บทความพิเศษ : เกษตรกรจันทบุรีตั้งธนาคารชันโรงแห่งแรกของไทย ช่วยผสมเกสรได้ผล100%-เพิ่มรายได้จากน้ำผึ้งชันโรงคุณภาพสูง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/579377

บทความพิเศษ : เกษตรกรจันทบุรีตั้งธนาคารชันโรงแห่งแรกของไทย ช่วยผสมเกสรได้ผล100%-เพิ่มรายได้จากน้ำผึ้งชันโรงคุณภาพสูง

บทความพิเศษ : เกษตรกรจันทบุรีตั้งธนาคารชันโรงแห่งแรกของไทย ช่วยผสมเกสรได้ผล100%-เพิ่มรายได้จากน้ำผึ้งชันโรงคุณภาพสูง

วันศุกร์ ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

รัฐไท พงษ์ศักดิ์

น้ำผึ้งชันโรง มีสรรพคุณทางยา สามารถนำไปใช้ในการแพทย์ และเป็นส่วนผสมของเครื่องสำอาง จึงเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคอย่างมาก เกษตรกรในชุมชนปัถวี จังหวัดจันทบุรี จึงรวมตัวกันเลี้ยงชันโรงในสวนผลไม้เพื่อช่วยผสมเกสร โดยจัดตั้งเป็นธนาคารชันโรง ขึ้นเป็นแห่งแรกของประเทศไทย เพื่อหมุนเวียนการนำชันโรงไปใช้ประโยชน์ในสวนของสมาชิก การันตีช่วยผสมเกสรได้ 100% และยังมีผลพลอยได้จากการจำหน่ายน้ำผึ้งชันโรงในราคาที่สูงถึงขวดละ 2,000 บาท

คุณรัฐไท พงษ์ศักดิ์ ประธานศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจชุมชนปัถวี จังหวัดจันทบุรี ผู้จัดการธนาคารชันโรงชุมชนปัถวี เปิดเผยว่า ทำสวนผลไม้อยู่ 45 ไร่ ปลูกทั้ง เงาะ ทุเรียน มังคุด ลองกอง โดยเน้นการทำแบบอินทรีย์ ไม่ใช้ปุ๋ยเคมีมาเร่งให้ออกดอกออกผล เพราะเป็นห่วงสุขภาพของตัวเอง จึงมาพึ่งกลไกธรรมชาติ โดยใช้ชันโรงช่วยผสมเกสร ตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่เกษตรตำบล กรมส่งเสริมการเกษตรโดยเข้าร่วมฝึกอบรมการเลี้ยงชันโรงกับศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดจันทบุรี และเริ่มเลี้ยงชันโรงในสวนผลไม้ของตัวเองเรื่อยมา ซึ่งพบว่าประสิทธิภาพในการช่วยผสมเกสรได้ผล 100% และเมื่อเห็นประโยชน์ในการช่วยผสมเกสรจากการเลี้ยงชันโรง จึงชักชวนเกษตรกรในพื้นที่ให้หันมาเลี้ยงชันโรง พร้อมทั้งจัดตั้งธนาคารชันโรงขึ้นในวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ.2560 เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรสมาชิกในกลุ่มที่ยังไม่มีองค์ความรู้และทุนทรัพย์ในการลงทุนเลี้ยงชันโรง ได้มีรังชันโรงไปเลี้ยงเพื่อช่วยผสมเกสรภายในสวน รวมทั้งเป็นการอนุรักษ์และขยายพันธุ์ชันโรงให้มากขึ้นเพื่อช่วยรักษาระบบนิเวศอย่างยั่งยืน

