ยูกันดาเฮ ผู้ป่วยอีโบลาคนสุดท้าย ออกจากโรงพยาบาลแล้ว

ยูกันดาเฮ ผู้ป่วยอีโบลาคนสุดท้าย ออกจากโรงพยาบาลแล้ว

17 ก.ค. 2569 01:36 น.

ยูกันดาเฮ ผู้ป่วยอีโบลาคนสุดท้าย ออกจากโรงพยาบาลแล้ว

ผู้ติดเชื้ออีโบลาคนสุดท้ายในประเทศยูกันดา ได้รับอนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาลแล้ว เริ่มการนับถอยหลัง 42 วัน เพื่อประกาศเป็นประเทศปลอดเชื้ออีโบลา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 16 ก.ค. 2569 ว่า ผู้ป่วยโรคอีโบลาคนสุดท้ายที่เข้ารับการรักษาในยูกันดาได้รับอนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาล และเดินทางกลับบ้านได้แล้ว ทำให้ในประเทศนี้ไม่มีผู้ติดเชื้อที่ได้รับการยืนยันเหลืออยู่แล้ว แต่ยังต้องรออีก 42 วันเพื่อประกาศเป็นประเทศปลอดเชื้อได้

ผู้ป่วยรายแรกในการระบาดของเชื้อไวรัสสายพันธุ์บุนดิบูเกียว (Bundibugyo) ในยูกันดาครั้งนี้ได้รับการยืนยันเมื่อเดือนพฤษภาคม โดยผู้ป่วยเป็นชายที่เดินทางมาจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก หรือ ดีอาร์คองโก ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านและเป็นศูนย์กลางการแพร่ระบาด เพื่อเข้ารับการรักษาพยาบาล

ขณะนี้ทางการของดีอาร์คองโกกำลังต่อสู้เพื่อควบคุมการแพร่ระบาด ขณะที่สหรัฐอเมริกาได้ขยายมาตรการจำกัดการเดินทางสำหรับพลเมืองอเมริกันที่เคยเดินทางไปยังสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกแล้ว

สำหรับในยูกันดา การนับถอยหลังเป็นเวลา 42 วันได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ก่อนที่จะสามารถประกาศให้เป็นประเทศที่ปลอดเชื้ออีโบลาได้อย่างเป็นทางการ หากไม่มีการพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ในประเทศในช่วงเวลาดังกล่าว

“สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่า ด้วยการตรวจพบที่รวดเร็ว การรักษาที่ทันท่วงที และระบบสาธารณสุขที่แข็งแกร่ง เราจะสามารถเอาชนะอีโบลาได้” ดร. คริส บาร์โยมุนซี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของยูกันดากล่าว

อย่างไรก็ตาม กระทรวงสาธารณสุขได้กระตุ้นเตือนให้ประชาชน “ยังคงต้องเฝ้าระวัง” ต่อไป โดยระบุในแถลงการณ์บนแพลตฟอร์ม X ว่า “หากคุณมีอาการ เช่น มีไข้ อาเจียน ท้องเสีย หรือมีเลือดออกโดยไม่ทราบสาเหตุ ให้รีบไปพบแพทย์ทันที”

ทั้งนี้ ยูกันดามียอดสะสมของผู้ติดเชื้ออีโบลาในการระบาดระลอกนี้อยู่ที่ 20 ราย ส่วนใหญ่เป็นผู้เดินทางมาจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก และมีผู้เสียชีวิต 2 ศพ

อย่างไรก็ตาม ในประเทศที่เป็นศูนย์กลางการระบาดอย่างดีอาร์คองโก มีผู้ติดเชื้อที่ได้รับการยืนยันแล้วมากกว่า 2,000 ราย และมีผู้เสียชีวิตจากไวรัสมรณะชนิดนี้แล้วอย่างน้อย 796 ศพ แต่องค์การอนามัยโลกเตือนว่า จำนวนผู้ติดเชื้อที่แท้จริงอาจสูงกว่าตัวเลขอย่างเป็นทางการถึง 4 เท่า

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ศาลอิตาลีสั่งจำคุกอดีตผู้บริหารคดีสะพานถล่มที่เจนัว คร่า 43 ชีวิต

ศาลอิตาลีสั่งจำคุกอดีตผู้บริหารคดีสะพานถล่มที่เจนัว คร่า 43 ชีวิต

17 ก.ค. 2569 00:09 น.

ศาลอิตาลีสั่งจำคุกอดีตผู้บริหารคดีสะพานถล่มที่เจนัว คร่า 43 ชีวิต

ศาลอิตาลีตัดสินจำคุกอดีตผู้บริหารบริษัทผู้ให้บริการทางหลวงของอิตาลี และจำเลยร่วมอีกหลายสิบคน จากเหตุสะพานถล่มในเมืองเจนัวเมื่อ 8 ปีก่อน ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 43 ศพ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 16 ก.ค. 2569 ว่า นายโจวานนี คัสเตลลุชชี อดีตผู้บริหารบริษัท Autostrade per l’Italia (Aspi) ผู้ให้บริการทางหลวงของอิตาลี ถูกพิพากษาจำคุกเป็นเวลา 12 ปี จากกรณีการพังถล่มของสะพานโมรันดี (Morandi bridge) ในเมืองเจนัว เมื่อเดือนสิงหาคมปี 2561

เหตุการณ์ภัยพิบัติครั้งนั้นเกิดขึ้นในช่วงฤดูท่องเที่ยวท่ามกลางพายุฝน ส่งผลให้สะพานทางหลวงที่ตัดผ่านตัวเมืองพังครืนลงมา ดึงเอาทั้งรถยนต์และรถบรรทุกร่วงหล่นลงสู่เบื้องล่าง เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตถึง 43 ศพ

คัสเตลลุชชี ซึ่งปัจจุบันกำลังรับโทษจำคุก 6 ปีจากคดีอุบัติเหตุทางถนนเมื่อปี 2556 อยู่แล้ว เป็นหนึ่งในจำเลยทั้งหมด 57 คนที่ถูกนำตัวขึ้นศาลในเมืองเจนัว โดยมีผลคำพิพากษาที่สำคัญดังนี้

