พิธีบำเพ็ญกุศลถวายพระราชกุศล เนื่องในวันคล้ายวันบรมราชสมภพ รัชกาลที่ 9 สถาปนาพระอิสริยศักดิ์ เฉลิมพระนามพระอัฐิ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ฯ

พิธีบำเพ็ญกุศลถวายพระราชกุศล เนื่องในวันคล้ายวันบรมราชสมภพ รัชกาลที่ 9   สถาปนาพระอิสริยศักดิ์ เฉลิมพระนามพระอัฐิ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ฯ

พิธีบำเพ็ญกุศลถวายพระราชกุศล เนื่องในวันคล้ายวันบรมราชสมภพ รัชกาลที่ 9 สถาปนาพระอิสริยศักดิ์ เฉลิมพระนามพระอัฐิ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

วัดราชผาติการามฯ  และ วัดป่าสิริวัฒนวิสุทธิ์ ในพระองค์ฯ จัดพิธีบำเพ็ญกุศลถวายพระราชกุศล    เนื่องในวันคล้ายวันบรมราชสมภพ รัชกาลที่ 9  และสถาปนาพระอิสริยศักดิ์ เฉลิมพระนามพระอัฐิ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ฯ

เนื่องในวาระแห่งวันพระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสถาปนาพระอิสริยศักดิ์ เฉลิมพระนามพระอัฐิ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี  พร้อมด้วยพิธีบำเพ็ญกุศล ถวายพระราชกุศล สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง การนี้  พระพรหมวชิรากร กรรมการมหาเถรสมาคม  เจ้าอาวาสวัดราชผาติการาม เขตดุสิต และรักษาการเจ้าอาวาสวัดป่าสิริวัฒนวิสุทธิ์ ในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์  อ.ท่าตะโก จ.นครสวรรค์  ประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมคณะสงฆ์  ศิษยานุศิษย์ และพุทธศาสนิกชน อาทิ พล.อ.ณรงค์ฤทธิ์-ปราณี หอมอ่อน, สุจริต-ศกลวรรณ  นันทมนตรี,สกุลพัฒน์-นาตยา  สุคันธารุณ,รศ.ดร.สมทบ-อมรทิพย์  ฐิตะฐาน,สมจิตร สมสุขเจริญ,ญาณีนาถ  สาคริก,อาจารีย์ ศรีวราธนานันท์,พันเอกหญิงอุษากรณ์ จันทรวงศ์,นิตย์ นาครัตน์  โดยมี สุมนา อภินรเศรษฐ์ รองประธานวัดป่าสิริวัฒนวิสุทธิ์ ในพระองค์ฯ  เป็นประธานฝ่ายฆราวาส  ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ อย่างหาที่สุดมิได้  เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2568  ณ ศาลากวีประดิษฐ์ธรรมสภา วัดราชผาติการาม เขตดุสิต

ตลอดระยะเวลา 70 ปี ตั้งแต่ปี 2489-2559 แห่งการครองราชย์ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงปฎิบัติตามพระราชปณิธาน ด้วยพระราชหฤทัยอันมุ่งมั่น ทรงครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขของอาณาประชาราษฎร์ โดยถ้วนหน้า  ทรงปฎิบัติบำเพ็ญพระราชกรณียกิจ นานัปการ ด้วยพระราชวิริยอุตสาหะ เพื่อให้ทวยราษฎร์ มีความผาสุกร่มเย็น และมีคุณภาพชีวิตที่ดี ทรงค้นคิดวิธีคลี่คลาย บรรเทาปัญหาของราษฏร  ผู้ยากไร้ และผู้ด้อยโอกาส โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทรงพระกรุณาพระราชทาน “ศาสตร์แห่งพระราชา” เพื่อเป็นแนวทางให้ราษฎรพึ่งพาตนเองได้ อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน ผลงานโครงการมากกว่า 4,000 โครงการอันเกิดจากพระปรีชาสามารถของพระองค์ ล้วนได้รับการยกย่องสดุดีพระเกียรติคุณ ทั้งภายในประเทศและจากนานาประเทศ ว่าเป็นผลงานที่ทรงคุณค่าและอำนวยประโยชน์อย่างยิ่งแก่ปวงพสกนิกรไทย ทั้งยังสร้างแรงบันดาลใจแก่ประเทศต่างๆ หลายประเทศ ด้วยพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้น ที่ทรงมีต่อปวงประชา ประดุจดั่ง “พ่อของแผ่นดิน” พระองค์จึงสถิตแนบแน่นอยู่ในดวงหทัย ทั้งทรงเป็นมิ่งขวัญ เป็นกำลังใจ และกำลังศรัทธา ของชาวไทยทุกหมู่เหล่า  สถิตย์ในดวงใจตราบนิจนิรันดร์

และเนื่องในมหามงคลวโรกาสที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พระราชทานเฉลิมพระนามและสถาปนาพระอิสริยศักดิ์พระอัฐิสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ขึ้นเป็น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 และทรงเสด็จพระราชดำเนินไปในการพระราชพิธีสถาปนาพระอริยศักดิ์เฉลิมพระนามพระอัฐิ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี ณ  พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย พระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2568  นั้น นับเป็นการยกย่องพระเกียรติคุณของพระราชปิตุจฉาให้สูงยิ่งขึ้น

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี ทรงประกอบพระกรณียกิจที่มีคุณูปการต่อประเทศ ทั้งในด้านการศึกษา ด้านวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรม ทรงรับองค์กรการกุศลต่างๆ ไว้ในพระอุปถัมภ์ ทำให้พระกรณียกิจปรากฎเป็นที่ประจักษ์ทั้งในระดับประเทศและระดับสากล ด้วยพระประสงค์ที่ทรงแบ่งเบาพระราชภาระของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรและสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี 

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี ทรงรับ “วัดป่าสิริวัฒนวิสุทธิ์” อ.ท่าตะโก จ.นครสวรรค์ เป็นวัดในพระองค์เพียงแห่งเดียว เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2550 และทรงเป็นองค์ประธานการก่อสร้างเจดีย์ศรีพุทธคยา เพื่อเฉลิมพระเกียรติและน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในโอกาสที่ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี และทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 80 พรรษา เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2550

ผู้หญิงทั่วโลก 50-60 % เป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ‘Exeltis’ เดินหน้ารณรงค์พร้อมลดความเสี่ยงให้ผู้หญิงไทย

ผู้หญิงทั่วโลก 50-60 % เป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ  ‘Exeltis’ เดินหน้ารณรงค์พร้อมลดความเสี่ยงให้ผู้หญิงไทย

ผู้หญิงทั่วโลก 50-60 % เป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ‘Exeltis’ เดินหน้ารณรงค์พร้อมลดความเสี่ยงให้ผู้หญิงไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท เอ็กเซลทิส (ประเทศไทย) จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชภัณฑ์ยาระดับโลก จากประเทศสเปน และผู้นำด้านการดูแลสุภาพของผู้หญิง ครอบคลุมกว่า 55 ประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย เชิญ รศ.นพ.มานพชัย ธรรมคันโธ รองประธาน และกรรมการบริหาร ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย และสูตินรีแพทย์ประจำ Women’s Health Center โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท มาให้ความรู้เกี่ยวกับการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ พร้อมแนวทางการรักษา ในงาน “Exeltis x PHARMASIS Growing Together”  พร้อมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ สำหรับดูแลการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ

รศ.นพ.มานพชัย ธรรมคันโธ ได้กล่าวถึงโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบว่า  ในปัจจุบันพบว่า ผู้หญิงทั่วโลก 50-60 % พบการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะอย่างน้อย 1 ครั้งในชีวิต, 35% ของผู้หญิงที่มีอายุระหว่าง 20-40 ปี จะเคยติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ และ 50% ของผู้หญิงมีการกลับเป็นซ้ำ ซึ่งเกิดขึ้นภายในปีแรกหลังจากที่มีการติดเชื้อ โดยสาเหตุและปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้หญิงเป็นโรคนี้เนื่องจากผู้หญิงมีท่อปัสสาวะที่สั้นกว่าผู้ชาย จึงทำให้เชื้อโรคต่างๆ เข้าไปได้ง่าย รวมถึงการกลั้นปัสสาวะเป็นเวลานาน ทำให้เชื้อโรคในปัสาวะเจริญเติบโตได้ดี ถ้าหากปล่อยทิ้งไว้ไม่รีบรักษา อาจทำให้ติดเชื้อในกระแสเลือดส่งผลให้เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ หากหญิงตั้งครรภ์เป็นโรคนี้อาจทำให้มีภาวะคลอดก่อนกำหนด หรือเด็กมีน้ำหนักตัวน้อยได้ เมื่อมีอาการอย่างเช่น ปัสสาวะบ่อย รู้สึกปวด แสบ ขัดตอนปัสสาวะ ปวดเกร็งกระเพาะปัสสาวะ ปวดหรือหน่วงที่หัวหน่าว มีเลือดปนในปัสสาวะ ควรรีบรักษาในทันที

สำหรับ Fosfomycin 3g นั้น ทาง European Association of Urology ได้แนะนำให้เป็นยากลุ่มแรกที่สามารถใช้รักษาการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะแบบไม่ซับซ้อน หรือโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ เนื่องจากมีประสิทธิภาพในการรักษาสูง และมีอัตราการดื้อยาต่ำ โดยรับประทานยา 1 โดส เพียงครั้งเดียวเท่านั้น อีกทั้ง ยังปลอดภัยสำหรับหญิงตั้งครรภ์ (Category B) อีกด้วย

“ทั้งนี้ สาวๆ สามารถหลีกเลี่ยงจากโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบได้ โดยมีวิธีการป้องกัน ดังนี้ หลีกเลี่ยงการกลั้นปัสสาวะเป็นเวลานาน เพราะจะทำให้เชื้อแบคทีเรียในปัสสาวะเจริญเติบโตได้ดี ควรทำความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศทุกครั้ง โดยทำความสะอาดจากด้านหน้าไปด้านหลัง นอกจากนี้ ควรทำความสะอาดร่างกายและปัสสาวะทิ้งทันทีหลังมีเพศสัมพันธ์ โดยหวังว่าคุณผู้หญิงทุกคนจะหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพกันมากขึ้นครับ” รศ.นพ.มานพชัย กล่าว

