ผู้สอบท้องถิ่น ร้อง นายกฯ หวั่นรอบ 4 ไม่เรียกบรรจุ ด้าน รัฐบาล ยันให้ความเป็นธรรมคนสุจริต

ผู้สอบท้องถิ่น ร้อง นายกฯ หวั่นรอบ 4 ไม่เรียกบรรจุ ด้าน รัฐบาล ยันให้ความเป็นธรรมคนสุจริต

ผู้สอบท้องถิ่น ร้อง นายกฯ หวั่นรอบ 4 ไม่เรียกบรรจุ ด้าน รัฐบาล ยันให้ความเป็นธรรมคนสุจริต

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.58 น.

ผู้สอบท้องถิ่น ร้อง นายกฯ หวั่นรอบ 4 ไม่เรียกบรรจุ ด้าน รัฐบาล พร้อมประสานมหาดไทย คลายกังวล ยันให้ความเป็นธรรมคนสุจริต

เมื่อวันที่ 2 ก.ค.2569 ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ทำเนียบรัฐบาล นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล 1111  และ น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นตัวแทนรัฐบาล รับหนังสือจากกลุ่มตัวแทนผู้เข้าสอบข้าราชการท้องถิ่น ที่เดินทางมายื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อขอความเป็นธรรม หลังได้รับผลกระทบจากการชะลอบรรจุราชการท้องถิ่น จากกรณีการทุจริตการจัดสอบที่เกิดขึ้น 

โดยนางยุพา กล่าวในช่วงต้นก่อนการหารือว่า นายกรัฐมนตรีได้สั่งการ และเน้นย้ำทางสำนักนายกรัฐมนตรี โดยศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล 1111 มารับฟัง และรับเรื่องจากทุกท่าน เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหา พร้อมฝากเป็นกำลังใจ ทุกอย่างจะทำด้วยความโปร่งใส และเป็นธรรมกับทุกคน ซึ่งได้นำเรียนเบื้องต้นกับนายกรัฐมนตรีแล้ว และนายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำกลับมาว่า ขอให้ดำเนินการไปตามข้อเท็จจริง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็อยู่ในกระบวนการสอบสวน ส่วนของเราจะมีหน้าที่ในการรวบรวมข้อมูลของผู้ที่ได้รับความเสียหาย 

ด้าน น.ส.รัชดา กล่าวว่า  ตนและปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่เป็นตัวแทนของนายกรัฐมนตรีมารับเรื่องร้องทุกข์ โดยหลักการนายกรัฐมนตรีสั่งไว้ว่าผู้ที่กระทำความผิดจะต้องนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และดำเนินการอย่างจริงจังกับผู้ที่กระทำผิด ส่วนผู้ที่ตั้งใจสอบ ทำทุกอย่างโดยสุจริตและได้รับผลกระทบก็ต้องดูแลให้ได้รับความเป็นธรรม โดยศูนย์จะมีการประสานถึงข้อกังวลใจของผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน เพื่อสร้างความกระจ่าง เนื่องจากหน่วยงานเราเป็นหน่วยงานกลางที่จะรับเรื่องร้องทุกข์ ส่งไปยังนายกรัฐมนตรีเพื่อให้สั่งการ และดำเนินการต่อไป ซึ่งประเด็นหลักวันนี้มีช่องว่างของการสื่อสาร คนที่ได้รับการประกาศ ว่าผ่านการคัดเลือกแล้วต้องมารายงานตัวในกลุ่มที่ 4 ยังไม่ได้รับแจ้งจากกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) จึงเกิดความกังวลว่าจะดำเนินการอย่างไร 

เมื่อถามว่า การมายื่นหนังสือยังมีช่องทางอื่น ให้สามารถยื่นร้องเรียนได้หรือไม่ น.ส.รัชดา กล่าวว่า ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล 1111 จะรับเรื่องร้องทุกข์ทุกเรื่องอยู่แล้ว ไม่ใช่เฉพาะกรณีนี้ หลังจากนี้จะประสานไปยังกระทรวงมหาดไทยโดยเร็ว เพื่อสื่อสารไปอีกทางหนึ่งให้เข้าใจว่าผู้ที่ผ่านกระบวนการสอบจะต้องดำเนินการอย่างไรต่อ เหตุใดจึงเงียบหายไป 

น.ส.รัชดา กล่าวอีกว่า มีการส่งเรื่องร้องเรียนทุจริตการสอบท้องถิ่นมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งข้อเสนอแนะ และความเดือดร้อน แต่ยืนยันว่า ขณะนี้การร้องเรียนยังไม่เกิน 100 เรื่อง ส่วนจะมีการสรุปเป็นรายงานส่งนายกรัฐมนตรีได้เมื่อใดนั้น ที่ผ่านมาก็มีการรายงานต่อนายกรัฐมนตรีอย่างต่อเนื่อง ก่อนที่จะไปรายงานต่อนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง 