สำหรับธนาคารชันโรงมีรูปแบบการจัดการเหมือนธนาคารทั่วไป คือมีทั้งในด้านการรับฝากรังพันธุ์ชันโรง และการขอยืมรังพันธุ์ชันโรง โดยมีกฎกติกาคือ สมาชิกที่นำรังพันธุ์ชันโรงมาฝากกับธนาคาร เมื่อทำการฝากรังพันธุ์ชันโรงไว้กับธนาคารครบ 1 ปี สมาชิกจะได้รับดอกเบี้ยเป็นรังพันธุ์ชันโรงเพิ่มขึ้น เช่น นำมาฝาก 5 รังจะได้ดอกเบี้ยเป็นรังชันโรงเพิ่ม 1 รัง รวมเป็น 6 รัง ส่วนสมาชิกที่ต้องการขอยืมรังพันธุ์ชันโรงจากธนาคารไปเลี้ยง เมื่อครบ 1 ปี สมาชิกผู้ยืมจะต้องนำรังพันธุ์ชันโรงกลับมาคืนให้ธนาคารชันโรงในจำนวนที่เพิ่มขึ้นจากตอนที่ขอยืมไปจากธนาคาร เช่น ถ้ายืมรังพันธุ์ชันโรงจำนวน 5 รัง สมาชิกผู้ยืมจะต้องคืนรังพันธุ์ชันโรงให้กับธนาคารชันโรง เพิ่มขึ้น 2 รัง รวมเป็น 7 รัง โดยมีข้อแม้ว่าสมาชิกที่จะนำชันโรงไปเลี้ยง ต้องเป็นสวนผลไม้อินทรีย์ที่ไม่มีการใช้สารเคมีและต้องผ่านการรับรองมาตรฐาน Organic Thailand มีการรักษาระบบนิเวศภายในสวนที่ดี

ปัจจุบันธนาคารชันโรงมีสมาชิกจำนวน 100 กว่าราย มีจำนวนรังพันธุ์ชันโรงที่สมาชิกมาฝากไว้ในธนาคารจำนวน 125 รัง ซึ่งยังไม่เพียงพอต่อความต้องการให้สมาชิกยืมไปเลี้ยง ธนาคารชันโรงจึงมีการจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อกำกับดูแลบริหารจัดการให้สมาชิกที่ประสงค์จะยืมไปเลี้ยงได้รายละไม่เกิน 5 รัง แล้วนำไปขยายรังต่อ เพื่อลดต้นทุนในการซื้อรังชันโรงเข้ามาเลี้ยง ซึ่งมีราคาสูงถึงรังละ 1,500 บาท โดยธนาคารจะให้คำปรึกษา แนะนำการเลี้ยงที่ถูกต้อง การจัดหาแหล่งพืชอาหารให้เพียงพอต่อการแยกขยายรังชันโรง ซึ่งธนาคารชันโรงจะมีการประชุมชี้แจงและรายงานผลการดำเนินงานให้สมาชิกภายในกลุ่มได้ทราบเป็นระยะ รวมถึงจะทำหน้าที่รวบรวมผลผลิตน้ำผึ้งจากสมาชิกเพื่อบรรจุภัณฑ์จำหน่ายให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยมีช่องทางการจำหน่ายทั้งที่ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจชุมชนปัถวี และช่องทางออนไลน์ เพจปัถวีโมเดล ในราคาขวดละ 2,000 บาท(700 ml) ซึ่งตลาดให้การตอบรับดีมาก ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มจากการจำหน่ายน้ำผึ้งชันโรงหลักหมื่นบาทต่อปี ขึ้นอยู่กับจำนวนที่เลี้ยง (ผึ้งชันโรง 1 รังให้ผลผลิตน้ำผึ้ง 1 ขวดต่อปี)

“อยากเชิญชวนเกษตรกรให้หันมาเลี้ยงชันโรงในสวนเพื่อช่วยผสมเกสร เพราะชันโรงเป็นแมลงช่วยผสมเกสรที่มีประสิทธิภาพ และเป็นตัวชี้วัดความสมดุลของระบบนิเวศได้เป็นอย่างดี สามารถการันตีผลผลิตทางการเกษตรได้ว่าปลอดภัยจากสารเคมี และเกษตรกรยังสามารถจำหน่ายน้ำผึ้งชันโรง ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการเลี้ยงชันโรงได้อีกทางหนึ่งด้วย” คุณรัฐไท ฝากทิ้งท้าย

