ฟ้า พรหมศร วืดอีก! ศาลฎีกายกคำร้องให้ประกันตัว ระบุไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม

31 สิงหาคม 2569 เวลา 11:04 น.

31 สิงหาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน” โพสต์ข้อความระบุว่า “ศาลฎีกายกคำร้องให้ประกันตัว “ฟ้า” พรหมศร หลังจากที่มีการยื่นประกันตัวเมื่อวันที่ 28 ส.ค. ระบุ “ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม””

พร้อมทั้งโพสต์ในคอมเมนต์ อีกว่า ศาลฎีกายกคำร้องให้ประกันตัว “ฟ้า” พรหมศร วีระธรรมจารี อดีตนักกิจกรรมกลุ่มราษฎรมูเตลู หลังจากที่มีการยื่นประกันตัวเขาอีกครั้งเมื่อวันที่ 28 ส.ค. ที่ผ่านมา ระบุ “ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม” หลังฟ้าอดอาหารใกล้ครบ 2 เดือน

โดยในการยื่นประกันตัวครั้งที่ผ่านมา มารดาและครอบครัวของ “ฟ้า” ร่วมยื่นประกันตัวต่อศาล ระบุถึงความสุ่มเสี่ยงต่อชีวิตในการอดอาหาร ความจำเป็นในการกลับไปดูแลบิดาที่ป่วยหนัก และข้อเท็จจริงบางข้อหาในคดีเข้าข่ายได้รับนิรโทษกรรมตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข

ปัจจุบัน “ฟ้า” พรหมศร ถูกคุมขังมาตั้งแต่วันที่ 9 มี.ค. 2569 หลังศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนจำคุก 2 ปี 10 เดือนในคดีมาตรา 112 จากเหตุชุมนุมหน้า สภ.คลองหลวง จากนั้นฟ้าตัดสินใจเริ่มอดอาหารประท้วงตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2569 ต่อเนื่องถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่า 62 วันแล้ว (นับถึงวันที่ 31 ส.ค.)

อ่านบันทึกเยี่ยมฟ้า : https://tlhr2014.com/archives/85865

นักกิจกรรมประกันตัวพรหมศรวีระธรรมจารีฟ้าพรหมศรยกคำร้องราษฎรมูเตลูศาลฎีกา

นายกฯ แจงวุฒิสภา ยืนยัน กู้ 4 แสนล้าน เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ กู้วิกฤตพลังงาน ยกระดับคุณภาพชีวิต ปชช.

31 สิงหาคม 2569 เวลา 10:53 น.

“นายกฯ”แจง”วุฒิสภา” ยืนยัน”กู้ 4 แสนล้าน” เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ กู้วิกฤตพลังงาน ยกระดับคุณภาพชีวิต ปชช. วอน”สว.”เห็นชอบตามขั้นตอนกฎหมาย

31 สิงหาคม 2569 เมื่อเวลา 09.30 น.ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มี พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาเรื่องด่วน พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงิน 4 แสนล้านบาท ที่ ครม.เป็นผู้เสนอ

โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย แถลงเหตุผลและความจำเป็นของ พ.ร.ก กู้เงิน 4 แสนล้าน ต่อที่ประชุมวุฒิสภา ว่า จากวิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้น และงบประมาณ ปี2569 มีไม่เพียงพอต่อขนาดของผลกระทบ และภาระค่าใช้จ่ายต่อการแก้ไขวิกฤตพลังงาน รวมถึงการใช้มาตรการคลังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ทัน หากไม่ทำจะทำให้วิกฤตยืดเยื้อ เพิ่มความเสี่ยงเชิงระบบเศรษฐกิจ จึงต้องตรา พ.ร.ก.ฉบับนี้ นอกจากนั้นต้องสร้างความมั่นคงทางพลังงาน และเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก สำหรับการตรา พ.ร.ก.เพื่อเป้าหมาย รักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจฉุกเฉิน หลีกเลี่ยงไไม่ได้ และช่วยเหลือประชาชนเกษตรกร ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ ลดการใช้พลังงงานฟอสซิล ให้เร็วที่สุด รวมถึงส่งเสริมใช้พลังงานทดแทน พลังงานทางเลือกในประเทศ

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ภาพรวมการกู้เงินของรัฐบาล เกิดสถานการณ์วิกฤต รัฐบาลพยายามบริหารจัดการแหล่งเงิน แต่มีไม่เพียงพอ ไม่ทันสถานการณ์ และเป็นวิกฤติใช้ ต้องใช้เงินแก้ปัญหาผลกระทบ 4 แสนล้านบาท ใช้วิธีงบประมาณปกติ หรือ กู้เงินตามกฎหมาย จึงเป็นทางเลือกสุดท้าย ทั้งนี้ การกู้เงินดังกล่าว และกู้เงินกรณีดังกงล่าว ไม่กระทบการบริหารหนี้สาธารณะ ที่กฎหมายวางกรอบไม่เกิน ร้อยละ 70 ขณะที่การใช้เงินกู้ให้คุ้มค่า จำเป็นเร่งด่วน ไม่ซ้ำซ้อน กำหนดให้ต้องผ่านการกลั่นกรองของคณะกรรมการและเป็นไปตามบัญชีแนบท้าย

“สัปดาห์ที่ผ่านเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ตามขั้นตอนกฎหมาย รัฐบาลจึงเสนอต่อวุฒิสภาให้พิจารณาและหากไม่มีปัญหาใดๆ ขอความกรุณาลงมติให้ มีผลบังคับใช้ตามเจตนารมณ์ของรัฐบาลแก้ปัญหาเศรษฐกิจ พลังงาน สร้างคุณภาพชีวิตของประชาชน” นายกฯ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่นายกรัฐมนตรีแถลงต่อวุฒิสภา พบว่าเสียงแหบแห้ง และมีอาการไอเป็นระยะๆ ซึ่งนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อที่ประชุมว่า ตนพยายามรักษาอาการป่วยของหลอดลม ไปให้หมอดริฟยาแล้วดีขึ้น แต่จำเป็น เพื่อเป็นการแสดงเจตนารมณ์ของรัฐบาลที่ให้เกียติต่อวุฒิสภา จึงตัดสินใจที่จะมาขอแถลงด้วยตัวเอง

นายกรัฐมนตรีอนุทินชาญวีรกูล

ศุภชัย ซัด ยิ่งชีพ อย่าตีขลุม จี้ใช้มาตรฐานเดียวกัน ลากเส้นสอบฮั้ว สว. ลั่นความสัมพันธ์ไม่ใช่ความผิด

31 สิงหาคม 2569 เวลา 10:42 น.

