เช็กผลบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 ตรวจสอบสิทธิ 4 ช่องทางได้ที่นี่

เช็กผลบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 ตรวจสอบสิทธิ 4 ช่องทางได้ที่นี่

เช็กผลบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 ตรวจสอบสิทธิ 4 ช่องทางได้ที่นี่

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 07.35 น.

โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐปี 2569 หลังจากเปิดให้ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเดิม และประชาชนกลุ่มเป้าหมายที่ตกหล่น และไม่สามารถเข้าโครงการฯ รอบที่ผ่านมา ลงทะเบียนยืนยันสิทธิไปแล้ว ตั้งแต่วันที่ 4-21 มิ.ย. 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งจะประกาศผลตรวจสอบคุณสมบัติผู้ลงทะเบียนในวันที่ 17 ก.ค. 2569 ตั้งแต่เวลา 06.00 น. เป็นต้นไป 

นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า คณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม (คณะกรรมการฯ) ในการประชุมครั้งที่ 9/2569 ได้มีการพิจารณาผลการลงทะเบียนและการตรวจสอบคุณสมบัติตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 2 มิ.ย.69 และวันที่ 14 ก.ค.69 ได้มีมติเห็นชอบการดำเนินโครงการฯ ปี 2569

โดยผลการตรวจสอบคุณสมบัติตามโครงการฯ ปี 2569 มีผู้ผ่านเกณฑ์ 9.51 ล้านคน จากผู้ลงทะเบียน 18.82 ล้านคน (ผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์ประมาณ 9.31 ล้านคน) โดยแบ่งเป็น 

กลุ่มที่ 1 ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รายเดิม 12.70 ล้านคน

 กลุ่มที่ 2 ผู้ไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ตามฐานข้อมูลความจำเป็นพื้นฐานของกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย (มท.) และระบบสมุดพกครอบครัวอิเล็กทรอนิกส์ (MSO – LOGBOOK) ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) 0.74 ล้านราย

กลุ่มที่ 3 ผู้ไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่ มท.ได้สำรวจพบเพิ่มเติมในช่วงการลงทะเบียน 5.38 ล้านคน

ทั้งนี้ จะประกาศผลการพิจารณาคุณสมบัติทั่วประเทศ วันที่ 17 ก.ค.2569 ตั้งแต่เวลา 06.00 น.เป็นต้นไป ผ่านช่องทางหลัก 4 ช่องทาง 

1.เว็บไซต์ เว็บไซต์หลักของโครงการ คือ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th หรือ https://welfare.mof.go.th

2.แอปพลิเคชัน “เป๋าตัง”

3.แอปพลิเคชัน “ทางรัฐ”

4.หน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง ดังนี้ ธนาคารกรุงไทย, ธนาคารเพื่อการเกษตรและ

สหกรณ์การเกษตร, ธนาคารออมสิน, ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย

ผ่านเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ต้องทำอย่างไรต่อ

1. โดยผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดิม จะสามารถเริ่มใช้สิทธิตามโครงการฯ ปี 2569 ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.2569 เป็นต้นไป

2. ส่วนผู้ผ่านคุณสมบัติใหม่ จะต้องยืนยันตัวตน (e – KYC) ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง ได้ตั้งแต่วันที่ 17 ก.ค.2569 – 12 ม.ค.2570 หรือหน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่งหลักข้างต้น ได้ตั้งแต่วันที่ 17 ก.ค.2569 – 14 ต.ค.2569 จึงจะสามารถเริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่ในวันที่ 1 ต.ค.2569 เป็นต้นไป

ไม่ผ่านเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ต้องทำอย่างไร

ยื่นขอทบทวนสิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 17 – 31 กรกฎาคม 2569 ผ่าน 4 ช่องทาง เมื่อยื่นขอทบทวนสิทธิแล้ว ต้องติดต่อหน่วยตรวจสอบคุณสมบัติเพื่อแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้องภายในวันที่ 16 สิงหาคม 2569

จากนั้นเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติอีกครั้ง โดยจะประกาศผลการทบทวนสิทธิ์ในวันที่ 21 กันยายน 2569 ผ่าน 4 ช่องทางเช่นเดิม เริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป

จัดทัพสีกากีระอุ! ผบ.ตร.สั่งลั่นระฆังโยกย้าย เปิดบัญชี เหมาะ-ไม่เหมาะ เรียงแถวฝีมือ ชิงเก้าอี้นายพลปี 69

จัดทัพสีกากีระอุ! ผบ.ตร.สั่งลั่นระฆังโยกย้าย เปิดบัญชี เหมาะ-ไม่เหมาะ เรียงแถวฝีมือ ชิงเก้าอี้นายพลปี 69

จัดทัพสีกากีระอุ! ผบ.ตร.สั่งลั่นระฆังโยกย้าย เปิดบัญชี เหมาะ-ไม่เหมาะ เรียงแถวฝีมือ ชิงเก้าอี้นายพลปี 69

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 21.42 น.

จับตาศึกจัดทัพสีกากีระอุ! “ผบ.ตร.”สั่งลั่นระฆังโยกย้ายสีกากี เปิดบัญชี”เหมาะ-ไม่เหมาะ”เรียงแถวฝีมือ ชิงเก้าอี้นายพลปี 69 สะบัดปากกาเซ็นคำสั่งเดินเครื่องแต่งตั้ง”รอง ผบ.ตร.-ผบก.”วาระ 2569 สั่งจัดอันดับผู้เหมาะสมจาก”ความรู้ความสามารถมากที่สุดถึงน้อยที่สุด” พร้อมทบทวนบัญชีผู้ยังไม่เหมาะ บังคับโชว์ผลงานรูปธรรมที่เกิดจากการปฏิบัติด้วยตนเอง ก่อนส่งเข้าวงพิจารณาระดับ ตร.ขีดเส้นตายข้อมูล 3-10 ส.ค.นี้

