จ่อยกเครื่องกฎเกณฑ์คนขับทั่วประเทศ ศุภมาส เผย โบลท์ จ่ายเยียวยานทท.ญี่ปุ่น 35,000

จ่อยกเครื่องกฎเกณฑ์คนขับทั่วประเทศ ศุภมาส เผย โบลท์ จ่ายเยียวยานทท.ญี่ปุ่น 35,000

จ่อยกเครื่องกฎเกณฑ์คนขับทั่วประเทศ ศุภมาส เผย โบลท์ จ่ายเยียวยานทท.ญี่ปุ่น 35,000

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.16 น.

‘ศุภมาส’เผย ‘โบลท์’ จ่ายเยียวยานทท.ญี่ปุ่น 35,000 บาทแล้ว พรุ่งนี้เรียกคุยต่อ จ่อฟ้องคดีทำร้ายร่างกายต่อ ก่อนนัด 13 แพลตฟอร์มใหญ่คุยสัปดาห์หน้า หลังเรียกเก็บค่ารถไม่เท่ากัน
ถกสคบ. ชุดใหญ่พรุ่งนี้ ลุยฟ้อง‘วอลโว่’ ป้องเหยื่อกว่า 500 เคส ลั่นไม่มีไกล่เกลี่ยแล้ว

วันที่ 4 มิ.ย.69 เมื่อเวลา 12.54 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีความคืบหน้าคนขับรถรับจ้างผ่านแอพพลิเคชั่นโบลท์ ก่อเหตุทำร้ายร่างกายผู้โดยสารชาวญี่ปุ่นระหว่างการเดินทางในพื้นที่สุขุมวิทย่านถนนอโศก จะต้องมีการจ่ายเงินเยียวยาอย่างไร ว่า ตามที่มีข่าวว่าแพลตฟอร์มชื่อดังที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในตอนนี้ เนื่องจากมีราคาค่าบริการต่ำกว่าแพลตฟอร์มอื่น  ในเรื่องของสคบ. ที่ดูแลเรื่องสิทธิผู้บริโภค เมื่อคนขับรถกดรับผู้โดยสารแล้วต้องส่งให้ถึงปลายทาง ซึ่งถือเป็นสิทธิที่ผู้บริโภคต้องได้รับ โดยกรณีนี้เข้าข่ายละเมิดสิทธิผู้บริโภค ขณะที่ ตัวแทนของแอพพลิเคชันดังกล่าวได้มาพบกับนายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่สน. ทองหล่อเมื่อวันที่ 3 มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยมีการพูดคุยเจรจาและไกล่เกลี่ยซึ่งทางแอพพลิเคชันดังกล่าวแสดงความรับผิดชอบ มีการจ่ายค่าเยียวยารวมแล้วประมาณ 35,000 บาท แต่เรื่องก็ยังไม่จบ เพราะยังมีคดีของการทำร้ายร่างกาย ซึ่งวันเดียวกันนี้เรื่องจะไปถึงศาลเพื่อดำเนินคดีในเรื่องดังกล่าวต่อ 

ศุภมาส อิศรภักดี

ทั้งนี้ทางสคบ. มีแนวคิดเรื่องนี้มาระยะหนึ่งแล้วที่จะต้องเข้ามาดูแลแพลตฟอร์มต่างๆ ทั้งแพลตฟอร์มขายของแพลตฟอร์มรับส่งสินค้า และแพลตฟอร์มรับส่งผู้โดยสาร โดยในวันที่ 5 มิ.ย.จะเรียกบริษัท โบลท์ ประเทศไทย (Bolt Thailand) เข้ามาพูดคุยเป็นเจ้าแรก และในวันที่ 12 มิ.ย.ก็จะเรียกอีก 13 แพลตฟอร์มเข้ามาพูดคุย เนื่องจากค่าบริการของทั้ง 13 แพลตฟอร์มไม่เท่ากันอย่างมีนัย ห่างกันเป็น 10 บาท 

“จากเคสนี้คนขับเป็นเด็กอายุ 23 ปี ไม่มีใบขับขี่รถโดยสารสาธารณะ บริษัทปล่อยให้มาขับแบบนี้ได้อย่างไร ต้องยอมรับว่าอายุ 23 ปีวุฒิภาวะอาจจะน้อย เพราะฉะนั้นอาจจะต้องถึงเวลาทบทวน มาตรการตั้งแต่เริ่มคัดกรองผู้ขับขี่ ว่าควรจะมีอายุเท่าไหร่ คุณอายุ 20 ปี ขับรถมีใบขับขี่ส่วนตัวได้ รถชนตายเองคนเดียวจบ แต่อันนี้มันเป็นใบขับขี่สาธารณะ อายุต้องเท่าไหร่ถึงจะเหมาะสมในการรับผิดชอบชีวิตคนอื่น ที่เป็นผู้โดยสาร รวมถึงบริษัทจะต้องมีสัญญามาตรฐานที่เป็นธรรมกับผู้โดยสาร จะต้องไม่ทอดทิ้งผู้โดยสาร ถ้าไม่มีเหตุสุดวิสัย ขณะเดียวกันจะต้องดูเรื่องความเป็นธรรมของค่าโดยสาร” น.ส.ศุภมาส กล่าว

ศุภมาส อิศรภักดี

น.ส.ศุภมาส กล่าวต่อว่า ทั้งนี้การแก้ปัญหาจะต้องบูรณาการกับหลายหน่วยงานเพราะจะต้องขึ้นลิสต์ผู้กระทำความผิด ว่าทำผิดขั้นไหนจะต้องมีบทลงโทษอย่างไร รวมถึงตัวแอพพลิเคชันด้วย จะต้องประชุมกัน เพื่อออกมาตรการและบทลงโทษ ถ้าแอพพลิเคชันไหนสร้างปัญหา ทำผิดซ้ำปล่อยประละเลย และมีการกระทำที่ไม่เป็นไปตามระเบียบและกฎหมาย จะต้องมีมาตรการลงโทษ

น.ส.ศุภมาส กล่าวด้วยว่า ในวันที่ 5 มิ.ย. จะมีการประชุมสคบ.ชุดใหญ่ ซึ่งมีเรื่องค้างพิจารณาประมาณ 10 เรื่อง แต่เรื่องใหญ่คือกรณีเกิดเหตุเพลิงไหม้รถยนต์ไฟฟ้า Volvo รุ่น EX30 ขณะชาร์จไฟอยู่ที่บ้านเมื่อวันที่ 15 พ.ค.ที่ผ่านมา  ซึ่งภายหลังการประชุมเสร็จสิ้นจะมีการเตรียมฟ้องร้อง บริษัท วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) จำกัด ไม่ให้มีการไกล่เกลี่ย แต่จะต้องดูว่าสามารถฟ้องร้องได้ขนาดไหน เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับความเป็นธรรมมากที่สุด โดยอาจจะมีการฟ้องค่ารถบวกค่าดอกเบี้ย รวมถึงค่าเสียหายอื่นๆเพราะผู้เสียหายอาจจะต้องเปลี่ยนไปใช้บริการรถแท็กซี่ หรือถูกสังคมไม่ต้อนรับเวลานำรถยนต์ของตัวเองไปจอดที่อื่น ซึ่งจะต้องดำเนินการฟ้องผู้เสียหาย 500 กว่าเคส ซึ่งมีบางคนไม่ต้องการได้รถยนต์แล้ว แต่ต้องการได้รับเงินชดเชย และต้องการเปลี่ยนแบตเตอรี่ตามข้อเสนอของ แบตเตอรี่ เราก็จะเดินหน้าฟ้องร้องให้ 

ศรีสุวรรณ ร้องศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัย พีระพันธุ์ ตั้งผู้ที่ถูกลงโทษ ม.112 เป็น จนท.รัฐ ขัด รธน.หรือไม่

ศรีสุวรรณ ร้องศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัย พีระพันธุ์ ตั้งผู้ที่ถูกลงโทษ ม.112 เป็น จนท.รัฐ ขัด รธน.หรือไม่

ศรีสุวรรณ ร้องศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัย พีระพันธุ์ ตั้งผู้ที่ถูกลงโทษ ม.112 เป็น จนท.รัฐ ขัด รธน.หรือไม่

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.11 น.

