สภาสูง 151 เสียง! ไฟเขียว โกวิท ศรีไพโรจน์ นั่ง อัยการสูงสุด

31 สิงหาคม 2569 เวลา 15:43 น.

เมื่อวันที่ 31 ส.ค.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มีพล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุด คือนายโกวิท ศรีไพโรจน์ ตามที่คณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติความประพฤติและพฤติกรรมทางจริยธรรม ที่มี นพ.ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล สมาชิกวุฒิสภา(สว.) เป็นประธานกมธ.ฯ พิจารณาตรวจสอบประวัติฯเสร็จแล้ว

ทั้งนี้ภายหลังได้เปิดให้สมาชิกอภิปรายในส่วนที่เปิดเผยได้กันอย่างกว้างขวางครบถ้วน และมีการประชุมลับ จนกระทั่งเวลา15.00 น. ที่ประชุมจึงมีการลงคะแนนลับ ปรากฎมติ151เสียงต่อ0 เสียง โดยงดออกเสียง14 เสียงไม่ลงคะแนนเสียง 1 เสียง จากผลการออกเสียงลงคะแนนปรากฏว่า นายโกวิท ศรีไพโรจน์ ได้ความเห็นชอบจากวุฒิสภาด้วยคะแนนเสียงข้างมาก จึงถือว่าที่ประชุมวุฒิสภาเห็นชอบให้นายโกวิท ศรีไพโรจน์ ดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุด

สภาสูง, แนวหน้าออนไลน์, โกวิท ศรีไพโรจน์

อนุทิน เคลียร์ใจ นายกแป้น ย้ำเราพวกเดียวกัน การเมืองช่างมารดา ชาวบ้านต้องมาก่อน

31 สิงหาคม 2569 เวลา 15:07 น.

อนุทิน เคลียร์ใจ นายกแป้น ขณะลงพื้นที่ จ.สงขลา บอก อย่าออกไปนินทา ชี้ มีอะไรต้องทำงานร่วมกัน ย้ำ เราเป็นพวกเดียวกัน ลั่น การเมืองช่างมารดา ชาวบ้านต้องมาก่อน

เมื่อวันที่ 31 ส.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในระหว่างที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ติดตามการจัดการในพื้นที่จังหวัดสงขลา ณ ประตูระบายน้ำหน้าควน (คลองภูมินาถดำริ) ตำบลควนลัง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา นั้น มีนายณรงค์พร ณ พัทลุง นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ ได้เดินเข้ามายกมือไหว้ ก่อนที่นายกรัฐมนตรี จะถามถึงสถานการณ์เป็นอย่างไร ซึ่งนายณรงค์พร ตอบกลับว่า “ก็ดีครับ”

ซึ่ง นายกรัฐมนตรี กล่าวกับนายณรงค์พร ว่า “เอาจริงนะ ไม่ใช่ออกไปนินทาอีกนะ มีอะไรต้องทำงานด้วยกัน เข้าใจไหม การเมืองช่างมารดา ชาวบ้านของเราต้องมาก่อน เราพวกเดียวกันอยู่แล้ว”

นายกรัฐมนตรี ยังถามนายนายณรงค์พร ว่า “เป็นนายอำเภอเก่าไม่ใช่หรือ” ซึ่งนายณรงค์พร พยักหน้าก่อนตอบว่า “ครับผม”

นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวกับนายณรงค์พรอีกว่า “เดี๋ยวเราต้องไปด้วยกันนะ ห้ามหายนะ” ก่อนที่นายณรงค์พร จะยกมือไหว้รับทราบ และร่วมกันไปพบปะประชาชน

นายกฯ, นายกแป้น, สงขลา, แนวหน้าออนไลน์

‘บรรจง’ ขอบคุณ ‘ยศนันท์’ เยี่ยมประมงพื้นบ้านสงขลา จี้รักษาสัญญาข้อเสนอ ไม่โชว์กึ๋นก็คงจะได้เจอกัน

31 สิงหาคม 2569 เวลา 15:04 น.

