นายกฯ เยี่ยมชมบริษัทหุ่นยนต์ชั้นนำของจีน แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้าน AI และ Humanoid Robots

นายกฯ เยี่ยมชมบริษัทหุ่นยนต์ชั้นนำของจีน แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้าน AI และ Humanoid Robots

นายกฯ เยี่ยมชมบริษัทหุ่นยนต์ชั้นนำของจีน แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้าน AI และ Humanoid Robots

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.51 น.

นายกฯ เยี่ยมชมบริษัท AgiBot บริษัทหุ่นยนต์ชั้นนำของจีนแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้าน AI และ Humanoid Robots ต่อยอดพัฒนาอุตสาหกรรม การแพทย์ และการดูแลผู้สูงอายุของไทย
 
เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 เวลา 13.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่นนครเซี่ยงไฮ้) ที่บริษัท Zhiyuan Innovation (Shanghai) Technology (AgiBot) นครเซี่ยงไฮ้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าเยี่ยมชมบริษัท AgiBot บริษัทเทคโนโลยีหุ่นยนต์ชั้นนำของจีน ดำเนินการพัฒนาเทคโนโลยี ครอบคลุมทั้งฮาร์ดแวร์ ระบบปฏิบัติการหุ่นยนต์ โมเดลปัญญาประดิษฐ์ และฐานข้อมูลสำหรับการฝึกฝนหุ่นยนต์ เพื่อให้สามารถประยุกต์ใช้ได้อย่างหลากหลาย ทั้งในภาคการผลิต โลจิสติกส์ การบริการ และการดูแลผู้สูงอายุ
 
โอกาสนี้ ผู้บริหารบริษัท AgiBot ได้นำหุ่นยนต์ AGIBOT A3 สวมชุดไทยประจำชาติ กล่าวต้อนรับนายกรัฐมนตรีและคณะเป็นภาษาไทย และหุ่นยนต์ AGIBOT X2 สาธิตศิลปะการต่อสู้มวยไทย สร้างความประทับใจให้กับนายกรัฐมนตรีและคณะ


 
จากนั้น นายกรัฐมนตรีรับฟังการบรรยายสรุปเกี่ยวกับการพัฒนาหุ่นยนต์ของบริษัท ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ที่ออกแบบให้มีปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ หุ่นยนต์สำหรับภาคอุตสาหกรรมและคลังสินค้า และหุ่นยนต์เฉพาะทางสำหรับงานลาดตระเวน ตรวจสอบความปลอดภัย และงานทำความสะอาดเชิงพาณิชย์ พร้อมทั้งเยี่ยมชมการสาธิตการทำงานของหุ่นยนต์โต้ตอบกับมนุษย์ ซึ่งสามารถสื่อสารภาษาไทย หุ่นยนต์ขายของ หุ่นยนต์สัตว์เลี้ยงและหุ่นยนต์กู้ภัย หุ่นยนต์วาดพู่กันเป็นอักษรจีน และรับประทานกาแฟที่มาจากหุ่นยนต์ทำ
 
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และหุ่นยนต์กำลังมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก และเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ประเทศไทยให้ความสำคัญ โดยรัฐบาลมุ่งส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง การวิจัยและพัฒนา ตลอดจนการพัฒนาบุคลากรด้านดิจิทัลและ AI เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เชื่อมั่นว่าความร่วมมือระหว่างไทยกับบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของจีนจะช่วยสนับสนุนการถ่ายทอดองค์ความรู้ การพัฒนาบุคลากร และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีหุ่นยนต์ในภาคอุตสาหกรรมและบริการของไทยในอนาคต


 
ทั้งนี้ AgiBot เป็นบริษัทสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ชั้นนำของจีน และได้รับการสนับสนุนจากบริษัทเทคโนโลยีและกองทุนร่วมลงทุนชั้นนำระดับโลก ปัจจุบันสามารถผลิตหุ่นยนต์ในระดับอุตสาหกรรมเชิงพาณิชย์ และบริษัทมียอดจัดส่งหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์เป็นอันดับต้นๆ ของโลก

เสธ.ทบ. ลั่นไม่เชื่อคำอ้างเขมร หลังยิงปืน 3 นัดใกล้ฐานทหารไทย ย้ำกองทัพตอบโต้ตามหลักปฏิบัติ

เสธ.ทบ. ลั่นไม่เชื่อคำอ้างเขมร หลังยิงปืน 3 นัดใกล้ฐานทหารไทย ย้ำกองทัพตอบโต้ตามหลักปฏิบัติ

เสธ.ทบ. ลั่นไม่เชื่อคำอ้างเขมร หลังยิงปืน 3 นัดใกล้ฐานทหารไทย ย้ำกองทัพตอบโต้ตามหลักปฏิบัติ

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.37 น.