16 กรกฎาคม 2569 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร.ได้ลงนามในหนังสือคำสั่งเป็นทึก ตร.ที่ 009.231/ว1917 ลงวันที่ 14 ก.ค.2569 มีใจความระบุว่า เรื่อง การคัดเลือกแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ ถึง รอง ผบ.ตร.และ จตช. , ผู้ช่วย ผบ.ตร.และ รอง จตช.เพื่อทราบ ผบช.และ จตร.(หน.จต.) หรือตำแหน่งเทียบเท่า ผบก.ในสังกัด สง.ผบ.ตร.หรือตำแหน่งเทียบเท่า ด้วย ตร.จะดำเนินการคัดเลือกแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับ รอง ผบ.ตร.และ จตช.ลงมาถึง ผบก.วาระประจำปี 2569 ซึ่งมีกระบวนการที่จะต้องดำเนินการตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 และกฎ ก.ตร.ว่าด้วยการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ พ.ศ.2567 รวมถึงกฎหมายและระเบียบอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น เพื่อให้การคัดเลือกแต่งตั้งข้าราชการตำรวจดังกล่าวเป็นไปด้วยความละเอียดรอบคอบตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง จึงให้หน่วยหรือหน่วยงานต่างๆ ดำเนินการ ดังนี้

1.การจัดทำข้อมูลผู้เหมาะสมเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น และข้อมูลผู้ที่ยังไม่เหมาะสมที่จะได้รับการพิจารณาเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น (ถ้ามี) ให้พิจารณาดำเนินการ ดังนี้

(1.1) หน่วยงานหรือส่วนราชการที่มีระดับ ผบก.เป็นหัวหน้า ให้ ผบก.พิจารณาจัดทำข้อมูลผู้เหมาะสมเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น และข้อมูลผู้ที่ยังไม่เหมาะสมที่จะได้รับการพิจารณาเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น (ถ้ามี) ของข้าราชการตำรวจระดับ รอง ผบก.เลื่อนเป็นระดับ ผบก.โดยการจัดทำข้อมูลผู้เหมาะสมเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นให้เรียงลำดับจากผู้ที่มีความรู้ความสามารถสมควรพิจารณาเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นมากที่สุดลงไปจนถึงน้อยที่สุด แล้วส่งไปยังหน่วยหรือหน่วยงานเหนือขึ้นไปหนึ่งระดับตามสายการบังคับบัญชาภายใน 7 ส.ค.69 ในรูปแบบ ผนวก ก ผนวก ข ผนวก ค และ ผนวก ง แล้วแต่กรณี

(1.2) หน่วยหรือหน่วยงานที่มีระดับ ผบช.และ จตร.เป็นหันหัวหน้า ให้ ผบช.หรือ จตร.(หน.จต.) พิจารณาจัดทำข้อมูลผู้เหมาะสมเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น และข้อมูลผู้ที่ยังไม่เหมาะสมที่จะได้รับการพิจารณาเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น (ถ้ามี) ของข้าราชการตำรวจระดับ รอง ผบช.และ รอง จตร.เลื่อนเป็นระดับ ผบช.และ จตร.สำหรับข้าราชการตำรวจระดับ รอง ผบก.เลื่อนเป็นระดับ ผบก.และระดับ ผบก.เลื่อนเป็นระดับ รอง ผบช.และ รอง จตร.ให้พิจารณาในรูปคณะกรรมการ โดยการจัดทำข้อมูลผู้เหมาะสมเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นให้เรียงลำดับจากผู้ที่มีความรู้ความสามารถสมควรพิจารณาเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นมากที่สุดลงไปจนถึงน้อยที่สุด ในรูปแบบ ผนวก ก ผนวก ข ผนวก ค และ ผนวก ง แล้วแต่กรณีบันทึกข้อความ

ทั้งนี้ หากมีกรณีที่ได้รับข้อมูลผู้ที่ยังไม่เหมาะสมที่จะใด้รับการพิจารมาเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นของข้าราชการตำรวจระดับ รอง ผบก.เลื่อนเป็นระดับ ผบก.จากหน่วยงานหรือส่วนราชการระดับ บก.ตามข้อ 1.1 ให้พิจารณาทบทวนข้อมูลผู้ที่ยังไม่เหมาะสมที่จะได้รับการพิจารณาเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นถ้ามีความเห็นตรงกับหน่วยงานหรือส่วนราชการระดับ บก.ก็ให้เป็นที่ยติ แล้วจัดให้เป็นผู้ที่ยังไม่เหมาะสมที่จะได้รับการพิจารณาเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นในรูปแบบผนวก ค และผนวก ง โดยระบุให้ชัดเจนว่าหน่วยหรือหน่วยงานระดับ ผบช.และ จตร.เป็นหัวหน้าได้ดำเนินการพิจารณาทบทวนจนเป็นที่ยุติแล้ว และหากมีความเห็นแตกต่างให้นำรายชื่อไปพิจารณารวมกับข้อมูลผู้เหมาะสมเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น และจัดส่งข้อมูลไปยัง ตร. (ผ่าน ทพ.) ภายใน 10 ส.ค.69

2.การจัดทำข้อมูลเสนอแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับ รอง ผบช.และ รอง จตร.ลงมาถึง ผบก.ให้ บช.พิจารณาจัดทำข้อมูลเสนอแต่งตั้งในรูปแบบคณะกรรมการ โดยให้เสนอรายชื่อได้เฉพาะข้าราชการตำรวจในสังกัดเท่านั้น และให้เสนอแต่งตั้งข้าราชการตำรวจไปดำรงตำแหน่งที่ว่างให้ครบทุกตำแหน่ง หากพิจารณาแล้วเห็นว่าไม่มีข้าราชการตำรวจรายใดเหมาะสมสำหรับตำแหน่งดังกล่าวให้ระบุเหตุผลโดยละเอียด และให้แต่ละ บช.จัดส่งข้อมูลเสนอแต่งตั้งข้าราชการตำรวจไปยัง ตร. (ผ่าน ทพ.) ภายใน 10 ส.ค.2569 ในรูปแบบผนวก จ และ ผนวก ฉ

