กอล์ฟแนวหน้าครั้งที่ 15 แชมป์เก่า Paskani ครองถ้วยเกียรติยศ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ อีกสมัย

กอล์ฟแนวหน้าครั้งที่ 15 แชมป์เก่า Paskani ครองถ้วยเกียรติยศ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ อีกสมัย

กอล์ฟแนวหน้าครั้งที่ 15 แชมป์เก่า Paskani ครองถ้วยเกียรติยศ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ อีกสมัย

วันอังคาร ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.45 น.

จบลงไปอย่างชื่นมื่น สำหรับ การแข่งขันกอล์ฟการกุศล “กอล์ฟแนวหน้า ครั้งที่ 15” ชิงถ้วยเกียรติยศ ฯพณฯ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ รัฐบุรุษ และรางวัลชนะเลิศประเภทบุคคล Fight A-C รับถ้วยเกียรติยศ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประกาศ  รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งมีทีมเข้าแข่งขัน 26 ทีม ทั้งจากภาครัฐและเอกชน โดยมี ผรณเดช พูนศิริวงศ์ รองประธาน บริษัท หนังสือพิมพ์แนวหน้า จำกัด เป็นประธานจัดการแข่งขัน และมอบรางวัลแก่ผู้ชนะประเภทต่างๆ ณ สนามกรุงเทพกรีฑา เมื่อวันจันทร์ที่ 24 พฤศจิกายน 2568

รางวัลชนะเลิศประเภททีม ได้รับถ้วยเกียรติยศ ฯพณฯ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ รัฐบุรุษ ได้แก่ ทีม Paskani (Mojo)

การแข่งขัน กอล์ฟแนวหน้า ครั้งที่ 15 ใช้ระบบการแข่งขัน 36 System ผลปรากฏว่าทีมที่โชว์วงสวิงจนสามารถคว้ารางวัลชนะเลิศประเภททีม ได้รับถ้วยเกียรติยศ ฯพณฯ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ รัฐบุรุษ ได้แก่ ทีม Paskani (Mojo), รางวัลชนะเลิศประเภทบุคคล Flight A รับถ้วยเกียรติยศ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประกาศ  รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้แก่ เอกพันธ์ พรหมประพันธ์ จากทีม Paskani (Mojo), รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ประเภทบุคคล Flight A ได้แก่ ประพันธ์ สินธุพันธ์เดชา จากทีม Paskani (Mojo) และ รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ประเภทบุคคล Flight A ได้แก่ วีรวิทย์  วัฒนาสวัสดิ์ ทีม ปตท.

รางวัลชนะเลิศประเภทบุคคล Flight A รับถ้วยเกียรติยศ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประกาศ  รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ได้แก่ เอกพันธ์ พรหมประพันธ์ จากทีม Paskani (Mojo)

รางวัลชนะเลิศ ประเภทบุคคล Flight B รับถ้วยเกียรติยศ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประกาศ  รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้แก่ ธราพงศ์ รัตนะวิศ ทีม ปตท., รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ประเภทบุคคล Flight B ได้แก่ สัณหวัจน์ เดชาจุตินันท์ ทีมโปรกร โปรคิด, รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ประเภทบุคคล Flight B ได้แก่ โชคชัย  คุณาวัฒน์ ทีม ธนาคารออมสิน, รางวัลชนะเลิศ ประเภทบุคคล Flight C รับถ้วยเกียรติยศ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประกาศ  รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้แก่ ฉัตรชัย โดมินทร์ ทีม บมจ.ไซโน โลจิสติกส์ คอร์ปอเรชั่น, รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ประเภทบุคคล Flight C ได้แก่ อภิวิชญ์  เฉลยปราชญ์ ทีม อิสเทิร์นโพลีเมอร์กรุ๊ป  และ รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ประเภทบุคคล Flight C ได้แก่ ไชยพร เบ็ญมินทร์ ทีม ธนาคารออมสิน

รางวัลชนะเลิศ ประเภทบุคคล Flight B ได้แก่ ธราพงศ์ รัตนะวิศ ทีม ปตท.

ในช่วงค่ำเป็นงานเลี้ยงพร้อมพิธีมอบรางวัล รวมถึงการจับสลากรับรางวัลพิเศษมากมาย อาทิ บัตรกำนัลที่พักสุดหรู กระเป๋ากอล์ฟ และรางวัลใหญ่ Tablet และของที่ระลึกจากผลิตภัณฑ์ลองนา โดยวิสาหกิจแนวหน้าเพื่อสังคม  ให้ผู้เข้าแข่งขันทุกคนมีของรางวัลติดมือกลับบ้าน

ชาวแนวหน้าขอขอบคุณพันธมิตรทุกท่านที่สนับสนุนและเข้าร่วมการแข่งขันครั้งนี้แล้วพบกันใหม่ในการแข่งขันกอล์ฟการกุศล “กอล์ฟแนวหน้า ครั้งที่ 15” แล้วพบกันใหม่ในกอล์ฟแนวหน้า ครั้งที่ 26 ประจำปี 2569

รางวัลชนะเลิศ ประเภทบุคคล Flight C ได้แก่ ฉัตรชัย โดมินทร์ ทีม บมจ.ไซโน โลจิสติกส์ คอร์ปอเรชั่น

ผรณเดช พูนศิริวงศ์ ประธานจัดการแข่งขันกล่าวเปิดงานพร้อมขอบคุณพันธมิตรที่ร่วมการแข่งขันและสนับสนุน กอล์ฟแนวหน้ามาตลอด 15 ปี

Donation HUB สภากาชาดไทย ปี’69 พัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล เชื่อมทุกช่องทางการบริจาคส่งต่อทุกความช่วยเหลือ

Donation HUB สภากาชาดไทย ปี’69 พัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล เชื่อมทุกช่องทางการบริจาคส่งต่อทุกความช่วยเหลือ

Donation HUB สภากาชาดไทย ปี’69 พัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล เชื่อมทุกช่องทางการบริจาคส่งต่อทุกความช่วยเหลือ

วันอังคาร ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 12.00 น.

Donation HUB สภากาชาดไทย ในฐานะศูนย์รวมการบริจาคและจัดกิจกรรมหารายได้เพื่อสนับสนุนทุกภารกิจการช่วยเหลือของสภากา ชาดไทย เผยถึงความตั้งใจในการพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อรองรับพฤติกรรมของผู้บริจาคในยุคดิจิทัล และเพิ่มประสิทธิภาพในการระดมทุน ควบคู่กับการจัดกิจกรรมการกุศลเพื่อหารายได้ อาทิ งานกาชาดประจำปี งานออกร้านคณะภริยาทูต งานกาชาดคอนเสิร์ต งานวิ่งการกุศล รวมไปถึงกิจกรรมระดมทุนรูปแบบใหม่ ๆ เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนภารกิจด้านมนุษยธรรมของสภากาชาดไทย ปี 2569 ตั้งเป้าระ ดมทุน 1,020 ล้านบาท ขับเคลื่อนทุกภารกิจการช่วยเหลือเต็มกำลัง

ขรรค์ ประจวบเหมาะ ผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทย กล่าวว่า “โลกปัจจุบันเกิดความเปลี่ยนแปลงมากมาย ทั้งภัยธรรม ชาติที่รุนแรงขึ้น วิกฤตสาธารณสุข ปัญหาสังคม สิ่งแวดล้อม และความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนที่มีความซับซ้อน ทำให้ความต้องการการช่วยเหลือจากองค์กรกุศลเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในปี 2569 นี้ Donation HUB สภากาชาดไทย มีเป้าหมายในการระดมทุน จำนวน 1,020 ล้านบาท เพื่อเสริมการใช้งบประมาณให้เพียงพอต่อการขับเคลื่อนภารกิจการช่วยเหลือของสภากาชาดไทย โดยเป้าหมายในการระดมทุนที่สูง สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการการช่วยเหลือในด้านต่าง ๆ ของพี่น้องประชาชนที่มีสูงขึ้น ดังนั้น ในปีหน้านี้ เรามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องปรับตัวให้ทันกับความต้องการดังกล่าว โดยยังยึดวิสัยทัศน์ Smart Fundraising ในการทำงาน มุ่งเน้นที่ความรวดเร็ว โปร่งใส และมีประสิทธิ ภาพสูงสุด ไม่ว่าจะเป็น การจัดกิจกรรมหารายได้รูปแบบต่าง ๆ การพัฒนาระบบหรือเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการหารายได้ และเพื่อให้เข้าถึงผู้บริจาคได้มากขึ้น รวมถึงการเชื่อมโยงความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการเงิน ตลอดจนเครือข่ายภาคประชาชนผู้มีจิตศรัทธา เพื่อรวมพลังความช่วยเหลือ ส่งต่อไปยังพี่น้องประชาชนที่ต้องการอย่างแท้จริง”

จากข้อมูลในปี 2568 พบว่า ยอดเงินบริจาคจากช่องทางออนไลน์เติบโตขึ้นร้อยละ 7.16 จากปีก่อนหน้า และจำนวนผู้บริจาคเพิ่มขึ้นร้อยละ 38.25 เมื่อเทียบกับปี 2567 แสดงถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่องทั้งในด้านมูลค่าและฐานของผู้สนับสนุนผ่านช่องทางการบริจาคออนไลน์ของ Donation HUB สภากาชาดไทย

จันทร์ประภา วิชิตชลชัย รองผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทย กล่าวถึง การพัฒนาก้าวสำคัญของ Donation HUB สภา กาชาดไทย เพื่อตอบรับทั้งพฤติกรรมของผู้บริจาค และตอบสนองต่อความต้องการความช่วยเหลือที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องว่า “การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคนไทยมีการใช้บริการระบบดิจิทัลที่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้การบริจาคผ่านช่องทางออนไลน์กลายเป็นช่องทางยอดนิยม และมีแนวโน้มเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริจาครุ่นใหม่ที่ต้องการความสะดวก รวดเร็ว และโปร่งใส ในการให้ความช่วยเหลือ Donation HUB สภากาชาดไทย จึงพัฒนาแพลตฟอร์มการบริจาคออนไลน์ http://www.donationhub.or.th โดยผู้บริจาคสามารถเข้าถึงโครงการบริจาคต่าง ๆ ของสภากาชาดไทย พร้อมทั้งดูรายละเอียดโครงการ และความคืบหน้าของการดำเนินงาน สามารถติดตามและวางแผนการสนับ สนุนโครงการที่ตนสนใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ แอปพลิเคชัน DONATIONHUB ส่งต่อทุกการให้ครบจบในแอปเดียว เพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้บริจาคสามารถเลือกโครงการที่ต้อง การบริจาค ขอรับใบเสร็จรับเงินบริจาคในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ และตรวจสอบสิทธิประโยชน์ของการเป็นผู้มีอุปการคุณสภากาชาดไทย รวมถึงติดตามข่าวสารต่าง ๆ จากสภากาชาดไทย ปัจจุบันทั้ง 2 ช่องทางได้เปิดให้บริการมากว่า 2 ปีแล้ว นอกจากนี้ ปี 2568 เรายังได้พัฒนา http://www.iredcross.org เป็นแพลตฟอร์มการจัดหารายได้การกุศลทางดิจิทัลของสภากาชาดไทย เพื่อเสริมทัพการระดมทุนออนไลน์ในรูปแบบของแพลตฟอร์ม Donatainment ดูแลทุกการแบ่งปัน เชื่อมต่อผู้บริจาคกับกิจกรรมพิเศษต่าง ๆ ของสภากาชาดไทย อาทิ งานกาชาดออน ไลน์ การจำหน่ายของที่ระลึก การระดมทุนร่วมกับศิลปินดารา โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมบริจาคผ่านการเลือกซื้อสินค้าหรือเข้าร่วมกิจ กรรมการกุศลออนไลน์ รวมถึงการจัดกิจกรรม CSR รูปแบบใหม่ ๆ สำหรับภาคองค์กร โดยแต่ละแพลตฟอร์มมีความโดดเด่นที่แตกต่าง แต่เสริมกันอย่างลงตัว ทั้งหมดนี้ เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งในการระดมทุนอย่างรวดเร็ว และตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างทันท่วงที”