31 สิงหาคม 2569 นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ และประธานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย (ภท.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงกรณีที่ นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือไอลอว์ (iLaw) กล่าวว่า “สิ่งที่เราค่อยๆ อธิบาย คือหลักฐานที่มันแวดล้อม แล้วก็เส้นโยงความสัมพันธ์ทั้งหมด มันวนอยู่รอบพรรคการเมืองที่ชื่อภูมิใจไทย”

โดย นายศุภชัย ระบุว่า ถ้าจะลาก “เส้นโยง” ก็ต้องกล้าตรวจสอบทุกเส้น

มีการนำเสนอว่า “หลักฐานแวดล้อม” และ “เส้นโยงความสัมพันธ์” ต่าง ๆ วนอยู่รอบพรรคภูมิใจไทย จนทำให้สังคมอาจเข้าใจไปล่วงหน้าว่า พรรคหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องได้กระทำความผิดเกี่ยวกับการเลือก สว. แล้ว

ในฐานะพรรคภูมิใจไทย เราไม่ปฏิเสธการตรวจสอบ แต่ขอตั้งคำถามง่าย ๆ ว่า

หลักฐานที่ว่านั้นคืออะไร? ใครทำอะไร ที่ไหน เมื่อใด กับใคร และการกระทำนั้นเข้าองค์ประกอบความผิดตามกฎหมายข้อใด?

เพราะการรู้จักกัน การติดต่อกัน หรือมี “เส้นโยงความสัมพันธ์” ถึงกัน ไม่ใช่ความผิดโดยตัวมันเอง การจะกล่าวหาบุคคลใดต้องพิสูจน์การกระทำ เจตนา และพยานหลักฐานของบุคคลนั้นเป็นรายคน จะเหมารวมจากความสัมพันธ์แล้วสรุปว่าทั้งหมดเป็นขบวนการเดียวกันไม่ได้

ยิ่งต้องถามว่า ผู้ที่ออกมาวิเคราะห์หรือฟันธงต่อสาธารณะ ได้เห็นสำนวนทั้งหมดแล้วหรือ ได้เห็นทั้งพยานกล่าวหาและพยานหักล้างของผู้ถูกกล่าวหาแล้วหรือยัง หรือได้เห็นเพียงข้อมูล ข่าว หรือเอกสารบางส่วนที่ถูกนำออกมาเผยแพร่ ซึ่งที่มา ความครบถ้วน และความชอบด้วยกฎหมายยังอาจเป็นประเด็นที่ต้องตรวจสอบ?

ที่สำคัญ ผู้มีอำนาจพิจารณาไต่สวนและวินิจฉัยในชั้น กกต. คือ กกต. ตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนด ไม่ใช่ iLaw ไม่ใช่ฝ่ายค้าน ไม่ใช่นักวิชาการ และไม่ใช่ศาลโซเชียล

ทุกคนมีสิทธิวิพากษ์วิจารณ์และเสนอข้อมูล แต่ไม่ควรใช้กระแสสังคมกดดันให้ กกต. ต้องวินิจฉัยไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง เพราะ กกต. ต้องพิจารณา พยานหลักฐานทั้งหมดและพฤติการณ์ของผู้ถูกกล่าวหาแต่ละคน อย่างเป็นอิสระและเป็นธรรม

และถ้าวันนี้จะใช้วิธี “ลากเส้นความสัมพันธ์” เป็นเหตุให้สังคมตั้งข้อสงสัยกับผู้อื่น ก็ควรยอมรับมาตรฐานเดียวกันเมื่อตนเองถูกตั้งคำถาม

ในกระบวนการเลือก สว. ที่ผ่านมา มีการกล่าวถึงกิจกรรม “ตลาดนัด สว.” ที่เกี่ยวข้องกับ iLaw เช่นกัน หากสังคมต้องการค้นหาความจริง ก็สามารถตรวจสอบได้ว่า ใครเข้าร่วม ใครประสานงานกับใคร มีความสัมพันธ์กับผู้สมัครคนใด และกิจกรรมหรือการติดต่อเหล่านั้นมีนัยสำคัญทางกฎหมายหรือไม่

การตั้งคำถามเช่นนี้ ไม่ได้หมายความว่า iLaw กระทำผิด เช่นเดียวกับที่ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับพรรคภูมิใจไทยไม่ได้หมายความว่าบุคคลเหล่านั้นหรือพรรคภูมิใจไทยกระทำผิด

นี่คือเหตุผลที่ต้องใช้ มาตรฐานเดียวกัน

หากสูตรคือ

“รู้จักกัน + ติดต่อกัน + ทำกิจกรรมร่วมกัน = หลักฐานแวดล้อม”

สูตรนี้ก็ต้องใช้ตรวจสอบได้กับทุกฝ่าย ไม่ใช่เลือกใช้เฉพาะกับคนที่ตนต้องการกล่าวหา

ภูมิใจไทยยืนยันหลักง่าย ๆ ว่า ใครทำผิดก็ให้รับผิดตามกฎหมาย แต่ในทางกลับกัน ผู้ที่นำข้อกล่าวหาออกเผยแพร่ต่อสาธารณะก็ต้องรับผิดชอบต่อคำพูดของตนเช่นกัน

เสรีภาพในการตรวจสอบ ไม่ใช่เสรีภาพในการใส่ร้าย หากการกล่าวข้อเท็จจริงถึงบุคคลใดเข้าลักษณะใส่ความต่อบุคคลที่สามจนทำให้เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ก็อาจมีประเด็นความรับผิดตามกฎหมายหมิ่นประมาทได้ ทั้งนี้ต้องพิจารณาถ้อยคำ บริบท ข้อเท็จจริง ประโยชน์สาธารณะ และองค์ประกอบตามกฎหมายเป็นรายกรณี

ดังนั้น ตรวจสอบภูมิใจไทยได้ เราไม่หนีการตรวจสอบ

แต่ต้องตรวจสอบด้วยข้อเท็จจริง ไม่ใช่ตั้งธงแล้วลากเส้นทุกเส้นมาหาข้อสรุปที่ต้องการ

และถ้าจะตรวจสอบด้วย “เส้นโยงความสัมพันธ์” ก็ต้องพร้อมให้สังคม ลากเส้นกลับไปตรวจสอบผู้กล่าวหาด้วยมาตรฐานเดียวกัน

ท้ายที่สุด ให้ กกต. ทำหน้าที่ตามกฎหมาย และให้พยานหลักฐานเป็นผู้พูด

“ความเชื่อมโยง” ไม่ใช่ “ความผิด”

“ข้อสงสัย” ไม่ใช่ “ข้อพิสูจน์”

“กระแส” ไม่ใช่ “พยานหลักฐาน”

และ “เสรีภาพในการพูด” ไม่ใช่ “เสรีภาพในการใส่ร้าย”

ตรวจสอบได้ทุกฝ่าย — แต่กฎหมายต้องเป็นมาตรฐานเดียวกันสำหรับทุกคน

ศุภชัยใจสมุทร,พรรคภูมิใจไทย,ยิ่งชีพอัชฌานนท์,ยิ่งชีพไอลอว์,iLaw,ฮั้วสว,

อนุทิน บอก ขนแขนสแตนด์อัพ จุกในลำคอ ดีใจกับทีมนักตบสาวไทย ลั่น พร้อมอัดฉีดสุดซอย

31 สิงหาคม 2569 เวลา 10:27 น.

