4 ศิลปะการแสดงร่วมฉลอง130 ปีความสัมพันธ์ไทย–รัสเซีย เตรียมเปิดม่านสุดยิ่งใหญ่ในงาน Bangkok Festivals 2026

4  ศิลปะการแสดงร่วมฉลอง130 ปีความสัมพันธ์ไทย–รัสเซีย  เตรียมเปิดม่านสุดยิ่งใหญ่ในงาน Bangkok Festivals 2026

4 ศิลปะการแสดงร่วมฉลอง130 ปีความสัมพันธ์ไทย–รัสเซีย เตรียมเปิดม่านสุดยิ่งใหญ่ในงาน Bangkok Festivals 2026

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.11 น.

ในโอกาสที่ นายกรัฐมนตรี เดินทางเยือนสหพันธรัฐรัสเซียเพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดไทย–รัสเซีย สมัยพิเศษ ในวาระครบรอบ 130 ปี ความสัมพันธ์ไทย–รัสเซีย โดยหนึ่งในประเด็นสำคัญของการหารือครั้งนี้คือการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศในหลากหลายมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า พลังงาน เทคโนโลยี พร้อมขยายโอกาสใหม่ๆ ในการเข้าถึงและเชื่อมโยงผู้คนจากทั้งสองประเทศที่มีความสัมพันธ์กันมาอย่างยาวนาน

ปีนี้ Bangkok’s 28th International Festival of Dance & Music ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเปิดประตูเชื่อมนวัฒนธรรม พาคนไทยเปิดประสบการณ์กับศิลปะการแสดงระดับโลกจากคณะการแสดงของรัสเซีย ทั้งโอเปราและบัลเลต์ที่ได้รับการยอมรับในเวทีนานาชาติมาอย่างยาวนาน เพื่อถ่ายทอดประวัติศาสตร์ วรรณกรรม ดนตรี และปรัชญาความคิดของรัสเซียผ่านการแสดงสุดพิเศษที่งานนี้งานเดียว

จากเด็กสาวในสลัม สู่ราชินีแห่งฟลอร์เต้นรำ

เริ่มต้นกันด้วยโชว์ The Pygmalion Effect ผลงานจาก Eifman Ballet คณะบัลเลต์ร่วมสมัยระดับตำนานของรัสเซีย โดยฝีมือของ Boris Eifman ศิลปินแห่งชาติรัสเซีย ที่หยิบตำนานกรีกซึ่งเป็นแรงบันดาลใจของ My Fair Lady มาตีความใหม่ ผ่านเรื่องราวของหญิงสาวจากย่านสลัม ผู้ได้รับโอกาสครั้งสำคัญจากแชมป์เต้นบอลรูมชื่อดังที่เดิมพันว่าจะปั้นเธอให้กลายเป็นดาวเด่นบนเวทีระดับโลก ท่ามกลางการฝึกฝนอันเข้มข้น เสียงหัวเราะ คราบน้ำตา และแรงกดดัน เธอกัดฟันสู้จนกลายเป็นดาวเด่นที่ทุกคนหลงรัก พร้อมความผูกพันที่ถักทอเป็นความรักที่สลับซับซ้อน จนเกิดคำถามที่เจ็บปวดว่า ตัวตนที่งดงามบนเวทีนี้เป็นของเธอจริง ๆ หรือเป็นเพียง “ภาพสะท้อน” ความสำเร็จของผู้ที่สร้างเธอขึ้นมา

Hamlet สุดเข้มข้นจากราชวงศ์รัสเซีย

อีกหนึ่งผลงานที่ไม่ควรพลาดจาก Eifman Ballet ต้องยกให้ Russian Hamlet ผลงานจากแรงบันดาลใจของ Hamlet โดย William Shakespeare สู่บัลเลต์สุดเข้มข้นที่ตีแผ่ชีวิตจริงของพระเจ้าซาร์ปอลที่ 1 รัชทายาทแห่งราชวงศ์รัสเซีย ผู้ต้องเติบโตท่ามกลางเกมอำนาจ การทรยศ และความหวาดระแวงภายในราชสำนัก พร้อมถ่ายทอดเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ผ่านภาษาการเคลื่อนไหวที่ทั้งดุดัน ละเมียดละไม และเต็มไปด้วยอารมณ์

โศกนาฏกรรมรักที่ถูกสังคมตีตรา

ด้าน Helikon Opera โรงอุปรากรชั้นนำจากกรุงมอสโก เตรียมนำ La Traviata ผลงานระดับตำนานของ Giuseppe Verdi มาจัดแสดงในประเทศไทย ถ่ายทอดเรื่องราวของ “วิโอเล็ตตา” วิโอเล็ตตา หญิงงามเมืองผู้เลื่องชื่อแห่งปารีส ใช้ชีวิตท่ามกลางความหรูหราและสังคมชั้นสูง จนได้พบกับอัลเฟรโด ชายหนุ่มผู้มอบความรักอย่างจริงใจให้เธอเป็นครั้งแรก ทำให้ทั้งคู่เลือกหันหลังให้กับแสงสีเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ แต่ทว่า บรรทัดฐานของสังคมที่ตัดสินคนจากอดีตและอาชีพ กลับทวงถาม และบีบให้เธอต้องตัดสินใจครั้งสำคัญระหว่างการรักษาความสุขส่วนตัว หรือการยอมเสียสละเพื่ออนาคตของคนที่เธอรัก พร้อมด้วยบทเพลงอันทรงพลังและประเด็นสังคมร่วมสมัยผ่านฝีมือทัพศิลปินและวงออร์เคสตรากว่า 150 ชีวิตที่ส่งตรงจากรัสเซีย

เรื่องราวแห่งความรัก การรอคอย และการเสียสละ

ปิดท้ายด้วย Madama Butterfly ผลงานอมตะของ Giacomo Puccini ที่เล่าเรื่องของ “บัตเตอร์ฟลาย” เกอิชาสาวผู้เฝ้ารอชายคนรักผู้เป็นเรือโทแห่งกองทัพเรืออเมริกันตามคำสัญญาด้วยความซื่อสัตย์ ก่อนต้องเผชิญกับความจริงอันโหดร้ายเมื่อเขากลับมาพร้อมภรรยาชาวอเมริกัน ถือเป็นหนึ่งในโอเปร่าที่ทรงอิทธิพลที่สุดของโลก และยังเป็นแรงบันดาลใจให้กับผลงานร่วมสมัยมากมาย อาทิ Miss Saigon พร้อมถ่ายทอดอารมณ์สุดสะเทือนใจด้วยบทเพลงอันงดงามและการแสดงมากฝีมือจากคณะ Helikon Opera 

เปิดโลกวัฒนธรรมและสัมผัสศิลปะการแสดงระดับโลกจากคณะการแสดงของรัสเซีย พร้อมโชว์ชั้นนำจากอีกหลากหลายประเทศ ได้ที่ Bangkok’s 28th International Festival of Dance & Music ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย พร้อมเปิดจองบัตรตั้งแต่วันนี้ ถึง 17 ตุลาคม 2569 ที่ Thaiticketmajor ทุกสาขา และ http://www.thaiticketmajor.com พร้อมติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Bangkok Festivals

มหกรรมศิลปะการแสดงและดนตรีนานาชาติกรุงเทพฯ ครั้งที่ 28 ได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน ไม่ว่าจะเป็น บริษัท แอกซ่าประกันภัย จำกัด (มหาชน), ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน), บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน), บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน), บริษัท สิงห์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด, บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน), บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน), การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และ กระทรวงวัฒนธรรม

ต่อยอดความสำเร็จนิทรรศการ ‘La Mode en Majesté’ กรุงปารีส SACIT และ อว. เปิดนิทรรศการ ‘ชุดไทยพระราชนิยม’ บางไทร อยุธยา

ต่อยอดความสำเร็จนิทรรศการ ‘La Mode en Majesté’ กรุงปารีส  SACIT และ อว. เปิดนิทรรศการ ‘ชุดไทยพระราชนิยม’ บางไทร อยุธยา

ต่อยอดความสำเร็จนิทรรศการ ‘La Mode en Majesté’ กรุงปารีส SACIT และ อว. เปิดนิทรรศการ ‘ชุดไทยพระราชนิยม’ บางไทร อยุธยา

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.53 น.

