อัยการเผย อดีตภรรยาหลานชายเจ้าผู้ครองนครดูไบถูกควบคุมตัวแล้ว

อัยการเผย อดีตภรรยาหลานชายเจ้าผู้ครองนครดูไบถูกควบคุมตัวแล้ว

5 มิ.ย. 2569 05:40 น.

อัยการเผย อดีตภรรยาหลานชายเจ้าผู้ครองนครดูไบถูกควบคุมตัวแล้ว

สำนักงานอัยการดูไบออกมายืนยันว่า อดีตภรรยาของหลานชายเจ้าผู้ครองนครดูไบถูกควบคุมตัวแล้ว หลังทนายความของเธอออกมาเปิดเผยว่า เธอหายตัวไปพร้อมกับลูกๆ 3 คนของเธอ

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 4 มิ.ย. 2569 สำนักงานอัยการสูงสุดแห่งดูไบเปิดเผยกับสำนักข่าว BBC ว่า ไซนับ จาวาดลี (Zeynab Javadli) อดีตภรรยาของหลานชายเจ้าผู้ครองนครดูไบ ถูกควบคุมตัวแล้ว หลังเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งความร้องเรียนจาก ชีค ซาอิด บิน มักตูม บิน ราชิด อัล มักตูม อดีตสามีผู้เป็นบิดาของลูกทั้งสามคนของเธอ

ชีค ซาอิด บิน มักตูม กล่าวหาอดีตภรรยาว่า ลักพาตัวเด็กๆ ไปในระหว่างช่วงเวลาการเข้าเยี่ยมเยียนที่ได้รับการอนุมัติจากศาล

ก่อนหน้านี้ ครอบครัวและกลุ่มเพื่อนของจาวาดลีขาดการติดต่อกับเธอไปตั้งแต่คืนวันอังคาร และออกมาเปิดเผยเกี่ยวกับการหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยของเธอกับลูกๆ ทั้ง 3 คน หลังจากไม่มีใครได้รับข่าวคราวเลยเป็นเวลาเกือบ 2 วันเต็มว่าจาวาดลีหรือลูกๆ ของเธอหายไปอยู่ที่ไหน

ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา จาวาดลีแทบไม่ได้ก้าวเท้าออกจากบ้านเลย เนื่องจากเธอเชื่อว่ามีเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงมารอดักตัวเพื่อพรากลูกๆ ไปจากเธอและจับกุมตัวเธอ

เมื่อปีก่อน อดีตสามีของจาวาดลีแจ้งความกับตำรวจ โดยกล่าวหาว่าเธอเป็นผู้ลักพาตัวลูกสาวของพวกเขา

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางศึกแย่งชิงสิทธิ์เลี้ยงดูบุตรอันดุเดือดระหว่างทั้งสอง โดยเด็กๆ ต้องสลับไปอยู่กับพ่อหรือแม่หลายต่อหลายครั้ง โดยต่างฝ่ายต่างก็กล่าวหาอีกฝ่ายว่าลักพาตัวเด็กไป

อย่างไรก็ตาม ในแถลงการณ์เมื่อเย็นวันพฤหัสบดี สำนักงานอัยการสูงสุดแห่งดูไบระบุว่า เรื่องดังกล่าวยังคงอยู่ภายใต้การสืบสวนและเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมายที่กำลังดำเนินอยู่

“เราจะใช้มาตรการทางกฎหมายที่จำเป็นตามกฎหมายที่มีอยู่ พร้อมทั้งปกป้องสวัสดิภาพและผลประโยชน์สูงสุดของเด็กๆ ควบคู่กันไป” แถลงการณ์ระบุ

ด้านนาย เดวิด ไฮจ์ ทนายความและเป็นผู้ช่วยขับเคลื่อนเรียกร้องสิทธิ์ให้กับนางจาวาดลี ออกมาตอบโต้โดยเรียกร้องให้ทางสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์อนุญาตให้จาวาดลีสามารถเข้าถึงทนายความ สถานกงสุล และครอบครัวของเธอในทันที รวมถึงขอให้ปล่อยตัวเธอกลับไปยังบ้านพักในดูไบด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เซเลนสกีร่อนจดหมายเปิดผนึกถึงปูติน เสนอเปิดเจรจาแบบพบหน้า

เซเลนสกีร่อนจดหมายเปิดผนึกถึงปูติน เสนอเปิดเจรจาแบบพบหน้า

5 มิ.ย. 2569 04:52 น.

เซเลนสกีร่อนจดหมายเปิดผนึกถึงปูติน เสนอเปิดเจรจาแบบพบหน้า

โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน ส่งจดหมายเปิดผนึกถึงวลาดิเมียร์ ปูติน เสนอให้มีการเจรจาแบบพบหน้ากันระหว่างทั้งสองคน เพื่อหาทางยุติสงครามโดยไม่ต้องรอสหรัฐฯ ที่กำลังง่วนกับสงครามอิหร่าน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 4 มิ.ย. 2569 ว่า นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ส่งจดหมายเปิดผนึกถึง วลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย เรียกร้องให้มีการประชุมแบบเผชิญหน้ากันอีกครั้ง เพื่อหาทางยุติสงครามที่ดำเนินมานานกว่า 4 ปีแล้ว

ในจดหมายดังกล่าว ผู้นำยูเครนระบุว่า มันคงเป็นเรื่องที่ “ผิดพลาดหากจะเอาแต่นั่งรอ” จนกว่าสงครามในยุโรปจะกลับมาได้รับความสนใจจากสหรัฐฯ อีกครั้ง พร้อมเสริมว่าสันติภาพจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ “ผ่านการพูดคุยโดยตรงระหว่าง” ยูเครนและรัสเซียเท่านั้น

