เปิดปูม’ทนายแวยูแฮ’ สส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ก่อนโดนถล่มยิงหน้าบ้านพัก

เปิดปูม'ทนายแวยูแฮ' สส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ก่อนโดนถล่มยิงหน้าบ้านพัก

เปิดปูม’ทนายแวยูแฮ’ สส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ก่อนโดนถล่มยิงหน้าบ้านพัก

วันศุกร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.24 น.

เปิดปูม’ทนายแวยูแฮ’ สส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ก่อนโดนถล่มยิงหน้าบ้านพัก

หลังตี 1 วันศุกร์ที่ 20 มีนาคม 2569 ขณะรถตู้ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นอัลพาร์ด สีดำกำลังเลี้ยวเข้าบ้านพักใน อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส มือปืนในรถกระบะ 4 ประตูสีขาวได้กราดยิงใส่รถก่อนหลบหนีไปในความมืด ในรถมีผู้บาดเจ็บ2 คน “รุสลัน โกะเลาะห์” หรือ “อุชลัมห์” อายุ55 ปี พนักงานขับรถ และ “ด.ต.หริรักษ์ หีมมิหนะ” อายุ 44 ปี ตำรวจติดตาม สส. กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ขณะที่ “สสน.กมลศักดิ์” ที่นั่งอยู่ด้านหลังหลบลงใต้เบาะรถ รอดคมกระสุนมาได้แบบปาฏิหาริย์

“กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ” สส.เขต 5 จ.นราธิวาส พรรคประชาชาติ เป็นที่รู้จักกันในพื้นที่มานาน ในชื่อ “ทนายแวยูแฮ” ทนายความที่ทำคดีสิทธิมนุษยชนอยู่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เช่น คดีตากใบ ก่อนผันตัวมาเดินเส้นทางการเมือง เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตั้งแต่ปี 2562 ถึงปัจจุบัน 3 สมัย สังกัดพรรคประชาชาติมาโดยตลอด เป็นสส.ที่มีบทบาทโดดเด่นในการอภิปรายอย่างต่อเนื่องคนหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร
ทั้งนี้เหตุการณ์กราดยิงด้งกล่าว เกิดขึ้นหลังจาก “สส.กมลศักดิ์” กลับจากกรุงเทพฯร่วมประชุมสภาผู้แทนราษฎร โหวตเลือกนายกฯคนใหม่ โดยรถตู้ส่วนตัวไปรับที่สนามบินหาดใหญ่ จ.สงขลา ก่อนจะกลับมาประสบเหตุดังกล่าวที่หน้าบ้านพักของตัวเอง

ชมภาพบรรยากาศ นสพ.แนวหน้า ก้าวสู่ปีที่ 47 แขกผู้ใหญ่เข้าอวยพรคับคั่ง

ชมภาพบรรยากาศ นสพ.แนวหน้า ก้าวสู่ปีที่ 47 แขกผู้ใหญ่เข้าอวยพรคับคั่ง

ชมภาพบรรยากาศ นสพ.แนวหน้า ก้าวสู่ปีที่ 47 แขกผู้ใหญ่เข้าอวยพรคับคั่ง

วันศุกร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.35 น.

บรรยากาศ  นสพ.แนวหน้า ฉลองวันเกิดครบรอบ 46 ปี ก้าวสู่ปีที่ 47 แขกผู้ใหญ่เข้าอวยพรคับคั่ง ย้ำยังยึดแนวทาง มั่นคง ตรงไป ตรงมา

22 มีนาคม 2569 ที่สำนักงานหนังสือพิมพ์แนวหน้า ถนนวิภาวดีรังสิต เขตหลักสี่ กทม. ได้มีการจัดงานฉลองวันครบรอบ 46 ปี ก้าวสู่ปีที่ 47 ของหนังสือพิมพ์แนวหน้า 

โดยคุณผาณิต พูนศิริวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่ นสพ.แนวหน้า พร้อมด้วย คุณผรณเดช พูนศิริวงศ์ กรรมการผู้จัดการแนวหน้า ได้เปิดบ้านฉลองอย่างอบอุ่น ท่ามกลางแขกผู้ใหญ่ และผู้ที่รักใคร่จากหลากหลายองค์กรทั้งภาครัฐ เอกชน นักธุรกิจ และนักการเมือง ทยอยเดินทางมาร่วมส่งกระเช้าแสดงความยินดีและอวยพรกันตั้งแต่เช้าอย่างต่อเนื่อง โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก

นายกฯอนุทิน ร่วมออกรายการพิเศษ ยินดีแนวหน้า ก้าวสู่ปีที่ 47

นายกฯอนุทิน ร่วมออกรายการพิเศษ ยินดีแนวหน้า ก้าวสู่ปีที่ 47

นายกฯอนุทิน ร่วมออกรายการพิเศษ ยินดีแนวหน้า ก้าวสู่ปีที่ 47

วันศุกร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.10 น.

22 มีนาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เดินทางมาร่วมแสดงความยินดีเนื่องในโอกาสครบรอบวันก่อตั้งหนังสือพิมพ์แนวหน้า ก้าวเข้าสู่ปีที่ 47 โดยมีคณะผู้บริหาร บรรณาธิการ และพนักงานให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

โดยบรรยากาศที่บริษัทหนังสือพิมพ์แนวหน้าในวันนี้เป็นไปอย่างคึกคัก มีบุคคลสำคัญจากหลากหลายวงการ ทั้งนักการเมือง นักธุรกิจ และหน่วยงานภาครัฐ ทยอยมาร่วมอวยพรอย่างต่อเนื่อง โดยนายอนุทินได้มาร่วมแสดงความยินดี พร้อมร่วมออกรายการพิเศษพูดคุยอย่างเป็นกันเอง

สำหรับหนังสือพิมพ์แนวหน้า ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2523 โดยยึดถือสโลแกน มั่นคง ตรงไป ตรงมา มาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

สีหศักดิ์ ถกทูตอิหร่าน ตามเรื่องช่วย 3 ลูกเรือไทยบนเรือ มยุรีนารี

สีหศักดิ์ ถกทูตอิหร่าน ตามเรื่องช่วย 3 ลูกเรือไทยบนเรือ มยุรีนารี

สีหศักดิ์ ถกทูตอิหร่าน ตามเรื่องช่วย 3 ลูกเรือไทยบนเรือ มยุรีนารี

วันศุกร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2569, 08.37 น.