SACIT ขับเคลื่อนองค์ความรู้พัสตรศิลป์ไทยสู่ ‘Thailand Branding’ เปลี่ยนทุนวัฒนธรรม สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ พร้อมผลักดัน “ชุดไทยพระราชนิยม” สู่เวทียูเนสโก

สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดนิทรรศการ “ชุดไทยพระราชนิยม” ศูนย์กลางองค์ความรู้ด้านพัสตรศิลป์ไทยของประเทศ ณ หอสุพรรณ–พัสตร์ บางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา  เพื่อร่วมเทิดพระเกียรติและสืบสานพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมต่อยอดความสำเร็จจากนิทรรศการ “ราชพัสตราสู่สากล” ณ กรุงปารีส สู่การพัฒนาแหล่งเรียนรู้ระดับประเทศ และบูรณาการองค์ความรู้ งานวิจัย และฐานข้อมูล เพื่อสนับสนุนการผลักดัน “ชุดไทยพระราชนิยม” สู่การขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ขององค์การยูเนสโก UNESCO ในปี 2569 ควบคู่กับการยกระดับพัสตรศิลป์ไทย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และเสริมสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีนานาชาติ

ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย กล่าวว่า  ชุดไทยพระราชนิยม ถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สะท้อนเอกลักษณ์ ความงดงาม และภูมิปัญญางานพัสตรศิลป์ไทย ประกอบด้วยชุดไทยพระราชนิยม 8 รูปแบบ ได้แก่ ชุดไทยจักรพรรดิ ชุดไทยจักรี ชุดไทยจิตรลดา ชุดไทยดุสิต ชุดไทยบรมพิมาน ชุดไทยเรือนต้น ชุดไทยศิวาลัย และชุดไทยอมรินทร์ โดยองค์ความรู้เกี่ยวกับชุดไทยพระราชนิยมได้รับการรวบรวมและถ่ายทอดผ่านการจัดนิทรรศการชุดไทยพระราชนิยม ณ หอสุพรรณ–พัสตร์ ภายใต้ความร่วมมือระหว่างสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และสถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อสนับสนุนการจัดแสดงและเผยแพร่องค์ความรู้สู่สาธารณชน ตั้งแต่ที่มา รูปแบบการแต่งกาย รายละเอียดของผืนผ้า งานปัก เครื่องประดับ ตลอดจนภูมิปัญญางานช่างที่เกี่ยวข้อง ผ่านรูปแบบพื้นที่เรียนรู้ร่วมสมัยและการตีความใหม่ให้เข้าถึงได้ง่าย โดยผสมผสานเทคโนโลยีมาเสริมประสบการณ์ การเรียนรู้ เพื่อให้ประชาชน นักเรียน นักศึกษา นักวิชาการ นักออกแบบ และผู้สนใจทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ได้เข้าถึงเรื่องราวและคุณค่าของชุดไทยพระราชนิยม พร้อมทำความเข้าใจพัสตรศิลป์ไทยในฐานะมรดกทางวัฒนธรรมที่ยังคงมีความหมายและคุณค่าต่อสังคมไทยในปัจจุบัน

แนวคิดสำคัญของ SACIT มองว่า “ชุดไทยพระราชนิยม” และหัตถศิลป์ไทยเป็นทุนทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า ที่สะท้อนภูมิปัญญา ความประณีต และอัตลักษณ์ความเป็นไทย ซึ่งสามารถนำคุณค่าของภูมิปัญญาและองค์ความรู้ด้านหัตถศิลป์มาต่อยอดเพื่อเพิ่มมูลค่า ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และเสริมสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทย จึงจัดนิทรรศการ “ชุดไทยพระราชนิยม” ให้เป็นพื้นที่การเรียนรู้ที่รวบรวมองค์ความรู้ด้านพัสตรศิลป์ ประวัติศาสตร์ ศิลปะ งานช่าง และบริบททางสังคมวัฒนธรรม เพื่อให้ประชาชนได้เรียนรู้และตระหนักถึงคุณค่าของพัสตรศิลป์ไทยในมิติที่กว้างยิ่งขึ้น ทั้งยังเป็นการต่อยอดจากความสำเร็จของนิทรรศการ “ราชพัสตราสู่สากล La Mode en Majesté: Royal Thai Dress from Tradition to Modernity” ณ พิพิธภัณฑ์ Musée des Arts Décoratifs กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมจำนวนมาก และสะท้อนให้เห็นว่าพัสตรศิลป์ไทยสามารถถ่ายทอดคุณค่าและอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมสู่สายตานานาชาติได้อย่างงดงาม พร้อมตอกย้ำบทบาทของ SACIT ในการนำคุณค่าของภูมิปัญญาและหัตถศิลป์ไทยมาสร้างมูลค่า ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และเสริมสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีนานาชาติ

“การต่อยอดคุณค่าของชุดไทยพระราชนิยมและพัสตรศิลป์ไทย ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม แต่ยังเป็นการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ จากกระแสความสนใจที่เกิดขึ้นในเวทีนานาชาติ SACIT ต้องการต่อยอดให้เกิดการใช้ชุดไทยในชีวิตประจำวันมากขึ้น เพื่อกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ และสร้างความต้องการต่อผ้าไทย งานปัก เครื่องประดับ และงานหัตถศิลป์ที่เกี่ยวเนื่อง ซึ่งจะช่วยสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และหมุนเวียนเม็ดเงินสู่ช่างฝีมือ ผู้ประกอบการ และชุมชนทั่วประเทศ ทั้งนี้เมื่อทุนทางวัฒนธรรมได้รับการพัฒนาและต่อยอดอย่างเป็นระบบ ก็สามารถก้าวสู่การเป็นผลิตภัณฑ์และบริการมูลค่าสูงได้ เป้าหมายของ SACIT คือการยกระดับผ้าไทย พัสตรศิลป์ และงานหัตถศิลป์ไทย ให้เป็นหนึ่งในอัตลักษณ์สำคัญของ Thailand Branding ที่สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทยบนเวทีโลก”  ผศ.ดร.อนุชา กล่าวเสริม

ด้าน ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า การอนุรักษ์มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมในปัจจุบันจำเป็นต้องดำเนินควบคู่ไปกับการพัฒนาองค์ความรู้ที่เป็นระบบ เพื่อให้สามารถศึกษา อ้างอิง และถ่ายทอดสู่คนรุ่นต่อไปได้อย่างถูกต้อง โดยเฉพาะ “ชุดไทยพระราชนิยม” ซึ่งมิได้สะท้อนเพียงความงดงามของเครื่องแต่งกาย หากยังหลอมรวมองค์ความรู้ด้านพัสตรศิลป์ งานช่างฝีมือ และภูมิปัญญาของสังคมไทยไว้ด้วยกัน ด้วยเหตุนี้ ภายใต้นโยบายของศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ที่มุ่งนำองค์ความรู้ การวิจัย และนวัตกรรม มาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทุนทางวัฒนธรรมของประเทศ กระทรวง อว. จึงบูรณาการความร่วมมือกับสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT ในการจัดนิทรรศการ “ชุดไทยพระราชนิยม” พร้อมมอบหมายให้สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศึกษาวิจัยและจัดทำองค์ความรู้เชิงลึก จัดสร้างชุดไทยพระราชนิยมทั้ง 8 แบบ ตลอดจนจัดทำสื่อองค์ความรู้ในรูปแบบ Handbook, E-book วีดิทัศน์ และฐานข้อมูลดิจิทัล เพื่อเผยแพร่ผ่านช่องทางของสถาบันไทยคดีศึกษา SACIT กระทรวง อว. และกรมส่งเสริมวัฒนธรรม อันจะช่วยยกระดับการเรียนรู้ด้านพัสตรศิลป์ไทยให้เป็นแหล่งศึกษาค้นคว้าและอ้างอิงที่มีมาตรฐาน พร้อมเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงองค์ความรู้เกี่ยวกับชุดไทยพระราชนิยมได้อย่างถูกต้อง

ทั้งนี้ SACIT ขอเชิญชวนประชาชนร่วมเผยแพร่ภาพการสวมใส่ชุดไทยผ่านสื่อสังคมออนไลน์ พร้อมติดแฮชแท็ก #ชุดไทยพระราชนิยม #SACIT #CHUDTHAI #RoyalThaiDress เพื่อร่วมกันแสดงพลังของคนไทย ถ่ายทอดเสน่ห์และคุณค่าของชุดไทยให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาชาวโลก

ติดตามข้อมูลข่าวสารของสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) ได้ที่เว็บไซต์ https://sacit.or.th/th เฟซบุ๊ก ออฟฟิเชียล SACIT  https://www.facebook.com/sacitofficial  หรืออัปเดตกิจกรรมงานคราฟต์ต่างๆ ได้ทาง TikTok SACIT Official https://www.tiktok.com/@sacit_official

ผู้เชี่ยวชาญเตือน ‘สายเฮลท์’ อย่าหลงกับคำว่า Low Sugar เสี่ยงกระทบ ‘ลำไส้-สมอง’ WHO ไม่แนะใช้คุมน้ำหนัก

ผู้เชี่ยวชาญเตือน 'สายเฮลท์' อย่าหลงกับคำว่า Low Sugar เสี่ยงกระทบ 'ลำไส้-สมอง' WHO ไม่แนะใช้คุมน้ำหนัก

ผู้เชี่ยวชาญเตือน ‘สายเฮลท์’ อย่าหลงกับคำว่า Low Sugar เสี่ยงกระทบ ‘ลำไส้-สมอง’ WHO ไม่แนะใช้คุมน้ำหนัก

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.43 น.