นอกจากนี้ เขายังเรียกร้องให้มีการประกาศหยุดยิงอย่างเต็มรูปแบบตลอดระยะเวลาของการเจรจาที่เสนอไป ซึ่งเป็นสิ่งที่ปูตินเพิ่งจะปฏิเสธไปเมื่อช่วงเช้าวันพฤหัสบดี

ทางด้าน โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวเมื่อวันพฤหัสบดีว่า เขาคิดว่า “มันคงจะยอดเยี่ยมมาก” หากผู้นำทั้งสองคนได้พบกัน ขณะที่รัฐบาลเครมลินของรัสเซียยืนยันว่าได้รับจดหมายดังกล่าวแล้ว และจะมีการรายงานให้ปูตินทราบต่อไป

ก่อนหน้านี้ ปูตินบอกกับผู้สื่อข่าวต่างประเทศในเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก โดยที่ดูเหมือนจะยังไม่ได้เห็นเนื้อหาในจดหมาย ว่าเขา “พร้อมและเต็มใจอย่างยิ่งที่จะบรรลุข้อตกลงกับยูเครน” แต่ระบุว่าจำเป็นต้องมีการประนีประนอมในบางเรื่องด้วยกันทั้งสองฝ่าย

ทั้งนี้ รัสเซียได้เปิดฉากบุกโจมตียูเครนอย่างเต็มรูปแบบในเดือนกุมภาพันธ์ 2565 แต่การเจรจาหยุดยิงได้หยุดชะงักลงในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา นับตั้งแต่สงครามอิหร่านเริ่มต้นขึ้น ประกอบกับการเจรจาสันติภาพครั้งก่อนๆ ในเจนีวา อาบูดาบี และอิสตันบูล ต่างประสบความล้มเหลว

ในจดหมายที่มีความยาวมากกว่า 1,800 คำ เซเลนสกีระบุว่า “มันไม่ใช่ว่าพวกเราในยูเครนจะมานึกเป็นห่วงชะตากรรมของทหารรัสเซีย หลังจากทุกสิ่งทุกอย่างที่สงครามของคุณได้นำพามาสู่ประเทศของเรา แต่ผมห่วงใยคนยูเครน เรากำลังสูญเสียผู้คนของเรา และทุกความสูญเสียนั้นช่างเจ็บปวด”

เซเลนสกีกล่าวว่า ชาวรัสเซียเองต่างก็เริ่มเหนื่อยล้าจากการโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธของยูเครน ปัญหาน้ำมันขาดแคลน ราคาสินค้าที่พุ่งสูงขึ้น ตลอดจนภัยสงคราม “อย่ากลัวที่จะเลือกเส้นทางเดินออกจากสงครามครั้งนี้ นั่นคือสิ่งสำคัญที่สุดที่คาดหวังจากคุณในเวลานี้”

ผู้นำยูเครนระบุเพิ่มเติมว่า ยูเครนกำลังเสนอให้ยุติสงคราม “ผ่านการพูดคุยโดยตรงระหว่างเราสองคน” ในขณะที่สหรัฐฯ กำลัง “มุ่งความสนใจไปที่ประเด็นเรื่องอิหร่านอย่างเต็มที่” เพราะมันคงเป็นเรื่อง “ผิดพลาด” ที่จะเอาแต่นั่งรอ จนกว่าสงครามในยุโรปจะกลับมาเป็นศูนย์กลางความสนใจของสหรัฐฯ อีกครั้ง

เขายังเสนอแนะว่า การเจรจาแบบเผชิญหน้าสามารถจัดขึ้นในประเทศอย่างสวิตเซอร์แลนด์หรือตุรกีได้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทนายเผย อดีตภรรยาหลานชายเจ้าผู้ครองนครดูไบ “หายตัวไป”

ทนายเผย อดีตภรรยาหลานชายเจ้าผู้ครองนครดูไบ “หายตัวไป”

5 มิ.ย. 2569 02:50 น.

ทนายเผย อดีตภรรยาหลานชายเจ้าผู้ครองนครดูไบ “หายตัวไป”

ทนายความเปิดเผยว่า อดีตภรรยาของหลานชายเจ้าผู้ครองนครดูไบได้หายตัวไปพร้อมลูกๆ โดยขาดการติดต่อตั้งแต่เมื่อวันอังคาร ท่ามกลางศึกแย่งชิงสิทธิ์เลี้ยงดูบุตรอันดุเดือดกับอดีตสามี

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 4 มิ.ย. 2569 เดวิด ไฮจ์ ทนายความด้านสิทธิมนุษยชนชาวอังกฤษเปิดเผย นางไซนับ จาวาดลี อดีตภรรยาของหลานชายเจ้าผู้ครองนครดูไบได้หายตัวไปอย่างลึกลับ โดยขาดการติดต่อไปตั้งแต่วันอังคารที่ผ่านมา ขณะที่สำนักข่าว BBC รายงานว่า บ้านของเธอในดูไบถูกล็อกและไม่มีใครอยู่

ที่ผ่านมานางจาวาดลีแสดงความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของตนเองมาโดยตลอด เนื่องจากเธอตกอยู่ท่ามกลางศึกแย่งชิงสิทธิ์ในการเลี้ยงดูบุตรอย่างดุเดือดกับ ชีค ซาอิด บิน มักตูม บิน ราชิด อัล มักตูม อดีตสามีของเธอมานานหลายปี