สีหศักดิ์ หารือทูตอิหร่าน ตามเรื่องช่วย 3 ลูกเรือไทยบนเรือ มยุรีนารี ด้านทูตอิหร่าน รับปากพร้อมช่วย 

เมื่อวันที่ 19 มี.ค.2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ หารือกับนายนอเศเรดดีน ฮัยแดรี เอกอัครราชทูตอิหร่านประจำประเทศไทย เพื่อย้ำคำขอของไทยเรื่องการให้ความช่วยเหลือลูกเรือไทย 3 คนบนเรือ “มยุรีนารี” โดยเฉพาะการสนับสนุนภารกิจด้านมนุษยธรรมดังกล่าวโดยกองทัพเรืออิหร่าน และการอนุญาตให้เรือพาณิชย์ไทยเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างปลอดภัย

เอกอัครราชทูตอิหร่านฯ กล่าวว่า ได้แจ้งให้เมืองหลวงทราบคำขอดังกล่าวแล้ว โดยในหลักการทางการอิหร่านยินดีให้ความช่วยเหลือทั้งสองข้อ และพร้อมสนับสนุนภารกิจช่วยเหลือลูกเรือไทย ส่วนประเด็นการผ่านช่องแคบฮอร์มุซของเรือพาณิชย์ไทยซึ่งรัฐมนตรีสองฝ่ายได้หารือร่วมกันแล้ว เอกอัครราชทูตฯ เห็นด้วยว่าไทยในฐานะมิตรประเทศควรได้รับอนุญาตให้เดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซด้วย ทั้งนี้ รับจะไปติดตามให้เมืองหลวงมีความเห็นตอบกลับโดยเร็ว

ในตอนท้าย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ย้ำท่าทีไทยที่เรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกลับสู่กระบวนการเจรจาและการทูต ซึ่งเอกอัครราชทูตอิหร่าน ได้ร้องขอให้ไทย รวมถึงประเทศอาเซียนพูดคุยกับประเทศคู่ขัดแย้งที่เกี่ยวข้องให้หยุดการโจมตีอิหร่านโดยเร็ว

เทพไท จี้ถาม! ใครคือไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน? หลังสภาฯชิงปิดประชุมหนีอภิปราย

เทพไท จี้ถาม! ใครคือไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน? หลังสภาฯชิงปิดประชุมหนีอภิปราย

เทพไท จี้ถาม! ใครคือไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน? หลังสภาฯชิงปิดประชุมหนีอภิปราย

วันศุกร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2569, 07.30 น.

20 มีนาคม 2569 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ใครคือ ไอ้โม่ง กักตุนน้ำมัน

เมื่อวานนี้(วันที่ 19 มีนาคม 2569) มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเลือกบุคคลที่เหมาะสมเป็นนายกรัฐมนตรี และที่ประชุมได้ลงมติเลือกนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัยหนึ่ง ระหว่างที่มีการพิจารณาคุณสมบัติ ได้มีการอภิปรายถึงความเหมาะสม ในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของนายอนุทิน โดยมีประเด็นเกี่ยวข้องกับเรื่องราคาน้ำมันแพง และน้ำมันขาดแคลน จนมีการประท้วงกันไปมาว่า ไม่เกี่ยวข้องกับญัตติการอภิปราย เรื่องคุณสมบัติของผู้เหมาะสมที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

ในที่สุดนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้นำเสนอว่า หลังจากลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ประธานสภาผู้แทนราษฎรควรจะเปิดโอกาสให้มีการอภิปราย ญัตติที่เกี่ยวข้องกับราคาน้ำมัน ราคาน้ำมันแพง น้ำมันขาดแคลน หรือแนวทางการแก้ปัญหาวิกฤติน้ำมันที่เกิดขึ้นในขณะนี้ จนถึงช่วงสุดท้ายของวาระการเลือกนายกรัฐมนตรี ยังมีการเสนอจากสมาชิกของพรรคประชาชน ที่ต้องการให้มีการอภิปรายหลังจากวาระการเลือกนายกรัฐมนตรีจบแล้ว แต่เมื่อได้ประกาศผลคะแนนของผู้เหมาะสมในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คือนายอนุทิน ชาญวีรกูลแล้ว ประธานสภาผู้แทนราษฎรก็ปิดประชุมทันที

จึงทำให้มีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงการทำหน้าที่ของประธานสภาผู้แทนราษฎร ว่าไม่รักษาคำพูด ชิงปิดประชุมสภา หนีการเสนอญัตติ หรือการอภิปรายเกี่ยวกับปัญหาราคาน้ำมันแพง และน้ำมันขาดแคลน

ในฐานะที่ผมเคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาก่อน ผมเห็นว่าถ้าหากประธานสภาผู้แทนราษฎร เปิดโอกาสให้มีการอภิปรายญัตติที่เกี่ยวข้องกับวิกฤติน้ำมัน จะได้ประโยชน์ในหลายประการ เช่น

1.จะทำให้ประชาชนเห็นว่า สภาผู้แทนราษฎร เป็นที่แก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน เมื่อบ้านเมืองมีปัญหาวิกฤติ หรือปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ได้ใช้สภาผู้แทนราษฎรเป็นสถานที่หาทางออก แก้ปัญหาให้กับบ้านเมือง โดยรัฐบาลเป็นเจ้าภาพหลัก ในการนำปัญหาไปแก้ไข

2.จะเป็นการเปิดโอกาสให้ส.ส.ที่ได้รับการเลือกตั้งมาใหม่ ซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชน ได้นำความเห็นหรือความเดือดร้อนของประชาชน มาบอกกล่าวถึงรัฐบาล ผ่านที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้รัฐบาลได้รับรู้ว่า ประชาชนในต่างจังหวัดเดือดร้อนอย่างไร และปัญหาน้ำมันแพงน้ำมันขาดแคลน ก็เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในต่างจังหวัด มากกว่าในกรุงเทพด้วยซ้ำไป

3.จะทำให้ประชาชนเห็นว่า รัฐบาลใจกว้าง ไม่ใช่มุ่งเอาแต่ประโยชน์ของรัฐบาล ที่รีบเร่งจะให้มีนายกรัฐมนตรี โดยเปิดสภาโหวตนายกรัฐมนตรีเสร็จ ก็ปิดสภาหนี ถ้าหากมีญัตติที่เกี่ยวข้องกับความเดือดร้อนของประชาชนเข้ามาพิจารณาพ่วงด้วย จะทำให้ประชาชนรู้สึกว่า สภาเห็นความสำคัญความเดือดร้อนของประชาชนด้วย

4.รัฐบาลจะได้รวบรวมปัญหา ที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้นำเสนอ และสะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นในจังหวัดต่างๆ รวมไปถึงแนวทางแก้ไขปัญหาน้ำมันขาดแคลน น้ำมันแพงที่เกิดขึ้นในตอนนี้ ซึ่งรัฐบาลกำลังระดมความคิดในการแก้ปัญหา ถ้าได้ระดมความคิดจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชน ก็ถือว่าเป็นการให้เกียรติผู้แทนของประชาชนด้วย

จึงเป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง ที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรรีบปิดประชุมเสียก่อน ไม่เปิดโอกาสให้ตัวแทนของประชาชน ได้แสดงความคิดเห็น อย่างน้อยจะได้เคลียร์ปัญหาว่า เรื่องใครอยู่เบื้องหลังน้ำมันขาดแคลน หรือน้ำมันแพง หรือไอ้โม่งคนไหน หรือมีไอ้โม่งหรือไม่ เพราะมีการถกเถียงกันว่า ใครคือไอ้โม่ง

เมื่อรองนายกรัฐมนตรีออกมากล่าวหาและจะตรวจสอบน้ำมันหายไปไหน ไอ้โม่งคนไหนที่กักตุนน้ำมัน ในขณะที่นายกรัฐมนตรี กลับบอกว่าไม่มีไอ้โม่ง ส่วนไอ้โม่งที่กักตุนน้ำมัน น้ำมันที่ถูกกักตุนคือประชาชนกักตุนไว้ใช้เอง

ซึ่งจะได้ซักไซ้ไล่เลียงและจะได้นำข้อมูลมายันกันว่า ไอ้โม่งมีจริงหรือไม่ หรือว่าใครคือไอ้โม่ง สังคมก็จะได้คำตอบ