ด้าน นายเอนริเก้ คาลโว้ ผู้จัดการทั่วไป หัวหน้าภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า เราตระหนักถึงสุขภาพผู้หญิงที่มีความซับซ้อนและมีการเปลี่ยนแปลงไปตามอายุ ดังนั้น จึงมีวิธีการดูแลสุขภาพที่แตกต่างกันในแต่ละช่วงวัย และเล็งเห็นถึงความสำคัญของสุขภาพผู้หญิง เพราะถ้ามีการดูแลสุขภาพที่ดีอย่างถูกต้องก็จะสามารถลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต่าง ๆ ได้ เพื่อสุขภาพกาย-ใจที่ดีขึ้น จึงมีแคมเปญ “PHAMASIS – ร้านยาที่เข้าใจผู้หญิง” โดยมีร้านยากว่า 2,200 ร้าน เข้าร่วมแคมเปญนี้ เพื่อให้ผู้หญิงทุกคนได้รับคำปรึกษาปัญหาสุขภาพอย่างถูกต้อง จากผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ ความเข้าใจเรื่องสุขภาพของผู้หญิงอย่างแท้จริง

“ที่ผ่านมา บริษัทได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าที่เข้าร่วมแคมเปญและเพื่อเป็นการขอบคุณ จึงได้จัดงาน ‘Exeltis x PHARMASIS Growing Together’ พร้อมเปิดตัวผลิตภัณฑ์รักษาการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ มาตรฐานยุโรป นำเข้าจากประเทศสเปน สำหรับใช้รักษาการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ เช่น โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบเฉียบพลัน ซึ่งสาเหตุเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย รวมถึงการติดเชื้อที่ไม่แสดงอาการโดยเฉพาะหญิงมีครรภ์ โดยปีนี้เรามุ่งหวังอยากให้ผู้หญิงได้ตระหนักและหันมาใส่ใจดูแลเรื่องสุขภาพมากขึ้น โดยเฉพาะปัญหาสำหรับผู้หญิงซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ แต่ถ้าหากต้องเผชิญปัญหาไม่ว่าจะเป็น เรื่องฮอร์โมน การคุมกำเนิด การตกขาวและน้องสาวมีกลิ่น ปัญหาปัสสาวะแสบขัด กลั้นไม่อยู่ อย่าอายให้รีบเข้ามาปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เพื่อที่จะได้รับคำปรึกษาที่ถูกต้องตามอาการที่เป็น และรักษาอย่างถูกวิธีและรวดเร็ว   ” นายแอนริเก้ กล่าวทิ้งท้าย

ทั้งนี้ สามารถปรึกษาทุกปัญหาสุขภาพสำหรับผู้หญิง หรือค้นหาร้านยาใกล้บ้าน ได้ที่ http://www.pharmasis.neversurrender.in.th 

เปิดตัว 15 นักธุรกิจ พอแล้วดี The Creator รุ่นที่ 9.1 นำศาสตร์พระราชามาพัฒนานักธุรกิจที่สร้างสรรค์ยั่งยืน

เปิดตัว 15 นักธุรกิจ พอแล้วดี The Creator รุ่นที่ 9.1  นำศาสตร์พระราชามาพัฒนานักธุรกิจที่สร้างสรรค์ยั่งยืน

เปิดตัว 15 นักธุรกิจ พอแล้วดี The Creator รุ่นที่ 9.1 นำศาสตร์พระราชามาพัฒนานักธุรกิจที่สร้างสรรค์ยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

โครงการพอแล้วดี The Creator เปิดตัว 15 นักธุรกิจ “พอแล้วดี” The Creator รุ่นที่ 9.1 ปี 2568 จากทั่วประเทศ ในงานพอแล้วดี XP 2568 นำศาสตร์พระราชามาพัฒนานักธุรกิจที่สร้างสรรค์ยั่งยืนและพร้อมก้าวต่อไปในระดับนานาชาติในปี 2569

พอแล้วดี The Creator โครงการที่พัฒนานักธุรกิจรุ่นใหม่ ภายใต้ “ความพอดีที่ดีพอ” ตามแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (Sufficiency Economy Philosophy – SEP)  ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ควบคู่ไปกับแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) จัดงาน ”พอแล้วดี XP 2568” พร้อมแถลงข่าวความสำเร็จของการคัดสรรและพัฒนา 15 นักธุรกิจ ในโครงการพอแล้วดี The Creator รุ่นที่ 9.1  ปี 2568 จากทั่วประเทศ พร้อมเล่าเรื่องราวกิจกรรมอื่นๆ ในปีที่ผ่านมา อาทิ การจัดงานพอแล้วดี XP ในแต่ละภูมิภาคทั่วไทย โดยกลุ่ม The Creator ของภูมิภาคนั้นๆ เป็นแกนนำในการจัดความร่วมมือกับทางหอการค้าไทยในการจัดงาน “ก้าวพอดี” ในกลุ่ม YEC ทั่วประเทศ และการร่วมงานกับงาน SX 68

นอกเหนือจากการรายงานผลงานที่ผ่านมา ยังมีการแถลงถึงแผนงานในอนาคตที่จะเป็นยกระดับโครงการพอแล้วดี สู่ระดับสากลมากขึ้น โดยมีผู้สนับสนุนโครงการฯหลักมากมาย ได้แก่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ธนาคารกสิกรไทย, บริษัท ปังสยาม จำกัด, ไบเทคบุรี, บริษัท มานิตย์ กรุ๊ป จำกัด, บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), บริษัท สมาร์ท คอส จำกัด, นีรารีทรีทโฮเทล, บริษัท บูโอโน่(ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และ สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส และผู้ที่สนใจการพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืน และสร้างสรรค์ มาร่วมงาน ณ สมาการ์เด้น ชั้น 1 ไบเทคบุรี บางนา

ดร.ศิริกุล เลากัยกุล ผู้อำนวยการ โครงการพอแล้วดี The Creator เปิดเผยว่า การพัฒนานักธุรกิจแบบ “พอแล้วดี” เป็นการพัฒนานักธุรกิจที่ทำธุรกิจโดยเน้นการพัฒนาผ่านแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (Sufficiency Economy Philosophy – SEP)  ของในหลวง ร๙ อันประกอบไปด้วย หลัก 3 ห่วง 2 เงื่อนไข อันได้แก่ ห่วงแรก คือ รู้จักตน ประมาณตน การรู้จักตนเอง และทำสิ่งต่างๆ โดยไม่มากหรือน้อยเกินไป ซึ่งรวมถึงการทำธุรกิจให้พอดีกับศักยภาพและความสามารถ ห่วงที่สอง คือ การมีเหตุมีผล นำมาใช้ในเชิงธุรกิจ เป็นการวางกลยุทธ์ หากเราอยากได้ผลอย่างไร ก็วางแผนแบบนั้น ห่วงที่สาม คือ การมีภูมิคุ้มกัน ในการทำธุรกิจต้องมีเรื่องการบริหารความเสี่ยง และภูมิคุ้มกันเป็นสิ่งสำคัญมากในการดำรงธุรกิจให้ยั่งยืน นอกจากนี้ยังต้อง เงื่อนไขความรอบรู้ และ เงื่อนไขคุณธรรม อันจะนำพาไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนและสร้างสรรค์ เพื่อประโยชน์ตน สังคม และ โลก ซึ่ง พอแล้วดี The Creator ทุกคนได้ผ่านการอบรม เรียนรู้ และ ได้นำไปใช้ในการพัฒนาธุรกิจอย่างจริงจังจนเป็นผลสำเร็จในหลากหลายธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็น แบรนด์แฟชั่น อย่าง YANO, Bhukarm, SATU แบรนด์ไลฟ์สไตล์ อย่าง IRA, WILD ISAN, Joon Studio, แบรนด์การศึกษาพัฒนาคน อย่าง INTUIT Leader, Thai Bluetamp Training, Torpenguin เป็นต้น

 “การทำธุรกิจในยุคนี้ ต้องเข้าใจทั้งระบบ ecosystem ทั้งธุรกิจ ทั้งสังคม ทั้งโลก ทำธุรกิจแบบไหนจะเกิดผลกระทบอย่างไรกับใคร  โดยที่การพัฒนาธุรกิจทั้งหมดต้องเข้าใจความสมดุลของผลกำไรและการพัฒนาเพื่อความยั่งยืนของอนาคต (Moderation) ในแบบพอดี ซึ่ง หลัก3 ห่วง 2 เงื่อนไขนี้ เป็นหลักพัฒนาที่พิสูจน์มากว่า 10 ปีของโครงการฯแล้วว่าทำให้ธุรกิจและสังคมและโลกเติบโตไปด้วยกันอย่างพอดีและเกื้อกูลกัน แบรนด์ที่ยั่งยืนได้เพราะสร้างสังคมและโลกให้ยั่งยืนด้วย และโครงการ พอแล้วดี The Creator ของเราได้สร้างการเปลี่ยนแปลงและผลกระทบทางบวกจนเป็นที่ยอมรับกันหลายคน อาทิเช่น ต่อ เพนกวิน, ชมพู่ BWILDISAN, เบสท์ บ้านไร่ไออรุณ, เอ๋ WICHULADA และอีกมากมาย ดร.ศิริกุล กล่าวสรุป

ดร.ศิริกุล กล่าวถึงการ๙ต่อ และการ9ใหม่ สู่เป้าหมายต่อไปของโครงการพอแล้วดี The Creator ด้วยว่า ปีนี้ทางโครงการฯ ได้ทดลองจัดงานพอแล้วดี XP ในแต่ละภูมิภาคทั่ว โดยมีการจัด งานพอแล้วดีXP ระนอง ในเดือนตุลาคม งานพอแล้วดี XP เชียงใหม่และงานพอแล้วดี XP ราชบุรี ในเดือนพฤศจิกายน โดยมีกลุ่ม The Creator ของภูมิภาคนั้นๆ เป็นแกนนำในการจัดงานทั้ง 3 วัน และ ได้รับการตอบรับสนใจเข้าร่วมงานจากทั้งภาครัฐ ประชาชน นักธุรกิจรุ่นใหม่ที่สนใจแนวคิดของโครงการฯในบริเวณจังหวัดใกล้เคียงที่จัดงานมาร่วมงานพอสมควร   นอกจากนี้ ทางโครงการฯ ยังมีแผนขยายความร่วมมือ และ เผยแพร่แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (Sufficiency Economy Philosophy – SEP)  และ ทางสายกลางแห่งความสมดุล Moderation ของศาสนาพุทธไปสู่ระดับสากลเช่นประเทศอังกฤษ และ ประเทศญี่ปุ่นซึ่งปัจจุบันกำลังอยู๋ในช่วงของการประสานงาน