เมื่อถามว่า เรื่องที่ร้องเรียนมีเรื่องใดเป็นส่วนใหญ่ น.ส.รัชดา กล่าวว่า มีทั้งส่งเรื่องร้องเรียนไปที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งเป็นการทำงานสองขา คดีอาญาให้เป็นหน้าที่ของตำรวจ และ ป.ป.ท. รวมทั้งกระทรวงมหาดไทย แต่เราเป็นอีกหนึ่งขาที่จะต้องดูแลผู้ที่ได้รับผลกระทบ 

น.ส.รัชดา กล่าวว่า ผู้ที่ได้รับผลกระทบสามารถยื่นเรื่องราวร้องทุกข์ โดยไม่มีการกำหนดกรอบเวลา

ในช่วงท้าย ผู้ที่มายื่นหนังสือ ได้กล่าวกับปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีว่า “ขอให้ได้รับข่าวดี” ขณะที่ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “เป็นกำลังใจให้นะคะ”

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มตัวแทนผู้เข้าสอบ ได้เดินทางไปยื่นหนังสือที่ ป.ป.ช. และสภาผู้แทนราษฎร มาแล้ว ก่อนจะเดินทางไปยื่นหนังสือต่อที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.)

นายกฯ ปลื้ม สุริยะ คุยมาเลเซีย แก้ปัญหาแบนกุ้งไทย มีแนวโน้มค่อนข้างดี

นายกฯ ปลื้ม สุริยะ คุยมาเลเซีย แก้ปัญหาแบนกุ้งไทย มีแนวโน้มค่อนข้างดี

นายกฯ ปลื้ม สุริยะ คุยมาเลเซีย แก้ปัญหาแบนกุ้งไทย มีแนวโน้มค่อนข้างดี

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.07 น.

นายกฯชม ‘สุริยะ’คุยมาเลเซีย แก้แบนกุ้งไทย แนวโน้มดีมาก นำร่องก่อนเยือนมาเลเซีย สัปดาห์หน้า เตรียมคุย ‘อันวาร์’ ชายแดน-มั่นคง

วันที่ 2 กรกฎาคม 2569 เวลา 13.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์เตรียมความพร้อมการเดินทางเยือนประเทศมาเลเซีย ระหว่างวันที่ 9-10 ก.ค.นี้ จะมีการหารืออะไรกับผู้นำมาเลเซียบ้าง ว่า พูดคุยกันหลายเรื่องทั้งเรื่องสถานการณ์ชายแดนเรื่องความรุนแรง เรื่องเกษตรทั้งกุ้งและปลา

ซึ่งตอนนี้เบื้องต้นนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว. เกษตรและสหกรณ์ ได้บินไปพบกับรมว.เกษตรฯมาเลเซีย ประชุมจริงจังมีการร่างข้อตกลงการแก้ไข ซึ่งแนวโน้มค่อนข้างดี เป็นเรื่องที่ดีมาก และในช่วงที่ตนเดินทางเยือนประเทศรัสเซีย ได้พบกับอันวาร์ บิน อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ก็มีการตกลงกันว่าเราจะแก้ปัญหานี้ให้ได้ก่อนที่ตนจะเดินทางไปเยือนมาเลเซีย อย่างเป็นทางการในสัปดาห์หน้า โดยการเดินทางเยือนมาเลเซียในครั้งนี้ ก็จะลงนามร่างข้อตกลงในการแก้ปัญหาเรื่องการแบนนำเข้ากุ้งจากประเทศไทยด้วย 

นอกจากนี้ การเดินทางเยือนมาเลเซียมีหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมถึงมีหน่วยงานความมั่นคง ทหารร่วมคณะเดินทางไปกับตนด้วย เพื่อหารือในเรื่องที่เกี่ยวข้องด้วย  โดยจะมีการพูดคุยเรื่องอุตสาหกรรมอาหารฮาลาล เรื่องความมั่นคง และเรื่องชายแดน

อนุทิน สยบกระแสรอยร้าว 2 น. บอกไม่ต้องอธิบาย ยัน พรรคภูมิใจไทยเหนียวแน่น

อนุทิน สยบกระแสรอยร้าว 2 น. บอกไม่ต้องอธิบาย  ยัน พรรคภูมิใจไทยเหนียวแน่น

อนุทิน สยบกระแสรอยร้าว 2 น. บอกไม่ต้องอธิบาย ยัน พรรคภูมิใจไทยเหนียวแน่น

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.14 น.