ช็อก!! ดื่ม Zero Sugar ทุกวัน สารทดแทนความหวาน’ อาจไม่เฮลท์ตี้อย่างที่คิด ผู้เชี่ยวชาญเตือน’สายเฮลท์’อย่าหลงกับคำว่า Low Sugar เสี่ยงกระทบลำไส้-สมอง WHO ไม่แนะใช้คุมน้ำหนัก

เราอยู่ในยุคที่สั่งชานมไข่มุกหวาน 0% หยิบน้ำอัดลมสูตร Zero ดื่มกาแฟหวานน้อย หรือยอมจ่ายแพงกว่าเพื่อดื่มกาแฟที่ใส่“สารให้ความหวาน”แทนน้ำตาลแต่เคยสงสัยหรือไม่ว่า  ขณะที่ตัวเลขการบริโภคน้ำตาลที่แท้จริงของเราลดลง ทำไมสถิติคนเป็นเบาหวานและโรคอ้วน กลับไม่ได้ลดตามไปด้วย หรือเพราะเป็นความหวานแบบลวงตา

รศ.ทพญ.ดร.อรนาฎ มาตังคสมบัติ คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บรรยาย How Sweeteners effect Gut microbiome ตอนหนึ่งในเวทีสรุปผลการดำเนินงานและแลกเปลี่ยนเรียนรู้การดำเนินงานของเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวานปี 2568 โครงการบูรณาการภาคีเพื่อขับเคลื่อนการลดบริโภคน้ำตาล และส่งเสริมการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาวะ โดยมองว่าการที่คนไทยพยายามจะลดน้ำตาล  เปลี่ยนมาใช้สารให้ความหวานต่างๆ วัตถุประสงค์ก็เพื่อลดความเสี่ยงการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง(NCDs) เบาหวาน ความดัน หัวใจ โรคอ้วน และโรคฟันผุ ขณะที่ฝั่งผู้ผลิตสินค้าก็พยายามออกผลิตภัณฑ์มาตอบสนองความต้องการผู้บริโภคที่ต้องการลดหวาน ลดน้ำตาล โดยการออกผลิตภัณฑ์สูตรน้ำตาลน้อย(Low Sugar)

“ผลิตภัณฑ์ Low Sugar อาจจะลดปริมาณน้ำตาลลงก็จริง แต่ระดับความหวานยังคงเท่าเดิม เพราะถูกทดแทนด้วยสารให้ความหวาน ซึ่งเทรนด์นี้กำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆในประเทศไทย โดยเฉพาะหลังจากที่มีการเก็บภาษีน้ำตาล ภาคอุตสาหกรรมเครื่องดื่มพากันเปลี่ยนมาใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลมากขึ้น”

สอดคล้องกับตลาดอุตสาหกรรมสารให้ความหวานทั่วโลก (Global Sweetener Market) ระหว่างปี 2022-2032  ก็เริ่มเห็น อุตสาหกรรมสารให้ความหวานมีแนวโน้มเติบโตแบบก้าวกระโดดทุกปีจากกระแสคนรักสุขภาพ เรียกว่า โลกกำลังเปลี่ยนผ่านจาก”ยุคน้ำตาลครองเมือง” ไปสู่”ยุคหวานทางเลือก”  

Sweetener ดีต่อสุขภาพจริงหรือไม่

สารให้ความหวาน ปัจจุบันแบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ๆได้ 2 กลุ่ม ได้แก่

1.น้ำตาลแอลกอฮอล์ (Sugar Alcohols) เช่น ไซลิทอล (Xylitol) , ซอร์บิทอล (Sorbitol) , มอลทิทอล (Maltitol) และอิริทริทอล (Erythritol) มีรสหวานใกล้เคียงกับน้ำตาลทราย และยังให้พลังงานอยู่ แต่น้อยกว่าน้ำตาลทรายทั่วไป  

2. สารให้ความหวานกลุ่มที่ไม่ให้พลังงาน หรือให้พลังงานต่ำมาก(Non-nutritive Sweeteners) ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการ เช่น แอสปาแตม (Aspartame), ซูคราโลส, อะเซซัลเฟม-เค (Acesulfame-K) มักพบในน้ำอัดลมสูตรไม่มีน้ำตาล (Zero/Light) รวมถึง หญ้าหวาน (Steviol glycosides) และหล่อฮังก้วย (Monk Fruit)

สารให้ความหวานกลุ่มที่ไม่ให้พลังงาน   ​เป็นสารให้ความหวานที่องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (USFDA) รับรอง และจัดอยู่ในกลุ่ม GRAS (Generally Regarded As Safe) หมายความว่า มีความปลอดภัยโดยทั่วไปเมื่อใช้ตามปริมาณที่กำหนด โดยมีตัวเลขระบุความหวานเมื่อเทียบกับน้ำตาลทรายปกติ ดังนี้

​ขัณฑสกร (Saccharin): หวานกว่าน้ำตาล 200 – 700 เท่า

​แอสปาแตม: หวานกว่าน้ำตาล 200 เท่า

​ซูคราโลส: หวานกว่าน้ำตาล 600 เท่า

​อะเซซัลเฟม-เค: หวานกว่าน้ำตาล 200 เท่า

​Neotame: หวานกว่าน้ำตาล 7,000 – 13,000 เท่า

​Advantame: หวานกว่าน้ำตาล 20,000 เท่า

​หญ้าหวาน: หวานกว่าน้ำตาล 600 เท่า

​หล่อฮังก๊วย: หวานกว่าน้ำตาล 100 – 250 เท่า

​ ขณะที่กลุ่มสารให้ความหวานเพิ่มเติม ที่ได้รับการรับรองจาก อย.ไทย (Thai FDA) ​ได้แก่ ​อะลิแทม (Alitame) เป็นสารกลุ่มไดเปปไทด์ (Dipeptide) ที่มีโครงสร้างคล้ายกับแอสปาร์แตม และ​ไซคลาเมต (Cyclamates) หวานกว่าน้ำตาล 30 – 50 เท่า จะเห็นว่า สารให้ความหวานเหล่านี้เกือบทั้งหมด มีความหวานมากกว่าน้ำตาลทรายปกติหลายเท่าตัว (ตั้งแต่ 30 เท่า ไปจนถึงสูงสุดคือ 20,000 เท่า) ทำให้ใช้ในปริมาณเพียงเล็กน้อยก็สามารถให้ความหวานทดแทนน้ำตาลได้โดยไม่เพิ่มพลัง งานให้กับร่างกาย

รศ.ทพญ.ดร.อรนาฎ ให้ข้อมูลเสริมถึงสารให้ความหวานที่หน่วยงานประเทศต่างๆ ให้การรับรองนั้นแตกต่างกัน ฉะนั้น สูตรเครื่องดื่มไดเอทของไทยก็อาจจะต่างกับสูตรเครื่องดื่มไดเอทที่สหรัฐฯ เพราะที่สหรัฐฯ มักจะใช้แอสปาแตม ส่วนไทยใช้ซูคราโลส กับอะเซซัลเฟม-เค รสชาติก็จะแตกต่างกัน

