ไฟไหม้อพาร์ตเมนต์ในแอนต์เวิร์ป ดับแล้ว 6 ศพ เจ็บอีกหลายราย

ไฟไหม้อพาร์ตเมนต์ในแอนต์เวิร์ป ดับแล้ว 6 ศพ เจ็บอีกหลายราย

1 ก.ค. 2569 22:39 น.

ไฟไหม้อพาร์ตเมนต์ในแอนต์เวิร์ป ดับแล้ว 6 ศพ เจ็บอีกหลายราย

เกิดเหตุไฟไหม้อพาร์ตเมนต์ในเมืองแอนต์เวิร์ปของเบลเยียม ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 6 ศพ และบาดเจ็บอีกหลายราย โดยเจ้าหน้าที่ต้องใช้เวลานานหลายชั่วโมงกว่าจะควบคุมเพลิงเอาไว้ได้

เมื่อวันพุธที่ 1 ก.ค. 2569 ตำรวจเบลเยียมเปิดเผยว่า เกิดเหตุเพลิงไหม้ที่อาคารห้องชุดสูง 10 ชั้นแห่งหนึ่งในเมืองแอนต์เวิร์ป ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 6 ศพ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกหลายราย ผู้ประสบภัยบางคนถึงขั้นต้องปีนระเบียงเพื่อหนีเอาชีวิตรอด

เพลิงไหม้ครั้งนี้เริ่มขึ้นก่อนเวลา 10.00 น.ของวันพุธ ตามเวลาท้องถิ่น โดยมีกลุ่มควันหนาทึบพวยพุ่งออกมาจากชั้น 8 ของอาคารในย่าน ลิงเกอรูเวอร์ (Linkeroever) ขณะที่คลิปวิดีโอที่เผยแพร่บนโลกออนไลน์แสดงให้เห็นภาพ ชายคนหนึ่งกำลังปีนจากระเบียงห้องของตัวเองผ่านหน้าต่างห้องข้างเคียงเพื่อหนีกลุ่มควัน

ตำรวจระบุว่า มีผู้พักอาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์แห่งนี้มากกว่า 200 คน และเจ้าหน้าที่ดับเพลิงได้อพยพผู้คนออกจากห้องพักในอาคารแล้ว 80 ห้อง พร้อมชี้แจงว่าเพลิงไหม้ดังกล่าวมีสาเหตุมาจากปัญหาทางเทคนิคที่บริเวณชั้นล่าง แต่ไม่ระบุรายละเอียดเพิ่มเติม

“เหตุการณ์นี้ได้คร่าชีวิตผู้คนไปเป็นจำนวนมากที่ย่านลิงเกอรูเวอร์” คิม บาสเตียนส์ โฆษกหญิงของสำนักงานตำรวจท้องถิ่นบอกกับสถานีโทรทัศน์สาธารณะของเบลเยียม พร้อมเสริมว่ามีประชาชนจำนวนหนึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัสและบาดเจ็บเล็กน้อย

ด้านเกิร์ต เดอวูล์ฟ ผู้อยู่อาศัยในอาคาร เล่าให้สถานีโทรทัศน์ VRT ฟังว่า กลุ่มควันหนาทึบทำให้พวกเขาไม่สามารถออกจากห้องได้ “พวกเราขังตัวเองไว้ในห้องและออกไปรอที่ระเบียง หลังจากนั้นประมาณ 10 นาที เจ้าหน้าที่ดับเพลิงก็ใช้บันไดเข้ามาช่วยพวกเราลงมาจากระเบียง”

ส่วนเจ้าหน้าที่ดับเพลิงเปิดเผยว่า พวกเขาต้องเดินตรวจค้นแบบห้องต่อห้องเพื่อค้นหาผู้ที่อาจติดอยู่ภายใน พร้อมอธิบายว่าควันไฟได้แพร่กระจายอย่างรวดเร็วไปทั่วทั้งอาคาร ทำให้การอพยพประชาชนเป็นไปได้ยากลำบากยิ่งขึ้น

ชายอีกคนหนึ่งกล่าวว่า พ่อตาแม่ยายของเขา ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ บ็อบ คูลส์ อดีตนายกเทศมนตรีเมืองแอนต์เวิร์ป ได้รับการอพยพออกจากอาคารสำเร็จและถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลแล้ว

ตำรวจระบุว่า เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมเพลิงได้ทั้งหมดในช่วงบ่าย ขณะที่ มารี เดอ เคลริก โฆษกหญิงของหน่วยดับเพลิงแอนต์เวิร์ป กล่าวว่า นี่เป็นเหตุเพลิงไหม้ที่มีความซับซ้อน อีกทั้งทัศนวิสัยที่ย่ำแย่และควันหนาทึบภายในอาคารทำให้อุปสรรคในการดับไฟเพิ่มมากขึ้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์แก้ต่าง ปมรายได้จากคริปโตพุ่ง โว ใครๆ ก็มีกำไรกันทั้งนั้น

ทรัมป์แก้ต่าง ปมรายได้จากคริปโตพุ่ง โว ใครๆ ก็มีกำไรกันทั้งนั้น

1 ก.ค. 2569 21:46 น.

ทรัมป์แก้ต่าง ปมรายได้จากคริปโตพุ่ง โว ใครๆ ก็มีกำไรกันทั้งนั้น

โดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาแก้ต่างให้ตัวเอง กรณีมีรายได้จากเงินคริปโตมหาศาลจนถูกครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน โดยระบุว่า เขาไม่ได้ยุ่งกับเงินส่วนตัวของตัวเองเลย และย้ำว่าทุกคนต่างก็มีกำไรกันทั้งนั้น

เมื่อวันพุธที่ 1 ก.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาแก้ต่างกรณีที่มีรายงานข่าวว่า เขากวาดรายได้จากธุรกิจเงินคริปโตของครอบครัวมากถึง 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ นับตั้งแต่กลับมารับตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 2 เมื่อมกราคมปีก่อน เกิดกระแสจับตาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน

“คุณก็รู้ว่าทำไมผมถึงได้กำไร ก็เพราะตลาดหุ้นมันกำลังขึ้นไงล่ะ ทุกคนต่างก็มีกำไรทั้งนั้น” ทรัมป์บอกผู้สื่อข่าวขณะเตรียมออกเดินทางเที่ยวบินแรกด้วยเครื่องบิน แอร์ฟอร์ซวัน ลำใหม่ที่ประเทศกาตาร์ให้เป็นของขวัญ

เมื่อถูกถามถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าเขาใช้ตำแหน่งหน้าที่ในการหาผลประโยชน์ให้ตัวเอง ประธานาธิบดีมหาเศรษฐีรายนี้กล่าวว่า รายได้ของเขาถูกจัดเก็บไว้ในกองทุนทรัสต์ที่ให้บุคคลอื่นเป็นผู้ดูแลโดยอิสระ (Blind Trusts) เพื่อให้มั่นใจว่าเขาจะไม่สามารถทำตามที่ถูกกล่าวหาได้

“ผมไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเงินส่วนตัวของผมเลย เรามีกองทุนที่คอยบริหารจัดการเงินให้ผมอยู่” ทรัมป์กล่าว “ผมทำเงินได้มากมายตั้งแต่ก่อนจะมาเป็นประธานาธิบดีแล้ว และพวกเขาก็นำเงินของผมไปลงทุน โดยที่ผมไม่ได้พูดคุยกับพวกเขาเลย”

“ผมไม่รู้เหมือนกันว่าอาชีพในแวดวงการเมืองหรือธุรกิจของผมอันไหนมันดีกว่ากัน แต่ผมมีเส้นทางอาชีพที่ยอดเยี่ยมในโลกธุรกิจ และคุณก็รู้ คุณเห็นเม็ดเงินนั้นแล้ว และคุณก็รายงานข่าวเรื่องต่าง ๆ ไป” เขากล่าว “ดังนั้นเราทุกคนต่างก็ได้รับผลประโยชน์กันทั้งนั้น ผมมีกำไรก็เพราะผมมีเงินเยอะและมีเงินสดจำนวนมาก”

ทั้งนี้ ทรัมป์ยังคงยืนกรานว่าความมั่งคั่งของเขานั้นมาจากอาชีพการงานในอดีต แม้ว่าในความเป็นจริง รายได้ดังกล่าวจะมีความเชื่อมโยงกับธุรกิจเงินคริปโตที่เปิดตัวไม่นานก่อนที่เขาจะกลับเข้ามารับตำแหน่งในทำเนียบขาวก็ตาม

สำนักงานจริยธรรมแห่งรัฐบาลสหรัฐฯ เปิดเผยว่า รายได้ส่วนใหญ่มาจาก “เวิลด์ ลิเบอร์ตี ไฟแนนเชียล” (World Liberty Financial) ธุรกิจคริปโตที่ทรัมป์ร่วมก่อตั้งกับลูกชายของตนเองและลูกชายของ สตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษสหรัฐฯ ประจำตะวันออกกลาง ซึ่งสร้างรายได้มากกว่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 16,250 ล้านบาท

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังมีรายได้อีก 635 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 20,640 ล้านบาท จากการจำหน่ายเหรียญมีม “$TRUMP” ที่เปิดตัวไม่กี่ชั่วโมงก่อนทรัมป์รับตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ สมัยที่ 2

รายงานดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า รายได้จากสินทรัพย์ดิจิทัลได้กลายเป็นแหล่งรายได้หลักของทรัมป์ แซงหน้าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นรากฐานความมั่งคั่งของครอบครัว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

รู้ตัวคนโอนเงิน ส่งพัสดุ รอรับปลายทาง คดีแอร์สาวขนเฮโรอีน ออสเตรเลียจัดหาทนายให้

รู้ตัวคนโอนเงิน ส่งพัสดุ รอรับปลายทาง คดีแอร์สาวขนเฮโรอีน ออสเตรเลียจัดหาทนายให้

1 ก.ค. 2569 19:40 น.