เซ่นสู้รบตะวันออกกลาง คนงานไทยดับ1

เซ่นสู้รบตะวันออกกลาง  คนงานไทยดับ1

เซ่นสู้รบตะวันออกกลาง คนงานไทยดับ1

วันศุกร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ศบก.เผยแรงงานไทย ในเทลอาวีฟเสียชีวิต 1 ศพ จากเหตุสู้รบตะวันออกกลาง ย้ำสถานการณ์ทวีความรุนแรง เตือนคนไทยให้ให้เร่งอพยพออกจากพื้นที่เสี่ยง

เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 นายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงข่าวศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ถึงสถานการณ์และการให้ความช่วยเหลือคนไทยว่า สถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางยังมีความรุนแรงและขยายเป้าหมายทางทหารไปสู่การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญอย่างต่อเนื่อง ทั้งในกาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และซาอุดีอาระเบีย ที่ยังอยู่ในระดับที่มีความรุนแรง โดยอิสราเอล ยังโจมตีเลบานอนอย่างหนัก ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมากขณะที่อิหร่านโจมตีกลับกลุ่มประเทศอาหรับด้วยขีปนาวุธโดรน

ทั้งนี้ มีรายงานว่าสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลโจมตีโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวกับน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของอิหร่าน ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งก๊าซธรรมชาติธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยอิหร่านประกาศจะตอบโต้ไปที่โครงสร้างพื้นฐานในประเทศอ่าวอาหรับ ทั้งซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และกาตาร์ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก ราคาน้ำมันในตลาดโลก

นายปาณิดลกล่าวว่า ทางการอิหร่านยืนยันเพิ่มเติมถึงการเสียชีวิตของรัฐมนตรีกิจการข่าวกรองของอิหร่าน จากการโจมตีของอิสราเอล กระทรวงการต่างประเทศขอย้ำให้คนไทยพิจารณาออกนอกพื้นที่เสี่ยงโดยเร็วที่สุด เนื่องจากสถานการณ์มีความไม่แน่นอน และติดตามข่าวสารจากทางการอย่างเคร่งครัดและลงทะเบียนแจ้งที่อยู่ รวมถึงช่องทางติดต่อกับสถานเอกอัครราชทูต สถานกงสุลใหญ่ที่รับผิดชอบในพื้นที่

ล่าสุดกระทรวงการต่างประเทศได้รับรายจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ จากการแจ้งข่าวของทางการอิสราเอล ยืนยันว่า มีบุคคลสัญชาติไทยเสียชีวิต 1 ราย โดยเป็นแรงงานภาคเกษตร เมื่อช่วงดึกของวันที่ 18 มี.ค.ที่ผ่านมา โดยสถานทูตได้ติดต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิตแล้ว และกำลังประสานกับกระทรวงแรงงาน รวมถึงทางการของอิสราเอลเพื่อดำเนินการตามแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง และติดตามสิทธิประโยชน์ ค่าชดเชยของผู้แรงงานอย่างเต็มที่ รัฐบาลของแสดงความเสียใจกับครอบครัวของผู้เสียชีวิตดังกล่าว พร้อมกับย้ำประกาศมาตรการเตือนภัยประชาชนคนไทยในพื้นที่มาโดยตลอด

ส่วนความคืบหน้าการช่วยเหลือคนไทยอพยพจากอิหร่าน 2 ราย ไปเมืองวาน ประเทศตุรกี ได้เดินทางกลับถึงประเทศไทยเมื่อช่วงเช้าวันเดียวกันนี้ ขณะที่เอกอัครราชทูตกรุงอัมมานได้เร่งช่วยเหลือการอพยพแรงงานไทยอีก 4 คน จากเมืองบันดาร์อับบาส ประเทศอิหร่าน ข้ามแดนมาที่ตุรกีในวันที่ 23 มี.ค.เพื่อเดินทางกลับประเทศไทย

สำหรับยอดการช่วยเหลือคนไทยขณะนี้ 1,173 คน โดยกระทรวงการต่างประเทศยังเดินช่วยเหลือคนไทยออกจากพื้นที่อันตรายจากการสู้รบต่อเนื่องและให้เป็นไปอย่างปลอดภัย

รัฐบาลเร่งเคลียร์ปมร้อน ยันไม่มีไอ้โม่ง แอบกักตุนน้ำมันค้ากำไร

รัฐบาลเร่งเคลียร์ปมร้อน  ยันไม่มีไอ้โม่ง  แอบกักตุนน้ำมันค้ากำไร

รัฐบาลเร่งเคลียร์ปมร้อน ยันไม่มีไอ้โม่ง แอบกักตุนน้ำมันค้ากำไร

วันศุกร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

รัฐบาลเร่งเคลียร์ปมร้อน ยันไม่มีไอ้โม่ง แอบกักตุนน้ำมันค้ากำไร อ้างแค่ประชาชนกังวล แห่ไปเติมจนเกลี้ยงปั๊ม ‘หนู’ย้ำอีกไม่ขาดแคลน

นายกฯยันไม่มีไอ้โม่ง กักตุนน้ำมัน หลังเค้น “โรงกลั่น จ๊อบเบอร์” ย้ำไม่ขาดแคลน แต่ประชาชนกังวลแห่เติมกักตุน จนเกลี้ยงปั๊ม เพราะมีการใช้ปริมาณเพิ่มขึ้น กว่า 10 ล้านลิตรต่อวัน ทั้งที่ผลิตเท่าเดิม

เมื่อเวลา 13.45 น. วันที่ 19 มี.ค. ที่อาคารรัฐสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) โดยมีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่น ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ตัวแทนกลุ่มผู้ค้าน้ำมันขายส่ง (จ๊อบเบอร์) และตัวแทนภาคประชาชน สมาคมประมงแห่งประเทศไทย, และผู้ประกอบการอื่นๆ เข้าร่วมด้วย

ไม่มีเหตุผลปริมาณลด

โดยนายกฯ กล่าวว่า เรื่องของราคาก็ปล่อยไปตามการควบคุมกลไกตลาด รัฐก็จะหามาตรการให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนให้น้อยที่สุดเท่าที่ทําได้ ปัญหาเรื่องการปฏิบัติยังคงมีอยู่ ประชาชนหลายพื้นที่ยังคงรายงานเข้ามาว่าไม่สามารถเข้าถึงการเติมน้ำมันได้อย่างคล่องตัวและมีความกังวลเรื่องความเพียงพอของปริมาณ  ยืนยันว่าเราไม่มีปัญหาในเรื่องของการสํารองน้ำมัน การเข้ามาของน้ำมันดิบ เรายังสามารถสั่งซื้อและนําเข้าน้ำมันดิบจากหลายภูมิภาคทั่วโลก และยังไม่มีเหตุในตัวชี้วัดใดๆ ที่น้ำมันของประเทศไทยจะเข้ามาในปริมาณที่ลดน้อยลง ปัญหาทุกวันนี้กลายเป็นว่าเมื่อประชาชนเกิดความกังวล เราต้องหาวิธีจัดทํายังไงให้ประชาชนเกิดความมั่นใจ เมื่อเกิดความมั่นใจแล้ว การจะมาออเต็มปั๊มก็ไม่มีปัญหา วันนี้ก็ต้องขอความร่วมมือในเรื่องของเวลาที่ผ่อนผันให้รถขนน้ำมันเข้ามาในเขตกรุงเทพฯ ได้ตลอดเวลา ขอความร่วมมือผ่านไปยัง ผบ.ตร. นี่ถือเป็นนโยบายของรัฐบาล ที่จะต้องทําให้เกิดการเข้าถึงน้ำมันของประชาชนและลดความวิตกกังวลต่อไป 

