนอื่นไปละเมิดสิทธิท่าน  ท่านก็สามารถใช้สิทธิได้  แต่ในส่วนของเรา มันไม่ได้เปลี่ยนข้อเท็จจริง มันไม่ได้เกิดพรุ่งนี้หรือมะรืน แต่เรื่องมันเกิดขึ้นมาแล้ว และมันไม่ได้เปลี่ยนวิธีทำงานของ กกต. เพราะเราต้องทำงานตามกฎหมาย” นายแสวง กล่าว

กองทัพภาคที่ 2 รำลึกวีรชนชายแดนไทย-กัมพูชา ครบ 1 ปี สดุดีทหารกล้า 46 นาย

กองทัพภาคที่ 2 รำลึกวีรชนชายแดนไทย-กัมพูชา ครบ 1 ปี สดุดีทหารกล้า 46 นาย

กองทัพภาคที่ 2 รำลึกวีรชนชายแดนไทย-กัมพูชา ครบ 1 ปี สดุดีทหารกล้า 46 นาย

วันเสาร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.57 น.

กองทัพภาคที่ 2 รำลึกวีรชนชายแดนไทย-กัมพูชา ครบ 1 ปี สดุดีทหารกล้า 46 นาย พร้อมพุทธาภิเษกเหรียญ “ยุทธบดินทร์-ศตวรรษ” สมทบกองทุนช่วยเหลือผู้เสียสละ

เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2569 ที่พุทธศาสนสถานค่ายสุรนารี อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา พล.อ.อานุภาพ ศิริมณฑล หัวหน้าคณะฝ่ายเสนาธิการประจำผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะผู้แทนผู้บัญชาการทหารบก พร้อมด้วย พล.ท.ชัยรัตน์ ธรรมชาติ หัวหน้าสำนักงานคณะฝ่ายเสนาธิการประจำผู้บังคับบัญชา พล.ท.นฤดล สุขมา ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน และ พล.ต.วินธัย สุวารี เจ้ากรมกิจการพลเรือนทหารบก และโฆษกกองทัพบก ร่วมพิธีวันรำลึกวีรกรรมและสดุดีวีรชน “ยุทธการยุทธบดินทร์-ศตวรรษ” เนื่องในโอกาสครบรอบ 1 ปี เหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

โอกาสนี้ พล.ท.วีรยุทธ์ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ให้การต้อนรับคณะผู้ร่วมพิธี โดยช่วงเช้าได้ประกอบพิธีสงฆ์อุทิศส่วนกุศล ณ พุทธศาสนสถาน กองทัพภาคที่ 2 ก่อนประกอบพิธีเชิดชูเกียรติกำลังพลที่เสียชีวิตจากการสู้รบ มีการประดับแผ่นป้ายจารึกบนแท่นประดับ เพื่อจารึกเกียรติประวัติแห่งความกล้าหาญ การเป่าแตรนอน และการยิงสลุตเพื่อแสดงความเคารพสูงสุด โดยมี พล.อ.อานุภาพ เป็นประธานในพิธีในนามผู้แทนผู้บัญชาการทหารบก

ภายในพิธีมีการรำลึกถึงวีรชนทหารกล้าทั้ง 46 นาย ที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติ โดยกองทัพบกระบุว่า แม้การสูญเสียจะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในสมรภูมิ แต่ความเสียสละของกำลังพลทุกนายได้ธำรงไว้ซึ่งความมั่นคงและความสงบสุขของประเทศ พร้อมส่งกำลังใจไปยังครอบครัวของผู้เสียสละทุกครอบครัวให้ภาคภูมิใจในเกียรติยศของวีรชนผู้ปกป้องแผ่นดิน

ต่อมาในช่วงบ่าย มีพิธีพุทธาภิเษกเหรียญ “ยุทธบดินทร์-ศตวรรษ” รุ่น “หนุมานแผลงฤทธิ์ รวยรวย ล้านล้าน” โดยมี พล.อ.อานุภาพ ศิริมณฑล เป็นประธานฝ่ายฆราวาส และได้รับความเมตตาจากสมเด็จพระมหาธีราจารย์ กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ และเจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เป็นประธานจุดเทียนชัย พร้อมพระเกจิเถราจารย์ชื่อดังร่วมสวดพระคาถาและนั่งปรกอธิษฐานจิต

สำหรับเหรียญ “ยุทธบดินทร์-ศตวรรษ” จัดสร้างขึ้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งเกียรติยศ ความกล้าหาญ และความเสียสละของกำลังพลผู้ปฏิบัติหน้าที่ปกป้องผืนแผ่นดินไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างขวัญกำลังใจแก่กำลังพลที่ปฏิบัติภารกิจตามแนวชายแดน และเสริมสิริมงคลแก่ผู้ครอบครอง

ทั้งนี้ แม่ทัพภาคที่ 2 เป็นผู้ริเริ่มจัดสร้างวัตถุมงคลรุ่นประวัติศาสตร์ดังกล่าว โดยมีเจตนานำรายได้ส่วนหนึ่งสมทบกองทุนช่วยเหลือทหารกล้า ครอบครัวผู้เสียสละ และประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดน สะท้อนเจตนารมณ์ของกองทัพในการดูแลกำลังพลและประชาชนควบคู่กัน

นอกจากนี้ ยังได้รับความเมตตาจากสมเด็จพระมหาธีราจารย์ (ปสฤทธ์ เขมงฺกโร) วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร เดินทางมาเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พระเทพวัชรธรรมโสภณ (หลวงปู่ศิลา สิริจันโท) และพระเทพวัชรวิทยาคม (พระอาจารย์ต้อม) พระเทพวชิรญาณสุนทร (พระอาจารย์สุริยันต์ โฆสปัญโญ ) เมตตาจารแผ่นทองนำฤกษ์และร่วมอธิษฐานจิตปลุกเสกวัตถุมงคล และประกอบพิธีมหาพุทธาภิเษกครั้งใหญ่ ในวันนี้ (25 ก.ค.) เพื่อความเป็นสิริมงคลและสร้างขวัญกำลังใจแก่กำลังพล ตลอดจนประชาชนผู้ร่วมงานและผู้ได้รับผล กระทบจากสถานการณ์ชายแดน

THANN ขยายมิติสู่แบรนด์เวลเนสครบวงจร เปิดตัว ธัญ คลินิกการแพทย์แผนไทย

THANN ขยายมิติสู่แบรนด์เวลเนสครบวงจร เปิดตัว ธัญ คลินิกการแพทย์แผนไทย

THANN ขยายมิติสู่แบรนด์เวลเนสครบวงจร เปิดตัว ธัญ คลินิกการแพทย์แผนไทย

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.49 น.

THANN (ธัญ) หนี่งในแบรนด์ชั้นนำที่มีประสบการณ์ด้านสปาและผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพผิว เส้นผม และเครื่องหอมจากธรรมชาติ รวมถึง THANN Wellness เวลเนสรีสอร์ทที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ต่อยอดการดูแลสุขภาวะแบบองค์รวมด้วยการเปิด ธัญ คลินิกการแพทย์แผนไทย (THANN Thai Traditional Medicine Clinic) ชั้น 2, The Storeys, ONE Bangkok โดยร่วมมือกับภูมิทินกร (Bhumitinnakorn) กลุ่มแพทย์แผนไทยที่มีความเชี่ยวชาญในศาสตร์การแพทย์แผนไทยแบบครบวงจรที่มีประสบการณ์ยาวนานกว่า 30 ปี การเปิดคลินิกแพทย์แผนไทยในครั้งนี้เป็นการเติมเต็มความเป็นเวลเนสแบรนด์ของธัญให้ครบวงจรยิ่งขึ้น