รู้ตัวคนโอนเงิน ส่งพัสดุ รอรับปลายทาง คดีแอร์สาวขนเฮโรอีน ออสเตรเลียจัดหาทนายให้

เลขา ป.ป.ส. เผยหลังประชุมร่วมตำรวจ AFP และ ABF ระบุเตรียมขยายผลเปิดปฏิบัติการตรวจค้นและจับกุมเครือข่ายยาเสพติด โยงคดีแอร์สาว ยันรู้ตัวผู้รับปลายทางยาเสพติดจากแอร์สาวและคนส่งพัสดุแล้ว

วันที่ 1 ก.ค. 69 ที่สำนักงาน ป.ป.ส. (ดินแดง กรุงเทพฯ) พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. เปิดเผยภายหลังร่วมประชุมหารือและแลกเปลี่ยนข้อมูลทางการข่าวกับผู้แทนจากสำนักงานตำรวจสหพันธ์ออสเตรเลีย (AFP) และเจ้าหน้าที่หน่วยงานรักษาความมั่นคงชายแดนของประเทศออสเตรเลีย (ABF) นาน 1 ชม. ก่อนออกมาเปิดเผยว่า ภายหลังจากที่ได้มีการประชุมร่วมกับเจ้าหน้าที่ AFP และเจ้าหน้าที่ ABF ซึ่งเป็นหน่วยงานต้นทาง ในการดำเนินการตรวจค้นและจับกุม น.ส.มีนา (ขอสงวนนามสกุล) ที่ประเทศออสเตรเลีย โดยในวันนี้เป็นการประชุมร่วมกันภายใต้โครงการปฏิบัติการเฉพาะกิจร่วม “Taskforce Storm” ซึ่งมีมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559 

อย่างไรก็ดี การหารือในวันนี้ก็เป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลการสืบสวนตั้งแต่เริ่มการจับกุม และยังเป็นการติดตามความคืบหน้าการดำเนินการทั้งสองฝ่าย เพื่อทำให้เราทราบถึงที่มาและต้นตอของขบวนการ ซึ่งเรามีข้อมูลร่วมกันทั้งหมดแล้ว แต่รายละเอียดอาจจะต้องขอสงวนไว้เล็กน้อย เพราะเรามีความปรารถนาร่วมกันที่จะพิสูจน์ทราบถึงสิ่งที่สร้างความเดือดร้อนให้กับทั้งประเทศไทยและฝั่งประเทศออสเตรเลีย

“ตอนนี้ในภาพรวมการดำเนินคดีกับทาง น.ส.มีนา ตนต้องเรียนว่ามาตรฐานการทำงานของออสเตรเลียนั้น เขาได้ให้ความเป็นธรรม และมีการจัดหาทนายให้กับ น.ส.มีนา ส่วนการขยายผลว่าใครเป็นคนส่ง หรือเป็นเครือข่ายอย่างไรนั้น เราก็ได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึก แต่เนื่องจากอยู่ระหว่างการใช้ขยายผลของทั้งสองประเทศ จึงขอสงวนข้อมูลไว้เล็กน้อย” พ.ต.ต.สุริยา กล่าว

พ.ต.ต.สุริยา กล่าวต่ออีกว่า ส่วนกรณีที่มีประเด็นว่า น.ส.มีนา ได้แสดงเจตจำนงจะสำแดงสิ่งของที่นำพามาในสัมภาระกระเป๋าเดินทางนั้น ข้อเท็จจริงตรงนี้เป็นขั้นตอนการตรวจพบกระเป๋าที่มียาเสพติดตั้งแต่ในชั้นต้น ประเด็นนี้มีความชัดเจนแล้วว่าเมื่อ น.ส.มีนา เดินทางถึงสนามบินแล้วมีการตรวจโดยศุลกากร ก็จะมีการสอบถามอยู่แล้ว ซึ่งเป็นข้อกำหนดของทางการออสเตรเลีย เพราะลูกเรือแต่ละคน หากใครนำพาสิ่งของที่ไม่ใช่ของตัวเองติดตัวมาด้วย หรือในกระเป๋ามีสิ่งของที่จะต้องสำแดงหรือไม่ ซึ่งทางการออสเตรเลียย่อมมีการสอบถามทุกคนอยู่แล้ว ในกรณีของ น.ส.มีนา ก็ได้ตอบว่าตัวเองได้มีการนำพากระเป๋า 12 ใบ และยินยอมให้มีการตรวจสอบ ก็เลยเป็นที่มาที่ศุลกากรเข้าตรวจสอบและพบว่าส่วนหนึ่งเป็นเฮโรอีน ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบในห้องแล็บ ยังไม่ได้ผลชัดเจนว่ามีจำนวนและปริมาณเท่าไร

ทั้งนี้ หากถามว่าการแสดงเจตจำนงสำแดงสัมภาระสิ่งของที่นำพาไปด้วย จะเป็นข้อต่อสู้ที่ช่วยให้ น.ส.มีนา ได้รับความยุติธรรมหรือไม่นั้น ตนมองว่า เรื่องข้อต่อสู้ให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมของออสเตรเลีย ขณะนี้เราไม่ได้นิ่งนอนใจว่าเขาเป็นคนผิดจริงหรือไม่ หรือเป็นคนที่ตกเป็นเหยื่อในการนำพายาเสพติดออกนอกประเทศหรือไม่ ซึ่งทางการออสเตรเลียค่อนข้างให้ความเป็นธรรม โดยแต่งตั้งทนายในการเป็นผู้ช่วยเหลือทางด้านกฎหมายอีกด้วย

พ.ต.ต.สุริยา กล่าวอีกว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวนขยายผล การทำงานต่าง ๆ จึงต้องขอสงวนรายละเอียดไว้เล็กน้อย แต่มีตัวละครที่เกี่ยวข้องจริง ๆ ที่อยู่รอรับของปลายทาง ส่วนจะเป็นคนไทยหรือคนต่างชาตินั้น ตนยังไม่ขอเปิดเผย เพราะอยู่ในกระบวนการติดตามตัวของออสเตรเลีย และทราบว่าทางออสเตรเลียก็ยังไม่ได้มีการออกหมายเรียกต่อบุคคลใด เพราะว่าเป็นเรื่องระหว่างการสืบสวนอยู่ ส่วนจำนวนตัวละครที่เกี่ยวข้อง ยังประมาณไม่ได้ขนาดนั้นว่ามีกี่คน แต่รู้แค่ว่ามีคนรับและคนส่งของ ส่วนคนส่งของ คนรอรับ และคนโอนเงิน เราก็ต้องขยายผลให้มันเกิดความครอบคลุมทางด้านข้อมูลมากขึ้น

พ.ต.ต.สุริยา กล่าวอีกว่า ในวันนี้ประเด็นที่เราพูดคุยแลกเปลี่ยนระหว่างกัน เราคุยกันหลากหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเครือข่ายกลุ่มบุคคล ที่เป็นเครือข่ายเกี่ยวกับการส่งยาเสพติดจากแหล่งผลิตยาเสพติดผ่านไทยเพื่อนำส่งไปยังประเทศออสเตรเลีย ทางเราและออสเตรเลียได้นำเอาข้อมูลเครือข่ายบุคคลที่มีพฤติการณ์ขนส่งลำเลียงยาเสพติดไปต่างประเทศมาพูดคุยกันทั้งหมด นอกจากนี้ ยังได้หารือเรื่องการประสานการติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหาในคดียาเสพติด ที่หลบหนีหมายจับของศาลไทยไปยังประเทศออสเตรเลีย หรือแม้กระทั่งกรณีที่คนกระทำความผิดในออสเตรเลียแล้วมาหลบหนีในประเทศไทย เราก็ได้หารือความร่วมมือนี้ระหว่างกันด้วย ยอมรับว่าวันนี้เป็นความร่วมมืออย่างดีที่ทั้งไทยและออสเตรเลียได้นำข้อมูลมาแลกเปลี่ยนหารือกัน

พ.ต.ต.สุริยา ระบุว่า ส่วนประเด็นว่า น.ส.มีนา ได้ให้ปากคำกับทางการออสเตรเลียหรือไม่ ว่าถ้าหากผ่านด่านตรวจที่ท่าอากาศยานเมลเบิร์นไปแล้ว จะต้องนำส่งพัสดุกับใคร หรือมีการนัดรับปลายทางกันที่ไหนนั้น ตนยืนยันว่าเรามีข้อมูลตรงนี้หมดแล้ว แต่ต้องขอสงวนไว้เล็กน้อย ทั้งนี้ จากกรณีที่ตนให้สัมภาษณ์ประชาสัมพันธ์เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาว่าขอให้ผู้ที่นำส่งพัสดุตัวจริงที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดล็อตนี้แล้วได้นำไปส่งให้ น.ส.มีนา ที่คอนโดมิเนียม ในวันที่ 22 มิ.ย.69 ให้ความร่วมมือเข้ามาให้ข้อมูลกับเรานั้น ขณะนี้เริ่มมีคนให้เบาะแสเข้ามาบ้างแล้ว แต่ไรเดอร์คนส่งตัวจริงดังกล่าว ก็ยังไม่ได้มีการประสานมาอย่างเป็นทางการว่าจะเข้าพบให้ข้อมูล

โดยหลังจากนี้ประมาณ 1-2 วัน เราจะมีการเปิดปฏิบัติการตรวจค้นเพิ่มเติม อาจจะร่วมกับทางตำรวจนครบาล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานตำรวจปราบปรามยาเสพติด เพราะในตอนนี้เรามีข้อมูลเกี่ยวกับเครือข่ายที่ได้มีการสืบสวนไว้อยู่แล้ว ซึ่งจะเป็นการดำเนินการตรวจค้นและจับกุมกลุ่มเครือข่ายที่มีส่วนร่วมกับกรณีของ น.ส.มีนา หรือเป็นทั้งเครือข่ายที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในคดีของ น.ส.มีนา ด้วย

อย่างไรก็ตาม ท่านนายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญในเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่ง และได้กำหนดนัดประชุมบอร์ดคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (บอร์ด ป.ป.ส.) โดยท่านจะเดินทางมาเป็นประธานการประชุมในวันที่ 3 ก.ค.69 ซึ่งหนึ่งในวาระการประชุมสำคัญ คือ เรื่องของนางสาวมีนา และการส่งยาเสพติดไปยังประเทศออสเตรเลีย ก็จะได้มาพูดคุยกันเพื่อจะได้วางกรอบการพัฒนางานป้องกัน และเพิ่มมาตรการทุกอย่างให้มันเข้มแข็งมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการส่ง การตรวจ การสแกน การเอ็กซเรย์ เชื่อว่าจะมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น

ด้าน เจ้าหน้าที่ ABF (หน่วยงานรักษาความมั่นคงชายแดนของประเทศออสเตรเลีย) ระบุว่า ประเทศออสเตรเลียและประเทศไทยมีความสัมพันธ์อันยาวนานในด้านการบังคับใช้กฎหมาย ในโอกาสนี้ตนขอขอบคุณเลขาธิการ ป.ป.ส. ที่ได้สละเวลามาร่วมหารือเกี่ยวกับภัยคุกคามและความเสี่ยงต่าง ๆ ที่กำลังเผชิญร่วมกันทั่วทั้งภูมิภาค

ตำรวจออสเตรเลีย หารือ ป.ป.ส. แลกเปลี่ยนข้อมูลคดียาเสพติดข้ามชาติ – แอร์สาว

ตำรวจออสเตรเลีย หารือ ป.ป.ส. แลกเปลี่ยนข้อมูลคดียาเสพติดข้ามชาติ - แอร์สาว

1 ก.ค. 2569 19:19 น.

