บิดเบือนมีความผิดอาญา ชัชชาติ สวนหมัด คริส ปมจ่อแถลงแฉซื้อขายตำแหน่ง ผอ.เขต 4 ล้าน

บิดเบือนมีความผิดอาญา ชัชชาติ สวนหมัด คริส ปมจ่อแถลงแฉซื้อขายตำแหน่ง ผอ.เขต 4 ล้าน

บิดเบือนมีความผิดอาญา ชัชชาติ สวนหมัด คริส ปมจ่อแถลงแฉซื้อขายตำแหน่ง ผอ.เขต 4 ล้าน

วันพุธ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.14 น.

”ชัชชาติ“ สวนกลับ “คริส พรรคเศรษฐกิจ” ปมจ่อแถลงแฉซื้อขายตำแหน่ง ผอ.เขต 4 ล้าน ลั่น! ไม่มีทางทำเพราะเป็นจุดหายนะ! บอก “ถ้ามีหลักฐานจริง ผมไม่รอดมาถึงปัจจุบันนี้หรอก” ถามทำไมเพิ่งพูดช่วงเลือกตั้ง ท้าให้ยื่น ป.ป.ช. ถ้ากล่าวหาบิดเบือนมีความผิดอาญา พร้อมสยบข่าวลือ ไม่เคยตั้ง “สุรพล นิติไกรพจน์” คุมกรุงเทพธนาคม-ม.นวมินทร์ฯ

วันที่ 3 มิ.ย.69  จากกรณีที่ นายคริส โปตระนันทน์ พรรคเศรษฐกิจ เตรียมตั้งโต๊ะแถลงข่าวเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการและเจ้าหน้าที่ในสังกัดกรุงเทพมหานคร โดยอ้างว่ามีการซื้อขายตำแหน่งระดับผู้อำนวยการเขต (ผอ.เขต) สูงถึง 4 ล้านบาทนั้น

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครฯผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ไม่กังวลต่อการแถลงข่าวที่จะมีขึ้น โดยขอให้นายคริส นำหลักฐานมาเปิดเผยให้เกิดความชัดเจน และมองว่า ตนเองก็คุ้นเคยกับทีมงานนี้เป็นอย่างดี และที่ผ่านมาในสภากทม. ก็มีการพูดคุยกับสมาชิกบางคนตลอด ถึงขั้นเคยชวนตนเองไปร่วมทำทีมด้วยกัน

“เอาเลย เอาเลย แจ้งมาเลย แต่พูดก็ต้องรับผิดชอบคำพูดตัวเองนะ ถ้ามีหลักฐานจริง ผมไม่รอดมาถึงปัจจุบันนี้หรอก ถ้าเกิดมีข้อมูลชัดเจนก็ขอให้ไปแจ้ง ป.ป.ช. เลย อย่ามาแต่พูดอย่างเดียว”

นานชัชชาติ ยังตั้งข้อสังเกตถึงความผิดปกติในการออกมาเปิดประเด็นในช่วงเวลานี้ โดยเห็นว่า ถ้ามีข้อมูลจริงๆ ก็ไม่ต้องมาพูดตอนนี้ ควรพูดตั้งแต่สมัยที่ทำงาน เพราะช่วงที่ทำงานอยู่ในสภากทม. ก็พูดคุยกันตลอด ดังนั้น การออกมาพูดในช่วงเวลานี้ อาจจะมีจุดประสงค์อะไรแอบแฝงหรือเปล่า 

“เรื่องซื้อขายตำแหน่ง เราไม่ทำอยู่แล้ว เพราะว่ามันเป็นจุดแห่งความหายนะเลย ถ้ามีคนที่ไปรับเงิน ไปแอบอ้างชื่อผม ถ้ามีก็บอกชื่อมาเลย จะได้ไปจัดการให้ถูกต้อง”

นายชัชชาติ ยังกล่าวอีกว่า ถ้าตนเองตั้งทีมงานที่ทุจริต ที่ซื้อขายตำแหน่งมาอยู่ในทีม จะได้ผลงานที่ดีได้อย่างไร เพราะต้องไม่ลืมว่า เจ้านายของเราคือประชาชน

“ถ้าเกิดพวกนี้เข้ามาทุจริต มันก็ต้องไปทุจริตต่อ สุดท้ายนโยบายเราก็ไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างแน่นอน มันไม่มีเหตุผลเลยที่จะทำ อนาคตเรามันไม่ใช่มีแค่นี้ อนาคตเราอีกตั้งไกล ถ้าคุณคริสมั่นใจ ผมว่าก็แถลงมา แล้วก็ไปแจ้งความจับเลย”

ส่วนข้อกล่าวอ้างเรื่องระบบอากง ว่าอยู่เบื้องหลังการโยกย้ายไม่เป็นธรรมนั้น นายชัชชาติ ยืนยันว่า ไม่มี ซึ่งคำว่าระบบอากงเป็นคำที่ตั้งขึ้นมาเอง และบุคคลที่นายคริสกล่าวอ้างถึง ก็เพิ่งจะพูดคุยกับสมาชิกของพรรคเศรษฐกิจ และที่ผ่านมา ก็คุยกันตลอด ไม่เห็นมีปัญหาอะไร แต่พอใกล้จะเลือกตั้ง จึงเกิดมีปัญหาขึ้นมา

นายชัชชาติ ย้ำถึงนโยบายเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายว่า ต้องการเน้นคนที่เก่ง ที่มีความสามารถ ซึ่งผลงานของกทม. ที่สะท้อนออกมา ก็คือผลงานของทีมงาน และของเจ้าหน้าที่ที่ได้รับการแต่งตั้ง 

“ผมยินดีและยอมรับให้เกิดการตรวจสอบทุกอย่างนะครับ ไม่มีปัญหาครับ แต่ผมก็อยากเตือนผู้ที่ร้องว่า ช่วงนี้เป็นช่วงที่มีการเลือกตั้ง การให้ข้อมูลที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดกับผู้สมัคร มีผลความผิดทางอาญา เพราะฉะนั้นใครพูดอะไรก็ต้องรับผิดชอบตัวเอง ซึ่งผมก็ให้ทีมกฎหมายคอยดูอยู่ตลอด” นายชัชชาติกล่าว