BBC ติดต่อไปยังเจ้าหน้าที่หลายฝ่ายในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) เพื่อขอความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับการตอบกลับใดๆ

กลุ่มเพื่อนของจาวาดลีเริ่มตระหนักถึงความผิดปกติและแจ้งเหตุเตือนภัย หลังจากที่โทรศัพท์และข้อความที่ส่งถึงเธอในวันอังคารไม่มีการตอบรับเลย

นายไฮจ์ ทนายความและนักเคลื่อนไหวชาวอังกฤษ เปิดเผยว่าเขาได้พูดคุยกับนางจาวาดลีครั้งล่าสุดเมื่อคืนวันอังคาร และนับจากนาทีนั้นเป็นต้นมา เธอก็ได้ “อันตรธานหายไป” ไม่มีใครพบเห็นหรือได้รับการติดต่อจากทั้งตัวเธอและลูกสาวตัวน้อยทั้งสามคนของเธออีกเลย

เขาบอกกับ BBC ด้วยว่า ยังไม่มีเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจคนใดให้ “คำตอบแม้แต่ข้อเดียว” ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอ

ด้านมารดาของจาวาดลีซึ่งเพิ่งเดินทางมาถึงดูไบเพื่อเยี่ยมเยียน ก็เดินทางไปยังบ้านของจาวาดลีในเวลาต่อมา และพบว่าบ้านหลังดังกล่าวว่างเปล่า อีกทั้งยังมีการเปลี่ยนแม่กุญแจประตูบ้านอีกด้วย

BBC รายงานว่า ตอนนี้มารดาของจาวาดลีเข้าติดต่อกับทางตำรวจในดูไบ รวมถึงสถานกงสุลของประเทศอาเซอร์ไบจาน ซึ่งเป็นประเทศบ้านเกิดของจาวาดลีแล้ว

รายงานระบุอีกว่า ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา จาวาดลีแทบไม่ได้ก้าวเท้าออกจากบ้านเลย เนื่องจากเธอเชื่อว่ามีเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงมารอดักตัวเพื่อพรากลูกๆ ไปจากเธอ และอาจจะจับกุมตัวเธอด้วย

ทั้งนี้เมื่อปีก่อน อดีตสามีของจาวาดลีแจ้งความกับตำรวจ โดยกล่าวหาว่าเธอเป็นผู้ลักพาตัวลูกสาวของพวกเขา

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางศึกแย่งชิงสิทธิ์เลี้ยงดูบุตรอันดุเดือดระหว่างทั้งสอง โดยเด็กๆ ต้องสลับไปอยู่กับพ่อหรือแม่หลายต่อหลายครั้ง โดยต่างฝ่ายต่างก็กล่าวหาอีกฝ่ายว่าลักพาตัวเด็กไป

จาวาดลี ซึ่งเป็นอดีตนักกีฬายิมนาสติกทีมชาติ ยังต้องเผชิญกับโอกาสที่จะถูกจับกุมในข้อหาอาชญากรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-crimes) หรือความผิดออนไลน์ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หลังจากที่เธอได้ไลฟ์สดเหตุการณ์ปะทะคารมครั้งหนึ่งเมื่อปี 2568

ในวิดีโอที่ส่งให้แก่ เดวิด ไฮจ์ ซึ่งเป็นผู้ช่วยขับเคลื่อนเรียกร้องสิทธิ์ให้กับเธอ จาวาดลีอธิบายการกระทำของเธอว่า “ฉันรู้ดีว่านั่นคือโอกาสสุดท้ายที่จะได้อยู่กับลูกๆ เพราะพวกเขาจะไม่มีวันยอมให้ฉันได้เจอหน้าลูกอีกเลย ฉันเชื่ออย่างสนิทใจว่านั่นคือโอกาสสุดท้ายของฉัน ฉันจึงตัดสินใจเปิดไลฟ์สดและร้องขอความช่วยเหลือ”

ทางด้านทนายความของ ชีค ซาอิด บิน มักตูม บิน ราชิด อัล มักตูม อ้างต่อหน้าศาลในระหว่างการพิจารณาคดีสิทธิ์เลี้ยงดูบุตรว่า จาวาดลีเป็นแม่ที่ไม่เหมาะสม โดยระบุว่าเธอไม่ได้ส่งลูกสาวไปโรงเรียน พาลูกไปอาศัยอยู่ในสถานที่ที่ไม่เหมาะสมในตอนที่เธอพักอยู่ที่โรงแรม และยังทำให้สุขภาพของลูกสาวคนเล็กต้องตกอยู่ในความเสี่ยง

อย่างไรก็ตาม จาวาดลีได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาเหล่านี้ และทีมกฎหมายก็ยื่นหลักฐานโต้แย้งต่อศาลแล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ชายฮีโร่ผู้สู้คนร้ายในเหตุกราดยิงหาดบอนได ถูกตั้งข้อหาทำร้ายพ่อตัวเอง

ชายฮีโร่ผู้สู้คนร้ายในเหตุกราดยิงหาดบอนได ถูกตั้งข้อหาทำร้ายพ่อตัวเอง

5 มิ.ย. 2569 01:39 น.