มิเคเล ดอนเฟอร์รี มิเตลลี อดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงอีกรายของบริษัททางหลวง ถูกตัดสินจำคุก 11 ปี ขณะที่ เปาโล แบร์ตี อดีตรองผู้บริหารสูงสุดอันดับสองของบริษัททางหลวง ถูกตัดสินจำคุก 5 ปีครึ่ง แม้อัยการจะขอให้ศาลจำคุกเขา 7 ปี

นายอันโตนิโน กาลาตา อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Spea (บริษัทซ่อมบำรุง) ถูกตัดสินจำคุก 5 ปีครึ่ง, เมาโร โคเล็ตตา อดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงผู้ดูแลกรมทางหลวงของกระทรวงคมนาคม ถูกตัดสินจำคุก 5 ปี

ส่วนจำเลยรายอื่นๆ มีหลายคนที่ถูกตัดสินจำคุกต่ำกว่า 2 ปีเล็กน้อย ขณะที่อีก 25 คนได้รับการยกฟ้องหรือพ้นผิดเนื่องจากคดีหมดอายุความ

ทั้งนี้ ฝ่ายอัยการกล่าวหาจำเลยว่า การซ่อมบำรุงโครงสร้างของสะพานที่ทรุดโทรมตามกาลเวลาถูกเตะถ่วงและล่าช้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า และมีการเพิกเฉยต่อสัญญาณเตือนภัยอันตรายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นก่อนที่จะเกิดอุบัติเหตุ

ขณะที่ทนายความฝ่ายจำเลยพยายามโต้แย้งว่า โศกนาฏกรรมครั้งนี้มีสาเหตุมาจากข้อบกพร่องในการออกแบบตั้งแต่แรกเริ่ม โดยสะพานแห่งนี้เปิดใช้ตั้งแต่ปี 2510 แล้ว และสายเคเบิลเฉพาะจุดถูกหุ้มด้วยคอนกรีต ซึ่งเป็นจุดอ่อนเชิงโครงสร้าง

ครอบครัวของผู้เสียชีวิตหลายคนพอใจในคำตัดสินของศาล เช่น เอ็มมานูเอล ดิอาซ ผู้เสียน้องชายไปในเหตุการณ์นี้ เผยกับสถานีโทรทัศน์อิตาลีว่าเขา “พึงพอใจอย่างมาก” กับคำตัดสินนี้ ส่วน เอเกล โปสเซตติ ผู้สูญเสียพี่สาวและครอบครัว มองว่าโทษจำคุก 12 ปีของคัสเตลลุชชีเป็นสิ่งที่ “ยอมรับได้”

ด้านเซซาเร วัย 18 ปี ซึ่งสูญเสียผู้เป็นพ่อ กล่าวว่า การออกมาขอโทษต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรกของ อาร์ริโก จีอานา ประธาน Aspi คนปัจจุบัน เป็นเพียง “น้ำตาจระเข้” พร้อมระบุว่าคนพวกนี้ขาดทั้งความเห็นอกเห็นใจและความเป็นมนุษย์

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เซเลนสกีโดนประท้วง ฉุนปลดรัฐมนตรีกลาโหม ปมขัดแย้ง ผบ.ทสส.

เซเลนสกีโดนประท้วง ฉุนปลดรัฐมนตรีกลาโหม ปมขัดแย้ง ผบ.ทสส.

16 ก.ค. 2569 23:05 น.

เซเลนสกีโดนประท้วง ฉุนปลดรัฐมนตรีกลาโหม ปมขัดแย้ง ผบ.ทสส.

ชาวยูเครนจำนวนมากออกมารวมตัวประท้วงประธานาธิบดีเซเลนสกี หลังจากเขาตัดสินใจปลดนายเฟโดรอฟ รัฐมนตรีกลาโหม ในขณะที่ยูเครนเริ่มสามารถกดดันรัสเซียได้ด้วยการใช้ฝูงโดรนโจมตี

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 16 ก.ค. 2569 ว่า เกิดเหตุประท้วงในหลายเมืองของยูเครน เพื่อต่อต้านที่ประธานาธิบดี โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี สั่งปลดนาย มีไคโล เฟโดรอฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมซึ่งได้รับความนิยมอย่างสูง ออกจากตำแหน่งอย่างกะทันหัน ในขณะที่กองทัพยูเครนกำลังสามารถตอบโต้รัสเซียได้อย่างหนักหน่วง

เมื่อเช้าวันพฤหัสบดี กลุ่มฝูงชนซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่มสาวได้รวมตัวกันในกรุงเคียฟ พร้อมชูป้ายข้อความ เช่น “อย่าแตะต้องเฟโดรอฟ” และ “หยุดบ่อนทำลายชัยชนะ!” พร้อมทั้งตะโกนต่อว่าเซเลนสกีด้วยคำว่า “น่าละอาย!”

มีไคโล เฟโดรอฟ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของยูเครน ซึ่งเพิ่งถูกถอดจากตำแหน่ง
มีไคโล เฟโดรอฟ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของยูเครน ซึ่งเพิ่งถูกถอดจากตำแหน่ง

การตัดสินใจของเซเลนสกีครั้งนี้สร้างความไม่พอใจอย่างมากในหมู่ผู้วิเคราะห์ทางเมือง กองทัพ รวมถึงภาคประชาสังคม ท่ามกลางกระแสข่าวลือที่ว่าการปลดนายเฟโดรอฟ เกิดจากความขัดแย้งระหว่างเขากับนายพล โอเลกซานเดอร์ ซีร์สกี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด โดยเรื่องนี้ได้รับการยืนยันทางอ้อมจากทั้งตัวนายเฟโดรอฟและนายเซเลนสกี

