นายกฯ ตรวจเยี่ยมกองทัพไทย ย้ำบูรณาการความมั่นคงชายแดน รับมือภัยคุกคามทุกรูปแบบ

นายกฯ ตรวจเยี่ยมกองทัพไทย ย้ำบูรณาการความมั่นคงชายแดน รับมือภัยคุกคามทุกรูปแบบ

นายกฯ ตรวจเยี่ยมกองทัพไทย ย้ำบูรณาการความมั่นคงชายแดน รับมือภัยคุกคามทุกรูปแบบ

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.11 น.

“นายกฯ” ตรวจเยี่ยม”กองทัพไทย” รับมอบ เครื่องหมายต่อต้านการก่อการร้าย ติดตามคืบหน้านโยบายความมั่นคง รับมือภัยคุกคามทุกรูปแบบ  

เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2569 ที่กองบัญชาการกองทัพไทย (บก.ทท.) ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ นายอนุทิน  ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และคณะ ตรวจเยี่ยมกองทัพไทย พร้อมด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงกลาโหม โดยมี พล.อ.อุกฤษฎ์  บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) ผู้บัญชาการเหล่าทัพ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้การต้อนรับ 

สำหรับการตรวจเยี่ยมในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อรับทราบภารกิจ การดำเนินงานที่สำคัญของกองทัพไทย และมอบนโยบายเป็นแนวทางการปฏิบัติงาน โดยนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้ถวายสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช จากนั้นได้ตรวจแถวกองทหารเกียรติยศผสมสามเหล่าทัพ ลงนามสมุดตรวจเยี่ยม และรับฟังการบรรยายสรุปบทบาท หน้าที่ และการปฏิบัติงานที่สำคัญของกองทัพไทยในการเตรียมกำลังกองทัพไทย การป้องกันราชอาณาจักร และดำเนินการเกี่ยวกับการใช้กำลังทหารตามอำนาจหน้าที่ของกระทรวงกลาโหม ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยมีการพัฒนาเสริมสร้างความพร้อมในทุกด้าน ให้สามารถเผชิญภัยคุกคามได้ทุกรูปแบบ ทุกมิติ ทุกระดับความขัดแย้ง พร้อมปฏิบัติการร่วมระหว่างเหล่าทัพ ด้วยความประสานสอดคล้อง และมีความทันสมัย สอดรับเทคโนโลยีทางทหารที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว รวมถึงการสนับสนุนนโยบายด้านความมั่นคงของรัฐบาลในฐานะของศูนย์บูรณาการด้านความมั่นคงชายแดน (ศบค.ชด.)ในการบูรณาการหน่วยงานด้านความมั่นคงเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการกระทำผิดกฏหมายตามแนวชายแดน ทั้งทางบก น่านน้ำภายใน และทะเลอาณาเขตของไทย

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้รับมอบเครื่องหมายแสดงความสามารถปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้าย ประเภทกิตติมศักดิ์ จากผู้บัญชาการทหารสูงสุด ซึ่งเครื่องหมายแสดงความสามารถปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้ายสากล เป็นตราสัญลักษณ์แห่งเกียรติยศ อันหล่อหลอมจากความเสียสละ ความกล้าหาญ ความเพียรพยายาม และการอุทิศตนเพื่อชาติ ด้วยเกียรติ ศักดิ์ศรี และความรับผิดชอบสูงสุด

นายกรัฐมนตรี กล่าวขอบคุณกองทัพไทย ผู้บังคับบัญชา กำลังพล และเจ้าหน้าที่ทุกนาย ที่ได้ปฏิบัติงานด้วยความเสียสละ วิริยะอุตสาหะ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นบูรณาการการทำงานทั้งภายในหน่วยงานสังกัดกองทัพไทย และการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างมีประสิทธิภาพ และดำรงความต่อเนื่องในการเป็นแกนกลางเพื่อบูรณาการความมั่นคง ทั้งในมิติภายในประเทศและระดับนานาชาติ นอกจากนี้ ขอให้ศูนย์บูรณาการด้านความมั่นคงชายแดน (ศบค.ชด.) ทำหน้าที่เป็นแกนหลักในการประสานการปฏิบัติงานของหน่วยงานรัฐ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาพื้นที่ชายแดนและคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนอย่างยั่งยืนสืบไป

ทั้งนี้ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้กล่าวขอบคุณนายกรัฐมนตรีฯ ที่ได้มาตรวจเยี่ยมกองบัญชาการกองทัพไทยในครั้งนี้ และได้ยืนยันถึงความพร้อมของกองทัพไทย ในการปกป้องรักษาเอกราช อธิปไตย และผลประโยชน์ของชาติ รวมทั้งมีความพร้อมในการใช้ศักยภาพของกองทัพเพื่อสนับสนุนการพัฒนาประเทศ การช่วยเหลือประชาชน ตลอดจนการเป็นกลไกของรัฐบาล ในการแก้ไขปัญหาสำคัญของชาติ เพื่อการเป็นที่ศรัทธาเชื่อมั่น และเป็นที่พึ่งของประชาชน กองทัพไทยจะมุ่งมั่น ทุ่มเท และปฏิบัติงานอย่างสุดความสามารถ เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์และประชาชนสืบไป

นายกฯ ถกภาคธุรกิจยุโรปกว่า 40 บริษัท ย้ำไทยเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เดินหน้า FTA ไทย-อียู ยกระดับเศรษฐกิจไทย

นายกฯ ถกภาคธุรกิจยุโรปกว่า 40 บริษัท ย้ำไทยเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เดินหน้า FTA  ไทย-อียู ยกระดับเศรษฐกิจไทย

นายกฯ ถกภาคธุรกิจยุโรปกว่า 40 บริษัท ย้ำไทยเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เดินหน้า FTA ไทย-อียู ยกระดับเศรษฐกิจไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.21 น.

