โรม ยัน พรรคส้ม ไม่เคยเปลี่ยนอุดมการณ์ อ้างเหตุดึง สุรพล ร่วมงาน ต้องผนึกกำลังขจัด ระบอบสีน้ำเงิน

โรม ยัน พรรคส้ม ไม่เคยเปลี่ยนอุดมการณ์ อ้างเหตุดึง สุรพล ร่วมงาน ต้องผนึกกำลังขจัด ระบอบสีน้ำเงิน

โรม ยัน พรรคส้ม ไม่เคยเปลี่ยนอุดมการณ์ อ้างเหตุดึง สุรพล ร่วมงาน ต้องผนึกกำลังขจัด ระบอบสีน้ำเงิน

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.14 น.

’โรม‘ ยัน ’พรรคส้ม‘ ไม่เคยเปลี่ยนอุดมการณ์ หลังเจอกระแสดราม่าดึง ’สุรพล‘ ร่วมงาน ลั่นช่วงเวลานี้ต้องผนึกกันขจัด ‘ระบอบสีน้ำเงิน’

วันที่ 4 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสดราม่าการดึงนายสุรพล นิติไกรพจน์ มาร่วมทำงานในตำแหน่งประธานที่ปรึกษายุทธศาสตร์กรุงเทพ พรรคประชาชนว่า เป็นเรื่องธรรมดาที่มีกระแสวิพากย์วิจารน์ ที่นำบุคคลมาร่วมในการทำงานกับพรรค แต่ยืนยันว่า แนวทางของพรรคประชาชนไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอุดมการณ์แต่อย่างใด ซึ่งมีเครื่องยืนยันว่า ที่ผ่านมากฏหมายหลายฉบับและการพยายามแก้ไขผลพวงของ คสช. ก็เป็นแนวทางที่พรรคแก้ไขมาโดยตลอด ซึ่งประเด็นการร่วมงานกับนายสุรพล ส่วนตัวเชื่อว่าจะเป็นบุคคลที่สามารถเข้ามามีบทบาทและเป็นพันธมิต ที่สำคัญในการช่วยรับมือกับปัญหาของระบอบสีน้ำเงิน แต่แน่นอนว่าการตัดสินใจของพรรคประชาชนในครั้งนี้ ก็มีทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่ก็ต้องน้อมรับคำวิจารณ์ ซึ่งการตัดสินใจของผู้บริหารพรรค ก็คงคิดไว้อยู่แล้ว ที่จะต้องยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่างที่ตามมา 

เมื่อถามถึงกรณีที่นายสุรพล เคยออกมาเปิดเผยว่าไม่เคยเปลี่ยนหลักการในความคิดของตัวเองนั้น ซึ่งมีการมองจากหลายกลุ่มว่าเป็นแนวคิดที่ยังคงสนับสนุนแนวทางรัฐประหารหรือไม่นั้น นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ส่วนตัวเห็นว่าไม่น่าจะใช่เรื่องนี้ และอยากให้มองไปถึงเรื่องของการรื้อโครงสร้างรัฐธรรมนูญมากกว่า ซึ่งใครก็ตามที่มาร่วมทำงานกับพรรคประชาชน ก็น่าจะรู้อยู่แล้วถึงอุดมการณ์ของพรรคในการเดินหน้าว่าจะไปในทิศทางไหน ไม่อยากให้เอาคำเพียงเล็กน้อยมาเป็นตัวตัดสินและพรรคประชาชนยืนยันว่า ไม่เคยเห็นด้วยกับรัฐประหาร และไม่เคยเห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญ ที่เป็นมรดก ของ คสช. 

นอกจากนี้ อุดมการณ์ของพรรค ประชาชน ก็ต่อต้าน สนช. และ สว. ที่มาจากการแต่งตั้งมาโดยตลอด ทั้งนี้เมื่อพรรคประชาชน ดึงนายสุรพลเข้ามาทำงาน ก็ขอให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ต่อไป 

เมื่อถามถึงการเปรียบเทียบ กรณีพรรคประชาชน ดึงนายสุพรล มาร่วมมงาน เปรียบกับ กรณีของ พรรคเพื่อไทย จับมือกับพรรคภูมิใจไทย ม่ีลักษณะคล้ายกันนั้น นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ส่วนตัวไม่อยากเปรียบเทียบว่าใครดีหรือไม่ดี เพราะเห็นว่ากรณีนี้ ไม่น่าจะเปรียบเทียบกันได้ แต่ท้ายที่สุดขอให้ประชาชนมองจะดีกว่า ว่าใครเป็นอย่างไร

นายรังสิมันต์ กล่าวอีกว่า พรรคประชาชนไม่เคยทรยศต่อหลักการของประชาชน ทั้งนี้กรณีการนำบุคคลนอกเข้ามาร่วมงาน และมีการวิจารณ์ก็ไม่ใช่ครั้งนี้ครั้งแรก สิ่งสำคัญต่อแนวทางของพรรคประชาชนในตอนนี้ คือการรับมือกับระบอบสีน้ำเงิน ถ้าไม่รวบรวมกำลังเพื่อต่อต้าน ประเทศไทยที่กำลังเดินอยู่ในขณะนี้ก็คงยากที่จะรู็ว่าจะเดินต่อไปทางไหนต่อ และการทำงานของพรรคประชาชน ไม่ใช่ทำเพื่อผลลัพธ์ที่ต้องชนะ แต่สิ่งที่ต้องทำ คือ ต้องติดกระดุมเม็ดแรกให้ถูกต้อง ดังนั้นการดึงนายสุรพลเข้ามา และมีเสียงวิจารณ์เป็นอย่างมากก็เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า พรรคปรชาชนไม่ใช่พรรคการเมืองที่มีเจ้าของเพียงคนเดียว แต่เป็นของทุกคน  

เมื่อถามถึงกรณีที่มีคนพุ่งเป้าเรื่องโปลิตบูโรในการเลือกนายสุรพลเข้ามาร่วมงาน นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ไม่อยากให้ลงลึกถึงรายละเอียด แต่เบื้องต้นทางพรรคประชาชนไม่มีโปลิตบูโรและโปลิบูโรไม่ได้อยู่ในโครงสร้างของพรรค อาจจะเป็นแค่ชื่อเรียกที่คนส่วนใหญ่เรียกกัน และนายสุรพลเองมีส่วนร่วมกับพรรคสีส้มพอสมควร อย่างเช่นการเป็นพยานในประเด็นต่างๆ และประชาชนได้เห็นบทบาทของนายสุรพลมาโดยตลอด ดั้งนั้นอย่าไปมองในเรื่องของกระบวนการว่าเข้ามาได้อย่างไร ในมองว่าในเมื่อผู้บริหารตัดสินใจแล้ว ก็พิสูจน์กันด้วยเวลาและหลายองค์ประกอบร่วมกันว่าเราคิดถูกหรือคิดผิด

นิกร แจงยิบ ภท. ถอนชื่อร่างแก้ รธน. พท. เหตุหวั่นขัดคำวินิจฉัยศาล รธน. ยันไร้ปัญหาพรรคร่วม

นิกร แจงยิบ ภท. ถอนชื่อร่างแก้ รธน. พท. เหตุหวั่นขัดคำวินิจฉัยศาล รธน. ยันไร้ปัญหาพรรคร่วม

นิกร แจงยิบ ภท. ถอนชื่อร่างแก้ รธน. พท. เหตุหวั่นขัดคำวินิจฉัยศาล รธน. ยันไร้ปัญหาพรรคร่วม

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.55 น.

’ภท.‘ โร่แจงปมให้สส.พรรคถอนชื่อหนุน ’ร่างแก้รธน.ฉบับเพื่อไทย‘ เหตุแย้งหลักการ-ส่อขัดคำวินิจฉัยศาลรธน. เชื่อไม่กระทบสัมพันธ์พรรคร่วมรบ. ยันร่างฯฉบับสีน้ำเงิน ไร้ผูกขาด ฟังเสียงข้างน้อย-ให้มีเวทีฟังความเห็นปชช. 1 ปี

วันที่ 4 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา นายนิกร จำนง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย แถลงชี้แจงกรณีมติที่ประชุมพรรคภูมิใจไทย ให้สส.ภูมิใจไทย ถอนการร่วมลงชื่อสนับสนุนร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ของพรรคเพื่อไทยว่า หลังจากที่ได้พิจารณาเนื้อหาของพรรคเพื่อไทยแล้ว กังวลว่าจะขัดกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรมนูญ 18/2568  เนื่องจากพรรคเพื่อไทยกำหนดให้มี สภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่มาจากประชาชนเลือกตั้ง 300 คน แม้จะส่งให้รัฐสภาเลือกเหลือ 100 คน แต่ในทางปฏิบัติแล้วอาจมีปัญหา โดยเฉพาะอำนาจระหว่างรัฐสภากับประชาชน ขณะเดียวกันพรรคภูมิใจไทยได้เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ซึ่งยึดถือหลักการตามที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ดังนั้นหากสส.ของพรรคร่วมสนับสนุนร่างฉบับอื่นที่ส่อขัดกับคำวินิจฉัยอาจถูกมองว่าไม่ตรงไปตรงมาหรือไม่ชัดเจน ดังนั้นเมื่อฉบับของพรรคเพื่อไทยมีปัญหาขัดแย้งกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จึงขอให้สส.ที่ร่วมลงชื่อถอนชื่ออก อีกทั้งในฐานะที่พรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคแกนนำต้องระมัดระวัง ไม่ให้มีประเด็นสุ่มเสี่ยงที่กระทบเสถียรภาพได้  

