ส่องเส้นทางชีวิต “ผศ.ดร.ธานินทร์ คงศิลา” จากนักกิจกรรมสู่ผู้บริหารม.เกษตรฯ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/people/460970

ส่องเส้นทางชีวิต”ผศ.ดร.ธานินทร์ คงศิลา” จากนักกิจกรรมสู่ผู้บริหารม.เกษตรฯ

ส่องเส้นทางชีวิต"ผศ.ดร.ธานินทร์ คงศิลา" จากนักกิจกรรมสู่ผู้บริหารม.เกษตรฯ13 มีนาคม 2564 – 10:12 น.

ส่องเส้นทางชีวิต”ผศ.ดร.ธานินทร์ คงศิลา” จากนักกิจกรรมสู่ผู้บริหารม.เกษตรฯ

 อาจกล่าวได้ว่าไม่ได้มากับดวง แต่เพราะผลงานเป็นที่ประจักษ์สำหรับรองอธิการบดีป้ายแดงเพิ่งได้รับแต่งตั้งโดยกรรมการสภามหาวิทยาลัยเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2564 ที่ผ่านมา”รองต๋อย”หรือ  ผศ.ดร.ธานินทร์ คงศิลา รองอธิการบดีฝ่ายกิจการสภามหาวิทยาลัยและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์  แห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
วัยแค่สี่สิบต้น ๆ แต่ความสามารถล้นเหลือผ่านประสบการณ์มาอย่างโซกโชน ตั้งแต่สมัยเรียนจนก้าวขึ้นมาเป็นอาจารย์และผู้บริหารมหาวิทยาลัยในปัจจุบัน ทว่าคนทั่วไปอาจจะดูโลว์โปรไฟล์ไม่ค่อยรู้จัก หากแต่นักกิจกรรมด้วยกันก็คงถึงบางอ้อ ยอมรับว่าคนนี้ของจริง
“ผมไม่ได้ไปยุ่งกับสมาพันธ์นิสิตฯ แต่จะเน้นกลุ่มเครือข่ายองค์การนิสิตนักศึกษามากกว่า สมาพันธ์ฯมองการเมือง แต่เรามองกิจกรรมเพื่อนิสิต เพื่อชาวบ้าน การออกค่ายอาสา ทำกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกันมากกว่า”

ส่องเส้นทางชีวิต"ผศ.ดร.ธานินทร์ คงศิลา" จากนักกิจกรรมสู่ผู้บริหารม.เกษตรฯ

     ผศ.ดร.ธานินทร์ คงศิลา รองอธิการบดีฝ่ายกิจการสภามหาวิทยาลัยและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์  ม.เกษตรศาสตร์

จากเด็กบ้านนอก อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี ที่ต่อสู้ดิ้นรน จนก้าวมาถึงทุกวันนี้ถือว่าไม่ธรรมดาสำหรับ”รองต๋อย”ที่เกิดและเติบโตมาจากครอบครัวชาวนา บิดาเป็นช่างไม้ที่ถูกถ่ายทอดให้กับลูกชายคนสุดท้อง ในการนำความรู้มาต่อยอดในการออกค่ายอาสาฯในฐานะประธานโครงการฯ เมื่อครั้งยังศึกษาอยู่ในรั้วนนทรี
“ตอนเด็ก ๆ ค่อนข้างลำบากพ่อแม่ไม่มีฐานะไม่มีเงิน ทำนาปีละครั้งอาศัยน้ำฝน โชคดีพ่อมีอาชีพช่างไม้ รับจ้างทำในหมู่บ้าน ตอนเด็กดิ้นรน ช่วยทำไร่ทำนาทั้งหมด”รองต๋อย ย้อนชีวิตในวัยเด็ก
 การฉายแววนักกิจกรรมของเขาเริ่มปรากฏชัดเมื่อครั้งเรียนอยู่มัธยมปลาย โรงเรียนบ้านหมี่วิทยา จ.ลพบุรี ถือเป็นคีย์แมนคนสำคัญในการผลักดันเพื่อนก้าวสู่ตำแหน่งประธานนักเรียนของโรงเรียน ก่อนจะทำผลงานโดดเด่นอีกครั้งเมื่อเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย
 “ตอนเด็ก ๆ ฝันอยากเป็นทหาร เพราะลุงเป็นทหาร คิดว่ารับราชการตำรวจทหารจะช่วยพ่อแม่เรื่องสวัสดิการ  ดูมีความมั่นคงก็หวังอย่างนั้น ช่วงหนึ่งไปสอบโรงเรียนเตรียมทหารผ่านข้อเขียน แต่ทดสอบร่างกายไม่ผ่าน เลยเบนเข็มมาอาชีพครู เพราะคิดว่าครูก็รับราชการเหมือนกัน”
ความที่เป็นคนเก่งคณิตศาสตร์  ช่วงจบม.6  จังหวะเดียวกับที่รัฐบาลมีโครงการเร่งพัฒนาครูสอนคณิตศาสตร์แห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นทุนเรียนฟรี 4 ปีหลังจบปริญญาตรีมีตำแหน่งรองรับทันที  เขาไม่รีรอที่จะสมัครร่วมโครงการ  ในที่สุดก็สอบได้สมความตั้งใจเข้าเรียนในคณะศึกษาศาสตร์ สาขาการสอนคณิตศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ บางเขน
“ตอนนั้นนักเรียนทุนในโครงการฯ เขารับแค่ 40 คนทั่วประเทศจะเลือกสอบเข้ามหาวิทยาลัยไหนก็ได้ แต่บังเอิญที่เกษตรฯสอบก่อน พอสอบติดก็ตัดสินใจเอาที่นี่เลย”
จากเด็กมัธยมสู่การเป็นนิสิตมหาวิทยาลัย  จากตารางเรียนที่แน่นเอี๊ยดก็มีเวลาว่างเหลือเฟือ เลือดของความเป็นนักกิจกรรมก็พุ่งปรี๊ดขึ้นมาทันที โดยเริ่มมุ่งเป้าไปที่ชมรมอาสาพัฒนาฯ   แม้ว่าปีต่อ ๆ มาจะทำงานในระดับที่ใหญ่ขึ้นทั้งสโมสรนิสิตคณะศึกษาศาสตร์และองค์การบริหารนิสิตม.เกษตรฯ(อบก.) แต่ก็ไม่ทิ้งชมรมอาสาฯและค่ายอาสาฯที่ต้องเข้าไปมีส่วนร่วมออกค่ายทุกปี 
 “เราเติบโตมาจากเด็กบ้านนอกยากจน   ลำบากอยากไปช่วยเขา เลยมุ่งไปที่ค่ายอาสาฯ เป็นชมรมเดียวที่คิดไป ชมรมอื่นไม่ได้ไปเลย พอเป็นกรรมการชมรมอาสาฯก็ดึงค่ายย่อยไปออกที่ลพบุรีบ้านตัวเอง ไปสร้างสนามกีฬา ทาสีอาคารเรียน ในฐานะประธานโครงการค่าย” 
จากกรรมการชมรมอาสาฯก็ก้าวขึ้นมาสู่ระดับสโมสร รั้งตำแหน่งรองนายกสโมฯ ทำให้ได้รู้จักเพื่อนผองน้องพี่มากมาย