ราคาต้องสอดคล้องกัน

นายกฯ กล่าวอีกว่า สิ่งที่จะต้องมาแก้ไขนอกเหนือจากนี้ก็คือเรื่องของราคาน้ำมัน ซึ่งที่ประชุมจะต้องมีมาตรการกําหนดว่าจะขายหน้าโรงกลั่น ขายหน้าปั๊มหรือขายผ่านคนกลางหรือจ๊อบเบอร์ ต้องอยู่ในราคาที่สอดคล้องกัน เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมหรือกลุ่มที่ไม่ใช่ผู้ซื้อปลีกได้มีน้ำมัน ก็คือภาคอุตสาหกรรมและโรงงานต่าง ๆ จะได้มีน้ำมันในคลังของตนเอง ให้เหมือนช่วงก่อนเกิดเหตุที่ตะวันออกกลาง 

นอกจากนี้ วันนี้จะมีการตั้งประเด็นคําถามเพื่อให้แต่ละฝ่ายไปรับผิดชอบ และชี้แจงกันด้วยความชัดเจน ทุกฝ่ายจะได้มีความมั่นใจในข้อมูลและนําไปดําเนินการด้วยกัน เช่น ในส่วนของผู้ประกอบการโรงกลั่นน้ำมัน รัฐบาลต้องขอให้ท่านบอกให้ชัดเจนว่าน้ำมันดิบที่เข้าสู่การกลั่นแต่ละแห่งมีประมาณเท่าไหร่ แตกต่างจากช่วงปกติแค่ไหน เดินเครื่องเต็มขีดความสามารถแล้วหรือไม่ น้ำมันสําเร็จรูปแต่ละประเภทที่โรงกลั่นแต่ละโรงออกมามีเท่าไหร่เมื่อเทียบกับช่วงปกติ มีปัญหาในการจัดส่งอย่างไร กําหนดโควตาการส่งน้ำมันให้แต่ละคลังอย่างไร

ต้องเอาเอกสารมายืนยัน 

นายกฯ กล่าวว่า ในส่วนของผู้ประกอบการคลังน้ำมัน มีปัญหาอะไรหรือไม่ คาดการณ์ไว้อย่างไร ราคาเป็นอย่างไร คลังน้ำมันได้ประกาศราคาขายหน้าคลังตามที่รัฐบาลได้สั่งการแล้วหรือยัง คลังน้ำมันได้ขายน้ำมันให้กับจ๊อบเบอร์ด้วยราคาที่ประกาศใหม่แล้วใช่หรือไม่ จะต้องมีหลักฐานเอกสารยืนยัน 

“ที่มากันวันนี้ไม่ใช่มายืนยันกันเอง แต่ต้องมายืนยันให้ประชาชนได้เห็นว่าเราได้ดําเนินการทุกอย่าง ประชาชนจะได้ไม่มีความกังวลอีกต่อไป ในส่วนของจ๊อบเบอร์ที่มาในวันนี้ก็จะขอคําชี้แจงว่ามีสัญญาซื้อขายมีปริมาณอย่างไรบ้าง ถ้าราคาหน้าคลังถูกกว่าราคาหน้าปั๊ม จ๊อบเบอร์ได้มีการบวกกําไรตามปกติ เหมือนช่วงก่อนมีสงครามหรือไม่ หรือฉวยใช้โอกาสนี้ค้ากําไรกันเกินควร รวมถึงผู้ประกอบการขนส่งน้ำมัน เวลาปกติวิ่งรถเป็นอย่างไร เมื่อขยายเวลาแล้วจะสามารถเพิ่มเที่ยวรถได้อีกเท่าไหร่ กระทรวงพลังงานจะสามารถประกาศลดสเปกรถขนน้ำมันได้เพิ่มเติมหรือไม่ ถ้าได้ก็จะไปขอความร่วมมือจากกองทัพ เพราะกองทัพมีรถขนน้ำมันเหล่านี้อยู่” นายกฯ กล่าว

นายกฯยืนยันไม่มีไอ้โม่ง

ต่อมาเวลา 15.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีปัญหาน้ำมันล่องหน 10,000 ลิตร ว่า ขณะนี้ในที่ ศบก. กำลังไล่แกะข้อมูลกันอยู่ แต่ขอยืนยันว่าไม่มีปัญหาเรื่องการขาดแคลน เพราะการนำเข้าน้ำมันดิบยังมีสภาพเป็นปกติ และไม่ได้มีการลดกำลังการผลิต และผลผลิตที่มีการกลั่นออกมาก็เป็นปกติ เพียงแต่ช่วงนี้มีความวิตกกังวลของประชาชน จึงมีปริมาณการใช้น้ำมันเพิ่มมากขึ้นประมาณ 10 กว่าล้านลิตร เราก็ต้องไปหาตรงนี้ให้ได้ และต้องบริหารจัดการไม่ให้ประชาชนต้องกังวล รวมทั้งต้องทำให้ระบบขนส่งน้ำมันไปยังสถานีน้ำมันเป็นไปอย่างปกติโดยเร็วที่สุด

เมื่อถามว่าตอนนี้ได้เจอไอ้โม่งแล้วหรือยัง นายกฯ ย้อนถามกลับว่า “ไอ้โม่งทำอะไร”

ผู้สื่อข่าวจึงตอบกลับว่าไอ้โม่งที่มีการกักตุนน้ำมันที่ได้ผลประโยชน์จากการกักตุนน้ำมัน นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่มี ยังไม่มี คำว่าไอ้โม่ง ที่มากักตุนน้ำมัน มีแต่ประชาชนที่มีความกังวลแล้วมากักตุนน้ำมัน จากเดิมที่เคยใช้ปริมาณ 67 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มเป็น 84 ล้านลิตรต่อวัน ทั้งที่การผลิตเท่าเดิม และยังไม่มีปัญหาการนำเข้า เพราะฉะนั้นต้องมาบริหารสถานการณ์ให้ประชาชนให้ประชาชนเกิดความมั่นใจว่า น้ำมันไม่ได้ขาดและไม่ได้มีการขาดแคลน และไม่จำเป็นต้องกักตุน

เมื่อถามย้ำว่า ไม่เจอไอ้โม่งใช่หรือไม่ นายอนุทิน ตอบสั้นๆว่า ”ก็มันไม่มี จะไปเจออย่างไรล่ะ เพราะทุกคนเขาก็ห่วงตัวเอง“

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันศุกร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“ผมเชื่อว่าวิถีทางในการทำงานการเมืองของพวกเราที่ผ่านมาในอดีตจนถึงปัจจุบัน ได้ช่วยพาสังคมไทยไปข้างหน้า และผมก็เชื่อเช่นเดียวกันว่าเพื่อนสมาชิกจากอีกฟากฝั่งหนึ่งก็น่าจะเห็นไม่ต่างกัน ว่าพวกเราไม่ว่าจะอยู่ฝั่งไหนก็ทำประโยชน์ให้กับประเทศได้”

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ

สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน

‘อนุทิน’ชนะขาด นั่งนายกฯสมัย2

‘อนุทิน’ชนะขาด  นั่งนายกฯสมัย2

‘อนุทิน’ชนะขาด นั่งนายกฯสมัย2

วันศุกร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘อนุทิน’ชนะขาด นั่งนายกฯสมัย2 ลงมติท่วมท้น293:119 ปชป.-กธ.งดออกเสียง แฉงูเห่าสีส้มโผล่หนุน เท้งสอบปมซื้อตัว20ล.

