มูลนิธิศาลาเฉลิมกรุง ส่งมอบกำลังใจให้แก่ทหารไทย

มูลนิธิศาลาเฉลิมกรุง ส่งมอบกำลังใจให้แก่ทหารไทย

มูลนิธิศาลาเฉลิมกรุง ส่งมอบกำลังใจให้แก่ทหารไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2568, 14.10 น.

พลอากาศตรี สุพิชัย สุนทรบุระ  รองเลขาธิการพระราชวังในนามกรรมการและเหรัญญิกมูลนิธิศาลาเฉลิมกรุงพร้อมด้วย นฤมล ล้อมทอง กรรมการและเลขานุการมูลนิธิศาลาเฉลิมกรุง เป็นผู้แทนคณะกรรมการมูลนิธิศาลาเฉลิมกรุง นำผลิตภัณฑ์ “ยาดมสมุนไพร 92 ปี โรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง” จำนวน 900 ขวด ส่งมอบเป็นกำลังใจให้แก่ทหารไทยผู้ปกป้องอธิปไตยของชาติ ในการปฏิบัติภารกิจพื้นที่ตามแนวชาย แดนไทย-กัมพูชา โดยมี พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 เป็นผู้รับมอบ ณ กองบัญชาการกองทัพภาคที่ 2 สโมสรร่วมเริงไชย ค่ายสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา โดยมี กิตติศักดิ์ ธีระวัฒนา รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา และเจ้าหน้าที่มูลนิธิศาลาเฉลิมกรุงร่วมในการส่งมอบด้วย

‘เอ็ม ดิสทริค’ ชวนร่วมสัมผัสปรากฏการณ์ทางศิลปะครั้งสำคัญ ในนิทรรศการ ‘บูรณาการสุนทรียศิลป์ กรุงรัตนโกสินทร์’

‘เอ็ม ดิสทริค’ ชวนร่วมสัมผัสปรากฏการณ์ทางศิลปะครั้งสำคัญ ในนิทรรศการ ‘บูรณาการสุนทรียศิลป์ กรุงรัตนโกสินทร์’

‘เอ็ม ดิสทริค’ ชวนร่วมสัมผัสปรากฏการณ์ทางศิลปะครั้งสำคัญ ในนิทรรศการ ‘บูรณาการสุนทรียศิลป์ กรุงรัตนโกสินทร์’

วันพฤหัสบดี ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2568, 13.12 น.

เอ็ม ดิสทริค (เอ็มโพเรียม เอ็มควอเทียร์ เอ็มสเฟียร์) Art District ใจกลางเมืองชวนสัมผัสปรากฏการณ์ทางศิลปะครั้งสำคัญในงานนิทรรศการ “บูรณาการสุนทรียศิลป์ กรุงรัตนโกสินทร์” ที่ผสมผสานมุมมองผ่านเลนส์ช่างภาพระดับโลก ชัยโรจน์ มหาดำรงค์กุล (P.S.A. 5 STARS Photographer) ผู้บันทึกภาพทรงคุณค่าด้วยสายตาแห่งศิลป์ ถ่ายทอดแสง เงา และเรื่องราวผ่านเลนส์ในมิติที่งดงามเหนือกาลเวลา สู่งานจิตรกรรมของศิลปินแห่งชาติ ศ.เกียรติคุณปรีชา เถาทอง ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ปี พ.ศ. 2552 ผู้สร้างสรรค์ผลงานที่หยั่งรากลึกในภูมิปัญญาและวัฒนธรรมไทย ถ่ายทอดเรื่องราวอันทรงคุณค่าของกรุงรัตนโกสินทร์ในมิติใหม่ เพื่อสืบสานคุณค่าศิลปวัฒนธรรม และสนับสนุนผลงานศิลป์ไทยในยุคสมัยใหม่ ให้เกิดดุลยภาพทางความคิดสร้างสรรค์ศิลปกรรมไทยร่วมสมัยอย่างมีเอกลักษณ์ การพัฒนาที่ยั่งยืนตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อให้คนรุ่นใหม่ได้สัมผัสถึงความจริง ความดี ความงาม และสุนทรียรสในจิตใจ