“อนุทิน” สยบกระแสรอยร้าว 2 น. บอกไม่ต้องอธิบาย เคยจะเปลี่ยนชื่อเป็น “เนทิน – อนุวิน” ยันภูมิใจเหนียวแน่น ท้าลองกล้าทะเลาะดู โดนมาแล้วไม่รู้กี่คน 

วันที่ 2 กรกฎาคม 2569 เวลา 13.00 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวรอยร้าว 2 น.ในพรรคภูมิใจไทย โดยอนายอนุทิน กล่าวว่า “เลขาธิการพรรคตอบไปแล้ว เป็นเรื่องนก กับเน พ่อลูก”

ผู้สื่อข่าวจึงถามกลับว่า แล้วหนูกับเนเป็นอย่างไร นายอนุทิน ตอบว่า “ไม่ต้องห่วง” พร้อมถามกลับว่า “ทำไมต้องสงสัย” ผู้สื่อข่าวจึงบอกว่า ต้องการให้นายกฯ อธิบายให้ชัด ก่อนที่นายอนุทินจะระบุว่า ไม่เห็นต้องอธิบายอะไรเลย และสมัยก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็นเนทิน กับอนุวินอยู่แล้ว ขออย่าใส่ใจเรื่องไม่เป็นเรื่อง  

เมื่อถามย้ำว่า แปลว่ายังเหนียวแน่นกันดีหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “มันไม่ต้องแปลนี่ครับ” 

ส่วนในระดับลูกน้องมีการขัดแย้งกันหรือไม่ นายอนุทิน หัวเราะ แล้วบอกว่า พอบอกข้างบนไม่ทะเลาะ ก็บอกว่าลูกน้องทะเลาะ ลูกน้องใครในพรรคภูมิใจไทย ลองกล้าทะเลาะกันดูสิ โดนกันมาไม่รู้กี่คนแล้ว โดนดุ โดนแซว โดนไก่ย่างถูกเผาไม่รู้กี่คนแล้ว 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามต่อว่า มั่นใจใช่หรือไม่ว่าพรรคภูมิใจไทยไม่มีความขัดแย้ง นายอนุทินระบุว่า “ก็ผมเพิ่งตอบไปอยู่นี่ไง วันนั้นก็ไก่ย่างถูกเผาไป 4-5 คน ไปลองถามดูได้ว่าใครโดน ”

ปลดล็อกส่งออก ไทย-มาเลเซีย ‘สุริยะ’ เผยข่าวดี ส่งออกกุ้ง 5 สายพันธุ์ พ่วงดันเนื้อโคบุกตลาดเสือเหลือง

ปลดล็อกส่งออก ไทย-มาเลเซีย  'สุริยะ' เผยข่าวดี ส่งออกกุ้ง 5 สายพันธุ์ พ่วงดันเนื้อโคบุกตลาดเสือเหลือง

ปลดล็อกส่งออก ไทย-มาเลเซีย ‘สุริยะ’ เผยข่าวดี ส่งออกกุ้ง 5 สายพันธุ์ พ่วงดันเนื้อโคบุกตลาดเสือเหลือง

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.36 น.

“สุริยะ ” เผยข่าวดี คนเลี้ยงโค ไทยเตรียมขยายตลาดเนื้อโคในมามาเลเซียเพิ่ม  หลัง บรรลุข้อตกลงแก้ปัญหาการส่งออกกุ้งไทย 5 สายพันธุ์ และนำเข้าปลากะพง สำเร็จเตรียมมีผลบังคับใช้ใน 30 วัน

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า หลังจากที่วานนี้ (1ก.ค.69) ไทยและมาเลเซียได้บรรลุผลสำเร็จในการแก้ไขปัญหาการควบคุมการส่งออกกุ้งไทย 5 สายพันธุ์ไปยังมาเลเซีย และแก้ปัญหาการนำเข้าปลากะพงมาเลเซียมายังประเทศไทยแล้ว ซึ่งคาดว่าความสำเร็จในครั้งนี้จะช่วยให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งไทยมีช่องทางระบายสินค้ามากขึ้น และผู้บริโภคทั้งสองประเทศจะได้ซื้อสินค้าในราคาที่เหมาะสม โดยไทย และมาเลเซียตั้งเป้าที่จะตรวจสอบมาตรฐานสุขอนามัยและสารตกค้าง(SPS)ในสินค้าสัตว์ระหว่างกัน ให้แล้วเสร็จ เพื่อให้การส่งออกและนำเข้ามีผลบังคับใช้ได้จริง ภายใน 30 วัน

สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ

 นอกจากนี้ไทยยังได้เสนอเปิดตลาดการส่งออกเนื้อโค และ เนื้อหมู ไปยังมาเลเซียเพิ่มเติม ซึ่งจากการหารือฝ่ายมาเลเซียได้แสดงท่าทีตอบรับในเชิงบวก พร้อมได้เสนอว่าหากสินค้าดังกล่าวของไทยผ่านการตรวจสอบตามผ่านเกณฑ์มาตรฐานด้านสุขอนามัย รวมถึงการควบคุมโรคระบาดต่างๆ ได้เรียบร้อย ก็พร้อมที่จะเปิดให้นำเข้าสินค้ากลุ่มนี้จากไทยได้ทันที 

สำหรับข้อเสนอจากฝั่งมาเลเซีย ที่มีความต้องการส่งออกตีนไก่ เข้ามายังประเทศไทย ฝ่ายไทยก็ได้พิจารณาในประเด็นนี้เช่นกัน โดยมองว่าเป็นข้อแลกเปลี่ยนทางการค้ากับการส่งออกเนื้อโค และเนื้อหมูของฝ่ายไทย ซึ่งหากสามารถดำเนินการตามมาตรฐานสุขอนามัยได้ถูกต้องและรวดเร็ว ก็จะเป็นประโยชน์ต่อการส่งออกของทั้งสองประเทศที่จะได้ประโยชน์ร่วมกัน 

สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ

อย่างไรก็ตาม กระบวนการตรวจสอบมาตรฐานยังคงต้องดำเนินไปอย่างเคร่งครัด เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหารของทั้งสองประเทศ และแม้ขั้นตอนดังกล่าวจะต้องใช้เวลาและมีความละเอียดรอบคอบ แต่หากทั้งสองฝ่ายร่วมกันเร่งดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง ก็จะส่งผลดีต่อการขยายตัวของการค้าสินค้าเกษตรระหว่างกันได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

นายสุริยะ บอกด้วยว่า ในวันที่ 9-10 กรกฎาคมนี้ จะร่วมคณะนายกรัฐมนตรีในการเดินทางเยือนประเทศมาเลเซียอย่างเป็นทางการ โดยรัฐบาลไทยและมาเลเซียมีการลงนามในบันทึกความเข้าใจความร่วมมือในภาคการเกษตรในระดับกว้าง ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นการยกระดับความร่วมมือทางการเกษตร และเพิ่มปริมาณการค้าระหว่างไทยและมาเลเซียให้สูงขึ้นในอนาคต

นายกฯ ถึงไทย เตรียมเข้าทำเนียบฯเรียกถก 3 วงประชุม

นายกฯ ถึงไทย เตรียมเข้าทำเนียบฯเรียกถก 3 วงประชุม

นายกฯ ถึงไทย เตรียมเข้าทำเนียบฯเรียกถก 3 วงประชุม

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.03 น.

“นายกฯ” กลับถึงไทย เข้าทำเนียบฯ ลุยงานทันที หลังเสร็จสิ้นภารกิจตามเสด็จเยือนฝรั่งเศส เรียกปลัด มท. รายงานคดีทุจริตสอบท้องถิ่น ก่อนลุยแก้เรื่องยาเสพติดหลังแอร์ไทยถูกตำรวจออสเตรเลียจับ

เมื่อวันที่ 2 ก.ค.69 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางกลับถึงประเทศไทยแล้ววันนี้ (2ก.ค.) ภายหลังได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาต ตามเสด็จในฐานะรัฐมนตรีเกียรติยศ เพื่อถวายงานและรับพระบรมราโชบาย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศส อย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 28 มิ.ย. – 2 ก.ค. 2569

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากถึงประเทศไทย นายกรัฐมนตรีจะเดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาลปฏิบัติหน้าที่ทันที โดยยังไม่ได้ระบุวาระงานที่ชัดเจน แต่มีหลายปัญหาที่ต้องการเร่งแก้ไข

โดยมีรายงานว่า ช่วงเที่ยงวันนี้ นายกรัฐมนตรีจะเรียกนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทยเข้ารายงาน ความคืบหน้าเรื่องการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น ส่วนช่วงเย็นวันนี้ นายกรัฐมนตรีจะเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มารายงานสถานการณ์ การแก้ไขปัญหายาเสพติด หลังจากเกิดกรณีแอร์โฮสเตส สายการบินไทย ถูกตำรวจของสำนักงานตำรวจแห่งชาติออสเตรเลีย จับกุมหลังจากขนเฮโรอีนที่ซุกซ่อนในกระเป๋าผ้า  และก่อนหน้านี้นายกรัฐมนตรีได้สั่งการด่วนจากประเทศฝรั่งเศสให้เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามยาเสพติดทั้งหมด รวมไปถึงการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย (AOT) มาประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ในช่วงบ่ายพรุ่งนี้ 3 กรกฎาคม 2569