“จริงๆสารให้ความหวานโครงสร้างไม่เหมือนกัน อาจไปทำอะไรที่แตกต่างกันในร่างกายมนุษย์ก็ได้ ฉะนั้นเราอาจต้องคำนึงถึงชนิดของสารให้ความหวานด้วย แม้สารให้ความหวานจะได้รับการรับรองว่า ปลอดภัย ไม่ทำให้เกิดพิษ ถ้าบริโภคในระดับที่ได้รับการรับรองก็ตาม”

WHO ไม่แนะนำให้ใช้สารให้ความหวาน เพื่อคุมน้ำหนัก

สำหรับผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มที่โฆษณาว่า “ไม่มีน้ำตาล” ในไทยที่ใช้สารให้ความหวานและได้รับเครื่องหมาย “ทางเลือกสุขภาพ” (Healthier Choice) ถามว่า แท้จริงแล้วดีต่อสุขภาพจริงหรือไม่?  ในเมื่อผู้บริโภคส่วนใหญ่เข้าใจว่า ผลิตภัณฑ์ที่มีสัญลักษณ์นี้ คือ ต้องดีต่อสุขภาพ

ลองสืบค้นดูหลักฐาน ผลการศึกษา หรือผลการวิจัยในปัจจุบัน จะพบว่าการใช้สารให้ความแทนน้ำตาล  บ่งบอกอะไรหลายอย่าง และเราสามารถใช้ข้อมูลเหล่านี้เป็นทางเลือกเพื่อสุขภาพได้ไม่มากก็น้อย

เมื่อเร็วๆนี้ มีข่าวจากองค์การอนามัยโลก ออกมาประเมินความเสี่ยงและอันตรายของแอสปาแตม ซึ่งเป็นสารให้ความหวาน โดยจัดกลุ่มความเสี่ยงเฝ้าระวังว่า อาจจะก่อให้เกิดมะเร็งในมนุษย์ได้ แต่ยังไม่หลักฐานที่แน่ชัดหรือยืนยันได้เต็มร้อย (Group 2b) ขณะที่ เมื่อปี 2023 องค์การอนามัยโลก ไม่แนะนำ ให้คนทั่วๆไป เด็ก สตรีมีครรภ์ ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาล เป็นวิธีการควบคุมน้ำหนักหรือเพื่อลดความเสี่ยงการเกิดโรค NCDs (ไม่รวม Sugar Alcohols)  และยังมีรายงานวิจัยเรื่อง “Health effects of the use of non-sugar sweeteners: a systematic review and meta-analysis” เป็นรายงานที่จัดทำและเผยแพร่โดยองค์การอนามัยโลก เมื่อปี 2022 พบว่าสารให้ความหวาน ไม่มีผลต่อการลดน้ำหนัก อาจมีความเสี่ยงเกิดโรคเบาหวาน หัวใจ และหลอดเลือด รวมทั้งอาจมีผลเสียต่อสตรีมีครรภ์ ทั้งยัง มีการศึกษาผลต่อสมอง พบว่าคนที่บริโภคเครื่องดื่มที่ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลเป็นประจำมีความเสี่ยงการเกิดโรคสมองตีบ หรืออุดตัน โรคสมองเสื่อม และโรคอัลไซเมอร์ มากกว่าผู้ที่ไม่ได้ดื่ม และมีการศึกษาเมื่อปี 2025 พบว่าคนอายุน้อยกว่า 60 ปี บริโภค low calorie sweetener มีความสัมพันธ์ต่ออัตราการลดลงของสมรรถภาพทางสมอง หรือมีความเสี่ยงต่อสมองเสื่อมมากกว่าคนไม่บริโภคเครื่องดื่มที่ใช้สารให้ความหวาน

รศ.ทพญ.ดร.อรนาฎ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ประโยชน์เพียงข้อเดียวของสารให้ความหวานที่มีผลงานวิจัยรองรับอย่างชัดเจน คือ การช่วยลดความเสี่ยงโรคฟันผุ โดยเฉพาะกลุ่มน้ำตาลแอลกอฮอล์ เช่น ไซลิทอล และอิริทริทอล เนื่องจากจุลินทรีย์ในช่องปากไม่สามารถนำน้ำตาลเหล่านี้ไปเปลี่ยนเป็นกรดที่ทำลายผิวฟันได้

กระทบจุลินทรีย์ในลำไส้

นอกจากนี้ มีผลการศึกษาชี้ว่า การบริโภคสารให้ความหวานส่งผลกระทบต่อจุลินทรีย์ในลำไส้ (Gut Microbiota) โดยเข้าไปเปลี่ยนแปลงกลุ่มจุลินทรีย์ดังกล่าว ทั้งนี้ ในขณะที่มนุษย์มีจำนวนยีนประมาณ 2 หมื่นยีน จุลินทรีย์ในลำไส้กลับมีจำนวนยีนรวมกันมากกว่า 3.3 ล้านยีน ส่งผลให้เมื่อเราบริโภคอาหารเข้าไป ร่างกายจะสามารถย่อยได้เพียงบางส่วน ส่วนสารอาหารที่เหลือซึ่งร่างกายไม่สามารถย่อยได้ เช่น ไฟเบอร์และกากใย จุลินทรีย์ในลำไส้จะเป็นผู้ทำหน้าที่ย่อยสลายแทน

รศ.ทพญ.ดร.อรนาฎ ได้อธิบายถึงปัจจัยที่มีผลต่อจุลินทรีย์ในลำไส้ไว้ทิ้งท้ายด้วยว่า “นอกจากพันธุกรรม สิ่งแวดล้อม และอาหารการกินแล้ว หากเราอยากให้จุลินทรีย์ดีชนิดไหนเติบโตในลำไส้ เราก็ต้องเลือกรับประทานอาหารที่เอื้อต่อจุลินทรีย์ชนิดนั้น ดังนั้น เวลาที่รับประทานอาหาร จึงไม่ใช่แค่การกินเพื่อตัวเราเองเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งต่อสารอาหารไปเลี้ยงจุลินทรีย์ในลำไส้ ที่จะช่วยดูแลสุขภาพของเราให้แข็งแรง

ด้าน ทพญ.ปิยะดา ประเสริฐสม ประธานเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน  กล่าวว่า เครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน มีจุดยืนชัดเจนในการส่งเสริมให้ลดพฤติกรรมการติดรสหวาน ซึ่งไม่ได้หมายถึงแค่การลดน้ำตาลเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการใช้ ‘สารให้ความหวานแทนน้ำตาล’ด้วย ทั้งนี้ ทางเครือข่ายฯไม่สนับสนุนการใช้สารทดแทนความหวาน เนื่องจากห่วงใยในผลกระทบต่อสุขภาพระยะยาว โดยเฉพาะในกลุ่มเด็ก เยาวชน และหญิงตั้งครรภ์

“ปัจจุบันเริ่มมีผลการศึกษาที่ทำให้สังคมตั้งคำถามว่า สารให้ความหวานแทนน้ำตาลเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งจริงหรือไม่ ซึ่งผลวิจัยในปัจจุบันยังมีทั้งที่พบและไม่พบความเชื่อมโยงดังกล่าว แต่ประเด็นที่น่าจับตามองและส่งผลกระทบมากที่สุดคือ ข้อบ่งชี้ที่ว่าสารเหล่านี้อาจส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและการทำงานของแบคทีเรียดีในลำไส้

ถึงแม้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลจะได้รับการรับรองว่าปลอดภัย บริโภคได้ในปริมาณที่กำหนด แต่ทางเลือกที่ดีที่สุด คือ เลือกบริโภคอาหารที่ดีต่อสุขภาพ รสหวานตามธรรมชาติและไม่ปรุงรสหวานเพิ่ม เลือกดื่มน้ำเปล่า หรือเครื่องดื่มที่ไม่มีรสหวาน เน้นการลดอาหารและเครื่องดื่มรสหวานดีกว่าการแทนน้ำตาลด้วยสารให้ความหวาน”ทพญ.ปิยะดา กล่าว

สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ รับรางวัล ‘องค์กรดีเด่นด้านการต่อต้านการทุจริต ประจำปี 2569’

สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ รับรางวัล 'องค์กรดีเด่นด้านการต่อต้านการทุจริต ประจำปี 2569'

สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ รับรางวัล ‘องค์กรดีเด่นด้านการต่อต้านการทุจริต ประจำปี 2569’

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.30 น.

สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน) หรือ พกฉ. เข้ารับรางวัล “องค์กรดีเด่นด้านการต่อต้านการทุจริต ประจำปี 2569” (Anti-Corruption Awards 2026) จากมูลนิธิต่อต้านการทุจริต ในพิธีมอบรางวัลองค์กรและบุคคลดีเด่นด้านการต่อต้านการทุจริต ประจำปี 2569 ณ หอประชุมอาคารอเนกประสงค์ สปท. สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ กรุงเทพฯ โดยมีศาสตราจารย์พิเศษ วิชา มหาคุณ ประธานกรรมการมูลนิธิต่อต้านการทุจริต เป็นประธานในพิธี และมอบรางวัล ในโอกาสนี้ พันจ่าเอก ประเสริฐ มาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มอบหมายให้ นางสาวสุภารัตน์ ปานผดุง ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการ เป็นผู้แทนเข้าร่วมพิธีและรับรางวัล

พันจ่าเอก ประเสริฐ มาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กล่าวว่า “รางวัลนี้เป็นทั้งความภาคภูมิใจและเครื่องยืนยันถึงความมุ่งมั่นของ พกฉ. ในการบริหารตามหลักธรรมาภิบาล ด้วยความซื่อสัตย์ โปร่งใส ตรวจสอบได้ โดยยึดหลักคุณธรรม และความรับผิดชอบต่อสังคม เราให้ความสำคัญกับการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ไม่ยอมรับการทุจริตทุกรูปแบบ ควบคู่กับการปฏิบัติภารกิจเผยแพร่พระเกียรติคุณและพระอัจฉริยภาพด้านการเกษตรของพระมหากษัตริย์ไทย ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเกษตรเศรษฐกิจพอเพียง และส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตแก่ประชาชน เพื่อให้การดำเนินงานขององค์กรสร้างคุณค่าและประโยชน์แก่ประชาชนอย่างแท้จริง”

โดย พกฉ.ยังคงเดินหน้าพัฒนาระบบบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสอดคล้องกับหลักเกณฑ์การประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (ITA) พร้อมปลูกฝังค่านิยมด้านคุณธรรม จริยธรรม และความซื่อสัตย์สุจริตให้เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติงานของบุคลากรทุกระดับ เพื่อยกระดับคุณภาพการให้บริการและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน”

การได้รับรางวัลองค์กรดีเด่นด้านการต่อต้านการทุจริต ประจำปี 2569 ในครั้งนี้ นับเป็นเครื่องยืนยันถึงความมุ่งมั่นของสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน) ในการดำเนินงานด้วยความโปร่งใส ยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล คุณธรรม และจริยธรรม พร้อมขับเคลื่อนองค์กรให้เป็นแบบอย่างของหน่วยงานภาครัฐที่บริหารงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และร่วมสร้างสังคมไทยที่โปร่งใส เป็นธรรม พร้อมส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรที่ต้านทานการทุจริตอย่างยั่งยืน

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 02-529-2212-13, 087-359-7171 เว็บไซต์ http://www.wisdomking.or.th หรือ Facebook @wisdomkingmuseum

ททท. เปิดมิติใหม่ของ Gastronomy Tourism ผ่านโครงการ “Local Spirit Guide เรื่องเล่าเคล้าสุราชุมชน”

ททท. เปิดมิติใหม่ของ Gastronomy Tourism ผ่านโครงการ “Local Spirit Guide เรื่องเล่าเคล้าสุราชุมชน”

ททท. เปิดมิติใหม่ของ Gastronomy Tourism ผ่านโครงการ “Local Spirit Guide เรื่องเล่าเคล้าสุราชุมชน”

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.47 น.

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เดินหน้าส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและ Gastronomy Tourism ผ่านโครงการ “Local Spirit Guide เรื่องเล่าเคล้าสุราชุมชน” ภายใต้แนวคิด “ROOT ON THE ROCK รินรสเล่า…เคล้าวิถีถิ่น” เพื่อต่อยอด “สุราชุมชน” จากผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นสู่ประสบการณ์ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมร่วมสมัย โดยเชื่อมโยงเรื่องราวของผู้คน วัตถุดิบ อาหาร วิถีชีวิต และภูมิปัญญาของแต่ละพื้นที่เข้าด้วยกัน พร้อมพัฒนาสู่เส้นทาง Gastronomy Tourism รูปแบบใหม่ที่สร้างคุณค่าให้กับการเดินทาง และสอดคล้องกับนโยบาย Value is the New Volume ของ ททท. ที่มุ่งเน้นการสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวคุณภาพ (Meaningful Travel Experience) เพื่อให้นักท่องเที่ยวใช้เวลาเรียนรู้ เข้าใจพื้นที่ และสร้างคุณค่าร่วมกับชุมชนมากกว่าการเดินทางเพื่อเยี่ยมชมเพียงอย่างเดียว

ประเทศไทยมีทุนทางวัฒนธรรมด้านอาหารและเครื่องดื่มที่โดดเด่นในระดับโลก ขณะเดียวกัน “สุราชุมชน” ถือเป็นอีกหนึ่ง Cultural Asset ที่สะท้อนทั้งประวัติศาสตร์ ภูมิปัญญา วัตถุดิบ และอัตลักษณ์เฉพาะถิ่นของแต่ละพื้นที่ เมื่อนำมาเชื่อมโยงกับอาหารท้องถิ่น การเล่าเรื่อง และกิจกรรมของชุมชน จึงสามารถต่อยอดสู่ประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีเอกลักษณ์ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับการท่องเที่ยวไทยในมิติใหม่

นายอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า “ปัจจุบันนักท่องเที่ยวไม่ได้เดินทางเพียงเพื่อไปถึงจุดหมาย แต่ต้องการประสบการณ์ที่ทำให้เข้าใจพื้นที่และผู้คนอย่างลึกซึ้ง ททท. จึงมุ่งพัฒนาการท่องเที่ยวที่สร้างคุณค่าผ่านเรื่องราวและอัตลักษณ์ของท้องถิ่น โดยมองว่าสุราชุมชนไม่ใช่เพียงสินค้า แต่เป็นสื่อกลางที่สะท้อนวิถีชีวิต ภูมิปัญญา และวัฒนธรรมของแต่ละพื้นที่ โครงการ Local Spirit Guide จึงเป็นอีกหนึ่งต้นแบบของการนำทุนวัฒนธรรมด้านอาหารและเครื่องดื่มมาต่อยอดเป็นประสบการณ์ท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ ที่เชื่อมโยงชุมชน ผู้ประกอบการ และนักท่องเที่ยวเข้าด้วยกัน พร้อมสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นอย่างยั่งยืน”

หัวใจสำคัญของโครงการ คือการพาทีมนักเขียน Blogger Storyteller และ Content Creator ลงพื้นที่จริงใน 5 เส้นทางต้นแบบ เพื่อเรียนรู้ร่วมกับผู้ผลิตสุราชุมชน ผู้ประกอบการท้องถิ่น และผู้คนในชุมชน พร้อมถ่ายทอดเรื่องราวผ่านบทความ ภาพถ่าย และคอนเทนต์ที่สะท้อนคุณค่าของพื้นที่ในมุมมองร่วมสมัย เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้นักท่องเที่ยวออกเดินทางตามรอยประสบการณ์จริง

อีกหนึ่งความพิเศษของโครงการ คือการร่วมทำงานกับ Taste Curator หรือผู้เชี่ยวชาญด้านการคัดสรรรสชาติ เพื่อร่วมออกแบบ Food & Spirit Pairing โดยนำสุราชุมชนมาจับคู่กับอาหารท้องถิ่นอย่างสร้างสรรค์ ถ่ายทอดเอกลักษณ์ของวัตถุดิบและรสชาติของแต่ละพื้นที่ในมิติใหม่ ยกระดับการกินและการดื่มสู่ Curated Gastronomy Experience ที่เชื่อมโยงรากวัฒนธรรมเข้ากับประสบการณ์การท่องเที่ยวร่วมสมัย พร้อมเปิดมุมมองใหม่ว่าสุราชุมชนสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างคุณค่าให้กับ Gastronomy Tourism ของประเทศไทยได้