ตำรวจออสเตรเลีย หารือ ป.ป.ส. แลกเปลี่ยนข้อมูลคดียาเสพติดข้ามชาติ – แอร์สาว

ตำรวจ AFP ออสเตรเลีย หอบแฟ้มเอกสารปกดำ เข้าหารือ “เลขา ป.ป.ส.” ประสานแลกเปลี่ยนข้อมูลคดีขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติ – คดีแอร์สาวขนเฮโรอีน

วันที่ 1 ก.ค. 69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 14.00 น. ได้มีการประชุมหารือแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงาน สำนักงาน ป.ป.ส. โดยสำนักปราบปรามยาเสพติด และเจ้าหน้าที่ตำรวจสหพันธ์ออสเตรเลีย (AFP) เพื่อติดตามผลความคืบหน้าการขยายผลตรวจสอบในคดี น.ส.มีนา (สงวนนามสกุล) อายุ 26 ปี พนักงานต้อนรับหญิง หรือแอร์สาว บริษัท การบินไทย จำกัด ซึ่งถูกทางการออสเตรเลียจับกุมตัว ณ ท่าอากาศยานเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย วันที่ 25 มิ.ย.69 พร้อมของกลางเฮโรอีน 1 กก. โดยซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋าสัมภาระเดินทาง ปัจจุบัน น.ส.มีนา ถูกควบคุมตัวโดยทางการออสเตรเลีย และเตรียมขึ้นศาลแขวงเมลเบิร์นในวันที่ 14 ก.ย. 69

 โดยในการพูดคุยหารือวันนี้ วางกรอบประเด็นในเรื่องการขยายผลความคืบหน้าทางคดี ผลการสอบปากคำของ น.ส.มีนา ว่าพัสดุที่นำพาติดตัวไปนั้น มีปลายทางผู้รับคือใคร สถานที่นัดรับปลายทางคือที่ใด ก่อนที่จะถูกทางการออสเตรเลียจับกุมตัว 

นอกจากนี้ จะมีการพูดคุยถึงเรื่องคดีอาญาที่ผ่านมา โดยเฉพาะกรณีที่พบว่าประเทศไทยมักเป็นทางผ่านของยาเสพติด นำส่งไปยังประเทศปลายทางที่สาม ซึ่งประเทศที่ได้รับความนิยมสูงสุด คือ ประเทศออสเตรเลีย รวมทั้งจะหารือมาตรการเข้มข้นด้านความปลอดภัยและการสกัดกั้นการนำเข้าและส่งออกยาเสพติดระหว่างประเทศไทยและประเทศออสเตรเลีย เป็นต้น

เมื่อผู้แทนจาก AFP เดินทางมาถึงสำนักงาน ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามว่า จะมีการพูดคุยในหัวข้ออะไรบ้าง ปรากฏว่าผู้แทน AFP ทั้งสองท่าน ได้ยิ้มรับฟังคำถามของผู้สื่อข่าว แต่ยังไม่ได้ตอบคำถามแต่อย่างใด ก่อนเดินตรงเข้าไปภายในอาคาร และขึ้นไปยังด้านบนห้องประชุม ซึ่งมี พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. และคณะเจ้าหน้าที่สำนักปราบปรามยาเสพติด ร่วมให้การต้อนรับ

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวสังเกตว่า ผู้แทนจากสหพันธ์ออสเตรเลีย (AFP) ได้นำแฟ้มเอกสารปกสีดำ ซึ่งระบุข้อความ “AFP มาด้วย อีกทั้งยังมีชายที่สวมเสื้อแจ็คเก็ตระบุข้อความด้านหลังเสื้อ ว่า “Australian Border Force” ซึ่งตัวย่อ คือ ABF หรือ หน่วยงานรักษาความมั่นคงชายแดนของประเทศออสเตรเลีย มีหน้าที่คล้ายกับกรมศุลกากร ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง และเจ้าหน้าที่ความมั่นคงชายแดนรวมอยู่ในหน่วยงานเดียวกัน อีกทั้ง ABF ยังอยู่ภายใต้กระทรวงกิจการภายในของออสเตรเลีย (Department of Home Affairs) ทำหน้าที่หลัก ๆ เช่น ตรวจคนเข้าเมือง (Immigration control) ด้วยการตรวจสอบผู้เดินทางเข้า–ออกประเทศ เช่น หนังสือเดินทาง วีซ่า สิทธิการเข้าประเทศ ตรวจศุลกากร (Customs) โดยตรวจสัมภาระ สินค้า และสิ่งของต้องห้าม เช่น ยาเสพติด อาวุธ เงินสดจำนวนมาก สินค้าผิดกฎหมาย ปราบปรามการลักลอบนำเข้า (Border enforcement) เช่น คดีลักลอบขนยาเสพติด การค้ามนุษย์ หรือเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ และดูแลความปลอดภัยตามสนามบิน ท่าเรือ และจุดผ่านแดน ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ ABF มักปฏิบัติงานที่สนามบินนานาชาติ เช่น สนามบินซิดนีย์ เมลเบิร์น บริสเบน เป็นต้น

ไทยทางผ่านยาเสพติดโลก เบื้องหลังแหล่งผลิต “เฮโรอีน” ริมชายแดน

ไทยทางผ่านยาเสพติดโลก เบื้องหลังแหล่งผลิต “เฮโรอีน” ริมชายแดน

1 ก.ค. 2569 17:29 น.

ไทยทางผ่านยาเสพติดโลก เบื้องหลังแหล่งผลิต “เฮโรอีน” ริมชายแดน

ไทยกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในเส้นทางลำเลียงยาเสพติดระดับโลกอย่างเลี่ยงไม่ได้ ด้วยภูมิศาสตร์ที่ติดกับแหล่งผลิตขนาดใหญ่ ประกอบกับเครือข่ายโลจิสติกส์ที่ทันสมัย คดีล่าสุดที่ “แอร์โฮสเตสสาวไทย” ถูกจับกุมที่สนามบินเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย พร้อมเฮโรอีนซุกซ่อนใน “กระเป๋าผ้าลายช้าง” ยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงกลยุทธ์ของขบวนการค้ายาข้ามชาติที่เปลี่ยนมาใช้ “คนวงใน” หรือ “เหยื่อที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์” เป็นพาหะนำทาง

เส้นทาง “ไทยแลนด์” ทางผ่านขบวนการยาเสพติดโลก

ขบวนการค้ายาเสพติดใช้ไทยเป็นทางผ่านและจุดกระจายสินค้า เพื่อส่งต่อไปยังประเทศปลายทางที่มีมูลค่าตลาดมืดสูง เช่น ออสเตรเลีย ไต้หวัน ญี่ปุ่น ยุโรป และสหรัฐอเมริกา โดยยาเสพติดหลักๆ แบ่งเป็น 2 ชนิด

ยาไอซ์ และ ยาบ้า (สารตั้งต้นกลุ่มเมทแอมเฟตามีน) เน้นลำเลียงปริมาณมาก ทะลักเข้าทางภาคเหนือและภาคอีสานของไทย ก่อนจะส่งต่อไปภาคใต้เพื่อลงเรือ หรือแพ็กใส่ตู้คอนเทนเนอร์ปะปนกับสินค้าเกษตร/เครื่องใช้ไฟฟ้าทางท่าเรือแหลมฉบัง

เฮโรอีน ยาเสพติดสกัดจากฝิ่นที่ยังคงเป็นที่ต้องการสูงในตลาดออสเตรเลียและไต้หวัน เนื่องจากได้ราคาดีกว่าขายในไทยหลายเท่าตัว ขบวนการมักใช้วิธีซุกซ่อนในพัสดุไปรษณีย์ระหว่างประเทศ หรือจ้างคนหิ้ว (Mules) เดินทางโดยเครื่องบิน

แหล่งผลิต “เฮโรอีน” และชนกลุ่มน้อยริมชายแดน

ต้นทางของเฮโรอีน ซึ่งเป็นเขตรอยต่อระหว่างไทย เมียนมา และลาว ปัจจุบันพื้นที่ผลิตหลักอยู่ในเขตรัฐฉาน ประเทศเมียนมา โดยมีกลุ่มอิทธิพลและชนกลุ่มน้อยติดอาวุธควบคุมพื้นที่และโรงงานแปรรูปเคมีภัณฑ์

กลุ่มว้าแดง (UWSA) มีขีดความสามารถในการผลิตและควบคุมสารตั้งต้นสูงที่สุดในพื้นที่

กลุ่มโกกั้ง และ กองกำลังติดอาวุธชาติพันธุ์ขนาดเล็ก รวมถึงกลุ่มทหารบ้าน (Militia) ที่แฝงตัวอยู่ริมชายแดน เมียนมา-จีน และ เมียนมา-ไทย

เส้นทางเข้าสู่ไทย ขบวนการจะลำเลียงเฮโรอีนอัดแท่ง (มักประทับตราสิงโตคู่เหยียบลูกโลก) ข้ามแม่น้ำโขงหรือเดินเท้าผ่านช่องทางธรรมชาติในจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ และแม่ฮ่องสอน รวมถึงระยะหลังเริ่มมีการทะลักเข้าทางภาคอีสาน เช่น นครพนม, มุกดาหาร เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจค้นอย่างเข้มงวดของเจ้าหน้าที่ภาคเหนือ

เจาะลึกคดีแอร์สาว กลโกง “กระเป๋าช้าง” และหลุมพรางเฟซบุ๊กอวตาร

คดีสะเทือนวงการการบินเกิดขึ้นเมื่อปลายเดือนมิถุนายน 2569 เมื่อพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินสาวชาวไทยวัย 26 ปี ถูกศุลกากรออสเตรเลีย (ABF) จับกุมพร้อมเฮโรอีนน้ำหนักกว่า 1 กิโลกรัม ซึ่งมีมูลค่าในตลาดมืดออสเตรเลียสูงถึงประมาณ500,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 11-12 ล้านบาท)

กลอุบาย “รับจ้างหิ้วสินค้า OTOP”

จากการสืบสวนของ ป.ป.ส. พบว่า แอร์สาวรายนี้ตกเป็นเหยื่อของขบวนการผ่านกลุ่มเฟซบุ๊กรับหิ้วของ โดยมีบัญชีอวตารชื่อ “โรส” ทักมาจ้างให้เธอช่วยหิ้วสินค้าที่อ้างว่าเป็น “สินค้า OTOP” ไปส่งให้ลูกค้าที่ออสเตรเลีย โดยให้ค่าจ้างเป็นเงินเพียง 8,800 บาท ประกอบกับความที่เธอมีภาระหนี้สิน (กยศ. และค่าผ่อนรถ) จึงหลงเชื่อรับงาน

วิธีการปลอมแปลงใน “กระเป๋าผ้าลายช้าง”

1. การส่งมอบ ก่อนวันบิน 2 วัน (22 มิ.ย. 69) ขบวนการยาเสพติดได้ใช้บริการไรเดอร์ส่งพัสดุนำกล่องสีน้ำตาลมาส่งให้แอร์สาวที่คอนโดมิเนียม

2. การซุกซ่อน เมื่อเปิดกล่องดู พบเป็น กระเป๋าผ้าหูรูดลายช้างจำนวน 12 ใบ ซึ่งเป็นสินค้าของฝากยอดฮิตของไทย ตัวยาเสพติดถูกแปรรูปหรือสอดไส้อย่างแนบเนียนอยู่ภายในโครงสร้างกระเป๋า ซับใน หรือก้นกระเป๋า จนคนทั่วไปมองด้วยตาเปล่าไม่เห็นสิ่งผิดปกติ แอร์สาวจึงนำกระเป๋าช้างทั้งหมดใส่ในกระเป๋าเดินทางส่วนตัวเพื่อเตรียมบิน

3. ปลายทางที่เมลเบิร์น เมื่อเดินทางถึงสนามบินเมลเบิร์นในวันที่ 25 มิ.ย. 69 เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองออสเตรเลียซึ่งมีระบบคัดกรองความเสี่ยงสูง ได้สุ่มตรวจและเอ็กซเรย์พบสารฝิ่นหนาแน่นในกระเป๋าผ้าลายช้าง นำไปสู่การจับกุมในที่สุด

คดีนี้สะท้อนให้เห็นว่า ขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติไม่ได้ใช้เพียงแค่อาชญากรหน้าเดิมในการขนส่งอีกต่อไป แต่เลือกใช้ “ไซเบอร์แท็กติก” ด้วยการสร้างตัวตนปลอมในโลกออนไลน์ เพื่อเสาะหาคนธรรมดาหรือพนักงานสายการบินที่มีสิทธิ์พิเศษในการเดินทาง (แต่ปัจจุบันถูกตรวจสอบเข้มงวดไม่ต่างจากผู้โดยสารทั่วไป) มาเป็นเครื่องมือ โดยใช้ความเดือดร้อนทางการเงินและสินค้าพื้นเมืองอย่าง “กระเป๋าช้าง” มาบังหน้า ซึ่งถือเป็นอุทาหรณ์ครั้งใหญ่ของธุรกิจรับหิ้วของข้ามแดนในยุคนี้

จีนเริ่มบังคับใช้ “กฎหมายเอกภาพทางชาติพันธุ์” ฉบับใหม่ หลายฝ่ายกังวลสิทธิชนกลุ่มน้อย

จีนเริ่มบังคับใช้ "กฎหมายเอกภาพทางชาติพันธุ์” ฉบับใหม่ หลายฝ่ายกังวลสิทธิชนกลุ่มน้อย

1 ก.ค. 2569 17:08 น.