ไฮไลท์ของงานนี้จัดแสดง 2 งานศิลป์ที่สำคัญคือ ภาพถ่ายเรือสุพรรณหงส์ของชัยโรจน์ มหาดำรงด์กุล ที่แปรผันจากภาพผ่านเลนส์เป็นภาพที่ใจเห็น โดย ชัยโรจน์ กล่าวถึงภาพนี้ว่าเป็นภาพถ่ายเรือสุพรรณหงส์ที่มีฉากหลังเป็นพระบรมมหาราชวังที่ถ่ายทอดศิลปวัฒนธรรมของกรุงรัตนโกสินทร์ ถ่ายขึ้นในช่วงการประชุมAPEC ในประเทศไทย ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 มีพระบรมราชานุญาตให้จัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารคในช่วงกลางคืน โดยมีผมคนเดียวที่ได้ภาพที่สมบูรณ์ที่สุดจากช่างภาพชาวไทยและต่างประเทศหลายสิบคนที่ไปถ่ายครั้งนั้น ถือเป็นภาพประวัติศาสตร์ของประเทศไทยภาพหนึ่งที่มีการเผยแพร่มายาวนาน จนเป็นที่มาของ งานศิลปะ “บูรณาการสุนทรียศิลป์ กรุงรัตนโกสินทร์” ของ ศ.เกียรติคุณปรีชา เถาทอง ที่กล่าวถึงการรังสรรค์งานโดยใช้แรงบันดาลใจมาจากภาพถ่ายเรือสุพรรณหงส์ของชัยโรจน์ นำมารังสรรค์เป็นงานศิลปะภาพวาดที่บอกเล่าเรื่องราวของกรุงรัตนโกสินทร์ที่มีรากวัฒนธรรมในเรื่องของชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ โดยมีฉากหลังเป็นขุนเขา สายน้ำ ฝนหลวง และเขื่อนภูมิพลที่เป็นตัวแทนของชาติ มีภาพวัดวาอารามต่างๆ ที่เป็นสัญลักษณ์ของกรุงรัตโกสินทร์ที่เป็นตัวแทนของศาสนา และภาพพระบรมมหาราชวัง พระที่นั่งทุกองค์ และเรือสุพรรณหงส์ที่เป็นตัวแทนของพระมหากษัตริย์ พร้อมส่วนประกอบในภาพอีกหลากหลายในภาพที่แสดงถึงความรุ่งเรื่องของกรุงรัตนโกสินทร์ที่เป็นความภาคภูมิใจของคนไทยทุกๆ คน

ร่วมชื่นชมความงามของผลงานศิลปะอันทรงคุณค่า และเลือกซื้อผลงานที่ประทับใจ เพื่อร่วมบริจาครายได้ให้กับองค์กรการกุศลในงานนิทรรศ การ “บูรณาการสุนทรียศิลป์ กรุงรัตนโกสินทร์”  ตั้งแต่วันนี้ – 21 กันยายน 2568 ณ เอ็ม แกลลอรี่ ชั้น M ศูนย์การค้า เอ็มโพเรียม

ผลงาน ศ.เกียรติคุณปรีชา เถาทอง

ผลงาน ศ.เกียรติคุณปรีชา เถาทอง

ผลงาน ชัยโรจน์ มหาดำรงค์กุล

ผลงาน ชัยโรจน์ มหาดำรงค์กุล

ศ.เกียรติคุณปรีชา เถาทอง ศิลปินแห่งชาติ และ ชัยโรจน์ มหาดำรงค์กุล ช่างภาพระดับโลก

ศ.เกียรติคุณปรีชา เถาทอง ศิลปินแห่งชาติ และ ชัยโรจน์ มหาดำรงค์กุล ช่างภาพระดับโลก

สุธาวดี ศิริธนชัย, ศ.เกียรติคุณปรีชา เถาทอง, ชัยโรจน์ มหาดำรงค์กุล, กลอเรีย มหาดำรงค์กุล และ อรธิรา ภาคสุวรรณ์

สุธาวดี ศิริธนชัย, ศ.เกียรติคุณปรีชา เถาทอง, ชัยโรจน์ มหาดำรงค์กุล, กลอเรีย มหาดำรงค์กุล และ อรธิรา ภาคสุวรรณ์