เบื้องหลังของทุกยอดการบริจาคจากองค์กร หน่วยงาน และผู้มีจิตศรัทธาในปี 2568 คือชีวิตของผู้คนจำนวนมากที่ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที ทั้งการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ การบริการโลหิต การส่งเสริมคุณภาพชีวิต ตลอดจนการบรรเทาทุกข์ในสถานการณ์ภัยพิบัติและเหตุฉุกเฉินต่าง ๆ ในปีที่ผ่านมา Donation HUB สภากาชาดไทย ได้นำเงินบริจาคที่ได้รับส่งต่อไปยังพื้นที่ที่ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน อาทิ สถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา จากการปฏิบัติหน้าที่ การจัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวในช่วงวิกฤติ ตลอดจนการมอบเงินบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยจากพายุ “วิภา – คาจิกิ – บัวลอย” ใน 28 จังหวัดทั่วประเทศ พร้อมทั้งร่วมมือกับเหล่ากาชาดจังหวัด ในการส่งมอบความช่วยเหลือ และส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชนในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ควบคู่กับการสนับสนุนภารกิจด้านการบริการทางการแพทย์และสุขภาพอนามัย เป็นต้น

ทุกการบริจาคไม่ว่าจะน้อยหรือมาก ล้วนมีความหมายและสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้ที่ได้รับผลกระทบและผู้ประสบภัยพิบัติต่างๆ ได้อย่างเป็นรูปธรรม ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของพลังแห่งการให้ ผ่าน Donation HUB สภากาชาดไทย ด้วยการร่วมบริจาคออน ไลน์ที่เว็บไซต์ http://www.donationhub.or.th และ http://www.iredcross.org หรือดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน “Donation HUB” ได้ทั้งบนระบบ iOS และ Android

ขรรค์ ประจวบเหมาะ ผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทย

ขรรค์ ประจวบเหมาะ ผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทย

จันทร์ประภา วิชิตชลชัย รองผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทย

จันทร์ประภา วิชิตชลชัย รองผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทย

‘น้ำดื่มไม่สะอาด’ ภัยเงียบใกล้ตัว เสี่ยงท้องร่วง-อาเจียน ระยะยาวอาจสะสมเป็นมะเร็ง

‘น้ำดื่มไม่สะอาด’ ภัยเงียบใกล้ตัว เสี่ยงท้องร่วง-อาเจียน ระยะยาวอาจสะสมเป็นมะเร็ง

‘น้ำดื่มไม่สะอาด’ ภัยเงียบใกล้ตัว เสี่ยงท้องร่วง-อาเจียน ระยะยาวอาจสะสมเป็นมะเร็ง

วันอังคาร ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 07.15 น.

รู้หรือไม่ว่าน้ำใส ๆ ที่เราดื่มกันอยู่ทุกวัน แม้จะดูสะอาดมากพอ แต่อาจไม่ปลอดภัยอย่างที่คิด เพราะอาจมีเชื้อโรคหรือสารปนเปื้อนที่มองไม่เห็นแฝงอยู่ โดยข้อมูลจากกรมอนามัย ปี 2565 ระบุว่า น้ำบริโภคที่สุ่มตรวจทั่วประเทศกว่า 50% พบโคลิฟอร์มแบคทีเรีย และอีกกว่า 30% พบเชื้อ E. coli ซึ่งล้วนเป็นสิ่งปนเปื้อนที่กระทบต่อสุขภาพ สะท้อนถึงปัญหาคุณภาพน้ำที่ยังน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะในแหล่งน้ำที่คนส่วนใหญ่ใช้จริง ไม่ว่าจะเป็นน้ำบ่อ น้ำฝน หรือน้ำประปาบางพื้นที่ ที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อหรือกรองอย่างเหมาะสมก่อนนำมาดื่ม ส่งผลให้เกิดอาการต่างๆ ตามมา ทั้งท้องร่วง อาเจียน หรืออาจสะสมในร่างกายจนกลายเป็นโรคร้ายในระ ยะยาว เพื่อให้เข้าใจถึงความอันตรายของการดื่มน้ำไม่สะอาด

พญ.สาวินี จิริยะสิน แพทย์ผู้ชำนาญการโรคระบบทางเดินอาหาร ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลวิมุต พาไปสำรวจทุกแง่มุมที่ทำให้เราดื่มน้ำได้อย่างปลอดภัยมากกว่าเดิม

น้ำดื่มที่ไม่สะอาดเป็นแบบไหน

น้ำดื่มไม่สะอาด คือ น้ำดื่มที่มีการปนเปื้อนของเชื้อโรคหรือสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ซึ่งอาจพบได้จากทุกแหล่งน้ำที่นิยมนำมาบริโภค ไม่ว่าจะเป็นน้ำบรรจุขวด น้ำบ่อ น้ำฝน น้ำประปา ไปจนถึงน้ำที่กรองด้วยอุปกรณ์ไม่ได้มาตรฐาน หรือเก็บไว้ในภาชนะที่ไม่สะอาด ทำให้น้ำเหล่านี้อาจมีเชื้อไวรัส แบคทีเรีย และปรสิต ที่แฝงตัวอยู่ในน้ำและมองไม่เห็นด้วยตา นอกจากนี้ยังอาจปนเปื้อนสารเคมีจำพวกโลหะหนัก ซึ่งส่วนมากมักปนเปื้อนมาจากสิ่งแวดล้อมหรือภาชนะที่ใช้เก็บน้ำ พญ.สาวินี จิริยะสิน อธิบายเพิ่มเติมว่า “หนึ่งในสิ่งที่ช่วยตรวจสอบคุณภาพของน้ำคือ โคลิฟอร์มแบคทีเรีย เป็นกลุ่มแบคทีเรียที่พบในลำไส้ของคนและสัตว์เลือดอุ่น ซึ่งมักใช้เป็นตัวชี้วัดว่าน้ำสะอาดหรือไม่ เพราะหากพบโคลิฟอร์มในน้ำ แสดงว่าแหล่งน้ำนั้นอาจปนเปื้อนของเสียจากอุจจาระ และอาจนำมาพร้อมกับเชื้อโรคชนิดอื่น ๆ ที่ทำให้เกิดอันตราย”

อันตรายดื่มน้ำไม่สะอาด นานไปอาจก่อมะเร็ง

การดื่มน้ำที่ไม่สะอาดส่งผลกระทบต่อสุขภาพ โดยในระยะสั้นมักเกิดจากการได้รับสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กในน้ำ เช่น ไวรัสตับอักเสบเอและอีแบคที เรียอหิวา แบคทีเรียไทฟอยด์ แบคทีเรียบิดไม่มีตัว และแบคทีเรียแกรมลบอื่น ๆ หรือโปรโตซัวจำพวกอะมีบา ซึ่งมักทำให้เกิดอาการท้องเสีย ท้องร่วง คลื่นไส้ อาเจียน ตัวและตาเหลือง และมีไข้ ส่วนในระยะยาวมักเกิดจากการได้รับสารเคมีที่ตกค้างในน้ำ เช่น ตะกั่ว สารหนู และสารเค มีตลอดกาลในกลุ่ม PFAS ซึ่งสามารถสะสมในร่างกายได้เป็นเวลานาน ส่งผลต่อการทำงานของตับ ไต และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรัง เช่น ลำไส้อักเสบเรื้อรัง ไทรอยด์ทำงานผิดปกติ ไขมันในเลือดสูง มะเร็งไต มะเร็งเต้านม และมะเร็งอัณฑะ “กลุ่มเสี่ยงที่ต้องระวังให้ดีคือเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เนื่องจากร่างกายของกลุ่มเหล่านี้มักไม่สามารถต้านเชื้อโรคได้อย่างเต็มที่ เด็กอาจสูญเสียน้ำจากอาการท้องเสียได้เร็ว ผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัวอยู่แล้วอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ง่าย ส่วนผู้ป่วยโรคเรื้อรังอาจเกิดการติดเชื้อซ้ำซ้อนที่ฟื้นตัวยากกว่า” พญ.สาวินี  อธิบาย

วิธีเตรียมน้ำดื่มให้สะอาด เพราะแค่ “ใส” อาจไม่ปลอดภัย

การหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำที่ไม่สะอาด เริ่มต้นจากความเข้าใจ “น้ำใส” ไม่ได้หมายความว่า “ปลอดภัย” เสมอไป เพราะอาจยังมีเชื้อโรคหรือสารเคมีที่มองไม่เห็นปนเปื้อนอยู่ โดยหากเลือกใช้น้ำจากแหล่งทั่วไป เช่น น้ำประปา น้ำบ่อ หรือน้ำฝน ต้องเลือกน้ำที่ใส ไม่ขุ่น ไม่มีสีหรือกลิ่นผิดปกติ และเก็บในภาชนะที่สะอาด ปิดมิดชิด จากนั้นควรผ่านกระบวนการฆ่าเชื้ออย่างเหมาะสม เช่น ต้มน้ำให้เดือดอย่างน้อย 1 นาที เพื่อกำจัดไวรัส แบคทีเรีย และปรสิต หรือเลือกใช้เครื่องกรองน้ำที่มีประสิทธิภาพ เช่น ระบบ Reverse Osmosis (RO) หรือ ระบบแสงอัลตราไวโอเลต (UV) ซึ่งสามารถกรองเชื้อโรคและโลหะหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพ

พญ.สาวินี แนะนำเพิ่มเติมว่า สำหรับน้ำดื่มบรรจุขวดที่ผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อมาแล้วก็ต้องเลือกให้ดีเช่นกัน โดยเช็กดูวันผลิต วันหมดอายุ และเลือกผลิตภัณฑ์จากแหล่งที่น่าเชื่อถือ มีฉลากรับรองจาก อย. อย่างชัดเจน รวมถึงไม่ควรนำขวดพลาสติกกลับมาใช้ซ้ำหลายครั้ง เพราะอาจเสื่อมสภาพและปล่อยสารเคมีออกมาปนเปื้อนในน้ำได้