อนุทิน บอก ขนแขนสแตนด์อัพ จุกในลำคอ ดีใจ วอลเลย์บอลหญิงไทย คว้าตั๋วโอลิมปิก ลั่น พร้อมอัดฉีดสุดซอย

เมื่อเวลา 08.50 น. วันที่ 31 ส.ค.2569 ที่อาคารรัฐสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีทีมวอลเลย์บอลหญิงของไทย คว้าแชมป์เอเชียปี 2026 ในรายการเอวีซี วอลเลย์บอล คอนติเนตัล แชมป์เปี้ยนชิพ 2026 คว้าตั๋วไปโอลิปิกเกมส์ 2028 ว่า “อูย ดีใจ” ตนดีใจมากที่เมื่อวานได้เห็นเวลาที่น้อง ๆ นักวอลเลย์บอลร้องเพลงชาติไทย ความรู้สึกตนบรรยายไม่ถูก เวลาไปได้ยินเพลงชาติของเราบรรเลง ทำให้ขนแขนสแตนด์อัพ จุกอยู่ในลำคอ เหมือนเวลาที่ตนเดินทางเยือนต่างประเทศ ได้ยินเพลงชาติก็รู้สึกฮึกเหิม แต่การเดินทางเยือนก็ไม่เกิน 50 คน แต่ครั้งนี้นำความสุขมาให้คนไทย 70 กว่าล้านคนในประเทศ และไม่ใช่เฉพาะคนไทยในประเทศอย่างเดียว แต่รวมถึงคนไทยทั่วโลก ตนต้องขอบคุณ และยินดีมาก ๆ นี่คือสิ่งที่ทำให้ทุกคนเห็นถึงศักยภาพของประเทศ

นายกฯ กล่าวว่า ประเทศไทยเราไม่ได้อยู่นอกสายตา หรือเป็นประเทศที่ไม่มีศักยภาพ นี่ถือเป็นอีกบทหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องให้รัฐบาลไปผลักดันประเทศไทยอย่างเดียว แต่น้อง ๆ เหล่านี้ยังสามารถสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศได้ ไปโอลิมปิกถือว่า ไม่ธรรมดา ถือว่า เป็นความใฝ่ฝันของทุกคน และทุกฝ่าย รัฐบาลมีหน้าที่ทำทุกวิถีทางเพื่อส่งเสริมคนที่มีความสามารถ โดยเฉพาะเยาวชนให้ไปถึงจุดที่ใฝ่ฝันเต็มที่ วันนี้ตนยิ่งสบายใจเพราะถือว่า ไปสุดซอยแล้ว

เมื่อถามถึงการอัดฉีดนักกีฬาวอลเลย์บอลหญิง นายกฯ ถามกลับว่า คำว่า “สุดซอย แปลว่าอะไร”

ทีมชาติไทยวอลเลย์บอลทีมชาติไทยวอลเลย์บอลหญิงอนุทินแนวหน้าออนไลน์

อนุทิน โว! ชนะเลือกตั้งซ่อม สส.อุดรฯ ขาดลอย สะท้อนประชาชนยังเชื่อมั่น ภท. ลั่นคือเสียงเจ้านายตัวจริง

31 สิงหาคม 2569 เวลา 10:06 น.

31 สิงหาคม 2569 ที่อาคารรัฐสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส.อุดรธานี เขต 3 ของพรรคภูมิใจไทย ชนะคู่แข่งขาดลอย สะท้อนถึงภาพรวมประชาชนยังไว้วางใจรัฐบาลหรือไม่ ว่า เมื่อวานได้โพสต์ทางโซเชียลขอบคุณพี่น้องประชาชนที่ให้ความไว้วางใจพรรคภูมิใจไทย โดยสะท้อนออกมาจากผลการเลือกตั้งซ่อม สส.เขต 3 อุดรธานี โดยคะแนนที่ออกมาอธิบายในตัวเองได้ว่า พรรคภูมิใจไทยยังคงได้รับความเชื่อมั่นและความมั่นใจจากพี่น้องประชาชน ต้องถือว่านี่คือคำสั่งที่แท้จริงของเจ้านายของพวกเรา เราต้องตอบแทนพี่น้องประชาชนที่ให้ความมั่นใจเราด้วยการทำงานให้พวกเขา ด้วยทุกความสามารถที่มีอยู่อย่างทุ่มเท เพื่อคุณภาพชีวิต สิ่งที่เป็นประโยชน์ เป็นโอกาส และทุกเรื่องของประชาชนเป็นเป้าหมายสำคัญของเรา

อนุทินชาญวีรกูล,พรรคภูมิใจไทย,เลือกตั้งซ่อมอุดรฯ,

กลุ่ม 5 จังหวัดชายแดนใต้ งัด 96 โครงการ จ่อชง ครม.สัญจรสงขลา จับตาไฮไลต์เมกะโปรเจกต์ ปัตตานี-ยะลา กวาดงบโครงสร้างพื้นฐานทะลุ 1.1 หมื่นล้าน

31 สิงหาคม 2569 เวลา 08:52 น.

กลุ่ม 5 จังหวัดชายแดนใต้งัด 96 โครงการ จ่อชง ครม.สัญจรสงขลา หวังดึงเม็ดเงินอัดฉีดเข้าพื้นที่รวมกว่า 1.3 หมื่นล้านบาท จับตาไฮไลต์เมกะโปรเจกต์ “ปัตตานี-ยะลา” กวาดงบโครงสร้างพื้นฐานทะลุ 1.1 หมื่นล้าน ดันถนนประตูสู่แดนใต้และขยายรันเวย์เบตง ขณะที่รัฐบาลเตรียมตั้งแท่นสแกนยิบ เล็งหั่นงบจัดลำดับความสำคัญ ชี้วัดกันที่ความพร้อมและต้องแก้ปัญหาปากท้องประชาชนได้ทันที

31 สิงหาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ที่จังหวัดสงขลา ในวันที่ 1 กันยายน 2569 หน่วยงานท้องถิ่น ภาคเอกชน และหน่วยงานราชการในพื้นที่ ของกลุ่ม 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประกอบด้วย สงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส เตรียมเสนอแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาและแก้ไขปัญหาในพื้นที่ รวมทั้งสิ้น 96 โครงการ คิดเป็นวงเงินงบประมาณเบื้องต้นรวมกว่า 13,089 ล้านบาทโดยข้อเสนอโครงการพัฒนาของกลุ่มจังหวัดชายแดนภาคใต้ในครั้งนี้ ได้รวบรวมปัญหาและความต้องการจากทุกมิติ เพื่อยกระดับเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยแบ่งการเสนอโครงการออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ ส่วนที่ 1 เป็นโครงการที่มีความจำเป็นเร่งด่วนและมีความพร้อมสามารถดำเนินการได้ทันที จำนวน 41 โครงการ วงเงินรวม 1,598 ล้านบาท ครอบคลุมทั้ง 5 จังหวัด ซึ่งมีโครงการสำคัญ เช่น จังหวัดสงขลา นำเสนอโครงการก่อสร้างสะพานคอนกรีตเสริมเหล็ก บริเวณหลังวัดคลองแห อำเภอหาดใหญ่, โครงการก่อสร้างระบบป้องกันตลิ่งริมคลองบางดาน อำเภอเมือง, โครงการส่งเสริมเศรษฐกิจด้านอาหาร “SADAO FOOD ECONOMY” และโครงการวัฒนธรรมสร้างสรรค์มรดกภูมิปัญญาลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาสู่มรดกโลก