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีจะประชุมเตรียมความพร้อมสำหรับการเดินทางเยือน มาเลเซียระหว่างวันที่ 9-10 กรกฎาคมนี้ด้วย

สภาฯ ฉลุย! มติเอกฉันท์ผ่าน ร่างพ.ร.บ.โอนงบหมื่นล้าน เข้างบกลาง

สภาฯ ฉลุย! มติเอกฉันท์ผ่าน ร่างพ.ร.บ.โอนงบหมื่นล้าน เข้างบกลาง

สภาฯ ฉลุย! มติเอกฉันท์ผ่าน ร่างพ.ร.บ.โอนงบหมื่นล้าน เข้างบกลาง

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.31 น.

สภาฯ15นาที! ฉลุย ‘ร่างพ.ร.บ.โอนงบประมาณ’ 10,328 ล้านบาท จากหน่วยงาน118แห่ง ไปใส่ไว้ใน ‘งบกลาง’ เพื่อใช้จ่ายภารกิจเร่งด่วนแก้วิกฤติประเทศ
    
วันที่ 2 กรกฎาคม 2569 เมื่อเวลา 10.45 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีน.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ…. วงเงิน 10,328ล้านบาท ตามที่คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เป็นประธานกมธ.ฯพิจารณาเสร็จแล้ว มีจำนวนทั้งหมด 5มาตรา สาระสำคัญคือการโอนงบรายจ่ายบางรายการของหน่วยงานต่างๆ 118 แห่ง ไปตั้งไว้เป็นงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 10,328ล้านบาท เพื่อนำไปใช้ในภารกิจเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหา ฟื้นฟูและบรรเทาผล กระทบจากวิกฤติการณ์เศษฐกิจและสังคม จากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ โดยวาระ 2 เป็นการพิจารณารายมาตรา แต่ไม่มีสส.ติดใจอภิปรายเนื้อหาตามที่กมธ.แก้ไขมา ก่อนจะลงมติเห็นชอบในวาระ 3 ด้วยคะแนนเอกฉันท์ 449 ต่อ 0 งดออกเสียง 2 ใช้เวลาพิจารณาเพียง 15 นาที โดยจะส่งร่างฯต่อไปยังวุฒิสภาพิจารณาต่อไป

รัฐบาลขันน็อต สั่งยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยการบิน เข้มตรวจลูกเรือป้องกันลักลอบขนยาเสพติด

รัฐบาลขันน็อต สั่งยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยการบิน เข้มตรวจลูกเรือป้องกันลักลอบขนยาเสพติด

รัฐบาลขันน็อต สั่งยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยการบิน เข้มตรวจลูกเรือป้องกันลักลอบขนยาเสพติด

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 10.07 น.

รัฐบาลสั่งการยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยการบิน บูรณาการทุกหน่วยงานเข้มตรวจลูกเรือ ป้องกันลักลอบขนยาเสพติด รักษามาตรฐานความปลอดภัยและความเชื่อมั่นการบินไทย

วันนี้ (2 กรกฎาคม 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับการรักษามาตรฐานความปลอดภัยด้านการบินและภาพลักษณ์ของประเทศ โดยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้มอบหมายให้นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ติดตามกรณีลูกเรือสายการบินของไทยถูกทางการออสเตรเลียจับกุม หลังตรวจพบสารเสพติดในสัมภาระ พร้อมสั่งการให้สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ประสานทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุลักษณะเดียวกันซ้ำอีก

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากข้อมูลเบื้องต้น ลูกเรือรายดังกล่าวเดินทางปฏิบัติหน้าที่ในเที่ยวบินจากประเทศไทยไปยังนครเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569 ก่อนถูกเจ้าหน้าที่ปลายทางตรวจค้นและพบสารเสพติดซุกซ่อนอยู่ในสัมภาระ ปัจจุบันอยู่ระหว่างกระบวนการยุติธรรมของประเทศออสเตรเลีย

นางสาวลลิดา กล่าวว่า ปัจจุบันลูกเรือทุกคนยังคงต้องผ่านการตรวจค้นตามมาตรฐานความปลอดภัยเช่นเดียวกับผู้โดยสาร แม้จะมีช่องทางเฉพาะเพื่ออำนวยความสะดวกในการปฏิบัติหน้าที่ แต่ยังต้องผ่านการตรวจทั้งบุคคลและสัมภาระตามมาตรฐานสากล โดยการตรวจด้านการรักษาความปลอดภัยของสนามบินมุ่งเน้นการป้องกันวัตถุอันตราย อาวุธ และวัตถุระเบิดที่อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของอากาศยาน ขณะที่การตรวจจับยาเสพติดหรือสิ่งผิดกฎหมายอื่น ๆ เป็นการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมศุลกากร และหน่วยงานปราบปรามยาเสพติด