วันที่ 4 มิถุนายน 2569 ที่สำนักงานศาลรัฐธรรม นูญ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ อาคาร A ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ได้เดินทางมายื่นคำร้องถึงศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอให้ศาลวินิจฉัยว่าการที่มีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองใช้อำนาจแต่งตั้งบุคคลซึ่งเคยต้องโทษในคดีอาญา ม.112 มาเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ อันถือว่ามีคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม ไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด เป็นการขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 25 ประกอบมาตรา 53 หรือไม่
           
ทั้งนี้ สืบเนื่องจากนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค สมัยที่ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีได้ลงนามในคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานเขตตรวจราชการที่ 11 ขึ้นมาเมื่อวันที่ 15 พ.ย.2566 เพื่อช่วยตรวจราชการในพื้นที่จังหวัดต่าง ๆ ใน 3 จังหวัดของภาคอีสานตอนบน ซึ่งหนึ่งในคณะทำงานดังกล่าวเคยกระทำความผิดและถูกพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายอาญา สำนักงานอัยการสูงสุดยื่นฟ้องในคดีอาญา ตามมาตรา 112 และศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาเป็นที่สุดในคดีหมายเลขดำที่ อ.2740/2553 คดีหมายเลขแดงที่ อ.193/56 โดยคดีถึงที่สุดให้จำคุก 3 ปี และลดโทษหนึ่งในสาม ตาม ป.อาญา มาตรา 78  คงจำคุก 2 ปี นับตั้งแต่วันที่ 7 มีนาคม 2560 เป็นต้นมา และศาลได้ออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดแล้วด้วย
     
“ซึ่งคณะทำงานตรวจราชการดังกล่าวที่รองนายกรัฐมนตรีคนดังกล่าวแต่งตั้งนั้น  คณะกรรมการ ป.ป.ช. กลับมีมติเมื่อวันที่ 24 ม.ค.2567 ว่าคณะทำงานดังกล่าวเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามความหมายของ พรป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 ทั้ง ๆ ที่บุคคลดังกล่าวถูกจำคุกในคดีความมั่นคง ตาม ปอ.มาตรา 112 มาแล้ว”นายศรีสุวรรณ  กล่าว

นายศรีสุวรรณ กล่าวอีกว่า  ดังนั้น การที่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแต่งตั้งบุคคลมาเป็นคณะทำงานโดยไม่ตรวจสอบคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามเสียก่อนนั้น น่าจะเป็นการใช้อำนาจที่ขัดต่อระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีและกฎหมายอีกหลายฉบับ อันอาจขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 25 ประกอบมาตรา 53 หรือไม่ อีกทั้งการใช้อำนาจดังกล่าวอาจเข้าข่ายไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 219 ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) และ ปอ.มาตรา 157 ด้วยหรือไม่ ด้วยเหตุดังกล่าวองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ในฐานะที่เป็นผู้มีส่วนได้เสียและถูกละเมิดสิทธิและเสรีภาพตามที่รัฐธรรมนูญให้การคุ้มครองไว้ จึงขอใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ในการมายื่นร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยเรื่องดังกล่าว เพื่อให้กรณีเช่นนี้ใช้เป็นบรรทัดฐานของสังคมต่อไป  

หมอวรงค์ วอน รัฐบาล ทบทวน MOU นำเข้าข้าวโพด GMO 1 ล้านตัน หวั่นกระทบภาคเกษตรกรไทย

หมอวรงค์ วอน รัฐบาล ทบทวน MOU นำเข้าข้าวโพด GMO 1 ล้านตัน หวั่นกระทบภาคเกษตรกรไทย

หมอวรงค์ วอน รัฐบาล ทบทวน MOU นำเข้าข้าวโพด GMO 1 ล้านตัน หวั่นกระทบภาคเกษตรกรไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.03 น.

‘หมอวรงค์’ วอน’รัฐบาล’ ทบทวน MOU นำเข้าข้าวโพด GMO 1 ล้านตัน อีกครั้งหนึ่ง หวั่นกระทบต่อภาคเกษตรกรไทย

 วันที่ 4 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา ที่รัฐสภา นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี รับหนังสือจากสมาคมพืชไร่ กรณี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ลงนาม MOU กับทางสหรัฐอเมริกาในการนำเข้าข้าวโพด GMO ซึ่งเป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารสัตว์จำนวน 1 ล้านตัน ซึ่งในขณะนี้อยู่ในกระบวนการจัดการ

โดย นพ.วรงค์ กล่าวว่า การที่นางศุภจีเปิดโอกาสให้มีการลงนามเพื่อนำเข้าข้าวโพด GMO ซึ่งเป็นเมล็ดพันธุ์ที่ไม่อนุญาตให้เกษตรกรไทยปลูก ตนจึงตั้งข้อสงสัยว่าทำไมนางศุภจีถึงจะไปลงนามให้นำเข้า ซึ่งอาจเกิดผลกระทบในระยะยาวต่อคนไทยได้ สิ่งที่ประชาชนผู้มายื่นหนังสือกังวลใจคือผลกระทบด้านราคา จริงอยู่ที่ผลผลิตข้าวโพดในประเทศไม่เพียงพอต่อการผลิตอาหารสัตว์ แต่ขณะนี้เกิดสมดุลแล้ว เนื่องจากสามารถใช้ผลผลิตอย่างอื่นมาเป็นวัตถุดิบได้ รวมถึงการนำเข้าข้าวสาลีมาเป็นวัตถุดิบ โดยขณะนี้ไม่ใช่ช่วงฤดูเก็บเกี่ยวของข้าวโพด แต่หากข้าวโพด GMO ที่นางศุภจียอมให้ผู้ประกอบการอาหารสัตว์นำเข้ามา จะมีผลกระทบต่อราคาในอนาคตเนื่องจากข้าวโพด GMO มีราคาถูกกว่า จึงเรียกร้องไปยังนางศุภจีให้เห็นแก่เกษตรกร อย่าเห็นแก่นายทุนและเรียกร้องให้ยกเลิกแผนโครงการนี้ 

“ฝากไปยังนางศุภจีว่าตนมีความจริงใจต่อรองนายกฯ หากทำอะไรดีก็ชื่นชม แต่อะไรที่ไม่ถูกต้องก็จะต้องเตือน การที่นางศุภจีไปเห็นชอบกับสมาคมผู้ประกอบการอาหารสัตว์และนำเข้าข้าวโพด GMO แบบไม่กำหนดระยะเวลาอันตราย โดยในช่วงนี้เป็นช่วงกระบวนการ และหากนำเข้าในช่วงฤดูการเก็บเกี่ยว ราคาข้าวโพดจะตกต่ำขนาดไหน จึงขอให้นางศุภจีปรับหรือยกเลิกแผนงานโครงการนี้เพื่อผลดีต่อภาพรวมธุรกิจอาหารสัตว์ เพื่อพี่น้องค้าพืชไร่และพี่น้องเกษตรกรปลูกข้าวโพด”นพ.วรงค์ กล่าว

ด้านนายพรเทพ ปู่ประเสริฐ อุปนายกสมาคมการค้าพืชไร่ กล่าวว่า ทางสมาคมมีความกังวลจากกรณีที่นางศุภจีได้มีการลงนาม MOU นำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐฯมาไทย พวกตนมีข้อกังวล 3 ประเด็นคือ ปัจจุบันไทยไม่อนุญาตให้เกษตรกรปลูกพืช GMO เด็ดขาด แต่วันนี้ไทยกลับไปนำเข้าผลผลิตทางการเกษตรจากเมล็ดพันธุ์ GMO เข้าไทย ซึ่งบทเรียนนี้เคยเกิดขึ้นแล้วในปี 2550 จากพืชถั่วเหลือง และการลงนาม MOU ข้าวโพดในครั้งนี้ มีการปรับลดภาษีนำเข้าจาก 73% เหลือ 0% ในส่วนของราคาและเสถียรภาพการค้าภายในประเทศในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยว เมื่อช่วงฤดูการเก็บเกี่ยวของเกษตรกรภายในประเทศ การนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศเข้ามาโดยไม่กำหนดระยะเวลา การนำเข้าจะเกิดการทับซ้อนในการบริหารจัดการวัตถุดิบ ทำให้เกิดวัตถุดิบล้นตลาดในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยว นำไปสู่ภาวะราคาตกต่ำ โดยทางสมาคมพิจารณาแล้วว่า วัตถุดิบทดแทนภายในยังเพียงพอต่อความต้องการอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ โดยเฉพาะปลายข้าว มันเส้น มันสำปะหลัง ที่ทางสมาคมเรียกร้องนางศุจีทบทวนและบริหารจัดการวัตถุดิบภายในเสียก่อนตอนจะนำเข้าข้าวโพดเข้ามา ราคาข้าวโพดยังตกต่ำเหลือ 6 บาท และหากนำเข้าข้าวโพดเข้ามาจริง ราคาข้าวโพดจะไม่ยิ่งตกต่ำลงหรือ

ยศชนัน เผยมติ กพช. เพิ่มเบี้ยคนพิการ จาก 800 เป็น 1,000 บาท คาดชงเข้าครม. เดือนนี้

ยศชนัน เผยมติ กพช. เพิ่มเบี้ยคนพิการ จาก 800 เป็น 1,000 บาท คาดชงเข้าครม. เดือนนี้

ยศชนัน เผยมติ กพช. เพิ่มเบี้ยคนพิการ จาก 800 เป็น 1,000 บาท คาดชงเข้าครม. เดือนนี้

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.50 น.