หัวใจสำคัญของการแพทย์แผนไทย คือ การฟื้นฟูและปรับสมดุลของธาตุทั้ง 4 ได้แก่ ดิน น้ำ ลม และไฟ ซึ่งเชื่อมโยงกับสุขภาพร่างกาย จิตใจ และไลฟ์สไตล์ของแต่ละบุคคล การรักษาไม่เพียงเพื่อบรรเทาอาการของโรค แต่ยังมุ่งค้นหาความเชื่อมโยงของอาการกับความผิดปรกติของธาตุทั้ง 4  องค์ประกอบสำคัญของการแพทย์แผนไทยคือ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ หัตถการที่เหมาะสมกับอาการ และคุณภาพของยาสมุนไพร 

สำหรับธาตุดิน คือส่วนที่เป็นโครงสร้างของร่างกาย เช่น กระดูก กล้ามเนื้อ ผิวหนัง ขณะที่ธาตุน้ำ คือของเหลวในร่างกาย เช่น เลือด น้ำเหลือง ส่วนธาตุลม คือการเคลื่อนไหวต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น การหายใจ การไหลเวียนของเลือด และธาตุไฟ คือความร้อนและการเผาผลาญพลังงาน

ธัญ คลินิกการแพทย์แผนไทย ถูกออกแบบเพื่อสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างให้แก่ผู้เข้ารับบริการ ผ่านความเชี่ยวชาญของแพทย์ อุปกรณ์การแพทย์ที่ทันสมัย มาตราฐานการให้บริการ และการออกแบบตกแต่งสถานที่ ซึ่งอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ใช้ในการทำหัตถการได้ถูกพัฒนามาเพื่อยกระดับความแม่นยำ ความปลอดภัย และผลลัพธ์การรักษาที่ดี อาทิ เก้าอี้ร้านนั่งยา เตียงร้อนย่างยาที่ควบคุมอุณหภูมิด้วยระบบดิจิทัลผ่านหน้าจอ Touchscreen อ่างแช่ตัวด้วยน้ำสมุนไพรที่สามารถคงอุณหภูมิน้ำที่ 40 องศาเซลเซียสได้อย่างแม่นยำ ส่วนบรรยากาศภายในของคลินิกถูกออกแบบเพื่อสร้างความผ่อนคลายแก่สัมผัสทั้ง 5 (Sensory Experience) ตามเอกลักษณ์ของ THANN

คุณฐิติพัฒน์ ศุภภัทรานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ธัญ-ออริซ่า จำกัด กล่าวถึงวิสัยทัศน์ว่า “ผมเล็งเห็นถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพภายใต้แนวคิด Wellness & Longevity เป้าหมายของเราทุกคนไม่เพียงต้องการมีอายุที่ยืนยาว แต่ต้องการมีสุขภาพที่ดีและแข็งแรงตลอดช่วงชีวิต การดูแลร่างกายแบบองค์รวมจึงเป็นการสร้างความแข็งแรง สมดุล และภูมิคุ้มกันเพื่อห่างไกลจากโรค มากกว่าการรอให้เกิดโรคแล้วจึงทำการรักษา ผมเชื่อมั่นในศาสตร์การแพทย์แผนไทยอันเป็นภูมิปัญญาที่ทรงคุณค่าจากบรรพบุรุษ ตลอดเวลาหลายร้อยปีศาสตร์การแพทย์แผนไทยได้รับการบูรณาการโดยผสมผสานศาสตร์การแพทย์แผนจีน อายุรเวทของอินเดีย หัตถการไทย และสมุนไพรไทยเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว มุ่งเน้นสร้างความแข็งแรงและสมดุลของธาตุทั้ง 4 มากกว่าการเยียวยาอาการของโรค ผมหวังว่า การร่วมมือระหว่าง ‘ธัญ’ กับ ‘ภูมิทินกร’ กลุ่มแพทย์แผนไทยที่สืบทอดองค์ความรู้การแพทย์แผนไทยจากรุ่นสู่รุ่น จะเป็นการสร้างประสบการณ์ และมาตรฐานระดับสากลให้กับการแพทย์แผนไทยในยุคปัจจุบัน การเปิด ธัญ คลินิกการแพทย์แผนไทย (THANN Thai Traditional Medicine Clinic) นับเป็นจุดสำคัญในการก้าวสู่การเป็นแบรนด์เวลเนสเพื่อสุขภาวะอย่างครบมิติ เป็นการผสมผสานศาสตร์การแพทย์แผนไทย และนวัตกรรมเครื่องมือทางการแพทย์ เพื่อมุ่งฟื้นฟูสมดุลและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนเมืองอย่างแท้จริงครับ”

คุณอัจฉรา เจียมถาวร กรรมการ บริษัท ภูมิทินกร เฮลท์ เมเนจเมนท์ จำกัด เผยวิสัยทัศน์การยกระดับการแพทย์แผนไทยสู่มาตรฐานสากลว่า “ภูมิทินกรมุ่งมั่นยกระดับการแพทย์แผนไทยสู่มาตรฐานสากล โดยผสานภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยเข้ากับนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการแพทย์ เพื่อส่งมอบการดูแลสุขภาพที่ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และสามารถวัดผลได้อย่างเป็นระบบ ภายใต้การดูแลของทีมแพทย์แผนไทยผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ นอกจากนี้เรายังมุ่งสร้างความร่วมมือกับภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรนานาชาติ และธุรกิจประกันสุขภาพ เพื่อผลักดันการแพทย์แผนไทยให้เป็นส่วนหนึ่งของระบบสุขภาพสมัยใหม่ พร้อมร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็น Medical & Wellness Destination หรือศูนย์กลางด้านการแพทย์ทางเลือกและการดูแลสุขภาพระดับโลก ที่ได้รับความเชื่อมั่นและไว้วางใจจากผู้ใช้บริการทั้งชาวไทยและนานาชาติ”

พร้อมกันนี้ภายในงานยังได้มีการเปิดตัวแขกรับเชิญคนพิเศษ “คุณมิว – ศุภศิษฏ์ จงชีวีวัฒน์” ที่มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ในฐานะคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพและชื่นชอบศาสตร์การแพทย์แผนไทยว่า “ด้วยลักษณะการทำงานในวงการบันเทิงที่ต้องเดินทางบ่อย และพักผ่อนน้อย ทำให้ผมมีปัญหากล้ามเนื้อตึงสะสม โดยเฉพาะอาการปวดบริเวณสะบักไหล่ซ้ายจากการใช้โทรศัพท์เป็นเวลานานและการออกกำลังกายอย่างหนัก ช่วงแรกผมตั้งใจมารักษากับคุณหมอแผนไทยด้วยการนวดแก้อาการและหัตถการกักน้ำมันยาร้อน นอกจากความสามารถและความเอาใจใส่ของคุณหมอ สิ่งที่ผมประทับใจคือเครื่องมือแพทย์ที่ทันสมัยที่ใช้ในการรักษา ทำให้ผมรู้สึกมั่นใจในความปลอดภัยและได้ผลลัพธ์จากการรักษาในเวลาอันรวดเร็ว เมื่อได้มีโอกาสปรึกษาคุณหมอเพิ่มเติมเกี่ยวกับอาการภูมิแพ้ที่เป็นมาต่อเนื่อง คุณหมอให้การรักษาด้วยหัตถการ 3 อย่างในวันเดียวกันคือ การรมยา การเผายา และการนวดแก้อาการ ผมสังเกตได้ถึงการเปลี่ยนแปลงที่ดี เช่น การหายใจที่โล่งขึ้น อาการคัดจมูกในตอนกลางคืนลดลง และมีเสียงที่สดใสขึ้นเมื่อตื่นนอน ”