นายกฯ หารือนักธุรกิจยุโรปกว่า 40 บริษัท ย้ำไทยเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เดินหน้า FTA ไทย–EU และ OECD ดึงการลงทุน สร้างงาน และยกระดับเศรษฐกิจไทย

วันที่ 16 กรกฎาคม 2569 เมื่อเวลา 09.30 น. ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้การต้อนรับคณะผู้บริหารและสมาชิกสภาธุรกิจสหภาพยุโรป-อาเซียน (EU-ASEAN Business Council: EU-ABC) และสมาคมการค้ายูโรเปียนเพื่อธุรกิจและการพาณิชย์ (EABC) ซึ่งมีผู้แทนบริษัทชั้นนำของยุโรปกว่า 40 บริษัท จาก 9 กลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญ ได้แก่ อุตสาหกรรมยา เวชภัณฑ์ และสุขภาพ การเงิน ธนาคาร และประกันภัย ยานยนต์และอุตสาหกรรม พลังงาน เกษตรและอาหาร เทคโนโลยีและดิจิทัล โรงแรมและการท่องเที่ยว และสินค้าอุปโภคบริโภค อาทิ บริษัท Bayer, Boehringer Ingelheim, Sanofi, Siemens Healthineers, Prudential, Standard Chartered, Robert Bosch, Michelin, Siemens Energy, Danone, SAP และ Kenvue เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และแนวทางยกระดับความร่วมมือระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป สรุปสาระสำคัญ ดังนี้

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ยุโรปเป็นหนึ่งในหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย และการที่บริษัทชั้นนำของยุโรปยังคงลงทุนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง สะท้อนความเชื่อมั่นต่อศักยภาพของประเทศ รัฐบาลจึงเดินหน้าเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของไทย เพื่อให้เกิดการลงทุนใหม่ การสร้างงาน และรายได้ที่เพิ่มขึ้นแก่ประชาชน
รัฐบาลกำลังเร่งดำเนินการใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่

• พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต ทั้งระบบดิจิทัล AI พลังงานสะอาด และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เพื่อรองรับอุตสาหกรรมใหม่

• ยกระดับระบบคมนาคมและโลจิสติกส์ ทั้งถนน รถไฟ ท่าเรือ สนามบิน รวมถึง EEC และ Southern Economic Corridor เพื่อให้การขนส่งสะดวก ต้นทุนลดลง และดึงดูดการลงทุนมากขึ้น

• ปรับปรุงกฎระเบียบให้เอื้อต่อการลงทุน ผ่านโครงการ Thailand FastPass และการผลักดันไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD เพื่อยกระดับมาตรฐานภาครัฐ เพิ่มความโปร่งใส และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั่วโลก

นายกรัฐมนตรีกล่าวย้ำว่า ไทยต้องการก้าวขึ้นเป็นฐานการผลิตและนวัตกรรมสำคัญของภูมิภาค โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ พลังงานสะอาด เทคโนโลยีดิจิทัล AI วิทยาศาสตร์ชีวภาพ เกษตรสมัยใหม่ และอุตสาหกรรมอาหาร พร้อมเดินหน้าผลักดันการเจรจา ความตกลงการค้าเสรีไทย–สหภาพยุโรป (Thailand–EU FTA) ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อเปิดโอกาสให้สินค้าไทยเข้าถึงตลาดยุโรปได้มากขึ้น และสร้างโอกาสใหม่ให้ผู้ประกอบการไทย

ด้านผู้แทนภาคธุรกิจยุโรปยืนยันว่า ประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายการลงทุนที่สำคัญของยุโรป ด้วยศักยภาพด้านทำเลที่ตั้ง ฐานการผลิต และแรงงานที่มีคุณภาพ พร้อมชื่นชมรัฐบาลที่เดินหน้าพัฒนาอุตสาหกรรมมูลค่าสูง ส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล พลังงานสะอาด และการพัฒนาที่ยั่งยืน รวมทั้งสนับสนุนการผลักดัน Thailand–EU FTA และการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทย
ผู้แทนภาคธุรกิจยุโรปยังได้เสนอความร่วมมือใน 5 ด้านสำคัญ ได้แก่ การผลิตและห่วงโซ่อุปทาน การแพทย์และวิทยาศาสตร์ชีวภาพ อาหารและสินค้าอุปโภคบริโภค การเงินและการลงทุน รวมถึงเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI ซึ่งล้วนเป็นอุตสาหกรรมที่จะช่วยสร้างงาน พัฒนาทักษะแรงงานไทย และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ทั้งนี้ รัฐบาลไทยมุ่งสร้างเศรษฐกิจที่เติบโตควบคู่กับความยั่งยืน โดยเร่งเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน ควบคู่กับการปฏิรูปกฎหมายภายใต้แนวคิด Regulatory Guillotine เพื่อลดขั้นตอนและอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ พร้อมปรับปรุงกฎหมายที่ไม่จำเป็นกว่า 7,000 ฉบับ ให้ทันสมัยและเอื้อต่อการลงทุนมากขึ้น

“เมื่อประเทศไทยมีสภาพแวดล้อมการลงทุนที่ดีขึ้น จะช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุน เทคโนโลยี และนวัตกรรมจากต่างประเทศ เกิดการจ้างงาน เพิ่มรายได้ให้แรงงานไทย ยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ และสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม” นายกรัฐมนตรีกล่าว พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่าความสัมพันธ์ไทย–สหภาพยุโรป ซึ่งกำลังจะครบรอบ 65 ปี จะยิ่งแน่นแฟ้นและนำมาซึ่งโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจของทั้งสองฝ่ายต่อไป

อนุทิน ตั้ง ‘รองเซมเบ้’ รักษาการอธิบดี สถ.

อนุทิน ตั้ง 'รองเซมเบ้' รักษาการอธิบดี สถ.

อนุทิน ตั้ง ‘รองเซมเบ้’ รักษาการอธิบดี สถ.

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.39 น.

“อนุทิน” ลงนามคำสั่งมหาดไทย ตั้ง ‘รองปลัดฯ เซมเบ้ ‘ นั่งรักษาการอธิบดี สถ. มีผลตั้งแต่วันที่  17 ก.ค. เป็นต้นไป จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง 

วันที่ 16 กรกฎาคม 2569   ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงมหาดไทย ว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ลงนามในคำสั่งกระทรวงมหาดไทยที่ 1854/2569 เรื่อง การแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ระบุว่า ตามที่กระทรวงมหาดไทยมีคำสั่งที่ 1563/2569 ลงวันที่ 23 มิถุนายน 2569 ให้นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล ปฏิบัติหน้าที่อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นเป็นการชั่วคราว ตั้งแต่วันที่ 24 มิถุนายน 2569 เป็นต้นมา จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง

อย่างไรก็ตาม เพื่อความเหมาะสมแก่การรับผิดชอบภารกิจของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น จึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 61 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 แต่งตั้ง นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้รักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น

ทั้งนี้ คำสั่งมีผลตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง โดยลงนามเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2569

นายกฯ ย้ำ โกงสอบท้องถิ่น มติเป็นไปตามก.กลาง เป็นไปตามกฎหมาย ทำตามใจไม่ได้

นายกฯ ย้ำ โกงสอบท้องถิ่น มติเป็นไปตามก.กลาง เป็นไปตามกฎหมาย ทำตามใจไม่ได้

นายกฯ ย้ำ โกงสอบท้องถิ่น มติเป็นไปตามก.กลาง เป็นไปตามกฎหมาย ทำตามใจไม่ได้

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.29 น.