ครอบครัว มหาดำรงค์กุล มาให้กำลังใจ

ครอบครัว มหาดำรงค์กุล มาให้กำลังใจ

กลอเรีย และ เมย์ มหาดำรงค์กุล

กลอเรีย และ เมย์ มหาดำรงค์กุล

อมรพิมล วีรวรรณ

อมรพิมล วีรวรรณ

ธำรง และ กณิการ์ มหาดำรงค์กุล

ธำรง และ กณิการ์ มหาดำรงค์กุล

เปิดบทสนทนากับ 5 ต้นแบบผู้หญิง STEM พลังขับเคลื่อนสังคมไทยสู่อนาคต

เปิดบทสนทนากับ 5 ต้นแบบผู้หญิง STEM พลังขับเคลื่อนสังคมไทยสู่อนาคต

เปิดบทสนทนากับ 5 ต้นแบบผู้หญิง STEM พลังขับเคลื่อนสังคมไทยสู่อนาคต

วันพฤหัสบดี ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.16 น.

เมื่อเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์เป็นพลังขับเคลื่อนนวัตกรรมและความสามารถในการรับมือความเปลี่ยนแปลงแห่งโลกอนาคต ความรู้ด้าน STEM (Science, Technology, Engineering, Mathematics) จึงกลายเป็นกุญแจสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืน แต่ในสนามวิชาชีพที่เต็มไปด้วยตัวเลข สมการ และระบบซับซ้อน ทั้งยังเป็นสายงานที่มีโอกาสก้าวหน้าและเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน ทว่าผู้หญิงกลับยังมีบทบาทน้อยเกินไป ทั้งจากกรอบทางสังคมที่มีมาเนิ่นนาน ทัศนคติและภาพจำที่ผู้คนมีต่อแต่ละเพศ และการขาดแบบอย่างที่สร้างแรงบันดาลใจ จากข้อมูลของ World Economic Forum ปี 2025 พบว่า ผู้หญิงมีสัดส่วนเป็น 28.2% ของแรงงานทั้งหมดทั่วโลกที่ทำอาชีพสาย STEM และมีเพียง 1 ใน 10 คนเท่านั้นที่ได้ก้าวสู่บทบาทผู้บริหารระดับสูง

Sea (ประเทศไทย) ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัล Garena, Shopee และ Monee จึงได้ร่วมกับพันธมิตรหลัก ได้แก่ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.), InsKru และ a-chieve เดินหน้าโครงการ “Women Made: Girls in STEM” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยเปิดพื้นที่ให้เยาวชนหญิงได้เรียนรู้ ลงมือทำ และพบปะ “ผู้หญิงต้นแบบ” ที่ใช้พลังแห่ง STEM เปลี่ยนโลกอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อจุดประกายแรงบันดาลใจ สร้างทางเลือกอาชีพให้คนรุ่นใหม่ หนึ่งในกิจกรรมเด่นภายในงานคือ กิจกรรม Human Library โดยทีม a-chieve ที่ชวนเปิดบทสนทนาแบบใกล้ชิดกับต้นแบบอาชีพจริงกว่า 20 สายอาชีพ

และนี่คือ 5 เรื่องราวผู้หญิงต้นแบบในสาย STEM จากกิจกรรมดังกล่าวที่สะท้อนว่า เมื่อมีโอกาสได้ลงมือ และได้รับการสนับสนุนอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าใครก็สามารถ “สร้างการเปลี่ยนแปลง” ที่ยิ่งใหญ่ได้

