ผู้เชี่ยวชาญชี้ การตรวจวินิจฉัยที่รวดเร็วและแม่นยำ กุญแจสู่การยุติวัณโรคในไทย

ผู้เชี่ยวชาญชี้ การตรวจวินิจฉัยที่รวดเร็วและแม่นยำ กุญแจสู่การยุติวัณโรคในไทย

ผู้เชี่ยวชาญชี้ การตรวจวินิจฉัยที่รวดเร็วและแม่นยำ กุญแจสู่การยุติวัณโรคในไทย

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.08 น.

บริษัท โรช ไดแอกโนสติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับ โรช ไดแอกโนสติกส์ เอเชียแปซิฟิก จัดงานประชุมวิชาการนานาชาติด้านโรคติดเชื้อ ครั้งที่ 2 (2nd Asia Pacific International Roche Infectious Diseases Symposium: APAC IRIDS 2026) ภายใต้แนวคิด “Shifting Paradigms, Transforming Outcomes” เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านโรคติดเชื้อระหว่างผู้เชี่ยวชาญ บุคลากรทางการแพทย์ ผู้กำหนดนโยบาย และภาคีเครือข่ายจากภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยมุ่งเน้นบทบาทของการตรวจวินิจฉัยที่มีคุณภาพ การประยุกต์ใช้นวัตกรรม และการสร้างความร่วมมือในการยกระดับผลลัพธ์ด้านสาธารณสุข

หนึ่งในไฮไลท์สำคัญของงานคือ เวทีเสวนาสื่อมวลชนและนโยบายด้านการตรวจวินิจฉัยโรค (Diagnostics Media and Policy Forum) ซึ่งผู้เชี่ยวชาญชั้นนำระดับภูมิภาคได้หยิบยกประเด็น “วัณโรค” ขึ้นมาหารืออย่างเข้มข้น  เนื่องจาก ปัจจุบันภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก แบกรับภาระผู้ป่วยวัณโรครายใหม่มากกว่าร้อยละ 60 ของผู้ป่วยทั่วโลก จึงเป็นภูมิภาคที่มีบทบาทสำคัญในการเร่งขับเคลื่อนการยุติวัณโรค แม้ว่าวัณโรคจะเป็นโรคที่สามารถป้องกัน และรักษาให้หายขาดได้ แต่จากข้อมูลล่าสุดพบว่า ปัจจุบันทั่วโลกยังมีผู้ป่วยวัณโรคประมาณ 2.4 ล้านคน ที่ยังไม่ได้รับการวินิจฉัย หรือไม่ได้รับการรายงานเข้าสู่ระบบบริการสุขภาพอย่างเป็นทางการ ส่งผลให้ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งยังไม่ได้รับการรักษาและยังคงสามารถแพร่เชื้อในชุมชนได้ การเร่งค้นหาผู้ป่วยตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และการเข้าถึงการตรวจวินิจฉัยที่มีประสิทธิภาพ จึงเป็นหัวใจสำคัญในการลดการแพร่เชื้อและเพิ่มโอกาสการรักษา 

มิไฮ อีริเมสซู กรรมการผู้จัดการ บริษัท โรช ไดแอกโนสติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด 

มิไฮ อีริเมสซู กรรมการผู้จัดการ บริษัท โรช ไดแอกโนสติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “โรคติดเชื้อยังคงเป็นความท้าทายสำคัญของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และการรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างทุกภาคส่วน ควบคู่กับการเข้าถึงเทคโนโลยีการวินิจฉัยที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น การจัดงาน APAC-IRIDS 2026 ในครั้งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของโรช ไดแอกโนสติกส์ ในการสร้างเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างผู้เชี่ยวชาญ เพื่อร่วมกันยกระดับการดูแลผู้ป่วยและขับเคลื่อนระบบสาธารณสุขของภูมิภาคให้ก้าวไปข้างหน้า” 

ภายในงาน แพทย์หญิงผลิน กมลวัทน์ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ กรมควบคุมโรค และผู้อำนวยการสำนักงานบริหารโครงการกองทุนโลก ได้ร่วมแบ่งปันข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์วัณโรคในประเทศไทย พร้อมสะท้อนถึงความท้าทายสำคัญ โดยระบุว่า องค์การอนามัยโลก (WHO) ประมาณการว่าประเทศไทยมีอุบัติการณ์วัณโรคประมาณ 146 รายต่อประชากร 100,000 คน หรือคิดเป็นผู้ป่วยวัณโรคประมาณ 100,000 รายต่อปี แม้อุบัติการณ์มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่รวดเร็วเพียงพอต่อการบรรลุเป้าหมาย End TB Strategy ซึ่งมุ่งลดอุบัติการณ์วัณโรคร้อยละ 80 และลดการเสียชีวิตจากวัณโรคร้อยละ 90 ภายในปี 2573 ดังนั้น การรับมือกับวัณโรคในประเทศไทยในยุคปัจจุบันจึงไม่ได้เป็นเพียงประเด็นด้านการรักษาเท่านั้น แต่ต้องให้ความสำคัญกับการเพิ่มการเข้าถึงการตรวจวินิจฉัยที่แม่นยำ การค้นหาผู้ป่วยเชิงรุก และการเชื่อมโยงผู้ป่วยเข้าสู่ระบบการรักษาได้อย่างรวดเร็ว

แพทย์หญิงผลิน กล่าวว่า  “แม้ว่าวัณโรคจะเป็นโรคที่สามารถป้องกันและรักษาให้หายขาดได้ แต่ประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในประเทศที่มีภาระวัณโรคสูงขององค์การอนามัยโลก (WHO High TB Burden Countries) ซึ่งสะท้อนว่ายังมีผู้ป่วยจำนวนหนึ่งที่ไม่ได้รับการวินิจฉัย หรือเข้าสู่ระบบการรักษาได้ล่าช้า ส่งผลให้เกิดการแพร่กระจายเชื้อในครอบครัว ชุมชน และสถานประกอบการ ดังนั้น การเร่งค้นหาผู้ป่วยเชิงรุก การเพิ่มการเข้าถึงการตรวจวินิจฉัยที่รวดเร็ว แม่นยำ และได้มาตรฐาน ตลอดจนการเชื่อมโยงผู้ป่วยเข้าสู่การรักษาโดยเร็ว จึงเป็นหัวใจสำคัญของการควบคุมวัณโรคในประเทศไทย นอกจากการดูแลผู้ป่วยวัณโรคแล้ว ประเทศไทยยังให้ความสำคัญกับ การค้นหาและรักษาการติดเชื้อ วัณโรคระยะแฝง (Latent Tuberculosis Infection: LTBI) โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สัมผัสร่วมบ้าน ผู้ติดเชื้อเอชไอวี เด็กเล็ก และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เนื่องจากการรักษาการติดเชื้อระยะแฝงเป็นมาตรการสำคัญที่จะช่วยป้องกันการป่วยเป็นวัณโรคในอนาคต ลดจำนวนผู้ป่วยรายใหม่ และช่วยตัดวงจรการแพร่เชื้อได้อย่างยั่งยืน ประเทศไทยจึงเดินหน้ายกระดับการดำเนินงานควบคุมวัณโรคอย่างต่อเนื่อง ทั้งการขยายการใช้เทคโนโลยีการตรวจวินิจฉัยระดับโมเลกุลตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการค้นหาผู้ป่วย ตลอดจนการสร้างความรอบรู้ด้านวัณโรคและลดการตีตราผู้ป่วย ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการตรวจรักษาได้รวดเร็ว และร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมาย ยุติวัณโรค (End TB) ตามกรอบขององค์การอนามัยโลกอย่างยั่งยืน”

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านวัณโรคจากหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ได้ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ในการขับเคลื่อนการควบคุมวัณโรค โดยมีข้อเสนอร่วมกันว่า การบรรลุเป้าหมาย ยุติวัณโรค (End TB) ตามยุทธศาสตร์ขององค์การอนามัยโลก (WHO) จำเป็นต้องดำเนินมาตรการอย่างครอบคลุม ทั้งการเร่งค้นหาและรักษาผู้ป่วยวัณโรคระยะป่วย ควบคู่กับการค้นหาและรักษาผู้ติดเชื้อวัณโรคระยะแฝง (Latent Tuberculosis Infection: LTBI) เพื่อป้องกันการพัฒนาไปเป็นวัณโรคในอนาคต