ชายฮีโร่ผู้สู้คนร้ายในเหตุกราดยิงหาดบอนได ถูกตั้งข้อหาทำร้ายพ่อตัวเอง

ชายผู้เคยได้รับการยกย่องเป็น “ฮีโร่” จากความพยายามต่อสู้กับคนร้ายในเหตุกราดยิงที่หาดบอนไดเมื่อปลายปีก่อน ถูกตั้งข้อหาทำร้ายร่างกายบิดาของตนเอง แต่เขาปฏิเสธข้อกล่าวหา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 4 มิ.ย. 2569 อาเหม็ด อัล อาเหม็ด ชายผู้เคยได้รับการยกย่องเป็น “ฮีโร่” หลังจากเขาพยายามต่อสู้ขัดขวางหนึ่งในคนร้ายในเหตุกราดยิงที่หาดบอนไดของออสเตรเลีย เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ถูกตั้งข้อหาทำร้ายร่างกายผู้เป็นบิดาของเขาเอง

สื่อออสเตรเลียรายงานว่า ชายวัย 44 ปีรายนี้ถูกกล่าวหาว่าทำร้ายร่างกายบิดาของตนเองเมื่อเดือนมีนาคม โดยเขาถูกตั้งข้อหาทำร้ายร่างกายทั่วไปอันภายใต้กฎหมายความรุนแรงในครอบครัว รวมถึงข้อหาแอบสะกดรอยตามและข่มขู่คุกคาม

อย่างไรก็ตาม นายอาเหม็ดปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด โดยกล่าวกับสำนักข่าวเอบีซี (ABC) ว่าเรื่องดังกล่าว “ไม่เป็นความจริงเลยแม้แต่น้อย” โดยเขามีกำหนดขึ้นศาลแบงก์สทาวน์ ในนครซิดนีย์ในวันที่ 29 มิ.ย.นี้

อนึ่ง เหตุโจมตีที่หาดบอนไดนับเป็นเหตุกราดยิงหมู่ครั้งนองเลือดที่สุดของออสเตรเลียนับตั้งแต่ปี 2539 โดยตำรวจประกาศให้เหตุการณ์นี้เป็นคดีก่อการร้ายที่มุ่งเป้าโจมตีชุมชนชาวยิว ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 15 ศพและบาดเจ็บอีกหลายสิบคน

ภาพจากกล้องวงจรปิดในเหตุการณ์กราดยิง เผยให้เห็นภาพที่อาเหม็ดกำลังยื้อแย่งปืนจากหนึ่งในกลุ่มผู้ก่อเหตุ ส่งผลให้เขาถูกยิงหลายนัด และในเวลาต่อมานายแอนโทนี อัลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ได้เดินทางไปเยี่ยมเขาที่โรงพยาบาล พร้อมทั้งยกย่องเขาว่าเป็น “สิ่งที่ดีที่สุดของประเทศเรา”

นอกจากนั้น มีการเปิดระดมทุนเพื่อช่วยเหลือนายอาเหม็ด และสามารถรวบรวมเงินได้มากกว่า 2.5 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือราว 58.3 ล้านบาท

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิหร่านเผยจะเรียกเก็บ “ค่าบริการ” ไม่ใช่ค่าผ่านทางในช่องแคบฮอร์มุซ

อิหร่านเผยจะเรียกเก็บ “ค่าบริการ” ไม่ใช่ค่าผ่านทางในช่องแคบฮอร์มุซ

4 มิ.ย. 2569 23:29 น.

อิหร่านเผยจะเรียกเก็บ “ค่าบริการ” ไม่ใช่ค่าผ่านทางในช่องแคบฮอร์มุซ

รัฐมนตรีของอิหร่านเผยว่า พวกเขาจะเรียกเก็บ “ค่าบริการ” จากเรือที่จะเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ไม่ใช่ “ค่าผ่านทาง” โดยกำลังร่างข้อกำหนดต่างๆ ที่สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 4 มิ.ย. 2569 ว่า นายคาเซม การีบาบาดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน เปิดเผยว่าพวกเขาจะดำเนินการจัดเก็บ “ค่าบริการ” สำหรับเรือที่เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อแลกกับการดูแลความปลอดภัยของเรือเหล่านั้น ไม่ใช่ “ค่าผ่านทาง”

อิหร่าน “ไม่ได้มุ่งหวังที่จะจัดเก็บค่าผ่านทาง, ภาษีการขนส่ง หรือค่าสิทธิ์ในการผ่านแดน” นายการีบาบาดี กล่าวในบทสัมภาษณ์กับสำนักข่าวเมห์ร (Mehr) สื่อกึ่งทางการของอิหร่าน

เขาระบุเพิ่มเติมว่า ในทางกลับกัน อิหร่านจะเรียกเก็บค่าชดเชยสำหรับบริการต่างๆ ที่ดำเนินการร่วมกับประเทศโอมาน ซึ่งรวมถึงการช่วยเหลือด้านการเดินเรือ, การค้นหาและกู้ภัย, บริการด้านความปลอดภัยและความมั่นคง ตลอดจนบริการบำบัดสิ่งแวดล้อมในกรณีที่เกิดมลพิษ

นายการีบาบาดีบอกอีกว่า ช่องแคบฮอร์มุซ “ตั้งอยู่ภายในน่านน้ำอาณาเขตของอิหร่านและโอมานทั้งหมด” และรัฐบาลของทั้งสองประเทศมีอธิปไตยเหนือช่องแคบดังกล่าว “ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายทะเล”

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านยืนยันว่า ข้อกำหนดต่างๆ ที่กำลังร่างขึ้นจะสอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ แต่ก็ยอมรับว่า “ข้อกำหนดเหล่านี้อาจจะไม่เป็นที่พึงพอใจแก่บางประเทศแบบร้อยเปอร์เซ็นต์”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์จวก “พวกไม่รักชาติ” หลังสภาโหวตจำกัดอำนาจทำสงคราม

ทรัมป์จวก “พวกไม่รักชาติ” หลังสภาโหวตจำกัดอำนาจทำสงคราม

4 มิ.ย. 2569 22:55 น.