บรรจง

วันนี้ 31 สิงหาคม 2569 บรรจง นะแส อดีตนายกสมาคมรักษ์ทะเลไทย เอ็นจีโอ และนักเคลื่อนไหว โพสต์คลิปวิดีโอข้อความผ่านเฟซบุ๊กขอบคุณ ยศนันท์ วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม หรือ อว.ไปยังเครือข่ายสมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทยที่จังหวัดสงขลา พร้อมข้อความทั้งหมดระบุว่า “ขอขอบคุณรองนายกเชนเป็นอย่างสูง ที่กรุณาแวะมาให้กำลังใจเครือข่ายสมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทยที่สงขลา…มีบางเรื่องที่สำคัญ/ที่เคยคุยกันไว้ ถ้าท่านรับปาก/ยืนยันตามข้อเสนอได้ พวกเราก็คงจะไม่ต้องบุกไปพบนายกรัฐมนตรีในที่ประชุมครม. แต่ถ้ามาแต่โชว์ความหล่อ ไม่โชว์กึ๋นก็คงจะได้เจอกัน…”

ยศนันท์ วงศ์สวัสดิ์

หลังจากที่โพสต์ของ บรรจง นะแส เผยแพร่ลงมาบนโลกออนไลน์ทำเอาชาวเน็ตต่างก็เข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมากกับการลงพื้นที่ของ ยศนันท์ วงศ์สวัสดิ์ ที่ไปยังเครือข่ายสมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทยที่จังหวัดสงขลา เช่น

“คำว่าการเมือง? เป็นคำปริศนา อยู่ในตัวของมัน คือมันไม่จีรัง, ตลบตะแลง,ลับลวงพลาง ซ่อนเงื่อนฯลฯ หลายๆปีที่ผ่านมาก็ยังเป็น!!การเมือง ของคนกลุ่มหนึ่ง”

“เงินไม่มากาไม่เป็น อย่ายึดติด บ้านใหญ่/ทุนสีเทาสีดำ ปรับทัศนคติ มาร่วมพัฒนาสงขลา # ถึงเวลาเปลี่ยนได้สักที”

“งานนี้ได้คะแนน บ่าวเชน”

“จะเชื่ออะไรจริงหรือไม่ก็ต้องปฎิบัติตามจุดประสงค์แรกที่ตั้งธงไว้ อย่ายืมลมหายใจคนอื่น”

“นั่นแน่…นายหัวเจอคนหล่อ ปลื้มเลย คนหล่อฟังแม่นะครับนายหัว”

“เชื่อเพื่อไทยออกลูกเป็นลิง..คนเหนือว่า555”

“นายสุวิทย์ สวัสดิ์รักษา จำได้น้องวิทย์ บายดีนะว่างๆพบปะกันบ้าง ขอให้โชคดีครับ”

“คนพวกนี้เชื่อยาก”

“แผ่นดินนี้ของประชาชนถ้าพลังประชาชนเข้มแข็งไม่มีใครชนะ”

ยศนันท์ วงศ์สวัสดิ์
ยศนันท์ วงศ์สวัสดิ์
ยศนันท์ วงศ์สวัสดิ์
ยศนันท์ วงศ์สวัสดิ์
ยศนันท์ วงศ์สวัสดิ์
ยศนันท์ วงศ์สวัสดิ์
ยศนันท์ วงศ์สวัสดิ์
ยศนันท์ วงศ์สวัสดิ์
ยศนันท์ วงศ์สวัสดิ์
ยศนันท์ วงศ์สวัสดิ์
ยศนันท์ วงศ์สวัสดิ์

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก บรรจง นะแส

บรรจง นะแส, ประทงพื้นบ้าน, ยศนันท์ วงศ์สวัสดิ์, สงขลา

“ประเสริฐ” รื้อปม “อควาเรียมหอยสังข์” หลังปล่อยร้างมา 18 ปี เตรียมชง ครม. พิจารณาพรุ่งนี้

31 สิงหาคม 2569 เวลา 20:43 น.

ประเสริฐ

31 ส.ค.69 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจติดตามโครงการก่อสร้าง ศูนย์ศึกษาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทะเลสาบสงขลา (อควาเรียมหอยสั่งข์) ภายในวิทยาลัยประมงติณสูลานนท์ จ.สงขลา ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่(ครม.สัญจร) ครั้งที่ 1/2569 ระหว่างวันที่ 31 สิงหาคม – 1 กันยายน 2569 ณ กลุ่มจังหวัดภาคใต้ 5 จังหวัด (สงขลา สตูล ยะลา นราธิวาส และปัตตานี)

นายประเสริฐ กล่าวว่า จากการตรวจสภาพ อควาเรียม ซึ่งก่อสร้างมายาวนานและยังไม่แล้วเสร็จ พบว่าอุปกรณ์และเทคโนโลยีที่ติดตั้งไว้ตั้วแต่เริ่มโครงการฯผ่านมานาน 18 ปีแล้ว มีสภาพล้าสมัยและไม่น่าจะสามารถนำกลับมาใช้งานได้ หรือซ่อมแซมเพื่อใช้งานต่อได้แล้ว ส่วนที่ยังมีความเป็นไปได้ที่จะใช้ประโยชน์ต่อคือ โครงสร้างและตัวอาคาร

นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า วันนี้ตนได้ประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีความเห็นเบื้องต้นว่าจะนำแนวทางแก้ปัญหานี้เข้าสู่การหารือของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 1 กันยายนนี้ โดยจะเสนอให้ตั้งคณะกรรมการร่วม เพื่อศึกษาหาทางออกของโครงการฯ โดยกำหนดกรอบเวลาไว้ประมาณ 90 วัน ก่อนจัดทำข้อเสนอว่าควรพัฒนาโครงการนี้ต่อไปในรูปแบบใด ทั้งนี้ ต้องขึ้นอยู่กับความเห็นชอบของ ครม.ด้วย เบื้องต้นวันนี้ที่ประชุมฯได้เสนอให้ตั้งกรรมการร่วม ประกอบด้วย ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหลายฝ่าย อาทิ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.) จังหวัดสงขลา องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา สำนักงานกฤษฎีกา สำนักงบประมาณ กรมธนารักษ์ กรมบัญชีกลาง และภาคประชาชน เพื่อให้การตัดสินใจร่วมกัน ทั้งนี้ ต้องคำนึงถึงทั้งข้อกฎหมาย งบประมาณ การบริหารจัดการ และความต้องการของประชาชนในพื้นที่ด้วย

“ที่วิทยาลัยประมงฯ มีพื้นที่มากกว่า 300 ไร่ และมีศักยภาพสูง เนื่องจากตั้งอยู่ในจุดที่มีทัศนียภาพสวยงาม สามารถมองเห็นสะพานติณสูลานนท์ และทะเลสาบสงขลา จึงไม่ควรปล่อยพื้นที่และโครงการนี้ทิ้งร้างต่อไป อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ ยังไม่มีข้อสรุปว่าจะฟื้นเป็นอควาเรียมในรูปแบบเดิม หรือจะพัฒนาเป็นโครงการรูปแบบใหม่ และยังไม่สรุปว่าหน่วยงานใดจะเป็นเจ้าภาพแม้ทรัพย์สินปัจจุบันจะอยู่ในความรับผิดชอบของ สอศ.กระทรวงศึกษาธิการก็ตาม“ นายประเสริฐ กล่าว

นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า หนึ่งในข้อเสนอ ของ อบจ.สงขลา คือ หากพัฒนาเฉพาะอควาเรียมอาจไม่เพียงพอ ควรพิจารณาพัฒนาเป็นพื้นที่แบบองค์รวม เชื่อมโยง ศูนย์การเรียนรู้ ระบบนิเวศ แหล่งท่องเที่ยว และห้องประชุม เพื่อสร้างกิจกรรมและรายได้รองรับค่าใช้จ่ายระยะยาว ขณะที่อีกแนวทางหนึ่งเห็นว่าควรให้กระทรวงศึกษาธิการดูแลต่อ แต่อาจเปิดให้ภาคส่วนอื่นเข้ามาร่วมบริหาร หรือเช่าพื้นที่ ซึ่งทั้งหมดเป็นเพียงข้อเสนอและยังไม่ได้ข้อยุติ

ทั้งนี้ โจทย์สำคัญคือเรื่องงบประมาณ เพราะจากการประเมินเบื้องต้น หากจะปรับปรุงโครงการให้กลับมาพร้อมใช้งาน อาจต้องใช้เงินมากกว่า 500 ล้านบาท และมีโอกาสแตะระดับ 1,000 ล้านบาท ขณะเดียวกัน หากเปิดดำเนินการแล้ว ยังมีค่าใช้จ่ายในการบริหาร ค่าบำรุงรักษา และบุคลากรอีกเดือนละหลายล้านบาท จึงจำเป็นต้องหารูปแบบการบริหารที่สามารถอยู่ได้อย่างยั่งยืน

“ตอนนี้เราไม่ต้องการย้อนกลับไปพูดถึงงบประมาณและปัญหาของโครงการเดิมแล้ว ก็ว่าไปตามขบวนการของกฏหมาย แต่ต้องการมองไปข้างหน้าว่าจะนำทรัพย์สินที่มีอยู่กลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการศึกษาและประชาชนชาวสงขลาอย่างไร โดยการเสนอเรื่องต่อที่ประชุม ครม. ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินหน้าแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว” นายประเสริฐ กล่าว

ประเสริฐ จันทรรวงทอง, อควาเรียมหอยสังข์

‘กลุ่มพูลผล’ ครบรอบ 84 ปี มุ่งสู่ Global Growth จากธุรกิจเกษตร ขยายสู่กลุ่มธุรกิจหลากหลาย เดินหน้ายกระดับองค์กร ก้าวสู่ผู้นำระดับเอเชียและเวทีโลก

1 กันยายน 2569 เวลา 13:31 น.