“โดยพฤตินัยตีความเชิงลึกทางปฏิบัติ เกิดภาวะที่รัฐสภาเลือก สสร. ที่อยู่ลำดับอื่นไม่ได้ ต้องเลือกคนที่ได้ลำดับหนึ่งจากจังหวัดต่างๆ  นอกจากนั้นยังมีปัญหาในเชิงเหตุผลของศาลรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยลำดับชั้นอำนาจของรัฐสภา เจตจำนงของประชาชน กับความสัมพันธ์กับ สสร. มีปัญหาว่าอำนาจจัดทำรัฐธรรมนูญของรัฐสภา มีปัญหาระหว่างกัน อำนาจจะยืนกัน อย่างไรก็ดีทราบว่าแม้สส.ภูมิใจไทย ถอนชื่อ พรรคเพื่อไทยยังมีเสียงเกิน 100 เสียงสามารถยื่นร่างแก้ไขได้” นายนิกร กล่าว

นายนิกร กล่าวต่อว่า ส่วนในแง่ความสัมพันธ์กับประชาชน ตนมองว่าประชาชนมีส่วนร่วมกับการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ได้ ผ่านการออกเสียงประชามติ ทั้ง 3 ครั้ง ทั้งครั้งแรกขอความเห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ครั้งสองหลังแก้ไขมาตรา 256 และครั้งสามหลังมีร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จึงถือว่ามีความผูกผันและให้ประชาชนมีอำนาจเต็ม  พรรคภูมิใจไทยมีความจริงใจแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่ให้สำเร็จ  การยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องไม่ทำให้เกิดการร้องเรียนหรือตีความที่จะทำให้กระบวนการล่าช้า ทั้งนี้การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับที่สำเร็จเมื่อปี2540 สสร. ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่ที่ประชาชนยอมรับเพราะรับฟังประชาชนเยอะ โดยในร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของพรรคภูมิใจไทยกำหนดให้ตั้งกรรมการับฟังความเห็นประชาชนทั่วประเทศ   และให้เวลา 1 ปี เพราะแค่รูปแบบที่มาจากเลือกตั้งของประชาชนนั้นไม่พอ แต่ต้องมีการรับฟังความเห็นของประชาชนด้วย

นายนิกร ยังกล่าวถึงกรณีที่ นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว. นัดหมายหารือตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 19 มิ.ย.ว่า การหารือเป็นเรื่องดี แต่การพูดคุยกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใดคนหนึ่งในลักษณะปรึกษาหารือไม่ใช่ข้อสรุปที่เป็นคำวินจิฉัยแบบองค์คณะที่จะมีผลผูกผันกับทุกองค์กร รวมถึงศาลรัฐธรรมนูญด้วย ดังนั้นพรรคภูมิใจไทยจะเดินไปตามแนวทางของพรรค 

เมื่อถามว่ากรณีถอนชื่อสะท้อนว่าพรรคภูมิใจไทยจะปิดประตูเลือกสสร. ทางอ้อมหรือไม่ นายนิกร กล่าวว่า กาเสนอร่างที่มีปัญหาอาจทำให้ไม่สำเร็จได้ แม้จะทำให้ดูดี ประชาชนชอบ แต่เราไม่ได้ทำเพื่อหาเสียง แต่ทำเพื่อเกิดขึ้นจริง ที่กำหนดให้ สสร. มาจากประชาน แต่ไม่สำเร็จ  หรือทำเพื่อหวังผลอื่นจะมีประโยชน์อะไร ทั้งนี้ประชาชนมีส่วนร่วมโดยตรงผ่านการออกเสียงประชามติได้  แต่การดำเนินการที่ต่อเนื่องคือให้ประชาชนเห็นด้วย คือให้ฟังความเห็นประชาชน 1 ปี เชื่อว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญยังทันรัฐบาลชุดนี้

“การลงมตินั้น จะยืนยันตามร่างของพรรคภูมิใจไทย ส่วนพรรคอื่นที่ยื่นมานั้น ยังเห็นไม่ชัดในรายละเอียด สำหรับกรณีของพรรคเพื่อไทย เราไม่ได้แสดงเจตนาปัดตก แต่เพราะเนื้อหามีปัญหา แต่ไม่ต้องห่วง เพราะขณะนี้เขาได้ 189 รายชื่อแล้ว หากถอนออกมาเสียงยังพอ ความสัมพันธ์ไม่มีปัญหา” นายนิกร กล่าว

เมื่อถามว่ามีคนมองว่าร่างของพรรคภูมิใจไทยอาจเกิดปัญหาผูกขาดในสภาฯ นายนิกร กล่าวว่า หากให้เลือกตั้งตรง จะมีคนร้องและโดนคว่ำทันที เพราะเคยมีกรณีที่เกิดขึ้นในปี 2564 เคยมีประเด็นที่ล็อบบี้ไม่ให้โหวตเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ เพราะจะขัดจริยธรรม เนื่องจากเป็นการกระทำที่ขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ ไม่ใช่สมัครแล้วให้คนของตัวเองเข้ามา ซึ่งพรรคภูมิใจไทยเขียนเนื้อหาให้ทุกเสียง ทั้ง เสียงข้างน้อย เสียง สว. ถูกรับฟัง

ปิยบุตร ขุด ‘เหมา’ กล่อม ‘ด้อม’ พลิกแพลงยุทธวิธี สร้าง’แนวร่วม’ล้ม’ศัตรูตัวเอก

ปิยบุตร ขุด 'เหมา' กล่อม 'ด้อม' พลิกแพลงยุทธวิธี สร้าง'แนวร่วม'ล้ม'ศัตรูตัวเอก

ปิยบุตร ขุด ‘เหมา’ กล่อม ‘ด้อม’ พลิกแพลงยุทธวิธี สร้าง’แนวร่วม’ล้ม’ศัตรูตัวเอก

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.40 น.

วันที่ 4 มิถุนายน 2569 นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เหมาเจ๋อตง : ว่าด้วย “แนวร่วมประชาชาติ“

ในช่วงที่จีนทำสงครามต่อต้านการรุกรานของจักรพรรดินิยมญี่ปุ่น พรรคคอมมิวนิสต์จีนตัดสินใจผนึกกำลังกับพรรคก๊กมินตั๋ง ผนึกกำลังกับนายทุนชาติ เพื่อรบกับญี่ปุ่น

ในช่วงที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนเริ่มต้นกระบวนการปฏิวัติ ประธานเหมาเจ๋อตงได้เสนอความคิดการสร้างแนวร่วมกับทุนชาติ และกระฎุมพีบางกลุ่ม

ไม่ว่าจะเป็นการร่วมมือกับพรรคก๊กมินตั๋งต่อต้านญี่ปุ่นก็ดี

ไม่ว่าจะเป็นการร่วมมือกับทุนชาติ กระฎุมพีน้อย ปัญญาชน หรือคนที่สังกัดชนชั้นนายทุนมาก่อน ก็ดี

ดำเนินไปก็ด้วยเหตุผลที่ว่า กำลังในเวลานั้นของพรรคคอมมิวนิสต์จีนยังไม่เพียงพอ จำเป็นต้องร่วมมือกับฝ่ายอื่น

ดำเนินไปก็ด้วยเหตุผลที่ว่า แนวร่วมที่เข้ามาจะเปลี่ยนแปลงความคิด ยกระดับความคิด จนเป็นส่วนเนื้อเดียวกันกับพรรค

ดำเนินไปก็ด้วยเหตุที่ว่า ในท้ายที่สุด พรรคต้องเป็นตัวแทนของประโยชน์ของชาติ ของคนจีนทั้งหมดทั้งมวล

ความคิดเรื่อง “แนวร่วมประชาชาติ” ความคิดเรื่อง “ความขัดแย้งหลัก-ความขัดแย้งรอง” ความคิดเรื่อง “ร้อยบุปผาบานพร้อมพรัก ร้อยสำนักประชันเสียง“

งานเรื่อง “ว่าด้วยปฏิบัติ” ”ว่าด้วยความขัดแย้ง“ ”การจัดการความขัดแย้งในหมู่ประชาชนอย่างถูกต้อง” “ขจัดความคิดที่ผิดในพรรค” ”คัดค้านลัทธิเสรี“ ”การปรับปรุงท่วงทำนองของพรรค“ ”ความคิดที่ถูกต้องของคนเรามาจากไหน?“

