บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ การตูนเจ็ดตัวต้องคำสาป

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ การตูนเจ็ดตัวต้องคำสาป

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ การตูนเจ็ดตัวต้องคำสาป

วันเสาร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                ที่ประเทศเยอรมนีอันกว้างใหญ่ น้องหมีน้ำผึ้งอาศัยอยู่กับครอบครัวของเธอ วันหนึ่งพี่ชายพี่สาวหมีทั้ง 7 ของเธอ ซึ่งรักการผจญภัยและชอบเล่นเกมคอมพิวเตอร์อย่างมาก ได้หายตัวไปอย่างลึกลับ ครูนกฮูกบอกว่าพี่ๆ ของเธอถูกสาปโดยแม่มดไวรัส ให้กลายเป็นตัวการ์ตูน และจับตัวไปขังไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ ออกมาไม่ได้ เธอจึงตัดสินใจออกเดินทางไปในโลกอินเทอร์เน็ต เพื่อช่วยพี่ๆ ให้กลับคืนร่างเดิม

               น้องหมีน้ำผึ้งเริ่มต้นการเดินทางด้วยการขอความช่วยเหลือจากเพื่อนๆ สุดรักของเธอ ได้แก่ ช้างก้านกล้วย ฮิปโปหมูเด้ง และหมีแพนด้าหลินฮุ่ย เพื่อนทั้งสามตกลงที่จะร่วมเดินทางไปกับน้องหมีน้ำผึ้ง เพื่อต่อสู้กับแม่มดไวรัส และช่วยพี่ของเธอ          

                การเดินทางไปที่ “ป่าแห่งข้อมูล” มีความซับซ้อนและเต็มไปด้วยอุปสรรค พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับโจรคอมพิวเตอร์ เช่น มัลแวร์และฟิชชิ่งที่คอยดักจับข้อมูลส่วนตัว และปล่อยข่าวลวง แต่ด้วยความฉลาดและความสามารถในการคิดวิเคราะห์ก่อนเชื่อข้อมูลที่ส่งต่อกันมา ของน้องหมีน้ำผึ้งและเพื่อนๆ ที่ระวังการคลิกลิ้งค์แปลกปลอม และการให้ข้อมูลส่วนตัวในอินเทอร์เน็ต ทำให้พวกเขาสามารถเอาชนะอุปสรรคเหล่านี้ไปได้

                เมื่อพวกเขาเดินทางมาถึง “ปราสาทเกม” ซึ่งเป็นที่อยู่ของแม่มดไวรัส พวกเขาได้พบกับพี่ชายพี่สาวของหมีน้อยที่ถูกแม่มดสาปให้กลายร่างเป็นตัวการ์ตูน ได้แก่ มิกกี้เมาส์ โดนัลด์ ดั๊ก หมาพลูโต สโนว์ไวท์ ซินเดอเรลล่า เงือกน้อย และคนแคระ โดยบางตัวถูกขังอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ พี่ ๆ ของน้องหมีน้ำผึ้งจำน้องสาวของตนไม่ได้ แต่ด้วยความผูกพัน น้องหมีน้ำผึ้งพยายามทำให้พี่ๆ ของเธอจำเธอได้อีกครั้ง

                ในที่สุด น้องหมีน้ำผึ้งและเพื่อนๆ ได้ต่อสู้กับแม่มดไวรัส ที่มีพลังอำนาจมาก แต่ด้วยความกล้าหาญและความสามัคคีของน้องหมีน้ำผึ้งและเพื่อนๆ ทำให้พวกเขาสามารถเอาชนะแม่มดไวรัสได้ และช่วยให้พี่ๆของหมีน้ำผึ้งให้กลับคืนร่างเดิมได้สำเร็จ

               หลังจากนั้น น้องหมีน้ำผึ้งและพี่ๆของเธอได้กลับมาใช้ชีวิตร่วมกันอย่างมีความสุขในดินแดนดิจิทัล พวกเขาได้เรียนรู้ถึงความสำคัญของความรัก ความผูกพันในครอบครัว และการใช้เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์

             นิทานนี้ เกี่ยวข้องกับบุญกิริยาวัตถุ ข้อ 3 ภาวนามัย โดย น้องหมีน้ำผึ้งและเพื่อนได้ฝึกฝนตนเองด้วยความตั้งใจมั่น  เพียรพยายาม อดทน ใช้สติปัญญา ใช้เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์ ไม่หลงเชื่อข้อมูลลวง  เอาชนะมัลแวร์ ฟิชชิ่งและแม่มดไวรัส รู้เท่าทันการหลอกลวงและอุปสรรคที่เข้ามาทางอินเทอร์เน็ต เกมและสื่อออนไลน์ มีสติ ความกล้าหาญ สามัคคีรวมพลัง (ช้างก้านกล้วย หมูเด้ง หลินฮุ่ย) จนทำให้สามารถเปลี่ยนโลกดิจิตัลให้เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ และความสุข    

           นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: “ความกล้าหาญและสามัคคีเอาชนะอุปสรรคได้”

           เรียบเรียงจากนิทานเยอรมันของกริมม์ เรื่อง อีกาเจ็ดตัว The Seven Ravens เหมาะสำหรับเด็กๆ ที่จะเรียนรู้เรื่อง ความผูกพันในครอบครัว การใช้เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์ และการแก้ปัญหาโดยใช้สติปัญญาและความร่วมมือ

อาทร  จันทวิมล

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ หมาป่าอินเดียนแดง

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ หมาป่าอินเดียนแดง

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ หมาป่าอินเดียนแดง

วันศุกร์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.35 น.

                  กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในยามค่ำคืน รอบกองไฟ ผู้อาวุโสชาวอินเดียนแดงเผ่าเชอโรกีคนหนึ่ง เล่าเรื่องสอนหลานชายเกี่ยวกับเรื่องราวของชีวิต ว่า:

                  “หลานรัก… ในใจของคนเราทุกคนนั้น มีการต่อสู้ที่ดุเดือดเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา เป็นการต่อสู้ระหว่าง หมาป่าสองตัว ที่อยู่ในตัวเรา”

                  หมาป่าตัวที่หนึ่ง ชื่อ “ ดำ” คือความโกรธ, ความอิจฉา, ความโลภ,ความเกลียดชัง, ความเศร้าโศกเสียใจ,  ความหยิ่งยโส, การสงสารตัวเอง, ความรู้สึกผิด, ความขุ่นเคือง, ความต่ำต้อย, การโกหก, และความทะนงตัวที่ผิดๆ

                 หมาป่าตัวที่ สอง  ชื่อ “ ขาว” คือความรัก, ความเมตตากรุณา, ความร่าเริง, ความสงบสุข, ความหวัง, ความถ่อมตัว, ความเห็นอกเห็นใจ, ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่, ความจริง, และความศรัทธา

                 หลานชายนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นถามปู่ด้วยความสงสัยว่า

                 “แล้วหมาป่าตัวไหนครับ .. ที่จะเป็นฝ่ายชนะในการต่อสู้ ?”

                 ปู่ยิ้มอย่างอ่อนโยนแล้วตอบสั้นๆ ว่า: “ตัวที่ชนะก็คือตัวที่เจ้าเลือกเลี้ยง ‘ให้อาหาร’ นั่นแหละ”

                 ปู่อธิบายต่อไปว่า “ จิตใจของคนเรามีทั้งด้านมืดและสว่าง มีทางเลือกในการดำรงชีวิตได้สองทาง คือทางดีและทางร้าย เหมือนกับการเลือกให้อาหารหมาป่า ที่ชื่อ “ดำ”  คือความโกรธแค้น, ความอิจฉาริษยา, ความเศร้าโศก, ความเสียใจ, ความโลภ, ความหยิ่งยโส, หรือ หมาป่าที่ชื่อ “ขาว” คือความร่าเริง, ความสงบสุข, ความรัก, ความหวัง, ความถ่อมตัว, ความเมตตา, ความกรุณา”

                  ปู่ ไม่ได้บอกว่าหมาป่าตัวร้ายจะหายไปอย่างไร หรือหมาป่าตัวดีจะชนะอย่างไร แต่ปู่บอกว่า “พลัง” ของหมาป่านั้นขึ้นอยู่กับตัวเราเองว่าจะให้อาหารแก่หมาป่าตัวไหน

                  เราเลือกได้ว่าจะตอบโต้สถานการณ์ต่างๆ ด้วยความโกรธ (ให้อาหารหมาป่าดำ) หรือด้วยความดี  ความเข้าใจ ให้อภัย (ให้อาหารหมาป่าขาว)

                  การ “ให้อาหาร” เปรียบเสมือนการฝึกจิต หากเราจดจ่ออยู่กับสิ่งดีๆ การทำความดี สม่ำเสมอ จิตใจฝั่งกุศลก็จะแข็งแรงขึ้น แต่หากจดจ่ออยู่กับสิ่งชั่วร้าย คิดโลภ โกรธ หลง การทำความผิด จิตใจก็จะขุ่นมัว 

                  เราต้องดูแลหมาป่าทั้งสองตัวที่เลี้ยงไว้อยู่ในใจของเราให้ดี เพราะหากเราละเลยตัวที่ดุร้าย มันจะคอยดักซุ่มโจมตี แต่หากเรารู้เท่าทันและควบคุมมันได้ พลังของมันจะกลายเป็นความเด็ดขาดและความกล้าหาญเมื่อจำเป็น