ภายใต้แนวคิด “ROOT ON THE ROCK รินรสเล่า…เคล้าวิถีถิ่น” โครงการได้พัฒนา คู่มือเส้นทางท่องเที่ยว (Local Spirit Guide) ครอบคลุม 5 ภูมิภาค 5 รากวัฒนธรรม ได้แก่ “อัสดงแห่งน่าน จากรวงข้าวสู่หยาดสุรา” ภาคเหนือ, “ออนซอน จิตวิญญาณแห่งอีสาน” ภาคอีสาน, “วิถีชีวิตลุ่มแม่น้ำท่าจีน” ภาคกลาง, “ชนเผ่าซอง” ภาคตะวันออก และ “ตำนาน 3 ผู้เฒ่า” ภาคใต้ โดยรวบรวมเรื่องราวของพื้นที่ สุราชุมชน อาหารท้องถิ่น กิจกรรมที่นักท่องเที่ยวสามารถมีส่วนร่วม รวมถึงคำแนะนำและแผนที่การเดินทาง เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้สนใจสามารถออกเดินทางตามรอยได้จริง

ททท. เชื่อว่า “Local Spirit Guide เรื่องเล่าเคล้าสุราชุมชน” จะเป็นอีกหนึ่งต้นแบบของการนำทุนวัฒนธรรมด้านอาหารและเครื่องดื่มมาต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ ถ่ายทอดคุณค่าของชุมชนผ่านรสชาติ เรื่องเล่า และประสบการณ์ที่จับต้องได้ พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้นักท่องเที่ยวออกเดินทางเพื่อค้นพบเสน่ห์ของประเทศไทยในมิติใหม่ และสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน ติดตามรายละเอียดและกิจกรรมต่าง ๆ ของโครงการได้ที่ Facebook Page: Root on the Rock – รินรสเล่า เคล้าวิถีถิ่น

เที่ยวกินฟินใกล้กรุง! บุกอาณาจักรดอกไม้ เจาะลึกนวัตกรรมเกษตร

เที่ยวกินฟินใกล้กรุง!  บุกอาณาจักรดอกไม้ เจาะลึกนวัตกรรมเกษตร

เที่ยวกินฟินใกล้กรุง! บุกอาณาจักรดอกไม้ เจาะลึกนวัตกรรมเกษตร

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.27 น.

“เต้ย พงศกร” พิธีกรหนุ่มรายการ “หอมแผ่นดิน กลิ่นไอเกษตร” แท็กทีมเพื่อนซี้สุดหล่อออร่าแรง “เอี๊ยง สิทธา” พาแฟนรายการขยับมาเช็คอินที่จังหวัดนครปฐม ดินแดนทวารวดีที่มีความอุดมสมบูรณ์  ในรูปแบบ ทริปท่องเที่ยวแนวเกษตร “เที่ยว กิน ฟิน” เริ่มต้นทริปด้วยความสิริมงคล ณ ลานหน้า “องค์พระปฐมเจดีย์” แลนด์มาร์คสําคัญที่ตั้งเด่นเป็นสง่าคู่บ้านคู่เมือง   ก่อนพาไปเติมพลังที่ร้านในตํานาน “ปฐมโภชนา 1” ลิ้มรสข้าวหมูแดงหมูกรอบสูตรโบราณ ที่สืบทอดความอร่อยมานานกว่า 52 ปี จนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น “มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม” มีความเด็ดอยู่ที่หมูกรอบสะท้านและนํ้าราดเข้มข้นกลมกล่อมที่เป็นเอกลักษณ์ จากนั้นพาไปเจาะลึกนวัตกรรมเกษตรขั้นเทพที่”วิสาหกิจศูนย์ข้าวชุมชน” พิสูจน์ความมหัศจรรย์ของ ข้าวสายสุขภาพพันธุ์ กข 43 ที่ถูกยกระดับให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์เสริมความงามและสกินแคร์กู้ผิวระดับพรีเมียม 

ชมอาณาจักรดอกไม้ที่ “Air Orchids Supermarket” ซูเปอร์มาร์เก็ตกล้วยไม้แห่งแรกของไทย เรียนรู้ขบวนการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อและการแปรรูปกล้วยไม้จริง สู่เครื่องประดับเรซิ่นเลอค่าและนํ้าหอมสุดคราฟต์    ในการเปลี่ยนสินค้าเกษตรต้นนํ้าให้กลายเป็นโมเดิร์นไลฟ์สไตล์ โดยมี ธ.ก.ส. เป็นพาร์ทเนอร์ สําคัญที่คอยสนับสนุนทั้งเงินทุนและนวัตกรรมเพื่อยกระดับชุมชนสู่ตลาดสากล

มาร่วมติดตามเรื่องราวดีๆ  ของการเดินทางที่เปลี่ยนภูมิปัญญาไทย ให้กลายเป็นสินค้าสุดพรีเมียมได้ในรายการ “หอมแผ่นดิน กลิ่นไอเกษตร” วันเสาร์ที่ 18 กรกฎาคมนี้ เวลา 20.20 น. ทางช่อง 9 MCOT HDกด 30

กรังด์ปรีซ์ฯ จับมือ ไอคอนสยาม จัดงาน ‘THAILAND DIECAST EXPO 2026’ ขับเคลื่อนอุตฯของสะสมไทยสู่เวทีโลก

กรังด์ปรีซ์ฯ จับมือ ไอคอนสยาม จัดงาน 'THAILAND DIECAST EXPO 2026' ขับเคลื่อนอุตฯของสะสมไทยสู่เวทีโลก

กรังด์ปรีซ์ฯ จับมือ ไอคอนสยาม จัดงาน ‘THAILAND DIECAST EXPO 2026’ ขับเคลื่อนอุตฯของสะสมไทยสู่เวทีโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.42 น.

กรังด์ปรีซ์ฯ จับมือ ไอคอนสยาม ตอกย้ำ Global Experience Destination จัดงาน “THAILAND DIECAST EXPO 2026” มหกรรมรถโมเดลระดับสากล ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมของสะสมไทยสู่เวทีโลก ดึงยอดผู้เข้าชมทะลุ 100,000 คน ตลอด 3 วัน

บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ผู้จัดงานยานยนต์ระดับนานาชาติ Bangkok International Motor Show จับมือ ไอคอนสยาม แลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำ และ Global Experience Destination พร้อมด้วยพันธมิตรแบรนด์ชั้นนำ จัดงาน “THAILAND DIECAST EXPO 2026” มหกรรมไดแคสต์และของสะสมใหญ่ที่สุดแห่งภูมิภาคอาเซียน ในวันที่ 10 – 12 กรกฎาคม 2569 ณ ไอคอนสยาม ฮอลล์ ชั้น 7 เพื่อสร้างคอมมูนิตี้สำหรับคนรักรถของเล่น โมเดล และของสะสมอย่างไร้ขีดจำกัด พร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่จุดหมายปลายทางของเหล่านักสะสมทั่วโลก โดยพิธีเปิดงานจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ได้รับเกียรติจากคณะผู้บริหาร พันธมิตรทางธุรกิจ นักสะสม และสื่อมวลชนเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง ท่ามกลางบรรยากาศความคึกคักและสีสันความสนุกสนานที่สามารถตอบโจทย์คนทุกเจเนอเรชัน ตั้งแต่นักสะสมมืออาชีพไปจนถึงกลุ่มครอบครัวและคนรุ่นใหม่ที่หลงใหลในงานศิลปะและการออกแบบ

สำหรับงาน Thailand Diecast Expo 2026 ในปีนี้ ได้รับการตอบรับอย่างดีจากประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ โดยตลอดการจัดงานทั้ง 3 วัน มีผู้เข้าชมงานหมุนเวียน ณ ไอคอนสยาม ฮอลล์ ชั้น 7 และริเวอร์ พาร์ค ชั้น G รวมกว่า 100,000 คน เพิ่มขึ้น 20% จากการจัดงานในปี 2025 ที่ผ่านมา แบ่งเป็นชาวไทย 60% และชาวต่างชาติ 40% สะท้อนการเติบโตของงานในฐานะมหกรรมรถโมเดลและของสะสมระดับนานาชาติอย่างแท้จริง ซึ่งความร่วมมือในครั้งนี้ ถือเป็นการตอกย้ำกลยุทธ์ของไอคอนสยามในการเป็น Global Experience Destination ที่มีความพร้อมในการรองรับอีเวนต์และการสร้างสรรค์พื้นที่ให้เป็นศูนย์รวมของไลฟ์สไตล์ เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่หลากหลายในทุกมิติ โดยเปิดพื้นที่ไอคอนสยามให้กลายเป็นศูนย์กลางของคอมมูนิตี้ Diecast & Collectible ที่ครบวงจรที่สุดในประเทศไทย เพื่อต้อนรับนักสะสม ครีเอเตอร์ ผู้ประกอบการ ตลอดจนนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก ซึ่งงานนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่พื้นที่แสดงของเล่นทั่วไป แต่คือพื้นที่แห่งจินตนาการ แรงบันดาลใจ และการสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ให้กับอุตสาหกรรมของสะสมไทยในการก้าวสู่เวทีสากล