เฟโดรอฟเปิดเผยว่าเขาเคยเสนอให้เซเลนสกีเปลี่ยนตัวซีร์สกี และอันดรีย์ ฮนาตอฟ เสนาธิการทหารบก ขณะที่นายเซเลนสกียอมรับว่าความขัดแย้งระหว่างคณะเสนาธิการทหารและกระทรวงกลาโหมนั้นเป็นปัญหา “เชิงระบบ” และเกิดขึ้น “ในหลายระดับ” ซึ่งซีร์สกีและเฟโดรอฟจะทำงานร่วมกันได้ก็ต่อเมื่อมีตัวเขาเป็นคนกลางไกล่เกลี่ยเท่านั้น

“เมื่อประธานาธิบดีบอกว่าเขาไม่มีแผนจะเปลี่ยนตัวซีร์สกี ผมก็… บอกไปว่าจะเรียนรู้ที่จะทำงานร่วมกับเขา” เฟโดรอฟกล่าวในการแถลงข่าวของตัวเอง แต่เขากล่าวเสริมว่า “ทุกความคิดริเริ่มที่เรานำเสนอล้วนถูกขัดขวาง”

นอกจากนี้ เฟโดรอฟยังกล่าวถึงซีร์สกีว่า “แทนที่จะหาทางเอาชนะรัสเซียด้วยกลยุทธ์แบบอสมมาตร (Asymmetric warfare) ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้บัญชาการทหารสูงสุด เขากลับหาทางทำให้ประเทศของเราแตกแยกแทน”

ทางด้านซีร์สกีได้เขียนข้อความสั้น ๆ บน Telegram ว่าเขารู้สึก “ภูมิใจ” กับปฏิบัติการป้องกันทางทหารรอบกรุงเคียฟในปี 2565 เมื่อครั้งที่กองทัพรัสเซียประชิดเมือง และกล่าวว่าเขาจะยังคง “มุ่งเน้นไปที่สงครามและกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพ” ก่อนจะอวยพรให้เฟโดรอฟ “ประสบความสำเร็จต่อไป”

โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน
โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน

ทั้งนี้ นายเฟโดรอฟในวัย 35 ปี เพิ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีกลาโหมเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา แต่ได้รับคำชมเชยอย่างมากในการเข้ามาสร้างความกระปรี้กระเปร่าให้กับกระทรวง โดยเป็นผู้นำในการปราบปรามการทุจริต และใช้ข้อมูลในการวิเคราะห์เพื่อพยายามปรับปรุงประสิทธิภาพการรบในแนวหน้า

เฟโดรอฟให้ความสำคัญกับโดรน และสงครามเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ทำให้ตอนนี้ยูเครนสามารถโจมตีลึกเข้าไปในดินแดนรัสเซีย และกดดันรัฐบาลเครมลินอย่างหนัก

นอกจากนั้น ในช่วงแรกของการดำรงตำแหน่ง เฟโดรอฟ ขอความร่วมมือไปยัง อีลอน มัสก์ ผู้ก่อตั้ง SpaceX ให้ระงับไม่ให้รัสเซียใช้ประโยชน์จากดาวเทียม Starlink ในการโจมตีด้วยโดรน ซึ่งการเคลื่อนไหวครั้งนี้สร้างความระส่ำระสายอย่างมากต่อการปฏิบัติการและการรุกคืบในแนวหน้าของกองทัพรัสเซีย

กระทรวงของเขายังมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการโจมตีคาบสมุทรไครเมียที่ถูกรัสเซียยึดครอง โดยเมื่อเดือนที่แล้ว เฟโดรอฟได้ให้คำมั่นว่าจะ “ตัดขาด” ไครเมียออกจากรัสเซียอย่างสิ้นเชิงด้วยการใช้โดรนโจมตีระยะกลาง

สำหรับการโหวตเลือกผู้ดำรงตำแหน่งแทน สมาชิกรัฐสภามีกำหนดลงคะแนนเสียงในวันพฤหัสบดีนี้ โดยมีชื่อของ อีฮอร์ คลีเมนโก ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นหนึ่งในผู้ที่คาดว่าจะมาแทน อย่างไรก็ตาม เซเลนสกีระบุว่านั่นเป็นเพียงหนึ่งในรายชื่อที่กำลังพิจารณา และยังไม่มีการเสนอชื่ออย่างเป็นทางการ

เฟโดรอฟเปิดเผยว่าเซเลนสกีได้เสนอให้เขาอยู่ในทีมต่อในฐานะที่ปรึกษา แต่เขาปฏิเสธ โดยอธิบายว่าเขาไม่ได้ต้องการทำตัวเป็นปฏิปักษ์กับประธานาธิบดี และยังคง “มั่นใจ” ว่าเซเลนสกี “รับฟังประชาชนชาวยูเครน รู้ว่าต้องทำอะไร และสถานการณ์จะได้รับการแก้ไขอย่างแน่นอน 100%” และย้ำด้วยว่า เขาไม่คิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการเลือกข้าง

อย่างไรก็ตาม ทหารในแนวหน้าและประชาชนมีปฏิกิริยากับเรื่องนี้อย่างรุนแรง เช่นนาย โอเลกซานเดอร์ ทหารยูเครน ให้สัมภาษณ์กับ BBC ว่า “นี่คือความผิดพลาดที่เลวร้ายที่สุดของเซเลนสกีตลอดการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี”

เขาเสริมว่าตนเองสมัครเข้ากองทัพเมื่อต้นปีนี้เพราะเชื่อมั่นในทีมงานและวิสัยทัศน์ของเฟโดรอฟ “ผมไม่เห็นใครเลยที่สนับสนุนการตัดสินใจเปลี่ยนตัวเขา ไม่ว่าจะในกองทัพหรือในสังคม”

ด้าน มารีอา ลาฟริเนตส์ หญิงชาวยูเครน กล่าวที่จุดประท้วงบริเวณจัตุรัสอีวาน ฟรังโก ใจกลางกรุงเคียฟ ว่า “ฉันมีเพื่อนมากมายในกองทัพ หลายคนเสียชีวิตไปแล้ว ฉันไม่อยากให้สิ่งนี้ดำเนินต่อไป เราเห็นผลงานของ เฟโดรอฟ เราเห็นแรงผลักดันของทหาร เราควรยืนหยัดเคียงข้างพวกเขา”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สหรัฐฯ โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันในอ่าวเปอร์เซีย อ้างละเมิดมาตรการปิดล้อม

สหรัฐฯ โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันในอ่าวเปอร์เซีย อ้างละเมิดมาตรการปิดล้อม

16 ก.ค. 2569 22:03 น.