“ยศชนัน” เติมใจ กพช. เพิ่มเบี้ย​ ผู้พิการจาก 800 บาทเป็น 1,000 บาทต่อเดือน พร้อมขยายเพดานเงินกู้เป็น 3 แสนบาท​ แถมเสนอเปิดช่องญาติเป็นผู้ช่วยผู้พิการเดือนละ 10,800 บาท คาดชงครม.ภายในเดือนนี้

วันที่ 4 มิถุนายน 2569 เวลา​ 11.20 น.​ ที่ทำเนียบรัฐบาล นายยศชนัน​ วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม แถลงผลประชุมคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ​ หรือ​ ก​พช.​ ว่าที่ประชุมมีมติปรับเบี้ยยังชีพผู้พิการ​ ในกลุ่มผู้ที่ไม่ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและมีอายุต่ำกว่า 18 ปี​ จากเดือนละ 800 บาท​ เป็น 1,000 บาทต่อเดือน ทั้งนี้เพื่อความเท่าเทียมของการได้รับเบี้ยในส่วนนี้​  

นายยศชนัน กล่าวว่า นอกจากนี้ที่ประชุมยังอนุมัติโครงการจัดหากายอุปกรณ์  สำหรับช่วยเหลือผู้พิการ โดยใช้เงินจากกองทุนประจำปี 2569 มีกรอบวงเงิน 141 ล้านบาทจำนวน​ทั้งหมด 17,000 รายการ  และยังเห็นชอบการแก้ไขแผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ รวมถึงยังมีการขยายวงเงินกู้ยืม​ เพื่อการประกอบอาชีพ  โดยจะมีการขยายเพดานจาก 120,000 บาทเป็น 300,000 บาท เพื่อรองรับสถานการณ์ปัจจุบันให้สอดคล้องกับความเดือดร้อนของประชาชน

นายยศชนัน กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ยังมีการปรับสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัย ของผู้พิการ และการรับรองผู้ช่วยเหลือผู้พิการ ซึ่งผู้ช่วยคนพิการจะต้องผ่านการรับรอง จากเดิมที่ไม่มีเรื่องเครือญาติ​ แต่ปัจจุบันเราเห็นว่าปกติผู้ที่จะให้การช่วยเหลือผู้พิการ​ ส่วนมากจะเป็นเครือญาติ  ก็จะมีการปรับให้สามารถเป็นเครือญาติพี่น้องได้ หากผ่านการอบรม และได้รับใบรับรอง ซึ่งจะมีค่าตอบแทน 60 บาทต่อชั่วโมง  6 ชั่วโมงต่อวัน​ และ 30 วันต่อเดือน รวมเป็นเงิน 10,800 บาทต่อเดือน เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ต้องออกจากงานมาดูแลผู้พิการที่บ้าน  

ส่วนการจ้างงานผู้พิการของภาครัฐ นายยศชนัน กล่าวว่า ปัจจุบันภาคเอกชนทำได้ดี ซึ่งจะมีการนำรายงานเรื่องการจ้างงานผู้พิการ  เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อรับทราบ และขอความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ ในการที่จะจ้างงานให้เป็นไปตามเกณฑ์

นายยศชนัน กล่าวว่า ส่วนเรื่องของ พ.ร.บ. Universal Design ซึ่งจะมีการตั้งคณะอนุกรรมการ​ เพื่อศึกษาและยกร่าง​ ซึ่งจะมีผู้เชี่ยวชาญและผู้ที่เกี่ยวข้องหลายคน ทั้งในเชิงโครงสร้างกายภาพและมีการเปลี่ยนแปลงด้านดิจิทัล และเป็นในมุมของการส่งเสริมการเรียนรู้​ รวมถึงมีภาคีเครือข่ายจากผู้พิการหลากหลายรูปแบบเข้ามาร่วมกัน ซึ่งพ.ร.บ.นี้มีความมุ่งหวังไม่ใช่เฉพาะคนพิการ​ แต่เราจะต้องทำเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ หากสามารถ​ทำส่วนนี้ได้เรื่องของการท่องเที่ยวในตลาดผู้สูงอายุ​จากต่างชาติเข้ามาก็จะสามารถทำได้ง่ายขึ้น​ ขณะเดียวกัน ผู้พิการไทย ก็จะสามารถอยู่ได้อย่างเท่าเทียมและประกอบอาชีพต่างๆได้​ ซึ่งเป็นการเพิ่มโอกาส และปรับปรุงครั้งสำคัญ ทำให้ประเทศไทยก้าวไปข้างหน้าได้

ทางด้านนายกันต์พงศ์​ รังษีสว่าง​ ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า การปรับเบี้ยผู้พิการและเงินอุดหนุนผู้ช่วยผู้พิการจะเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ภายในเดือนนี้ ซึ่งมติคณะรัฐมนตรีเคยมีการพิจารณาเรื่องนี้ไว้แล้ว แต่จะต้องมีการประชุมคณะกรรมการกพช. เพื่อนำไปสู่การประชุมของคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง ซึ่งคาดว่าน่าจะทันภายในเดือนมิถุนายนนี้ หรือช้าสุดอาจจะเป็นต้นเดือนกรกฎาคม

นายกันต์พงศ์​ กล่าวว่า สำหรับการให้เงินเดือนช่วยเหลือผู้พิการ จะต้องมีการอบรมหลักสูตรผู้ช่วยเหลือผู้พิการ ซึ่งจะบูรณาการ ความร่วมมือจากสถาบันการศึกษา​ มหาวิทยาลัยต่างๆทั่วประเทศ​ ที่มีหลักสูตรพยาบาล เพื่อเปิดอบรมหลักสูตรผู้ช่วยผู้พิการ  ส่วนผู้พิการที่จะได้รับการดูแล​ คือทุกคนจะต้องมีบัตรประจำตัวผู้พิการ ไม่ว่าจะเป็นประเภทใดทั้ง 7 ประเภท ต้องจดทะเบียนและทำบัตรให้ครบถ้วน ซึ่งกำหนดการจ้างผู้ช่วยผู้พิการจะสิ้นสุดลงเมื่อความพิการนั้นสิ้นสุด หรือผู้พิการเสียชีวิต​ หรือเลิกเป็นผู้ดูแล

ภาพรวมหาเสียง ผู้ว่าฯ กทม.-สก. 7 วันแรกไร้เรื่องร้องเรียน กกต. เตือนผู้สมัครระวังค่าใช้จ่าย

ภาพรวมหาเสียง ผู้ว่าฯ กทม.-สก. 7 วันแรกไร้เรื่องร้องเรียน กกต. เตือนผู้สมัครระวังค่าใช้จ่าย

ภาพรวมหาเสียง ผู้ว่าฯ กทม.-สก. 7 วันแรกไร้เรื่องร้องเรียน กกต. เตือนผู้สมัครระวังค่าใช้จ่าย

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.44 น.

‘ผอ.กกต.กทม.’เผยภาพรวมหาเสียงผู้ว่าฯกทม.-สก. 7 วันแรกยังไร้เรื่องร้องเรียน ส่งชุดเคลื่อนที่เร็ว 50 ชุดเขต เกาะติดพื้นที่ ย้ำเจ้าหน้าที่ต้องวางตัวเป็นกลาง ชี้สื่อเชิญผู้สมัครออกทีวีต้องระมัดระวัง หากมีประเด็นร้องเรียนต้องรับผิดชอบเอง

วันที่ 4 มิถุนายน 2569 ที่โรงแรมเซ็นทาราไลฟ์ ศูนย์ราชการฯแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ ว่าที่ร้อยตรีสัมพันธ์ แสงคำเลิศ ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร (ผอ.กกต.กทม.) กล่าวถึงภาพรวมการหาเสียงเลือกตั้งของผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร(สก.) ว่า ภาพรวมเป็นไปด้วยความเรียบร้อยยังไม่มีเรื่องร้องเรียน ซึ่งปัจจุบันอยู่ในระหว่างการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัคร และลักษณะต้องห้ามในการลงสมัครรับเลือกตั้งภายใน 7 วัน ก่อนประกาศรายชื่อผู้มีคุณสมบัติ โดยขณะนี้ผู้สมัครได้มีการเริ่มหาเสียงแล้ว ในส่วนของจำนวนป้ายหาเสียงอาจจะยังมีไม่มาก เนื่องจากอยู่ระหว่างการจัดทำ ซึ่งผู้สมัครได้มีการยื่นบัญชีหาเสียงผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ และผู้ช่วยหาเสียง รวมถึงเวทีปราศรัยหาเสียง และยานพาหนะที่จะใช้ในการหาเสียงต่อกกต.กทม. โดยทุกคนอยู่ระหว่างการดำเนินการและอยู่ในกฎกติกา