สภาฯโหวตเลือกนายกฯ 69 “อนุทิน”ชนะขาดลอย 293 เสียง นั่งนายกฯคนที่ 32 สมัย 2 พรรคร่วมรัฐบาลเสียงไม่แตก ส่วน “เท้ง” ได้ 119 เสียง งดออกเสียง 86 เสียง มี “ปชป.-กธ.-ไทยภักดี” ขณะที่“งูเห่า” พรรคส้ม 1 เสียง โผล่หนุน“หนู” สวนมติ ปชน. ด้าน 6 เสียง“ไทรวมพลัง” แม้ถูกเมินดึงร่วมรัฐบาล “อนุทิน” ขอบคุณสส.โหวตเป็นนายกฯ “เท้ง” พ้อกลางสภาฯอาจเป็นอภิปรายครั้งสุดท้าย

เมื่อเวลา10.00 น.ที่รัฐสภา ได้มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยมีนายโสภณ ซาซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุมพิจารณาวาระให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 159ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ก่อนเข้าสู่วาระการประชุมนายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้อ่านพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯประกาศแต่งตั้งประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎรให้ที่ประชุมรับทราบ

ต่อมา ประธานฯได้แจ้งให้ที่ประชุมรับทราบประกาศสภาผู้แทนราษฎรให้ผู้มีรายชื่ออยู่ในลำดับถัดไปในบัญชีรายชื่อพรรคการเมืองเลื่อนขึ้นมาเป็นสส.แทนตำแหน่งที่ว่าง คือ นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี เลื่อนขึ้นมาเป็น สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ แทน นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ที่ลาออกจากสส.รวมถึงนายไชยชนก ชิดชอบ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ที่ลาการประชุมสภาฯ เมื่อวันที่ 15 มี.ค.ที่ผ่านมาได้กล่าวปฏิญาณตนในการประชุมก่อนรับหน้าที่ โดยได้ให้นายไชยชนก และนายอรรถวิชช์ กล่าวปฏิญาณตนในที่ประชุมก่อนรับหน้าที่

เสนอ‘อนุทิน-ณัฐพงษ์’ชิงนายกฯ

จากนั้น ได้เข้าสู่วาระการเลือกนายกรัฐมนตรี ประธานฯได้แจ้งขั้นตอนการดำเนินการตาข้อบังคับการประชุม โดยนายไชยชนก ลุกขึ้นเสนอชื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย แคนดิเดตนายกฯเพื่อให้ที่ประชุมพิจารณาให้ความเห็นชอบฯได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกฯ ขณะที่นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ลุกขึ้นเสนอชื่อนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ให้ที่ประชุมพิจารณาให้ความเห็นชอบฯ ได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกฯ มีผู้รับรองถูกต้องเช่นกัน

‘พรรคส้ม’เปิดหัวกระซวกเดือด

จากนั้นนายโสภณ ได้เปิดให้สมาชิกอภิปรายถึงคุณสมบัติของผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งนายกฯ โดยนายรังสิมันต์ อภิปรายเป็นคนแรกว่านายอนุทินที่เป็นนายกฯรักษาการคนปัจจุบันและได้รับโอกาสในการเป็นนายกฯมาก่อน พฤติกรรมในอดีตล้วนเป็นสิ่งบ่งชี้ว่าสุดท้ายนายอนุทิน มีความเหมาะสมในการเป็นนายกฯจริงๆ หรือ ตนอยากให้ข้อมูลต่อสภาโดยเฉพาะวิกฤตน้ำมันในปัจจุบัน ปัญหาดังกล่าวที่เกิดขึ้นในรัฐบาลรักษาการปัจจุบัน มันเป็นตัวสะท้อนที่ดี แสดงให้เห็นว่าการบริหารบ้านเมืองเต็มไปด้วยการทุจริตคอร์รัปชันอย่างไร ปัญหาน้ำมันเถื่อนมีมาอย่างยาวนาน เป็นโครงสร้างองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติฝังรากลึกในประเทศไทยมาช้านาน โครงสร้างนี้ในอดีตส่วนมากจะมีการนำเข้าน้ำมันจากประเทศต่างๆเข้ามาอย่างผิดกฎหมาย

ทั้งนี้นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรี พรรคภูมิใจไทย ลุกขึ้นประท้วงนายรังสิมันต์ให้อภิปรายอยู่ในประเด็นเรื่องคุณสมบัตินายกฯไม่ใช่อภิปรายปัญหาที่เกิดขึ้นในเรื่องปัญหาน้ำมัน ขอให้เสนอเป็นญัตติเข้ามาเพื่อให้มีการอภิปรายกันทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน นายโสภณวินิจฉัยให้นายรังสิมันต์อภิปรายเรื่องคุณสมบัติ ความเหมาะสมหรือการทำงานของนายกฯจะต้องไม่อภิปรายข้ามไปถึงรายละเอียดเหมือนการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

ซัด‘อนุทิน’ขาดคุณสมบัติซื่อสัตย์สุจริต

นายรังสิมันต์อภิปรายยืนยันว่าสิ่งที่ตนอภิปราย เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 ในเรื่องคุณสมบัติความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ตนกำลังกังขาในความซื่อสัตย์สุจริตของนายอนุทิน การพิจารณาคุณสมบัติว่าท่านใดเป็นผู้ที่มีความซื่อสัตย์สุจริต เราไม่จำเป็นต้องพิจารณาจากสิ่งที่เขาทำในอดีตหรือเราจะคิดไปข้างหน้าโดยมองและประเมินเอาว่าตัวเขาจะต้องซื่อสัตย์สุจริตแน่ๆ ทั้งๆที่วันนี้ท่านมีอำนาจ แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นท่านแถลงออกมาตลอดเวลาว่าน้ำมันต้นทางมีพอ แล้วมันหายไปไหน ถ้าไม่ใช่การทำนโยบายเชิงทุจริตแบบที่ผ่านมา แล้วประชาชนจะได้รับความเดือดร้อนแบบนี้ได้อย่างไร สิ่งที่ตนกำลังอภิปราย มันคือการตั้งประเด็นเรื่องความซื่อสัตย์สุจริต และสิ่งที่ตนกำลังโน้มน้าวต่อสภาฯแห่งนี้เพื่อบอกว่านายอนุทินขาดคุณสมบัติข้อนี้

“สิ่งที่ผมต้องโน้มน้าวต่อสภาฯแห่งนี้คือถ้านายอนุทิน ยังเป็นนายกฯต่อไป ผมเป็นห่วงจริงๆว่าท่านอาจไม่มีคุณสมบัติเพียงพอในด้านความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา160” นายรังสิมันต์ กล่าว

จวกเลือกตั้ง69สุดสกปรก-ฮั้วสว.

