บทความพิเศษ : ชำแหละ! ระบบการเข้ามหาวิทยาลัย ที่ไม่ได้ออกแบบไว้สำหรับทุกคน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/560419

บทความพิเศษ : ชำแหละ!ระบบการเข้ามหาวิทยาลัย ที่ไม่ได้ออกแบบไว้สำหรับทุกคน

บทความพิเศษ : ชำแหละ!ระบบการเข้ามหาวิทยาลัย ที่ไม่ได้ออกแบบไว้สำหรับทุกคน

วันเสาร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

1.กว่า 60 ปีแล้วที่ระบบการศึกษาของประเทศไทย ให้ความสำคัญไปกับการสอบเข้ามหาวิทยาลัย มากกว่าคุณภาพของการเรียนรู้ที่นักเรียนควรต้องได้รับเพราะนักเรียนทุกคนได้รับการปลูกฝังเอาไว้ว่า การได้เรียนมหาวิทยาลัย ในคณะสาขาวิชาที่ต้องการ คือ การวางเป้าหมายให้กับอนาคตของตัวเอง ทั้งเรื่องของหน้าที่การงาน รายได้ และการยอมรับของสังคม ดังนั้น คงปฏิเสธไม่ได้ว่า การแข่งขันที่จะสอบให้ได้ ทำคะแนนให้ดีกว่าคู่แข่งขัน (นักเรียนคนอื่น) จึงกลายเป็นเกณฑ์หลักที่ถูกกำหนดเอาไว้สำหรับนักเรียนทุกคน

สำหรับผม กระบวนการเช่นนี้ เป็นเงื่อนไขที่ขัดขวางการพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนเป็นอย่างมาก และส่งผลในการสร้างความกดดันต่อจิตใจของนักเรียนมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ “การเรียนรู้” ซึ่งเป็นหมุดหมายหลักถูกวางอันดับความสำคัญอยู่หลังการเป็นผู้ชนะ หรือสอบแข่งขันสำเร็จ ส่งผลให้ระบบการเรียนการสอนของนักเรียนผิดเพี้ยน และหลงทาง ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้เอง ผมจึงอยากชวนให้เรากลับมาทบทวนและช่วยกันคิดเรื่องระบบและกระบวนการคัดเลือกนักเรียนเข้าเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยกันเสียใหม่ เพื่อจัดวางนโยบายทางการศึกษาที่เหมาะสมสำหรับนักเรียนต่อไปในอนาคตได้

2.คงต้องเริ่มกันที่ การนำเสนอระบบและกระบวนการคัดเลือกนักเรียนเข้าสู่มหาวิทยาลัยในปัจจุบันกันก่อน เพื่อให้มองเห็นภาพอย่างชัดเจน
ซึ่งระบบและกระบวนการดังกล่าวนั้น ตั้งอยู่บนหลักการสำคัญ คือ หนึ่ง คัดเลือกคนเก่งวิชาการ และสอง การคัดเลือกต้องโปร่งใส ไม่มีทุจริต หลักการสำคัญทั้ง 2 ข้อนี้ นำไปสู่การทดสอบที่หลากหลาย และกระบวนการคัดเลือกที่มีการตรวจสอบ และควบคุมอันเข้มข้น

สำหรับการคัดเลือกคนเก่งวิชาการ ถูกออกแบบให้นักเรียนต้องสอบถึง 3 ประเภท คือ 1.การสอบ O-Net 2.การสอบ GAT และ PAT และ 3.การสอบวิชาสามัญ9 วิชา ซึ่งการสอบ O-Net เป็นการสอบเพื่อวัดมาตรฐานนักเรียน จากการเรียนในชั้นเรียนปกติ โดยเป็นการสอบทั้งประเทศ ดังนั้น คะแนนของนักเรียนและค่าเฉลี่ยคะแนนของนักเรียนในแต่ละโรงเรียน จะสามารถสะท้อนว่า นักเรียนและโรงเรียนอยู่ในระดับตรงไหน สูง หรือปานกลาง หรือต่ำ

ในการเปรียบเทียบนักเรียนและโรงเรียนทั่วประเทศ ผ่านการสอบ O-Net นั้น จะนำมาตรฐานที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดมาเป็นเกณฑ์ คือ ถ้าการเรียนการสอนในชั้นเรียนมีคุณภาพ นักเรียนจะต้องสอบO-Net ได้คะแนนไม่ต่ำกว่าเกณฑ์คะแนนมาตรฐาน หรือร้อยละ 50 ซึ่งผลคะแนน O-Net จะเป็นตัวบอกกับผู้บริหารการศึกษาในระดับกระทรวงว่า กลุ่มโรงเรียนที่ได้คะแนนสูงกว่าเกณฑ์ หรือต่ำกว่าเกณฑ์เหล่านั้น อยู่ตรงไหนกันบ้าง พูดให้ชัดก็คือ ผลลัพธ์การสอบที่ออกมาจะเป็นตัวชี้เป้า เพื่อวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหาหรือความสำเร็จ แล้วนำไปสู่การแก้ไขในระดับนโยบายต่อไปในระดับกระทรวง ส่วนในระดับสถานศึกษา ผู้อำนวยการโรงเรียน และคณะกรรมการสถานศึกษา ก็จะได้นำคะแนน O-Net ของนักเรียนในโรงเรียนที่รับผิดชอบ ไปสังเคราะห์เป็นข้อมูลสำหรับการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนให้ดีมากยิ่งขึ้นต่อไป

3.ส่วนการสอบ GAT และ PAT คือการวัดความรู้ทั่วไป และความรู้ทางวิชาชีพ ซึ่งนักเรียนต้องแสดงคะแนนให้กับมหาวิทยาลัย ตามรายคณะวิชาที่ต้องการสมัครเข้าไป ทำให้คะแนน GAT และ PAT จึงสำคัญต่อการคัดเลือกนักเรียน เพราะเป็นการประเมินว่า นักเรียนแต่ละคนมีความสามารถที่จะเรียนในสาขาวิชานั้นได้มากน้อยเพียงใด จะสำเร็จหรือไม่

เท่าที่ผมทราบ แต่ละคณะวิชาของมหาวิทยาลัยต่างๆ ไม่ได้นำผลคะแนน GAT และ PAT ไปเทียบเคียง หรือเชื่อมโยงกับผลสำเร็จของการเรียนในมหาวิทยาลัย แล้วรายงานให้กับสำนักทดสอบทางการศึกษา (สทศ.) ของประเทศ (ตามที่ควรจะเป็น) จึงทำให้ไม่สามารถยืนยันได้จากฐานข้อมูลจริง ว่าคะแนน GAT และ PAT สัมพันธ์กับผลสัมฤทธิ์ของการเรียนในมหาวิทยาลัยหรือไม่ เพียงใด แต่อย่างไรก็ตาม คะแนน GAT และ PAT ก็ยังคงเป็นผลคะแนนสำคัญ ที่ทางมหาวิทยาลัยใช้เป็นเกณฑ์ในการคัดเลือกนักเรียนเข้ามหาวิทยาลัยอยู่ดี  