“การเลือกน้ำดื่มที่สะอาดดูเป็นเรื่องเล็ก แต่จริง ๆ แล้วคือรากฐานของสุขภาพที่ดีในทุกวัน เพราะเชื้อโรคหรือสารปนเปื้อนเล็กน้อยในน้ำก็อาจสะสมจนกลายเป็นปัญหาสุขภาพในระยะยาวได้ ดังนั้นเราควรใส่ใจตั้งแต่การเลือกแหล่งน้ำที่มั่นใจว่าสะอาด และนำมาผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อให้ดีก่อนจะดื่มทุกครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าน้ำทุกแก้วที่เราดื่มนั้นปลอดภัยจริง ๆ” พญ.สาวินี จิริยะสิน กล่าวทิ้งท้าย

หากมีข้อสังสัยสามารถของรับคำปรึกษาแพทย์โรงพยาบาลวิมุต และนัดหมายแพทย์ ได้ที่ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ ชั้น 5 โรงพยาบาลวิมุต เวลาทำการ 08:00 – 20:00 น. โทร. 02-079-0054 หรือดาวน์โหลด ViMUT Application เพื่อนัดหมายแพทย์ หรือใช้บริการปรึกษาหมอออนไลน์

พญ.สาวินี จิริยะสิน

พญ.สาวินี จิริยะสิน

ยืนหนึ่งงานเคานต์ดาวน์ที่ดีที่สุดของโลก ไอคอนสยาม จับมือ ททท. ประกาศจัดงาน ‘Amazing Thailand Countdown 2026’

ยืนหนึ่งงานเคานต์ดาวน์ที่ดีที่สุดของโลก ไอคอนสยาม จับมือ ททท.  ประกาศจัดงาน ‘Amazing Thailand Countdown 2026’

ยืนหนึ่งงานเคานต์ดาวน์ที่ดีที่สุดของโลก ไอคอนสยาม จับมือ ททท. ประกาศจัดงาน ‘Amazing Thailand Countdown 2026’

วันอังคาร ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ตอกย้ำศักยภาพให้ประเทศไทยยืนหนึ่งเป็น Global Countdown Destination ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก  ไอคอนสยาม ผนึกกำลัง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และพันธมิตร ประกาศจัดงาน “Amazing Thailand Countdown 2026 ผนึกกำลังสุดยิ่งใหญ่ ฉลองไทยสะกดโลก” ยกระดับงานเคานต์ดาวน์ประเทศไทยเป็น Global Festival Landmark  สุดยิ่งใหญ่การแสดงโดรน เพื่อน้อมถวายความอาลัยและรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จาก Crostars (โครสตาร์ส) ผู้นำด้านโชว์โดรนระดับโลกจากจีน และการแสดงพลุรักษ์โลก ความยาว 1,400 เมตร ยาวที่สุดริมแม่น้ำเจ้าพระยา โดยผู้กำกับพลุมือรางวัลระดับโลกจากญี่ปุ่น ขนทัพศิลปินไอคอนิกระดับโลก นำโดย Mark Tuan (มาร์ค ต้วน) ปะทะสุดยอดไอคอนิกไทย รวมกว่า 200 ศิลปินดัง สร้างปรากฏการณ์บันเทิงสุดอลังการริมแม่น้ำเจ้าพระยา ส่งมอบประสบการณ์เหนือความคาดหมายให้กับผู้ชมทุกคน  ชวนคนไทยร่วมฉลองรางวัลโครงการทรงอิทธิพลระดับโลกจาก MAPIC AWARDS 2025 พร้อมฉลองครบรอบ 7 ปี แจก SIAM E-GIFT CARD มูลค่า 700 บาท จำนวน 10,000 สิทธิ์ และเสื้อยืด Limited-Edition 3,000 รางวัล มูลค่ารวมกว่า 7 ล้านบาท ระหว่างวันที่ 27 – 31 ธันวาคม 2568

สุพจน์ ชัยวัฒน์ศิริกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด กล่าวว่า งาน “Amazing Thailand Countdown 2026 มหาปรากฏการณ์เคานต์ดาวน์ ผนึกกำลังสุดยิ่งใหญ่ ฉลองไทยสะกดโลก” เพื่อส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ตอกย้ำภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะหนึ่งในงานเคานต์ดาวน์ที่ดีที่สุดของโลก และเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงไฮซีซัน เป็นมหาปรากฏการณ์เคานต์ดาวน์เพียงหนึ่งเดียวในโลกที่เกิดขึ้นจากพลังความร่วมมือสุดยิ่งใหญ่จากพันธมิตรผู้ร่วมสนับสนุน อาทิ เครือเจริญโภคภัณฑ์, บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน), บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด, บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน), บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), ธนาคารกสิกรไทย, บริษัท โอนเดส์ (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท แกร็บแท็กซี่ (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท โกลเด้น ทอร์เก้น จำกัด, บริษัท ปุริ จำกัด, โรงพยาบาลสมิติเวช, บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด, บริษัท ดับบลิวพี เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน), บริษัท ที.แมน ฟาร์มาซูติตอล จำกัด (มหาชน), บริษัท เอ็น.เอ.พี.เซอร์วิส แอนด์ เทรดดิ้ง จำกัด และสายการบิน สตาร์ลักซ์ แอร์ไลน์ โดยนำความเป็นที่สุดของโลกมาบรรจบกับความเป็นที่สุดของไทย เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และมอบประสบการณ์เหนือความคาดหมาย ให้ทุกคนได้สัมผัสกับเฟสติวัลระดับโลก

ทั้งนี้ ความสำเร็จตลอดหลายปีที่ผ่านมาคือบทพิสูจน์ว่างาน Amazing Thailand Countdown ไม่ใช่เพียงงานเทศกาลส่งท้ายปี แต่เป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญในการผลักดันประเทศไทยให้ก้าวสู่ Global Destination อย่างเต็มตัว สอดรับกับยุทธศาสตร์ชาติในด้านการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ (Experiential Tourism) ที่มุ่งหวังให้นักท่องเที่ยวได้ดื่มด่ำกับประสบการณ์ทางวัฒนธรรม วิถีไทย และความงดงามของกรุงเทพฯ ผ่านโค้งน้ำเจ้าพระยาของไอคอนสยาม โดยครั้งนี้  ดร.พัฒพงศ์  พงษ์สกุล ผู้ตรวจราชการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า   Amazing Thailand Countdown 2026 ได้ต่อยอดความสำเร็จจากปีก่อนๆ ด้วยการผนึกพลังแห่งความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และประชาชน เพื่อสื่อสารภาพลักษณ์ประเทศไทยให้ประจักษ์ต่อสายตาโลก ว่าเราไม่เพียงมีวัฒนธรรมดั้งเดิมที่งดงาม แต่ยังมีความร่วมสมัย มีพลังดึงดูดในหลากหลายมิติให้คนทั่วโลกปักหมุดมาเยือน ซึ่งเป็นการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจและยกระดับประเทศไทยให้เปล่งประกายบนเวทีการท่องเที่ยวโลก

 งาน Amazing Thailand Countdown ถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมหลักภายใต้แคมเปญ “Thailand: The Great Celebration Destination”  ที่ช่วยกระตุ้นกระแสการเดินทางในช่วงปลายปี และขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงไฮซีซันได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดย ณัฐ ครุฑสูตร รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เผยว่า จากความสำเร็จจากครั้งล่าสุดที่ผ่านมา Amazing Thailand Countdown 2025  สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนกว่า 55 ล้านบาท กลายเป็นปรากฏการณ์ระดับโลกที่พิสูจน์ให้ทั่วโลกได้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในฐานะจุดหมายเคานต์ดาวน์ระดับโลก และในปีนี้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เชื่อมั่นว่างาน Amazing Thailand Countdown 2026 จะยังคงเป็นแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ที่จะช่วยปลุกการท่องเที่ยวปลายปีให้คึกคัก และส่งผลเชิงเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม โดยคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติภาพรวมทั้งประเทศช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 ในช่วงวันที่ 28 -31  ธันวาคม 2568 ไม่น้อยกว่า 500,000 คน โดยอ้างอิงจากปีที่ผ่านมา

มหาปรากฏการณ์เคานต์ดาวน์ ผนึกกำลังสุดยิ่งใหญ่ ฉลองไทยสะกดโลก

ภายในงานพบกับประสบการณ์เหนือความคาดหมาย ทั้ง 4D Sky “In Eternity Reverence” to Honor Her Majesty The Queen Mother เพื่อน้อมถวายความอาลัย และรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ครั้งแรกของโลกกับการรวมพลังครั้งสำคัญ สร้างสรรค์โชว์สุดยิ่งใหญ่ 4 มิติเหนือท้องฟ้า ด้วยการแสดงพลุรักษ์โลก ผสานโดรน และไพโรเทคนิคสุดอลังการ เหนือแม่น้ำเจ้าพระยา จาก Crostars (โครสตาร์ส) ผู้นำด้านโชว์โดรนระดับโลกจากจีน, และ Okuchi Yoshimasa (โอคุจิ โยชิมาสะ) ผู้กำกับการแสดงพลุรักษ์โลกมือรางวัลระดับโลกจากญี่ปุ่น เต็มอิ่มกว่า 20 นาที ในค่ำคืนส่งท้ายปี วันที่ 31 ธันวาคม 2568

The Unrivaled Global Performance: Where The Best of Thailand Meets The Best of The World ค่ำคืนแห่งความยิ่งใหญ่ เมื่อสิ่งที่ดีที่สุดของไทยและโลกมาบรรจบกัน กับเซอร์ไพรส์สุดพิเศษจากศิลปินระดับโลกมาสร้างสรรค์โชว์ร่วมกับศิลปินไอคอนิกของไทย เพื่อถ่ายทอดโมเมนต์แห่งตำนานและมอบประสบการณ์ความบันเทิงเหนือความคาดหมาย ที่ผู้ชมทั่วโลกจะไม่มีวันลืม ในค่ำคืนส่งท้ายปี วันที่ 31 ธันวาคม 2568

The Unrivaled Global Celebration – Endless Riverfront Entertainment Arena ที่สุดของมหาปรากฏการณ์ความบันเทิงระดับโลกที่ใหญ่ที่สุดริมแม่น้ำเจ้าพระยา กับความสนุกแบบไร้ขีดจำกัด ที่เกิดขึ้นที่ไอคอนสยามเท่านั้น กับ The Largest Riverfront Dance Arena เนรมิตริเวอร์ พาร์ค เป็นฟลอร์เต้นรำที่ใหญ่ที่สุด พร้อมบรรยากาศสุดมันส์จากดีเจชื่อดัง ให้ทุกคนปลดปล่อยจังหวะแห่งความสุขได้เต็มที่ และศิลปินแถวหน้าของไทยกว่า 200 ชีวิต