แพตตี้ – ภัสราภรณ์ สำเภานนท์ 

ต้นแบบที่ใช้ “อาหาร” เป็นเครื่องมือดูแลสุขภาพและป้องกันโรคอย่างยั่งยืน

นักกำหนดอาหารประจำโรงพยาบาลรามาธิบดีจักรีนฤบดินทร์  แพตตี้ – ภัสราภรณ์ สำเภานนท์  ต้นแบบผู้หญิงที่ใช้ “อาหาร” เป็นเครื่องมือดูแลสุขภาพและป้องกันโรคอย่างยั่งยืน เส้นทางอาชีพของเธอไม่ได้เริ่มจากห้องทดลองหรือความหลงใหลตำราวิทยาศาสตร์เท่านั้น แต่เกิดจากความรักในการทำอาหาร และคำถามที่เรียบง่าย ว่า “อาหารส่งผลต่อร่างกายอย่างไร?” นำเธอเข้าสู่การเรียนด้านโภชนาการและการกำหนดอาหารที่มหาวิทยาลัยมหิดล และต่อยอดสู่การทำงานในโรงพยาบาลรัฐ ด้วยความเชื่อมั่นว่าอาหารคือยาที่กำหนดคุณภาพชีวิต สุขภาพจิต และอายุขัยของผู้คน

แพตตี้ เล่าว่า “อาชีพนี้เต็มไปด้วยความท้าทาย ทั้งการรับมือกับข้อมูลโภชนาการที่ผิดพลาดบนโลกออนไลน์ โรคใหม่ที่ซับซ้อน และการทำงานใกล้ชิดกับบุคลากรการแพทย์เพื่อวางแผนการรักษาแบบองค์รวม ทั้งยังต้องมีทักษะการสื่อสาร รับฟัง และการเข้าใจผู้ป่วยแต่ละรายอย่างแท้จริง เพื่อปรับแผนการรักษาให้เหมาะสมกับแต่ละคน เพราะโภชนาการเป็นศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และอยากใช้ ‘อาหาร’ เป็น ‘ยา’ มากกว่าการใช้ยารักษาโรค”

นอกเหนือจากงานประจำ แพตตี้ยังเข้าร่วมโครงการส่งเสริมสุขภาพชุมชน เดินทางลงพื้นที่ชนบทเพื่อถ่ายทอดความรู้ด้านโภชนาการที่ถูกต้องแก่ประชาชน และพบว่าหลายชุมชนยังเข้าไม่ถึงข้อมูลสุขภาพที่ถูกต้อง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว

“เราพบว่าหลายคนมีโรคประจำตัว แต่ไม่รู้ว่าจะดูแลตัวเองอย่างไร เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เรารู้สึกว่าความรู้ที่มีเป็นประโยชน์ต่อคนจำนวนมาก และช่วยให้คนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงมีสุขภาพดีขึ้น ทุกครั้งที่เห็นผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น ยิ่งทำให้เรามีความสุขและก้าวต่อไปบนเส้นทางอาชีพนี้อย่างมีความหมาย” แพตตี้ กล่าว

สำหรับ แพตตี้ นักกำหนดอาหารที่ดีไม่ใช่เพียงผู้ให้คำแนะนำ แต่ต้องเป็นที่ปรึกษาที่รับฟังด้วยหัวใจและเข้าใจความแตกต่างของแต่ละคน เธอเชื่อว่าเมื่อศักยภาพของผู้หญิงในสายอาชีพนี้ได้รับการยอมรับ ก็จะแปรเปลี่ยนเป็นพลังที่ขับเคลื่อนสังคมสู่สุขภาพที่ยั่งยืนได้

ผศ.ดร. เมทินี จรรยาสุภาพ

พลังผู้หญิงที่สร้างความเปลี่ยนแปลงในสายวิศวกรรม

เบื้องหลังความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี มักมี “ครู” เป็นผู้จุดประกายให้คนรุ่นใหม่ก้าวสู่การเป็นนักคิด นักพัฒนา และนักสร้างสรรค์  ผศ.ดร. เมทินี จรรยาสุภาพ อาจารย์ประจำสถาบันวิทยาศาสตร์การวิเคราะห์และตรวจสารในการกีฬา มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ทำหน้าที่มากกว่าการให้ความรู้ แต่เป็น “ครูที่ปรึกษาชีวิต” คอยชี้แนะแนวทางให้นักศึกษาเดินต่ออย่างมั่นคง