นอกจากนี้ด้าน แพทย์แผนไทย กวินทรา พิบูลย์งาม ได้กล่าวถึงแนวคิดการดูแลสุขภาพภายใต้ศาสตร์การแพทย์แผนไทยว่า “หากพูดถึงการมีอายุยืนควรมาพร้อมกับการมีสุขภาพที่ดี สามารถลุกขึ้นเดิน ใช้ชีวิต และทำกิจกรรมต่างๆ กับครอบครัวได้อย่างเหมาะสมตามวัย ในมุมของการแพทย์แผนไทย เรามองว่าสุขภาพที่ดีเริ่มต้นจากเรื่องพื้นฐาน คือ กินดี นอนหลับดี และขับถ่ายเป็นปกติ เพราะทั้ง 3 สิ่งนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่สะท้อนถึงความสมดุลของร่างกาย เราจึงให้ความสำคัญตั้งแต่การส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การดูแลรักษา ไปจนถึงการฟื้นฟูร่างกาย โดยอาศัยการตรวจวินิจฉัยและเลือกแนวทางการดูแลที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล ซึ่งสามารถช่วยดูแลกลุ่มอาการต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นอาการปวดกล้ามเนื้อ โรคลม ความผิดปกติของระบบขับถ่าย รวมถึงอาการอื่นๆ อีกหลายด้าน เพื่อให้ผู้รับบริการมีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว”

ภายในงานยังได้รับเกียรติจากเหล่าเซเลบริตี้ร่วมแบ่งปันมุมมองการดูแลตัวเอง โดยเริ่มจากสาวสวย คุณสาริศา ล่ำซำ เผยว่า “เมื่อก่อนเราเป็นคนที่มักจะรอให้ร่างกายส่งสัญญาณว่าอ่อนล้าหรือไม่สบายก่อน ถึงจะเริ่มหันมาดูแลตัวเอง แต่พอใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ ก็ทำให้รู้ว่าการดูแลสุขภาพที่ดีที่สุดคือการดูแลอย่างสม่ำเสมอ ทั้งร่างกายและจิตใจ การได้มาสัมผัสประสบการณ์ที่ธัญ คลินิกการแพทย์แผนไทย ทำให้เราได้เปิดมุมมองใหม่ๆ ต่อศาสตร์การแพทย์แผนไทย เพราะที่นี่สามารถนำภูมิปัญญาไทยที่สืบทอดกันมายาวนานมาผสานกับนวัตกรรมและมาตรฐานการบริการระดับพรีเมี่ยมได้อย่างลงตัว จนกลายเป็นประสบการณ์ด้าน Wellness ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ และทำให้รู้สึกว่าการดูแลสุขภาพเป็นเรื่องที่เข้าถึงง่ายและสามารถเริ่มต้นได้ในชีวิตประจำวัน”

และสาวนักกิจกรรม คุณหฤทัย ไชยันต์ ณ อยุธยา เล่าว่า “ช่วงนี้เราให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมมากขึ้น เพราะมองว่าสุขภาพที่ดีไม่ได้หมายถึงเพียงการออกกำลังกายหรือการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสร้างสมดุลให้กับร่างกายจากภายในด้วย ส่วนตัวเราชอบแนวคิดของการแพทย์แผนไทยที่เชื่อว่าการมีสุขภาพที่ดีเริ่มต้นจากความสมดุลของธาตุทั้ง 4 ได้แก่ ดิน น้ำ ลม และไฟ การได้มาสัมผัสประสบการณ์ที่ธัญ คลินิกการแพทย์แผนไทย ทำให้เรารู้สึกว่าการดูแลสุขภาพไม่ใช่แค่การรักษาเมื่อมีอาการ แต่เป็นการกลับมาดูแลตัวเองในทุกมิติ อีกทั้งบรรยากาศที่สงบ กลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ของ THANN และการดูแลอย่างใส่ใจจากทีมผู้เชี่ยวชาญ ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย เหมือนได้เติมพลังและสร้างสมดุลให้ทั้งร่างกายและจิตใจ ก่อนกลับไปใช้ชีวิตอย่างเต็มที่อีกครั้ง”

“ธัญ คลินิกการแพทย์แผนไทย” พร้อมเปิดให้บริการแล้ววันนี้ที่ชั้น 2, The Storeys, ONE Bangkok

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและสำรองบริการ:

ธัญ คลินิกการแพทย์แผนไทย: โทร. 0-2000-6061 

LINE Official Account: @thannthaimed

Food Economy เมื่อ ‘อาหาร’ เชื่อมกำลังซื้อ ‘SME – ท่องเที่ยว’ หนุนเศรษฐกิจไทย

Food Economy เมื่อ ‘อาหาร’ เชื่อมกำลังซื้อ ‘SME – ท่องเที่ยว’ หนุนเศรษฐกิจไทย

Food Economy เมื่อ ‘อาหาร’ เชื่อมกำลังซื้อ ‘SME – ท่องเที่ยว’ หนุนเศรษฐกิจไทย

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ยังผันผวน ต้นทุนพลังงานสูง และกำลังซื้อที่เปราะบาง “อาหาร” ไม่ได้เป็นเพียงสินค้าเพื่อการบริโภคในชีวิตประจำวัน แต่กำลังเป็นห่วงโซ่เศรษฐกิจสำคัญที่เชื่อมโยงกำลังซื้อ เอสเอ็มอี ภาคเกษตร ร้านอาหาร และการท่องเที่ยว

“เคทีซี” หรือ บมจ.บัตรกรุงไทย เปิดเวทีเสวนา KTC FIT TALK ครั้งที่ 25 “Food Economy : เมื่ออาหารกลายเป็นแรงขับเศรษฐกิจไทย” ระดมความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมอาหาร ร้านอาหาร และการท่องเที่ยวเชิงอาหาร เพื่อวิเคราะห์บทบาทของ Food Economy ในการสร้างการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจจากผู้บริโภคสู่ผู้ประกอบการ เกษตรกร และชุมชน

น.ส.วริษฐา พัฒนรัชต์ ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต “เคทีซี” กล่าวว่า หมวดร้านอาหารยังคงเป็นหมวดการใช้จ่ายอันดับ 1 ของสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซี โดยในช่วง 4 เดือนแรกของปี ยอดใช้จ่ายหมวดร้านอาหารเติบโต 6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่จำนวนครั้งการใช้จ่ายต่อสมาชิกต่อเดือนเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 5% สะท้อนว่าอาหารยังเป็นส่วนสำคัญของไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคไทย แม้ผู้บริโภคจะระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น

“ในมุมของเคทีซี อาหารคือมากกว่าการบริโภคหนึ่งมื้อ แต่เป็นพฤติกรรมการใช้จ่ายที่เชื่อมกับคุณภาพชีวิต การท่องเที่ยว สุขภาพ ความสัมพันธ์ และประสบการณ์ของผู้บริโภค ขณะเดียวกัน ทุกยอดใช้จ่ายในร้านอาหารยังเชื่อมกลับไปถึงผู้ประกอบการ วัตถุดิบ แรงงาน เอสเอ็มอี และเศรษฐกิจชุมชน Food Economy จึงเป็นประเด็นสำคัญที่สะท้อนทั้งกำลังซื้อและการหมุนเวียนของเศรษฐกิจในประเทศ” น.ส.วริษฐากล่าว

น.ส.ไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร หรือ NFI กล่าวว่า อุตสาหกรรมอาหารไทยยังมีจุดแข็งจาก Local Content ในระดับสูง และกำลังเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้ผลิตเพื่อส่งออก” ไปสู่ “ผู้สร้างนวัตกรรม” ผ่านข้อมูล เทคโนโลยี และกลยุทธ์ด้าน Intelligence เพื่อเพิ่มมูลค่าและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน

Food Economy เชื่อมโยงภาคเกษตร ผู้ผลิต SME ร้านอาหาร และการท่องเที่ยว พร้อมกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานราก โดยภาคเกษตรไทยมีการจ้างงานราว 11 ล้านคน หรือประมาณ 28% ของกำลังแรงงานทั้งประเทศ ขณะที่ SME แปรรูปอาหาร ในปี 2568 มีประมาณ 128,000 ราย และมีการจ้างงานกว่า 5 ล้านคน ส่วนธุรกิจร้านอาหารและร้านเครื่องดื่มของไทยในปี 2569 คาดว่าจะมีมูลค่าตลาดราว 700,000 ล้านบาท เติบโต 2-3% และมีการจ้างงานราว 650,000 คน สะท้อนบทบาทของห่วงโซ่อาหารในฐานะ Shock Absorber ของเศรษฐกิจ