จีนเริ่มบังคับใช้ “กฎหมายเอกภาพทางชาติพันธุ์” ฉบับใหม่ หลายฝ่ายกังวลสิทธิชนกลุ่มน้อย

กฎหมายส่งเสริมความสามัคคีและความก้าวหน้าทางชาติพันธุ์ฉบับใหม่ของจีนเริ่มมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการแล้วในวันที่ 1 ก.ค. ท่ามกลางกระแสคัดค้านและประณามอย่างรุนแรงจากสหประชาชาติ และกลุ่มสิทธิมนุษยชน ที่ออกมาเตือนว่ากฎหมายนี้จะกลายเป็นเครื่องมือทางกฎหมายในการ “กลืนชาติ” ชนกลุ่มน้อยอย่างชาวอุยกูร์และชาวทิเบตอย่างเป็นระบบ ทั้งยังมีข้อบัญญัติที่เอื้อให้อำนาจรัฐบาลจีนปราบปรามผู้วิพากษ์วิจารณ์ระบอบคอมมิวนิสต์ที่พำนักอยู่ต่างประเทศได้

กฎหมายส่งเสริมความสามัคคีและความก้าวหน้าทางชาติพันธุ์ ฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์หลักในการหล่อหลอม “อัตลักษณ์ร่วมแห่งชาติ” ให้แก่กลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ทั่วประเทศ โดยกรอบทางกฎหมายจะเข้ามารองรับและเปลี่ยนนโยบายที่ดำเนินมาอย่างยาวนานให้เป็นข้อบัญญัติที่เป็นทางการ เช่น การยกระดับสถานะของภาษาจีนกลางให้เป็นภาษาหลักเพียงหนึ่งเดียวในการศึกษา การดำเนินธุรกิจของรัฐ และในพื้นที่สาธารณะ

นอกจากนี้ กฎหมายยังครอบคลุมถึงมาตรการด้านความสมานฉันท์ในสังคม รวมถึงการป้องกันการก่อการร้ายและการแบ่งแยกดินแดน ซึ่งก่อนหน้านี้จีนมักใช้ข้ออ้างเหล่านี้ในการปราบปรามและกวาดล้างกลุ่มชาติพันธุ์บริเวณพื้นที่แถบชายแดนที่มีภาษาและวัฒนธรรมเป็นของตัวเองมาแต่โบราณ

ด้าน แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล โดย ซาร่าห์ บรูคส์ รองผู้อำนวยการประจำภูมิภาค ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์กฎหมายนี้อย่างรุนแรงว่า เป็นการทำให้ “นโยบายบังคับกลืนชาติ” กลายเป็นระบบสถาบันที่ถูกกฎหมาย

“ทางการจีนมีพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนที่จะต้องปกป้องชุมชนกลุ่มน้อยและวัฒนธรรมของพวกเขา แต่กฎหมายฉบับนี้กลับทำสิ่งตรงกันข้าม มันไม่ใช่การเฉลิมฉลองความแตกต่าง แต่เป็นการบีบให้กลุ่มชาติพันธุ์ เช่น ชาวอุยกูร์ ชาวทิเบต และชาวมองโกเลีย ต้องยอมรับอัตลักษณ์แห่งชาติเดี่ยวที่ถูกกำหนดโดยรัฐ ซึ่งถูกครอบงำด้วยวัฒนธรรมชาวจีนฮั่น ซึ่งชนกลุ่มใหญ่ของประเทศ”

บรูคส์ระบุเพิ่มเติมว่า คำว่า “ความสามัคคี” ในบริบทนี้ ไม่ใช่ความสามัคคีที่เกิดจากความกลมเกลียวระหว่างชุมชน แต่หมายถึง “การปรับตัวทางความคิดและอุดมการณ์ให้ตรงกับพรรคคอมมิวนิสต์จีน” ซึ่งกิจกรรมใด ๆ ที่เคยมีความเสี่ยงสูงอยู่แล้วในจีน เช่น การส่งเสริมภาษาชนกลุ่มน้อย การบันทึกข้อมูลการละเมิดสิทธิมนุษยชน หรือการรณรงค์ให้ปล่อยตัวผู้ถูกคุมขัง อาจถูกตีความและยัดข้อหาเป็นความผิดทางอาญาเพิ่มขึ้นหลังจากนี้

หนึ่งในประเด็นที่สร้างความกังวลให้แก่นานาชาติที่สุด คือข้อบัญญัติที่ระบุว่า บุคคลสามารถถูกดำเนินคดีและต้องรับผิดชอบต่อการละเมิดกฎหมายนี้ได้ แม้ว่าจะกระทำความผิดอยู่นอกอาณาเขตประเทศจีนก็ตาม โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นายหู เหว่ยเลี่ย  เจ้าหน้าที่ระดับสูงฝ่ายตุลาการของจีน ได้ออกมาแถลงปกป้องกฎหมายนี้ว่า ข้อกำหนดในการบังคับใช้นอกราชอาณาจักรนั้นเป็นเรื่องที่ “มีความชอบธรรม ชอบด้วยกฎหมาย และจำเป็น” เพื่อจัดการกับสัญญะและการกระทำที่บ่อนทำลายความสามัคคีหรือยุยงให้เกิดการแบ่งแยกดินแดน

แต่นายนายโวลเคอร์ เทิร์ก ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ได้เรียกร้องให้จีนยกเลิกกฎหมายดังกล่าวโดยทันที เนื่องจากเสี่ยงที่จะ “เพิ่มความเข้มงวดในการจำกัดเสรีภาพด้านภาษา การศึกษา การปฏิบัติศาสนกิจ วัฒนธรรม การแสดงออก และการรวมกลุ่ม” ขณะที่กลุ่มผู้นำชาวอุยกูร์และชาวทิเบตต่างออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลชาติต่าง ๆ กดดันจีนให้ล้มเลิกกฎหมายที่มุ่งลบล้างตัวตนของพวกเขา

รัฐบาลไต้หวันแสดงท่าที “ประณามอย่างรุนแรง” ต่อการบังคับใช้กฎหมายนี้ โดยกระทรวงการต่างประเทศไต้หวันชี้ว่ากฎหมายดังกล่าวเป็นการขยายขอบเขต “การข่มขู่คุกคามต่อประชาชนของไต้หวันและประเทศอื่น ๆ” พร้อมเตือนว่าในอนาคต บุคคลจากประเทศใดก็ตามที่มีคำพูดหรือการกระทำที่ไม่เป็นที่พึงปรารถนาของทางการจีน อาจตกเป็นเป้าหมายหรือถูกตามล่าภายใต้กฎหมายฉบับนี้

ขณะที่ คณะกรรมการกิจการแผ่นดินใหญ่ของไต้หวัน (MAC) โดยนายเหลียง เหวินเจี๋ย ได้เปิดเผยแถลงการณ์เตือนประชาชนชาวไต้หวันว่ามีความเสี่ยงสูงขึ้นหากต้องเดินทางไปจีน เนื่องจากกฎหมายนี้เต็มไปด้วย “แนวคิดทางกฎหมายที่คลุมเครืออย่างยิ่ง ซึ่งเปิดช่องให้มีการใช้ดุลยพินิจตีความตามอำเภอใจ” อันเป็นลักษณะเด่นของระบบกฎหมายภายใต้พรรคคอมมิวนิสต์จีน และระบุว่าจีนจะใช้กฎหมายนี้เป็นฐานรองรับในการปราบปรามสิทธิมนุษยชนในซินเจียงและทิเบต รวมถึงใช้ปิดปากเสียงในระดับสากลที่ให้การสนับสนุนหรือเป็นมิตรกับไต้หวัน

ทั้งนี้ ทางการจีนยังคงปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อกลุ่มชาติพันธุ์ทุกกรณี โดยยืนยันว่านโยบายของรัฐบาลสร้างความมั่นคงภายในและความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจให้แก่ทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียม.

ที่มา AFP /  Amnesty International

ป.ป.ส. ขยายผลคดีแอร์สาวขนเฮโรอีนข้ามชาติ ชง DSI รับเป็นคดีพิเศษ

ป.ป.ส. ขยายผลคดีแอร์สาวขนเฮโรอีนข้ามชาติ ชง DSI รับเป็นคดีพิเศษ

ป.ป.ส. ขยายผลคดีแอร์สาวขนเฮโรอีนข้ามชาติ ชง DSI รับเป็นคดีพิเศษ

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.29 น.

ป.ป.ส. ขยายผลเครือข่ายลอบส่งเฮโรอีนข้ามชาติ เชื่อมโยงคดีแอร์โฮสเตสไทยถูกจับที่ออสเตรเลีย เข้าค้น 2 จุด และประสาน DSI รับเป็นคดีพิเศษ ล่าตัวบงการทั้งในและต่างประเทศ ด้าน เลขาธิการ ป.ป.ส.เผยต้นทางบรรจุภัณฑ์และสิ่งของประเภทต่างๆ ที่ดัดแปลงซุกซ่อนยาเสพติด มาจากต่างประเทศ ก่อนส่งเข้าไทยในรูปแบบพัสดุ ระบุพรุ่งนี้จะประชุมร่วมทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องเพื่อคลี่คลายคดี ที่ทำเนียบฯ

เมื่อวันที่ 2 ก.ค.2569 พันตำรวจตรีสุริยา สิงหกมล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (เลขาธิการ ป.ป.ส.) แถลงความคืบหน้ากรณีพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินหญิงชาวไทยลักลอบนำเข้าเฮโรอีนไปยังประเทศออสเตรเลีย โดยระบุว่า สำนักงาน ป.ป.ส. อยู่ระหว่างเร่งขยายผลเครือข่ายค้ายาเสพติดข้ามชาติ เพื่อเข้าถึงผู้บงการและผู้ที่อยู่เบื้องหลังขบวน การทั้งหมด จึงยังไม่สามารถเปิดเผยชื่อนามสกุลจริงของบุคคลที่เกี่ยวข้องได้ เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อรูปคดีและการสืบสวน

เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวว่า สำนักงาน ป.ป.ส. ได้ติดตามข้อมูลข่าวสารของเครือข่ายผู้ลักลอบส่งยาเสพติดไปยังประเทศออสเตรเลียมาอย่างต่อเนื่อง โดยบุคคลที่เกี่ยวข้องมีประวัติการกระทำความผิดมาตั้งแต่ปี 2568 และอยู่ระหว่างการสืบสวนขยายผลมาโดยตลอด

จนกระทั่งเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 เจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. อยู่ระหว่างการปฏิบัติการติดตามเครือข่ายดังกล่าว และพบว่ามีการส่งพัสดุเข้ามายังพื้นที่กรุงเทพมหานคร บริเวณย่านบางเขน-หลักสี่ เจ้าหน้าที่จึงเข้าตรวจพิสูจน์ทราบและตรวจยึดของกลางเป็นเฮโรอีนน้ำหนักกว่า 8 กิโลกรัม ซุกซ่อนอยู่ภายในผ้าลักษณะเป็นกระเป๋าผ้าสำหรับแขวนผนัง ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการขยายผลในคดีนี้