ขณะที่ จังหวัดสตูล เตรียมเสนอโครงการก่อสร้างหอประชุมนานาชาติจังหวัดสตูล, โครงการปรับปรุงซ่อมแซมท่าเทียบเรือบ้านท่าทะเล ตำบลเกาะสาหร่าย, โครงการปรับปรุงสภาพสนามกีฬารัชกิจประการเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา และโครงการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติทะเลบัน ด้าน จังหวัดปัตตานี มุ่งเน้นโครงการขุดลอกและบำรุงรักษาร่องน้ำชายฝั่งทะเลที่ร่องน้ำปัตตานีและจุดจอดพักเรือ, โครงการเพิ่มประสิทธิภาพระบบการจัดการน้ำ และโครงการพัฒนาโครงข่ายถนนในพื้นที่ ส่วน จังหวัดยะลา เสนอโครงการปรับปรุงสนามกีฬาจารูพัฒนา เทศบาลนครยะลา, โครงการขุดลอกบึงแบเมาะ และโครงการปรับปรุงถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก ถนนสิโรรส (ตลาดเก่า) และ จังหวัดนราธิวาส ผลักดันโครงการยกระดับโครงข่ายทางหลวงแผ่นดินเชื่อมโยงสนามบินนราธิวาส, โครงการก่อสร้างแก้มลิงรองรับการระบายน้ำเมืองนราธิวาส, โครงการพัฒนาศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวหาดนราทัศน์ และโครงการก่อสร้างสวนสาธารณะแห่งใหม่บริเวณเรือนจำเก่า ตำบลบางนาควร

สำหรับ ส่วนที่ 2 เป็นข้อเสนอเชิงนโยบายที่ต้องการให้รัฐบาลสนับสนุน จำนวน 55 โครงการ โดยไฮไลต์สำคัญอยู่ที่โครงการยุทธศาสตร์โครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ (Mega Projects) ในพื้นที่จังหวัดปัตตานีและยะลา ซึ่งมีวงเงินนำเสนอรวมสูงถึง 11,491 ล้านบาท ได้แก่ จังหวัดปัตตานี เสนอโครงการพัฒนาโครงข่ายถนนประตูสู่จังหวัดชายแดนใต้ วงเงิน 5,290 ล้านบาท, โครงการสถานีสูบน้ำดิบพร้อมระบบท่อส่งน้ำเพื่อรองรับเมืองต้นแบบสามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน วงเงิน 993 ล้านบาท และโครงการก่อสร้างหอเฉลิมพระเกียรติฯ รัชกาลที่ 9 ณ สวนป่าในเมือง วงเงิน 900 ล้านบาท ส่วนทางด้าน จังหวัดยะลา เตรียมเสนอโครงการพัฒนาท่าอากาศยานเบตง ขยายทางวิ่งจาก 1,800 เมตร เป็น 2,500 เมตร วงเงิน 2,140 ล้านบาท, โครงการพัฒนาศักยภาพด่านพรมแดนเบตง วงเงิน 800 ล้านบาท, โครงการก่อสร้างหอชมเมืองยะลา “Yala City Tower” วงเงิน 788 ล้านบาท และโครงการก่อสร้างศูนย์กีฬาครบวงจรภายในโครงการเฉลิมพระเกียรติ รัชกาลที่ 9 วงเงิน 580 ล้านบาท

ทั้งนี้ ในการประชุม ครม.สัญจร รัฐบาลจะรับทราบข้อเสนอแผนงานทั้งหมด โดยที่ประชุมจะนำโครงการต่างๆ มาพิจารณากลั่นกรองและจัดลำดับความสำคัญ อย่างละเอียด โดยประเมินจากความพร้อมและความจำเป็นเร่งด่วนของแต่ละพื้นที่เป็นหลัก เพื่อนำไปสู่การพิจารณาจัดสรรงบประมาณให้ตอบโจทย์การพัฒนาคุณภาพชีวิต แก้ปัญหาความเดือดร้อน และกระตุ้นเศรษฐกิจของพี่น้องประชาชนในกลุ่ม 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

จังหวัดชายแดนใต้,ครมสัญจรสงขลา,เมกะโปรเจกต์,ปัตตานี,ยะลา,โครงสร้างพื้นฐาน,

รัชดา แจงชัด ครม.สัญจร ชาวบ้านได้อะไร? รับฟังถึงพื้นที่ ดันปัญหา-ข้อเสนอ สู่การตัดสินใจรัฐบาล

31 สิงหาคม 2569 เวลา 08:42 น.

31 สิงหาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันนี้ (31 สิงหาคม 2569) นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีลงพื้นที่จังหวัดสงขลา ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่อย่างเป็นทางการ (ครม.สัญจร) ครั้งที่ 1/2569 ในวันที่ 1 กันยายน มีเป้าหมายสำคัญคือ นำปัญหา ความต้องการ และข้อเสนอของประชาชนและทุกภาคส่วนเข้าสู่กระบวนการตัดสินใจของรัฐบาลโดยตรง เรียกง่ายๆคือ “เสียงจากพื้นที่ สู่การตัดสินใจของรัฐบาล” แล้วนำไปกำหนดแนวทางพัฒนา 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ สงขลา สตูล ยะลา นราธิวาส และปัตตานี ให้ตรงกับศักยภาพและความต้องการของพื้นที่

ช่วงเช้าวันนี้ นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีจะลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าการบริหารจัดการน้ำ บริเวณประตูน้ำหน้าควน คลองภูมินาถดำริ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา รับฟังสถานการณ์และแนวทางการพัฒนาพื้นที่ พร้อมพบปะประชาชน จากนั้นช่วงบ่าย นายกรัฐมนตรีจะเป็นประธาน Workshop แนวทางการพัฒนา 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อประมวลปัญหา ความต้องการ และข้อเสนอจากพื้นที่ ก่อนนำไปสู่การพิจารณาและขับเคลื่อนของรัฐบาล

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายรองนายกรัฐมนตรีเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นครอบคลุม 4 ด้านสำคัญ ได้แก่ ภัยพิบัติ เศรษฐกิจ ความมั่นคง และสังคม โดยรับฟังจากประชาชน ภาคธุรกิจ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อรวบรวมเป็นแผนงานและข้อเสนอเชิงนโยบาย เสนอต่อคณะรัฐมนตรี

อีกหนึ่งเป้าหมายคือการต่อยอดศักยภาพของพื้นที่ โดยนายกรัฐมนตรีจะเยี่ยมชมย่านเมืองเก่าสงขลา ซึ่งรัฐบาลพร้อมสนับสนุนการผลักดันเมืองเก่าสงขลาไปสู่การเป็นเมืองมรดกโลก เพื่อเพิ่มการรับรู้คุณค่าทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ของพื้นที่ในระดับนานาชาติ และต่อยอดไปสู่การท่องเที่ยว การสร้างงาน สร้างรายได้ และเศรษฐกิจในพื้นที่