“กลุ่มพูลผล” เดินหน้าสู่บทใหม่ของการเติบโตครบ 7 รอบรากฐานอันมั่นคง สู่ศตวรรษใหม่ที่ยั่งยืน พร้อมมุ่งยกระดับขีดความสามารถขององค์กร สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน เพื่อก้าวสู่การเป็นผู้นำในระดับเอเชียและเวทีโลก ภายใต้แนวคิด “เติบโตจากรากฐาน สู่อนาคต”

กลุ่มพูลผลได้จัดพิธีทำบุญครบ 7 รอบ 84 ปี บริษัท พูลผล จำกัด ณ อาคารสาธรธานี 1 โดยมี นายสุชาติ หวั่งหลี ประธานกรรมการ กลุ่มพูลผล เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายสุจินต์ หวั่งหลี, นายดนัยธนิต พิศาลบุตร คณะกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานกลุ่มพูลผล ร่วมพิธีเพื่อความเป็นสิริมงคล พร้อมสานต่อความร่วมมือในการขับเคลื่อนองค์กร เพื่อก้าวสู่การเติบโตในบทต่อไป

นายดนัยธนิต พิศาลบุตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท พูลผล จำกัด กล่าวว่า ตลอด 84 ปีที่ผ่านมา กลุ่มพูลผลได้พัฒนาจากธุรกิจการค้า สู่กลุ่มธุรกิจที่มีความหลากหลาย ครอบคลุม 4 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ เกษตร ก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ และคลังสินค้าและโลจิสติกส์ โดยมีธุรกิจเกษตรเป็นหนึ่งในรากฐานสำคัญ ที่มีการสร้างแบรนด์ที่อยู่คู่ผู้บริโภคไทยมาอย่างยาวนาน อาทิ น้ำมันพืชกุ๊ก และวุ้นเส้นต้นสน อีกหนึ่งบริษัทสำคัญ คือ “เอสเอ็มเอส กรุ๊ป” ที่ได้ต่อยอดสู่ธุรกิจนวัตกรรมแป้งมันสำปะหลังดัดแปร (Modified Tapioca Starch) และส่งออกผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงไปกว่า 70 ประเทศทั่วโลก ด้านธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ กลุ่มพูลผลเดินหน้าพัฒนาโครงการ Future City Rangsit มิกซ์ยูสขนาดใหญ่ในย่านรังสิต-ปทุมธานี โดยมี Future Park & ZPELL และ โรงแรม โนโวเทล รังสิต เป็นองค์ประกอบสำคัญ สะท้อนแนวคิดการพัฒนาพื้นที่ที่เชื่อมโยงธุรกิจ การใช้ชีวิต และชุมชนเข้าด้วยกัน

สำหรับก้าวต่อไปในปีที่ 85 กลุ่มพูลผล มุ่งเพิ่มความแข็งแกร่งให้เป็นพลังขับเคลื่อนอนาคต ผ่านการยกระดับ Innovation, Technology, People และ Sustainability เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยเดินหน้าขยายความร่วมมือกับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ และต่อยอดโอกาสทางธุรกิจสู่ระดับภูมิภาคและระดับโลก โดยมีเป้าหมายยกระดับองค์กรก้าวสู่ผู้นำในระดับเอเชียและเวทีโลก พร้อมสร้างคุณค่าและการเติบโตอย่างยั่งยืนให้แก่ผู้บริโภค คู่ค้า เกษตรกร ชุมชน และเศรษฐกิจในวงกว้าง เดินหน้าสู่บทใหม่ ด้วยการสร้างธุรกิจที่แข็งแกร่ง พัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์โลก และส่งต่อคุณค่าสู่คนรุ่นต่อไป

กลุ่มพูลผล, ครบรอบ84ปี

ไทยวาโก้ ผนึกกำลัง มศว ลงนาม MOU ส่งเสริมการเรียนรู้ วิจัย และนวัตกรรม

1 กันยายน 2569 เวลา 12:35 น.