                  นิทานนี้ สอดคล้องกับ บุญกิริยาวัตถุ  ข้อ 3 ภาวนามัย โดยอธิบายว่าการบริหารจัดการจิตใจตนเอง นั้น คล้ายกับการให้อาหารหมาป่า ถ้าเลือกทำความดี โดยให้อาหารหมาป่าสีขาว ด้วยความเมตตากรุณา ก็จะได้รับผลดี ได้ความรัก ความหวัง ความสงบ ถ้าเลือกทำความชั่วโดยให้อาหารหมาป่าสีดำ ด้วยความโลภ โกรธ หลง  ก็จะได้รับผลในทางไม่ดี 

                   เรียบเรียงจากนิทาน เรื่อง หมาป่าสองตัว (The Two Wolves) ของชาวอินเดียนแดงเผ่าเชอโรกี ในประเทศสหรัฐอเมริกา 

อาทร จันทวิมล

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ต้นสักใหญ่ที่ช่างไม้เมิน

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ต้นสักใหญ่ที่ช่างไม้เมิน

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ต้นสักใหญ่ที่ช่างไม้เมิน

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                    เมื่อไม่นานมานี้ มีช่างไม้คนหนึ่ง เดินทางกับลูกชาย ไปที่อุทยานแห่งชาติคลองตรอน ป่าน้ำปาด ตำบลน้ำไคร้ อำเภอฟากท่า จังหวัดอุตรดิตถ์ เดินผ่านหมู่บ้านปางเกลือ ตำบลน้ำไคร้ เห็น ต้นสักที่ใหญ่ที่สุดในโลก ชื่อ “มเหสักข์” อายุราว 1,500ปี สูง 37 เมตร เส้นรอบวงยาว 10 เมตรหรือ 10 คนโอบ  

                    ลูกชายของช่างไม้ตื่นตาตื่นใจมากและหยุดดูด้วยความเลื่อมใส แต่ช่างไม้กลับเดินผ่านไปอย่างไม่ใยดี เมื่อลูกถามว่าทำไมพ่อถึงไม่สนใจต้นไม้ที่เก่าแก่ใหญ่โตขนาดนี้  ช่างไม้ตอบว่า:

                   “ต้นสักต้นนี้เป็นต้นไม้ที่ไร้ค่า ในสายตาช่างไม้! เพราะลำต้นบิดเบี้ยว คดงอไม่ตรง มีรูโพรง จนนำมาเลื่อยเป็นไม้กระดานไม่ได้ และอยู่ในป่าลึกทุรกันดาร ต้องข้ามภูเขา ไม่ใกล้ลำน้ำ ขนส่งชักลากยาก และชาวบ้านเชื่อว่ามีเทวดาสิงสถิตย์ ทำให้ไม่มีใครตัดโค่นเอามาสร้างบ้านเรือน นั่นแหละคือเหตุที่มีอายุยืนยาวมาได้ขนาดนี้”

                     ความไม่สมบูรณ์คือธรรมชาติ โดย ความบิดเบี้ยว กิ่งก้านที่คดเคี้ยวของต้นไม้ใหญ่ คือตัวตนที่แท้จริงของต้นไม้ เราควรยอมรับความไม่สมบูรณ์ของตัวเอง ไม่ต้องพยายามเป็น “ไม้กระดานที่เรียบตรง” เพื่อสนองความต้องการของผู้อื่น

                     การที่ช่างไม้มองว่า ต้นสักที่ใหญ่ที่สุดในโลกนั้น มี ความบิดเบี้ยว คดงอ ไร้ประโยชน์ และขนย้ายยาก (เอาไปเลื่อยทำไม้กระดานไม่ได้ ไม่ตรงความต้องการของช่างไม้) เป็นการมองเห็นความจริง ยอมรับความไม่สมบูรณ์ของธรรมชาติ ที่เปรียบได้กับ ภาวนามัย ในข้อ 3 แห่งบุญกิริยาวัตถุ 10 ทำให้ต้นสักใหญ่รอดตายมาได้

                     นิทานเรื่องนี้ สอนให้รู้ว่า “ความมีประโยชน์จากการไร้ประโยชน์(The Usefulness of Uselessness)” และความมั่นคงแข็งแกร่ง ทำให้ต้นมเหสักข์ อุตรดิตถ์ เป็นต้นสักใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งเจริญเติบโต ทนแดดทนฝน ดำรงชีวิตรอด ต่อมาถึงปัจจุบัน กว่าพันห้าร้อยปี

อาทร   จันทวิมล

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ แจ๊คขี้โมโห

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ แจ๊คขี้โมโห

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ แจ๊คขี้โมโห

วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                     กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในหมู่บ้านเล็ก ๆ ริมแม่น้ำนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม มีเด็กชายคนหนึ่งชื่อ แจ๊ค เขาเป็นเด็กฉลาด แต่มีนิสัยขี้โมโห ชอบใช้คำพูดรุนแรง ใครทำอะไรไม่ถูกใจ เขามักจะตะโกนเสียงดังและทำให้เพื่อน ๆ กลัว

                   วันหนึ่ง แจ๊คไปเที่ยวในป่า ขณะที่แจ๊คกำลังโกรธคนนำทางที่พาหลงทาง เขาพบกระจกโบราณบานหนึ่งตั้งอยู่กลางศาลาไม้เก่า ๆ ที่วัดร้าง เมื่อเขามองเข้าไปในกระจกนั้น เขามองไม่เห็นใบหน้าของตนเอง แต่กลับเห็น สัตว์ร้ายตัวใหญ่ มีดวงตาแดงก่ำและฟันแหลมคมแยกเขี้ยวจะทำร้าย แจ๊คตกใจมาก ภาพกระจกนั้นเหมือนการแสดงอารมณ์โกรธในจิตใจของเขาออกมา

                    ทุกครั้งที่แจ๊คโมโหเพิ่มขึ้น ภาพในกระจกก็จะยิ่งน่ากลัวขึ้น สัตว์ร้ายคำรามเสียงดังจนศาลาแทบสั่นสะเทือน แจ๊คเริ่มหวาดกลัวว่า หากเขาไม่เปลี่ยนแปลง สัตว์ร้ายในกระจกอาจจะกลายเป็นตัวตนของเขาจริง ๆ

                   ด้วยความกังวล แจ๊คไปปรึกษากับพระอาจารย์ในหมู่บ้าน พระอาจารย์สอนว่า “ความโกรธก็เหมือนไฟ หากเจ้าปล่อยให้มันลุกลาม มันจะเผาผลาญใจเจ้าเอง แต่หากเจ้ารู้จักดับไฟด้วยสติ ใจเจ้าจะสงบและงดงาม”

                   แจ๊คจึงเริ่มฝึกหายใจลึก ๆ นับ 1-2-3 ถึง 100 ในเวลาที่รู้สึกโกรธ เขาพยายามนับเลขในใจ และเรียนรู้ที่จะยิ้มแทนการตะโกน วันแล้ววันเล่า เขาฝึกฝนจนใจสงบขึ้น

                  เมื่อเขากลับไปที่กระจกอีกครั้ง คราวนี้ภาพสัตว์ร้ายค่อย ๆ เลือนหายไป แทนที่ด้วย ดอกบัวสีขาวบริสุทธิ์ ที่บานสะพรั่งอยู่กลางน้ำใส เหมือนปัญญาอันอ่อนโยน แจ๊คยิ้มด้วยความสุข เขารู้แล้วว่า กระจกวิเศษไม่ได้มีไว้เพื่อทำให้เขากลัว แต่เพื่อสอนให้เขาเข้าใจและควบคุมอารมณ์ของตนเอง

                 นิทานเรื่องแจ๊กขี้โมโห เป็นการสะท้อนการทำความดีในบุญกิริยา 10 ประการ ข้อ3 ภาวนามัย ตอนที่แจ๊คเห็นภาพสัตว์ร้ายในกระจกวิเศษ แสดงถึงอารมณ์ที่ไม่ดีของแจ๊ค เมื่อใจถูกครอบงำด้วยความโกรธ  แต่เมื่อเขาควบคุมอารมณ์ได้ ด้วยการนับ 1-2-3  และฝึกสติ ทำให้ใจสงบ มั่นคง ลดความโกรธเกรี้ยวลง (ภาวนามัย) ภาพในกระจกก็เปลี่ยนจากสัตว์ร้ายเป็นดอกบัว แสดงถึงจิตใจที่งดงาม เมื่อแจ๊คไม่ถูกความโกรธครอบงำ   

                 การภาวนานั้นมิใช่เพียงนั่งสมาธิ แต่เกี่ยวกับการฝึกสติให้สงบในชีวิตประจำวัน เมื่อรู้จักควบคุมอารมณ์ ก็จะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้าง และทำให้ใจเบิกบานไม่ขุ่นมัวด้วยความโกรธ

                 นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: “ความโกรธเป็นสิ่งธรรมดา แต่หากไม่ควบคุม มันจะทำร้ายทั้งตัวเราและคนรอบข้าง การฝึกสติและความสงบใจสามารถเปลี่ยนพลังลบให้กลายเป็นความงดงาม ใจจะหายโมโห เมื่อเรารู้จักให้อภัยและปล่อยวาง”