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ปัจจุบัน ประชากรโลกประมาณ 1 ใน 4 หรือราว 25% มีการติดเชื้อวัณโรคระยะแฝงโดยไม่มีอาการและไม่สามารถแพร่เชื้อได้ แต่ในกลุ่มที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เช่น ผู้สัมผัสร่วมบ้าน ผู้ติดเชื้อเอชไอวี เด็กเล็ก และผู้ที่มีโรคประจำตัวบางชนิด มีความเสี่ยงสูงที่จะพัฒนาเป็นวัณโรคระยะป่วย หากสามารถค้นหาและให้การรักษาป้องกันได้อย่างครอบคลุม จะช่วยลดจำนวนผู้ป่วยวัณโรครายใหม่และตัดวงจรการแพร่กระจายของโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ด้านการวินิจฉัย ผู้เชี่ยวชาญยังได้แลกเปลี่ยนความก้าวหน้าด้านการตรวจหาการติดเชื้อวัณโรคระยะแฝง (Latent Tuberculosis Infection: LTBI) ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของยุทธศาสตร์ End TB โดยปัจจุบัน นอกจากการทดสอบทางผิวหนังด้วยทูเบอร์คูลิน (Tuberculin Skin Test: TST) ที่ใช้มาอย่างยาวนานแล้ว ยังมีการนำการตรวจเลือดด้วยวิธี Interferon Gamma Release Assays (IGRAs) และการทดสอบทางผิวหนังที่ใช้แอนติเจนจำเพาะของเชื้อวัณโรค (TB antigen-based skin tests: TBSTs) มาใช้เพิ่มขึ้น เนื่องจากสามารถให้ความจำเพาะสูงกว่า TST โดยเฉพาะในประชากรที่เคยได้รับวัคซีน BCG และช่วยเพิ่มทางเลือกในการคัดกรองผู้ติดเชื้อระยะแฝงในบริบทที่แตกต่างกัน

องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำให้ประเทศต่าง ๆ เลือกใช้วิธีตรวจที่เหมาะสมกับบริบทของระบบบริการสุขภาพ กลุ่มเป้าหมาย และทรัพยากรที่มีอยู่ โดย IGRAs และ TBSTs ถือเป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพใกล้เคียงกัน สำหรับการตรวจหาการติดเชื้อวัณโรคระยะแฝง 

สำหรับการวินิจฉัยวัณโรคระยะป่วย ผู้เชี่ยวชาญเน้นย้ำถึงความสำคัญของการใช้ การตรวจวินิจฉัยระดับโมเลกุล (NAATs/PCR) เป็นการตรวจเบื้องต้นตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO – recommended Rapid Molecular Diagnostics: WRDs) เพื่อให้สามารถวินิจฉัยโรคและตรวจหาการดื้อยาได้อย่างรวดเร็ว ช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่เหมาะสมตั้งแต่ระยะแรก ลดการแพร่กระจายเชื้อ และเพิ่มโอกาสความสำเร็จของการรักษา โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่วัณโรคดื้อยายังคงเป็นความท้าทายสำคัญของหลายประเทศทั่วโลกซึ่งปัจจุบันผู้ป่วยกลุ่มนี้สูงถึง 2 ใน 3 ทั่วโลกยังตรวจไม่พบ ทำให้ได้รับการรักษาด้วยสูตรยามาตรฐานที่ไม่มีประสิทธิภาพ และเกิดการแพร่กระจายของเชื้อดื้อยาในชุมชนอย่างต่อเนื่อง 

ผู้เชี่ยวชาญจากภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ยังเห็นพ้องว่า การตรวจวินิจฉัยจะเกิดผลสูงสุดก็ต่อเมื่อเป็นส่วนหนึ่งของระบบบริการสุขภาพที่เชื่อมโยงกัน ตั้งแต่การคัดกรองเชิงรุก การส่งต่อผู้ป่วย การพัฒนาศักยภาพห้องปฏิบัติการ บุคลากรทางการแพทย์ ระบบข้อมูล และการเชื่อมโยงผู้ป่วยเข้าสู่การรักษาอย่างรวดเร็ว เพื่อให้การวินิจฉัยนำไปสู่ผลลัพธ์ทางสุขภาพที่ดีขึ้นอย่างแท้จริง

การจัดงาน APAC IRIDS 2026 ในครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการผลักดันความร่วมมือระหว่างผู้เชี่ยวชาญ บุคลากรทางการแพทย์ ผู้กำหนดนโยบาย ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และส่งเสริมการประยุกต์ใช้นวัตกรรมด้านการตรวจวินิจฉัยในการรับมือโรคติดเชื้อ โดยเฉพาะวัณโรค ซึ่งจะมีส่วนสำคัญในการเพิ่มการเข้าถึงการตรวจวินิจฉัย การรักษาอย่างทันท่วงที และยกระดับผลลัพธ์ด้านสาธารณสุขของประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในระยะยาว 

ระวัง ‘แมลงก้นกระดก’ ช่วงหน้าฝน พิษคล้ายกรดทำผิวไหม้พุพอง

ระวัง  ‘แมลงก้นกระดก’ ช่วงหน้าฝน พิษคล้ายกรดทำผิวไหม้พุพอง

ระวัง ‘แมลงก้นกระดก’ ช่วงหน้าฝน พิษคล้ายกรดทำผิวไหม้พุพอง

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.06 น.

ในช่วงฤดูฝนเช่นนี้ โรคผิวหนังที่มักพบได้บ่อยอย่างไม่คาดคิด คือ แผลพุพองจากการสัมผัส “แมลงก้นกระดก” หรือด้วงก้นกระดก ซึ่งเป็นแมลงปีกขนาดเล็ก ลำตัวยาว สีดำสลับส้ม มักอาศัยอยู่ในพื้นที่ชื้นแฉะ เช่น ทุ่งนา หรือสวน และมีพฤติกรรมชอบบินเข้าหาแสงไฟในเวลากลางคืน ทำให้พบแมลงชนิดนี้หลุดรอดเข้ามาภายในบ้านเรือน อาคารสูง หรือคอนโดมิเนียมได้ง่าย

แพทย์หญิงภาวดี ศึกษากิจ แพทย์ประจำศูนย์ผิวหนังและความงาม โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล 

แพทย์หญิงภาวดี ศึกษากิจ แพทย์ประจำศูนย์ผิวหนังและความงาม โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล กล่าวว่า ความเข้าใจผิดที่พบได้บ่อย คือ หลายคนมักคิดว่าแผลพุพองที่เกิดขึ้น มาจากการถูกแมลงกัดหรือต่อย แต่ในความเป็นจริงแล้ว อาการอักเสบทั้งหมดเกิดจากสารพิษที่เรียกว่า “พีเดอริน” (Pederin) ซึ่งมีฤทธิ์คล้ายกรดและอยู่บริเวณก้นของแมลง โดยสารพิษนี้จะปล่อยออกมาเมื่อตัวแมลงถูกตบ บี้ บด หรือกดทับบนผิวหนังโดยไม่ตั้งใจ

โดยทั่วไป อาการพิษของแมลงก้นกระดกจะไม่เกิดขึ้นในทันที แต่จะเริ่มแสดงอาการภายใน 12 ถึง 48 ชั่วโมงหลังการสัมผัส ความรุนแรงของแผลจะขึ้นอยู่กับปริมาณสารพิษที่ผิวหนังได้รับและบริเวณที่สัมผัส อาการเด่นที่สังเกตได้ ได้แก่ ผิวหนังจะเกิดผื่นแดงเป็นแนวยาวหรือเป็นเส้น ซึ่งมักเกิดจากการที่มือไปปัดหรือตบแล้วลากตัวแมลงไปตามผิวหนัง ร่วมกับอาการปวดแสบปวดร้อนอย่างรุนแรง จากนั้นจะเริ่มพัฒนาเป็นตุ่มน้ำใสและแผลพุพองคล้ายรอยไหม้ ซึ่งในบางรายอาจเข้าใจผิดว่าโดนน้ำร้อนลวกหรือสัมผัสสารเคมีมา นอกจากนี้ หลังจากที่ผื่นและแผลพุพองเริ่มหายดีแล้ว มักจะทิ้งรอยดำเอาไว้บนผิวหนัง ซึ่งต้องใช้เวลากว่าแปลจะค่อย ๆ จางลง

ความรุนแรงและอาการลุกลามของแผลจากแมลงชนิดนี้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวแมลงเพียงอย่างเดียว แต่ปัจจัยสำคัญมาจาก “พฤติกรรมการดูแลแผลหลังสัมผัส” ของผู้ป่วยด้วย โดยสิ่งสำคัญ คือ ห้ามแกะตุ่มน้ำหรือสะเก็ดแผลเด็ดขาด เพราะการขยี้ซ้ำหรือการเจาะตุ่มน้ำจะทำให้พิษของแมลงกระจายตัวกว้างขึ้น ผิวหนังเกิดการอักเสบรุนแรง และเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน จนทำให้แผลหายช้ากว่าเดิม นอกจากนี้ รอยไหม้จากแมลงก้นกระดกไม่ใช่ผื่นภูมิแพ้ทั่วไป จึงต้องได้รับการดูแลที่ถูกต้องเพื่อป้องกันไม่ให้กลายเป็นแผลเป็นฝังลึก

การปฐมพยาบาลเบื้องต้นอย่างถูกวิธี เมื่อรู้ตัวว่าสัมผัสแมลงก้นกระดก 

รีบล้างผิวหนังบริเวณนั้นด้วยน้ำสะอาดและสบู่ทันทีเพื่อลดปริมาณสารพิษตกค้าง  ใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำเย็นหรือห่อน้ำแข็งประคบบริเวณที่มีอาการครั้งละ 10 – 5 นาที ทุก ๆ 2 – 3 ชั่วโมง เพื่อช่วยบรรเทาอาการแสบร้อนและลดอาการบวม ห้ามวางน้ำแข็งลงบนผิวหนังโดยตรง 

