บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ลิงกับปูขุดรูแข่งกัน

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ลิงกับปูขุดรูแข่งกัน

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ลิงกับปูขุดรูแข่งกัน

วันศุกร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.10 น.

                 กาลครั้งหนึ่งไม่นานมานี้   ที่ป่าชายเลนริมทะเล   มีลิงแสมหนุ่มชื่อจ๋อ ที่มีความสามารถรอบด้าน เช่นการปีนต้นไม้และดำน้ำจับปลา โดยมีความเชี่ยวชาญพิเศษในการเอาหางแย่รูปู ให้ปูหนีบหาง  ดึงหางลากปูขึ้นมา  แล้วใช้หินทุบกระดองปูเพื่อกินเนื้อปูเป็นอาหาร     ลิงจ๋อมีความภูมิใจในความเก่งกล้าของตนมาก  ชอบคุยโม้ท้าแข่งขันกับสัตว์อื่นทุกตัว  ด้วยความลำพองใจ

                วันหนึ่ง ขณะที่ลิงจ๋อกำลังปีนต้นแสมอยู่ที่ป่าชายเลน    เห็นปูตัวหนึ่งคลานต้วมเตี้ยมขึ้นมาจากรู เพื่อหาอาหารและเดินเล่นบนชายหาด    จ๋อไม่รอช้า กระโดดเข้าหา แล้วใช้มือตะครุบจับปูตัวนั้นด้วยความว่องไว  ปูตกใจมาก ร้องขอชีวิต

                “อย่าเพิ่งกินฉันเลย  ลิงจ๋อ ฉันมีข้อเสนอดีๆ มาให้” ปูกล่าว

               “ข้อเสนออะไร?” จ๋อถามอย่างสงสัย

               “จ๋อไม่ได้เก่งทุกอย่างตามที่คุยโม้หรอก  มาแข่งขุดรูแข่งกันไหมล่ะ ถ้าจ๋อชนะ ฉันจะยอมให้กิน แต่ถ้าฉันชนะ จ๋อต้องปล่อยฉันไป” ปูเสนอ

               ลิงจ๋อลำพองใจในความเก่งกล้าสามารถของตัวเองที่ไม่เคยแพ้ใคร  จึงตอบตกลง ว่าจะไปแข่งที่ขุดรูที่หาดทราย โดยขอให้เสือเป็นกรรมการ

               เมื่อไปถึงหาดทราย ลิงจ๋อเริ่มขุดรูอย่างรวดเร็ว ด้วยความถนัดในการปีนป่าย จ๋อจึงขุดรูได้ลึกและรวดเร็ว   แต่เมื่อขุดทรายไปได้ไม่นาน จ๋อก็เริ่มเหนื่อย จึงหยุดนั่งพัก

               ในขณะเดียวกัน ปูตัวนั้นก็ค่อยๆ ขุดรูของมันอย่างเงียบๆและต่อเนื่องใต้พื้นทราย ลัดเลาะไปตามซอกหินเหมือนรากไม้   เมื่อลิงจ๋อพักเหนื่อยเสร็จ ก็กลับมาขุดรูต่อ แต่แล้วลิงก็ต้องตกใจ เพราะปูแสมคู่แข่ง   ได้ขุดรูใต้หาดทราย   หายตัว หนีรอดลงทะเลไปเรียบร้อยแล้ว  

               นิทานนี้แสดงถึงผลร้ายของการไม่อ่อนน้อมถ่อมตน  (อปจานมัย) ตามบุญกิริยาวัตถุ 10    เนื่องจากลิงที่มีนิสัยชอบคุยโม้ท้าทายผู้อื่นและหยิ่งยะโสว่าตนขุดดินเก่งกว่าปู   จึงทำให้ปูขุดรูหนีลงทะเลไปได้  สอนให้เราลดมานะละความถือตัว เพื่อไม่ให้เป็นจุดอ่อน

               นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า :    คนเก่งที่สุดหรือแข็งแรงที่สุด  อาจไม่ใช่ผู้ได้รับชัยชนะในการแข่งขัน โดยอาจพ่ายแพ้ แม้แต่ในเรื่องที่ตนมีความสามารถสูง     ผู้ที่ มีปัญญา อดทน  สายป่านยาว ปรับตัวได้  ไม่ยอมแพ้ มักเป็นผู้อยู่รอดและได้ชัยชนะในระยะยาว 

อาทร  จันทวิมล

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ปลวกสร้างรัง

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ปลวกสร้างรัง

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ปลวกสร้างรัง

วันอังคาร ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                   กาลครั้งหนึ่ง ณ ป่าใหญ่อันอุดมสมบูรณ์ มีปลวกฝูงหนึ่งกำลังเตรียมตัวสร้างรังใหญ่เพื่อหลบภัยในฤดูฝนที่กำลังจะมาถึง แม้ว่าปลวกแต่ละตัวจะมีพละกำลังมหาศาลเมื่อเทียบกับขนาดตัว แต่มีบุคลิกที่พิเศษประการหนึ่งคือ “ความอ่อนน้อม”

                   นางพญาปลวกเรียกประชุมปลวกทุกตัว และกล่าวด้วยเสียงที่อ่อนโยนว่า “ลูกๆ ทั้งหลาย รังที่ยิ่งใหญ่นี้มิอาจสร้างได้ด้วยความแข็งแรงของปลวกทหาร หรือความว่องไวของปลวกสำรวจเพียงลำพัง แต่จะสำเร็จได้หากพวกเราวางความถือดีลง และให้เกียรติในหน้าที่ของกันและกัน”

1.ปลวกสำรวจ: เมื่อกลับมาจากการหาทำเล ไม่ได้โอ้อวดว่าตนลำบากกว่าใคร หรือเก่งกว่าใครที่หาทางถูก แต่กลับกล่าวขอบคุณปลวกทหารที่ช่วยเฝ้าระวังภัย2.ปลวกทหาร: แม้จะมีร่างกายกำยำและอาวุธร้ายแรง แต่ไม่เคยข่มเหงปลวกงานที่ตัวเล็กกว่า     

3.ปลวกงาน: ปลวกงานแต่ละตัวที่คาบเศษดินมา ไม่เคยคิดว่า “ดินก้อนของฉันสำคัญที่สุด” หรือ “ฉันทำมากกว่าตัวอื่น” เมื่อปลวกงานเดินสวนกัน พวกมันจะหยุดทักทายและใช้หนวดแตะกันเพื่อแสดงความเคารพและให้กำลังใจ