“ภายใต้แรงกดดันจากหนี้ครัวเรือนในระดับสูง นโยบายเศรษฐกิจไม่ควรมุ่งเพียง “การทำให้อาหารมีราคาถูก” แต่ควรเปลี่ยนเป้าหมายไปสู่ “การทำให้คนในห่วงโซ่อาหารมีรายได้สูงขึ้น” เพื่อผลักดันอุตสาหกรรมอาหารไทยสู่การเป็น High-Value & Integrated Brand Owners”

นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย กล่าวว่า ธุรกิจร้านอาหารเป็น “ดัชนีเศรษฐกิจปลายทาง” ที่สะท้อนกำลังซื้อของประชาชน ปัจจุบันความถี่ในการรับประทานอาหารนอกบ้านลดลงจากเฉลี่ยสัปดาห์ละ 3-5 ครั้ง เหลือ 1-2 ครั้ง ขณะที่ผู้ประกอบการยังเผชิญต้นทุนสูงทั้งวัตถุดิบ ค่าแรง พลังงาน ค่าเช่า และค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มเดลิเวอรี ทำให้หลายร้านอยู่ในภาวะ “ยอดขายไม่โต แต่ต้นทุนโต”

ผู้ประกอบการร้านอาหารจึงต้องเร่งปรับตัวด้านการบริหารต้นทุน การใช้ดิจิทัลและข้อมูล และการสร้างจุดเด่นด้านคุณภาพ มาตรฐาน และประสบการณ์ เพราะอนาคตของร้านอาหารไม่ได้แข่งขันกันเพียง “ความอร่อย” แต่แข่งขันกันที่ “ความคุ้มค่า ความน่าเชื่อถือ และประสบการณ์ของลูกค้า” พร้อมเสนอให้ภาครัฐและเอกชนสนับสนุน 5 ด้าน ได้แก่ ลดภาระต้นทุนและเพิ่มการเข้าถึงเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ พัฒนาทักษะดิจิทัล ยกระดับมาตรฐานสุขอนามัย คุณภาพ และความปลอดภัยอาหาร สนับสนุน Food Tourism และช่วยผู้ประกอบการรายเล็กเข้าถึงความรู้ เงินทุน และช่องทางตลาด

 “ธุรกิจร้านอาหารไม่ใช่เพียงเรื่องของการขายอาหาร แต่คือระบบเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงเกษตรกร ผู้ผลิต การจ้างงาน การท่องเที่ยว และวัฒนธรรมไทย หาก Food Economy แข็งแรง ก็จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศได้ทั้งระบบ” นางฐนิวรรณกล่าว

ผศ.ดร.จุฑามาศ วิศาลสิงห์ ประธานเครือข่าย Thailand Gastronomy Network หรือ TGN กล่าวว่า จากข้อมูลของ Mordor Intelligence ตลาด Foodservice ของประเทศไทยในปี 2569 คาดว่าจะมีมูลค่าประมาณ 38.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือมากกว่า 1.3 ล้านล้านบาท ขณะเดียวกัน ประเทศไทยมีร้านอาหารที่ได้รับการคัดเลือกอยู่ในมิชลินไกด์กว่า 482 ร้าน และค่าใช้จ่ายด้านอาหารและเครื่องดื่มยังเป็นค่าใช้จ่ายอันดับ 2 ของนักท่องเที่ยว สะท้อนว่า Gastronomy Tourism กำลังเป็นกลไกสำคัญในการสร้างการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ

 “ปัจจุบันผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้เลือกอาหารจากความอิ่มหรือความอร่อยเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ คุณภาพ ความคุ้มค่า และประสบการณ์ที่สะท้อนตัวตนมากขึ้น ส่งผลให้อาหารกลายเป็นส่วนหนึ่งของ Experience Economy ที่สร้างมูลค่าได้ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ วันนี้อาหารไม่ใช่เพียงค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน แต่กำลังกลายเป็นกลไกเศรษฐกิจสำคัญที่สะท้อนพฤติกรรมและวิถีชีวิตของผู้บริโภคยุคใหม่” ผศ.ดร.จุฑามาศ กล่าว

ตะลอนเที่ยว : Wrocław เมืองสวยแห่งโปแลนด์

ตะลอนเที่ยว : Wrocław เมืองสวยแห่งโปแลนด์

ตะลอนเที่ยว : Wrocław เมืองสวยแห่งโปแลนด์

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เมืองวรอตสวัฟ (Wrocław) ประเทศโปแลนด์ นับเป็นสถานที่ที่ควรไปเยี่ยมเยือนเมืองหนึ่ง หากคุณได้ไปถึงโปแลนด์

สถานที่สำคัญที่ต้องห้ามพลาดเด็กขาดคือ จัตุรัสกลางเมือง (Market Square) และต้องตามล่าไปชมคนแคระโลหะที่นับเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของเมือง  (Wrocław’s Dwarfs) รวมถึงต้องไม่พลาดการไปชมเกาะมหาวิหาร (Ostrów Tumski) เพราะสถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยความงดงามของสถาปัตยกรรมแบบโกธิค และมากมายไปด้วยสีสันของยุคกลางที่สุดแสนอลังการและต้องไม่พลาดชม Wrocław Market Square (Rynek) ศูนย์กลางเมืองเก่าที่รายล้อมไปด้วยอาคารโบราณสีสันสดใส และที่สำคัญคือศาลาว่าการเมืองสไตล์โกธิก

กิจกรรมหนึ่งที่นักท่องเที่ยวนิยมทำเมื่อไปถึงเมืองนี้คือการเดินตามหาคนแคระแห่ง Wrocław’s Dwarfs โดยตามหาตุ๊กตาคนแคระมากกว่า 400 ตัว ที่กระจายอยู่ทั่วเมือง Ostrów Tumski (Cathedral Island) และจุดที่มีมนต์เสน่หย่าย่า์อีกแห่งคือย่านเก่าแก่ริมแม่น้ำ ที่อุดมไปด้วยโบสถ์เก่า และสะพานข้ามแม่น้ำออร์เดอร์ ที่มีบรรยากาศสุดยอดของความโรแมนติก ส่วน Centennial Hall คืออาคารจัดแสดงประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมคอนกรีตชิ้นเอกของโลก ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนมรดกโลก

หากคุณสนใจท่องเที่ยวประเทศโปแลนด์แบบเจาะลึก โดยไปเที่ยวกับ Mr. Flower โปรดติดต่อโทรศัพท์หมายเลข 091-7233615

Around W. By หมูอ้วน : สานต่อพลังแห่งการแบ่งปัน แคนนอนหนุนภารกิจ มูลนิธิเด็กอ่อนในสลัม ในพระอุปถัมภ์ฯ ปี 2 วางรากฐานอนาคตเด็กไทยอย่างยั่งยืน

Around W. By หมูอ้วน : สานต่อพลังแห่งการแบ่งปัน แคนนอนหนุนภารกิจ มูลนิธิเด็กอ่อนในสลัม ในพระอุปถัมภ์ฯ ปี 2 วางรากฐานอนาคตเด็กไทยอย่างยั่งยืน

Around W. By หมูอ้วน : สานต่อพลังแห่งการแบ่งปัน แคนนอนหนุนภารกิจ มูลนิธิเด็กอ่อนในสลัม ในพระอุปถัมภ์ฯ ปี 2 วางรากฐานอนาคตเด็กไทยอย่างยั่งยืน