ในส่วนของการดูแลแผลที่มีตุ่มน้ำใสหรือแผลเปิด ควรทำความสะอาดด้วยน้ำสะอาดและสบู่อ่อน ๆ หรือใช้น้ำเกลือสำหรับล้างแผลแทน วันละ 1-2 ครั้ง แล้วซับให้แห้งเบา ๆ หลีกเลี่ยงการทาสิ่งที่จะทำให้ผิวระคายเคืองมากขึ้น เช่น ยาหม่อง ยาดม แอลกอฮอล์ ยาสีฟัน หรือสมุนไพรต่าง ๆ และไม่ควรซื้อยาทาเองหรือใช้ยาสเตียรอยด์โดยไม่ปรึกษาแพทย์ หากอาการเริ่มรุนแรง ยิ่งไปกว่านั้น หากเผลอใช้มือที่ปนเปื้อนพิษไปขยี้ตา ควรรีบล้างตาด้วยน้ำสะอาดให้ไหลผ่านดวงตาอย่างต่อเนื่อง 10 – 15 นาทีทันที เพราะพิษอาจทำให้เยื่อบุตาอักเสบรุนแรงได้

อย่างไรก็ตาม ผื่นจากแมลงก้นกระดกอาจมีลักษณะคล้ายโรคผิวหนังชนิดอื่น ๆ เช่น เริม ที่มักขึ้นเป็นกระจุก หรือ งูสวัด ที่ขึ้นตามแนวเส้นประสาท การสังเกตและแยกโรคด้วยตัวเองอาจไม่แม่นยำร้อยเปอร์เซ็นต์ ดังนั้น หากพบว่าผื่นมีอาการลุกลามเป็นบริเวณกว้าง ปวดแสบปวดร้อนมาก มีตุ่มน้ำหลายจุด แผลเริ่มมีหนองหรือสงสัยว่าติดเชื้อ มีไข้ร่วมด้วย หรือผื่นเกิดขึ้นบริเวณใบหน้าและใกล้ดวงตา ควรรีบไปพบแพทย์เฉพาะทางผิวหนังเพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาด้วยยาที่ถูกต้องเหมาะสมทันที

 “การป้องกันที่ดีที่สุด คือ การลดโอกาสสัมผัสแมลงชนิดนี้ โดยเฉพาะในช่วงค่ำคืนของฤดูฝน ควรปิดมุ้งลวด ประตู และหน้าต่างให้มิดชิด หลีกเลี่ยงการเปิดไฟสว่างจ้าใกล้ช่องทางเข้าบ้านเพื่อไม่ให้ดึงดูดแมลง ก่อนใช้งานเสื้อผ้า ผ้าขนหนู หรือเครื่องนอนที่ตากไว้นอกบ้าน ควรสะบัดอย่างแรงทุกครั้ง รวมถึงตรวจสอบหมอนและที่นอนก่อนเข้านอนเสมอ และหากบังเอิญพบแมลงก้นกระดกมาเกาะตามร่างกาย ห้ามตบหรือบี้เด็ดขาด ให้ใช้วิธีเป่าลมหรือปัดออกเบา ๆ เพื่อให้ตัวแมลงพ้นจากผิวหนังโดยที่ถุงพิษไม่แตกออก ซึ่งเป็นวิธีที่จะช่วยให้รอดพ้นจากภัยเงียบของแมลงชนิดนี้ได้” แพทย์หญิงภาวดี กล่าว

AWC ผนึกพลัง SCB พัฒนา ‘เวิ้งนครเกษม เยาวราช’ เชื่อมโยงมรดกวัฒนธรรมไทย-จีน

AWC ผนึกพลัง SCB พัฒนา ‘เวิ้งนครเกษม เยาวราช’ เชื่อมโยงมรดกวัฒนธรรมไทย-จีน

AWC ผนึกพลัง SCB พัฒนา ‘เวิ้งนครเกษม เยาวราช’ เชื่อมโยงมรดกวัฒนธรรมไทย-จีน

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.55 น.

บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของไทยที่มุ่งเน้นตอบสนองไลฟ์สไตล์แบบครบวงจร ร่วมกับ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)   ร่วมขับเคลื่อนความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ด้วยวิสัยทัศน์ร่วมมุ่งมั่นสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืน ผ่านการจัดสินเชื่อยั่งยืน (Sustainability-Linked Loan) ภายใต้วงเงินรวม 40,500 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการเติบโตภายใต้กลยุทธ์ Sustainable Growth-Led strategy ผ่านการพัฒนาพอร์ตโฟลิโอทรัพย์สินคุณภาพของ AWC อย่างยั่งยืนในระยะยาว

ทั้งนี้ วงเงินสินเชื่อ 10,500 ล้านบาท จะใช้ในการพัฒนาโครงการ “เวิ้งนครเกษม เยาวราช” (Woeng Nakornkasem Yaowaraj) โครงการมิกซ์ยูสระดับแลนด์มาร์กที่ใหญ่ที่สุดของ AWC ซึ่งได้รับการพัฒนาพื้นที่ประวัติศาสตร์และสร้างระบบนิเวศการท่องเที่ยวแห่งใหม่ของเยาวราช ที่เชื่อมโยงมรดกทางวัฒนธรรมไทย-จีน เข้ากับประสบการณ์ระดับโลก ภายใต้แนวคิด “Legacy of the Past, Inspiration of Tomorrow” เพื่อสร้างคุณค่าใหม่ให้กับชุมชน เศรษฐกิจ และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทยในระยะยาว โดยโครงการจะเป็นที่ตั้งของประสบการณ์ “Kung Fu Panda” จาก Universal Destinations & Experiences ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากอัตลักษณ์และเรื่องราวของเยาวราช เพื่อส่งต่อเสน่ห์ของพื้นที่ประวัติศาสตร์แห่งนี้สู่ผู้มาเยือนจากทั่วโลก

นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC กล่าวว่า  “AWC ขอขอบคุณธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สำหรับการสนับสนุนเพื่อร่วมสร้างโครงการคุณภาพเสริมศักยภาพการท่องเที่ยวยั่งยืน สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับชุมชน ส่งเสริมเอกลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ และร่วมสนับสนุนประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวระดับโลก เงินทุนครั้งนี้จะมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาพื้นที่ประวัติศาสตร์ จุดยุทธศาสตร์สำคัญด้านการท่องเที่ยวของกรุงเทพมหานคร ผ่านการผสานมรดกทางวัฒนธรรมไทย-จีนเข้ากับประสบการณ์คุณภาพระดับนานาชาติ อย่าง ‘Kung Fu Panda’ ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ แต่เป็นการสร้างจุดหมายปลายทางที่เชื่อมโยงผู้คน วัฒนธรรม ชุมชน และคนรุ่นต่อไป

AWC เชื่อมั่นว่าการขับเคลื่อนเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและการเติบโตอย่างยั่งยืน ด้วยโมเดลเป้าหมายดึงดูดนักเดินทางจากทั่วโลก และพลังพันธมิตรที่ร่วมวิสัยทัศน์ จะเป็นแรงผลักดันความแข็งแกร่งและคุณค่าอย่างแท้จริงสู่ประเทศชาติและอุตสาหกรรม การได้รับการสนับสนุนสินเชื่อ Sustainability-Linked Loan ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของ Sustainable Growth-Led Strategy เพื่อสร้างความแข็งแกร่งเติบโตเสริมจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวยั่งยืนของประเทศ รวมถึงกลยุทธ์ของ AWC ในการพัฒนามาตรฐานอสังหาริมทรัพย์ที่ตั้งเป้าความยั่งยืนทั้ง 3 มิติ เพื่อสิ่งแวดล้อม เพื่อชุมชน สังคม และเพื่อการเติบโตสร้างงานและสร้างรายได้กลับสู่ชุมชนอย่างยั่งยืน”

นายสารัชต์ รัตนาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า  “การสนับสนุนสินเชื่อสีเขียวในครั้งนี้ นับเป็นพลังขับเคลื่อนในการร่วมผลักดันให้โครงการเวิ้งนครเกษม เยาวราช ก้าวขึ้นเป็นต้นแบบโครงการมิกซ์ยูสสีเขียวระดับโลก รวมถึงโครงการต่าง ๆ ในอนาคต ให้เป็นตัวอย่างโครงการความยั่งยืน ที่จะส่งต่อแรงบันดาลใจไปยังทุกภาคส่วน ทั้งในประเทศไทยและระดับนานาชาติ ความร่วมมือระหว่างสถาบันการเงินและภาคธุรกิจในครั้งนี้ ยังสะท้อนถึงศักยภาพในการยกระดับมาตรฐานโครงการอสังหาริมทรัพย์สู่การเป็นแลนด์มาร์กการท่องเที่ยวระดับสากล ซึ่งจะมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย และสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนในระยะยาวให้กับประเทศ ความร่วมมือครั้งนี้ยังสะท้อนความมุ่งมั่นของธนาคารไทยพาณิชย์ในการเป็นพันธมิตรตลอดเส้นทางการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน ภายใต้แนวคิด ‘อยู่ อย่าง ยั่งยืน – Live Sustainably’ เราเชื่อว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจต้องดำเนินควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อม การสร้างการเติบโตให้ชุมชน และการรักษาเอกลักษณ์ของประเทศเพื่อส่งต่อให้คนรุ่นต่อไป”