สำหรับวันที่ 1 กันยายน นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีจะประชุม ครม.สัญจร ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โดยข้อเสนอที่ได้จากการรับฟังและการลงพื้นที่จะนำมาประกอบารพิจารณาของรัฐบาล เพื่อผลักดันการพัฒนาพื้นที่ทั้งด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว การคมนาคม การบริหารจัดการภัยพิบัติ ความมั่นคง และคุณภาพชีวิตของประชาชน

“เป้าหมายสำคัญของ ครม.สัญจร ครั้งนี้ คือการนำเสียงสะท้อนจากคนในพื้นที่โดยตรงไปสู่แนวทางการแก้ปัญหาที่ค้างคา พร้อมทั้งเร่งรัดศักยภาพเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้อยู่ดีมีสุขอย่างยั่งยืน” นางสาวรัชดา กล่าว

รัชดาธนาดิเรก,ครมสัญจร,รัฐบาล,

นายกฯ โพสต์ขอบคุณทีมวอลเลย์บอลหญิงไทย นำความภูมิใจให้คนทั้งประเทศ

31 สิงหาคม 2569 เวลา 08:02 น.

นายกฯ โพสต์ขอบคุณทีมวอลเลย์บอลหญิงไทย นำความภูมิใจให้คนทั้งประเทศ ลั่นขอส่งกำลังใจ-เชียร์อยู่เสมอ

เมื่อวันที่ 31 ส.ค.2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ค่ำคืนนี้ คนไทยทั้งหลายคงจะเข้านอนด้วยความสุขและรอยยิ้ม ที่ได้เห็นชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของนักกีฬาวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย ผมขอถือโอกาสนี้แสดงความยินดีต่อทีมงานวอลเลย์บอลหญิงไทยทุกคน ตลอดจนผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย ที่นำความภาคภูมิใจมามอบให้แก่พวกเราในวันนี้ครับ 

ขอขอบคุณน้องๆนักกีฬา โค้ช และทีมงานทุกคนที่ทุ่มเทและสู้กันอย่างเต็มที่ในทุกแมตช์ ซึ่งนอกจากจะคว้าชัยในสนามแล้ว ยังสร้างรอยยิ้ม กำลังใจ และความภูมิใจให้คนไทยทั้งประเทศอีกด้วย เพลงชาติไทยที่น้องๆได้นำไปร้องบนแผ่นดินจีนในคืนนี้ ผมเชื่อว่าคนไทยทุกคนได้ฟังแล้วรู้สึกไพเราะจับจิตและทรงพลังอย่างสุดๆ

ขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจให้ทีมชาติไทยครับ สู้ต่อไปนะครับ เตรียมความพร้อมสำหรับโอลิมปิคเกมส์ให้เต็มที่ ผมและคนไทยทุกคนเชียร์อยู่เสมอครับ”

ทีมชาติไทยนายกฯวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทยแนวหน้าออนไลน์

กกต.เต้นสยบข่าวลือ ล็อกคดีฮั้วสว. ลงดาบเชือดแค่10คน รอเคาะมติ14กันยาฯ หนูชี้.ไม่เกี่ยว-ไม่ตอบ .ไอติมโผล่โต้นภินทร

31 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

กกต.สยบข่าวล็อกเป้าฟันคดีฮั้วสว.แค่ 10 คน ยืนยันนัดลงมติชี้ชะตา 14 กันยาฯ จ่อเคาะดำเนินคดีจันทร์นี้ปมสำนวนหลุดถึงมือฝ่ายค้าน-ไอลอว์ ด้านนายกฯออกตัวคดีอยู่ที่กกต.ไม่รู้จะตอบอย่างไร ส่วน ไอติม” ร่ายยาวสวน นภินทร” ตอกย้ำคำเดิมๆ หลักฐานอันควรเชื่อได้ต้องส่งฟ้องศาล ขณะที่ ศุภชัย” ร่ายยาวเทียบความแตกต่างคณะ 26คณะ 36 คนละหน้าที่ อย่าเอามามั่วปนกัน ลั่นต้องดูหลักฐานไม่ใช่ตัดสินจากกระแส

เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2569 ที่วัดป่าศรีเวรยงเพ็ญ จ.อุดรธานี นายณรงค์ รักร้อย กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังตรวจเยี่ยมหน่วยเลือกตั้งซ่อม สส.อุดรธานี เขต 3 ถึงกระแสข่าวที่กกต. เตรียมลงมติจะเอาผิดผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในคดีฮั้วสว. เพียงแค่ 10 คน ว่า ที่ประชุม กกต. ได้พิจารณาสำนวนเสร็จสิ้นไปเมื่อวันที่ 28 ส.ค.ที่ผ่านมา

ย้ำลงมติชี้ชะตาคดีฮั้วสว.14 กันยาฯ

นายณรงค์ กล่าวว่า ทั้งนี้ กกต.ทั้ง 7 คนจะนัดลงมติพร้อมกันในวันที่ 14 ก.ย. ซึ่งการเว้นระยะเวลาเนื่องจากมีบางประเด็นต้องสอบถามและหาข้อมูลเพิ่มเติม อีกทั้งการลงมติจะต้องมีเหตุผลประกอบอย่างรอบคอบ ยืนยันว่าในที่ประชุมไม่มีการพูดคุยล่วงหน้าว่าจะชี้มูลกี่คน เพราะเป็นเอกสิทธิ์ของ กกต. แต่ละท่านที่จะพิจารณาจากพยานหลักฐานในสำนวน

 “ในวันที่ 14 ก.ย.69กกต.ทั้ง 7 คน จะประชุมเพื่อลงมติส่วนตนว่ากกต. แต่ละคนจะมีความเห็นการดำเนินการคดีกับใครบ้าง อย่างไร และจะส่งให้ศาลวินิจฉัยหรือไม่ จากนั้นจะมีการนำมติดังกล่าวทำเป็นคำวินิจฉัย การจะดำเนินการตามที่ได้วินิจฉัยว่าจะส่งหรือไม่ส่งให้ศาลพิจารณาต่อและต้องดำเนินคดีกับใครบ้าง นั้น ต้องรอดูผลการลงมติจาก กกต.ทุกคนก่อน”นายณรงค์ กล่าว

เคาะฟันมือปล่อยสำนวนจันทร์นี้

เมื่อถามถึงกรณีเอกสารสำนวนหลุดไปยังกลุ่มไอลอว์ (iLaw) และพรรคฝ่ายค้าน ซึ่งอาจเข้าข่ายผิด พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) หรือไม่ นายณรงค์ กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างไร คาดว่าจะมีความคืบหน้าและทราบผลในวันจันทร์ที่จะถึงนี้

ส่วนกรณีที่ฝ่ายค้านเปิดหลักฐานข้อมูลการโทรศัพท์ระหว่างบุคคลในวันเลือกสว.ระดับประเทศเพื่อพาดพิง กกต. นั้น นายณรงค์ กล่าวว่า หากหลักฐานดังกล่าวมีอยู่ในสำนวน กกต. ก็พร้อมนำมาพิจารณา แม้จะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนที่ตนจะเข้ามารับตำแหน่ง กกต. แต่การทำงานขององค์กรต้องมีความต่อเนื่อง เป็นเรื่องของการทำหน้าที่ตามพยานหลักฐานที่มีอยู่ในสำนวนเท่านั้น

