‘โคเวย์’ นำขบวนจิตอาสาปลูกป่า ‘แต้มสี เติมป่า คืนชีวาให้บางปู’

‘โคเวย์’ นำขบวนจิตอาสาปลูกป่า ‘แต้มสี เติมป่า คืนชีวาให้บางปู’

‘โคเวย์’ นำขบวนจิตอาสาปลูกป่า ‘แต้มสี เติมป่า คืนชีวาให้บางปู’

วันอังคาร ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

โคเวย์ (COWAY) แบรนด์เครื่องกรองน้ำและเครื่องฟอกอากาศ จากประเทศเกาหลีใต้ นำโดยคณะผู้บริหารและพนักงานจิตอาสารวมกว่า 180 คน จัดกิจกรรมเพื่อสังคม “แต้มสี เติมป่า คืนชีวาให้บางปู” ณ ศูนย์ศึกษาธรรมชาติกองทัพบก (บางปู) สมุทรปราการ ตอกย้ำวิสัยทัศน์ในการยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย ผ่านกิจกรรมสาธารณประโยชน์เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวในธรรมชาติเพื่อร่วมอนุรักษ์ทรัพยากรน้ตั้งแต่ต้นทาง ฟื้นฟูแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ พร้อมบูรณะจุดชมวิวเพื่อร่วมขับเคลื่อนชุมชนในทุกมิติอย่างยั่งยืน

มร. คิ รยง ชอย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โคเวย์ ประเทศไทย

มร. คิ รยง ชอย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โคเวย์ ประเทศไทย กล่าวว่า “โคเวย์เชื่อว่าคุณภาพชีวิตที่ดีต้องเริ่มจากสิ่งแวดล้อมที่ดี เราจึงพัฒนานวัตกรรมเครื่องกรองน้ำและเครื่องฟอกอากาศควบคู่กับความรับผิดชอบต่อโลกที่เข้มงวด พร้อมมาตรการดูแลทรัพยากรธรรมชาติอย่างจริงจัง ในส่วนของ กิจกรรม ‘แต้มสี เติมป่า คืนชีวาให้บางปู’ ครั้งนี้คืออีกหนึ่งกิจกรรมระดับองค์กรที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมของโคเวย์ ผ่านการนำพนักงานจิตอาสาลงพื้นที่ป่าที่กำลังเสื่อมโทรม เพื่อให้เห็นถึงสภาพความเป็นจริง นำไปสู่การสร้างจิตสำนึกรักษ์โลกและการเยียวยาสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการลงมือปลูกต้นป่าด้วยตัวเองทั้งในป่าชายเลนและพื้นที่บนบก ซึ่งจะช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียวและแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ ฟื้นฟูระบบนิเวศ และร่วมอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำของประเทศไทยตั้งแต่ต้นทางได้อย่างยั่งยืน”

พื้นที่ป่าชายเลนบางปู ถือเป็นหนึ่งในระบบนิเวศสำคัญของประเทศ โดยเป็นเสมือนปราการธรรมชาติปกป้องชายฝั่งและเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำของอ่าวไทย ปัจจุบัน พื้นที่ป่าบางส่วนกำลังเผชิญกับความเสื่อมโทรมและพื้นที่สีเขียวลดลงอย่างต่อเนื่อง โคเวย์ ประเทศไทย จึงร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการฟื้นฟูความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ เสริมสร้างความอุดมสมบูรณ์ของป่าชายเลนและทรัพยากรน้ำของเมืองไทย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อชุมชนในระยะยาว

กิจกรรม “แต้มสี เติมป่า คืนชีวาให้บางปู” โคเวย์ ประเทศไทย ได้นำเหล่าพนักงานจิตอาสาลงพื้นที่ฟื้นฟูธรรมชาติอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านกิจกรรมการปลูกป่าบนบกจำนวน 200 ต้น เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวและประสิทธิภาพการดูดซับคาร์บอน พร้อมปลูกป่าชายเลนอีก 100 ต้น เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศและคืนสมดุลให้แหล่งอาหารสำหรับสัตว์น้ำอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ภายใต้แนวคิดการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมควบคู่การพัฒนาชุมชน โคเวย์ยังได้สนับสนุนงบประมาณเพื่อการซ่อมแซมประตูชัยทางเข้าจุดชมวิวมูลค่า 100,000 บาท เพื่อใช้ในการบูรณะเพิ่มความปลอดภัยและปรับปรุงภูมิทัศน์ให้พร้อมต้อนรับประชาชนได้อย่างเหมาะสม พร้อมนำพนักงานจิตอาสาช่วยทาสีประตูชัย เพิ่มความโดดเด่นสวยงามให้กลายเป็นจุดเช็กอินใหม่สำหรับผู้มาเยือน

กิจกรรมเพื่อสังคมครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของโคเวย์ ประเทศไทย ในการร่วมดูแลทรัพยากรธรรมชาติอย่างจริงจังเพื่อส่งต่อสิ่งแวดล้อมที่ดีแก่สังคม ทั้งยังเป็นการส่งเสริมความสามัคคีและความภาคภูมิใจในองค์กร ผ่านการร่วมแรงร่วมใจของพนักงานเพื่อเดินหน้าสู่เป้าหมายเดียวกัน โดยโคเวย์ยังคงเดินหน้าอนุรักษ์และส่งเสริมความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรน้ำ ควบคู่ไปกับการสร้างสรรค์คุณภาพชีวิตที่ดีแก่ผู้บริโภคในเมืองไทยอย่างยั่งยืน

Royal Thai เปิดตัวความร่วมมือทางศิลปะกับศิลปินระดับโลก ที่ The Met

Royal Thai เปิดตัวความร่วมมือทางศิลปะกับศิลปินระดับโลก ที่ The Met

Royal Thai เปิดตัวความร่วมมือทางศิลปะกับศิลปินระดับโลก ที่ The Met

วันอังคาร ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

Royal Thai ผู้นำระดับโลกในอุตสาหกรรมพรมทอ Axminster และพรมทอมือ (Hand-tufted) ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ด้านความคิดสร้างสรรค์ครั้งสำคัญร่วมกับ Manoela Grigorova ศิลปินผู้เปี่ยมด้วยวิสัยทัศน์เจ้าของสตูดิโอ Mojo + Muse เพื่อสร้างจุดเปลี่ยนสำคัญในการผสานมรดกงานฝีมืออันประณีตของแบรนด์ Royal Thai เข้ากับศิลปะร่วมสมัยชั้นสูง ความร่วมมือสุดพิเศษนี้ได้มีการเปิดตัวรอบพิเศษ (Soft Launch) ภายในงานกาล่าครั้งยิ่งใหญ่ “Destination Indulgence: An Evening at The Met” ซึ่งจัดขึ้น ณ พิพิธภัณฑ์ศิลปะ The Metropolitan Museum of Art (The Met) ควบคู่ไปกับงาน Boutique Design New York (BDNY) 2025

การหลอมรวมระหว่างงานฝีมือและศิลปะร่วมสมัย (A Fusion of Art and Loom)

Manoela Grigorova หรือที่รู้จักในนาม Mojo + Muse ได้นำมุมมองทางศิลปะที่เป็นเอกลักษณ์มาสร้างนิยามใหม่ให้กับโลกแห่งวัสดุปูพื้น โดยเธอได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติผ่านเลนส์กล้องจุลทรรศน์ พร้อมมุ่งเน้นการสร้างความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อมผ่านการเลือกใช้วัสดุรีไซเคิลและวัสดุอัปไซเคิล เพื่อสร้างสรรค์ผลงานในแนวทาง “Colourful Escapism” หรือโลกแห่งสีสันที่มอบความรู้สึกผ่อนคลาย