บทความพิเศษ : กรมฝนหลวงพร้อมช่วยปชช.ไม่มีวันหยุด เพิ่มน้ำพื้นที่เกษตรสู้ภัยแล้งสะสมระยะยาว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/576960

บทความพิเศษ : กรมฝนหลวงพร้อมช่วยปชช.ไม่มีวันหยุด  เพิ่มน้ำพื้นที่เกษตรสู้ภัยแล้งสะสมระยะยาว

บทความพิเศษ : กรมฝนหลวงพร้อมช่วยปชช.ไม่มีวันหยุด เพิ่มน้ำพื้นที่เกษตรสู้ภัยแล้งสะสมระยะยาว

วันอังคาร ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กรมฝนหลวงฯ พร้อมช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ไม่มีวันหยุด เชิญชวน ติดตามสถานการณ์ผ่านไลฟ์สดทาง Facebook กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้ทุกวัน เพื่อเตรียมการรับมือได้ทันท่วงที

แม้ว่าในขณะนี้จะเริ่มเข้าสู่ฤดูฝนแล้ว แต่บางพื้นที่ยังพบฝนทิ้งช่วง กรมฝนหลวงและการบินเกษตรจึงยังต้องมีการปฏิบัติการฝนหลวงอย่างต่อเนื่องไม่มีวันหยุด เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนและเกษตรกร พร้อมเชิญชวนให้ติดตามสถานการณ์สภาพอากาศผ่านไลฟ์สดทาง Facebook กรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้ทุกวัน เพื่อจะได้เตรียมการรับมือได้ทันท่วงที

นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า ประเทศไทยมีพื้นที่ทำการเกษตรทั้งหมด 149 ล้านไร่โดยเป็นพื้นที่เกษตรอาศัยน้ำฝนกว่า 110 ล้านไร่ และเป็นพื้นที่การเกษตรในเขตชลประทาน จำนวน 30 กว่าล้านไร่ ซึ่งแม้ว่าขณะนี้ กรมอุตุนิยมวิทยาได้ประกาศเข้าสู่ฤดูฝนมาตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคมที่ผ่านมา แต่ก็ยังถือว่าเข้าสู่ฤดูฝนไม่เต็มที่ บางพื้นที่อาจมีลักษณะฝนทิ้งช่วง ยังคงมีฝนตกเป็นบางแห่ง และตกไม่กระจายตัวในทุกพื้นที่ ในขณะที่หลายๆ พื้นที่ของประเทศ โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือ ยังคงมีความต้องการน้ำเพื่อการเกษตร กรมฝนหลวงและการบินเกษตรจึงต้องเตรียมการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนและเกษตรกรอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในพื้นที่เกษตรที่ต้องอาศัยน้ำฝน จะต้องปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อเติมเต็มให้กับพี่น้องเกษตรกรบรรเทาความเสียหายในการทำเกษตร โดยใช้ข้อมูลจากฐานข้อมูลของกรมฝนหลวงและข้อมูลที่ได้รับจากอาสาสมัครฝนหลวงในพื้นที่ มาวางแผนจัดลำดับความสำคัญในการให้ความช่วยเหลือ ซึ่งกรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้บูรณาการ การทำงานร่วมกับกองทัพอากาศและกองทัพบก เปิดหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงมาตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564