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

บริษัท แคนนอน มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด (CANON) สานต่อพันธกิจด้านการพัฒนาสังคมอย่างต่อเนื่อง เดินหน้ามอบความช่วยเหลือแก่มูลนิธิเด็กอ่อนในสลัม ในพระอุปถัมภ์ฯ เป็นปีที่ 2 ทั้ง “บ้านเด็กอ่อนเสือใหญ่” และ “บ้านแห่งความหวัง (อ่อนนุช)” เพื่อร่วมส่งเสริมคุณภาพชีวิตของเด็กปฐมวัย โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ให้มีสภาพแวดล้อมในการเติบโตและการเรียนรู้ที่เหมาะสม เพื่อการสร้างทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพ ให้พร้อมเป็นกำลังหลักในการพัฒนาประเทศชาติต่อไป

ปัจจุบัน ทั้งสองแห่งมีเด็กในความอุปการะรวม 79 คน โดยแคนนอนได้นำคณะผู้บริหารและพนักงานจิตอาสา ลงพื้นที่ให้การสนับสนุนใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1.การจัดซื้อและส่งมอบเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการดูแลเด็กเล็ก อาทิ นมผง ผ้าอ้อมสำเร็จรูป เครื่องนุ่งห่ม น้ำยาทำความสะอาด และอุปกรณ์ต่างๆ ตามความต้องการของมูลนิธิฯ 2.การนำกลุ่มจิตอาสาร่วมทำกิจกรรมเสริมสร้างทักษะและพัฒนาการให้แก่เด็กๆ ผ่านกิจกรรมระบายสีและการพูดคุยเพื่อฝึกทักษะการเข้าสังคม และ 3.การสนับสนุนด้านโภชนาการและสุขอนามัย ด้วยการเลี้ยงอาหารกลางวันและอาหารเย็น เพื่อให้เด็กได้รับสารอาหารที่ดีและครบถ้วนเหมาะสมตามวัย

นายพงษ์เทพ ประเสริฐวรนันท์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กรและ CSR (CANON) กล่าวว่า มูลนิธิเด็กอ่อนในสลัม ในพระอุปถัมภ์ฯ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2524 เพื่อดูแลและพัฒนาเด็กด้อยโอกาสในชุมชนแออัดของกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยรับดูแลเด็กตั้งแต่แรกเกิดถึง 5 ปี มุ่งส่งเสริมพัฒนาการเด็กผ่านการดูแลด้วยความรัก การศึกษา และการยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างเหมาะสม ต่อมาในปี พ.ศ. 2527 ได้จดทะเบียนเป็นองค์กรสาธารณกุศล ภายใต้พระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ โดยมีสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงรับเป็นประธานกิตติมศักดิ์ของมูลนิธิฯ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2526

ปัจจุบันมูลนิธิฯ ดำเนินงานผ่านบ้านเด็กอ่อน 4 แห่ง ได้แก่ บ้านสมวัย (ชุมชนคลองเตย) บ้านศรีนครินทร์ (ชุมชนกองขยะหนองแขม) บ้านแห่งความหวัง (ซอยอ่อนนุช 88 แยก 10) และบ้านเด็กอ่อนเสือใหญ่ (ชุมชนเสือใหญ่ประชาอุทิศ) รวมดูแลเด็กวันละประมาณ 250 คน ซึ่งส่วนใหญ่มาจากครอบครัวยากจนและได้รับผลกระทบจากปัญหาทางสังคม เช่น ความรุนแรง การใช้สารเสพติดในครอบครัว หรืออาศัยอยู่ในชุมชนที่ไม่ปลอดภัย ในรูปแบบการดูแลเด็กแบบรายวันไป-กลับ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ปกครองมีเวลาไปประกอบอาชีพสร้างรายได้ และกลับมาดูแลบุตรหลานด้วยความอบอุ่นอย่างใกล้ชิดเมื่อเลิกงาน อันเป็นแนวทางที่ช่วยเสริมสร้างสถาบันครอบครัวที่เปราะบางให้กลับมาเข้มแข็งได้อีกทางหนึ่ง

“การดำเนินงานของมูลนิธิฯ ถือเป็นการช่วยเหลือสังคมที่ตรงจุดและมอบผลลัพธ์ที่ยั่งยืนในระยะยาว เพราะครอบครัวที่เข้มแข็งคือรากฐานของสังคมที่แข็งแกร่งและมั่นคง บริษัทฯ จึงให้ความช่วยเหลือแก่เด็กและเยาวชนอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี ทั้งในด้านการศึกษา โภชนาการ และสุขอนามัย เพื่อให้ทุกคนได้รับโอกาสที่เท่าเทียมในการเติบโต สอดคล้องตามหลักปรัชญา “เคียวเซ” ที่เอื้อประโยชน์แก่ผู้คน สังคม สิ่งแวดล้อมและโลกใบนี้อย่างแท้จริง” นายพงษ์เทพ กล่าวทิ้งท้าย

สกู๊ปพิเศษ : ปลดล็อกธุรกิจอาหารยุคใหม่ ดันหลักสูตร ‘Plant-Rich Diet’ เพิ่มทางเลือกอาหารเพื่อสุขภาพและยั่งยืน

สกู๊ปพิเศษ : ปลดล็อกธุรกิจอาหารยุคใหม่ ดันหลักสูตร ‘Plant-Rich Diet’ เพิ่มทางเลือกอาหารเพื่อสุขภาพและยั่งยืน

สกู๊ปพิเศษ : ปลดล็อกธุรกิจอาหารยุคใหม่ ดันหลักสูตร ‘Plant-Rich Diet’ เพิ่มทางเลือกอาหารเพื่อสุขภาพและยั่งยืน

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ร่วมกับ โรงเรียนการเรือน มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เดินหน้าพัฒนาหลักสูตร “การออกแบบอาหารที่อุดมด้วยพืช เพื่อสุขภาพและความยั่งยืน” หรือ “Plant-Rich Diet” รองรับกระแสการดูแลสุขภาพของผู้บริโภคยุคใหม่ พร้อมผสาน AI ออกแบบเมนูอาหารเฉพาะบุคคล มุ่งสร้างองค์ความรู้ใหม่ด้านอาหารสุขภาพ สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน

รศ.ดร.ฐิตา ฟูเผ่า ประธานหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาโภชนาการและการประกอบอาหารเพื่อสุขภาพและการชะลอวัย โรงเรียนการเรือน ม.สวนดุสิต กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ประกอบกับผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 ทำให้ผู้คนหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องอาหาร ส่งผลให้แนวคิด “Plant-Rich Diet” ได้รับความสนใจอย่างรวดเร็ว ซึ่ง Plant-Rich Diet ไม่ได้หมายถึงการงดเนื้อสัตว์ทั้งหมด แต่คือการเพิ่มสัดส่วนพืช ผัก ผลไม้ ถั่ว เห็ด สาหร่าย และวัตถุดิบทางเลือกจากพืช ขณะเดียวกันยังสามารถบริโภคเนื้อสัตว์ที่มีคุณภาพได้ในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อสร้างสมดุลทางโภชนาการ

ภายหลังเปิดรับสมัคร พบว่ามีผู้สนใจสมัครเรียนจำนวนมาก โดยผู้เข้าเรียนส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการร้านอาหารที่ต้องการนำองค์ความรู้ไปปรับเปลี่ยนเมนู เพิ่มทางเลือกอาหารสุขภาพ และตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพมากขึ้น

ด้าน น.ส.นรีนุช สมศรี ผู้ประกอบการร้านอาหารสุขภาพ “กิน ณ ดี” ย่านสีลม หนึ่งในผู้เข้าร่วมอบรมหลักสูตรดังกล่าว เปิดเผยว่า เมื่อก่อนเข้าใจว่าต้องกินผัก 100% แต่พอมาเรียนแล้วเข้าใจว่าเราไม่จำเป็นต้องงดเนื้อสัตว์ทั้งหมด แค่เพิ่มพืชให้มากขึ้นและจัดสัดส่วนอาหารให้สมดุลก็เพียงพอ จากที่ในหนึ่งกล่องอาหารของร้าน เนื้อสัตว์จะอยู่ประมาณ 70% ข้าว 20% และผักเพียง 10% แต่หลังเรียนจบตั้งใจจะเพิ่มเมนูที่มีผักเป็น 50-60% และลดเนื้อสัตว์ลง เพื่อให้ลูกค้าได้รับอาหารที่สมดุลมากขึ้น ความรู้ที่ได้รับทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ช่วยให้เข้าใจเรื่องโภชนาการและการดูแลสุขภาพมากขึ้น โดยเฉพาะการออกแบบเมนูอาหารที่เหมาะสมกับผู้บริโภค รวมถึงยังสามารถนำมาช่วยปรับพฤติกรรมการกินของตนเองได้อีกด้วย