ภายในงานได้เปิดตัวนักธุรกิจพอแล้วดี The Creator รุ่น 9.1 ปี 2568  ได้แก่  ศศธร ศรีวุฒิชาญ ธุรกิจอาหาร “O’Moon” พงศ์ภูนาถ รุ่งเรือง ธุรกิจโรงแรม “ไร่คืนรัง”, จิรวัฒน์ วิระพรสวรรค์ ธุรกิจโรงแรม “Kachonghills Tented Resort ปัทมวรรณ บุญเทียม ธุรกิจโรงแรม “Maldives Beach Retreat” ศุภกิจ ตระกูลกิจเจริญ ธุรกิจร้านอาหาร “Thai Street Food TSF  Group” ทรงธรรม เจริญทอง ธุรกิจร้านอาหาร “Tori” วีรวิชญ์ อินทร์ประยงค์ ธุรกิจอาหาร “น้ำผึ้งบำรุงสุข” สุทธิลักษณ์ โตกทอง ธุรกิจร้านอาหาร “ข้าวใหม่ปลามัน”  รยากร พนิตนรากุล ธุรกิจขนม “The Waffle” ฉัฏฐ์ ธนพลอยพงศ์ ธุรกิจการตลาดและการอบรม “Thai Tamp Training” กรกวี บุณยะโหตระ ธุรกิจแฟชั่น “KORNKAVEE” ชัชพิมุข  จีนาพันธุ์ ธุรกิจการตลาดและการสื่อสาร “Totop” ศิชญาพัชร์ บุญโศภิษฐ์ ธุรกิจการตลาดและการอบรม “ปันฝัน เมล็ดพันธุ์บัญชี” จิญา วีรมาริณณ์ ธุรกิจการออกแบบ “IM” เจษฎาภรณ์ เพชรเฟื่องฟ้า ธุรกิจร้านทอง “ห้างทองเยาวราชดีเยี่ยม”

นอกจากนี้ ในงานยังเป็นการรวมตัวของ Sustainable Lifestyle Brands กว่า 40 แบรนด์ ใน “พอแล้วดี MARKET” The Creator ทั่วประเทศ รวมถึงกิจกรรมพิเศษที่ไม่มีที่ไหนมาก่อนอีกมากมาย อาทิ อิ่มอกอิ่มใจกับ Chef’s Table กับเมนูพิเศษ “ฟ้าประทาน – ทุกวัตถุดิบในเมนูสร้างสรรค์ล้วนเป็นวัตถุดิบที่ในหลวง ร.9  พระราชทานทิ้งไว้ให้เป็นประโยชน์สุขกับคนไทยทุกคน” และ “ฟ้าทรงโปรด – เมนูที่ได้แรงบันดาลใจจากเมนูทรงโปรดของทั้งในหลวง ร.9 และ พระราชินีพันปีหลวง” ที่เรียบง่ายแต่ลึกซึ้ง สนุกแบบได้สาระประโยชน์กับเวิร์กชอปที่สร้างสรรค์มาเติมเต็มพลังให้กับชีวิตยุคใหม่ เช่น การฝึกหายใจ, ฝึกสมาธิผ่านงานปั้น, ชิมชาตามธาตุ, สปาดวงตา ฯลฯ และแฟชั่นโชว์สุดพิเศษแบบพอแล้วดี ที่เกิดจากคนตัวเล็กๆ ที่ต้องการสร้างความงดงามและผลกระทบที่ยิ่งใหญ่

รวมถึง “พอแล้วดีXP TALK” จากคนทำงานตัวจริงตั้งแต่ปราชญ์ชาวบ้าน นักธุรกิจรุ่นใหม่ จนถึง The Creator ผู้กำลังก้าวสู่ระดับที่มีทั้งผลกำไรและผลลัพธ์ต่อสังคม มาร่วมพูดคุยกันในเรื่องของความหมายสู่การกระทำจริงของ “จดจำตลอดกาล คือทำตามตลอดไป” หรือจะเปิดมุมมองใหม่ของการสร้างธุรกิจแบบพอแล้วดีที่เติบโตอย่างมีความหมายกับทุกชีวิต, “๙ ต่อ 9 ใหม่” ของการสร้างผลงานและผลกำไร จาก The Creator 9 คนที่วันนี้ได้พัฒนาธุรกิจไปสู่ระดับที่เติบโตขึ้น, การนำเสนองานวิชาการของ The Creator ในหลักสูตรปริญญาโท ม.มหิดล หลักฐานที่พิสูจน์ว่า “เศรษฐกิจพอเพียง” ไม่ใช่แค่แนวคิด แต่สร้างนวัตกรรมที่วัดผลได้จริง งานทั้งหมดนี้จัดอยู่ที่ สมาการ์เด้น ชั้น 1 ไบเทคบุรี บางนา ระหว่างวันที่ 5 – 7 ธันวาคม ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ สามารถติดตามความเคลื่อนไหวของ “พอแล้วดี The Creator” ได้ที่ เว็บไซต์ http://www.porlaewdee.com, เฟสบุ๊ก : พอแล้วดี The Creator            

‘ไทยเบฟ…รวมใจต้านภัยหนาว’ สร้างสุขภาวะที่ยั่งยืนให้กับประชาชนในพื้นที่ห่างไกล

‘ไทยเบฟ…รวมใจต้านภัยหนาว’ สร้างสุขภาวะที่ยั่งยืนให้กับประชาชนในพื้นที่ห่างไกล

‘ไทยเบฟ…รวมใจต้านภัยหนาว’ สร้างสุขภาวะที่ยั่งยืนให้กับประชาชนในพื้นที่ห่างไกล

วันพฤหัสบดี ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

การบริการด้านสาธารสุขที่เพียบพร้อม อาจไม่ได้เข้าถึงกับคนไทยทุกคน โดยเฉพาะกลุ่มคนที่อาศัยอยู่พื้นที่ห่างไกลหรือพื้นที่เข้าถึงยาก แม้กระทั่งการเดินทางไปสถานีอนามัย โรงพยาบาลศูนย์ประจำพื้นที่ล้วนแต่ต้องใช้เวลานานเหล่านี้คือเรื่องที่เป็นไปได้ยากแม้กระทั่งในโลกปัจจุบัน

จากจุดเริ่มต้นของโครงการ “ไทยเบฟ…รวมใจต้านภัยหนาว” ของ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ที่ได้ผสานความร่วมมือกับ กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พร้อมด้วยภาคีเครือข่าย ทุกภาคส่วน เพื่อร่วมสานต่อปณิธานแห่งการ “ให้” ของคุณเจริญ และคุณหญิงวรรณา สิริวัฒนาภักดี ที่ได้กล่าวไว้ว่า “คนไทย ให้กันได้” อันเปี่ยมไปด้วยความห่วงใยที่มีต่อพี่น้องประชาชนจำนวนมากที่ได้รับความเดือดร้อน และผลกระทบอย่างรุนแรงจากภัยพิบัติหนาวในพื้นที่ภาคเหนือ และ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นับเป็นเวลา 26  ปี ของคาราวานผ้าห่มผืนเขียวได้ออกเดินทางส่งมอบรอยยิ้ม และความอบอุ่นภายใต้  “ผ้าห่มผืนเขียว” ให้ทุกคนได้บรรเทาความหนาวเย็น ปีละจำนวน 200,000 ผืน นับตั้งแต่ปี 2543 เป็นต้นมา จำนวนกว่า 5,200,000 ผืน พร้อมกับมอบโอกาสในการเข้าถึงความช่วยเหลือด้านต่างๆ  อย่างต่อเนื่อง

ไม่เพียงแค่ส่งมอบความอบอุ่นแล้ว ยังได้ขยายความช่วยเหลือในด้านอื่นๆ ที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีพ ตลอดจนการดูแลเรื่องการศึกษา กีฬา การพัฒนาชุมชนส่งเสริมอาชีพเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านสุขภาพและสาธารณสุขที่เล็งเห็นถึงปัญหาด้านการเข้าถึงบริการทางสุขภาพของชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล ร่วมกับ หน่วยงานสาธารณสุขประจำจังหวัด หน่วยแพทย์เคลื่อนที่ อาทิ ช้างคลินิกเคลื่อนที่ โรงพยาบาลรวมแพทย์ยโสธร มูลนิธิโรงพยาบาลสวนดอก โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ลงพื้นที่พร้อมกับคาราวานผ้าห่มผืนเขียว เพื่อบริการตรวจสุขภาพให้กับพี่น้อง 15 จังหวัด ตั้งแต่ตรวจวัดโรคทั่วไป วัดความดัน วัดปริมาณน้ำตาลในเลือด โรคผิวหนัง โรคตา ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ตรวจคัดกรองไวรัสตับอักเสบบีและซี ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีบริการฝังเข็มแก้อาการปวด และบริการตัดผมอีกด้วย

ในปี 2565  โครงการ “ไทยเบฟ รวมใจต้านภัยหนาว” โดย มูลนิธิโรงพยาบาลสวนดอก ได้พบผู้ป่วยคอพอก ที่ อ.เมืองอาย จ.เชียงราย ซึ่งผู้ป่วยมีก้อนบริเวณคอขนาดใหญ่ อันเนื่องจากอาการต่อมไทรอยด์มีขนาดใหญ่ผิดปกติ จากนั้นได้ดำเนินการส่งตัวไปรักษาต่อที่ โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ คณะแพทยศาสตร์ ม.เชียงใหม่ ทำการผ่าตัดรักษาจากทีมแพทย์เฉพาะทางที่เชียวชาญ จนผู้ป่วยได้กลับมาใช้ชีวิตได้ปกติ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

รศ.นพ. ณัฐพงศ์ โฆชุณหนันท์ รองคณบดีคณะแพทยศาสตร์ และอาจารย์ประจำหน่วยระบบต่อไร้ท่อ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวถึงการรักษาของผู้ป่วยกรณีนี้ว่า “คนไข้มีอาการคอพอกขนาดใหญ่ ซึ่งมีขนาดโตตั้งแต่อายุ 20 ปี ต่อมไทรอยด์จะโตเร็วขึ้นในช่วง 2 ปีหลัง นอกจากนี้มีอาการหายใจติดขัด บางครั้งมีอาการกลืนอาหารลำบาก นอกจากนึ้คนไข้ยังมีปัญหาเรื่องโรคหัวใจด้วย”

ผศ.นพ.เศรษฐพงศ์ บุญศรี รองคณบดีคณะแพทยศาสตร์ และอาจารย์ภาควิชาวิสัญญีวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่กล่าวว่า “ผู้ป่วยรายมีก้อนไทรอยด์ที่โตอาจกดทับทางเดินหายใจ เลยต้องใช้วิธีนำสลบโดยแก๊สนำสลบและใส่ท่อช่วยหายใจผ่านกล้องส่องกล่องเสียงซึ่งได้ผลเป็นอย่างดี นอกจากนี้ ผู้ป่วยมีอาการลิ้นหัวใจห้องขวารั่ว ส่งผลทำให้หัวใจห้องขวาบน และหัวใจห้องขวาล่างโต ตลอดการผ่าตัดไม่มีภาวะแทรกซ้อน”

นับเป็นการตอกย้ำปณิธานแห่งการ “ให้” และการ “แบ่งปัน” ภายใต้ “ผ้าห่มผืนเขียว” สัญลักษณ์ที่เป็น “มากกว่าความอบอุ่น คือสังคมแห่งการให้ที่ยั่งยืน”

Life & Health : เปิดวิสัยทัศน์การตลาดปี 2026 ชี้ทางรอดสู่โลกธุรกิจยุคใหม่

Life&Health : เปิดวิสัยทัศน์การตลาดปี 2026 ชี้ทางรอดสู่โลกธุรกิจยุคใหม่

Life&Health : เปิดวิสัยทัศน์การตลาดปี 2026 ชี้ทางรอดสู่โลกธุรกิจยุคใหม่

วันพุธ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.30 น.

สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย ได้จัดงาน “Thailand Marketing Day 2025: Prompt the Future – The Power of Marketing” ซึ่งปีนี้ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากนักการตลาด ผู้บริหาร นักศึกษา และผู้ประกอบการจากหลากหลายอุตสาหกรรม โดยงานครั้งนี้ถือเป็นเวทีสำคัญที่รวมผู้นำความคิดระดับประเทศ เพื่อร่วมกำหนดทิศทางการตลาดปี 2026 ท่ามกลางโลกที่ “ฉลาดล้ำแต่เปราะบาง” และเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย เปิดงานด้วยสารสำคัญว่าโลกกำลังอยู่ในภาวะ “ไร้สมดุล” จากทั้งความก้าวหน้าของ AI และความเปราะบางด้านเศรษฐกิจ–สังคม–สิ่งแวดล้อม ทำให้บทบาทนักการตลาดวันนี้ไม่ใช่แค่การขายสินค้า แต่คือการเป็นผู้นำสร้างความไว้วางใจและคุณค่าให้สังคม พร้อมชี้ว่าแบรนด์ต้องเข้าใจ Fragmented Marketing, ความยืดหยุ่น (Resiliency) การสร้างคุณค่า (Value) ให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และบริหารการเงินอย่างรอบคอบเพื่อความยั่งยืนของธุรกิจ

อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานเปิดงาน Thailand Marketing Day 2025 ได้กล่าวในหัวข้อ “Prompt The Future พลังงานจะสร้างโอกาสทางการตลาดและธุรกิจใหม่ให้ไทยได้อย่างไร” ว่า ภาคพลังงานไทยกำลังเร่งขับเคลื่อนมาตรการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาด เพื่อช่วยให้ประเทศก้าวข้ามความท้าทายสำคัญและรองรับเป้าหมาย Net Zero 2050 โดยกระทรวงพลังงานได้กำหนด 3 มาตรการหลัก ครอบคลุมกว่า 10 โครงการ โดยโครงการสำคัญจะเน้นการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ อาทิ โครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน และ โครงการโซลาร์เพื่อเกษตรกร ซึ่งมีเป้าหมายลดต้นทุนและเพิ่มรายได้ให้ประชาชนและเกษตรกรทั่วประเทศ

นอกจากนี้ ยังมีโครงการที่อยู่ระหว่างรอประกาศในราชกิจจานุเบกษา ได้แก่ โครงการโซลาร์ Rooftop ที่เปิดโอกาสให้ครัวเรือนที่ติดตั้งระบบโซลาร์บนหลังคาสามารถนำค่าใช้จ่ายมาลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 200,000 บาท รวมถึง แผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบไฟฟ้า เพื่อปรับปรุงสายส่งให้รองรับการลงทุนด้าน Data Center ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยการดำเนินงานจะใช้รายได้จากโครงการพลังงานในอนาคตเข้าสู่กองทุนลงทุน และใช้ Infrastructure Fund เพื่อให้รัฐวิสาหกิจลงทุนจากรายได้อนาคต ลดภาระหนี้สาธารณะ พร้อมเปิดให้เอกชนร่วมลงทุนเพื่อเพิ่มความโปร่งใส โดยไม่เพิ่มภาระหนี้รัฐ ขณะเดียวกัน กระทรวงพลังงานยังเร่งจัดทำ แผน PDP ฉบับใหม่ เพื่อปลดล็อกการใช้ไฮโดรเจนและแอมโมเนียเป็นเชื้อเพลิงในอนาคต ศึกษาเทคโนโลยี SMR (Small Modular Reactor) และพัฒนาการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CCS) เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดอย่างยั่งยืน ทั้งนี้คาดว่า จะสามารถกระตุ้นการลงทุนได้กว่า 1,000,000 ล้านบาท เกิดการจ้างงานกว่า 29,000 อัตรา และสามารถลดการปล่อยมลพิษได้ถึง 10 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี

ดร.สมชาติ วิศิษฐชัยชาญ และ ผศ.ดร.เอกก์ ภทรธนกุล ได้นำเสนอผลสำรวจจากนักการตลาดชั้นนำ 126 ราย  “Marketing Trends 2026: Way Forward” ซึ่งสะท้อนว่าปี 2026 จะเป็นปีที่เศรษฐกิจเติบโตต่ำราว 0.9% ขณะที่กว่า 69% ขององค์กรยังไม่เพิ่มงบการตลาด ทำให้แบรนด์จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยเฉพาะ AI และ IoT พร้อมทั้งให้น้ำหนักกับทักษะสำคัญอย่างความคิดสร้างสรรค์ การคิดวิเคราะห์ และความยืดหยุ่น ด้านธุรกิจที่ถูกมองว่าจะเติบโตดี ได้แก่ กลุ่มสุขภาพ เกษตร–ไบโอเทค และท่องเที่ยวคุณภาพ โดยสรุปเทรนด์สำคัญของปีหน้าถูกจับด้วย 3 คีย์เวิร์ด ได้แก่ AI, Sustainability และ Agility ซึ่งทั้งสองวิทยากรเน้นย้ำว่านักการตลาดต้องใช้ AI อย่างชาญฉลาด ทำงานบนหลัก 3P (People–Planet–Profit) และสร้าง “ดราม่าควอลิตี้” ที่ให้คุณค่าอย่างแท้จริง เพื่อให้แบรนด์เติบโตได้อย่างยั่งยืนในปีที่ท้าทายที่สุดปีหนึ่ง

ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวตกรรม และประธานกรรมการ Platform Youth in Charge ในหัวข้อ Tech – Moral Business Morality as the Power of Progress – Management Marketing Implications ระบุว่า การตลาดในปัจจุบันได้ขยายของเขตการทำงาน ตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยี แต่การใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างความสำเร็จทางการตลาด ทำให้ผู้บริโภคหรือลูกค้าเชื่อมั่นในแบรนด์ อยู่ที่การ “สร้างศีลธรรมความดีงามของแบรนด์” ไปพร้อมกับการใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์ทางการตลาด

“บทบาทของการตลาดคือเข็มทิศทางจริยธรรม ที่จะกำหนดว่าสิ่งใดควรทำ ไม่ใช่เรื่องของการโฆษณาอีกต่อไป  ยุคใหม่ของการตลาด ต้องขับเคลื่อนความดี-ศีลธรรมที่พิสูจน์ได้  ท่ามกลางความก้าวหน้าของเทคโนโลยี AI แบรนด์ที่ยั่งยืนที่สุด คือแบรนด์ที่ทำให้มนุษย์เชื่อว่ายังเป็นมนุษย์ที่มีคุณค่า”  

สำหรับ 9 กระบวนทัศน์ การเปลี่ยนแปลงทางการตลาด ประกอบด้วย จากการแย่งเวลาต้องไปสู่การสร้างความน่าเชื่อถือ, แบรนด์ต้องยืนบนหลักการไม่ใช่แค่โฆษณา, ลูกค้าไม่ใช่เป้าหมายแต่คือพันธมิตร, เคารพสิทธิ์ข้อมูลคือพื้นฐานการแข่งขัน, ไม่ใช่แค่รู้ว่า ฉันต้องการอะไร แต่ต้องรู้ว่า ฉันเป็นใคร, จาก Funnel สู่ Life Ecosystem, โลกต้องการหลักฐานของความดี, ใครมีศีลธรรมมากว่าชนะมากกว่า , ผลตอบแทนจากการลงทุนเป็นผลตอบแทนของความถูกต้อง

ขณะที่ บัญญัติ 10 ประการของการตลาดใหม่ ประกอบด้วย หลักการคือเข็มทิศ และเทคโนโลคือเครื่องเร่ง, เทคโนโลยีขยายอำนาจ แต่ศีลธรรมค้ำอำนาจ, ความดีที่ขยายได้เร็วและยาวนานคือ Core Engine ของแบรนด์ยุคใหม่, หลักการที่ดี ทำให้องค์กรเร็วขึ้น ไม่ได้ทำให้ช้าลง, ผู้นำที่ดีไม่ได้ถามว่า “ทำได้ไหม” แต่ถามว่า “ควรทำไม” และมีความเสี่ยงด้านศีลธรรมแค่ไหน, ธุรกิจที่โปร่งใสกว่า ชนะเร็วกว่า และพังยากกว่า, การตลาดเปลี่ยนจากการขายสินค้า สู่การออกแบบความน่าเชื่อถือ, ในยุค AI ผู้บริโภค รู้ทัน ทุก Dark Pattern ตลาดที่ไร้ความน่าเชื่อใจคือเศรษฐกิจที่ไร้ความหมาย, การตลาดไม่ได้ขึ้นกับ Content  แต่ขึ้นอยุ่กับ Code , ยุคใหม่ถูกขับเคลื่อนด้วย “ความดีที่พิสูจน์ได้” ไม่ใช่โฆษณา