สหรัฐฯ โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันในอ่าวเปอร์เซีย อ้างละเมิดมาตรการปิดล้อม

กองทัพสหรัฐฯ โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันเปล่าลำหนึ่งในอ่าวเปอร์เซีย โดยอ้างว่าเรือลำนี้กำลังเดินทางไปยังท่าเรือของอิหร่าน ซึ่งเป็นการละเมิดมาตรการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 16 ก.ค. 2569 กองทัพสหรัฐฯ ยิงมิสไซล์โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันลำหนึ่งในอ่าวเปอร์เซีย โดยระบุว่าเรือลำดังกล่าวกำลังมุ่งหน้าไปยังท่าส่งออกน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดของอิหร่าน ซึ่งถือเป็นการละเมิดมาตรการปิดล้อมทางทหารของสหรัฐฯ ซึ่งจะสกัดกั้นเรือต่างๆ ไม่ให้เดินทางเข้าหรือออกจากท่าเรือของอิหร่าน

กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (Centcom) แถลงว่า เรือ “เบลมา” (Belma) เพิกเฉยต่อคำเตือนหลายครั้งขณะมุ่งหน้าไปยังท่าเรือขนส่งน้ำมันบนเกาะคาร์ก (Kharg Island) ส่งผลให้เครื่องบินรบตัดสินใจสกัดกั้นเรือบรรทุกน้ำมันลำดังกล่าวด้วยการ “ยิงขีปนาวุธเฮลล์ไฟร์ (Hellfire) ใส่ปล่องควันของเรือ” จนไม่สามารถใช้การได้

ตามรายงานของ MarineTraffic ซึ่งคอยติดตามข้อมูลการเดินเรือ ระบุว่า เรือเบลมาแล่นเข้าสู่อ่าวเปอร์เซียเมื่อวันอังคารหลังจากผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยรายงานว่าไม่มีสินค้าอยู่บนเรือ และส่งสัญญาณระบุตำแหน่งครั้งล่าสุดเมื่อวันพฤหัสบดี ณ บริเวณห่างจากเกาะคาร์กไปทางตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 100 กิโลเมตร

นอกเหนือจากการโจมตีเรือเบลมาแล้ว Centcom ระบุว่าได้เปลี่ยนเส้นทางเดินเรือพาณิชย์อีก 2 ลำ ซึ่งยอมปฏิบัติตามคำสั่งในการเปลี่ยนเส้นทางแต่โดยดี

ความเคลื่อนไหวของสหรัฐฯ เกิดขึ้นหลังจากเมื่อวันอังคาร ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศกลับมาใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลอีกครั้ง หลังสหรัฐฯ กล่าวหาอิหร่านว่า โจมตีเรือสินค้าในช่องแคบฮอร์มุซหลายครั้ง ซึ่งเป็นชนวนเหตุให้สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีรอบใหม่ และกลายเป็นการยิงอาวุธตอบโต้กันในช่วงหลายวันที่ผ่านมา

ทั้งนี้ สหรัฐฯ เคยใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลกับอิหร่านมาแล้วระหว่างวันที่ 13 เม.ย. ถึง 18 มิ.ย. แต่มาตรการนี้รวมถึงการคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่าน ถูกระงับชั่วคราว ภายใต้ข้อกำหนดในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่ทั้งสองฝ่ายลงนามร่วมกันในวันที่ 17 มิ.ย.

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศว่า การหยุดยิงระหว่างทั้งสองฝ่าย “สิ้นสุดลงแล้ว” และไม่คาดหวังในการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ทำให้อนาคตของการเจรจาสันติภาพตกอยู่ในความไม่แน่นอนอีกครั้ง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สีหศักดิ์ ร่วมคณะผู้แทนไทย นำโดยนายกฯอนุทิน เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก 2026

สีหศักดิ์ ร่วมคณะผู้แทนไทย นำโดยนายกฯอนุทิน เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก 2026

สีหศักดิ์ ร่วมคณะผู้แทนไทย นำโดยนายกฯอนุทิน เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก 2026

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.55 น.

17 กรกฎาคม 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ร่วมคณะผู้แทนไทย นำโดย นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก ค.ศ. 2026 (World Artificial Intelligence Conference 2026: WAIC) ที่จีนเป็นเจ้าภาพภายใต้แนวคิด ‘พันธมิตรอัจฉริยะ ร่วมสร้างอนาคต’ ณ ศูนย์การประชุม Shanghai World Reception Hall นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน

ในพิธีเปิดการประชุมฯ นายกรัฐมนตรีได้ร่วมกล่าวถ้อยแถลง โดยได้ชื่นชมบทบาทของจีนด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI รวมถึงย้ำความพร้อมของไทยที่จะร่วมมือกับจีนและประชาคมระหว่างประเทศในการส่งเสริมการพัฒนา AI ที่มีธรรมาภิบาล ครอบคลุม และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง บนพื้นฐานของพหุภาคีนิยม เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน พร้อมทั้ง นำเสนอหลักการ 3P ของไทย ได้แก่ การปกป้องคุ้มครอง (Protection) การส่งเสริมศักยภาพ (Potential) และการแบ่งปันความมั่งคั่งร่วมกัน (Prosperity) เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้าน AI ที่เสริมสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงในภูมิภาค โดยเฉพาะในบริบทของการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติและการหลอกลวงออนไลน์

WAICO เป็นข้อริเริ่มของจีน ซึ่งประกาศโดยนายกรัฐมนตรีจีนในการประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก ค.ศ. 2025 ระหว่างวันที่ 26-28 กรกฎาคม 2568 ที่นครเซี่ยงไฮ้ การประชุม 2026 WAIC ในปีนี้มีความสำคัญ เนื่องจากเป็นเวทีเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนให้ WAICO ให้มีผลเป็นรูปธรรม

ผบ.ทสส.แจงตั้งศูนย์รบร่วม JCC ใช้งบ 893 ล้าน ไม่มีเพิ่มกำลังพล ใช้วิธีดึงอัตราจากหน่วยอื่นแทน

ผบ.ทสส.แจงตั้งศูนย์รบร่วม JCC ใช้งบ 893 ล้าน ไม่มีเพิ่มกำลังพล ใช้วิธีดึงอัตราจากหน่วยอื่นแทน

ผบ.ทสส.แจงตั้งศูนย์รบร่วม JCC ใช้งบ 893 ล้าน ไม่มีเพิ่มกำลังพล ใช้วิธีดึงอัตราจากหน่วยอื่นแทน

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.52 น.

“ผบ.ทหารสูงสุด”แจงตั้ง”ศูนย์รบร่วม JCC” ใช้งบ 893 ล้าน ไม่มีเพิ่มกำลังพล ใช้วิธีดึง”อัตรา”จากหน่วยอื่นมาแทน ร้อยกว่าอัตรา ชี้ลดงบกำลังพล 4 แสนบาท/ปี เพื่อ”ระเบิดคอขวด”ในการบูรณาการรบ”ไซเบอร์-อวกาศ-ระบบอัตโนมัติ-ป้องกันภัยทางอากาศ-คลื่นแท่เหล็กไฟฟ้า”

17 กรกฎาคม 2569 พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ชี้แจง กมธ.พิจารณางบประมาณ ปี 2570 สภาผู้แทนราษฎร กรณีแผนป้องกันประเทศ ว่า แต่ในปัจจุบัน 2 ปีที่ผ่านมา กองบัญชาการกองทัพไทยและเหล่าทัพ ได้ปรับปรุงแผนป้องกันประเทศ ซึ่งปลายทางของการทำแผนป้องกันประเทศใหม่นั้นเป็นปฎิบัติการข้ามมิติ หรือ Joint All-Domain Operations ที่มีเพิ่มมากขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าเราเข้าไปอยู่ในสถานะนั้นโดยสมบูรณ์แล้ว ในปัจจุบันนี้อยู่ในระยะการเปลี่ยนผ่าน โดยวิกฤตที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาเป็นโอกาสที่ทำให้เราได้เรียนรู้และทำให้เกิดองค์ความรู้ในการพัฒนาแผนป้องกันประเทศ

ส่วนการจัดตั้งศูนย์บัญชาการขีดความสามารถร่วม Joint Capabilities Command (JCC) ที่ได้สอบถามว่ามีแผนการใช้งบประมาณและอัตราอย่างไร พล.อ.อุกฤษฎ์ กล่าวว่า อัตราของ JCC ร้อยกว่าอัตราในข้างต้น กองบัญชาการกองทัพไทยไม่ได้ขออัตราใหม่ แต่ใช้วิธีการไปดูอัตราตำแหน่งในทุกส่วนราชการของกองบัญชาการกองทัพไทยที่สามารถปรับลดลงเนื่องจากเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปในบริบทการทำงานปัจจุบันโดยดึงอัตราเหล่านั้นมาจัดใหม่เพื่อเป็น JCC ดังนั้น ในมิติงบกำลังพลจะไม่ได้เพิ่มขึ้น อีกทั้งเมื่อรวมงบกำลังพลในหน่วยใหม่ เราสามารถลดรายจ่ายกำลังพลต่อปีประมาณ 400,000 กว่าบาท

การพัฒนาสำหรับงบประมาณด้านการพัฒนาหน่วยที่จะจัดตั้งขึ้นอยู่ในวงเงิน 893 ล้านบาท ซึ่งในปีแรกจะอยู่ที่ร้อยกว่าล้านบาท โดยจะเป็นงบพัฒนาหน่วยในภาพรวม หากถามว่าจะทำงานได้จริงหรือไม่ ขอชี้แจงว่า JCC จะมีขีดความสามารถ 4 – 5 ประเด็น ได้แก่ ไซเบอร์ , คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า , ระบบอัตโนมัติ , การป้องกันภัยทางอากาศ , ด้านกิจการอวกาศ วางแผนอำนวยการทำพิมพ์เขียว ซึ่งที่ผ่านมาเหล่าทัพจะดำเนินการจัดหายุทโธปกรณ์ แยกตามภารกิจของตัวเอง หากไม่มี JCC เกิดขึ้น ก็จะทำให้การประสานและบูรณาการเพื่อความเป็นมาตรฐานเดียวกันและเชื่อมต่อกันได้ก็จะไม่เกิดขึ้น จึงต้องจัดตั้งหน่วยขึ้นมาและมอบความรับผิดชอบให้ชัดเจน เมื่อใดหน่วยชัดเจนแล้ว ก็จะมีพิมพ์เขียวและแนวปฏิบัติที่ชัดเจนตามมา ส่วนเรื่องความเป็นเอกภาพในการจัดหา UAV และ Anti Drone ของแต่ละเหล่าทัพที่แยกกันจัดหาและซ่อมบำรุง รวมถึงการวิจัยและพัฒนาของหน่วยงานในกองทัพกับหน่วยงานเอกชน และ สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (สทป.)