เมื่อมีเครือข่ายจากคณะต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น  จึงมีความคิดที่จะลงสมัครชิงตำแหน่งนายกองค์การบริหารนิสิต(อมก.) ก่อนจะได้รับเลือกตั้งด้วยคะแนนท่วมท้น อย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อนในการเลือกตั้งนายก อมก. 
“ตอนแรกไม่คิดว่าจะลงเอง เพราะเพื่อนชวนให้ลงตำแหน่งรองนายก แต่ก็มีหลายคนมาทักว่ารู้จักเพื่อนเยอะนี่ ทำไมไม่ลงเอง ก็ฉุดคิดว่าน่าจะลอง จากนั้นก็ฟอร์มทีมขึ้นมา ชวนเพื่อนจากคณะต่าง ๆ ที่ทำงานสโมสรฯด้วยกันลงสมัครแข่ง  ปรากฏว่าทีมเราชนะเลือกตั้ง  ก็ได้เป็นนายก อมก.”
“รองต๋อย”เริ่มฉายแววความเป็นผู้นำนับแต่นั้นมา ด้วยบุคลิกเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน มีสัมมาคารวะ รู้จักเข้าหาผู้หลักผู้ใหญ่  ซึ่งได้สั่งสมประสบการณ์มาจากออกค่ายอาสาฯที่ต้องติดต่อประสานงาน ขอความร่วมมือจากหน่วยงานภายนอก  การทำงานในตำแหน่ง นายก อมก.จึงไม่ยากอย่างที่คิด
ตลอดระยะเวลาดำรงตำแหน่งนายก อมก.1ปี ได้ทำผลงานโดดเด่นไว้มากมาย ทั้งภายในและภายนอก อาทิ การดูแลสวัสดิการต่าง ๆ ของนิสิต ทั้งเรื่องค่าหน่วยกิจและชีวิตความเป็นอยู่  ส่วนภายนอกนั้นได้ร่วมกับนายกองค์การฯมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ทำกิจกรรมร่วมกันอย่างต่อเนื่อง
“ณ ตอนนั้นมีหลายเรื่องที่ทำสวัสดิการนิสิต เช่นค่าหน่วยกิตแพง จำนวนห้องเรียนไม่พอ  ถนนหนทาง ไฟฟ้าความสว่างในมหาวิทยาลัยซึ่งผู้บริหารสมัยนั้นอ.ธีระ(สูตะบุตร)เป็นอธิการบดี ท่านก็เปิดกว้าง นิสิตมาหา ผู้นำนิสิตอยากพบ ท่านยินดีให้พบได้ตลอดเวลา”  
4 ปีในรั้วนนทรีโชคดีในความโชคร้าย ปี 2544 ที่เขาเรียนจบในฐานะนักเรียนทุน โครงการฯกลับไม่มีตำแหน่งว่างรองรับ จังหวะเดียวกันกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีโครงการขยายวิทยาเขตไปที่จ.ลพบุรี 
ประกอบกับนโยบายอธิการบดี ศ.ดร.ธีระ สูตะบุตร เปิดโอกาสให้นิสิตที่ทำกิจกรรมเป็นบุคลากรของมหาวิทยาลัย เขาจึงถูกเรียกตัวให้ไปทำงานที่วิทยาเขตลพบุรี ในตำแหน่งนักวิชาการศึกษา ก่อนผันตัวมาเป็นอาจารย์ภาควิชาส่งเสริมและนิเทศศาสตร์เกษตร ซึ่งมี รศ.ดร.พิชัย ทองดีเลิศ เป็นหัวหน้าภาควิชาฯในขณะนั้น หลังวิทยาเขตลพบุรีถูกยุบ เนื่องจากมีปัญหาหลายด้าน โดยเฉพาะเรื่องงบประมาณ
ระหว่างทำงานก็เรียนควบคู่กันไปด้วย จบปริญญาโท-เอกสาขาเทคโนโลยีเทคนิคศึกษา คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
ขณะเส้นชีวิตการทำงานของเขา เริ่มจากนักวิชาการศึกษาแล้วมาเป็นอาจารย์ ก้าวขึ้นมาเป็นรองหัวหน้าภาควิชาส่งเสริมฯ ผู้ช่วยคณบดีคณะเกษตร รองคณบดีวิทยาลัยบูรณาการศาสตร์ ผู้ช่วยอธิการบดี จนกระทั่งก้าวมาสู่ตำแหน่งรองอธิการบดีในปัจจุบัน 
“ช่วงที่อ.วิจารณ์(วิชชุกิจ)เป็นคณบดีท่านก็ตั้งผมเป็นผู้ช่วยคณบดีฝ่ายกิจการนิสิต ตั้งแต่ปี 51 ช่วงนั้นเรียนป.เอกด้วย สอนด้วย เป็นผู้ช่วยคณบดีด้วย จนถึงปี 56 พอปี57 เป็นกรรมสภามหาลัยฝ่ายข้าราชการประจำจนถึงปี 59  จากนั้นมาเป็นผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายบริหารและพัฒนาทรัพยกรมนุษย์ และได้รับแต่งตั้งเป็นรองอธิการบดีฝ่ายกิจการสภามหาวิทยาลัยและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์  เมื่อวันที่ 1 มี.ค.64ที่ผ่านมาครับ”รองอธิการบดีคนเดิมเผย

พร้อมกับความตั้งใจอยากทำในภารกิจที่สำคัญคือการพัฒนาบุคลากรในทุกระดับ ทั้งสายอาจารย์และสายสนับสนุน  เพราะเป็นตัวชี้วัดสำคัญของมหาวิทยาลัยและตัวบุคลากรเอง โดยพยายามสร้างแรงจูงใจให้เขาทำผลงานวิชาการ การประเมินที่เป็นธรรม  ตลอดจนการเข้ามามีส่วนร่วม จากทุกภาคส่วนในการพัฒนามหาวิทยาลัย 
 “ผมว่าไม่ขาดนะ แต่อยากเติมให้เต็มมากกว่า โดยเฉพาะเรื่องการมีส่วนร่วมของบุคคลากรคืออยากให้ทุกคนมีส่วนร่วมคิดอะไร ทำอะไร ไม่อยากให้บ่นแต่อยากให้บอก บอกมาเลยอันไหนทำได้เราทำทันที อันไหนทำไม่ทัน ท่านก็มาช่วยเราทำ  มาช่วยกันคิดช่วยกันทำทั้งสองฝ่าย นี่คือสิ่งที่อยากให้เกิด”
บทสรุปทิ้งท้ายของรองอธิการบดีที่ชื่อ ผศ.ดร.ธานินทร์ คงศิลา 

ส่องเส้นทางชีวิต"ผศ.ดร.ธานินทร์ คงศิลา" จากนักกิจกรรมสู่ผู้บริหารม.เกษตรฯ
ส่องเส้นทางชีวิต"ผศ.ดร.ธานินทร์ คงศิลา" จากนักกิจกรรมสู่ผู้บริหารม.เกษตรฯ
ส่องเส้นทางชีวิต"ผศ.ดร.ธานินทร์ คงศิลา" จากนักกิจกรรมสู่ผู้บริหารม.เกษตรฯ

เปิดประวัติ ‘รศ.ดร.อิสสรีย์ หรรษาจรูญโรจน์’ หลัง ส.ว.เห็นชอบแต่งตั้งให้นั่ง ‘ผู้ตรวจการแผ่นดิน’ คนใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/people/458536

เปิดประวัติ ‘รศ.ดร.อิสสรีย์ หรรษาจรูญโรจน์’ หลัง ส.ว.เห็นชอบแต่งตั้งให้นั่ง ‘ผู้ตรวจการแผ่นดิน’ คนใหม่

เปิดประวัติ 'รศ.ดร.อิสสรีย์ หรรษาจรูญโรจน์' หลัง ส.ว.เห็นชอบแต่งตั้งให้นั่ง 'ผู้ตรวจการแผ่นดิน' คนใหม่16 กุมภาพันธ์ 2564 – 18:35 น.

เปิดประวัติ ‘รศ.ดร.อิสสรีย์ หรรษาจรูญโรจน์’ หลังส.ว. ลงคะแนนเห็นชอบ 181 เสียง ต่อ 18 เสียง แต่งตั้งให้นั่ง ‘ผู้ตรวจการแผ่นดิน’ คนใหม่ อดีตอธิการบดี มทร.รัตนโกสินทร์ 2 วาระ สามารถนำมทร.รัตนโกสินทร์ ก้าวสู่มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สำเร็จ

วันที่ 16 ก.พ. 2564  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีการประชุมวุฒิสภา(ส.ว.) เพื่อพิจารณาลงคะแนนให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดิน (ตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ. 2560)

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : เราจะเป็น ม.วิทย์และเทคโนโลยี”รศ.ดร.อิสสรีย์ หรรษาจรูญโรจน์”อธิการบดี มทร.รัตนโกสินทร์

บุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อ 2 ท่าน คือ นายกุลกุมุท สิงหรา ณ อยุธยา อดีตเอกอัครราชทูตประจำกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ และรศ.ดร.อิสสรีย์ หรรษาจรูญโรจน์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ (มทร.รัตนโกสินทร์)

ผลการลงคะแนนปรากฎว่า รศ.ดร.อิสสรีย์ หรรษาจรูญโรจน์  ได้ 181 เสียงต่อ18 เสียง ไม่ออกเสียง 13 เสียง ส่วน นายกุลกุมุทได้ 32 เสียง ต่อ 150 เสียง ไม่ออกเสียง 30 เสียง

จึงถือว่ารศ.ดร.อิสสรีย์ หรรษาจรูญโรจน์ ได้รับความเห็นชอบด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา (ไม่น้อยกว่า 125 คะแนน) จึงเป็นผู้ได้รับความเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดิน

เปิดประวัติ รศ.ดร.อิสสรีย์ หรรษาจรูญโรจน์ อดีตอธิการบดีมทร.รัตนโกสินทร์2วาระ

รองศาสตราจารย์ ดร.อิสสรีย์ หรรษาจรูญโรจน์ จบการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) สาขาวิชาช่างยนต์ จากโรงเรียนช่างกลปทุมวัน เมื่อปี พ.ศ. 2516 ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง จากวิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพ ปี พ.ศ. 2518 และระดับปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตร์ (วิศวกรรมเครื่องกล) จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ต่อจากนั้นจึงได้สอบชิงทุนรัฐบาลระดับปริญญาโท และปริญญาเอก ได้ไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน แมดิสัน

หลังจากสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาเอกแล้ว ได้กลับมารับราชการที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล และได้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2531-พ.ศ. 2539 เป็นรองคณบดีฝ่ายวิจัยและพัฒนา ในปี พ.ศ. 2539-พ.ศ. 2541 ต่อจากนั้นในปี พ.ศ. 2540 ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ผู้จัดการโครงการเงินกู้ธนาคารโลก สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล และเป็นผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอีกตำแหน่งหนึ่ง จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2547 ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยอธิการบดี

ในปี พ.ศ. 2548 ได้มีการจักตั้งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลขึ้น 9 แห่งทั่วประเทศไทย รศ.ดร.อิสสรีย์ หรรษาจรูญโรจน์ จึงได้รับการแต่งตั้งให้รักษาการรองอธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ และในปีเดียวกันจึงได้ผ่านการสรรหาให้ดำรงตำแหน่งอธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์เป็นคนแรก และได้รับเลือกเป็นอธิการบดี มทร.รัตนโกสินทร์ เป็นวาระที่ 2 ในปี 2552

“4 ปีที่ผ่านมาเป็นช่วงที่ มทร.รัตนโกสินทร์เตรียมความพร้อมทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านอาคารสถานที่ บุคลากร ถึงวันนี้เรามีความพร้อมที่จะก้าวไปสู่การเป็นมหาวิทยาลัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพราะได้เตรียมการโครงสร้างต่างๆ ไว้เรียบร้อยหมดแล้ว” เป็นคำมั่นของ รศ.ดร.อิสสรีย์ เมื่อครั้งกลับมารับตำแหน่งวาระ 2

การกลับมาของ รศ.ดร.อิสสรีย์ หรรษาจรูญโรจน์ ทำให้ มทร.รัตนโกสินทร์ เดินหน้าปรับเปลี่ยนจากโครงสร้างมหาวิทยาลัยสายสังคมศาสตร์มาเป็นวิทยาศาสตร์ภายใน 4 ปี และก้าวสู่มหาวิทยาลัยวิทย์และเทคโนโลยีสำเร็จ พร้อมการขยายแผนรับนักศึกษาจาก 12,000คน เพิ่มเป็น 15,000คน 

“บัณฑิตมทร.รัตนโกสินทร์ ต้องเก่งวิชาการ เหนือสิ่งอื่นใดบัณฑิตต้องมีคุณธรรม จริยธรรม เพราะคนเก่งมีมากมาย แต่คนเก่งและคนดีเป็นหน้าที่ของสถาบันการศึกษาต้องสร้างออกไปรับใช้สังคมให้มากที่สุด สังคมไทยถึงจะน่าอยู่ สงบสุขและเจริญยั่งยืนอย่างมั่นคง” รศ.ดร.อิสสรีย์ กล่าว

กมลทิพย์ ใบเงิน เรียบเรียง

คนสนิทหน้าใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/people/453862

คนสนิทหน้าใหม่

คนสนิทหน้าใหม่1 มกราคม 2564 – 17:03 น.

นาทีนีไม่พูดถึงคนนี้ไมได้แล้ว “จ๊อบ สามารถ เจนชัยจิตรวนิช ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงยุติธรรม” มือขวา “สมศักดิ์ เทพสุทิน” ที่ทำผลงานโดดเด่นเข้าตาผู้ใหญ่กลายเป็นคนใกล้ชิดหน้าใหม่ของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ไปแล้ว

นาทีนี้คงจะไม่พูดถึงคนนี้ไม่ได้ “จ๊อบ สามารถ เจนชัยจิตรวนิช ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงยุติธรรม” มือขวา “สมศักดิ์ เทพสุทิน” ที่ทำผลงานโดดเด่นเข้าตาผู้ใหญ่กลายเป็นคนใกล้ชิดหน้าใหม่ของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ หลังจากที่เปิดตัวเข้าอวยพรเนื่องในวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 75 ปี “บิ๊กป้อม” เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ที่มูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด ถนนวิภาวดีรังสิต 

คนสนิทหน้าใหม่

โดยมีเหล่าบรรดานักการเมือง ทหาร คนสนิทชิดเชื้อญาติสนิท มิตรสหาย ตบเท้าเข้ามาร่วมอวยพรกันเป็นจำนวนมาก ซึ่งบรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่น

คนสนิทหน้าใหม่

                                                   สามารถ เจนชัยจิตรวนิช

แต่ที่ทำให้ “จ๊อบ สามารถ” เป็นที่รู้จักนั้นคือภาพวาดภาพหนึ่ง ที่ตั้งอยู่ภายในงานในวันนั้น ซึ่งเป็นภาพ พล.อ.ประวิตร นั่งสูบไปป์ โดยมี “นายสามารถ” นั่งย่อตัวอยู่ข้างๆ ให้เห็นถึงมุมชิลๆของ “ลุงป้อม” 

เห็นแบบนี้แล้วคงอดแซวไม่ได้ที่ “จ๊อบ สามารถ” จะขึ้นแท่นคนสนิทป้ายแดงที่ทำให้ “ลุงป้อม” แฮปปี้ หัวเราะได้ตลอด

ทำความรู้จัก…ทายาทรุ่นสอง ‘กลุ่มศรีเทพไทย’ ในวันที่ ‘พลาสติก’ กลายเป็นผู้ร้าย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ทำความรู้จัก…ทายาทรุ่นสอง ‘กลุ่มศรีเทพไทย’ ในวันที่ ‘พลาสติก’ กลายเป็นผู้ร้าย (komchadluek.net)

ทำความรู้จัก…ทายาทรุ่นสอง ‘กลุ่มศรีเทพไทย’ ในวันที่ ‘พลาสติก’ กลายเป็นผู้ร้าย

ทำความรู้จัก...ทายาทรุ่นสอง 'กลุ่มศรีเทพไทย' ในวันที่ 'พลาสติก' กลายเป็นผู้ร้าย13 ธันวาคม 2563 – 13:15 น.

ทำความรู้จัก…”ประเสริฐ ไตรจักรภพ” ทายาทรุ่นสอง ‘กลุ่มศรีเทพไทย’ กับความท้าทายในยุคที่ ‘พลาสติก’ กลายเป็นผู้ร้าย!!!

จากยุครุ่งเรืองของพลาสติก สู่ยุคพลาสติกกลายเป็นผู้ร้าย ถูกตีตราว่าเป็นต้นเหตุของปัญหา สิ่งแวดล้อมระดับโลก โจทย์ใหญ่ของอุตสาหกรรมพลาสติก กับการขับเคลื่อนคร้ังสำคัญของ อาณาจักรศรีเทพไทย ผ่านทายาทรุ่นที่สอง

“นายประเสริฐ ไตรจักรภพ” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยเวิลด์แวร์โพลีโพรดักส์ จำกัด และรองประธาน บริหารกลุ่มศรีเทพไทย ลูกชายคนโต ของนายสรสินธุและนางเพ็ญประภา ไตรจกัรภพ ซึ่งทั้งคู่เป็นผู้ก่อตั้ง”กลุ่มศรีเทพไทย”

โดยยึดหลักการบริหารภายใต้ปรัชญา “คุณธรรมนำธุรกิจ” มากว่า 50 ปี โดยธุรกิจหลักของกลุ่มศรีเทพไทยส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมพลาสติก ทั้งการเป็นผู้จัดจำหน่ายเม็ด พลาสติกรายใหญ่ระดับประเทศ

รวมถึงการแปรรูปพลาสติก เป็นบรรจุภัณฑ์อาหารพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว เป็นต้น นอกจากธุรกิจอุตสาหกรรมพลาสติกนั้น ทางกลุ่มศรีเทพไทยยังมีธุรกิจกลุ่มเคมีภัณฑ์ กลุ่มผลิตภัณฑ์ยาง กลุ่มยานยนต์ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ และกลุ่มเกษตรแปรรูป

“ที่ผ่านมา เราคงไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า นโยบายลดการใช้พลาสติกจากรัฐบาล เช่นการยกเลิกใช้ถุงพลาสติก ของห้างร้านเมื่อต้นปี ย่อมเกิดผลกระทบต่อธุรกิจของเราในบางส่วน ซึ่งเราก็พร้อมให้ความร่วมมือในการ ตอบสนองนโยบายรัฐ เช่น การยกเลิกโรงงานผลิตถุงพลาสติก แล้วไปให้ความสำคัญกับการพัฒนาสินค้าเพิ่ม มูลค่าตัวอื่นแทน”ทายาทรุ่นสองกลุ่มศรีเทพไทย ระบุ

ว่ากันว่า “นายประเสริฐ ไตรจกัรภพ” เป็นทายาทรุ่นที่สองของอาณาจักรศรีเทพไทย เป็นทั้งผู้ถือหุ้นใหญ่ และเป็น “กรรมการ” ในกลุ่มบริษัทศรีเทพไทยหลายบริษัท รวมทั้งเป็นกรรมการผู้จัดการ บริษัทไทยเวิลด์แวร์โพลีโพรดักส์ จำกัด เป็นบริษัทที่ “นายประเสริฐ” ได้เข้ามาบริหารอย่างใกล้ชิด

ดังนั้นจึงเรียกว่า “นายประเสริฐ” อยู่กับธุรกิจ อุตสาหกรรมพลาสติกมาหลายสิบปี จึงได้เห็นพลาสติกตั้งแต่ยุคบุกเบิกที่รุ่งเรือง จนเข้าสู่ยุคพลาสติกกลายเป็น ผู้ร้าย ที่ขยะพลาสติกเกลื่อนเมืองจนกลายเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อม และนำไปสู่นโยบายเลิกใช้พลาสติก 7 ชนิด ภายในปี 2568

แม้พลาสติกจะกลายเป็นผู้ร้าย แต่ที่ผ่านมาพลาสติกได้เป็นสินค้าสำคัญที่จำเป็นกับทุกธุรกิจ และอยู่ในชีวิตประจำวันของทุกคน

จากประสบการณ์ของ”นายประเสริฐ” ที่ผ่านมา จึงต้องกลับไปศึกษาที่สาเหตุจริงๆว่า วันนี้พลาสติกคือตัวปัญหา หรือปัญหาจากขยะพลาสติกกันแน่ที่เป็นต้นเหตุจริงๆ จากนั้นจึงเข้าสู่การแก้ไข ปัญหาให้ถูกจุด เพื่อเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสทางธุรกิจ

สำหรับสินคา้พลาสติก เมื่อนำไปใช้จนกลายเป็นขยะพลาสติก จะกลายเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมในระยะยาว เนื่องจากพลาสติกจะไม่สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ

“ดังนั้นสิ่งที่เราพร้อมแสดงจุดยืนเพื่อแก้ปัญหา สิ่งแวดล้อมในเบื้องต้น คือการร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ระดับประเทศเช่น ไออาร์พีซี ในการทำโครงการ Zero Plastic Waste เพื่อนำขยะพลาสติกกลับเข้าสู่วงจรของการ Recycle ให้มากที่สุด แล้วแปรรูปไปเป็นสินคา้อื่น เพื่อลด ปัญหาจากขยะพลาสติก” นายประเสริฐ กล่าวด้วยความมุ่งมั่น

ไม่เพียงเท่านั้น กลุ่มบริษัทศรีเทพไทย เน้นการรณรงค์ในรูปแบบต่างๆ ทั้งการจัดเสวนา กิจกรรมทางการตลาด การประชาสัมพนัธ์ ผ่านไปยังลูกค้าที่เป็น Brand Owner รายใหญ่ เช่น เบทาโกร และเคเอฟซี เพื่อหวงัสร้างกรีนซพัพลายเชน ให้เกิด การตระหนักและร่วมมือกันแก้ไขปัญหาขยะพลาสติกอย่างแท้จริง

แนวทางที่สอง กลุ่มบริษัทศรีเทพไทย มีความมุ่งมั่นที่จะใช้วิกฤตนี้พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ โดยเน้นนวัตกรรมบรรจุภณัฑ์ แบบย่อยสลายได้ (Compostable) โดยการร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ต่างๆ เพื่อแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีความรู้

โดยพร้อมสนับสนุนงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการลดขยะพลาสติก เพื่อลดปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนในระยะยาว

“อีกขั้นของการเติบโต แค่การผลิตสินค้าที่ดีที่สุด อาจไม่เพียงพออีกต่อไป แต่ในฐานะผู้ผลิต การมีส่วนร่วมในการรับผิดชอบต่อสินค้าที่ผลิตจนกลายเป็นขยะที่เป็นปัญหาสิ่งแวดล้อม เป็นเรื่องที่ผู้ผลิตและภาคเอกชนต้องจับมือกันหาแนวทางการแก้ไขในระยะยาว

เพราะโลกวันหน้าจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับเราทุกคนในวันนี้ ไทยเวลิดแ์วร์ฯ พร้อมเดินไปข้างหน้า เพื่อสร้างการเติบโตภายใต้แนวคิด “สมดุล มั่นคง ยั่งยืน และมีความสุข” นายประเสริฐ ฝากทิ้งท้าย

ทำความรู้จัก...ทายาทรุ่นสอง 'กลุ่มศรีเทพไทย' ในวันที่ 'พลาสติก' กลายเป็นผู้ร้าย
ทำความรู้จัก...ทายาทรุ่นสอง 'กลุ่มศรีเทพไทย' ในวันที่ 'พลาสติก' กลายเป็นผู้ร้าย
ทำความรู้จัก...ทายาทรุ่นสอง 'กลุ่มศรีเทพไทย' ในวันที่ 'พลาสติก' กลายเป็นผู้ร้าย
ทำความรู้จัก...ทายาทรุ่นสอง 'กลุ่มศรีเทพไทย' ในวันที่ 'พลาสติก' กลายเป็นผู้ร้าย

จากเด็กอาชีวะ สู่นักธุรกิจหมื่นล้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

จากเด็กอาชีวะ สู่นักธุรกิจหมื่นล้าน (komchadluek.net)

จากเด็กอาชีวะ สู่นักธุรกิจหมื่นล้าน

จากเด็กอาชีวะ สู่นักธุรกิจหมื่นล้าน2 ธันวาคม 2563 – 19:25 น.

เป็น ‘เด็กอาชีวะ’แล้วไง ทำความรู้จักเขาให้มากขึ้น ‘ดร.พระนาย กังวาลรัตน์’ อดีตเด็กอาชีวะ สู่นักธุรกิจหมื่นล้าน เรื่องและภาพโดย อลงกรณ์ รัตตะเวทิน

“การที่เราจะใช้ชีวิตการทำงานได้ดีนั้น อาจต้องมีต้นแบบและแรงบันดาจใจที่ดีด้วยเช่นกัน”

มุมมองจากศิษย์เก่าราชมงคล CEO รายใหญ่มากความสามารถระดับแถวหน้าของเมืองไทย ที่โดดเด่นทั้งเรื่องงานและการบริหาร สำหรับ ดร.พระนาย กังวาลรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เพาเวอร์ โซลูชั่น เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นธุรกิจด้านพลังงานและการบริหารจัดการพลังงานอย่างเป็นระบบ ที่น่าจับตามองอยู่ขณะนี้

ความสงสัยเริ่มต้นขึ้นเมื่อเอ่ยถึงชื่อ ‘พระนาย’ ซึ่งเป็นชื่อที่พระได้ตั้งให้ เป็นคำลำลองสำหรับผู้มีบรรดาศักดิ์ชั้นสูงในสมัยก่อน ปัจจุบันเขาอายุ 46 ปี จบปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล (ปัจจุบันคือ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี) ปริญญาโทและเอก วิศวกรรมศาสตร์ เช่นเดียวกันจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าคุณทหารลาดกระบัง

ดร.พระนาย เล่าว่า ตนเป็นชาวจังหวัดสุพรรณบุรี พ่อและแม่รับราชการ ทางบ้านผลักดันให้เรียนสูง ๆ เพราะเห็นว่าเป็นสิ่งเดียวที่มีค่าติดตัวเราไปตลอด หลังจากที่เรียนสายช่างมาตลอด ก็มุ่งตรงในการเรียนด้านวิศวกรรมศาสตร์ต่อไป ช่วงที่เรียน ป.ตรี นับเป็นช่วงที่สนุก มีพรรคพวกและความสัมพันธ์เหนียวแน่น การเดินทางไปเรียนสมัยนั้นค่อนข้างลำบาก จึงได้เช่าบ้านอยู่กับเพื่อนด้วยกันย่านพรธิสาร จ.ปทุมธานี

“ที่ราชมงคล สอนและสร้างสมความเป็นนักปฏิบัติ เน้นการใช้เครื่องไม้เครื่องมืออย่างเต็มที่ ให้ลุยหน้างานจริง ถือเป็นความโดดเด่นที่พิสูจน์ได้จนถึงทุกวันนี้”

ก่อนก้าวมาเป็น CEO เคยทำงานที่บริษัทโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ในประเทศไทยแห่งหนึ่งมาก่อน และเกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง จึงได้ผันตัวออกมาตั้งบริษัทเกี่ยวกับไฟฟ้าร่วมกับเพื่อนเป็นเวลา 2-3 ปี จนพบว่าตลาดที่เราถืออยู่นั้นเติบโต มีแนวโน้มที่ดีในอนาคต บวกกับทีมงานของเรามีความชำนาญและประสบการณ์มากขึ้น

จึงแยกส่วนมาตั้งเป็นบริษัทของตนเอง เริ่มต้นจากห้องแถวเล็ก ๆ ค่อยเป็นค่อยไปอย่างมั่นคง และเติบโตเรื่อยมาจนสามารถเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ปัจจุบันเติบโตกว่า 10 เท่าที่เป็นอยู่เดิม และมีสินทรัพย์มากกว่าหมื่นล้านบาทในธุรกิจไฟฟ้าและพลังงาน

บริษัทของเราทำ 4 ธุรกิจหลัก คือ (1) ธุรกิจออกแบบ จำหน่าย และติดตั้งระบบจ่ายไฟฟ้าและตรวจวัดจัดการสภาพแวดล้อม (2) ธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน และโรงไฟฟ้าพลังงานหลัก (3) ธุรกิจจำหน่ายและขนส่งผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมเหลว และ (4) ธุรกิจการก่อสร้าง และจัดหาทางวิศวกรรมของโรงไฟฟ้า คลังแก๊ส และคลังน้ำมัน อีกทั้งมีการลงทุนในธุรกิจขนส่งน้ำมันทางท่ออีกด้วย โดยมีลูกน้องผู้ร่วมงานกว่า 300 ชีวิต

ล่าสุดบริษัทได้รับรางวัลบริษัทจดทะเบียนยอดเยี่ยมแห่งปี Best Public Company of the Year 2020 จากวารสารการเงินธนาคาร “รางวัลดังกล่าว มองว่าเกิดขึ้นจากการเติบโตของบริษัท ผลกำไร การดูแลผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย รวมถึงธรรมาภิบาล หากมองย้อนกลับไปจากธุรกิจห้องแถวเล็ก ๆ ดังที่กล่าว จนจับต้องสินทรัพย์กว่าหมื่นล้านบาท นั่นอาจเป็นเพราะว่าเรามีเหล่ากัลยาณมิตรทางธุรกิจที่ดี”

ขณะที่ความสำเร็จทะยานขึ้นอย่างต่อเนื่อง พระนายก็ยอมรับว่ามีปัญหา อุปสรรค รวมถึงวิกฤตเกิดขึ้นอยู่บ้าง อย่างที่กำลังประสบอยู่คือการระบาดของโควิด-19 ซึ่งธุรกิจทุกภาคส่วน ทั้งเล็กกลางใหญ่ต่างได้รับผลกระทบด้วยกันทั้งสิ้นทั่วโลก

โดยบริษัทเองก็ประสบปัญหา กล่าวคือ มีการใช้พลังงานน้อยลง ทำให้ยอดขายลดลง รายได้หรือกำไรก็ลดลง แต่มองว่าเป็นโอกาสในการปรับตนเอง “กระแสเงินสด หรือ Cash Flow เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญมาก” เราต้องบริหารให้ดี รัดกุม ไม่ก่อให้เกิดหนี้เสีย มีการเจรจาลดดอกเบี้ยกับธนาคาร

นำการบริหารแบบ LEAN Management มาปรับใช้ ขณะเดียวกันเราก็ต้องใช้เทคโนโลยีให้เกิดประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการประชุมออนไลน์ การใช้ซอฟต์แวร์ในการพัฒนาตนเอง หรือแม้กระทั่งการดูแลป้องกันตนเอง

“บริษัทเราโชคดีอย่างหนึ่งที่มีคนรุ่นใหม่ไฟแรงมาร่วมงาน พวกเขาสามารถปรับตนเองได้ง่าย เรียนรู้ไว และกล้าที่จะแสดงความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนา”

หากจะมองหาคนร่วมงาน นอกจากการรับคนที่ตรงสาขาแล้ว จะพิจารณาถึงความรับผิดชอบ ความมุ่งมั่นทุ่มเท สิ่งเหล่านี้สังเกตได้จากการทดลองงาน และการประเมินผล ขณะเดียวกันก็ชอบที่คนกล้าลุยงาน และทำงานเป็นอย่างมืออาชีพ

แง่คิดสำคัญที่เชื่อมั่นและใช้มาตลอด นั่นคือ “ถ้าเราทำในสิ่งเราถนัด เราจะทำออกมาได้เป็นอย่างดี” บางคนหลงทางกับธุรกิจ สับสนตลาด สับสนกับลูกค้าเป้าหมาย ดังนั้นการมีทีมที่ปรึกษาทางธุรกิจ จึงเป็นเรื่องที่ดี

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับธุรกิจสตาร์ทอัพ ส่วนการสร้างความร่วมมือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในธุรกิจ ก็นับว่าเป็นสิ่งสำคัญประการหนึ่ง เนื่องจากเป็นผู้ร่วมอุดมการณ์ที่จะช่วยพาบริษัทก้าวต่อไป

ถามถึงแนวทางในอนาคตต่อจากนี้ พระนาย ตอบอย่างมั่นใจที่ว่า “ทุกธุรกิจและทุกบริษัท ต่างก็ต้องการความมั่นคง การเติบโตด้วยความแข็งแกร่ง เพื่อให้ดำรงอยู่ได้ต่อไป ภายใต้สถานการณ์แวดล้อมทั้งที่ควบคุมได้และไม่ได้ในเวลาเดียวกัน และนี่คือโจทย์ใหญ่อันสำคัญของนักบริหาร”

จากเด็กอาชีวะ สู่นักธุรกิจหมื่นล้าน
จากเด็กอาชีวะ สู่นักธุรกิจหมื่นล้าน
จากเด็กอาชีวะ สู่นักธุรกิจหมื่นล้าน
จากเด็กอาชีวะ สู่นักธุรกิจหมื่นล้าน

จากวิสัยทัศน์และมุมมองทั้งหมดนี้ ล้วนเป็นทักษะที่ ดร.พระนาย เรียนรู้ สั่งสม ทำให้บริษัทประสบความสำเร็จมาจนถึงทุกวันนี้ และสามารถเป็นต้นแบบจุดพลังให้กับผู้ประกอบการธุรกิจต่อไปได้

‘รุ้ง ปนัสยา’ ขึ้นแท่น 1 ใน 100 ผู้หญิงทรงอิทธิพลแห่งปี 2020 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

‘รุ้ง ปนัสยา’ ขึ้นแท่น 1 ใน 100 ผู้หญิงทรงอิทธิพลแห่งปี 2020 (komchadluek.net)

‘รุ้ง ปนัสยา’ ขึ้นแท่น 1 ใน 100 ผู้หญิงทรงอิทธิพลแห่งปี 2020

'รุ้ง ปนัสยา' ขึ้นแท่น 1 ใน 100 ผู้หญิงทรงอิทธิพลแห่งปี 202024 พฤศจิกายน 2563 – 16:50 น.

บีบีซีไทย เปิดเผยรายงาน “รุ้ง ปนัสยา – กชกร – ซินดี้” ขึ้นแท่น 100 ผู้หญิงผู้สร้างแรงบันดาลใจและทรงอิทธิพลของบีบีซีประจำปี 2020

บีบีซีไทยได้เผยแพร่รายงานการคัดเลือกผู้หญิง 100 คนจากทั่วโลก ผู้เป็นแรงบันดาลใจและทรงอิทธิพลประจำปี 2020 ของบีบีซี ซึ่งปรากฏว่า ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือรุ้ง แกนนำนักศึกษาของกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า “แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม

กชกร วรอาคม ภูมิสถาปนิก และซินดี้ สิรินยา บิชอพ นักขับเคลื่อนสิทธิสตรี จากประเทศไทย ได้รับคัดเลือกให้อยู่ในทำเนียบ 100 Women หรือผู้หญิง 100 คนจากทั่วโลก ผู้เป็นแรงบันดาลใจและทรงอิทธิพลประจำปี 2020 ของบีบีซี เคียงข้างผู้หญิงแถวหน้าจากประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก

โดยสตรีที่ได้รับคัดเลือกให้อยู่ในทำเนียบ 100 Women ของบีบีซีในปีนี้ มาจากหลากหลายสาขาอาชีพ รวมถึง ซันนา มารีน นายกรัฐมนตรี หัวหน้ารัฐบาลผสมหญิงล้วน จากประเทศฟินแลนด์, มิเชล โหย่ว ดาราดังจากเอเชียผู้ประสบความสำเร็จในวงการบันเทิงฮอลลีวู้ด และ ซาราห์ กิลเบิร์ต หัวหน้าทีมพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ของมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด

สำหรับในปีนี้โครงการ 100 Women ของบีบีซี มุ่งเน้นไปที่สตรีที่เป็นผู้นำในการสร้างความเปลี่ยนแปลงและความแตกต่างขึ้นในช่วงเวลาแห่งความวุ่นวายในสังคม จากวิกฤตโควิด-19 ที่แพร่ระบาดไปทั่วโลก ภายใต้แนวคิด “สตรีผู้นำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลง”

ทำความรู้จัก “ครูเบล” ผู้หญิงคนแรกที่เคยได้รับ 16 ทุน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/people/448201

ทำความรู้จัก “ครูเบล” ผู้หญิงคนแรกที่เคยได้รับ 16 ทุน

ทำความรู้จัก "ครูเบล" ผู้หญิงคนแรกที่เคยได้รับ 16 ทุน5 พฤศจิกายน 2563 – 16:30 น.

ทำความรู้จัก “ครูเบล” ผู้หญิงคนแรกที่เคยได้รับ 16 ทุนแลกเปลี่ยน จาก 10 ประเทศ ภายในเวลา 5 ปี เธอทำได้อย่างไร

การที่เราจะประสบความสำเร็จในสิ่งที่มุ่งหวังขณะเล่าเรียนในรั้วมหาวิทยาลัย และยังสามารถออกแบบชีวิตตัวเองได้ สิ่งแรกที่ต้องมีคือ Passion หรือ แรงผลักดันในการลงมือทำในสิ่งที่ชอบ

คุณศุภนุช ชือรัตนกุล (ครูเบล) อดีตนักศึกษาทุนแลกเปลี่ยน 10 ประเทศ และเป็นครูติวสอบเข้า AEIS ที่ 1 ของการเรียนประเทศสิงคโปร์ เปิดเผยว่า ในช่วงอายุ 18 – 25 ปี เป็นช่วงเวลาของการศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัยและการหาประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้กับชีวิต ซึ่งส่วนหนึ่งก็เพื่อหา Passion ของตัวเอง

ตอนนั้นหากเห็นว่ามีการเปิดรับสมัครทุนแลกเปลี่ยนในต่างประเทศหรือกิจกรรมพิเศษที่น่าสนใจและมีประโยชน์ก็จะสมัครเข้าสอบทั้งหมด  เพราะมองว่าคือโอกาสในการเรียนรู้ และสามารถสอบชิงทุนได้ 16 ทุน จาก 10 ประเทศ ภายในระยะเวลา 5 ปี

สำหรับทุนที่ทำให้มีประสบการณ์และได้เดินทางไปเยี่ยมสถานที่ต่าง ๆ คือ CBD COP 10 – NAGOYA 2010 : International Youth Conference on Biodiversity ปี 2010 ที่เมืองนาโกย่า ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งทำให้ได้รับประสบการณ์ที่ตรงกับสิ่งที่ตัวเองหลงใหลเกี่ยวกับด้านสิ่งแวดล้อมทางทะเลและการปลูกปะการัง

โครงการ CBD COP 10 – NAGOYA 2010 มีเยาวชน 31 คน ที่ได้รับคัดเลือกจากหลายประเทศทั่วโลกเข้าร่วมโครงการ อาทิ บราซิล โคลัมเบีย อินโดยนีเซีย และไทย เป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้เยาวชนได้แสดงความคิดเห็นและร่วมออกกฏหมายด้านสิ่งแวดล้อมโลก โดยให้โจทย์มาว่า “หากมองไปในอีก 20 ปีข้างหน้า ต้องการจะเห็นอะไรดี ๆ กับสิ่งแวดล้อม”

ทำความรู้จัก "ครูเบล" ผู้หญิงคนแรกที่เคยได้รับ 16 ทุน

จากนั้นโครงการฯ จะนำแนวคิดที่ได้นั้นนำไปเสนอเป็นกฏหมายสิ่งแวดล้อมโลก ซึ่งก็มีหลายความคิดเห็นที่โดดเด่น เช่น เยาวชนไม่ต้องการให้ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ (CO2) มากเกินไป หรือ การที่มีสัตว์สูญพันธุ์ถึง 40,000 ชนิดใน 1 ปี จะมีวิธีไหนที่จะให้สัตว์สูญพันธุ์น้อยลง เป็นต้น

ทำความรู้จัก "ครูเบล" ผู้หญิงคนแรกที่เคยได้รับ 16 ทุน

“เบล” เป็น 1 คนจากประเทศไทย โดยเริ่มส่งใบสมัครไปที่โครงการนี้โดยตรง ทางโครงการฯ ก็จะมีการซักประวัติว่า เคยมีประสบการณ์ทำอะไรมาบ้างเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม และเมื่อสอบสัมภาษณ์ผ่านเข้าไปได้แล้ว ผู้เข้าร่วมโครงการฯ จะต้องอยู่ร่วมประชุมที่นาโกย่าเป็นเวลา 20 สัปดาห์ ซึ่งทางญี่ปุ่นก็ได้แสดงความยินดีกับประเทศไทย โดยให้ความเห็นว่า ประเทศไทยมีความอุดมสมบูรณ์สูงทางธรรมชาติ

สำหรับ 16 ทุนแลกเปลี่ยนที่ได้รับ จาก 10ประเทศ ในระยะเวลา 5 ปี ได้แก่

ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้แก่ ทุน

Study of the U.S. Institutes for Student Leaders on Global Environmental Issues

East Asia and Pacific ที่รัฐ Hawaii, Colorado และ Washington DC

ประเทศญี่ปุ่น ได้แก่ ทุน

ได้เข้าประชุมที่ Japan ASEAN Youth Conference ที่เมือง Tokyo & Sendai

COP 10 : International Youth Conference on Biodiversity ปี 2010 ที่เมือง Nagoya

Denso Youth for Earth Action ที่เมือง Tokyo

งาน Research on Seal tagging and co-management plan in Cape Erimo ที่เมือง Hokkaido

ทำความรู้จัก "ครูเบล" ผู้หญิงคนแรกที่เคยได้รับ 16 ทุน

ประเทศเวียดนาม ได้แก่ ทุน

งาน Denso Youth for Earth Action ที่เมือง Hanoi

ประเทศสิงค์โปร์ ได้แก่ ทุน

JEEF Young Environmental Leadership Program in Asia

ประเทศมาเลเซีย ได้แก่ ทุน

ในงาน Intern at Sea Turtle Research Unit SEATRU ที่เกาะ Redang

ประเทศอินโดนิเซีย ได้แก่ ทุน

East Asia Climate Leadership Workshop ที่เมือง East Java

ประเทศตุรกี ได้แก่ ทุน

350 Global Power Shift ที่เมือง Istanbul

ประเทศกัมพูชา ได้แก่ ทุน

Research on watershed funded by World Bank ที่เมือง Koh Kong

ประเทศฟิลิปปินส์ ได้แก่ ทุน

ได้เข้าร่วมงาน ASEAN Young Professionals Volunteers Corps ที่เมือง Manila

LEAD ASEAN youth summit ที่เมือง Manila

ประเทศไทย ได้แก่ ทุน

Research Assistant for Coral Restoration Project, ที่เกาะหมาก จังหวัดตราด

กิจกรรมรณรงค์เรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่ได้เข้าร่วม

– Saving Sharks, Saving Us campus Campaign

– Thailand Power Shift 2013 Bootcamp

– Me-Grant Youth Camp

“ความคิดของเบล คือ เราไม่จำเป็นต้องเบียดเบียนสัตว์ให้สูญพันธุ์ หรือแม้แต่มนุษย์ด้วยกัน ที่จะต้องถูกเบียดเบียนจนกระทบถึงการดำเนินชีวิตหรือไม่มีที่ยืนในสังคม ซึ่งตรงนี้อยากจุดประกายให้เด็กๆ ได้เห็น ได้ค้นหา Passion ทำในสิ่งที่ชอบ ชอบสิ่งไหนให้ลงมือทำ” ครู เบล ฝากถึงเด็กๆอย่าหยุดฝัน  

ทำความรู้จัก "ครูเบล" ผู้หญิงคนแรกที่เคยได้รับ 16 ทุน

ขณะเดียวกัน ครูเบล อยากฝากถึงผู้ปกครองด้วยว่า หากเห็นว่าเด็กมีความฝัน แม้จะเป็นเรื่องที่ไม่สามารถทำเงินได้ ก็ควรให้การสนับสนุน เพราะความฝันของเด็กมักจะเกิดขึ้นเป็นช่วงๆ ซึ่งการสนับสนุนก็ไม่ได้แปลว่าเด็กเหล่านั้นจะต้องทำสิ่งนั้นไปตลอดชีวิต แต่เป็นการให้เขาได้มีประสบการณ์ในชีวิต ได้ลองผิดลองถูก ได้มีวิธีคิด และทักษะการแก้ไขปัญหาจากการได้ลงมือทำด้วยตัวเอง” ครูเบล กล่าวทิ้งท้าย 

งานไม่เคยทำให้เราทุกข์ ถ้าเราทำมันด้วยความสุข #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/people/446069

งานไม่เคยทำให้เราทุกข์ ถ้าเราทำมันด้วยความสุข

งานไม่เคยทำให้เราทุกข์ ถ้าเราทำมันด้วยความสุข

14 ตุลาคม 2563 – 16:08 น.

ท๊อฟฟี่ ภควัต อุดชัย พนักงานโรงแรมผู้ที่ไม่เคยยอมแพ้กับโชคชะตา หันมาทำทุกอย่างเพื่อใช้เวลาในการตามหาความฝัน

ท๊อฟฟี่ ภควัต อุดชัย พนักงานโรงแรมที่แม้ต้องหยุดงานถึง 3 เดือน แต่เขาก็ไม่ยอมแพ้ หันมาทำงานทุกอย่าง และไม่เกี่ยงว่าจะเป็นงานประเภทไหนเค้าใช้เวลาอยู่กับมันและทำอย่างมีความสุข และกล้าที่จะเสี่ยงกับมัน เพื่อใช้เวลาที่มีในการตามหาความฝัน เพราะสิ่งที่เค้าทำมันคือ “ความสุข” นอกจะทำให้ตัวเองและครอบครัวแล้วเขายังคอยมอบ“ความสุข” ให้กับคนรอบข้างด้วยการเป็น “ผู้ให้” ถึงแม้จะเล็กน้อยแต่ก็ทำมันด้วยใจ

งานไม่เคยทำให้เราทุกข์ ถ้าเราทำมันด้วยความสุข

ท๊อฟฟี่ ภควัต อุดชัย

งานไม่เคยทำให้เราทุกข์ ถ้าเราทำมันด้วยความสุข

ท๊อฟฟี่ ภควัต อุดชัย

งานไม่เคยทำให้เราทุกข์ ถ้าเราทำมันด้วยความสุข

ไพบูลย์ สุดลาภา วัย 75 ปี จาก “อดีตนักบิน” สู่ “นักศึกษากราฟิกปี 2” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/people/445474

ไพบูลย์ สุดลาภา วัย 75 ปี จาก “อดีตนักบิน” สู่ “นักศึกษากราฟิกปี 2”

ไพบูลย์ สุดลาภา วัย 75 ปี จาก "อดีตนักบิน" สู่ "นักศึกษากราฟิกปี 2"

7 ตุลาคม 2563 – 16:43 น.

โชคชะตา ทำให้ด้วยใจที่รัก “ศิลปะ” และ “การเรียนรู้” พาคุณปู่วัย 75 ปี กลับมาใช้ชีวิตเป็นนักศึกษาอีกครั้ง

คุณปู่ไพบูลย์ สุดลาภา นักศึกษาชั้นปีที่ 2 สาขาสาขาวิชาออกแบบกราฟิกและอินโฟร์ วัย 75 ปี ผู้ที่ใช้ชีวิตผ่านร้อนผ่านหนาว ทั้ง “หนีภัยทางการเมือง” จนกลายเป็น “นักบินขับไล่” สู่การเป็นสุดยอด “ทหารแห่งกองทัพสหรัฐอเมริกา” คนไทยคนแรกที่ได้ติดยศสูงสุด

ไพบูลย์ สุดลาภา วัย 75 ปี จาก "อดีตนักบิน" สู่ "นักศึกษากราฟิกปี 2"

หลังจากใช้ชีวิตเป็นทหารแห่งกองทัพสหรัฐอเมริกา จนครบวาระแล้ว ทำให้คุณปู่ได้กลับมายังบ้านเกิดอีกครั้ง โชคชะตาและหัวใจที่รักศิลปะ ก็นำพาคุณปู่มาสู่ “ความสุข” ในการกลับมาเป็นนักศึกษาอีกครั้งหนึ่ง พร้อมกับความคิดที่ว่า “การได้ไปโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยเป็นความรู้สึกดีที่ปฏิเสธไม่ได้…”

ไพบูลย์ สุดลาภา วัย 75 ปี จาก "อดีตนักบิน" สู่ "นักศึกษากราฟิกปี 2"

เสียงสะท้อนจากหัวใจ เรียนรู้การพึ่งพาตนเอง สู่การดำเนินชีวิตที่มั่นคงอย่างยั่งยืน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/people/445410

เสียงสะท้อนจากหัวใจ เรียนรู้การพึ่งพาตนเอง สู่การดำเนินชีวิตที่มั่นคงอย่างยั่งยืน

เสียงสะท้อนจากหัวใจ เรียนรู้การพึ่งพาตนเอง สู่การดำเนินชีวิตที่มั่นคงอย่างยั่งยืน7 ตุลาคม 2563 – 10:03 น.

อุ้ม-คนึงนิตย์ ชนะโม ต้นกล้าชุมชน รุ่นที่ 5 สมาชิกกลุ่มชาวนาไทนอีสาน ผู้จัดอบรมโครงการต้นกล้าชุมชนโครงการพิเศษเพื่อช่วยเหลือฟื้นฟู Covid-19

 เราอยู่ในยุคที่โลกมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา มีวิกฤตเกิดขึ้นมากมายที่เราต้องเผชิญ เช่น ปัญหาด้านสุขภาพและด้านเศรษฐกิจ ทำให้มีผู้คนจำนวนมากต้องสูญเสียรายได้จากการทำธุรกิจหรือการประกอบอาชีพ โดยเฉพาะคนต่างจังหวัดที่เข้ามาทำงานในเมืองด้วยหวังจะมีอาชีพ มีรายได้ที่มั่นคงเพื่อเลี้ยงปากท้องตัวเองและคนในครอบครัว แต่เมื่อเกิดวิกฤตโควิด-19 ขึ้น ทำให้ขาดรายได้จึงจำเป็นต้องเดินทางกลับถิ่นฐานบ้านเกิดเพื่อตั้งหลัก 

จุดเริ่มต้นของการให้

อุ้ม-คนึงนิตย์ ชนะโม หนึ่งในสมาชิกโครงการ ต้นกล้าชุมชน รุ่นที่ 5 และสมาชิกกลุ่มชาวนาไทอีสานที่รวมตัวกันทำเกษตรอินทรีย์แบบพึ่งพาตนเองเพื่อสร้างความมั่นคงทางด้านอาหารและความหลากหลายทางชีวภาพ เห็นว่ากลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 เป็นกลุ่มที่ต้องการผู้แนะนำในการเริ่มต้นทำอาชีพอะไรบางอย่างให้มีรายได้เลี้ยงดูตัวเองและครอบครัว อุ้ม จึงได้จัดอบรมเพื่อถ่ายทอดทักษะวิชาจากประสบการณ์ที่สั่งสมมาและความเชี่ยวชาญในการทำเกษตรอินทรีย์แบบพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน ให้เป็นประโยชน์ต่อกลุ่มผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ให้มีความรู้ มีแนวทางการพึ่งพาตนเองและนำไปปรับใช้ได้จริงกับพื้นที่ของตัวเอง

โอกาสที่ได้รับ ตอบโจทย์กับสิ่งที่ทำ

อุ้ม ได้นำเสนอความคิดนี้กับมูลนิธิเอสซีจีและได้รับการสนับสนุนงบประมาณเพื่อจัดอบรมการเรียนรู้การพึ่งพาตนเองด้านการสร้างพื้นที่อาหาร การเก็บเมล็ดพันธุ์ และการทำนาเพื่อนำไปสู่ความมั่นคงทางอาหารและการทำเกษตรพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน ภายใต้โครงการ ‘ต้นกล้าชุมชนโครงการพิเศษ เพื่อช่วยเหลือฟื้นฟู COVID-19’ ที่บ้านอาจารย์ตุ๊หล่าง แก่นคำกล้า พิลาน้อย ต.ป่าติ้ว อ.กุดชุม จ.ยโสธร เป็นศูนย์การเรียนรู้เกี่ยวกับข้าวหลากหลายสายพันธุ์ การอบรมครั้งนี้มีครูสอนการทำเกษตรอินทรีย์และมีทีมกลุ่มชาวนาไทอีสานเป็นพี่เลี้ยงช่วยดูแล ในระยะเวลา 3 วัน 2 คืน (วันที่ 21-23 สิงหาคม 2563) โดยมีผู้มาอบรมทั้งหมด 13 คน ซึ่งจะได้เห็นภาพทำเกษตรอินทรีย์ทั้งหมดครบทุกกระบวนการตั้งแต่เรื่องข้าว พืช ผัก เมล็ดพันธุ์ และความรู้ด้านปศุสัตว์ ได้เรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ เพื่อให้ผู้มาอบรมได้นำความรู้กลับไปใช้ได้จริงกับพื้นที่ของตนเอง โดยมีรายละเอียดกิจกรรมการเรียนรู้ดังนี้

เสียงสะท้อนจากหัวใจ เรียนรู้การพึ่งพาตนเอง สู่การดำเนินชีวิตที่มั่นคงอย่างยั่งยืน

วันที่ 1 : เรียนรู้เกี่ยวกับความมั่นคงทางอาหาร วิธีคัดพันธุ์ข้าว และการเตรียมแปลงปักดำสำหรับเพาะต้นกล้า และทำอาหารโดยนำพืชผักที่อยู่ในศูนย์การเรียนรู้ฯ มาประกอบอาหาร

เสียงสะท้อนจากหัวใจ เรียนรู้การพึ่งพาตนเอง สู่การดำเนินชีวิตที่มั่นคงอย่างยั่งยืน

วันที่ 2 : เรียนรู้เกี่ยวกับวงจรของข้าว รู้จักกล้าข้าวพื้นเมือง และลงมือทำแปรรูปอาหาร ขนม จากข้าวและแป้งข้าวพื้นเมือง อีกทั้งยังให้ผู้อบรมเรียนรู้การแปรรูปอาหารและขนมจากข้าวและแป้งข้าวพื้นเมือง และได้ลงมือทำจุลินทรีย์ปุ๋ยหมักสำหรับใช้ในแปลงข้าวและแปลงผัก ผู้อบรมทุกคนจะได้รับหัวเชื้อทำจุลินทรีย์ปุ๋ยหมักกลับไปเพื่อนำไปใช้ในพื้นที่ของตนเองด้วย

เสียงสะท้อนจากหัวใจ เรียนรู้การพึ่งพาตนเอง สู่การดำเนินชีวิตที่มั่นคงอย่างยั่งยืน

วันที่ 3 : เรียนรู้เกี่ยวกับการปลูกผัก การเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าว/ผัก คัดพันธุ์ปลา และความรู้เกี่ยวกับปศุสัตว์ เพื่อให้เป็นการเรียนรู้วิถีเกษตรยั่งยืนแบบครบวงจร

แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อชีวิตที่มั่นคงอย่างยั่งยืน

ผู้ที่มาอบรมในครั้งนี้จะได้รับความรู้แบบครบทุกกระบวนการที่สามารถนำไปปรับใช้ได้กับทุกอาชีพและคนทุกกลุ่ม ไม่ใช่เฉพาะเกษตรกรเท่านั้น หากทุกคนเข้าใจและยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ก็จะทำให้มีภูมิคุ้มกัน มีความสมดุลในชีวิตซึ่งจะนำไปสู่ “ความสุข” อย่างแท้จริง

“แม้ว่าผู้อบรมยังไม่ได้ลงมาทำเกษตรแบบเต็มตัว
แต่อย่างน้อยพวกเขาจะได้มีความรู้และมีภูมิคุ้มกันให้กับตัวเอง
หากเกิดวิกฤตอะไรก็ตาม พวกเขาจะสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน”

เสียงสะท้อนจากหัวใจ เรียนรู้การพึ่งพาตนเอง สู่การดำเนินชีวิตที่มั่นคงอย่างยั่งยืน

ขอบคุณ : มูลนิธิเอสซีจี