นายรังสิมันต์กล่าวต่อว่า เราผ่านการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา ตนมั่นใจได้เลยว่าเป็นการเลือกตั้งที่สกปรกที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย ตนไม่ได้กำลังบอกว่ามีแค่เฉพาะซื้อเสียง หรือโกงการเลือกตั้ง แน่นอนว่าเราอาจชี้นิ้วไปที่คณะกรรมการการเลือกตั้งว่ากำลังทำหน้าที่ไม่ดี มีปัญหา แต่นายอนุทิน เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่สามารถจัดได้อย่างสุจริตยุติธรรมได้

ทำให้ นายสนอง เทพอักษรณรงค์ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ลุกขึ้นประท้วงนายรังสิมันต์ทันทีว่า การกล่าวหาว่าการเลือกตั้งครั้งนี้สกปรกที่สุด เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ในฐานะที่ตนมีส่วนได้เสีย สส.ที่เข้ามามีเกียรติมีศักดิ์ศรี เรามาด้วยข้อกฎหมายข้อบังคับเดียวกัน ถ้าสกปรกที่สุด มันก็เป็นทั้งหมด ไม่ใช่จะดีเฉพาะผู้อภิปรายคนเดียว ทำให้นายโสภณ วินิจฉัยว่า เป็นคำกล่าวที่ไม่เหมาะสม แต่คงไม่ถึงขั้นต้องถอนคำพูด

นายรังสิมันต์ ยังอภิปรายว่าขณะที่เรื่องฮั้ว สว.ที่เป็นองค์กรสำคัญในการเลือกองค์กรอิสระเข้าไปเกี่ยวข้องกับการตรวจสอบการทำงานขององค์กรอิสระที่เขาว่ากันว่าเป็นการฮั้วสว.สีน้ำเงิน ตกลงแล้วนายอนุทิน ที่เป็นผู้ถูกกล่าวหาจากเรื่องนี้ มันยังไม่ชัดเจนหรือว่า นายอนุทิน มีข้อกังขาในเรื่องความซื่อสัตย์สุจริตฯมากที่สุดคนหนึ่ง เป็นการบ่อนทำลายการเลือกสว.ทำให้ประชาชนสิ้นศรัทธา

‘อภิสิทธิ์’แจงชัดปชป.งดออกเสียง

เวลา 11.05 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)อภิปรายถึงเหตุผลที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่สามารถให้ความเห็นชอบกับการเสนอชื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล ให้ดำรงตำแหน่งนายกฯว่าตามหลักการประมวลจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ข้อ16 ที่ระบุให้สมาชิกต้องพิจารณาและให้ความเห็นชอบบุคคลดำรงตำแหน่งโดยคำนึงถึงความรู้ ความสามารถ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลนั้นๆประกอบกับรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้นายกรัฐมนตรีต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์และไม่มีพฤติกรรมฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงซึ่งสำคัญกว่าคุณสมบัติทางกฎหมาย ที่จริงกรณีของนายกฯอนุทินตนก็เสียดายว่าช่วงหาเสียงเลือกตั้งที่ผ่านมา ไม่ได้มีโอกาสได้ฟังวิสัยทัศน์จากท่านเลย ได้ฟังนายณัฐพงษ์มากพอสมควร และวันนั้นค่อนข้างจะเคลิ้ม

ชี้‘อนุทิน’ติดคดีฮั้วสว.-เท้งปมแก้ม.112

“ประเด็นหลักที่ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ไม่สามารถสนับสนุนนายอนุทินได้ เพราะมีคดีที่เกี่ยวข้องกับการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา(ฮั้วสว.)ซึ่งมีผลร้ายแรงถึงขั้นทำลายการปกครองในระบอบประชาธิปไตย หาก สว.ขาดความเป็นกลางทางการเมือง และตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของพรรคการเมืองจะส่งผลให้องค์กรอิสระขาดความเป็นกลาง และไม่สามารถตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหารได้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ปัจจุบันตกอยู่ในสถานะของผู้ถูกกล่าวหาในการดำเนินการของสองหน่วยงานหลักคือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)”นายอภิสิทธิ์ ย้ำ

พร้อมระบุว่าทั้งนี้ด้วยหลักเกณฑ์และมาตรฐานเดียวกันนี้พรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่สามารถสนับสนุนนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนได้เช่นกัน เมื่อด้ตกเป็นผู้ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลเรื่องแก้ไขมาตรา 112 ซึ่งเรื่องได้ถูกส่งเข้าสู่ศาลฎีกา และอาจทำให้ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ดังนั้นพรรคประชาธิปัตย์ยืนยันถึงมติพรรคถึงการงดออกเสียงในกรณีนี้ ไม่ใช่เรื่องของการรอร่วมรัฐบาล

“เท้ง”ยันไม่เคยคิดตั้งรัฐบาลแข่ง

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชนได้อภิปรายว่าพวกเราไม่ได้ต้องการที่จะจัดตั้งรัฐบาลแข่งแต่อย่างใด เพราะประชาชนทั่วทั้งประเทศต่างรู้ดีว่าการจัดตั้งรัฐบาลที่แท้จริงไม่ได้เกิดขึ้นในสภาแห่งนี้วันนี้ แต่เกิดขึ้นตั้งแต่คืนวันที่ 8 ก.พ.จนถึงวันก่อนโหวตนายกรัฐมนตรี ตนก็ยืนยันว่าช่วงเวลาที่ผ่านมา พรรคประชาชนไม่เคยดำเนินการหรือมีความพยายามใดๆที่จะดำเนินการจัดตั้งรัฐบาลแข่งกับพรรคภูมิใจไทยซึ่งเป็นพรรคที่ชนะการเลือกตั้งมาเป็นอันดับหนึ่ง อยากให้ทุกคนยึดถือหลักการนี้ไว้ร่วมกัน เป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่พวกเราควรจะต้องทำในระบบการเมืองรัฐสภา พรรคใดชนะการเลือกตั้งมาเป็นอันดับหนึ่ง ควรจะต้องได้รับสิทธิ์ในการจัดตั้งรัฐบาลก่อน

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า เวทีนี้จึงเวทีที่ไม่ใช่การแสดงวิสัยทัศน์ แต่มาแสดงความห่วงใยต่อประเทศชาติของเรา ข้อห่วงใยนี้ จะสำเร็จได้ต้องมีรัฐบาลที่มีความชอบธรรม ประกอบไปด้วยคณะรัฐมนตรีที่มีหน้าตาที่เหมาะสม ในการแก้ไขปัญหาให้กับประเทศ

เพ้อไม่รู้จะเป็นอภิปรายครั้งสุดท้าย

“สิ่งหนึ่งที่ว่าที่นายกรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทยดำเนินการได้ คือตรวจสอบคนของท่านเองอย่างเข้มงวด และถ้ามีส่วนผูกพันเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ผมคิดว่าสิ่งที่สังคมคาดหวังคือการดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา ในการจัดการคนของตัวเอง พอที่จะกอบกู้ศรัทธาความเชื่อมั่นในบางส่วน ถ้าท่านดำเนินการแบบนี้ สำหรับพวกผมในวันนี้ก็คงจะขอเดินหน้าทำหน้าที่ของพวกเราอย่างเต็มที่ต่อไป” นายณัฐพงษ์ กล่าว

นายณัฐพงษ์กล่าวทิ้งท้ายว่าตนอยากจะฝากฝังไปยังเพื่อนสมาชิกพรรคประชาชนจงเชื่อมั่นในสิ่งที่ทุกท่านทำอยู่ตนเชื่อว่าสิ่งที่ทุกท่านทำมีความหมาย ปัจจุบันวันนี้ก็ไม่รู้ว่าจะเป็นการอภิปรายครั้งสุดท้ายหรือไม่จะโดนสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่แต่ตนก็คงเดินหน้าทำหน้าที่แบบนี้ เคียงข้างกับทุกท่านต่อไป จนกว่าอำนาจจะส่งต่อประชาชน