ว่าที่ร้อยตรีสัมพันธ์ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีเรื่องร้องเรียนทุจริตการเลือกตั้ง หรือการไม่ปฏิบัติตามระเบียบการเลือกตั้งตลอดช่วง 7 วันของการหาเสียงที่เป็นหนังสือ แต่อาจจะมีการพูดคุยตามโซเชียลมีเดียว่าจะมีการทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง แต่ยังไม่เห็นว่ามีการยื่นเรื่องร้องเรียนเข้ามากกต.กทม. รวมถึงเรื่องร้องเรียนคัดค้านการเลือกตั้ง

ในส่วนของการติดตามการหาเสียงของผู้สมัครนั้น จะมีผู้ตรวจการเลือกตั้งไปลงพื้นที่รวมถึงสังเกตการในส่วนของการดำเนินการและการจัดการเลือกตั้งของเจ้าหน้าที่ ว่าดำเนินการถูกต้องตามระเบียบหรือไม่ รวมถึงสังเกตการณ์การหาเสียงของผู้สมัครรับเลือกตั้งด้วย ในขณะนี้ได้มีการแต่งตั้งชุดเคลื่อนที่เร็วจำนวน 50 ชุด ใน 50 เขตเลือกตั้ง หากมีการร้องเรียนหรือมีการแจ้งเบาะแส เราก็จะแจ้งไปยังชุดเคลื่อนที่เร็วทั้งหมดเพื่อเข้าพื้นที่อย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับการเลือกตั้งสส.ที่ผ่านมา

เมื่อถามว่า ขณะนี้มีการกล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่กทม.วางตัวไม่เป็นกลางจะดำเนินการตรวจสอบอย่างไร ว่าที่ร้อยตรีสัมพันธ์ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานว่าเจ้าหน้าที่วางตัวไม่เป็นกลางอย่างไร ซึ่งจะต้องมีการระบุพฤติการณ์ แต่ขณะนี้ยังไม่ได้รับแจ้ง หากมีการร้องเรียนก็จะต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งตามกฎหมายระบุว่าห้ามเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหน้าที่ หรือใช้ตำแหน่งหน้าที่อันเป็นคุณเป็นโทษแก่ผู้สมัครรับเลือกตั้ง

เมื่อถามอีกว่า พรรคเศรษฐกิจจะมีการเปิดเผยข้อมูลการซื้อขายตำแหน่ง ผอ.เขต ในบ่ายวันนี้( 4มิ.ย.)ทางกกต.กทม.จะมีการติดตามเป็นพิเศษหรือไม่ ว่าที่ร้อยตรีสัมพันธ์ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ทราบข้อเท็จจริงว่าเกี่ยวข้องกับกระบวนการเลือกตั้งหรือไม่ ซึ่งพฤติการณ์ความผิดจะต้องเกี่ยวกับการเลือกตั้งเท่านั้น โดยตามกฎหมายกำหนดว่าห้ามผู้สมัครหรือผู้ใดใส่ร้ายหรือบังคับขู่เข็ญให้เข้าใจผิดเกี่ยวกับคะแนนนิยมของผู้สมัครและเลือกตั้ง ซึ่งยังไม่ทราบว่าจะมีความเกี่ยวข้องหรือไม่  ย้ำว่าจะต้องดูองค์ประกอบว่าเป็นการใส่ร้ายในการหาเสียงเลือกตั้งหรือไม่

เมื่อถามย้ำว่าการออกมาเปิดเผยเรื่องการซื้อขายตำแหน่งจะทำให้ผู้สมัครได้เปรียบเสียเปรียบหรือไม่  ว่าที่ร้อยตรีสัมพันธ์ กล่าวว่า กกต.กทม.ยังไม่ทราบข้อเท็จจริงทั้งหมด แต่วันนี้จัดโครงการเลือกตั้งเชิงสมานฉันท์เชิญผู้สมัครมาอธิบายกติกา ว่าอะไรทำได้หรือทำไม่ได้ และสิ่งที่ผู้สมัครต้องทำภายใน 90 วันหลังการเลือกตั้ง ส่วนพฤติการณ์ที่ผู้สมัครจะไปดำเนินการใดๆนั้น กกต.จะดำเนินการได้ก็ต่อเมื่อมีการร้องเรียนเรื่องดำเนินการการเลือกตั้ง แล้วต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานที่ปรากฏ ซึ่งวันนี้เราพยายามบอกกฎกติกาเพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างเท่าเทียมกัน

ส่วนเรื่องการจัดเวทีดีเบตให้กับผู้สมัครอิสระในการหาเสียงนั้น ผอ.กกต.กทม. ตอบว่า ไม่มีนโยบายในการจัดเวทีปราศรัยให้กับผู้สมัครรับเลือกตั้ง เป็นหน้าที่ของผู้สมัครดำเนินการเอง แต่การจัดเวทีปราศรัยจะต้องแจ้งกกต.กทม.ก่อนดำเนินการ

สำหรับกรณีที่สื่อมวลชนเชิญผู้สมัครที่มีแนวโน้มที่จะได้รับการเลือกตั้ง มากกว่าผู้สมัครอิสระจะเกิดการได้เปรียบเสียเปรียบอย่างไร ผอ.กกต.กทม. ระบุว่า กฎหมายการเลือกตั้งไม่ได้ห้ามเอกชน แต่หากมีค่าใช้จ่าย ผู้สมัครรับเลือกตั้งจะต้องยื่นบัญชีภายใน 90 วัน โดยต้องดูว่าแต่ละสถานี (สื่อ)ที่เชิญมีค่าใช้จ่ายเกิน 5,000 บาทหรือไม่ ซึ่งจะต้องนำมาคำนวณเป็นค่าใช้จ่ายในการหาเสียง ย้ำว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐจะต้องวางตัวเป็นกลางทางการเมือง ไม่ใช้ตำแหน่งหน้าที่อันเป็นคุณเป็นโทษต่อผู้สมัคร

“ขณะที่สื่อมวลชนที่เชิญผู้สมัครจะต้องพึงระมัดระวังเอง อะไรที่จะทำให้เกิดเป็นข้อพิพาทได้ก็ต้องรับผิดชอบตัวเอง ซึ่งหากมีข้อร้องเรียนกกต.กทม.จะต้องเข้าไปตรวจสอบว่าเป็นพฤติการณ์เช่นนั้นหรือไม่ ซึ่งจะต้องดูเป็นกรณีไป โดยการเชิญมีความเท่าเทียมหรือไม่ ขึ้นอยู่กับแต่ละสถานีในการดำเนินการ เราไม่มีข้อกำหนดในการไปสั่งห้าม เพราะไม่ได้จัดโดยหน่วยงานของรัฐ”

สำหรับอินฟลูเอนเซอร์ที่สนับสนุนผู้สมัคร จะต้องคำนวณเป็นค่าใช้จ่ายหรือไม่ ว่าที่ร้อยตรีสัมพันธ์ กล่าวว่า ระเบียบว่าด้วยวิธีการหาเสียง ระบุชัดเจนว่ากรณีบุคคลที่ไม่ใช่ผู้สมัครช่วยเหลือในการหาเสียงเลือกตั้ง หากมีค่าใช้จ่ายเกิน 5,000 บาทจะต้องแจ้งต่อกกต.ให้ทราบ และหาก อินฟลูเอนเซอร์ บอกว่าไม่มีค่าใช้จ่ายก็เป็นไปตามข้อเท็จจริง 

ส่วนเรื่องของการติดตั้งป้ายหาเสียงนั้น ผอ.กกต.กทม.  กล่าวว่า ระเบียบเขียนไว้ว่าหากติดป้ายหรือประกาศไม่เป็นไปตามประกาศที่กกต.กทม.กำหนด ก็จะมีการแจ้งให้ผู้สมัครดำเนินการแก้ไข หากไม่แก้ไขให้ถูกต้องก็จะต้องไปทำลายป้ายหาเสียง หากมีค่าใช้จ่ายก็จะแจ้งให้กับผู้สมัครให้เป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีเรื่องร้องเรียนในการปิดป้ายหาเสียง

สำหรับกรณีที่มีผู้สมัครผู้ว่ากทม. เชิญชวนให้ประชาชนที่ถ่ายรูปคู่ติดข้อความติดแฮชแท็กชื่อ และแคมเปญหาเสียง เข้าข่ายเป็นการช่วยหาเสียงหรือไม่ ว่าที่ร้อยตรีสัมพันธ์ กล่าวว่า การที่จะไปแท็กหรือหาเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์ ก็จะเข้าข่ายหาเสียงผ่านอิเล็กทรอนิกส์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งจะต้องแจ้งชื่อบัญชีผู้ใช้งาน ส่วนการติดแฮชแท็กหรือไม่นั้นจะต้องดูเป็นกรณีว่าเป็นข้อมูลของผู้สมัครหรือไม่ บางทีหากแชร์ไปผู้สมัครไม่รู้เรื่อง ก็ไม่เข้าข่ายลักษณะการหาเสียงตามระเบียบหาเสียงผ่านอิเล็กทรอนิกส์ ที่ผู้สมัครจะต้องแจ้งบัญชีผู้ใช้งาน ดังนั้น หากผู้สมัครมีการรณรงค์ให้มีการติดแฮชแท็กก็ต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริงว่าเป็นอย่างไร เข้าข่ายการหาเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์หรือไม่

ยศชนัน ยันบริหารบ้านเมือง-งานพรรคเต็มที่ เพื่อประเทศก้าวหน้า ไม่ตอบเข้าปรึกษา ทักษิณ หรือไม่?