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.assetworldcorp-th.com/th/home

ไปรษณีย์ไทยเปิดสนาม ‘Thailand Post EMS RUN 2026’ ฉลอง 40 ปีแบรนด์ส่งด่วน EMS เส้นทางซิตี้รันแลนด์มาร์กกรุงเทพฯ

ไปรษณีย์ไทยเปิดสนาม ‘Thailand Post EMS RUN 2026’ ฉลอง 40 ปีแบรนด์ส่งด่วน EMS เส้นทางซิตี้รันแลนด์มาร์กกรุงเทพฯ

ไปรษณีย์ไทยเปิดสนาม ‘Thailand Post EMS RUN 2026’ ฉลอง 40 ปีแบรนด์ส่งด่วน EMS เส้นทางซิตี้รันแลนด์มาร์กกรุงเทพฯ

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.37 น.

บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เดินหน้าต่อยอดความสำเร็จในโอกาสครบรอบ 40 ปี ของบริการส่งด่วน EMS เปิดตัวแคมเปญ “Thailand Post EMS RUN 2026” กิจกรรมวิ่งครั้งแรก ภายใต้แนวคิด “ไปรฯ ให้ถึง…ทุกก้าวมีความหมาย” รับเทรนด์รันคลับและแอคทีฟไลฟ์สไตล์ที่ยังคงมาแรงต่อเนื่อง สะท้อนการเป็นบริการส่งด่วนที่สร้างประสบการณ์ให้คนไทยมาตลอดสี่ทศวรรษ พร้อมเชิญชวนคนรักสุขภาพจากทั่วประเทศและทั่วโลก ร่วมประลองความเร็วและพิชิตเส้นทางแลนด์มาร์กสำคัญใจกลางกรุงเทพฯ ในวันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม 2569 ณ ไปรษณีย์กลาง บางรัก โดยเปิดรับทั้งระยะ 10 กิโลเมตร 5 กิโลเมตร 2.5 กิโลเมตร แบ่งเป็นประเภทเดี่ยว ประเภททีม 40 กิโลเมตร ประเภท VIP ประเภท VVIP และ Virtual Run รวม 5,000 คน โดยรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายมอบให้โรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราช (อมฺพรมหาเถร) จังหวัดราชบุรี เปิดรับสมัครแล้ววันนี้ – 22 กันยายน 2569

ดร. ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ 

ดร. ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กล่าวว่า ไปรษณีย์ไทยในฐานะโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารและโลจิสติกส์ของประเทศ มีภารกิจในการเชื่อมโยงผู้คน ชุมชน และโอกาส ผ่านบริการที่เข้าถึงประชาชนทุกพื้นที่ พร้อมพัฒนาองค์กรให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของสังคมและตอบโจทย์วิถีชีวิตของผู้บริโภคในทุกมิติ ไม่เพียงในฐานะผู้ให้บริการขนส่งแต่ในฐานะแบรนด์ที่อยู่เคียงข้างคนไทยในทุกช่วงเวลาสำคัญ โดยในโอกาสครบรอบ 40 ปีของบริการส่งด่วน EMS ไปรษณีย์ไทยจึงจัดกิจกรรมวิ่ง “Thailand Post EMS RUN 2026” เป็นครั้งแรก ภายใต้แนวคิด “ไปรฯ ให้ถึง…ทุกก้าวมีความหมาย” เพื่อถ่ายทอดคุณค่าของ EMS ทั้งด้านความรวดเร็ว ความน่าเชื่อถือ และพลังแห่งการส่งต่อ ผ่านประสบการณ์ที่ผู้บริโภคสามารถเข้ามามีส่วนร่วมกับแบรนด์ได้จริง พร้อมเชื่อมโยงมิติของสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ เทคโนโลยี ที่สอดรับกับกระแสการวิ่งและวัฒนธรรมรันคลับที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง จากกิจกรรมเพื่อสุขภาพสู่คอมมูนิตี้ที่สร้างแรงบันดาลใจ มิตรภาพ และการแบ่งปันประสบการณ์ร่วมกันของผู้คนหลากหลายวัย ซึ่งสอดคล้องกับบทบาทของไปรษณีย์ไทยที่มุ่งเชื่อมโยงผู้คนและสร้างคุณค่าร่วมให้เกิดขึ้นในทุกการส่งต่อ

“EMS RUN 2026 ถ่ายทอดตัวตนของ EMS ผ่านประสบการณ์ที่ผู้เข้าร่วมสัมผัสได้ในทุกช่วงของกิจกรรม ตั้งแต่การรับ Race Pack ที่จัดส่งด้วย EMS การวิ่งบนเส้นทางจริง การท้าทายความเร็วแบบ SUB1 ไปจนถึงบริการดิจิทัลหลังเข้าเส้นชัย ทุกก้าวจึงเชื่อมโยงกับความหมายของการ ‘ส่งต่อ’ ทั้งสุขภาพที่ดี แรงบันดาลใจ ความสุข และโอกาสให้แก่สังคม พร้อมนำจุดแข็งของไปรษณีย์ไทย ทั้งประวัติศาสตร์กว่า 143 ปี เครือข่ายบริการ ความน่าเชื่อถือ และนวัตกรรม มาสร้างความทรงจำร่วมระหว่างผู้คนกับแบรนด์”

ดร.ดนันท์ กล่าวเสริมว่า ไปรษณีย์ไทยออกแบบ EMS RUN 2026 ให้เป็นมากกว่างานวิ่ง แต่คือ City Lifestyle Experience ที่ชวนทุกคนออกมาใช้เวลาแห่งความสุขร่วมกัน พร้อมสัมผัสกรุงเทพฯ ในมุมใหม่ผ่านทุกย่างก้าว บนเส้นทางที่เชื่อมแลนด์มาร์กสำคัญเข้ากับเรื่องราวของไปรษณีย์ไทยและส่งด่วน EMS ให้ทุกคนร่วมกันไปรฯ ให้ถึงด้วยพลังความเร็วและทุกก้าวมีความหมาย มีคุณภาพของการวิ่งตั้งแต่ไปรษณีย์กลาง บางรัก สถานีรถไฟหัวลำโพง วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ป้อมมหากาฬ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย วัดราชบพิธ ซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติ เยาวราช จนถึงวงเวียนโอเดียน โดยผู้ร่วมงานจะได้วิ่ง ชมเมือง เก็บโมเมนต์ และแชร์ประสบการณ์ร่วมกับคอมมูนิตี้นักวิ่ง ท่ามกลางเสน่ห์ของประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และสีสันของกรุงเทพฯ ที่ถูกร้อยเรียงไว้ในเส้นทางเดียว โดยเปิดรับนักวิ่งทุกระดับทั้งระยะ 10 กิโลเมตร 5 กิโลเมตร และ 2.5 กิโลเมตร รวมถึงการแข่งขันประเภททีม 4 คนที่ร่วมวิ่งสะสมระยะทางรวม 40 กิโลเมตร เพื่อสื่อถึงวาระครบรอบ 40 ปีของบริการ EMS และมีการวิ่ง Virtual Run ที่เปิดโอกาสให้ผู้สนใจทั่วประเทศและคนไทยชาวต่างชาติทั่วโลก ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในโอกาสนี้

นอกจากนี้ ยังมีความพิเศษกับการนำบริการและนวัตกรรมของไปรษณีย์ไทยมาสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้เข้าร่วมกิจกรรม SUB1 Challenge บทพิสูจน์ความด่วนสไตล์ EMS สำหรับนักวิ่งระยะ 10 กิโลเมตร ที่พิชิตเวลาไม่เกิน 60 นาที โดยผู้พิชิต 100 คนแรกจะได้รับรางวัลสุดพิเศษ ต่อด้วย iStamp แสตมป์ส่วนตัวหนึ่งเดียวในโลกที่จัดทำจากภาพของผู้สมัครและจัดส่งพร้อม Race Pack ผ่านบริการ EMS รวมถึง e-Certificate ประกาศนียบัตรการแข่งขันวิ่งอิเล็กทรอนิกส์ครั้งแรกที่ได้รับการยืนยันความถูกต้องโดย e-Timestamp ของไปรษณีย์ไทย นอกจากนี้ ยังมี AI Face Recognition สำหรับค้นหาและดาวน์โหลดภาพการแข่งขัน, AR Photo Experience, กิจกรรม Stamp Passport ที่ชวนผู้ร่วมงานสนุกกับเรื่องราวของไปรษณีย์ไทยผ่านการสะสมตราประทับตามจุดต่าง ๆ ภายในไปรษณีย์กลาง บางรัก ซึ่งจะเป็นการสะท้อนการนำนวัตกรรมและบริการจริงของไปรษณีย์ไทยมาถ่ายทอดผ่านกิจกรรมวิ่งได้อย่างสร้างสรรค์ และยกระดับงานวิ่งให้เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ การมีส่วนร่วม และการสร้างความทรงจำร่วมกับแบรนด์