สำหรับคะแนนผลสอบวิชาสามัญ 9 วิชา เช่น คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา ภาษาอังกฤษ ฯลฯก็เป็นการวัดความรู้พื้นฐานรายวิชา เพื่อประกอบกับคะแนน GAT และ PAT โดยข้อสอบวิชาสามัญ 9 วิชา มุ่งไปที่การช่วยแยกแยะความสามารถทางวิชาการ ในแต่ละวิชาของนักเรียน เพื่อให้ทางมหาวิทยาลัยสามารถรับทราบได้ว่า นักเรียนแต่ละคนมีความสามารถทางวิชาการที่แตกต่างกันอย่างไร ซึ่งก็เป็นที่แน่นอนว่าทางมหาวิทยาลัยก็จะคัดเลือกนักเรียนที่ได้คะแนนวิชาสามัญสูงเอาไว้ก่อน

4.จะเห็นว่า การสอบทั้ง 3 ส่วนนี้ คือ ใบผ่านทางสำหรับการเข้าสู่มหาวิทยาลัยของนักเรียน โดยมีการให้ความสำคัญอันลดหลั่นกันมา ตั้งแต่การสอบ O-Net(วัดมาตรฐานการเรียนการสอนของโรงเรียน) ที่ไม่ต่ำกว่า60% ก็ถือว่า ผ่านขั้นต้นแล้ว จากนั้นมหาวิทยาลัยจะไปพิจารณาจากคะแนน GAT PAT และวิชาสามัญ ที่มีความชัดเจนในแง่เจตนารมณ์มากกว่า

ทั้งหมดนี้ บอกกับเราว่า การคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย “ความสามารถทางวิชาการ” คือคำตอบ นั่นหมายถึง คะแนนสอบเป็นความสำคัญ ด้วยเหตุผลของความจริงในประเด็นนี้ จึงส่งผลให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย (โดยเฉพาะ ม.5 และ ม.6) จะไม่สนใจเรียนในชั้นเรียนของโรงเรียนอีกต่อไป แต่ไปให้ความสำคัญกับการเรียนติวกับครูที่มีชื่อเสียงเป็นรายวิชา และนำไปสู่การเสียค่าใช้จ่ายสูงตามมาอย่างปฏิเสธไม่ได้ ดังนั้น สำหรับโรงเรียนในช่วงเวลา 2 ปีสุดท้ายของชั้นเรียนมัธยมปลาย ก็แทบไม่สามารถจัดการเรียนการสอนอย่างมีคุณภาพได้ เพราะนักเรียนส่วนใหญ่ไปให้ความสำคัญกับการติวรายวิชากันหมด ทำให้นักเรียนที่อยู่ฐานราก (ครอบครัวที่มีเงินไม่มาก) เกิดความเสียเปรียบด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจ และกลายเป็นผู้แพ้ตั้งแต่ยังไม่ได้ทำการแข่งขัน

คำถามสำคัญก็คือ ระบบการคัดเลือกนักเรียนเข้ามหาวิทยาลัยควรเป็นอย่างไร เพื่อเปิดให้นักเรียนทุกคนได้รับโอกาสในการเรียนรู้ที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียม ด้วยระบบการเรียนในชั้นเรียนปกติ ภายใต้ข้อจำกัดอันแตกต่างของแต่ละคน–โอกาสหน้าผมจะมาให้คำตอบของคำถามนี้

กนก วงษ์ตระหง่าน

บทความพิเศษ : ทำโรงเรียนให้เป็นโรงเรียน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/557160

บทความพิเศษ : ทำโรงเรียนให้เป็นโรงเรียน

บทความพิเศษ : ทำโรงเรียนให้เป็นโรงเรียน

วันเสาร์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ในปีที่ผ่านมา มีประเด็นเกี่ยวกับโรงเรียนและครูได้รับความสนใจจากสังคม โดยเฉพาะนักเรียนและบรรดาผู้ปกครองของพวกเขาเหล่านั้นเป็นอย่างมากรวมไปถึงการวิพากษ์วิจารณ์ในแง่มุมต่างๆ อันหลากหลายผ่านช่องทางสื่อหลักและสื่อออนไลน์ ผมจึงถือโอกาสสรุปประเด็นที่มีการกล่าวถึงโรงเรียนและครูตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นออกมา เพื่อขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการหาทางออกที่เหมาะสมแก่ทั้งครู โรงเรียน และนักเรียน (ผู้ปกครอง) ดังนี้

ประเด็นแรก คือ เรื่องของความรุนแรงและการใช้อำนาจ ซึ่งในปีที่ผ่านมาผมได้พยายามสื่อสารในเรื่องนี้มาโดยตลอดว่า นี่เป็นปัญหาที่ต้องจัดการโดยเร็ว เพราะถ้าไม่แก้ไขจะยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งก็มีตั้งแต่ครูลงโทษรุนแรงกับนักเรียน นักเรียนกระทำรุนแรงและคุกคามกันเอง ไปจนถึงกฎระเบียบของโรงเรียนที่นักเรียนไม่ยอมรับ โดยเฉพาะเรื่องทรงผมและเครื่องแบบ นั่นอาจตีความหมายได้ว่า สภาพสังคมในโรงเรียนไม่น่าอยู่ และสร้างปัญหาให้กับนักเรียน

ประเด็นที่สอง คือ เรื่องคุณภาพของการเรียนรู้ ซึ่งถ้าตามอ่านบทความของผมจะทราบอย่างชัดเจนว่า ผมเตือนเรื่องครูและโรงเรียนไม่สามารถสอนให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ที่มีคุณภาพได้มาโดยตลอด ปัญหานักเรียนคิดวิเคราะห์ และแก้ปัญหาไม่เป็น รวมไปถึงคุณภาพการศึกษาด้านวิชาการอ่อน ถึงตอนนี้ยิ่งชัดเจนแล้วหลังจากปรากฏผลคะแนนสอบ O-NET ของนักเรียนไทยที่สอบตกทั้งประเทศ อีกทั้งคะแนน PISA ที่ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านมาก

นี่เป็นปัญหาเรื้อรังมานานหลายสิบปี ที่ถึงปัจจุบันนี้ก็คงกลายเป็นคำถามที่ชวนน่ากังวลขึ้นมาว่า “เรามีโรงเรียนแบบนี้ไปทำไม” สำหรับผมถ้าโรงเรียนไม่สามารถตอบคำถามนี้ เพื่อให้สังคมยอมรับในเรื่อง “คุณค่าและประโยชน์” ของโรงเรียนได้ ก็ควรต้องยุบทิ้งไป เพราะไม่มีเหตุผลอะไรที่รัฐบาลจะต้องเอาภาษีประชาชนไปอุดหนุนกับโรงเรียนที่ไม่สามารถทำหน้าที่ที่สังคมต้องการได้อีก

ดังนั้น สิ่งสำคัญที่ทุกคนต้องทำความเข้าใจก็คือ “เรามีโรงเรียนไปทำไม” ซึ่งผมแบ่งได้เป็น 4 เรื่องใหญ่ ดังนี้

1. การพัฒนาศักยภาพทางการคิดวิเคราะห์และแก้ปัญหาของนักเรียน เพื่อให้นักเรียนมีสมรรถนะการเรียนรู้และการแก้ปัญหาได้ด้วยตนเองต่อไป และเป็นปัจเจกบุคคลที่มีคุณภาพทางสติปัญญา