Royal Thai ได้ร่วมกับ Manoela พัฒนาคอลเลกชันพิเศษ (Bespoke) ที่ก้าวข้ามขีดจำกัดของพรมแบบเดิม โดยการถ่ายทอดเทคนิคการปักผ้าและสื่อผสม (Mixed Media) อันเป็นเอกลักษณ์ของเธอ ผ่านเทคโนโลยีการทอและปักพรมขั้นสูงของ Royal Thai เปลี่ยนพื้นผิวให้กลายเป็นผืนผ้าใบสำหรับการเล่าเรื่องราวที่สร้างประสบการณ์เสมือนจริง (Immersive Storytelling)

ประสบการณ์ความร่วมมือที่เหนือระดับ ณ The Met

การประกาศความร่วมมือครั้งนี้ ถือเป็นไฮไลท์สำคัญของงานกาล่า ซึ่งมีผู้นำและผู้มีอำนาจตัดสินใจในอุตสาหกรรม Hospitality ระดับโลกเข้าร่วมกว่า 550 คนเข้าร่วม

“เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับ Manoela เข้าสู่ครอบครัว Royal Thai ความเชี่ยวชาญทางศิลปะของเธอคือส่วนผสมที่ลงตัวสำหรับทิศทางสร้างสรรค์ใหม่ของเรา ซึ่งเห็นได้ชัดจากการติดตั้งงานศิลปะลอยตัว (Custom Installations) ที่ The Met ซึ่งวัสดุที่ให้ผิวสัมผัสโดดเด่นและสีสันที่สดใสได้ช่วยปลุกเร้าอารมณ์และกระชับความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น” Gina di Roma รองประธานบริหารฝ่ายขายและการดำเนินงาน (EVP of Sales & Operations) แห่ง Royal Thai Americas กล่าว

นอกจากนี้ แขกผู้ร่วมงานยังได้รับชม พรีวิวปรัชญาการออกแบบผ่าน “พรมแดง” (Bespoke Red Carpet) ที่สั่งทำขึ้นมาเป็นพิเศษ ซึ่งโดดเด่นด้วยดีไซน์ที่ไหลลื่นกลมกลืนระหว่างความผ่อนคลายกับความสง่างาม โดยได้รับแรงบันดาลใจจากลวดลายดอกไม้  สะท้อนถึงขีดความสามารถในการผลิตตามคำสั่งพิเศษ และจิตวิญญาณแห่งนวัตกรรมที่ Manoela จะร่วมขับเคลื่อนในบทบาทใหม่นี้

ตลอดระยะเวลากว่า 50 ปี Royal Thai คือผู้ผลิตพรมและวัสดุปูพื้นชั้นนำที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ในการนำงานฝีมือไทยระดับตำนานมาสู่เวทีโลก ด้วยชื่อเสียงด้านงานฝีมือที่ผสานความประณีตและคุณภาพ บริษัทได้ร่วมงานกับแบรนด์โรงแรมชั้นนำและศิลปินระดับโลก เพื่อสร้างสรรค์ผลงานที่เป็นแรงบันดาลใจ และยังคงเป็นกำลังสำคัญในการสนับสนุนงานออกแบบระดับนานาชาติ เช่น Gold Key Awards และ BDNY เป็นต้น

องค์ประธานมูลนิธิสายใจไทยฯ พระราชทานเงินช่วยเหลือทหารกล้าผู้เสียสละ

องค์ประธานมูลนิธิสายใจไทยฯ พระราชทานเงินช่วยเหลือทหารกล้าผู้เสียสละ

องค์ประธานมูลนิธิสายใจไทยฯ พระราชทานเงินช่วยเหลือทหารกล้าผู้เสียสละ

วันอังคาร ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มูลนิธิสายใจไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดย วีระพันธ์ ดีอ่อน ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี ปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้แทนมูลนิธิสายใจไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ มอบเงินพระราชทานช่วยเหลือแก่กำลังพลทหาร จำนวน 11 นาย ซึ่งได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ปะทะบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา และเข้ารับการรักษา ณ โรงพยาบาลค่ายจักรพงษ์ จังหวัดปราจีนบุรี เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568

การมอบเงินช่วยเหลือในครั้งนี้ เป็นไปตามพระราชปณิธานของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี องค์ประธานมูลนิธิสายใจไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่ทรงมีพระเมตตาห่วงใย และไม่ทอดทิ้งผู้ที่เสียสละเพื่อประเทศชาติ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน เสริมสร้างขวัญและกำลังใจแก่กำลังพลและครอบครัว ให้ตระหนักว่าความเสียสละและความกล้าหาญในการปฏิบัติหน้าที่ ได้รับการดูแล เอาใจใส่ และระลึกถึงอย่างสูงสุด

โอกาสนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี ได้กล่าวแสดงความห่วงใย พร้อมให้กำลังใจกำลังพลทุกนาย และขอบคุณในความเสียสละ ความกล้าหาญ และความมุ่งมั่นในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องอธิปไตยและความสงบสุขของประเทศชาติ พร้อมอวยพรให้ทุกนายมีสุขภาพแข็งแรง ฟื้นฟูทั้งร่างกายและจิตใจโดยเร็ว และมีกำลังใจเข้มแข็งในการก้าวเดินต่อไป

บรรยากาศการมอบเงินช่วยเหลือเป็นไปด้วยความอบอุ่นและซาบซึ้งใจ สะท้อนถึงพลังแห่งพระเมตตา ความห่วงใย และกำลังใจจากคนไทยทั้งประเทศ ที่พร้อมยืนเคียงข้างและส่งแรงใจให้แก่ทหารกล้าผู้เสียสละ เพื่อปกป้องผืนแผ่นดินไทยอย่างไม่ย่อท้อ

หน้าหนาว แต่แดดแรง ระวัง ‘มะเร็งผิวหนัง’ โรคใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม

หน้าหนาว แต่แดดแรง ระวัง ‘มะเร็งผิวหนัง’ โรคใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม

หน้าหนาว แต่แดดแรง ระวัง ‘มะเร็งผิวหนัง’ โรคใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม

วันอังคาร ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มะเร็งผิวหนัง เป็นโรคที่พบได้บ่อยและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะในผู้ที่ใช้ชีวิตกลางแจ้งหรือได้รับแสงแดดจัดโดยไม่ป้องกัน รังสีอัลตราไวโอเลต (UV) จากแสงแดดและแหล่งอื่นๆ เช่น เตียงอาบแดด (tanning bed) ล้วนเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคนี้ได้ แม้จะเป็นแสงแดดในช่วงหน้าหนาวก็ตาม

นายแพทย์ศิวัตม์ เสรีโรดม ศัลยแพทย์ตกแต่ง โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชั่นแนล 

นายแพทย์ศิวัตม์ เสรีโรดม ศัลยแพทย์ตกแต่ง โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชั่นแนล อธิบายว่า ชนิดของมะเร็งผิวหนังที่พบบ่อย ได้แก่ Basal Cell Carcinoma (BCC): โตช้า มักไม่แพร่กระจาย แต่หากปล่อยไว้สามารถทำลายเนื้อเยื่อรอบ ๆ ได้ Squamous Cell Carcinoma (SCC): โตเร็วกว่าชนิด BCC และมีโอกาสแพร่กระจาย Melanoma: เป็นชนิดที่รุนแรงที่สุดและอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต หากตรวจพบในระยะลุกลาม

ปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งผิวหนัง
ผู้ที่มีผิวขาว ผิวไหม้ง่าย มีไฝหรือปานจำนวนมาก รวมถึงผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งผิวหนัง หรือมีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เช่น ผู้ป่วยปลูกถ่ายอวัยวะ ล้วนอยู่ในกลุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะหากต้องสัมผัสแสงแดดจัดเป็นเวลานานโดยไม่มีการป้องกัน

การตรวจพบระยะเริ่มต้นสำคัญที่สุด
มะเร็งผิวหนัง มักไม่แสดงอาการชัดเจนในช่วงแรก อาจดูเหมือนเพียงรอยแผลที่ไม่หายหรือไฝที่มีลักษณะเปลี่ยนไป การตรวจพบและรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้นช่วยเพิ่มโอกาสหายขาด ลดการสูญเสียผิวหนัง และหลีกเลี่ยงการลุกลามไปสู่อวัยวะอื่น

Mohs Surgery เทคนิคการรักษามะเร็งผิวหนัง
หนึ่งในเทคนิคการรักษามะเร็งผิวหนังที่ได้รับการยอมรับทั่วโลกคือ Mohs Micrographic Surgery ซึ่งผสมผสานการผ่าตัดและการตรวจชิ้นเนื้อแบบเรียลไทม์ ศัลยแพทย์จะตัดชั้นเนื้อเยื่อที่สงสัยว่าเป็นมะเร็งออกทีละชั้น และตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ทันที หากยังพบเซลล์มะเร็ง จะตัดเฉพาะบริเวณที่มีเซลล์ผิดปกติเพิ่มจนแน่ใจว่ากำจัดได้หมด วิธีนี้จึงสามารถรักษาเนื้อเยื่อปกติไว้ได้มากที่สุด

จุดเด่นของ Mohs Surgery

ให้อัตราการหายสูงถึงกว่า 99% ในมะเร็งผิวหนังบางชนิด ลดการสูญเสียเนื้อเยื่อที่ไม่จำเป็น เหมาะกับตำแหน่งที่ต้องคงความสวยงาม เช่น ใบหน้า รอบตา หรือริมฝีปาก ใช้ได้ดีในกรณีที่มะเร็งกลับมาเป็นซ้ำหรือมีขอบเขตไม่ชัดเจน

มะเร็งผิวหนังแม้ดูเหมือนโรคที่ไกลตัว แต่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่อยู่กลางแดดเป็นประจำ หากพบรอยโรคที่ไม่หายหรือไฝที่เปลี่ยนแปลงไป ควรรีบปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังเพื่อรับการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด เพราะการตรวจพบเร็วและรักษาอย่างถูกวิธี คือกุญแจสำคัญในการป้องกันภาวะแทรกซ้อนและช่วยให้ผลการรักษาดีที่สุด

ปีใหม่นี้ อยากฟิตแค่ไหนก็ต้องเช็คหัวใจ อย่าให้การออกกำลังกายกลายเป็นความเสี่ยง

ปีใหม่นี้ อยากฟิตแค่ไหนก็ต้องเช็คหัวใจ อย่าให้การออกกำลังกายกลายเป็นความเสี่ยง

ปีใหม่นี้ อยากฟิตแค่ไหนก็ต้องเช็คหัวใจ อย่าให้การออกกำลังกายกลายเป็นความเสี่ยง

วันอังคาร ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เริ่มปีใหม่ หลายคนตั้งเป้าหมาย “การออกกำลังกาย”  นับเป็นการเริ่มต้นที่ดีต่อสุขภาพและช่วยลดความเสี่ยงของโรคเรื้อรังหลายชนิด แต่หลายคนอาจไม่รู้ว่า หากหัวใจของเราไม่แข็งแรงเพียงพอ การออกกำลังกายหนักเกินไปอาจกลายเป็นอันตรายได้ โดยเฉพาะในกลุ่มวัยกลางคนหรือผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจ เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง หรือมีประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจ

พญ.ณหทัย ฉัตรสิงห์ (ว.36429) อายุรศาสตร์โรคหัวใจ ประจำศูนย์โรคหัวใจและทรวงอก โรงพยาบาลนวเวช 

พญ.ณหทัย ฉัตรสิงห์ (ว.36429) อายุรศาสตร์โรคหัวใจ ประจำศูนย์โรคหัวใจและทรวงอก โรงพยาบาลนวเวช ได้อธิบายถึงการเตรียมความพร้อมเรื่องเกี่ยวกับสุขภาพหัวใจก่อนออกกำลังกาย เพราะในบางกรณีผู้ที่ดูเหมือนจะมีสุขภาพแข็งแรง กลับเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวหรือหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันขณะออกกำลังกายอย่างหนัก ซึ่งส่วนใหญ่มักเกิดจากภาวะหัวใจที่แฝงอยู่โดยไม่รู้ตัว การตรวจเช็กสภาพหัวใจก่อนเริ่มออกกำลังกายอย่างจริงจัง จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

หัวใจต้องพร้อมก่อนร่างกาย

ก่อนเริ่มโปรแกรมออกกำลังกายที่เข้มข้น เช่น การวิ่งมาราธอน ปั่นจักรยานระยะไกล หรือฝึกเวทเทรนนิ่งอย่างหนัก ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพโดยเฉพาะการตรวจประเมินสภาพหัวใจ ซึ่งอาจรวมถึงการซักประวัติ การตรวจร่างกาย วัดความดันโลหิต การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) หรือการทดสอบสมรรถภาพหัวใจด้วยการวิ่งสายพาน (Exercise Stress Test) การตรวจอัลตราซาวน์หัวใจ( Echocardiogram) การตรวจ CT หรือ MRI ในคนที่มีความเสี่ยงบางอย่างหรือตรวจพบความผิดปกติจากการตรวจเบื้องต้น

การตรวจเหล่านี้ช่วยให้แพทย์สามารถประเมินได้ว่าหัวใจของคุณทำงานได้ดีในภาวะปกติและขณะออกแรงมากน้อยเพียงใด อีกทั้ง การประเมินช่วยให้คุณรู้ว่าควรออกกำลังกายระดับใดจึงเหมาะและปลอดภัยกับคุณ โดยเฉพาะในผู้ที่มีอาการผิดปกติ เช่น เหนื่อยง่าย ใจสั่น แน่นหน้าอก หรือเป็นลมขณะออกกำลังกายหรือใช้แรงเยอะ ควรรีบปรึกษาแพทย์ก่อนจะฝืนออกกำลังกายอย่างหนัก

รู้จักฟังร่างกายตัวเอง

แม้จะตรวจหัวใจและได้รับคำแนะนำแล้ว การรู้จักฟังสัญญาณจากร่างกายก็เป็นสิ่งสำคัญ การค่อยๆ เพิ่มระดับความหนักของการออกกำลังกายอย่างเป็นขั้นตอน และมีช่วงเวลาอบอุ่นร่างกาย (warm up) และคลายกล้ามเนื้อ (cool down) อย่างเหมาะสม จะช่วยลดภาระต่อหัวใจและป้องกันภาวะฉุกเฉินได้ดี ผู้ที่ออกกำลังกายควรสังเกตอาการผิดปกติ เช่น หัวใจเต้นผิดจังหวะ แน่นหน้าอก หายใจไม่ทัน หรือรู้สึกหน้ามืด ควรหยุดกิจกรรมนั้นทันทีและไปพบแพทย์