                 มีปลวกหนุ่มตัวหนึ่งพยายามจะยกกิ่งไม้ใหญ่ด้วยตัวเองเพียงลำพัง   เพื่อหวังคำชม แต่ก็ทำไม่สำเร็จจนเกือบถูกกิ่งไม้ทับ ปลวกตัวอื่นๆ ไม่ได้หัวเราะเยาะ แต่รีบเข้ามาช่วยกันประคองอย่างสุภาพ ปลวกหนุ่มจึงเข้าใจว่า “ความอวดดีนั้นหนักกว่ากิ่งไม้ แต่ความอ่อนน้อมต่างหากที่ช่วยให้งานเบาลง”

                 ในที่สุด รังปลวกที่สลับซับซ้อนก็สำเร็จลง ไม่ใช่ด้วยการแย่งกันเป็นใหญ่ แต่สำเร็จด้วยการ “ยอมเป็นส่วนเล็กๆ” ที่ประดิดประดอยเข้าด้วยกัน

                 นางพญาปลวกสอนบทเรียนว่า “รังนี้มั่นคงเพราะพวกเจ้ารู้จักลดตัวลงเพื่อประสานกับผู้อื่น เหมือนก้อนดินที่ยอมให้ก้อนอื่นทับถัดไปเพื่อให้ฐานรากแน่นหนา”

                 ข้อคิดตามหลักบุญกิริยาวัตถุ เรื่องความอ่อนน้อม   (อปจายนมัย):

1.ลดอัตตา (No Ego): ความสำเร็จในทีมเริ่มจากการไม่ยึดถือว่า “ฉันเก่งที่สุด” แต่ยอมรับว่าทุกคนมีส่วนสำคัญ

2.การให้เกียรติ (Respect): การเคารพในหน้าที่ของผู้อื่น (ไม่ว่างานนั้นจะดูเล็กน้อยเพียงใด) คือกาวชั้นดีที่ยึดโยงองค์กรไว้

3.ความอ่อนโยนคือพลัง (Soft Power): ปลวกที่รู้จักอ่อนน้อม สามารถสร้างรังที่แข็งแกร่งกว่าศิลาได้ด้วยพลังแห่งการร่วมใจ

อาทร  จันทวิมล

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ แม่น้ำคงคากับภูเขาหิมาลัย

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ แม่น้ำคงคากับภูเขาหิมาลัย

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ แม่น้ำคงคากับภูเขาหิมาลัย

วันจันทร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                    กาลครั้งหนึ่ง ในปัจจุบันนี้ ณ จุดที่สูงที่สุดของโลก บนพื้นที่อันหนาวเหน็บ ของประเทศเนปาล มีภูเขามหึมาตั้งตระหง่านอยู่ มีนามว่า “หิมาลัย” ที่ทะนงตนว่า “ไม่มีสิ่งใดในโลกที่จะยิ่งใหญ่และมั่นคงไปกว่าข้า”

                    ท่ามกลางแสงแดดที่กระทบยอดเขา หิมะขาวโพลนเริ่มละลายกลายเป็นหยดน้ำเล็กๆ แล้วรวมตัวกันเป็นลำธารสายเล็ก ซึ่งจะไหลไปยังแม่น้ำสำคัญของประเทศอินเดียชื่อ “คงคา”

                    เมื่อขุนเขาหิมาลัยเห็นสายน้ำสายเล็กๆ กำลังจะไหลลงสู่เบื้องล่าง จึงเอ่ยทักด้วยเสียงดังกัมปนาทว่า “เจ้าหยดน้ำกระจ้อยร่อย! เจ้าจะไปไหน? ดูสิว่าข้านั้นยิ่งใหญ่เพียงใด ข้าขวางกั้นเมฆ และบดบังแสงอาทิตย์ได้ แต่เจ้านั้นอ่อนแอและนุ่มนิ่มเหลือเกิน ใครขวางทางก็ต้องหลบ เจ้าไม่ละอายหรือที่ต้อง’ยอม’ ให้สิ่งอื่นอยู่เสมอ?”

                    สายน้ำคงคาไม่ได้โกรธเคือง เธอยิ้มอย่างอ่อนโยนและตอบกลับด้วยความสุภาพว่า “ท่านขุนเขาหิมาลัยผู้ยิ่งใหญ่ ท่านแข็งแกร่งและมั่นคงนัก แต่ข้ามีจุดหมายคือไหลไปสู่มหาสมุทรอันกว้างใหญ่ ข้านั้นไม่ได้อ่อนแอ… เพียงแค่ ‘อ่อนน้อม’ เพื่อให้การเดินทางของข้าราบรื่นเท่านั้นเอง”

                    ตลอดเส้นทางอันยาวไกล ขุนเขาหิมาลัย จงใจวางอุปสรรคเพื่อทดสอบความอ่อนน้อมของสายน้ำ:

                    โขดหินยักษ์: ขุนเขาหิมาลัยใช้หินผาใหญ่ที่ไม่มีวันขยับขวางทางไว้ แต่แทนที่สายน้ำคงคาจะพุ่งชนให้ตัวบาดเจ็บแตกสลาย เธอเลือกที่จะ “ไหลอ้อม”ก้อนหิน ไปอย่างช้าๆ เธอให้เกียรติหินที่อยู่มาก่อน ไม่ดึงดันเอาชนะ เพียงเพื่อพิสูจน์ศักดิ์ศรี

                    ทางต่างระดับ: ขุนเขาหิมาลัยสร้างเหวลึก หวังให้คงคาหวาดกลัว แต่เธอกลับ “ยอมลดตัวลงต่ำ” เปลี่ยนตัวเองเป็นน้ำตกที่สง่างาม ยิ่งเธอยอมลดตัวลงต่ำเท่าไหร่ พลังที่ส่งเธอไปข้างหน้าก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น

                    ช่องแคบ: เมื่อต้องผ่านถ้ำที่มืดมิคและแคบชัน คงคาไม่บ่นด่าโชคชะตา แต่เลือก “บีบตัวให้เล็ก” ถ่อมตัวลง จนไหลลอดผ่านช่องว่างที่แคบที่สุด ออกมาได้สำเร็จ

                    เวลาผ่านไปหลายล้านปี… ขุนเขาหิมาลัยที่เคยทะนงตน กลับเริ่มสึกกร่อนเพราะถูกลมฝนและสายน้ำกัดเซาะ และสุดท้ายหินที่แข็งแกร่งที่สุดก็ต้องยอมจำนนต่อแรงซึมลึกของน้ำที่ต่อเนื่อง “น้ำหยดลงหิน ทุกวันหินมันยังกร่อน”

                    “สายน้ำคงคา” ยิ่งอ่อนน้อม อ่อนโยน ยิ่งไหลลงสู่ที่ต่ำ คงคากลับได้รับน้ำจากลำธารสายอื่นๆ มารวมตัวกัน จนกลายเป็นแม่น้ำยิ่งใหญ่ที่หล่อเลี้ยงชีวิตคนนับล้าน และสุดท้ายก็ได้หลอมรวมกับมหาสมุทรที่กว้างใหญ่ตามความปรารถนา