กิจกรรม Thailand Post EMS RUN 2026 จะจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม 2569 ณ ไปรษณีย์กลาง บางรัก เปิดรับสมัครนักวิ่งจำนวน 3,000 คน ทั้งประเภทเดี่ยว ทีม 4 คน VIP และ VVIP พร้อมกิจกรรม Virtual Run จำนวน 2,000 คน ที่เปิดโอกาสให้ผู้สนใจทั้งชาวไทยและต่างชาติวิ่งได้ทุกที่…ทั่วโลก โดยเปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ – 22 กันยายน 2569 ผ่านเว็บไซต์ ThaiRun (https://race.thai.run) ผู้สมัครสามารถเลือกเข้าร่วมได้ทั้งการแข่งขันในสนามจริงและ Virtual Run พร้อมร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองครบรอบ 40 ปีของ EMS ผ่านกิจกรรมที่ผสานสุขภาพ เทคโนโลยี และการให้เข้าไว้ด้วยกัน เพราะ “ไปรฯ ให้ถึง…ทุกก้าวมีความหมาย” และทุกก้าวของการวิ่งครั้งนี้ คือการร่วมส่งต่อสุขภาพ ความสุข และโอกาสที่ดีสู่สังคมไปด้วยกัน

คุณแหน: 17 กรกฎาคม 2569

คุณแหน: 17 กรกฎาคม 2569

คุณแหน: 17 กรกฎาคม 2569

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 01.00 น.

•• พลเอก พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมศึกยุคล เสด็จเป็นประธานในพิธีประทานรางวัล “ประชาบดี” ประจำปี 2569 แก่ผู้ทำคุณประโยชน์ดีเด่นแก่ผู้อยู่ในสภาวะยากลำบาก และผู้อยู่ในสภาวะยากลำบากที่ประพฤติตนดีเด่น เพื่อเชิดชูเกียรติ

สร้างขวัญกำลังใจ และยกย่องบุคคล องค์กร และสื่อสร้างสรรค์ที่ร่วมขับเคลื่อนงานด้านการพัฒนาสังคม พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้สังคมร่วมดูแลผู้เปราะบางอย่างยั่งยืน โดยมีนิกร โสมกลาง รมว.พม., กันตพงศ์ รังษีสว่าง, แรมรุ้ง สุบรรณเสนีย์ รับเสด็จ..

•• ปิยพงศ์ ชูวงศ์ ผวจ.ลำพูน เป็นประธานการประชุมเพื่อต่อยอดผลการศึกษาลำพูนเมืองสร้างสรรค์ภายใต้แนวคิด “เมืองลำพูน เดินได้ เดินดี” (Walkable City) โดยมี ผศ.สรายุทธ ทรัพย์สุข และ รศ.ดร.นิรมล เสรีสกุล ร่วมด้วย..

•• ดร.ศุภกร สิทธิไชย รักษาการแทน ผอ.ใหญ่ ดีป้า เป็นประธานเปิดกิจกรรม Regional Coding & AI Competition ภาคกลางและภาคตะวันตก ภายใต้โครงการ Coding Thailand 2026: AI Inspires the Future..

•• สโมสรลูกเสือผู้ทรงคุณวุฒิราชรังสรรค์ ซึ่งประกอบด้วยอดีตผู้ทรงคุณวุฒิสภาลูกเสือไทยและสภาลูกเสือแห่งชาติ ได้นัดสังสรรค์เพื่อแสดงมุทิตาจิตแด่ ท่านผู้หญิงเพ็ญศรี วัชโรทัย และ ไพฑูรย์ กระจ่างศิลป์ เนื่องในวันคล้ายวันเกิดด้วยบรรยากาศอบอุ่นมาก ทุกท่านยังแข็งแรง ปราดเปรื่อง..

•• บุญชู-ดาวยุพา โรจน์หิรัญสกุล บริจาคเงินเพื่อฝ่ายออร์โธปิดิกส์ รพ.จุฬาลงกรณ์ โดยมี ศ.นพ.วรวรรธน์ ลิ้มทองกุล รับมอบ..•• วันเกิดปีนี้ โอม ศิวะดิตถ์ ร่วมบริจาคเงินช่วยการศึกษาเด็กพิเศษ รร.เด็กพิเศษคุณพ่อเรย์และช่วยเด็กพิการ วิทยาลัยเทคโนโลยีพระมหาไถ่หนองคาย ในพระราชูปถัมภ์..

•• ข่าวดีของ ณัฐดนัย – ธิตา อินทรสุขศรี ที่ลูกสาว ณัฐธิตา อินทรสุขศรี จะฉลองมงคลสมรส กับ ทพ.ภัณฑิล อึงขจรกุล บุตร เอนก-ภารณี อึงขจรกุล 22 ส.ค. ณ ห้องนภาลัย แกรนด์ บอลรูม รร.ดุสิตธานี 18.00 น…

•• ดร.เบญจมาภรณ์ คุณะรังษี ผอ.วิทยาลัยอาชีวศึกษาสันติราษฎร์ในพระอุปถัมภ์ฯ (SIBA) ต้อนรับ ดร.ศศมน มันทะเล COO บจ. เอนี่เพย์ที่มาอัปเดตเทคโนโลยีการเงินและทักษะที่ตอบโจทย์ตลาดยุคใหม่ ให้คณาจารย์และนักศึกษา SIBA INTER เตรียมพร้อมก้าวสู่โลกการทำงานในอนาคตต่อไป..

•• ภัทรลดา สง่าแสง ชวนเพื่อนๆ DS DCEO#9 มาสังสรรค์เตรียมกิจกรรมกลุ่ม งานนี้ อนันต์ เอกวงศ์วิริยะ, นพ.อดินันท์ กิตติรัตนไพบูลย์, ฐิรัฐ นาถวิริยกุล, วรพล วีระวงศ์, วงศ์วิวัฒน์ ศิริทัศนกุล, รับพร พรหมวงศานนท์, ประภัทรสรณ์ โม้สิงห์, นคร แนวพันธ์อัศว, ชยพล กัลปพงศ์, ชุมศิริ ดิสถาพร, รัชนีกร คำทิพย์ ไม่พลาด..

•• สมาคมการตลาดฯ ชวนติดอาวุธนักการตลาดและการขาย B2B สู่การเติบโตเหนือคู่แข่ง กับหลักสูตร “NEXT LEVEL B2B Growth Strategy #9” เรียนรู้เข้มข้น 2 วัน พร้อม Workshop & Case Study จาก 2 วิทยากร ตัวจริงด้าน B2B 21–22 ก.ค. 09.00–16.00 น. ณ รร.เอทัส ลุมพินี ลงทะเบียน https://forms.gle/w9iwzXK9LSu3DpS4A สอบถาม 063-3432616..••

BEDO จัดประกวด ‘Biogang Challenge 2026’ ส่งเสริมทุกพลังสร้างสรรค์ของเยาวชน เพื่อธรรมชาติที่ยั่งยืน

BEDO จัดประกวด ‘Biogang Challenge 2026’ ส่งเสริมทุกพลังสร้างสรรค์ของเยาวชน เพื่อธรรมชาติที่ยั่งยืน

BEDO จัดประกวด ‘Biogang Challenge 2026’ ส่งเสริมทุกพลังสร้างสรรค์ของเยาวชน เพื่อธรรมชาติที่ยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 20.16 น.

สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) หรือ สพภ. (BEDO) ขอเชิญชวนเยาวชนระดับมัธยมศึกษาทั่วประเทศเข้าร่วมประกวดโครงงาน Biogang Challenge 2026 ภายใต้แนวคิด Youth Acting For Nature Positive : “ทุกพลังสร้างสรรค์ เพื่อธรรมชาติที่ยั่งยืน” เพื่อส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่ตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญของความหลากหลายทางชีวภาพ พร้อมเปิดพื้นที่ให้เยาวชนได้เรียนรู้ คิดสร้างสรรค์ และลงมือปฏิบัติจริงในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุล

โครงการ Biogang Challenge 2026 มุ่งสร้างจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ ผ่านกระบวนการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) การสำรวจและจัดทำข้อมูลทรัพยากรชีวภาพและการพัฒนาสื่อการเรียนรู้ ตลอดจนการออกแบบและดำเนินกิจกรรมที่สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมได้จริง โดยมุ่งหวังให้เยาวชนได้ตระหนักว่า “ทุกการลงมือทำ” แม้เริ่มต้นจากจุดเล็ก ๆ ก็สามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายต่อธรรมชาติและสังคมได้

สำหรับการประกวดในปีนี้ ผู้เข้าร่วมจะต้องพัฒนาโครงงานภายใต้แนวคิด Nature Positive โดยเลือกหัวข้อ 1 ใน 3 ประเด็นสำคัญในการเขียนโครงงาน ได้แก่

1.หยุดการสูญเสียธรรมชาติ

2.ฟื้นฟูพื้นที่เสื่อมโทรม

3.ใช้ทรัพยากรโดยไม่ทำลายสมดุล

ผลงานที่ส่งเข้าประกวดจะได้รับการพิจารณาจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิโดยให้ความสำคัญกับความคิดสร้างสรรค์ (Creative Thinking) ไอเดียที่แปลกใหม่ไม่ซ้ำเดิม  การนำเสนอที่น่าสนใจ เนื้อหาตรงประเด็น (Relevance to Theme) การนำเสนอเนื้อหาความสอดคล้องกับแนวคิดและหัวข้อการประกวด ความเป็นไปได้ในการนำไปใช้ได้จริง (Practicality) และผลกระทบเชิงบวกที่เกิดขึ้นต่อธรรมชาติ ชุมชน และสังคม และคุณภาพการนำเสนอ (Presentation & Quality) ความสวยงาม ความชัดเจนของภาษา หรือทักษะทางเทคนิค ทั้งนี้ ผลงานที่ผ่านการคัดเลือกจะได้รับการรับรองคุณภาพผลงานในระดับ Platinum Ranking, Gold Ranking และ Silver Ranking ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพและความโดดเด่นของโครงงานในการขับเคลื่อนเป้าหมาย Nature Positive อย่างเป็นรูปธรรมผู้เข้าร่วมประกวดและสถานศึกษาที่ได้รับการคัดเลือกจะได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติในรูปแบบต่าง ๆ ประกอบด้วย โล่รางวัล เกียรติบัตร และทุนสนับสนุนเพื่อการศึกษาและการพัฒนาการเรียนการสอน เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนและสถานศึกษาได้ต่อยอดองค์ความรู้และขยายผลการดำเนินงานด้านการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในอนาคต

นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมโครงการยังจะได้รับประสบการณ์จากการเรียนรู้และการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ การสื่อสาร และการบริหารจัดการโครงงาน ในกิจกรรม Boot Camp ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดเป็นผลงานทางวิชาการ กิจกรรมสะสมผลงาน (Portfolio) และการศึกษาต่อในอนาคตได้ โดยผู้ส่งผลงานเข้าร่วมการประกวดทุกทีมจะได้รับเกียรติบัตรรับรองการเข้าร่วมกิจกรรมจาก BEDO สำหรับคุณสมบัติผู้สมัคร ผู้เข้าประกวดจะต้องเป็นเยาวชนที่กำลังศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นถึงมัธยมศึกษาตอนปลายทั่วประเทศ สมัครเป็นทีม ทีมละไม่เกิน 3 คน และมีอาจารย์ที่ปรึกษา 1 ท่าน โดยอาจารย์ที่ปรึกษา 1 ท่าน สามารถดูแลได้มากกว่า 1 ทีม

เยาวชนที่สนใจสามารถส่งใบสมัครได้ตั้งแต่วันนี้ – 12 สิงหาคม 2569 และจะประกาศรายชื่อ 25 ทีมที่ผ่านการคัดเลือกรอบแรกในวันที่ 21 สิงหาคม 2569 ก่อนเข้าสู่กระบวนการพัฒนาโครงงานและนำเสนอผลงานรอบชิงชนะเลิศ พร้อมประกาศผลและมอบรางวัลในเดือนมกราคม 2570 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.BioGang.net, Facebook : Biogang.net, Line : @biogang และ YouTube : Biogang หรือศึกษาข้อมูลกิจกรรมเยาวชนเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ของ BEDO สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทรศัพท์ 0-2141-7833 ในวันและเวลาราชการ

BEDO เชื่อว่า ทุกความคิดสร้างสรรค์ของเยาวชนสามารถเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้ จึงมุ่งสร้างพื้นที่แห่งโอกาสในการเรียนรู้ ลงมือทำ และได้รับการยกย่อง เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนสังคมไทยสู่เป้าหมาย Nature Positive และสร้างอนาคตที่ธรรมชาติและมนุษย์เติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน

มธ.เปิดนิทรรศการเทิดพระเกียรติ ‘พัชรกิติยาภา เจ้าฟ้าขวัญโดม’

มธ.เปิดนิทรรศการเทิดพระเกียรติ ‘พัชรกิติยาภา เจ้าฟ้าขวัญโดม’

มธ.เปิดนิทรรศการเทิดพระเกียรติ ‘พัชรกิติยาภา เจ้าฟ้าขวัญโดม’

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 20.12 น.

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขอเชิญประชาชน คณาจารย์ ผู้บริหาร ศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบัน บุคลากร และสื่อมวลชน ร่วมพิธีเปิดนิทรรศการเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา “พัชรกิติยาภา เจ้าฟ้าขวัญโดม ” ในวันจันทร์ที่ 20 กรกฏาคม พ.ศ. 2569 ตั้งแต่เวลา 8.30 น. เป็นต้นไป โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ นายกสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นประธานในพิธี

พร้อมรับฟังการเสวนา “เจ้าฟ้าขวัญโดม” พระกรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และแนวทางการสืบสานพระปณิธาน จากศิษย์เก่าที่มีโอกาสได้ถวายงานใกล้ชิด โดย ศาสตราจารย์ ดร.เสาวนีย์        อัศวโรจน์ พระอาจารย์ที่ปรึกษา I เอกอัครราชทูตอดิศักดิ์ ภาณุพงศ์ ที่ปรึกษาพิเศษสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) I รองศาสตราจารย์ ดร. สุปรียา แก้วละเอียด พระสหาย คณบดี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดำเนินรายการโดย คุณศศิธร (ลอร่า) วัฒนกุล

‘หมอไตเก็บตา’ แรงบันดาลใจที่เปลี่ยนมุมมองการบริจาคดวงตา

‘หมอไตเก็บตา’ แรงบันดาลใจที่เปลี่ยนมุมมองการบริจาคดวงตา

‘หมอไตเก็บตา’ แรงบันดาลใจที่เปลี่ยนมุมมองการบริจาคดวงตา

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.58 น.

“จากปีละ 1-2 ราย สู่ 41 รายต่อปี” นี่คือตัวเลขของการจัดเก็บดวงตาในพื้นที่จังหวัดระนองที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด อันเป็นจุดเริ่มต้นจากการตัดสินใจของบุคลากรทางการแพทย์สองท่านที่กล้า “ก้าวออกจากกรอบ” สู่การเรียนรู้สิ่งใหม่ และ “ลุยสุดตัว” เพื่อให้ชาวระนองเปลี่ยนความเข้าใจเรื่องการบริจาคดวงตา และนี่คือเรื่องราวของการทุ่มเทด้วยเวลาและหัวใจ พร้อมจุดประกายไฟแห่งการเปลี่ยนแปลงไปยังผู้คนในจังหวัดนี้

ทุกๆ วันในแผนกดูแลผู้ป่วยโรคไต โรงพยาบาลระนอง จ.ระนอง จะเห็นภาพของ นพ.กัมพล พัฒนสมบัติสกุล อายุรแพทย์โรคไต และ พว.อรวิภา กลิ่นกำจร พยาบาลวิชาชีพชำนาญการพิเศษ ที่ปฏิบัติหน้าที่ดูแลด้านการปลูกถ่ายอวัยวะ ต่างทำงานเคียงข้างผู้ป่วยที่เฝ้ารอการปลูกถ่ายไต และช่วยให้ผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายไตแล้วหลายรายกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่อีกภาพที่มองเห็นไปพร้อมกัน คือภาพที่โรงพยาบาลต้องเผชิญกับข้อจำกัดเรื่องการจัดเก็บดวงตาบริจาคที่ยังทำได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ

“เราเป็นหมอไต มีโอกาสได้ดูแลเรื่องการรับไตจากร่างของผู้ที่มีความจำนงบริจาคไตหลายท่าน ก็มีความคิดว่า ถ้าเราสามารถทำการจัดเก็บดวงตาได้ด้วยทีมของเราเลย ก็อาจไม่ต้องรอจักษุแพทย์” นพ.กัมพล เปิดบทสนทนาเล่าถึงจุดเริ่มต้นของการตัดสินใจในครั้งนั้น

ขณะเดียวกัน พว.อรจิรา ก็ได้เสริมถึงที่มาของเรื่องราวนี้ว่า “ในเคสการจัดเก็บดวงตา เรามีจักษุแพทย์ไม่เพียงพอ ทำให้ต้องมีห้วงเวลาในการรอคอยนาน ในฐานะที่เราเป็นพยาบาลผู้ประสานงานการปลูกถ่ายอวัยวะและดวงตา เราทราบดีว่าการบริจาคและการปลูกถ่ายอวัยวะ ทุกวินาทีนั้นมีค่า ก็เลยจับมือกับอาจารย์กัมพลไปศึกษาเพิ่มเติมด้านการจัดเก็บดวงตากับทางศูนย์บริจาคดวงตา สภากาชาดไทย”