                 เรียบเรียงจากนิทานจีน:  จ้าวหมิง กับกระจกวิเศษ Zhao Ming and the Magic Mirror 赵明与魔镜  (Zhào Míng yǔ Mó Jìng) ซึ่งเป็นหลักการของลัทธิเต๋า โดยใช้กระจกเป็นสัญลักษณ์ ทำให้มองเห็นภายใน“จิตใจ”ของผู้ส่องกระจก  

อาทร  จันทวิมล

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ พายุในขวด

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ พายุในขวด

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ พายุในขวด

วันอังคาร ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                  กาลครั้งหนึ่ง เมื่อไม่นานมานี้ ในหมู่บ้านที่เงียบสงบใกล้กรุงเทพฯ มีเด็กหญิงคนหนึ่งชื่อ “มะลิ” แม้มะลิจะเป็นเด็กจิตใจดี แต่เธอก็มีนิสัยเสียอย่างหนึ่งคือ “ใจร้อน” “โกรธง่าย” และ “วู่วาม” เมื่อใดที่เพื่อนพูดไม่เข้าหู หรือทำอะไรไม่ได้ดั่งใจ ความคิดของเธอจะปั่นป่วนเหมือนมีพายุหมุนอยู่ในหัว จนเธอมักจะเผลอพูดจารุนแรงหรือปาสิ่งของใส่ผู้อื่นเสมอ

                  วันหนึ่ง มะลิเดินร้องไห้เสียใจ ไปหาหลวงตาที่วัดป่าท้ายหมู่บ้าน เพราะเธอเพิ่งทะเลาะกับเพื่อนรักจนเสียมิตรภาพไป มะลิคร่ำครวญว่า

                 “หลวงตาเจ้าขา ทำไมใจของหนูถึงวุ่นวายและคุมไม่อยู่เช่นนี้ หนูไม่อยากเป็นคนขี้โมโหเลยค่ะ”

                  หลวงตาไม่ได้ตอบเป็นคำพูด แต่ท่านหยิบ ขวดโหลแก้ว ใบหนึ่งขึ้นมา ภายในขวดมีน้ำใสสะอาดและมีผงทรายละเอียดนอนก้นอยู่ หลวงตาส่งขวดนั้นให้มะลิแล้วบอกว่า “ลองเขย่าขวดนี้แรง ๆ ดูสิ”

                  มะลิเขย่าโหลตามคำสั่ง ทันใดนั้น ผงทรายที่เคยนิ่งสนิท ก็กระจายไปทั่วขวด ทำให้น้ำที่เคยใสกลายเป็นขุ่นมัว มองไม่เห็นแม้แต่ฝ่ามือตัวเองที่อยู่อีกด้านของขวด “ใจของเจ้าตอนโกรธ ก็เหมือนน้ำในขวดนี้แหละ” หลวงตากล่าวเรียบ ๆ                    

                  “เมื่อเจ้าปล่อยให้อารมณ์เข้ามากระแทก ใจของเจ้าก็จะขุ่นมัวจนมองไม่เห็นความจริง มองไม่เห็นความดีของคนอื่น และมองไม่เห็นความผิดของตัวเอง”

                  มะลิถามว่า “แล้วหนูต้องทำอย่างไรให้น้ำกลับมาใสเหมือนเดิมคะ?

                  หนูต้องเอาอะไรมาคน หรือต้องเทน้ำทิ้งไหม?”

                  หลวงตายิ้มแล้วตอบว่า “ไม่ต้องทำอะไรเลย แค่วางขวดใบนี้ลงนิ่ง ๆ แล้วเฝ้ามองมันก็พอ”

                  มะลิทำตาม เธอวางขวดแก้วลงบนแคร่ไม้ แล้วนั่งมองน้ำที่กำลังหมุนติ้วอยู่อย่างเงียบ ๆ ผ่านไปครู่หนึ่ง ทรายที่ฟุ้งกระจายค่อย ๆ ทิ้งตัวลงสู่ก้นขวดตามแรงโน้มถ่วง ทีละนิด… ทีละนิด จนในที่สุด น้ำในขวดก็กลับมาใสสะอาดดังเดิม

                 “นี่คือ ภาวนามัย” หลวงตาสอนต่อ “การภาวนาไม่ใช่การนั่งสมาธิ ไม่ใช่บังคับใจไม่ให้โกรธ เพราะพายุแห่งความโกรธ โลภ หลง อาจเกิดขึ้นได้เป็นธรรมดา แต่การภาวนาคือการรู้จัก ‘หยุดนิ่ง’ และ ‘เฝ้าดู’ เมื่อมีสติ รู้เท่าทันว่าใจกำลังขุ่นมัว แล้วหยุดนิ่งอยู่กับลมหายใจ เพียงรอไม่นานนัก ตะกอนแห่งอารมณ์จะตกลงไปนอนก้นเอง และใจก็จะใสกระจ่างพอที่จะปัญญาเห็นทางแก้ไขปัญหา”

                 ตั้งแต่วันนั้นมา เมื่อใดที่มะลิเริ่มรู้สึกโกรธ เธอจะนึกถึง “พายุในขวด” แล้วหยุดนิ่งเพื่อดูลมหายใจของตัวเอง จนความโกรธสงบลง มะลิกลายเป็นเด็กที่มีสมาธิและใจเย็น จนใคร ๆ ต่างก็อยากอยู่ใกล้ชิดเธอเสมอมา

                 นิทานเรื่องนี้สะท้อนการทำความดีในบุญกิริยาวัตถุ 10 ประการ ข้อที่ 3 ภาวนามัย (การทำบุญด้วยการตั้งใจมั่น)

ขวดที่ถูกเขย่า: เปรียบเสมือนจิตที่ขาดสติ ถูกอารมณ์ฝ่ายต่ำ (ความโกรธ) เข้าครอบงำจนขุ่นมัว
การวางขวดไว้นิ่ง ๆ: เปรียบเสมือนการตั้งใจมั่น ฝึกสติ ไม่กระโจนไปตามอารมณ์ แต่เฝ้ามองอารมณ์นั้นด้วยใจที่สงบ
น้ำที่กลับมาใส: เปรียบเสมือนปัญญาที่เกิดขึ้นเมื่อใจสงบ ทำให้เราตัดสินใจทำสิ่งที่ถูกต้องได้

                 การภาวนา ไม่ใช่เพียงการนั่งสมาธิ สวดมนต์ หลับตาในวัด แต่คือการฝึกตั้งใจให้มั่นคง ท่ามกลางพายุแห่งปัญหาในชีวิตประจำวัน

อาทร  จันทวิมล

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ช่างทอผ้าผู้ชอบสะสมความวิตกกังวล

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ช่างทอผ้าผู้ชอบสะสมความวิตกกังวล

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ช่างทอผ้าผู้ชอบสะสมความวิตกกังวล

วันจันทร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

               กาลครั้งหนึ่ง   มีคุณป้า ช่างทอผ้าดีฝีมือคนหนึ่ง มีอาชีพทอผ้าไหมที่สวยสุดในเมือง แต่คุณป้ามีนิสัยชอบ “เก็บเอาความวิตกกังวลและความกลัว”ของตนเองและคนอื่น มาเก็บสะสมถักทอ  เหมือนเก็บผ้าสกปรกหรือของเน่าเหม็นไว้ในใจของตนเอง

               เมื่อไหร่ที่คุณป้าเห็นเด็กๆ ร้องไห้เพราะกลัวสอบไม่ได้ หรือเห็นผู้ใหญ่บ่นว่ากลัวฝนจะตก คุณป้าจะรีบวิ่งไปคว้าเอา “เส้นใยไหมสีเทาของความวิตกกังวล” ที่ลอยอยู่รอบตัวคนเหล่านั้นมาเก็บไว้ในกระเป๋าของคุณป้า

              “มาเถิดความวิตกกังวลจ๋า… มาอยู่กับป้านะ ป้าจะช่วยแบกไว้เอง” คุณป้าพูด

               คุณป้ากลับไปที่บ้านแล้วเริ่มถักทอเส้นใยสีเทาแห่งความวิตกกังวลสารพัดเรื่องเหล่านั้นเข้าด้วยกันให้เป็นผ้าห่มผืนใหญ่ของตนเอง

               จากเส้นใยของความกังวลเล็กๆ ที่นำมาถักทอจนลายเป็นผ้าผืนหนาขึ้นเรื่อยๆ คุณป้าเริ่มเอาผ้าผืนนั้นมาห่มไว้ที่ไหล่ ตอนแรกก็อุ่นดี แต่พอเวลาผ่านไป ผ้าห่มผืนนั้นก็เริ่ม ใหญ่ขึ้น… หนักขึ้น… เรื่อยๆ

               วันหนึ่ง คุณป้าจะเดินไปตลาดเพื่อซื้อกับข้าว     แต่ผ้าห่มแห่งความกังวลนั้นหนาและหนักมากจนคุณป้าเดินแทบไม่ไหว    ขาของคุณป้าสั่นพั่บๆ    หลังของคุณป้างอลงเรื่อยๆ จนหน้าเกือบติดดิน  ป้าพยายามลุกขึ้นเดินแต่ก็ล้มลงเพราะความหนักอึ้ง

               ในขณะที่คุณป้านั่งหอบเหนื่อยอยู่ใต้ต้นไม้   มีสัตว์ป่า 4 ตัว เดินผ่านมา

????      1. พี่ลิงชื่อ “สติ” กระโดดลงมาข้างๆ แล้วถามว่า ” ป้าจ๋า แบกผ้าห่มความกังวลที่ทอไว้ เมื่อวานทำไม?” คุณป้าตอบว่า “ก็ป้าเสียใจที่เมื่อวานทำขนมไหม้ ป้าเลยเก็บไว้เตือนใจตัวเอง”

               พี่ลิงยิ้มแล้วบอกว่า “คุณป้าจ๋า ‘อดีตนั้นเหมือนความฝัน’ เรากลับไปแก้ไขเรื่องราวในอตีตไม่ได้ เหมือนการกำถั่วในมือไว้แน่น ถ้าป้าอยากตัวเบา ป้าต้อง ‘แบมือ’ แล้วปล่อยเรื่องเมื่อวานทิ้งไป”  คุณป้าลองแบมือออกตามคำแนะนำของลิง… ปมผ้าสกปรกที่ชื่อว่า ‘เรื่องเมื่อวาน’ ก็หลุดลุ่ยและหายไปทันที!