นอกจากนี้ นายชัชชาติ ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อความชัดเจน หลังมีกระแสอ้างว่าเป็นผู้แต่งตั้ง ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ ให้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด (KT.) ว่า ตนเองไม่เคยแต่งตั้ง และไม่เคยตั้งอาจารย์สุรพลเป็นตำแหน่งอะไรเลย มีเพียงการแต่งตั้งอาจารย์ธงทอง จันทรางศุ เป็นประธานบอร์ด KT เพราะท่านเป็นนักกฎหมายที่มีคุณภาพ เช่นเดียวกับ ตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัยนวมินทราธิราชของอาจารย์สุรพล ก็เป็นการแต่งตั้งในสมัยอื่น ก่อนที่ตนเองจะเข้ามาบริหารงาน

อย่าหาทำ รัฐบาลย้ำแลกสิทธิ ไทยช่วยไทยพลัส เป็นเงินสด ผิดกฎหมาย

อย่าหาทำ รัฐบาลย้ำแลกสิทธิ ไทยช่วยไทยพลัส เป็นเงินสด ผิดกฎหมาย

อย่าหาทำ รัฐบาลย้ำแลกสิทธิ ไทยช่วยไทยพลัส เป็นเงินสด ผิดกฎหมาย

วันพุธ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.04 น.

รัฐบาลย้ำเตือน ห้ามนำสิทธิโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” แลกเป็นเงินสดเด็ดขาด มีความผิดฐาน “ฉ้อโกง” จำคุกสูงสุด 3 ปี ปรับสูงสุด 6 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

เมื่อวันที่ 3 มิ.ย.69.นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเตือนร้านค้าและประชาชนที่ได้รับสิทธิโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” ห้ามนำสิทธิจากโครงการไปแลกเป็นเงินสดโดยไม่มีการซื้อขายสินค้าจริง พร้อมเน้นย้ำว่า การนำสิทธิจากโครงการไปแลกเงินสด เป็นการกระทำที่ผิดวัตถุประสงค์โครงการและผิดกฎหมาย มีบทลงโทษทั้งผู้รับแลกและผู้ใช้ ความผิดฐาน “ฉ้อโกง” เป็นการเจตนาหลอกลวงผู้อื่น ด้วยข้อความอันเป็นเท็จ มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 341 

พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์

“รัฐบาลสั่งการให้ติดตามตรวจสอบโครงการไทยช่วยไทยพลัสอย่างใกล้ชิด หากพบทำความผิดจริงจะระงับการจ่ายเงินให้แก่ร้านดังกล่าว พร้อมทั้งระงับไม่ให้เข้ารับสิทธิ์อื่นๆ ในโครงการของรัฐ และต้องชดใช้เงินคืนรัฐ นอกจากนี้ ผู้ที่โพสข้อความเชิญชวนแลกสิทธิเป็นเงินสด จะถูกส่งข้อมูลให้กับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิด เกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ทั้งนี้ หากพบเห็นพฤติกรรมที่เข้าข่ายทุจริตผิดกฎหมายในโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่กรมค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ สายด่วน 1569  กระทรวงการคลัง โทร 02 273 9020 ต่อ 3697 3527 3548 3509  ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) โทร 02-111-1144 (ตลอด 24 ชั่วโมง) หรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1559 ตลอด 24 ชั่วโมง” นางสาวพลอยทะเล ระบุ

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางและปัญหาพลังงาน โดยมุ่งเน้นบรรเทาภาระค่าครองชีพ ลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน รวมถึงประคับประคองเศรษฐกิจฐานราก ไปพร้อมกับการกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศผ่านร้านค้ารายย่อย เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ โดยภาครัฐช่วยจ่ายให้สูงถึง 60% และประชาชนจ่ายเองเพียง 40% ขอเตือนพี่น้องประชาชนว่าอย่าหลงเชื่อ แลกสิทธิเด็ดขาด เข้าข่ายความผิดฐาน “ฉ้อโกง” 

โสภณ ทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

โสภณ ทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

โสภณ ทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

วันพุธ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.48 น.

“โสภณ”  ทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล  ลงนามถวายพระพร  เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

วันที่ 3 มิถุนายน 2569 เวลา 07.00 น. นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร เข้าร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์ และทำบุญตักบาตร ถวายพระราชกุศล เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2569  ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง

โสภณ ซารัมย์

พร้อมกันนี้ ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ถวายแจกันดอกไม้และร่วมลงนามถวายพระพร สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 3 มิถุนายน 2569  ที่ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง

ขณะที่ช่วงเย็นจะร่วมพิธีจุดเทียนชัยถวายพระพรชัยมงคล และวางพานพุ่มถวายเครื่องราชสักการะ  เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2569 ณ ท้องสนามหลวง

ย้ำ ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ยืนยันสิทธิ 4 – 21 มิ.ย. นี้

ย้ำ ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ยืนยันสิทธิ 4 - 21 มิ.ย. นี้

ย้ำ ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ยืนยันสิทธิ 4 – 21 มิ.ย. นี้

วันพุธ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.39 น.

ย้ำ เฉพาะผู้ถือ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ“ ยืนยันสิทธิ  4 – 21 มิถุนายน  นี้ 

เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า โครงการลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐปี 2569 มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การช่วยเหลือพุ่งเป้าไปถึงมือผู้มีความจำเป็นตัวจริงให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และเพื่อปรับปรุงฐานข้อมูลเดิมที่ไม่ได้ถูกทบทวนมานานหลายปี

รัชดา ธนาดิเรก

ด้วยเกรงว่าจะมีความสับสนในเรื่องการลงทะเบียน จึงขอย้ำว่า ขอให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการ ฯ อยู่แล้ว ทำการยืนยันสิทธิตั้งแต่ 4 – 21 มิถุนายน  และจะมีการประกาศผลตรวจสอบคุณสมบัติ  17 กรกฎาคม  2569 ทั้งนี้  ควบคู่กันไป กระทรวงมหาดไทย กทม เมืองพัทยา และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สำรวจผู้ตกหล่นจากครั้งก่อน และดำเนินการเพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยตามสิทธิให้เข้าถึงการดูแลจากโครงการ