เส้นทางของอาจารย์เมเริ่มต้นจาก “อาการป่วยของระบบประสาท” ผลักให้ศึกษาด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ ด้วยความมุ่งมั่นค้นหาคำตอบและแนวทางรักษา จนได้ทุนไปศึกษาต่อระดับปริญญาเอกที่ Case Western Reserve University สหรัฐอเมริกา และนำความรู้มาแก้ปัญหาสุขภาพของตัวเองจนกลับมาเดินได้อีกครั้ง จากประสบการณ์ทำให้เชื่อมั่นในพลังของวิศวกรรม ที่เชื่อมโยงกับการแพทย์และวิทยาศาสตร์ ไม่เพียงช่วยรักษาชีวิต แต่สร้างนวัตกรรมที่เปลี่ยนโลกได้

แม้วงการวิศวกรรมถูกมองว่าเป็นพื้นที่ของผู้ชาย แต่อาจารย์เมพิสูจน์แล้วว่าผู้หญิงก็ยืนหนึ่งได้อย่างสง่างาม เพราะงานวิจัย “เซนเซอร์ในน้ำยาฟอกไต” เพื่อผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง และ “ซอฟต์แวร์แปลงอักษรเบรลล์” เป็นภาษาไทยและอังกฤษ เพื่อผู้พิการทางสายตา ทั้งสองโครงการสะท้อนพลังผู้หญิงในการสร้างนวัตกรรมลดความเหลื่อมล้ำและเปลี่ยนชีวิตผู้คนได้จริง

“เรามองว่าจุดแข็งของผู้หญิง คือ ทักษะการจัดการ และความเข้าใจในมนุษย์ เมื่อผสานกับองค์ความรู้ด้านเคมีและไฟฟ้าของเรา ยิ่งเสริมศักยภาพการทำงานให้ดีขึ้น ซึ่งความแตกต่างทางเพศอาจไม่ใช่อุปสรรค หากเราแสดงออกด้วยท่าทีที่เหมาะสม จะสามารถสร้างความกลมกลืนในสายงานนี้ได้” อาจารย์เม กล่าว

ในบทบาทของอาจารย์ เธอไม่เพียงถ่ายทอดวิชา แต่เป็นผู้แนะแนวชีวิตให้กับนักศึกษา เพื่อให้เยาวชนก้าวต่อบนสายอาชีพที่ชอบได้อย่างมีความสุข

 “หลายคนไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร คิดว่าชอบคณิตศาสตร์เลยเลือกวิศวะ เราจึงทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา จุดประกายให้นักศึกษาค้นพบตัวเอง และเลือกเดินบนเส้นทางการเรียนหรือสายอาชีพที่ใช่ ยิ่งไปกว่านั้นทักษะภาษาอังกฤษ ยังเป็นใบเบิกทางให้เติบโตในสายงานได้จริง ๆ เราตั้งใจที่จะบ่มเพาะเมล็ดพันธ์ที่ดี เพราะอาชีพครูไม่ใช่แค่ให้ความรู้ แต่ต้องสร้างคนคุณภาพ เพื่อเป็นกำลังขับเคลื่อนสังคมและเศรษฐกิจ”

เรื่องราวของอาจารย์เม คือบทพิสูจน์ว่า “ผู้หญิงในวิศวกรรม” ไม่เพียงเป็นครูผู้ถ่ายทอดความรู้ แต่ยังเป็นผู้นำทางความคิด ผู้สร้างนวัตกรรม และแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่กล้าที่จะเปลี่ยนโลกในแบบของตนเอง

ใช้ตัวเลขวางแผนอนาคตทางการเงิน

ณดา – วรินท์ณดา ทุมวงษ์

นักวางแผนการเงิน CFP  เพื่อลูกค้าบรรลุเป้าหมายชีวิตอย่างมั่นคง

ในโลกที่เต็มไปด้วยความเสี่ยงและความไม่แน่นอน ตัวเลขจึงไม่ใช่แค่สถิติในสมุดบัญชี แต่คือเครื่องมือป้องกันความเสียหายตั้งแต่ระดับบุคคลไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่ และผู้อยู่เบื้องหลังการวางแผนความมั่นคงนั้นคือ ณดา – วรินท์ณดา ทุมวงษ์ นักวางแผนการเงิน CFP สายงานที่อาศัยใจรักด้านคณิตศาสตร์ ความรอบคอบ และการสื่อสารที่เฉียบคม