“เสธ.ทบ.” ลั่นไม่เชื่อคำอ้าง”กัมพูชา” หลังยิงปืน 3 นัดใกล้ฐานทหารไทย ย้ำกองทัพ ตอบโต้ตามหลักปฏิบัติ ยืนยันสร้างแน่ อ่างเก็บน้ำ ”ห้วยตามาเรีย“ ไม่ว่าจะใช้งบฯ ไหน ขอแค่สร้างประโยชน์ให้ประเทศชาติ 

วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ที่อาคารรัฐสภา พลเอก ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีสถานการณ์ชายแดนไทย และกัมพูชาที่ล่าสุดมีการยิงปืนจากฝั่งกัมพูชาจำนวน 3 นัด เข้ามาใกล้เขตฐานทหารไทยว่า เราก็ยิงตอบโต้ไปตามแนวทางที่เรายึดถือ แต่ฝั่งกัมพูชาก็มีการติดต่อเข้ามา เพื่อพูดคุยกันระหว่างผู้บังคับบัญชาในพื้นที่ ซึ่งฝ่ายเราก็ได้ท้วงติงไปแบบแรง ๆ ว่า เหตุการณ์แบบนี้ต้องไม่เกิดขึ้นอีก ถ้าหากเกิดขึ้นต้องปฏิบัติตามแถลงการณ์ร่วม หรือ Joint Declaration ไทย-กัมพูชา หากเขายังล่วงล้ำ หรือผิดไปจากข้อตกลง เราก็จะดำเนินการตามขั้นตอนของเรา 

ส่วนกัมพูชาได้แจ้งสาเหตุหรือไม่ว่า 3 นัดเกิดจากสาเหตุอะไร เสธ ทบ. กล่าวว่า ขอบอกตรงไปตรงมาว่า เขาบอกเราก็เชื่อไม่ได้ จะบอกว่า เสียวินัย กำลังพลมีปัญหา หรือไปรับประทานสุราอะไรก็ตาม เราไม่เชื่อถือ ซึ่งเราเชื่อแต่เรื่องจริงว่า เรื่องนี้มีการดำเนินการ และเราก็ตอบโต้ไป 

เมื่อถามถึงการประชุมกองเลขานุการคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย-กัมพูชากองทัพภาคที่ 2 ของไทยและภูมิภาคทหารที่ 4 ของกัมพูชา หรือ RBC ที่ได้แจ้งไปว่า ตั้งแต่เดือนเมษายน 2569 จนถึงปัจจุบันได้ยินเสียงระเบิดรวม 19 ครั้งนั้น เสธ ทบ. กล่าวว่า เรื่องนี้เราได้แจ้งฝั่งกัมพูชาไป เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ถ้าเกิดขึ้นตามแนวชายแดน ถึงแม้จะอยู่ในเขตกัมพูชาก็ตาม ละเอียดอ่อนของเราแต่ว่า เรื่องนี้ละเอียดอ่อนต่อประชาชนของเรา และต่อกำลังพล ดังนั้นไม่ควรเกิดขึ้น กำลังพลกัมพูชาต้องระมัดระวัง ไม่ว่าจะเป็นส่วนไหนก็แล้วแต่ ซึ่งเราได้ท้วงติงไปแล้ว 

ส่วนเรื่องความคืบหน้าอ่างเก็บน้ำห้วยตามาเรีย จ.ศรีสะเกษ หลังกรมชลประทานได้ตั้งงบประมานเพื่อก่อสร้างแล้วนั้น เสธ ทบ. กล่าวว่า ตนก็ทราบข่าวมาแบบนั้น เพราะตนได้เข้าไปพูดคุยกับกรมชลประทาน เขาก็ชี้แจงว่า เรื่องนี้มีแนวทางการดำเนินการอย่างไร ซึ่งเรื่องนี้เราได้เรียนนายกรัฐมนตรีไปแล้ว และนายกรัฐมนตรีก็มีบัญชามาว่า จะดู ส่วนงบฯ จะเป็นส่วนไหนก็แล้วแต่ ก็คงไม่มีปัญหาอะไร ไม่ว่าจะเป็นงบจากทางกรมชลประทาน, งบกลาง หรืองบจากกองทัพดำเนินการ เราก็พร้อม ขอแค่ให้สร้างประโยชน์ต่อประเทศชาติ ไม่ว่า จะเป็นเงินจากหน่วยไหน ไม่เป็นปัญหาอะไร พร้อมสร้าง และกรมชลประทานก็ได้มีการประสานงานกับกองทัพภาคที่ 2 อยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว

นายกฯถกปธน.คาซัคสถาน ย้ำไทยพร้อมเป็นประตูสู่อาเซียน ลุยการค้า-ท่องเที่ยว

นายกฯถกปธน.คาซัคสถาน ย้ำไทยพร้อมเป็นประตูสู่อาเซียน ลุยการค้า-ท่องเที่ยว

นายกฯถกปธน.คาซัคสถาน ย้ำไทยพร้อมเป็นประตูสู่อาเซียน ลุยการค้า-ท่องเที่ยว

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.57 น.