สำหรับช่องทางยืนยันสิทธิเพื่อรอการพิจารณาตามเกณฑ์ใหม่ มีดังนี้

– แอปพลิเคชันเป๋าตัง และแอปพลิเคชันทางรัฐ 

– เว็บไซต์ของโครงการ: welfare.mof.go.th หรือ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th

– เครื่อง ATM ของบริษัท ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) (ธนาคารกรุงไทยฯ)

– หน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง : ธนาคารกรุงไทยฯ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย

บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

สำหรับหลักเกณฑ์ใหม่และคุณสมบัติผู้มีสิทธิได้รับสวัสดิการ 

1.คุณสมบัติผู้ลงทะเบียน

1) มีสัญชาติไทย และมีอายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป

2) ไม่เป็นบุคคลดังต่อไปนี้ 

– ภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช

– ผู้ต้องขัง ผู้ถูกกักกัน ผู้ต้องกักขัง บุคคลที่อยู่ในสถานสงเคราะห์ของรัฐ นักเรียน นักศึกษา

– ข้าราชการ พนักงานราชการ หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

– พนักงาน ลูกจ้าง หรือเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐที่มีรายได้เกิน 100,000 บาทต่อปี

– ผู้รับบำนาญ เบี้ยหวัด หรือบำเหน็จรายเดือนจากภาครัฐ

– ผู้ถือหุ้น กรรมการบริษัท หรือหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วน 

– ผู้มีบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์หรือถือครองตราสารหนี้

– ผู้มีกรมธรรม์ประกันชีวิตประเภทสามัญและชำระเบี้ยประกันตั้งแต่ 12,000 บาทต่อปีขึ้นไป 

– ผู้ที่ถูกนำชื่อไปใช้สิทธิลดหย่อนในการคำนวณภาษีเงินได้ในฐานะบิดา มารดา คู่สมรส หรือบุตร 

3) มีรายได้หรือมีการจ่ายเงินให้แก่บุคคลใดไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี

4) ไม่มีบัตรเครดิต

5) ไม่มีวงเงินสินเชื่อรวมทุกประเภทเกิน 100,000 บาท 

6) ไม่มีเงินฝาก สลาก รวมกันเกิน 100,000 บาทต่อปี

7) ไม่เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ หรือเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ ดังต่อไปนี้

-ห้องชุดรวมกันทุกแห่ง ต้องมีพื้นที่ไม่เกิน 35 ตารางเมตร

-บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ ห้องแถว และตึกแถว รวมกันทุกแห่ง ต้องมีพื้นที่ไม่เกิน 25 ตารางวา

-กรณีเป็นเกษตรกร ที่ดินและที่อยู่อาศัยรวมกันไม่เกิน 10 ไร่

-กรณีไม่ได้เป็นเกษตรกร มีที่ดินและที่อยู่อาศัยรวมกันไม่เกิน 1 ไร่    

8) ไม่มีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์หรือยานพาหนะอื่น ยกเว้น รถจักรยานยนต์ที่มีขนาดความจุของกระบอกสูบไม่เกิน 300 ซีซี รถยนต์สามล้อ รถยนต์สี่ล้อเล็กรับจ้าง หรือรถใช้งานเกษตรกรรม ประเภทละไม่เกิน 1 คัน

ย้อนรอย’เขากระโดง’ จากพื้นที่พิพาทชาวบ้าน-รฟท. สู่ทุ่นระเบิดทางการเมือง

ย้อนรอย'เขากระโดง' จากพื้นที่พิพาทชาวบ้าน-รฟท. สู่ทุ่นระเบิดทางการเมือง

ย้อนรอย’เขากระโดง’ จากพื้นที่พิพาทชาวบ้าน-รฟท. สู่ทุ่นระเบิดทางการเมือง

วันพุธ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.22 น.

กรรมสิทธิ์ที่ดินเขากระโดง 5,083 ไร่ ซึ่งตั้งอยู่ในตำบลอิสาน และตำบลเสม็ด อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ กลับมาเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอีกครั้ง เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส เดินทางไปยังบริเวณหน้าบ้านพักของนายเนวิน ชิดชอบ ที่จังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อทวงถามเรื่องการคืนที่ดินของรัฐ และเตรียมแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการถือครองที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) 

ต่อมา ในวันที่ 2 มิถุนายน นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ออกมายืนยันความมั่นใจในเอกสารสิทธิ์ที่ครอบครัวรวมถึงประชาชนชาวบุรีรัมย์ถือครองอยู่ 

ในขณะเดียวกัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ระบุถึงกรณีดังกล่าวว่า คดีที่ดินเขากระโดงอยู่ในกระบวนการยุติธรรม และไม่มีใครสามารถอยู่เหนือกฎหมายหรือฝ่าฝืนกฎหมายได้ 

อย่างไรก็ตาม นายอนุทินได้ให้ความเห็นทางกฎหมายว่า คำพิพากษาของศาลมีความผูกพันเฉพาะรายแปลง การที่ศาลตัดสินไม่ให้ออกโฉนดในคดีที่ชาวบ้านฟ้อง รฟท. นั้น ไม่สามารถนำมาตีความได้ว่าที่ดินแปลงอื่นผิดกฎหมายทั้งหมด ดังนั้น รฟท. จึงต้องดำเนินการฟ้องร้องเป็นรายแปลงต่อไป ท่าทีและการตีความกฎหมายที่แตกต่างกันนี้ ทำให้สังคมตั้งคำถามถึงทิศทางของคดีที่ยืดเยื้อมานานกว่า 100 ปี 

จุดเริ่มต้นแห่งข้อพิพาท (พ.ศ. 2462 – 2552)

เพื่อทำความเข้าใจปัญหา ต้องย้อนกลับไปในช่วง พ.ศ. 2462 ถึง 2464 ซึ่งรัฐได้ออกพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตสร้างทางรถไฟหลวง เส้นทางนครราชสีมาถึงอุบลราชธานี กระบวนการนี้มีการเวนคืนที่ดินจำนวน 5,083 ไร่ เพื่อนำไปสร้างทางรถไฟ ในช่วงเวลาต่อมา มีชาวบ้านทยอยเข้าไปตั้งถิ่นฐานและใช้ประโยชน์ในที่ดินผืนดังกล่าว 

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2513 เมื่อ รฟท. ได้ทำการเจรจากับชาวบ้านในพื้นที่เขากระโดง รวมถึงนายชัย ชิดชอบ โดย รฟท. ยินยอมให้ชาวบ้านทำหนังสือขออยู่อาศัยภายใต้กรรมสิทธิ์ของ รฟท. แต่ในทางปฏิบัติ ชาวบ้านบางส่วนได้นำที่ดินไปขอออกโฉนด หรือมีการซื้อขายเปลี่ยนมือโดยไม่ทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานะของพื้นที่ 

ล่วงเลยมาถึงปี พ.ศ. 2539 รฟท. เริ่มดำเนินการตรวจสอบและเรียกร้องสิทธิในที่ดินเขากระโดงอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม ในปี พ.ศ. 2552 นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้น มีหนังสือตอบ รฟท. ระบุว่าที่ดินเขากระโดงไม่ได้อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะเป็นที่ดินของ รฟท. 