2. การสร้างและพัฒนาบุคลิกภาพและจิตสำนึกของนักเรียนให้สามารถที่ดำเนินชีวิตของตนเองได้และมีสำนึกความรับผิดชอบต่อส่วนรวม ผ่านกระบวนการค้นพบตัวเองและดึงศักยภาพของตนเองออกมาใช้ประโยชน์ทั้งต่อตนเองและส่วนรวม

3. การอยู่ร่วมกันกับคนอื่นที่แตกต่างด้วยความเข้าใจ และยอมรับความแตกต่างของแต่ละคนการเคารพในความคิดและตัวตนของคนอื่น ทำให้สามารถที่จะทำงานและใช้ชีวิตร่วมกับคนที่หลากหลายในสังคมได้โดยไม่สูญเสียความเป็นตัวตนของตนเอง

และ 4. การสร้างความเป็นพลเมืองร่วมกันผ่านการเข้าใจและยอมรับแรงยึดเหนี่ยวทางสังคมร่วมกันผ่านขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรมความเชื่อศรัทธา จนถึงกฎหมายของประเทศ รวมไปถึงการตระหนักถึงหน้าที่และความรับผิดชอบของตนเองในฐานะพลเมืองของประเทศที่จะต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อประเทศชาติและเพื่อนร่วมชาติ

ด้วยเป้าหมายทั้งหมดนี้ อาจกล่าวได้ว่า โรงเรียนที่ปฏิบัติหน้าที่ทั้ง 4 ประการตามที่กล่าวมาถือเป็นการขับเคลื่อนกลไกสำคัญในการ “สร้างคนและสร้างชาติ” อย่างแท้จริง แต่ในปัจจุบันตามที่กล่าวถึงปัญหาของโรงเรียนตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นไปแล้วนั้น โรงเรียนไม่ได้ทำหน้าที่เป็นกลไกของการสร้างคนและสร้างชาติ และอาจเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความขัดแย้งแตกแยกของคนในสังคม ซึ่งส่งผลให้ประเทศชาติเกิดความอ่อนแอขึ้น

ผมคิดว่า ถึงเวลาแล้วที่เราต้องมาตั้งคำถามพื้นฐานเกี่ยวกับ “โรงเรียน” โดยเฉพาะคำถามเกี่ยวกับ“การมีโรงเรียน” อย่างตรงไปตรงมา และค้นหาสาเหตุที่ทำให้โรงเรียนในปัจจุบันเบี่ยงเบนออกไปจากเป้าหมาย ของ “การมีโรงเรียนที่ควรจะเป็น” ซึ่งไม่ใช่เพียงเพื่อให้ครูมีงานทำ นักเรียนมีที่ไปรวมกลุ่มกับเพื่อน หรือผู้บริหารกระทรวงมีตำแหน่งและอำนาจ เท่านั้น

อันที่จริง “การทำโรงเรียนให้เป็นโรงเรียน” แม้ว่าจะเป็นความรับผิดชอบโดยตรงของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผ่านนโยบายของรัฐมนตรีว่าการที่ดูแลการบริหารจัดการทั้งหมด แต่เมื่อปัญหาไม่ได้รับการจัดการมาอย่างยาวนาน อีกทั้งคุณภาพการเรียนรู้ของนักเรียนก็เสมือนจะได้รับความสำคัญไม่มากนักในช่วงเวลาที่ผ่านมา ดังนั้น ถึงเวลาแล้วหรือยังครับ ที่พวกเรา(โดยเฉพาะคนที่สนใจเรื่องของการศึกษา) ต้องเปิดตัวออกมาร่วมด้วยช่วยกันตอบคำถามดังกล่าวนี้ เพื่อเสนอแนะกระบวนการหรือแนวทางที่จะปฏิรูปโรงเรียนให้เป็นสถานที่ในการสร้างความหมายทั้ง 4 ประการ (ดังที่ผมนำเสนอไป) สู่การเติบโตอย่างมีคุณภาพของนักเรียน ทั้งในด้านวิชาการและการดำเนินชีวิต เพราะการยกระดับคุณภาพการศึกษาไทย ไม่ควรต้อง “รอ” ต่อไปอีกแล้ว

กนก วงษ์ตระหง่าน

บทความพิเศษ : ยกระดับศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนสู่ธุรกิจบริการ แนะข้อมูลเครือข่ายเกษตรกรลดต้นทุนการผลิต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/556120

บทความพิเศษ : ยกระดับศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนสู่ธุรกิจบริการ แนะข้อมูลเครือข่ายเกษตรกรลดต้นทุนการผลิต

บทความพิเศษ : ยกระดับศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนสู่ธุรกิจบริการ แนะข้อมูลเครือข่ายเกษตรกรลดต้นทุนการผลิต

วันอังคาร ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตรต่อยอดการใช้ปุ๋ยเพื่อลดต้นทุนการผลิต ยกระดับสู่ธุรกิจบริการดินและปุ๋ยเพื่อชุมชน ผ่านกลไก ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) ที่มีศักยภาพ 394 ศูนย์ พร้อมเชื่อมโยงเครือข่ายเกษตรกร เพื่อขยายผลการจัดการดินและการใช้ปุ๋ยที่ถูกต้อง ให้ครอบคลุมพื้นที่การเกษตรในประเทศไทยมากยิ่งขึ้น

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตรเห็นความสำคัญของงานดินและปุ๋ย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยเพิ่มผลผลิตให้แก่พืชทั้งปริมาณและคุณภาพ แต่เกษตรกรส่วนใหญ่ยังขาดความรู้เรื่องการจัดการดินและการใช้ปุ๋ยที่ถูกต้อง จึงจัดตั้งศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) ขึ้น จำนวน 882 ศูนย์ ในปี 2558 ต่อมาปี 2560 ศดปช. ถูกจัดให้เป็นเครือข่ายของศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ด้านดินและปุ๋ยในพื้นที่ มีการบริหารจัดการโดยเกษตรกร เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการจัดการดินและการใช้ปุ๋ยเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต ให้บริการตรวจวิเคราะห์ดินด้วยชุดตรวจสอบ N P K และ pH ในดินแบบรวดเร็ว บริการวิชาการด้านดินและปุ๋ย โดยให้คำแนะนำการจัดการดินและการใช้ปุ๋ยที่ถูกต้องด้วยเทคโนโลยีการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน เพื่อลดต้นทุนการผลิตรวมถึงเทคโนโลยีด้านดินปุ๋ยอื่นที่เหมาะสม จัดกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมด้านดินและปุ๋ย จัดทำแปลงเรียนรู้ จุดสาธิตเพื่อขยายผลการใช้ปุ๋ยเพื่อลดต้นทุนการผลิต รวมทั้งบริการรวบรวมความต้องการและจัดหาแม่ปุ๋ยให้สมาชิกได้ใช้ตามคำแนะนำ ซึ่งผลการดำเนินงานของ ศดปช. 882 ศูนย์ ในปี 2563 สมาชิก ศดปช. สามารถลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยเคมีในพืชเศรษฐกิจสำคัญ ได้แก่ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง อ้อย ไม้ผล พืชผัก ยางพารา และปาล์มน้ำมัน ได้เฉลี่ย 25% และผลผลิตเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 14% ในพื้นที่ 222,293 ไร่