3.ในการจัดทำข้อมูลผู้เหมาะสมเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น และข้อมูลผู้ที่ยังไม่เหมาะสมที่จะได้รับการพิจารณาเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น (ถ้ามี) และข้อมูลเสนอแต่งตั้งข้าราชการดำรตำรวจ เนื่องจาก ตร.มีหนังสือ ด่วนที่สุด ที่ 0009.221/ว1723 ลง 3 ก.ค.69 แจ้งเวียนแนวทางปฏิบัติในการเข้าร่วมโครงการปรับเปลี่ยนกำลังพล รุ่นที่ 29 (รอบ ตุลาคม ปึงบประมาณ พ.ศ.2570) โดยหากมีกรณีข้าราชการตำรวจระดับ รอง ผบช.และ รอง จตร.ลงมาถึง รอง ผบก.ในสังกัดเข้าร่วมโครงการดังกล่าว และภายหลังมิได้ประสงค์จะถอนการลาออกจากราชการที่ได้ยื่นไว้แล้วตามรูปแบบ และภายในวัน เวลา ที่กำหนดไว้ (20 ก.ค.69)ในแนวทางการปฏิบัติในการเข้าร่วมโครงการข้างต้น มิต้องนำข้าราชการตำรวจรายดังกล่าวมาพิจารณาจัดทำข้อมูลตามข้อ 1 และ 2

4.การจัดทำผลการปฏิบัติงาน ข้าราชการตำรวจระดับ รอง ผบช.และ รอง จตร.ลงมาถึง รอง ผบก.ที่เป็นผู้มีคุณสมบัติครบถ้วนเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นระดับ ผบช.และ จตร.ลงมาถึง ผบก.ให้ดำเนินการจัดทำผลการปฏิบัติงานและบันทึกสรุปผลการปฏิบัติงานเพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาจัดทำข้อมูลผู้เหมาะสมเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นตามข้อ 1 รวมถึงเพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาคัดเลือกแต่งตั้งตั้งของคณะกรรมการพิจารณาการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับ ตร.ดังนี้

(4.1) ผลการปฏิบัติงานที่เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะผลงานดีเด่นที่เกิดจากการปฏิบัติด้วยตนเองตลอดระยะเวลาการดำรงตำแหน่งในระดับปัจจุบัน พร้อมรับรองความถูกต้องทุกหน้า ในรูปแบบแบบเอกสาร จำนวน 1 ชุด และไฟล์ PDF จำนวน 1 ไฟล์ ตั้งชื่อไฟล์ในรูปแบบ “ชื่อ นามสกุล (1)” ของข้าราชการตำรวจเจ้าของผลงานโดยไม่ต้องใส่ยศนำหน้า

(4.2) บันทึกสรุปผลการปฏิบัติงาน ตามข้อ 4.1 จำนวนไม่เกิน 3 หน้ากระดาษ (ขนาด A4) โดยใช้ตัวอักษรขนาด 16 พอยต์ พร้อมรับรองความถูกต้อง ในรูปแบบเอกสาร จำนวน 1 ชุด และไฟล์ PDF จำนวน 1 ไฟล์ ตั้งชื่อไฟล์ในรูปแบบ “ชื่อ นามสกุล (2)” ของช้าราชการตำรวจเจ้าของผลงานโดยไม่ต้องใส่ยศนำหน้าหน้า

(4.3) การจัดส่งผลการปฏิบัติงานและบันทึกสรุปผลการปฏิบัติงาน ตามข้อ 4.1 และข้อ 4.2 ให้ดำเนินการดังนี้ (4.3.1) ข้าราชการตำรวระดับ รอง ผบช.และ รอง จตร.ลงมาถึง รอง ผบก.ในสังกัดหน่วยและหน่วยงานต่างๆ ที่เป็นผู้มีคุณสมบัติครบถ้วนเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นระดับ ผบช.และ จตร.ลงมาถึง ผบก.ให้หน่วยและหน่วยงานระดับ บช.หรือ บก.รวบรวมแล้วจัดส่งข้อมูลในรูปแบบไฟล์ PDF ไปยัง ตร.(ผ่าน ทพ.)ทาง QR Code ที่แนบมาพร้อมนี้ ภายใน 3 ส.ค.69 สำหรับข้อมูลมูลในรูปแบบเอกสารให้หน่วยหรือหน่วยงานต้นสังกัดเก็บรักษาไว้

(4.3.2) ข้าราชการตำรวจหัวหน้าหน่วยงานระดับ ผบก.ในสังกัด สง.ผบ.ตร.และข้าราชการตำรวจระดับ รอง ผบช.และ รอง จตร.ลงมาถึง รอง ผบก.ซึ่งมิได้สังกัดหน่วยงานระดับ บก.หรือ บซ.ในสังกัด สง.ผบ.ตร.ที่ขึ้นตรงต่อ ผบ.ตร.ที่เป็นผู้มีคุณสมบัติครบถ้วนเลื่อนตำแหน่งสูงสูงขึ้นระดับ ผบช.และ จตร.ลงมาถึง ผบก.ให้จัดส่งข้อมูลในรูปแบบเอกสารไปยัง ตร.(ผ่าน ทพ.) รวมถึงข้อมูลในรูปแบบไฟล์ PDFทาง QR Code ที่แนบมาพร้อมนี้ ภายใน 3 ส.ค.69

5.ในกรณีที่หน่วยหรือหน่วยงานมีข้อมูลอื่นๆ ที่เห็นว่าข้อมูลดังกล่าวมีความสำคัญอันจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อทางราชการหรือกรณีที่อาจจะส่งผลกระทบต่อหน่วยและหน่วยงาน ให้รายงานข้อมูลดังกล่าว เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาคัดเลือกแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาแต่งตั้งตั้งข้าราชการตำรวจระดับ ตร. โดยจัดส่งมายัง ตร.(ผ่าน ทพ.) ภายใน 10 ส.ค.69 จึงแจ้งมาเพื่อพิจารณาดำเนินการโดยเคร่งครัด “หนังสือคำสั่งดังกล่าวระบุ”

อนุทิน ลั่น กสถ. ฟันขรก.ท้องถิ่นโกงสอบ 3,621 คน ได้เลยไม่ต้องรอ นายกฯ นั่งหัวโต๊ะ ก.กลาง

อนุทิน ลั่น กสถ. ฟันขรก.ท้องถิ่นโกงสอบ 3,621 คน ได้เลยไม่ต้องรอ นายกฯ นั่งหัวโต๊ะ ก.กลาง

อนุทิน ลั่น กสถ. ฟันขรก.ท้องถิ่นโกงสอบ 3,621 คน ได้เลยไม่ต้องรอ นายกฯ นั่งหัวโต๊ะ ก.กลาง

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.27 น.