“นักวางแผนการเงิน CFP คือที่ปรึกษารอบด้าน ทั้งการออม การเกษียณ ภาษี ประกันภัย ไปจนถึงการส่งต่อทรัพย์สิน เพื่อให้ลูกค้าบรรลุเป้าหมายชีวิตอย่างมั่นคง ซึ่งความท้าทายของสายงานนี้ไม่ใช่ความรู้ทางคณิตศาสตร์ หรือมายาคติทางเพศ แต่เป็นการสื่อสารเรื่องตัวเลขให้ผู้คนเห็นความมั่นคงของชีวิต และความละเอียดรอบคอบในการวิเคราะห์ ประเมิน และวางแผน เพื่อนำความรู้ทางการเงินมาปกป้องความฝันของทุกคน”  ณดา กล่าว

ด้วยความหลงใหลในตัวเลขตั้งแต่เด็ก ณดา เลือกเดินบนเส้นทางนี้อย่างมั่นใจ และก้าวสู่อาชีพ “นักวางแผนการเงิน CFP” 1 ในเพียง 800 คนของไทย ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานสากลจากสมาคมนักวางแผนการเงิน (Financial Planning Standards Board – FPSB) นับเป็นสายอาชีพที่เต็มไปด้วยพลังผู้หญิง

“การโลดแล่นในสายอาชีพนี้กว่า 10 ปี และก้าวสู่การเป็นนักวางแผนการเงินในบริษัท ชับบ์ ไลฟ์ แอสชัวรันซ์ จำกัด (มหาชน) ความสามารถด้านคณิตศาสตร์ อาจไม่สำคัญเท่ากับ ‘ความอดทน’ เพราะกว่าจะได้รับรองมาตรฐาน CFP จะต้องผ่านการสอบและการประเมินหลายขั้นตอนนานนับหลายปี เราต้องใช้ความพยายาม ความอดทน และแรงผลักจากตัวเองเป็นหลัก เพื่อความก้าวหน้าในสายอาชีพ”

ณดา พิสูจน์ให้เห็นว่า เบื้องหลังความสำเร็จขององค์กรใหญ่มีผู้หญิงเป็นแรงผลักดัน ที่สำคัญช่วยทลายความกลัวของเยาวชนต่อวิชาคณิตศาสตร์ ต่อยอดสู่ความก้าวหน้าและการทำงานทั่วโลก เพราะคณิตศาสตร์ คือภาษาสากลของการวางแผนชีวิต และเป็นรากฐานสำคัญของระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่

เม – สิรินธร สุนทรธรรมาสน์

พลังขับเคลื่อนวงการวิทยาศาสตร์ สร้างความเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้

ในโลกการแพทย์ที่ผู้คนมักให้ความสนใจกับแพทย์ผู้รักษา แต่ยังมีอีกหนึ่งอาชีพเบื้องหลังที่สำคัญต่อชีวิตผู้คนไม่แพ้กัน “นักวิจัยด้านจุลชีววิทยา” แม้ไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง แต่กลับมีบทบาทในการขับเคลื่อนนวัตกรรมทางสุขภาพ โดยผู้หญิงต้นแบบสายอาชีพนี้คือ เม – สิรินธร สุนทรธรรมาสน์ ผู้ใช้ชีวิตกับกล้องจุลทรรศน์ เพื่อค้นหาคำตอบที่อาจเปลี่ยนแปลงชีวิตผู้คนได้

การก้าวเข้าสู่สายอาชีพนี้ของ เม-สิรินธร เริ่มต้นจากเด็กสายวิทย์ที่ชอบเรียนวิชาชีววิทยาเป็นชีวิตจิตใจ จึงเลือกศึกษาต่อในสาขาจุลชีววิทยาที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ศึกษาลงลึกถึงบทบาทของจุลินทรีย์ภายในลำไส้มนุษย์ที่ส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว ในระดับปริญญาเอกด้านเทคโนโลยีชีวภาพ