ภายในงานได้รับการออกแบบมาเพื่อรองรับทุกแพสชันอย่างเต็มรูปแบบ โดยอัดแน่นไปด้วยโซนกิจกรรมที่ครอบคลุมทุกมิติถึง 8 โซนหลัก ได้แก่ 

                •             โซน Diecast และ Collectible รวบรวมแบรนด์ชั้นนำและโมเดลรถหายากจากทั่วโลก   

                •             โซน Diorama และ Toy พื้นที่จัดแสดงฉากจำลองสุดสมจริงและของเล่นที่เปี่ยมด้วยความคิดสร้างสรรค์   

                •             โซน Hobby, Marketplace และ Playground & Entertainment แหล่งช็อปปิง แลกเปลี่ยน และพื้นที่กิจกรรมความบันเทิงสำหรับทุกคนในครอบครัว   

                •             โซน Knowledge และ Contest เวทีประกวดและพื้นที่แบ่งปันองค์ความรู้จากกูรูตัวจริงในวงการ   

นอกจากนี้ งานในปีนี้ยังทวีความสนุกและสีสันมากยิ่งขึ้นผ่านความร่วมมือกับแบรนด์ระดับโลกอย่าง Chupa Chups ในฐานะ Official Partner ภายใต้แนวคิด “สยามอมยิ้ม x Diecast” ที่ผสานโลกของรถโมเดลเข้ากับสีสันและไลฟ์สไตล์อันเป็นเอกลักษณ์ของอมยิ้มชื่อดัง ช่วยสร้างบรรยากาศภายในงานให้เต็มไปด้วยรอยยิ้ม พร้อมขยายฐานและเชื่อมโยงคอมมูนิตี้นักสะสมให้เข้าถึงกลุ่มเด็ก เยาวชน ครอบครัว และคนรุ่นใหม่ รวมถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติได้อย่างน่าสนใจ

ความสำเร็จของการจัดงาน “THAILAND DIECAST EXPO 2026” ปีที่ 2  ในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์สำคัญที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของไอคอนสยามในฐานะแลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา ที่พร้อมเป็นแรงขับเคลื่อนร่วมกับพันธมิตร ส่งเสริมให้ทุกงานกลายเป็นอีเวนต์ยิ่งใหญ่ระดับโลก ที่สามารถสร้างความประทับใจ และเป็นหมุดหมายให้นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเดินทางมาเยือนประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในหลายมิติ และหลายอุตสาหกรรม เพื่อให้ธุรกิจต่างๆ เดินหน้าไปพร้อมกัน ติดตามความเคลื่อนไหวและกิจกรรมต่างๆ ได้ที่ http://www.iconsiam.com สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 1338 

MSD หนุน ‘Trans Pride Thailand’ ปีที่ 2 เปิดตัวกิจกรรมวิ่งส่งเสริมความหลากหลายในองค์กรขับเคลื่อนความเท่าเทียม

MSD หนุน ‘Trans Pride Thailand’ ปีที่ 2 เปิดตัวกิจกรรมวิ่งส่งเสริมความหลากหลายในองค์กรขับเคลื่อนความเท่าเทียม

MSD หนุน ‘Trans Pride Thailand’ ปีที่ 2 เปิดตัวกิจกรรมวิ่งส่งเสริมความหลากหลายในองค์กรขับเคลื่อนความเท่าเทียม

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.29 น.

บริษัท เอ็มเอสดี (ประเทศไทย) จำกัด ตอกย้ำความมุ่งมั่นด้านความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการมีส่วนร่วม (Diversity, Equity and Inclusion: DEI) ในเดือน Pride Month ปี 2569 ด้วยการสนับสนุน Trans Pride Thailand 2026 ผ่านนิทรรศการ ‘TRANSMISSION powered by AIS: ข้ามเพศ ข้ามเวลา สู่ภารกิจความเท่าเทียม’ ณ AIS Siam กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 12–16 มิถุนายน ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ภายใต้กรอบโครงการ MSD Gives Back พร้อมกันนี้ยังได้เปิดตัว MSD All Gen(ders) Run กิจกรรมวิ่งเชื่อมพลังความหลากหลายในเครือข่ายพนักงาน ณ สวนลุมพินี นับเป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าเอ็มเอสดีมุ่งขับเคลื่อนความเท่าเทียมอย่างรอบด้าน ทั้งในชุมชนหลากหลายทางเพศและภายในองค์กร ด้วยความเชื่อมั่นว่าความเท่าเทียมคือสิทธิพื้นฐานที่ทุกคนในสังคมสมควรได้รับ  

Trans Pride Thailand 2026 มหกรรม Pride ระดับชาติเพื่อชุมชนคนข้ามเพศ นอนไบนารี และอินเตอร์เซกซ์ กลับมาอีกครั้งเป็นครั้งที่ 3 นับตั้งแต่ริเริ่มขึ้นในปี 2567 โดยเครือข่าย Trans Pride Thailand เป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการของ InterPride หรือสมาคมผู้จัดงาน Pride ระดับนานาชาติ งานปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “การส่งต่อพลัง” จากรุ่นสู่รุ่น จากอดีตสู่ปัจจุบัน และจากการมองเห็นสู่การมีอิทธิพลในระดับโครงสร้างสังคมและเศรษฐกิจ สะท้อนความเชื่อมั่นว่าความเท่าเทียมของชุมชนคนข้ามเพศคือพลังสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมที่ยั่งยืน โดยเอ็มเอสดี ประเทศไทย ร่วมสนับสนุนการจัดงานครั้งนี้ ภายใต้โครงการ MSD Gives Back เพื่อตอบแทนชุมชนและสังคม

ตลอดระยะเวลา 5 วัน มีกิจกรรมมากมายที่จัดขึ้นเพื่อส่งต่อความหลากหลายและความภาคภูมิใจที่เชื่อมโยงสู่ระดับโลก ประกอบด้วย 3 ไฮไลท์หลัก ได้แก่ นิทรรศการ TRANSMISSION ถ่ายทอดคุณค่าทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมของชุมชนคนข้ามเพศผ่าน 4 โซนประสบการณ์ ได้แก่ SEEN ประวัติศาสตร์คนข้ามเพศในสังคมไทย, MOVE การขับเคลื่อนสิทธิและกฎหมายเพื่อความเท่าเทียม, WORTH พลัง Trans Economy ที่ยังรอการปลดปล่อย, และ WORLD Soft Power ไทยสู่เวทีโลก เวทีเสวนา Talk Series ที่ครอบคลุมประเด็นกฎหมาย สุขภาวะ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และครอบครัว และ เวิร์กช็อป Boost Camp สำหรับผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์จากชุมชนคนข้ามเพศและหลากหลายทางเพศ ณ AIS SIAM STUDIO ชั้น 4 โดยเอ็มเอสดีร่วมส่งตัวแทนเป็นวิทยากรในเวทีเสวนา ‘EARN YOUR WORTH’ เพื่อแบ่งปันประสบการณ์จริงในการสร้างองค์กรที่เปิดรับความหลากหลายทางเพศและส่งเสริมความเท่าเทียมสำหรับทุกคน     

นอกจากการสนับสนุน Trans Pride Thailand แล้ว เอ็มเอสดียังสะท้อน Pride ภายในองค์กรด้วยการจัด MSD All Gen(ders) Run กิจกรรมวิ่งเชื่อมพลังความหลากหลายเป็นครั้งแรก ณ สวนลุมพินี เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างเครือข่ายพนักงานของเอ็มเอสดี 2 กลุ่ม ได้แก่ Next Gen Network เครือข่ายพนักงานคนรุ่นใหม่ และ Rainbow Alliance เครือข่ายพนักงานด้านความหลากหลายทางเพศ โดยชวนพนักงานมาจับคู่กับ Buddy ที่มีความแตกต่างด้านอายุ เพศ พื้นเพ หรือแผนกงาน เพื่อร่วมวิ่ง เดิน และสนุกกับกิจกรรม Color Hunting ความมุ่งมั่นของเอ็มเอสดีทั้งภายนอกและภายในองค์กรครั้งนี้ พิสูจน์ให้เห็นว่าเอ็มเอสดีมองความหลากหลายและความเท่าเทียมอย่างครบวงจร ไม่ใช่แค่นโยบาย แต่คือวัฒนธรรมที่ทุกคนในองค์กรร่วมกันสร้างและมีชีวิตอยู่ทุกวัน