ภายหลังการตรวจยึด เจ้าหน้าที่ได้สืบสวนต่อเนื่องถึงรูปแบบการลำเลียงยาเสพติดของเครือข่าย จนกระทั่งคืนวันที่ 1 กรกฎา คม 2569 ได้เปิดปฏิบัติการตรวจค้นเครือข่ายยาเสพติดพร้อมกัน 2 จุด ได้แก่ พื้นที่ซอยรางน้ำ และย่านรามคำแหง

ผลการตรวจค้นจุดแรกที่ซอยรางน้ำ เจ้าหน้าที่ตรวจยึดเฮโรอีนซุกซ่อนอยู่ภายในเสื้อกันหนาว โดยมีปลายทางส่งไปยังประเทศออสเตรเลีย สามารถตรวจยึดของกลางได้ประมาณ 9 กิโลกรัม หรือเกือบ 10 กิโลกรัม

ส่วนจุดที่สองในพื้นที่รามคำแหง เจ้าหน้าที่ตรวจพบเฮโรอีนซุกซ่อนอยู่ภายในเสื้อผ้าสีชมพูแบบผ้าไทย ซึ่งมีความแตกต่างจากจุดอื่น เนื่องจากปลายทางของการลำเลียงไม่ได้ส่งไปยังประเทศออสเตรเลีย แต่มีปลายทางเป็นประเทศไต้หวัน ขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบปากคำร่วมกับดีเอสไอ 

พันตำรวจตรีสุริยา เปิดเผยว่า จากการสืบสวนพบว่าเครือข่ายดังกล่าวลำเลียงยาเสพติดเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่ทราบตัวผู้ที่อยู่เบื้องหลังฝั่งประเทศเพื่อนบ้านทั้งหมดแล้ว และได้บูรณาการกำลังร่วมกับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เข้าตรวจค้นและควบคุมตัวผู้ที่ทำหน้าที่ส่งพัสดุจากพื้นที่อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย เข้าสู่กรุงเทพมหานคร พร้อมขยายผลหาผู้ร่วมขบวนการเพิ่มเติม

ในส่วนของปลายทางประเทศออสเตรเลีย ขณะนี้ ป.ป.ส.ทราบตัวผู้ที่วางแผนและเตรียมรับพัสดุที่บรรจุเฮโรอีนแล้ว และได้ประสานข้อมูลไปยังตำรวจสหพันธรัฐออสเตรเลีย (AFP) เพื่อดำเนินการในพื้นที่ ขณะที่ปลายทางประเทศไต้หวัน ซึ่งเป็นเป้าหมายอีกจุดหนึ่งในการลำเลียงยาเสพติด สำนักงาน ป.ป.ส. ได้ประสานหน่วยงานด้านการข่าวของไต้หวันที่มีความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับไทย โดยทั้งสองประเทศอยู่ระหว่างติดตามผู้เกี่ยวข้อง

เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้ติดตามความคืบหน้าคดีนี้อย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันแรก พร้อมให้คำแนะนำในการดำเนินคดี และในช่วงเช้าวันนี้ได้เชิญกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เข้าร่วมประชุม ก่อนประสานรับคดีนี้ไว้เป็นคดีพิเศษ เนื่องจากเป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ มีการดำเนินการเป็นระบบ ครอบ คลุมทั้งผู้หลอกลวง ผู้ร่วมขบวนการ ผู้ทำหน้าที่โอนเงิน ผู้ลำเลียง ผู้บรรจุเฮโรอีนลงในบรรจุภัณฑ์ และผู้ประสานงานในหลายประเทศ ซึ่ง DSI มีความเชี่ยวชาญด้านการประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ

เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงกรณีนางสาวมีนา พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินหญิงชาวไทย ว่าอาจถูกหลอกให้นำพัสดุขึ้นเครื่องบินหรือไม่ พันตำรวจตรีสุริยา กล่าวว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ยังไม่มีโอกาสพูดคุยกับนางสาวมีนาและทนายความ จึงต้องเปิดโอกาสให้ตำรวจออสเตรเลียดำเนินการตามกระบวนการสอบสวน หากสามารถพิสูจน์ได้ว่านางสาวมีนาไม่มีเจตนาเกี่ยวข้อง ก็อาจมีผลต่อการพิจารณาไม่สั่งฟ้อง อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศ จึงยังไม่สามารถระบุได้ว่านางสาวมีนามีส่วนเกี่ยวข้องมากน้อยเพียงใด

จากข้อมูลการสืบสวนของสำนักงาน ป.ป.ส. พบว่า ขบวนการดังกล่าวมีการคัดเลือกบุคคลหลายกลุ่ม ทั้งพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน บุคคลทั่วไป นักเรียน นักศึกษา รวมถึงผู้ที่เดินทางไปต่างประเทศเป็นประจำ โดยใช้วิธีชักชวนให้ ขายน้ำหนักกระเป๋าเพื่อรับจ้างขนสัมภาระ ซึ่งอาจเป็นสิ่งผิดกฎหมายไปยังต่างประเทศ

เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ คนไทยบางส่วนมองว่าไม่ได้สร้างความเสียหายให้ใคร ทั้งที่การกระทำดังกล่าวส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ และอาจตกเป็นเหยื่อของเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ โดยผู้ที่เชิญตัวมาสอบปากคำทั้ง 3 จุด ที่จับกุมได้พร้อม ของกลางพยานหลักฐานต่างปฏิเสธว่าไม่ทราบว่าพัสดุมีสิ่งผิดกฎหมาย แต่เจ้าหน้าที่เห็นว่าในสถานการณ์ปัจจุบัน ผู้รับจ้างหิ้วสัมภาระควรตระหนักถึงความเสี่ยง เนื่องจากมีข่าวการจับกุมลักษณะนี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สำหรับกรณีนางสาวมีนาเดินทางไปประเทศออสเตรเลีย 2 ครั้ง โดยครั้งแรกลงที่นครซิดนีย์ และครั้งที่สองลงที่นครเมลเบิร์นนั้น  พันตำรวจตรีสุริยา กล่าวว่า ตามข้อเท็จจริงนางสาวมีนาเป็นลูกเรือที่มีภารกิจต้องเดินทางไปประเทศออสเตรเลียเป็นประจำ ทำให้จังหวะเวลาจึงตรงกับช่วงที่เครือข่ายต้องการลำเลียงยาเสพติด โดยขบวนการจะเลือกบุคคลที่พร้อมขายน้ำหนักกระเป๋า อย่างไรก็ตาม ป.ป.ส. ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่านางสาวมีนาทราบหรือมีเจตนาเกี่ยวข้อง เนื่องจากยังไม่ได้เห็นพยานหลักฐานทั้งหมด และต้องรอผลการสอบสวนจากทางการออสเตรเลีย

เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวอธิบายว่า ผู้รับจ้างหิ้วสัมภาระมักโพสต์แจ้งน้ำหนักกระเป๋าที่เหลือในสื่อสังคมออนไลน์ หลังจากนั้นก็จะมีผู้ติดต่อเข้ามาขอฝากของ ซึ่งเครือข่ายยาเสพติดจะเฝ้าติดตามและติดต่อผ่านช่องทางดังกล่าว สำหรับกลุ่มที่เคยร่วมขบวนการมาก่อนจะมีความคุ้นเคยและเชื่อใจกัน ทำให้การว่าจ้างดำเนินการได้ง่ายขึ้น โดยผู้ที่เจ้าหน้าที่เชิญตัวมาสอบสวนทั้งสองเป้าหมาย ล้วนเป็นกลุ่มที่เคยรับจ้างลำเลียงของในลักษณะเดียวกันมาก่อน

ส่วนเลขาธิการป.ป.ส.จะต้องเดินทางไปออสเตรเลียเพื่อประสานงานกรณีนี้หรือไม่เลขาธิการป.ป.ส. กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีความจำเป็น เนื่องจากสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่างกันได้อย่างต่อเนื่อง โดยเป้าหมายสำคัญคือการทำลายโครง สร้างเครือข่าย และติดตามตัวหัวหน้าขบวนการที่อยู่ฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างเตรียมดำเนินการออกหมายจับร่วมกับ DSI

สำหรับผู้รอรับยาเสพติดในประเทศออส เตรเลียนั้น เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวว่าขณะนี้เจ้าหน้าที่พบรายชื่อผู้เกี่ยวข้องแล้ว 2-3 ราย ซึ่งยังเป็นคนไทยที่อาศัยอยู่ในออสเตรเลีย โดยอยู่ระหว่างสืบสวนเชื่อมโยงทั้งเครือข่าย

เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวอีกว่า จากการสืบสวนยังพบว่า เมื่อพัสดุเดินทางไปถึงปลายทาง ขบวนการจะนัดหมายให้ผู้รับมารับของที่โรงแรม หรือให้นำพัสดุไปฝากไว้ตามร้านรับฝากของ ก่อนจะมีผู้มารับต่อ โดยกลุ่มคนไทยในประเทศออสเตรเลียมีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายที่เคยถูกจับกุมในจังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดฉะเชิง เทรา และกลุ่มลำเลียงยาเสพติดจากอำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย

เลขาธิการ ป.ป.ส. ยังกล่าวถึงคดีที่ ป.ป.ส.เคยจับกุมที่ผ่านมา ว่าเจ้าหน้าที่จับกุมผู้ต้องหาชาวไทยได้ก่อนขึ้นเครื่องบิน พร้อมตรวจยึดเฮโรอีนรวมกว่า 20 กิโลกรัม โดยพบในกระเป๋าเดินทาง 10 กิโลกรัม และตรวจค้นที่พักพบเพิ่มเติมอีก 10 กิโลกรัม ซึ่งรูปแบบการซุกซ่อนมีลักษณะคล้ายกับคดีปัจจุบัน คือซ่อนอยู่ภายในผ้าพรมเช็ดเท้า หากดูจากภายนอกจะไม่สามารถสังเกตเห็นได้ และจากการสืบสวนพบว่าคดีดังกล่าวเป็นเครือข่ายรูปแบบเดียวกับการลำเลียงยาเสพติดให้นางสาวมีนา โดยมีการพูดคุยเกี่ยวกับการใช้แอร์โฮสเตสเป็นผู้ลำเลียง

“นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังพบว่าบรรจุภัณฑ์ที่ใช้ซุกซ่อนยาเสพติดมีการดัดแปลงมาจากต่างประเทศ ทั้งเสื้อผ้า โถ แจกัน และสิ่งของประเภทต่างๆ ก่อนส่งเข้ามาในประเทศไทยในรูปแบบพัสดุ จากนั้นจะมีผู้รับช่วงนำไปฝากกับกลุ่มรับจ้างหิ้ว ก่อนส่งต่อไปยังผู้รับปลายทาง ขณะที่ผู้บงการตัวจริงยังอยู่เบื้องหลังการดำเนินการทั้งหมด ซึ่ง ป.ป.ส. กำลังเร่งติดตามตัว”

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ในอดีตมีพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินของสายการบินไทยบางส่วนตกเป็นเครื่องมือของเครือข่ายหรือไม่ พันตำรวจตรีสุริยา กล่าวว่า ใน 3 คดีที่เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวผู้เกี่ยวข้อง พบว่ามีพนักงานสายการบินเกี่ยวข้องหลายราย รวมถึงคดีที่เคยจับกุม ซึ่งผู้ต้องหาก็เป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน และยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับการโอนเงินชำระค่าสินค้า รวมถึงการว่าจ้างผู้รับหิ้วของจากพื้นที่ซอยรางน้ำไปยังประเทศออสเตรเลีย โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบสวนร่วมกับ DSI