อนุทิน ลั่น กสถ. ฟันขรก.ท้องถิ่นโกงสอบ 3,621 คน ได้เลยไม่ต้องรอ นายกฯ นั่งหัวโต๊ะ ก.กลาง ย้ำทำอะไรไว้ต้องรับผิดชอบ

เมื่อวันที่ 16 ก.ค.2569 ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นำคณะออกเดินทางไปเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 16-20 กรกฎาคมนี้ โดยเมื่อนายกรัฐมนตรีเดินทางมาถึง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ชี้ไปที่ นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ที่มารอต้อนรับ

ขณะที่ นายนิรัตน์ ได้เข้ารายงานตัว ภายหลังนายกรัฐมนตรีได้เซ็นคำสั่งแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) เพื่อตรวจสอบกรณีการทุจริตคะแนนสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น

นายอนุทิน กล่าวว่า เมื่อเช้านี้ตนได้มีคำสั่งแต่งตั้งนายนิรัตน์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ให้ไปรักษาการราชการการอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และให้มารายงานผลต่างๆ ซึ่งในวันพรุ่งนี้จะมีการประชุม คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น หรือ กสถ. โดยเน้นย้ำว่า หมายถึงกระทรวงมหาดไทย ไม่ใช่คณะกรรมการ ซึ่งกระทรวงมหาดไทยยืนยันว่า จากการตรวจสอบพบเหตุอะไรบ้าง ก็จะแจ้งให้กับกสถ. ที่มีหน้าที่ในการบริหารการสอบ ให้รับทราบและดำเนินการในขอบเขตอำนาจหน้าที่ที่เขามีต่อไป

เมื่อถามว่าการประชุมดังกล่าว สามารถเพิกถอนข้าราชการชุดแรก โดยไม่ต้องรอนายกรัฐมนตรีกลับมาใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ในกระบวนการจะถอด หรือ จะต่อ และอะไรทั้งสิ้น แต่ตนในฐานะหัวหน้ารัฐบาล ต้องแจ้งไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องว่า ให้รับทราบว่ามันมีสิ่งที่ไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้น ดังนั้นผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการดำเนินการครั้งนี้ จะต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย อะไรที่ไม่ถูก เพราะต้องก็ต้องดำเนินคดี จะยกเลิกหรือจะทำอะไร ก็ต้องออกมา จากผู้ที่มีส่วนรับผิดชอบ กฎหมายเขาออกแบบมาแล้ว อำนาจอาจจะอยู่ที่กระทรวงมหาดไทย หากเป็นมท.1 สั่งการ ดำเนินการ ตัดสินใจเองได้ แต่กฎหมายท้องถิ่นล่าสุด เขาให้อำนาจนี้อยู่กับกรรมการชุดต่างๆ 

เมื่อถามว่ามีอะไรจะฝากไปถึงผู้ที่กระทำความผิดความ หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่ต้องถามนำ ทั้งหมดอยู่ที่การประชุม กสถ. ที่จะมีการประชุม

ส่วนที่มีคำถามว่า กสถ.รับผิดชอบอย่างไรบ้าง นายอนุทิน กล่าวว่า ตามกฎหมาย ใครกระทำความผิดก็ต้องรับผิดชอบ ทำชอบก็รับชอบ ทำผิดก็รับผิด ยึดหลักนี้เป็นบรรทัดฐานไว้ก่อน

ทั้งผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามเพิ่มเติม แต่นายกรัฐมนตรี ยกข้อมือมาดูนาฬิกา แล้วบอกว่า “ ท่านผู้โดยสารโปรดทราบ ประกาศครั้งสุดท้าย” ก่อนจะเดินออกจากวงสัมภาษณ์ และเข้าไปยังห้องรับรอง

นายกฯ เฝ้ารับเสด็จฯ เจ้าหญิงแอนน์ กระชับสัมพันธ์ไทย-สหราชอาณาจักร

นายกฯ เฝ้ารับเสด็จฯ เจ้าหญิงแอนน์ กระชับสัมพันธ์ไทย-สหราชอาณาจักร

นายกฯ เฝ้ารับเสด็จฯ เจ้าหญิงแอนน์ กระชับสัมพันธ์ไทย-สหราชอาณาจักร

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.46 น.

นายกฯ เฝ้ารับเสด็จฯ เจ้าหญิงแอนน์ พระราชกุมารีแห่งสหราชอาณาจักร ทรงรำลึกถึงสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมหารือกระชับความร่วมมือไทย–สหราชอาณาจักร ด้านการศึกษา บทบาทสตรี และความมั่นคงด้านสุขภาพ

16 กรกฎาคม 2569 เมื่อเวลา 15.30 น. ที่ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เฝ้ารับเสด็จฯ เจ้าหญิงแอนน์ พระราชกุมารีแห่งสหราชอาณาจักร (Her Royal Highness The Princess Royal) และพลเรือโท เซอร์ ทิโมที ลอเรนซ์ (Sir Timothy Laurence) เนื่องในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 15 – 18 กรกฎาคม 2569

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ทั้งสองฝ่ายได้หารือแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับความสัมพันธ์ไทย–สหราชอาณาจักร และแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการพัฒนาเยาวชน การส่งเสริมการศึกษาและการมีส่วนร่วมของสตรีในสาขาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ (STEM) 

นายกรัฐมนตรีรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เฝ้ารับเสด็จฯ และชื่นชมพระราชกุมารีแห่งสหราชอาณาจักรมาตั้งแต่วัยเยาว์ พร้อมกล่าวว่าการเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศไทยในครั้งนี้มีความหมายต่อประชาชนชาวไทยอย่างมาก โดยได้เสด็จฯ ไปทรงวางพวงมาลาถวายราชสักการะหน้าพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และทรงวางพวงมาลาสักการะพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา และมีกำหนดการเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์ของทั้งสองประเทศ 