4 คดีชี้ชะตา (พ.ศ. 2554 – 2567)

ความไม่ชัดเจนเรื่องกรรมสิทธิ์นำไปสู่กระบวนการยุติธรรมที่ยืดเยื้อ โดยสามารถสรุปการต่อสู้ทางกฎหมายออกเป็น 4 คดีหลัก ดังนี้

คดีที่ 1 การสกัดการออกโฉนดใหม่

ในปี พ.ศ. 2554 ชาวบ้านจำนวน 35 รายที่มีเอกสาร ส.ค.1 ยื่นฟ้องขอให้กรมที่ดินออกโฉนดที่ดินจำนวน 40 แปลง โดย รฟท. ได้ยื่นฟ้องแย้งเพื่อคัดค้าน 

ปี พ.ศ. 2557 ศาลจังหวัดบุรีรัมย์มีคำพิพากษาให้ชาวบ้านแพ้คดี สั่งให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและส่งมอบที่ดินคืน รฟท. 

ปี พ.ศ. 2560 ศาลฎีกามีคำพิพากษาเป็นที่สิ้นสุด ยืนยันว่าที่ดินเขากระโดงเป็นกรรมสิทธิ์ของ รฟท. อย่างสมบูรณ์ 

คดีที่ 2 การเพิกถอนเอกสาร น.ส.3

ชาวบ้านอีกกลุ่มนำที่ดินที่มีเอกสาร น.ส.3 ไปขอออกโฉนดกับกรมที่ดิน และ รฟท. เข้าคัดค้าน ในปี พ.ศ. 2561 ศาลฎีกาตัดสินว่าที่ดินนี้เป็นของการรถไฟฯ จึงไม่สามารถออกโฉนดได้ ส่งผลให้กรมที่ดินต้องเพิกถอนเอกสารดังกล่าว 

คดีที่ 3 การฟ้องผู้รุกล้ำบริเวณทางแยก

รฟท. ฟ้องชาวบ้านที่รุกล้ำที่ดินบริเวณทางแยก 8 กิโลเมตร (จากสถานีบุรีรัมย์ไปเขากระโดง) ศาลจังหวัดบุรีรัมย์และศาลอุทธรณ์ภาค 3 ตัดสินว่าที่ดินเป็นของ รฟท. และให้กรมที่ดินเพิกถอนโฉนด 

คดีที่ 4 รฟท. ปะทะ กรมที่ดิน

ช่วงปี พ.ศ. 2561-2564 รฟท. เริ่มฟ้องร้องเพิ่มเติมกับผู้บุกรุก แต่ไม่มีความคืบหน้าเนื่องจากขัดแย้งกับกรมที่ดิน กรมที่ดินปฏิเสธที่จะเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ที่เหลือในพื้นที่ 5,083 ไร่ โดยอ้างว่า รฟท. ไม่สามารถนำส่งพยานหลักฐานที่น่าเชื่อถือได้ โดยเฉพาะแผนที่แนบท้ายพระราชกฤษฎีกา พ.ศ. 2462 รฟท. จึงยื่นฟ้องอธิบดีกรมที่ดินต่อศาลปกครองกลาง กล่าวหาว่าละเลยต่อหน้าที่ 

ในปี พ.ศ. 2566 ศาลปกครองกลางวินิจฉัยว่าอธิบดีกรมที่ดินละเลยต่อหน้าที่จริง และมีคำสั่งให้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เพื่อพิจารณาเพิกถอนสิทธิที่ออกโดยมิชอบ ศาลปกครองกลางยังระบุด้วยว่า กรมที่ดินต้องเพิกถอนเอกสารที่ออกผิดกฎหมาย โดย รฟท. ไม่ต้องฟ้องทุกแปลงเพื่อให้ศาลตัดสิน การที่กรมที่ดินไม่เพิกถอนเอกสารจึงถือว่าผิดกฎหมายและขัดคำตัดสินของศาล 

ในปี พ.ศ. 2567 คณะกรรมการสอบสวนฯ กลับมีมติไม่เพิกถอนโฉนดที่ดิน โดยอ้างว่า รฟท. ไม่มีพยานหลักฐานที่น่าเชื่อถือ 

สถานการณ์ล่าสุด (พ.ศ. 2568 – ปัจจุบัน)

ความพยายามในการทวงคืนพื้นที่เขากระโดงกลับมามีความคืบหน้าอีกครั้งในปี พ.ศ. 2568 คณะกรรมการกฤษฎีกามีมติว่าที่ดินบริเวณเขากระโดงเป็นกรรมสิทธิ์ของ รฟท. ตามกฎหมายจัดวางการรถไฟฯ นายภูมิธรรม เวชยชัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยืนยันว่าที่ดินเขากระโดงเป็นของรัฐ พร้อมสั่งการให้กรมที่ดินเพิกถอนโฉนดที่ออกโดยมิชอบตามคำพิพากษาศาล 

สำหรับสถานการณ์ในปัจจุบัน ข้อพิพาทนี้ก็ยังคงมีการเดินหน้าดำเนินคดีและสู้รบกันทางกฎหมายอย่างต่อเนื่อง ดังเช่นการลงพื้นที่ทวงถามกรรมสิทธิ์และการเตรียมแจ้งความเอาผิดกลุ่มผู้ถือครองที่ดินโดย พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส รวมถึงการตีความข้อกฎหมายเพื่อต่อสู้คดีของฝั่งรัฐบาลตามที่ได้กล่าวไว้ในตอนต้น