นายกฯย้ำโกงสอบท้องถิ่น มติเป็นไปตามก.กลาง ทำตามใจไม่ได้

วันที่ 16 ก.ค. เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงผลการประชุมคณะกรรมการกลางข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น (ก.กลาง) จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงใช่หรือไม่ ว่า รายละเอียดเป็นเรื่องของผู้ที่มีส่วนรับผิดชอบ คณะกรรมการจะมีมติออกมาอย่างไรก็ต้องเป็นไปตามนั้น และเป็นไปตามกฎหมาย ทำตามใจอย่างเดียวไม่ได้

อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล

อนุทิน บินเซี่ยงไฮ้ ดึงนักลงทุน AI ชูจีนมหามิตร หนุนไทยทุกเรื่อง

อนุทิน บินเซี่ยงไฮ้ ดึงนักลงทุน AI ชูจีนมหามิตร หนุนไทยทุกเรื่อง

อนุทิน บินเซี่ยงไฮ้ ดึงนักลงทุน AI ชูจีนมหามิตร หนุนไทยทุกเรื่อง

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.24 น.

“นายกฯ” เยือนจีน มุ่งดึงนักลงทุน เอไอ ชูจีนมหามิตรหนุนไทยทุกเรื่อง พร้อมคุย สี จิ้นผิง ทุกมิติ การค้า-ลงทุน-ความมั่นคง

วันที่ 16 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงเป้าหมายการเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนระหว่างวันที่ 16-20 ก.ค. ว่าการเดินทางเยือนจีนครั้งนี้ไปร่วม การประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก ค.ศ.2026 ที่นครเซี่ยงไฮ้ และไปเปิดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) ที่นครเฉิงตู โอกาสนี้รัฐบาลจีนได้ขอให้ตนเยือนนครปักกิ่งอย่างเป็นทางการ โดยจะได้หารือทวิภาคีกับ นายหลี่เฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน ก่อนจะได้พบกันอีกในหลายเวทีทั้ง การประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) และเอเปค (APEC) เรื่องเอไอเป็นเรื่องสำคัญที่รัฐบาลให้การสนับสนุนและดูว่าจะให้ความร่วมมือกับประชาคมโลกอย่างไรบ้าง งานที่จะไปครั้งนี้เป็นงานใหญ่มีการกล่าวสุนทรพจน์และพบปะผู้ประกอบการด้านเอไอรายใหญ่ และทำสินค้าประเภทเทคโนโลยีดูว่าเขาจะใช้ประเทศไทยเป็นฐานอะไรสำหรับเขาได้บ้าง เป็นดาต้าเซ็นเตอร์ เป็นฐานการผลิตได้หรือไม่ 

นายอนุทิน กล่าวว่า โอกาสนี้ นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน จะให้ตนและคณะเข้าไปหารือที่นครเซี่ยงไฮ้ด้วยในวันที่ 17 ก.ค. เป็นโอกาสที่ดีที่จะไปสรุปสิ่งที่ได้หารือตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ทั้งตอนที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จเยือน เขาก็ซื้อข้าวเรา เราก็จะไปขอให้เขาสนับสนุนเราทั้งมิติการค้า การลงทุน มิติความมั่นคง การปราบปรามผู้กระทำผิดทางกฎหมาย 
เมื่อถามว่าขอให้ยกตัวอย่างอย่างร่วมมือด้านความมั่นคง เรื่องการกระทำผิดกฎหมายที่จะแก้ไข นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องความมั่นคงต้องไม่ยกตัวอย่าง ต้องพูดกันเป็นระดับทวิภาคี 
เมื่อถามย้ำว่าจะเห็นความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรมบ้าง นายอนุทิน กล่าวว่า ทุกอย่างคืบหน้ามาโดยตลอด ประเทศจีนเป็นมหามิตรที่ให้การสนับสนุนประเทศไทยทุกครั้ง ไม่ว่าจะร้องขอหรือไม่ร้องขอเราก็ต้องพูดหลายเรื่องที่เป็นทั้งความอ่อนไหว ความมั่นคง เรื่องการปราบปรามทุจริตอาชญากรรมผิดกฎหมายและเรื่องการค้าด้วย 

ศุภจี ช่วย คนตัวเล็ก หนุนรายย่อย 10,000 ครัวเรือน ผ่าน โครงการ ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส

ศุภจี ช่วย คนตัวเล็ก หนุนรายย่อย 10,000 ครัวเรือน ผ่าน โครงการ ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส

ศุภจี ช่วย คนตัวเล็ก หนุนรายย่อย 10,000 ครัวเรือน ผ่าน โครงการ ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 08.22 น.

วานนี้ 15 กรกฎาคม 2569 ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวอัปเดตภารกิจสำคัญเพื่อส่งเสริม คนตัวเล็ก ให้มีอาชีพและเป็นเจ้าของธุรกิจ ผ่านโครงการ ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส ซึ่งต่อยอดจากมาตรการลดค่าครองชีพที่เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมาโดยมีข้อความทั้งหมดว่า

“ในขณะที่กำลังลอยอยู่เหนือเมฆ ระหว่างการเดินทางไป วอชิงตัน ดีซี พอมีเวลาอยู่นิ่งๆ สักพัก เลยอยากอัพเดทเรื่องที่เพิ่งทำ และเป็นเรื่องที่เป็น “โอกาส” ของคนตัวเล็กอีก 10,000 ครอบครัว ที่จะได้เป็น “เจ้าของธุรกิจ” ให้ฟังค่ะ

ศุภจี สุธรรมพันธุ์

ช่วงต้นสัปดาห์ ก่อนออกเดินทางไปสหรัฐฯ กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ด้วยความร่วมมือกับหลายๆ หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ได้ร่วมกันเปิดตัวโครงการ “ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส” ซึ่งเป็นการต่อยอดจาก “ไทยช่วยไทย ลดภาระ ลดค่าครองชีพ” ที่เริ่มทำมาตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน

โครงการนี้เป็นโครงการที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้นำ “แฟรนไชส์” ที่กรมฯ ได้พัฒนามากกว่า 100 แบรนด์ โดยคัดเลือกเฉพาะแฟรนไชส์ขนาดเล็ก (มูลค่าไม่เกิน 100,000 บาท) ที่เริ่มต้นได้ง่ายๆ เพราะอยากให้เข้าถึงพี่น้องประชาชนที่ต้องการสร้างอาชีพ สามารถเข้าร่วมได้โดยง่ายและรวดเร็ว โดยเฉพาะในช่วงที่ค่าครองชีพและรายได้กำลังเผชิญความท้าทายอย่างมาก