บริษัท ไทยวาโก้ จำกัด (มหาชน) หรือ WACOAL ร่วมกับมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (SWU) จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษาและภาคธุรกิจ มุ่งสร้างโอกาสในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และพัฒนาศักยภาพบุคลากรและคนรุ่นใหม่ เพื่อเตรียมความพร้อมสู่อนาคตที่ยั่งยืน

ในโอกาสนี้ นายธรรมรัตน์ โชควัฒนา ประธานกรรมการ บริษัท ไทยวาโก้ จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ ดร.ชลวิทย์ เจียรจิตต์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ โดยมีคณะผู้บริหารจากทั้งสององค์กรร่วมเป็นสักขีพยาน    ณ สำนักงานหอสมุดกลาง มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (ประสานมิตร)

ภายในงานยังมีการเสวนาแลกเปลี่ยนมุมมองจากผู้บริหารทั้งสององค์กร ถึงแนวคิดและแนวทางความร่วมมือ รวมถึงประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นต่อบุคลากร นิสิตและสังคม โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ประภาภรณ์ โรจน์ศิริรัตน์ รองอธิการบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ชัยวัชร พรหมจิตติพงศ์ รองอธิการบดีฝ่ายแผนและยุทธศาสตร์เพื่อสังคม และ นางอินทิรา นาคสกุล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและสื่อสารองค์กร บริษัท ไทยวาโก้ จำกัด (มหาชน) ร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

นอกจากนี้ WACOAL ยังจัดกิจกรรม “วาโก้บราเดย์ บราเก่าเราขอ” เชิญชวนนิสิตและบุคลากร มศว ร่วมส่งต่อชุดชั้นในเก่าทั้งหญิงและชายทุกแบรนด์ที่เสื่อมสภาพ เพื่อนำไปจัดการและกำจัดอย่างถูกวิธี โดยได้รับความสนใจและการมีส่วนร่วมจากนิสิตและบุคลากรเป็นจำนวนมาก

ความร่วมมือในครั้งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของ WACOAL ในการสนับสนุนการเรียนรู้ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการสร้างโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้พัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่ พร้อมร่วมสร้างสรรค์การเปลี่ยนแปลงที่ดีให้กับสังคมและขับเคลื่อนอนาคตอย่างยั่งยืน

มศว, ไทยวาโก้

อว. – NIA ประกาศปิด CIA รุ่นที่ 1 ปั้น ‘นักพัฒนาเมืองนวัตกรรม’

1 กันยายน 2569 เวลา 11:25 น.

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA เตรียมจัดพิธีปิดและจัดกิจกรรม Final Pitching หลักสูตร City Innovation Alliance (CIA) หลักสูตรสำหรับนักพัฒนาเมืองนวัตกรรม ประจำปี 2569 ในวันที่ 26 สิงหาคม 2569 เพื่อเปิดเวทีให้ผู้เข้าร่วมนำเสนอผลงาน หลังผ่านกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาต้นแบบนวัตกรรมเมืองอย่างเข้มข้นตลอด 8 สัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม – 26 สิงหาคม 2569

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ กล่าวว่า หลักสูตร CIA รุ่นที่ 1 มุ่งพัฒนาผู้นำและเครือข่ายนักพัฒนาเมือง ภายใต้แนวคิด “Innovative Resilient City” หรือ “เมืองนวัตกรรมที่พร้อมรับมือและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง” เพื่อสร้างคนที่สามารถมองเมืองอย่างเป็นระบบ มองเห็นความเสี่ยงและโอกาสจากการเปลี่ยนแปลง และเชื่อมโยงองค์ความรู้ ข้อมูล นโยบาย นวัตกรรม และความร่วมมือจากภาคส่วนต่าง ๆ ไปสู่การลงมือ

ตลอดเส้นทางการเรียนรู้ ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้ผ่านกรณีศึกษาทั้งในและต่างประเทศ การศึกษาพื้นที่จริง การแลกเปลี่ยนกับผู้เชี่ยวชาญ กิจกรรม Bootcamp และการพัฒนาต้นแบบนวัตกรรมเมือง ตั้งแต่การทำความเข้าใจ City Challenge และความเสี่ยงของเมือง การใช้ข้อมูลและหลักฐาน การมองเมืองเชิงระบบและค้นหา Leverage Point ไปจนถึงการออกแบบนวัตกรรม การสร้างความร่วมมือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การพัฒนา Prototype กำหนดตัวชี้วัด และแผนการนำไปใช้จริง