นายกฯลั่นรบ.ไม่เกี่ยว-ไม่ตอบ

ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีเวทีผู้นำฝ่ายค้านสนับสนุนให้กกต.ให้ยื่นฟ้องผู้ถูกกล่าวหาคดีฮั้ว สว.ทั้ง229คน ซึ่งมีชื่อของนายกฯรวมอยู่ด้วยว่า เรื่องนี้อยู่ที่ กกต.ตนจะทำอะไรได้

เมื่อถามย้ำว่า กังวลหรือไม่ เนื่องจากมีชื่อของนายกฯรวมอยู่ด้วย นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่รู้จะตอบว่าอย่างไร และไม่ควรจะถามคำถามนี้ เนื่องจากไม่เกี่ยวกับเรื่องบริหารราชการแผ่นดิน

เป็นอำนาจสอบสวนของกกต.

เมื่อถามว่า ก่อนที่ กกต. จะลงมติ ฝ่ายค้านและไอลอว์ ต่างทยอยเปิดชื่อรัฐมนตรีที่อาจเกี่ยวข้องกับคดีฮั้วสว. นายอนุทิน ย้อนถามผู้สื่อข่าวทันทีว่า ใช้คำว่าอาจจะ อย่าถามว่าอาจจะ มีก็มี ไม่มีก็ไม่มี

ผู้สื่อข่าวถามว่า ให้เป็นดุลยพินิจของ กกต.ใช่หรือไม่ นายกฯกล่าวว่า ไม่ใช่ดุลยพินิจ แต่อำนาจการสอบสวนทั้งหมดเป็นของ กกต. แต่เราอย่าทำผิดกฎหมาย ทำตามกฎทุกอย่าง จะได้ไม่ต้องนั่งถามว่าใครผิดใครถูก หรือว่าใครจะทำอย่างไร

เมื่อถามถึงกรณีนายกฯโพสต์เฟซบุ๊กว่า “เหล็กไม่ละลาย แต่ไอศกรีมละลาย” มีนัยทางการเมืองอะไรหรือไม่ นายกฯ หัวเราะก่อนจะบอกว่า “เพิ่งกินเมื่อกี้นี้” จากนั้นนายกฯได้ขึ้นรถเดินทางกลับทันที

 ‘ไอติม’ร่ายยาวสวน’นภินทร’

ขณะที่นายพริษฐ์  วัชรสินธุ   สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กตอบโต้นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีโดยอ้างถึงได้ค้นพบข้อมูลเพิ่มเติมกรณีกล่าวหาเกี่ยวข้องกับคดีฮั้วสว. ทั้งข้อสงสัยพบเจอกับผู้สมัคร สว.ที่ห้องทำงาน รมต.ที่กระทรวงพาณิชย์ 2 ครั้ง คือ 24 มิ.ย. 2567 และ 25 มิ.ย. 2567และการตรวจสอบข้อมูลสัญญาณโทรศัพท์ในห้วงดังกล่าว

 “ในเมื่อ รมต. ยืนยันว่าไม่ได้เจอทั้ง 2 คน ที่กระทรวงพาณิชย์ เราคงไม่ต้องถาม รมต. อะไรเพิ่มเติม แต่เราคงต้องถามไปทาง สว. ทั้ง 2 คน ว่าไปทำอะไรที่กระทรวงพาณิชย์ ในวันที่ 25 มิ.ย. 67 หรือ 1 วันก่อนการเลือกระดับประเทศ และได้พบเจอกับกลุ่มคนไหนเกี่ยวกับการเลือก สว. หรือไม่? หลักฐานต้องชัดขนาดไหน กกต. ถึงมีหน้าที่สั่งฟ้อง”นายพริษฐ์ กล่าว

หลักฐานเชื่อได้จี้กกต.ส่งฟ้องศาล

นายพริษฐ์ กล่าวย้ำว่า ในขั้นตอนปัจจุบันตามหลักกฎหมาย กกต.ไม่ได้มีหน้าที่ทำตัวเป็นศาล กกต.ไม่จำเป็นต้องมีหลักฐานที่พิสูจน์จนสิ้นข้อสงสัยว่ามีการทุจริต ถึงจะสั่งฟ้องแต่หาก กกต.มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการทุจริต ก็มีหน้าที่ต้องสั่งฟ้อง โดยให้เป็นหน้าที่ของศาลอีกชั้นหนึ่งในการพิสูจน์หลักฐาน

 “หลังจากฟังความจากทั้ง 2 ด้านทั้งผู้กล่าวหา และผู้ถูกกล่าวหาและหลังจากได้รับรู้ข้อมูลใหม่ที่ผมได้นำเสนอวันนี้ ผมคงคิดแทนประชาชนทุกคนไม่ได้ ว่าแต่ละคนเห็นว่ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการทุจริตหรือไม่ ส่วนคณะกรรมการการ7คน จะลงมติอย่างไร รอดูกันในวันที่ 14 ก.ย. นี้”นายพริษฐ์กล่าว

 “ศุภชัย”ร่ายยาวโต้เดือดฮั้วสว.

ด้านนายศุภชัย   ใจสมุทร สส.แบบบัญชีรายชื่อ และประธานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทยโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก อธิบายกระบวนการดำเนินการในคดีที่เรียกกันว่า “คดีฮั้ว สว.” ว่า “คณะ 26” กับ “คณะ 36” คนละหน้าที่ อย่าเอามาปนกัน ในคดีที่เรียกกันว่า “คดีฮั้ว สว.” มีการกล่าวถึง คณะ 26 และ คณะ 36 อยู่บ่อยครั้ง จนอาจทำให้เข้าใจว่าทั้งสองคณะเป็นคณะสอบสวนเหมือนกัน หรือคณะ 36 ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อสอบสวนต่อจากคณะ 26 ความจริงไม่ใช่เช่นนั้น

นายศุภชัย กล่าวว่า กระบวนการดังกล่าวอยู่ภายใต้ ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวน และการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งแยกหน้าที่ของผู้ทำสำนวน ผู้กลั่นกรองสำนวน และผู้วินิจฉัยออกจากกัน “คณะ 26” ทำหน้าที่สืบสวนและไต่สวน

เคลียร์ปมคณะ 26-คณะ36

คณะ 26 คือ คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลาง มีหน้าที่หลักคือ สืบสวนและไต่สวนข้อเท็จจริง รวบรวมพยานบุคคล พยานเอกสาร และพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง แจ้งข้อกล่าวหาและเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงหรือนำพยานหลักฐานมาหักล้าง ตลอดจนจัดทำความเห็นประกอบสำนวน พูดง่าย ๆ คือ คณะ 26 เป็น “ผู้ทำสำนวน” เมื่อทำสำนวนเสร็จ หน้าที่ของคณะ 26 ในชั้นนี้ก็สิ้นสุดลง และต้องส่งสำนวนเข้าสู่สำนักงาน กกต. เพื่อดำเนินกระบวนการตามระเบียบต่อไป คณะ 26 ไม่มีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดสุดท้ายว่าผู้ใดผิดหรือไม่ผิด