ทั้งนี้ สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทยยืนยันว่าจะยังคงทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ในการพัฒนานักการตลาดไทย เพื่อให้พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในโลกธุรกิจยุคใหม่ และร่วมกัน “Prompt the Future” ให้เศรษฐกิจและสังคมไทยเดินหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ผศ.(พิเศษ) ดร.ภก.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

กรรมการบริหาร สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย

‘ที่นี่ไม่เปิดให้บริการ’ นิทรรศการศิลปะสะท้อนชีวิตหญิงไทยในเยอรมนี สะท้อนศักดิ์ศรีแรงงานบริการบนเวที Thailand Biennale Phuket 2025

‘ที่นี่ไม่เปิดให้บริการ’ นิทรรศการศิลปะสะท้อนชีวิตหญิงไทยในเยอรมนี สะท้อนศักดิ์ศรีแรงงานบริการบนเวที Thailand Biennale Phuket 2025

‘ที่นี่ไม่เปิดให้บริการ’ นิทรรศการศิลปะสะท้อนชีวิตหญิงไทยในเยอรมนี สะท้อนศักดิ์ศรีแรงงานบริการบนเวที Thailand Biennale Phuket 2025

วันพุธ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เปิดให้เข้าแล้ว !! นิทรรศการ IN NOBODY’S SERVICE (ที่นี่ไม่เปิดให้บริการ) ในงาน Thailand Biennale Phuket 2025 เพื่อร่วมถ่ายทอดเรื่องราวของผู้หญิงไทย ฟิลิปปินส์ และกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศที่ย้ายถิ่นฐานไปยังประเทศเยอรมนี ผ่านผลงานศิลปะร่วมสมัยจากศิลปินไทยและศิลปินในต่างแดน รวมถึงเรื่องราวขององค์กรบ้านหญิง ที่ได้ก่อตั้งในปี 2532  เพื่อดูแลคนเหล่านี้

นิทรรศการชุดนี้ จัดโดยกลุ่มศิลปินกลุ่ม un.thai.tled เครือข่ายเชื่อมโยงศิลปิน นักคิด และนักสร้างสรรค์ชาวไทยที่อาศัยอยู่ในเยอรมนี ร่วมกับ สถานบันเกอเธ่ ประเทศไทย องค์กรของรัฐบาลเยอรมนีที่เน้นส่งเสริมศิลปะภาษาและการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมในประเทศไทย มุ่งสะท้อนศักดิ์ศรีของแรงงานบริการ แรงงานทางเพศ ประสบการณ์ชีวิตในต่างแดน และภาพจำที่สังคมผลิตซ้ำ

IN NOBODY’S SERVICE (ที่นี่ไม่เปิดให้บริการ) จัดแสดงที่ถนนพูนผล จังหวัดภูเก็ต เป็นส่วนหนึ่งของงาน ไทยแลนด์เบียนนาเล่ ภูเก็ต 2568 (Thailand Biennale Phuket 2025) มหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน 2568 – 30 เมษายน 2569 ภายใต้แนวคิด “Eternal Kalpa : นิรันดร์กัลป์” ที่สะท้อนวัฏจักรเรื่องราวแห่งโลกศิลปะ อารยธรรม และความเป็นมนุษย์ 

นายโยฮันเนส โฮสส์เฟลด์ ผู้อำนวยการ สถาบันเกอเธ่ ประเทศไทย (Goethe-Institut Thailand) กล่าวว่า “การรับฟังและการสะท้อนความคิดเห็นคือกุญแจสำคัญสู่ความเข้าใจซึ่งกันและกัน เรามุ่งมั่นยึดหลักความเปิดกว้างและความหลากหลายทางสังคม บนพื้นฐานนี้ สถาบันเกอเธ่ ประเทศไทยตั้งเป้าหมายในการสร้างพื้นที่ให้ศิลปินได้นำเสนอผลงานศิลปะ พร้อมทั้งสนับสนุนการเล่าเรื่องข้ามวัฒนธรรมของผู้คนจากหลากหลายภูมิหลังในเยอรมนี นิทรรศการ IN NOBODY’S SERVICE โดยกลุ่มศิลปิน un.thai.tled เปิดโอกาสให้ศิลปินไทยและฟิลิปปินส์ถ่ายทอดประสบการณ์ชีวิตของผู้คนในกลุ่มพลัดถิ่นในเยอรมนีได้อย่างชัดเจน การที่นิทรรศการซึ่งเคยจัดแสดงในปี 2024 ที่ Galerie Wedding กรุงเบอร์ลิน ได้รับการนำมาจัดแสดงอีกครั้งในงาน Thailand Biennale ที่ภูเก็ต ซึ่งเป็นงานศิลปะระดับนานาชาติที่มีชื่อเสียง ยิ่งตอกย้ำถึงความสำคัญและความร่วมสมัยของผลงานนี้” 

นายษาณฑ์ อุตมโชติ หนึ่งในผู้จัดนิทรรศการและผู้ก่อตั้งกลุ่มศิลปิน un.thai.tled กล่าวว่า นิทรรศการ IN NOBODY’S SERVICE หรือ ที่นี่ไม่เปิดให้บริการ บอกเล่าภาพจำที่ถูกเหมารวมจากคนภายนอกของผู้หญิงไทย ฟิลิปปินส์ และกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศที่ย้ายถิ่นฐานไปยังประเทศเยอรมนี ผ่านการจัดแสดงงานศิลปะโดยศิลปินพลัดถิ่นและศิลปินที่ยังพำนักในบ้านเกิดจากทั้งไทยและฟิลิปปินส์ ซึ่งสะท้อนมุมมองและจุดประเด็นเกี่ยวกับศักดิ์ศรีของแรงงานบริการ แรงงานทางเพศ เพศสภาพ สิทธิและการเยียวยาร่วมกันของผู้คนเหล่านั้น โดยนิทรรศ การ IN NOBODY’S SERVICE เคยจัดแสดงครั้งแรกมาแล้วที่ Galerie Wedding Berlin ในปี 2024 และจะได้รับการตีพิมพ์เป็นหนังสือโดยสำนักพิมพ์ BOM DIA BOA TARDE BOA NOITE ในปี 2026

“IN NOBODY’S SERVICE นำเสนอประสบการณ์ส่วนตัวในยุโรปของผู้หญิงอีสาน บาดแผลจากระบบราชการและความรุนแรงเชิงโครงสร้าง การทำงานบริการ การค้าประเวณี บริบทของอุตสาหกรรมนวดไทยในเยอรมนี ชีวิตประจำวันของผู้หญิงในต่างแดน ตลอดจนภาพสะท้อนของอำนาจทางเพศ ความปรารถนา ภาษาเชิงอาณานิคม และรากฐานของความสัมพันธ์ระหว่างเชื้อชาติ นอกจากนี้ นิทรรศการยังพูดถึงสมาคมบ้านหญิง ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2532 เพื่อดูแลผู้หญิงไทยที่ทำอาชีพค้าบริการในเยอรมนี และผู้ที่เป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์

ทุกวันนี้ สมาคมบ้านหญิงยังคงสนับสนุนผู้หญิงอพยพ และกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ ที่เผชิญปัญหาทางสังคมต่างๆ ทั้งจากประเทศ ไทย แอฟริกา และยุโรปตะวันออก เรื่องราวเหล่านี้จะถูกเล่าผ่านวิดีโอ ภาพถ่าย ภาพวาด และงานคอลลาจหลากหลายรูปแบบ โดยนิทรรศการ IN NOBODY’S SERVICE เป็นการต่อยอดจากงานวิจัยเดิมเกี่ยวกับชุมชนไทยในสวนไทยปาร์ค (Preußenpark) ของกลุ่ม un.thai.tled ที่มุ่งหวังให้เกิดการพุดคุยและดึงเอาเรื่องราวเหล่านี้ออกมาในที่แจ้งให้คนได้เข้าใจ ทวงคืนสิทธิในการเล่าเรื่องของผู้มีประสบการณ์จริง และลบล้างภาพจำอันซ้ำซากที่สังคมผลิตมาอย่างยาวนาน” นายษาณฑ์ กล่าวเพิ่มเติม

ศิลปินที่เข้าร่วมจัดแสดงผลงานในครั้งนี้ ได้แก่ ษาณฑ์ อุตมโชติ, วิษณุ ภูอาจดั้น, มานิกา เตชะไพบูลย์, บุษราพร ทองชัย, คริสันตา คากิวอา เมินนิช, ศิศุ สาตราวาหะ, โรสาลียา น้ำใส เอ่งฉ้วน, รักษา สีลาพันธ์, ณัฐพงศ์ สมัครแก้ว, มานิตา แก้วสมนึก, ยูนิเวิร์ส เบาโดซา, จาสมิน แวร์นเนอร์ และโอ๊ต มณเฑียร นิทรรศการ IN NOBODY’S SERVICE (ที่นี่ไม่เปิดให้บริการ) จัดแสดงที่ถนนพูนผล จังหวัดภูเก็ต เป็นส่วนหนึ่งของงาน ไทยแลนด์เบียนนาเล่ ภูเก็ต 2568 (Thailand Biennale Phuket 2025) มหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน 2568 – 30 เมษายน 2569 ภายใต้แนวคิด “Eternal Kalpa : นิรันดร์กัลป์” ที่สะท้อนวัฏจักรเรื่องราวแห่งโลกศิลปะ อารยธรรม และความเป็นมนุษย์ 

นอกจากนี้ วันที่ 14 ธันวาคม 2568 จะมีการจัดเวิร์กช็อปการวาดภาพศิลปะกับโอ๊ต มณเฑียร ที่ศาลา IN NOBODY’S SERVICE และการแสดงดนตรีทดลองโดย เหงวียน บาลี่และธารา ทรานซิทอรี่ ที่ศาลา Instant Kalpa(s) ซึ่งสนับสนุนโดยสถานบันเกอเธ่ ประเทศไทย

ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ facebook.com/thailandbiennale  และ http://www.unthaitled.org

ษาณฑ์ อุตมโชติ ผู้ก่อตั้งกลุ่มศิลปิน un.thai.tled

ษาณฑ์ อุตมโชติ ผู้ก่อตั้งกลุ่มศิลปิน un.thai.tled

สยามพารากอน เปิด ‘NEXTOPIA’ เมืองต้นแบบแห่งโลกอนาคต ทุกก้าวที่นี่คือการผสาน Sustainability เข้ากับชีวิตประจำวันในทุกมิติ

สยามพารากอน เปิด ‘NEXTOPIA’ เมืองต้นแบบแห่งโลกอนาคต  ทุกก้าวที่นี่คือการผสาน Sustainability เข้ากับชีวิตประจำวันในทุกมิติ