สุขภาพดีเริ่มจากความเข้าใจ

การออกกำลังกาย เป็นสิ่งที่ควรทำอย่างต่อเนื่อง แต่อย่าลืมว่าการดูแลหัวใจก่อนจะเริ่มออกแรงอย่างจริงจัง เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะหัวใจคือกล้ามเนื้อที่ทำงานหนักและสำคัญไม่แพ้อวัยวะอื่นๆ ในร่างกาย และการดูแลให้พร้อมก่อนเสมอ จะทำให้คุณออกกำลังกายได้อย่างมั่นใจและปลอดภัย

ไม่ว่าคุณจะเพิ่งเริ่มต้นออกกำลังกายแบบสายสุขภาพ หรือเป็นนักกีฬาที่ออกกำลังกายมาอย่างต่อเนื่องและจริงจัง การตรวจสุขภาพหัวใจก่อนออกกำลังกายหนัก เป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยลดความเสี่ยงของอาการหัวใจขาดเลือดหรือภาวะฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด อย่าให้ความตั้งใจในการดูแลสุขภาพต้องสะดุดเพราะละเลยหัวใจของตัวเอง

ทั้งนี้ ศูนย์หัวใจและทรวงอก (Cardiology Center)  โรงพยาบาลนวเวช พร้อมด้วยทีมบุคลากรทางการแพทย์เฉพาะทางด้านหัวใจที่มากประสบการณ์ในการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคหัวใจ อย่างครบวงจรในทุกขั้นตอนตั้งแต่การป้องกันการเกิดโรคหัวใจ การวินิจฉัยระยะเริ่มต้น การรักษา การสวนหัวใจ และการผ่าตัด รวมถึงการฟื้นฟูสมรรถภาพของหัวใจ ด้วยทีมอายุรแพทย์โรคหัวใจผู้ชำนาญการเฉพาะทางควบคู่กับเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย พร้อมได้รับการรับรองมาตรฐาน AACI (American Accreditation Commission International) ค.ศ.2025 ISO 7101:2023 – Health Care Organization Management และ ISO 9001:2015 – Quality Management Systems ที่ให้ความสำคัญกับ คุณภาพการรักษา และมาตรฐานการให้บริการ หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามรายละเอียดและขอรับคำปรึกษาได้ที่ โรงพยาบาลนวเวช โทร. 1507 I Line: @navavej

ส่งมอบกำลังใจและน้ำใจ ให้ทหารรักษาชายแดน

ส่งมอบกำลังใจและน้ำใจ ให้ทหารรักษาชายแดน

ส่งมอบกำลังใจและน้ำใจ ให้ทหารรักษาชายแดน

วันอังคาร ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มูลนิธิสงเคราะห์ครอบครัวทหารผ่านศึก  ในพระบรมราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี  นำโดย คุณหญิงแสงเดือน ณ นคร ประธานกรรมการ มูลนิธิฯ  คุณหญิงทรงสมร คชเสนี กรรมการจัดการและเหรัญญิก พร้อมด้วยคณะกรรมการและอาสาสมัครมูลนิธิฯ ร่วมมอบเครื่องอุปโภค-บริโภคให้แก่ พ.อ.สมเกียรติ นุตะวานิช รองผบ. พล.ม2ผู้แทนกองทัพบก เพื่อส่งต่อให้กำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยและรักษาอธิปไตยของชาติตามแนวชายแดนเพื่อเป็นสร้างขวัญและกำลังใจให้กับทหารหาญที่เสียสละและอุทิศตนในการปกป้องประเทศจากการรุกราน

นอกจากนี้มูลนิธิฯ ยังได้ให้การสนับสนุนเสื้อกันหนาวและผ้าห่มให้แก่กำลังพล จำนวน  12 หน่วย  ที่ออกปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนทางภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย ซึ่งมีสภาพภูมิอากาศ หนาวเย็นมาก  เช่น  พื้นที่ อ.เชียงดาว  อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่  อ.แม่สาย  จ.เชียงราย เป็นประจำทุกปี

สำหรับพื้นที่จังหวัดทางภาคใต้เกิดสถานการณ์อุทกภัยทำให้ครอบครัวทหารผ่านศึกประสบภัย  ได้รับความเดือดร้อน มูลนิธิฯ จึงได้สนับสนุนถุงยังชีพ  เพื่อนำไปช่วยเหลือครอบครัวทหารผ่านศึกในพื้นที่จังหวัดทางภาคใต้ของไทย จำนวน 500 ชุด โดยมี ธีระยุทธ  ศิริคำ ผู้ช่วยผู้อำนวยการองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก เป็นผู้รับมอบ

‘ความหวัง’ เทรนด์ใหม่แห่งการเดทของคนโสด Gen Z ไทย

‘ความหวัง’ เทรนด์ใหม่แห่งการเดทของคนโสด Gen Z ไทย

‘ความหวัง’ เทรนด์ใหม่แห่งการเดทของคนโสด Gen Z ไทย

วันอังคาร ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สำหรับคนโสดไทย ก้าวเข้าสู่ปีใหม่ คำนิยามการเดทของ Gen  Z คือ “ความหวัง” จากรายงาน Tinder’s Year in SwipeTM 2025 เผยว่าคนโสดวัย Gen Z ก้าวสู่ปี 2569 พร้อมกับมุมมองใหม่ๆ โดยเชื่อในความสัมพันธ์ที่มีความหมาย แชร์ความสนใจร่วมกัน และกล้าเปิดใจที่จะออกเดทอีกครั้ง ซึ่งเอนเนอร์จี้ของการมีความหวังนี้จะฮอตสุดๆ เมื่อวัน Dating Sunday ซึ่งตรงกับวันที่ มกราคม และเป็นวันที่แอพ Tinder คึกคักที่สุดของปี จากข้อมูลปี 2568 ที่ผ่านมา สมาชิกเกิดการ Match380 คู่ต่อวินาที และพบว่าจำนวนการ Match เพิ่มขึ้นถึง 13%

Dating Sunday กลายเป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นใหม่ เมื่อเหล่าคนโสดเข้าแอพพร้อมๆ กันด้วยความตั้งใจ ชัดเจนและตื่นเต้นกับโมเมนต์ที่รอคอย เมื่อเข้าสู่ช่วงไฮซีซันกระแสความคึกคักเข้าสู่วันวาเลนไทน์ Tinder ได้สังเกตเห็นการเชื่อมต่อที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก ซึ่งขับเคลื่อนด้วยการมองโลกในแง่ดีและการเปิดใจทางอารมณ์ ทั้งนี้ “การกระทำเอาใจใส่” กำลังได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นจนกลายเป็นสไตล์แสดงความรักยอดนิยมของคนโสดไทยบน Tinder ในปี 2568

ดังนั้น Vibe สนุกๆ ที่เป็นกันเอง ไม่กดดัน และการพูดคุยแบบตรงไปตรงมา กำลังจะกลายเป็นกุญแจสำคัญของการเชื่อมต่อที่จริงใจและมีความหมายมากขึ้นในปี 2569 ด้วยบทสนทนาและการเชื่อมต่อสนุกๆ ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในเวลาเดียวกัน Dating Sunday จึงเป็นจังหวะเริ่มต้นดีๆของช่วงซีซั่นการออกเดทที่คึกคักที่สุดของปี