ทั้งหมดนี้ แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นพลิกแพลงในยุทธวิธีของเหมาเจ๋อตง อันเป็นเอกลักษณ์หนึ่งของ ”ความคิดเหมาเจ๋อตง“

ในส่วนของความคิดเรื่อง ”แนวร่วมประชาชาติ“ นั้น ถือเป็นส่วนหนึ่งของความคิดชี้นำของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ดังปรากฏให้เห็นในงานของประธานเหมาหลายชิ้น

ในที่นี้ จะขอคัดมาบางส่วน นั่นคือ หัวข้อ ”แนวร่วมประชาชาติ“ ซึ่งอยู่ในรายงานชื่อ ”ว่าด้วยยุทธวิธีคัดค้านจักรพรรดินิยมญี่ปุ่น“ ซึ่งเหมาเจ๋อตงได้นำเสนอต่อพรรคเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 1935 และต่อมาได้รวมไว้ใน “สรรนิพนธ์เหมาเจ๋อตุง เล่ม 1 (ตอนต้น)

ในฉบับที่รวมอยู่ในสรรนิพนธ์ ได้ทำเชิงอรรถอธิบายสถานการณ์ในช่วงเวลานั้นไว้ ดังนี้

“เรื่องนี้เป็นคำรายงานของสหายเหมาเจ๋อตุง ในที่ประชุมผู้เอาการเอางานของพรรคที่หว่าหยาวเป่าภาคเหนือส่านซีภายหลังการประชุมกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่หว่าหยาวเป่าเมื่อเดือนธันวาคม ปี 1935.

การประชุมกรมการเมืองครั้งนี้เป็นการประชุมของศูนย์กลางครั้งสำคัญยิ่งครั้งหนึ่ง ที่ประชุมได้วิจารณ์ทรรศนะที่ผิดภายในพรรคที่เห็นว่าชนชั้นนายทุนชาติของจีนเป็นไปไม่ได้ที่จะร่วมกับกรรมกรและชาวนาของจีนทำการต่อต้านญี่ปุ่น และได้กำหนดยุทธวิธีในการสร้างแนวร่วมประชาชาติโดยเจตนาแห่งมติของศูนย์กลาง

สหายเหมาเจ๋อตุงได้ให้อรรถาธิบายอย่างละเอียดถึงความเป็นไปได้และความสำคัญของการสร้างแนวร่วมกับชนชั้นนายทุนชาติอีกครั้งหนึ่งในเงื่อนไขที่ต่อต้านญี่ปุ่น โดยได้ชี้เน้นถึงบทบาทนำที่มีความหมายชี้ขาดของพรรคคอมมิวนิสต์และกองทัพแดงในแนวร่วมนี้ ได้ชี้ให้เห็นถึงลักษณะยาวนานของการปฏิวัติจีน และได้วิพากษ์ลัทธิปิดประตูซึ่งแสดงถึงความมีจิตใจคับแคบ และได้วิพากษ์โรคใจร้อนในการปฏิวัติซึ่งมีอยู่ในพรรคเป็นเวลายาวนานในอดีตอันเป็นมูลเหตุพื้นฐานที่ทำให้พรรคและกองทัพแดงประสบความเพลี่ยงพล้ำอย่างหนักในสมัยสงครามปฏิวัติภายในประเทศครั้งที่ 2.

ในขณะเดียวกัน สหายเหมาเจ๋อตุงก็ได้เรียกร้องให้ภายในพรรคสนใจบทเรียนทางประวัติศาสตร์ที่พวกลัทธิฉวยโอกาสเอียงขวาเฉินตู้ชิ่วได้นำการปฏิวัติไปสู่ความพ่ายแพ้ในปี 1927 และได้ชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มที่เจียงไคเช็คจะต้องทำลายอิทธิพลปฏิวัติอย่างแน่นอน

ทั้งนี้จึงประกันให้พรรคเราสามารถรักษาความมีสติในสภาพแวดล้อมใหม่ และทำให้พลังปฏิวัติเลี่ยงจากความเสียหายในท่ามกลางการโกหกหลอกลวงอย่างไม่มีที่สิ้นสุดและการจู่โจมด้วยกำลังอาวุธมากมายหลายครั้งของเจียงไดเช็คในการต่อมาได้

การประชุมขยายวงของกรมการเมืองซึ่งศูนย์กลางพรรคได้จัดให้มีขึ้นที่จุนยี่ มณฑลกุยจิว เมื่อเดือนมกราคม ปี 1935 ได้สถาปนาการนำของศูนย์กลางขึ้นใหม่โดยมีสหายเหมาเจ๋อตุงเป็นหัวหน้า และเปลี่ยนการนำแบบลัทธิฉวยโอกาสเอียง “ซ้าย” ในอดีตเสีย. อย่างไรก็ดี การประชุมครั้งนั้นได้จัดให้มีขึ้นในระหว่างที่กองทัพแดงเดินทัพทางไกล ฉะนั้น จึงได้มีมติเฉพาะในปัญหาการทหารที่เร่งด่วนที่สุดในเวลานั้น และในปัญหาการตั้งสำนักเลขาธิการของศูนย์กลางและคณะกรรมการทหารปฏิวัติของศูนย์กลางเท่านั้น ตราบเมื่อกองทัพแดงได้เดินทัพทางไกลไปถึงภาคเหนือส่านชีแล้ว จึงมีความเป็นไปได้ที่ศูนย์กลางพรรคจะให้อรรถาธิบายในปัญหาต่าง ๆ เกี่ยวกับยุทธวิธีทางการเมืองอย่างเป็นระบบ. ปัญหาต่างๆเกี่ยวกับยุทธวิธีทางการเมืองดังกล่าว สหายเหมาเจ๋อตุงได้ทำการวิเคราะห์อย่างสมบูรณ์ในคำรายงานนี้”

ผมขอคัดบางตอนในหัวข้อ “แนวร่วมประชาชาติ” มาเผยแพร่ ดังนี้

[แนวร่วมประชาชาติ]

“เมื่อได้พิจารณาสถานการณ์ทั้งทางฝ่ายปฏิวัติและฝ่ายปฏิปักษ์ปฏิวัติแล้ว เราก็ง่ายที่จะอธิบายภาระหน้าที่ทางยุทธวิธีของพรรคได้.
ภาระหน้าที่ทางยุทธวิธีขั้นพื้นฐานของพรรคคืออะไร? ไม่ใช่อะไรอื่น คือจัดตั้งแนวร่วมปฏิวัติประชาชาติอันกว้างขวางขึ้นนั่นเอง.

[…]

ในที่นี้ ข้าพเจ้าจะขอกล่าวแต่ยุทธวิธีของแนวร่วมกับยุทธวิธีของลัทธิปิดประตู ซึ่งเป็นยุทธวิธีที่แตกต่างกันอย่างตรงกันข้าม.

ยุทธวิธีหนึ่งต้องการจะรับผู้คนพลรบจำนวนมากไว้ เพื่อล้อมและทำลายข้าศึก.

อีกยุทธวิธีหนึ่งอาศัยตัวเองแต่โดยลำพังทำ การรบอย่างดันทุรังกับข้าศึกที่เข้มแข็ง.

ฝ่ายแรกกล่าวว่า ถ้าไม่ประเมินอย่างพอเพียงในเรื่องที่การกระทำของจักรพรรดินิยมญี่ปุ่นที่จะให้ประเทศจีนกลายเป็นเมืองขึ้นนั้นสามารถแปรเปลี่ยนแนวปฏิวัติกับแนวปฏิปักษ์ปฏิวัติของจีนได้แล้ว ก็จะไม่สามารถประเมินอย่างพอเพียงในความเป็นไปได้ของการจัดตั้งแนวร่วมปฏิวัติประชาชาติอันกว้างขวาง.