สยามพารากอน เปิด ‘NEXTOPIA’ เมืองต้นแบบแห่งโลกอนาคต ทุกก้าวที่นี่คือการผสาน Sustainability เข้ากับชีวิตประจำวันในทุกมิติ

วันพุธ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ฉลองครบรอบ 20 ปีแห่งความสำเร็จ  สยามพารากอน สร้างปรากฏการณ์ครั้งแรกในโลกของการรวมพลังเปิด ”NEXTOPIA” เมืองต้นแบบแห่งโลกอนาคต โลกใบใหม่ที่คุณไม่เคยพบ  ที่เกิดจากการผนึกกำลังศักยภาพของสยามพารากอนและพันธมิตรระดับโลก ทั้งองค์กรนวัตกรรม คู่ค้า คอมมูนิตี้ ชุมชน และ Friends of NEXTOPIA พร้อมเปิดต้อนรับทุกคนมาร่วม Join us in the Making of a Better World เพื่อสร้างเติมเต็มคุณค่าและความสุขในทุกมิติของการใช้ชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

ในค่ำคืนงานแกรนด์โอเพ่นนิ่งเปิด NEXTOPIA จัดขึ้นอย่างอลังการ โชว์เปิดตัวถ่ายทอดโลกอนาคตผ่านงานกราฟิกสุดล้ำ แสงสี เสียง และสื่อผสมผสานบน The Globe ที่จำลองปรากฏการณ์ธรรมชาติ สื่อสารถึงความสำคัญของการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างสมดุลและยั่งยืน  บรรยากาศงดงามยิ่งขึ้นด้วยบทเพลง “What a Wonderful World” จากเสียงใสของตัวแทนเจเนอเรชันอนาคต ถ่ายทอดความหมายแห่งการร่วมกันสร้างโลกที่ดียิ่งขึ้น พร้อมโชว์พิเศษ Vivi Recycle Concerto โดย VIVI Vassileva ศิลปินระดับโลกที่สร้างสรรค์ดนตรีด้วยอุปกรณ์จากของเหลือใช้และขยะรีไซเคิล ตอกย้ำแนวคิดการมองเห็นคุณค่าใหม่ให้สิ่งรอบตัว  นับเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญที่สยามพารากอนและ NEXTOPIA มอบประสบการณ์เหนือความคาดหมาย พร้อมประกาศวิสัยทัศน์สู่โลกอนาคตอย่างงดงามและทรงพลัง

NEXTOPIA  World-Class Attraction แห่งใหม่ของสยามพารากอน บนพื้นที่กว่า 15,000 ตารางเมตร บริเวณชั้น 5 และ 5A สยามพารากอน ที่นี่คือ เมืองต้นแบบแห่งโลกอนาคต ที่รวมพลังผู้นำอุตสาหกรรม นักนวัตกรรม และผู้ใส่ใจสิ่งแวดล้อม นำเสนอหนึ่งในโชว์เคสนวัตกรรมด้านความยั่งยืนที่ครบครันที่สุดแห่งหนึ่ง พร้อมชวนทุกคนก้าวเข้ามาร่วมสร้างชุมชนเมืองเพื่ออนาคตที่ดีขึ้น ภายใต้แนวคิด Join us in the Making of a Better World ทุกประสบการณ์ใน NEXTOPIA ถูกออกแบบให้ยกระดับวิถีชีวิตอย่างสร้างสรรค์ ตั้งแต่สถาปัตยกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พื้นที่กิจกรรมรักษ์โลกตลอด 365 วัน ร้านค้ารักษ์โลก และร้านอาหารที่ยึดความยั่งยืนเป็นหัวใจสำคัญ     ทุกก้าวที่ NEXTOPIA คือการผสานความยั่งยืนเข้ากับชีวิตประจำวันอย่างแท้จริง

NEXTOPIA สร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญของการผนึกกำลังองค์กรชั้นนำระดับโลก โดยมีพันธมิตรที่มีวิสัยทัศน์เดียวกันร่วมขับเคลื่อนความยั่งยืนในมิติต่างๆ โดยร่วมมือกับ องค์การสหประชาชาติ (UN) และองค์กรระหว่างประเทศ ต่างๆ อาทิ UN Global Compact Network Thailand, UN World Food Programme, UNDP BIOFIN, UNICEF และ WWF สะท้อนภาพความร่วมมือระดับโลกที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทย พร้อมการมีส่วนร่วมจากนานาประเทศทั่วโลก และได้รับเกียรติจากองค์กรพันธมิตรชั้นนำกว่า 50 องค์กรชั้นนำ อาทิ B.Grimm, SCG Decor Public Company Limited (COTTO), Indorama Ventures Public Company Limited, KASIKORNBANK Public Company Limited, และThe Siam Cement Public Company Limited (SCG) และองค์กรอื่นๆ อีกมากมายหลากหลายอุตหสาหกรรม

NEXTOPIA พื้นที่ต้นแบบที่รวบรวมนวัตกรรมเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

ตั้งแต่การออกแบบโครงสร้างพื้นฐานที่ใส่ใจทุกรายละเอียด ไปจนถึงโชว์เคสเทคโนโลยีที่ผสานการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า พร้อมสร้างพลังงานรูปแบบใหม่ที่ใช้ได้ทันที อาทิ The Kinetic Floor พื้นผลิตพลังงาน, The Clean Energy โซลาร์รูฟขนาดใหญ่เปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์ให้เป็นพลังงานสะอาด , Floor Radiant Cooling สัมผัสความเย็นสบายอย่างเป็นธรรมชาติด้วยระบบทำความเย็นแผ่รังสีจากพื้น ที่ให้อุณหภูมิเย็นสม่ำเสมอโดยไม่ใช้การเป่าลม , The Cooling Waterfall น้ำตกทำความเย็น, The Globe โลกใบใหม่นำเสนอเหตุการณ์สำคัญและเทรนด์โลก เป็นต้น

นอกจากอากาศบริสุทธิ์ที่ควบคุมทั้งอุณหภูมิและคุณภาพตลอด 365 วัน NEXTOPIA ยังรายล้อมด้วยงานศิลปะ สถาปัตยกรรม และอินทีเรียดีไซน์ที่งดงามและมีความหมาย มีไฮไลท์สำคัญอาทิ The Tree of Life จุดต้อนรับที่นำทุกคนเข้าสู่เมืองต้นแบบแห่งโลกอนาคต, The Spiral บันไดโถงเชื่อมพื้นที่ชั้น 4, 5 และ 5A ออกแบบด้วยแนวคิด Nature Inspired เชื่อมโยงมนุษย์กับธรรมชาติอย่างมีศิลปะ พร้อมใส่ความยั่งยืนด้วยงานศิลป์จากวัสดุเหลือใช้, The Forest Canopy และ The Ocean Canopy อินทีเรียดีไซน์สุดล้ำที่สร้างจากวัสดุรีไซเคิลและขยะทะเล กลายเป็นงานศิลป์ที่ทุกคนต้องตื่นตาตื่นใจ ในพื้นที่ NEXTOPIA ยังมีกลิ่นหอมที่สร้างสรรค์ขึ้นมาเป็นพิเศษโดย JOURNAL

ทุกย่างก้าวใน NEXTOPIA คุณจะได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตในวิถี Sustainability ได้ง่ายๆ ไปพร้อมกับสนุก โดยมีจุด Attractions มากมายกระจายทั่วเมืองแห่งนี้ อาทิ The Vertical Farm , AR Binoculars , เหล่า NEXTOPIA Mascot พลเมืองของ NEXTOPIA ได้แก่ Nextsi, Tobi, และ PYE ที่ตั้งทักทายผู้คนในจุดต่างๆ นอกจากนี้ ทุกคนยังสามารถสัมผัสประสบการณ์แปลกใหม่ผ่าน ONESIAM SuperApp โดยผู้ใช้งานสามารถรับรู้เรื่องราวและข้อมูลเกี่ยวกับจุดต่างๆ ติดตามกิจกรรมที่น่าสนใจ และมีส่วนร่วมในการ Co-creating Communities for a Better World ไปกับ NEXTOPIA และมีสิทธิได้รับสิทธิประโยชน์อีกมากมายจาก Green Points

สร้างแพลตฟอร์มที่รวบรวมผู้ประกอบการธุรกิจเพื่อความยั่งยืน

NEXTOPIA ยังเป็นแพลตฟอร์มแห่งโอกาส ผสานแนวคิด Sustainability + Equality + Inclusivity เห็นคุณค่าในพลังและศักยภาพของทุกคน เป็น Life Transformation ที่สร้างคุณค่าให้ทุกการมา NEXTOPIA ที่ทุกคนจะได้รับความภาคภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมรักษ์โลกและสร้างประโยชน์ต่อผู้อื่นซึ่งเป็นประสบการณ์ที่เงินซื้อไม่ได้ นำโดย ECOTOPIA เมืองแห่งคนรักษ์โลกที่เชื่อว่า “เราสร้างโลกให้ดีขึ้นได้ด้วยกัน” พื้นที่ที่คัดสรรสินค้าและนวัตกรรมยั่งยืนจากผู้ประกอบการที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ SMEs ทั่วประเทศถึงแบรนด์ระดับโลก นอกจากนี้ ยังมีร้านต่างๆ ที่มาร่วมในเมืองต้นแบบแห่งโลกอนาคต อาทิ แบรนด์ดอยตุง มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์, Chan, MIIR, Sedar.W, Shima Park แห่งแรกในประเทศไทย, Somuti, Sudtana เป็นต้น และ NEXTOPIA ยังเป็นพื้นที่ Pet Welcome อีกด้วย

สำหรับสายดื่มกิน NEXTOPIA คัดสรรร้านอาหารและคาเฟ่ที่ยึดหลัก Sustainability ทุกแบรนด์ดำเนินงานด้วยความรับผิดชอบต่อโลก ลดขยะและ Food Waste คัดแยกและจัดการอย่างถูกต้อง มุ่งสู่เป้าหมายลดขยะฝังกลบเป็นศูนย์ Zero Waste to Landfill ใช้พลังงานปลอดภัยจาก WP Energy พร้อมเมนูสุขภาพจากวัตถุดิบสดใหม่ สนับสนุนเกษตรกรท้องถิ่น ทุกจานผสานความอร่อยกับหัวใจแห่งความยั่งยืน พบร้านดังระดับโลกและไทยมากมาย