“ตั้งใจว่าจะนำองค์ความรู้ที่ได้ ไปประยุกต์ใช้กับเมนูอาหารภายในร้าน โดยเรียนรู้เทคนิคการปรุงผักให้ลดกลิ่นเขียวหรือรสชาติที่ผู้บริโภคบางกลุ่มไม่ชอบ เพื่อเพิ่มโอกาสให้ลูกค้าหันมารับประทานผักได้ง่ายขึ้น ที่ผ่านมาเข้าใจว่าลูกค้ากลุ่มนักออกกำลังกายต้องการโปรตีนเป็นหลัก แต่จริงๆ แล้วหากจัดสมดุลอาหารให้เหมาะสม ทั้งโปรตีนและผัก ก็จะช่วยเรื่องสุขภาพได้ดีกว่า” น.ส.นรีนุช กล่าว

ด้าน น.ส.สิรินยา ลิม ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจชีวภาพ สอวช. กล่าวว่า จากที่ สอวช. ได้ขับเคลื่อนนโยบายเกี่ยวกับอาหารอนาคต รวมถึงโปรตีนทางเลือกมาระยะหนึ่งพบว่า ถ้าส่งเสริมเฉพาะด้านอุปทาน ซึ่งเป็นด้านวิจัยอย่างเดียว จะทำให้นวัตกรรมไม่แพร่กระจายไปสู่วงกว้าง และไม่สามารถเข้าสู่ตลาดได้จริง จึงจำเป็นต้องหันมามองด้านอุปสงค์ที่เป็นความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น ซึ่งโครงการที่ สอวช. ได้ทดลองนำร่องคือ การจัดสัดส่วนอาหาร Plant-Based ในทุกการประชุมของหน่วยงานให้ได้ 30% ผลตอบรับกลับมามีทั้งส่วนที่ดี และส่วนที่ต้องไปปรับปรุง ทั้งในข้อกังวลเรื่อง UPF หรือ Ultra-Processed Food เกี่ยวกับสารอาหารหรือการแปรรูปมากเกินไป หรือบางกลุ่มที่มองว่ารสชาติอาหารยังไม่ถูกปาก จึงเป็นการตอกย้ำความสำคัญในการทำให้นวัตกรรมหรือแนวคิดเรื่องโปรตีนทางเลือกสามารถเข้าไปอยู่ในใจผู้บริโภคได้จริง

“ได้ร่วมกันจัดทำหลักสูตรที่มุ่งเน้นการเรียนการสอนทั้งในเชิงทฤษฎีและปฏิบัติ มีแนวคิดสำคัญคือประกอบอาหารที่นอกจากจะอร่อยแล้ว ต้องดีต่อสุขภาพและส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อมด้วย ซึ่งผู้เข้าร่วมในหลักสูตร ประกอบด้วย เชฟ อินฟลูเอนเซอร์เชฟ ร้านอาหาร ธุรกิจบริการจัดเลี้ยงอาหาร รวมถึงผู้ประกอบการที่สามารถนำเมนูเหล่านี้ไปอยู่ในร้าน เป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภคได้ รวมถึงอาจารย์มหาวิทยาลัยที่จะนำเอาแนวคิดนี้ไปสอนต่อให้กับนักศึกษา การออกแบบหลักสูตร จึงเรียกว่าเป็นรูปแบบการ Train the Trainer เพื่อให้เกิดการขยายผลและมีความยั่งยืนต่อไปในอนาคต” น.ส.สิรินยา กล่าวและว่า การขับเคลื่อนนโยบายของ สอวช. จะมองในมิติของระบบนิเวศทั้งระบบ โดยเฉพาะเรื่องการพัฒนาคนและพัฒนาหลักสูตร ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างความเข้าใจแนวคิดใหม่ๆด้านอาหารแห่งอนาคตและ Plant-Rich Diet ให้เกิดขึ้นในประเทศไทย ยิ่งหากมีเครือข่าย มีผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย หรือมีคนที่เข้าใจแนวคิดนี้เพิ่มมากขึ้น ก็จะช่วยให้การขับเคลื่อนนโยบายเดินหน้าได้มากขึ้น ทำให้หลักสูตรและโครงการต่างๆขยายผลได้ไกลขึ้น มีเครือข่ายมากขึ้น และเชื่อมต่อไปสู่กิจกรรมหรือโครงการใหม่ๆในอนาคตได้

น.ส.สิรินยา กล่าวต่อไปว่า สอวช. เตรียมต่อยอดแนวคิดดังกล่าวไปสู่การผลักดันเป้าหมาย “Plant-Rich 30%” โดยผลักดันให้เกิดเครือข่ายที่เราเรียกว่า “Plant 30% Leaders Club” ที่มีข้อตกลงร่วมกันในการเพิ่มสัดส่วนอาหารจากพืชไม่น้อยกว่า 30% ของมื้ออาหารหรือผลิตภัณฑ์ทั้งหมด เช่น ในทุกการจัดเลี้ยงในหน่วยงาน ถ้ามีอาหาร 10 รายการ อย่างน้อย 3 รายการ เป็นอาหารจากพืช หรือถ้าจัดประชุม 10 วัน มีอย่างน้อย 3 วัน เป็นเมนูอาหารจากพืช หากเป็นร้านค้า ซุปเปอร์มาร์เก็ต แพลตฟอร์มออนไลน์ ร้านสะดวกซื้อทั่วไป อาจใช้วิธีปรับสัดส่วนสินค้า หรือเมนูที่เป็นอาหารจากพืช ที่นำเสนอแก่ผู้บริโภค เช่น ในสินค้าโปรตีนที่ขายทั้งหมด 100 SKU มี 30 SKU เป็นสินค้าโปรตีนจากพืช หรือเมนูอาหารที่ขายออนไลน์ 10 รายการ มี 3 รายการ เป็นเมนูจากพืช เป็นต้น ซึ่งหลักสูตรข้างต้นนี้ นอกจากการให้ความรู้ ความเข้าใจแล้วยังเป็นอีกหนึ่งกลไกในการสร้างเครือข่ายร้านอาหาร ผู้ประกอบการ และเชฟที่เข้าใจเรื่องโภชนาการและอาหารเพื่อสุขภาพ โดยหวังให้เกิดการพัฒนาเมนูอาหารที่ดีต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมในระบบร้านอาหารไทยมากขึ้น

“ในระยะต่อไป เราอยากเห็นเครือข่ายร้านอาหารที่ร่วมกันขับเคลื่อน “Plant-Rich Diet 30%” ไปกับเราเพิ่มมากขึ้น และร้านที่เข้าร่วมควรได้รับการยกย่องหรือรับรองในบางรูปแบบ เช่น ตราสัญลักษณ์รับรอง หรือใบประกาศนียบัตรเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคว่า ร้านนี้ไม่เพียงแค่อาหารอร่อย แต่ยังใส่ใจสุขภาพและโภชนาการของผู้บริโภคด้วย” น.ส.สิรินยา กล่าว

นอกจากนี้ สอวช. ยังมีแนวคิดในการพัฒนาเมนูใหม่ๆร่วมกับเชฟและผู้เชี่ยวชาญ เพื่อยกระดับมาตรฐานอาหาร Plant-Rich Diet ให้เข้าถึงง่ายและได้รับการยอมรับมากขึ้น พร้อมเปลี่ยนทัศนคติของผู้บริโภคให้เห็นว่า Plant-Rich Diet ไม่ได้แปลว่าไม่อร่อย แต่สามารถเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ดีต่อโลก และยังมีรสชาติที่ทุกคนเข้าถึงได้     