เตรียมพบกับมหาปรากฏการณ์เฉลิมฉลองส่งท้ายปีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของไทย Amazing Thailand Countdown 2026 ระหว่างวันที่ 27-31 ธันวาคม 2568 นี้ ณ ริเวอร์ พาร์ค ไอคอนสยาม หรือเลือกรับชมผ่านการถ่ายทอดสด (Live) ผ่านช่องทางต่าง ๆ ได้แก่ สถานีโทรทัศน์ไทยรัฐ ทีวี ช่อง 32HD, ช่อง one31 และช่อง GMM25 หรือช่องทางออนไลน์ผ่านเฟสบุ๊ก ไทยรัฐออนไลน์, ช่อง one31, The Standard, ข่าวสด, มติชน และ Feed โดยจะถ่ายทอดสดให้รับชมพร้อมกันตั้งแต่เวลา 23.00 น.เป็นต้นไป และช่องทางออนไลน์ของไอคอนสยาม Facebook และ YouTube ตั้งแต่เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป สอบถามเพิ่มเติม โทร. 1338   

สทบ. เดินหน้าเปิดโครงการ ‘สร้างอาชีพและต่อยอดภูมิปัญญาวัฒนธรรมอาหารพื้นถิ่น’

สทบ. เดินหน้าเปิดโครงการ ‘สร้างอาชีพและต่อยอดภูมิปัญญาวัฒนธรรมอาหารพื้นถิ่น’

สทบ. เดินหน้าเปิดโครงการ ‘สร้างอาชีพและต่อยอดภูมิปัญญาวัฒนธรรมอาหารพื้นถิ่น’

วันอังคาร ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.) จัดแถลงข่าวเปิดปฏิบัติการ “โครงการสร้างอาชีพและต่อยอดภูมิปัญญาวัฒนธรรมอาหารพื้นถิ่น กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง 13 สาขา” โดยมี นายโสวัฒน์ อยู่คงดี ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ ให้เกียรติร่วมแถลงรายละเอียด

นายโสวัฒน์ อยู่คงดี กล่าวว่า โครงการที่มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก สร้างความเข้มแข็งและยั่งยืนให้กับชุมชนท้องถิ่น มุ่งส่งเสริมพัฒนาศักยภาพกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ให้สามารถพึ่งพาตนเอง สร้างอาชีพ สร้างรายได้ และลดความเหลื่อมล้ำของประเทศ ในการส่งเสริมและพัฒนากองทุนหมู่บ้านในพื้นที่ มีกลไกในการบริหารจัดการที่มีมาตรฐาน สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญในการสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ตามวิถีและภูมิปัญญาตนเองของชุมชน เพื่อลดความไม่เสมอภาคในการกระจายรายได้ และการพัฒนาเมืองให้มีความน่าอยู่ยั่งยืน พร้อมรับมือและปรับตัวท่ามกลางสภาพสิ่งแวดล้อม สังคม วัฒนธรรม ที่เทคโนโลยีสารสนเทศเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ดังนั้น กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับความรู้และการเสริมทักษะที่สำคัญ ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ประเภทอาหารทางวัฒนธรรม (Local Food) มีองค์ความรู้และทักษะด้านการบริหารจัดการการท่องเที่ยวโดยชุมชน และมีความพร้อมในการรองรับนักท่องเที่ยวในรูปแบบวิถีใหม่ สร้างอาชีพ สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวโดยชุมชน ตลอดจนเพิ่มขีดความสามารถของคนในหมู่บ้านและชุมชน

สทบ. ได้นำทุนทางวัฒนธรรมของชุมชน โดยเฉพาะอาหารพื้นถิ่นและวัตถุดิบเฉพาะถิ่น  มาต่อยอดให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่า สามารถสร้างรายได้ และช่วยเพิ่มโอกาสทางอาชีพแก่ประชาชนในพื้นที่ โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญ ได้แก่ 1) พัฒนาความรู้และทักษะด้านการบริหารจัดการ 2) ส่งเสริมการสืบสาน รักษา และต่อยอดเมนูอาหารพื้นถิ่น 3) เปิดโอกาสให้ชุมชนพัฒนานวัตกรรมเมนูอาหารให้ทันสมัย 4) สร้างเครือข่ายอาชีพใหม่และผู้ประกอบการชุมชน 5) เพิ่มมูลค่าผลผลิตทางเกษตรและวัตถุดิบเฉพาะพื้นที่ให้โดดเด่นและมีอัตลักษณ์ โครงการนี้จะช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารทางวัฒนธรรมให้มีมาตรฐาน เสริมทักษะการบริหารจัดการ เพื่อสร้างสรรค์ภูมิปัญญาอาหารพื้นถิ่นไทยให้เติบโตสู่ระดับประเทศ

ทั้งนี้ โครงการจะเปิดรับสมัครกองทุนทั่วประเทศ ตั้งแต่บัดนี้ จนถึงเดือนมกราคม 2569 และคัดเลือกเมนูต้นแบบจำนวน 26 เมนู เข้าสู่การอบรมเสริมศักยภาพด้านศิลปะการทำอาหารเป็นเวลา 3 วัน 2 คืน เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การคัดเลือกระดับประเทศ พร้อมกันนี้ ยังมีการประกาศรางวัลเมนูอาหารต้นแบบจำนวน 13 รางวัลในเดือนมีนาคม 2569 พร้อมโล่ประกาศเกียรติคุณ และอุปกรณ์สนับสนุนการสร้างอาชีพ

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ Facebook : Local Food Village Fund หรือสามารถสอบถามได้ที่เบอร์ 099 901 4617

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงร่วมบรรยายในงานเสวนาภูมิปัญญาแห่งครามไทย ‘Kraam International Symposium 2025’

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ  ทรงร่วมบรรยายในงานเสวนาภูมิปัญญาแห่งครามไทย  ‘Kraam International Symposium 2025’

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงร่วมบรรยายในงานเสวนาภูมิปัญญาแห่งครามไทย ‘Kraam International Symposium 2025’

วันอังคาร ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“Kraam International Symposium 2025” งานวิชาการระดับนานาชาติ เดินหน้าสร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญแก่วงการผ้าไทย ภายใต้แนวคิด “HANDS ACROSS CULTURE” เพื่อเชื่อมโยงภูมิปัญญาช่างทอท้องถิ่นสู่มุมมองสากล โดย ได้รับพระกรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงร่วมบรรยายพิเศษ ร่วมกับ Heart Evangelista นักแสดงและแฟชั่นอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังชาวฟิลิปปินส์ และ Hanan Besovic แฟชั่นคอมเมนเตเตอร์เจ้าของบัญชี @ideservecouture ที่มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเจาะลึก และแนะเคล็ดลับการใช้ “การเล่าเรื่อง” (Storytelling) เพื่อเชื่อมโยงวัฒนธรรมเข้ากับผู้คนทั่วโลก โดยเน้นย้ำถึงความจริงใจ (Authenticity) การสร้างตัวตนที่น่าเชื่อถือ และการใช้อารมณ์ขันเป็นสะพานเชื่อมความเข้าใจในอุตสาหกรรมแฟชั่น รวมถึงบทบาทของโซเชียลมีเดียในการกำหนดทิศทางความเข้าใจต่อมรดกทางวัฒนธรรมไทยในสายตาชาวโลก

ในตอนหนึ่ง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ได้ทรงเผยว่า “สำหรับข้าพเจ้า สมเด็จย่า คือซอฟต์พาวเวอร์” พร้อมทรงเล่าถึงแรงบันดาลพระทัยจากสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงเป็นแบบอย่างด้านสไตล์ที่พระองค์ดำเนินรอยตามเสมอ เมื่อเสด็จฯ ไปต่างประเทศ พระองค์จะทรงผสมผสานเสน่ห์ของผ้าไทยเข้ากับงานออกแบบร่วมสมัยของตะวันตก และทรงรู้สึกปลื้มพระทัยทุกครั้งเมื่อมีผู้ชื่นชมความงดงามของผืนแพรพรรณไทย ซึ่งสะท้อนคุณค่าและวัฒนธรรมของชาติสู่สายตาชาวโลก

ด้าน Heart Evangelista และ Hanan Besovic ได้เห็นพ้องว่า “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ คือราชินีที่แต่งกายงดงามที่สุดในโลก” หลังได้ชื่นชมพระฉายาลักษณ์และฉลองพระองค์อันวิจิตร ทั้งจากฝีมือดีไซเนอร์ไทยและผลงานร่วมสร้างสรรค์กับกูตูริเยร์ระดับตำนาน Pierre Balmain ซึ่งล้วนเป็นแรงบันดาลใจให้วงการแฟชั่นไทยพัฒนาผลงานระดับสากลอย่างต่อเนื่อง

“Kraam International Symposium 2025”  จัดขึ้นโดย กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ปิดฉากลงด้วยความสำเร็จอย่างงดาม  นอกจากงานเสวนาวิชาการแล้ว ยังสมารถสัมผัสเสน่ห์ผ้าไทยในนิทรรศการ Global Forum on Arts & Craftsmanship Hands Across Culture ที่จัดแสดงผลงานออกแบบชุดผ้าครามสุดตระการตาโดยแบรนด์ชั้นนำอย่าง SIRIVANNAVARI, ISSUE Thailand, JANESUDA และ WISHARAWISH อีกด้วย

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ สาธารณรัฐประชาชนจีน

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ สาธารณรัฐประชาชนจีน

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ สาธารณรัฐประชาชนจีน

วันอังคาร ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ตั้งแต่การสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน (People’s Republic of China – PRC) ในปี  พ.ศ. 2492 ประเทศจีนได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ภายใต้การนำของผู้นำที่มีวิสัยทัศน์และนโยบายที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การเดินทางอันยาวนานกว่า 7 ทศวรรษนี้ สามารถแบ่งออกเป็นสามยุคสำคัญที่กำหนดทิศทางของประเทศอย่างลึกซึ้ง คือ ยุคการปฏิวัติของเหมาเจ๋อตุง, ยุคปฏิรูปและเปิดประเทศของเติ้งเสี่ยวผิง และ ยุคฟื้นฟูความยิ่งใหญ่ของสีจิ้นผิง

ยุคที่1 ยุคเหมาเจ๋อตุง (พ.ศ. 2492-2519)..