นายศุภชัย ยังระบุอีกว่า แล้ว “คณะ 36” ทำอะไร? คณะ 36 คือ คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36คณะนี้ไม่ได้ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อ “สอบสวนใหม่” แทนคณะ 26 แต่มีหน้าที่ในอีกชั้นหนึ่งของกระบวนการ คือ พิจารณาและกลั่นกรองสำนวนการไต่สวนที่ผ่านขั้นตอนของสำนักงาน กกต. มาแล้ว พิจารณาข้อเท็จจริง พยานหลักฐานและข้อกฎหมาย แล้วจัดทำความเห็นเพื่อเสนอ กกต. พิจารณาต่อไป

ชี้ความแตกต่างของสองคณะ

พูดให้เห็นภาพชัดที่สุดคือ คณะ 26 = ทำสำนวน คณะ 36 = พิจารณากลั่นกรองสำนวนและทำความเห็น กกต. = ผู้พิจารณาชี้ขาดหรือมีคำสั่งตามอำนาจกฎหมาย นี่คือสามบทบาทที่ต้องแยกออกจากกัน กระบวนการจึงไม่ได้กระโดดจาก “26” ไป “36” ทันทีเมื่อคณะ 26 ทำสำนวนเสร็จ จะต้องส่งเข้าสู่ สำนักงาน กกต. ส่วนกลาง เพื่อให้ผู้รับผิดชอบวิเคราะห์สำนวนและจัดทำความเห็นตามสายงานเสียก่อน จากนั้นจึงเข้าสู่ชั้นของ คณะ 36 เพื่อพิจารณากลั่นกรองและทำความเห็น ก่อนเสนอไปยัง กกต. ชุดใหญ่

นายศุภชัย กล่าวย้ำว่า จึงอธิบายเป็นลำดับได้ว่าคณะ 26 สืบสวน–ไต่สวน–รวบรวมพยานหลักฐาน–ทำสำนวนขณะที่สำนักงาน กกต. วิเคราะห์สำนวนและจัดทำความเห็น ส่วนคณะ 36 พิจารณา–กลั่นกรองสำนวน–จัดทำความเห็น จากนั้น กกต. พิจารณาชี้ขาดหรือมีคำสั่ง

สองเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน

จุดนี้สำคัญต่อ “คดีฮั้ว สว.” อย่างมาก เพราะเมื่อเข้าใจหน้าที่ของแต่ละคณะแล้ว จะเห็นว่า สิ่งที่ต้องตรวจสอบมิใช่เพียงว่า คณะ 26 มีความเห็นอย่างไร หรือคณะ 36 จะมีความเห็นอย่างไร แต่ต้องตรวจสอบว่า พยานหลักฐานที่นำมาพิจารณานั้นมาจากไหน เข้าสู่สำนวนในขั้นตอนใด ผู้ใดเป็นผู้นำเข้าสู่สำนวน ได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และผู้ถูกกล่าวหาได้รับโอกาสตรวจสอบและโต้แย้งพยานหลักฐานนั้นอย่างเป็นธรรมหรือไม่ โดยเฉพาะหากมีเอกสารหรือข้อมูลที่อ้างว่ามาจาก DSI หรือบุคคลภายนอก ยิ่งต้องแยกให้ออกระหว่าง “ข้อมูลที่ถูกเผยแพร่ต่อสาธารณะ” กับ “พยานหลักฐานที่เข้าสู่สำนวนโดยชอบตามกระบวนการของ กกต.” สองเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน

ดูหลักฐานไม่ใช่ตัดสินจากกระแส

“ดังนั้น การพิจารณาคดีนี้จึงต้องเริ่มจากการเข้าใจบทบาทของแต่ละคณะให้ถูกต้องเสียก่อน คณะ 26 เป็นผู้ทำสำนวน คณะ 36 เป็นผู้กลั่นกรองสำนวน กกต. เป็นผู้ชี้ขาด และไม่ว่าจะอยู่ในขั้นตอนใด สิ่งที่ต้องยืนอยู่เหนือกระแสการเมืองเสมอ คือ พยานหลักฐานต้องตรวจสอบที่มากระบวนการต้องชอบด้วยกฎหมาย และผู้ถูกกล่าวหาต้องได้รับความเป็นธรรม เพราะคดีจะหนักเพียงใด ไม่ได้อยู่ที่ข่าวดังแค่ไหน แต่อยู่ที่ว่า พยานหลักฐานนั้นรับฟังได้เพียงใด และกระบวนการที่ได้มานั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และทุกคดีไม่ว่า สส. หรือ สว. ขั้นตอนการดำเนินการก็เป็นเช่นคดีนี้”นายศุภชัย กล่าว

‘อัครเดช’ป้องนายกฯทำถูกแล้ว

ส่วนนายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ส.ส.ราชบุรี พรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีนายกฯไม่ได้ตอบคำถามคดีฮั้วสว.ว่า เป็นสิ่งที่ถูกต้อง เพราะเรื่องดังกล่าวอยู่ในอำนาจหน้าที่ของกกต.ไม่ใช่เรื่องที่ฝ่ายบริหารจะเข้าไปก้าวก่ายหรือแทรกแซงกระบวนการ ดังนั้นฝ่ายการเมืองไม่ควรไปคาดคั้นนายกฯในเรื่องที่ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับการบริหารราชการแผ่นดินและการทำหน้าที่ของรัฐบาล

นายอัครเดช กล่าวต่อว่า หากมองสถานการณ์อย่างตรงไปตรงมา ประเด็นดังกล่าวไม่สามารถมองเป็นอย่างอื่นได้นอกจาก เกมการเมือง เนื่องจากเรื่องคดีฮั้ว สว. เกิดขึ้นมานานแล้ว และเกิดขึ้นก่อนที่จะมีการโหวตนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีในครั้งแรก แต่ในช่วงเวลานั้นกลับไม่เห็นพรรคประชาชนออกมาหยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมาเป็นประเด็นทางการเมือง

“แต่เมื่อแพ้การเลือกตั้ง กลับนำเรื่องนี้มาเป็นประเด็นทางการเมือง ผมมองว่าเป็นเกมการเมืองที่ต้องการทำลายความน่าเชื่อถือของรัฐบาลในปัจจุบัน ขอฝากไปยังพรรคประชาชนว่า คดีฮั้ว สว. เป็นหน้าที่ของ กกต. ส่วนการอภิปรายไม่ไว้วางใจควรเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการบริหารราชการแผ่นดินและการทำงานของรัฐบาล ไม่ใช่การนำเรื่องที่อยู่ในกระบวนการขององค์กรอิสระมาคาดคั้นนายกรัฐมนตรีให้ต้องตอบ” นายอัครเดช กล่าว