“อยากเชิญชวนหน่วยงานภาครัฐ มหาวิทยาลัย โรงเรียน โรงพยาบาล ร้านอาหาร และภาคเอกชน เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ “Plant 30% Leaders Club” เพื่อร่วมกันสร้างระบบอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ดีต่อการสร้างโอกาสให้เศรษฐกิจไทย ด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิตทางการเกษตร และเปิดโอกาสธุรกิจใหม่ๆ และยังดีต่อสิ่งแวดล้อม เพราะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพราะทุกการเลือกบริโภคของเรา ส่งผลทั้งต่อสุขภาพของตัวเองและต่อโลกในอนาคต” น.ส.สิรินยา กล่าวทิ้งท้าย

เซ็กซี่ทรงพลัง ปู ไปรยา ปล่อยเซ็ตภาพขาวดำสุดคลาสสิก อ่างอาบน้ำถึงกับลุกเป็นไฟ

เซ็กซี่ทรงพลัง ปู ไปรยา ปล่อยเซ็ตภาพขาวดำสุดคลาสสิก อ่างอาบน้ำถึงกับลุกเป็นไฟ

เซ็กซี่ทรงพลัง ปู ไปรยา ปล่อยเซ็ตภาพขาวดำสุดคลาสสิก อ่างอาบน้ำถึงกับลุกเป็นไฟ

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.34 น.

ทำเอาโซเชียลร้อนฉ่าขึ้นมาทันที เมื่อนักแสดงสาวสวยระดับอินเตอร์ “ปู – ไปรยา ลุนด์เบิร์ก” ออกมาเคลื่อนไหวผ่าน Instagram ส่วนตัว (@prayalundberg) พร้อมโพสต์เซ็ตภาพถ่ายโทนสีขาวดำสุดคลาสสิกที่เผยความแซ่บแบบคลาสซี่และทรงพลัง สวยแพง แซ่บทะลุเฟรมในโพสต์ดังกล่าว สาวปูมาในลุคเรียบหรูแต่แฝงด้วยความเซ็กซี่ระดับสิบ ถ่ายทอดอินเนอร์สุดจึ้งขณะอยู่ในอ่างอาบน้ำ ช็อตเกล้าผมละมุนสายตา อวดให้เห็นโครงหน้าคมเป๊ะและสายตาที่ทรงเสน่ห์ โพสท่าสุดจึ้งอวดเรือนร่างกับ ภาพปล่อยผมยาวสยายพาดขอบอ่าง เผยให้เห็นทรวดทรงองค์เอวและออร่าความสวยเป๊ะปังแบบไม่ต้องพยายาม งานนี้แฟนคลับกดไลก์ คอมเมนต์ชมความปังสนั่นทันทีที่เซ็ตภาพนี้ถูกเผยแพร่ออกไป เหล่าเพื่อนพ้องในวงการและแฟนคลับต่างพากันกดไลก์และกระหน่ำคอมเมนต์แซวในความสวยแซ่บกันยกใหญ่ เรียกได้ว่าไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี ออร่าความฮอตและความสวยระดับอินเตอร์ของสาวปูก็ยังคงครองใจแฟนๆ ได้อย่างเหนียวแน่นเหมือนเดิม!

สัปดาห์ที่ 7 BATTLE OF THE AGES สุดเดือด ทีมสีน้ำเงิน คว้าชัยชนะ

สัปดาห์ที่ 7 BATTLE OF THE AGES สุดเดือด ทีมสีน้ำเงิน คว้าชัยชนะ

สัปดาห์ที่ 7 BATTLE OF THE AGES สุดเดือด ทีมสีน้ำเงิน คว้าชัยชนะ

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.56 น.

เล่นกับหัวใจแฟนรายการทั่วประเทศขึ้นเรื่อย ๆ สำหรับทัวร์นาเมนต์ล่าฝันระดับประเทศ True AF 2026 ซึ่งในสัปดาห์ที่ 7 นี้ มาพร้อมกับโจทย์เพลงสุดท้าทายอย่าง BATTLE OF THE AGES สงครามดนตรีที่รวบรวมเพลงฮิตต่างยุคต่างสมัยมาประชันกันบนเวที พร้อมต้อนรับแขกรับเชิญคนสำคัญของสัปดาห์นี้ V12 แจ็คกี้ ที่เพื่อน ๆ นักล่าฝันในบ้านร่วมใจกันโหวตให้กลับเข้ามาได้พิสูจน์ความสามารถให้แฟนๆได้เห็นกันอีกครั้ง ท่ามกลางการต้อนรับอย่างอบอุ่นของพิธีกรประจำซีซัน พี่ดู๋ – สัญญา คุณากร พร้อมการปรากฏตัวนักล่าฝัน

ซึ่งการแข่งขันในสัปดาห์นี้แบ่งนักล่าฝันออกเป็น 2 ทีมอย่างชัดเจนเพื่อแบทเทิลกันอย่างสมศักดิ์ศรี โดยทีมสีน้ำเงินประกอบไปด้วย V5 ยูริ, V3 มิวสิค, V11 นะโม และ V12 แจ็คกี้ ขณะที่ทีมสีแดงนำทัพโดย V1 เจเจ, V6 บีม, V7 โฟกัส และ V10 โอม พร้อมเปิดเวทีแบทเทิลด้วยเพลงธีมของเหล่านักล่าฝัน และการเปิดตัว 3 Judgeปริศนา นักร้องดีว่าของประเทศไทย พี่แอม – เสาวลักษณ์ ลีละบุตร นักร้องนักแสดงมากฝีมือ พี่ปั๋ง – ประกาศิต โบสุวรรณ และนักร้อง นักเพลง โปรดิวเซอร์มากฝีมือ ครูเป็ด – มนต์ชีพ ศิวะสินางกูร ที่มาร่วมสร้างสีสันและกุมชะตาสำคัญในสัปดาห์นี้

เริ่มต้นความสนุกด้วย Stage 1: Song Battle แมตช์ดวลเพลงฮิตประจำยุค เปิดฉากด้วยยุค 1950 -1970 เป็นการพบกันของ V11 นะโม และ V10 โอม ในเพลงร็อกระดับตำนานอย่าง Don’t Stop Me Now ตามมาด้วยยุค 1980 กับการปะทะเสน่ห์สุดเหวี่ยงระหว่าง V5 ยูริ และ V7 โฟกัส ในเพลงป๊อปไอคอนิก Like A Virgin ส่วนในยุค 1990 เป็นการโคจรมาพบกันของ V12 แจ็คกี้ และ V6 บีม ที่สาดความสดใสในเพลงรักละมุนอย่าง Kiss Me ก่อนจะปิดท้ายสเตจแรกกับยุค 2000 ด้วยโชว์พลังพ่นไฟของ V3 มิวสิค และ V1 เจเจ ในเพลงสากลสุดทรงพลังอย่าง Chandelier

จากนั้นลุยต่อกันที่ Stage 2: Strategy Battle แมตช์ดวลบทเพลงกินใจข้ามยุค เริ่มด้วยยุค 1950 – 1970 ดำดิ่งไปกับเพลงลูกกรุงคลาสสิกโชว์เสียงละมุนระหว่าง V7โฟกัส ในเพลงหยาดเพชร และ V5 ยูริ กับเพลงรักข้ามขอบฟ้า ต่อเนื่องด้วยยุค 1980 กับเพลงฮิตประจำสถานีวิทยุ โดย V11 นะโม ในเพลงแอบเจ็บ ประชันกับ V1เจเจ มาในเพลงเจ้าสาวที่กลัวฝน สำหรับยุค 1990 ย้อนวันวานไปกับเพลงอกหักกระแทกใจวัยรุ่นระหว่าง V12 แจ็คกี้ ในเพลง อยากให้รู้ว่าเหงา และ V10 โอม ในเพลงถ่านไฟเก่า ก่อนจะปิดท้ายค่ำคืนด้วยเพลงฮิตร้องตามได้ทั่วเมืองยุค 2000 โดย V6 บีม มาในเพลงร็อกสุดมัน เลี้ยงส่ง ดวลกับ V3 มิวสิค ในเพลงฮิตอมตะ ไม่บอกเธอ