พระราชกุมารีแห่งสหราชอาณาจักรมีพระดำรัสขอบคุณรัฐบาลสำหรับการต้อนรับอย่างอบอุ่น พร้อมทรงรำลึกถึงความประทับใจจากการเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศไทยครั้งก่อน และทรงกล่าวชื่นชมสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ว่าทรงสร้างความประทับใจอย่างยิ่งและทรงอุทิศพระองค์เพื่อประเทศชาติอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังทรงแสดงความเสียพระทัยต่อเหตุเพลิงไหม้ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย พร้อมทรงชื่นชมการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่กู้ภัยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และทรงมอบสาส์นแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์เพลิงที่เพิ่งเกิดขึ้นในประเทศไทย ให้กับนายกรัฐมนตรีด้วยพระองค์เอง

ทั้งสองฝ่ายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการส่งเสริมการศึกษาและการเพิ่มบทบาทของสตรีในสาขาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ (STEM) โดยพระราชกุมารีแห่งสหราชอาณาจักรทรงเห็นว่าความสำเร็จของการส่งเสริมสตรีเข้าสู่สาขาดังกล่าวต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งครอบครัวและครูผู้สอน ขณะที่นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงประสบการณ์ด้านวิศวกรรมศาสตร์ พร้อมเน้นย้ำว่าการศึกษา การคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล และทักษะการวิเคราะห์ เป็นพื้นฐานสำคัญของการแก้ไขปัญหาและการพัฒนาประเทศ

ทั้งสองฝ่ายยังได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับความสำคัญของการเสริมสร้างความมั่นคงด้านสุขภาพและการเตรียมความพร้อมรับมือโรคอุบัติใหม่และโรคระบาดในอนาคต โดยต่างเห็นพ้องถึงความจำเป็นของการพัฒนาระบบสาธารณสุข การวิจัย และความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อให้สามารถรับมือกับความท้าทายด้านสาธารณสุขได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งประเทศไทยมีความโดดเด่นในเอเชีย นายกรัฐมนตรีกล่าวชื่นชมศักยภาพของสหราชอาณาจักรด้านการแพทย์และวิทยาศาสตร์ พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่าทั้งสองประเทศจะสามารถขยายความร่วมมือในด้านสาธารณสุขและความมั่นคงด้านสุขภาพ โดยเฉพาะระหว่างสถาบันการศึกษาทางการแพทย์ให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้นในอนาคต

รองปลัดฯ เซมเบ้ รับ รู้จัก ดร.วิน ผู้ต้องหาโกงสอบท้องถิ่น แต่ไม่สนิท-ไม่เคยจ้างงาน

รองปลัดฯ เซมเบ้ รับ รู้จัก ดร.วิน ผู้ต้องหาโกงสอบท้องถิ่น แต่ไม่สนิท-ไม่เคยจ้างงาน

รองปลัดฯ เซมเบ้ รับ รู้จัก ดร.วิน ผู้ต้องหาโกงสอบท้องถิ่น แต่ไม่สนิท-ไม่เคยจ้างงาน

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.21 น.

“รองปลัดฯ เซมเบ้”รับ รู้จัก”ดร.วิน” ผู้ต้องหาโกงสอบท้องถิ่น แต่ไม่สนิท-ไม่เคยจ้างงาน ยันพรุ่งนี้ฟันล็อตแรก ผู้ทุจริตสอบ 3,000 กว่าคน

16 กรกฎาคม 2569 นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) เปิดเผยว่า ในวันพรุ่งนี้ (17 ก.ค.69) ตนจะเดินทางไปเข้าร่วมประชุมการประชุมคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น หรือ กสถ.เมื่อถามว่า พรุ่งนี้จะมีการเพิกถอนข้าราชการที่ได้รับการบรรจุไปแล้ว แต่มีการแก้ไขคะแนนให้เพิ่มขึ้น จำนวน 3,000 กว่าคน ใช่หรือไม่ นายนิรัตน์ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรี ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เซ็นแต่งตั้งคำสั่ง และสั่งให้ทำงานวันนี้เลย เราก็ทำเลย

เมื่อถามย้ำว่า ข้าราชการล็อตแรกจำนวน 3,000 กว่าคน สามารถเพิกถอนได้ทันทีเลยใช่หรือไม่ นายนิรัตน์ กล่าวว่า หากตรวจแล้วและมีความผิดที่ชัดเจน เราก็ต้องดำเนินการ

ส่วนที่มีเพจ ชมรม STRONG ต้านทุจริตประเทศไทย ออกมาแฉว่า รองปลัด มท.เซมเบ้ สนิทกับ ดร.วิน ซึ่งเป็นผู้ต้องหาในคดีทุจริตสอบนั้น นายนิรัตน์ ยืนยันว่า ตนไม่ได้เรียนอะไรกับ ดร.วิน เลย ซึ่งยอมรัยว่ารู้จักกับ ดร.วิน เพราะเป็นคนที่รู้จักคนเยอะอยู่แล้ว และอัธยาศัยดี แต่ตนไม่เคยจ้างงาน ดร.วิน และ ดร.วิน ก็ไม่เคยมาของานตน ตนไม่เคยเป็นอธิบดีที่มีงบประมาณให้เขาไปขอให้จัดจ้างงานอะไร ซึ่งเป็นสิ่งที่ตนมองว่าพูดเกินไป ตนรู้จักในฐานะที่มาทำความรู้จักกัน เป็นการมาแนะนำตัวและแนะนำบริษัทกันเป็นเรื่องธรรมดา

หลักฐานเด็ด! หมอสุภัทร จ่อยื่นฟัน นพ.สรณ ซัดขาดคุณสมบัตินั่งประธาน กสทช.

หลักฐานเด็ด! หมอสุภัทร จ่อยื่นฟัน นพ.สรณ ซัดขาดคุณสมบัตินั่งประธาน กสทช.

หลักฐานเด็ด! หมอสุภัทร จ่อยื่นฟัน นพ.สรณ ซัดขาดคุณสมบัตินั่งประธาน กสทช.

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.51 น.

“หมอสุภัทร”เตรียมยื่นหลักฐานฟัน”นพ.สรณ” รับงานแพทย์รายชั่วโมง-เป็นกรรมการอิสระ ธ.กรุงเทพ ซัดขาดคุณสมบัตินั่ง”ประธาน กสทช.”