????        2. ปู่นกฮูกชื่อ “ปัญญา” บินมาเกาะที่ต้นไม้แล้วถามว่า “แล้วส่วนที่กลุ้มใจล่วงหน้าในสิ่งที่จะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ล่ะ แบกไว้ทำไม?” คุณป้าบอกว่า “ป้ากลัวว่าพรุ่งนี้จะไม่มีใครมาซื้อผ้าของป้า    ป้าเลยสะสมเก็บความกังวลรอไว้”

               ปู่นกฮูกสอนว่า “คุณป้าจ๋า ‘อนาคตยังมาไม่ถึง การกังวลถึงสิ่งที่ยังไม่มีอยู่จริง ไม่มีประโยชน์หรอก   จงทำวันนี้ให้ดีที่สุด ” คุณป้าหายใจเข้าลึกๆ… ปมผ้าที่ชื่อว่า ‘ความกลัววันพรุ่งนี้’ ก็จางสลายไป!

????      3. พี่ช้าง ชื่อ “ปล่อยวาง”  เดินเข้ามาแล้วถามว่า “คุณป้าจ๋า ผ้าห่มความกังวลที่เหลืออยู่    คือความกังวลเรื่องของคนอื่นใช่ไหม?” คุณป้าพยักหน้า “ป้าสงสารเพื่อนบ้าน ป้าเลยอยากแบกความทุกข์แทนเขา”   พี่ช้างใช้งวงลูบหลังคุณป้าเบาๆ แล้วสอนหลัก ‘อุเบกขา’ ว่า “เราให้ความเมตตาต่อคนอื่นได้ แต่ต้องวางใจให้เป็นกลางด้วย ทุกคนมีกรรมเป็นของตนเอง     เหมือนป่าที่ต้นไม้แต่ละต้นต้องเจริญเติบโตด้วยตัวเอง ป้าแบกแทนเขาไม่ได้หรอก  ป้าต้องวางใจให้สงบ (ปล่อยวาง) นะ” คุณป้าจึงหลับตาลง วางใจให้เป็นกลาง… ทันใดนั้น ผ้าห่มที่เคยหนักเท่าภูเขาก็หายวับไปราวกับไม่เคยมี!

               มีนกน้อยตัวหนึ่งบินมาเกาะที่บ่าคุณป้า แล้วถามว่า “คุณป้าแบกผ้าห่มหนักๆ แห่งความกังวล ไว้ทำไมจ๊ะ?”

              คุณป้าตอบว่า “ป้ากลัวว่าถ้าป้าทิ้งไป ความกังวลพวกนี้จะกลับไปหาเด็กๆ น่ะสิ”

              นกน้อยหัวเราะแล้วบอกว่า “คุณป้าจ๋า ความกังวลน่ะเหมือนกับลม ถ้าเราปล่อยมันไป มันก็แค่พัดผ่านไป แต่ถ้าป้าเอาความกังวลมาทอเป็นผ้าแล้วเอามาแบกไว้แบบนี้ จะกลายเป็นก้อนหินที่ทับป้านะ ลองดูสิ แค่ใช้กรรไกรแห่งสติ ตัดปมมันออกทีละนิด”

              คุณป้าลองทำตาม เธอหยิบกรรไกรในใจขึ้นมาแล้วตัดปมผ้าที่เขียนว่า “กลัวพรุ่งนี้ฝนตก” ฉับ! ทันใดนั้น ผ้าส่วนนั้นก็กลายเป็นควันสีเทาแล้วจางหายไปในอากาศ คุณป้าเริ่มรู้สึกว่าไหล่เบาลง

              คุณป้าตัด… ตัด… และตัด ความกังวลออกจากใจ    จนผ้าห่มยักษ์แห่งความกังวลหายไปหมดสิ้น คุณป้ากลับมายืดตัวตรงและมองเห็นท้องฟ้าที่แจ่มใสอีกครั้ง

              คุณป้าได้เรียนรู้บทเรียนใหม่ว่า “การวิตกกังวลเรื่องในอดีตและเรื่องล่วงหน้าในอนาคต  ไม่ได้ช่วยให้เรื่องดีขึ้น แต่มันทำให้หมดแรงที่จะทำวันนี้ให้ดีที่สุด”

              ตั้งแต่นั้นมา เมื่อคุณป้าเห็นใครวิตกกังวล คุณป้าจะไม่เก็บมาสะสมไว้ในตัวอีกต่อไป แต่คุณป้าจะสอนให้ทุกคน “หายใจเข้าลึกๆ และยิ้มกว้างๆ” เพื่อให้ความกังวลเหล่านั้นปลิวหายไปเองตามสายลม

              ความพยายามของคุณป้า ในการสละความวิตกกังวลออกจากใจของตน เป็นการทำความดีตามบุญกิริยา 10 ข้อ 3  ความเพียรพยายาม  ตั้งใจมั่น แน่วแน่ (ภาวนามัย)  ไม่ต้องนั่งสมาธิหรือสวดมนต์   โดยตัดความกังวลในเรื่องในอดีตที่ผ่านไปแล้วและเรื่องในอนาคตที่ยังไม่เกิดขึ้น   เพราะทำให้เสียสมาธิในการทำสิ่งปัจจุบัน 

              นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า  “ความวิตกกังวลนั้นมีได้ แต่อย่าเก็บไว้นาน ความกังวลเหมือนฝุ่นที่ลอยมาเข้าตา ถ้าเรารีบล้างออก ด้วยการไปทำอย่างอื่นที่สนุกๆ หรือเล่าให้คนอื่นฟัง  ความกังวลก็อาจจะลดลงหรือหายไปได้”

               เรียบเรียงจากนิทานอังกฤษและเปอร์เชียโบราณ  เรื่องความกังวลของช่างทอผ้า “The Weaver of Worries”   ที่ใช้ในการฝึกสมาธิ   โดยสะท้อนให้เห็นว่า   บางที… ความทุกข์ที่หนักอึ้งนั้น ไม่ได้เกิดจากใครอื่น แต่เกิดจากการที่ชอบเก็บความกังวลเล็กน้อย มาสะสมจนกลายเป็นภาระหนักอึ้งที่ทับถมใจตัวเอง

อาทร  จันทวิมล    

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ภูเขาซากุระ

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ภูเขาซากุระ

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ภูเขาซากุระ

วันอาทิตย์ ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                 กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  ที่ประเทศญี่ปุ่น สมัยเฮอัน  มีหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งอยู่เชิงภูเขาไฟฟูจิ  ในสมัยนั้น ภูเขาฟูจิที่เป็นสัญลักษณ์ของประเทศญี่ปุ่น  เคยเขียวขจี มีต้นไม้มากมาย     เด็กๆ วิ่งเล่นใต้ร่มไม้ และนกก็ร้องเพลงอย่างมีความสุข

                 แต่ต่อมา เกิดสงครามและความอดหยาก     ต้นไม้บนภูเขาถูกตัดจนเกือบหมดเพื่อใช้เป็นฟืนจุดไฟให้ความอบอุ่น และหุงหาอาหาร   ภูเขากลายเป็นสีน้ำตาล แห้งแล้ง และเงียบเหงา  เวลาฝนตก ภูเขาก็ถล่ม ดินหินและต้นไม้ก็ไหลลงมา  

                 ในหมู่บ้านนั้น มีชายคนหนึ่งชื่อ คิสุเกะ  ทุกวันเขาจะยืนมองภูเขา แล้วพูดเบาๆ ว่า“ถ้าภูเขาฟูจิกลับมาสวยอีกครั้งก็คงดีนะ…”

                 วันหนึ่ง คิสุเกะนำเงินส่วนตัว   ไปซื้อต้นกล้าซากุระ    

                 ชาวบ้านบางคนหัวเราะเยาะ และพูดว่า   “ดอกซากุระกินไม่ได้หรอกคุณตา กว่าจะต้นชากุระนี้จะโตออกดอก   คุณตาคงแก่ หรือตายไปแล้ว”