อัดพรรคส้มจ้องดิสเครดิต

นายอัครเดช กล่าวอีกว่า เหตุใดพรรคประชาชนจึงไม่หยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมาพิจารณาหรือเป็นข้อสงสัยตั้งแต่ก่อนหน้านี้ ที่พรรคประชาชนได้มีการโหวตให้นายอนุทินดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในครั้งแรก ก่อนจะกลับมานำประเด็นคดีฮั้ว สว. มาโจมตีรัฐบาลในเวลานี้ หลังจากที่แพ้การเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา

“ถ้าถามว่าทำไมเพิ่งนำเรื่องนี้มาเป็นประเด็นในตอนนี้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ก็มีเรื่องนี้อยู่แล้ว ผมคิดว่าหนีไม่พ้นที่จะถูกมองว่าเป็นประเด็นทางการเมือง และมีเป้าหมายเพื่อดิสเครดิตรัฐบาลปัจจุบัน” นายอัครเดช กล่าว

โพลเผยดัชนีการเมืองไทยส.ค.ร่วง

วันเดียวกัน สวนดุสิตโพล  มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ดัชนีการเมืองไทย ประจำเดือนสิงหาคม 2569” กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 2,107 คน ระหว่างวันที่ 25-28 ส.ค. 2569 พบว่า กลุ่มตัวอย่างให้คะแนนภาพรวมดัชนีการเมืองไทยประจำเดือน ส.ค. 2569 เฉลี่ย 3.63 คะแนน ลดลงจากเดือน ก.ค. 2569 ที่ได้ 3.71 คะแนน สำหรับตัวชี้วัดที่ได้คะแนนสูงสุด คือ ผลงานของฝ่ายค้าน เฉลี่ย 4.28 คะแนน ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนต่ำสุด คือการแก้ปัญหายาเสพติดและผู้มีอิทธิพล เฉลี่ย 3.00 คะแนน

หนู-ไอซ์คว้านักการเมืองโดดเด่น

ส่วนนักการเมืองฝ่ายรัฐบาลที่มีบทบาทโดดเด่น คือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ร้อยละ 31.94 รองลงมา คือ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ร้อยละ 25.66 ด้านฝ่ายค้าน คือ น.ส.รักชนก ศรีนอก ร้อยละ 32.46 รองลงมา คือ นายพริษฐ์วัชรสินธุ ร้อยละ 22.68 ขณะที่ผลงานของฝ่ายรัฐบาลที่ชื่นชอบประจำเดือน คือโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ร้อยละ 57.60 ผลงานของฝ่ายค้านที่ชื่นชอบประจำเดือน คือการตรวจสอบการใช้งบประมาณของรัฐบาล ร้อยละ 39.74

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ดัชนีการเมืองไทยเดือน ส.ค. 2569 ที่ลดลง สะท้อนผลจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง ทั้งเศรษฐกิจ สังคม การทุจริต ภัยพิบัติ และความมั่นคง แม้รัฐบาลจะรับมือและมีมาตรการออกมา แต่หลายเรื่องยังไม่เห็นผลชัดเจน ขณะที่ฝ่ายค้านใช้บทบาทตรวจสอบและการสื่อสารทางการเมืองต่อเนื่อง จึงทำให้ผลงานฝ่ายค้านและการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นเพียง 2 ตัวชี้วัดที่เพิ่มขึ้น

 ‘อาสพลธ์’เดินหน้าคดีโกงสอบ

ด้านนายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ  สส.ศรีสะเกษ  พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎรกล่าวถึงความคืบหน้าคดีทุจริตการสอบท้องถิ่นว่า คนที่เกี่ยวข้องเป็นขบวนการใหญ่ ตอนนี้จับได้เฉพาะพื้นที่อีสานใต้ ศรีสะเกษ ยโสธร อำนาจเจริญ

นายอาสพลธ์ กล่าวว่า จากข้อมูลเอกสารที่ตำรวจและป.ป.ช จับได้ที่บางใหญ่นนทบุรี ระบุว่าคนที่มีการแก้คะแนนจะมีหมายเหตุแนบท้ายว่ามาจากสายไหนซึ่งมี 100 กว่ารายที่เป็นนายหน้าใหญ่ระดับจังหวัดที่ยังไม่ได้ดำเนินคดีและถูกจับกุม ที่ผ่านมาตนได้ทำหน้าที่ตรงไปตรงมาและทำเต็มที่ ถามว่าเหนื่อยไหม เหนื่อยเป็นเรื่องปกติ เพราะปัญหาการทุจริตมีมานาน วันนี้เราสู้และเราไปขัดผลประโยชน์เขา ซึ่งเขาทำมานานแล้ว และแรงต้านมันเยอะ แต่ตนมีความมุ่งมั่นและมีความตั้งใจที่จะทำเรื่องนี้ให้สำเร็จ เพราะหวังว่าในการสอบราชการ อีก 2 ปีข้างหน้า จะต้องไม่มีเรื่องจ่ายเงินใต้โต๊ะเกิดขึ้นอีก

สอบอีก2 ปีข้างหน้าต้องโปร่งใส

“พวกเรามีลูก มีหลาน ที่อุตส่าห์เรียนจบปริญญาตรี ที่เขาอยากรับราชการ ที่เขาตั้งใจเรียน ตั้งใจอ่านหนังสือ แต่วันนี้เราไม่มีเงินไปจ่าย ไม่มีโอกาสรับราชการ อีก 2 ปีข้างหน้ามีการจัดสอบใหม่ ทุกคนไม่ต้องใช้เงิน เริ่มที่จุดเริ่มต้นเหมือนกัน ใครเรียนเก่ง ขยันอ่านหนังสือ ใครมีความตั้งใจ ไม่ว่าจะรวย หรือเป็นลูกชาวนา หรือยากจนขนาดไหน หากมีความตั้งใจ มีโอกาสรับราชการ นี่คือสิ่งที่ผมจะทำเพื่อวางรากฐานไม่เฉพาะชาวอุทุมพรพิสัย หรือ ชาวศรีสะเกษ แต่เพื่อคนทั้งประเทศ ให้มีโอกาสเติบโตขึ้นในการรับราชการ” นายอาสพลธ์ กล่าว

กกตคดีฮั้วสว.ฟัน10คนไอติมโต้นภินทร

รัฐบาล จ่ออัดฉีดวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย 11,760,000 บาท

30 สิงหาคม 2569 เวลา 21:53 น.

รัฐบาล จ่ออัดฉีดวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย 11,760,000 บาท

เมื่อวันที่ 30 ส.ค.2569 นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ และนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รองประธานกรรมการบริหารกองทุนฯ

สั่งการให้กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ดำเนินการเสนอเรื่องต่อคณะกรรมการบริหารกองทุนฯ เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบการจ่ายเงินรางวัลแก่ทีมวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย

โดยนักกีฬา 14 คน จะได้รับคนละ 600,000 บาท รวมเป็น 8,400,000 บาท

ผู้ฝึกสอนได้รับ 840,000 บาท และสมาคมกีฬาได้รับ 2,520,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 11,760,000 บาท

ทั้งนี้ การจ่ายเงินรางวัลจะดำเนินการตามระเบียบ หลักเกณฑ์ และขั้นตอนที่กำหนด ภายหลังได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ

ทีมชาติไทยรัฐบาลวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทยแนวหน้าออนไลน์