                    1. อ่อนน้อมแต่ไม่โอนอ่อน: เหมือนน้ำที่ดูนุ่มนวลแต่มีพลังเจาะทะลุหินแข็งได้ด้วยความเพียร

                    2. ยิ่งต่ำยิ่งใหญ่: น้ำที่ไหลจากที่สูงสู่ที่ต่ำ กลับกลายเป็นที่รวมของสายน้ำทั่วสารทิศ คนที่ถ่อมตนย่อมได้รับเมตตาและความช่วยเหลือจากผู้อื่น

                    3. ชนะโดยไม่ต้องรบ: การรู้จักหลบเลี่ยงความขัดแย้งที่ไม่จำเป็น (การไหลอ้อม) คือวิถีของผู้มีปัญญาที่มุ่งเน้นที่ “เป้าหมาย” มากกว่า “ความหยิ่งยะโสโอหัง”

                    นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า:  “ความอ่อนน้อมถ่อมตน” หรือ”อปจายนมัย” ในธรรมะที่ชื่อบุญกิริยาวัตถุ 10 ประการของพุทธศาสนานั้น ไม่ใช่ความพ่ายแพ้ แต่คือการใช้ปัญญาแห่งการทำความดี

อาทร  จันทวิมล

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ รัฐมนตรีขี้โมโหกับรถไถ

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ รัฐมนตรีขี้โมโหกับรถไถ

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ รัฐมนตรีขี้โมโหกับรถไถ

วันอาทิตย์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                  ที่หมู่บ้านชายป่าลึกแห่งหนึ่งของประเทศไทย ในจังหวัดกาญจนบุรี ช่วงบ่ายที่ฝนเพิ่งหยุดตก รัฐมนตรีผู้ทรงอิทธิพลคนหนึ่ง นั่งหน้าเคร่งเครียดอยู่บนเบาะหลังของรถเบนซ์คันหรู ขณะที่เขากำลังมุ่งหน้าไปยังงานหาเสียงเลือกตั้งครั้งสำคัญที่จะตัดสินตำแหน่งสำคัญในรัฐบาลชุดต่อไป ด้วยความ “โมโห” เพราะเสียเวลาเดินทางล่าช้ามามากแล้ว

                  เมื่อรถมาถึงถนนดินลูกรัง ใกล้ทางแยกเข้าหมู่บ้าน รถเบนซ์ต้องหยุดกะทันหัน เพราะมี ชาวนาคนหนึ่ง กำลังขับรถไถนาเดินตามจอดขวางทางกลางถนนอยู่ เนื่องจากเขากำลังเลี้ยวเข้าทุ่งนา ซึ่งมีก้อนหินใหญ่หล่นขวางทางเข้าพอดี

                   รัฐมนตรีเปิดประตูรถออกมา หน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ “นี่ลุงชาวนา! จอดรถกลางถนนทำไมที่ตรงนี้? รู้ไหมว่าฉันเป็นรัฐมนตรี ที่มีอำนาจสั่งย้ายนายอำเภอของลุงได้ หลีกไปเดี๋ยวนี้!”

                   ชาวนาดับเครื่องรถไถแล้วยกมือไหว้ “ขออภัยครับท่าน หินก้อนใหญ่มันหล่นจากภูเขา ขวางทางเลี้ยวพอดี ถ้าไม่ลากเอาก้อนหินออก รถของท่านก็ผ่านไปไม่ได้ รอผมใช้โซ่คล้องลากหินนี่ประเดี๋ยวเดียวครับ”

                   “ฉันไม่รอ! เสียเวลา!” รัฐมนตรีตะคอก แล้วสั่งคนขับรถ”ขับเบียดลงไหล่ทางไปเลย!”

                   คนขับรถพยายามทัดทานว่าไหล่ทางนั้นเป็นดินอ่อนตัวเพราะฝนเพิ่งตก แต่รัฐมนตรีขี้โมโหไม่ฟังเสียง “ฉันบอกให้ไปก็ไปสิ!”

                   “ครืด… แซ่ด!” ทันทีที่ล้อรถเบนซ์ หมุนลงบนไหล่ทาง รถหรูราคาหลายล้านก็เสียหลัก จมลงไปในหล่มโคลนลึกทันที ล้อหลังหมุนฟรีจนโคลนกระเด็นขึ้นมาเปื้อนเสื้อของรัฐมนตรี ที่ยืนสั่งการอยู่ข้างรถจนเลอะเทอะดูไม่ได้

                  รัฐมนตรีพยายามลงไปช่วยเข็นรถ แต่ยิ่งทำให้โคลนดีดใส่หน้า เขาติดอยู่ในหล่มทั้งคนทั้งรถ อำนาจสั่งการมากมายที่มีอยู่ ไม่สามารถทำให้รถเคลื่อนที่ได้เลย

                  ชาวนา ไม่ได้พูดซ้ำเติมแม้แต่คำเดียว เขาลงจากรถไถอย่างช้าๆ หยิบโซ่เหล็กเส้นหนามาคล้องที่คานหน้ารถเบนซ์ แล้วนำมาต่อเข้ากับท้ายรถไถนาของเขา

                  รัฐมนตรีมองด้วยสายตาดูแคลน “รถไถเก่าๆ คันเล็กนิดเดียวของแกเนี่ยนะ จะลากรถเบนซ์ราคาแพงของฉันไหวหรือ?”

                  ชาวนาไม่ตอบ แต่ค่อยๆ สตาร์ทเครื่องรถไถอย่างชำนาญ เสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่ม พลังจากเครื่องจักรการเกษตรที่ดูต้อยต่ำในสายตารัฐมนตรีค่อยๆ ฉุดลากรถเบนซ์คันงามขึ้นมาจากหล่มโคลนได้อย่างง่ายดาย            

                  เมื่อรถยนต์หรูขึ้นมายังที่ปลอดภัย ชาวนาก็กล่าวอย่างนอบน้อมว่า  “ท่านครับ ถึงรถจะดี มีราคาแพงเท่าไร ก็มีบางถนนหนทางที่ขับไปไม่ได้ และแรงของคนคนเดียวก็เปลี่ยนโลกไม่ได้เหมือนกัน บางครั้ง ‘รถไถ’ ที่ท่านมองว่าไร้ค่า อาจเป็นสิ่งเดียวที่จะช่วยให้ท่านไปถึงจุดหมายได้ในยามลำบากนะครับ”