เมื่อคนโสดไทยเชื่อมต่อกันผ่านความสนใจร่วมกัน

อินไซต์จาก Tinder’s Year in SwipeTM 2025 ระบุให้เห็นว่า คนโสดมักจะเชื่อมต่อกันผ่านความสนใจและสิ่งเล็ก ๆ ที่แชร์ร่วมกันในชีวิตประจำวัน ซึ่งทำให้บทสนทนาไหลลื่นอย่างเป็นธรรมชาติความสนใจยอดนิยมบน Tinder ของคนไทยในปี 2568 ได้แก่ ธรรมชาติ, เด็กยุค 90, การเดินทาง, อินสตาแกรม,การดูแลตนเอง, โรงละคร, ความรักต่อตนเอง, นักชิม, ดนตรี และภาพยนตร์ และอีกหนึ่งสิ่งน่าสนใจคือ “ธรรมชาติ” กลายเป็นความสนใจอันดับหนึ่งของคนไทยเป็นครั้งแรก สะท้อนว่าคนโสดเริ่ม Match กันผ่านไลฟ์สไตล์และประสบการณ์ที่แชร์ร่วมกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเดินเขาในวันหยุดชิลๆ ไปจนถึงนั่งคาเฟ่ และแพลนทริปท่องเที่ยวที่ชวนคุยกันได้ยาวๆ

อาหาร ยังคงเป็นหนึ่งหัวข้อชวนคุยง่ายๆ เพื่อเริ่มต้นบทสนทนากับใครสักคนบน Tinder อาหารยอดนิยมของคนไทยในปี 2568 ได้แก่ กาแฟ, เบียร์, เหล้า, ชาบู, ไวน์, ชาเขียว, หมูกระทะ, ซูชิ, บุฟเฟ่ และพิซซ่า สะท้อนให้เห็นว่า Match ดีๆ มักเริ่มจากคำถามเบสิค ไม่ว่าจะเป็น “กาแฟหรือชาเขียว?” หรือ การวางแผนเดทแรกแบบสบายๆ ผ่านมื้ออาหารที่ชอบร่วมกัน

ตั้งแต่การกระชับความสัมพันธ์ผ่านกิจกรรมกลางแจ้ง ไปจนถึงการชวนกันออกเดทแรกด้วยชาบูหรือชาเขียว ความสนใจร่วมกันกำลังเปลี่ยนการ Match ธรรมดาให้กลายเป็นบทสนทนาที่มีความหมายมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วง Dating Sundayเมื่อความหวังมาต้อนรับพร้อมกับไฮซีซัน ถึงเวลาที่คนโสดจะอัพเดทโปรไฟล์ Tinder เผยลุคใหม่ๆ ที่บ่งบอกตัวตนที่ใช่ และพร้อมก้าวสู่ปีใหม่ด้วยการเชื่อมต่ออย่างตั้งใจและเต็มไปด้วยความหวัง

คุณแหน : 6 มกราคม 2569

คุณแหน : 6 มกราคม 2569

คุณแหน : 6 มกราคม 2569

วันอังคาร ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

llแม้ว่าการเซ็นข้อตกลงการหยุดยิงระหว่างไทย-กัมพูชาจะดำเนินการไปเรียบร้อยแล้ว แต่คนไทยส่วนใหญ่ก็ยังไม่สามารถวางใจได้ เพราะพฤติกรรมคนนั่นส่อถึงการปฏิบัติจริง…อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม พล..นิพัทธ์ ทองเล็ก เอ่ยถึงปรัชญาฝรั่ง “ALL IS FAIR IN LOVE AND WAR” หมายถึงในเกมความรักและสงคราม ฝรั่งเชื่อว่าทุกอย่างทำได้เพื่อชัยชนะ เมื่อเอาข้อความนี้ทาบลงไปกับกรณีพิพาทระหว่างไทย-กัมพูชา จะเห็นว่าฝ่ายเขาเล่นเกมทุกรูปแบบ อาทิ ประเด็นที่ผู้ใหญ่หลายท่านนำมาเปิดเผยว่า ฝ่ายเขามี “พรายกระซิบ” ถึงหูทรัมป์จากบริษัทล็อบบี้ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับนักการเมืองสหรัฐฯ คอยป้อนข่าวด้านลบเกี่ยวกับไทยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งข้อมูลนี้ก็มาสอดคล้องกับคอมเม้นท์ของอดีตข้าราชการอาวุโสด้านความมั่นคงไทย กล่าวคือ ฮุนมาเน็ต สำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยการทหารอันดับหนึ่งของสหรัฐฯ “WEST POINT” เพื่อนทหารร่วมรุ่นเขาหลายคนขณะนี้มีหน้าที่ราชการอยู่ในทีมทำเนียบขาว แถมกลุ่มนี้ยังผูกโยงกันด้วยกรุ๊ปไลน์ แน่นอน ฮุนมาเน็ต พร้อมป้อนข้อมูลที่เป็นประโยชน์เขาอย่างต่อเนื่อง…ข้อสรุปประเทศไทยเรามีศักยภาพสูงกว่า แต่ปรปักษ์มีเล่ห์เหลี่ยม แถมคอนเน็กชั่นไวท์เฮ้าส์ บางครั้งจำเป็นเราต้องรบได้ในหลายรูปแบบ ไม่ใช่ชี้แจงเหตุการณ์ต่างๆในประเทศอย่างละเอียดยิบ คนไทยเรารู้เรื่องทะลุปรุโปร่งอยู่แล้วไม่เกิดประโยชน์โพดผล จุดโฟกัสอยู่ที่ สำนักข่าวต่างประเทศสำคัญหลายแห่ง จะเชื่อหรือไม่ ฝรั่งเขาฟังจากสำนักข่าวเหล่านี้ แต่เราไม่เดินสายล็อบบี้สำนักข่าวที่เอ่ยถึงให้ได้เปรียบเลย…

llดังคำร้องเพลงฮิตเพื่อชีวิตฝรั่ง “FOR THE TIME…THEY ARE CHANGING” สรรพสิ่งย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ดังเช่น เรื่องที่ฝรั่งเคยยึดถือว่าเป็นโจ๊ก พูดไปแล้วก็หัวร่อต่อกระซิกไม่ถือสากัน แต่วันนี้กลายเป็นเรื่องซีเรียสระดับ “เหยียดผิว” กันเลย นี่คือข่าวใหญ่ระดับโลกแพร่ออกจากฟินแลนด์ เมื่อ ซาราห์ ซาฟเซ เจ้าของตำแหน่ง MISS UNIVERSE FINLAND คนล่าสุดถูกถอดจากตำแหน่งและยึดมงกุฎคืนหลังเกิดกระแสดราม่าร้อนแรงบนโลกออนไลน์ จากที่เธอใช้มือสองข้างดึงใบหน้าให้เกิดอาการ “ตาตี่” พร้อมหัวเราะร่า ส่อไปในทางเหยียดผิวชาวเอเชีย…พัลลภ บัวสุวรรณ โอลด์บอย ENGLAND/USA ฟังข่าวแล้วงง พร้อมกล่าวเสริมว่า หลายสิบปีก่อนตนเองเมื่อครั้งเรียนมหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ ก็เคยโดนเพื่อนฝรั่งทำล้อเลียนแบบนี้มาแล้ว แต่ทุกคนในที่นั้นหัวเราะถือเป็นเรื่องไร้สาระ, ก็เท่านั้นเอง…

llศิษย์สุทธิวราราม อาทิ ชาติชาย อัครวิบูลย์ เกษม เกษมปัญญา , ธวัชชัย เทอดเผ่าไทย ,วันชัย สุทิน , .ดร.พฤทธิ์ ศิริบรรณพิทักษ์ , .ดร.วิเชียร กิจปรีชาวนิช ,.ดร.คณิต เขียววิชัย , พล..สุรพันธ์ พวงเพ็ชร์ เป็นต้น นัดกันในวันครู 16 ม.ค.11.00 น. เพื่อแสดงมุทิตาจิตแด่บูรพาจารย์ คุณครูระเบียบ จรรยา , คุณครูศิลปชัย พงษ์ชุบ ฯลฯ ณ ห้องศิลา 330 นาทองเทอเรสบาร์ แอนด์ เรสเตอรองค์ แยกเหม่งจ๋าย…ใครเข้าข่ายมาขานชื่อกันให้ครบๆ…