ทรัมป์จวก “พวกไม่รักชาติ” หลังสภาโหวตจำกัดอำนาจทำสงคราม

โดนัลด์ ทรัมป์ ตำหนิสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่โหวตหนุนมาตรการจำกัดอำนาจในการทำสงครามของนายทรัมป์ ซึ่งมี สส.รีพับลิกันแตกแถวเข้าร่วมด้วย 4 คน โดยโจมตีว่าเป็นพวกไม่รักชาติ

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 4 มิ.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ตอบโต้เหล่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรโหวตผ่านญัตติอำนาจสงคราม (War Powers Resolution) เพื่อส่งสารตำหนิเขาเกี่ยวกับสงครามในอิหร่าน โดยตราหน้ากลุ่มคนดังกล่าวว่าเป็นพวก “ไร้ความรักชาติ”

“เมื่อวานนี้ ในการลงคะแนนเสียงที่ไม่มีความหมายอะไรเลย สภาผู้แทนฯ ซึ่งประกอบด้วยพรรครีพับลิกันแย่ๆ 4 คน และพวกดูโมแครต (Dumocrats – คำล้อเลียนพรรคเดโมแครต) ทั้งหมด ได้ลงมติให้จำกัดอำนาจการทำสงครามของผม ในช่วงเวลาที่ผมกำลังอยู่ท่ามกลางการเจรจาขั้นสุดท้ายเพื่อยุติสงครามกับสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านพอดี ใครกันที่จะทำเรื่องที่ไร้ความรักชาติได้ขนาดนี้”

ทั้งนี้ การลงคะแนนเสียงดังกล่าวผ่านมติด้วยคะแนน 215 ต่อ 208 เสียง เพื่อรับรองข้อมติว่าด้วยอำนาจการทำสงคราม (War Powers Resolution) ซึ่งจะกำหนดให้ทรัมป์ต้องถอนกองกำลังสหรัฐฯ หรือต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อนหากจะทำสงครามต่อไป

อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวเป็น “ข้อมติร่วมสภา” (Concurrent Resolution) ซึ่งจะไม่มีผลบังคับใช้ทางกฎหมาย และเป็นเพียงการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ถึงการไม่เห็นด้วยกับสงครามในอิหร่านเท่านั้น

โพสต์ของทรัมป์เมื่อเช้าวันพฤหัสบดีระบุต่อไปว่า “พรรคเดโมแครตถูกขับเคลื่อนด้วยโรคเกลียดทรัมป์ขึ้นสมอง พวกเขายอมเห็นประเทศของเราล้มเหลว ดีกว่าที่จะให้ชัยชนะแก่ผมอีกครั้ง ซึ่งเป็นหนึ่งในชัยชนะหลายๆ ครั้งที่ผ่านมา ส่วนรีพับลิกัน 4 คนนั้น นั่นเป็นอีกเรื่องเลย — พวกเขาเป็นพวกชอบเรียกร้องความสนใจ! และพวกเขาควรจะละอายใจตัวเองบ้าง”

นี่นับเป็นความพยายามครั้งที่สี่ของสภาผู้แทนฯ ในการควบคุมอำนาจการทำสงครามของทรัมป์ ขณะที่วุฒิสภาได้ผลักดันข้อมติที่คล้ายคลึงกันในเดือนพฤษภาคม แต่ยังไม่มีการลงคะแนนเสียงเต็มสภา

แม้ว่าจะถูกมองว่าเป็นเพียงการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์เป็นส่วนใหญ่ แต่การผ่านข้อมติเมื่อวันพุธก็ได้เพิ่มแรงกดดันต่อทำเนียบขาวในการหาทางยุติสงคราม เนื่องจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นหลังจากสงครามอุบัติ และกระแสต่อต้านสงครามจากสาธารณชนก็เพิ่มมากขึ้นด้วย

การลงคะแนนเสียงครั้งนี้ยังเป็นสัญญาณล่าสุดของความแตกแยกภายในพรรครีพับลิกันของทรัมป์เอง ซึ่งเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากที่กลุ่มอนุรักษนิยมในรัฐสภาลุกฮือขึ้นต่อต้าน จนทำให้รัฐบาลของเขาต้องยกเลิกแผนการจัดตั้งกองทุน “ต่อต้านการใช้อาวุธเป็นเครื่องมือทางเมือง” มูลค่า 1.8 พันล้านดอลลาร์สำหรับพันธมิตรทางการเมือง

ทอม บาร์เรตต์ หนึ่งใน สส.รีพับลิกันที่โหวตหนุนญัตติยืนยันว่า “รัฐสภาเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่มีอำนาจประกาศสงคราม นั่นคือสิ่งที่เราต้องปกป้องไว้ให้ได้” และเมื่อถูกถามว่าเขากังวลเกี่ยวกับการถูกล้างแค้นจากทรัมป์หรือไม่ เขาตอบว่า “ผมลงคะแนนเสียงตามมโนสำนึกในสิ่งที่ผมคิดว่าถูกต้อง และพร้อมที่จะยอมรับสิ่งที่จะตามมา”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ฮิซบอลเลาะห์ลั่น ไม่ยอมรับข้อตกลงหยุดยิงของอิสราเอล-เลบานอน

ฮิซบอลเลาะห์ลั่น ไม่ยอมรับข้อตกลงหยุดยิงของอิสราเอล-เลบานอน

4 มิ.ย. 2569 22:03 น.