                  รัฐมนตรีขี้โมโหที่มอมแมมไปด้วยโคลน ยืนเงียบกริบ ความโกรธหายไปสิ้น เหลือเพียงความอับอายและความสำนึก เขาหยิบเงินออกมาจะส่งให้ชาวนาเพื่อเป็นค่าตอบแทน แต่ชาวนาโบกมือปฏิเสธ แล้วพูดว่า “เก็บเงินของท่านไว้เถอะครับ วันหลังถ้าเห็นใครอยู่ในภาวะยากลำบาก ก็ช่วยเขาเหมือนที่ผมช่วยท่านก็พอ”

                รัฐมนตรีขึ้นรถเบนซ์กลับไปพร้อมกับบทเรียนราคาแพงว่า “ค่าของคนไม่ได้อยู่ที่รถที่ขับ แต่อยู่ที่ความถ่อมตัวและการเห็นคุณค่าของคนทุกคน”

                รัฐมนตรีในนิทานเรื่องนี้ เป็นคนที่หยิ่งยโส โอหัง ไม่รู้จักถ่อมตัว (ไม่มี อปจายนมัย) คุยโวว่าสั่งย้ายนายอำเภอได้ ดูแคลนชาวนาว่าต้อยต่ำ และดูถูกรถไถเก่าๆว่าไม่มีทางช่วยรถหรูราคาแพงของตนได้ ทำให้เกิดความเดือดร้อนต่อตนเอง แต่ชาวนามีความอ่อนน้อมถ่อมตน (อปจายนมัย)  ถึงแม้จะถูกสบประมาทก็ยังนำรถไถมาช่วยดึงรถเบนซ์นองรัฐมนตรีขึ้นจากหล่มโคลน

                นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “ยามรุ่งเรืองอาจมองเห็นคนอื่นไร้ค่า แต่ยามหมดท่า… สิ่งคิดว่าไร้ค่าอาจช่วยชีวิตเราได้”

อาทร จันทวิมล

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ นกยูงกับนกกระจิบ

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ นกยูงกับนกกระจิบ

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ นกยูงกับนกกระจิบ

วันเสาร์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                    กาลครั้งหนึ่ง ณ ป่าลึกอันอุดมสมบูรณ์ ของประเทศจีน เป็นที่อยู่อาศัยของ นกยูง ตัวหนึ่งที่มีแพนหางงดงามยิ่งนัก ทุกครั้งที่นกยูงกางปีกและหางออก นกทุกตัวในป่าต่างต้องหยุดนิ่งเพื่อชื่นชมในความสง่างาม

                    วันหนึ่งขณะที่นกยูงกำลังเยื้องกรายขยับปีก เตรียมจะเดินไปยังลานกว้างเพื่ออวดความงาม มีนกกระจิบ ตัวจิ๋วบินมาเกาะที่ยอดหญ้าข้างหน้า มันพยายามส่งเสียงร้อง “จิ๊บๆ” อย่างสุดกำลังเพื่อขวางทางนกยูงไว้

                    นกยูงหยุดชะงักและเอ่ยด้วยเสียงกังวานว่า “เจ้านกจิ๋ว เจ้ามาขวางทางข้าทำไม? ข้ากำลังจะไปแสดงความงามให้โลกเห็นนะ”

                    นกกระจิบรีบกระพือปีกและบอกว่า: “ท่านนกยูงผู้เลอโฉม โปรดฟังข้าสักนิด! เมื่อครู่ข้าแอบอยู่ในพุ่มไม้เตี้ยๆ เห็นนายพรานวางตาข่ายดักนกขนาดใหญ่ไว้ที่ลานข้างหน้านี้ เขาเอากิ่งไม้มาโรยซ่อนตาข่ายไว้เพื่อบังตาของท่าน หากท่านเดินต่อไปเพียงไม่กี่ก้าว ท่านจะติดเข้าไปในตาข่ายกับดักที่ไม่มีวันหนีรอดมาได้”

                    ในตอนแรกนกยูงลังเล เพราะคิดว่านกกระจิบที่หากินอยู่แต่ในพงหญ้าจะรอบรู้ดีกว่าตนเองที่บินได้สูง มองเห็นไปไกลได้อย่างไร แต่เมื่อเห็นท่าทางที่จริงใจของนกกระจิบ นกยูงจึงยอมลดตัวลงมา และเดินตามนกกระจิบไปดูที่ขอบพุ่มไม้

                    ภาพที่เห็นทำให้นกยูงถึงกับตัวสั่น เพราะใต้กิ่งไม้ที่ดูสวยงามนั้น คือตาข่ายดักนกที่รอคอยอยู่จริงๆ หากนกยูงมัวแต่ลำพองหยิ่งทะนงในความงามของตนจนไม่ยอมฟังคำเตือน คงต้องสูญเสียทั้งขนอันสวยงามและอิสรภาพไปในตาข่ายนั้น

                    นกยูงก้มหัวลงต่ำเพื่อขอบคุณนกกระจิบตัวน้อย และเข้าใจในทันทีว่าความงามภายนอก อาจทำให้คนชื่นชม แต่ ความอ่อนน้อมจะทำให้ปลอดภัย นกกระจิบนั้นแม้ตัวเล็ก แต่เพราะแต่หากินอยู่ใกล้พื้นดิน จึงเห็นอันตรายที่นกตัวใหญ่มองไม่เห็น เพราะมักจะบินข้ามไปด้วยความเร็วสูง

                    นกยูงในเรื่องนี้ มี การอ่อนน้อมถ่อมตน (อปจายนมัย) เพราะยอมลดตัวลงมาฟังเสียงนกกระจิบ โดยไม่มองว่าตนเองอยู่สูงกว่า สวยกว่า เก่งกว่า เพราะผู้อยู่ต่ำกว่าอาจมองเห็นสิ่งบางอย่างในที่ต่ำ ซึ่งผู้อยู่สูงมองไม่เห็น  

                    นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “อย่าดูแคลนคำชี้แนะจากผู้น้อย เพราะผู้ที่อยู่ต่ำกว่ามักเห็นรายละเอียดที่ผู้ยิ่งใหญ่มองข้ามเสมอ”

                    เรียบเรียงจากนิทานจีน นกฟีนิกซ์กับนกกระจอก The Phoenix and the Sparrow 凤凰与麻雀(Fènghuáng yǔ Máquè)

อาทร  จันทวิมล

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ก้อนเมฆกับลมพายุ

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ก้อนเมฆกับลมพายุ

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ก้อนเมฆกับลมพายุ

วันศุกร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                  กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในดินแดนทวีปอเมริกาเหนือ ถิ่นดั้งเดิมของชาวอินเดียนแดง  ที่มีทุ่งหญ้ากว้างใหญ่บรรจบกับท้องฟ้าอันไร้ขอบเขต     มี ลมพายุ ผู้หยิ่งทะนงในพละกำลังอันรุนแรง และ ก้อนเมฆ ผู้นิ่งสงบ ถ่อมตน

                  ลมพายุมักจะโอ้อวดเสมอว่าตนคือผู้ที่มีอำนาจที่สุดในแผ่นดิน วันหนึ่งขณะที่ลมพายุมองลงไปเห็นเหล่านักเดินทางที่กำลังข้ามทะเลทรายอันร้อนระอุ ลมพายุก็เอ่ยท้าทายก้อนเมฆว่า

                  “เจ้าเมฆผู้นิ่งเฉย ข้าจะแสดงให้เจ้าเห็นว่าพลังที่แท้จริงเป็นอย่างไร ข้าจะทำให้นักเดินทางพวกนั้นยอมสยบต่อข้าด้วยความเกรงกลัว!”