                 คุณตาคิสุกะ เพียงยิ้ม ไม่โกรธ  แล้วพูดว่า  “ไม่เป็นไร ปลูกไว้ให้เด็กๆดูดอกซากุระ ในอนาคต”

                 ทุกเช้า คุณตาจะแบกจอบกับถังน้ำ   เดินขึ้นภูเขาช้าๆ  ขุดดินแข็งๆ และปลูกต้นซากุระทีละต้น    แม้จะเหนื่อย แต่คุณตาก็ไม่ยอมแพ้     บางวันฝนตกหนัก  ต้นกล้าเล็กๆ ก็ล้มลง   บางวันแดดร้อนจัด ต้นไม้ก็แห้งตาย

                 คุณตาเหนื่อยจนต้องนั่งพัก แล้วคุณตาก็ลุกขึ้นดูแลต้นซากุระต่อไป

                 ต่อมาก็มี หน่วยราชการ  องค์กรและประชาชนญี่ปุ่นจำนวนมาก พากันทำตามคุณตาโดยร่วมกันปลูกต้นซากุระหลายล้านต้นทั่วประเทศญี่ปุ่น

                 เวลาผ่านไป20ปี  คุณตาคิสุเกะอายุมากขึ้น   และต้นซากุระก็ค่อยๆ โตขึ้นเช่นกัน   จนถึงวันหนึ่งในฤดูใบไม้ผลิ  ดอกซากุระทั่วประเทศญี่ปุ่นบานพร้อมกัน    ภูเขาไฟฟูจิกลายเป็นสีชมพู สวยงามราวกับความฝัน      เด็กๆ วิ่งเล่นอย่างมีความสุข  ผู้คนมายิ้มและถ่ายรูป    หมู่บ้านกลับมาสดใสอีกครั้ง

                นักท่องเที่ยวทั่วโลกหลายล้านคนเดินทางข้ามทะเล  มาดูดอกซากุระที่ญี่ปุ่น  และนำเงินมาใช้จ่ายที่ญี่ปุ่นจำนวนมาก

                คุณตาคิสุเกะนั่งมองดอกซากุระที่ปลูกไว้  อย่างมีความสุขเพราะรู้ว่าเขาไม่ได้ปลูกแค่ต้นไม้   แต่ปลูก ความหวังและความรัก ไว้ในหัวใจของทุกคน

                การกระทำของคุณตาคิสุเกะ เป็นการทำความดีตามบุญกิริยาวัตถุ 10 ข้อ 3   การเพียรพยายาม ตั้งใจมั่น  แน่วแน่ (ภาวนามัย)  ทำให้เกิดผลสำเร็จโดยไม่ต้องนั่งสมาธิ หรือสวดมนต์

                นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า  “ควรทำความดีไว้ แม้ไม่มีใครเห็น    ความพยายามเล็กๆ อาจเติบโตเป็นสิ่งยิ่งใหญ่   และ การคิดถึงผู้อื่น คือหัวใจของความดี”

                เรียบเรียงจากนิทานญี่ปุ่น เรื่อง ผู้มีวิสัยทัศน์แห่งซากุระ The Sakura Visionary  (桜の先見者 Sakura no Senken-sha)

อาทร จันทวิมล

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ปลาดาวหนึ่งตัว

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ปลาดาวหนึ่งตัว

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ปลาดาวหนึ่งตัว

วันเสาร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                   ในโลกที่เต็มไปด้วยปัญหาที่เหมือนจะใหญ่เกินแก้ หลายคนมักตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ลำพังกำลังตัวเราตัวเล็กนิดเดียวเพียงคนเดียว จะไปเปลี่ยนแปลงอะไรได้?” คำถามนี้มักทำให้คนจำนวนมากท้อแท้จนเลือกที่จะอยู่เฉยๆ แต่มีนิทานอเมริกัน เรื่องหนึ่งที่ถูกเล่าขานกันมาหลายสิบปี เพื่อเตือนสติว่า “ไม่มีความดีใดที่เล็กเกินไป”

                    เช้าวันหนึ่งหลังพายุใหญ่สงบลง ชายชราชาวอเมริกันคนหนึ่ง  เดินไปตามชายหาด  ที่มีปลาดาวทะเล (Starfish)สีส้มแดง    นับหมื่นตัวที่ถูกคลื่นซัดขึ้นมาเกยตื้น   ด้วยแสงแดดที่แผดเผา  กำลังจะทำให้พวกมันแห้งตายเพราะขาดน้ำ ในไม่ช้า

                     ไกลออกไป เขาเห็นเด็กชายคนหนึ่งกำลังก้มหยิบปลาดาวขึ้นมา แล้วโยนปลาดาวกลับลงไปในทะเลทีละตัว อย่างตั้งใจ ชายชราผู้นั้นเดินเข้าไปหาแล้วพูดด้วยความสงสัย เชิงสมเพชว่า     “หนูน้อย ทำอะไรอยู่น่ะ? ปลาดาวบนหาดนี้มีเป็นหมื่นเป็นแสนตัว หนูไม่มีทางช่วยได้ทั้งหมดหรอก สิ่งที่หนูทำน่ะ มันไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรได้เลยนะ ทำไปก็ไม่ได้ประโยชน์คุ้มค่า”

                     เด็กชายไม่ตอบอะไร   แต่ก้มลงหยิบปลาดาวอีกตัวหนึ่งขึ้นมา แล้วขว้างมันกลับลงสู่ความเย็นฉ่ำของทะเลกว้าง ก่อนจะหันมาบอกชายคนนั้นว่า…

                     “แต่สำหรับปลาดาวตัวนี้  ได้รับประโยชน์  คือสามารถกลับสู่บ้านในทะเล  รอดตายไปอีกหนึ่งชีวิตแล้วครับ”

                     คำพูดสั้นๆ ของเด็กชายทำให้ชายผู้นั้นตระหนักได้ว่า แม้เขาจะเปลี่ยนโลกทั้งใบไม่ได้ แต่เขาสามารถเปลี่ยน “ชีวิตของปลาดาว”ตัวนั้นได้

                     การกระทำของเด็กชายที่โยนปลาดาวลงทะเล เป็นการกระทำความดีตามบุญกิริยาวัตถุ 10 ข้อ 3  การตั้งใจมั่น แน่วแน่  เพียรพยายาม (ภาวนามัย) ที่ไม่ต้องไปนั่งสมาธิหรือสวดมนต์ข้ามปี

                    นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “ อย่าละทิ้งเป้าหมาย  เพียงเพราะเราไม่สามารถแก้ปัญหาของโลกได้ทั้งหมด”

                    เรียบเรียงจาก นิทานเรื่อง ปลาดาว”The Starfish Story” หรือ “The Star Thrower” ของชาวอเมริกันชื่อ  Loren Euseley (1969) ซึ่งไม่ใช่นิทานพื้นบ้านโบราณ แต่มีที่มาจากงานเขียนสมัยใหม่ ที่เป็น “นิทานสอนใจ” ซึ่งแพร่หลายไปทั่วโลกในเรื่องการทำความดีและการมีจิตอาสา    นิทานเรื่องนี้ถูกนำไปใช้ในองค์กรการกุศล โรงเรียน และการฝึกอบรมผู้นำ เพื่อส่งเสริมแนวคิดเรื่อง พลังของบุคคลตัวเล็กๆ เพียงคนเดียว สามารถสร้างผลกระทบที่ยิ่งใหญ่ได้

อาทร  จันทวิมล

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ พระครูจักสาน แห่งเมืองสิงห์

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ พระครูจักสาน แห่งเมืองสิงห์

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ พระครูจักสาน แห่งเมืองสิงห์

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.58 น.

รากเหง้าชุมชนพันปี

ที่ตำบลชีน้ำร้าย อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี มีการค้นพบโบราณวัตถุพวกเครื่องปั้นดินเผาสมัยทวารวดี อันเป็นหลักฐานยืนยันว่าชุมชนแห่งนี้มีประวัติศาสตร์ ความเป็นมายาวนานกว่าพันปี คือก่อนการตั้งกรุงสุโขทัย    ชุมชนนี้อยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำติดแม่น้ำเจ้าพระยา มีน้ำอุดมสมบูรณ์ เหมาะแก่การเพาะปลูก แต่ต้องเผชิญภัยน้ำท่วมซ้ำซากทุกปีนานกว่าหนึ่งเดือน

เมื่อธรรมะและงานฝีมือมาบรรจบกัน

โดยทั่วไป ภาพจำของพระสงฆ์มักเกี่ยวข้องกับการบิณฑบาต สวดมนต์ และการแสดงธรรม แต่ที่วัดโฉมศรี อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี ยังมีอีกหนึ่งบทบาทที่งดงามควบคู่กับศาสนกิจ นั่นคือการสืบสานภูมิปัญญาชาวบ้านและการช่วยเหลือสังคมอย่างเป็นรูปธรรม

ชาวบ้านพากันเรียกขาน พระครูปลัดสุรพล ปภาโส ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโฉมศรี ด้วยความเคารพว่า “พระครูจักสาน”

พระสงฆ์ผู้เห็น “ชีวิตจริง”

พระครูสุรพลมิได้มองวัดเพียงเป็นพื้นที่แห่งความสงบทางจิตใจ แต่ยังมองเห็นความทุกข์ยากของชุมชน โดยเฉพาะชาวบ้านตำบลชีน้ำร้ายและตำบลท่างาม ซึ่งสืบทอดอาชีพจักสานไม้ไผ่และหวายมาหลายชั่วอายุคน