ถ้าไม่ประเมินอย่างพอเพียงในจุดแข็งและจุดอ่อนของฝ่ายอิทธิพลปฏิปักษ์ปฏิวัติของญี่ปุ่น ฝ่ายอิทธิพลปฏิปักษ์ปฏิวัติของจีนและฝ่ายอิทธิพลปฏิวัติของจีนแล้ว ก็จะไม่สามารถประเมินอย่างพอ

เพียงในความจำเป็นของการจัดตั้งแนวร่วมปฏิวัติประชาชาติอันกว้างขวาง;

ก็จะไม่สามารถใช้วิธีการอันเด็ดเดี่ยวไปทำลายลัทธิปิดประตู;

ก็จะไม่สามารถใช้แนวร่วมเป็นอาวุธไปทำการจัดตั้งและสมัครสมานพลังมวลประชาชนเรือนแสนเรือนล้านและพลังฝ่ายมิตรที่ปฏิวัติทั้งปวงที่สามารถจะช่วงชิงได้ เพื่อรุดหน้าไปโจมตีเป้าหมายที่เป็นใจกลางที่สุดของเรา คือจักรพรรดินิยมญี่ปุ่นและพวกขายชาติของจีนซึ่งเป็นสุนัขรับใช้ของมัน:

และก็จะไม่สามารถใช้ยุทธวิธีของตนเป็นอาวุธเข้ายิงเป้าหมายที่เป็นใจกลางที่สุดในขณะนี้, หากทำให้เป้าหมายกระจัดกระจายออกไป จนกระทั่งยิงไม่ถูกศัตรูตัวเอก แต่ศัตรูตัวรองหรือกระทั่งพันธมิตรของเรากลับตกเป็นเหยื่อกระสุนของเรา. นี่เรียกว่าไม่รู้จักเลือกตีข้าศึก และสิ้นเปลืองกระสุนโดยเปล่าประโยชน์

ถ้าเป็นเช่นนี้ ก็ไม่สามารถจะต้อนข้าศึกให้ไปอยู่ในที่มั่นอันคับแคบและโดดเดี่ยว

ถ้าเป็นเช่นนี้ ก็ไม่สามารถจะดึงเอาบรรดาผู้ที่เข้าร่วมในค่ายศัตรูโดยถูกบังคับข่มขู่และบรรดาผู้ที่เมื่อก่อนเป็นศัตรูแต่เดี๋ยวนี้อาจเป็นมิตรให้ออกมาจากค่ายและแนวรบของศัตรูได้ทั้งหมด

ถ้าเป็นเช่นนี้ โดยความเป็นจริงแล้ว ก็เป็นการช่วย ศัตรู ทำให้การปฏิวัติหยุดอยู่กับที่ โดดเดี่ยว หดเล็กและลดสู่กระแสต่ำ: กระทั่งทำให้การปฏิวัติก้าวไปสู่วิถีทางแห่งความปราชัย

อีกฝ่ายหนึ่งกล่าวว่า คำวิจารณ์เหล่านี้ผิดทั้งสิ้น พลังปฏิวัติจะต้องบริสุทธิ์แล้วบริสุทธิ์อีก วิธีทางของการปฏิวัติจะต้องตรงดิ่งแล้วตรงดิ่อีก. มีแต่สิ่งที่บันทึกไว้ในคัมภีร์เท่านั้นที่ถูกต้อง.
ชนชั้นนายทุนชาติทั้งหมดเป็นฝ่ายปฏิปักษ์ปฏิวัติไปชั่วกัปชั่วกัลป์แล้ว สำหรับชาวนารวยนั้น จะอ่อนข้อให้แม้แต่นิดหนึ่งก็ไม่ได้.

สำหรับสหบาลกรรมกรสีเหลือง ก็มีแต่จะต่อสู้กับมันอย่างไม่คิดชีวิตเท่านั้น ถ้าใครจับมือกับไฉ้ถิงข่ายแล้ว ก็ต้องด่าให้ในทันทีที่จับมือกันว่า “ไอ้พวกปฏิปักษ์ปฏิวัติ”

มีอย่างที่ไหนที่แมวไม่ชอบของคาว และมีอย่างที่ไหนที่ขุนศึกไม่เป็นพวกปฏิปักษ์ปฏิวัติ?

พวกปัญญาชนหรือ ก็มีลักษณะปฏิวัติเพียง ๓ วันเท่านั้น จึงเป็นอันตรายในการรับพวกนี้เข้ามา

เพราะฉะนั้น ข้อสรุปก็คือ ลัทธิปิดประตูเป็นของวิเศษแต่สิ่งเดียว ส่วนแนวร่วมเป็นยุทธวิธีของลัทธิฉวยโอกาส

สหายทั้งหลาย เหตุผลของแนวร่วมและเหตุผลของลัทธิปิดประตูอันไหนถูกต้องกันแน่? อันไหนกันแน่ที่ลัทธิมาร์กซ-เลนินเห็นพ้องด้วย?

ข้าพเจ้าขอตอบเด็ดขาดว่า เห็นพ้องด้วยกับแนวร่วม และคัดค้านลัทธิปิดประตู

ในหมู่คนเรามีเด็กอายุ ๓ ขวบ เด็กพวกนี้มีเหตุผลมากมายที่ถูกต้อง แต่ให้บริหารบ้านเมืองไม่ได้ เพราะพวกเขายังไม่เข้าใจเหตุผลเกี่ยวกับเรื่องราวของบ้านเมือง. ลัทธิมาร์กซ-เลนินคัดค้านโรคไร้เดียงสาที่มีอยู่ในขบวนปฏิวัติ ความคิดเห็นของผู้คนที่ยืนยันในยุทธวิธีลัทธิปิดประตูนั้นก็เป็นโรคไร้เดียงสาชนิดหนึ่ง วิถีทางของการปฏิวัติก็เช่นเดียวกับวิถีทางที่สิ่งทั้งปวงในโลกเคลื่อนไหวอยู่ คืออย่างไรเสียก็เป็นวิถีทางที่คดเคี้ยว ไม่ใช่ตรงดิ่ง. แนวปฏิวัติและแนวปฏิปักษ์ปฏิวัติย่อมแปรเปลี่ยนได้ นี่ก็เช่นเดียวกับสิ่งทั้งปวงในโลกที่แปรเปลี่ยนได้

จักรพรรดินิยมญี่ปุ่นได้ตกลงใจจะแปรประเทศจีนทั้งประเทศให้เป็นเมืองขึ้นของมัน และพลังปฏิวัติของจีนในปัจจุบันก็ยังมีจุดอ่อนอันร้ายแรงอยู่ ข้อเท็จจริงพื้นฐานสองข้อนี้เป็นจุดเริ่มของยุทธวิธีอันใหม่ของพรรค นัยหนึ่งการจัดตั้งแนวร่วมอันกว้างขวาง

การจัดตั้งมวลประชาชนเรือนแสนเรือนล้านและจัดขบวนกำลังปฏิวัติอันใหญ่โตมโหฬาร เป็นสิ่งจำเป็นที่ฝ่ายปฏิวัติจะเข้าตีฝ่ายปฏิปักษ์ปฏิวัติในเวลานี้ มีแต่กำลังเช่นนี้เท่านั้นที่สามารถจะตี

จักรพรรดินิยมญี่ปุ่นและพวกทรยศชาติและขายชาติให้คว่ำลงได้ นี่เป็นสัจจะที่เห็นกันทุกคน.
เพราะฉะนั้น จึงมีแต่ยุทธวิธีแนวร่วมเท่านั้นที่เป็นยุทธวิธีลัทธิมาร์กซ-เลนิน. ส่วนยุทธวิธีปิดประตูเป็นยุทธวิธีของพวกเอกาโดดเดี่ยว. ลัทธิปิดประตูนั้นเป็นนโยบาย “ไล่นกกระจอกเข้าป่า ไล่ปลาไป

สู่น้ำลึก” ไล่เอา “เรือนแสนเรือนล้าน” และความ “ใหญ่โตมโหฬาร”ให้ไปอยู่ข้างศัตรู ซึ่งรังแต่จะทำให้ศัตรูไชโยโฟ่ฮิ้วด้วยความลิงโลด […].“

เหมาเจ๋อตง, “ว่าด้วยยุทธวิธีคัดค้านจักรพรรดินิยมญี่ปุ่น” ใน สรรนิพนธ์เหมาเจ๋อตุง เล่ม 1 (ตอนต้น), หน้า 303-311.
(สันนิษฐานว่า สรรนิพนธ์ของเหมาเจ๋อตุงทั้งหมดนี้ แปลภาษาไทยอย่างสวยสดงดงามหมดจด โดยคณะผู้แปลอันประกอบไปด้วย อัศนี พลจันทร, เริง เมฆไพบูลย์, เชาวน์ พงษ์พิชิต)

กองทัพไทย ประณาม เพจบิดเบือนภาพรั้วชายแดน ใช้ AI ดัดแปลง-ตัดต่อ ลั่นดำเนินคดีถึงที่สุด

กองทัพไทย ประณาม เพจบิดเบือนภาพรั้วชายแดน ใช้ AI ดัดแปลง-ตัดต่อ ลั่นดำเนินคดีถึงที่สุด

กองทัพไทย ประณาม เพจบิดเบือนภาพรั้วชายแดน ใช้ AI ดัดแปลง-ตัดต่อ ลั่นดำเนินคดีถึงที่สุด

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.09 น.