16 กรกฎาคม 2569 ที่รัฐสภา นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ที่ปรึกษาของประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า ตนเตรียมยื่นหลักฐานและหนังสือฉบับที่ 3 ถึงคณะกรรมการสรรหาคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในวันที่ 17 กรกฎาคมนี้ หลังจากที่ตนได้ติดตามสถานะของ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. มาโดยตลอด เพื่อนำหลักฐานที่ได้มาอย่างยากลำบาก เพราะไม่ได้รับความร่วมมือจากทั้งมหาวิทยาลัยมหิดล โรงพยาบาลรามาธิบดี และธนาคารกรุงเทพ

นพ.สุภัทร กล่าวต่อว่า ส่วนประเด็นสำคัญของหลักฐานตามข้อเท็จจริงนั้น นพ.สรณ จะต้องลาออกจากตำแหน่งอื่นใดทั้งหมดเพื่อมารับตำแหน่งประธาน กสทช.ตั้งแต่ 11 มกราคม 2565 ซึ่ง นพ.สรณ ได้ลาออกจากพนักงานมหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2565 จริง แต่หลังจากนั้น นพ.สรณ ยังได้กลับไปทำงานเป็นแพทย์รายชั่วโมงของคลินิกพรีเมียมพิเศษของโรงพยาบาลรามาธิบดี ซึ่งตามข้อบังคับมหาวิทยาลัยมหิดลนิยามลูกจ้างชั่วคราว ยังหมายรวมถึงลูกจ้างรายชั่วโมงด้วย ซึ่งขัดต่อพระราชบัญญัติกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ พ.ร.บ.กสทช.

นพ.สุภัทร กล่าวอีกว่า นพ.สรณ ยังได้สมัครเป็นกรรมการอิสระของธนาคารกรุงเทพ ซึ่งได้มีการเลือกกันเมื่อ 12 เมษายน ที่ผ่านมา และในการชี้ชวนลงคะแนน นพ.สรณ ก็ระบุว่าตัวเองเป็นประธาน กสทช.ทั้งที่ความเป็นจริงไม่ควรไปสมัครเข้าสรรหา และได้รับการแต่งตั้งในวันรุ่งขึ้น นพ.สรณ ก็ไม่ได้แจ้งการลาออกการเป็นกรรมการอิสระ แต่แจ้งธนาคารกรุงเทพ ขอชะลอการรับตำแหน่งกรรมการอิสระ เพื่อสอบถามกฤษฎีกาว่า สามารถรับตำแหน่งได้หรือไม่ และแจ้งต่อที่ประชุมบอร์ด กสทช.ว่า ขอหารือคณะกรรรมการกฤษฎีกาก่อน

นพ.สุภัทร กล่าวด้วยว่า นพ.สรณ มีเจตนาไม่ลาออก ทั้งจากตำแหน่งกรรมการอิสระธนาคารกรุงเทพ และยังมีเจตนาปฏิบัติหน้าที่ด้านการแพทย์ ไม่ว่าเหตุใดก็ตาม แต่ผิดตาม พ.ร.บ.กสทช.ที่ต้องการให้ลาออกทุกตำแหน่ง เพื่อความเป็นกลาง ความถูกต้อง ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนในการทำหน้าที่ ซึ่งตนจะยื่นหลักฐานให้คณะกรรมการสรรหาในวันที่ 17 กรกฎาคม

เมื่อถามถึง กรณีที่ นพ.สรณ ลาออกจากการเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยมหิดลนั้น นพ.สุภัทร กล่าวว่า นพ.สรณ ลาออกมหาวิทยาลัยจริง แต่การเป็นแพทย์รายชั่วโมง ตามระเบียบมหาวิทยาลัยมหิดล ลูกจ้างชั่วคราว หมายรวมถึงลูกจ้างรายชั่วโมง และยังได้รับเงินจากมหาวิทยาลัยมหิดลด้วย จึงถือว่า ไม่ใช่งานจิตอาสา และเงินที่รับยังปรากฏในรายการเสียภาษีด้วย

นพ.สุภัทร กล่าวต่อว่า ในการชี้ขาดของคณะกรรมการสรรหา กสทช.นั้น จะต้องเป็นการลงมติแบบเปิดเผย ซึ่งก็เป็นที่คาดหวังของสังคม แต่หลักฐานที่ออกมา ตนมั่นใจว่า นพ.สรณ ขาดคุณสมบัติ ซึ่งหากคณะกรรมการสรรหา เห็นว่า นพ.สรณยังคงมีคุณสมบัติตนก็จะเปิดเผยรายละเอียดหลักฐานให้สังคมได้ร่วมกันตรวจสอบต่อไป

กรมสมเด็จพระเทพฯ พระราชทานพระราชวโรกาสให้ อธิบดีกรมปศุสัตว์-คณะกรรมการบริหาร กพด. เข้าเฝ้าฯ

กรมสมเด็จพระเทพฯ พระราชทานพระราชวโรกาสให้ อธิบดีกรมปศุสัตว์-คณะกรรมการบริหาร กพด. เข้าเฝ้าฯ

กรมสมเด็จพระเทพฯ พระราชทานพระราชวโรกาสให้ อธิบดีกรมปศุสัตว์-คณะกรรมการบริหาร กพด. เข้าเฝ้าฯ

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.53 น.

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จออก ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระราชทานพระราชวโรกาสให้คณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร กรมปศุสัตว์ เข้าเฝ้าทูลละอองพระบาท

วันพฤหัสบดีที่ 16 กรกฎาคม 2569 เวลา 14.00 น. สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จออก ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระราชทานพระราชวโรกาสให้ นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วย คณะกรรมการบริหาร

กองทุนพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร (กพด.) กรมปศุสัตว์ เข้าเฝ้าทูลละอองพระบาท ถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ วันที่ 2 เมษายน 2569 ในการนี้ อธิบดีกรมปศุสัตว์ ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายแจกันดอกไม้และถวายเงินโดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัย
 

ไทย-มาเลเซีย เตรียมเปิดด่านค้ากุ้ง-ปลากะพง สิ้นเดือน ก.ค.นี้

ไทย-มาเลเซีย เตรียมเปิดด่านค้ากุ้ง-ปลากะพง สิ้นเดือน ก.ค.นี้

ไทย-มาเลเซีย เตรียมเปิดด่านค้ากุ้ง-ปลากะพง สิ้นเดือน ก.ค.นี้

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.51 น.