อย่างไรก็ตาม งานจักสานของชาวบ้านกำลังเผชิญวิกฤต ทั้งวงจรหนี้สิน การขาดสภาพคล่อง และรูปแบบผลิตภัณฑ์ที่ไม่สอดรับกับตลาดยุคใหม่ ทำให้ขายได้ยากและได้ราคาต่ำ

กลไกแห่งความเมตตา : วัดที่เป็นมากกว่าศูนย์รวมจิตใจ

ด้วยความเข้าใจในปัญหา พระครูสุรพลจึงริเริ่มการช่วยเหลือชุมชนแบบครบวงจร เปลี่ยนวัดให้เป็นทั้งศูนย์กลางจิตใจและศูนย์พัฒนาอาชีพ

1. ด้านเงินทุน
จัดตั้งกองทุนหมุนเวียนจากเงินบริจาคของวัด รับซื้อผลิตภัณฑ์จักสานทันทีที่ทำเสร็จ ช่วยให้ชาวบ้านมีรายได้โดยไม่ต้องพึ่งพาเงินกู้ที่ทำให้เกิดหนี้สิน

2. ด้านการตลาดและรูปแบบสินค้า
ทำหน้าที่เป็นตัวกลางหาตลาดใหม่ พร้อมพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ให้ร่วมสมัย เพิ่มมูลค่าให้งานฝีมือดั้งเดิมให้แข่งขันได้ในตลาดยุคปัจจุบัน

3. ด้านการขยายองค์ความรู้
วัดโฉมศรีร่วมกับ ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต และ มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย จัดอบรมการทำกระเป๋าจักสานจาก ผักตบชวา โดยเชิญวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากจังหวัดอ่างทองมาถ่ายทอดความรู้ เพื่อสร้างทักษะใหม่ เพิ่มทางเลือก และเปิดประตูสู่อาชีพเสริมให้กับชาวบ้าน

ธรรมะในภาคปฏิบัติ : บุญกิริยาวัตถุ

หากพิจารณากิจกรรมทั้งหมดของวัดโฉมศรี ตามหลัก บุญกิริยาวัตถุ 10 ประการ จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเป็นการทำความดีในข้อ “เวยยาวัจจมัย” คือบุญความดีที่เกิดจากการขวนขวายช่วยเหลือในกิจการงานที่ชอบ การสละแรงกาย สติปัญญา และความสามารถ เพื่อประโยชน์ของส่วนรวม

ยิ่งไปกว่านั้น ยังเป็นการให้ วิทยาทาน ที่ยั่งยืน เพราะมิได้เป็นเพียงการสงเคราะห์ชั่วครั้งชั่วคราวคล้ายการให้ปลาหนึ่งตัวหากแต่เป็นการเสริมพลังให้ชาวบ้านรู้วิธีจับปลา ให้สามารถยืนหยัด พึ่งพาตนเอง และรักษาศักดิ์ศรีของอาชีพจักสานที่สืบทอดจากบรรพบุรุษไว้ได้อย่างมั่นคง

“พระครูจักสาน” จึงมิใช่เพียงฉายาแห่งความชื่นชม หากแต่เป็นตัวอย่างของพระสงฆ์ผู้ที่ได้ทำให้ธรรมะของพระพุทธเจ้ามีชีวิต นำพระธรรมในใบลานที่เคยเก็บไว้ในตู้พระไตรปิฎก   มาลงมือปฎิบัติให้เห็นผลของบุญและการทำความดี  ที่จับต้องได้ ถ่ายรูปได้  อย่างแท้จริง

ดูวีดีโอได้ที่ https://m.youtube.com/watch?v=hcLQHC_-E8g
 


                    อาทร  จันทวิมล

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ 42 วีรชนสมรภูมิกัมพูชา 2568

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ 42 วีรชนสมรภูมิกัมพูชา 2568

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ 42 วีรชนสมรภูมิกัมพูชา 2568

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

               ปลายปี พ.ศ. 2568 เกิดการขัดแย้งระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา เริ่มต้นด้วยการใช้แผนที่พรมแดนคนละฉบับ แล้วลูกลามไปจนมีการสู้รบด้วยอาวุธ ใช้รถถัง เครื่องบิน และโดรน อย่างดุเดือด มีผู้บาดเจ็บเสียชีวิตทั้งสองฝ่ายจำนวนมาก

               ส่วนหนึ่งของทหารไทย ที่เสียชีวิต 42 คนจากการปฏิบัติหน้าที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ได้รับเลื่อนยศทหารเป็นกรณีพิเศษ ซึ่งเป็นวีรบุรุษที่สละชีพเพื่อชาติ ดังนี้

ชุดที่ 1 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 26 ธันวาคม 2568 (14 นาย) 

1. พลตรี ธวัชชัย บุสภา (จ่าสิบเอก) หรือจ่าโต๋ หมอลำซิ่ง ชาวคำชะอี จ.มุกดาหาร ผู้ตรวจการหน้า กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 106 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 106 มณฑลทหารบกที่ 23 กองทัพภาคที่ 2 ได้ต่อสู้กับข้าศึกอย่างกล้าหาญแล้วเสียชีวิตเพราะถูกกระสุนปืนใหญ่ลงกลางฐานปฏิบัติการฟ้าลั่น ที่เขาสัตตะโสม อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ เมื่อ 25 ก.ค.68

2. พลตรี ธีระยุทธ สีจุ้ยจ้าย (จ่าสิบเอก) หรือ จ่าจุ้ย ชาวต.เซิม อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย อายุ 39 ปี รองผู้บังคับหมวดปืนเล็ก กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบ 13 ค่ายเจ้าพระยาสุรวงศวัฒนศักดิ์ อุดรธานี ซึ่งเคยปฏิบัติงานในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้ปะทะกับข้าศึกเพื่อปกป้องพื้นที่ ถูกระเบิด จนบาดเจ็บสาหัสแล้วเสียชีวิตต่อมา ที่สมรภูมิช่องสายตะกู อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ เมื่อ28 กรกฎาคม 2568

3. พลตรี อโณทัย ป้องแก้ว (จ่าสิบเอกต๋อง) อายุ33 ปี ชาวตำบล กาบิน อำเภอกุดข้าวปุ้น จังหวัดอุบลราชธานี สังกัด กองพันปฏิบัติการพิเศษ กรมรบพิเศษที่ 3 (ฉก.90) เสียชีวิตที่สมรภูมิปราสาทตาควาย อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ขณะฝ่ากระสุนบุกแนวข้าศึกไปช่วยเพื่อนทหารที่บาดเจ็บออกมาได้ เมื่อ 28 กรกฎาคม 2568 

4. พลตรี อภิรมย์ ทรงพุฒิ (จ่าสิบเอก แยม) ชาวบ้านนาหว้า อ.ด่านซ้าย จ.เลย สังกัดกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 8 เสียเลือดมากจากต้นขาขวาได้รับบาดเจ็บรุนแรงจากอาวุธสงคราม ณ จุดปะทะฐานปฏิบัติการตาฮอง อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม 2568 

5. พันตรี จิรายุ สิงห์อ้น (สิบเอก) ชาวตำบลหัวช้าง อำเภอจตุรพักตรพิมาน จ.ร้อยเอ็ดหัวหน้าพวกระเบิดทำลาย สังกัดกองร้อยลาดตระเวนระยะไกลที่ 6 กองพลทหารราบที่ 6 ซึ่งเคยปฏิบัติงานชายแดนภาคใต้ เสียชีวิตจากการปะทะกับข้าศึก ระหว่างลาดตระเวนบริเวณปราสาทตาควาย ต.บักได อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์เมื่อ 25 กรกฎาคม 2568

6. พันตรี นพพล บุญเลิศ (สิบเอก) ชาวอำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี  สังกัดกองร้อยลาดตระเวนระยะไกล ที่ 6 กองพลทหารราบที่ 6 (ร้อย.ลว.ไกล 6) ซึ่งสละชีพจากการปะทะเพื่อปกป้องอธิปไตยไทยบริเวณปราสาทตาควาย อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ พร้อมกับ ส.อ. กฤษฎา น้อยโคตร และ ส.อ. จิรายุ สิงห์อ้น เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2568 

7. พันตรี กฤษฎา น้อยโคตร (สิบเอก) ชาวบ้านลือ ตำบลลือ อำเภอปทุมราชวงศา จังหวัดอำนาจเจริญ ตำแหน่งพนักงานวิทยุโทรเลข กองร้อยลาดตระเวนระยะไกลที่ 6 (ร้อย ลว.ไกล 6) กองพลทหารราบที่ 6 และเป็นหนึ่งในหน่วยบินโดรน “นกฟีนิกซ์”สียชีวิต จากจรวดบีเอ็ม 21 บริเวณปราสาทตาควาย จังหวัดสุรินทร์ พร้อมกับ ส.อ. จิรายุ สิงห์อ้น และ ส.อ.นพพล บุญเลิศเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2568  