ศุภจี สุธรรมพันธุ์

โครงการ “ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส” ออกแบบมาให้ตอบโจทย์ได้ครบวงจรที่สุดค่ะ ขออธิบายง่ายๆ แบบนี้นะคะ

ต่อที่ 1 : สำหรับพี่น้องประชาชนที่สนใจอยากหารายได้ เริ่มอาชีพ เป็นเจ้าของธุรกิจของตัวเอง แต่ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน ท่านเข้าไปที่เว็บไซต์นี้ https://ไทยช่วยไทยแฟรนไชส์.dbd.go.th ซึ่งในนี้ท่านจะได้พบกับธุรกิจ “แฟรนไชส์” กว่า 100 แบรนด์ที่ประสบความสำเร็จแล้ว พร้อมกับข้อมูลเบื้องต้นให้พิจารณา หลังจากที่เลือกแบรนด์ที่สนใจได้แล้ว ท่านสามารถติดต่อจับคู่กับเจ้าของแฟรนไชส์ได้โดยตรง

ศุภจี สุธรรมพันธุ์

ในส่วนนี้ กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ด้วยการสนับสนุนจากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) จะช่วยสนับสนุนค่าแฟรนไชส์ให้ในอัตรา 50% ของค่าแพ็กเกจ สูงสุดไม่เกิน 10,000 บาทต่อรายค่ะ

ต่อที่ 2 : สำหรับพี่น้องประชาชนที่ไม่มีทุน หรือมีทุนไม่เพียงพอ โครงการนี้ยังเปิดโอกาสให้ท่านยื่นขอสินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษ ได้จากธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน และยังสามารถขอวงเงินประกันสินเชื่อได้จากบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) โดยขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ของแต่ละธนาคารในการพิจารณา

ศุภจี สุธรรมพันธุ์

ต่อที่ 3 : โครงการ “ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส” ยังได้รับความร่วมมือจาก “ซีพี แอ็กซ์ตร้า” ในการมอบพื้นที่ 10,000 จุด ฟรีค่าเช่า 6 เดือน อยู่ในบริเวณห้างโลตัสและแม็คโคร กว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศ รวมถึงสมาคมตลาดสดไทย ซึ่งมีสมาชิกกว่า 100 ตลาด ให้การสนับสนุนพื้นที่ค้าขายเพิ่มเติมแก่ผู้ประกอบการ เป็นการหาพื้นที่และทำเลค้าขายให้กับพี่น้องประชาชนที่เข้าร่วมโครงการนี้

ต่อที่ 4 : พี่น้องประชาชนที่เข้าร่วมโครงการ สามารถเชื่อมต่อธุรกิจแฟรนไชส์ของท่าน เข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” ผ่านแอปพลิเคชั่น “ถุงเงิน” ซึ่งจะได้รับประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อของรัฐบาล ช่วยเพิ่มโอกาสทางการตลาดและสร้างรายได้ตั้งแต่เริ่มเปิดกิจการ

ศุภจี สุธรรมพันธุ์

โครงการนี้ เราให้โอกาสทั้งหมด 10,000 ราย เท่ากับเราจะมีอีก 10,000 ครัวเรือน ที่สามารถเป็นเจ้าของธุรกิจ สร้างรายได้ เลี้ยงตัวเองและครอบครัว ซึ่งหลายคนอาจจะมองว่า ประเทศไทยมีประชากรตั้งมากมาย ช่วยแค่ 10,000 ครัวเรือนจะไปได้อะไร ก็คงต้องยืนยันคำพูดเดิมที่พูดมาตลอดว่า “ขอแค่เริ่มทำ ไม่ว่าจะเล็กหรือจะใหญ่ ก็ดีกว่าไม่ได้เริ่ม” หลังจากนี้ เราจะติดตามความสำเร็จของ 10,000 ครอบครัวนี้ และจะนำไปต่อยอดปรับปรุงต่อไป และอาจจะนำตัวอย่างความสำเร็จนี้มาเล่าให้ฟังถ้ามีโอกาสนะคะ สุดท้าย ขอแสดงความยินดีล่วงหน้ากับอนาคต “เจ้าของกิจการ” ทั้ง 10,000 ท่าน และขอขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ผนึกความร่วมมือกันในการ “สร้างอาชีพ” ให้กับพี่น้องประชาชน เสริมพลังให้กับ “คนตัวเล็ก” ซึ่งเป็นอีกหนึ่ง “ทางเลือก” และ “ทางรอด” ในภาวะที่เราต้องรับมือกับวิกฤติซ้อนวิกฤติแบบนี้ค่ะ

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ 15 กรกฎาคม 2569 #SuphajeeSuthumpunOfficial #SuphajeeSuthumpun #ศุภจีสุธรรมพันธุ์”

ศุภจี สุธรรมพันธุ์

หลังจากโพสต์ของ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ เผยแพร่ลงมาบนโลกออนไลน์ ทำเอาชาวเน็ตเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก เช่น

“ไม่เคยหยุดทำเพื่อประชาชนเลยครับ อนุโมทนาครับ”

“ขอเชิญชวนทุกท่านที่สนใจโครงการ “ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์ สร้างอาชีพ พลัส ” ท่านรองนายกศุภจี สุธรรมพันธุ์ (เริ่มต้นที่ 10,000 ครัวเรือนเท่านั้นก่อนค่ะ ) ท่านใดสนใจเข้าดูที่… https://ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์.dbd.go.th และถ้าสนใจโครงการนี้ท่านจะมีติดตามผลความสำเร็จ (น้องๆของให้พี่แต๋มมำภาระกิจสำเร็จเกินความคาดหมาย ปราศจากหมู่มารขัดขวางนะคะ) ขอให้พี่แต๋มพักผ่อนมากๆ เดินทางปลอดภัย มีสุขภาพแข็งแรง มีความสุขในทุ๊กๆวัน(น้องขอเป็นกำัลังใจและอยู่เคียงตลอดไปคะ) รักพี่แต๋มที่สุดในทุกๆวันคะ”