วันที่ 4  มิถุนายน 2569 พลตรีวิทัย ลายถมยา โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย กล่าวถึงกรณีเพจ “ดึกดำบรรพ์” เผยแพร่ข้อความและภาพเกี่ยวกับโครงการก่อสร้างรั้วชายแดนไทย–กัมพูชา ว่า เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่หน่วยงานได้ชี้แจงต่อสาธารณชนมาโดยตลอด ส่งผลให้ประชาชนเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน สร้างความสับสน และก่อให้เกิดความแตกแยกทางความคิดเห็นในสังคมโดยไม่จำเป็น

กองบัญชาการกองทัพไทยขอประณามการกระทำดังกล่าว โดยเฉพาะหากมีการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) หรือวิธีการอื่นใดในการดัดแปลง ตัดต่อ หรือลบองค์ประกอบสำคัญของภาพจากสภาพพื้นที่จริง จนทำให้ข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงไป อันเป็นการบิดเบือนข้อมูลสาธารณะ สร้างความเข้าใจผิดต่อประชาชน และอาจเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จ อันก่อให้เกิดความเสียหายต่อหน่วยงานของรัฐ ประโยชน์สาธารณะ และความมั่นคงของประเทศ

กองบัญชาการกองทัพไทยจึงขอให้เพจ “ดึกดำบรรพ์” และผู้ที่เกี่ยวข้อง แสดงความรับผิดชอบต่อสังคมด้วยการแก้ไข ชี้แจง และยุติการเผยแพร่ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนโดยทันที หากเพิกเฉยหรือยังคงดำเนินการดังกล่าวต่อไป กองบัญชาการกองทัพไทยจะดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างถึงที่สุด เพื่อคุ้มครองชื่อเสียง ความน่าเชื่อถือของหน่วยงาน และรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนส่วนรวมต่อไป

พร้อมกันนี้ กองบัญชาการกองทัพไทยขอความร่วมมือจากสื่อมวลชนทุกแขนงและประชาชน ร่วมกันเผยแพร่ข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง ตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ และใช้วิจารณญาณในการรับส่งต่อข้อมูลข่าวสาร เพื่อป้องกันการขยายผลของข้อมูลอันเป็นเท็จและรักษาความเข้าใจอันดีของสังคมส่วนรวม

ผู้เผยแพร่ข่าวเปิดด่านสระแก้ว ยอมรับข้อมูลคลาดเคลื่อน รัฐบาลย้ำชายแดนเป็นเรื่องอ่อนไหว ขู่ฟันตามกฎหมาย

ผู้เผยแพร่ข่าวเปิดด่านสระแก้ว ยอมรับข้อมูลคลาดเคลื่อน รัฐบาลย้ำชายแดนเป็นเรื่องอ่อนไหว ขู่ฟันตามกฎหมาย

ผู้เผยแพร่ข่าวเปิดด่านสระแก้ว ยอมรับข้อมูลคลาดเคลื่อน รัฐบาลย้ำชายแดนเป็นเรื่องอ่อนไหว ขู่ฟันตามกฎหมาย

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.58 น.

ผู้เผยแพร่ข่าวเปิดด่านสระแก้วยอมรับข้อมูลคลาดเคลื่อน รัฐบาลย้ำชายแดนเป็นเรื่องอ่อนไหว ขอให้รายงานข่าวอย่างรับผิดชอบ หากสร้างความเข้าใจผิดจำเป็นต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย

วันที่ 4 มิถุนายน 2569 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กรณีมีการเผยแพร่ข้อมูลในสื่อสังคมออนไลน์ อ้างว่ามีการเปิดจุดผ่านแดนถาวรบ้านคลองลึก อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว เพื่อให้นักเรียนชาวกัมพูชาเดินทางเข้ามาศึกษาในสถานศึกษาของไทยนั้น ล่าสุดเพจที่เป็นต้นทางการเผยแพร่ข่าวดังกล่าวได้ออกประกาศขออภัยแล้ว โดยระบุว่าข้อมูลที่นำเสนอมีความคลาดเคลื่อน ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง และอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดแก่ประชาชน

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ รัฐบาลได้ชี้แจงอย่างชัดเจนว่า ไม่มีการเปิดด่านตามที่ถูกกล่าวอ้าง โดยผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้วได้สั่งการให้รองผู้ว่าราชการจังหวัด พร้อมหน่วยงานด้านความมั่นคง นำสื่อมวลชนลงพื้นที่บริเวณด่านคลองลึก เพื่อให้เห็นข้อเท็จจริงด้วยตนเอง และได้มอบอำนาจให้ฝ่ายกฎหมายเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อผู้เผยแพร่ข้อมูลเท็จแล้ว ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ซึ่งปรากฎว่าแม้จะมีการชี้แจงแล้วยังมีการเผยแพร่ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับการบริหารจัดการพื้นที่ชายแดนอยู่อย่างต่อเนื่อง 

โฆษกฯ กล่าวว่า เรื่องชายแดนเป็นประเด็นอ่อนไหว กระทบทั้งความรู้สึกของประชาชน และความเชื่อมั่นในพื้นที่  ผู้ทำเพจข่าวสารหรือผู้เผยแพร่ข้อมูลสาธารณะจึงต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนเผยแพร่ ไม่ควรนำข้อมูลที่ยังไม่ครบถ้วนไปขยายผลจนทำให้สังคมเข้าใจผิด ซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อการบริหารจัดการสถานการณ์ในพื้นที่ ตลอดจนแนวทางดำเนินการระหว่างไทย-กัมพูชา 

ทั้งนี้ รัฐบาลเคารพเสรีภาพในการนำเสนอข่าวและการแสดงความคิดเห็น แต่หากเป็นการเผยแพร่ข้อมูลเท็จหรือข้อมูลคลาดเคลื่อนที่กระทบต่อความมั่นคง สร้างความตื่นตระหนก หรือทำให้ประชาชนเข้าใจผิดในสถานการณ์ชายแดน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีความจำเป็นต้องดำเนินการตามกฎหมาย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายซ้ำ

รัฐบาลจึงขอให้ประชาชนใช้วิจารณญาณในการรับข่าวสาร โดยเฉพาะข่าวเกี่ยวกับชายแดนและความมั่นคง หากพบข้อมูลที่น่าสงสัย ขอให้ตรวจสอบก่อนส่งต่อ

สำหรับแนวทางระหว่างไทยกับกัมพูชา ท่าทีของรัฐบาลตามที่กระทรวงการต่างประเทศได้แถลงล่าสุด คือไทยพร้อมดำเนินการและปกป้องผลประโยชน์ของประเทศอย่างเต็มที่ โดยยึดหลักอธิปไตย สันติภาพ กฎหมายระหว่างประเทศ และข้อเท็จจริงเป็นสำคัญ

รัฐบาลยืนยันว่า การบริหารสถานการณ์ชายแดนจะดำเนินอย่างรอบคอบ และไม่ปล่อยให้ข่าวเท็จถูกใช้สร้างความสับสนในสังคม

ยศชนัน มั่นใจ ไม่มีปัญหาพรรคร่วม หลังภูมิใจไทยถอนชื่อ หนุนร่างรธน.ฉบับเพื่อไทย

ยศชนัน มั่นใจ ไม่มีปัญหาพรรคร่วม หลังภูมิใจไทยถอนชื่อ หนุนร่างรธน.ฉบับเพื่อไทย

ยศชนัน มั่นใจ ไม่มีปัญหาพรรคร่วม หลังภูมิใจไทยถอนชื่อ หนุนร่างรธน.ฉบับเพื่อไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.52 น.

“ยศชนัน” มั่นใจ ไม่มีปัญหาพรรคร่วม หลังมติ ภท.ถอนชื่อหนุนร่างแก้ไข รธน.ฉบับ พท. บอก เป็นกลไกสภา ไม่เกี่ยวกับ ครม. 

วันที่ 4 มิถุนายน 2569 เวลา 09.10 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ถอนชื่อออกจากร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรค พท. ว่า ทราบเรื่องแล้ว เรารับฟังเสียงของทุกฝ่าย ซึ่งจากเหตุผลที่ น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รมช.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะโฆษกพรรค ภท.แถลงเมื่อวันที่ 3 มิ.ย.นั้น เดี๋ยววันนี้ (4 มิ.ย.) พรรค พท.จะมีการหารือกันว่า เราจะดำเนินการเรื่องนี้อย่างไร  ตนเข้าใจว่าที่รัฐสภา นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน ในฐานะหัวหน้าพรรค พท.คงมีการชี้แจงเรื่องนี้หลังจากมีการหารือกันแล้ว 

ผู้สื่อข่าวถามว่า การเป็นรัฐบาลด้วยกัน แต่ไม่สนับสนุนกันจะสามารถตีความไปในทางการเมืองได้หรือไม่ นายยศชนัน กล่าวว่า ไม่มีอะไรหรอก เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับประเด็นของรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นสิทธิของแต่ละคนอยู่แล้ว เมื่อถามว่า จะไม่ทำให้เกิดความบาดหมางในพรรคร่วมรัฐบาลใช่หรือไม่ นายยศชนัน กล่าวว่า ไม่มีปัญหา เมื่อถามอีกว่า จะต้องมีการเคลียร์กับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรค ภท.ในเรื่องนี้หรือไม่ นายยศชนัน กล่าวว่า ไม่มีปัญหา เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เป็นกลไกของสภา ไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวกับกลไกของ ครม. 