ฮิซบอลเลาะห์ลั่น ไม่ยอมรับข้อตกลงหยุดยิงของอิสราเอล-เลบานอน

กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ออกมาปฏิเสธข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลกับเลบานอนฉบับล่าสุด ซึ่งเพิ่งบรรลุในการเจรจาที่สหรัฐฯ เมื่อวันพุธ โดยยืนยันว่าตราบใดที่ยังมีการยึดครอง การต่อต้านก็จะดำเนินต่อไป

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 4 มิ.ย. 2569 กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งเป็นกลุ่มการเมืองและกลุ่มติดอาวุธที่เคลื่อนไหวในเลบานอน ออกมาปฏิเสธข้อตกลงหยุดยิงฉบับล่าสุดระหว่างอิสราเอลกับเลบานอน ซึ่งบรรลุที่การเจรจาในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ในขณะที่อิสราเอลยังโจมตีภาคใต้ของเลบานอนอย่างต่อเนื่อง และบอกว่าจะไม่ถอนทหารออกไป

สหรัฐฯ ประกาศในวันพุธว่า เลบานอนและอิสราเอลตกลงที่จะบังคับใช้มาตรการหยุดยิง โดยมีเงื่อนไขว่ากลุ่มฮิซบอลเลาะห์ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านจะต้องยุติการโจมตีอิสราเอล และอพยพนักรบของตนออกจากพื้นที่ทางตอนใต้ของเลบานอนที่อยู่ใกล้กับชายแดนอิสราเอล แต่ไม่ได้พูดถึงการถอนทหารของอิสราเอลแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม นายนาอิม กัสเซม ผู้นำกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งไม่ได้มีส่วนร่วมในการเจรจาครั้งนี้ ระบุว่าการเจรจาดังกล่าวเป็นเรื่องที่ไร้ยางอาย และปฏิเสธคำประกาศของวอชิงตันโดยระบุว่ามันเป็น “แผนที่นำทางไปสู่การทำลายล้างประชาชนเลบานอนส่วนหนึ่ง และกดขี่ประชาชนที่เหลือให้เป็นทาส”

“ตราบใดที่ยังมีการยึดครองอยู่ การต่อต้านก็จะดำเนินต่อไป” นายกัสเซมระบุในแถลงการณ์ลายลักษณ์อักษร

ทั้งนี้ การสู้รบระหว่างฮิซบอลเลาะห์กับอิสราเอลปะทุขึ้นอย่างรุนแรงในวันที่ 2 มี.ค. เมื่อฮิซบอลเลาะห์ยิงจรวดเข้าใส่อิสราเอลเพื่อแสดงการสนับสนุนอิหร่าน ที่ถูกสหรัฐฯ กับอิสราเอลร่วมกันโจมตีจนกลายเป็นสงครามที่ส่งผลกระทบไปยังหลายพื้นที่ในตะวันออกกลาง

ปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลในเลบานอนทำให้อิหร่านประกาศระงับการเจรจาเพื่อยุติสงครามกับสหรัฐฯ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยเรียกร้องให้เรื่องการหยุดโจมตีเลบานอนเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงใดๆ ด้วย

นายกัสเซมกล่าวว่า การหยุดยิงจะต้องครอบคลุมถึงพื้นที่ทางตอนใต้ของเลบานอน ซึ่งเป็นจุดที่อิสราเอลได้เข้ายึดครองและประกาศให้เป็นเขตความมั่นคง โดยอิสราเอลอ้างว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อปกป้องพื้นที่ทางตอนเหนือของประเทศตนเอง เพื่อป้องกันการโจมตีจากกลุ่มฮิซบอลเลาะห์

นอกจากนั้น กัสเซมยังระบุด้วยว่า เมืองต่างๆ ทางตอนเหนือของอิสราเอลจะไม่ปลอดภัย “ตราบใดที่หมู่บ้านของเรายังไม่ปลอดภัย ถูกทิ้งระเบิด ถูกทำลาย และประชาชนของเรายังคงถูกสังหาร” และเสริมว่าข้อเรียกร้องขั้นต่ำของพวกเขาคือ การให้อิสราเอลถอนกำลังกลับไปยังตำแหน่งเดิมก่อนที่สงครามจะเริ่มต้นขึ้น

ก่อนหน้านี้ นายโจเซฟ อูน ประธานาธิบดีเลบานอนกล่าวว่า กรอบข้อตกลงหยุดยิงฉบับล่าสุดนี้ถือเป็น “โอกาสสุดท้ายที่จะรับประกันการหยุดยิงที่ครอบคลุมและถาวร” โดยการหยุดยิงอาจมีผลบังคับใช้ภายในหนึ่งวันหากทุกฝ่ายให้การอนุมัติ ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเป็นการส่งสัญญาณไปถึงกลุ่มฮิซบอลเลาะห์

ขณะที่นายอิสราเอล คัตซ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของอิสราเอล กล่าวเมื่อช่วงเช้าวันพฤหัสบดี อิสราเอลจะยังคงดำเนินการทำลายโครงสร้างพื้นฐานของผู้ก่อการร้ายในพื้นที่ต่อไป และได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ ให้มีอิสระในการปฏิบัติการโจมตีเมืองเบรุต ในกรณีที่ต้องตอบโต้ต่อการโจมตีชุมชนและดินแดนของอิสราเอล

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ไล่บี้ภาษีทักษิณ สรรพากรเล็งฟ้องล้มละลายหากชำระไม่ครบ

ไล่บี้ภาษีทักษิณ สรรพากรเล็งฟ้องล้มละลายหากชำระไม่ครบ

ไล่บี้ภาษีทักษิณ สรรพากรเล็งฟ้องล้มละลายหากชำระไม่ครบ

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.34 น.