“น้องๆ กำลังดูตัวอย่างของ TAM model อยู่ค่ะ พี่สร้างภาพใหญ่ให้เราเห็น T think big และตอนนี้พี่กำลังทำ A act small และกำลัง M move right ขอบคุณคำสอนของพี่ที่เน้น execution และกำลังทำให้พวกเราได้เห็นจริงๆ ขอบคุณที่พี่ยืนหยัดที่จะทำสิ่งดีๆ ให้กับประชาชนคนไทย ขอให้พี่แต๋มเดินทางปลอดภัย ทำงานให้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีค่ะ ขอบคุณพี่แต๋มมากๆ ค่ะ”

“ขอให้ทุกภารกิจสำเร็จลุล่วงอย่างราบรื่น เดินทางปลอดภัยตลอดเส้นทางนะคะ Team Thailand”

“ขอบคุณที่ทำเพื่อประเทศชาตินะคะ อยากให้พี่แต๋มรู้ว่า คนด่า100คนรัก1000000000 อย่าลืมรับพลังบวกจากคนจำนวนมากที่รักและสนับสนุนนะคะ ดูแลสุขภาพด้วยค่ะ”

“เป็นโครงการที่ดีมากๆ ค่ะ ขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจที่ส่งให้คุณแต๋มนะคะ”

“ขอบคุณทุกๆโครงการที่พี่แต๋มและทีมกระทรวงพาณิชย์ ทำมาเพื่อพวกเราคนไทยทุกคนนะคะ  #ขอพระเป็นเจ้าคุ้มครองให้ทุกๆการเดินทางของพี่ปลอดภัยตลอดเวลานะคะ”

“โครงการดีมากเลยค่ะพี่แต๋ม”

ศุภจี
ศุภจี สุธรรมพันธุ์
ศุภจี สุธรรมพันธุ์
ศุภจี สุธรรมพันธุ์
ศุภจี สุธรรมพันธุ์
ศุภจี สุธรรมพันธุ์
ศุภจี สุธรรมพันธุ์

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก ศุภจี สุธรรมพันธุ์ – Suphajee Suthumpun

สธ.สอบ6รพ. เอี่ยวเครือข่ายพ่อทิพย์ จ่อผิดออกเอกสารเท็จ

สธ.สอบ6รพ. เอี่ยวเครือข่ายพ่อทิพย์ จ่อผิดออกเอกสารเท็จ

สธ.สอบ6รพ. เอี่ยวเครือข่ายพ่อทิพย์ จ่อผิดออกเอกสารเท็จ

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สธ.สอบ6รพ. เอี่ยวเครือข่ายพ่อทิพย์ จ่อผิดออกเอกสารเท็จ

สธ.จับมือตำรวจ เร่งสอบ 6 โรงพยาบาลเอกชน เอี่ยวเครือข่าย “พ่อทิพย์” นำไปสู่การได้สัญชาติไทยของเด็กต่างด้าวชาวจีน ย้ำยังไม่ได้ข้อสรุปโรงพยาบาลกระทำผิดหรือไม่ พร้อมดำเนินคดีผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด

เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยังคงเดินหน้าตรวจสอบกรณีการว่าจ้างพ่อคนไทยเป็น “พ่อทิพย์” เพื่อสวมสิทธิให้เด็กต่างด้าวชาวจีน เพื่อให้ได้รับสัญชาติไทยโดยมิชอบ โดยพบความผิดปกตินับตั้งแต่การแจ้งเกิด การออกสูติบัตรรวมถึงเอกสารทางทะเบียนราษฎร โดยนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุขเปิดเผยว่าขณะนี้ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ได้ขอข้อมูลเวชระเบียนจากโรงพยาบาลเอกชน ที่เข้าข่ายต้องสงสัยแล้ว 2 แห่ง จากทั้งหมด 6 แห่งเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมยืนยันว่าการเรียกดูเวชระเบียน ไม่ได้หมายความว่าโรงพยาบาลมีความผิด แต่เป็นการรวบรวมพยานหลักฐานตามขั้นตอน และจนถึงขณะนี้ยังไม่พบโรงพยาบาลของรัฐเข้ามาเกี่ยวข้องแต่อย่างใด

รมว.สาธารณสุข เปิดเผยด้วยว่า ใบรับรองการเกิด เป็นเอกสารสำคัญ ที่ใช้ประกอบการแจ้งเกิดและการขอสัญชาติไทยหากพบว่ามีการแจ้งข้อมูลอันเป็นเท็จ โดยเฉพาะกรณีแม่เป็นชาวต่างชาติ แต่ระบุพ่อเป็นคนไทย ทั้งที่ไม่ใช่พ่อที่แท้จริง เจ้าหน้าที่จะตรวจพิสูจน์ความสัมพันธ์ทางสายเลือด ด้วยการตรวจดีเอ็นเอ ก่อนดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ด้าน นพ.ภูวเดช สุระโคตร อธิบดี สบส.กล่าวว่า จากการตรวจสอบเวชระเบียนของโรงพยาบาล 2 แห่ง เบื้องต้นพบผู้เข้าข่ายต้องตรวจสอบเพิ่มเติม 4 ราย แต่ยังไม่สามารถสรุปได้ว่า โรงพยาบาลกระทำความผิด เนื่องจากต้องรอผลการสอบสวนและการรวบรวมพยานหลักฐานให้ครบถ้วน ส่วนโรงพยาบาลเอกชนอีก4 แห่ง จะเข้าตรวจสอบในลักษณะเดียวกัน โดยมุ่งตรวจสอบกรณีที่แม่เป็นชาวต่างชาติ และระบุพ่อเป็นคนไทย เพื่อยืนยันว่าผู้ที่มีชื่อในใบแจ้งเกิด เป็นพ่อที่แท้จริงหรือไม่ หากพบว่ามีการแจ้งข้อมูลเท็จ จะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิกถอนสัญชาติที่ได้มาโดยมิชอบ พร้อมขยายผลดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ สบส.อยู่ระหว่างทบทวนมาตรการป้องกันช่องโหว่ในการออกใบแจ้งเกิด โดยอาจเพิ่มการตรวจสอบหลักฐานของผู้ที่อ้างเป็นพ่อ เช่น การตรวจสอบบัตรประจำตัวประชาชน ก่อนบันทึกข้อมูลลงในเอกสาร เพื่อป้องกันการแอบอ้างชื่อบุคคลอื่น

ทั้งนี้ หากผลการสอบสวนพบว่ามีผู้เกี่ยวข้องหรือสถานพยาบาลรู้เห็นเป็นใจในการออกเอกสารอันเป็นเท็จ อาจมีความผิดตาม พ.ร.บ.สถานพยาบาล มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากพิสูจน์ได้ว่าผู้ประกอบกิจการ หรือผู้ดำเนินการสถานพยาบาล มีส่วนร่วมในการกระทำผิดอาจถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการได้ ซึ่งขณะนี้การสอบสวนยังอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานอย่างละเอียด