อนาคตที่ยังต้องจับตา

มหากาพย์ 100 ปีของที่ดินเขากระโดงยังคงเต็มไปด้วยความคลุมเครือ ทั้งในแง่ของการบังคับใช้กฎหมายและอิทธิพลทางการเมือง ท้ายที่สุดแล้ว บทสรุปของการทวงคืนพื้นที่ 5,083 ไร่จะจบลงอย่างไร และชะตากรรมของชาวบ้านในพื้นที่จะได้รับการดูแลด้วยวิธีใด จึงเป็นเรื่องสำคัญที่สังคมยังคงต้องติดตามความคืบหน้า และรอดูกระบวนการตรวจสอบของหน่วยงานรัฐกันต่อไปอย่างใกล้ชิด

ประชาธิปัตย์ ถวายราชสักการะ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 3 มิ.ย. 69

ประชาธิปัตย์ ถวายราชสักการะ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 3 มิ.ย. 69

ประชาธิปัตย์ ถวายราชสักการะ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 3 มิ.ย. 69

วันพุธ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.15 น.

“ประชาธิปัตย์ ”ถวายราชสักการะ “พระบรมราชินี” เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 3 มิ.ย. 69

วันที่ 3 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา 08.30 น. ที่สำนักงานใหญ่พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคฯ เป็นประธานในพิธีถวายเครื่องราชสักการะและวางพานพุ่ม เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี โดยมี นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กรรมการบริหารพรรคฯ สส.พรรคฯ  อดีต สส.พรรค คณะผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.)  สมาชิกพรรค และเจ้าหน้าที่พรรคประชาธิปัตย์ฯ เข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง

ประชาธิปัตย์

ในพิธีดังกล่าว นายอภิสิทธิ์ ได้นำคณะร่วมวางพานพุ่มทอง-พุ่มเงิน เบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ณ บริเวณลานพระแม่ธรณีบีบมวยผม เพื่อแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทย เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 3 มิถุนายน 2569

ประชาธิปัตย์
ประชาธิปัตย์
ประชาธิปัตย์
ประชาธิปัตย์
ประชาธิปัตย์
ประชาธิปัตย์
ประชาธิปัตย์
ประชาธิปัตย์
ประชาธิปัตย์
ประชาธิปัตย์

ประชาธิปัตย์ลุยหาเสียง อนุชา-อภิสิทธิ์ บุกเขตพญาไท ชู คืนพื้นที่สาธารณะให้คนกรุง

ประชาธิปัตย์ลุยหาเสียง อนุชา-อภิสิทธิ์ บุกเขตพญาไท ชู คืนพื้นที่สาธารณะให้คนกรุง

ประชาธิปัตย์ลุยหาเสียง อนุชา-อภิสิทธิ์ บุกเขตพญาไท ชู คืนพื้นที่สาธารณะให้คนกรุง

วันพุธ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.58 น.

‘อนุชา-อภิสิทธิ์’ หาเสียง พหลโยธินซอย 1 ชู พัฒนาทางเท้า-เพิ่มพื้นที่สาธารณะประโยชน์ ด้าน ‘อภิสิทธิ์’ เผย เตรียมจัดปราศรัยใหญ่ พร้อมย้ำถามรัฐบาลเงินช่วยเหลือค่าน้ำมันอยู่ไหน ขณะที่ ‘อนุชา’ พร้อมผู้บริหารพรรคร่วมพิธีลงนามถวายพระพรชัยฯ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี 

 3 มิ.ย. 2569 เวลา 07.00 น. ที่ซอยพหลโยธิน ซอย 1  เขตพญาไท นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 พร้อมด้วย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คณะผู้บริหารพรรค อาทิ  นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค  และ นายอนุชาญ กวางทอง ผู้สมัคร ส.ก. เขตพญาไท เบอร์ 7 ลงพื้นที่หาเสียงพบปะประชาชน 

อนุชา

บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก นายอนุชา ได้เดินทักทาย พี่น้องประชาชน พ่อค้าแม่ค้า วินมอเตอร์ไซค์ ซึ่งได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี ขอถ่ายรูปอย่างเป็นกันเอง ซึ่งนายอนุชา และผู้บริหารพรรค ได้ร่วมกันใส่บาตรพระขอพรในพื้นที่อีกด้วย 

โดยนายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ผลตอบรับดีขึ้นโดยลำดับ แม้ตอนแรกอาจจะไม่มาก แต่ตอนนี้หลังจากลงพื้นที่ทำให้การรับรู้และการตอบรับดีขึ้น แต่เราต้องทำกันอย่างหนัก เบื้องต้นวันที่ 17 มิ.ย. หรือ 18 มิ.ย. ที่จะถึงนี้ เราจะมีการปราศรัย เพื่อนำเสนอนโยบายต่างๆ ให้ครบถ้วน และเก็บเกี่ยวประเด็นของการลงพื้นที่ เพื่อถ่ายทอดให้พี่น้องประชาชนรับทราบ เรายืนยันว่ากรุงเทพฯเป็นได้มากกว่านี้ เพราะ 5 เรื่องหลักที่คุณอนุชา นำเสนอเป็นเรื่องใหญ่ที่ประชาชนต้องการ แต่การแก้ไขสิ่งเหล่านี้ต้องอาศัยคนที่มีทักษะการบริหารความสามารถในการบริหารงานและมีประสบการณ์ทางการเมืองด้วย

อนุชา

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังมีนโยบายหนึ่งที่เราต้องการผลักดัน คือการใช้พื้นที่เพื่อสร้างให้เกิดประโยชน์สูงสุด และกทม.ต้องทราบอยู่แล้ว ทำให้เราสามารถนำมาวางแผน และนำพื้นที่มาใช้ประโยชน์สูงสุดในอดีตภาษีที่ดินยังไม่เก็บภาษีเต็มที่ เจ้าของที่ดินใช้ประโยชน์ทำการเกษตรเพื่อไม่ให้เสียภาษีอัตราที่สูงแต่ ในมุมมองของเราพื้นที่เหล่านั้นสามารถนำมาใช้ประโยชน์สาธารณะได้และกทม.สามารถจูงใจในเรื่องของการลดภาษีได้ ซึ่งสามารถนำมาเป็นพื้นที่ของศิลปะและเกี่ยวข้องกับสวนสาธารณะ 