                   ลมพายุเริ่มพัดกระโชกแรง เข้าใส่นักเดินทางอย่างบ้าคลั่ง หวังจะให้เขาก้มหัวหรือปลิวไปตามแรงลม      แต่ผลกลับไม่เป็นอย่างที่คิด ยิ่งลมพัดแรงเท่าไหร่ นักเดินทางกลับยิ่งกระชับเสื้อคลุมให้แน่นขึ้น พวกเขาโน้มตัวลงต่ำ ต้านทานแรงลมด้วยความโกรธรวมกับความเหนื่อย        ยิ่งลมพายุออกแรงพัดมากเท่าใด   กลุ่มคนก็ยิ่งแข็งขืนและพยายามหลบหนีไปให้พ้นจากความรุนแรงนั้น

                    เมื่อลมพายุอ่อนแรงและหยุดพักด้วยความเหนื่อยล้า    ก้อนเมฆก็ค่อยๆ ลอยเคลื่อนตัวเข้ามาอย่างช้าๆ  โดยไม่มีเสียงคำรามหรือแรงสั่นสะเทือนใดๆ   ก้อนเมฆขยายตัวออกอย่างนุ่มนวล   บดบังแสงแดดที่แผดเผาร้อนแรง  มอบร่มเงาอันเย็นสบาย ให้กับเหล่านักเดินทางที่กำลังอ่อนเพลีย     

                    ครั้นเมื่อได้สัมผัสถึงความร่มรื่นและเมตตาจากก้อนเมฆ นักเดินทางเหล่านั้นก็เริ่มผ่อนคลายไหล่ที่ตึงเครียด พวกเขาหยุดพักถอดหมวกออก ยิ้มให้กัน และขอบคุณความเย็นสบายที่ได้รับจากท้องฟ้า

                    เหล่านักเดินทางไม่ได้ถูกบังคับให้ทำ แต่พวกเขาชื่นชมก้อนเมฆด้วยความพึงใจจากส่วนลึกของหัวใจ

                    ก้อนเมฆในนิทานนี้ มีความถ่อมตัว (อปจายนมัย) ตามบุญกิริยาวัตถุ  เพราะลอยนิ่งสงบ ไม่โอ้อวดสรรพคุณ และพละกำลังของตน  ขณะที่ลมพายุ ใช้กำลังบังคับเพื่อให้ผู้อื่นสยบยอม      ความอ่อนโยนของก้อนเมฆสามารถชนะความรุนแรงของกำลังลมพายุได้

                    นิทานเรื่องนี้ สอนให้รู้ว่า     ความแตกต่างระหว่าง “อำนาจบังคับ” กับ “บารมีแห่งความเมตตา”   ว่า ความรุนแรงและการบังคับขู่เข็ญ นั้นมักจะสร้างแรงต้านทานและการปกป้องตนเอง   ส่วนความนุ่มนวลสามารถโน้มน้าวใจคนให้เกิดการยอมรับด้วยความเต็มใจ   “ความแข็งกร้าวอาจทำให้ชนะด้วยแรงกาย แต่ความอ่อนโยนอาจชนะหัวใจคน”

                   เรียบเรียงจากนิทานพื้นบ้าน ของชนเผ่าอินเดียนแดงในทวีปอเมริกาเหนือ  เรื่อง  ก้อนเมฆกับลมเหนือ (The Cloud and the North Wind) ว่าด้วยพลังของความนุ่มนวลอ่อนโยนที่ชนะความรุนแรง    โดย ลมพายุพยายามแสดงอำนาจด้วยการพัดกระโชกรุนแรงใส่คนแต่กลับทำให้คนยิ่งต้านทาน        ส่วนก้อนเมฆที่ลอยนิ่งเฉยให้ร่มเงาอย่างอ่อนโยนจนคนพึงใจ

อาทร  จันทวิมล

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ราชาแห่งนก

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ราชาแห่งนก

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ราชาแห่งนก

วันพฤหัสบดี ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.40 น.

            นานมาแล้ว ในท้องฟ้าและผืนป่าแห่งทวีปแอฟริกา เหล่านกหลายชนิดอาศัยอยู่ร่วมกันอย่างเสรี ไม่มีผู้ใดเป็นใหญ่ ไม่มีผู้ใดเป็นผู้นำ ทุกตัวบินไปตามใจปรารถนา

            แต่วันหนึ่ง เหล่านกเริ่มมีปัญหาว่า ใครจะตัดสินใจยามเกิดภัย? ใครจะเป็นผู้แทนเมื่อต้องเจรจากับสัตว์อื่น? เหล่านกจึงประชุมกันใต้ต้นไม้ใหญ่ แล้วมีมติว่า “เราควรมี ราชาแห่งนก สักองค์หนึ่ง“

            นกฮูกเฒ่าผู้รอบรู้ตั้งกฎเกณฑ์ว่า “ผู้ใดบินขึ้นไปได้สูงที่สุด ผู้นั้นจะเป็นราชาแห่งนก”

            เสียงปีกกระพือ ดังขึ้นทันที นกอินทรี นกเหยี่ยว นกกระเรียน นกกระจอกเทศ และนกใหญ่อื่น ๆ ต่างมั่นใจในพลังของตน ส่งเสียงร้องดังลั่นประกาศความยิ่งใหญ่

            ส่วน นกกระจอกตัวเล็ก ๆ ตัวหนึ่ง ได้เกาะกิ่งไม้เงียบอยู่ อย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัว โดยไม่มีใครสนใจ แล้วเข้าไปสมัครแข่งขัน

            ใคร ๆ ก็หัวเราะเยาะนกกระจอก “ตัวเล็กนิดเดียวเท่านี้ จะบินแข่งกับนกใหญ่ได้อย่างไร?”     