ที่รัฐสภา นายปิยรัฐ จงเทพ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แถลงข่าวว่า กระบวนการได้มาซึ่งสัญชาติ ที่ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของความเป็นสัญชาติไทย เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ มีการกวาดล้างกลุ่มขบวนพ่อทิพย์ จากการขยายผลโดยทางตำรวจ มีการจับกุมมูลค่ากว่า 7 หมื่นล้านบาทกระทั่งมีการขยายเส้นเงินไปถึงครอบครัวครอบครัวหนึ่งของผู้ต้องหา โดยเงินไปเข้าบัญชีของภรรยา แต่ปรากฏว่าภรรยา มีลูก 3 คน แต่ 3 คนนั้นกลายเป็นมีสัญชาติไทย มีสื่อบางสำนัก ระบุชื่อโรงพยาบาลไปแล้ว เพิ่มขึ้นจาก 5 แห่ง เป็น 6 แห่ง เป็นโรงพยาบาลเอกชน ย่านพระราม 9 มีรายละเอียดในสูติบัตร ที่ตนได้รับมาจากเจ้าหน้าที่ซึ่งมีเจตนาดี เพื่อไปแจ้งต่อทางตำรวจ เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นในปี 2566 เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเป็นคนแจ้งเกิดให้ ตนไม่ทราบว่าเป็นบริการแพ็กเกจเหมาของโรงพยาบาลหรือไม่

นายปิยรัฐ กล่าวต่อว่า หนังสือที่นำไปแจ้งเพื่อขอสูติบัตร ไม่มีใบรับรองการเกิด ใบแจ้งเกิด แต่ฝ่ายทะเบียน สำนักงานเขต กลับลงลายมือชื่อ 2 แห่งเจ้าหน้าที่รายดังกล่าวรับผิดชอบเองทั้งหมด เด็กคนนี้หากยังอยู่ในประเทศไทยคงมีอายุ 2 ขวบแล้ว ส่วนพ่อไทยคนดังกล่าว มีประวัติอาชญากรรมจำนวนมากและขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังติดตามตัวมาดำเนินคดี

“เรื่องนี้รัฐบาลจะดำเนินการอย่างไรต่อไปกับเด็กเหล่านี้ เมื่อถอนสัญชาติเขาแล้ว เขายังมีสัญชาติจีนหรือไม่ และยังจะให้พำนักอยู่ในประเทศไทย หรือผลักดันออกนอกประเทศ ยังไม่มีสัญญาณออกมาจากรัฐบาลว่าจะดำเนินการอย่างไร”นายปิยรัฐ กล่าว

ไอซ์ รักชนก ถาม กระทรวงทรัพย์ฯ ใครจ่าย จัดวันเกิด สุชาติ เกณฑ์ขรก.มาร่วมทั้งที่เขาอาจไม่ได้ยินดีที่เกิด

ไอซ์ รักชนก ถาม กระทรวงทรัพย์ฯ ใครจ่าย จัดวันเกิด สุชาติ เกณฑ์ขรก.มาร่วมทั้งที่เขาอาจไม่ได้ยินดีที่เกิด

ไอซ์ รักชนก ถาม กระทรวงทรัพย์ฯ ใครจ่าย จัดวันเกิด สุชาติ เกณฑ์ขรก.มาร่วมทั้งที่เขาอาจไม่ได้ยินดีที่เกิด

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 21.04 น.

ไอซ์ รักชนก จัดหนัก! ถาม กระทรวงทรัพย์ฯ ใครจ่าย จัดวันเกิด สุชาติ เกณฑ์คนมาร่วมทั้งที่เขาอาจไม่ได้ยินดีที่เกิด พร้อมอวยพร พี่เฮ้ง ทำอะไรไว้ขอให้ได้ตอบแทน

เมื่อวันที่ 15 ก.ค.2569 น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชี่รายชื่อ พรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก พร้อมกำหนดการกิจกรรมอวยพรวันคล้ายวันเกิด นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม โดยระบุว่า “วันนี้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีงานใหญ่จ้า 

จัด HBD รัฐมนตรี สุชาติ ชมกลิ่น ที่กระทรวงค้า

กำหนดการ
– ปลัดกระทรวงฯ กล่าวอวยพร
– รับชมคลิปวีดีโออวยพรวันเกิด จากกรมอุทยานฯ
– เชิญ รัฐมนตรี สุชาติ ขึ้นเวที ผู้บริหารหน่วยงานมอบของขวัญ
– ปลัดพร้อมอธิบดี อันเชิญเค้กขึ้นเวที

คำถาม
– เป็นเรื่องปกติหรือไม่ ที่ใช้เวลาและสถานีราชการจัดงานวันเกิด ให้รัฐมนตรี ?
– สถานที่ น้ำ ไฟ อุปกรณ์ต่างๆ รวมถึงอัตรากำลังข้าราชการกระทรวง ทั้งระดับล่างและระดับสูง ที่ควรเอาเวลาทำงานมาแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้ประชาชนใช่ไหม แล้วทำไมถึงเอาเวลาที่มีค่านี้ เอามา HBD รัฐมนตรี มีระเบียบราชการข้อไหนรองรับ ? ทุกอย่างมีมูลค่าทั้งสิ้น ใครจ่าย ?
– ให้ข้าราชการตัวเล็กตัวน่อยมาร่วม ระดับกรมหน่วยละ 13คน รัฐวิสาหกิจหน่วยละ 7คน กองหน่วยละ 5คน กลุ่มหน่วยละ 3คน คนเหล่านี้เค้าไม่มีการมีงานทำกันหรืออย่างไร ? เค้าอาจจะไม่ได้ยินดีที่คุณสุชาติเกิด ก็ต้องไป

บังคับขู่เข็ญให้เค้ามาร่วมด้วยอย่างนั้นหรือคะ ?

รบกวนรัฐมนตรีสุชาติและปลัดกระทรวงทรัพชี้แจงด้วย

ปล. สุขสันต์วันเกิดพี่เฮ้งค้า ทำอะไรไว้ถ้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริงก็ขอให้ได้สิ่งนั้นตอบแทน”

GIZ-ธ.ก.ส. ระดมสมองภาคีเครือข่ายและผู้ผลิตภาคเกษตร ยกระดับสู่ห่วงโซ่เกษตรกรรมที่รู้เท่าทันสภาพภูมิอากาศ

GIZ-ธ.ก.ส. ระดมสมองภาคีเครือข่ายและผู้ผลิตภาคเกษตร ยกระดับสู่ห่วงโซ่เกษตรกรรมที่รู้เท่าทันสภาพภูมิอากาศ

GIZ-ธ.ก.ส. ระดมสมองภาคีเครือข่ายและผู้ผลิตภาคเกษตร ยกระดับสู่ห่วงโซ่เกษตรกรรมที่รู้เท่าทันสภาพภูมิอากาศ

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.26 น.

องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ประจำประเทศไทย ร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร พร้อมผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งสถาบันวิจัย ภาครัฐ เอกชนและองค์กรระหว่างประเทศทั้งสิ้นกว่า 70 ท่าน เข้าร่วมระดมสมองในการประชุมเชิงปฏิบัติการภายใต้หัวข้อ “การขับเคลื่อน Thailand Taxonomy ภาคเกษตรสู่การปฏิบัติ”  ห้องสกายบอลรูม โรงแรมสกายวิว กรุงเทพฯ

การประชุมครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อระดมความคิดเกี่ยวกับแนวปฏิบัติที่ดีให้กับภาคการเกษตรและการเงินการธนาคารไทย รวมถึงผลักดันการดำเนินกิจกรรมตามกรอบการทำงานภายใต้ Thailand Taxonomy ซึ่งเป็นมาตรฐานการจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยเพื่อให้ภาครัฐและภาคเอกชนมีความเข้าใจตรงกัน และสามารถใช้เป็นเกณฑ์สำหรับส่งเสริมการจัดสรรเงินทุนสีเขียวซึ่งครอบคลุมถึงการไม่สร้างผลกระทบเชิงลบอย่างมีนัยะสำคัญต่อสิ่งแวดอล้อมและสังคม อีกทั้งเพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

Thailand Taxonomy ในระยะที่ 1 ครอบคลุมกิจกรรมในภาคพลังงานและขนส่ง เนื่องจากเป็นภาคเศรษฐกิจที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงที่สุด และต่อมาในระยะที่ 2 ได้มีการขยายให้ครอบคลุมภาคเกษตร ภาคก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ ภาคอุตสาหกรรมการผลิต และภาคการจัดการของเสีย ส่งผลให้ Thailand Taxonomy ในปัจจุบันครอบคลุมสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกว่า 95% ของประเทศ ดังนั้น Thailand Taxonomy จึงนับเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่สำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนภาคธุรกิจและสถาบันการเงิน ในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและเติบโตอย่างยั่งยืน

นางสาวปิยะวรรณ เข็มทองประดิษฐ์ รองผู้อำนวยการ ฝ่ายกลยุทธ์สถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวเปิดงานดังนี้ “การเปิดตัว Thailand Taxonomy ระยะที่สอง เมื่อปีที่ผ่านมา ถือเป็นอีกก้าวสำคัญ ภาคเกษตรเป็นภาคเศรษฐกิจที่มีึความสำคัญต่อประเทศไทยทั้งด้านความมั่นคงทางอาหาร การจ้างงาน รายได้ของประชาชน และการรับมือกับความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การจัดทำ Taxonomy เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ความท้าทายสำคัญยิ่งกว่าคือการทำให้หลักเกณฑ์นี้สามารถนำไปปฏิบัติใช้ได้จริง และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้ ภาคการเงินมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของภาคเกษตร และ Thailand Taxon”omy จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้สถาบันการเงินสามารถออกแบบผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ประเมินความเสี่ยง และสนับสนุนเงินทุนให้แก่กิจกรรมสีเขียวได้อย่างโปร่งใส”

นางสาวสังวาล ทรัพย์มา ผู้จัดการโครงการและหัวหน้าฝ่ายสมาชิกสัมพันธ์และการสื่อสาร สำนักงานเลขาธิการเวทีข้าวยั่งยืน (Sustainable Rice Platform) ซึ่งเป็นความร่วมมือของหลากหลายองค์กรทั้งในประเทศและระดับโลกที่มีวิสัยทัศน์มุ่งเน้นการ ผลิตอาหารเพื่อประชากรโลกอย่างยั่งยืน เพื่อส่งมอบข้าวคุณภาพดีและมีคุณค่าทางโภชนาการแก่ผู้บริโภค พร้อมทั้งพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการผลิตและการบริโภคข้าว กล่าวในเวทีอภิปรายหัวข้อ “เสียงสะท้อนจากห้วงโซ่เกษตร: การนำ Taxonomy ไปใช้ในทางปฏิบัติ” ว่า “มาตรฐาน SRP และนโยบาย Thailand Taxonomy สำหรับภาคเกษตรของไทยมีความสอดคล้องกันอย่างมากอยู่แล้ว SRP ช่วยให้เกษตรกรสามารถนำแนวทางปฏิบัติที่ยั่งยืนไปใช้และวัดผลได้ ในขณะที่ นโยบาย Taxonomy จะช่วยให้ภาคเกษตรเข้าถึงแหล่งทุนการเงินตามโครงสร้างที่มีอยู่ แทนที่จะสร้างระบบใหม่ เราควรต่อยอดจากสิ่งที่มีอยู่แล้ว เช่นมาตรฐาน SRP ให้ใช้งานได้จริง มีข้อมูลที่น่าเชื่อถือ และการตรวจสอบอิสระช่วยลดความซ้ำซ้อน ขั้นตอนต่อไปคือ  SRP จะเริ่มนำนโยบาย Taxonomy  ไปใช้กับการจัดการพื้นที่สวนและนาที่ได้รับการรับรองจาก SRP เพื่อให้หน่วยงานกำกับดูแล สถาบันการเงิน และพันธมิตรในห่วงโซ่ภาคเกษตรสามารถทดสอบแนวทาง ระบุช่องโหว่ที่ยังมีอยู่ในห่วงโซ่่ และสามารถขยายผลของนโยบายไปสู่ภาคปฏิบัติได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น”