ผู้สื่อข่าวถามว่า การที่พรรค ภท.ถอนชื่อไป พรรค พท.ยังเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญได้หรือไม่ และจะมีเสียงพอหรือไม่ นายยศชนัน กล่าวว่า ตอนนี้ยังอยู่ในช่วงประเมิน ซึ่งทางสภากำลังมีการหารือกันอยู่ ถ้ามีความชัดเจนทางหัวหน้าพรรค พท.จะมีการแถลง ทั้งนี้ตนอยากให้แยกส่วนระหว่างเรื่องรัฐบาลกับเรื่องของพรรค ที่เป็นคนละส่วนกัน 

เมื่อถามย้ำว่า จากกรณีนี้จะทำให้การขอความร่วมมือพรรคร่วมรัฐบาลในเรื่องอื่นๆ มีปัญหาหรือไม่ นายยศชนัน กล่าวว่า ไม่มีปัญหาเลย เป็นเรื่องเฉพาะเจาะจง 

ศูนย์ข่าวฯ แจง ประชาคมโลก 16 ภาษา ย้ำจุดยืนไทย แก้พิพาทเขตแดนทะเล แสวงหาแนวทางสันติ

ศูนย์ข่าวฯ แจง ประชาคมโลก 16 ภาษา ย้ำจุดยืนไทย แก้พิพาทเขตแดนทะเล แสวงหาแนวทางสันติ

ศูนย์ข่าวฯ แจง ประชาคมโลก 16 ภาษา ย้ำจุดยืนไทย แก้พิพาทเขตแดนทะเล แสวงหาแนวทางสันติ

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.38 น.

“ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ ไทย-กัมพูชา” แจง ประชาคมโลก 16 ภาษา แก้ปัญหาเขตแดนทะเล ย้ำ ไทย ยึดมั่น กฎหมายระหว่างประเทศ แสวงหาแนวทางสันติ เรียกร้อง “กัมพูชา”หยุดยกระดับความตึงเครียด

วันที่ 4 มิถุนายน 2569 ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ ไทย-กัมพูชา แถลงจุดยืนของไทยต่อการแก้ไขประเด็นพื้นที่ ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิ์ในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน เพื่อสร้างการรับรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องต่อประชาคมระหว่างประเทศ จำนวน 16 ภาษา ประกอบด้วย ไทย อังกฤษ เขมร จีน รัสเซีย  ฝรั่งเศส อาหรับ สเปน เยอรมัน ญี่ปุ่น เกาหลี ตากาล็อก (ฟิลิปปินส์) อินโดนีเซีย เวียดนาม
เมียนมา  ลาว

มีเนื้อหาระบุว่า ไทยยึดมั่นในกฎหมายระหว่างประเทศ การแก้ไขข้อพิพาทด้วยสันติวิธี และความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศเพื่อนบ้านมาโดยตลอด
ไทยเห็นว่าประเด็นพื้นที่อ้างสิทธิ์ทางทะเลทับซ้อน เป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อนและมีความสำคัญต่อผลประโยชน์ของทั้งสองประเทศ ดังนั้น การเจรจาและการหารือโดยตรงระหว่างสองฝ่ายด้วยความสุจริตใจ บนพื้นฐานของความเคารพซึ่งกันและกัน และผลประโยชน์ร่วมกัน เป็นแนวทางที่สร้างสรรค์และเหมาะสมที่สุดในการแสวงหาแนวทางแก้ไขที่ยั่งยืนเพื่อให้การหารือดังกล่าวมีประสิทธิภาพสูงสุด 

ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ ไทย-กัมพูชา ยังย้ำว่า ไทยจำเป็นต้องยกเลิกบันทึกความเข้าใจระหว่างไทยกับกัมพูชา ว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิ์ในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน พ.ศ.2544 (MOU 2544) เนื่องจากบันทึกความเข้าใจดังกล่าว ไม่สอดคล้องกับบริบทใหม่ และไม่นำมาสู่ความคืบหน้าใด ๆ อีกทั้งมีประเด็นที่ติดขัดจากการหารือแบบเดิมไทยมีเจตนาที่จะเริ่มต้นการหารือแบบใหม่ระหว่างกัน บนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ และหลักการอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล หรือ UNCLOS ซึ่งทั้งสองประเทศต่างเป็นรัฐภาคีแล้ว 

ทั้งนี้ก่อนที่จะตัดสินใจเข้าสู่กระบวนการใด ๆ ที่กำหนดไว้ใน UNCLOS ไทยรับทราบการชี้แจงของฝ่ายกัมพูชา รวมถึงต่อคณะทูตานุทูตและองค์กรระหว่างประเทศ เกี่ยวกับการดำเนินการตามกระบวนการภายใต้ UNCLOS ในประเด็นพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิ์ในไหล่ทวีป
ทับซ้อนกัน

อย่างไรก็ดี ประเทศไทยยังคงเชื่อมั่นว่า การสร้างบรรยากาศแห่งความไว้วางใจ การหลีกเลี่ยงการยกระดับความตึงเครียด และการรักษาช่องทางการสื่อสารระหว่างกันอย่างต่อเนื่อง เป็นปัจจัยสำคัญที่เอื้อต่อการหารือในทุกประเด็น รวมถึงประเด็นทางทะเลที่ทั้งสองฝ่ายมีผลประโยชน์ร่วมกัน

ในบริบทปัจจุบัน ศูนย์ข่าวสารฯ ขอย้ำว่า ทั้งสองฝ่ายควรให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามถ้อยแถลงร่วมและข้อตกลงระหว่างกันอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการลดความตึงเครียด การหลีกเลี่ยงการยั่วยุ การงดเผยแพร่ข้อมูลที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิด และการเสริมสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกัน อันจะเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการหารือและการแก้ไขปัญหาในระยะยาว
ประเทศไทยพร้อมดำเนินการผ่านทุกช่องทางที่สันติและสร้างสรรค์ เพื่อรักษาผลประโยชน์แห่งชาติ ควบคู่ไปกับการส่งเสริมสันติภาพ เสถียรภาพ และความร่วมมือในภูมิภาค

ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย–กัมพูชา จะยังคงปฏิบัติหน้าที่อย่างต่อเนื่องด้วยความมุ่งมั่น รอบคอบ และยึดมั่นในข้อเท็จจริง เพื่อสนับสนุนการรักษาความมั่นคงของประเทศชาติ การคุ้มครองผลประโยชน์ของชาติ และความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนเป็นสำคัญ พร้อมติดตาม ประเมิน และสื่อสารข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง ครบถ้วน และทันต่อสถานการณ์ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องทั้งในประเทศและประชาคมระหว่างประเทศ 

‘เทพไท’ วิเคราะห์ 3 นัยยะ หลังภูมิใจไทย ฉีกหน้า เพื่อไทย ถอนชื่อหนุนร่าง รธน. เพื่อไทย

‘เทพไท’ วิเคราะห์ 3 นัยยะ หลังภูมิใจไทย ฉีกหน้า เพื่อไทย ถอนชื่อหนุนร่าง รธน. เพื่อไทย

‘เทพไท’ วิเคราะห์ 3 นัยยะ หลังภูมิใจไทย ฉีกหน้า เพื่อไทย ถอนชื่อหนุนร่าง รธน. เพื่อไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.16 น.

วันที่ 4 มิถุนายน 2569 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “เทพไท – คุยการเมือง” ระบุว่า ภูมิใจไทย ฉีกหน้า เพื่อไทย

เมื่อได้ฟังนางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะโฆษกพรรคภูมิใจไทย แถลงผลการประชุมพรรคภูมิใจไทย ซึ่งมีการพูดคุยกันเรื่องร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยพรรคภูมิใจไทยมีมติว่า สมาชิกที่ไปร่วมลงชื่อให้กับร่างของพรรคร่วมรัฐบาล คือร่างของพรรคเพื่อไทยนั้น เรามีความจำเป็นจะต้องทำเรื่องถอนการลงชื่อ สืบเนื่องจากเกรงว่าเนื้อหาจะขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

เมื่อท่าทีและมติของพรรคภูมิใจไทยเป็นเช่นนี้ ผลที่อาจจะตามมา คือ

1.มติของพรรคภูมิใจไทย ไม่มีการรักษาหน้า หรือไม่รักษามารยาททางการเมืองกับพรรคร่วมรัฐบาลเลย การบังคับให้ส.ส. พรรคภูมิใจไทยถอนชื่อ ทั้งที่ได้ลงชื่อไปแล้ว เป็นการฉีกหน้าพรรคเพื่อไทยชัดๆ

2.พรรคภูมิใจไทยอ้างเหตุผลว่า เนื้อหาของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย อาจจะขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แสดงให้เห็นว่าพรรคภูมิใจไทยไม่เห็นด้วยกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย สามารถฟันธงล่วงหน้าได้เลยว่า ร่างฉบับนี้ไม่ผ่านความเห็นชอบของที่ประชุมรัฐสภาอย่างแน่นอน

3.พรรคเพื่อไทยจะแสดงออกทางการเมือง ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลอย่างไร เมื่อถูกพรรคแกนนำฉีกหน้าแบบนี้ ถือว่าไม่ให้เกียรติ ไม่แคร์ความรู้สึกของพรรคเพื่อไทยเลย ทางเดียวที่พรรคเพื่อไทยสามารถแสดงออกทางการเมือง เพื่อรักษาศักดิ์ศรีของพรรคได้ คือถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล

ขอให้จับตาดูว่า ทั้งพรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทย จะตัดสินใจทางการเมือง และแก้ปัญหานี้อย่างไร

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ภูมิใจไทยมีมติถอนชื่อหนุนร่างรัฐธรรมนูญเพื่อไทย หวั่นเนื้อหาขัดคำวินิจฉัยศาล รธน.