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ตนอยากทวงถามรัฐบาลหนึ่งเรื่อง คือโครงการช่วยเหลือค่าน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อบรรเทาผลกระทบจากภาวะน้ำมันแพง ตนได้พูดคุยกับวินมอเตอร์ไซค์ โดยรัฐบาลจะช่วยเรื่องราคาน้ำมันและเปิดให้มีการลงทะเบียนแล้ว แต่วินมอเตอร์ไซค์จำนวนมาก ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือดังกล่าว และการตอบรับด้วย 

อนุชา

“ซึ่งเรื่องนี้ ความจริงทางรัฐมนตรีคลังบอกว่า เป็นการช่วยเหลืออย่างมุ่งเป้าที่จะตรงที่ที่สุดในการแก้ปัญหา จึงอยากทวงถามไปถึงรัฐบาลว่าเกิดอะไรขึ้นกับโครงการนี้ แล้วตนจะนะเรื่องนี้ไปทวงถามในสภาฯ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว 

ส่วนกรณีพรรคประชาชน เปิดตัวนายสุรพล นิติไกรพจน์ นั่งประธานยุทธศาสตร์ทีมผู้ว่าฯกทม.นั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนไม่กังวลอะไร การทำงานการเมืองอยู่ที่พี่น้องประชาชนจะตัดสินใจ

อนุชา

ด้าน นายอนุชา กล่าวต่อว่า ในพื้นที่เขตพญาไท ปัญหาแรกคือทางเท้า ซอยค่อนข้างที่จะแคบเรื่องของมอเตอร์ไซค์รถยนต์สัญจรปกติอยู่แล้ว ส่วนคนเดินฟุตบาทยังไม่ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่ เมื่อถามชาวบ้านบอกว่าใช้เวลาเป็นปีก็ยังไม่เสร็จ เราต้องเข้ามาเพื่อให้ทุกท่านมีความมั่นใจหากเรามีโอกาสได้ทำงาน ถ้าเป็นพรรคประชาธิปัตย์จะไม่ปล่อยให้ปัญหาเกิดเราขึ้นจะนำเรื่องไปพูดคุยในสภากทม.และพูดคุยกับผู้ว่าฯกทม.โดยตรงทำให้การแก้ไขปัญหารวดเร็วขึ้น 

“จากที่เดินพบปะประชาชนให้การตอบรับเราเป็นอย่างดี การที่ประชาธิปัตย์ส่งทั้งผู้ว่าฯและส.ก.ทุกเขตและมีผู้หลักผู้ใหญ่ของพรรค หัวหน้าพรรค รองหัวหน้าพรรค ลงพื้นที่ด้วย เริ่มมั่นใจว่าสิ่งที่ได้รับไม่ใช่แค่เพียงส.ก.รับทราบปัญหาแล้วไปทำอะไรต่อไม่ได้ แต่เราในทุกระดับสามารถนำไปต่อยอดและมีประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้นด้วย” นายอนุชา กล่าว 

อนุชา

ต่อมานายอนุชา พร้อมด้วยผู้บริหารพรรคได้ขึ้นรถแห่หาเสียงขอคะแนนบนถนนพหลโยธินและมาเดินหาเสียงต่อที่ซอยอารีย์ โดยมีพ่อค้าแม่ ประชาชนให้การต้อนรับ

จากนั้น นายอนุชา และผู้บริหารได้เดินทางต่อมายังพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อร่วมพิธีลงนามถวายพระพรชัยมงคล สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 3 มิถุนายน 2569 ณ ลานพระแม่ธรณีบีบมวยผม ณ ลทนหน้าพรรคประชาธิปัตย์

อนุชา

อย่างไรก็ตาม เมื่อวานนี้ (2 มิ.ย.) ในช่วงเย็น นายอนุชา พร้อมด้วย นายรังสรรค์ กียปัจจ์ หรือ ต้น ผู้สมัคร ส.ก. เขตหลักสี่ เบอร์ 4 ได้เดินหาเสียงพร้อมกัน ในพื้นที่ตลาดมาร์เก็ต ทูเดย์ ซอยวิภาวดี 64 เขตหลักสี่ ซึ่งบรรยากาศพ่อค้าแม่ค้า ประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอยในตลาด ให้การต้อนรับ อย่างคึกคัก 

นายอนุชา กล่าวว่า ตอนนี้พรรคประชาธิปัตย์พยายามที่จะรณรงค์เพื่อให้พ่อแม่พี่น้องไปใช้สิทธิ์ใช้เสียงกัน สำหรับท่านที่พักอาศัยอยู่ในเขตหลักสี่รบกวนช่วยกาหมายเลข 4 ด้วย ส่วนตนอนุชา รบกวนช่วยกาเบอร์ 5 ให้ด้วย เข้าคูหาได้บัตรสองใบ ใบสีเขียวกาเบอร์ 5 ให้ผู้ว่าฯ อีกใบสีชมพูกาเบอร์ 4 เขตหลักสี่ 

อนุชา

“ผมเองก็มีความเป็นห่วงกทม.จึงมีหน้าที่มานำเสนอนโยบายดีดี ฝากให้ท่านช่วยพิจารณาพรรคประชาธิปัตย์ทั้งส.ก.และผู้ว่าฯ มาทำหน้าที่รับใช้พี่น้องชาวหลักสี่และชาวกทม.อีกครั้งนึง” นายอนุชา กล่าว 

จากนั้นนายอนุชา ได้เดินหาเสียงภายในซอยวิภาวดี 64 ทักทายพี่น้องประชาชน ร้านค้า ร้านอาหาร แบบเคาะประตู ก่อนพูดคุยรับฟังปัญหา กับคณะกรรมการชุมชนมหานครนิเวศน์  ทั้งปัญหาน้ำท่วม น้ำขัง น้ำรอการระบาย การลอกท่อ ปัญหาการจราจร ผิวถนน ต้นไม้พันสายไฟ หลังรับฟังปัญหา นายอนุชา ระบุว่า มารับฟังปัญหา การลอกท่อและน้ำท่วมต้องดูภาพรวม ต้องดีไซน์ออกแบบต้องแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน 

อนุชา
อนุชา
อนุชา
อนุชา
อนุชา
อนุชา
อนุชา
อนุชา
อนุชา

ยอดทะลุ 4,500 ล้านบาท ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 เปิดใช้สิทธิ 2 วัน ปชช. ใช้สิทธิกว่า 14 ล้านคน

ยอดทะลุ 4,500 ล้านบาท ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 เปิดใช้สิทธิ 2 วัน ปชช. ใช้สิทธิกว่า 14 ล้านคน

ยอดทะลุ 4,500 ล้านบาท ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 เปิดใช้สิทธิ 2 วัน ปชช. ใช้สิทธิกว่า 14 ล้านคน

วันพุธ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.57 น.