8. พันตรี จิรายุส อินทุมาน (สิบเอก) ชาวตำบลบางมัญ อ.เมือง จ.สิงห์บุรี สังกัด กองพันจู่โจม หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ กองพลรบพิเศษที่ 1 ค่ายเอราวัณ จ.ลพบุรี เป็นทหารไทยที่เสียชีวิตอย่างกล้าหาญขณะเข้าทำลายเสาสัญญาณสื่อสาร เพื่อยึดยอดภูมะเขือ ที่เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญจากทหารกัมพูชาที่อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2568 ต่อมามีการตั้งชื่อฐานปฏิบัติการอินทุมานที่ภูมะเขือเป็นอนุสรณ์

9 พันตรี อัมรินทร์ ผาสุก (สิบเอก) ชาวบ้านคูเมืองตก ตำบลคูเมือง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ตำแหน่ง พลซุ่มยิง สังกัดกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่23 ค่ายวีรวัฒน์โยธิน จ.สุรินทร์ เสียชีวิตจากการสู้รบกับทหารกัมพูชาที่บริเวณปราสาทตาเมือนธม อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ เมื่อ 28 กรกฎาคม 2568 

10. ร้อยเอก ศราวุฒิ นามสวัสดิ์ (สิบโท) ชาวบ้านพรสวรรค์ ตำบลกุดแห่ อ.นากลางจังหวัดหนองบัวลำภู อายุ 26 ปี ตำแหน่งหัวหน้าชุดยิง สังกัดกองร้อยอาวุธเบาที่ 1 กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 8 (ร.8 พัน.1) ค่ายศรีสองรัก จังหวัดเลย เสียชีวิตจากเหตุปะทะในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2568 มีการตั้งชื่อฐานปฏิบัติการศราวุฒิ ไว้เป็นอนุสรณ์ ที่บริเวณแนวรบพระวิหาร อ.กันทรลักษ์ ศรีสะเกษ

11. ร้อยตรี วรัญชิต ยวงสุวรรณ (พลทหาร) แม๊ก ชาวบ้านดอนศาลา ตำบลนาหว้า อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม สังกัด ร.13 ร้อย เครื่องยิงลูกระเบิดหนัก มทบ 210 กองพันทหารราบที่ 13 ค่ายพระยอดเมืองขวาง จ.นครพนม ถูกสะเก็ดปืนใหญ่ เสียชีวิตบริเวณชายแดน บ้านโนนวันชัย ต. เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ ศรีสะเกษ เมื่อ 24 ก.ค. 2568

12. ร้อยตรี ญาณพัฒน์ โคตรสาขา (พลทหาร) ชาวอำเภอสูงเนิน จ.นครราชสีมา สังกัดกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 3 (ร.3 พัน 2) ที่เสียชีวิตจากการสะเก็ดระเบิด ในการปะทะที่แนวพระวิหาร ใกล้ปราสาทโดนตวล อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาเมื่อ 26กรกฎาคม 2568

13. ร้อยตรี สิรวิชญ์ ภิญโญสุข (พลทหาร เต๊ะ) ชาวบ้านซ่งหนองขาม ต.หนองแดง อ.สีชมพู จ.ขอนแก่น ตำแหน่ง: พลกระสุนหมู่ปืนเล็ก สังกัดกองร้อยทหารราบที่ 8022 (ร้อย.ร.8 พัน 2)  สังกัดกองร้อยทหารราบที่ 8022 กรมทหารราบที่ 8 ค่ายมหาศักดิพลเสพ เสียชีวิตจากเหตุสู้รบชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ (ใกล้เขาพระวิหาร) โดยถูกกระสุนและสะเก็ดระเบิดจากการปะทะกันเมื่อวันที่ 28 ก.ค.2568

14. ร้อยตรี ธีรยุทธ กระจ่างทอง (พลทหาร)ชาวบ้านยางโป่งสะเดา ตำบลตาจง อำเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ สังกัดกองพันทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่2 กรมทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 2 เสียชีวิตที่บริเวณช่องตาเฒ่า อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2025

ชุดที่ 2  ประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 9 มกราคม 2569 จำนวน 1 นาย

15. ร้อยเอก ต่อพงษ์ พันดวง (สิบโท) ชาว จ.ยโสธร เป็นทหารอาสาสังกัด กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 16 ค่ายบดินทรเดชา จังหวัดยโสธร เสียชีวิตจากเหตุปะทะที่ช่องอานม้า อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี เมื่อ 28 ก.ค. 2568 วันที่ 28 กรกฎาคม 2568                                                                                                            

ชุดที่ 3  ประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 9 มกราคม 2569 (27 นาย)   

1. พลตรี ศตวรรษ สุจริต (จ.ส.อ.): วีรชนชาวอ.หนองพอก ร้อยเอ็ด สังกัดกองร้อยทหารม้าลาดตระเวนที่ 6 เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยชายแดนไทย-กัมพูชา โดยถูกยิงด้วยเครื่องยิงลูกระเบิดถล่มฐานปฏิบัติการอนุพงศ์ บริเวณช่องบก อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี เมื่อเช้าวันที่ 8 ธันวาคม 2568

2. พลตรี อนันดา อุดร (จ.ส.อ.): ชาวขุขันธ์ ศรีสะเกษ สังกัดกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 16 (ร.16 พัน 3) กองพลทหารราบที่ 6 (พล.ร.6) ค่ายบดินทรเดชา จังหวัดยโสธร เสียชีวิตจากสะเก็ดระเบิด บีเอ็ม 21 ขณะคลานเข้าช่วยลูกน้องที่บาดเจ็บจากการปะทะ ที่สมรภูมิภูมะเขือ (9 ธค.68)

3. พลตรี ดำรงค์เกียรติ แก้วกระจ่าง (จ.ส.อ.): ชาวรัตนบุรี สุรินทร์ จากกองพันจู่โจม จังหวัดลพบุรี `เสียชีวิตที่ บริเวณเนิน 677 ฐานช่องอานม้า ตำบลโซง อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2568

4. พลตรี ทวีรัตน์ รัตนบุรี (จ.ส.อ.): ชาวตำบลหน้าเขา อำเภอเขาพนม จังหวัดกระบี่ หัวหน้าส่วนระวังป้องกัน ชุดจู่โจม สังกัดกองพันจู่โจม กรมรบพิเศษที่ 3 กองพลรบพิเศษที่ 1 เสียชีวิตจากสะเก็ดระเบิดของฝ่ายตรงข้ามบริเวณยอดเนิน 677 ช่องอานม้า อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี (13ธค.68)

5. พลตรี กฤษฎา หาญสุโพธิ์ (จ.ส.อ.) (จ่าดูไบ) ชาวบ้านดงนิมิต ต.นาม่อง อ.พยัฆภูมิพิสัย จ.มหาสารคาม นายสิบพยาบาล กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 3 (ร.3 พัน 3) ค่ายพระยอดเมืองขวาง จ.นครพนม   เสียชีวิต บริเวณพื้นที่ ปราสาทตาเมือนธม (ช่องกร่าง) อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568

6. พลตรี พรศักดิ์ เอี่ยมสอาด (จ.ส.อ.): ชาวอำเภอเมือง จังหวัดนครนายก สังกัดกองพันทหารราบที่1 กรมทหารราบที่ 2 บูรพาพยัคฆ์ ค่ายจักรพงษ์ ปราจีนบุรี นักรบเทคโนโลยี เสียชีวิตขณะนำโดรนเข้าตรวจพื้นที่สีแดงเพื่อลดความเสี่ยงให้ลูกน้อง แต่ถูกศัตรูใช้เครื่องยิงลูกระเบิดโจมตีฐานที่มั่น ที่บ้านหนองจาน อ.โคกสูง จังหวัดสระแก้ว เมื่อ 17 ธค.2568

7. พลตรี สำเริง คลังประโคน (จ.ส.อ.) จ่าเริง ชาวบ้านโคกรัก ตำบลปังกู อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ สังกัดกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ วีรชนสมรภูมิช่องจอม จ.สุรินทร์ ผู้นำกำลังปะทะข้าศึกจนร่างพรุนด้วยกระสุน แต่ไม่ยอมวางปืน เสียชีวิตที่เนิน 350 ใกล้ปราสาทตาควาย อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ พร้อมกับ ร้อยตรี ภานุพัฒน์ เสาร์สา (พลทหาร) เมื่อ 16 ธันวาคม 2568

8. พลตรี พงศกร นาคทองดี (จ.ส.อ.)เป็น ชาวอำเภอเมือง จ.นครนายก และ อาสาสมัครกู้ภัยนครนายกกว่า 10 ปี สังกัด กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ปราจีนบุรี เสียชีวิตด้วยจรวด บีเอ็ม 21 ในสมรภูมิบ้านหนองจาน อ.โคกสูง จ.สระแก้ว  เมื่อ 26 ธค.2568 พร้อมกับร้อยตรี ปฏิพัทธ์ ศรประดิษฐ์(พลทหาร) และ ร้อยตรีทิวตะวัน พลเยี่ยม(พลทหาร)

9. พลตรี จิรวัฒน์ มุ่งกลาง (จ.ส.ต.) จ่าโอม ชาวอำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี สังกัดกองพันทหารช่างที่ 1 รักษาพระองค์ (ช.พัน.1 รอ.) เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ป้องกันอธิปไตยบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ด้วยอาวุธหนัก ที่เนิน 677 ช่องอานม้า เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568