ขอผ่าน! นิพิฏฐ์ ลั่นไม่ใส่บาตร อ.สุรพล หากปลงผมบวชในอาวาส พรรคส้ม

ขอผ่าน! นิพิฏฐ์ ลั่นไม่ใส่บาตร อ.สุรพล หากปลงผมบวชในอาวาส พรรคส้ม

ขอผ่าน! นิพิฏฐ์ ลั่นไม่ใส่บาตร อ.สุรพล หากปลงผมบวชในอาวาส พรรคส้ม

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 07.35 น.

วันที่ 4 มิถุนายน 2569 นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต สส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เมื่อ อ.สุรพล นิติไกรพจน์ จะเป็นประธานที่ปรึกษาผู้ว่ากทม.พรรคประชาชน

มีผู้ถามเรื่อง พรรคประชาชน เสนอ อ.สุรพล นิติไกรพจน์ อดีตอธิการบดี ม.ธรรมศาสตร์ เป็นประธานที่ปรึกษายุทธศาสตร์ผู้สมัครผู้ว่ากทม.ในนามพรรคประชาชน 

เราเห็นต่างทางการเมืองกันได้ ผมไม่ขัดข้องอะไร เพราะประชาธิปไตย วัดกันด้วยความอดทนต่อความเห็นต่าง

ผมรู้จักอ.สุรพล นิติไกรพจน์ เพราะนักกฎหมายระดับนี้เราก็รู้จักกันหมดล่ะ

เรื่องความรู้ด้านกม.มหาชน ไม่ต้องพูดถึง ถือเป็นระดับต้นๆของประเทศ บทความและความเห็นทางกม.ของอ.สุรพล ผมเก็บไว้หมด 

อ.สุรพล อยู่ที่ไหน ทำงานกับใคร ผมว่า มีประโยชน์ทั้งนั้น  

หากเป็นพระ อ.สุรพล ก็เปรียบเหมือนพระที่สวดปาฏิโมกข์ได้ ส่วนจะปฏิบัติตามศีล 227 ข้อได้หรือไม่ ค่อยว่ากัน 

ผมคิดว่าบวชแล้ว ท่านก็คงไม่อาบัติถึงขั้นปาราชิกหรอก 

หากจะผิดบ้างก็คงอยู่กรรมด้วยการเข้าปริวาส หรือ ปลงอาบัติเอาได้

เพียงแต่ถ้าอ.สุรพล นิติไกรพจน์ จะปลงผมและบวชในอาวาสนี้ ก็นิมนต์เดินผ่านบ้านผมได้เลย เพราะผมไม่ใส่บาตรพระที่บวชในวัดนี้

สึกออกมาเมื่อไหร่ แวะมา ผมเลี้ยงโต๊ะจีนอย่างดีเลย

ปิดด่าน100% บิ๊กดุลย์ย้ำคุมเขมรอยู่

ปิดด่าน100% บิ๊กดุลย์ย้ำคุมเขมรอยู่

ปิดด่าน100% บิ๊กดุลย์ย้ำคุมเขมรอยู่

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ปิดด่าน100% บิ๊กดุลย์ย้ำคุมเขมรอยู่

รมว.กลาโหม มั่นใจคุมสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาได้ เชื่อกลไกพื้นที่เคลียร์จบปมยั่วยุช่องบกขณะที่ กองทัพเรือย้ำชัดมาตรการปิดด่านควบคุมชายแดนยังเข้มงวด 100% แจงปมส่งกลับ 33 ผู้ต้องโทษเขมรผ่านจุดผ่านแดนบ้านแหลมเป็นภารกิจตามกฎหมายไม่ใช่การผ่อนคลายมาตรการ ด้านโฆษกทัพไทยเคลียร์ภาพรั้วชายแดนโหว่ชี้อยู่ระหว่างก่อสร้าง ยันเสร็จสมบูรณ์ มิ.ย.นี้ “ผอ.ศูนย์ข่าวสารฯ” เมินตอบโต้วาทกรรมรายวัน ย้ำความน่าเชื่อถือวัดกันที่การกระทำ-การปฏิบัติตามข้อตกลงร่วม

เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2569 พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม กล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะพื้นที่ช่องบก อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ที่เกิดเหตุยั่วยุกันเมื่อวันที่ 2 มิ.ย.ที่ผ่านมาว่า สถานการณ์ปกติไม่มีอะไร เชื่อว่าเขาสามารถแก้ไขปัญหากันได้ ส่วนเหตุการณ์ลักษณะนี้ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งจะเป็นการยั่วยุนำไปสู่การปะทะรอบ 3 หรือไม่นั้น พล.ท.อดุลย์กล่าวว่า “เรามีกฎการปะทะอยู่แล้วไม่ต้องห่วง ผมเชื่อว่าในพื้นที่แก้ปัญหาได้”

ทร.ย้ำชัดปิดด่านชายแดนเข้ม100%

พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า วันนี้ เวลา 11.00 น. กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) โดยหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี (ฉก.นย.จันทบุรี) ได้สนับสนุนการปฏิบัติงานของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองในการส่งกลับชาวกัมพูชาที่พ้นโทษและสิ้นสุดกระบวนการยุติธรรมของไทยแล้ว 30 คน พร้อมผู้ติดตาม 3 คน ผ่านจุดผ่านแดนถาวรบ้านแหลม อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี ซึ่งบุคคลกลุ่มดังกล่าวเป็นผู้ที่เคยกระทำความผิดในคดีต่างๆ อาทิ ความผิดเกี่ยวกับการหลบหนีเข้าเมือง ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และความผิดอาญาอื่นๆ ซึ่งภายหลังพ้นโทษแล้ว สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองมีหน้าที่ดำเนินการส่งกลับออกนอกราชอาณาจักรตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 โดยเจ้าหน้าที่มีอำนาจกำหนดช่องทางและวิธีการส่งกลับที่เหมาะสมตามกฎหมาย เพราะไม่มีสิทธิพำนักอยู่ในประเทศไทยได้อีกต่อไป

“กองทัพเรือขอยืนยันว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นเพียงการส่งกลับบุคคลต่างด้าวหลังพ้นโทษตามกระบวนการทางกฎหมาย และไม่ใช่การเปิดด่านหรือผ่อนคลายมาตรการควบคุมชายแดนแต่อย่างใด โดยมาตรการปิดจุดผ่านแดนยังคงบังคับใช้อย่างเข้มงวด 100% ตลอดแนวชายแดนในพื้นที่รับผิดชอบ กองทัพเรือยังคงปฏิบัติภารกิจรักษาความมั่นคงชายแดน ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มกำลัง เพื่อป้องกันการลักลอบเข้า-ออกราชอาณาจักรและการกระทำผิดกฎหมายทุกรูปแบบ พร้อมคุ้มครองผลประโยชน์และความมั่นคงของชาติอย่างต่อเนื่อง” โฆษกกองทัพเรือกล่าว

รั้วชายแดนโป่งน้ำร้อนยังไม่สมบูรณ์

ด้าน พล.ต.วิทัย ลายถมยา โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย ชี้แจงกรณีมีการโพสต์ภาพแนวรั้วชายแดนไทย-กัมพูชาในพื้นที่ อ.โป่งน้ำร้อน ผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย ซึ่งปรากฏช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่างแนวกำแพง พร้อมระบุข้อความตั้งคำถามว่า เหตุใดรั้วชายแดนที่สร้างขึ้นเพื่อความมั่นคงจึงยังมีช่องเปิดอยู่

พล.ต.วิทัยระบุว่า แผ่นปูนและโครงเหล็กที่ใช้ในการก่อสร้างเป็นวัสดุสำเร็จรูป สามารถนำไปติดตั้งได้ทันที โดยขั้นตอนการดำเนินงาน เจ้าหน้าที่จะติดตั้งแยกเป็นจุด ก่อนนำแผ่นปูนและโครงเหล็กมาประกอบเชื่อมต่อกันเพื่อความรวดเร็วในการทำงาน อย่างไรก็ตาม ในบางจุดพบว่าแผ่นปูนไม่สามารถบรรจบกันได้พอดี จึงจำเป็นต้องจัดทำแผ่นปูนเพิ่มเติม พร้อมเสริมโครงเหล็กอีก 1 ชิ้นเพื่อเพิ่มความแข็งแรงและปิดช่องว่างดังกล่าว ยืนยันว่า ภาพที่ปรากฏไม่ได้เป็นการจัดทำช่องทางหรือประตูเข้า-ออกแต่อย่างใด แต่เป็นกรณีแนวกำแพงที่ยังไม่เชื่อมต่อกันสมบูรณ์ โดยกำแพงถูกออกแบบให้มีความยาวแผ่นละประมาณ3 เมตร ขณะที่พื้นที่ดังกล่าวมีระยะยาวเกินกว่าขนาดมาตรฐานของแผ่น จึงทำให้เกิดช่องว่าง และจำเป็นต้องจัดทำแผ่นเพิ่มเติมเพื่อนำมาติดตั้งให้ครบแนว