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมได้สั่งการให้ กพท. เชิญบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) สายการบิน หน่วยงานศุลกากร และหน่วยงานด้านการปราบปรามยาเสพติด ร่วมกำหนดมาตรการเพิ่มเติม ทั้งการเพิ่มความเข้มงวดในการรับฝากหรือรับหิ้วสิ่งของของลูกเรือ การยกระดับการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่างหน่วยงาน และเสริมการประสานงานด้านการข่าว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจจับความเสี่ยง พร้อมรักษาสมดุลระหว่างมาตรฐานความปลอดภัยกับการอำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสาร เพื่อไม่ให้กระทบต่อการให้บริการและการเดินทางของประชาชน

“รัฐบาลจะเดินหน้ายกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยด้านการบินอย่างต่อเนื่อง ด้วยการบูรณาการความร่วมมือระหว่างทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันการลักลอบกระทำผิดกฎหมาย สร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการบินของไทย และรักษามาตรฐานความปลอดภัยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ควบคู่กับการอำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสารอย่างเหมาะสม” นางสาวลลิดา กล่าว

โอกาสทองสตาร์ทอัพไทย รัฐชวนคว้าทุน Market Expansion 2 ล้าน พร้อมปลดล็อก NIA ร่วมลงทุน

โอกาสทองสตาร์ทอัพไทย รัฐชวนคว้าทุน Market Expansion 2 ล้าน พร้อมปลดล็อก NIA ร่วมลงทุน

โอกาสทองสตาร์ทอัพไทย รัฐชวนคว้าทุน Market Expansion 2 ล้าน พร้อมปลดล็อก NIA ร่วมลงทุน

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 09.57 น.

รัฐบาลชวนสตาร์ทอัพไทยคว้าทุน 2 ล้านบาท พร้อมปลดล็อก NIA ร่วมลงทุนสตาร์ทอัพ หนุนระบบนิเวศนวัตกรรมไทยครบวงจร

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลขอเชิญชวนผู้ประกอบการนวัตกรรมและสตาร์ทอัพไทยที่มีผลิตภัณฑ์หรือบริการพร้อมต่อยอดเชิงพาณิชย์ สมัครเข้าร่วมโครงการ Market Expansion ของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA เพื่อขอรับทุนสนับสนุนสูงสุด 2 ล้านบาทต่อโครงการ สำหรับการทดสอบนวัตกรรมกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายและขยายตลาด โดยมีระยะเวลาดำเนินโครงการไม่เกิน 1 ปี

ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร

การสนับสนุนแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ การสนับสนุน 100% สำหรับการขยายผลสู่หน่วยงานภาครัฐ และการสนับสนุนร่วม 50% สำหรับการขยายผลสู่ภาคเอกชน โดยเปิดรับข้อเสนอจาก 5 อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ ได้แก่ 1. เกษตรกรรม 2. อาหาร 3. การแพทย์ สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี 4. พลังงานและสิ่งแวดล้อม และ 5. การท่องเที่ยว ซอฟต์พาวเวอร์ และสังคม เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสร้างลูกค้ารายแรก ขยายธุรกิจ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทั้งในประเทศและต่างประเทศ

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ข่าวดีครั้งนี้เกิดขึ้นพร้อมกับการมีผลบังคับใช้ของพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2569 ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับบทบาทของ NIA ให้มีความคล่องตัวและมีเครื่องมือสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมได้ครบวงจรยิ่งขึ้น เพื่อเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน มหาวิทยาลัย และสถาบันวิจัย เร่งผลักดันผลงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมของไทยให้สามารถต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

สาระสำคัญของกฎหมายฉบับใหม่นี้ คือการเพิ่มอำนาจให้ NIA สามารถถือหุ้น เข้าเป็นหุ้นส่วน และร่วมลงทุนกับบุคคลหรือนิติบุคคลได้โดยตรง จากเดิมที่สนับสนุนผู้ประกอบการผ่านการให้ทุนและโครงการบ่มเพาะเป็นหลัก นอกจากนี้ ยังเปิดทางให้ NIA เข้าร่วมลงทุนผ่านกองทรัสต์เพื่อประกอบกิจการเงินร่วมลงทุน (Venture Capital Trust) ซึ่งเป็นกลไกระดมทุนเพื่อลงทุนในธุรกิจนวัตกรรมและสตาร์ทอัพ ช่วยให้ภาครัฐมีเครื่องมือสนับสนุนผู้ประกอบการได้ครอบคลุมตั้งแต่การวิจัย การพัฒนา ไปจนถึงการต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์