llส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ วันทิตา ลิ่วเฉลิมวงศ์ พาลูกชาย พชรพชร์ ไปเคานต์ดาวน์ ที่แม่ฮ่องสอน กับกลุ่มเพื่อนๆ…สนุกสนานกลับมาแล้ว…-0- ข่าวเศร้า สวดพระอภิธรรม หม่อมนวลศรี สวัสดิวัตน์ ณ อยุธยา 6-11ม.ค.18.30 น. ณ ศาลา 9 วัดมกุฏฯ ส่วนงานทำบุญ 50 วัน 23 ก.พ.,ทำบุญ 100 วัน 14 เม.ย.ซึ่งเจ้าภาพ ได้แก่ ม.ร.ว.สวัสดิวุฒิ สวัสดิวัฒน์ และ ม.ร.ว.วไลวัฒนา สวัสดิ์-ชูโต และครอบครัว ขอเรียนเชิญมาด้วยความเคารพ…

llสวด ประจวบ พยัคฆพันธ์ 5-9 ม.ค.18.00 น. ณ ศาลา 7 วัดศรีเอี่ยม(บางนา)และฌาปนกิจ 10 ม.ค.14.00 น…

llเบิร์ธเดย์ครบ 6 รอบปีนี้ ศิริวรรณ วงศ์ศิริกุล ได้พาครอบครัวไปไหว้พระทำบุญที่วัด …ส่วนที่ปลื้มที่สุด เป็นคำอวยพรพร้อมเพลงที่ ธนิต วิจิตรพันธ์ุ เพื่อนกันแสนนานกว่า 55 ปี ลงทุนร้องและบันทึกเอง ส่งให้เป็นคนแรก โดยมี สุชน นักเสียง เล่นเปียโนให้…นับเป็นของขวัญที่ผู้ให้บรรจงให้ ด้วยความรักจากใจ แบบเพื่อนกันตลอดไป !!…

บารอนเนส

“ไข่ไก่” จากอาหารกลางวัน สู่โอกาสของเยาวชน

“ไข่ไก่” จากอาหารกลางวัน สู่โอกาสของเยาวชน

“ไข่ไก่” จากอาหารกลางวัน สู่โอกาสของเยาวชน

วันจันทร์ ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2569, 16.43 น.

อาหารกลางวันหนึ่งมื้อ อาจเปลี่ยนวันธรรมดาให้มีความหมาย สำหรับเด็กในพื้นที่ห่างไกล ไข่ไก่ฟองเดียวเป็นทั้งโภชนาการที่ดี พลังสู่การเรียนรู้ และเป็นความหวัง … โครงการ “ซีพีเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน” ดำเนินงานต่อเนื่องสู่ปีที่ 37 ที่เป็นอีกแรงขับเคลื่อนในการวางรากฐานอาหารกลางวันที่ยั่งยืน และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตเด็กไทยอย่างเป็นรูปธรรม

ข้อมูลจากกรมอนามัยเผยว่า เด็กไทยวัยเรียนกว่า 1 ใน 7 คน กำลังเผชิญภาวะโภชนาการไม่สมดุล ทั้งเตี้ย แคระแกร็น ผอม หรืออ้วนเกินเกณฑ์ ซึ่งเป็นผลจาก “การเข้าถึงอาหารไม่เท่าเทียม” โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล ภาพความเหลื่อมล้ำนี้สะท้อนปัญหาที่ลึกกว่า “ความหิว” แต่คือการสูญเสียศักยภาพของชาติในอนาคต

เครือซีพี โดยมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท (มูลนิธิซีพี) จึงน้อมนำแนวพระราชดำริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในการส่งเสริมภาวะโภชนาการแก่นักเรียนในถิ่นธุรกันดาร 

โดยเริ่มต้นโครงการตั้งแต่ พ.ศ. 2532 เพื่อส่งเสริมให้โรงเรียนในชนบท สามารถเลี้ยงไก่ไข่เองได้จริง โดยมีเด็กนักเรียนเป็นผู้ลงมือดูแลไก่ไข่ร่วมกับครูพี่เลี้ยงในโรงเรียน ได้ผลผลิตไข่ไก่สด สะอาด คุณภาพดี สร้าง “ภาวะโภชนการที่ดี” ให้เด็กไทย

โดยมีซีพีเอฟนำความเชี่ยวชาญของบริษัทฯมาใช้ถ่ายทอดความรู้ประสบการณ์ การปรับใช้เทคโนโลยีต่างๆ ให้กับนักเรียนและคุณครูในโรงเรียน พร้อมสนับสนุนโรงเรือน-อุปกรณ์มาตรฐาน แม่พันธุ์ไก่ไข่ และอาหารไก่ในการเลี้ยงรุ่นแรก พร้อมส่งนักสัตวบาลให้คำแนะนำและติดตามการเลี้ยงตลอดโครงการอย่างต่อเนื่อง

ทุกฟองที่ได้ไม่เพียงเป็นอาหารกลางวันสดใหม่ ยังกลายเป็น “ห้องเรียนโภชนาการ” ที่เด็กๆ ได้เรียนรู้จากการลงมือทำจริง

“จากเดิมเด็กนักเรียนบริโภคไข่เฉลี่ยปีละ 156 ฟอง หลังเข้าร่วมโครงการ เพิ่มเป็น 276 ฟองต่อคนต่อปี เพิ่มขึ้นกว่า 77%”

โครงการนี้ไม่ใช่แค่ให้ไก่ แต่ “ให้ระบบคิด” ผ่านโมเดล “ลงทุนครั้งเดียว โรงเรียนเลี้ยงต่อเนื่อง” โรงเรียนสามารถสร้างรายได้จากการขายไข่และแม่ไก่ปลดในแต่ละรุ่น เกิด “กองทุนหมุนเวียน” มากกว่า 1 แสนบาท ตั้งแต่รุ่นที่ 1 และกองทุนสะสมเติบโตเฉลี่ยรุ่นละกว่า 3 หมื่นบาท เพื่อใช้ซื้อแม่พันธุ์และอาหารรุ่นต่อไปในราคาต้นทุนจากบริษัทฯ โดยไม่ต้องพึ่งพาการสนับสนุนภายนอกอีกหลายโรงเรียน เช่น โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 47 จ.เพชรบุรี และโรงเรียน ตชด.บ้านป่าหมาก จ.ประจวบคีรีขันธ์ ดำเนินโครงการต่อเนื่องมากว่า 20–29 ปี จนกลายเป็น “ศูนย์กลางการเรียนรู้ของชุมชน” 

น้องส้มโอ – ด.ญ.วรรณศิริ สุขแสงดาว ชั้นป. 5 โรงเรียน วัดบางปิดล่าง (ราษฎร์สงเคราะห์) อ.แหลมงอบ จ.ตราด เล่าว่า ตนเองเริ่มเลี้ยงตั้งแต่ ป.3 ได้เรียนรู้วิธีเลี้ยงไก่ รู้สึกภูมิใจที่ได้ดูแลไก่จนได้ไข่ไก่เป็นอาหารกลางวันให้กับทุกคน ชอบทานไข่ไก่ โดยเฉพาะเมนูไข่พะโล้ ที่ทั้งอร่อยและไข่ก็เป็นโปรตีนที่ดีสำหรับร่างกาย