นายกฯ หารือ ปธน. คาซัคสถาน ย้ำไทยพร้อมเป็นประตูสู่อาเซียน เดินหน้าความร่วมมือด้านการค้า การลงทุนเทคโนโลยี และการท่องเที่ยว ขยายโอกาสทางเศรษฐกิจไทย–เอเชียกลาง

วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 เวลา 11.15 น. (ตามเวลาท้องถิ่นนครเซี่ยงไฮ้ ) ที่ศูนย์การประชุม Shanghai World Reception Hall  นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พบหารือทวิภาคีกับนายคาซีม-โยมาร์ต โตคาเยฟ ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐคาซัคสถาน   

นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณประธานาธิบดีคาซัคสถานสำหรับคำเชิญเยือนคาซัคสถานอย่างเป็นทางการในปี 2570 ซึ่งเป็นวาระครบรอบ 35 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-คาซัคสถาน พร้อมเชิญประธานาธิบดีคาซัคสถานเยือนไทยอย่างเป็นทางการ ทั้งสองฝ่ายชื่นชมการเยือนและการติดต่อระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกันให้ก้าวหน้าขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า คาซัคสถานเป็นประเทศคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของไทยในเอเชียกลาง และไทยพร้อมเป็นประตูสู่ตลาดอาเซียน โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะขยายความร่วมมือในสาขาที่มีศักยภาพร่วมกัน อาทิ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การแพทย์ ความมั่นคงทางอาหาร การบริการการโรงแรม ปัญญาประดิษฐ์ (AI) พลังงาน และแร่หายากสำคัญ  ซึ่งนายกรัฐมนตรีเสนอให้มีการหารือกันอย่างใกล้ชิดต่อไป   

นายกรัฐมนตรีขอบคุณคาซัคสถานที่สนับสนุนข้อริเริ่มของไทยในการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างไทยกับสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (EAEU) ซึ่งจะช่วยขยายโอกาสทางการค้า การลงทุน และการเติบโตทางเศรษฐกิจ อันจะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนของทั้งสองประเทศ

นายกรัฐมนตรีชื่นชมการพัฒนาเส้นทางขนส่งระหว่างประเทศข้ามทะเลแคสเปียนของคาซัคสถาน(Trans-Caspian International Transport Route: TITR) ซึ่งช่วยเสริมสร้างการเชื่อมโยงและอำนวยความสะดวกการค้าระหว่างภูมิภาค พร้อมย้ำศักยภาพของคาซัคสถานในการเป็นประตูสู่เอเชียกลางและยุโรป

ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องสนับสนุนการขยายเส้นทางบินใหม่เพิ่มมากขึ้น เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและการเชื่อมโยงในระดับประชาชนระหว่างสองประเทศ โดยไทยยังคงเป็นจุดหมายยอดนิยมของนักท่องเที่ยวคาซัคสถาน ขณะที่ประชาชนไทยให้ความสนใจเดินทางไปคาซัคสถานมากขึ้น  

ในตอนท้าย  ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องถึงความสำคัญของกรอบพหุภาคีที่เปิดกว้างและยึดมั่นกติกาสากล โดยไทยพร้อมทำงานอย่างใกล้ชิดกับคาซัคสถานในกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศที่สำคัญ และสนับสนุนการมีบทบาทที่เพิ่มขึ้นของคาซัคสถานในอาเซียน ตลอดจนความร่วมมือในประเด็นสำคัญของประชาคมโลก อาทิ การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ

‘อนุทิน’ นำทัพธุรกิจไทยบุกจีนครั้งประวัติศาสตร์ จับคู่ธุรกิจปูทางขยายการลงทุน

‘อนุทิน’ นำทัพธุรกิจไทยบุกจีนครั้งประวัติศาสตร์ จับคู่ธุรกิจปูทางขยายการลงทุน

‘อนุทิน’ นำทัพธุรกิจไทยบุกจีนครั้งประวัติศาสตร์ จับคู่ธุรกิจปูทางขยายการลงทุน

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.04 น.

“อนุทิน” นำทัพนักลงทุนไทยครั้งประวัติศาสตร์ 153 คน จาก 48 บริษัท บุกจีน เปิดวงรับฟังเสียงภาคธุรกิจไทยโดยตรง เพื่อนำข้อเสนอเป็นวาระหารือกับรัฐบาลจีน พร้อมจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจและเปิดสำนักงานบีโอไอแห่งที่ 4 ที่นครเฉิงตู รองรับการลงทุนอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและพลังงานสะอาด

เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ในการเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และคณะในครั้งนี้นายกรัฐมนตรีจะเป็นประธานเปิดสำนักงานส่งเสริมการลงทุนแห่งที่ 4 ของบีโอไอที่นครเฉิงตู ซึ่งถือว่าเป็นสำนักงานสำคัญที่จะดูแลเรื่องการส่งเสริมการลงทุนในภูมิภาคจีนฝั่งตะวันตกซึ่งถือว่ามีความสำคัญกับเศรษฐกิจจีนในปัจจุบันและมีบริษัทที่ศักยภาพสูงในด้านเทคโนโลยีขั้นสูงและพลังงานสะอาดหลายบริษัทในพื้นที่นี้

นอกจากนี้ในการเปิดสำนักงานส่งเสริมการลงทุนในนครเฉิงตูในครั้งนี้ยังมีกิจกรรมสำคัญคือ”Prime Minister-Thai Private Sector Luncheon” ซึ่งเป็นการร่วมรับประทานอาหารกลางวันและหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีและกลุ่มนักธุรกิจไทยชั้นนำกว่า 153 คน จาก 48 บริษัท โดยจะมีนักธุรกิจ 110 คนร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับนายกรัฐมนตรี  ถือเป็นการนำทัพนักธุรกิจไทยมายังประเทศจีนครั้งที่ใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ 