ในขณะเดียวกัน เรื่องของการบริหารแหล่งน้ำต้นทุน ก็ได้ประสานงานใกล้ชิดกับกรมชลประทานและสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เพราะเป็นหน่วยงานหลัก ที่มีข้อมูลเรื่องของแหล่งน้ำต้นทุน ทั้งแหล่งน้ำขนาดใหญ่ ขนาดกลาง หากมีปริมาณน้ำใช้การน้อยกว่า 30% กรมฝนหลวงฯ ก็จะต้องวางแผนปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อเติมน้ำให้กับพื้นที่ลุ่มรับน้ำเหล่านั้นต่อไป ซึ่งในปี 2564 พบว่าแหล่งน้ำหลายแห่งมีปริมาณน้ำน้อยกว่า 30% บ้างเป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่อยู่ 21 แห่ง แต่หลังจากกรมฝนหลวงฯ ได้ปฏิบัติการฝนหลวงส่งผลให้ขณะนี้ลดลงเหลือ 20 แห่ง แหล่งน้ำขนาดกลาง จากเคยขาดน้ำ 200 กว่าแห่ง ขณะนี้ลดลงเหลือ 100 กว่าแห่ง อีกทั้งในช่วงที่ผ่านมาเป็นรอยต่อของช่วงฤดูร้อนจะเข้าสู่ฤดูฝน ซึ่งมีโอกาสที่จะเกิดพายุฤดูร้อน ฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงค่อนข้างมาก กรมฝนหลวงและการบินเกษตรก็ได้ร่วมกับกองทัพอากาศในการที่จะช่วยบรรเทาและยับยั้งในเรื่องของปัญหาลูกเห็บด้วย

อย่างไรก็ดี เพื่อเป็นการเตือนภัยและสร้างการรับรู้ข่าวสารให้กับเกษตรกรและประชาชนทั่วไป กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้นำฐานข้อมูลที่มีทั้งหมด มาถ่ายทอดผ่านการไลฟ์สด ทาง Facebook กรมฝนหลวงและการบินเกษตร เป็นประจำทุกวัน ซึ่งหากเกษตรกรหรือประชาชนเข้ามารับชม ก็จะทราบถึงสภาพอากาศ ได้รับการอธิบายเงื่อนไขของสภาพอากาศว่าเป็นอย่างไร มีการแจ้งเตือนพื้นที่เสี่ยงโดยใช้ข้อมูลของกรมอุตุนิยมวิทยา ทั้งเรื่องฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง เพื่อจะได้เตรียมการรับมือได้อย่างทันท่วงที และหากพื้นที่ใดได้รับปัญหาก็สามารถประสานงานกับกรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้ทันทีผ่านข้อความ โดยจะมีเจ้าหน้าที่ของกรมฝนหลวงและการบินเกษตรรับเรื่องและตอบปัญหาได้ทันที

“ผลจากการดำเนินงานมาต่อเนื่องตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ มีผลสัมฤทธิ์ถึง 90% ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่สูง หากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา เนื่องจากสภาพอากาศค่อนข้างเอื้ออำนวยในระดับหนึ่ง แต่สิ่งที่ยังต้องให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษคือพื้นที่ภาคเหนือตอนบน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และตอนกลางของประเทศที่ยังประสบปัญหามีฝนน้อยกว่าที่อื่นๆ ส่วนพื้นที่ภาคใต้ที่ต้องให้ความสำคัญในช่วงเวลานี้คือพื้นที่ป่าพรุ ที่มีระดับน้ำลดลงพอสมควร ซึ่งมีโอกาสเกิดไฟไหม้ได้ อย่างไรก็ดี ต้องยอมรับว่า ในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศในปัจจุบัน ส่งผลให้การปฏิบัติการฝนหลวงทำได้ค่อนข้างยาก ดังนั้น สิ่งที่ดีที่สุดในการทำเกษตรคือการน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาปฏิบัติ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน นั่นคือเกษตรกรจะต้องมีแหล่งน้ำสำรองในพื้นที่เกษตรของตัวเอง เพื่อจะได้สำรองน้ำไว้ใช้ในช่วงฝนทิ้งช่วงซึ่งจะช่วยบรรเทาได้ในระดับหนึ่ง ทั้งนี้ พี่น้องเกษตรกรและประชาชน สามารถขอรับบริการฝนหลวงและติดตามข้อมูลข่าวสารของกรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้ที่ช่องทาง Facebook กรมฝนหลวงและการบินเกษตร Twitter Instagram Line OfficialAccount : @drraa_pr และหมายเลขโทรศัพท์ 0-2109-5100” อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ฝากทิ้งท้าย