และเนื่องจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ส่งผลกระทบต่อการผลิตและการระบายสินค้าเกษตรของเกษตรกรไทย กรมส่งเสริมการเกษตรได้รับอนุมัติ “โครงการพัฒนาธุรกิจบริการดินและปุ๋ยเพื่อชุมชน (One Stop Service)” จาก ครม. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2563 ให้ใช้เงินกู้ภายใต้แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพื่อให้เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุนการผลิตด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการวิเคราะห์ดินและใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินและเพื่อพัฒนา ต่อยอด ศดปช. ที่มีศักยภาพให้สามารถดำเนินธุรกิจในการจัดหาปุ๋ยที่มีคุณภาพใช้ในชุมชน สร้างความเข้มแข็งและพึ่งพาตนเองให้แก่เกษตรกร โดยมีเกษตรกรเป้าหมายคือ เกษตรกรสมาชิก ศดปช. แปลงใหญ่ ที่ปลูกพืชเศรษฐกิจสำคัญ (ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อย มันสำปะหลัง ไม้ผล พืชผัก ยางพารา ปาล์มน้ำมัน) ใน 394 ศูนย์ 63 จังหวัด จำนวนประมาณ 107,000 ราย

ทั้งนี้ ศดปช. ทั้ง 394 ศูนย์ จะได้รับชุดตรวจวิเคราะห์ดิน (Soil test kit) แม่ปุ๋ย 3 สูตร ได้แก่ สูตร 46-0-0 สูตร 18-46-0 และ
สูตร 0-0-60 จำนวนหนึ่งเพื่อเป็นทุนตั้งต้นในการทำธุรกิจ และเครื่องผสมปุ๋ย จำนวน 1 เครื่อง โดยศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนให้บริการความรู้เรื่องดินและปุ๋ย บริการตรวจวิเคราะห์ดินด้วยชุดตรวจวิเคราะห์ดินแบบรวดเร็ว (Soil test kit) รวบรวมจัดหา บริการปุ๋ยคุณภาพดีให้แก่สมาชิก และบริการผสมปุ๋ยด้วยเครื่องผสมปุ๋ย หากเกษตรกรไม่สามารถผสมปุ๋ยเองได้ รวมทั้งสนับสนุนเกษตรกรรวมกลุ่มการเรียนรู้ โดย ศดปช. ต้องจดทะเบียนขายปุ๋ยกับกรมวิชาการเกษตร เพื่อจะได้สามารถขายปุ๋ยให้กับเกษตรกรทั่วไปได้ และเพื่อต้องการสร้างความมีส่วนร่วม สมาชิก ศดปช. ทุกคนต้องลงหุ้นเพื่อเป็นทุนในการบริหารจัดการ ทั้งค่าไฟฟ้า ค่าจ้าง เป็นต้น ตามรูปแบบการทำธุรกิจของแต่ละศูนย์ที่มีการประชุมวางแผนการดำเนินงานร่วมกัน

“หากศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนสามารถดำเนินธุรกิจบริการดินและปุ๋ยได้ ศูนย์จะมีรายได้จากการให้บริการตรวจวิเคราะห์ดิน จำหน่ายปุ๋ย และบริการผสมปุ๋ย มีเงินทุนหมุนเวียน สร้างรายได้ให้แก่ศูนย์จากผลกำไรของศูนย์ นอกจากสมาชิกจะได้รับผลประโยชน์แล้ว ยังสามารถแบ่งปันให้แก่ชุมชน ในรูปแบบสาธารณประโยชน์ต่างๆ และในอนาคตศูนย์ยังสามารถขยายธุรกิจบริการออกไปในด้านปัจจัยการผลิตอื่นๆ เพิ่มเติม ซึ่งจะทำให้ศูนย์มีความเข้มแข็ง สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืน”อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าว

ด้าน นายสิทธิพร เชิดนาม เลขาศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนวิสาหกิจชุมชนผลิตปุ๋ยบ้านไทรนอง ต.สองพี่น้อง อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี ซึ่งเป็นตัวอย่างโมเดลธุรกิจบริการดินและปุ๋ยเพื่อชุมชน เปิดเผยว่า ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนวิสาหกิจชุมชนผลิตปุ๋ยบ้านไทรนอง เกิดจากการรวมกลุ่มของชาวสวนในพื้นที่ ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจากกรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อให้เกษตรกรเรียนรู้และดำเนินการตรวจวิเคราะห์ดินก่อนการปลูกพืช นำไปสู่การเพิ่มธาตุอาหารที่ตรงกับความต้องการของพืช สามารถผสมปุ๋ยเคมีเพื่อใช้เอง ตามค่าวิเคราะห์ดินได้ ส่งผลให้ที่ผ่านมาช่วยลดต้นทุนในการทำการเกษตรให้สมาชิกได้เป็นอย่างดี และขณะนี้ได้มีการขยายผลเชื่อมโยงกับเครือข่าย ศพก. และแปลงใหญ่ เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้สู่การนำไปปฏิบัติได้เอง รวมถึงต่อยอดธุรกิจในการจัดหาปุ๋ยที่มีคุณภาพใช้ในชุมชน โดยให้สมาชิกถือหุ้นเพื่อให้ทุกคนมีส่วนร่วมและเพื่อใช้ในการบริหารจัดการ ซึ่งขณะนี้มีกำลังการผลิตประมาณ 8 ตันต่อวันเพื่อจำหน่ายให้กับเครือข่ายเกษตรกรในพื้นที่ตามคำสั่งซื้อเท่านั้น ซึ่งโครงการนี้ช่วยให้เกษตรกรมีความรู้เรื่องดิน การใช้ปุ๋ยที่ถูกต้องตามค่าวิเคราะห์ดิน ช่วยให้ลดต้นทุนการผลิตได้มาก

บทความพิเศษ : นโยบาย ‘โรงเรียนขนาดเล็ก’ ต้องทำเป็น และเห็นปัญหา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/556361

บทความพิเศษ : นโยบาย‘โรงเรียนขนาดเล็ก’ต้องทำเป็น และเห็นปัญหา

บทความพิเศษ : นโยบาย‘โรงเรียนขนาดเล็ก’ต้องทำเป็น และเห็นปัญหา

วันพุธ ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

1.ประเด็นในการควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กนั้น เป็นปัญหาสำคัญที่กระทรวงศึกษาธิการแก้ไขไม่ได้ ซึ่งมีประเด็นที่จะต้องพิจารณาอยู่ 3 เรื่อง คือ หนึ่ง บริบทหรือเงื่อนไขของสภาพแวดล้อมหรือชุมชนที่โรงเรียนตั้งอยู่เป็นอย่างไร และมีเหตุผลให้สมควรควบรวมหรือต้องรักษาโรงเรียนแห่งนั้นเอาไว้หรือไม่สอง กรณีที่มีการควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก กระทรวงศึกษาธิการสมควรที่จะต้องดำเนินการอะไรบ้าง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน หรือจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นจากการควบรวมดังกล่าว และสาม กรณีที่ไม่มีการควบรวม และปล่อยโรงเรียนขนาดเล็กให้ดำเนินการเรียนการสอนต่อไป กระทรวงศึกษาธิการจะต้องบริหารจัดการอะไร และอย่างไรบ้าง เพื่อให้โรงเรียนสามารถจัดการเรียนการสอนอย่างมีคุณภาพ และดำรงอยู่ได้