เตรียมส่งเจ้าหน้าที่ตรวจคุณภาพสินค้าระหว่างกัน 21 ถึง 23 กรกฎาคมนี้ คาดเปิดด่านค้าขายได้ตามปกติภายในสิ้นเดือนนี้ ย้ำเน้นเกณฑ์ตรวจคุณภาพเข้มข้น ป้องกันสินค้าทะลักกระทบเกษตรกรไทย

วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เปิดเผยว่า จากการแก้ไขปัญหากรณีข้อจำกัดการค้าขายกุ้งและปลากะพง ระหว่างไทยกับมาเลเซีย   ที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 หลังมาเลเซีย สั่งระงับการนำเข้ากุ้ง 5 ชนิดจากไทย ล่าสุดขณะนี้มีความเป็นไปได้สูงที่จะกลับมาเปิดด่านการค้าขายได้ตามปกติ ภายในสิ้นเดือนกรกฎาคมนี้  เนื่องจากกรมประมงของไทย ได้ประสานงานกับทางการมาเลเซียในระดับปฏิบัติการ และได้ข้อตกลงร่วมกันที่จะส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบด่าน และกระบวนการผลิตของทั้ง 2 ฝ่าย ระหว่างวันที่ 21-23 กรกฎาคมนี้ 

ทั้งนีัหากขั้นตอนการตรวจประเมินเสร็จสิ้น และไม่พบปัญหาจะสามารถเปิดด่านค้าขายสัตว์น้ำได้อย่างเสรี และไม่มีข้อจำกัดโควตาภายในกรอบเวลา 30 วันตามเป้าหมาย ที่ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เคยให้สัมภาษณ์ไว้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา 

สำหรับข้อกังวลของกลุ่มผู้เลี้ยงปลากะพงและสัตว์น้ำอื่นๆ เกี่ยวกับการลักลอบนำเข้า หรือสินค้าด้อยคุณภาพเข้ามาสวมสิทธิ์ หลังจากมีการเปิดการค้าเสรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ยืนยันว่า มาตรการหลักจะใช้การตรวจคุณภาพอย่างเข้มงวด หากพบสินค้าไม่ได้มาตรฐาน จะไม่ได้รับอนุญาตให้นำเข้าโดยเด็ดขาด จึงเชื่อมั่นว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรไทยอย่างแน่นอน

กรมชลฯ เดินหน้าเสริมความมั่นคงด้านน้ำ แก้ปัญหาขาดแคลนน้ำอย่างยั่งยืนให้ชาวคลองลาน

กรมชลฯ เดินหน้าเสริมความมั่นคงด้านน้ำ แก้ปัญหาขาดแคลนน้ำอย่างยั่งยืนให้ชาวคลองลาน

กรมชลฯ เดินหน้าเสริมความมั่นคงด้านน้ำ แก้ปัญหาขาดแคลนน้ำอย่างยั่งยืนให้ชาวคลองลาน

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.23 น.

กรมชลประทาน เดินหน้าศึกษาความเหมาะสมและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการอ่างเก็บน้ำคลองอีจ้อ อำเภอคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร ภายใต้แผนหลักการพัฒนาลุ่มน้ำคลองสวนหมาก เพื่อเพิ่มความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำ แก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

กรมชลประทานได้จัดกิจกรรมสื่อมวลชนสัญจร พร้อมนำเสนอผลการศึกษาคัดเลือกพื้นที่โครงการอ่างเก็บน้ำคลองอีจ้อ ณ ศาลากลางจังหวัดกำแพงเพชร และลงพื้นที่บริเวณบ้านเนินสว่าง ตำบลนาบ่อคำ จังหวัดกำแพงเพชร เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาแหล่งน้ำบนพื้นฐานข้อมูลทางวิชาการ ข้อเท็จจริง และการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่

โครงการอ่างเก็บน้ำคลองอีจ้อถือเป็นอีกหนึ่งแนวทางสำคัญในการบริหารจัดการน้ำของจังหวัดกำแพงเพชร โดยมุ่งเพิ่มศักยภาพการเก็บกักน้ำต้นทุนไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง ช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตร ตลอดจนเสริมความมั่นคงด้านน้ำให้กับชุมชนและภาคการผลิตในพื้นที่ลุ่มน้ำคลองสวนหมาก ซึ่งประสบปัญหาความผันผวนของปริมาณน้ำมาอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ โครงการยังเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในระยะยาว เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลให้สถานการณ์น้ำมีความแปรปรวนมากขึ้น ทั้งในด้านภัยแล้งและฝนทิ้งช่วง โดยกรมชลประทานให้ความสำคัญกับการศึกษาผลกระทบในทุกมิติ ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับการเปิดโอกาสให้ประชาชนและทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและเสนอข้อห่วงกังวลตลอดกระบวนการศึกษา

การลงพื้นที่ครั้งนี้ยังเป็นโอกาสสำคัญในการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่อย่างใกล้ชิด เพื่อให้การพัฒนาโครงการเป็นไปอย่างรอบด้าน โปร่งใส และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อชุมชน โดยข้อมูลและข้อเสนอแนะที่ได้รับจะถูกนำไปประกอบการศึกษาความเหมาะสมของโครงการอย่างครบถ้วน

กรมชลประทานยืนยันเดินหน้าพัฒนาแหล่งน้ำควบคู่กับการดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชนและทรัพยากรธรรมชาติ โดยมุ่งสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้กับทุกภาคส่วน เพื่อรองรับการเติบโตของชุมชนและการพัฒนาพื้นที่ในอนาคต อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนในจังหวัดกำแพงเพชรอย่างยั่งยืนต่อไป

‘นมตรามะลิ’ และ ‘เนยออร์คิด’ คว้ารางวัล Marketeer No.1 Brand Thailand 2026

‘นมตรามะลิ’ และ ‘เนยออร์คิด’ คว้ารางวัล Marketeer No.1 Brand Thailand 2026

‘นมตรามะลิ’ และ ‘เนยออร์คิด’ คว้ารางวัล Marketeer No.1 Brand Thailand 2026

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.15 น.