หลังจากได้ชัยชนะในสงครามกลางเมืองกับพวกก๊กมินตั๋ง วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2492 เหมาเจ๋อตุง ได้ประกาศก่อตั้ง “สาธารณรัฐประชาชนจีน” (People’s Republic of China – PRC)ขณะที่รัฐบาลก๊กมินตั๋งของเจียงไคเช็คถอยไปยังไต้หวัน ในเวลานั้น จีนเป็นประเทศที่ถูกทำลายจากสงคราม ประชากรกว่า 540 ล้านคนกว่าร้อยละ 80 เป็นชาวนาที่ยากจน อัตราการรู้หนังสือต่ำกว่าร้อยละ 20 และรายได้ต่ำ

เหมาเจ๋อตุงกำหนดนโยบายพัฒนาประเทศให้เปลี่ยนจากจากสังคมศักดินา ให้เป็นสังคมชนชั้นกรรมมาชีพ ปราศจากการกดขี่ ภายใต้อุดมการณ์คอมมิวนิสต์อย่างเคร่งครัด     โดยให้รัฐเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตทั้งหมด   รวมศูนย์อำนาจ   และการปฏิรูปที่ดิน

การปฏิรูปที่ดิน (พ.ศ. 2493-2499) โดยยึดที่ดินจากเจ้าของที่ดินแจกจ่ายให้ชาวนา จากนั้นรวมเป็นสหกรณ์และคอมมูน

•             มหาวิถีก้าวกระโดดครั้งใหญ่ (Great Leap Forward) (พ.ศ. 2501-2504): ความพยายามเปลี่ยนจีนจากเกษตรกรรมสู่อุตสาหกรรมอย่างเร่งรัด เช่นการผลิตเหล็ก แบบเตาหลอมหลังบ้าน  แต่ทำให้ชาวนาละทิ้งไร่นา ส่งผลให้เกิดความอดอยากครั้งใหญ่ คร่าชีวิตผู้คนไปราว 15-45 ล้านคน

•             การปฏิวัติวัฒนธรรม (Cultural Revolution) (พ.ศ. 2509-2519):เป็นการเคลื่อนไหวทางการเมืองและสังคมขนาดใหญ่ที่มุ่งกำจัดอิทธิพลของทุนนิยมและประเพณีโบราณ     เยาวชนแดงหรือเรดการ์ด ได้ทำลายวัฒนธรรมเก่า  เพื่อกำจัดองค์ประกอบทุนนิยม  สร้างความวุ่นวายทางสังคมและการเมืองอย่างรุนแรง ระบบการศึกษาล่มสลายและเศรษฐกิจถดถอยอย่างหนัก

 ยุคที่ 2: ยุคเติ้งเสี่ยวผิง ถึง โจวเอนไหล: การปฏิรูปและเปิดประเทศ (พ.ศ. 2521-2546)

หลังอสัญกรรมของเหมาเจ๋อตุงในปี พ.ศ. 2519 เติ้งเสี่ยวผิง ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำและริเริ่มนโยบาย “ปฏิรูปและเปิดประเทศ (Reform and Opening Up)” ใน พ.ศ. 2521 เพื่อนำจีนออกจากความยากจนและล้าหลัง คำกล่าวโด่งดังของเขาคือ “ไม่ว่าแมวจะสีดำหรือสีขาว ถ้าจับหนูได้ก็พอ” ซึ่งสื่อถึงการไม่ยึดติดกับอุดมการณ์ หากสิ่งนั้นนำมาซึ่งความเจริญ    นโยบายการปฏิรูปของเติ้ง เสี่ยวผิง  ด้วยการยกเลิกระบบนารวม  อนุญาตให้มีการลงทุนจากต่างชาติ   จัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ (SEZs) เช่น เซินเจิ้น และการส่งเสริมการพัฒนาภาคเอกชน ทำให้จีน “ร่ำรวยขึ้น” และหลุดพ้นจากความยากจนอย่างรวดเร็ว กลายเป็นประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงที่สุดในโลกต่อเนื่องยาวนาน ทำให้เศรษฐกิจจีนเติบโตอย่างก้าวกระโดดอย่างไม่เคยมีมาก่อน ยกระดับคนนับร้อยล้านให้พ้นจากความยากจน และนำพาจีนเข้าสู่เวทีโลกในฐานะผู้เล่นที่ทรงอิทธิพล

นโยบาย 4 ทันสมัย: เน้นการพัฒนา 4 ด้านหลัก คือ เกษตรกรรม อุตสาหกรรม การป้องกันประเทศ และวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

•             เศรษฐกิจที่เน้นตลาด: โดยค่อย ๆ นำกลไกตลาดและระบบความรับผิดชอบส่วนบุคคลมาผสมกับสังคมนิยม   ยกเลิกระบบคอมมูน ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ความอดอยากจึงหมดไป ประชาชนหลายร้อยล้านคนหลุดพ้นจากความยากจน

•             เปิดรับการลงทุน: จัดตั้ง เขตเศรษฐกิจพิเศษ (Special Economic Zones – SEZs) เช่น เซินเจิ้น จูไห่ เซี่ยเหมิน ซานโถว ในพ.ศ. 2523  เพื่อดึงดูดเงินทุนและเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ทำให้จีนกลายเป็น “โรงงานของโลก”  และเซินเจิ้นเปลี่ยนจากหมู่บ้านชาวประมงเป็นมหานครเทคโนโลยีในเวลาอันสั้น

โจวเอนไหล (พ.ศ. 2541-2546)ได้สานต่อการเปิดประเทศ โดยเฉพาะการเจรจาให้จีนเข้าเป็นสมาชิก องค์การการค้าโลก (WTO) ในปี พ.ศ. 2544 การเข้าร่วม WTO ทำให้จีนกลายเป็น “โรงงานของโลก” การส่งออกและการลงทุนจากต่างชาติเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังมีการลงทุนขนาดมหึมาในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทั่วประเทศ โดยเฉพาะภาคตะวันตก เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ   ผลจากนโยบายปฏิรูป ทำให้เศรษฐกิจจีนเติบโตอย่างก้าวกระโดดต่อเนื่องหลายทศวรรษ ประชาชนหลายร้อยล้านคนหลุดพ้นจากความยากจน

ยุคที่ 3: สีจิ้นผิง: ความฝันจีนและมหาอำนาจใหม่ (พ.ศ. 2555-ปัจจุบัน)

สีจิ้นผิง ขึ้นมาพร้อมกับวิสัยทัศน์ “ความฝันจีน (Chinese Dream)” เพื่อฟื้นฟูความยิ่งใหญ่ของชาติ โดยมีเป้าหมายให้จีนเป็นประเทศสังคมนิยมทันสมัยที่เจริญแล้วภายในปี พ.ศ. 2592 (ครบรอบ 100 ปี ของสาธารณรัฐประชาชนจีน)  นำจีนเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ที่เน้นการรวมอำนาจ  ต่อต้านการทุจริต และผลักดันให้จีนกลับมายิ่งใหญ่บนเวทีโลกอีกครั้ง

•             ขยายอิทธิพลโลก: โครงการ “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” (Belt and Road Initiative – BRI) ที่เริ่มต้นในปี พ.ศ. 2556 เป็นโครงการโครงสร้างพื้นฐานและการลงทุนข้ามชาติที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ เพื่อขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจและการเมืองในระดับสากล ครอบคลุม 140 ประเทศ

•             เศรษฐกิจและสังคม:

o             ประกาศกำจัด ความยากจนขั้นรุนแรง  ยกระดับชีวิตประชากรกว่า 800 ล้านคน ได้สำเร็จในปี พ.ศ. 2563

o             ผลักดันปรัชญา “ความมั่งคั่งร่วมกัน (Common Prosperity)” เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคม

o             ริเริ่มแผน “Made in China 2025” เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมสู่เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น AI, หุ่นยนต์ และยานยนต์ไฟฟ้า

•             การปกครอง: ดำเนินการปราบปรามทุจริตคอร์รัปชันครั้งใหญ่ และในขณะเดียวกันก็เพิ่มการควบคุมทางสังคม การเซ็นเซอร์สื่อ และจำกัดเสรีภาพในบางพื้นที่

•             การรวมศูนย์อำนาจ: การยกระดับสถานะของตนเองเทียบเท่ากับเหมา เจ๋อตง และเติ้ง เสี่ยวผิง ผ่าน “มติครั้งประวัติศาสตร์” และการยกเลิกการจำกัดวาระการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี

มิติการเติบโตและการท้าทาย

การอพยพและเครือข่ายจีนโพ้นทะเล “เสื่อผืนหมอนใบ” คือสัญลักษณ์ของความมุ่งมั่นของชาวจีนโพ้นทะเลที่อพยพไปทั่วโลกตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 24 เครือข่ายนี้มีบทบาทสำคัญในการนำเงินลงทุน เทคโนโลยี และองค์ความรู้กลับสู่จีนแผ่นดินใหญ่

โรงงานของโลกและตลาดผู้บริโภค จีนเป็นผู้ผลิตสินค้าอุตสาหกรรมประมาณร้อยละ 28 ของโลก และมี ชนชั้นกลางขนาดใหญ่ถึง 400 ล้านคน ซึ่งเป็นตลาดผู้บริโภคที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก การปฏิรูปทำให้เกิด เศรษฐีพันล้าน มากเป็นอันดับสองของโลก เช่น Jack Ma (Alibaba) และ Pony Ma (Tencent)

ความท้าทายในอนาคต แม้จะประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ จีนยังคงเผชิญกับความท้าทายที่สำคัญ:

•             ประชากรสูงวัย: นโยบาย “ลูกหนึ่งเป็นพอ” ทำให้โครงสร้างประชากรไม่สมดุล สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว และประชากรวัยทำงานลดลง

•             ความตึงเครียดกับตะวันตก: สงครามการค้ากับสหรัฐอเมริกา   ข้อพิพาทในทะเลจีนใต้ และประเด็นไต้หวัน ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศตึงเครียด

•             สิ่งแวดล้อมและความเหลื่อมล้ำ: การพัฒนาอย่างรวดเร็วส่งผลให้เกิดปัญหามลพิษรุนแรง ขณะที่ความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองกับชนบทก็ยังคงสูง

บทสรุป

การเดินทางของสาธารณรัฐประชาชนจีนจาก “เสื่อผืนหมอนใบ” สู่มหาอำนาจโลก เป็นเรื่องราวแห่งความมุ่งมั่น การปฏิรูปที่กล้าหาญ และการปรับตัวที่ไม่เคยหยุดนิ่ง ทุกวันนี้จีนเป็น เศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก และมีอิทธิพลทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของ “ความฝันจีน” และการรักษาสถานะมหาอำนาจโลกยังคงขึ้นอยู่กับการจัดการกับความท้าทายทางประชากร เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และการเมืองระหว่างประเทศที่ซับซ้อนในอนาคต

บทความ: สามยุคสามผู้นำ – วิถีแห่งการพลิกโฉมสาธารณรัฐประชาชนจีน จากเหมาเจ๋อตุง สู่เติ้งเสี่ยวผิง ถึงสีจิ้นผิง

นับตั้งแต่การสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน (People’s Republic of China – PRC) ในปี ค.ศ. 1949 ประเทศจีนได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ภายใต้การนำของผู้นำที่มีวิสัยทัศน์และนโยบายที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การเดินทางอันยาวนานกว่า 7 ทศวรรษนี้ สามารถแบ่งออกเป็นสามยุคสำคัญที่กำหนดทิศทางของประเทศอย่างลึกซึ้ง คือ ยุคการปฏิวัติของเหมาเจ๋อตุง, ยุคปฏิรูปและเปิดประเทศของเติ้งเสี่ยวผิง และ ยุคฟื้นฟูความยิ่งใหญ่ของสีจิ้นผิง

1. ยุคของการปฏิวัติและอุดมการณ์: เหมาเจ๋อตุง (ค.ศ. 19491976)

เหมา เจ๋อตุง คือผู้ก่อตั้งและบิดาแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ท่านได้ประกาศการก่อตั้งประเทศในปี 1949 หลังนำพรรคคอมมิวนิสต์จีนได้รับชัยชนะในสงครามกลางเมือง ยุคสมัยของเหมาเน้นหนักไปที่การสร้างสังคมนิยมตามอุดมการณ์คอมมิวนิสต์อย่างเคร่งครัด โดยมีเป้าหมายคือการเปลี่ยนแปลงจีนจากสังคมศักดินาไปสู่สังคมชนชั้นกรรมาชีพ