ยศชนัน ยันบริหารบ้านเมือง-งานพรรคเต็มที่ เพื่อประเทศก้าวหน้า ไม่ตอบเข้าปรึกษา ทักษิณ หรือไม่?

ยศชนัน ยันบริหารบ้านเมือง-งานพรรคเต็มที่ เพื่อประเทศก้าวหน้า ไม่ตอบเข้าปรึกษา ทักษิณ หรือไม่?

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.35 น.

“ยศชนัน”ยันงานบริหารบ้านเมือง-งานพรรค พท.ทำเต็มที่ เพื่อปท.ก้าวหน้า

วันที่ 4 มิถุนายน 2569 เวลา 11.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม  สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีน.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ บุตรสาวนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ระบุเรื่องการเมืองนายทักษิณ ได้มอบให้นายยศชนันและน.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกฯ ในฐานะคณะที่ปรึกษาและหัวหน้าครอบครัวพรรคเพื่อไทย ดูแลบริหารงานในพรรค ได้ฝากฝังอะไรหรือไม่ว่า ต้องเรียนว่า การบริหารบ้านเมืองทางคณะรัฐมนตรี (ครม.) เรามีอำนาจเต็มอยู่แล้วและแต่ละท่านก็ทำเต็มที่ ส่วนการบริหารงานพรรคก็มีโครงสร้างอยู่แล้ว โดยโครงสร้างของพรรคจะมีที่ปรึกษา ซึ่งน.ส.แพทองธาร ดูในเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา ให้มีความเหมาะสม ในการขับเคลื่อนพรรค 

เมื่อถามว่า ฟังจากข่าวดูเหมือนว่านายทักษิณ จะไม่เข้ามายุ่งการเมือง จะวางมือแล้ว นายยศชนัน กล่าวว่า เรื่องนี้ก็เหมือนที่เรียนไปแล้ว ในเรื่องของ ครม. ดำเนินการอย่างเต็มที่อยู่แล้ว ส่วนในเรื่องของการบริหารพรรคก็เป็นไปตามระเบียบโครงสร้างของพรรค ซึ่งน.ส.แพทองธารก็เป็นที่ปรึกษาอยู่แล้ว 

เมื่อถามว่า แสดงว่า การเจรจาทางการเมืองจะมีอำนาจเต็มร่วมกับน.ส.แพทองธาร ใช่หรือไม่ นายยศชนัน กล่าวว่า อย่างน้อยก็ยืนยันเหมือนเดิมทำงานเต็มที่ทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อให้ประเทศก้าวไปข้างหน้า 

เมื่อถามว่า ตัวของนายยศชนัน เองจะมีโอกาสก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยหรือไม่ นายยศชนัน กล่าวว่า “ไม่มีหรอกครับ ทุกอย่างเป็นไปตามโครงสร้างบริหารพรรค ในเวลานี้ ชัดเจนอยู่แล้วว่าเดือนที่แล้วได้มีการปรับโครงสร้างพรรค ซึ่งเป็นโครงสร้างที่เราสามารถที่จะขับเคลื่อนพรรคไปได้

เมื่อถามว่า จะมีโอกาสเข้าไปขอคำปรึกษานายทักษิณ เกี่ยวการทำงานบ้างหรือไม่ เพราะนายทักษิณ เองก็เป็นอดีตนายกฯ นายยศชนัน กล่าวว่า เรื่องนี้ความจริงตรงไปตรงมา ในขณะที่เราทำงานเกี่ยวกับการบริหารบ้านเมืองตรงนี้ มีขั้นตอนมีกฎเกณฑ์อยู่แล้ว ส่วนเรื่องการบริหารพรรคก็เป็นไปตามกลไกของพรรค

รัฐบาลเผย ไทยช่วยไทย พลัส เดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง ยอดใช้จ่ายสะสมทะลุ 6,214 ล้านบาท

รัฐบาลเผย ไทยช่วยไทย พลัส เดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง ยอดใช้จ่ายสะสมทะลุ 6,214 ล้านบาท

รัฐบาลเผย ไทยช่วยไทย พลัส เดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง ยอดใช้จ่ายสะสมทะลุ 6,214 ล้านบาท

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.25 น.

รัฐบาลเผย “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” เดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง ยอดใช้จ่ายสะสมทะลุ 6,214 ล้านบาท ประชาชนใช้สิทธิแล้วกว่า 16.5 ล้านคน

วันที่ 4 มิถุนายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ซึ่งเริ่มเปิดให้ประชาชนใช้สิทธิตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 ยังคงได้รับการตอบรับอย่างดีจากประชาชนและผู้ประกอบการทั่วประเทศ ส่งผลให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยและเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและเพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชน

รองโฆษกฯ กล่าวว่า ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง ณ วันที่ 3 มิถุนายน 2569 เวลา 17.00 น. พบว่ามีประชาชนได้รับสิทธิในโครงการแล้วจำนวน 26,040,623 ราย และมีผู้ใช้จ่ายสำเร็จแล้ว 16,527,898 คน

ในส่วนของยอดการใช้จ่ายสะสมภายใต้โครงการ มีมูลค่ารวม 6,214.99 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินที่รัฐบาลร่วมจ่ายจำนวน 3,614.79 ล้านบาท และเงินที่ประชาชนร่วมจ่ายจำนวน 2,600.20 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการกระจายเม็ดเงินสู่ร้านค้าทั่วประเทศ

สำหรับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ปัจจุบันมีร้านค้าที่ลงทะเบียนสำเร็จและพร้อมใช้งานแล้วรวม 951,013 ร้านค้า แบ่งเป็นร้านค้าเดิม 851,247 ร้านค้า และร้านค้าใหม่ 99,766 ร้านค้า ขณะที่มีร้านค้าที่อยู่ระหว่างการพิจารณายอมรับเงื่อนไข (T&C) จำนวน 128,333 ร้านค้า และอยู่ระหว่างการตรวจสอบอีก 3,652 ร้านค้า

นอกจากนี้ ยังมีร้านค้าที่มีการใช้จ่ายผ่านโครงการแล้วจำนวน 829,130 ร้านค้า แสดงให้เห็นว่าโครงการสามารถช่วยเพิ่มโอกาสทางการค้าและสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน และธุรกิจท้องถิ่นในวงกว้าง

นางสาวลลิดา กล่าวว่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของประชาชนต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล และแสดงให้เห็นว่าเม็ดเงินจากโครงการสามารถลงสู่ระบบเศรษฐกิจจริงได้อย่างรวดเร็ว ช่วยสร้างการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในระดับชุมชนและท้องถิ่นทั่วประเทศ

“รัฐบาลจะติดตามผลการดำเนินโครงการอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มาตรการต่าง ๆ สามารถตอบโจทย์การฟื้นฟูเศรษฐกิจ เพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชน และสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยได้อย่างมีประสิทธิภาพและทั่วถึง” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว।

พริษฐ์ ได้ทีเขย่าระบอบสีน้ำเงิน ซัดบิ๊กมหาดไทยแจงฟังไม่ขึ้น ‘เจเศรษฐ์’ลุกขึ้นโต้ บอกข้าราชการมีสีเดียวคือ สีกากี

พริษฐ์ ได้ทีเขย่าระบอบสีน้ำเงิน ซัดบิ๊กมหาดไทยแจงฟังไม่ขึ้น 'เจเศรษฐ์'ลุกขึ้นโต้ บอกข้าราชการมีสีเดียวคือ สีกากี

พริษฐ์ ได้ทีเขย่าระบอบสีน้ำเงิน ซัดบิ๊กมหาดไทยแจงฟังไม่ขึ้น ‘เจเศรษฐ์’ลุกขึ้นโต้ บอกข้าราชการมีสีเดียวคือ สีกากี

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.13 น.