10. พันโท พีรยุทธ น้าวิลัยเจริญ (จ.ส.อ.) จ่าคิว ชาวปราจีนบุรี อายุ 35 ปี สังกัดกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 2 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์ (ป.พัน.2 รอ.) เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่ อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 

11. พันตรี ชวกร เดชขุนทด (ส.อ.): ชาวอ.ศรีธาตุ จ.อุดรธานี ทหารสังกัดกองพันทหารม้าที่ 11 กรมทหารม้าที่ 4 รักษาพระองค์ (ม.4 พัน.11 รอ.)ค่ายอดิศร สระบุรี เสียชีวิตจากการปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (พื้นที่พระวิหาร) โดยถูกโดรนทิ้งระเบิดขณะปฏิบัติหน้าที่ ณ ฐานปฏิบัติการบ้านต้นพยุง อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 

12. พันตรี พชร แย้มแตงอ่อน (ส.อ.) ชาวลพบุรี พนักงานวิทยุสนาม สังกัดกองพันรบพิเศษที่ 2 กรมรบพิเศษที่ 1 (รพศ.1 พัน.2) หรือ รบพิเศษป่าหวาย ลพบุรี เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ป้องกันอธิปไตยในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยถูกสะเก็ดระเบิดปืนครก จากการปะทะที่สมรภูมิเนิน 677 ช่องอานม้า อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 

13. พันตรี อภิสิทธิ์ บุนนาค (ส.อ.) หมู่ติ๋ ชาว อ.อาจสามารถ จ.ร้อยเอ็ด / อ.กุฉินารายณ์ กาฬสินธุ์ นายสิบพยาบาลเสนารักษ์ กรมทหารราบที่ 16 พัน.3 (ร.16 พัน.3) เสียชีวิตจากจรวดบีเอ็ม 21 ที่บังเกอร์แนวหน้าน้ำตกภูลออ ภูมะเขือ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ 14 ธันวาคม 2568

14.พันตรี กัมปนาท ทองแสง (ส.อ.): ชาวบ้านหนองไฮ ต.ช่องสามหมอ อ.แก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ คนขับรถยานเกราะ เสียชีวิตจากระเบิด บีเอ็ม 21 ที่สมรภูมิบ้านคลองแผง อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว เมื่อ 22 ธันวาคม 2568

15. ร้อยโท วุธจักร โททอง (จ.ส.อ.) จ่าเจ ชาว ตำบลตูม อำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษสังกัดกองร้อยทหารม้าที่ 4 กองพันทหารม้าที่ 25 กรมทหารม้าที่ 4 รักษาพระองค์ เสียชีวิต ด้วยการติดเชื้อในกระแสเลือด ระหว่าง การปฏิบัติหน้าที่ป้องกันชายแดนในพื้นที่อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568

16. ร้อยตรี เทิดศักดิ์ ศรีลาชัย (พล ทหาร) ชาวบ้านโปร่ง อำเภอไพรบึง จ.ศรีสะเกษ สังกัดกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 23 ค่ายวีรวัฒน์โยธิน  จ.สุรินทร์ พลีชีพจากสะเก็ดระเบิด BM-21 ขณะปฏิบัติหน้าที่ชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณปราสาทคนา เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 

17. ร้อยตรี วายุ ขวัญเสือ(พลทหาร): ชาว ต.วังสำโรง อ.ตะพานหิน จ.พิจิตร/อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี สังกัด พัน.ร.27 ร.31 พัน.3 รอ. เสียชีวิตจากการถูกสะเก็ดระเบิดอาวุธวิถีโค้งของฝ่ายกัมพูชาบริเวณพื้นที่ใกล้   ปราสาทคณา และปราสาทตาควาย อ. พนมดงรัก จ.สุรินทร์ เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568

18. ร้อยตรี ชาญชัย ผดุงโชค (พลทหาร) ชาวตำบลบัวบาน อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ สังกัด กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 112 (ร.112 พัน.3)เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติในสมรภูมิรบ บึงตะกวน-บ้านคลองแผง อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว เมื่อ 11 ธ.ค. 2568

19. ร้อยตรี ธนรัตน์ จันทร์ประทัด (พล ทหาร) : ชาวบ้านวังชมพู ต.เฝ้าไร่ อ.เฝ้าไร่ จ.หนองคาย สังกัดกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 112 (ร.112 พัน.3) กองพลทหารราบที่ 11 เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ในเหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ในสมรภูมิบึงตะกวน-บ้านคลองแผง อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว โดยถูกเครื่องยิงลูกระเบิด จากฝ่ายกัมพูชาตกใส่เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2568 

20. ร้อยตรี ธนกร สิงหาชาติ (พล ทหาร): ชาวบ้านเม็ก ตำบล เม็กดำ อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม สังกัดกองร้อยทหารราบที่ 211 กองพันทหารราบที่ 4 กรมทหารราบที่ 23 (พล.ร.6)กองกำลังสุรนารี ปฏิบัติหน้าที่พลยิงลูกระเบิด 40 มม. (M203) เสียชีวิตโดยอาวุธวิถีโค้ง จากการปฏิบัติหน้าที่ป้องอธิปไตยชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณปราสาทตาเมือนธม จ.สุรินทร์ เมื่อ 9 ธันวาคม 2568 

21. ร้อยตรี กฤตฏิกร สร้อยระย้า(พล ทหาร): ชาวบ้านหนองตะคลอง ต.หนองหญ้าไซ อ.หนองหญ้าไซ จ.สุพรรณบุรี และเป็นศิษย์เก่าโรงเรียนหนองหญ้าไซวิทยา สังกัด กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 9 (ร.9 พัน.1) ค่ายสุรสีห์ เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ในเหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ณ สมรภูมิฐานมะนาว เนิน677 ช่องอานม้า เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2568

22. ร้อยตรี มุสตากีม มาเจ๊ะมะ(พลทหารอาสาสมัคร) เป็นชาวไทยมุสลิม มีภูมิลำเนาอยู่ที่บ้านสูแฆ ต.ดุซงญอ อ.จะแนะ จ.นราธิวาส พลยิงอาวุธต่อสู้รถถัง สังกัดกองพันจู่โจม กรมรบพิเศษที่ 3 เสียชีวิต จากเหตุปะทะบริเวณ เนิน 677 ช่องอานม้า อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานีเมื่อ 13 ธันวาคม 2568

23. ร้อยตรี วสันต์ ขานหัวโทน เป็นชาวบ้านเทื่อม ต.เขือน้ำ อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี สังกัด กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 13 (ร.13 พัน.3) ค่ายเจ้าพระยาสุรวงศ์วัฒนศักดิ์ จังหวัดอุดรธานี พลชี้เป้าบนหอคอย ผู้ไม่ยอมก้มหัวให้กระสุนศัตรูจนกว่าจะระบุตำแหน่งสำเร็จ เสียชีวิตที่สมรภูมิบ้านซำแต อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อ 17 ธันวาคม 2568

24. ร้อยตรี ภานุพัฒน์ เสาร์สา: ชาวบ้านพราน ต.ส้มป่อย อ.ราศรีไศล จ.ศรีสะเกษ อายุ 21 ปี วีรบุรุษทหารกล้า สังกัด ร.23 พัน.3 พลีชีพจากการปฏิบัติหน้าที่ป้องกันประเทศบริเวณสมรภูมิเนิน 350 ใกล้ปราสาทตาควาย อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ เมื่อ 16 ธันวาคม 2568

25. ร้อยตรี ธนพัฒน์ นันทะวงศ์(พลทหาร) ชาวบ้านเชือก ต.นาจิก อ.เมือง จ.อำนาจเจริญ สังกัด กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (ร.2 พัน.3 รอ.) กองทัพภาคที่ 1 เสียชีวิต จากการปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่สมรภูมิบ้านหนองจาน อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้วเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2568

26. ร้อยตรี ปฏิพัทธ์ ศรประดิษฐ์(พลทหาร) ชาวตำบลเกาะช้าง อำเภอเกาะช้าง จังหวัดตราด สังกัดกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (ร.2 พัน.2 รอ.)ค่ายพรหมโยธี ที่เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณบ้านหนองจาน จ.สระแก้ว เมื่อ27 ธ.ค. 2568

27. ร้อยตรี ทิวตะวัน พลเยี่ยม (พล ทหาร): ชาวบ้านห้วยทราย อ.ชานุมาน จ.อำนาจเจริญ พลปืนเล็ก กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (ร.2 พัน.2 รอ.) ผู้เสียชีวิตจากจรวดบีเอ็ม 21 ในการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติที่สมรภูมิบ้านหนองจาน จ.สระแก้วบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อ 26 ธ.ค. 2568

                  วีรกรรมของ 42 ทหารไทย ที่สละชีพเพื่อชาติ เป็นการทำความดีตามบุญกิริยาวัตถุ 10 ข้อ 3 ทำความดีด้วยการตั้งใจมั่น แน่วแน่ เพียรพยายาม (ภาวนามัย) ที่ควรแก่การเชิดชูบูชา

อาทร จันทวิมล