การตัดสินใจเลือกทางเดินในการเพิ่มเติมวิชาให้ตนเองนั้น ย่อมต้องแลกมาด้วยเวลา กำลังกาย และกำลังใจ โดยทั้งสองท่าน เริ่มต้นเรียนรู้ตั้งแต่ภาคทฤษฎี การฝึกปฏิบัติ ตลอดไปจนถึงการลงพื้นที่จัดเก็บดวงตาในสถานการณ์จริง ก่อนนำองค์ความรู้ทั้งหมดนั้นกลับมาปฏิบัติงานที่โรงพยาบาลระนอง โดยในช่วงเวลานั้นไม่มีใครล่วงรู้เลยว่า สิ่งนี้จะกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ยิ่งใหญ่ ทั้งด้านการส่งต่อแรงบันดาลใจ การส่งต่อความรู้ความเข้าใจเรื่องการบริจาคดวงตา และช่วยทำให้ปริมาณการบริจาคดวงตาเพิ่มขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ

“จากเดิมที่จัดเก็บได้ปีละ 1-2 ราย หลังจากเราเข้ามาทำตรงนี้ด้วย เราจัดเก็บได้ปีละ 41 ราย” นพ.กัมพล กล่าวถึงตัวเลขที่ทำให้เขาเองหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งจากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ “และยิ่งไปกว่านั้นทำให้ผมได้เรียนรู้ว่า จากความกังวลเรื่องความเชื่อที่เป็นปัญหาหลัก ความจริงแล้วมันไม่ใช่ ทุกคนแค่ขาดความรู้ความเข้าใจ หลังจากเราได้ทุ่มเทในการให้ความรู้และสร้างความเข้าใจแล้ว คนในพื้นที่จังหวัดระนองก็มีการบริจาคอวัยวะและดวงตามากขึ้น”

ด้าน พว.อรจิรา เสริมถึงความประทับใจที่ได้พบเจอด้วยตนเองและเป็นความประหลาดใจที่ตนเองก็ไม่คาดคิดว่า “มีอยู่เคสหนึ่งที่รู้สึกว่าภาพจำเปลี่ยนไป คือ ผู้ป่วยรายหนึ่งแสดงความจำนงบริจาคดวงตาไว้ แต่เราตรวจเลือดแล้วพบว่ามีภาวะติดเชื้อสูง จึงได้ทำการให้ยาและเฝ้าดูตัวเลขภาวะการติดเชื้อ ภาพที่เราเห็นตอนนั้นคือ ญาติคนไข้เครียดและลุ้นมาก แต่ไม่ใช่เพราะอยากยื้อการสูญเสีย เพราะทันทีที่ทางเราบอกว่าผลเลือดเข้าเกณฑ์บริจาคดวงตาได้ ทุกคนกระโดดกอดกันดีใจ ดีใจที่ว่าคนไข้ได้บุญแล้ว”

 “ความสุขอีกอย่างหนึ่งสำหรับผม คือ เมื่อเราทำ แล้วเราบอกต่อ มีหมอท่านอื่น ๆ สนใจและไปเรียนรู้เหมือนกันกับพวกเราสองคน ก็รู้สึกดีใจที่เราสามารถเป็นเหมือนฟันเฟืองเล็ก ๆ ให้หมอหรือเจ้าหน้าที่ที่ตอนแรกเขาอาจจะไม่ได้สนใจเรื่องเกี่ยวกับการบริจาคดวงตา หันมาช่วยกันเป็นกำลังสำคัญในการที่จัดหาดวงตา เพื่อที่จะให้คนที่มองไม่เห็น กลับมามองเห็นได้อีกครั้งหนึ่ง” นพ.กัมพลกล่าว

จากจุดเริ่มต้นของบุคลากรทางการแพทย์เพียงสองคน ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้แพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ในพื้นที่อื่น ๆ หันมาศึกษาและร่วมเป็นกำลังสำคัญในการจัดเก็บดวงตาเพิ่มขึ้น

เรื่องราวแห่งแรงบันดาลใจของ นพ.กัมพล พัฒนสมบัติสกุล และ พว.อรวิภา กลิ่นกำจร นอกจากจะช่วยเปลี่ยนจำนวนตัวเลขของการจัดเก็บดวงตาในจังหวัดระนองแล้ว ยังสะท้อนให้เห็นว่า “เมื่อความรู้ความเข้าใจค่อย ๆ เดินทางไปถึงผู้คน ความเชื่อเดิม ๆ ก็สามารถเปลี่ยนเป็นการให้ได้ในที่สุด โดยเริ่มต้นจากบุคลากรทางการแพทย์เพียงไม่กี่คน ที่เลือกย่างก้าวออกจากกรอบของหน้าที่เดิม เพื่อสร้างโอกาสใหม่ให้กับชีวิตของผู้อื่นอีกมากมาย”

“Pattani Decoded 2026” ถอดรหัสสายน้ำผ่านงานดีไซน์ร่วมสมัย

“Pattani Decoded 2026”  ถอดรหัสสายน้ำผ่านงานดีไซน์ร่วมสมัย

“Pattani Decoded 2026” ถอดรหัสสายน้ำผ่านงานดีไซน์ร่วมสมัย

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.56 น.

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ภาคใต้ (CEA ภาคใต้) ร่วมกับ จังหวัดปัตตานี เทศบาลเมืองปัตตานี ภาคีเครือข่ายนักสร้างสรรค์และชุมชนในพื้นที่ จัดงานเทศกาล “Pattani Decoded 2026” เทศกาลสร้างสรรค์ประจำเมืองปัตตานี ภายใต้แนวคิด “Riversation” ชวนเปิด “บทสนทนาผ่านสายน้ำ” ต้นกำเนิดของผู้คน ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของเมือง ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านงานออกแบบ ศิลปะ สถาปัตยกรรม และกิจกรรมสร้างสรรค์ร่วมสมัย เพื่อยกระดับทุนทางวัฒนธรรมให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ พร้อมสร้างภาพจำใหม่ให้ปัตตานี ในฐานะเมืองสร้างสรรค์ของภาคใต้ที่เติบโตบนความหลากหลายและอัตลักษณ์ของพื้นที่ โดยเทศกาลได้จัดขึ้นอย่างคึกคักในพื้นที่ย่านเมืองเก่าปัตตานี ชุมชนสะบารัง ชุมชนจะบังติกอ และพื้นที่สร้างสรรค์สำคัญทั่วเมือง

เทศกาลปีนี้นำเสนอแนวคิด “Riversation” เพื่อชวนผู้เข้าร่วมงานร่วมถอดรหัสเมืองผ่านสายน้ำใน 3 มิติ ได้แก่ Root การสำรวจรากเหง้าและประวัติศาสตร์ของเมือง, Resource การค้นพบคุณค่าของทรัพยากร วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น และ Resilient การมองอนาคตของปัตตานีในฐานะเมืองที่พร้อมปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม โดยใช้ศิลปะและการออกแบบเป็นภาษากลางในการสร้างบทสนทนาใหม่ระหว่างผู้คนกับพื้นที่

บรรยากาศตลอดทั้งเทศกาลเต็มไปด้วยกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้และมีส่วนร่วม ผ่านนิทรรศการ งานออกแบบ ศิลปะร่วมสมัย เวทีเสวนา เวิร์กช็อป และกิจกรรมเชิงประสบการณ์ที่กระจายอยู่ทั่วเมือง โดยมีนิทรรศการ Riversation ที่นำเสนอความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน เมือง และแม่น้ำปัตตานีในมิติของประวัติศาสตร์ สิ่งแวดล้อม และอนาคตของเมือง รวมถึง SASTERA – Waterfront Book Festival 2026 เทศกาลหนังสือเมืองแห่งสายน้ำครั้งแรกของจังหวัดปัตตานี ที่เปิดพื้นที่ให้การอ่าน วรรณกรรม และองค์ความรู้ เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาเมืองผ่านนิทรรศการ เวทีเสวนา การเปิดตัวหนังสือ และกิจกรรมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างนักเขียน นักวิชาการ และนักสร้างสรรค์จากทั้งในและต่างประเทศ

นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอผลงาน Pattani Fishermen Community Hub โดย HAS Design and Research ที่สะท้อนแนวคิดการออกแบบพื้นที่สาธารณะเพื่อชุมชนประมง ควบคู่กับผลงานของศิลปินและนักออกแบบร่วมสมัย อาทิ เอ็มโซเฟียน เบ็ญจเมธา, SarnSard, Stu do vol. Records. และ Studio Act of Kindness ซึ่งร่วมถ่ายทอดเรื่องราวของประวัติศาสตร์ สิ่งแวดล้อม ความทรงจำ และความหลากหลายทางวัฒนธรรมของปัตตานีผ่านภาษาของศิลปะและการออกแบบ ขณะที่กิจกรรมเดินย่าน ล่องเรือ วิ่งสำรวจเมือง ตกปลาวิถีชุมชน และกิจกรรมในพื้นที่ประวัติศาสตร์สำคัญ ยังช่วยเปิดประสบการณ์ใหม่ในการเรียนรู้เมืองผ่านผู้คน วิถีชีวิต และภูมิทัศน์ของเมือง