พล.อ.อุกฤษฎ์ ชี้แจงกรณีมาตรฐาน UAV หรือ Counter-UAV ถ้ามองในภาพของการจัดตั้ง JCC ระบบอัตโนมัติจะมีหน่วยระบบอัตโนมัติและการป้องกันภัยทางอากาศร่วม บทบาทหน้าที่ของทั้งสองหน่วย จะมีหน้าที่กำหนดหลักนิยมการแบ่งความรับผิดชอบ และกำหนดรูปแบบการจัดหาให้เข้ากันได้ทุกเหล่าทัพ ที่ผ่านมาเราแยกกันดำเนินการโดยไม่มีศูนย์กลางในการบูรณาการและจัดระเบียบข้อมูล สิ่งที่เราต้องต้องทำให้เป็น Network Centric Operlation จะต้องเชื่อมโยงเข้ากันได้ เพื่อระเบิดคอขวดให้เป็น JCC ได้

ส่วนลดต้องถึงมือผู้เช่า! ศุภมาส รับลูกมติ กพช. ชี้ สคบ.นำร่องคุมค่าไฟอพาร์ตเมนต์

ส่วนลดต้องถึงมือผู้เช่า! ศุภมาส รับลูกมติ กพช. ชี้ สคบ.นำร่องคุมค่าไฟอพาร์ตเมนต์

ส่วนลดต้องถึงมือผู้เช่า! ศุภมาส รับลูกมติ กพช. ชี้ สคบ.นำร่องคุมค่าไฟอพาร์ตเมนต์

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.48 น.

“ศุภมาส”รับลูกมติ กพช. ชี้ สคบ.นำร่องคุม”ค่าไฟอพาร์ตเมนต์”ก่อนใคร ลั่นส่วนลดต้องถึงมือผู้เช่า ใครบวกกำไรเจอทั้งจำทั้งปรับ

17 กรกฎาคม 2569 นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยภายหลังที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 มีมติเห็นชอบมาตรการด้านไฟฟ้า 7 เรื่อง เพื่อลดภาระค่าไฟฟ้าให้แก่ประชาชนทั่วไป ว่า มาตรการดังกล่าวสอดรับกับงานคุ้มครองผู้บริโภคที่ สคบ.เดินหน้ามาก่อนแล้ว โดยเฉพาะการควบคุมการเรียกเก็บค่าน้ำและค่าไฟของธุรกิจให้เช่าที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นภาระใกล้ตัวของคนทำงาน นักศึกษา และผู้มีรายได้น้อยทั่วประเทศ

ทั้งนี้ รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับการลดภาระค่าครองชีพของประชาชนในทุกมิติ โดยมติ กพช.ครั้งนี้มีสาระสำคัญที่เกี่ยวข้องกับผู้เช่าโดยตรง คือ การปรับลดค่าไฟฟ้าสำหรับบ้านอยู่อาศัย 200 หน่วยแรก เหลือ 3 บาทต่อหน่วย และการขยายนิยามผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยให้ครอบคลุมบ้านเช่า หอพัก อพาร์ตเมนต์ รวมถึงบ้านที่ไม่มีทะเบียนบ้าน ให้ใช้อัตราเดียวกับบ้านอยู่อาศัยทั่วไป แทนอัตราชั่วคราวที่มีราคาสูงกว่า ซึ่งกลุ่มผู้ได้รับประโยชน์คือกลุ่มเดียวกับที่ สคบ.คุ้มครองผ่านมาตรการควบคุมสัญญาเช่าที่อยู่อาศัยมาอย่างต่อเนื่อง

นางสาวศุภมาส กล่าวว่า ก่อนที่มติ กพช.จะออกมา สคบ.ได้วางกลไกคุ้มครองผู้เช่าไว้ล่วงหน้าแล้ว ผ่านประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจการให้เช่าอาคารเพื่ออยู่อาศัยเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ.2568 ซึ่งมีผลบังคับใช้แล้ว โดยกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจเรียกเก็บค่าน้ำและค่าไฟได้ไม่เกินอัตราที่ผู้ให้บริการไฟฟ้าและน้ำประปาเรียกเก็บจากผู้ประกอบธุรกิจ ห้ามบวกกำไรส่วนต่าง พร้อมทั้งต้องระบุวิธีคำนวณไว้ในสัญญาอย่างชัดเจน

นอกจากนี้ ตนได้นำทีมพร้อมด้วย นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ดร.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ลงพื้นที่ตรวจสอบผู้ประกอบธุรกิจห้องเช่ามาแล้ว ทั้งในย่านรามคำแหง กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 และ จ.อุดรธานี เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2569

“รัฐบาลให้ความสำคัญกับมาตรการลดค่าครองชีพให้ประชาชนตั้งแต่ต้นทาง แต่ราคาที่ลดลงจะไม่มีความหมายเลย หากผู้เช่ายังถูกบวกกำไรค่าไฟที่ปลายทาง สคบ.จึงวางกติกาเรื่องนี้ไว้ก่อนแล้ว ค่าน้ำและค่าไฟห้องเช่าต้องเก็บตามจริง ห้ามบวกกำไรส่วนต่าง วันนี้เมื่อรัฐลดราคาให้ ผู้ประกอบธุรกิจต้องส่งต่อส่วนลดนั้นถึงมือผู้เช่าเต็มจำนวน” นางสาวศุภมาส กล่าว

นางสาวศุภมาส กล่าวต่อว่า นอกจากเรื่องค่าน้ำและค่าไฟแล้ว ประกาศฉบับดังกล่าวยังห้ามเรียกเก็บค่าเช่าล่วงหน้าและเงินประกันรวมกันเกิน 3 เดือนของอัตราค่าเช่ารายเดือน และเมื่อสัญญาสิ้นสุดลง โดยผู้เช่าไม่ได้ทำให้ทรัพย์สินเสียหาย ผู้ประกอบธุรกิจต้องคืนเงินประกันภายใน 7 วัน ผู้ประกอบธุรกิจที่ฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยตนได้สั่งการให้ นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ขยายผลการตรวจสอบธุรกิจห้องเช่าไปยังพื้นที่อื่นทั่วประเทศ และให้จับตาเป็นพิเศษในช่วงที่อัตราค่าไฟฟ้าใหม่เริ่มมีผล พร้อมมอบหมายให้ที่ปรึกษารัฐมนตรีและเลขานุการรัฐมนตรีกำกับติดตามความคืบหน้าและรายงานผลต่อตนอย่างใกล้ชิด รวมทั้งให้บูรณาการข้อมูลร่วมกับคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) การไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และศูนย์ดำรงธรรมทุกจังหวัด เพื่อให้ผู้เช่าได้รับประโยชน์จากนโยบายลดค่าไฟอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