ผลลัพธ์ที่มากกว่าอาหารกลางวัน วันนี้ โครงการฯ ขยายครอบคลุม 1,018 โรงเรียน ใน 74 จังหวัดทั่วประเทศ มีนักเรียน 229,673 คน ครู-บุคลากร 17,473 คน และชุมชน 2,690 แห่ง ได้รับประโยชน์ ทั้งด้านอาหาร การศึกษา และอาชีพ โดยเฉพาะผู้พิการ 535 คน ที่มีงานทำจากการจ้างงานโดยซีพีเอฟ เพื่อทำหน้าที่เป็นบุคลากรผู้ช่วยเลี้ยงไก่ไข่ให้แก่โรงเรียนในชุมชนพวกเขาเอง และเป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่เท่าเทียมและเอื้ออาทร 

เด็กมีอาหารโปรตีนคุณภาพดี โรงเรียนมีรายได้หมุนเวียน ชุมชนได้ไข่ราคาย่อมเยา ประเทศมีบุคลากรคุณภาพในอนาคต พร้อมต่อยอดขยายผลเกิดเป็นกิจการเพื่อสังคม (Social Enterprise) และพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

พัฒนาไม่หยุด สู่ยุค ‘เกษตรดิจิทัล’ ซีพีเอฟยังยกระดับโรงเรียนต้นแบบด้วยระบบ IoT และแอปพลิเคชันติดตามผลแบบเรียลไทม์ เพื่อดูแลสภาพแวดล้อมโรงเรือน วิเคราะห์ประสิทธิภาพการเลี้ยง และควบคุมระบบน้ำ แสง และอุณหภูมิอัตโนมัติ ช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และฝึกเด็กให้รู้เท่าทันเทคโนโลยีเกษตรยุคใหม่ 

นอกจากนี้ โครงการฯ ยังช่วยสร้างประสบการณ์การเรียนรู้จากการปฏิบัติ ทั้งการเลี้ยงไก่ การจัดการฟาร์ม และการบริหารจัดการผลผลิต ที่สามารถพัฒนาสู่การเป็น “แหล่งเรียนรู้ Action Base Learning”

จากโรงเรียนสู่ชุมชน ทุกโรงเรียนในโครงการไม่ได้เป็นแค่ผู้ผลิตไข่ แต่เป็น “ศูนย์เรียนรู้ชุมชน” ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเลี้ยงไก่ การจัดการกองทุน และการบริหารขยะจากมูลไก่สู่ปุ๋ยอินทรีย์ ต้นแบบของ Community Eco-System ที่ขับเคลื่อนโดยคนในพื้นที่เอง ที่สำคัญยังเป็น “คลังอาหารชุมชน” ผู้สร้างแหล่งโปรตีนสำคัญให้กับชาวชุมชนได้อย่างแท้จริง

ไข่หนึ่งฟองจากโครงการซีพีเลี้ยงไก่ไข่ฯ ไม่ได้เป็นเพียงมื้อเที่ยง  แต่นั่นคือ ‘หนึ่งฟองจากใจ ซีพี-ซีพีเอฟ เพื่ออนาคตเด็กไทยกินดี โตดี มีคุณค่า’  เป็นการลงทุนในพลังสมองและอนาคตของเด็กไทย ที่จะกลายเป็นโมเดลการเลี้ยงไก่ที่สร้างรายได้หมุนเวียน ต่อยอดสู่การฝึกทักษะสู่ชุมชน เป็นสูตรสำเร็จที่ทำได้และขยายผลได้จริง

เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ จัดประกวดและมอบโล่ประกาศเกียรติคุณ MBK Energy Awards 2025 เชิดชู “ร้านค้า” มุ่งมั่นลดการใช้พลังงานอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ

เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ จัดประกวดและมอบโล่ประกาศเกียรติคุณ MBK Energy Awards 2025 เชิดชู “ร้านค้า” มุ่งมั่นลดการใช้พลังงานอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ

เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ จัดประกวดและมอบโล่ประกาศเกียรติคุณ MBK Energy Awards 2025 เชิดชู “ร้านค้า” มุ่งมั่นลดการใช้พลังงานอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ

วันจันทร์ ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.45 น.

ศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ใส่ใจการเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยการบริหารพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมสนับสนุนร้านค้าภายในศูนย์ฯ ให้ลดการใช้พลังงานก้าวสู่ธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยการจัดกิจกรรมประกวดลดการใช้พลังงาน MBK Energy Awards 2025

สหัพย์ภัค โชควิจิตรกุล กรรมการผู้จัดการศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ บริษัท เอ็มบีเค เซอร์วิส โซลูชั่น จำกัด กล่าวว่า “เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ เล็งเห็นว่าพลังงานเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมและเศรษฐกิจของประเทศ รวมถึงขานรับนโยบายภาครัฐในด้านการใช้พลังงานการอนุรักษ์ทรัพยากรทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับประเทศ จึงดำเนินการด้านการอนุรักษ์พลังงานอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันก็สานต่อการส่งเสริมการประหยัดพลังงานอย่างจริงจังและสม่ำเสมอ เพื่อสร้างความตระหนักและปลูกจิตสำนึกด้านการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพในทุกภาคส่วน ทั้งพนักงาน ร้านค้า และผู้เช่า ซึ่งถือเป็นกำลังสำคัญในการร่วมมือกันปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้พลังงานและการบริหารจัดการภายในอาคาร โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการลดการใช้พลังงานอย่างยั่งยืน”

“จากแนวทางดังกล่าว จึงได้จัดกิจกรรมประกวดลดการใช้พลังงาน MBK Energy Awards 2025 โดย คณะทำงานด้านการจัดการพลังงาน อาคารเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์  เพื่อเป็นการเสริมสร้างให้ทุกภาคส่วนตระหนักถึงแนวทางการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนรณรงค์ให้ผู้เช่าลดการใช้พลังงานภายในร้านค้า และเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานไฟฟ้าภายในร้านค้า ทั้งนี้ ยังช่วยลดการใช้พลังงานภาพรวมของอาคารเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ตลอดจนเป็นส่วนหนึ่งของการลดการใช้พลังงานในภาพรวมของประเทศอีกด้วย โดย เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ได้จัดพิธีมอบรางวัล MBK Energy Awards 2025 เพื่อร่วมขอบคุณและยกย่องผู้ประกอบการร้านค้าภายในศูนย์การค้าฯ ที่มุ่งมั่นลดการใช้พลังงานภายในร้านอย่างจริงจังและต่อเนื่องด้วยค่ะ” นางสาวสหัพย์ภัคกล่าว

สำหรับการประกวด MBK Energy Awards 2025 แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ประเภทร้านค้าทั่วไป ที่ใช้ไฟฟ้ามากกว่า 30,000 หน่วยต่อปี และ ประเภทร้านอาหาร ที่ใช้ไฟฟ้ามากกว่า 50,000 หน่วยต่อปี โดยมีเกณฑ์การพิจารณาจาก ข้อมูลการใช้พลังงานจริง ระหว่างเดือนมิถุนายน–ตุลาคม 2568 เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 รวมถึงค่าเฉลี่ยมาตรฐานในกลุ่มร้านประเภทเดียวกัน