กิจกรรมภายในงานมีการบรรยายพิเศษ โดย นางสาวกอบรัตน์ โชติเรืองประเสริฐ ผู้ประเมินความยั่งยืนอาวุโส บริษัท ดีเอ็นวี (ประเทศไทย) จำกัด ในฐานะผู้เชี่ยวชาญและหนึ่งในที่ปรึกษาที่ร่วมพัฒนา Thailand Taxonomy ในระยะที่ 2 เพื่อทำความเข้าใจร่วมกันถึงหลักเกณฑ์ของกิจกรรมในภาคเกษตรที่สอดคล้องกับ Thailand Taxonomy เปรียบเทียบเกณฑ์ Taxonomy ของประเทศกับเกณฑ์ในระดับภูมิภาค (ASEAN Taxonomy) รวมถึงนำเสนอประเด็นสำคัญที่ควรพิจารณาสำหรับภาคเกษตร ความท้าทายที่เกิดขึ้นจริงในทางปฏิบัติ และความสำคัญที่ต้องอาศัยการขับเคลื่อนร่วมกันหลายภาคส่วนในห้วงโซ่ภาคเกษตร และได้รับเกียรติจาก นายภูมิเลิศ เลิศวรวิทย์, ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายสินเชื่อบุคคล และ นายวิชัย ปักษา ผู้อำนวยการสำนักกิจการระหว่างประเทศ จาก ธ.ก.ส. ให้ข้อมูลเกี่ยวกับบทบาทของธ.ก.ส.ในฐานะสถาบันการเงินเพื่อภาคเกษตร และนำเสนอผลิตภัณฑ์ บริการการเงินสีเขียว ความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในการเสริมสร้างศักยภาพเกษตรกรรมที่เท่าทันต่อสภาพภูมิอากาศ และการเงินเพื่อสภาพภูมิอากาศ (Climate Smart Finance) การใช้มาตรการจูงใจและเครื่องมือทางการเงินเพื่อยกระดับผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมและรายได้ของเกษตรกร สอดรับการดำเนินงานตามกรอบ Thailand Taxonomy ภาคเกษตร

สำหรับกิจกรรมในภาคบ่ายเป็นการทำกิจกรรมตามกลุ่มย่อยเพื่อระดมสมอง หารือแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่สอดคล้องของหน่วยงานที่มีส่วนได้ส่วนเสียในแต่ละภาคส่วน ทั้งผู้กำหนดนโยบาย ผู้ประกอบการสินค้าเกษตร สถาบันการเงิน ผู้กำหนดมาตรฐานการเกษตร นักวิชาการ รวมถึงหารือความท้าทายในทางปฏิบัติ และบทบาทของภาคธุรกิจการเกษตร ภาคการเงิน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในห่วงโซ่ภาคเกษตรตั้งแต่ระดับกลางน้ำถึงปลายน้ำ ในการขับเคลื่อน Thailand Taxonomy ภาคเกษตรให้สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง

นางสาวพิมกานต์ ขัตติยวงศ์ ผู้จัดการโครงการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความหลากหลายชีวภาพทางทะเลและชายฝั่ง GIZ ประจำประเทศไทย กล่าวว่าข้อเสนอแนะและแนวทางการปฏิบัติที่ดี ที่ได้จากการประชุมครั้งนี้ GIZ โดยโครงการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเลและชายฝั่ง (Climate, Coastal, and Marine Biodiversity: CCMB) และโครงการระบบการผลิตข้าวที่ยั่งยืนแบบองค์รวม (Inclusive Sustainable Rice Landscapes: ISRL) จะนำเสนอสรุปการประชุมเชิงปฏิบัติการไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นแนวทางในการสนับสนุนการผลักดันการเปลี่ยนผ่านจากแนวทางภาคสมัครใจไปสู่การดำเนินการที่เป็นรูปธรรมในภาคการเกษตรเชิงปฏิบัติ เพื่อส่งเสริมการบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศทั้งในระยะสั้นและระยะยาวต่อไป

มศว เปิดหลักสูตรพัฒนานักออกแบบแฟชั่นผ้าไทยเข้มข้น จับมือดีไซเนอร์แถวหน้าของไทย ติวเข้ม 13 นักออกแบบรุ่นใหม่

มศว เปิดหลักสูตรพัฒนานักออกแบบแฟชั่นผ้าไทยเข้มข้น  จับมือดีไซเนอร์แถวหน้าของไทย ติวเข้ม 13 นักออกแบบรุ่นใหม่

มศว เปิดหลักสูตรพัฒนานักออกแบบแฟชั่นผ้าไทยเข้มข้น จับมือดีไซเนอร์แถวหน้าของไทย ติวเข้ม 13 นักออกแบบรุ่นใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.17 น.

มศว เปิดการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ “หลักสูตรพัฒนานักออกแบบแฟชั่นผ้าไทยเข้มข้น หลักสูตรที่ 2″เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์แฟชั่นผ้าไทยสู่สากล นำโดยไอคอนระดับตำนานและดีไซเนอร์แถวหน้าของเมืองไทย

ศูนย์บริการวิชาการ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์แฟชั่นผ้าไทยสู่สากล เปิดฉากอย่างเป็นทางการ โดย นางสาวจุลลดา มีจุล ผู้อำนวยการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ เป็นประธานเปิดการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ “หลักสูตรพัฒนานักออกแบบแฟชั่นผ้าไทยเข้มข้น หลักสูตรที่ 2” ภายใต้โครงการสร้างต้นแบบบุคลากร (Talented) อาชีพนักออกแบบแฟชั่นเสื้อผ้า ณ อาคารบริการ ศาสตราจารย์หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล ชั้น 15 มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

โอกาสครั้งสำคัญของ 13 นักออกแบบรุ่นใหม่ ที่ผ่านการคัดเลือกเข้าสู่การพัฒนาในหลักสูตรที่ 2 คือการได้เข้าร่วมเวิร์กชอป สุดเข้มข้น 5 วัน ร่วมกับไอคอนระดับตำนานและดีไซเนอร์แถวหน้าของเมืองไทย ได้แก่  ศิริชัย ทหรานนท์ นักออกแบบและผู้ก่อตั้งแบรนด์ THEATRE แล ภทรฤน พงษ์ประสิทธิ์ ผู้ก่อตั้งและนักออกแบบแบรนด์ VINN PATARARIN และอาจารย์ประจำหลักสูตรแฟชั่น สิ่งทอและเครื่องตกแต่ง วิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ซึ่งในการเวิร์กชอปครั้งนี้ ทั้ง 13 คน จะได้เรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง (Learning by Doing) ตั้งแต่การสร้างแนวคิดและการออกแบบ Collection ที่ดึงศักยภาพของผ้าไทยออกมาได้อย่างร่วมสมัย, การวิเคราะห์แนวโน้มแฟชั่นและการพัฒนาต้นแบบผลิตภัณฑ์ การวางกลยุทธ์ทางการตลาด เพื่อให้ผลงานสามารถตอบโจทย์ทางธุรกิจและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้จริง โครงการนี้ไม่เพียงแต่เป็นการบ่มเพาะศักยภาพของนักออกแบบรุ่นใหม่ให้พร้อมแข่งขันในระดับนานาชาติเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับ “ผ้าไทย” เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมแฟชั่นไทยต่อไป