ทั้งนี้ กฎหมายกำหนดให้การถือหุ้นและการร่วมลงทุนดังกล่าวต้องมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรมของประเทศ ไม่ใช่เพื่อมุ่งแสวงหากำไรเป็นหลัก และการดำเนินการทั้งหมดจะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนดต่อไป เพื่อให้การใช้เงินภาครัฐเป็นไปอย่างโปร่งใสและเหมาะสม

สตาร์ทอัพ

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

การยกระดับบทบาทของ NIA ในครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มทางเลือกด้านเงินทุนให้ผู้ประกอบการนวัตกรรม โดยเฉพาะสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Tech) ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนสูง ใช้เวลาพัฒนานาน และมักเข้าถึงเงินลงทุนในระยะเริ่มต้นได้ยาก จากเดิมที่ภาครัฐสนับสนุนผ่านเงินทุนให้เปล่าเป็นหลัก ในอนาคต NIA จะมีเครื่องมือในการร่วมลงทุนได้โดยตรงเมื่อหลักเกณฑ์ของคณะรัฐมนตรีมีผลบังคับใช้ ส่งผลให้สามารถสนับสนุนผู้ประกอบการได้ต่อเนื่องตั้งแต่การพัฒนาต้นแบบ การทดสอบตลาด การสร้างลูกค้ารายแรก ไปจนถึงการขยายธุรกิจ ช่วยเสริมความแข็งแกร่งของระบบนิเวศนวัตกรรมไทย และเพิ่มความเชื่อมั่นของนักลงทุนภาคเอกชนในการร่วมลงทุนกับสตาร์ทอัพไทยมากยิ่งขึ้น

“รัฐบาลมุ่งสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตของธุรกิจนวัตกรรมไทยในทุกมิติ ทั้งการปรับปรุงกฎหมายให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง และการจัดให้มีมาตรการสนับสนุนที่ตอบโจทย์ผู้ประกอบการอย่างเป็นรูปธรรม การเปิดรับทุน Market Expansion ควบคู่กับการยกระดับบทบาทของ NIA จึงเป็นอีกก้าวสำคัญที่จะช่วยให้สตาร์ทอัพไทยเข้าถึงแหล่งทุน ขยายตลาด และต่อยอดงานวิจัยสู่ธุรกิจที่สามารถแข่งขันได้ในระดับโลก พร้อมยกระดับเศรษฐกิจไทยด้วยนวัตกรรม” ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าว

ผู้ประกอบการและสตาร์ทอัพที่สนใจสามารถยื่นข้อเสนอโครงการเพื่อขอรับทุนได้ผ่านระบบ MIS ของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ที่ http://mis.nia.or.th หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทางอีเมล mandatory@nia.or.th

อยากจบ​ เปิดมา! อดีตบิ๊กข่าวกรอง ซัด กัมพูชาดี๊ด๊า ได้ของเล่นใหม่จากจีน ส่งทหารยั่วยุไทยรายวัน

อยากจบ​ เปิดมา! อดีตบิ๊กข่าวกรอง ซัด กัมพูชาดี๊ด๊า ได้ของเล่นใหม่จากจีน ส่งทหารยั่วยุไทยรายวัน

อยากจบ​ เปิดมา! อดีตบิ๊กข่าวกรอง ซัด กัมพูชาดี๊ด๊า ได้ของเล่นใหม่จากจีน ส่งทหารยั่วยุไทยรายวัน

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 09.45 น.