•             แก่นนโยบาย: รัฐเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตทั้งหมด, การรวมศูนย์อำนาจ, และการปฏิรูปที่ดิน

•             เหตุการณ์สำคัญ:

o             นโยบายก้าวกระโดดครั้งใหญ่ (Great Leap Forward) ในช่วงปลายทศวรรษ 1950 เป็นความพยายามที่จะพัฒนาอุตสาหกรรมและการเกษตรอย่างก้าวกระโดด แต่กลับส่งผลให้เกิดภาวะอดอยากครั้งใหญ่และมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก

o             การปฏิวัติวัฒนธรรม (Cultural Revolution) (ค.ศ. 1966–1976) เป็นการเคลื่อนไหวทางการเมืองและสังคมขนาดใหญ่ที่มุ่งกำจัดอิทธิพลของทุนนิยมและประเพณีโบราณ แต่ได้สร้างความวุ่นวาย ความเสียหาย และความแตกแยกทางสังคมอย่างร้ายแรง

ในยุคนี้ จีน “ลุกขึ้นยืน” บนเวทีโลกในฐานะประเทศเอกราชที่ปกครองด้วยระบอบสังคมนิยม แต่ก็ต้องเผชิญกับความยากลำบากทางเศรษฐกิจอย่างหนักจากการดำเนินนโยบายที่ผิดพลาด

2. ยุคปฏิรูปและเปิดประเทศ: เติ้งเสี่ยวผิง (ค.ศ. 19781989)

หลังการอสัญกรรมของเหมา เจ๋อตุง ในปี 1976 เติ้ง เสี่ยวผิง ก็ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำสูงสุดของจีนอย่างไม่เป็นทางการ แม้จะไม่ได้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีหรือประธานพรรคอย่างเป็นทางการ แต่บทบาทของท่านคือ “สถาปนิก” แห่งจีนยุคใหม่ที่ได้เปลี่ยนแปลงทิศทางของประเทศไปอย่างสิ้นเชิง

•             แก่นนโยบาย: “ปฏิรูปและเปิดประเทศ” (Reform and Opening-Up) ซึ่งเป็นแนวคิดที่นำหลักการตลาดบางส่วนมาใช้ภายใต้การควบคุมของพรรคคอมมิวนิสต์ (เรียกว่า “สังคมนิยมแบบมีลักษณะเฉพาะของจีน” หรือการใช้สำนวนที่ว่า “ไม่ว่าจะแมวขาวหรือแมวดำ ขอให้จับหนูได้ก็พอ”)

•             การเปลี่ยนแปลง: การยกเลิกระบบฟาร์มรวม, การอนุญาตให้มีการลงทุนจากต่างชาติ, การจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ (SEZs) เช่น เซินเจิ้น และการส่งเสริมการพัฒนาภาคเอกชน นโยบายนี้ทำให้จีน “ร่ำรวยขึ้น” และหลุดพ้นจากความยากจนอย่างรวดเร็ว กลายเป็นประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงที่สุดในโลกต่อเนื่องยาวนาน

ยุคของเติ้งได้วางรากฐานสำคัญที่ทำให้จีนกลายเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน โดยเปลี่ยนประเทศจากสังคมที่ปิดสู่สังคมที่เปิดรับการค้าและเทคโนโลยีจากภายนอก

3. ยุคแห่งความยิ่งใหญ่และการรวมอำนาจ: สีจิ้นผิง (พ.ศ.  2555ปัจจุบัน)

ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ได้นำจีนเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ที่เน้นการรวมอำนาจ การต่อต้านการทุจริต และการผลักดันให้จีนกลับมายิ่งใหญ่บนเวทีโลกอีกครั้ง

•             แก่นนโยบาย: “ความฝันจีน” (Chinese Dream) ซึ่งหมายถึงการฟื้นฟูความยิ่งใหญ่ของชาติจีน (Great Rejuvenation of the Chinese Nation) โดยมีเป้าหมายเพื่อให้จีนกลายเป็น “ประเทศสังคมนิยมที่ทันสมัยและยิ่งใหญ่” ภายในปี 2049

•             นโยบายเด่น:

o             การรณรงค์ปราบปรามการทุจริต: การกวาดล้างเจ้าหน้าที่ทั้งระดับสูงและระดับล่างเพื่อเสริมสร้างความชอบธรรมของพรรคและรวมอำนาจ

o             นโยบายต่างประเทศเชิงรุก: การริเริ่มโครงการ “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” (Belt and Road Initiative – BRI) เพื่อขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจและการเมืองทั่วโลก

o             การรวมศูนย์อำนาจ: การยกระดับสถานะของตนเองเทียบเท่ากับเหมา เจ๋อตง และเติ้ง เสี่ยวผิง ผ่าน “มติครั้งประวัติศาสตร์” และการยกเลิกการจำกัดวาระการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี

ในยุคนี้ จีนกลายเป็นมหาอำนาจโลกทั้งทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และการทหาร ภายใต้การนำที่เข้มแข็งและเน้นการควบคุมของพรรคคอมมิวนิสต์อย่างสูงสุด

บทสรุป

การเดินทางของสาธารณรัฐประชาชนจีนภายใต้ผู้นำทั้งสามคนนี้สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์อย่างน่าทึ่ง

•             เหมา เจ๋อตุง: ทำให้จีน “ยืนขึ้น” ด้วยการสร้างชาติที่เป็นเอกราชและมีอุดมการณ์

•             เติ้ง เสี่ยวผิง: ทำให้จีน “ร่ำรวยขึ้น” ด้วยการเปิดประเทศและปฏิรูปเศรษฐกิจ

•             สี จิ้นผิง: พยายามทำให้จีน “ยิ่งใหญ่ขึ้น” ด้วยการรวมอำนาจและการเป็นผู้นำระดับโลก

โดย อาทร  จันทวิมล

สศร. โชว์ผลงานออกแบบ ‘ชุดไทยแห่งความทรงจำ’ น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระราชชนนีพันปีหลวง

สศร. โชว์ผลงานออกแบบ ‘ชุดไทยแห่งความทรงจำ’  น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระราชชนนีพันปีหลวง

สศร. โชว์ผลงานออกแบบ ‘ชุดไทยแห่งความทรงจำ’ น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระราชชนนีพันปีหลวง

วันอังคาร ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) นำผลงานออกแบบ “ชุดไทยแห่งความทรงจำ” โดยได้แรงบันดาลใจจาก “ชุดไทยพระราชนิยม” ร่วมจัดแสดงในนิทรรศการ “ความทรงจำแสนงาม” พร้อมกับผลงานของศิลปินแห่งชาติ ศิลปินศิลปาธร และคณาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบจากมหาวิทยาลัยต่างๆ เพื่อเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง  ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 ที่ คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

นางเกษร กำเหนิดเพ็ชร ผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) กล่าวว่า สศร. ร่วมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงมีพระราชปณิธานในการส่งเสริม ฟื้นฟู และอนุรักษ์ภูมิปัญญาผ้าไทย และหัตถศิลป์ไทย ให้มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักแพร่หลายในระดับสากล โดยนำผลงาน “ชุดไทยแห่งความทรงจำ” ภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการสร้างสรรค์ จังหวัดระยอง ซึ่ง สศร. ดำเนินการโครงการร่วมกับ รศ.ดร.ดนัย เรียบสกุล อาจารย์ประจำคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบสร้างสรรค์ของโครงการฯ และเครือข่ายทางวัฒนธรรม ดำเนินการออกแบบชุดไทย โดยได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบจากชุดไทยพระราชนิยม จำนวน 8 ชุด ได้แก่ ชุดไทยเรือนต้น ชุดไทยจิตรลดา ชุดไทยอมรินทร์ ชุดไทยบรมพิมาน ชุดจักรี ชุดไทยดุสิต ชุดไทยศิวาลัย และชุดไทยจักรพรรดิ เหมาะสำหรับสวมใส่ในงานบุญ งานประเพณี งานมงคล และพิธีสำคัญต่างๆ ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์และมาตรฐานชุดสตรีไทยในสมัยรัตนโกสินทร์ มาร่วมจัดแสดงในนิทรรศการ “ความทรงจำแสนงาม” เพื่อเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมด้วยผลงานจาก ศิลปินแห่งชาติ ศิลปินศิลปาธร และคณาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบ จากมหาวิทยาลัยต่างๆ รวมทั้งสิ้น 43 คน

ONE SECOND แบรนด์ชุดกีฬาผสานไลฟ์สไตล์ สัญชาติไทย เปิดแฟล็กชิปสโตร์แห่งแรก

ONE SECOND แบรนด์ชุดกีฬาผสานไลฟ์สไตล์ สัญชาติไทย เปิดแฟล็กชิปสโตร์แห่งแรก

ONE SECOND แบรนด์ชุดกีฬาผสานไลฟ์สไตล์ สัญชาติไทย เปิดแฟล็กชิปสโตร์แห่งแรก

วันอังคาร ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ONE SECOND (วัน เซคันด์) แบรนด์เสื้อผ้าสไตล์ Athleisure สัญชาติไทย ที่ก่อตั้งโดย วินไธย ดุษฎีสุรพจน์ และ “ปุ้น” ปัณณศา ดีไซเนอร์สาวเก่งแห่งแบรนด์ IRADA เปิดตัวแฟล็กชิปสโตร์แห่งแรกอย่างเป็นทางการ ที่ชั้น 3 ธนิยะพลาซ่า โดยมีเหล่าคนรุ่นใหม่สุดแอคทีฟที่มีไลฟ์สไตล์แบบ On-the-Move มาร่วมสัมผัสประสบการณ์ “Seamless Possibilities” ที่เชื่อมโยงไลฟ์สไตล์การทำงานและการออกกำลังกายไว้ในหนึ่งเดียว ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ครบจบในชุดเดียว”   

แบรนด์ ONE SECOND ถือกำเนิดขึ้นจากไลฟ์สไตล์ส่วนตัวของผู้ก่อตั้งแบรนด์ ที่มองหาเสื้อผ้าที่สามารถตอบโจทย์กิจกรรมที่หลากหลายในแต่ละวัน ตั้งแต่การทำงานในตอนเช้า ไปจนถึงการซ้อมกอล์ฟ และออกกำลังกายในตอนเย็น โดยไม่ต้องเสียเวลาเปลี่ยนชุด