ความระทึกใจมาถึงขีดสุดในช่วงการประกาศผลการตัดสิน ซึ่งกติกาพิเศษในสัปดาห์นี้ระบุว่า หากทีมใดสามารถคว้าชัยชนะในการ Battle จะได้รับสิทธิ์คุ้มครองจากกรรมการปริศนาทันที ส่งผลให้สมาชิกทุกคนในทีมนั้นจะไม่ต้องออกจากการแข่งขัน แม้ว่าจะมีคะแนนโหวตน้อยที่สุดก็ตาม และผลการแข่งขันปรากฏว่า ทีมสีน้ำเงิน สามารถโชว์ผลงานและวางกลยุทธ์ได้ยอดเยี่ยมกว่า คว้าชัยชนะประจำสัปดาห์นี้ไปครองได้สำเร็จ พร้อมรับสิทธิ์คุ้มครองยกทีม

ส่งผลให้การประกาศผลผู้ที่ต้องลากกระเป๋าออกจากบ้านในสัปดาห์นี้ V7 โฟกัส นักล่าฝันจากทีมสีแดงที่มีคะแนนโหวตน้อยที่สุด ต้องยุติเส้นทางความฝันในบ้าน True AF 2026 ไปอย่างน่าเสียดาย ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความซาบซึ้งและเสียงปรบมือเพื่อให้กำลังใจจากเพื่อน ๆ ร่วมบ้านและแฟนคลับทั่วประเทศ

สามารถร่วมส่งกำลังใจและติดตามการพัฒนาของนักล่าฝันทุกคนได้ในสัปดาห์ต่อไปทางช่องทางหลักของรายการร่วมติดตามและส่งกำลังใจให้พวกเขาได้ในรายการ TRUE ACADEMY FANTASIA 2026 ได้แบบทุกที่ ทุกเวลา ผ่านทุกอุปกรณ์ ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต สมาร์ททีวี และกล่องทรูไอดี บนแอปพลิเคชันทรูวิชั่นส์ นาว (TrueVisions NOW)

#TrueAF2026 #TrueAFthailand  #TrueVisionsNOW  

พลพล เล็ก รัชเมศฐ์ เบียร์ พร้อมพงษ์ จารุพันธ์ รับรางวัล เพชรในเพลง

พลพล เล็ก รัชเมศฐ์ เบียร์ พร้อมพงษ์  จารุพันธ์ รับรางวัล เพชรในเพลง

พลพล เล็ก รัชเมศฐ์ เบียร์ พร้อมพงษ์ จารุพันธ์ รับรางวัล เพชรในเพลง

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.46 น.

ศิลปิน จีเอ็มเอ็ม มิวสิค พลพล – ทชภณ พลกองเส็ง, เล็ก – รัชเมศฐ์ สุวโชคพิบูลย์,  เบียร์ – พร้อมพงษ์ วงษ์อินตา และ จารุพันธ์ ศรีม่วงกลาง ผู้ประพันธ์เพลง เข้ารับรางวัล “เพชรในเพลง” เนื่องในวันภาษาไทยแห่งชาติ พุทธศักราช 2569 โดยมี ยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม เป็นประธานในงาน พร้อมร่วมแสดงความยินดีแก่ศิลปินที่มีบทบาทสำคัญในการสื่อสารคุณค่าของภาษาไทยผ่านบทเพลง ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยภายในงาน จัดให้มีการแสดงส่งเสริมการใช้ภาษาไทย เพื่อสะท้อนความสำคัญของวันภาษาไทยแห่งชาติ พร้อมทั้งการแสดงจากศิลปินผู้ได้รับรางวัล เพชรในเพลง ซึ่งร่วมถ่ายทอดเสน่ห์ของภาษาไทยผ่านบทเพลง

สำหรับรางวัล “เพชรในเพลง” เนื่องในวันภาษาไทยแห่งชาติ พุทธศักราช 2569 เป็นรางวัลเพื่อยกย่องบุคคลในวงการเพลงที่มีผลงานดีเด่นด้านภาษาไทย ได้แก่ นักประพันธ์เพลงที่มีความสามารถผสมผสานความรู้ทางภาษา วรรณศิลป์ คีตศิลป์และจินตนาการได้อย่างเหมาะสม นักร้องที่ออกเสียง    ขับร้องเพลงได้อย่างชัดเจนและถูกต้องตามหลักการใช้ภาษาไทย มีศิลปะการใช้เสียงกลมกลืนกับดนตรี จังหวะและอารมณ์ในการขับร้อง รวมทั้งบุคคลองค์กรหรือโครงการที่มีผลงานดีเด่นด้านส่งเสริมการใช้ภาษาไทย ซึ่งในปีนี้ ศิลปินแกรมมี่ ได้รับรางวัลเพชรในเพลง 4 รางวัล ได้แก่ พลพล – ทชภณ   พลกองเส็ง ชนะเลิศ ผู้ขับร้องเพลงไทยสากลชาย จากเพลงไร้น้ำหนัก, เล็ก – รัชเมศฐ์ สุวโชคพิบูลย์  รองชนะเลิศ ผู้ขับร้องเพลงไทยสากลชาย จากเพลงอบอวล, เบียร์ – พร้อมพงษ์ วงษ์อินตา รองชนะเลิศ ผู้ขับร้องเพลงไทยลูกทุ่งชาย จากเพลงเจ้านางเอย และ จารุพันธ์ ศรีม่วงกลาง รองชนะเลิศ ผู้ประพันธ์คำร้องเพลงไทยลูกทุ่ง จากเพลงฟ้ายามแลง

พลพล เปิดเผยว่า

“รู้สึกเป็นเกียรติและดีใจมากครับ ที่ได้รับรางวัลเพชรในเพลง รางวัลนี้เป็นกำลังใจของนักเขียนเพลง นักร้อง และทีมงานเบื้องหลังทุกคนที่ร่วมกันสร้างสรรค์บทเพลงขึ้นมา ซึ่งที่ผ่านมา ผมให้ความสำคัญ   กับการถ่ายทอดบทเพลงผ่านการใช้ภาษาไทย โดยสอดแทรกบริบทของความเป็นไทยไว้ในเพลงนั้นๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่สวยงามและมีคุณค่ามากครับ”

เบียร์ พร้อมพงษ์  เปิดเผยว่า

“ขอขอบคุณสำหรับรางวัล เพชรในเพลง ซึ่งเป็นรางวัลอันทรงเกียรติในครั้งนี้ครับ บทเพลงไทยไม่ใช่แค่ความบันเทิง แต่ยังเป็นอีกหนึ่งพลังที่ช่วยส่งต่อความงดงามของภาษาไทยไปสู่ผู้ฟัง ภาษาไทยเป็นภาษาที่มีเสน่ห์ มีความไพเราะ ผมจึงขอเป็นส่วนหนึ่งในการสืบสานคุณค่าภาษาไทยผ่านเสียงเพลงครับ”

จารุพันธ์ ศรีม่วงกลาง เปิดเผยว่า

“พวกเราขอเป็นตัวแทนในการขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมกันสนับสนุนและเห็นถึงความสำคัญของบทเพลงไทย รางวัลนี้จะเป็นแรงผลักดันให้ผมตั้งใจสร้างสรรค์ผลงานที่ดี และรักษาเสน่ห์ของภาษาไทย ให้คงอยู่ในบทเพลง เพื่อส่งต่อไปยังผู้ฟังในทุกๆ รุ่นต่อไปครับ”