วันที่ 2 กรกฎาคม 2569 นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า 

อยากจบ​ เปิดมา

เขมรแสดงความคึกมาก​ คันไม้คันมือ

คงอยากเปิดรอบสามกับไทยเต็มที

หลังจากได้ของเล่นใหม่ๆจากจีน

แม้จะเก่าไปบ้างแต่ก็ฆ่าคนได้เหมือนกัน

จากการเดินทางไปจีนของฮุนเซน

ไม่รู้ว่าคุยกันเรื่องอะไรบ้าง

แต่ลูกน้องคึกคักมากเป็นพิเศษ

เขมรเคลื่อนกำลังติดชายแดนไทย

ส่งทหารออกมายั่วยุทหารไทยทุกวัน

ท้าตีท้าต่อย​ อยากลองของใหม่

สร้างความหวาดระแวงกังวลใจต่อจีน

จีนเอาไง​ เข้าข้างเขมรหรือไร

ไหนว่าไทยจีนพี่น้องกัน​ ทำอย่างนี้ได้ไง

ฟังหูไว้หู​ อย่าเชื่อข่าวลอยลม​

ไอโอเยอะมาก

จีนไม่ต้องการให้เขมรรบรอบสาม

จีนรู้เต็มอกว่า​ รอบใหม่เขมรก็แพ้

จีนไม่อยากให้ไทยขิฟไปหาฝรั่ง

จีนไม่อยากให้ฝรั่งกลับมามีอิทธิพล

หากจะมีการเปลี่ยนแปลงผู้นำในเขมร

ต้องไม่ใช่สมรังสีที่สนิทสนมฝรั่ง

แต่ใครจะมีบารมีพอพยุงเสถียรภาพ

แต่ถ้าอยากจะจบ​ ก็เปิดมา

รัฐบาลเปิดทาง โซลาร์ภาคประชาชน ใช้เอง-ขายไฟส่วนเกินได้

รัฐบาลเปิดทาง โซลาร์ภาคประชาชน ใช้เอง-ขายไฟส่วนเกินได้

รัฐบาลเปิดทาง โซลาร์ภาคประชาชน ใช้เอง-ขายไฟส่วนเกินได้

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 09.25 น.

รัฐบาลเปิดทาง “โซลาร์ภาคประชาชน” ใช้เอง-ขายไฟส่วนเกินได้ เตรียมพิจารณาใช้ พ.ร.ก. กู้เงินฯ  อุดหนุนเงินดาวน์ค่าติดตั้ง หวังประชาชนร่วมเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด

เมื่อวันที่ 2 ก.ค.69 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้า โครงการโซลาร์ภาคประชาชน เปิดโอกาสให้เจ้าของบ้านอยู่อาศัยที่มีความพร้อม ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เอง ลดค่าไฟในครัวเรือน และสามารถขายไฟฟ้าส่วนเกินเข้าสู่ระบบได้ เป็นอีกก้าวสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดที่ประชาชนมีส่วนร่วมและได้รับประโยชน์โดยตรง

ล่าสุด มติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) กำหนดรับซื้อไฟฟ้ารวม 500 เมกะวัตต์ ประชาชนผู้เข้าร่วมสามารถขายไฟฟ้าได้ไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ต่อมิเตอร์ ในอัตรา 2.20 บาทต่อหน่วย เป็นเวลา 10 ปี และต้องสามารถจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบได้ภายในปี 2570

ทั้งนี้ เพื่อสนับสนุนให้ผู้เข้าร่วมโครงการได้รับความสะดวกสูงสุด กระทรวงพลังงาน กระทรวงมหาดไทย ยังร่วมกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) เตรียมจัดบริการแบบ One Stop Service ลดขั้นตอนการขออนุญาตและการติดตั้ง โดยจะแจ้งรายละเอียดเรื่องการยื่นคำขอ เอกสาร เงื่อนไข และขั้นตอนต่าง ๆ อย่างเป็นทางการในเร็ว ๆ นี้

นอกจากนี้ กระทรวงมหาดไทยยังเตรียมมาตรการสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป โดยมีแนวคิดช่วยค่าติดตั้งหรือค่าดาวน์ 10,000 บาทต่อหลังคาเรือน ตั้งเป้าสนับสนุน 400,000 ครัวเรือน เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายเริ่มต้นและทำให้ประชาชนเข้าถึงพลังงานสะอาดได้มากขึ้น โดยจะเสนอโครงการ ขอใช้งบประมาณจากพ.ร.ก.กู้เงินสี่แสนล้านบาท ที่มีวัตถุประสงค์ขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ

ทั้งนี้ การไฟฟ้าจะเป็นหน่วยงานตรวจสอบความพร้อมของผู้เข้าร่วม ทั้งด้านระบบไฟฟ้า ความปลอดภัย และความเหมาะสมของการเชื่อมต่อ เพื่อให้การผลิตไฟฟ้าภาคประชาชนเป็นไปอย่างมีมาตรฐานและไม่กระทบต่อเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า

นางสาวรัชดา กล่าวว่า รัฐบาลต้องการให้ประชาชนไม่เป็นเพียงผู้ใช้ไฟฟ้า แต่เป็นผู้ร่วมผลิตพลังงานสะอาดของประเทศ บ้านที่มีความพร้อมสามารถใช้พื้นที่บนหลังคาให้เกิดประโยชน์ ลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน สร้างรายได้จากการขายไฟฟ้าส่วนเกิน และร่วมกันลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล สร้างความมั่นคงทางพลังงานและสิ่งแวดล้อมที่ดีให้กับประเทศในระยะยาว

ประชาชนที่สนใจขอให้รอการประกาศเปิดรับสมัครและรายละเอียดโครงการจาก กฟน. หรือ กฟภ. ตามพื้นที่ที่ใช้ไฟฟ้า เพื่อเตรียมเอกสารและความพร้อมก่อนเข้าร่วมโครงการ.