เสริมสร้างกล้ามเนื้อ เสริมคุณภาพชีวิต เช็กลิสต์สู่การสูงวัยอย่างมีสุขภาพดี

เสริมสร้างกล้ามเนื้อ เสริมคุณภาพชีวิต  เช็กลิสต์สู่การสูงวัยอย่างมีสุขภาพดี

เสริมสร้างกล้ามเนื้อ เสริมคุณภาพชีวิต เช็กลิสต์สู่การสูงวัยอย่างมีสุขภาพดี

วันพุธ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

การสูงวัยอย่างมีคุณภาพ ไม่ใช่แค่การมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น แต่คือการใช้ชีวิตได้อย่างอิสระ หลีกเลี่ยงความเจ็บป่วยเรื้อรัง และแข็งแรงทั้งสุขภาพกายและใจ อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่สำคัญต่อการเป็นผู้สูงวัยสุขภาพดีแต่มักถูกมองข้ามคือ สุขภาพกล้ามเนื้อ การดูแลกล้ามเนื้อให้แข็งแรงจะช่วยให้ผู้สูงวัยสามารถเคลื่อนไหวได้ ลดความเสี่ยงต่อการพลัดตกหกล้ม และปฏิบัติกิจวัตรประจำวันได้อย่างมั่นใจ

ผู้สูงวัยที่มีสุขภาพดีที่สุดคือผู้ที่ใส่ใจและลงมือดูแลสุขภาพอย่างรอบด้านตั้งแต่เนิ่นๆ โดยยึด “สี่เสาหลักของสุขภาพ” ได้แก่ กาย ใจ สังคม และสมอง บทความนี้จะนำเสนอแนวทางง่ายๆ ที่ทำได้จริง เพื่อเสริมสร้างทั้งสี่ด้าน โดยเฉพาะการเน้นย้ำความสำคัญของการมีกล้ามเนื้อที่แข็งแรง ที่ช่วยเสริมสร้างสุขภาพ ความยืดหยุ่น และการใช้ชีวิตอย่างอิสระในวัยสูงอายุ

สุขภาพกาย

การมีวิถีชีวิตที่ดีต่อสุขภาพเป็นสิ่งสำคัญในการช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ คำแนะนำในการดูแลสุขภาพกายสำหรับผู้สูงวัย ได้แก่

การออกกำลังกาย: การเคลื่อนไหวร่างกายอย่างสม่ำเสมอช่วยให้ผู้สูงวัยคงความสามารถในการเคลื่อนไหว ความแข็งแรง และการทรงตัว ควรออกกำลังกายระดับปานกลางรวม 150 นาทีต่อสัปดาห์ เช่น เดิน ว่ายน้ำ ทำสวน หรือเต้นรำ และควรเสริมด้วยการฝึกฝนความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเพื่อรักษามวลกล้ามเนื้อ งานวิจัยยังพบว่า ผู้ที่เดินวันละ 8,000 ก้าว มีอัตราการเสียชีวิตต่ำกว่าผู้ที่เดินเพียง 4,000 ก้าวอย่างมีนัยสำคัญ4

โภชนาการ: โภชนาการที่ดีเป็นสิ่งจําเป็นสําหรับการเป็นผู้สูงวัยสุขภาพดี ผู้สูงวัยมีความต้องการโปรตีนต่อวันสูงขึ้น เพราะเมื่ออายุมากขึ้นร่างกายจะสร้างโปรตีนน้อยลง (anabolic resistance)  โดยโปรตีนพบได้ในเนื้อสัตว์ ไข่ พืชตระกูลถั่ว นม และถั่วเปลือกแข็ง แต่ในผู้สูงวัยที่ไม่สามารถรับประทานโปรตีนได้อย่างเพียงพอ อาจเสริมด้วยผลิตภัณฑ์โภชนาการ เช่น เอนชัวร์ โกลด์ แอดวานซ์โปร  ที่มี HMB  และ YBG  พร้อมด้วยสารอาหารจำเป็นอื่น ๆ  เช่น แคลเซียม สังกะสี และวิตามินดี เพื่อช่วยเสริมพลังงานและสารอาหารที่จำเป็นในแต่ละวัน

การประเมินสุขภาพด้วยตนเอง: ผู้สูงวัยสามารถใช้เครื่องมือออนไลน์ เช่น เครื่องคำนวณ “อายุกล้ามเนื้อ” ของแอ๊บบอต เพื่อประเมินสุขภาพของกล้ามเนื้อ ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสุขภาพที่สำคัญ และควรทําควบคู่กับการตรวจสุขภาพประจําปี เพื่อวางเป้าหมายที่เหมาะสมในการดูแลความแข็งแรงและความคล่องตัวของร่างกาย

สุขภาพจิตใจและอารมณ์

เมื่ออายุมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงด้านการได้ยิน การมองเห็น ความจำ และการเคลื่อนไหว อาจนำไปสู่ความเครียดได้ ซึ่งตอกย้ำถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพจิตใจและอารมณ์ ผู้สูงวัยที่สามารถจัดการอารมณ์ได้ดีจะมีความสามารถในการรับมือกับสถานการณ์ตึงเครียดต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติม การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญควบคู่กับการออกกำลังกาย หรือในบางกรณีอาจเสริมด้วยการรักษาทางการแพทย์ถือเป็นแนวทางที่มีประโยชน์ นอกจากนี้ การมีเครือข่ายคนใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เพื่อน หรือผู้ให้คำปรึกษา ก็เป็นอีกหนึ่งพลังสำคัญที่ช่วยสร้างความสุขและความมั่นคงทางใจให้ผู้สูงวัย

สุขภาพทางสังคม

การมีส่วนร่วมทางสังคมเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญสู่สุขภาพที่ดีของผู้สูงวัย จากงานวิจัยพบว่าผู้สูงวัยที่มีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมที่กว้างกว่าจะมีการทํางานของสมองที่ดีกว่า กิจกรรมทางสังคมเช่น การเป็นอาสาสมัคร การรวมกลุ่มเรียน (เช่นการปั้นเซรามิก การวาดภาพ) เป็นวิธีที่ดีเยี่ยมในการสร้างการสนับสนุนด้านสังคมและมีส่วนร่วมในชุมชน

สุขภาพสมองและความจำ

การรู้คิดและความจำ (Cognition) คือความสามารถในการคิด จดจำ และเรียนรู้ การกระตุ้นสมองอย่างสม่ำเสมอมีส่วนช่วยชะลอความเสื่อมของสมอง และช่วยทำให้ผู้สูงวัยยังคงตัดสินใจได้อย่างมั่นใจและใช้ชีวิตได้อย่างอิสระกิจกรรมต่างๆ เช่น การอ่านหนังสือ การเล่นเกมปริศนา การเรียนรู้ทักษะใหม่ หรือการร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ล้วนช่วยให้สมองมีความกระฉับกระเฉงอยู่เสมอ

ก้าวไปเป็นผู้สูงวัยที่มีคุณภาพ

หลังอายุ 40 ปี ร่างกายอาจสูญเสียมวลกล้ามเนื้อได้มากถึง 8% ในทุก ๆ 10 ปี แม้ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวสำหรับทุกคนแต่การตระหนักรู้ถึงสุขภาพของตนเอง และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ อย่างสม่ำเสมอ คือสิ่งสำคัญที่สุด ลองใช้เช็กลิสต์นี้เพื่อดูว่าคุณทำได้ดีในด้านใดแล้ว และด้านใดที่ยังสามารถพัฒนาเพิ่มเติม เพื่อให้คุณก้าวสู่การเป็นผู้สูงวัยอย่างมีคุณภาพ

กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ พระราชทานภาพวาด ‘เหมียวนำโชค’ จัดทำของที่ระลึกการกุศล ฉลอง 60 ปี ‘รามาธิบดี’ รายได้จัดซื้อเครื่องมือแพทย์

กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ พระราชทานภาพวาด ‘เหมียวนำโชค’ จัดทำของที่ระลึกการกุศล ฉลอง 60 ปี ‘รามาธิบดี’ รายได้จัดซื้อเครื่องมือแพทย์

กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ พระราชทานภาพวาด ‘เหมียวนำโชค’ จัดทำของที่ระลึกการกุศล ฉลอง 60 ปี ‘รามาธิบดี’ รายได้จัดซื้อเครื่องมือแพทย์

วันพุธ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในวาระครบรอบ 60 ปี คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ปีนี้มูลนิธิรามาธิบดีฯ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตน ราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในฐานะประธานคณะกรรมการกลางมูลนิธิรามาธิบดีฯ พระราชทานภาพวาดฝีพระหัตถ์ “เหมียวนำโชค” เพื่อจัดทำเป็นของที่ระลึกการกุศล โดยรายได้ทั้งหมดสมทบทุนจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ และช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้ให้เข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพต่อไป

พรรณสิรี คุณากรไพบูลย์ศิริ ผู้จัดการมูลนิธิรามาธิบดีฯ กล่าวว่า “ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มูลนิธิรามาธิบดีฯ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้จากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานภาพวาดฝีพระหัตถ์ เพื่อนำไปจัดทำเป็นของที่ระลึกการกุศล ให้ประชาชนได้ร่วมทำบุญสมทบทุนช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้ของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี

ซึ่งในปีนี้ พระองค์ท่านได้พระราชทานภาพวาดฝีพระหัตถ์ ‘เหมียวนำโชค’ พร้อมข้อความ ‘60 ปี รามาธิบดีฯ
ส่งมอบความสุขกาย สุขใจ ไม่สิ้นสุด’ โดยภาพ ‘เหมียวนำโชค’ ถ่ายทอดความสดใสของแมวน้อยอารมณ์ดี สีสันอบอุ่น
มีหัวใจอยู่เคียงข้าง เปรียบเสมือนการส่งต่อความสุขกายและสุขใจให้แก่ผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งทุกท่านสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ ‘การให้ไม่สิ้นสุด’ ผ่านการสนับสนุนของที่ระลึกการกุศลชุดพิเศษนี้ ซึ่งออกแบบอย่างน่ารัก ใช้งานได้จริง เหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะเหล่าทาสแมวต้องเป็นปลื้ม เพราะดีไซน์น่ารักเต็มไปด้วยพลังบวก สามารถมอบเป็นของขวัญแทนความปรารถนาดีให้คนที่คุณรักในทุกโอกาส รวมถึงช่วงเทศกาลปีใหม่ได้เช่นกัน”