นายนฤตม์ระบุว่า กิจกรรมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้ท่านนายกรัฐมนตรีได้พบปะและรับฟังประสบการณ์การทำธุรกิจในจีนจากภาคเอกชนโดยตรง เนื่องจากหลายบริษัทมีความเชี่ยวชาญและมีการลงทุนในจีนอยู่แล้ว  โดยข้อมูลและข้อเสนอแนะเหล่านี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับท่านนายกรัฐมนตรีในการนำไปหารือเพื่อผลักดันความร่วมมือและขอรับการสนับสนุนจากรัฐบาลจีน โดยเฉพาะในการปฏิบัติภารกิจของนายกรัฐมนตรีต่อเนื่องที่กรุงปักกิ่งในวันจันทร์ที่ 20 ก.ค.นี้ ที่จะพบกับนาย หลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน
ในกิจกรรมครั้งนี้จะมีนักธุรกิจที่มีประสบการณ์ทำธุรกิจในประเทศจีนมาถ่ายทอดประสบการณ์การลงทุนและทำธุรกิจในประเทศจีนได้แก่ นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) และสราวุฒิ อยู่วิทยา  ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มธุรกิจกระทิงแดง (TCP)  นอกจากนี้จะมีกิจกรรมจับคู่ธุรกิจระหว่างธุรกิจจีนและธุรกิจไทย โดยมีบริษัทไทยที่จะเข้าร่วมกิจกรรมนี้ที่ได้ลงทะเบียนมาแล้วมีบริษัทไทยลงทะเบียนล่วงหน้าไว้ประมาณ 40 กว่าราย ทางบีโอไอได้จัดพื้นที่เฉพาะเพื่อให้บริษัทไทยกลุ่มนี้ได้พบปะและเจรจากับธุรกิจฝั่งจีนที่มีความสนใจในรูปแบบเดียวกัน เพื่อสร้างโอกาสในการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจร่วมกันในอนาคต 

“บีโอไอให้ความสำคัญกับ การลงทุนสองทาง (Two-way Investment) โดยไม่เพียงแต่ดึงดูดการลงทุนจากจีนเข้าสู่ไทย แต่ยังมุ่งส่งเสริมให้นักลงทุนไทยที่มีศักยภาพขยายฐานธุรกิจมายังจีนและหาพันธมิตรร่วมทุน เพื่อสร้างความแข็งแกร่งร่วมกันในห่วงโซ่อุปทานระดับโลก”นายนฤตม์ กล่าว

สำหรับกลุ่มนักธุรกิจที่เข้าร่วมโต๊ะหารือกับนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ครอบคลุมอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์สำคัญหลายด้าน ได้แก่ องค์กรพันธมิตรและยักษ์ใหญ่ภาคการผลิต นำโดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย หอการค้าไทย-จีน รวมถึงผู้บริหารระดับสูงจากภาคเอกชน ได้แก่ กลุ่มซีพี กลุ่มกระทิงแดง บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง กลุ่มสหฟาร์ม กลุ่มมิตรผล เครือซิเมนต์ไทย (SCG) บริษัท บ้านปู บริษัท Energy Absolute (EA) บริษัทอมตะ  และดับบลิวเอชเอ 
นอกจากนั้นยังมีกลุ่มสถาบันการเงินและบริการ มีตัวแทนจากธนาคารพาณิชย์หลักของไทย เช่น KBANK, ธนาคารกรุงเทพ รวมถึงกลุ่มค้าปลีกและการแพทย์อย่าง The Mall Group,ไทยเบฟเวอเรจ และ BDMS เป็นต้น 

เอกนิติ เผยรัฐบาลยกทัพเอกชนไทยบุกจีน หวังคว้าเม็ดเงิน AI-พลังงานสะอาด-ดิจิทัล ปักหมุดไทยฐานลงทุนอนาคต

เอกนิติ เผยรัฐบาลยกทัพเอกชนไทยบุกจีน หวังคว้าเม็ดเงิน AI-พลังงานสะอาด-ดิจิทัล ปักหมุดไทยฐานลงทุนอนาคต

เอกนิติ เผยรัฐบาลยกทัพเอกชนไทยบุกจีน หวังคว้าเม็ดเงิน AI-พลังงานสะอาด-ดิจิทัล ปักหมุดไทยฐานลงทุนอนาคต

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.44 น.

“เอกนิติ” ชี้โลกเข้าสู่คลื่นการลงทุนลูกใหม่รอบ 40 ปี รัฐบาลยกทัพเอกชนไทยบุกจีน หวังคว้าเม็ดเงิน AI-พลังงานสะอาด-ดิจิทัล ปักหมุดไทยเป็นฐานลงทุนแห่งอนาคต

วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ที่มหานครเซี่ยงไฮ้ ระหว่างการร่วมคณะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 16-20 กรกฎาคม 2569 ว่า

ความโดดเด่นของการเดินทางเยือนจีนครั้งนี้ คือการผนึกกำลังกับภาคเอกชนชั้นนำของไทยที่ขนทัพร่วมเดินทางไปเป็นจำนวนมาก เพื่อร่วมเวทีจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) กับนักลงทุนจีน เพื่อเจรจาดึงดูดการลงทุนครั้งใหญ่เข้าสู่ประเทศไทย และแสดงศักยภาพความพร้อมของประเทศ โดยมีบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับประเทศร่วมเดินทาง เช่น เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP), กลุ่มอมตะ (AMATA), สหพัฒน์ (SPI) รวมถึงกลุ่มธนาคารพาณิชย์ชั้นนำ