’พริษฐ์‘ ได้ทีเขย่าระบอบสีน้ำเงิน! ซัด ’อธิบดีปกครอง‘ แจงปม ’ช่วยน้ำเงินด้วย‘ ลามวางกลไกเอื้อช่วยชนะเลือกตั้ง ฟังไม่ขึ้น อัด ’นายกฯ‘ อืดตั้งคกก.สอบสวน ด้าน ’มท.3‘ ยันขรก.มหาดไทย ไม่มีความสามารถบอกให้ปชช.เลือกใครได้ ยันเป็นสส.3สมัย ข้าราชการไร้ผลต่อการลต. หนุน ’กมธ.ปกครอง‘ รับลูกตรวจสอบ
 
วันที่ 4 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา 10.45น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณากระทู้ถามสดด้วยวาจาของนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตั้งถามนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กรณีการดำเนินงานของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย แต่นายกฯ ติดภารกิจสำคัญจึงมอบหมายนายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย มาชี้แจงแทน โดยนายพริษฐ์ กล่าวว่า เสียดายที่เรื่องนี้นายกฯไม่มาตอบด้วยตัวเอง เพราะเกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่โดยตรง เพราะตั้งแต่รัฐบาลชุดก่อนมาถึงปัจจุบัน นายกฯตั้งตัวเองมาเป็นรมว.มหาดไทย และมอบหมายตัวเองกำกับดูแลกรมการปกครอง เหมือนกับว่าพอแบ่งอำนาจเก็บทุกอย่างไว้หมด แต่พอต้องทำหน้าที่รับผิดชอบ หรือตอบคำถามเกี่ยวกับกรมที่ดูแลกลับโยนภาระงานให้คนอื่นมาตอบแทน

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา มีการแข่งขันฟุตบอลยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกนัดชิงชนะเลิศ ระหว่างเปแอสเช ใส่ชุดน้ำเงิน กับอาร์เซน่อล ที่ใส่ชุดแดง ผลปรากฎว่าทางเปแอชชนะจุดโทษไป แต่ตนขอชวนคิดแบบนี้ หากเรามาพบภายหลังการแข่งขันจบไปแล้ว ว่าผู้บริหารระดับสูงของยูฟ่าฯ มีการส่งข้อความไลน์ไปหาผู้ตัดสินในสนามก่อนการแข่งขันว่าให้ช่วยน้ำเงินด้วย แล้วผู้ตัดสินตอบกลับมาว่า100เปอร์เซ็นต์ครับนาย ตนเชื่อว่าแฟนบอลทั่วโลกช็อคแน่นอน วงการฟุตบอลลุกเป็นไฟ ผู้บริหารยูฟ่าฯนั่งไม่ติดเก้าอี้แน่นอน แต่เหตุการณ์เลวร้ายอันสมมติลักษณะนี้อาจเกิดเมื่อการเลือกตั้งที่ผ่านมา จากกรณีนายรุ่งเรือง ธิมาบุตร อดีตปลัดจังหวัดภูเก็ต นำหลักฐานที่อ้างว่าเป็นแชทไลน์ของนายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ที่เคยเป็นผู้ว่าฯบุรีรัมย์ด้วย ระบุว่าช่วยน้ำเงินด้วย ซึ่งนายรุ่งเรืองตอบกลับว่า100เปอร์เซ็นต์ครับนาย ทางอธิบดีกรมการปกครอง ชี้แจงว่า ไลน์ของตัวเองเปิดเป็นสาธารณะ เชื่อมต่อหลายอุปกรณ์สื่อสาร อาจมีผู้อื่นไปเขียนข้อความดังกล่าวแทนได้ ตนบอกตรงๆว่าฟังไม่ขึ้น เพราะบัญชีไลน์ของแต่ละคนเข้าถึงพร้อมกันได้ไม่กี่เครื่อง หากมีเครื่องอื่นๆที่เข้าถึงบัญชีอธิบดีกรมการปกครอง ที่ไม่ใช่มือถือของตัวเอง ก็ต้องเป็นอธิบดีเองในฐานะเจ้าของบัญชีหลักที่อนุมัติให้พวกเขาเข้าถึง

นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า หรือหากอธิบดีฯลืมออกจากระบบไลน์ที่ใช้ในคอมตัวเอง แล้วมีใครไปใช้คอมเครื่องนั้นเพื่อพิมพ์ข้อความแทน ข้อความดังกล่าวต้องเด้งขึ้นมาในมือถือในแชทของอธิบดีฯ ตนเข้าใจดีที่รายชื่อผู้สมัครสส.ในภาพโพลที่ส่งในไลน์ อาจมีรายชื่อบางคนคลาดเคลื่อน แต่ข้อเท็จจริงเหล่านั้นไม่ได้หักล้างความน่าพิรุธของคำชี้แจงของอธิบดีฯ ตนจึงมี5คำถาม 1.รัฐมนตรีเชื่อคำชี้แจงของอธิบดีหรือไม่ 2.คณะกรรมการสอบสวนที่นายกฯจะตั้งตั้งหรือยัง ตั้งเมื่อไหร่ มีใครบ้าง วางการทำงานอย่างไร จะสอบเสร็จเมื่อไหร่ ให้โปร่งใส อิสระ 3.จะทำให้ประชาชนเชื่อมั่นอย่างไรว่าบุคคลที่จะทำการสอบสวนครั้งนี้ จะไม่จำกัดเพียงแค่ รัฐมนตรี ข้าราชการ ผู้ทรงคุณวุฒิสีน้ำเงิน เพราะสิ่งที่สังคมกลัว คือเดี๋ยวน้ำเงินจะมาช่วยอธิบดี ตอบแทนกันเพื่อไม่ให้ตายยกแผง 4.ระหว่างการสอบสวน จะสั่งให้อธิบดีฯหยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวหรือไม่ หรือปล่อยให้เขาอยู่ในอำนาจ และออกแถลงการณ์ว่าจะฟ้องกลับ และ5.พร้อมสนับสนุนในสภาฯแห่งนี้ส่งตัวแทนเข้าไปมีส่วนร่วม หรือสังเกตการณ์การสอบสวน เพื่อให้มั่นใจว่าอย่างน้อยมีตัวแทนสีส้ม สีแดง สีฟ้า สีเขียวเข้าไปเป็นหูเป็นตา ไม่ปล่อยให้สีน้ำเงินตรวจสอบช่วยเหลือกันเอง

ด้านนายเจเศรษฐ์ ชี้แจงว่า อธิบดีกรมการปกครองได้ทำหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงมาแล้ว เป็นไปตามที่นายพริษฐ์ชี้แจงไป กระทรวงมหาดไทยกำลังพิจารณาข้อชี้แจงของอธิบดีฯ ว่ามีเหตุผลเพียงพอหรือไม่ จะนำไปสู่กระบวนการต่อไป หากเราไม่เชื่อคำชี้แจง หรือยังติดใจในบางข้อมูล ก็คงมีการสอบสวนโดยการตั้งคณะกรรมการ ตามที่นายกฯชี้แจงไป ส่วนที่นายพริษฐ์ ถามว่าตนเชื่อหรือไม่ ในเรื่องการล็อคอินไลน์นั้น ตนใช้ตัวเองบรรทัดฐานการตัดสินใจไม่ได้ ตนเชื่อในการพิสูจน์ในการกระบวนการนิติวิทยาศาสตร์ และตนเชื่อว่ากระบวนการทางเทคโนโลยี สามารถตามรอยตรวจสอบได้แน่นอน ขณะที่การตั้งสีน้ำเงินมาตรวจสอบสีน้ำเงิน จะมีสีอื่นมาตรวจสอบหรือไม่ ตนไม่ชัดเจนว่าสีไหนยังไง แต่ถ้าถามว่าจะมีพรรคการเมืองอื่น หรือสส.จากฝั่งรัฐบาล และฝ่ายค้านมาร่วมตรวจสอบหรือไม่ ตนก็ตอบได้เพียงว่า วันนี้เรามีกรรมาธิการอยู่แล้ว ดึงเรื่องมายังกมธ.การปกครองก็ได้ เพื่อให้ฝ่ายสภาฯได้ตรวจสอบ 

“ข้าราชการกระทรวงมหาดไทยสีเดียวกันหมด สีกากี ผมเข้าไปตั้งแต่วันแรกจนวันนี้ ผมก็เห็นอยู่สีเดียวคือสีกากี แน่นอนว่ากระทรวงมหาดไทยจะต้องตรวจสอบ และชี้แจงออกมาเป็นรูปแบบลายลักษณ์อักษร เรื่องนี้ต้องใช้เวลาพิจารณาพิจารณาว่าทำไมถึงเพิ่งออกมาบอกตอนนี้ เวลาผ่านไปแล้ว5เดือน ทำไมผู้ร้องมาร้องวันนี้ ทำไมไม่ร้องในวันนั้น เราก็ต้องสืบสวนกันต่อไป” รมช.มหาดไทย กล่าว

นายพริษฐ์ ตั้งคำถามต่อว่า หากอธิบดีฯจะแทรกแซงชนะเลือกตั้งเพื่อช่วยบางสีนั้น สามารถทำได้  เช่นการโยกย้ายนายอำเภอเพื่อกำกับการเลือกตั้งในบางพื้นที่ ซึ่ง 1-6 เดือนก่อนการเลือกตั้งก.พ.69 พบว่าย้ายนายอำเภอสูงถึง 304 คน และมี 148 คนที่แต่งตั้งผู้อำนวยการเลือกตั้งและกรรมการเลือกตั้ง 20 จังหวัดทั่วประเทศ หากไม่เตรียมเลือกตั้งใช้หลักเกณฑ์ใดย้ายในช่วงก่อนการเลือกตั้ง และประเด็นการล่วงรู้ถึงบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งที่ใช้โรงพิมพ์สังกัดกรมการปกครองดำเนินการ เพื่อนำไปออกแบบกระบวนการ วางแผนเลือกตั้งและข่มขู่หัวคะแนน ทั้งนี้ขอคำยืนยันในทั้ง2 กรณี