ถ้ากระทรวงศึกษาธิการมีคำตอบและแนวทางในการแก้ไขปัญหาตามประเด็นทั้ง 3 ได้สำเร็จ การควบรวมหรือการคงไว้ของโรงเรียนขนาดเล็ก ก็จะเกิดปัญหาน้อยลง และที่สำคัญคือนักเรียนจะได้รับประโยชน์จากโรงเรียนที่เขาศึกษา (ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนเดิม หรือโรงเรียนใหม่) ดังนั้น ผมจึงถือโอกาสขอแลกเปลี่ยนแนวทางนโยบายต่อโจทย์ทั้ง 3 ดังนี้

2.ประเด็นที่ 1 บริบทหรือเงื่อนไขของสภาพแวดล้อมหรือชุมชนที่โรงเรียนขนาดเล็กตั้งอยู่ แบ่งเป็น 2 กรณีสำคัญ คือ ก. โรงเรียนตั้งอยู่ในชุมชนที่มีความเจริญ การคมนาคมสะดวก และมีโรงเรียน หลายแห่งตั้งอยู่ในชุมชนนั้น หรือในชุมชนข้างเคียง แต่จำนวนนักเรียนในโรงเรียนเหล่านั้นมีน้อย จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม และ ข. กรณีโรงเรียนตั้งอยู่ในถิ่นทุรกันดารห่างไกลไม่มีโรงเรียนอื่นในพื้นที่ใกล้เคียง นักเรียนไม่สามารถเดินทางไปอีกโรงเรียนที่อยู่ห่างไกลได้ ซึ่งปัญหาพื้นฐานคือการคมนาคมระหว่างโรงเรียนไม่สะดวก มีความเสี่ยงต่ออันตรายจากการเดินทาง จนถึงค่าใช้จ่ายในการเดินทางสูง จึงทำให้นักเรียนไม่สามารถเดินทางไปเรียนที่โรงเรียนใกล้เคียงได้สภาพแวดล้อมเช่นนี้ จึงเป็นเหตุผลที่จะต้องเก็บรักษาโรงเรียนขนาดเล็กนั้นไว้

ประเด็นที่ 2 กรณีที่ต้องมีการควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กสำหรับประเด็นที่กระทรวงศึกษาธิการให้น้ำหนัก ไปอยู่ที่เรื่องการเดินทาง หรือการเคลื่อนย้ายนักเรียนออกจากโรงเรียนที่ถูกควบรวมไปยังโรงเรียนหลัก จึงเกิดการเสนอมาตรการเคลื่อนย้ายนักเรียนขึ้นมา ตั้งแต่การจัดซื้อรถตู้เพื่อรับส่งนักเรียน ไปจนถึงการให้ค่ารถกับนักเรียนเพื่อขึ้นรถรับจ้างในชุมชนไปโรงเรียนได้เอง แต่ประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นคือ การจัดซื้อรถตู้ต้องมีคนขับและค่าบำรุงรักษา ไปจนถึงค่าน้ำมันรถปรากฏว่ามาตรการสนับสนุนดังกล่าวไม่สามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่องจนนักเรียนเรียนจบหลักสูตรของโรงเรียนได้หรือปัญหาการจัดงบประมาณเป็นค่ารถให้นักเรียนทำได้เพียง 1-2 ปี แล้วหลังจากนั้นงบประมาณส่วนนั้นก็หายไป และค่ารถไปโรงเรียนจึงต้องตกเป็นภาระของพ่อแม่ผู้ปกครองนักเรียน ส่งผลให้ความน่าเชื่อถือต่อนโยบายจ่ายค่าเดินทางให้นักเรียนในกรณีควบรวมโรงเรียนหมดลง และอีกหนึ่งความกังวลก็คือ นักเรียนต้องเดินทางไปโรงเรียนในอีกชุมชนหนึ่ง ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่นักเรียนจะเดินทางไปไม่ถึงโรงเรียน เช่น การหลบหนีเที่ยว การแวะหาเพื่อนและไม่ไปโรงเรียน จนนำไปสู่การหลุดออกไปจากระบบของโรงเรียน

3.ประเด็นที่ 3 กรณีที่ไม่มีการควบรวม แล้วโรงเรียนขนาดเล็กต้องจัดการเรียนการสอนต่อไป นั่นแสดงว่ามีความจำเป็นที่จะต้องรักษาโรงเรียนนั้นไว้ ดังนั้น กระทรวงศึกษาธิการย่อมทราบดีแล้ว ว่าโรงเรียนขนาดเล็กเหล่านี้มีความขาดแคลนมากมาย ที่สำคัญคือ ขาดแคลนงบประมาณ และขาดแคลนครูซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียน ถ้าการไม่ควบรวมโรงเรียนนี้คือการปล่อยให้โรงเรียนต้องดิ้นรนด้วยการอยู่รอดของตนเอง การอยู่รอดของโรงเรียนดังกล่าวนี้ก็จะไปขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้อำนวยการและครูของโรงเรียน ที่จะขอความร่วมมือกับชุมชน โดยเฉพาะวัด และมูลนิธิ หรือผู้ใจบุญทั้งหลาย ให้ช่วยกันระดมทุนผ่านการบริจาคให้กับกิจกรรมการกุศลที่โรงเรียนจัดขึ้น เช่น การทอดผ้าป่า การขอบริจาค การร่วมลงแรงซ่อมแซมอาคารเรียนหรือห้องน้ำ เป็นต้น

การปล่อยให้โรงเรียนขนาดเล็กที่ไม่ต้องควบรวม ดำเนินการต่อไปเช่นที่สาธยายมานี้ ปัญหาก็คือ ถ้าปีใดไม่สามารถได้รับเงินช่วยเหลือเพียงพอต่อกิจการของโรงเรียน โรงเรียนก็ต้องรับสภาพจัดการเรียนการสอนตามเงื่อนไขหรือข้อจำกัดที่สามารถพอทำได้แก่นักเรียน เช่น การจ้างครูช่วยสอน การซ่อมแซมห้องน้ำ การจัดหาอุปกรณ์การเรียนการสอน เป็นต้น ดังนั้น การปล่อยให้โรงเรียนต้องช่วยเหลือตัวเองเช่นนี้ ท้ายที่สุด โรงเรียนก็ไม่สามารถคงสภาพการเรียนการสอนได้นาน เดี๋ยวก็ต้องปิดโรงเรียนโดยปริยาย