เลขาธิการ ป.ป.ส. ยังฝากประชาสัมพันธ์ถึงประชาชนว่า หากมีพัสดุตกค้าง หรือได้รับการว่าจ้างให้นำสิ่งของไปต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศออสเตรเลีย ไต้หวัน และนิวซีแลนด์ หากมีความสงสัยขอให้แสดงตัวต่อพนักงานสอบสวนในสถานีตำรวจใกล้บ้าน เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ เนื่องจากหลังจากนี้หากเจ้าหน้าที่ตรวจค้นและพบว่าพัสดุดังกล่าวมียาเสพติดจะไม่สามารถอ้างว่าไม่ทราบหรือกระทำโดยสุจริตได้  โดยสำนักงาน ป.ป.ส. ยืนยันว่าจะให้ความเป็นธรรมกับทุกคนที่เข้ามาแสดงตัวก่อน

นอกจากนี้ สำนักงาน ป.ป.ส. ยังอยู่ระหว่างติดตามชายต้องสงสัยที่นำกล่องพัสดุไปส่งให้นางสาวมีนาที่คอนโดมิเนียม โดยใช้รถยนต์นั่งส่วนบุคคลสีดำขนาดเล็ก ลักษณะคล้ายรถอีโคคาร์ คาดว่าอาจเป็นรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า แต่ไม่สามารถมองเห็นหมายเลขทะเบียนได้ชัดเจน ผู้ต้องสงสัยเป็นชาย สวมเสื้อฮู้ดสีเข้ม เดินทางมาเพียงคนเดียว มีความสูงประมาณ 160-170 เซนติเมตร

จากการตรวจสอบบันทึกของคอนโดมิเนียม ระบุว่าผู้ส่งแจ้งว่าเป็นพนักงานส่งของGrab(แกร็บ) อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถยืนยันข้อเท็จจริงดังกล่าวได้ และกำลังเร่งตรวจสอบในทุกประเด็น เนื่องจากผู้ต้องสงสัยจอดรถในจุดห่างจากอาคารและไม่ได้แจ้งทะเบียนรถไว้กับนิติบุคคล

ขณะเดียวกัน จากการตรวจสอบยังพบว่า มีบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ชื่อ“โรส” เป็นผู้ติดต่อกับนางสาวมีนา โดยแจ้งว่าพัสดุส่งถึงแล้ว พร้อมให้ถ่ายภาพและส่งกลับเพื่อยืนยันการรับของ ส่วนค่าจ้างรับหิ้วจำนวน 8,800 บาทนั้น นางสาวมีนายังไม่ได้รับเงิน เนื่องจากมีการตกลงกันว่าจะจ่ายค่าจ้างหลังจากพัสดุถึงปลายทางเรียบร้อยแล้ว

อย่างไรก็ตาม คดีนี้นายกรัฐมนตรีให้ความสนใจ และสั่งการให้ทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยในวันพรุ่งนี้ (3ก.ค.)จะมีการประชุมคดีดังกล่าวร่วมกับ ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ทำเนียบรัฐบาลในเวลา 14.00 น.

ป.ป.ช. เชือด ‘พ.ต.อ.รุ่งโรจน์’ อดีตรักษาการ ผอ.อคส. จัดฉากฮั้วซื้อขายทุเรียน

ป.ป.ช. เชือด 'พ.ต.อ.รุ่งโรจน์' อดีตรักษาการ ผอ.อคส. จัดฉากฮั้วซื้อขายทุเรียน

ป.ป.ช. เชือด ‘พ.ต.อ.รุ่งโรจน์’ อดีตรักษาการ ผอ.อคส. จัดฉากฮั้วซื้อขายทุเรียน

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.23 น.

วันนี้(2ก.ค.69)นายสุรพงษ์  อินทรถาวร เลขาธิการป.ป.ช. แถลงว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด พันตำรวจเอก รุ่งโรจน์ พุทธิยาวัฒน์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักบริหารกลาง รักษาการแทนผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้า กับพวก กรณีดำเนินโครงการจัดซื้อทุเรียนพันธุ์หมอนทองเพื่อจำหน่ายให้กับผู้ส่งออกต่างประเทศ เมื่อปี พ.ศ. 2563 โดยมิชอบ เอื้อประโยชน์ให้กับบริษัท วรรัตน์ เฟรชฟรุ๊ต จำกัด เป็นเหตุให้องค์การ คลังสินค้าได้รับความเสียหาย

โดยข้อเท็จจริงจากการไต่สวนปรากฏว่า เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2563 สำนักการขายและ จัดจำหน่าย องค์การคลังสินค้า ซึ่งเดิมมีหน้าที่และความรับผิดชอบเกี่ยวกับการจำหน่ายสินค้าเกษตร สินค้า เกษตรแปรรูป สินค้าอุปโภคบริโภคทุกชนิด ได้เพิ่มหน้าที่รับผิดชอบให้รวมถึง “การจัดซื้อสินค้ากรณีที่มีลูกค้า รองรับไว้ล่วงหน้าแล้ว” ต่อมาเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2563 องค์การคลังสินค้าได้รับหนังสือของบริษัท วรรัตน์ เฟรชฟรุ๊ต จำกัด ขอให้รับซื้อทุเรียนในสามจังหวัดชายแดนใต้เพื่อนำมาจำหน่ายให้กับบริษัทของตน เนื่องจาก ต้องการส่งออกทุเรียนไปยังคู่ค้าในประเทศจีน

จากนั้นพันตำรวจเอก รุ่งโรจน์ พุทธิยาวัฒน์ รักษาการแทน ผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้า ได้ลงนามในหนังสือเชิญชวนเสนอราคา พร้อมเอกสารคุณลักษณะของทุเรียน พันธุ์หมอนทอง จำนวน 250 ตัน ส่งไปยังผู้มีอาชีพ จำนวน 3 ราย ได้แก่ บริษัท ชื่อหยวนพาณิชย์ จำกัด บริษัท ลีโรจน์นนท์ เฟรชฟรุ๊ต จำกัด และบริษัท โกลเด้น ฟินิกซ์ จำกัด ตามที่นายเกียรติขจร แซ่ไต่ หัวหน้างาน ตลาดดิจิตอล รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักการขายและจัดจำหน่าย เสนอ ทั้งที่โครงการดังกล่าว ไม่อยู่ในแผนปฏิบัติการประจำปี 2563 หรือขออนุมัติดำเนินโครงการระหว่างปี 2563 (ฉบับปรับปรุง) และไม่มีการกำหนดแผนการจัดซื้อ ไม่เผยแพร่ในเว็บไซต์ขององค์การ ไม่ติดประกาศในที่เปิดเผย และไม่จัดทำรายงาน เหตุผลและความจำเป็น ตามระเบียบองค์การคลังสินค้าว่าด้วยการจัดซื้อสินค้าเพื่อการค้าปกติ พ.ศ. 2561 แต่อย่างใด

ปรากฏว่ามีผู้ยื่นเสนอราคา จำนวน 3 ราย ได้แก่ บริษัท ชื่อหยวนพาณิชย์ จำกัด โดยนางสาววิไลพร แซ่เหยียน กรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัท เสนอราคากิโลกรัมละ 100 บาท บริษัท ลีโรจน์นนท์ เฟรชฟรุ๊ต จำกัด โดยนางสาวบุษราคัม ริยะวงค์ กรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัท เสนอราคากิโลกรัมละ 105 บาท และบริษัท โกลเด้น ฟินิกซ์ จำกัด โดยนางสาวอินทิรา แซ่ซู่ กรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัท เสนอราคากิโลกรัมละ 110 บาท ปรากฏว่าพันตำรวจเอก รุ่งโรจน์ พุทธิยาวัฒน์ รักษาการแทนผู้อำนวยการ องค์การคลังสินค้า อนุมัติให้จัดซื้อทุเรียนพันธุ์หมอนทองจากบริษัทชื่อหยวนพาณิชย์ จำกัด เนื่องจากเสนอราคาต่ำสุด พร้อมทั้งอนุมัติร่างสัญญาซื้อขายทุเรียนพันธุ์หมอนทอง ตามที่นายเกียรติขจร แซ่ไต่ เสนอและบริษัท ชื่อหยวนพาณิชย์ จำกัด ได้ลงนามในสัญญาซื้อขาย ลงวันที่ 1 กันยายน 2563 และดำเนินการส่ง มอบทุเรียนพันธุ์หมอนทอง จำนวน 250,000 กิโลกรัม ให้แก่องค์การคลังสินค้าครบถ้วนตามสัญญา

จากนั้นนายเกียรติขจร แซ่ไต่ หัวหน้างานตลาดดิจิตอล รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการ ได้มีบันทึกเสนอขออนุมัติจำหน่ายทุเรียนพันธุ์หมอนทองให้กับบริษัท วรรัตน์ สำนักการขายและจัดจำหน่าย เฟรชฟรุ๊ต จำกัด ในราคากิโลกรัมละ 103 บาท และยกร่างสัญญาซื้อขายทุเรียนพันธุ์หมอนทอง โดยปรับแก้จาก สัญญาซื้อขายข้าวสารที่ผ่านการตรวจร่างจากสำนักงานอัยการสูงสุดแล้ว ให้แตกต่างไปจากสัญญาซื้อขายข้าวสาร ดังกล่าว โดยไม่ส่งร่างสัญญาไปให้สำนักงานอัยการสูงสุดตรวจ ซึ่งพันตำรวจเอก รุ่งโรจน์ พุทธิยาวัฒน์ รักษาการ แทนผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้า ลงนามอนุมัติตามเสนอ จากนั้นบริษัท วรรัตน์ เฟรชฟรุ๊ตจำกัด ได้มี ใบสั่งซื้อทุเรียนจำนวน 250,000 กิโลกรัมๆ ละ 103 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 25,750,000 บาท

ต่อมาเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2563 บริษัท วรรัตน์ เฟรชฟรุ๊ต จำกัด ได้ลงนามในสัญญาซื้อขาย ทุเรียนพันธุ์หมอนทองกับองค์การคลังสินค้า โดยไม่ได้นำเงินสด หรือแคชเชียร์เช็ค หรือหนังสือค้ำประกัน ธนาคาร หรือทรัพย์สิน มาวางเป็นหลักประกันตามสัญญา ตามที่ระบุไว้ในสัญญา ข้อ 6 แต่องค์การคลังสินค้า ก็ยังส่งมอบทุเรียนพันธุ์หมอนทองให้บริษัทดังกล่าว จำนวน 250,000 กิโลกรัม ครบถ้วนตามสัญญา และ ไม่ปรากฏว่าบริษัท วรรัตน์ เฟรชฟรุ๊ต จำกัด ได้ชำระเงินค่าทุเรียนแต่อย่างใด องค์การคลังสินค้าจึงมีหนังสือแจ้งให้บริษัท วรรัตน์ เฟรชฟรุ๊ต จำกัด ชำระหนี้ จำนวน 3 ครั้ง แต่บริษัทก็ยังมิได้ชำระหนี้ จนกระทั่งเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2565 องค์การคลังสินค้าได้ยื่นฟ้องบริษัท วรรัตน์ เฟรชฟรุ๊ต จำกัด ต่อศาล ให้ชำระเงินค่าทุเรียน พันธุ์หมอนทอง พร้อมดอกเบี้ยผิดนัด จำนวน 27,351,438.35 บาท