“ทิศทางการลงทุนในปัจจุบันเปรียบเสมือนจุดเปลี่ยนผ่านที่สำคัญของโลก วันนี้โลกเปลี่ยนจริงๆ มีคลื่นการลงทุนลูกใหม่ เหมือนคลื่นการลงทุนที่เคยเกิดขึ้นเมื่อปี 1980 ตอนนั้นเป็นคลื่นการลงทุนจากญี่ปุ่น แต่วันนี้มันคือคลื่นลูกใหม่ คือ AI, พลังงานสะอาด, ดิจิทัล และระบบอัตโนมัติ โดยรัฐบาลยังคงพุ่งเป้าไปที่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และหุ่นยนต์อีกด้วย” 

ด่วน! กก.สรรหา มีมติเอกฉันท์ นพ.สรณ พ้นประธาน กสทช. ชี้มีคุณสมบัติต้องห้าม

ด่วน! กก.สรรหา มีมติเอกฉันท์ นพ.สรณ พ้นประธาน กสทช. ชี้มีคุณสมบัติต้องห้าม

ด่วน! กก.สรรหา มีมติเอกฉันท์ นพ.สรณ พ้นประธาน กสทช. ชี้มีคุณสมบัติต้องห้าม

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.35 น.

ด่วน! กรรมการสรรหามีมติเอกฉันท์ “นพ.สรณ”ประธานกสทช. มีลักษณะต้องห้าม จึงถือว่าได้สละสิทธิ์เข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช.

วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 นายวิษณุ วรัญญู  ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการสรรหาคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ  (กสทช.) เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า ที่ ประชุมมีมติ เป็นเอกฉันท์ว่านายแพทย์สรณ  บุญใบชัยพฤกษ์  ประธานกรรมการกสทช. มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา8 (2)แห่งพระราชบัญญัติองค์กร จัดสรรคลื่นความถี่ พ.ศ. 2553 จึงถือว่าได้สละสิทธิ์การเข้ารับตำแหน่งกรรมการกสทชตามมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ พ.ศ. 2553 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่(ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2564

นายวิษณุ กล่าวเพิ่มเติมว่า การกระทำที่ผ่านมาของนายแพทย์สรณ ไปเป็นเรื่องที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะหยิบยก แต่ละเรื่องไปพิจารณาว่าจะมีผลอย่างไร 

ส่วนจะต้องให้เสนอเรื่องให้นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าฯหรือไม่ นายวิษณุ  กล่าวว่า ฝ่ายสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา รับเรื่องมาจากช่องทางไหนก็ส่งกลับไปช่องทางนั้น 

นายกฯ ชื่นชม ‘น้องเพซ’ วัย 9 ขวบ คว้า 2 แชมป์โลกโค้ดดิ้ง ตอกย้ำศักยภาพเยาวชนไทย

นายกฯ ชื่นชม 'น้องเพซ' วัย 9 ขวบ คว้า 2 แชมป์โลกโค้ดดิ้ง ตอกย้ำศักยภาพเยาวชนไทย

นายกฯ ชื่นชม ‘น้องเพซ’ วัย 9 ขวบ คว้า 2 แชมป์โลกโค้ดดิ้ง ตอกย้ำศักยภาพเยาวชนไทย

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 09.20 น.

นายกฯ ชื่นชม “น้องเพซ” คว้าแชมป์โลกโค้ดดิ้ง ย้ำรัฐบาลพร้อมสร้างโอกาสให้เด็กไทย เชื่อศักยภาพเยาวชนไทย

เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ก่อนการเดินทางเข้าร่วมการประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก (World AI Conference) ณ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้รับทราบข่าวความสำเร็จของ “น้องเพซ” หรือ ด.ช.พาวินท์ พัฒนเวคิน นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 อายุ 9 ปี จากจังหวัดภูเก็ต ที่คว้าแชมป์โลก 2 รายการ จากการแข่งขัน The International STEM Olympiad & Coding Olympiad 2026 รอบชิงชนะเลิศ ณ กรุงโรม สาธารณรัฐอิตาลี โดยสามารถเอาชนะผู้เข้าแข่งขันกว่า 38,000 คน จาก 153 ประเทศ และกว่า 1,700 โรงเรียนทั่วโลก

นายกรัฐมนตรีกล่าวแสดงความยินดีและชื่นชมในความสามารถ ความพากเพียร และความมุ่งมั่นของน้องเพซ พร้อมขอร่วมแสดงความยินดีกับครอบครัว คุณครู และผู้ที่มีส่วนสนับสนุนทุกคน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้เยาวชนไทยได้แสดงศักยภาพบนเวทีนานาชาติ

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ความสำเร็จของน้องเพซเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า “เด็กไทยมีศักยภาพไม่แพ้ชาติใดในโลก” หากได้รับโอกาสและการส่งเสริมที่เหมาะสม พร้อมฝากกำลังใจถึงเด็กและเยาวชนไทยทุกคนให้เชื่อมั่นในตนเอง กล้าคิด กล้าสร้างสรรค์ และไม่หยุดเรียนรู้ เพราะโลกยุคใหม่เปิดโอกาสให้ความสามารถและความพยายามนำไปสู่ความสำเร็จได้ ไม่ว่าจะเกิดหรือเติบโตที่ใด  สอดคล้องกับวันนนี้ ที่ตนได้เข้าร่วมการประชฺมปัญญาประดิษฐ์โลก 2026 เพื่อแสวงหาความร่วมในวิทยาการและโอกาสใหม่ ให้กับประเทศไทยด้วย 