โดยในพิธีมอบรางวัลได้รับเกียรติจาก สหัพย์ภัค โชควิจิตรกุล กรรมการผู้จัดการศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ บริษัท เอ็ม บี เค เซอร์วิส โซลูชั่น จำกัด มอบโล่ประกาศเกียรติคุณ และ Gift Voucher มูลค่า 10,000 บาทให้กับร้านค้าที่ชนะเลิศ โดยประเภท ร้านค้าทั่วไป ได้แก่ ไทยรักสุขภาพ สหคลินิก และประเภท ร้านอาหาร ได้แก่ Dunkin’ Donuts

นอกจากนี้ยังได้ มอบโล่ประกาศเกียรติคุณ และ Gift Voucher ให้กับ ร้านค้าที่ได้รับรางวัล รองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ร้าน BEST BUY ชั้น 3 ในประเภทร้านค้าทั่วไป และ ร้าน HONGMIN ชั้น 2 ในประเภทร้านอาหาร

มอบโล่ประกาศเกียรติคุณ และ Gift Voucher ให้กับ ร้านค้าที่ได้รับรางวัล รองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ร้าน BATA ชั้น 2 ในประเภทร้านค้าทั่วไป และ ร้าน YANA RESTAURANT ชั้น 5 ในประเภทร้านอาหาร

พร้อม มอบประกาศเกียรติคุณ และ Gift Voucher สำหรับ ร้านค้าที่ได้รับรางวัลชมเชย โดย ประเภทร้านค้าทั่วไป ได้แก่  Atfirst ชั้น G FOTO FILE  ชั้น 5 ธนาคารออมสิน ชั้น 4 สหกรณ์ออมทรัพย์ พนักงาน ธนชาต จำกัด ชั้น5 และ Dr.Day Dental Clinic ชั้น 5 ส่วน ประเภทร้านอาหาร ได้แก่ Swensen’s ชั้น 3 SUSHIRO ชั้น 3 Shinkanzen Sushi ชั้น 2 Cafe Amazon ชั้น 5 และ ก๋วยเตี๋ยวเรือพระนคร ชั้น 5

พรรณสุดา กระโพธิ์ ผู้ช่วยเขตร้าน “ดังกิ้น โดนัท” ร้านที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ ประเภท ร้านอาหาร กล่าวว่า “ร้านมีนโยบายประหยัดพลังงาน คือ ใช้เฉพาะที่จำเป็นจริง ๆ อันไหนไม่ใช้ก็ปิด อย่าง ตู้เย็น จะมีตู้เย็นด้านหลังร้าน ซึ่งหลังปิดร้านในแต่ละวันจะนำของจากตู้หน้าร้านไปใส่ตู้หลังร้าน เป็นการประหยัดพลังงาน ซึ่งตู้เย็นใช้พลังงานเยอะที่สุด ในปีหน้าก็คุยกับน้อง ๆ พนักงานว่าจะประหยัดให้ได้มากกว่านี้ค่ะ อยากฝากไปถึงทุกท่านค่ะว่าเราสามารถช่วยกันประหยัดพลังงานได้ อันไหนที่ไม่ได้ใช้แล้วก็ควรจะปิดค่ะ เพื่อช่วยลดโลกร้อน การประกวด MBK Energy Awards 2025 เป็นกิจกรรมที่ดีคะ อยากให้จัดทุก ๆ ปี ทำให้พนักงานร้านค้ามีระเบียบในการประหยัดพลังงาน ช่วยลดโลกร้อนด้วยค่ะ”

ด้าน พท.พัชรินทร์ บุญช่วย เจ้าของ ไทยรักสุขภาพ สหคลินิก ซึ่งเป็น ร้านค้าที่ชนะเลิศ ประเภท ร้านค้าทั่วไป กล่าวว่า “ภายในร้านของเราจะมีไฟทุกห้องเลยค่ะ เราก็จะลดการใช้พลังงานด้วยการปิดไฟห้องที่ไม่ได้ใช้ ถ้ามีลูกค้าเข้าร้านจึงเปิด อีกอย่างก็คือเราเลือกใช้พลังงานทดแทน อย่างเราเป็นคลินิกแพทย์แผนไทย ก็จะใช้ความร้อนในการรักษาลูกค้าเยอะ ปกติจะใช้เครื่องทำน้ำร้อนโดยตรง แต่ว่าตอนนี้ใช้พลังงานทดแทนเป็นพลังงานไอน้ำที่มีความร้อน ก็จะทำให้ลดการใช้พลังงานไฟฟ้าได้คะ เดี๋ยวนี้มีเครื่องทำความร้อน ทำให้ลูกประคบกักเก็บความร้อนได้ดี แทนที่จะใช้น้ำร้อนทุกครั้งที่มีลูกค้ามาใช้บริการ นอกจากนี้สมุนไพรไทยก็มีนวัตกรรมมาแต่โบร่ำโบราณให้สามารถเก็บความร้อนได้ดี ทำให้เราไม่ต้องใช้ไฟเพื่อให้เกิดความร้อนบ่อย ๆ แนวทางประหยัดพลังงานจากนี้ก็ยังคงมองหานวัตกรรมช่วยลดพลังงาน ส่วนในคลินิกก็คงเน้นเรื่องการประหยัดพลังงานไฟที่ไม่ได้ใช้ตลอดเวลาค่ะ อยากฝากถึงร้านค้าต่าง ๆ ค่ะว่าตอนนี้เรามีนวัตกรรมทดแทนเยอะ ถ้าเป็นไปได้และถึงแม้ว่าเราจะอยู่ภายในอาคารก็สามารถใช้พลังงานทดแทนเข้ามาช่วยลดไฟฟ้าโดยตรงได้ ทั้งยังช่วยลดค่าไฟให้ร้านด้วยค่ะ กิจกรรมประกวดลดการใช้พลังงาน MBK Energy Awards 2025 รางวัลนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเรื่องความยั่งยืน เป็นโครงการที่ดีมาก ทำให้เราตระหนักถึงการหาพลังงานทดแทนทั้งที่ทำงาน ที่บ้าน ทำให้เราอยากมีส่วนร่วมรักโลกใบนี้มากขึ้น อยากให้มีกิจกรรมดี ๆ แบบนี้ต่อไป ทำให้ร้านค้าเกิดการตระหนักรู้และทำอย่างต่อเนื่อง รักษ์โลก ประหยัดพลังงาน แล้วยังประหยัดเงินให้กับร้านค้าด้วยค่ะ ทุกคนสามารถช่วยโลกได้ด้วยการเริ่มต้นที่ตัวเราค่ะ อย่างเปลี่ยนรถยนต์เป็นรถไฟฟ้า ติดโซล่าเซลล์ที่บ้าน เปิดใจนำนวัตกรรมใหม่ ๆ มาช่วยลดพลังงาน ช่วยให้เราประหยัดด้วยค่ะ”

MBK Energy Awards 2025 สะท้อนความมุ่งมั่นของศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ในการขับเคลื่อนการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพร่วมกับร้านค้าภายในศูนย์ฯ เพื่อสร้างการเติบโตของธุรกิจควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ จะเดินหน้าสนับสนุนผู้ประกอบการร้านค้าภายในศูนย์ฯให้ลดการใช้พลังงานต่อเนื่อง และร่วมกันสร้างมาตรฐานด้านการอนุรักษ์พลังงานให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น เพราะ “พลังงานที่ใช้ด้วยความรับผิดชอบ คือรากฐานของการเติบโตของการพัฒนาอย่างยั่งยืน”

ติดตามกิจกรรมและโปรโมชันดี ๆ ของศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ได้ที่ https://www.mbk-center.co.th/ หรือ เฟซบุ๊กเพจ mbkcenterth อินสตาแกรม mbkcenter