ต่อมาองค์การคลังสินค้า และบริษัทวรรัตน์ เฟรชฟรุ๊ต จำกัด ได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความ และศาลได้มีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอม ยอมความ ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2565 บริษัท วรรัตน์ เฟรชฟรุ๊ต จำกัด ได้นำเงินมาชำระ จำนวน 7,000,000 บาท และเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2566 บริษัท วรรัตน์ เฟรชฟรุ๊ต จำกัด ได้ชำระหนี้ให้องค์การ คลังสินค้า จำนวน 3,000,000 บาท รวมทั้งสิ้น 10,000,000 บาท คงเหลือหนี้เงินต้น ณ วันที่ 26 มกราคม 2566 จำนวน 19,128,621.61 บาท ดอกเบี้ยผิดนัดอัตราร้อยละ 5% ต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น ปัจจุบัน อยู่ระหว่างการบังคับคดี

ทั้งนี้ ปรากฏข้อเท็จจริงว่า นางจันทิพย์ ริยะวงค์ กรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัท วรรัตน์ เฟรชฟรุ๊ต จำกัด เป็นผู้เริ่มก่อการจัดตั้งบริษัทและเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามบริษัท ชื่อหยวน พาณิชย์ จำกัด นางสาววิไลพร แซ่เหยียน ซึ่งมีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นบริษัท วรรัตน์ เฟรชฟรุ๊ต จำกัด และมีชื่อเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัท ชื่อหยวนพาณิชย์ จำกัด แท้จริงแล้วเป็นเพียงลูกจ้างของนางจันทิพย์ ริยะวงค์ เท่านั้น สำหรับบริษัท ลีโรจน์นนท์ เฟรชฟรุ๊ต จำกัด โดยนางสาวบุษราคัม ริยะวงค์ กรรมการ ผู้มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัท ปรากฏว่านางสาวบุษราคัม ริยะวงค์ เป็นบุตรสาวของน้องชายร่วมบิดามารดา เดียวกันกับนางจันทิพย์ ริยะวงค์ ส่วนบริษัท โกลเด้น ฟินิกซ์ จำกัด โดยนางสาวอินทิรา แซ่ซู่ กรรมการ ผู้มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัท ปรากฏว่ายินยอมลงนามในใบเสนอราคาแล้วมอบให้กับนางจันทิพย์ ริยะวงค์ เพื่อนำเอกสารมาใช้ในการเสนอราคา ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วเห็นว่า

1.การกระทำของพันตำรวจเอก รุ่งโรจน์ พุทธิยาวัฒน์ มีมูลความผิดทางอาญา ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 8 และมาตรา 11 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 10 และมาตรา 12 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ตามข้อบังคับว่าด้วยระเบียบพนักงานองคการคลังสินค้า (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2516 แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 61 พ.ศ. 2560

2.การกระทำของนายเกียรติขจร แซ่ไต่ มีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นผู้สนับสนุน พนักงาน ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 8 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 และมาตรา 11 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 10 และมาตรา 12 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ตามข้อบังคับว่าด้วยระเบียบพนักงานองคการคลังสินค้า (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2516 แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 61 พ.ศ. 2560

3. การกระทำของบริษัท วรรัตน์ เฟรชฟรุ๊ต จำกัด นางจันทิพย์ ริยะวงค์ บริษัท ชื่อหยวน พาณิชย์ จำกัด นางสาววิไลพร แซ่เหยียน หรือนางวิไลพร สรรพนุเคราะห์ บริษัท ลีโรจน์นนท์ เฟรชฟรุ๊ต จำกัด นางสาวบุษราคัม ริยะวงค์ บริษัท โกลเด้น ฟินิกซ์ จำกัด และนางสาวอินทิรา แซ่ซู่ มีมูลความผิด ทางอาญา ฐานเป็นผู้สนับสนุนพนักงานตามฐานความผิดดังกล่าว และมีมูลความผิดฐานตกลงร่วมกันในการ เสนอราคา ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 4 จึงให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน สำเนาอิเล็กทรอนิกส์ และคำวินิจฉัยไปยัง อัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี และส่งรายงาน สำนวน การไต่สวน เอกสารหลักฐาน และคำวินิจฉัยไปยังผู้บังคับบัญชา เพื่อดำเนินการทางวินัย ตามฐานความผิด ดังกล่าวตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 91 (1) (2) และมาตรา 98 ต่อไป และให้แจ้งองค์การคลังสินค้า ดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจ เพื่อให้มีการชดใช้ค่าเสียหาย  ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 82 วรรคสอง

โฆษก กมธ.ป.ป.ช. แย้มสอบปม ส่วย-อิทธิพลในภูเก็ต ลามพัน ทุจริตสอบท้องถิ่น

โฆษก กมธ.ป.ป.ช. แย้มสอบปม ส่วย-อิทธิพลในภูเก็ต ลามพัน ทุจริตสอบท้องถิ่น

โฆษก กมธ.ป.ป.ช. แย้มสอบปม ส่วย-อิทธิพลในภูเก็ต ลามพัน ทุจริตสอบท้องถิ่น

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.21 น.

โฆษก กมธ.ป.ป.ช. แย้มสอบปม ส่วย-อิทธิพลในภูเก็ต ลามพัน ทุจริตสอบท้องถิ่น เส้นเงินโยงถึง บิ๊ก ขรก.ระดับท้องถิ่น ยังอุบสาวถึง คนใน มท. หรือไม่ ชี้หน่วยเกี่ยวข้องกำลังดำเนินการสืบสวนอยู่ ชี้ ปชช.-ผู้ประกอบการ ในพื้นที่โอดหนักโดนรีดส่วยเพิ่มเป็น 2 เท่า เผยสัปดาห์หน้าเชิญ ป.ป.ช. ให้ข้อมูลเคส โกงล๊อตใหญ่สอบท้องถิ่น

เมื่อวันที่ 2 ก.ค.2569 ที่รัฐสภา นายธนาธาร ประมูลพงษ์ สส.ชลบุรี พรรคประชาชน ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร แถลงภายหลังการประชุมกมธ.ฯ ที่มีการเชิญพล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง มาให้ข้อมูลการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น ที่มีความเชื่อมโยงกับส่วย ผู้มีอิทธิพล และข้าราชการในจังหวัดภูเก็ตว่า ทาง พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ให้ข้อมูลว่า ข้าราชการระดับจังหวัดรายหนึ่งที่ถูกจับกุม และถูกสอบสวนเส้นทางการเงินเชื่อมโยงกับการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่นด้วย แม้ว่าเส้นทางการเงินไปถึงจุดนั้นแล้ว กลับกลายเป็นว่าคนที่ถูกฝากให้เข้าไปทุจริตการสอบสอบจำนวน 3 รายกลับสอบไม่ติด โดยมีการคืนเงินมาจำนวน 900,000 บาท ขาดไปอีก100,000บาท กลับวนเข้าไปสู่บัญชีม้าของทางข้าราชการระดับจังหวัดรายดังกล่าว

นอกจากนี้ในการสืบสวนไม่ได้มีเพียงเท่านั้น ยังเชื่อมโยงไปอีก3เส้นทางการเงิน แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลได้ เพราะอยู่ในระหว่างการสืบสวนสอบสวน ส่วนที่มีการเชื่อมโยงไปยังผู้มีอิทธิพลที่ชื่อโก ว.เชื่อมโยงไปถึงเจ้าหน้าที่ อส.รายหนึ่ง และกำลังต่อยอดไปยังข้าราชการระดับบิ๊ก ทางตำรวจสอบสวนกลาง และกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ(บก.ปปป.) กำลังดำเนินการอยู่ ทางกมธ.ฯก็พร้อมติดตาม

เมื่อถามว่าที่เชื่อมโยงข้าราชการระดับบิ๊ก เป็นระดับรองปลัดกระทรวงมหาดไทยหรือไม่ นายธนาธาร กล่าวว่า ยังเชื่อมโยงอยู่ในระดับท้องถิ่น ส่วนจะเชื่อมโยงไปถึงคนในระดับกระทรวงมหาดไทยหรือไม่ ยังให้ข้อมูลไม่ได้ เพราะเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกำลังดำเนินการสืบสวนอยู่

“อยากให้เห็นข้อมูลว่าเรื่องส่วย และผู้มีอิทธิพลในจังหวัดภูเก็ตมันต่อเนื่องเชื่อมโยงกับการทุจริตการสอบข้าราชการท้องถิ่น ปัญหาในพื้นที่ภูเก็ต ประชาชน และผู้ประกอบมองว่าถูกเอารัดเอาเปรียบ มีการเก็บส่วยระดับจังหวัดจาก1เท่า เพิ่มเป็น2เท่า ทำให้เกิดความไม่พอใจจากประชาชน และผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ ” โฆษกกมธ.ป.ป.ช. กล่าว

นายธนาธาร กล่าวต่อว่า ขณะที่การสอบสวนการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่นที่มีการจับกุมล๊อตใหญ่ที่จังหวัดนนทบุรี ในสัปดาห์หน้ากมธ.ฯจะมีการเชิญคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) มาให้ข้อมูลการสอบสวน เพราะเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรงในการดำเนินการ ทั้งนี้ กรณีดังกล่าวซึ่งเป็นคนละประเด็นกับกรณีส่วยหรือผู้มีอิทธิพลในจังหวัดภูเก็ตที่เชื่อมโยงกับการสอบข้าราชการท้องถิ่น กมธ.ฯจะแยกประเด็นในการดำเนินการ

นายกฯ นำแถลงผลทุจริตสอบท้องถิ่น แฉกลโกง แก้คะแนนในไฟล์ข้อสอบ จ่อฟันวินัย-ลุ้นโมฆะหากบรรจุแล้ว

นายกฯ นำแถลงผลทุจริตสอบท้องถิ่น แฉกลโกง แก้คะแนนในไฟล์ข้อสอบ จ่อฟันวินัย-ลุ้นโมฆะหากบรรจุแล้ว

นายกฯ นำแถลงผลทุจริตสอบท้องถิ่น แฉกลโกง แก้คะแนนในไฟล์ข้อสอบ จ่อฟันวินัย-ลุ้นโมฆะหากบรรจุแล้ว

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.38 น.