            เมื่อวันแข่งขันมาถึง เหล่านกคู่แข่งขันเริ่มบินสูงขึ้นเรื่อย ๆ นกอินทรีนำหน้า ปีกกว้างแผ่รับลมอย่างสง่างาม แต่ไม่มีใครสังเกตเห็นว่า มีนกกระจอกตัวเล็กนิดเดียว แอบซ่อนตัวอยู่ใต้ปีกของพญาอินทรี

            นกอินทรีบินสูงขึ้น สูงขึ้น จนกระทั่งแรงเริ่มหมด ปีกเริ่มสั่น มันจึงหยุดไต่ความสูง  เพราะคิดเอาเองว่าชนะแล้ว

            ทันใดนั้นเอง นกกระจอกตัวเล็กก็กระโดดออกมาจากใต้ปีกพญาอินทรี มันโผบินขึ้นไปอีกนิดหนึ่ง แล้วร้องเสียงใสว่า“ข้าบินได้สูงกว่านกอินทรีย์และนกตัวอื่นทั้งหมดแล้ว!”

             เหล่านกตกตะลึง บางตัวโกรธ บางตัวไม่เห็นด้วย “ไม่ยุติธรรม….มันโกง!”         

             แต่นกฮูกเฒ่า ผู้ทรงความยุติธรรม กล่าวอย่างสงบว่า

             “ข้อตกลงของเราไม่ได้ห้ามใช้ปัญญา เรากำหนดเพียงว่า ใครบินสูงที่สุด”

              แม้จะไม่พอใจ แต่เหล่านกก็ต้องยอมรับคำตัดสินของนกฮูก ยกให้นกกระจอกเป็น ราชาแห่งนกทั้งปวง เมื่อนกกระจอกขึ้นครองตำแหน่งราชานก แทนที่จะโอ้อวด มันกลับพูดอย่างสุภาพถ่อมตัวว่า

              “ข้าตัวเล็กและอ่อนแอ หากไม่มีนกอินทรีย์สนับสนุน ข้าก็ไม่มีวันขึ้นมาถึงตรงนี้ได้ ตั้งแต่นี้ไป เราจะช่วยเหลือกัน ไม่ใช่ดูถูกกัน”

              นกกระจอกในนิทานเรื่องนี้มีความอ่อนน้อมถ่อมตน (อปจายนมัย)ตามบุญกิริยาวัตถุ ด้วยการลดตัวเองและยกย่องผู้อื่น เพราะเริ่มต้นด้วยการเกาะกิ่งไม้เงียบอยู่ โดยวางตัวไม่เด่น ไม่โอหังในกำลังของตน และเมื่อได้รับตำแหน่งราชานกแล้ว ก็ไม่ได้ลำพองใจหรือดูถูกนกอินทรีที่แพ้ แต่กล่าวอย่างให้เกียรติ ที่ช่วยให้ตนได้เป็นราชานก ทั้งยังกล่าวอย่างสุภาพว่า “ต่อไปนี้ เราจะช่วยเหลือกัน ไม่ใช่ดูถูกกัน”

              นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: “กำลังที่มากมาย และขนาดที่ใหญ่โตไม่ได้ทำให้ชนะทุกอย่าง แม้ตัวเล็กก็อาจชนะตัวใหญ่ได้”

             เรียบเรียงจากนิทานเรื่อง King of the birds จากประเทศซิมบับเว่ ในทวีปแอฟริกา  และ พญานกอินทรีกับนกกระจิบ (The Eagle and the Wren) นิทานพื้นบ้านจากยุโรป ที่สอนเรื่องความถ่อมตนและสติปัญญา

อาทร  จันทวิมล

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ หมู่บ้านหัวสูง

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ หมู่บ้านหัวสูง

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ หมู่บ้านหัวสูง

วันอังคาร ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.05 น.

                     กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีหมู่บ้านหนึ่งชื่อว่า หมู่บ้านศิลาสูง ชาวบ้านที่นี่มีลักษณะประหลาดคือทุกคนจะ “หัวสูง” เดินเชิดหน้า หยิ่งผยอง ไม่ช่วยเหลือหรือก้มหัวให้ใคร เพราะพวกเขาเชื่อว่าการก้มหัวคือความอ่อนแอ ใครที่ก้มหัวต่ำที่สุดจะถูกถือว่าเป็นคนชั้นต่ำ

                     วันหนึ่ง มีงานเทศกาลประจำปีซึ่งมีรางวัลใหญ่คือ “เพชรสุริยา” ที่ซ่อนอยู่ในถ้ำลึกหลังหมู่บ้าน กติกามีเพียงข้อเดียวคือ: “ใครที่นำเพชรออกมาได้คนแรก จะได้เป็นเจ้าเมืองคนต่อไป”

                     ตัวเต็งของการแข่งขันครั้งนี้คือ “ขุนทอง” ชายหนุ่มที่ตัวสูงที่สุดและเชิดหน้าเก่งที่สุดในหมู่บ้าน เขาหัวเราะเยาะ “เปี๊ยก” เด็กวัดตัวเล็กๆ ที่ชอบไหว้ผู้ใหญ่และก้มตัวเดินอย่างอ่อนน้อม

                    “เปี๊ยกเอ๋ย… หลังแกค่อมและตัวเล็กแบบนั้น จะไปมองเห็นชัยชนะที่อยู่สูงส่งได้ยังไง?” ขุนทองถากถาง

                     เมื่อเริ่มการแข่งขัน ทุกคนรีบวิ่งเข้าไปในถ้ำ ขุนทองเดินเชิดหน้าอย่างสง่างาม แต่ทันใดนั้นเขาก็ต้องหยุดกึก! เพราะทางเข้าถ้ำนั้น “ต่ำลงเรื่อยๆ”

                     ทางเดินในถ้ำไม่ได้เตี้ยเพราะเพดานต่ำ แต่เป็นเพราะมี “ยักษ์”  นับร้อยห้อยตัวลงมาจากเพดาน ยักษ์เหล่านั้นมีหน้าตาบึ้งตึง

ขุนทองและพวกพ้อง: พยายามเดินเชิดหน้าเหมือนเดิม ผลคือยักษ์เหล่านั้นพุ่งเข้าใส่ทันทีที่พวกเขายืดตัวตรง “อ๊าก! ทำไมมันโจมตีเราล่ะ?” ขุนทองต้องถอยกรูดออกมาเพราะยักษ์เหล่านั้นจะขยับเข้าหาคนที่ “ตัวสูง” เท่านั้น
เปี๊ยก: เขาสังเกตเห็นคำจารึกที่พื้นถ้ำ (ที่คนอื่นมองไม่เห็นเพราะมัวแต่แหงนหน้า) เขียนไว้ว่า: “ผู้ที่ลดตัวลงต่ำ คือผู้ที่จะอยู่รอดเหนือใคร”

                    เปี๊ยกไม่ได้แค่ก้มตัว แต่เขานึกถึงคำสอนในบุญกิริยาวัตถุ 10 เรื่อง อปจายนมัย แปลว่าการอ่อนน้อม ซึ่งไม่ได้แปลว่ายอมแพ้ แต่คือการเปิดใจและให้เกียรติสถานที่ เขาจึงคุกเข่าและคลานอย่างสุภาพ ทำให้ยักษ์เหล่านั้น “ยิ้ม” และเปิดทางให้เขาอย่างน่าอัศจรรย์

                    เมื่อเปี๊ยกไปถึงห้องโถงสุดท้าย เขาพบกับ ราชายักษ์ที่เฝ้าสมบัติ ยักษ์ตนนี้ไม่มีตา แต่มีหูที่ไวมาก!