5 มิถุนายน 2569 ตามที่กรมสรรพากรได้ดำเนินการเร่งรัดจัดเก็บภาษีอากรจาก นายทักษิณ ชินวัตร ตามคำพิพากษาของศาลฎีกาที่ 6890/2568 ซึ่งได้อ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 17 พ.ย.68 วินิจฉัยว่าการประเมินของเจ้าพนักงานชอบด้วยกฎหมาย คดีจึงเป็นที่ยุติ และมีผลทำให้หนี้ภาษีอากรตามการประเมินเป็นที่สุด

ล่าสุด นายสมศักดิ์ อนันทวัฒน์ ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี (กลุ่มธุรกิจพลังงาน) รักษาราชการแทน อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า นับแต่ประเมินภาษีนายทักษิณ ถึงแม้จะอยู่ระหว่างการใช้สิทธิอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และการพิจารณาคดีในชั้นศาล กรมสรรพากรได้ติดตามเร่งรัดภาษีอากรค้างจากนายทักษิณ มาโดยตลอดอย่างต่อเนื่อง ภายใต้กรอบของกฎหมาย โดยดำเนินการแจ้งเตือนให้ไปชำระภาษี สอบสวนทรัพย์สินทุกประเภทเพื่อยึด อายัด นำเงินมาชำระหนี้ภาษีอากร

ทั้งนี้ ปัจจุบันกรมสรรพากรได้ติดตามทรัพย์สินของนายทักษิณ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยได้ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อหาแนวทางดำเนินการบังคับชำระหนี้ภาษีอากร อย่างไรก็ตาม เมื่อดำเนินการเร่งรัดภาษีอากรจนถึงที่สุดแล้ว หากกรมสรรพากรได้รับชำระภาษีไม่ครบถ้วนตามการประเมิน ก็จะพิจารณาดำเนินการฟ้องนายทักษิณ เป็นคดีล้มละลายต่อไป โดยได้ดำเนินการภายใต้กรอบระยะเวลาและอายุความตามกฎหมายมิให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ

เยาวราชคึกคึก! อนุชา-อภิสิทธิ์ ลุยหาเสียง แฟนคลับขอถ่ายรูปเพียบ

เยาวราชคึกคึก! อนุชา-อภิสิทธิ์ ลุยหาเสียง แฟนคลับขอถ่ายรูปเพียบ

เยาวราชคึกคึก! อนุชา-อภิสิทธิ์ ลุยหาเสียง แฟนคลับขอถ่ายรูปเพียบ

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.16 น.

เยาวราชคึกคึก! “อนุชา-อภิสิทธิ์”ลุยหาเสียง ชูนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวผ่าน BKK App เป็นแอปเพื่อแนะนำนักท่องเที่ยวและบอกค่าฝุ่น ขณะที่แฟนคลับวัยรุ่นขอถ่ายรูปเพียบ

5 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา 17.00 น.ที่ถนนเยาวราช เขตสัมพันธวงศ์ นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 พร้อมด้วย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คณะผู้บริหารพรรค อาทิ ดร.การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรค นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค และ นายพินิจ กาญจนชูศักดิ์ ผู้สมัคร ส.ก.เบอร์ 2 เขตสัมพันธวงศ์ ลงพื้นที่หาเสียง บนถนนเยาวราช

โดยบรรยากาศหาเสียงนายอนุชา และผู้บริหารพรรค ได้พบปะพูดคุยกับประชาชน พ่อค้า แม่ค้า และนักท่องเที่ยว พร้อมเยี่ยมเยือน ร้านค้า ร้านอาหาร ร้านทอง ที่อยู่บนถนนเยาวราช ซึ่งประชาชนพ่อค้า แม่ค้า ให้การต้อนรับ คึกคัก อีกทั้งยังนำสินค้า และผลิตภัณฑ์มาให้ชิม อีกทั้งยังมีกลุ่มแฟนคลับที่เป็นวัยรุ่นมาขอถ่ายรูป พร้อมบอกเลือกเบอร์ 5

นายอนุชา กล่าวว่า เยาวราชถือเป็นแหล่งท่องเทึ่ยวสำคัญ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์เองก็มีนโยบายที่ช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวคือ BKK App เป็นแอปเพื่อการแนะนำนักท่องเที่ยวว่า มีแหล่งท่องเที่ยวที่ไหน โซนไหน มีกฎอย่างไรบ้าง และยังจัดทำ App BKK Connect เพื่อรวบรวมทุกบริการของกทม. เช่น ดูค่าฝุ่น PM 2.5 เช็คเวลา ขนส่งสาธารณะ (ล้อ ราง เรือ) เช็คเวลาเดินรถขนส่งสาธารณะ จองการบริการจากสำนักงานเขตขอดูกล้อง CCTV อีกด้วย

– 006

นายกฯ ประกาศเดินหน้ากวาดล้าง สแกมเมอร์-นอมินีต่างชาติ ตั้ง 5 คณะอนุ ลุยปราบอาชญากรรมข้ามชาติ

นายกฯ ประกาศเดินหน้ากวาดล้าง สแกมเมอร์-นอมินีต่างชาติ ตั้ง 5 คณะอนุ ลุยปราบอาชญากรรมข้ามชาติ

นายกฯ ประกาศเดินหน้ากวาดล้าง สแกมเมอร์-นอมินีต่างชาติ ตั้ง 5 คณะอนุ ลุยปราบอาชญากรรมข้ามชาติ

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.41 น.