บริษัท อุตสาหกรรมนมไทย จำกัด ตอกย้ำความสำเร็จด้านการสร้างแบรนด์ หลัง นมตรามะลิ และ เนยออร์คิด คว้ารางวัล Marketeer No.1 Brand Thailand 2026 จากผลสำรวจแบรนด์ที่ผู้บริโภคไว้วางใจและเลือกใช้มากที่สุด โดย นมตรามะลิ ได้รับรางวัลในกลุ่มผลิตภัณฑ์นมข้นหวาน ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ขณะที่ เนยออร์คิด ได้รับรางวัลในกลุ่มผลิตภัณฑ์เนย สะท้อนความแข็งแกร่งของทั้งสองแบรนด์ที่เติบโตเคียงข้างผู้บริโภคไทยมาอย่างยาวนาน และตอกย้ำความสำเร็จของอุตสาหกรรมนมไทยในฐานะองค์กรที่มี 2 แบรนด์ผู้นำ ครองใจผู้บริโภคในคนละเซ็กเมนต์

พิชญเทพ ยุกตะเสวี รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท อุตสาหกรรมนมไทย จำกัด กล่าวว่า รางวัลนี้ไม่ใช่เพียงเครื่องการันตีความสำเร็จของแบรนด์ แต่เป็นบทพิสูจน์ของความไว้วางใจที่ผู้บริโภคมีต่อนมตรามะลิมาอย่างต่อเนื่อง คุณพิชญเทพ กล่าวว่า “สำหรับเรา ความไว้วางใจไม่ได้เกิดจากแคมเปญการตลาด แต่เกิดจากการรักษาสัญญากับผู้บริโภคในทุกวัน นมตรามะลิยึดมั่นเรื่องคุณภาพมากว่า 60 ปี พร้อมพัฒนาแบรนด์ให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับ Healthy Lifestyle และมองหาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตในแต่ละวัน

สองผู้บริหาร พิชญเทพ ยุกตะเสวี และ สุดถนอม กรรณสูต

ปัจจุบันการสร้าง Brand Awareness เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป สิ่งสำคัญคือ Brand Relevance หรือการทำให้แบรนด์ยังคงมีความหมายและเชื่อมโยงกับผู้บริโภคในทุกช่วงเวลา โดยเริ่มจากการรับฟัง Consumer Insight และนำมาต่อยอดทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์ นวัตกรรม และการสื่อสาร”

ตลอดปีที่ผ่านมา นมตรามะลิเดินหน้าสร้างการเติบโตผ่านกลยุทธ์ Brand Collaboration กับพันธมิตรชั้นนำ อาทิ Auntie Anne’s, After You, Babycakes, Karun และ Yolk รวมถึงการสร้างคอนเทนต์ร่วมกับ CEO รุ่นใหม่และครีเอเตอร์หลากหลายวงการ ช่วยสร้างกระแสบนโลกออนไลน์ ขยาย Brand Relevance และสร้าง Engagement กับผู้บริโภครุ่นใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง คุณพิชญเทพ กล่าวว่า  “ผู้บริโภคเปลี่ยนเร็วมาก สิ่งที่เราทำคือฟังให้มากขึ้น เราใช้ทั้ง Social Media, Digital Platform และ TikTok เป็นพื้นที่พูดคุยกับผู้บริโภค โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ผมไปทำคอนเทนต์เอง อ่านทุกคอมเมนต์ เพราะหลายครั้ง Insight ที่ดีที่สุดไม่ได้อยู่ในห้องประชุม แต่อยู่ในบทสนทนากับผู้บริโภค”

ด้าน เนยออร์คิด ยังคงตอกย้ำความเป็นผู้นำในตลาดเนย ภายใต้แนวคิด “อร่อยแน่แค่…ออร์คิด” ที่สร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคมายาวนาน  สุดถนอม กรรณสูต กรรมการ บริษัท อุตสาหกรรมนมไทย จำกัด กล่าวว่า ความสำเร็จของเนยออร์คิดเกิดจากการรักษามาตรฐานคุณภาพและการเข้าใจความต้องการของผู้บริโภคทั้งกลุ่ม B2B และ B2C คุณสุดถนอม กล่าวว่า “สำหรับออร์คิด ความไว้วางใจเกิดจากผลลัพธ์ ทุกครั้งที่ผู้บริโภคเลือกใช้ออร์คิด เขาต้องมั่นใจว่าเมนูจะออกมาอร่อยได้อย่างที่ตั้งใจ ความสม่ำเสมอของคุณภาพจึงเป็นหัวใจของเรา และเป็นที่มาของคำว่า ‘อร่อยแน่แค่…ออร์คิด’ ที่ทุกคนคุ้นเคย”

หนึ่งในความสำเร็จของปีที่ผ่านมา คือการทำ Brand Collaboration กับ Guss Damn Good ซึ่งได้รับกระแสตอบรับอย่างโดดเด่นและช่วยสะท้อนภาพลักษณ์ของออร์คิดในฐานะแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพวัตถุดิบและการสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้บริโภค

ทั้งสองผู้บริหาร ต่างเห็นตรงกันว่า ความสำเร็จของทั้งนมตรามะลิและเนยออร์คิดเกิดจากการยึดผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง พร้อมเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ นวัตกรรม และการสื่อสารอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้แบรนด์ยังคงมีความหมายและอยู่ในใจผู้บริโภคในทุกยุค รางวัล Marketeer No.1 Brand Thailand 2026 ที่ได้รับติดต่อกันมา 5 ปี จึงไม่เพียงสะท้อนความสำเร็จของทั้งสองแบรนด์ แต่ยังตอกย้ำวิสัยทัศน์ของ บริษัท อุตสาหกรรมนมไทย จำกัด ในการสร้างแบรนด์ไทยที่แข็งแกร่ง ผ่านคุณภาพ นวัตกรรม และความเข้าใจผู้บริโภค เพื่อเติบโตเคียงข้างสังคมไทยอย่างยั่งยืน