วินไธย ดุษฎีสุรพจน์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ ONE SECOND เผยว่า “One Second เกิดจากการที่ผมเป็นคนที่มีกิจกรรมหลากหลายในแต่ละวัน จึงอยากทำเสื้อผ้าที่ใส่สบาย ดีไซน์ไม่ต้องหวือหวา โดยมีรูปทรงที่ออกแบบมาให้เหมาะกับรูปร่างคนเอเชีย รวมทั้งมีคุณสมบัติสำหรับออกกำลังกายได้ด้วย และเราสามารถเปลี่ยนกิจกรรมได้ใน 1 วินาที แค่เปลี่ยนรองเท้า ซึ่งเป็นที่มาของชื่อแบรนด์ที่ “ครบจบในชุดเดียว” ทั้งยังตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่ดูแลสุขภาพ ใช้ชีวิตแบบ on-the-move ที่ต้องแอคทีฟอยู่ตลอดเวลา และมองหาความคุ้มค่าในดีไซน์ที่เรียบง่ายแต่ใส่ได้ในหลายโอกาส เราตั้งใจให้ ONE SECOND เป็นแบรนด์ที่พรีเมียมเข้าถึงได้สำหรับทุกคน เพราะต้องการเสนอทางเลือกที่แตกต่างให้กับลูกค้า  เราไม่ได้มองว่าเป็นแค่เสื้อผ้ากีฬา แต่คือไลฟ์สไตล์ที่มีความ multipurpose เช่นเดียวกับแบรนด์ของเราที่ออกแบบขึ้นมาสำหรับผู้ที่มีไลฟ์สไตล์แบบเดียวกัน”

หัวใจสำคัญของ ONE SECOND คือปรัชญา “3Fs” Fabric (นวัตกรรมเนื้อผ้า), Function (การใช้งานที่หลากหลาย) และ Fitting (การออกแบบที่เหมาะกับสรีระ) โดยชูไฮไลท์นวัตกรรมเนื้อผ้าที่ไม่เหมือนใคร  โดย กางเกง (ขาสั้นและขายาว)  ใช้นวัตกรรมผ้าที่ “น้ำซึมช้า” ทำให้ไม่เปียกง่ายเมื่อเหงื่ออกมาก  ทั้งยังระบายอากาศได้ดีเยี่ยม แห้งเร็ว และยืดหยุ่นสูง

เสื้อโปโล Waffle  โดดเด่นด้วยความนุ่ม เบา สบาย และดีไซน์เรียบหรู สามารถสวมใส่ได้ในทุกๆ วัน

บรรยากาศภายในงานเปิดตัว เต็มไปด้วยความคึกคักและอบอุ่น ท่ามกลางแขกที่มา ร่วมงานจากหลากหลายวงการ อาทิ อรรถรส ลิปตพัลลภ, ธัชพัทธ์ เบ็ญจศิริวรรณ, พีรวิทย์ ศรีธัญรัตน์ และ กฤชภร หอมบุญญาศักดิ์ พร้อมร่วมเพลิดเพลินกับกิจกรรมไฮไลท์มากมายที่สะท้อนไลฟ์สไตล์ ของแบรนด์ ทั้ง Putting Green Corner ให้ได้ทดสอบวงสวิง, Golf Simulator จาก Inno Simulator รวมทั้งสนุกไปกับเสียงเพลงสุดชิลจาก DJ Norita  และฟินไปกับเครื่องดื่มจาก BEANS bkk

นอกจากนี้ เพื่อฉลองการเปิดตัว ONE SECOND มอบโปรโมชั่นสุดพิเศษ ส่วนลด 30% สำหรับกางเกงทุกรุ่น (ยกเว้นรุ่นใหม่) และส่วนลด 10-15% สำหรับสินค้าที่ร่วมรายการ ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 ธันวาคม 2568 ติดตามข้อมูลข่าวสารของแบรนด์ ONE SECOND ได้ที่ Instagram: 1nd.official Facebook: 1nd.official

8 ปี สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ จาก ‘พลังแห่งการให้’ สู่ศูนย์การแพทย์แห่งนวัตกรรม

8 ปี สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ จาก ‘พลังแห่งการให้’ สู่ศูนย์การแพทย์แห่งนวัตกรรม

8 ปี สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ จาก ‘พลังแห่งการให้’ สู่ศูนย์การแพทย์แห่งนวัตกรรม

วันอังคาร ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

จากอดีตที่ประชาชนจำนวนมากในพื้นที่ภาคตะวันออกต้องเดินทางไกลเข้าสู่กรุงเทพฯ เพื่อเข้ารับการรักษา โดยต้องแลกกับเวลา ค่าใช้จ่าย และความเสี่ยงระหว่างรอคอยการดูแล ความท้าทายนี้จึงจุดประกายให้เกิดการก่อตั้ง “สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์” ในปี พ.ศ. 2560 ตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่เปรียบเสมือน ‘ที่พึ่งด้านสาธารณสุข’ ของประชาชนในภาคตะวันออก และยังเป็น “พื้นที่บ่มเพาะเมล็ดพันธุ์รามาธิบดี” มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยให้สามารถเข้าถึงระบบการแพทย์ชั้นนำได้อย่างทั่วถึง โดยมี “สายธารน้ำใจของผู้ให้” ผ่านมูลนิธิรามาธิบดีฯ เป็นพลังสำคัญในการผลักดันให้วิสัยทัศน์แห่งการดูแลสุขภาพเพื่อปวงชน และอัตลักษณ์ของรามาธิบดีสู่การเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์และการวิจัยในภูมิภาค

รศ. นพ. ชนเมธ เตชะแสนศิริ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลรามาธิบดีจักรีนฤบดินทร์ กล่าวว่า “เดิมทีโรงพยาบาลรามาธิบดีบนถนนพระราม 6 เป็นศูนย์กลางการรักษาที่สำคัญของประชาชนทั้งในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลมาอย่างยาวนาน แต่ด้วยพื้นที่เพียง 40 ไร่ และข้อจำกัดด้านยุทธศาสตร์ ประกอบกับภาระโรคที่มีความซับซ้อนมากขึ้นและจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงเกิดเป็นความมุ่งมั่นในการพัฒนาและก่อสร้าง สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ โดยตลอดระยะเวลา 8 ปีที่ผ่านมา สถาบันฯ ได้ยืนหยัดเคียงข้างประชาชนในฐานะ ‘ที่พึ่งทางด้านสาธารณสุข’ อย่างแท้จริง ซึ่งสะท้อนให้เห็นในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่สถาบันฯ มีบทบาทสำคัญในฐานะด่านหน้าในการดูแลผู้ป่วยและสนับสนุนระบบสาธารณสุขของประเทศ

สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ จะยังคงเดินหน้าพัฒนาความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ผลักดันงานวิจัย และสร้างความร่วมมือระดับภูมิภาค เพื่อมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์และการวิจัยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภายใต้อัตลักษณ์รามาธิบดี ที่ผสานความเป็นเลิศทางวิชาการเข้ากับหัวใจแห่งความเป็นมนุษย์ และด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งทรงให้ความสำคัญกับการดูแลประชาชนให้ได้รับการรักษาที่เหมาะสมแม้จะอยู่ห่างไกล สถาบันฯ จึงมุ่งขยายบทบาทสู่การกระจายองค์ความรู้ นวัตกรรม และบริการทางการแพทย์ไปยังภูมิภาคต่างๆ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกพื้นที่เข้าถึงการดูแลสุขภาพที่ได้มาตรฐานอย่างเสมอภาคและทั่วถึง ไม่ว่าจะอาศัยอยู่ในเมืองใหญ่หรือพื้นที่ห่างไกล” รศ. นพ.ชนเมธ กล่าว

ปัจจุบัน สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 319 ไร่ รองรับผู้ป่วยนอกกว่า 341,000 ราย ผู้ป่วยฉุกเฉิน 16,462 ราย และผู้ป่วยใน 10,813 รายในปีที่ผ่านมา ซึ่งถูกพัฒนาภายใต้แนวคิด ‘4E’ ได้แก่ Education, Environment, Energy Saving และ Excellence Living เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ควบคู่กับการเป็นพื้นที่บ่มเพาะเมล็ดพันธุ์รามาธิบดี ที่เพียบพร้อมไปด้วยองค์ความรู้ในการรับมือต่อโรคอุบัติใหม่ และจิตวิญญานแห่งการเป็นแพทย์เพื่อประชาชนสู่ระบบสาธารณสุขไทยในอนาคต โดยสถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ได้รับการรับรองมาตรฐานระดับโลก ทั้ง JCI ในปี 2019 และ 2023 ครอบคลุมทั้งด้านการรักษาพยาบาลและการศึกษา รวมถึงมาตรฐาน HA ในปี 2021 และ HA Re-accreditation แบบ 4 ปี ในปี 2025 ซึ่งถือเป็นรายแรกของประเทศ ตอกย้ำคุณภาพและความมุ่งมั่นของสถาบันฯ ในการยกระดับระบบสุขภาพไทย พร้อมผลักดันอัตลักษณ์ของรามาธิบดีสู่การเป็นศูนย์การแพทย์และการวิจัยชั้นนำระดับภูมิภาค” เพื่อสะท้อนศักยภาพของสถาบันฯ

ทั้งนี้ แนวคิดดังกล่าวได้ถูกถ่ายทอดผ่าน 3 พื้นที่แห่งนวัตกรรมสำคัญ ได้แก่ 1.อาคารกายวิภาคคลินิก 2.ศูนย์การเรียนรู้ทักษะทางการแพทย์เสมือนจริง รามาธิบดี 3.งานเวชภัณฑ์ปลอดเชื้อ

อาคารกายวิภาคคลินิก: “อาจารย์ใหญ่” ผู้ให้ที่ยิ่งใหญ่ของแพทย์รุ่นใหม่และองค์ความรู้แห่งอนาคต

อ. ดร. เบญริตา จิตอารี อาจารย์พรีคลินิก โรงเรียนแพทย์รามาธิบดี กล่าวว่า “ช่วงพรีคลินิกคือรากฐานสำคัญของการสร้างแพทย์ที่มีทั้งความรู้ ความเข้าใจ และทักษะเชิงปฏิบัติ ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพการดูแลผู้ป่วยในอนาคต ‘อาคารกายวิภาคคลินิก’ จึงทำหน้าที่เป็นหัวใจของการเรียนรู้ โดยเฉพาะการใช้ร่างอาจารย์ใหญ่และ ‘ร่างซอฟต์’ หรือ Soft Cadaver ที่ยังคงสภาพเนื้อเยื่อให้ยังคงนุ่ม และสามารถยืดหยุ่นได้ใกล้เคียงที่สุดกับสภาพจริง ซึ่งมีเพียงไม่กี่แห่งในประเทศไทย และมีบทบาทสำคัญในการฝึกทักษะแพทย์เฉพาะทางหลากหลายสาขา รวมถึงหัตถการที่ต้องการความละเอียดสูง ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยเสริมรากฐานการเรียนรู้ให้แข็งแรง แต่ยังต่อยอดสู่การวิจัยนวัตกรรมการรักษาในอนาคตอีกด้วย

 ปัจจุบัน สถาบันฯ ได้รับบริจาคร่างกายจากผู้มีจิตศรัทธาเฉลี่ยปีละประมาณ 150 ร่าง แบ่งเป็นร่างซอฟต์ราว 100 ร่าง และร่างสำหรับการเรียนกายวิภาคศาสตร์กว่า 50 ร่าง ซึ่งสถาบันฯ นำมาจัดสรรเพื่อใช้ในการเรียนการสอนและงานวิจัยได้อย่างครอบคลุมและเพียงพอ ทั้งนี้ สถาบันฯ ยังคงเปิดรับบริจาคร่างกายในปีต่อ ๆ ไป เพื่อร่วมต่อยอดองค์ความรู้ทางการแพทย์และพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์คุณภาพสู่สังคมไทยอย่างยั่งยืน จึงขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาทุกท่านร่วมเป็น ‘ผู้ให้’ ผ่านการบริจาคร่างกายเพื่อการศึกษา”