นายเจเศรษฐ์ ชี้แจงว่า ตนไม่เอาความรู้สึกมายืนยัน หากสิ่งที่นายพริษฐ์พูดมามีข้อมูล มีเนื้อหา ให้เข้าสู่กระบวนการตรวจสอบที่มีหลายองค์กรดำเนินการ ทั้งนี้ตนเป็น สส.มา 3 สมัย ยืนยันว่าข้าราชการไม่มีผลต่อการเลือกตั้ง และตนเชื่อว่าในการเลือกตั้งที่ผ่านมา พรรค หรือ สส.พรรคประชาชน ไม่มีข้าราชการมีส่วนช่วยเช่นกัน  หากคิดว่ากรมการปกปครองช่วยเลือกตั้งให้บางพรรคได้ ตนมองว่าคิดแบบนั้นลำบาก  

“ผมเชื่อว่าข้าราชการ โดยเฉพาะกรมการปกครองไม่มีความสามารถชี้หรือสั่งให้ประชาชนเลือกคนใด พรรคใดได้ แต่สิ่งที่พูดคือสื่อถึงกระบวนการว่าเอื้อประโยชน์หรือไม่ ทั้งนี้ขอให้เดินหน้าตรวจสอบ หากสิ่งใดเป็นหน้าที่ของฝ่ายบริหารพร้อมให้ข้อมูลแต่ขอให้เป็นไปตามกระบวนการ ส่วนการตรวจสอบเรื่องนี้ที่ทางสภาฯที่ประกอบด้วยสส.ฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลทำได้ คือ กลไกของกรรมาธิการการปกครอง” นายเจเศรษฐ์ กล่าว

นายเจเศรษฐ์ ชี้แจงต่อว่า ส่วนในเรื่องตรวจสอบของกระทรวงมหาดไทย ตนได้รับหนังสือชี้แจงจากอธิบดีฯแล้ว และอยู่ในขั้นตอนพิจารณาว่าคำชี้แจงนั้นมีเหตุผลเพียงพอหรือไม่ ก่อนจะดำเนินกระบวนการต่อไป หากพิจารณาแล้วติดใจจะตั้งกรรมการตรวจสอบอีกที ส่วนที่นายพริษฐ์ตั้งข้อสังเกตของสีข้าราชการกระทรวงมหาดไทยนั้นตนยอมรับว่าที่กระทรวงมหาดไทย ข้าราชการมีสีเดียว คือ สีกากี 

จากนั้นนายพริษฐ์ ตั้งคำถามด้วยว่า รัฐบาลจะทำให้ประชาชนเชื่อมั่นต่อการทำงานว่าไม่มีการออกคำสั่งให้ใช้กลไกขององค์กรต่างๆ ช่วยสีน้ำเงิน ทั้งประเด็น ที่ดินเขากระโดง ที่ไม่ยอมเพิกถอนตามคำวินิจฉัยศาล หรือ กรณี  ป.ป.ช. ไม่รับฟ้องคดีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีต รมว.คมนาคม หรือ กรณีคดีฮั้วสว. พร้อมถามย้ำถึงเหตุผลการโยกย้ายนายอำเภอก่อนการเลือกตั้ง

โดยนายเจเศรษฐ์ ชี้แจงว่า ขอให้ประชาชนไม่ต้องเชื่อในตัวบุคคลใด แต่สิ่งที่ต้องเชื่อคือ กระบวนการยุติธรรม ทุกอย่างมีระยะเวลา อะไรที่มีเหตุ พยาน หลักฐานชัดเจน ตนเชื่อว่าไม่มีมือที่มองไม่เห็น ทุกอย่างดำเนินการไปตามกระบวนการของกฎหมายที่ชัดเจน

นายพริษฐ์ ถามย้ำถึงเกณฑ์ย้ายนายอำเภอ 304 คนและทำไมถึงไม่รอให้พ้นหลังเลือกตั้ง โดยนายเจเศรษฐ์ ชี้แจงว่า การโยกย้ายนายอำเภอเป็นหน้าที่ของข้าราชการประจำ และทำปกติ ส่วนมีผลกับการเลือกตั้งหรือไม่ นายอำเภอตามกฎหมายเลือกตั้งกำหนดให้เป็นผู้อำนวยการการเลือกตั้ง หากการแต่งตั้งข้าราชการที่ไม่เป็นธรรม มีช่องทางขอความเป็นธรมและร้องเรียน 

“การเลือกตั้งที่ผ่านมาเป็นการเลือกตั้งที่รับข้อร้องเรียนว่ามีข้าราชการ โดยเฉพาะกรมกาารปกครอง เอื้อประโยชน์กับผู้สมัครน้อยมาก เมื่อเทียบกับที่ผ่านมา ดังนั้นขอความเป็นธรรมให้ข้าราชการกรมการปกครองด้วย” นายเจเศรษฐ์ กล่าว

เปิดขั้นตอนพ้นโทษ-ปลดกำไล EM ‘ทักษิณ’ หลังได้รับพระราชทานอภัยโทษ

เปิดขั้นตอนพ้นโทษ-ปลดกำไล EM ‘ทักษิณ’ หลังได้รับพระราชทานอภัยโทษ

เปิดขั้นตอนพ้นโทษ-ปลดกำไล EM ‘ทักษิณ’ หลังได้รับพระราชทานอภัยโทษ

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.07 น.

เปิดขั้นตอนก่อน “ทักษิณ” พ้นโทษ ชี้ “ทักษิณ” ต้องรอการพิจารณาตรวจสอบจัดทำรายชื่อผู้ได้รับอภัยโทษจาก “คณะกรรมการ มาตรา 21 แห่งพระราชกฤษฎีกา พระราชทานอภัยโทษ” และรอหมายปล่อยตัวจากศาลส่งไปยังเรือนจำพิเศษธนบุรี ก่อนเดินทางไปรับใบบริสุทธิ์ที่เรือนจำพิเศษธนบุรี สำหรับยื่นปลดกำไล EM กับสำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหา นคร 1 เพื่อพ้นโทษบริบูรณ์

วันที่ 4 มิถุนายน 2569 สืบเนื่องจากพระราชกฤษฎีกาพระราช ทานอภัยโทษ พ.ศ.2569 ในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี 3 มิ.ย.69 นับเป็นอภิลักขิตกาลสำคัญ สมควรพระราชทานอภัยโทษแก่ผู้ต้องราชทัณฑ์ เพื่อให้โอกาสแก่บุคคลเหล่านั้นกลับประพฤติตนเป็นพลเมืองดี อันจะเป็นคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติสืบไป โดย 1 ในรายชื่อผู้ได้รับพระราชทานอภัยโทษเป็นกรณีทั่วไป คือ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งอยู่ระหว่างการพักโทษคุมประพฤติทั้งหมด 4 เดือน (11 พ.ค.69-9 ก.ย.69) แต่เนื่องด้วยนายทักษิณมีคุณสมบัติเข้าเกณฑ์ตามมาตรา 8 แห่งพระราชกฤษฎีกา พระราชทานอภัยโทษ เหลือโทษไม่ถึง 1 ปี จึงเป็นผู้ต้องราชทัณฑ์ให้ได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัวไป ขณะที่กรณีการปลดกำไล EM ของนายทักษิณยังอยู่ระหว่างรอกระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการฯ ตามมาตรา 21 แห่งพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ ที่จะพิจารณากลั่นกรอง ตรวจสอบผู้ซึ่งจะได้รับพระราชทานอภัยโทษและส่งรายชื่อต่อศาลแห่งท้องที่ให้แล้วเสร็จภายใน 120 วัน นับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับนั้น 