ของที่ระลึกการกุศลจากภาพวาดฝีพระหัตถ์ “เหมียวนำโชค” ประกอบด้วย เสื้อยืด (สีครีม น้ำเงิน โอรส), เสื้อสเวตเตอร์ (สีชมพู กรมท่า), ชุดนอนแบบเสื้อกางเกงขาสั้น (สีโอรส ฟ้า-ครีม), ผ้าพันคอ (สีโอรส), หมวกกลับด้าน (สีโอรส กรมท่า), กระเป๋าถือผ้าแคนวาส 2 ขนาด (สีเขียว-ฟ้า โอรส ฟ้า-ครีม) (สีโอรส เหลือง ฟ้า-ครีม), กระเป๋าพับเก็บ (ฟ้า-ครีม เขียว-ฟ้า), กระเป๋าผ้าไมโคร (สีโอรส กรมท่า เขียว-ฟ้า), กระบอกเก็บอุณหภูมิ (สีฟ้า-ครีม เขียว-ฟ้า), แก้วเก็บอุณหภูมิ (สีครีม)

พิเศษสำหรับเทศกาลปีใหม่ สมุดโน้ตจากคอลเลกชันนี้ด้านในมีตารางปฏิทินสำหรับจดบันทึกรายเดือนครบ 12 เดือน ช่วยให้การวางแผนงานในปีหน้าเป็นไปอย่างราบรื่น โชคดีตลอดปีเพราะมีเหมียวนำโชค เหมาะสำหรับใช้เองหรือมอบให้คนสำคัญ สมุดโน้ต (สีชมพู ครีม) รวมถึง การ์ดปีใหม่ (แบบมีกลอน และไม่มีกลอน) ที่ออกแบบอย่างเรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยความหมาย

สำหรับผู้ที่ต้องการสั่งซื้อเป็นของขวัญปีใหม่สำหรับบุคคลหรือองค์กร สามารถสั่งผลิตสกรีนโลโก้องค์กรลงบนสินค้า ได้ จำนวน 300 ชิ้น ขึ้นไป เพื่อร่วมส่งต่อ ‘คำว่าให้…ไม่สิ้นสุด’ อย่างมีความหมายและงดงามในทุกโอกาส ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการให้ที่สุขใจทั้งผู้รับและผู้ให้ ด้วยของที่ระลึกการกุศลชุดภาพวาดฝีพระหัตถ์ “เหมียวนำโชค” สามารถสั่งซื้อได้แล้ววันนี้ ที่มูลนิธิรามาธิบดีฯ (โรงพยาบาลรามาธิบดี และ สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ จ.สมุทรปราการ) สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0-2201-2222 (ในวันและเวลาราชการ) ติดตามข่าวสารได้ที่ FB • IG • LINE @RAMAFOUNDATION ช่องทางออนไลน์ เว็ปไซต์ www.ramafoundation.or.th LINE @RAMAFOUNDATION 

TOA บริจาคเงิน 10 ล้านบาท เร่งฟื้นฟูโรงพยาบาลหาดใหญ่ ส่ง ‘ทีโอเอ อาสา-วิศวกร’ ผนึกกำลังทหารช่วยพี่น้องชาวใต้เต็มพิกัด

TOA บริจาคเงิน 10 ล้านบาท เร่งฟื้นฟูโรงพยาบาลหาดใหญ่  ส่ง ‘ทีโอเอ อาสา-วิศวกร’ ผนึกกำลังทหารช่วยพี่น้องชาวใต้เต็มพิกัด

TOA บริจาคเงิน 10 ล้านบาท เร่งฟื้นฟูโรงพยาบาลหาดใหญ่ ส่ง ‘ทีโอเอ อาสา-วิศวกร’ ผนึกกำลังทหารช่วยพี่น้องชาวใต้เต็มพิกัด

วันพุธ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ TOA ตอกย้ำผู้นำอุตสาหกรรมสีทาอาคารอันดับหนึ่งของไทย และผู้เชี่ยวชาญเคมีภัณฑ์ก่อสร้าง เดินหน้าโครงการ TOA ไม่ทิ้งกัน สู้ภัยน้ำท่วม อย่างต่อเนื่อง บริจาคเงิน 10 ล้านบาท เร่งฟื้นฟูโรงพยาบาลหาดใหญ่เต็มสูบ พร้อมปูพรมระดม “ทีโอเอ อาสา” ผนึกกำลังทหาร มอบถุงยังชีพบรรเทาทุกข์ และทีมวิศวกรลงพื้นที่เข้าประเมินความเสียหาย ช่วยเหลือพี่น้องชาวใต้จากมหาอุทกภัย โดยเฉพาะใน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด

นายประจักษ์ ตั้งคารวคุณ ประธานผู้ก่อตั้ง TOA เผยว่า จากความเสียหายอย่างหนักที่เกิดจากอุทกภัยครั้งใหญ่ในภาคใต้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน และระบบสาธารณสุขโดยตรง เราจึงมีความห่วงใยและเข้าใจถึงความยากลำบากที่ทุกคนกำลังเผชิญ จึงพร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุน ช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัยอย่างต่อเนื่องหลังสถานการณ์น้ำท่วมคลี่คลายลง เดินหน้า โครงการ TOA ไม่ทิ้งกัน “รวมพลังไทย ฟื้นฟูน้ำท่วมภาคใต้” ตั้งแต่การลงพื้นที่ช่วยเหลือเยียวยาพี่น้องประชาชนชาวใต้ ในการระดมทีม ‘ทีโอเอ อาสา’ ร่วมกับกำลังทหาร (กอ.รมอ.ภาค 4 ส่วนหน้า, กองทัพภาคที่ 4, มณฑลทหารบกที่ 42) ส่งมอบถุงยังชีพกว่า 2,000 ชุด ประกอบด้วย ข้าวสาร บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง ถั่วมารูโจ้ น้ำยาทำความสะอาดทีโพล์ และสเปรย์กำจัดแมลงเซนไดร้ท์ รวมทั้งสิ่งของบรรเทาทุกข์ ผ้าห่มกันหนาว เสื้อยืด น้ำดื่ม และชุดผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดทีโพล์ แจกจ่ายให้แก่ประชาชนในพื้นที่ชุมชนต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบอย่างทั่วถึง อาทิ ชุมชนบ้านกลางนา ชุมชนอู่ ทส. ชุมชนจันทร์วิโรจน์ ชุมชนบางแฟ้บ ชุมชนบ้านพักรถไฟ ชุมชนศิครินทร์ และชุมชนรายย่อยอื่นๆ รวมทั้งในพื้นที่จังหวัดยะลา และปัตตานี เพื่อเร่งเยียวยา ให้ความช่วยเหลือเข้าถึงทุกคนอย่างทั่วถึงและรวดเร็วที่สุด

อีกทั้ง ยังมุ่งเน้นช่วยเหลือฟื้นฟูโรงพยาบาล โรงเรียน ชุมชน และโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ โดยเฉพาะโรงพยาบาลหาดใหญ่ซึ่งเป็นโรงพยา บาลศูนย์กลางการแพทย์ระดับภูมิภาคและมีความสำคัญต่อภาคใต้ตอนล่างที่ได้รับความเสียหายอย่างหนักมูลค่าเกือบพันล้านบาท โดยส่วนใหญ่เกิดกับเครื่องมือแพทย์มูลค่าสูงที่ตั้งอยู่บริเวณชั้นล่างของอาคาร ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างทีมผู้เชี่ยวชาญสำรวจประเมินโดยละเอียด เพื่อเสนอขอรับการสนับสนุนงบกลางจากรัฐบาลต่อไป

TOA ตระหนักถึงความสำคัญดังกล่าว จึงพร้อมป็นส่วนหนึ่งในการเร่งฟื้นฟูอย่างเร่งด่วน บริจาคเงิน 10 ล้านบาท เพื่อใช้ในการฟื้นฟูซ่อมแซมโรงพยาบาลหาดใหญ่ และจัดซื้อครุภัณฑ์เครื่องมือทางการแพทย์ที่เสียหายจากอุทกภัย เพื่อให้โรงพยาบาลกลับมาเปิดบริการประชาชน และช่วยเหลือผู้ป่วยได้เต็มศักยภาพโดยเร็วที่สุดภายใน 2 เดือน ตามแผนของกระทรวงสาธารณสุข พร้อมมอบสิ่งของจำเป็นแก่โรงพยาบาลรวมมูลค่าอีก 1,350,000 บาท อาทิ น้ำยาทำความสะอาดและกำจัดเชื้อโรคทีโพล์ สเปรย์กำจัดแมลงเชนไดร้ท์ และน้ำดื่มฮอกไกโด เพื่อสนับสนุนการปฏิงานของบุคลากรทางการแพทย์ ให้กลับมาเป็นเสาหลักด้านสุขภาพของพี่น้องชาวใต้ได้อีกครั้ง

ด้าน นพ. วิโรจน์ โยมเมือง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลหาดใหญ่ กล่าวขอบคุณด้วยความซาบซึ้งใจว่า “ขอขอบคุณ TOA ที่ตระหนักถึงความสำคัญของการสาธารณสุขในพื้นที่อย่างแท้จริง การบริจาคเงินจำนวนมากของ TOA ในครั้งนี้ ถือเป็นบริษัทเอกชนรายแรกที่เข้ามาช่วยเหลือโรงพยาบาลหาดใหญ่โดยตรง ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการซ่อมแซมความเสียหายของอาคาร และจัดซื้อครุภัณฑ์เครื่องมือแพทย์ที่จำเป็น เพื่อช่วยให้โรงพยาบาลกลับมาให้บริการประชาชนโดยเร็วที่สุด”

นอกจากนี้ TOA ยังได้ระดมกำลังทีม “ทีโอเอ อาสา – วิศวกร” ผู้เชี่ยวชาญด้านเคมีภัณฑ์ก่อสร้าง ที่จะปูพรมลงพื้นที่เพื่อร่วมสำรวจ ประเมินความเสียหาย พร้อมให้คำแนะนำการซ่อมแซมของอาคารในเบื้องต้น โดยนำร่องที่โรงพยาบาล โรงเรียน และชุมชนสำคัญในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ เพื่อหาแนวทางการช่วยเหลือเยียวยา และเร่งฟื้นฟูในลำดับต่อไป

TOA ยืนยันว่าความช่วยเหลือทั้งหมดนี้ จะถูกส่งมอบไปยังพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้พี่น้องประชาชนชาวใต้ สามารถฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่ให้กลับคืนสู่สภาวะปกติได้อย่างรวดเร็วที่สุด