“ไทยช่วยไทย พลัส 60/40”  หลังเปิดใช้สิทธิ 2 วัน ประชาชนใช้สิทธิคึกคักกว่า 14 ล้านคน ยอดทะลุ 4,500 ล้านบาท ย้ำ!ช่วยค่าเดินทาง BTS /MRT

เมื่อวันที่ 3 มิ.ย.69 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยความคืบหน้าการใช้สิทธิโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ว่า ประชาชนยังคงใช้จ่ายอย่างคึกคักต่อเนื่อง โดยข้อมูล ณ วันที่ 2 มิถุนายน 2569 เวลา 23.00 น. มียอดใช้จ่ายสะสมรวม 4,542.08 ล้านบาท มีประชาชนใช้สิทธิสำเร็จแล้ว 14,402,305 คน และมีร้านค้าที่มียอดใช้จ่ายสำเร็จจำนวน 792,045 ร้านค้า

รัชดา ธนาดิเรก

มากไปกว่านั้น ยังมีเรื่องการให้บริการระบบขนส่งมวลชนที่ร่วมโครงการฯ แต่ประชาชนไม่ค่อยทราบ นั่นคือ สามารถใช้กับ รถไฟฟ้า  8 สาย ได้แก่  

-MRT สายสีม่วง 

-MRT สายสีน้ำเงิน 

-MRT สายสีชมพู 

-MRT สายสีเหลือง

-BTS สายสีเขียว 

-BTS สายสีทอง

-รถไฟฟ้าสายสีแดง 

-Airport Rail Link 

รัชดา ธนาดิเรก

รวมถึง รถโดยสารประจำทาง ขสมก. เรือด่วนเจ้าพระยา และรถโดยสาร บขส. โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ย้ำถึงการใช้สิทธิในโครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 ว่า ต้องเป็นการซื้อสินค้าและบริการจริงตามมูลค่าที่ชำระ ห้ามร้านค้าทอนเงินสดหรือแลกคืนเป็นเงินสดทุกกรณี หากตรวจพบการกระทำผิด ร้านค้าจะถูกระงับสิทธิการเข้าร่วมโครงการ และเรียกคืนเงินสนับสนุนจากภาครัฐ ฝากขอความร่วมมือจากประชาชนและผู้ประกอบการปฏิบัติตามเงื่อนไขอย่างเคร่งครัด เพื่อให้มาตรการประคับประคองค่าครองชีพเกิดประโยชน์ต่อประชาชนและระบบเศรษฐกิจ เป็นการ “ไทยช่วยไทย“ ตามวัตถุประสงค์โครงการ

ขอขอบคุณภาพจาก ไทยช่วยไทยพลัส.th

กู้เงินมาแจกแล้วทวงบุญคุณ ชัยชนะ ซัดแรง รัฐบาล อย่าอ้างเป็นผลงาน นี้คือหนี้สินประเทศ

กู้เงินมาแจกแล้วทวงบุญคุณ ชัยชนะ ซัดแรง รัฐบาล อย่าอ้างเป็นผลงาน นี้คือหนี้สินประเทศ

กู้เงินมาแจกแล้วทวงบุญคุณ ชัยชนะ ซัดแรง รัฐบาล อย่าอ้างเป็นผลงาน นี้คือหนี้สินประเทศ

วันพุธ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.44 น.

วันนี้ 3 มิถุนายน 2569 นายชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียส่วนตัว วิพากษ์วิจารณ์นโยบายการเงินของรัฐบาลอย่างดุเดือด กลายเป็นกระแสร้อนแรงบนโลกโซเชียลขึ้นมาทันที ทำเอาชาวเน็ตหลายคนต่างก็เกาะติดกระแสร้อนในครั้งนี้ของ ชัยชนะ เดชเดโช ที่ออกมาจัดเต็มกับนโยบายการเงินของรัฐบาล โดยมีข้อความว่า“กู้เงินมาแจก แล้วมาทวงบุญคุณว่าเป็นผลงาน แต่ไม่บอกว่านี้คือหนี้สินประเทศ ที่ลูกหลานเราในอนาคต ต้องรับผิดชอบ”

ชัยชนะ เดชเดโช

หลังจากที่โพสต์ของ ชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เผยแพร่ลงมาบนโลกโซเชียล ทำเอาชาวเน็ตที่เกาะติดเหตุการณ์ในครั้งนี้ ต่างก็เข้าไปรุมคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันอย่างถล่มทลาย เช่น

“จริงๆคะ น่าเป็นห่วงมากๆ 60/40 เยอะไปมั้ย ทีนี้คนก็ติดนิสัย รอแต่เงินแจก ไม่พักทำการทำฮานนนน”

“เตรียมรับแรงกระแทก ราคาผลไม้ออกฤดูกาลใหม่ มีมือไหนช่วยพยุง..”

“ใช่ครับท่านชาวบ้านมีแต่เดือนร้อนค่าครองชีพสู่งขึ้นเราถูกครอบงำภายใต้ระบอบสีนำ้เงิ้นองศ์กรอิสะไม่ยึดหลักกฏหมายบ้านเมืองที่แท้จริงเห็นกับพวกพ้องของพรรคการเมืองที่มีอำนาจมาทำลายหลักนิติรัฐนิติธรรม ถึงเวลาคนภาคใต้ต้องลุกขึ้นมาช่วยกันทำลายเงินสีเทามาชื้อเสียงต่อชาวบ้านของเราผมเชื่อว่าเลือกตั้งครั้งไปพรรคประชาธิปัตย์จะชนะทุกจังหวัดในภาคใต้ขอเป็นกำลังใจให้ สส ชัยชนะ เดชเดโช ที่ยืนอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ตลอดนะครับ”

“ถูกต้องครับ #กู้มาจ่ายไปไม่ใช่ภูมิปัญญาและความสามารถ”

“หนักแล้วประเทศนี้”

ชัยชนะ เดชเดโช
ชัยชนะ เดชเดโช
ชัยชนะ เดชเดโช

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจากเฟซบุ๊ก ส.ส.ชัยชนะ เดชเดโช

เงื่อนไข ทักษิณ ปลดกำไล EM ต้องรอผ่านคณะกรรมการ 3 ฝ่าย และ ใบบริสุทธิ์

เงื่อนไข ทักษิณ ปลดกำไล EM ต้องรอผ่านคณะกรรมการ 3 ฝ่าย และ ใบบริสุทธิ์

เงื่อนไข ทักษิณ ปลดกำไล EM ต้องรอผ่านคณะกรรมการ 3 ฝ่าย และ ใบบริสุทธิ์

วันพุธ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.07 น.

“ทักษิณ” จะปลดกำไล EM ต้องผ่านกระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการฯ 3 ฝ่ายภายใน 120 วันและต้องรอใบบริสุทธิ์ก่อนรับนัดหมายเข้าพบเจ้าหน้าที่คุมประพฤติ สนง.คุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 1

จากกรณีช่วงเช้าวันนี้(3มิ.ย.69) พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม ยืนยันถึงรายละเอียดสำคัญในพระราชกฤษฎีกา พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2569 ในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี 3 มิ.ย.69 ซึ่งมีรายชื่อของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเข้าเกณฑ์ได้รับพระราชทานอภัยโทษพ้นโทษทันที ตามมาตรา 8 แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ เนื่องด้วยเหลือโทษไม่ถึง 1 ปี ส่วนกรณีการปลดกำไล EM ยังคงต้องรอให้จบกระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการฯ เรียบร้อยก่อนนั้น

ทักษิณ

รายงานข่าวแจ้งว่า กรณีที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้รับพระราช ทานอภัยโทษปล่อยตัวไปตามมาตรา 8 แห่งกฤษฎีกา พระราชทานอภัยโทษฯ เนื่องด้วยมีโทษเหลืออยู่ไม่เกิน 1 ปี นับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกาใช้บังคับ จึงทำให้จากเดิมที่นายทักษิณ ยังอยู่ระหว่างการพักโทษคุมประพฤติ 4 เดือน นับแต่วันที่ 11 พ.ค.69 และจะพ้นโทษบริบูรณ์ในวันที่ 9 ก.ย.69 ซึ่งนายทักษิณจะต้องรายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่คุมประพฤติ สำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 1 เดือนละครั้ง ก็ถือว่าสิ้นสุดระยะเวลาการคุมประพฤติทันที และไม่ต้องรอให้ถึงวันพ้นโทษ 9 ก.ย.69 เพราะกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษครั้งนี้ อดีตนายกรัฐมนตรีมีคุณสมบัติครบถ้วนให้ปล่อยตัวไป 

อย่างไรก็ตาม ในกรณีเรื่องการปลดกำไล EM ภายหลังพ้นโทษนั้น อดีตนายกรัฐมนตรียังจำเป็นต้องรอกระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการตามมาตรา 21 ซึ่งระบุไว้ว่า “ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดแห่งท้องที่ ผู้พิพากษาศาลแห่งท้องที่ หรือตุลาการศาลทหารแห่งท้องที่หนึ่งคน และพนักงานอัยการแห่งท้องที่หรืออัยการทหารแห่งท้องที่หนึ่งคน รวม 3 คน เป็นคณะกรรมการ มีหน้าที่ตรวจสอบผู้ซึ่งจะได้รับพระราชทานอภัยโทษและส่งรายชื่อต่อศาลแห่งท้องที่ให้แล้วเสร็จภายใน 120 วัน นับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ เพื่อความสะดวกแก่ศาลแห่งท้องที่นั้นพิจารณาออกหมายสั่งปล่อยหรือลดโทษ หรือออกคำสั่งยกเลิกการทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับ แล้วแต่กรณี ในส่วนที่เกี่ยวกับผู้ซึ่งถูกลงโทษจำคุกตามคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งจะได้รับพระราชทานอภัยโทษ ให้คณะกรรมการมีหน้าที่ตรวจสอบและส่งรายชื่อต่อนายกรัฐมนตรีให้แล้วเสร็จภายใน 120 วัน นับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ เพื่อนายกรัฐมนตรีพิจารณาออกคำสั่งปล่อยหรือลดโทษแล้วแต่กรณี เมื่อได้มีหมายหรือคำสั่งปล่อยหรือลดโทษ หรือคำสั่งยกเลิกการทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณประ โยชน์แทนค่าปรับแล้ว ให้คณะกรรมการทำบัญชีผู้ซึ่งได้รับพระราชทานอภัยโทษเก็บไว้ที่เรือนจำหรือทัณฑสถานหนึ่งฉบับ ส่งศาลหนึ่งฉบับ ส่งกระทรวงยุติธรรมหนึ่งฉบับ และทูลเกล้าฯ ถวายอีกหนึ่งฉบับ..“

ทักษิณ

และอดีตนายกรัฐมนตรี ต้องได้รับเอกสารใบบริสุทธิ์ หรือใบสุทธิ ให้เรียบร้อยก่อน ซึ่งใบบริสุทธิ์ถือเป็นเอกสารสำคัญการปล่อยตัวนักโทษเด็ดขาดที่พ้นโทษ เป็นหลักฐานแสดงให้เห็นว่าผู้นั้นได้รับการปล่อยตัวถูกต้องตามกฎหมาย ทั้งยังใช้ในการปลดรายชื่อออกจากทะเบียนประวัติอาชญากรที่มีผลต่อการเดินทางไปต่างประเทศอีกด้วย ทั้งนี้ เมื่อเสร็จสิ้นทั้งกระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการตามมาตรา 21 และได้รับใบบริสุทธิ์เรียบร้อยแล้ว อดีตนายกรัฐมนตรีจึงจะได้รับการนัดหมายประสานงานเข้าพบเจ้าหน้าที่คุมประพฤติ สำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 1 เพื่อรับการปลดกำไล EM คืนสู่อิสรภาพ