นายกฯ ประกาศเดินหน้ากวาดล้าง สแกมเมอร์-นอมินีต่างชาติ ตั้ง 5 คณะอนุ ลุยปราบอาชญากรรมข้ามชาติ หลังคดีไซเบอร์ลดกว่า 50.9% มั่นใจทุกหน่วยงานบูรณาการทำงานเข้มข้นต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 5 มิ.ย.2569 เวลา 13.30 น. ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและอาชญากรรมข้ามชาติ ครั้งที่ 1/2569

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้ร่วมกันหารือสถานการณ์อาชญากรรมทางเทคโนโลยีและอาชญากรรมข้ามชาติในมิติต่าง ๆ อย่างรอบด้าน ทั้งด้านความมั่นคง การบังคับใช้กฎหมาย การเงิน การฟอกเงิน และภัยคุกคามทางไซเบอร์ โดยการประชุมใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมง เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและกำหนดแนวทางการดำเนินงานร่วมกันของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ที่ผ่านมา รัฐบาลได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมดังกล่าวอย่างจริงจังและต่อเนื่อง โดยเฉพาะการปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์ เครือข่ายยาเสพติด และอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ซึ่งสามารถสร้างผลสัมฤทธิ์เป็นรูปธรรมและช่วยลดความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประชาชนได้ในหลายด้าน ผลงานสำคัญคือ ลดจำนวนคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี จาก 34,478 คดี เหลือเพียง 16,920 คดี ลดลงกว่า 50.9 % และมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประชาชน จาก 2,224 ล้านบาท เหลือ 513 ล้านบาท ลดลงกว่า 63.2 % (ข้อมูล ณ เดือน ก.ค. 68 – พ.ค. 69) รวมทั้งมีการจับกุมผู้ต้องหาขบวนการสแกมเมอร์ 1,494 คดี ยึดเงินสดได้กว่า 57 ล้านบาท และสามารถช่วยเหลือเหยื่อได้ 808 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 1 ต.ค. 68 – 26 พ.ค. 69) 

นายกรัฐมนตรีกล่าวชื่นชมและขอบคุณทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความทุ่มเท เสียสละ และบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างเต็มกำลัง เพื่อปกป้องดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน รวมถึงรักษาความมั่นคงของประเทศในทุกมิติ อีกทั้ง ยังเชื่อมั่นว่าทุกหน่วยงานตระหนักและเข้าใจถึงสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นอย่างดี แม้ว่าประเทศไทยจะมีศักยภาพและความพร้อมในหลายด้าน แต่ยังมีปัจจัยและปัญหาบางประการที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศและการก้าวไปข้างหน้า ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการเร่งแก้ไขอย่างจริงจังและต่อเนื่อง

“รัฐบาลพร้อมให้การสนับสนุนการดำเนินงานของทุกหน่วยงานอย่างเต็มที่ โดยคณะกรรมการอำนวยการชุดนี้ประกอบด้วยผู้แทนจากหน่วยงานสำคัญที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน และมีนายกรัฐมนตรีทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการ เพื่อกำกับ ติดตาม และขับเคลื่อนการดำเนินงานให้เป็นไปอย่างมีเอกภาพและเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม” นายกรัฐมนตรี ย้ำ

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีแสดงความเชื่อมั่นว่า ด้วยความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ และความมุ่งมั่นของคณะกรรมการและทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะสามารถร่วมกันขับเคลื่อนภารกิจสำคัญต่าง ๆ ให้บรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ อันจะนำไปสู่การเสริมสร้างความมั่นคง ความสงบเรียบร้อย และการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนและประเทศชาติต่อไป

ทั้งนี้ คณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและอาชญากรรมข้ามชาติ มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน รองนายกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง รัฐมนตรีและปลัดกระทรวงจากหน่วยงานด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง ยุติธรรม การต่างประเทศ และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานด้านความมั่นคง หน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย หน่วยงานกำกับดูแลภาคการเงิน หน่วยงานด้านไซเบอร์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมเป็นกรรมการ เพื่อบูรณาการการทำงานในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและอาชญากรรมข้ามชาติอย่างเป็นเอกภาพและมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้พิจารณาร่างคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ จำนวน 5 คณะ เพื่อนำกราบเรียนนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการฯ พิจารณาลงนามในคำสั่งต่อไป

1.) คณะอนุกรรมการตรวจสอบและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและอาชญากรรมข้ามชาติ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานอนุกรรมการ

2.) คณะอนุกรรมการป้องกันการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและอาชญากรรมข้ามชาติ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานอนุกรรมการ

3.) คณะอนุกรรมการประชาสัมพันธ์เชิงรุกเพื่อป้องกันการกระทำความผิดอาชญากรรม ทางเทคโนโลยีและอาชญากรรมข้ามชาติ โดยมีพลตำรวจโท ไตรรงค์ ผิวพรรณ เป็นประธานอนุกรรมการ

4.) คณะอนุกรรมการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินเพื่อยกระดับการติดตามตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินต้องสงสัย โดยมีรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานอนุกรรมการ

5.) คณะอนุกรรมการทบทวนกฎหมายเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและอาชญากรรมข้ามชาติ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานอนุกรรมการ