บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ทาสโรมันกับสิงโต

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ทาสโรมันกับสิงโต

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ทาสโรมันกับสิงโต

วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

              กว่าสองพันปีมาแล้ว ขณะที่อาณาจักรโรมันกำลังรุ่งโรจน์ โดยมีกรุงโรมเป็นเมืองหลวง มีทาสแอฟริกันหนุ่มนามว่า อันโดรเคลส (Androcles) เขาต้องทำงานหนักและถูกปฏิบัติอย่างทารุณจากนายเงินผู้ใจจืดใจดำ จนวันหนึ่งอันโดรเคลสตัดสินใจเสี่ยงชีวิต หนีออกจากเมืองมุ่งหน้าเข้าสู่ป่าลึกเพื่อหาอิสรภาพ

              ขณะที่เขากำลังพักเหนื่อยซ่อนตัวในถ้ำแห่งหนึ่ง อันโดรเคลสต้องตกใจสุดขีดเมื่อเผชิญหน้ากับสิงโตตัวมหึมา ที่เขาพยายามจะวิ่งหนี แต่สังเกตเห็นว่าสิงโตตัวนั้นนอนดิ้น ส่งเสียงร้องครางด้วยความเจ็บปวดและยื่นอุ้งเท้าหน้ามาข้างหน้าอย่างน่าเวทนา ด้วยความเมตตา อันโดรเคลสจึงเข้าไปดูใกล้ๆ พบว่ามี “หนามแหลมขนาดใหญ่” ปักลึกอยู่ที่อุ้งเท้าของมันจนบวมเป่ง เขาจึงรวบรวมความกล้าแล้วค่อยๆ ดึงหนามนั้นออกให้อย่างเบามือ สิงโตใช้ลิ้นเลียมืออันโดรเคลสแสดงความขอบคุณ

              ตั้งแต่นั้นมา ทั้งทาสหนุ่มและเจ้าป่าก็กลายเป็นเพื่อนรักกัน และทั้งคู่ก็ได้อาศัยอยู่ในถ้ำนั้นอย่างสงบสุข ก่อนที่จะแยกย้ายกันไป 

              ต่อมาอันโดรเคลสถูกทหารโรมันจับตัวได้ ในสมัยนั้นทาสที่หลบหนีเจ้านายจะถูกลงโทษอย่างรุนแรงด้วยการ “โยนให้สัตว์ร้ายกิน” ต่อหน้าสาธารณชนในสนามโคลอสเซียม เมื่อวันตัดสินมาถึง ทาสอันโดรเคลสถูกส่งลงไปกลางสนามอันกว้างใหญ่ เมื่อประตูกรงก็เปิดออก สิงโตที่ถูกขังอดอาหารหลายวันจนหิวโหยและดุร้ายตัวหนึ่งคำรามเสียงกึกก้อง แล้วกระโจนออกมาอย่างบ้าคลั่ง

              แต่แล้วสิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น! เมื่อสิงโตเข้ามาใกล้ แทนที่จะตะปบเหยื่อ มันกลับหมอบตัวลง แล้วเลียมือของอันโดรเคลส ด้วยความรักเหมือนแมวเชื่อง

              กษัตริย์โรมันและผู้ชมทั่วทั้งสนามต่างตกตะลึงกับภาพที่เห็น กษัตริย์จึงเรียกอันโดรเคลสไปซักถาม เมื่อทรงทราบเรื่องราวความเมตตาที่อันโดรเคลสมีต่อสัตว์และความกตัญญูของสิงโต กษัตริย์ทรงประทับใจมากจึงให้ปล่อยอันโดรเคลสเป็นอิสระ ไม่ต้องเป็นทาสอีกต่อไป และสิงโตตัวนั้นก็ถูกปล่อยกลับคืนสู่ป่าตามธรรมชาติ

              จักรพรรดิ ได้เห็นความกตัญญูของสิงโตที่มีต่อแอนโดรเคิล จึงมีความยินดีในการทำดีของแอนโดรเคิล (ปัตตานุโมทนามัย) แล้วปล่อยให้แอนโรเคิลและสิงโตเป็นอิสระ โดยมีฝูงชนร่วมอนุโมทนาด้วย                          

              นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: “การช่วยเหลือคนหรือสัตว์ที่ตกอยู่ในภาวะยากลำบาก เป็นความดีที่ควรสรรเสริญ” 

              เรียบเรียงจากนิทานโรมันโบราณและนิทานอีสป เรื่อง ทาสกับสิงโต (The Slave and the Lion) ซึ่ง เบอร์นาด ชอว์ (George Bernard Shaw) นำมาเขียนเป็นบทละครเสียดสีสังคม แต่ไม่อาจยืนยันได้ว่าเป็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นจริงหรือไม่

อาทร จันทวิมล

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ลูกเสือช่วยชีวิตประธานาธิบดี

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ลูกเสือช่วยชีวิตประธานาธิบดี

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ลูกเสือช่วยชีวิตประธานาธิบดี

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                     ประเทศมัลดีฟส์ เป็นหมู่เกาะ 1,190 เกาะ อยู่ในมหาสมุทรอินเดียใกล้ประเทศศรีลังกา ล้อมรอบด้วยน้ำทะเลสีครามสดใส เมื่อมองจากด้านบนจะเห็นปลา กุ้ง หอย และปะการังใต้ทะเลอันสวยงาม จนคนทั่วโลกนิยมไปท่องเที่ยว

                     ไจแซม ( Mohammed Jaisham Ibrahim) เป็นลูกเสือหนุ่มอายุ 15 ปีของโรงเรียน กียาสุดิน  ประเทศมัลดีฟส์  เขาเป็นลูกเสือที่มีความมุ่งมั่นและภาคภูมิใจในเครื่องแบบของเขา ไจแชมจดจำคำปฏิญาณและกฎของลูกเสือได้ขึ้นใจ โดยเฉพาะข้อที่ว่า “ลูกเสือเป็นมิตรกับทุกคนและเป็นพี่น้องกับลูกเสืออื่นทั่วโลก (A Scout is a friend to all and a brother to every other Scouts) และ ลูกเสือจะช่วยเหลือผู้อื่นทุกเมื่อ (Help other people at all times)”

                     วันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2551 เป็นวันที่ชาวเมืองบนเกาะโฮอาราฟูชิ (Horafushi) ตื่นเต้นเป็นพิเศษ เพราะประธานาธิบดี มอมูน อับดุล กายูม วัย 70 ปี จะเดินทางมาร่วมชุมนุมของชนเผ่า และเยี่ยมเยียนประชาชน คนมากมายมาต้อนรับ รวมถึงไจแชมที่สวมชุดลูกเสือเต็มยศ ยืนอยู่แถวหน้าสุดด้วยความสงบเรียบร้อย

                   ขณะที่ท่านประธานาธิบดีกำลังเดิน จับมือทักทายกับลูกเสือและประชาชนอย่างใกล้ชิด ทันใดนั้น ก็มีชายว่างงานอายุ 20 ปี คนหนึ่งท่าทางคล้ายทหารไว้หนวด ยืนปะปนกับประชาชนด้านหลังชองแถวลูกเสือ คนร้ายผลักตัวลูกเสือ แล้วกระโดดพุ่งพรวดออกมาจากฝูงชน ในมือของเขาซ่อนมีดทำครัวเล่มยาวไว้ใต้ธงชาติมัลดีฟส์ เขาเงื้อมือที่ถือมีด ขึ้นสุดแขนหมายจะแทงเข้าที่ท้องของท่านประธานาธิบดี พร้อมกับตะโกนว่า  “อะหล่า อัคบาร์” ซึ่งเป็นภาษาอาหรับแปลว่า “พระเจ้าเป็นใหญ่ที่สุด” 

                   เหตุการณ์เกิดขึ้นเร็วมาก จนคนรอบข้างตกตะลึง จนทำอะไรไม่ถูก แต่ด้วยสติและสัญชาตญาณของลูกเสือที่ฝึกฝนมาให้ “จงเตรียมพร้อม Be Prepare”  ไจแชมไม่วิ่งหนี แต่พุ่งตัวเข้าไปขวางหน้าท่านประธานาธิบดีไว้ แล้วใช้มือเปล่าทั้งสองข้างแย่งมีดคมกริบจากคนร้ายอย่างสุดแรง!

                   “โอ๊ย!” ไจแชมร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด เลือดสีแดงสดไหลอาบมือของเขา แต่ไจแซมไม่กลัว นิ้วมือเล็กๆ ของเขา ยังคงกำมีดของคนร้ายไว้แน่นไม่ยอมปล่อย จนกระทั่งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเข้ามาควบคุมตัวคนร้ายไว้ได้

                    ประธานาธิบดีมัลดีฟ ปลอดภัยอย่างปาฏิหาริย์  มีเลือดเปื้อนเสื้อประธานาธิบดี ซึ่งไม่ใช่เลือดของท่าน แต่เป็นเลือดของลูกเสือไจแซมผู้กล้าหาญที่บาดเจ็บขณะแย่งมีดกับคนร้าย คนร้าย 4 คนถูกจับกุม ตำรวจสอบสวนได้ความว่า เป็นพวกหัวรุนแรงทางศาสนา ที่ต่อต้านการรุกรานของสหรัฐอเมริกาในอิรัก และอาฟกานิสถาน แล้วไม่พอใจที่ประธานาธิบดีกายูมสนับสนุนสหรัฐ 

                    ท่านประธานาธิบดีหันมามองเด็กหนุ่มในชุดลูกเสือ ที่ยืนกุมมือที่บาดเจ็บด้วยความซาบซึ้งใจ ไจแชมไม่ได้ต้องการชื่อเสียงหรือรางวัล แต่เขาทำไปเพราะหัวใจที่กล้าหาญและต้องการปกป้องประธานาธิบดี ซึ่งเป็นหัวหน้าลูกเสือของมัลดีฟ ตามหน้าที่ของลูกเสือ

                    ไจแซมบอกว่า “เมื่อโตขึ้นผมอยากเป็นตำรวจ  เพราะผมต้องการปกป้องประเทศมัลดีฟส์ของผม”

                    เรื่องราวของไจแชมโด่งดังไปทั่วโลก เขากลายเป็นวีรบุรุษตัวน้อยที่พิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่า “ความกล้าหาญไม่ได้ขึ้นอยู่กับอายุ แต่ขึ้นอยู่กับจิตใจที่เข้มแข็งและเสียสละ” และนี่คือจิตวิญญาณที่แท้จริงของลูกเสือที่โลกไม่เคยลืม

                    การกระทำของลูกเสือไจแซมเป็นการทำความดีตามบุญกิริยาวัตถุ 10 ในข้อ 6 การเสียสละ ช่วยเหลือผู้อื่น (ปัตติทานมัย) เพราะยอมเอาเลือดเนื้อของตนปกป้องชีวิตของประธานาธิบดีมัลดีฟส์  

                    นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: “การช่วยเหลือผู้อื่นเป็นความดีที่โลกสรรเสริญ”

                    เรียบเรียงจาก รายงานของสำนักงานลูกเสือโลก ลูกเสือช่วยชีวิตประธานาธิบดีมัลดีฟจากการถูกฆาตกรรม Scout saves Maldives President from assassination https://www.scout.org/node/1781

                                                                                     อาทร  จันทวิมล

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ กองอาทมาต และขุนรองปลัดชู: ผู้พลีชีพรักษาแผ่นดิน

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ กองอาทมาต และขุนรองปลัดชู: ผู้พลีชีพรักษาแผ่นดิน

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ กองอาทมาต และขุนรองปลัดชู: ผู้พลีชีพรักษาแผ่นดิน

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                    ในประวัติศาสตร์การศึกสงครามระหว่างไทยกับพม่า ชื่อของ “ขุนรองปลัดชู” และ “กองอาทมาต” หรือ อาจ์สามารถ อาจไม่ได้รับการกล่าวขวัญถึงบ่อยเท่าศึกบางระจัน แต่หากพินิจถึงความกล้าหาญและความเสียสละที่สู้จนตัวตายเพื่อถ่วงเวลาให้แผ่นดินแม่แล้ว เรื่องราวนี้คือ “ตำนานแห่งความดี” ที่ทหารและคนไทยทุกคนควรน้อมนำมาเป็นแบบอย่าง

                    ขุนรองปลัดชู เป็นครูดาบสองมือ และเป็นผู้นำในกรมการเมืองวิเศษชัยชาญ (ปัจจุบันอยู่ในจังหวัดอ่างทอง) ท่านไม่ได้เป็นทหารอาชีพโดยตำแหน่ง แต่เป็นผู้นำท้องถิ่นที่มีหัวใจรักชาติ เมื่อปี พ.ศ. 2302 ยุคกรุงศรีอยุธยาตอนปลายสมัยพระเจ้าเอกทัศน์ พวกพม่าสมัยพระเจ้าอลองพญาได้ยกทัพใหญ่เข้ามาโจมตีกรุงศรีอยุธยาทางด่านสิงขร (จังหวัดประจวบคีรีขันธ์) 

จิตรกรรมฝาผนังแสดงเหตุการณ์วีรกรรมของ “ขุนรองปลัดชู” จัดแสดงในอาคารภาพปริทัศน์ อนุสรณ์สถานแห่งชาติ วาดโดย ปรีชา เถาทอง และคณะ.

                        ขุนรองปลัดชูได้รวบรวมชาวบ้านบางจัก ที่เป็นชายฉกรรจ์ผู้มีฝีมือดาบและวิชาอาคมจำนวน 400 คน จากเมืองวิเศษชัยชาญ จัดตั้งเป็น “กองอาทมาต” ซึ่งเป็นกองกำลังอาสา เข้าร่วมกับพระยารัตนาธิเบศร์ เดินทางลงใต้ เพื่อสกัดกั้นทัพพม่าที่ยกมาทางมะริดและตะนาวศรี ผ่านด่านสิงขร เมืองกุย มุ่งหน้าสู่กรุงศรีอยุธยา

                        ทัพพม่า ยกมาจากกรุงอังวะ ภายใต้การนำของ มังมหานรธา มีกำลังพลราว 8,000 คน ในขณะที่กองอาทมาตมีเพียงทหาร 400 คน ขุนรองปลัดชูตั้งกองกำลังสกัดพม่าที่ “หาดหว้าขาว” ในเมืองกุยบุรี (ปัจจุบันอยู่ในตำบลอ่าวน้อย อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์)

                         กองอาทมาตของรองปลัดชู ไม่ได้รบแบบตั้งรับ แต่ใช้การซุ่มโจมตีและบุกทะลวงในระยะประชิดด้วยดาบสองมือ เพื่อใช้ความคล่องตัวเข้าสู้ กับจำนวนที่มากกว่า การรบดำเนินไปอย่างดุเดือดตั้งแต่เช้าจรดเย็น เล่ากันว่าทหารพม่าล้มตายเป็นจำนวนมาก จากคมดาบของกองอาทมาต

                        แม้จะรู้ว่าไม่มีทางชนะพม่า ด้วยจำนวนที่ต่างกันมหาศาล แต่กอง อาทมาตไม่ยอมวางดาบหรือหันหลังหนี ทั้ง 400 ชีวิตรวมถึงขุนรองปลัดชู ทำการต่อสู้พม่าที่ต้อนกองอาทมาตลงทะเล จนถูกฆ่าฟันสิ้นชีวิตในสนามรบ หมดทั้ง 400 คน  ณ ชายหาดหว้าขาวแห่งนั้น ส่วนกองทัพพม่าเมื่อผ่านเมืองกุยบุรีได้แล้ว ก็ยกทัพผ่านเมืองปราน เพชรบุรี ราชบุรี มายังกรุงศรีอยุธยาโดยสะดวก เนื่องจากแนวรับต่าง ๆ ในลำดับถัดมาของฝ่ายอยุธยาถูกตีแตกในเวลาอันสั้น

สงครามคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 บ้านเมืองถึงคราววิบัติ “ล่มสลาย” บ้านแตกสาแหรกขาด ภาพนี้เป็นจิตรกรรมฝาผนังจัดแสดงภายในอาคารภาพปริทัศน์ อนุสรณ์สถานแห่งชาติ.:

                  ในปัจจุบัน ที่ตำบลบางจัก อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง มีการสร้างวัดสี่ร้อย และอนุสาวรีย์ขุนรองปลัดชู ไว้ เพื่อเป็นการรำลึกถึงความกล้าหาญของกองอาทมาต 400 ชีวิต ที่ทำให้เราเห็นว่า “ความดี” ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือการรู้จักหน้าที่และเสียสละส่วนตนเพื่อส่วนรวม

                   การกระทำของกองอาทมาตและขุนรองปลัดชูเป็นการกระทำความดีตามบุญกิริยาวัตถุ ข้อ 6 การแบ่งปันความสุขของตนเองให้ผู้อื่น โดยสละชีพเพื่อชาติ

อาทร  จันทวิมล

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ปลูกต้นยางนา สร้าง “บ่อน้ำมันจากต้นไม้”

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ปลูกต้นยางนา สร้าง “บ่อน้ำมันจากต้นไม้”

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ปลูกต้นยางนา สร้าง “บ่อน้ำมันจากต้นไม้”

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.09 น.

ในวันที่โลกเผชิญวิกฤตพลังงาน ราคาน้ำมันพุ่งสูง และความผันผวนของทรัพยากรธรรมชาติ คำตอบที่คุ้มค่าที่สุดของคนไทยอาจอยู่ใกล้ตัวกว่าที่คิด… นั่นคือ “ต้นยางนา” ไม้ยืนต้นทรงคุณค่าคู่แผ่นดินไทย ที่ไม่ได้เป็นเพียงไม้เศรษฐกิจ แต่คือ “ขุมทรัพย์พลังงาน” ที่บรรพบุรุษเราเคยใช้สืบทอดกันมา
น้ำมันจากต้นไม้: พลังงานทางเลือกของเกษตรกรไทย

น้ำมันยางนาไม่ได้มีค่าแค่ในตำนาน แต่มีคุณสมบัติทางกายภาพที่ใช้กับเครื่องยนต์ดีเซลรอบช้าได้จริง เช่น รถอีแต๋น รถไถนา และเครื่องสูบน้ำ โดยสามารถนำไปผสมกับน้ำมันดีเซลหรือใช้โดยตรงหลังผ่านการกรองอย่างง่าย หากเราเริ่มปลูกตั้งแต่วันนี้ ในอีกไม่ถึงสิบปี ประเทศไทยจะมี “บ่อน้ำมันธรรมชาติ” กระจายตัวอยู่ทั่วทุกภูมิภาค

โครงการ “ปลูกต้นยางนา สร้างบ่อน้ำมันจากต้นไม้”

ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต และ มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย ขอเชิญชวนพี่น้องชาวไทยร่วมสร้างความมั่นคงทางพลังงานและสิ่งแวดล้อม ผ่านแนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม ดังนี้:
• เมล็ดพันธุ์สร้างชาติ: แจกเมล็ดพันธุ์ยางนาฟรี! สำหรับผู้ที่ตั้งใจปลูก (เพียงส่งซองขนาด A4 พร้อมจ่าหน้าถึงตนเอง ติดแสตมป์ 15 บาท มาที่ ค่ายลูกเสือหลวงบ้านไร่ จ.ราชบุรี)
• พื้นที่สีเขียวเพื่อพลังงาน: ร่วมกันปลูกต้นยางนาในพื้นที่สาธารณะ อาทิ ค่ายลูกเสือ พื้นที่ทหาร พุทธมณฑล พื้นที่ริมแม่น้ำ และพื้นที่วัดทั่วประเทศ
• ปลูกยางนาทำบุญ: รณรงค์ปลูกต้นยางนาในโอกาสสำคัญ เช่น วันเกิด, การทำบุญถวายวัด หรือการใช้ต้นกล้ายางนาแทนพวงหรีดในงานขาวดำ เพื่อให้ชีวิตใหม่เติบโตแทนการสูญเสีย
• ศูนย์นวัตกรรมยางนา: จัดตั้งศูนย์วิจัยและเรียนรู้ ณ ค่ายลูกเสือค่ายหลวงบ้านไร่ ที่มีต้สยางนาอายุร้อยปีจำนวนมากอยู่แล้ว  เพื่อศึกษาการสกัดน้ำมัน การแปรรูป และการใช้ประโยชน์จากยางนาอย่างครบวงจร

เทคนิคการเพาะปลูกให้รอดตาย 100%

การปลูกยางนาไม่ยาก หากเข้าใจธรรมชาติของไม้ชนิดนี้:


1. ความสดคือหัวใจ: ใช้เมล็ดสด อายุไม่เกิน 30 วัน แช่น้ำ 2 คืน เพื่อกระตุ้นการงอก
2.การเพาะกล้า: ปักชำในถุงเพาะที่บรรจุดินร่วนผสมปุ๋ยคอก รดน้ำสม่ำเสมอวันละ 1-2 ครั้ง 
3.ช่วงเวลาที่เหมาะสม: ย้ายปลูกลงดินเมื่อกล้ามีอายุ 2 เดือนขึ้นไป (ความสูงประมาณ 30-50 ซม.) โดยควรปลูกในช่วงต้นฤดูฝน
4.การดูแลระยะแรก: ป้องกันสัตว์กัดกินและกำจัดวัชพืชในช่วง 1-2 ปีแรก เพื่อให้ต้นแข็งแรงพอที่จะเติบโตเองได้

บทสรุป: การปลูกต้นยางนาในวันนี้ คือการลงทุนเพื่ออนาคต   หากคนไทยช่วยกันปลูกคนละ 1–2 ต้น ภายใน 10-15 ปี ยางนาจะกลายเป็น “ขุมทรัพย์จากต้นไม้” ที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ลดรายจ่ายด้านพลังงาน และเป็นปอดของชุมชนอย่างยั่งยืน

“เริ่มปลูกวันนี้ เพื่อวันหน้าไทยจะมีน้ำมันใช้ไม่ขาดแคลน”
 
เอกสารนี้ จัดทำโดย“ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต” “มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย”These documents created by  “Sema Pattana Cheevit Club, Thai Scouts Promotion Foundation”.

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ มู่หลาน วีรสตรีจีน

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ มู่หลาน วีรสตรีจีน

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ มู่หลาน วีรสตรีจีน

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                  ที่ประเทศจีน ราว พ.ศ. 386-534 ในสมัยราชวงศ์เว่ยเหนือ มีหมู่บ้านแห่งหนึ่งตั้งอยู่ใกล้เขตชายแดน ตอนเหนือ ณ ที่นั่น มีครอบครัวหนึ่งอาศัยอยู่อย่างเรียบง่าย คือ ครอบครัวของเด็กสาวชื่อ “มู่หลาน” ผู้มีนิสัยขยันขันแข็ง ช่วยเหลืองานบ้านและดูแลพ่อแม่อย่างดี

                  วันหนึ่ง ข่าวร้ายแพร่สะพัดมายังหมู่บ้าน กองทัพข้าศึกยกมาบุกรุกอาณาจักร พระจักรพรรดิจึงสั่งให้เกณฑ์ทหารจากทุกครอบครัว ครัวเรือนละหนึ่งคน เพื่อเข้าร่วมรับใช้ชาติ

                  เมื่อมู่หลานได้ยินข่าวนี้ หัวใจเธอเต้นแรง เพราะรู้ว่าบิดาของเธอคือ มู่โจว ซึ่งเคยเป็นทหารผ่านศึกที่กล้าหาญมาก่อน แต่บัดนี้ท่านแก่เฒ่า และมีร่างกายอ่อนแอ ขาข้างหนึ่งบาดเจ็บจากสงครามครั้งก่อน  จนเดินไม่ค่อยสะดวก หากต้องเข้าร่วมรบอีกครั้ง อาจไม่รอดชีวิตกลับมา ส่วนน้องชายของเธอนั้น ก็ยังมีอายุน้อยเกินไป ไม่สามารถไปออกรบแทนบิดาได้

                  คืนนั้น มู่หลานนั่งนอนไม่หลับ เธอได้ยินเสียงบิดาไอในห้อง และได้ยินเสียงมารดาร้องไห้เบาๆ อยู่ข้างๆ ใจเธอเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส  

                  “เราต้องทำอะไรสักอย่าง” มู่หลานกระซิบกับตัวเอง

                  ในเช้าวันรุ่งขึ้น ก่อนที่ครอบครัวจะตื่น ด้วยความกตัญญูต่อบิดาและประเทศชาติ มู่หลานตัดสินใจปลอมตัวเป็นชาย เข้าร่วมรบในกองทัพ โดยตัดผมยาวของเธอให้สั้น สวมเสื้อผ้าและชุดเกราะของบิดา เอาหอกและดาบติดตัว ขี่ม้าออกจากบ้านไปอย่างเงียบๆ เธออธิษฐานว่า “ขอให้ได้ปกป้องชาติบ้านเมือง และกลับมาพบพ่อแม่อีกครั้ง”

                  ชีวิตในกองทัพไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับมู่หลาน การฝึกทหารนั้น หนักหนาสาหัส เธอต้องตื่นแต่เช้ามืด ฝึกศิลปะการต่อสู้ ขี่ม้า และยิงธนู แต่เธอไม่เคยย่อท้อ ทุกวันเธอฝึกฝนอย่างหนัก กินน้อย พักน้อย และไม่เคยบ่นเพียงคำเดียว ในตอนแรก เพื่อนทหารหลายคนเย้ยหยันเธอว่าตัวเล็ก อ่อนแอ แต่มู่หลานพิสูจน์ตัวเองด้วยความมุ่งมั่น เธอฝึกฝนจนทักษะการรบดีขึ้นทุกวัน และไม่นานก็กลายเป็นหนึ่งในทหารที่เก่งที่สุดในกองพัน 12 ปีผ่านไป สงครามดำเนินไปอย่างดุเดือด มู่หลานได้เข้าร่วมการรบหลายครั้ง ต่อสู้อย่างกล้าหาญ ไม่แพ้ทหารชายคนใด เธอใช้สติปัญญาและกลยุทธ์ในการรบ ช่วยกองทัพชนะศึกหลายครั้ง โดยไม่มีใครรู้ว่าเธอเป็นหญิง

                  ในการรบครั้งสำคัญที่เขาภูเขาหิมะ ข้าศึกตั้งค่ายอยู่ในตำแหน่งที่เอาเปรียบ มู่หลานจึงเสนอแผนการกล้าหาญ โดยเธอนำทหารไม่กี่คน แอบปีนขึ้นไปบนยอดเขา แล้ววางระเบิดทำให้เกิดหิมะถล่มลงมาทับค่ายข้าศึก แผนการนี้ได้ผลสำเร็จ แต่เธอเองบาดเจ็บสาหัส เกือบเสียชีวิตในเหตุหิมะถล่มครั้งนั้น

                  ขณะที่หมอกองทัพรักษาบาดแผลให้เธอ เขาค้นพบความจริงว่า มู่หลานเป็นหญิง ข่าวแพร่สะพัดไปถึงแม่ทัพใหญ่ ทุกคนตกตะลึง  

                  มู่หลานคุกเข่าลงต่อหน้าแม่ทัพ “ข้าพเจ้า ไม่ได้มีเจตนาหลอกลวงใคร ข้าพเจ้ามาแทนบิดาผู้แก่เฒ่า ด้วยความกตัญญูรู้คุณแผ่นดิน หากท่านต้องการลงโทษ ก็ขอยอมรับผิดทุกอย่าง “

                  แม่ทัพและทหารทั้งหลายเงียบกริบ พวกเขานึกถึงความกล้าหาญและการเสียสละของมู่หลานตลอดเวลาที่ผ่านมา ในที่สุด แม่ทัพกล่าวว่า “เจ้ามีใจรักชาติและกตัญญูต่อบิดามารดาอย่างแท้จริง แม้จะเป็นหญิง แต่กล้าหาญยิ่งกว่าชายหลายคน “

                  หลังจากสงครามสิ้นสุดด้วยชัยชนะ พระจักรพรรดิจะประทานเกียรติยศและตำแหน่งสูงให้แก่มู่หลาน แต่เธอปฏิเสธ “สิ่งที่ต้องการมีเพียงม้าตัวหนึ่ง เพื่อกลับบ้านไปดูแลพ่อแม่ที่คิดถึง” มู่หลานกราบทูล

                  จักรพรรดิทรงประทับใจในความกตัญญูของเธอ จึงพระราชทานม้าอย่างดีและของรางวัลมากมาย ให้เธอเดินทางกลับบ้าน เมื่อมู่หลานกลับถึงบ้าน ครอบครัวดีใจจนร้องไห้ บิดาของเธอโอบกอดเธออย่างแนบแน่น “ลูกสาวของพ่อ กลับมาแล้ว”

                  เพื่อนทหารที่เดินทางตามมา เพื่อเยี่ยมเธอ ต่างตะลึงเมื่อเห็นมู่หลานในชุดหญิงสาว อ่อนโยนและสง่างาม แตกต่างจากทหารที่พวกเขารู้จักอย่างสิ้นเชิง

                  “นี่คือมู่หลานที่เราฝึกซ้อมและรบร่วมกันมาหรือ!” พวกเขาอุทานด้วยความประหลาดใจ    

                  เรื่องราวของมู่หลานแพร่สะพัดไปทั่วอาณาจักรจีน ผู้คนต่างสรรเสริญความกล้าหาญ ความกตัญญู และความรักชาติของเธอ เธอกลายเป็นแบบอย่างที่ดีว่า ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง ต่างก็สามารถรับใช้ชาติบ้านเมืองได้อย่างภาคภูมิ

                  ส่วนมู่หลานเอง เธอใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายต่อไป ดูแลบิดามารดา ทอผ้า และสอนน้องสาวน้องชาย เธอไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นวีรสตรี แต่เป็นเพียงลูกสาวคนหนึ่งที่ทำในสิ่งที่ควรทำเพื่อคนที่รักและแผ่นดินที่เกิด

                  เรื่องของมู่หลาน เป็นตัวอย่างการทำความดีตามบุญกิริยา 10 ในการเสียสละ อุทิศตนเพื่อส่วนรวม (ปัตติทานมัย) เพราะได้ไปเป็นทหารเพื่อรบแทนพ่อที่ป่วยและแก่ชรา และปกป้องประเทศชาติ

                  นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “การปกป้องแผ่นดินเป็นหน้าที่ของทุกคน ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง การกระทำจากความจริงใจย่อมได้รับการเคารพนับถือ”

                  เรียบเรียงจากนิทานจีนเรื่อง ฮัว มู่หลาน (Hua Mulan 木蘭 ) วีรสตรีในตำนานของจีนผู้เป็นสัญลักษณ์ของความกตัญญูและความกล้าหาญ ที่ถูกใช้เป็นสื่อรณรงค์เรื่องความรักชาติและความเท่าเทียมทางเพศ วอล์ทดีสนีย์เคยนำไปทำเป็นภาพยนตร์การตูน แต่ไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ยืนยันว่าเป็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นจริงหรือไม่

อาทร จันทวิมล

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ลูกเสือปาระเบิดปลูกต้นไม้

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ลูกเสือปาระเบิดปลูกต้นไม้

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ลูกเสือปาระเบิดปลูกต้นไม้

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

             เมื่อไม่นานมานี้ ที่ค่ายลูกเสือวชิราวุธ จังหวัดชลบุรี มี เด็กลูกเสือ กลุ่มหนึ่งที่มาเข้าค่าย ได้รับมอบภารกิจให้บำเพ็ญประโยชน์เพื่อชุมชน พวกเขาเดินสำรวจรอบๆ หมู่บ้าน ใกล้ค่ายลูกเสือ พบว่ามีบางพื้นที่รกร้างเต็มไปด้วยกองขยะ และวัชพืช

             “พวกเราลูกเสือต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว!” หัวหน้าหมู่ลูกเสือกล่าว แล้วใช้ทักษะวิชาชาวค่ายสร้าง “ระเบิดต้นไม้” ขึ้นมา โดยใช้ของที่มีอยู่ในท้องถิ่น

             ลูกเสือทุกคนช่วยกันขอเมล็ดพันธุ์มาจากแม่ในครัว จากพ่อในสวน เก็บของฟรีจากข้างทาง หรือใช้เงินซื้อจากร้านค้า

             • สายดอกไม้ปลูกง่ายตายยาก : บานเย็น บานไม่รู้โรย, ดาวกระจาย, เทียน, อัญชัน, ชวนชม, บานชื่น 

             • สายผักสวนครัวริมรั้ว: กะเพรา, โหระพา, แมงลัก,พริกขี้หนู . พริกชี้ฟ้า , มะเขือเปราะ ,มะเขือยาว, ผักบุ้ง 

             • สายเถาเลื้อยจอมพลัง: ตำลึง, ถั่วพู, ฟักเขียว, ฟักทอง, มะระขี้นก, แตงกวา, แตงร้าน, แตงโม 

             • สายไม้ยืนต้นกินได้: แคบ้าน, ขนุน, มะละกอ, พุทรา, มะกรูด, มะนาว, มะม่วง, ชะอม , กระถิน, มะรุม,  สะเดา

             เหล่าลูกเสือใช้ดินถุงแห้งผสมขี้ไก่ ขี้วัว แล้วโรยเมล็ดพันธุ์ ต่อจากนั้นใช้ “ใบตองกล้วย” มาห่อดินแบบที่แม่ทำขนม และใช้ “เชือกกล้วย” มัดปมด้วย เงื่อนพิรอด อย่างแน่นหนาสวยงาม

            เมื่อถึงวันเดินทางไกล เหล่าเด็กลูกเสือไม่ได้เดินผ่านพื้นที่รกร้างไปเปล่าๆ แต่พวกเขาโยน “ระเบิดเมล็ดต้นไม้ห่อใบตอง” เข้าไปในกองขยะและที่ดินว่างเปล่า พร้อมกับร้องเพลงลูกเสือ“อย่าเกียจคร้าน”  และ “ความซื่อสัตย์”

            เวลาผ่านไปเพียงไม่กี่เดือน เมื่อฝนเริ่มตก เมล็ดต้นไม้ ดอกไม้ก็เริ่มงอก เติบโต ห่อใบตองย่อยสลายกลายเป็นดิน พื้นดินที่เคยมีแต่ขยะ กลับกลายเป็นสวนดอกไม้ ต้นไม้ ขยายวงกว้างออกไปเรื่อยๆ

            ต้น มะละกอ และ แคบ้าน เติบโตขึ้น  เถา ตำลึง และ แตงกวา เลื้อยพันกันเป็นรั้วธรรมชาติที่กินได้ กลิ่นหอมของ กะเพรา และ มะกรูด ดับกลิ่นเหม็นของขยะเดิมไปจนสิ้น ดอกดาวกระจาย เทียน บานไม่รู้โรย  และ บานเย็น ออกดอกสีสวยสด ชาวบ้านต่างพากันมาชื่นชมในความเฉลียวฉลาดของเด็กลูกเสือที่รู้จักใช้ธรรมชาติรักษาธรรมชาติ

             ตั้งแต่นั้นมา พื้นที่รกร้างของหมู่บ้านก็กลายเป็น “สวนลูกเสือ” ที่ใครๆ ก็มาเก็บผักผลไม้ไปกินได้ฟรี เหล่าลูกเสือได้เรียนรู้ว่า “การทำความดี ไม่จำเป็นต้องรอให้ใครสั่ง และความคิดริเริ่มสามารถเปลี่ยนกองขยะให้กลายเป็นสวนต้นไม้ได้”

             การกระทำความดีของลูกเสือกลุ่มนี้ ตรงกับความดีในบุญกิริยาวัตถุ 10 เรื่อง การแบ่งปัน อุทิศผลงานที่ตนทำไว้ให้ผู้อื่น (ปัตติทานมัย)

             เรียบเรียงจากวิธีการ Seed Bomb ของสหรัฐอเมริกา แต่ปรับเปลี่ยนใช้ใบตองและเชือกกล้วย

อาทร  จันทวิมล

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ วีรกรรมของลูกเสือตรีบุญยิ่ง ศิริเสถียร

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ วีรกรรมของลูกเสือตรีบุญยิ่ง ศิริเสถียร

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ วีรกรรมของลูกเสือตรีบุญยิ่ง ศิริเสถียร

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                   ความรับผิดชอบคือคุณธรรมที่ยิ่งใหญ่ ไม่เพียงแต่ในชีวิตประจำวัน แต่ยังหมายถึงการยืนหยัดเพื่อสิ่งที่ถูกต้อง แม้ต้องแลกด้วยชีวิต เรื่องราวของ ลูกเสือตรีบุญยิ่ง ศิริเสถียร คือบทเรียนแห่งความรับผิดชอบที่ถูกจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ไทย และถูกเล่าขานเพื่อปลูกฝังจิตสำนึกแก่เยาวชนรุ่นหลัง

                  ในหน้าประวัติศาสตร์การสู้รบของไทยช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เรามักได้ยินเรื่องราวความกล้าหาญของทหารหาญที่ปกป้องอธิปไตย แต่น้อยคนนักจะรู้ว่า ท่ามกลางเสียงปืนและระเบิดที่ อ่าวมะนาว จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีเด็กชายในชุดลูกเสือคนหนึ่ง ได้ใช้เลือดและชีวิตของเขาปกป้องแผ่นดินเกิด

                  วันที่ 8-9 ธันวาคม พ.ศ. 2484 กองทัพญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกในประเทศไทยพร้อมกันหลายจุด รวมทั้งที่ อ่าวมะนาว จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อขยายอำนาจในสงครามมหาเอเชียบูรพา ทหารไทยต้องต่อสู้กับกำลังที่เหนือกว่า ทั้งจำนวนทหารและอาวุธ โดยกระสุนและเสบียงขาดแคลนอย่างหนัก

                  ในสถานการณ์คับขันนี้ ลูกเสือตรีบุญยิ่ง ศิริเสถียร ซึ่งเป็นนักเรียนชั้นมัธยมปีที่ 2 โรงเรียนประจวบวิทยาลัย อายุ 16 ปี พร้อมกับเพื่อนลูกเสืออีกหลายคน ได้อาสาเข้าช่วยงานทหารอากาศไทย ที่กองบินน้อยที่ 5 ในการลำเลียงกระสุนปืนและอาหารฝ่าแนวรบไปให้ทหารที่เขาล้อมหมวก แม้จะรู้ว่ามีความเสี่ยงสูง แต่เขาก็ทำหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบต่อชาติบ้านเมือง

                  ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ ลูกเสือตรีบุญยิ่งถูกปืนยิงทะลุลำคอแล้วเสียชีวิตในวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2484 เขาเป็น เยาวชนผู้พลีชีพเพื่อชาติ ที่ถูกยกย่องว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งความกล้าหาญและความรับผิดชอบ โดยต่อมาได้รับพระราชทานยศทหารเป็นพันจ่าเอก เรื่องราวของลูกเสือตรีบุญยิ่ง ศิริเสถียร เป็นแรงบันดาลใจ และตัวอย่างให้ลูกเสือและเยาวชนไทยตระหนักถึงหน้าที่ความรับผิดชอบต่อสังคมและประเทศชาติ

                   เพื่อเป็นเกียรติแก่ความเสียสละ ได้มีการสร้าง อนุสรณ์สถานลูกเสือตรีบุญยิ่ง ศิริเสถียร ไว้ที่โรงเรียนประจวบวิทยาลัย และในวันที่ 9 ธันวาคม ของทุกปี จะมีการจัดงาน วันรำลึกสดุดีวีรชน โดยมีทั้งทหาร ตำรวจ ครู นักเรียน และประชาชนเข้าร่วมวางพวงมาลา เพื่อแสดงความเคารพและสืบสานความทรงจำถึงวีรกรรมของเขา

                   เรื่องราวของลูกเสือตรีบุญยิ่งสอนให้เรารู้ว่า ความรับผิดชอบ คือการทำหน้าที่แม้ในยามยากลำบาก ความเสียสละ คือการยอมพลีเพื่อสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า และ ความกล้าหาญ คือการไม่หวั่นไหวต่ออันตรายเมื่อทำสิ่งที่ถูกต้อง

                   ลูกเสือตรีบุญยิ่ง ศิริเสถียร คือแบบอย่างของลูกเสือและเยาวชนไทยด้านความรักชาติ ความเสียสละ ความรับผิดชอบ และเป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ว่า “เด็กลูกเสือไทยก็ช่วยชาติได้”

                   การกระทำของลูกเสือตรีบุญยิ่งเป็นการทำตามบุญกิริยา 10 เรื่องการเสียสละ (ปัตติทานมัย) เพราะได้อุทิศชีวิต สละชีพเพื่อชาติ ทำการขนกระสุนปืนให้ทหารสู้รบผู้รุกรานเพื่อปกป้องประเทศชาติจนเสียชีวิต

อาทร  จันทวิมล

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ สวนตาลลุงถนอมที่เพชรบุรี

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ สวนตาลลุงถนอมที่เพชรบุรี

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ สวนตาลลุงถนอมที่เพชรบุรี

วันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                    ราว 20 ปีมาแล้ว ณ ทุ่งนาในเขตตำบลถ้ำรงค์ อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี ดินแดนที่ขึ้นชื่อว่าเป็น “เมืองต้นตาล” มีชายชราคนหนึ่งชื่อว่า ลุงถนอม ภู่เงิน เป็นกำนัน ดูแลทุกข์สุขของชาวบ้านอย่างเข้มแข็ง

                    วันหนึ่งในยามบ่ายที่ลมพัดยอดตาลพริ้วไหว ลุงถนอมนั่งอยู่ที่คันนา ในมือถือตะกร้าใส่ “ลูกโหนด” หรือเมล็ดตาลที่งอกหน่ออ่อนๆ หลายสิบต้น ท่านขุดหลุมลึกลงไปในดินแล้วปลูกต้นตาลอย่างตั้งใจ

                    มีชายหนุ่มจากต่างถิ่นคนหนึ่ง ขับรถเก๋งผ่านมาเห็นเข้า จึงหยุดรถแล้วตะโกนถาม “ลุงครับ! ทำไมมาปลูกต้นตาลเอาตอนนี้? ลุงอายุมากแล้วนะ กว่าที่ต้นตาลจะโตพอจนทำน้ำตาลสด หรือกว่าจะมีลูกให้กินจาวตาล ต้องใช้เวลาเกือบร้อยปีไม่ใช่เหรอครับ?”

                    ชายหนุ่มหัวเราะเบาๆ แล้วพูดต่อ “ถึงตอนนั้น ลุงจะยังปีนขึ้นไปเก็บลูกตาลไหวหรือครับ?”

                    ลุงถนอมค่อยๆ วางหน่อต้นตาลในหลุม อย่างตั้งใจ จดจ่อ อดทนพยายาม เหมือนอย่างที่ได้ปลูกต้นตาลให้เมืองเพชรมาอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง ทุกวัน กว่า 20 ปี โดยไม่ต้องการชื่อเสียง และไม่มีใครขอร้องจ้างวาน  

                    ลุงถนอมเงยหน้ามองชายหนุ่มด้วยสายตาที่มีเมตตา ท่านชี้นิ้วไปยังทิวต้นตาลสูงเสียดฟ้าที่เรียงรายอยู่ทั่วจังหวัดเพชรบุรี “ไอ้หนุ่มเอ๋ย… ต้นตาลกว่าสี่แสนต้น ที่เอ็งเห็นทั่วทั้งเมืองเพชร ที่ข้าใช้เคี่ยวเป็นน้ำตาลปึกขายส่งลูกเรียนจนจบ หรือที่เอ็งได้กินลูกตาลเชื่อม อร่อยๆ น่ะ ปู่ย่าตายายของข้าเป็นคนปลูกไว้เมื่อร้อยปีก่อนเกือบทั้งนั้น พวกท่านปลูกไว้ไม่ใช่ให้ตนเองใช้สอย… แต่เพื่อให้ลูกหลานและชาวเมืองเพชรได้มีอาชีพและมีกินในวันนี้ และวันนี้ข้าก็ปลูก… เพื่อให้ลูกหลานคนเมืองเพชรในวันหน้า ได้มีต้นตาลไว้เลี้ยงชีพต่อไปเหมือนที่ข้าเคยได้รับมา”

                    ชายหนุ่มได้ฟังก็รู้สึกซึ้งใจ เขาได้เห็นชัดถึงความอดทนที่ยิ่งใหญ่ของคนรุ่นก่อน ที่ไม่ได้หวังผลประโยชน์เพื่อตัวเอง แต่เพื่ออนาคตของคนรุ่นหลัง

                    หลายปีผ่านไป ลุงถนอมจากไปตามกาลเวลา แต่หน่อตาลต้นเล็กๆ ในวันนั้น ได้เติบโตเป็นต้นตาลแข็งแกร่ง ยืนต้น ท้าแดดท้าลม อยู่ริมคันนา ที่สวนตาลกำนันถนอม ที่ลูกหลานของลุงถนอมได้ใช้ไม้พะองพาด แล้วปีนขึ้นไปปาดน้ำตาลสดที่หวานหอม มาขายเลี้ยงครอบครัวได้ทุกวัน

                    ทุกครั้งที่มองขึ้นไปที่ยอดตาล พวกเขาจะระลึกถึงความรักและความอดทนมุ่งมั่นของลุงถนอม และบรรพบุรุษชาวเมืองเพชรที่ส่งต่อมาผ่านต้นตาลนี้ด้วยความกตัญญูรู้คุณ

                    การกระทำของลุงถนอมในการปลูกต้นตาลมากมาย เป็นการทำความดีตามบุญกิริยา 10  เรื่อง การแบ่งปัน อุทิศ แบ่งให้คนอื่น (ปัตติทานมัย) และตามกฎลูกเสือข้อ 3 กระทำตนให้เป็นประโยชน์และช่วยเหลือผู้อื่น เพราะลุงถนอมไม่ได้ปลูกต้นตาลเอาไว้เพื่อใช้เอง แต่ปลูกไว้ให้ชาวเมืองเพชรและชาวไทยในอนาคตอีกร้อยปีได้มีน้ำตาลตโนดทำขนมหวานเมืองเพชรต่อไปอีกนานแสนนาน

                     นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “ผลงานที่ยิ่งใหญ่นั้น มักไม่ได้เกิดจากทางลัดหรือโชคชะตาเทวดาช่วย แต่เกิดจากการทำความดีเล็กๆ อย่างต่อเนื่อง  ตั้งใจ อดทน ไม่ยอมแพ้ และ ใช้สติปัญญา”

เอกสารนี้ จัดทำโดย“ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต” “มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย”

This document was created   by “Sema Pattana Cheevit Club, Thai Scouts Promotion Foundation

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ลูกใครเอ่ย

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ลูกใครเอ่ย

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ลูกใครเอ่ย

วันเสาร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

             กาลครั้งหนึ่ง ราว 3,000 ปีมาแล้ว ก่อนสมัยพระพุทธเจ้า ที่ กรุงเยรูซาเล็ม ประเทศอิสราเอล ซึ่งปกครองโดย กษัตริย์โซโลมอน ผู้เป็นกษัตริย์ที่ชาญฉลาด ท่านมีสติปัญญาอันล้ำเลิศเพื่อใช้ในการตัดสินคดีความและดูแลประชาราษฎร์ให้ได้รับความยุติธรรม

             วันหนึ่ง มีเหตุการณ์วุ่นวายเกิดขึ้น เมื่อหญิง สองคนเดินทาง มาเฝ้ากษัตริย์พร้อมกับทารกน้อยเพียงคนเดียว ทั้งคู่ต่างร้องไห้อ้างว่าเด็กคนนี้คือลูกของตน

             หญิงคนแรกกราบทูลว่า “ข้าพเจ้ากับผู้หญิงคนนี้อาศัยอยู่ในบ้านหลังเดียวกัน เราต่างก็คลอดลูกในเวลาใกล้เคียงกัน แต่เมื่อคืนนี้ลูกของนางเสียชีวิตเพราะนางนอนทับ นางจึงแอบสลับตัวเด็ก เอาลูกที่ตายแล้วมาวางไว้ข้างตัวข้าพเจ้า และขโมยลูกของข้าพเจ้าไป!”

             หญิงคนที่สองรีบค้านทันที “ไม่จริง เด็กที่ยังมีชีวิตอยู่คือลูกของข้าพเจ้า ส่วนเด็กที่ตายไปแล้วนั่นต่างหากคือลูกของนาง!”

             หญิงทั้งสองโต้เถียงกันอย่างรุนแรง ต่างฝ่ายต่างยืนกรานความสิทธิ์ในตัวเด็ก จนไม่มีใครสามารถพิสูจน์ได้ว่าใครคือแม่ที่แท้จริง เนื่องจากไม่มีพยานในที่เกิดเหตุ

             กษัตริย์โซโลมอนทรงนิ่งฟังครู่หนึ่ง ก่อนจะสั่งการให้ทหารนำ “ดาบ” มาให้ท่าน ท่ามกลางความตกตะลึงของเหล่าขุนนาง ท่านประกาศก้องว่า:

             “ในเมื่อเจ้าทั้งสองต่างก็อ้างว่าเป็นแม่เด็ก และไม่มีใครยอมจำนน เพื่อความยุติธรรม ข้าจะสั่งให้ตัดแบ่งทารกนี้ออกเป็นสองส่วน แบ่งให้เจ้าไปคนละครึ่ง!”

             ทันทีที่ทหารเงื้อดาบขึ้น หญิงคนที่สอง นิ่งเฉยและกล่าวว่า “ยุติธรรมดีแล้ว จะได้ไม่ต้องเป็นของข้าหรือของนาง แบ่งกันไปคนละครึ่งเถิด”

             ฝ่ายหญิงคนแรก กลับร้องไห้แทบขาดใจ นางทรุดตัวลงกับพื้นและอ้อนวอนว่า

             “โปรดอย่าฆ่าเด็กเลย ยกเด็กคนนี้ให้หญิงผู้นั้นไปเถิด ขอเพียงให้ลูกของข้าพเจ้ามีชีวิตรอดก็พอ!”

             เมื่อได้ยินดังนั้น กษัตริย์โซโลมอนจึงยิ้มออกมาและสั่งให้ทหารลดดาบลง ท่านชี้ไปที่หญิงคนแรกที่ยอมสละลูกและตรัสว่า “มอบเด็กให้แก่หญิงคนนี้ เพราะนางคือแม่ที่แท้จริง สัญชาตญาณของแม่ย่อมยอมเสียสละทุกอย่าง แม้กระทั่งสิทธิ์ของตน เพื่อรักษาชีวิตลูกไว้”

             ข่าวการตัดสินคดีนี้แพร่สะพัดไปทั่วอาณาจักร ราษฎรต่างสรรเสริญในความยุติธรรมและสติปัญญาของกษัตริย์โซโลมอน ท่านไม่ได้ใช้เพียงตัวบทกฎหมาย แต่ใช้ “ความเข้าใจในหัวใจของมนุษย์” เพื่อหาความจริง

             การตัดสินคดีนี้ เป็นการทำความเห็นให้ตรง (ทิฏฐชุกัมม์)  ตามบุญกิริยาวัตถุ 10 ประการ  

             นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ความรักแท้คือการเสียสละ: แม่ที่แท้จริงยอมสูญเสียสิทธิ์ครอบครอง ดีกว่าเห็นลูกต้องได้รับอันตราย

             เรียบเรียงจากคัมภีร์ไบเบิล ภาคพันธสัญญาเดิม (Old Testament) บทที่ 3 ข้อที่ 16-28 (1 Kings 3:16-28) เรื่อง การตัดสินของกษัตริย์โซโลมอน The Judgement of Solomon

อาทร  จันทวิมล

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ภูเขาซากุระ

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ภูเขาซากุระ

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ภูเขาซากุระ

วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

           กาลครั้งหนึ่งราว 900 ปีมาแล้ว ที่ประเทศญี่ปุ่น สมัยเฮอัน มีหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งอยู่เชิงภูเขาไฟฟูจิ ในสมัยก่อนนั้น ภูเขาฟูจิที่เป็นสัญลักษณ์ของประเทศญี่ปุ่น เคยเขียวขจี มีต้นไม้มากมาย เด็กๆ เคยวิ่งเล่นใต้ร่มไม้ และนกก็ร้องเพลงอย่างมีความสุข

           แต่ต่อมา เกิดสงครามและความอดหยากหลายครั้ง ต้นไม้บนภูเขาถูกตัดจนเกือบหมดเพื่อใช้เป็นฟืนจุดไฟให้ความอบอุ่น และหุงหาอาหาร ภูเขากลายเป็นสีน้ำตาล แห้งแล้ง และเงียบเหงา เวลาฝนตก ภูเขาก็ถล่ม ดินหินและต้นไม้ก็ไหลลงมา ชาวบ้านรู้สึกเศร้าใจ

           ในหมู่บ้านนั้น มีชายคนหนึ่งชื่อ คิสุเกะ ทุกวันเขาจะยืนมองภูเขา แล้วพูดเบาๆ ว่า “ถ้าภูเขาไฟฟูจิกลับมาสวยอีกครั้งก็คงดีนะ…”

           วันหนึ่ง คิสุเกะนำเงินเก็บส่วนตัว ไปซื้อต้นกล้าซากุระ    

           ชาวบ้านบางคนหัวเราะเยาะ และพูดว่า “ดอกซากุระกินไม่ได้หรอกคุณตา”

           “กว่าจะต้นชากุระนี้จะโตออกดอก คุณตาคงแก่ หรือตายไปแล้ว”

           คุณตาคิสุกะ เพียงยิ้ม ไม่โกรธ แล้วพูดว่า “ไม่เป็นไร ปลูกไว้ให้เด็กๆดูดอกซากุระ ในอนาคต”

           ทุกเช้า คุณตาจะแบกจอบกับถังน้ำ เดินขึ้นภูเขาช้าๆ ขุดดินแข็งๆ แล้วปลูกต้นซากุระทีละต้น แม้จะเหนื่อย แต่คุณตาก็ไม่ยอมแพ้ บางวันฝนตกหนัก ต้นกล้าเล็กๆ ก็ล้มลง บางวันแดดร้อนจัด ต้นไม้ก็แห้งตาย

           คุณตาเหนื่อยจนต้องนั่งพัก แต่ทุกครั้งที่มองต้นไม้เล็กๆ คุณตาจะพูดว่า “โตเร็วๆนะ… ทำให้ทุกคนยิ้มได้” แล้วคุณตาก็ลุกขึ้นดูแลต้นซากุระต่อไป

           ต่อมาก็มี หน่วยราชการ องค์กรและประชาชนญี่ปุ่นจำนวนมาก พากันทำตามคุณตา โดยร่วมกันปลูกต้นซากุระหลายล้านต้นทั่วประเทศญี่ปุ่น

           เวลาผ่านไป20ปี คุณตาคิสุเกะอายุมากขึ้น และต้นซากุระก็ค่อยๆ โตขึ้นเช่นกัน จนถึงวันหนึ่งในฤดูใบไม้ผลิ ดอกซากุระทั้งหมดบานพร้อมกัน ภูเขาไฟฟูจิกลายเป็นสีชมพู สวยงามราวกับความฝัน เด็กๆ วิ่งเล่นอย่างมีความสุข ผู้คนมายิ้มและถ่ายรูป หมู่บ้านกลับมาสดใสอีกครั้ง

           นักท่องเที่ยวทั่วโลกหลายล้านคนเดินทางข้ามทะเล มาดูดอกซากุระที่ญี่ปุ่น และนำเงินมาใช้จ่ายที่ญี่ปุ่นจำนวนมาก

           คุณตาคิสุเกะนั่งมองดอกซากุระที่ปลูกไว้ อย่างมีความสุขเพราะรู้ว่าเขาไม่ได้ปลูกแค่ต้นไม้ แต่ปลูก ความหวังและความรัก ไว้ในหัวใจของทุกคน

           การทำความดีของคุณตาคิสุกะ เป็นการทำตามบุญกิริยาวัตถุ เรื่อง การทำความดีด้วยการแบ่งปัน อุทิศให้คนอื่น (ปัตติทานมัย) เพราะคุณตาได้ปลูกต้นซากุระไว้ไม่ใช่ให้ตนเอง ทำให้ต้นซากุระที่เป็นต้นไม้ประจำชาติออกดอกทั่วประเทศญี่ปุ่น

           นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “ควรทำความดีไว้ แม้ไม่มีใครเห็น ความพยายามเล็กๆ อาจเติบโตเป็นสิ่งยิ่งใหญ่ และ การคิดถึงผู้อื่น คือหัวใจของความดี”

           เรียบเรียงจากนิทานญี่ปุ่น เรื่อง ผู้มีวิสัยทัศน์แห่งซากุระ The Sakura Visionary  (桜の先見者 Sakura no Senken-sha)

            เอกสารนี้ จัดทำโดย“ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต” “มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย”

 This document was created   by “Sema Pattana Cheevit Club, Thai Scouts Promotion Foundation