ความร่วมมือระหว่าง Next Gen Network และ Rainbow Alliance ในครั้งนี้เกิดขึ้นจากแรงบันดาลใจร่วมกันในการพาพนักงานออกมาสัมผัสประสบการณ์นอกออฟฟิศ ร่วมวิ่ง เดิน และสนุกสนานไปด้วยกันอย่างมีพลัง เพื่อสร้างความเชื่อมโยงที่แท้จริงผ่านกิจกรรมที่ทุกคนเข้าถึงได้ เพราะเชื่อว่าความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างพนักงานคือรากฐานสำคัญของวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดกว้างและเปิดรับทุกคน ทั้งสองเครือข่ายมุ่งมั่นที่จะสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ทุกคนสามารถเป็นตัวของตัวเองได้อย่างแท้จริง เพราะความเท่าเทียมไม่ใช่เรื่องของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่คือความรับผิดชอบร่วมกันของทุกคนในการสร้างองค์กรและสังคมที่ดีกว่า  

ความมุ่งมั่นของเอ็มเอสดีในการสนับสนุน Trans Pride Thailand ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ควบคู่กับการจัด MSD All Gen(ders) Run สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางที่ครอบคลุมทุกมิติในการขับเคลื่อน DEI ทั้งในชุมชนหลากหลายทางเพศและภายในองค์กร เอ็มเอสดีเชื่อมั่นว่าสังคมที่เท่าเทียมและโอบรับความหลากหลายคือรากฐานสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืน สอดคล้องกับพันธกิจ ‘Inventing for Life’ ที่มุ่งสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นสำหรับทุกคน โดยไม่มีข้อยกเว้น

คุณแหน: 16 กรกฎาคม 2569

คุณแหน: 16 กรกฎาคม 2569

คุณแหน: 16 กรกฎาคม 2569

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 01.00 น.

●● สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานพระราชวโรกาสให้ สุรวัฒน์ ชมภูพงษ์ ประธานมูลนิธิช่วยนักเรียนที่ขาดแคลน ในพระบรมราชินูปถัมภ์ (ม.น.ข.) นำคณะบุคคลผู้มีจิตศรัทธาต่อภารกิจของมูลนิธิฯ เข้าเฝ้าทูลละอองพระบาทเพื่อทูลเกล้าฯ ถวายเงินสมทบกองทุนของมูลนิธิฯ ในวันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม 2569 เวลา 09.00 น. ณ พระตำหนักวังสระปทุม…

●● ถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา มูลนิธิอนุรักษ์พระราชวังพญาไท เชิญร่วมฟัง

การแสดง ดนตรีไทยพรรณนา ครั้งที่ 19 ประจำ ปี 2569 เรื่อง “สัมมาสัมพุทธปาฏิหาริย์” โดย ดร.อภิณัฎฐ์ กิติพันธุ์ และวงดนตรีบ้านชีวานุภาพ 23 ส.ค.13.00 น. ห้องประชุมมงกุฎเวชวิทยา ชั้น 4 วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า ชมฟรี สำรองที่นั่งล่วงหน้าเท่านั้น โทร.02-3547987…

●● สิริกาญจน์ รสกุล และ วรุตม์ ปวโรดม(เชฟแชมป์) ลูกชายของ พัชรพิมล ยังประภากร เจ้าของร้านบันยัน Banyan.BKK ตื่นเต้นดีใจที่ได้ต้อนรับอดีตนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน จองโต๊ะมาอิ่มอร่อยที่ร้านอาหารไทยสไตล์ Chef Table สาทร ซ.1…

●● ความสุขของ ดร.อดิทธิ์ เชี่ยวสกุล หลังจากไปลงหลักปักฐานอยู่ที่ขอนแก่นหลายปี ..มีความสุขกับการทำบุญทำกุศลตามวาระและโอกาสดีๆ ที่ตอบโจทย์ชีวิตสโลว์ไลฟ์ในวัยนี้…

●● สวด พ.ท.หญิงกิ่งพร อินทราวุธ มารดา ศุภรัชต์ อินทราวุธ ศาลา 3 วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน 14-16 ก.ค.18.00 น.พระราชทานเพลิงศพ 18 ก.ค.17.00 น. เมรุ 1…

●● ครบ 8 รอบ 96 ปี ศ.ดร.อมร จันทรสมบูรณ์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่าน มุกดา จันทรสมบูรณ์ พร้อมลูกๆ หลานๆ ต้อนรับญาติสนิทมิตรแท้ ที่มาร่วมอวยพรอย่างคับคั่งอบอุ่น…●● ยินดีกับ รัญชา บริบาลบุรีภัณฑ์ เดินทางไปรับตำแหน่ง District 17 Governor ปี บริหาร 2026-2028 ในงานประชุม Zonta International 67th Convention ที่เมืองแวนคูเวอร์ แคนาดา…

●● ศูนย์สื่อสารองค์กร จุฬาฯ ร่วมกับ CBS Academy คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ จัดโครงการอบรมผู้บริหารสื่อมวลชนด้านการบริหารจัดการ ระหว่างวันที่ 18 ส.ค.- 24 ก.ย. เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการสมัยใหม่แก่ผู้บริหารระดับสูงของสื่อมวลชน พร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างจุฬาฯ และสื่อมวลชนโดยมี ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดี เป็นประธานในพิธีเปิดพร้อมบรรยายพิเศษ…

●● ร้านแม่ยุ้ย สาขาราชครูของ จอม เชี่ยวสกุล มีเมนูใหม่ที่อยากแนะนำตอนนี้คือ แกงพะแนงเนื้อสามชั้น ข้าวหอมมะลิ และปลาวงเค็มทอด เป็นเมนูที่เรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยความพิถีพิถันในทุกองค์ประกอบ จองที่นั่ง 02-2799849 เปิดทุกวัน 11.00-22.00 น. …

มิ้วส์เชค อรภัสญาน์ สวมวิญญาณจิตอาสา แต่งหน้า ทำผม ส่งผู้เสียชีวิตเหตุไฟไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าว

มิ้วส์เชค อรภัสญาน์ สวมวิญญาณจิตอาสา แต่งหน้า ทำผม ส่งผู้เสียชีวิตเหตุไฟไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าว

มิ้วส์เชค อรภัสญาน์ สวมวิญญาณจิตอาสา แต่งหน้า ทำผม ส่งผู้เสียชีวิตเหตุไฟไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าว

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.55 น.

ถือว่าเป็นอีกหนึ่งศิลปินคุณภาพทั้งด้านการร้องเพลง และหัวใจจิตอาสาของ “มิ้วส์เชค อรภัสญาน์” นักร้องลูกทุ่งค่ายแกรมมี่โกลด์ ที่ได้ร่วมเป็นจิตอาสากับมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เพื่อทำหน้าที่แต่งหน้าและทำผมให้กับผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ไฟไหม้โรงเบียร์ย่านลาดพร้าว โดยเป็นการปฏิบัติภารกิจนี้เป็นครั้งแรกในชีวิตท่ามกลางบรรยากาศความโศกเศร้า ซึ่งเจ้าตัวได้ตั้งใจดูแลผู้เสียชีวิตกว่า 9 รายอย่างสุดความสามารถ เพื่อให้ทุกคนดูดีที่สุดในวาระสุดท้าย

ในการปฏิบัติหน้าที่ครั้งนี้ “มิ้วส์เชค” ยังได้มีโอกาสแต่งหน้าให้กับ “น้องบรีส” นักร้องนำวงทศกัณฐ์ หนึ่งในผู้เสียชีวิต และน้องบรีสเองก็เป็นแฟนคลับของ มิ้วส์เชค ที่ติดตามผลงานกันมานานด้วยเช่นกัน มิ้วส์เชคยังได้กล่าวแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้สูญเสียทุกคน และมุ่งมั่นทำหน้าที่จิตอาสานี้ด้วยความตั้งใจจริงเพื่อส่งทุกคนเป็นครั้งสุดท้ายอย่างสมเกียรติที่สุด