สำหรับการพัฒนาผลงาน ผู้เข้าร่วมหลักสูตรได้ร่วมกันทำงานใน 6 ทีม ผ่านกระบวนการ Co-creation โดยนำองค์ความรู้ เครื่องมือ และมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญตลอดหลักสูตรมาประยุกต์กับโจทย์และบริบทของเมือง เพื่อพัฒนาเป็น “Future-ready City Innovation Prototype” ที่มีองค์ประกอบสำคัญสำหรับการนำไปทดลอง ตั้งแต่ผู้รับผิดชอบและพันธมิตร รูปแบบการบริหารจัดการ ข้อมูลและทรัพยากรที่จำเป็น งบประมาณหรือแหล่งทุน ประเด็นจริยธรรมและความเป็นส่วนตัว ตัวชี้วัดผลลัพธ์ ตลอดจนแนวทางการทดลอง เรียนรู้ และพัฒนาต่อยอด ก่อนนำเสนอผลงานในกิจกรรม Final Pitching วันที่ 26 สิงหาคม 2569 เพื่อเพิ่มความพร้อมของต้นแบบในการก้าวจาก Prototype สู่ Pilot และการขยายผลในอนาคต

 “อีกหนึ่งผลลัพธ์สำคัญของ CIA คือการสร้างเครือข่ายผู้นำและนักพัฒนาเมืองจากหลากหลายภาคส่วน เพราะการเปลี่ยนแปลงเมืองไม่สามารถเกิดขึ้นจากหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องอาศัยการเชื่อมโยงทั้งความรู้ ทรัพยากร อำนาจการตัดสินใจ และศักยภาพของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าด้วยกันซึ่งสิ่งที่เราอยากเห็นหลังจบหลักสูตรจึงไม่ใช่เพียงต้นแบบที่จบอยู่บนเวที Final Pitch แต่คือการที่ผู้เข้าร่วมสามารถนำวิธีคิด เครื่องมือ และเครือข่ายที่เกิดขึ้นจาก CIA กลับไปต่อยอดในพื้นที่ ทดลอง ปรับปรุง และสร้างการเปลี่ยนแปลงที่วัดผลได้ เพราะความพร้อมของเมืองในอนาคตไม่ได้หมายถึงการทำนายว่าอะไรจะเกิดขึ้น แต่คือความสามารถในการเตรียมพร้อม ปรับตัว และเดินหน้าต่อได้เมื่อมีสิ่งที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น”

อย่างไรก็ตาม NIA จะเดินหน้าต่อยอดการพัฒนาเมืองนวัตกรรมผ่าน 4 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ City Innovators การพัฒนาคนที่พร้อมขับเคลื่อนเมือง City Innovation การสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์พื้นที่ City Ecosystem การสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการทดลองและขยายผล และ City Partnership การเชื่อมโยงความร่วมมือและทรัพยากรจากทุกภาคส่วน เพื่อผลักดันเมืองไทยสู่การเป็น “Innovative Resilient City” ที่มีความยืดหยุ่น น่าอยู่ พร้อมรับมือ ปรับตัว และสร้างโอกาสใหม่จากการเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้อย่างยั่งยืน

กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม, สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ

FENDI Couture คอลเลกชันฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว 2026-27

1 กันยายน 2569 เวลา 10:30 น.

ในคอลเลกชันกูตูร์ (Couture) แรกของเธอสำหรับแบรนด์ FENDI มาเรีย กราเซีย คิอูรี ได้หยิบยกเอา “ความปรารถนาอันเป็นองค์ประกอบในเรือนร่างของมนุษย์” มาเป็นใจความสำคัญในการสร้างสรรค์ ผลงานครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงแค่เสื้อผ้า แต่คือกลยุทธ์การออกแบบที่คืนคุณค่าให้กับเรือนร่างเหล่านั้น ในฐานะสิ่งมีชีวิตที่มีตัวตนจริง ตลอดจนความซับซ้อนของความรู้สึก เจตนารมณ์ และทัศนคติ

คอลเลกชันฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว 2026-27 ได้หลอมรวมความเย้ายวน ความพึงใจในกามารมณ์ (eroticism) เสรีภาพ และความรื่นรมย์เข้าไว้ด้วยกัน โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Histoire d’eau (1977) ภาพยนตร์แฟชั่นที่ คาร์ล ลาเกอร์เฟลด์ (Karl Lagerfeld) สั่งจัดทำขึ้นพิเศษสำหรับคอลเลกชันเสื้อผ้าสำเร็จรูป (Ready-to-Wear) แรกของ FENDI

งานดีไซน์ของคิอูรีช่วยขับเน้นและโอบรับสรีระอย่างนุ่มนวลผ่านรูปทรง (silhouettes) ที่พริ้วไหวและเคลื่อนไหวได้อย่างเป็นธรรมชาติ พร้อมทั้งสะท้อนถึงความเชี่ยวชาญขั้นสูงของห้องเสื้อ (ateliers) FENDI ผ่านเทคนิคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการจับเดรป การใช้ผ้าชีฟอง งานหนัง และขนสัตว์ การผสานความคิดสร้างสรรค์เข้ากับฝีมือช่างศิลป์ในคอลเลกชันนี้ เป็นการตอกย้ำอีกครั้งว่า กูตูร์ คือพื้นที่แห่งการทดลองทางแฟชั่นเสื้อผ้า ที่ซึ่งขนบดั้งเดิมและนวัตกรรมล้ำสมัยจะยังคงเติบโตและวิวัฒนาการไปด้วยกันอย่างไม่หยุดยั้ง

Couture, FENDI

สกสว.จัดประชุมชี้แจงเป้าหมายงบวิจัย 2571 มุ่งสร้างห่วงโซ่คุณค่าที่ไร้รอยต่อและใช้ได้จริง

1 กันยายน 2569 เวลา 10:13 น.