นายกฯ นำแถลงผลสอบทุจริตสอบขรก.ท้องถิ่น เผย ช่วงรอยต่อ รบ.หนู 1 มีพวกย่ามใจ คิด รบ.อยู่ไม่นาน แฉกลโกง แก้คะแนนในไฟล์ข้อสอบ ย้ำข้อมูลต้องแน่น พวกชั่ว ขายชาติ ต้องดิ้นไม่หลุด เผย มท. ตั้งคกก.สอบวินัยฟันขรก.เอี่ยว ปูดคนมีชื่อเสียง-ตำแหน่งสูงกล่าวหาลอยๆ ไม่ได้ จ่อโมฆะหากบรรจุไปแล้ว

เมื่อวันที่ 2 ก.ค.2569 ที่ตึกนารีสโมสร นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย  และนายสันติธร ยิ้มละมัย รองปลัดกระทรวงมหาดไทยด้านพัฒนาชุมชนและการส่งเสริมพัฒนาท้องถิ่น แถลงข่าวเรื่องการทุจริตการสอบข้าราชการท้องถิ่น

โดยนายกฯ กล่าวว่า ตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วเป็นต้นมาได้มีการสืบสวนสอบสวน ซึ่งต้องขอชื่นชมคณะกรรมการที่ตรวจสอบเรื่องนี้  ภายในระยะเวลาที่ตนขอให้ตรวจสอบภายใน 7 วัน ซึ่งครบกําหนดเมื่อวานนี้( 1ก.ค.) ในที่สุดพบว่าความไม่โปร่งใส ไม่สุจริต มีความพยายามที่จะทําให้เกิดการโกง เพื่อให้คนที่มีความเชื่อมโยงกันได้ผลประโยชน์ ได้รับการคัดเลือกบรรจุเป็นข้าราชการในส่วนท้องถิ่น ทั้งนี้มีหลายหน่วยงานร่วมตรวจสอบด้วย ซึ่งแต่ละหน่วยงานก็มีข้อมูลของตัวเอง โดยบางหน่วยงานก็สอบสวนลงลึกไปมากแล้ว 

นายกฯ กล่าวว่า ทุกหน่วยงานได้มีการลงนาม เอ็มโอยู สมัยที่ตน เป็นรองนายกฯและรมว.มหาดไทย ในปี 2566 ช่วงเดือนต.ค.และพ.ย. มีข่าวทํานองนี้ขึ้นมาและตนได้สั่งการ ให้ชะลอและไม่ให้มีการสอบ ให้ดําเนินการสอบตามมาตรฐานใหม่ โดยได้เปลี่ยนมหาวิทยาลัยที่เป็นสนามสอบ ล่าสุดใช้เวลา 2 ปีกว่าที่จะมีการสอบ ตนได้สอบถามไปว่าเหตุใดจึงมีการเร่งสอบในตอนนี้ ทั้งที่ตนได้สั่งยกเลิกไปแล้ว มันเลยทําให้ไม่ได้มีการสอบมา 3 ปีแล้ว และในช่วงปลายปี 2568 พวกที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตคงคิดว่าจะมีแค่รัฐบาลหนู 1 ไม่ได้เกรงกลัวอะไร ก็คิดว่าเดี๋ยวคงมีการเปลี่ยนแปลงในกระทรวงมหาดไทย การสอบก็ยังไม่มีใครมารายงานสักคนว่ามันมีเรื่องการสอบพวกนี้ ถ้าถามว่า เขาผิดหรือไม่ที่ไม่ได้มารายงาน ก็ไม่ผิด เพราะเป็นการกระทําภายในขอบเขตอํานาจของกรม รัฐมนตรี หรือนายกฯ ไม่สามารถไปรู้ทุกเรื่องได้ อย่างนั้นมันก็เป็นการทํางานแบบล้วงลูก ถ้าสอบแล้วมันผ่านไปด้วยดีไม่มีคนร้องเรียน ไม่มีการทุจริต ทุกคนได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรม ก็ไม่มีปัญหาอะไร นี่คือสิ่งที่รัฐบาลได้ทําไว้ 

นายกฯ กล่าวว่า เมื่อตนเข้ามาในสมัยที่ 2  แล้วก็คงเป็นเรื่องที่ผิดความคาดหมาย เขาเลยไปแก้คําตอบ และไฟล์ข้อมูล ตนก็ยังเห็นเลยว่าสุ่มตรวจกระดาษคําตอบ คะแนนได้ 45 คะแนน แต่ว่าผลประกาศออกมาได้ 77 คะแนน ฉะนั้นการสุ่มตรวจ ที่เขาตรวจไป 80 คน อยู่ในลักษณะเช่นนี้หมด ตนยังบอกเลยว่าอะไรกันคําตอบไม่มีรอยดินสอล้นออกมาในช่องเลย ทําไมเก่งจัง ก็แปลว่า เขาเตรียมการไว้หมด เขาก็ไปทําและอ้างว่าเดี๋ยวเอกสารเยอะ เดี๋ยวจะตรวจสอบไม่ทัน เดี๋ยวจะไปทําโปรแกรมที่เกี่ยวกับเอไอ จึงเป็นที่มาของการไปสร้างกระดาษคําตอบนี้ขึ้นมา โดยอ้างว่าเป็นกระดาษคําตอบที่ล้อมากับคนที่ทำข้อสอบจริง 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจังหวะนี้ นายกฯ ได้ชูตัวอย่างกระดาษคําตอบ พร้อมพูดว่า ” อันนี้เป็นกระดาษปลอม ไม่ใช่ของจริง เราไม่จําเป็นต้องถามหรอก กระบวนการนี้มันทุจริตแน่นอน ซึ่งกระทรวงมหาดไทยตั้งคณะกรรมการสอบ ในการสอบดำเนินการวินัยร้ายแรง กับผู้ที่เข้าข่าย ซึ่งไม่สามารถเปิดเผยชื่อตอนนี้ได้  เพราะเรายังไม่ได้ดําเนินคดี จะเป็นการกล่าวหาเขา เพราะมีบุคคลที่มีชื่อเสียงและมีตําแหน่งสูง เราจะไปกล่าวหาลอย ๆ ไม่ได้ จะต้องมีข้อมูล จะต้องรอผลสอบของหลาย ๆ หน่วยงานมายันข้อมูลกัน  เพื่อให้รูปคดี มีความกระชับและมีความแน่นหนา โอกาสที่จะดิ้นหลุดก็ไม่มี ซึ่งก็มีทั้งเรื่องการโอนเงิน มีการบรรจุคน มีการแก้คะแนน ดูแต่ละเรื่องที่ทําเป็นอาญาแผ่นดินทั้งนั้น อย่างที่บอกพวกชั่ว ขายชาติ อันนี้คือความรู้สึก ที่ทุกคนก็คิดแบบนี้เหมือนกัน แต่เราจะบอกว่าคนนี้เป็นคนชั่ว คนนี้เป็นคนขายชาติ คนนี้เป็นคนที่โกงเฉยๆไม่ได้ เราต้องไปพูดให้เขารับข้อกล่าวหานี้ด้วยหลักฐาน ในรัฐบาลตนต้องมีหลักฐานที่เป็นที่ประจักษ์ ต้องมัดตัวให้แน่น ดิ้นไม่หลุด เราทํางานกันแบบนี้ ที่ผ่านมาก็ยังไม่เห็น ทีใครรอดสักราย 

นายกฯ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้อีก 6 หน่วยงานก็จะดําเนินการตรวจสอบในหน่วยงานของตัวเองที่เกี่ยวข้อง ทั้งเรื่องเส้นทางการเงิน การฟอกเงิน ขอให้ประชาชนสบายใจได้ว่า จากนี้ไปถ้าใครคิดจะโกง ก็อยู่ไม่ได้แล้ว พลาดไปโดนใครก็คนนั้น และเท่าที่ทราบก็มีเยอะแล้ว มีทั้งเส้นการเงินเส้นการร่วมมือและผู้ร่วมกระบวนการ 

เมื่อถามว่า สามารถเปิดเผยชื่อผู้ร่วมกระบวนการได้หรือไม่ นายกฯ กล่าวต่อว่า ปิดชื่อถือพฤติกรรม ไม่ใหญ่ทําไม่ได้หรอก เขาคงต้องเร่งทํา เพราะหลายคนบรรจุไปแล้ว ซึ่งผู้ที่บรรจุไปแล้วก็ต้องขอแสดงความเสียใจด้วย ถ้าหากออกมาแล้วมันผิด ถ้าที่มาผิดทุกอย่างต้องเป็นโมฆะหมด ใครทําอะไรไว้ก็รู้อยู่แก่ใจ คิดว่าไม่น่าจะพ้นไปได้ และหลังจากนี้การสอบสวนก็จะเพิ่มความเข้มข้น เพิ่มน้ําหนัก เพิ่มทีมงาน บูรณาการร่วมกันของทุกหน่วยงาน เพื่อเอาผิดกับขบวนการนี้ 

นายกฯกล่าวด้วยว่า ในที่ 1 ก.ค. ตนทราบมาว่า ทราบมาว่าจะมีการบรรจุข้าราชการ แต่เมื่อมีการทุจริตจากการสอบครั้งนี้ก็ไม่ควรบรรจุ เพราะมีการทุจริตในการสอบครั้งนี้ ควรจะชะลอ ยืดเวลา หรือยกเลิก ซึ่งตนได้สั่งการปลัดกระทรวงมหาดไทย และรับดำเนินการ แต่การจะบรรจุหรือไม่นั้นมีคณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น (ก.ส.ถ.) มาดูว่าควรจะบรรจุหรือไม่ ซึ่งในคณะกรรมการชุดนี้มีบุคคลภายนอกเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการด้วย ในที่ประชุม กระทรวงมหาดไทยเสนอให้ชะลอ แต่คณะคณะกรรมการส่วนใหญ่ที่มาจากภายนอกไม่เห็นด้วย ลงมติให้มีการบรรจุต่อไป เมื่อมาพบเช่นนี้ ความรับผิดชอบอยู่ที่ก.ส.ถ.นี้ด้วย ตนขอชี้แจงว่ารัฐบาลไม่ใช่ไม่ทําอะไร เราทําทุกอย่างแล้ว เดี๋ยวก็ต้องมาดูพยานหลักฐานแล้วค่อยว่ากัน 

เมื่อถามอีกว่า ในช่วงรัฐบาลหนู 1 ใครเป็นคนย่ามใจ นายกฯ กล่าวว่า ตอนรัฐบาลหนู 1 มีคนย่ามใจเยอะ ไม่ใช่เรื่องนี้เรื่องเดียว เราเข้าใจว่าตอนนั้นเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย จะไปวันไปพรุ่งก็ไม่รู้ และยุบสภาก่อนวันที่เรากําหนด และเป็นรัฐบาลรักษาการณ์ หลังจากนั้นเราก็เป็นรัฐบาลมีเอกภาพ 

“ตอนนี้เรื่องการตรวจสอบของแต่ละหน่วยงานไม่ต้องห่วงหรอก พอเกิดเรื่องแบบนี้ มันไม่มีทางเปิดสอบ ไม่มีใครกล้าเปิดสอบหรอกตอนนี้ ไปท้าให้เขาเปิดสอบ อีก 2 เดือนคงไม่มีใครยอมจะมาเปิดสอบเลย ผมถือว่าเป็นการลดจํานวน ข้าราชการ ผมเชื่อว่าที่อ้างกันมา 3 ปี ไม่ได้สอบเลย ผมก็ไม่เห็นว่าการให้บริการประชาชน การทำงานประสิทธิภาพจะลดลง ตรงกันข้าม ผมคิดว่ายิ่งคนน้อย ประหยัดงบประมาณแผ่นดิน และทํางานอย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นด้วยซ้ำ ถ้าผมทําได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องอาศัยคณะกรรมการ ผมไม่ให้มีการสอบหรอก ช่วงทำงานอยู่กระทรวงมหาดไทยมา 3 ปี ไม่ได้รู้สึกเลยว่าประสิทธิภาพงานของกระทรวงมหาดไทยลดลง ด้วยประสิทธิภาพข้าราชการที่มีอยู่ ทุกวันนี้ยังรู้สึกว่าข้าราชการเยอะไปด้วยด้วยซ้ํา และคิดว่าถ้าเกษียณไปแล้ว ไม่ต้องเพิ่ม มอบหมายคนที่อยู่ให้ทํางานเพิ่มมากขึ้น ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เป็นสิ่งที่สนุก “นายกฯ กล่าว

เมื่อถามถึงกรณีมีกระแสข่าวว่า นายรัชพงษ์ ชูแก้ว เลขานุการ รมว.คมนาคม ยื่นลาออก เนื่องจากมีข่าวว่าเชื่อมโยงกับประเด็นการสอบข้าราชการท้องถิ่น และข้อสงสัยเรื่องความสัมพันธ์กับผู้สอบที่ได้ลำดับต้นๆ นายกฯ ตอบว่า ยังไม่รู้เรื่องเลยคือใคร ต้องไปถามนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯและรมว.คมนาคม ตนยังไม่รู้เรื่อง ตอนเพิ่งกลับมา