4.สำหรับผมแล้ว การไม่ควบรวมโรงเรียน แต่ก็ไม่ช่วยเหลือโรงเรียนให้สามารถจัดการเรียนการสอนได้ จึงเท่ากับเป็นการปิดโรงเรียนไปโดยปริยาย นี่คือความจริงและชะตากรรมของโรงเรียนขนาดเล็กที่กระทรวงศึกษาธิการปฏิเสธไม่ได้ดังนั้น สิ่งที่กระทรวงควรต้องทำก็คือ การจัดงบประมาณให้โรงเรียนขนาดเล็กสามารถคงสภาพโรงเรียนไว้ได้ เช่นงบประมาณเพื่อการจัดครูช่วยสอนในพื้นที่ ค่าอุปกรณ์การเรียนการสอน ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่ารักษาความสะอาด และความปลอดภัยของนักเรียน รวมไปถึงค่าอาหารเช้าและอาหารกลางวันที่โรงเรียนสามารถจัดอาหารที่มีคุณภาพและปริมาณเพียงพอต่อนักเรียนให้สามารถรับประทานอิ่มได้ เป็นต้น

การจัดงบประมาณให้เพียงพอต่อความจำเป็นเพื่อการคงสภาพโรงเรียนเอาไว้ได้ คือบทพิสูจน์ความจริงใจและความตั้งใจของกระทรวงศึกษาธิการในการรักษาโรงเรียนขนาดเล็ก ที่อยู่ในถิ่นทุรกันดารห่างไกลให้เป็นโรงเรียนที่มีคุณภาพ และสามารถสร้างความเป็นพลเมืองดีให้กับนักเรียนได้ นี่เป็นบทสรุปที่ผมอยากเสนอต่อกระทรวงศึกษาธิการ ในกรณีโรงเรียนขนาดเล็ก เพื่อการจัดการเรียนการสอนที่นำไปสู่การเรียนรู้ของนักเรียนอย่างมีคุณภาพในโรงเรียนเช่นนี้ให้ได้ เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการลดปัญหาความเหลื่อมล้ำของประเทศ และยังเป็นการยกระดับการใช้งบประมาณที่สร้างความคุ้มค่าอันจริงแท้ กว่าการมุ่งเพียงแต่จะอัดเงินลงไปเพื่อให้เกิดแค่การควบรวมโรงเรียนเหมือนที่ผ่านมาเท่านั้น

นี่คือ วิสัยทัศน์ (Vision) และกระบวนทัศน์ (Paradigm)เกี่ยวกับโรงเรียนขนาดเล็กที่ ผมอยากให้กระทรวงศึกษาธิการเข้าใจและเปลี่ยนแปลงครับ

กนก วงษ์ตระหง่าน

บทความพิเศษ : ทางออกปัญหาหนี้สินเกษตรกร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/555706

บทความพิเศษ : ทางออกปัญหาหนี้สินเกษตรกร

บทความพิเศษ : ทางออกปัญหาหนี้สินเกษตรกร

วันอาทิตย์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการจัดเสวนาเรื่อง “ชีวิตหนี้…นิยามใหม่การปรับตัวชาวนายุคโควิด-19” ที่ รร.รามาการ์เด้นส์ กรุงเทพฯ ซึ่งภายในงานได้กล่าวถึงผลสำรวจ “สุขภาพการเงินครัวเรือนเกษตรกรไทย” ระหว่างเดือน มี.ค. 2563 โดย สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ธนาคารแห่งประเทศไทย พบว่า “ครัวเรือนชาวนาส่วนใหญ่มีภาวะหนี้สินสูง เฉลี่ย 3.4 ก้อนและมีหนี้คงค้างเฉลี่ย 416,143 บาทต่อครัวเรือน” โดยครัวเรือนร้อยละ 50 มีหนี้สินคงค้างเกิน 300,000 บาท และร้อยละ 30 มีหนี้สินคงค้างเกิน 600,000 บาท

หนี้ของชาวนานั้นมาจาก 3 แหล่งหลัก คือ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สหกรณ์และกองทุนหมู่บ้าน และหนี้นอกระบบ ขณะที่ผลการศึกษาในปี 2563 โดย สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบว่า “สถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้เงินโอนจากสมาชิกในครัวเรือนชาวนาลดลง” จากปกติเฉลี่ยเดือนละ5,309 บาท เหลือเพียงเฉลี่ยเดือนละ 2,541 บาท ครัวเรือนเกษตรเกือบร้อยละ 60 จึงเริ่มมีปัญหาการชำระหนี้

เพ็ญนภา หงษ์ทอง นักวิจัยอิสระ กล่าวว่าถึงปัญหา “หนี้นอกระบบ” ของเกษตรกร ว่า เกษตรกรไม่มีความรู้เรื่องกฎหมายและไม่ตระหนักถึงสิทธิในกระบวนการยุติธรรมผลสุดท้ายจึงจบลงด้วยการประนีประนอมที่ฝ่ายโจทก์หรือเจ้าหนี้ เป็นฝ่ายได้เปรียบแต่เกษตรกรผู้เป็นลูกหนี้ไม่ได้รับความเป็นธรรม หากเกษตรกรมีนักกฎหมายคอยช่วยเหลือแนะนำจะช่วยให้เกิดการประนีประนอมที่เป็นธรรมมากขึ้น

เดชรัต สุขกำเนิด อดีตอาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แนะ 3 ข้อ ที่ต้องปรับปรุงเพื่อแก้ไขปัญหา ได้แก่ 1.ปรับแก้กติกาหรือสัญญาสินเชื่อ ระบบติดตาม และบังคับหนี้สินให้เป็นธรรม เช่น กำหนดให้สถาบันการเงินแสดงรายละเอียดการคำนวณดอกเบี้ยค้างชำระ ดอกเบี้ยปรับและค่าธรรมเนียมอื่นๆ ให้ชัดเจนและโปร่งใส ต้องเข้มงวดกับการห้ามทำสัญญาเงินกู้ใหม่ที่รวบเอาเงินต้นและดอกเบี้ยเดิมมาเป็นยอดเงินต้นก้อนใหม่

2.ต้องมีการเจรจาไกล่เกลี่ยเพื่อปรับโครงสร้างหนี้สินโดยกลไกปกติ การเพิ่มแรงจูงใจของสถาบันการเงินและลูกหนี้ในการเข้าร่วมไกล่เกลี่ยหนี้สิน ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนในการฟ้องร้องดำเนินคดี และ 3.ต้องเพิ่มทางเลือกและขีดความสามารถในการชำระหนี้ของเกษตรกร เช่น การเข้าถึงตลาดที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นและมีความแน่นอนมากขึ้น การจัดการโครงสร้างการผลิตให้สามารถจัดการความเสี่ยงต่างๆ ได้มากขึ้น รวมถึงมีช่องทางเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อปรับโครงการสร้างการผลิตและการตลาด

จารุวัฒน์ เอมซ์บุตร SIAMLab คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้ให้เห็นว่า “ปัจจัยส่วนบุคคลของตัวเกษตรกร เช่น ความซื่อสัตย์ การใจสู้ และครอบครัวที่คอยสนับสนุนมีผลต่อการชำระหนี้” พร้อมกับต้องหาความรู้เพิ่มเติมเพื่อหารายได้เสริม ประหยัดต้นทุน และเรียนรู้วิธีบริหารจัดการทรัพย์สิน ทั้งนี้บทบาทของผู้นำกลุ่มกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรยังมีส่วนสำคัญมากอีกด้วย จึงเสนอให้ “ภาครัฐต้องจัดทำแนวทางพัฒนาเกษตรกรใน 3 ด้าน เพื่อช่วยแก้ปัญหาหนี้สิน” ได้แก่ ด้านการสื่อสาร ด้านทุนสนับสนุน และด้านข้อมูลข่าวสาร