ล่าสุด มีรายงานข่าวภายในกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า สำหรับขั้นตอนก่อนที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้ถูกคุมประพฤติจากการพักโทษ จะได้รับการปลดกำไล EM นั้น ต้องอธิบายว่า เนื่องด้วยภายหลังจากมีพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษมาแล้ว ซึ่งมีทั้งผู้ต้องราชทัณฑ์ที่อยู่ในเรือนจำจะได้รับการปล่อยตัวไป และผู้ถูกคุมประพฤติพักโทษที่จะได้พ้นโทษทันที ระหว่างนี้เรือนจำ/ทัณฑสถานทั่วประเทศ อยู่ระหว่างรอการตรวจสอบผู้ซึ่งจะได้รับพระราชทานอภัยโทษและส่งรายชื่อเสนอต่อศาลแห่งท้องที่ของคณะกรรมการตามมาตรา 21 ของพระราชกฤษฎีกา พระราช ทานอภัยโทษฯ และเมื่อศาลแห่งท้องที่มีการตรวจสอบและออกหมายสั่งปล่อยไปยังเรือนจำ/ทัณฑสถาน ทางเรือนจำ/ทัณฑสถาน จึงจะได้เตรียมความพร้อมปล่อยตัวผู้ต้องราชทัณฑ์ที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษพ้นโทษออกจากเรือนจำ/ทัณฑสถาน และทุกรายจะได้รับใบบริสุทธิ์ หรือที่เรียกว่าเอกสารสำคัญการปล่อยตัวนักโทษเด็ดขาดที่พ้นโทษ ซึ่งเป็นหลักฐานแสดงให้เห็นว่าผู้นั้นได้รับการปล่อยตัวถูกต้องตามกฎหมาย ส่วนหากเป็นกรณีของผู้ถูกคุมประพฤติพักโทษ อย่างเช่นกรณีของอดีตนายกฯ ก็จะต้องรอหมายปล่อยตัวจากศาลแห่งท้องที่ส่งไปยังเรือนจำฯ ที่อยู่ในพื้นที่เดียวกับสถานที่คุมประพฤติ จากนั้นเรือนจำฯ ก็จะทำหนังสือแจ้งการปล่อยตัวพ้นโทษไปยังสำนักงานคุมประพฤติในท้องที่ และเรือนจำฯ จะได้นัดหมายให้อดีตนายกรัฐมนตรีมารับใบบริสุทธิ์ หรือเอกสารสำคัญการปล่อยตัวนักโทษเด็ดขาดที่พ้นโทษ เพื่อไปยื่นแสดงต่อเจ้าหน้าที่สำนักงานคุมประพฤติ เพื่อขอปลดกำไล EM สำหรับพ้นโทษบริบูรณ์

รายงานข่าวภายในกระทรวงยุติธรรม เผยอีกว่า จากเดิมเมื่อครั้งตอนที่นายทักษิณ ชินวัตร รับโทษจำคุกตามคำสั่งบังคับโทษ 1 ปี อดีตนายกรัฐมนตรีได้รับโทษอยู่ในเรือนจำกลางคลองเปรม และเมื่อได้พักโทษคุมประพฤติ ณ บ้านจันทร์ส่องหล้า ซึ่งเป็นสถานที่สำหรับคุมประพฤติ อดีตนายกรัฐมนตรีก็ได้เดินทางไปรายงานตัวครั้งแรกที่สำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพ มหานคร 1 เนื่องจากเป็นสำนักงานคุมประพฤติที่กำกับดูแลพื้นที่ของสถานที่พักโทษดังกล่าว ฉะนั้นการได้รับพระราชทานอภัยโทษครั้งนี้ของอดีตนายกรัฐมนตรี เรื่องการออกหมายสั่งปล่อยตัวจากศาล จะถูกส่งไปยังเรือนจำพิเศษธนบุรี เนื่องจากเป็นเรือนจำฯ ที่อยู่ในพื้นที่ตามทะเบียนพำนักสถานที่พักโทษคุมประพฤติ ทำให้ขณะนี้รายชื่อของอดีตนายกรัฐมนตรี ได้อยู่ในการพิจารณาของกรรมการเรือนจำพิเศษธนบุรีเรียบร้อยแล้ว และเมื่อมีหมายปล่อยตัวจากศาลส่งมาที่เรือนจำพิเศษธนบุรีเมื่อใด ทางเรือนจำพิเศษธนบุรีก็จะได้นัดหมายให้อดีตนายกรัฐมนตรีเดินทางไปรับใบบริสุทธิ์ เพื่อไปใช้ยื่นขอปลดกำไล EM กับสำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 1 เป็นอันเสร็จสิ้นขั้นตอน อดีตนายกรัฐมนตรีก็จะพ้นโทบริบูรณ์

‘โตโต้’ เปิดหลักฐาน แจงความบริสุทธิ์ คดี ม.112 ชี้อีกฝ่ายยื่นหลักฐานเท็จ

‘โตโต้’ เปิดหลักฐาน แจงความบริสุทธิ์ คดี ม.112 ชี้อีกฝ่ายยื่นหลักฐานเท็จ

‘โตโต้’ เปิดหลักฐาน แจงความบริสุทธิ์ คดี ม.112 ชี้อีกฝ่ายยื่นหลักฐานเท็จ

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.01 น.

“โตโต้” เปิดหลักฐาน แจงความบริสุทธิ์ คดี ม. 112 ชี้อีกฝ่ายยื่นหลักฐานเท็จ จ่อ ดำเนินคดีเอาผิดคนนำหลักฐานเท็จไปยื่นอุทธรณ์อีกรอบ หลังศาลชั้นต้นพิสูจน์แล้วยกฟ้อง

วันที่ 4 มิถุนายน 2569 เวลา10.00 น. ที่รัฐสภา นายปิยรัฐ จงเทพ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน พร้อมด้วยนายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม ทนายความ แถลงข่าวเปิดเผยหลักฐานกรณีถูกศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาจำคุก คดี มาตรา 112 ว่า คดีนี้น่าจะจบไปด้วยดีที่ศาลชั้นต้น หลังจากมีการยกฟ้อง และคิดว่าอัยการฯไม่มีการอุทธรณ์เพราะการสืบพยานเท็จเป็นเพียงเอกสารที่นำมาประกอบและนำมาดำเนินคดีกับตัว มีการสร้างและตัดแต่งข้อความ รวมถึงเวลาในการโพสต์ในเฟสบุ๊ก

นายปิยรัฐ กล่าวต่อว่า คดีนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 31 ธ.ค. 2563 ระหว่างช่วงการชุมนุมของกลุ่มราษฎร โดยกลุ่ม Wevo ได้รับกุ้งมาจำหน่ายบริเวณท้องสนามหลวง ซึ่งในช่วงสายวันนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวแกนนำหลายคน ซึ่งตนก็เป็นหนึ่งในแกนนำที่ถูกควบคุมตัว และถูกคุมตัวไปที่กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 1 จังหวัดปทุมธานี ถูกจับกุมและถูกยึดเครื่องมือสื่อสาร ก่อนนำตัวเข้าสู่ห้องขังตั้งแต่เวลาจับกุมตนไม่สามารถใช้เครื่องมือสื่อสารได้อีกเลย ซึ่งจากหลักฐานที่โจทก์นำมายื่นเป็นข้อความโพสต์ในเพจเฟสบุ๊ก ลงเวลา 07.15 น. ของวันที่ 31 ธ.ค. 2563 ซึ่งเป็นหลักฐานเท็จ แต่หลักฐานจริงๆ ตนได้โพสต์เมื่อเวลา 14.15 น. ในวันเดียวกันนั่นแปลว่าเป็นการโพสต์ของแอดมิน ซึ่งขณะนั้นตนอยู่ในที่คุมขังเรียบร้อยแล้ว ไม่ได้มีการสื่อสารออกมา ศาลจึงงว่าตนไม่ได้กระทำความผิด คนที่โพสต์คือ 1 ใน 5 แอดมิน ซึ่งโจทย์ไม่สามารถนำสืบได้ว่าเป็นคนไหน ศาลชั้นต้นจึงยกฟ้อง

นายปิยรัฐ กล่าวว่า ในวันนั้นตนก็ได้แถลงต่อศาลว่า อโหสิกรรมให้กับทุกคนที่ทำเรื่องนี้และไม่ดำเนินการฟ้องร้องดำเนินคดีต่อ และจะลบโพสต์ดังกล่าว แต่ปัจจุบันยังไม่จบ โจทย์ยังใช้หลักฐานเดิมยื่นอุทธรณ์ ตนจึงไม่ยอมรับต่อการกระทำแบบนี้ เราทำหน้าที่ปกป้องสิทธิ์เสียงของประชาชน แต่จะไม่ปกป้องสิทธิ์เสียงของตนเองไม่ได้ 

“นี่คือตัวอย่างหนึ่ง เท่านั้นที่ตนถูกกระทำแบบนี้ในการสร้างหลักฐาน ซึ่งแน่นอนว่าหลักฐานต้องไม่มีน้ำหนักขนาดไหน ศาลถึงยกฟ้องไปแล้ว หลังจากนี้ไม่ว่าจะกลุ่มปกป้องสถาบันที่เป็นภาคประชาชนนำหลักฐานเหล่านี้ไปแจ้งความผมที่ปอท.และตำรวจมีหน้าที่เข้าไปค้นพยานหลักฐานก่อนสั่งฟ้องเหตุใดถึงยังสั่งฟ้องอีก นี่จะตกเป็นจำเลยที่ 2 ของผมอย่างแน่นอน และจำเลยที่ 3 คือผู้ที่รู้อยู่แล้วว่าผิด แต่ก็ยังมีการยื่นอุทธรณ์ ผมก็ต้องดำเนินการต่อไป” นายปิยรัฐกล่าว