‘อนุทิน’ให้คำมั่น พร้อมจับมือสส.ทำงาน

เวลา12.00 น.นายอนุทิน ชาญวีรกูล สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย อภิปรายว่าขอบคุณที่เสนอชื่อตนเป็นนายกฯ ขอยืนยันไม่ว่าสส.จากพรรคใดจะลงคะแนนสนับสนุนหรือไม่แต่ในหัวใจ สส.ทุกคนคือผู้แทนปวงชนชาวไทย เสียงทุกคนดังเท่ากัน พร้อมรับคำแนะนำ คำวิจารณ์ ไปปฏิบัติหากมีโอกาสบริหารประเทศในฐานะหัวหน้ารัฐบาล ขอยืนยันจะเป็นนายกฯที่ทำงานร่วมกับสส.อย่างสุดความสามารถ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศและประชาชน น้อมรับกระแสพระราชดำรัสที่พระราชทานคราวเปิดประชุมรัฐสภาวันที่14มี.ค.ว่าขอให้ยึดความถูกต้อง ประโยชน์ของประชาชนเป็นเป้าหมายสูงสุด ทุกคนทราบดีว่าตั้งแต่เราพบกันในสภาฯทุกคนเป็นเพื่อนที่ดีมีเป้าหมายร่วมกันในประโยชน์ประเทศและประชาชน หากได้รับความไว้วางใจเป็นนายกฯ จะสนับสนุนงานด้านนิติบัญญัติเต็มที่ และพร้อมรับการตัดสินของ สส.ทุกคน

“โอกาสนี้ขอบคุณทุกเสียงที่เคยมอบให้เป็นนายกฯขอบคุณข้าราชการ ประชาชน ช่วยให้รัฐบาลบริหารราชการได้ แม้เป็นเสียงข้างน้อยแต่ไม่เป็นอุปสรรคให้ประเทศบรรลุเป้าหมายหลายอย่างขณะนี้แม้มีปัญหาหลายอย่าง แต่ด้วยความร่วมมือของทุกคน รัฐบาลจะบริหารประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อไป” นายอนุทิน

ภายหลังเปิดให้สมาชิกอภิปรายคุณสมบัติของผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งนายกฯ กันอย่างกว้างขวางแล้ว

โหวต‘อนุทิน’นายกฯฉลุย293เสียง

จากนั้น เวลา 12.15 น.ประธานสภาได้เปิดให้สมาชิกลงคะแนนออกเสียงโหวตให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีโดยการขานชื่อ สส.เป็นรายบุคคล เรียงตามลำดับอักษร ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงเศษ ภายหลังการลงคะแนนออกเสียงเสร็จสิ้น

กระทั่งเวลา 13.20 น.นายโสภณ ได้แจ้งผลการนับคะแนนการให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับการดำรงตำแหน่งนายกฯจากสมาชิกผู้ลงคะแนนทั้งหมด 498คน ซึ่งเสียงส่วนใหญ่ให้ความเห็นชอบ นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี โดยได้คะแนนเสียงสนับสนุน 293 เสียง ขณะที่นายณัฐพงษ์ ได้คะแนนเสียง 119 เสียง งดออกเสียง 86 เสียง ถือว่านายอนุทินได้รับความเห็นชอบ เกินกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกที่มีอยู่ในขณะนี้ ได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 33 สมัยที่ 2 พร้อมได้สั่งปิดประชุมในเวลา12.21น.

กางเสียงโหวตดัน‘หนู’นายกฯสมัย2

ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า ในจำนวน 293 เสียง ที่สนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรี มีเสียงงูเห่า 1 เสียง จากพรรคประชาชน คือ นายสุริยา วงศ์อารีย์ สส.อุดรธานี ร่วมโหวตให้นายอนุทิน เป็นนายกฯ

ขณะที่ผลการลงคะแนนส่วนใหญ่เป็นไปในทิศทางเดียวกันคือพรรคร่วมรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย และพรรคเล็กต่างเห็นชอบนายอนุทิน เป็นนายกฯสมัยที่2 ขณะที่พรรคไทยสร้างไทยซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลสส.ทั้ง2คน โดย นายอุดมเดช รัตนเสถียร สส.บัญชีรายชื่อโหวตเห็นชอบให้นายอนุทิน เป็นนายกฯ แต่นายชัชวาล แพทยาไทย สส.ร้อยเอ็ด โหวตงดออกเสียง

‘ปชป.-กธ.-ไทยภักดี‘พรึ่บงดออกเสียง

ขณะที่พรรคฝ่ายค้าน มีเพียงพรรคประชาชน และพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย เท่านั้น ที่โหวตสนับสนุนนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน เป็นนายกฯ

ด้านพรรคฝ่ายค้านอื่นอย่างพรรคประชาธิปัตย์ พรรคกล้าธรรม พรรคไทยภักดี ต่างโหวตงดออกเสียง รวมถึง นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาฯคนที่1 และ2 ต่างลงมติงดออกเสียงเช่นกัน

ส่วนพรรคไทรวมพลัง จำนวน 6 เสียง แม้จะไม่ถูกเชิญร่วมเป็นพรรคร่วมรัฐบาล แต่สส.ทั้ง 6 คนพร้อมใจโหวตให้นายอนุทิน เป็นนายกฯ

‘งูเห่าสีส้ม”โผล่หนุน‘หนู’นายกฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการโหวตเลือกนายกฯด้วยการขานชื่อปรากฎว่านายสุริยา วงศ์อารีย์ สส.อุดรธานี เขต 7พรรคประชาชน ได้โหวต นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกฯ สวนทางมติของพรรคประชาชนที่โหวตนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สำหรับนายสุริยานั้นนับเป็น”งูเห่าสีส้ม”รายแรกในพรรคนับตั้งแต่หลังการเลือกตั้ง 69ก่อนหน้านี้นายสุริยายังฝืนมติพรรคมาเอาหนังสือรับรองสส.จากคณะกรรมการการเลือกตั้งและมารายงานตัวต่อสภาฯ เป็นคนแรกของพรรคเมื่อวันที่2มี.ค.2569ทั้งที่พรรคประชาชนนัดมารายงานตัวพร้อมกันวันที่9มี.ค.ที่ผ่านมา

ขณะเดียวนายสุริยา หลังโหวตสวนมติพรรคประชาชน โดยโหวตให้ นายอนุทิน เป็นนายกฯแล้ว อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า เพจเฟซบุ๊กนายสุริยา ไม่สามารถเข้าชมได้แล้ว

“เท้ง”ซัดมีผลประโยชน์แน่นอน

ด้านนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ว่า ตนพูดได้อย่างชัดเจนว่าการตัดสินใจเป็นการตัดสินใจของนายสุริยาเอง โดยมีผลประโยชน์อย่างอื่นอย่างแน่นอน บุคคลที่กระทำการแบบนี้ไม่ได้มาจากพรรคฝ่ายค้านอย่างแน่นอน ขอให้ไปตั้งคำถามกับเขาว่าคุณอยากเห็นการเมืองเป็นแบบนี้จริงๆ หรือ ต้องไปถามฝ่ายที่ซื้อว่าทำไปเพื่ออะไร

“ผมมองไม่เห็นความจำเป็นใดในสถานการณ์การเมืองที่มีเสียงข้างมากเสถียรภาพอยู่แล้ว นอกจากมุ่งทำลายล้างระบบความเชื่อมั่นของพรรคประชาชน ซึ่งพรรคประชาชนเองจะไม่เสียสมาธิและจะดำเนินการเรื่องนี้ภายในอย่างเต็มที่ เช่นเดียวกับสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในอดีต”นายณัฐพงษ์ กล่าว