ผศ.ดร.ชญานี ชวะโนทย์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองว่า “ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกษตรกรติดอยู่ในวงจรหนี้สินคือการมีผลิตภัณฑ์หรือสินเชื่อทางการเงินที่ไม่เหมาะสมกับลักษณะอาชีพ” ดังนั้น สินเชื่อและการชำระหนี้ของเกษตรกรควรมีความยืดหยุ่น เช่น ชำระตามรอบการผลิตเพื่อให้รอบรายรับกับรายจ่ายในการทำเกษตรได้สอดคล้องกันมากขึ้น หรือมีการกำหนดแรงจูงใจอย่างการลดดอกเบี้ยบางส่วน

การลดต้นลดดอก หรือมีรางวัลให้กับเกษตรกรที่สามารถจ่ายคืนหนี้ได้ก่อนครบกำหนดชำระในเดือนมีนาคมสำหรับหนี้ ธ.ก.ส. เป็นต้น นอกจากนี้ ยังต้องให้องค์ความรู้การบริหารจัดการหนี้สินแก่เกษตรกร การจัดทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย รวมถึงเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงอย่างการทำประกันภัยพืชผลหรือการใช้เทคโนโลยีเก็บข้อมูลในพื้นที่มาประมวลผลเพื่อคำนวณแนวโน้มผลผลิตในแต่ละรอบการผลิต

“การเปลี่ยนแปลงวิธีการผลิต” ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญในการแก้ปัญหาหนี้สินของเกษตรกร ดังที่ เกียรติศักดิ์ ยั่งยืน นักวิชาการอิสระ ให้ความเห็นว่า เกษตรกรจะออกจากวงจรหนี้หรือบรรเทาลงได้ต้อง 1.ปรับการผลิตสู่ระบบอินทรีย์ ตั้งแต่การบริหารจัดการการใช้ประโยชน์ที่ดิน ปรับระบบเกษตรกรรมสู่การทำนาอินทรีย์ ปรับตัวสู่การเป็นชาวนานักคิดและปรับปรุงพันธุ์ข้าว กับ 2.พัฒนาช่องทางการตลาดผลผลิตอินทรีย์ให้หลากหลาย

ภายในงานยังมีตัวอย่างของ บุญชู มณีวงษ์ กลุ่มพันธมิตรเกษตรกรบ้านนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี และ สุนทร คมคาย กลุ่มเกษตรอินทรีย์เขาไม้แก้ว จังหวัดปราจีนบุรีที่ปรับตัวจนสามารถแก้ไขปัญหาหนี้สินได้ โดยมีแนวทางคล้ายคลึงกันคือ “การเพิ่มความรู้ด้านการบริหารจัดการเงินและหนี้สิน ลดรายจ่าย และเพิ่มรายได้เสริมผ่านช่องทางต่างๆ” จนหนี้ที่มีอยู่บรรเทาลงไปมาก

สุนทรแนะนำว่าการทำเกษตรอาจต้องมีหลายช่องทางเพื่อกระจายความเสี่ยงในการจัดการ ตอนกู้ก้อนโตอาจต้องวางแผนใช้หนี้เพราะบางอย่างต้องอาศัยเวลา เช่น การกู้มาพัฒนาแหล่งน้ำหรือที่ดินจะไม่ให้รายได้ในเร็ววัน แต่ต้องใช้เงินก้อนใหญ่มาก แล้วในวงการเกษตรมันแปรปรวน มีความเสี่ยงสูง ช่วงทำเกษตรแรกๆ ส่วนตัวยอมรับว่า ต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ สำคัญสุดคือการตลาด

เราต้องชัดเจนว่า จะปลูกอะไรและขายได้แน่นอน ลดความเสี่ยงว่าจะใช้หนี้ไม่ได้ ทำช่องทางผลิตให้มีความหลากหลายและรู้ว่าจะขายได้เท่าไหร่!!!

มูลนิธิชีวิตไท

บทความพิเศษ : กสก.ชวนเกษตรกรหยุดเผาคืนชีวิตให้ดิน นำเศษวัสดุเหลือใช้ในพื้นที่สร้างมูลค่าเพิ่ม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/555337

บทความพิเศษ : กสก.ชวนเกษตรกรหยุดเผาคืนชีวิตให้ดิน  นำเศษวัสดุเหลือใช้ในพื้นที่สร้างมูลค่าเพิ่ม

บทความพิเศษ : กสก.ชวนเกษตรกรหยุดเผาคืนชีวิตให้ดิน นำเศษวัสดุเหลือใช้ในพื้นที่สร้างมูลค่าเพิ่ม

วันศุกร์ ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร ชวนเกษตรกรหยุดเผาพื้นที่การเกษตรเพื่อลดปัญหามลพิษ ปรับเปลี่ยนวิธีการจัดการเศษวัสดุทางการเกษตรเพื่อช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์และคืนชีวิตให้ดินและสร้างมูลค่าเพิ่ม จากการนำวัสดุเหลือใช้จากพื้นที่การเกษตรไปใช้ประโยชน์

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตรมีแนวทางในการดูแลปัญหาเรื่องการเผาในพื้นที่เกษตร โดยการสร้างและพัฒนาเครือข่ายเกษตรปลอดการเผา เพื่อเร่งรัด จัดการ และแก้ไขปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม ที่นอกจากจะทำให้เกิดมลพิษและหมอกควันทำลายชั้นบรรยากาศของโลกแล้ว ยังเป็นการทำลายอินทรียวัตถุ ธาตุอาหาร และโครงสร้างดิน ทำให้ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ ทำให้ผลผลิตลดต่ำลง และมีต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้น โดยการนำร่องสาธิตการจัดการเศษวัสดุเหลือใช้จากภาคการเกษตรเพื่อลดปัญหาการเผาในพื้นที่การเกษตร มาตั้งแต่ ปี 2547 เป็นต้นมา มีกลยุทธ์หลักในการเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจในสภาพปัญหาที่เกิดจากการเผา แนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหา และนำเสนอทางเลือกในการจัดการเศษวัสดุเหลือใช้จากภาคการเกษตร เพื่อสร้างให้เกิดการปรับเปลี่ยนทัศนคติและจิตสำนึกของเกษตรกรให้ตระหนักถึงผลเสียจากการเผา และมีความรู้ความเข้าใจในการใช้เทคโนโลยีการเกษตรทดแทนการเผา นอกจากนี้ ยังได้จัดทำโครงการให้ความรู้แก่เกษตรกร เน้นให้นำวัสดุเหลือใช้จากพื้นที่การเกษตรไปใช้ประโยชน์อื่นแทนการเผามาอย่างต่อเนื่อง เช่น การทำปุ๋ยหมัก การทำเชื้อเพลิงไว้ใช้ในครัวเรือน การทำวัสดุปลูก รวมถึงยังได้ร่วมบูรณาการกับภาคเอกชนในการผลิตชีวมวลอัดแท่ง โดยรับซื้อฟางอัดก้อน จากเกษตรกร เพื่อนำไปใช้เป็นวัตถุดิบ ในการผลิต และนำชีวมวลที่ได้ ไปใช้ในโรงงาน ปูนซีเมนต์ ของ SCG และร่วมกับบริษัท SCG ซีเมนต์จำกัด และบริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัดในการทำ MOU มอบเครื่องจักรกลการเกษตร เพื่อใช้ในโครงการ “ฟางอัดก้อน ลดการเผา Zero Burn” และฝากถึงเกษตรกรให้ร่วมใจ “หยุดเผา” การหยุดเผาได้ประโยชน์ 5 ดี 1 อากาศดี 2 สุขภาพดี 3 ดินดี4 สิ่งแวดล้อมดี 5 รายได้ดี