อีกหนึ่งหัวใจสำคัญของเทศกาล คือ Creative Market ที่เปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นนำเสนอสินค้า งานคราฟต์ อาหาร และผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ที่สะท้อนอัตลักษณ์ของจังหวัดปัตตานี พร้อมสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการได้ทดลองตลาด เชื่อมโยงเครือข่าย และสร้างมูลค่าเพิ่มจากทุนวัฒนธรรมในพื้นที่ ควบคู่ไปกับการกระตุ้นการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ การกระจายรายได้สู่ชุมชน และการสร้างโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้ามามีบทบาทในการพัฒนาเมืองผ่านความคิดสร้างสรรค์

การจัดงานเทศการสร้างสรรค์ของจังหวัดปัตตานีครั้งนี้ ไม่เพียงสะท้อนศักยภาพของการทำงานร่วมกันระหว่างชุมชน นักสร้างสรรค์ ผู้ประกอบการ ภาคธุรกิจ และหน่วยงานภาครัฐ ในการนำทุนทางวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ของเมืองมาต่อยอดเป็นกิจกรรมสร้างสรรค์ที่เข้าถึงผู้คนทุกช่วงวัย แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของภาพรวมการขับเคลื่อนเมืองผ่านเครือข่ายเทศกาลสร้างสรรค์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในจังหวัดปัตตานี ทั้ง Pattani Decoded 2026 และ Kenduri Seni Tolong Menolong 2026 International Art Festival ซึ่งร่วมกันสร้างพื้นที่แห่งการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ศิลปะ และวัฒนธรรม เชื่อมโยงศิลปิน นักออกแบบ และนักสร้างสรรค์จากทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมสร้างการรับรู้ใหม่ให้จังหวัดปัตตานีในฐานะเมืองที่มีทั้งคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ความหลากหลายทางวัฒนธรรม และศักยภาพด้านความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งสามารถต่อยอดสู่โอกาสทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการพัฒนาเมืองได้อย่างยั่งยืน

ติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่  Facebook / Instagram : Pattani Decoded Facebook : Creative Economy Agency

สค. ลงนาม MOU กับ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ส่งเสริมอาชีพและสร้างโอกาสให้กลุ่มสตรี

สค. ลงนาม MOU กับ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ส่งเสริมอาชีพและสร้างโอกาสให้กลุ่มสตรี

สค. ลงนาม MOU กับ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ส่งเสริมอาชีพและสร้างโอกาสให้กลุ่มสตรี

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.21 น.

กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.)  จับมือ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ลงนาม MOU สนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ประกอบอาชีพ เพื่อส่งเสริมอาชีพและสร้างโอกาสให้กลุ่มเป้าหมาย

นางจตุพร โรจนพานิช อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว  ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ  เรื่อง การสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์การประกอบอาชีพเพื่อสตรีและครอบครัว ระหว่าง กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กับ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดยมี นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการมูลนิธิปอเต็กตึ๊ง นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นางสาวศิริพร โรจนสุกาญจน์ รองอธิบดี กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัวร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจฯเพื่อดำเนินการร่วมกันในการประสานความร่วมมือสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์การประกอบอาชีพเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้กลุ่มเป้าหมาย ได้รับโอกาส มีอาชีพ มีรายได้ มีความสามารถในการเลี้ยงดูตนเองและครอบครัว และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทั้งนี้ นายวิรุฬ  เตชะไพบูลย์ ที่ปรึกษาประธานกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นางสาวชวนชม จันทะวงษ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ร่วมเป็นสักขีพยาน พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กระทรวง พม. และแขกผู้มีเกียรติ เข้าร่วมงาน       ณ ห้องประชุม ชั้น 2 อาคาร 2 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ 

นางจตุพร โรจนพานิช อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว  กล่าวว่า กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.) มีภารกิจในการพัฒนาศักยภาพสตรี ส่งเสริมความเสมอภาคและความเท่าเทียมระหว่างเพศ และเสริมสร้างความเข้มแข็งของสถาบันครอบครัว โดยการส่งเสริมและพัฒนาทักษะอาชีพให้แก่สตรี สมาชิกในครอบครัวที่ประสบปัญหาทางสังคม และบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ     ถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนภารกิจของ สค. ให้บรรลุเป้าหมาย ปัจจุบันกลุ่มเป้าหมายของ สค. ต้องเผชิญกับสภาพปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคม อาทิ รายได้ไม่เพียงพอ ภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลครอบครัว ความสัมพันธ์ภายในครอบครัว และความเครียดจากการดำเนินชีวิต ดังนั้น การได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน ทั้งด้านองค์ความรู้        การให้คำปรึกษา การพัฒนาทักษะชีวิตและทักษะอาชีพ รวมถึงการสนับสนุนทุนประกอบอาชีพเบื้องต้นสำหรับผู้ที่มี    ความพร้อมจะช่วยให้กลุ่มเป้าหมายสามารถประกอบอาชีพ สร้างรายได้ ดูแลตนเองและครอบครัว และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

นางจตุพร กล่าวว่า มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ต่างมีเจตนารมย์เดียวกันในการสนับสนุนกลุ่มสตรีและครอบครัว ให้มีอาชีพ มีรายได้ มีความมั่นคงในชีวิตผู้บริหารทั้งสองหน่วยงาน จึงได้หารือแนวทางในการขยายความร่วมมือต่อเนื่องอย่างเป็นรูปธรรม โดยทางมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้สนับสนุนอุปกรณ์ในการประกอบอาชีพตามความประสงค์และองค์ความรู้ความสามารถให้แก่กลุ่มสตรีผู้ประสบปัญหาทางสังคมยากจน ขาดรายได้ ที่ผ่านการฝึกอาชีพจากศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัว และสถานคุ้มครองและพัฒนาอาชีพของ สค.

ในปีนี้ สค. ได้รับการสนับสนุนโครงการมอบทุนอุปกรณ์ประกอบอาชีพ ไปแล้ว 4 ศูนย์ฯ 3 สถานฯ ประกอบด้วย ศูนย์เรียนรู้ฯ จ.นนทบุรี ศูนย์เรียนรู้ฯ จ.ชลบุรี  ศูนย์เรียนรู้ฯ จ.สงขลา ศูนย์เรียนรู้ฯ จ.ขอนแก่น สถานคุ้มครองฯบ้านเกร็ดตระการ กทม. สถานคุ้มครองฯ จ.นครราชสีมา สถานคุ้มครองฯ จ.สุราษฎ์ธานี  เป็นจำนวนทั้งสิ้น 130 คน รวมมูลค่า 2,514,130 บาท และจะดำเนินการ ส่งมอบวัสดุอุปกรณ์ครั้งถัดไป ให้กลุ่มเป้าหมายเพิ่มอีก จำนวน 34 คน ณ จังหวัดพิษณุโลก ในวันที่ 21 กรกฎาคมนี้ รวม 3 ปีที่ผ่านมา 326 ราย มูลค่า 6,204,673 บาท มีอาชีพ มีงานทำ 319 ราย คิดเป็นร้อยละ 97.85 และอีก 2.15 ประสบภัยพิบัติทำให้อุปกรณ์เสียหาย สูญหาย  จากความร่วมมือ และความตั้งใจอันดีของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง        ที่ส่งต่อความช่วยเหลือผ่านการสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ให้กับกลุ่มเป้าหมาย ดังกล่าว จึงเป็นที่มาของพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ เรื่อง การสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์การประกอบอาชีพเพื่อส่งเสริมอาชีพของกลุ่มเป้าหมายในวันนี้ ซึ่งถือว่าเป็นก้าวสำคัญอีกก้าวหนึ่งในการจะร่วมมือกันต่อเนื่องอีก 3 ปี (2569- 2572)

 “กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ขอขอบคุณ มูลนิธิป่อเต๊กตึ๊ง ในการสนับสนุนทุนวัสดุอุปกรณ์การประกอบอาชีพให้กับกลุ่มเป้าหมาย และสค. จะมุ่งมั่นพัฒนาหลักสูตรที่ตอบสนองความต้องการของตลาดเพื่อให้กลุ่มเป้าหมายมีอาชีพ มีรายได้อย่างยั่งยืน รวมทั้งจะติดตามและสนับสนุนกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับทุนวัสดุอุปกรณ์จากมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และพัฒนาความร่วมมือระหว่างกันให้มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล เพราะเราต่างเชื่อมั่นว่า พลังแห่งการให้ ไม่มีวันสิ้นสุด และภูมิคุ้มกัน ที่ดีที่สุดของครอบครัว คือการพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน เราจะสร้างสุขให้ครอบครัวและสังคมไทยต่อไป” นางจตุพร  กล่าวในที่สุด