อาคารกายวิภาคคลินิกยังโดดเด่นด้วย นวัตกรรมการเรียนรู้ครบวงจร ผสานเทคโนโลยีล้ำสมัย เช่น VR สำหรับศึกษากายวิภาคสามมิติ หรือ Anatomage Table เพื่อการสำรวจโครงสร้างร่างกายเชิงลึก และ ห้องผ่าตัดจำลอง (Hybrid OR) สำหรับฝึกหัตถการขั้นซับซ้อนเสมือนจริง รวมถึง ระบบ Live Teaching และ Remote Learning ที่ทำให้ผู้เรียนเข้าถึงองค์ความรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา ขณะเดียวกันยังเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์และการพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์ ผ่านความร่วมมือกับ ห้องปฏิบัติการวิศวกรรมชีวการแพทย์ (Biomedical Engineering) เปิดโอกาสให้แพทย์ วิศวกร และนักวิจัย ร่วมกันสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อตอบโจทย์ผู้ป่วยไทยอย่างแท้จริง อาคารแห่งนี้จึงไม่เพียงพัฒนาทักษะทางคลินิก แต่ยังบ่มเพาะ แพทย์รุ่นใหม่ที่เข้าใจทั้งร่างกาย เทคโนโลยี และหัวใจของการดูแลมนุษย์ พร้อมนำองค์ความรู้ไปยกระดับระบบสุขภาพไทยอย่างทั่วถึง

ศูนย์การเรียนรู้ทักษะทางการแพทย์เสมือนจริง รามาธิบดี: พื้นที่ติดอาวุธแพทย์รุ่นใหม่

            อ. นพ. ณัฐดนัย มั่นเกษตรกิจ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายการศึกษา ศูนย์การเรียนรู้ทักษะทางการแพทย์เสมือนจริงรามาธิบดี (RASME) กล่าวว่า “ศูนย์การเรียนรู้ทักษะทางการแพทย์เสมือนจริงรามาธิบดี (RASME) ซึ่งได้รับการรับรองมาตรฐานระดับนานาชาติจาก Society for Simulation in Healthcare (SSH) คือหลักฐานของความมุ่งมั่นถึงคุณภาพในการผลิต ‘แพทย์ที่ไม่ได้หยุดอยู่แค่การรู้ทฤษฎี แต่ต้องพร้อมรับมือกับสถานการณ์จริงได้’ ที่นี่จึงเปรียบเสมือน ‘สนามซ้อมก่อนลงสนามจริง’ ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาแพทย์ได้เรียนรู้ผ่านสถานการณ์การจำลองที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุด และฝึกฝนกับทำงานร่วมกันแบบสหวิชาชีพ โดยนักศึกษาแพทย์จะได้ฝึกฝนกับหุ่นจำลองที่ตอบสนองเหมือนมนุษย์ ทั้งสัญญาณชีพและอาการทางคลินิก การฝึกฝนในสภาพแวดล้อมเสมือนจริงนี้จะช่วยพัฒนาแพทย์รุ่นใหม่ให้มีทักษะ วิสัยทัศน์ และความสามารถในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ภายใต้ข้อจำกัดของระบบสาธารณสุขไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ห่างไกล อันเป็นรากฐานสำคัญที่จะช่วยให้แพทย์รุ่นใหม่พร้อมรับมือทุกความเร่งด่วนของปัญหาสุขภาพ และผลักดันการแพทย์ไทยให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืนในอนาคต”

ศูนย์การเรียนรู้ทักษะทางการแพทย์เสมือนจริงรามาธิบดี (RASME) เป็นพื้นที่การเรียนรู้ยุคใหม่ที่รวมห้องปฏิบัติการทางคลินิกหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ห้องฉุกเฉิน ห้องตรวจผู้ป่วยนอก วอร์ดผู้ป่วยใน ไปจนถึงห้องปฏิบัติการขั้นสูงอย่างห้องผ่าตัดและห้องคลอด หนึ่งในความโดดเด่นคือหุ่นยนต์ขั้นสูงที่สามารถจำลองเหตุการณ์ได้ตั้งแต่เคสการทำคลอดปกติจนถึงภาวะแทรกซ้อน เช่น ภาวะไหล่ติด ทารกคลอดท่าก้น  หรือสถานการณ์ที่ต้องผ่าคลอด พร้อมสัญญาณชีพและการตอบสนองที่สมจริง ขณะเดียวกัน หุ่นจำลองประเภทอื่นยังรองรับการฝึกภาวะอุบัติเหตุ เลือดออก หรือหัวใจหยุดเต้น ทุกการฝึกอยู่ภายใต้ระบบควบคุมและสังเกตการณ์แบบเรียลไทม์ ช่วยให้อาจารย์วิเคราะห์และทบทวนเหตุการณ์ร่วมกับผู้เรียนได้อย่างละเอียด ส่งเสริมให้แพทย์รุ่นใหม่เข้าใจทั้งจุดแข็งและจุดที่ต้องพัฒนา ต่อยอดทักษะจากประสบการณ์เสมือนจริง และพร้อมรับมือความท้าทายของระบบสาธารณสุขไทยในทุกบริบท

งานเวชภัณฑ์ปลอดเชื้อ: “ต้นน้ำของมาตรฐานการรักษา”

โสภาสิณี จิตรจุลรัตนมณี หัวหน้างานเวชภัณฑ์ปลอดเชื้อ โรงพยาบาลรามาธิบดีจักรีนฤบดินทร์ กล่าวว่า “เบื้องหลังการรักษาที่ปลอดภัยเริ่มต้นจาก ‘งานเวชภัณฑ์ปลอดเชื้อ’ ซึ่งเป็นด่านสำคัญที่สะท้อนมาตรฐานระดับสากลของโรงพยาบาลรามาธิบดีจักรีนฤบดินทร์ เราเป็นโรงพยาบาลแรกของของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่นำเทคโนโลยีการกำจัดเชื้อแบบอัตโนมัติมาใช้ ทำให้กระบวนการฆ่าเชื้ออุปกรณ์การแพทย์ทุกชิ้นมีความแม่นยำ ปลอดภัย และตรวจสอบย้อนหลังได้แบบเรียลไทม์ ด้วยความพิถีพิถันในทุกขั้นตอนนี้จึงทำให้งานเวชภัณฑ์ปลอดเชื้อได้รับรางวัลจากเวทีระดับนานาชาติมากมาย อาทิ รางวัล Award Certification Center of Excellence, Quality Improvement Program จาก WHO Collaborating Centre for Infectious Disease Epidemiology and Control และรางวัล Center of Excellence Award จาก Asia Pacific Society of Infection Control ซึ่งตอกย้ำว่า ‘คุณภาพและความปลอดภัย’ คือหัวใจของโรงพยาบาลรามาธิบดีจักรีนฤบดินทร์อย่างแท้จริง”

งานเวชภัณฑ์ปลอดเชื้อก่อตั้งภายใต้แนวคิด 3P ได้แก่ ความปลอดภัยของผู้ป่วย (Patient) ความปลอดภัยของบุคลากร (Personnel) และความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม (People) ครอบคลุมตั้งแต่ระบบล้างทำความสะอาดเครื่องมือผ่าตัดและอุปกรณ์การแพทย์ทุกชิ้น การตรวจสอบ บรรจุหีบห่อ และทำลายเชื้อตามมาตรฐานสากล ตลอดจนระบบจัดเก็บและติดตามอุปกรณ์ด้วย QR Code / Barcode ที่ใช้กับผู้ป่วยแต่ละราย เพื่อให้สามารถตรวจสอบประวัติการทำปราศจากเชื้อได้ 100% เรียกคืนได้อย่างรวดเร็วหากพบข้อสงสัย เพื่อเข้าสู่กระบวนการฆ่าเชื้อแบบพิเศษทันที นอกจากนี้ หน่วยงานยังมีเครื่องล้างอุปกรณ์และเครื่องนึ่งฆ่าเชื้อระบบ Auto-Load ที่รับ–ส่งอุปกรณ์เข้า–ออกโดยอัตโนมัติ ช่วยลดการสัมผัสความร้อน เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และยกระดับความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่อย่างมีนัยสำคัญ

อีกด้านหนึ่งงานเวชภัณฑ์ปลอดเชื้อยังสะท้อนความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมตามแนวคิด Green Campus ทั้งการเลือกใช้เทคโนโลยีกำจัดเชื้อที่ปลอดภัยต่อสิ่งมีชีวิต ระบบบำบัดน้ำเสียที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และน้ำยาฆ่าเชื้อที่ไม่ทำลายธรรมชาติ ทำให้ที่นี่ไม่เพียงเป็น “ต้นน้ำของมาตรฐานการรักษาที่ปลอดภัย” แต่ยังเป็นต้นแบบของระบบสาธารณสุขยุคใหม่ ที่ผสานนวัตกรรม ความปลอดภัย และความรับผิดชอบต่อสังคมเข้าด้วยกันอย่างครบวงจร

พรรณสิรี คุณากรไพบูลย์ศิริ ผู้จัดการมูลนิธิรามาธิบดี กล่าวว่า “สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ คือผลลัพธ์อันงดงามจากสายธารน้ำใจของผู้ให้ทั่วประเทศ ที่ร่วมหล่อเลี้ยงให้เกิดพื้นที่ด้านการรักษา การศึกษา และการวิจัยอันสร้างประโยชน์ต่อสังคมอย่างยั่งยืน เงินบริจาคทุกบาทไม่ได้หยุดเพียงแค่การก่อสร้างอาคารหรือจัดหาเครื่องมือแพทย์ แต่เป็นโอกาสในการเข้าถึงการรักษา เทคโนโลยีทางการแพทย์ และองค์ความรู้ใหม่ ที่ส่งต่อถึงผู้ป่วยและปวงชนอย่างต่อเนื่อง พลังของการให้แม้เพียงเล็กน้อยก็สามารถก่อให้เกิดคลื่นแห่งความหวังแก่ผู้ป่วยนับไม่ถ้วน สะท้อนความหมายของ “คำว่าให้…ไม่สิ้นสุด” ที่การให้ของผู้บริจาคทุกท่านในวันนี้ ยังเป็นพลังที่ขับเคลื่อนระบบสุขภาพไทยให้ก้าวหน้า เกื้อกูลผู้คน และสานต่อคุณค่าที่งดงามต่อไปจากรุ่นสู่รุ่น”

ผู้ที่สนใจร่วมบริจาคร่างกายเพื่อการศึกษาและวิจัยทางการแพทย์ สามารถติดต่อได้ที่อาคารกายวิภาคทางคลินิก สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ หรือผู้ที่ต้องการสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์รุ่นใหม่ และการจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ รวมถึงช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้ สามารถร่วมบริจาคสมทบทุนได้ที่ มูลนิธิรามาธิบดีฯ http://www.ramafoundation.or.th