ด้านนายกิตติพันธ์ จันทาศรี ผู้อำนวยการกองส่งเสริมโครงการพระราชดำริ การจัดการพื้นที่และวิศวกรรมเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมส่งเสริมการเกษตรได้จัดทำโครงการหยุดเผาในพื้นที่การเกษตร เพื่อแก้ไขปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรกรรมที่สร้างปัญหามลพิษและหมอกควัน โดยเริ่มต้นนำร่องจาก 10 จังหวัดภาคเหนือตอนบน และได้ขยายผลครอบคลุม 60 จังหวัดในปัจจุบัน โดยเฉพาะพื้นที่ทำนา ที่เป็นปัญหามากในภาคกลาง ภาคอีสาน และภาคเหนือ เนื่องจากเกษตรกรมักจะเผาตอซังฟางข้าวเพื่อความสะดวกในการไถเตรียมดินสำหรับการเพาะปลูกในรอบถัดไป รวมถึงพื้นที่ปลูกอ้อยในภาคกลาง และภาคอีสาน ที่เกษตรกรมักจะเผาใบอ้อย เพื่อความสะดวกในการตัดอ้อย และพื้นที่บนที่สูงทางภาคเหนือ ที่เผาพื้นที่เพราะต้องการทำไร่ข้าวโพด เป็นต้น โดยกรมส่งเสริมการเกษตรได้เข้าไปส่งเสริมให้ความรู้พื้นฐานด้านการหยุดเผาและชี้ให้เห็นถึงผลกระทบที่เกิดจากการเผาในพื้นที่การเกษตร นำเสนอทางเลือกและสาธิตการใช้เทคโนโลยีการเกษตรทดแทนการเผาแก่เกษตรกร เพื่อปรับเปลี่ยนทัศนคติและจิตสำนึกของเกษตรกรให้ยอมรับการทำการเกษตรแบบปลอดการเผา ส่งเสริมให้เกิดการรวมกลุ่มของเกษตรกรเพื่อสร้างเครือข่ายเกษตรกรปลอดการเผา โดยคัดเลือกและแต่งตั้งผู้แทนเกษตรกรเพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการป้องกันและแก้ไขปัญหาการเผาในพื้นที่การเกษตรของพื้นที่นำร่อง วิเคราะห์ปัญหา ความพร้อมของชุมชน และจัดทำแผนชุมชนด้านการแก้ไขปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตร รวมทั้งสร้างมาตรการทางสังคม กฎ ระเบียบ ข้อตกลงของชุมชนเพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหา ตลอดจนประมวลสรุปองค์ความรู้/ภูมิปัญญาท้องถิ่น และกำหนดแผนการเรียนรู้เพื่อพัฒนาวิธีการผลิต มุ่งสู่การทำการเกษตรปลอดการเผา เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังได้นำเสนอทางเลือกวิธีต่างๆ ให้เกษตรกรดำเนินการเพื่อทดแทนการเผา โดยใช้วิธีการนำร่องส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีทดแทนการเผา ทำเป็นจุดเรียนรู้ให้เกษตรกรมีส่วนร่วมและเข้าถึงเทคโนโลยีทดแทนการเผาต่างๆ ตามบริบทของแต่ละพื้นที่ ยกตัวอย่าง เช่น ให้หยุดเผา และหันมาทำการไถกลบตอซังฟางข้าว ใบอ้อย หรือเศษซากพืช เพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน คืนชีวิตให้ดิน เพราะถ้าดินดี เกษตรกรก็จะได้รับผลผลิตสูง มีรายได้เพิ่มขึ้น โดยในปี 2563 พบว่ามีเกษตรกรปรับเปลี่ยนมาไถกลบตอซัง 3,858,622 ไร่ สามารถลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยเคมีได้ 837,320,974 บาท (คิดเป็นมูลค่า N P K 217 บาท/ไร่) รวมถึงแนะนำให้นำเศษตอซังฟางข้าว หรือเศษวัสดุการเกษตรอื่นๆ ที่เหลือทิ้งในแปลงเพาะปลูก มาทำปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยหมัก เพื่อใช้ทดแทนปุ๋ยเคมีทำให้ลดต้นทุนการผลิต และลดปัญหาสิ่งแวดล้อม ซึ่งในปี 2563 สามารถผลิตปุ๋ยอินทรีย์ได้ 52,358,652 กิโลกรัม สร้างรายได้ 209,434,608 บาท (ราคาขาย 4 บาท/กก.)นำเศษวัสดุการเกษตร มาใช้เลี้ยงสัตว์ เช่น นำมาอัดก้อน หรือนำมาทำอาหารหมักเพื่อใช้เลี้ยงโค โดยในปี 2563 พบว่าสามารถผลิตฟางอัดฟ่อนได้ประมาณ 508,584,994 กิโลกรัม (37,027,751 ก้อน) สร้างรายได้ 1,110,832,530 บาท (ราคาขาย 30 บาท/ก้อน) นอกจากนี้ ยังนำมาใช้ประโยชน์ทางด้านพลังงาน เป็นพลังงานทดแทน เช่น นำผลิตเป็นเชื้อเพลิงอัดแท่ง หรืออัดก้อน เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิง ให้ความร้อนในการผลิตทางกระบวนการอุตสาหกรรมหรือนำมาใช้ทำอาหารในครัวเรือน ซึ่งในปี 2563 พบว่าสามารถนำเศษวัสดุทางการเกษตรมาผลิตถ่านอัดแท่งได้ประมาณ 24,048 กก. สร้างรายได้ 480,960 บาท (ราคาขาย 20 บาท/กก.) หรือจะนำมาเพาะเห็ดนำฟางมาเป็นวัสดุเพาะเห็ด 386,633 กก. สร้างรายได้ 57,994,950 บาท(ราคาขาย 150 บาท/กก.) หรือจะนำมาผลิตของใช้ หรือของประดับก็ได้เช่นกัน

“อยากให้เกษตรกรให้คำนึงถึงผลกระทบจากการเผาเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรแล้วปรับเปลี่ยนมาใช้ประโยชน์จากเศษวัสดุเหล่านี้ให้เป็น เพราะจะช่วยลดต้นทุนการผลิตและสร้างมูลค่าเพิ่มให้เกษตรกรได้อีกหลายเท่าตัว” นายกิตติพันธ์ กล่าวทิ้งท้ายเข้มแข็ง ยุติธรรมเข้มแข็ง ยุติธรรมกิตติพันธ์ จันทาศรีกิตติพันธ์ จันทาศรี