ยันสร้างเสร็จภายในมิ.ย.นี้

ทั้งนี้ การก่อสร้างรั้วชายแดนไทย-กัมพูชาในพื้นที่ อ.โป่งน้ำร้อน จะดำเนินการคร่อมแนวหลักเขต โดยวางอยู่กึ่งกลางระหว่างหลักเขต ไม่ล้ำแนวอธิปไตยของทั้งสองประเทศ และไม่สามารถใช้วัสดุคอนกรีตปิดทับหลักเขตได้ จึงต้องออกแบบโครงเหล็กและแผ่นปูนให้สามารถถอดประกอบได้ โดยลักษณะเป็นบานพับเพื่อยกเปิดได้เมื่อจำเป็นต่อการตรวจสอบหลักเขต

โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย กล่าวอีกว่า กรมแผนที่ทหารของไทยและกัมพูชาได้หารือร่วมกัน และเห็นตรงกันว่า หลักเขตไม่ควรถูกปิดทับด้วยวัสดุถาวร จึงออกแบบให้เป็นโครงเหล็กแบบบานพับที่สามารถเปิด-ปิดได้ เพื่อให้สามารถตรวจสอบหรือดำเนินการเกี่ยวกับหลักเขตได้ในอนาคต โดยจุดที่เป็นประเด็นอยู่ระหว่างหลักเขตที่ 52 และหลักเขตที่ 53

สำหรับความคืบหน้าโครงการดังกล่าว มีระยะทางรวมกว่า 1.3 กิโลเมตรปัจจุบันดำเนินการแล้วประมาณ 40% และคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายนนี้ เนื่องจากเหลือเพียงการนำแผ่นปูนและโครงเหล็กมาประกอบติดตั้งให้ครบแนว

“เสมือนการสร้างรั้วบ้านที่ไม่สามารถให้ขนาดเท่ากันได้ตลอดแนว ย่อมมีบางช่วงเป็นรอยต่อ ซึ่งต้องเติมเต็มให้สมบูรณ์” พล.ต.วิทัย กล่าว

เมินตอบโต้วาทกรรมรายวันกับเขมร

ขณะที่ พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย–กัมพูชา กล่าวถึงจุดยืนของประเทศไทยต่อสถานการณ์และการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับประเด็นไทย-กัมพูชาในช่วงที่ผ่านมาว่า ประเทศไทยยังคงยึดมั่นในหลักการแก้ไขปัญหาด้วย สันติวิธี ความเคารพซึ่งกันและกัน และการปฏิบัติตามพันธกรณีและข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงร่วมกันไว้ ประเทศไทยไม่มีความประสงค์จะตอบโต้ทุกถ้อยแถลงหรือทุกข้อมูลที่เผยแพร่ผ่านสื่อและสื่อสังคมออนไลน์เป็นรายวัน เพราะเห็นว่าการแข่งขันกันด้วยวาทกรรมไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหา และอาจส่งผลให้บรรยากาศแห่งความไว้วางใจระหว่างกันลดลง สิ่งที่ประเทศไทยให้ความสำคัญมากกว่าคือการปฏิบัติตามถ้อยแถลงร่วมและข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายได้ลงนามร่วมกันไว้ โดยเฉพาะการลดระดับความตึงเครียด การหลีกเลี่ยงการยั่วยุ การงดเว้นการเผยแพร่ข้อมูลเท็จหรือข่าวปลอม การป้องกันความเข้าใจผิด และการสร้างความไว้วางใจระหว่างกัน

“ประเทศไทยเชื่อว่า ความน่าเชื่อถือของทุกฝ่ายไม่ได้วัดจากถ้อยแถลงหรือข้อความที่เผยแพร่ในแต่ละวัน แต่วัดจากการปฏิบัติจริงว่าสอดคล้องกับสิ่งที่ได้ตกลงร่วมกันไว้หรือไม่ ความไว้วางใจระหว่างประเทศเกิดจากการกระทำที่ต่อเนื่อง มีความรับผิดชอบ และมีความสุจริตใจ ประเทศไทยจะไม่แข่งขันกันด้วยวาทกรรม แต่จะยึดข้อเท็จจริง กฎหมายระหว่างประเทศ และการปฏิบัติตามถ้อยแถลงร่วมเป็นหลัก เพราะความไว้วางใจเกิดจากการกระทำ ไม่ใช่เพียงถ้อยคำ” พล.อ.อ.ประภาส กล่าว

ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย–กัมพูชา กล่าวอีกว่า ประเทศไทยจึงขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยึดมั่นในถ้อยแถลงร่วมที่ได้ให้ไว้ต่อกันและต่อประชาคมระหว่างประเทศ ร่วมกันลดการยั่วยุ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่ข้อมูลที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิด ความเกลียดชัง หรือความแตกแยก และร่วมกันรักษาบรรยากาศที่เอื้อต่อการเจรจาและการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี ประเทศไทยยังคงพร้อมใช้กลไกทวิภาคี กลไกทางการทูต และช่องทางความร่วมมือที่มีอยู่ทั้งหมดในการหารืออย่างสร้างสรรค์ เพื่อแก้ไขประเด็นต่างๆ บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง กฎหมายระหว่างประเทศ และความเคารพซึ่งกันและกัน

“วันนี้สิ่งที่ประชาคมโลกจับตา ไม่ใช่ว่าใครพูดอะไร แต่คือทุกฝ่ายปฏิบัติตามถ้อยแถลงร่วมที่ได้ให้ไว้หรือไม่”ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย–กัมพูชา กล่าว

แนะเสพข่าวสารมีสติ-ใช้วิจารณญาณ

พล.อ.อ.ประภาสกล่าวอีกว่า ในขณะเดียวกัน ประเทศไทยจะยังคงรักษาสิทธิ อธิปไตย และผลประโยชน์แห่งชาติภายใต้กรอบกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเต็มที่ โดยดำเนินการด้วยความรอบคอบ ความรับผิดชอบ และความชอบธรรม เพื่อให้ทุกมาตรการเป็นที่ยอมรับของประชาคมระหว่างประเทศ

“ขอให้พี่น้องประชาชนชาวไทยรับฟังข้อมูลข่าวสารด้วยสติและวิจารณญาณ ไม่ตื่นตระหนก ไม่ตกเป็นเหยื่อของข่าวปลอมหรือข้อมูลบิดเบือน และติดตามข้อมูลจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ และให้มั่นใจว่า รัฐบาล กองทัพ และหน่วยงานด้านความมั่นคงของไทยกำลังดำเนินการทุกมิติอย่างรอบคอบ ต่อเนื่อง และเป็นเอกภาพ โดยยึดถือผลประโยชน์แห่งชาติ ความปลอดภัยของประชาชน อธิปไตยของประเทศ และหลักกฎหมายระหว่างประเทศเป็นสำคัญ สติ ความสามัคคี ความอดทน และการยึดมั่นในข้อตกลงร่วม จะเป็นพลังสำคัญในการลดความตึงเครียด สร้างความไว้วางใจ และนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างสันติและยั่งยืนต่อไป“ พล.อ.อ.ประภาส กล่าว

นายกฯยืนยันคุมสถานการณ์ได้

ทางด้าน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ยืนยันว่า สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาโดยรวมยังอยู่ภายใต้การควบคุม และประชาชนในพื้นที่ชายแดนยังสามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติ เนื่องจากหน่วยงานด้านความมั่นคงและกองทัพยังคงปฏิบัติหน้าที่ดูแลอธิปไตยและความปลอดภัยของประเทศอย่างเต็มกำลัง ประเด็นการเจรจาเรื่องเขตแดนหรือแนวทางดำเนินการในอนาคต รัฐบาลพร้อมดำเนินการตามขั้นตอนที่เหมาะสมพร้อมระบุว่า ประเทศไทยไม่ได้รับผลกระทบหรือความเสียหาย จากการที่ยังไม่มีการเจรจาเรื่องเขตแดนภายหลังการยกเลิก MOU 2544 โดยเชื่อมั่นว่า รัฐบาลจะดำเนินทุกมาตรการบนพื้นฐานของความเข้มแข็งและคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ

นายอนุทินยังได้กล่าวชื่นชมเจ้าหน้าที่และกำลังพลของกองทัพไทย ที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความอดทน อดกลั้น และไม่เคยเป็นฝ่ายเริ่มยั่วยุ โดยระบุว่า การรักษาความสงบและการไม่ตอบโต้ด้วยอารมณ์เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ประเทศไทยคงภาพลักษณ์ของประเทศที่มีความเข้มแข็งและได้รับความเคารพจากนานาชาติ