“ค่าไฟลดที่ต้นทางแล้ว ต้องลดถึงมือผู้เช่าด้วย ดิฉันขอให้ผู้เช่าทุกคนตรวจสอบบิลค่าน้ำและค่าไฟของตนเองทุกเดือน และเปรียบเทียบกับอัตราที่การไฟฟ้าและการประปาเรียกเก็บจริง หากพบว่าถูกเรียกเก็บเกินจริง ถูกริบเงินประกันโดยไม่เป็นธรรม หรือถูกเอาเปรียบจากสัญญาเช่า สามารถร้องเรียนได้ทันทีที่สายด่วน สคบ. 1166 แอปพลิเคชัน OCPB Connect เว็บไซต์ http://www.ocpb.go.th หรือศูนย์ดำรงธรรมทุกจังหวัด สคบ.จะดำเนินการกับผู้ประกอบธุรกิจที่เอาเปรียบผู้บริโภคตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด” นางสาวศุภมาส กล่าว

มท.แห่งใหม่คืบ 34.09% รองปลัดฯ กำชับดำเนินการตามระยะสัญญา-มาตรฐาน

มท.แห่งใหม่คืบ 34.09% รองปลัดฯ กำชับดำเนินการตามระยะสัญญา-มาตรฐาน

มท.แห่งใหม่คืบ 34.09% รองปลัดฯ กำชับดำเนินการตามระยะสัญญา-มาตรฐาน

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.31 น.

ก่อสร้างกระทรวงมหาดไทยแห่งใหม่คืบ 34.09% “รองปลัด มท.”กำชับดำเนินการให้เป็นไปตามระยะเวลาสัญญา ยึดรอบคอบตามมาตรฐาน มีประสิทธิภาพ ถูกต้องตามระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด

17 กรกฎาคม 2569 ที่กระทรวงมหาดไทย (มท.) นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการตรวจรับพัสดุโครงการก่อสร้างศูนย์ราชการกระทรวงมหาดไทย ครั้งที่ 3/2569  ซึ่งคณะกรรมการฯ รับทราบมติที่ประชุมคณะอนุกรรมการความร่วมมือป้องกันทุจริต เห็นชอบเปลี่ยนแปลงผู้สังเกตการณ์ประจำโครงการก่อสร้างศูนย์ราชการกระทรวงมหาดไทยตามที่องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ได้มีหนังสือแจ้งเมื่อวันที่ 2 มิ.ย.69 และรับทราบคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจรับพัสดุ โครงการก่อสร้างศูนย์ราชการกระทรวงมหาดไทยรวมถึงการดำเนินการของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ร่วมตรวจสอบเชิงบูรณาการกับสำนักงาน ป.ป.ช.และสำนักงาน ป.ป.ท.ในการกำกับติดตาม และเฝ้าระวังการดำเนินโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐที่มีวงเงินงบประมาณตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป เพื่อส่งเสริมธรรมาภิบาลและขับเคลื่อนการประเมินความเสี่ยงการทุจริตเชิงนโยบายในการดำเนินโครงการฯ ตลอดจนร่วมกันเฝ้าระวังกระบวนการจัดซื้อซื้อจัดจ้าง และการบริหารพัสดุภาครัฐให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน และที่ประชุมได้ร่วมพิจารณาอนุมัติวัสดุ ได้แก่ งานโครงสร้าง งานสถาปัตยกรรม และงานระบบบันไดเลื่อน และสำหรับการดำเนินโครงการก่อสร้างฯ มีผลงานภาพอยู่ที่ร้อยละ 34.09

นอกจากนี้ ที่ประชุมฯ ได้ร่วมกันพิจารณารายละเอียดการดำเนินงานอย่างรอบด้าน พร้อมรับฟังรายงานจากวิศวกรผู้ควบคุมงานและผู้รับจ้างก่อสร้าง โดยคณะกรรมการตรวจรับพัสดุฯ จะเสนอความเห็นต่อปลัดกระทรวงมหาดไทย มีข้อกำชับไปยังผู้รับจ้าง ให้ดำเนินการเร่งรัดงานก่อสร้างให้เป็นไปตามแผนการทำงาน ไม่ให้มีผลกระทบกับระยะเวลาตามสัญญาต่อไป ด้วยความรอบคอบตามมาตรฐาน มีประสิทธิภาพ และถูกต้องตามระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด

โอกาสทองวัยเก๋า รัฐบาลเปิดตัวโครงการ 60 ยังแจ๋ว ดึงศักยภาพผู้สูงวัย

โอกาสทองวัยเก๋า รัฐบาลเปิดตัวโครงการ 60 ยังแจ๋ว ดึงศักยภาพผู้สูงวัย

โอกาสทองวัยเก๋า รัฐบาลเปิดตัวโครงการ 60 ยังแจ๋ว ดึงศักยภาพผู้สูงวัย

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.09 น.

รัฐบาลดัน “60 ยังแจ๋ว” เปิดโอกาสผู้สูงวัยมีงานทำ หนุนสร้างรายได้ เปิดพื้นที่ขายสินค้าที่ Makro และ Lotus

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลโดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เดินหน้าสร้างโอกาสให้ผู้สูงอายุที่ยังมีศักยภาพได้กลับมามีงานทำและมีรายได้ผ่านโครงการ “60 ยังแจ๋ว” ความร่วมมือระหว่างกรมกิจการผู้สูงอายุ และบริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้สูงวัยอายุ 60-70 ปี ได้นำความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ที่สั่งสมมาตลอดชีวิตมาต่อยอดเป็นอาชีพ สร้างรายได้ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ขณะที่แรงงานวัยทำงานมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ผู้สูงอายุจำนวนมากยังคงมีศักยภาพและประสบการณ์ที่เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน การส่งเสริมให้ผู้สูงวัยได้ทำงานอย่างเหมาะสมกับวัย จึงเป็นทั้งการสร้างโอกาสให้ผู้สูงอายุพึ่งพาตนเองได้ และช่วยเสริมกำลังแรงงานเพื่อรองรับความต้องการของภาคธุรกิจในอนาคต