รู้ข้อเท็จจริงก่อนปมซื้องูเห่า20ล้าน

ส่วนกระแสข่าวมีการซื้องูเห่าในราคา 20 ล้านบาท พร้อมกับเงินอุดหนุนรายเดือนหลักแสนบาทนั้น ตนยอมรับว่า ทราบข้อมูลมาก่อนหน้านี้ ซึ่งถ้ายังไม่ปรากฏข้อเท็จจริง ตนในฐานะหัวหน้าพรรค ก็ไม่สามารถบอกได้ จะกลายเป็นการกล่าวหาเพื่อน แต่จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตนก็ทราบข้อเท็จจริงมาบ้างแล้ว ส่วนในการสืบสวนทางวินัยจะดำเนินการภายในพรรคจะเป็นอย่างไรจะมาแจ้งให้รับทราบอีกครั้ง

ส่วนจะมีการ “ดองงู” หรือไม่นั้น นายณัฐพงษ์ ตอบว่า ขอดำเนินการภายในก่อน ส่วนตัวยังไม่ได้มีโอกาสพูดคุยกับนายสุริยาโดยตรงหลังจากเสร็จสิ้นการประชุม แต่การกระทำสวนมติพรรคเป็นการแสดงออกอย่างชัดเจนแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ มีข่าวอ้างว่า แกนนำพรรคประชาชนได้ตรวจสอบจนทราบแล้วว่า ผู้ที่เตรียมทรยศเจตจำนงประชาชนคือใคร โดยทราบแน่ชัด ตั้งแต่คืนวันที่ 18 มี.ค. ที่ผ่านมา และยังสืบจนทราบรายละเอียดของแรงจูงใจว่ามีการเสนอตัวเลขสูงถึง 20 ล้านบาท พร้อมเงินรายเดือนอีก เดือนละ 4 แสนบาท รวมถึงจะอัดงบฯ ให้ลงพื้นที่ให้อีกต่างหาก นอกจากนี้ยังทราบว่า ผู้ที่เปิดดีลดูดรอบนี้ เป็น สส.พรรคหนึ่ง ซึ่งในอดีตก็เคยมีพฤติกรรมเป็นงูเห่าเช่นกัน

“อนุทิน”ขอบคุณสส.โหวตเป็นนายกฯ

เวลา13.43น. นายอนุทิน ชาญวีกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังจากการได้รับการโหวตเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรี สมัยที่ 2ว่าขอบคุณสส.ทั้งฝ่ายค้าน และฝ่ายรัฐบาล ซึ่งทุกคนก็ได้ให้ข้อคิดและแสดงท่าทีของตัวเองอย่างเต็มที่เมื่อถามว่ามีสส.พรรคประชาชนเป็นงูเห่าโหวตให้1เสียง นายอนุทิน ปฏิเสธตอบคำถาม โดยได้เดินเข้าห้องประชุมเพื่อเป็นประธานประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.)

‘ยศชนัน’มั่นใจจับมือภท.อยู่ครบเทอม

นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทยกล่าวถึงการเตรียมนโยบายที่จะไปพูดคุยกับพรรคภูมิใจไทยว่า มีการเตรียมทีมเรียบร้อยแล้ว และภายในต้นสัปดาห์หน้า จะมีการเข้าไปพูดคุยกัน ส่วนนโยบายซึ่งเราพูดมาโดยตลอด อย่างนโยบายการแก้ไขปัญหาปากท้อง นโยบายที่สามารถแก้ไขปัญหาท้องถิ่นและชุมชนให้ดีขึ้น ต้องยอมรับว่าพรรคภูมิใจไทย มีนโยบายหลายส่วนที่คล้ายคลึงกันก็น่าจะต้องมีการพูดคุยและตัวบริบทเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ค่อนข้างที่จะชัดเจนว่าทำไม่ได้ ซึ่งทุกคนก็เห็นตรงกันจึงมองว่าไม่น่าจะมีประเด็นปัญหาอะไร

เมื่อถามว่าในด้านการเมืองจะสามารถให้ความมั่นใจได้ใช่หรือไม่ว่าจะจับมือกันไปตลอดรอดฝั่งให้ครบ 4 ปี นายยศชนัน กล่าวว่า แน่นอนว่าความไว้เนื้อเชื่อใจกัน เป็นสิ่งสำคัญในการทำงานร่วมกัน

‘จุลพันธ์’ส่งรายชื่อรมต.ไปหมดแล้ว

ด้านนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย(พท.) ให้สัมภาษณ์ถึงการนัดหารือพรรคร่วมรัฐบาลภายหลังจากการโหวตนายกฯว่าได้มีการพูดคุยกันเรียบร้อยแล้วคงไม่มีการพูดคุยอะไรกันเพิ่มเติมแล้ว เมื่อถามถึงความคืบหน้าในการส่งรายชื่อรัฐมนตรีในสัดส่วนของพรรคเพื่อไทยให้กับนายอนุทินโดยนายจุลพันธ์พยักหน้าพร้อมกล่าวว่า”ครับ”เมื่อถามว่ารวมถึงในสัดส่วนของรัฐมนตรีช่วยฯด้วยหรือไม่ที่มีกระแสข่าวก่อนหน้านี้ว่ายังไม่ลงตัว นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ได้ส่งไปหมดแล้ว เรียบร้อยแล้ว พูดมากกว่านี้ไม่ได้ เป็นอำนาจของนายกฯ

หมอวรงค์โชว์คลิป เมินอาหารฟรีสภาฯ ซื้อก๋วยเตี๋ยวกินเอง ไม่เบียดเบียนภาษีประชาชน

หมอวรงค์โชว์คลิป เมินอาหารฟรีสภาฯ ซื้อก๋วยเตี๋ยวกินเอง ไม่เบียดเบียนภาษีประชาชน

หมอวรงค์โชว์คลิป เมินอาหารฟรีสภาฯ ซื้อก๋วยเตี๋ยวกินเอง ไม่เบียดเบียนภาษีประชาชน

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2569, 21.27 น.

“หมอวรงค์” กางตัวเลขช็อก! สส. เลิกกินฟรี ประหยัดภาษีได้ 288 ล้าน ลั่น #ทำได้ทันที โชว์คลิปควักเงินซื้อก๋วยเตี๋ยวสภา 60 บาท อร่อย-ไม่แพง

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี ได้โพสต์คลิปนั่งรับประทานอาหารในโรงอาหารของรัฐสภา พร้อมระบุข้อความว่า 

” #ทำได้ทันที

การไม่เบียดเบียนภาษีประชาชน  ซื้ออาหารทานเอง สามารถทำได้เลย

วันนี้วันเลือกนายกฯ 19 มีนาคม ผมลงไปซื้ออาหารทานเองที่โรงอาหารสภา เป็นก๋วยเตี๋ยวน้ำตก ลูกชิ้นเนื้อสด

สามารถทำได้เลย ทำได้ทันที ราคาไม่แพง อร่อยอีกต่างหาก ราคาชามละ 60 บาท ไม่ต้องเสียถึง 1,000 บาท

เฉพาะค่าอาหาร หากทุกคนช่วยกัน จะประหยัดภาษีของพี่น้องประชาชนได้ประมาณปีละ 72 ล้านบาท หากครบหนึ่งสมัยจะเป็น 288 ล้านบาท

สำหรับผม ขอประกาศว่าจะไม่กินอาหารฟรีที่เบียดเบียนภาษีประชาชนครับ “