สกสว.จัดเวทีประชุมชี้แจงงบประมาณเป้าหมายการสนับสนุนงบ ววน. และแนวทางการจัดทำคำของบประมาณของหน่วยงาน ประจำปี 2571 ตั้งเป้าขับเคลื่อนงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์จริง และสร้างห่วงโซ่คุณค่างานวิจัยที่ไร้รอยต่อ เน้นการบริหารจัดการและประเมินผลที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และ ยึดหลักธรรมาภิบาล

ศ.เกียรติคุณ ดร. นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ประธานกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) เป็นประธานเปิดการประชุมชี้แจงเป้าหมายการสนับสนุนงบประมาณด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยลและนวัตกรรม และแนวทางการจัดทำคำของบประมาณของหน่วยงานในระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและ ณ อาคารอิมแพ็คฟอรัม เมืองทองธานี โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานในระบบ ววน. ทั่วประเทศกว่า 800 คนเข้าร่วม

การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันเกี่ยวกับทิศทางการสนับสนุนงบประมาณทั้งในส่วนของทุนสนับสนุนงานมูลฐาน (Fundamental Fund) และทุนสนับสนุนโครงการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (Science and Technology Development Fund) พร้อมทั้งชี้แจงแนวทางและหลักเกณฑ์การจัดทำคำของบประมาณของหน่วยงานในระบบ ววน. ก่อนเปิดรับคำของบประมาณประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2571 อย่างเป็นทางการ

ประธาน กสว. กล่าวระหว่างปาฐกถานำในหัวข้อ “นโยบายและทิศทางด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ” ว่า ระบบ ววน. เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยและสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก พร้อมชี้ว่างบประมาณที่ลงทุนในระบบ ววน. จะต้องส่งผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ภายใต้การบริหารจัดการงบประมาณและการประเมินผลที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และยึดหลักธรรมาภิบาล

“ระบบ ววน. จะเป็นเครื่องยนต์ใหม่ที่มีกำลังมหาศาลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของชาติ จึงต้องให้ความสำคัญต่อการพัฒนาทุนมนุษย์ สร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้และการวิจัยเชิงปฏิบัติการที่เปิดโอกาสให้เกิดการบูรณาการเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อสร้างกำลังคนที่มีทักษะแห่งอนาคตและพร้อมตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรม รวมถึงสร้างระบบนิเวศที่ยืดหยุ่นและพร้อมรับมือกับทุกวิกฤต นอกจากนี้จะต้องเชื่อมโยงงานวิจัยของประเทศเพื่อเป้าหมายเดียวกัน ทั้งงานวิจัยมูลฐาน และโครงการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้สอดรับกับงานวิจัยเชิงยุทธศาสตร์ โดยมีหัวใจสำคัญคือการสร้างห่วงโซ่คุณค่างานวิจัยที่ไร้รอยต่อ” ประธาน กสว. กล่าวย้ำ

ด้าน ศ. ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวว่า ความเข้าใจที่ตรงกันระหว่าง สกสว. และหน่วยงานในระบบ ววน. จะเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้การขับเคลื่อนงบประมาณเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ โดยหน่วยงานในระบบ ววน. สามารถจัดทำคำของบประมาณสอดคล้องกับนโยบายและทิศทางการพัฒนาประเทศ รวมถึงนโยบายและทิศทางของกองทุน ววน. แนวทางการบริหารงบประมาณ การติดตามและประเมินผล และผลักดันงานวิจัยและนวัตกรรมให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมของไทยในระยะยาว

“งบประมาณด้าน ววน. ในปี 2571 จะกำหนดจุดเปลี่ยนของอนาคต ทุกเม็ดเงินที่จัดสรรคือความมุ่งมั่นที่จะยกระดับขีดความสามารถของประเทศ และความอยู่ดีมีสุขของประชาชน ด้วยพลังความร่วมมือของทุกหน่วยงานในระบบเพื่อสร้างระบบนิเวศที่ยืดหยุ่นและพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลง” ผู้อำนวยการ สกสว. ระบุ

สกสว.