                    ขุนทองที่แอบตามมาข้างหลัง พยายามจะกระโดดสูงคว้าเพชรที่วางอยู่บนหิ้งสูง แต่ยิ่งเขากระโดด หิ้งนั้นก็ยิ่งสูงขึ้นไปอีก เพราะหิ้งนั้นทำงานด้วยกลไก “แรงทิฐิ” ยิ่งอวดดี สมบัติยิ่งห่างไกล

                    ส่วนเปี๊ยกตัวเล็กนั้น ไม่ได้กระโดดสูงเหมือนขุนทอง เขาเดินเข้าไปหายักษ์แล้ว “กราบ” ลงกับพื้นอย่างนอบน้อม ทันทีที่เข่าและมือสัมผัสพื้น… กลไกป้องกันทั้งหมดหยุดกึก! หิ้งที่สูงเสียดฟ้าค่อยๆ เลื่อนลงมาวางตรงหน้าเปี๊ยกเองโดยที่เขาไม่ต้องออกแรงกระโดดเลยสักนิด

                    ยักษ์เอ่ยขึ้นว่า: “เจ้าเป็นคนเดียวที่ไม่ได้มาเพื่อ ‘เหนือ’ กว่าคนอื่น แต่อ่อนน้อมเพื่อ ‘เรียนรู้’ จากทุกสิ่ง  ข้ายกให้ เพชรเหล่านี้เป็นของเจ้า”

                    การอ่อนน้อมถ่อมตน (อปจายนมัย) ในบุญกิริยาวัตถุ 10 ประการ ไม่ใช่การทำให้ตัวเองดูต่ำต้อย แต่เป็นการ “ลดความหยิ่งผยอง” เพื่อให้มองเห็นทางที่คนอวดดีมองข้ามไป เหมือนกับเปี๊ยกตัวเล็กที่มองเห็นคำสอนบนพื้นดิน ในขณะที่คนอื่นตัวสูงคอยาว มัวมองแต่ด้านบนจนเดินตกหลุมด้านล่างที่เป็นอันตราย

อาทร  จันทวิมล

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ เล่าปี่ผู้อ่อนน้อม

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ เล่าปี่ผู้อ่อนน้อม

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ เล่าปี่ผู้อ่อนน้อม

วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                   ในหน้าประวัติศาสตร์อันยาวนานของแผ่นดินจีน สมัยสามก๊ก พ.ศ. 763-823 ราวพันปีก่อนการตั้งประเทศไทย มีเหตุการณ์หนึ่งที่ถูกเล่าขานซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ใช่ในฐานะชัยชนะบนสมรภูมิรบ แต่เป็นชัยชนะเหนือใจคน นั่นคือเรื่องราวของ “เล่าปี่” ผู้นำที่เปี่ยมด้วยบารมี กับความมานะพยายามในการไปเชิญตัว “ขงเบ้ง” ยอดนักปราชญ์ออกจากกระท่อมหญ้าบนเขาโงลังกั๋ง มาเป็นที่อาจารย์ปรึกษา

                   ในวันที่แผ่นดินลุกเป็นไฟ เล่าปี่ตระหนักดีว่า “กองทัพที่แข็งแกร่งยังไม่สู้หนึ่งปัญญาที่ปราดเปรื่อง” เมื่อเขาทราบข่าวว่ามีบัณฑิตหนุ่มผู้มีความสามารถเร้นกายอยู่บนภูเขาสูง เขาจึงไม่ลังเลที่จะออกเดินทางไปหา แม้หนทางจะทุรกันดารเพียงใดก็ตาม

                   ครั้งแรกที่ไปถึง เล่าปี่พบเพียงความว่างเปล่า ขงเบ้งไม่อยู่บ้าน แทนที่จะโกรธเคือง เขากลับฝากถ้อยคำที่เปี่ยมด้วยความเคารพไว้

                   ครั้งที่สอง เขาฝ่าพายุฝน ที่หนาวเหน็บจนร่างกายสั่นเทิ้ม เพียงเพื่อจะพบว่าขงเบ้งยังไม่ออกมารับแขก

                   จนกระทั่งครั้งที่สาม เมื่อไปถึง ขงเบ้งกำลังนอนกลางวันอยู่ เล่าปี่สั่งให้ผู้ติดตามรออยู่ด้านนอก ส่วนตัวเขานั้นยืนกุมมือสำรวม รออยู่ตรงบันไดเรือนอย่างสงบนิ่งนานนับชั่วโมงท่ามกลางอากาศเย็นเยือก โดยไม่ยอมให้ใครปลุกขงเบ้ง

                  เมื่อขงเบ้งลืมตาตื่นขึ้นมา พบกับชายผู้สูงศักดิ์ที่ยืนรอด้วยความนอบน้อมดั่งศิษย์รออาจารย์ หัวใจของนักปราชญ์ที่เคยตั้งมั่นว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับโลกภายนอกก็ละลายลงทันที ขงเบ้งยอมก้าวออกจากกระท่อมหญ้าเพื่อมาช่วยเล่าปี่สร้างอาณาจักร จ๊กก๊กจนกลายเป็นหนึ่งในสามคานอำนาจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในสามก๊ก

                   นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ความอ่อนน้อมถ่อมตน (อปจายนมัย)ในบุญกิริยาวัตถุ 10 ประการ นั้น ไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่คือ “อำนาจที่อ่อนโยน” เล่าปี่สอนเราว่า ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ไม่ใช่คนที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดแล้วมองลงมา แต่คือคนที่กล้าจะโน้มตัวลงไปหาผู้มีปัญญา ความสำเร็จที่ยั่งยืนมักไม่ได้มาจากคำสั่งที่ดุดัน แต่มาจากกิริยาที่ให้เกียรติและการรู้จักวาง “ตัวตน” ลงเพื่อรับเอา “โอกาส” ที่ยิ่งใหญ่กว่าเข้ามาในชีวิต