“รัฐบาลขอร่วมแสดงความยินดีกับน้องเพซที่สร้างชื่อเสียงและความภาคภูมิใจให้กับประเทศไทย ความสำเร็จครั้งนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้เด็กไทยอีกจำนวนมากเห็นว่า หากมีความตั้งใจและได้รับโอกาสที่ดี ก็สามารถก้าวไปสู่เวทีโลกได้เช่นกัน” นายกรัฐมนตรีกล่าว

นางสาวรัชดา กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพเยาวชนในด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม คณิตศาสตร์ (STEM) รวมถึงปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อเตรียมกำลังคนสำหรับเศรษฐกิจแห่งอนาคต โดยจะเดินหน้าบูรณาการการทำงานร่วมกันของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อขยายโอกาสการเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีให้เด็กและเยาวชนไทยเข้าถึงได้อย่างทั่วถึง

ทั้งนี้ น้องเพซสามารถคว้าแชมป์โลกทั้ง 2 รายการในการแข่งขันครั้งนี้ แม้มีอายุเพียง 9 ปี โดยแข่งขันกับผู้เข้าแข่งขันตั้งแต่ระดับประถมศึกษาปีที่ 3 จนถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย นอกจากนี้ ยังเคยคว้าเหรียญรางวัลจากการแข่งขันด้าน Coding คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ในหลายเวที รวมถึง 3 เหรียญทองจากการแข่งขันที่นครนิวยอร์กเมื่อปีที่ผ่านมา สะท้อนศักยภาพของเยาวชนไทยที่สามารถก้าวสู่ความเป็นเลิศในระดับโลกได้เมื่อได้รับการสนับสนุนและโอกาสที่เหมาะสม

รัฐบาล เผย ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส เปิดรับสมัครถึงสิ้นเดือน ส.ค. นี้

รัฐบาล เผย ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส เปิดรับสมัครถึงสิ้นเดือน ส.ค. นี้

รัฐบาล เผย ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส เปิดรับสมัครถึงสิ้นเดือน ส.ค. นี้

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 08.26 น.

รัฐบาลเผยความคืบหน้า “ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส” ประชาชนเริ่มซื้อแฟรนไชส์แล้ว 150 ราย เปิดรับถึง 31 ส.ค.นี้

วันที่ 17 ก.ค. นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าสร้างโอกาสให้ประชาชนมีอาชีพและรายได้ ผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส” ซึ่งล่าสุดหลังเปิดให้ประชาชนเลือกซื้อแพ็กเกจแฟรนไชส์ผ่านเว็บไซต์ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 และเปิดตัวโครงการอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม ที่ผ่านมา มีประชาชนเข้าร่วมซื้อแพ็กเกจแฟรนไชส์แล้ว 150 ราย และยังมีผู้สนใจจำนวนมากอยู่ระหว่างยื่นเอกสารเพื่อเข้าร่วมโครงการ โดยเปิดรับสมัครจนถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2569

ลลิดา เพริศวิวัฒนา

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ภายใต้นโยบายของรัฐบาลที่มุ่งดูแลค่าครองชีพควบคู่กับการสร้างรายได้ โดยสนับสนุนค่าแพ็กเกจแฟรนไชส์ 50% สูงสุดไม่เกิน 10,000 บาทต่อราย สำหรับแฟรนไชส์ที่มีมูลค่าไม่เกิน 100,000 บาท พร้อมคัดเลือกแฟรนไชส์มาตรฐานกว่า 100 แบรนด์ ให้ประชาชนสามารถเริ่มต้นธุรกิจได้ง่ายขึ้นและลดความเสี่ยงในการลงทุน

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ธุรกิจที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในช่วงเริ่มต้นโครงการ ได้แก่ กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม โดยเฉพาะธุรกิจสตรีทฟู้ด เช่น ลูกชิ้นระเบิด ลูกชิ้นยืนกิน ไส้กรอกทอด ขนมโตเกียว ผัดไทย เย็นตาโฟ รวมถึงเครื่องดื่ม เช่น ชานม กาแฟ น้ำผลไม้ปั่น และโยเกิร์ตปั่น รองลงมาเป็นธุรกิจด้านการศึกษา และธุรกิจบริการ เช่น ร้านซักอบรีด สะท้อนว่าประชาชนให้ความสนใจธุรกิจที่สามารถเริ่มต้นได้เร็ว ใช้เงินลงทุนไม่สูง และสร้างรายได้ในชีวิตประจำวัน

 ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

นอกจากนี้ รัฐบาลยังสนับสนุนผู้ประกอบการใหม่อย่างครบวงจร ทั้งการประสานความร่วมมือกับ SME D Bank ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เพื่อให้เข้าถึงสินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษและการค้ำประกันสินเชื่อ รวมถึงได้รับความร่วมมือจากบริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) เปิดพื้นที่จำหน่ายสินค้าในห้างโลตัสและแม็คโครกว่า 2,000 สาขา รวมกว่า 10,000 จุดทั่วประเทศ โดยยกเว้นค่าเช่าเป็นเวลา 6 เดือน พร้อมเชื่อมต่อร้านค้าเข้าสู่แอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” เพื่อเข้าร่วมมาตรการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” เพิ่มโอกาสเข้าถึงลูกค้าและสร้างยอดขายได้ตั้งแต่เริ่มประกอบกิจการ