สำหรับโครงการ “60 ยังแจ๋ว” ครอบคลุมความร่วมมือ 4 ด้าน ได้แก่ การส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุ การพัฒนาทักษะอาชีพ การจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ และการเปิดพื้นที่จำหน่ายสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ฝีมือผู้สูงอายุใน Makro และ Lotus เพื่อเพิ่มช่องทางสร้างรายได้และต่อยอดอาชีพ โดยจะดำเนินการร่วมกันเป็นระยะเวลา 2 ปี

ผู้สูงวัย

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล / ภาพสร้างจาก AI

“โครงการ ‘60 ยังแจ๋ว’ ไม่ได้เปิดโอกาสเพียงให้ผู้สูงอายุมีงานทำ แต่ยังช่วยต่อยอดทักษะ เปิดช่องทางสร้างรายได้ และสร้างพื้นที่ให้ผู้สูงวัยได้แสดงศักยภาพอย่างเต็มที่ ทั้งในฐานะแรงงานที่มีคุณค่าและผู้ประกอบการที่มีฝีมือ รัฐบาลเชื่อว่าการสร้างโอกาสเช่นนี้จะช่วยให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น พร้อมเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทย” ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าว

กห. แจง งบบุคลากรเพิ่ม ผลพวงนโยบายรัฐบาล ยันลดกำลังพล-นายพล ตามเป้า

กห. แจง งบบุคลากรเพิ่ม ผลพวงนโยบายรัฐบาล ยันลดกำลังพล-นายพล ตามเป้า

กห. แจง งบบุคลากรเพิ่ม ผลพวงนโยบายรัฐบาล ยันลดกำลังพล-นายพล ตามเป้า

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.06 น.

ปลัด กห. แจง งบบุคลากรเพิ่ม ผลพวงนโยบายรัฐบาล ปรับเงินเดือน 10% ภายใน 2 ปี ป.ตรี 18,000 บาท ยันลดกำลังพลแล้ว 10,274 นาย ส่วน นายพล เป็นตามแผน  เชื่อโครงการพลทหารอาสา หากเป็นตามเป้า ลด-เลิกเกณฑ์มีนัย

17 ก.ค.2565 ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) มีการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี พลเอก ธราพงษ์ มะละคำ ปลัดกระทรวงกลาโหม กล่าวตอบข้อซักถามของกมธ.เรื่องการงบประมาณด้านบุคลากรที่เพิ่มขึ้น การปรับลดกำลังพลทุกระดับ ตั้งแต่ทหารชั้นนายพล ชั้นประทวน และอาสาสมัคร ว่า เข้าใจถึงความจําเป็นของรัฐบาลทั้งภาระการคลัง ปัญหาเศรษฐกิจและสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะทางด้านตะวันออกกลาง เข้าใจเหตุผลและความจําเป็น และก็ยืนยันว่าในส่วนของกระทรวงกลาโหมและเหล่าทัพ มีความพร้อมในการรองรับสถานการณ์ 

สำหรับงบประมาณด้านบุคลากรของกระทรวงกลาโหมที่เพิ่มขึ้น เกิดจากการตั้งงบประมาณเพื่อรองรับการปรับอัตราเงินเดือนข้าราชการพลเรือน และเจ้าหน้าที่รัฐตามนโยบายของรัฐบาลที่กําหนดให้เพิ่มเงินเดือน 10%ภายใน2ปี โดย ปริญญาตรี 18,000บาท

ส่วนการปรับลดกําลังพลในขณะที่งบบุคลากรที่เพิ่มขึ้นนั้น ชี้แจงว่า เป็นไปตาม เป็นไปตามนโยบายการปฏิรูปการบริหารจัดการของกระทรวงกลาโหมและแผนจัดหากําลังพลระยะ 5 ปี 2566-2570 มีการปรับลดกําลังพล นายทหารชั้น สัญญาบัตร ทหารชั้นประทวน และพลอาสาสมัคร ร้อยละ5 จำนวน 14,598 นาย ปี2566 ปลัดลด 3,370นาย ต่อเนื่องไปจนถึงปัจจุบันลดลงแล้ว 10,274 นาย และยังอยู่ในเป้าหมาย แผนการดําเนินการของกระทรวงกลาโหม

ขณะที่การปรับลดนายทหารชั้นนายพล นายทหารชั้นปฏิบัติการผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ และนายทหารปฏิบัติการประจําหน่วย มีแผนปรับลดปี 2551-2571  รวม 20 ปี ลดร้อยละ50 ยืนยันว่าการปรับลดเป็นไปตามเป้าหมายในขณะรายละเอียดขอส่งเป็นเอกสาร

พลเอก ธราพงษ์ กล่าวชี้แจงความคืบหน้าโครงการทหารอาสาตามนโยบายของรัฐบาล รับสมัครบุคคลที่เป็นทหารกองเกินอายุ 18-20 ปี และอายุ 22-26 ปี เข้าเป็นพลทหารอาสาโดยทําสัญญาจ้าง4 ปี เงินเดือน12,090 บาท ค่าตอบแทนพิเศษ 2,280 บาท หรือ 96 บาท/ วัน เท่ากับอัตราค่าประกอบเลี้ยงของทหารประจําการ

เป้าหมายรับสมัคร 100,000 อัตรา แบ่งเป็น 4 ระยะ ปี 2570 -2573 ปี ละ25,000 นาย ถือเป็นสัญญาเชิงบวกที่สามารถดําเนินการตามแผนงานที่กําหนด มีผลในเรื่องของการลดยอดการเรียกเกณฑ์ตามลําดับของแต่ละปี หากเป็นไปตามเป้าหมายจากที่เราเกณฑ์และมีการรับสมัครใจ จะทำให้การเรียกเกณฑ์ลดน้อยอย่างมีนัย หรืออาจจะไม่มีเลย