                   “รวงข้าวที่เมล็ดเต็มเต่งมักจะโน้มรวงลงต่ำเสมอ เช่นเดียวกับผู้ที่มีความรู้และคุณธรรมเพียบพร้อม ย่อมแสดงออกด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้อื่น”

อาทร  จันทวิมล

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ กุหลาบกับกระบองเพชร

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ กุหลาบกับกระบองเพชร

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ กุหลาบกับกระบองเพชร

วันอาทิตย์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                     กาลครั้งหนึ่ง ที่ทวีปแอฟริกา ในสวนดอกไม้ที่สวยที่สุดของบ้านหลังหนึ่ง มี ดอกกุหลาบสีแดง ดอกใหญ่ในกระถาง ชูดอก อวดกลีบที่เรียงซ้อนกันอย่างประณีต ทุกเช้าที่มีน้ำค้างเกาะบนใบ กุหลาบจะรู้สึกว่า ตัวเองเป็นราชินีดอกไม้ที่สวยที่สุดในโลก แต่ข้างๆ กระถางของกุหลาบ มี ต้นกระบองเพชร ต้นเตี้ยม่อต้อ ผิวสีเขียวเข้มขรุขระ แถมยังมีหนามแหลมคมดูน่ากลัวตั้งอยู่

                     ทุกๆ วัน ดอกกุหลาบมักจะบ่นพึมพำให้ดอกไม้อื่นๆ ฟังว่า “โอ๊ย… ทำไมเจ้าของบ้านถึงเอาต้นไม้น่าเกลียดแบบกระบองเพชรนี้มาวางข้างๆ ฉันนะ ดูสิ ผิวก็ขรุขระ หนามก็เยอะแยะไปหมด ใครมาเห็นเข้าจะพลอยทำให้ฉันดูแย่ไปด้วย!”

                     ต้นกระบองเพชรได้ยินก็ได้แต่ยิ้มเงียบๆ แล้วตอบกลับด้วยเสียงสุภาพว่า “พี่กุหลาบจ๋า ธรรมชาติให้ฉันมีรูปร่างแบบนี้ ก็เพื่อให้ทนความแห้งแล้งได้ยังไงล่ะ”

                     กุหลาบสะบัดหน้าหนีแล้วพูดว่า “หึ! ข้ออ้างของพวกสกปรกน่ะสิ ฉันน่ะสวยและมีกลิ่นหอม ใครๆ ก็อยากเข้าใกล้ ไม่เหมือนนายหรอก!”

                     วันเวลาผ่านไป เข้าสู่ “ฤดูร้อน” แดดเริ่มแรงขึ้นเรื่อยๆ จนพื้นดินแห้งผาก ฝนไม่ตก และเจ้าของบ้านต้องเดินทางไปต่างจังหวัดหลายวัน ทำให้ไม่มีใครมารดน้ำต้นไม้เลย

                     ดอกกุหลาบ ที่เคยสวยงาม เริ่มคอตก กลีบดอกสีแดงสดเริ่มแห้งเหี่ยวและร่วงโรย รู้สึกหิวน้ำจนแทบจะยืนต้นไม่ไหว

                     แต่ต้นกระบองเพชร กลับยังคงดูแข็งแรงและสดชื่นเหมือนเดิม เพราะได้สะสมเก็บกักน้ำไว้ในลำต้นที่อวบอิ่ม

                     วันหนึ่ง กุหลาบมองเห็น นกกระจอก บินมาเกาะที่ต้นกระบองเพชร แล้วใช้ปากจิกเข้าไปในลำต้นเบาๆ เพื่อดื่มน้ำคลายร้อน กุหลาบรู้สึกแปลกใจมากที่เห็นน้ำไหลออกมาจากต้นไม้ที่ดูแห้งแล้งต้นนั้น

                     ด้วยความหิวน้ำจนทนไม่ไหว กุหลาบจึงรวบรวมความกล้าแล้วเอ่ยปากด้วยเสียงแผ่วเบา “น้องกระบองเพชร… พี่ขอโทษที่เคยพูดจาไม่ดีกับเธอนะ ตอนนี้พี่หิวน้ำมากจนจะตายอยู่แล้ว เธอพอจะแบ่งน้ำให้พี่บ้างได้ไหม?”

                     กระบองเพชรไม่ได้นึกโกรธเคืองแม้แต่น้อย เขาตอบอย่างใจดีว่า “ได้สิครับพี่กุหลาบ เราเป็นเพื่อนบ้านกันนี่นา พี่เอารากของพี่ มาแตะที่รากของผมนะ ผมจะแบ่งความชุ่มชื้นไปให้”

                     กระบองเพชรแบ่งปันน้ำที่เขาสะสมไว้ให้กุหลาบ จนกุหลาบเริ่มกลับมาสดชื่นและมีชีวิตชีวาอีกครั้ง ทั้งสองกลายเป็นเพื่อนรักกันนับตั้งแต่นั้นมา และกุหลาบก็ไม่เคยดูถูกใครที่รูปภายนอกไม่สวยงามอีกเลย

                     นิทานนี้ เกี่ยวข้องกับบุญกิริยาวัตถุ 10 ข้อ 3 ภาวนามัย ในการขัดเกลาใจให้สะอาด ตรงที่ แต่เดิมนั้น ดอกกุหลาบมีความหลงตน ถือตัวและอคติ คิดแต่ความงามภายนอกและดูแคลนผู้อื่น แต่เมื่อกุหลาบเผชิญวิกฤติ และได้รับความเมตตาจากกระบองเพชรแบ่งน้ำไปให้ จึงเกิดปัญญาความรู้แจ้ง ด้วยการการตื่นรู้ ยอมรับผิดขอโทษ กุหลาบได้รู้ความจริงว่าความสวยงามภายนอกนั้นเปราะบาง คุณค่าแท้จริงอยู่ที่น้ำใจภายใน และเข้าใจว่าทุกสิ่งต้องพึ่งพาอาศัยกัน

                    นิทานเรื่องนี้สอนรู้ว่า: “น้ำใจจะทำให้เรามีเพื่อนที่ดี คนที่เราคิดว่าไม่สวยไม่หล่อ อาจจะเป็นคนที่มีน้ำใจและเก่งที่สุดในยามคับขันก็ได้”

                    เรียบเรียงจากนิทานแอฟริกัน เรื่อง ดอกกุหลาบกับกระบองเพชร (The Rose and the Cactus) สอนเรื่องการพึ่งพาอาศัย และให้อภัยต่อกัน

อาทร  จันทวิมล