ไปรษณีย์ไทยออกแสตมป์ที่ระลึก 170 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–ฝรั่งเศส

1 กันยายน 2569 เวลา 09:00 น.

บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ร่วมบันทึกอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ไทย–ฝรั่งเศส ผ่านตราไปรษณียากรที่ระลึก 170 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–ฝรั่งเศส ถ่ายทอดเรื่องราวของสองประเทศผ่านภาพวาดสถานที่สำคัญริม “แม่น้ำเจ้าพระยา” และ “แม่น้ำแซน” เพื่อร่วมบันทึกประวัติศาสตร์วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม และสายสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงผู้คนของทั้งสองประเทศมาอย่างยาวนาน โดยแสตมป์ที่ระลึกจำหน่ายราคาดวงละ 5 บาท 1 แผ่นมี 10 ดวง ซองวันแรกจำหน่ายราคา 23 บาท

ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กล่าวว่า วาระครบรอบ 170 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–ฝรั่งเศส นับเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญที่ไปรษณีย์ไทยได้ร่วมบันทึกเรื่องราวมิตรภาพความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศผ่านแสตมป์ ซึ่งเป็นสื่อกลางที่สามารถพาเรื่องราวและคุณค่าของแต่ละประเทศเดินทางไปสู่ผู้คนได้อย่างกว้างไกล โดยครั้งนี้ได้นำสถานที่สำคัญของไทยและฝรั่งเศสที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำแซน มาถ่ายทอดผ่านงานศิลปะ เพื่อสะท้อนทั้งอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงผู้คนของทั้งสองประเทศมาอย่างยาวนาน ไปรษณีย์ไทยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าแสตมป์ชุดนี้จะเป็นอีกหนึ่งความทรงจำที่ช่วยส่งต่อเรื่องราวของมิตรภาพไทย–ฝรั่งเศสให้เดินทางต่อไปยังคนรุ่นหลัง

ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด

แนวคิดการออกแบบตราไปรษณียากรที่ระลึกชุดนี้เลือกใช้ “แม่น้ำ” เป็นองค์ประกอบสำคัญในการเล่าเรื่อง เปรียบเสมือนเส้นทางแห่งสายสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงประวัติศาสตร์ การเดินทาง การค้า และการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม โดยนำแลนด์มาร์กสำคัญของไทยและฝรั่งเศสมาถ่ายทอดผ่านภาพวาดอะคริลิก ฝั่งประเทศไทยถ่ายทอดผ่านวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหารริมแม่น้ำเจ้าพระยา ผลงานการวาดโดย นายธเนศ พลไชยวงศ์ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด สะท้อนความงดงามของสถาปัตยกรรมไทยและวิถีชีวิตที่ผูกพันกับสายน้ำเจ้าพระยา ขณะที่ฝั่งฝรั่งเศสถ่ายทอดผ่านหอไอเฟลริมแม่น้ำแซน ผลงานการวาดโดย Stéphane Humbert-Basset ศิลปินชาวฝรั่งเศส สะท้อนเสน่ห์ของกรุงปารีสและมรดกทางศิลปวัฒนธรรมของฝรั่งเศส

ทั้งนี้ ตราไปรษณียากรที่ระลึก 170 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–ฝรั่งเศส จำหน่ายราคาดวงละ 5 บาท 1 แผ่นมี 10 ดวง ซองวันแรกจำหน่ายราคา 23 บาท กำหนดวันแรกจำหน่าย 28 สิงหาคม 2569 สามารถซื้อได้ที่ไปรษณีย์ในกรุงเทพฯ ไปรษณีย์ประจำจังหวัด พิพิธภัณฑ์แสตมป์ไทยอาคารปฏิบัติการไปรษณีย์สามเสนใน (BTS สะพานควาย) และช่องทางออนไลน์ ผ่านแอปพลิเคชันและเว็บไซต์ http://www.thailandpostmart.com สนใจสมัครสมาชิกแสตมป์แอดไลน์ @stampinlove สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ฝ่ายพัฒนาธุรกิจเอส เคิร์ฟ โทร 0 2573 5480, 0 2573 5463

ติดตามข่าวสารไปรษณีย์ไทยเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ : www.thailandpost.co.th เฟซบุ๊ก : บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด X : @Thailand_Post ไลน์ออฟฟิเชียล : @Thailand Post ติ๊กต็อก : @thailandpostchannel

แสตมป์ที่ระลึก170ปี, ไปรษณีย์ไทย