“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสร้างอาชีพควบคู่กับการสร้างรายได้อย่างยั่งยืน โดยช่วยลดภาระต้นทุนตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจ ทั้งเงินสนับสนุน แหล่งเงินทุน พื้นที่จำหน่ายสินค้า และการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ เพื่อให้ประชาชนสามารถเริ่มต้นธุรกิจได้จริง มีรายได้ที่มั่นคง และเป็นอีกแรงสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ” นางสาวลลิดา กล่าว

ลลิดา เพริศวิวัฒนา

เปิดภาพ นายกฯถึงเซี่ยงไฮ้ เปิดฉากเยือนจีนอย่างเป็นทางการ เตรียมหารือ ‘สี จิ้นผิง’

เปิดภาพ นายกฯถึงเซี่ยงไฮ้ เปิดฉากเยือนจีนอย่างเป็นทางการ เตรียมหารือ 'สี จิ้นผิง'

เปิดภาพ นายกฯถึงเซี่ยงไฮ้ เปิดฉากเยือนจีนอย่างเป็นทางการ เตรียมหารือ ‘สี จิ้นผิง’

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 08.18 น.

นายกฯ เดินทางถึงนครเซี่ยงไฮ้แล้ว !  เปิดฉากภารกิจเยือนจีนอย่างเป็นทางการ เตรียมร่วมเวทีปัญญาประดิษฐ์โลก   พบหารือ ปธน. สี จิ้นผิง ผลักดันความร่วมมือด้านเทคโนโลยี เศรษฐกิจ และการลงทุน 

เมื่อเวลา 22.20 น. (ตามเวลาท้องถิ่นนครเซี่ยงไฮ้ ซึ่งเร็วกว่าเวลาประเทศไทย 1 ชั่วโมง) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและคณะ เดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติเซี่ยงไฮ้หงเฉียว นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน ในโอกาสเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ โดยมีนายเฉิน เจี๋ย (Mr. Shen Jie) รองนายกเทศมนตรีนครเซี่ยงไฮ้ และนายสวี ข่าย (Mr. Xu Kai) รองอธิบดีสำนักงานต่างประเทศ นครเซี่ยงไฮ้ ให้การต้อนรับ
 
การเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีมีกำหนดปฏิบัติภารกิจครอบคลุม 3 เมืองหลักได้แก่ นครเซี่ยงไฮ้ นครเฉิงตู และกรุงปักกิ่ง เพื่อกระชับความร่วมมือระหว่างไทยและจีน ด้านการค้า การลงทุน รวมทั้งนวัตกรรมและเทคโนโลยีชั้นสูง 

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภารกิจนายกรัฐมนตรีสำคัญ ดังนี้
 
1. วันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม 2569   ช่วงเช้า นายกรัฐมนตรี จะร่วมพิธีเปิดและกล่าวถ้อยแถลงในการประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก ค.ศ. 2026 (2026 World Artificial Intelligence Conference) ซึ่งเป็นเวทีสำคัญด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมระดับนานาชาติ ก่อนพบหารือทวิภาคีกับประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐคาซัคสถาน  จากนั้น จะเยี่ยมชมและหารือกับผู้บริหารบริษัท AgiBot ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยีและหุ่นยนต์ของจีน 

ช่วงบ่าย นายกรัฐมนตรีจะเข้าเยี่ยมคารวะนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยช่วงค่ำ นายกเทศมนตรีนครเซี่ยงไฮ้ ขอเข้าเยี่ยมคารวะเพื่อแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นและส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกันด้วย 
 
2. วันเสาร์ที่ 18 กรกฎาคม 2569

นายกรัฐมนตรีมีกำหนดเข้าร่วมกิจกรรม “Prime Minister-Thai Private Sector Luncheon” ณ นครเฉิงตู เพื่อรับฟังและแลกเปลี่ยนมุมมองกับภาคเอกชนไทยที่ลงทุนในจีน โดยในช่วงบ่าย จะเป็นประธานพิธีเปิดสัมมนา “Thailand-China (Sichuan) Investment and Economic Forum 2026” และพิธีเปิดฝ่ายการลงทุนประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครเฉิงตู พร้อมพบหารือกับบริษัทเอกชนจีน 6 ราย เพื่อขยายโอกาสการลงทุนในไทย ก่อนพบหารือกับเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำมณฑลเสฉวนในช่วงเย็น


 
3. วันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคม 2569
นายกรัฐมนตรีเดินทางไปยังกรุงปักกิ่ง เพื่อพบหารือกับผู้บริหารระดับสูงของบริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี  จำกัด เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรม
 
4. วันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม 2569
นายกรัฐมนตรีจะพบหารือกับประธานสภาประชาชนแห่งชาติจีน จากนั้น จะเข้าร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ และหารือทวิภาคีเต็มคณะกับนายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน รวมทั้งร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามความตกลงระหว่างหน่วยงานของทั้งสองประเทศ
โอกาสนี้  นายกรัฐมนตรีจีนจะเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารกลางวันเพื่อเป็นเกียรติแก่นายกรัฐมนตรี  ช่วงบ่าย นายกรัฐมนตรีมีกำหนดเยี่ยมชมสำนักงานใหญ่ Alibaba Group และสำนักงาน CP Center เพื่อศึกษาการดำเนินงานของภาคธุรกิจชั้นนำ ตลอดจนส่งเสริมโอกาสความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและจีน
 
“จีนให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสัมพันธ์จีน-ไทย  โดยเฉพาะการเดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการครั้งแรกของนายกรัฐมนตรี  จะเข้าเยี่ยมคารวะและหารือกับบุคคลสำคัญของจีน 3 ท่าน ได้แก่ ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน   ประธานสภาประชาชนแห่งชาติจีนและ นายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน   เชื่อว่าผลการหารือจะทำให้มีมาตรการสนับสนุนระหว่างกัน รวมไปถึงการพบปะภาคเอกชนชั้นนำด้านเทคโนโลยี หุ่นยนต์ e-commerce ของจีน จะทำให้ไทยเข้าโอกาสใหม่ๆ การเชิญชวนการลงทุนในอุตสาหกรรมก้าวหน้า รวมไปถึงการเรียนรู้ แนวคิดและข้อเสนอแนะในการพัฒนาเทคโนโลยีชั้นสูง ปัญญาประดิษฐ์ของจีนด้วย“   นางสาวรัชดา กล่าว

ยกเครื่องแอป ThaiWater ปฏิรูปข้อมูลน้ำแห่งชาติ เช็กฝน-เขื่อน-พื้นที่เสี่ยง-PM2.5 ครบจบในหน้าเดียว

ยกเครื่องแอป ThaiWater ปฏิรูปข้อมูลน้ำแห่งชาติ เช็กฝน-เขื่อน-พื้นที่เสี่ยง-PM2.5 ครบจบในหน้าเดียว

ยกเครื่องแอป ThaiWater ปฏิรูปข้อมูลน้ำแห่งชาติ เช็กฝน-เขื่อน-พื้นที่เสี่ยง-PM2.5 ครบจบในหน้าเดียว

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 08.06 น.

รัฐบาลยกเครื่องแอป “ThaiWater” โฉมใหม่ ปฏิรูปข้อมูลน้ำแห่งชาติ รู้เท่าทันสถานการณ์ก่อนเกิดวิกฤต เช็กฝน–เขื่อน–พื้นที่เสี่ยง–PM2.5 ครบจบในหน้าเดียว 

วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลได้ยกระดับการรับมือภัยพิบัติและการเตือนภัย จากการตั้งรับ ไปเป็นการป้องกันเชิงรุก ด้วยการพัฒนาแพลตฟอร์ม ThaiWater เป็น ThaiWater เวอร์ชันใหม่ ที่ออกแบบให้รองรับการใช้งานที่หลากหลายมากขึ้น และสามารถใช้งานได้ตั้งแต่ประชาชนทั่วไปจนถึงผู้เชี่ยวชาญ โดยปัจจุบันมีการเชื่อมโยงข้อมูลจาก 56 หน่วยงาน ภายใต้ 13 กระทรวง และ 1 องค์กรอิสระ ทำให้การบริหารจัดการน้ำของประเทศอยู่บนมาตรฐานข้อมูลเดียวกัน ลดปัญหาข้อมูลขัดแย้งกันในภาวะวิกฤต

สำหรับจุดเด่นของ ThaiWater เวอร์ชันใหม่ นี้ คือสามารถติดตามข้อมูลผ่านแผนที่ข้อมูลแบบโต้ตอบ หรือ Interactive Map ได้ง่ายและรวดเร็ว เพราะจะมีการรวบรวมข้อมูลสำคัญไว้ในหน้าเดียว ทั้งเรดาร์ฝน ปริมาณฝน ระดับน้ำ สถานการณ์เขื่อน พื้นที่เฝ้าระวัง และค่าฝุ่น PM 2.5 รวมทั้งยังมีระบบแจ้งเตือนภัยที่ปรับปรุงให้เข้าใจง่ายและรวดเร็ว มีข้อมูลคาดการณ์ล่วงหน้าเฉพาะจุด ทำให้ผู้ใช้งานทั้งประชาชนและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น ได้เตรียมพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ โดยขณะนี้เปิดให้ประชาชนได้ใช้งานฟรีผ่านเว็บไซต์ http://www.thaiwater.net และแอปพลิเคชัน “ThaiWater รู้น้ำ รู้อากาศ” ทั้งระบบ iOS และ Android

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากจะมีแพลตฟอร์ม ThaiWater แล้ว ยังมีการบูรณาการเว็บไซต์ “ศูนย์ข้อมูลน้ำระดับจังหวัด ครบทั้ง 76 จังหวัด” เพื่อให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานท้องถิ่นสามารถวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงภัยตามบริบทเฉพาะของแต่ละพื้นที่ ช่วยลดขั้นตอนการสั่งการที่ซ้ำซ้อน และเพิ่มความรวดเร็วในการตัดสินใจอพยพหรือเข้าช่วยเหลือประชาชน โดยสามารถเข้าใช้งานแยกเป็นรายจังหวัด อาทิ phrae.thaiwater.net, chiangrai.thaiwater.net, nan.thaiwater.net