“เราศึกษาจุลินทรีย์ภายในลำไส้มนุษย์ เพื่อทำความเข้าใจบทบาทและประโยชน์ต่อร่างกาย ต่อยอดสู่การพัฒนาแพลตฟอร์ม ‘GutPredict’ ฐานข้อมูลจุลินทรีย์ของประชากรไทย ที่จะสร้างประโยชน์ในเชิงการวิจัย สังคม และพาณิชย์ โดยนำไปสู่เครื่องมือทำนายโรค พัฒนาวัคซีน หรือค้นคว้ายาปฏิชีวนะ และเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาอย่างแม่นยำ”  เม-สิรินธร กล่าว

สิ่งที่ต้องฝ่าฟันในสายอาชีพนี้อาจไม่ใช่ข้อจำกัดด้านเพศ แต่เป็นความรับผิดชอบต่อหน้าที่และความท้าทายในการทำงาน ที่คนทั่วไปนิยามเราว่า “นักวิจัยคุณภาพ” ในสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)

“งานวิจัยต้องใช้เวลาในการค้นหาคำตอบรอบด้านและถูกต้องที่สุด เพื่อให้ผลงานสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมได้ การทำงานวิจัยสำเร็จ ไม่ได้หมายถึงการประสบความสำเร็จในอาชีพนักวิจัย แต่คือการสร้างนวัตกรรมใหม่ที่เปลี่ยนแปรงสังคมอย่างยั่งยืน ซึ่งความสามารถด้านวิทยาศาสตร์เพียงอย่างเดียว อาจไม่ใช่คำตอบของนักวิจัยที่ดี แต่ต้องไม่หยุดที่จะเรียนรู้ และอดทนหาคำตอบงานวิจัยที่ดีที่สุด เพราะหนึ่งหัวข้อวิจัย อาจไม่ใช่คำตอบที่ตายตัวเสมอไป”

เม–สิรินธร คือหนึ่งพลังผู้หญิงที่ขับเคลื่อนวงการวิทยาศาสตร์ และสร้างความเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้ เมื่อผู้หญิงได้รับโอกาสในการเรียนรู้และลงมือทำ

 หมิว – ภวิษย์พร เจียรประเสริฐ

เบื้องหลังความสำเร็จของคอมมูนิตี้เกมในประเทศไทย

จากเด็กสายการเงินที่เปลี่ยนความสนใจมาสู่โลกเทคโนโลยี  หมิว – ภวิษย์พร เจียรประเสริฐ  ผู้จัดการอาวุโส บริษัท การีนา ออนไลน์ (ประเทศไทย) จำกัด คือหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญที่ปลุกปั้นความสำเร็จของเกมยอดนิยมจาก Garena โดยผลักดันให้เทคโนโลยีและความบันเทิงเข้าถึงผู้คนทุกกลุ่ม สร้างประสบการณ์ร่วมกับผู้เล่นจนเกิดเป็นคอมมูนิตี้ที่แข็งแกร่ง

“หลังจบ BBA สาขา Finance ที่ National University of Singapore เราก็ตัดสินใจเข้าร่วมโครงการ Sea Global Management Associate Program ทำให้ได้มีโอกาสเรียนรู้ธุรกิจที่หลากหลายในเครือ Sea และได้รับผิดชอบบริหารจัดการโปรเจกต์ต่าง ๆ อย่างเข้มข้นตลอด 2 ปี ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดีในการเรียนรู้และค้นหาสิ่งที่ชอบไปพร้อมกัน ก่อนจะมารับหน้าที่บริหารเกมของ Garena ในปัจจุบัน ซึ่งนอกจากต้องปรับตัวให้ทันกับเทรนด์ของตลาดเกมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วแล้ว ยังต้องคำนึงถึงความคาดหวังของผู้เล่นด้วย ทำให้การทำงานรู้สึกสนุก ท้าทาย และได้เรียนรู้อยู่ตลอดเวลา” หมิว-ภวิษย์พร  กล่าว

ท่ามกลางอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่ผู้หญิงยังถือเป็นส่วนน้อย แต่ Sea (ประเทศไทย) กลับเป็นหนึ่งในองค์กรที่เปิดกว้างและสนับสนุนให้ผู้หญิงมีบทบาทสำคัญ สะท้อนผ่านโครงการ Woman Made: Girl in STEM ที่คุณหมิวมีส่วนร่วมต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนหญิงกล้าก้าวเข้าสู่สายอาชีพด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

“Sea (ประเทศไทย) จัดโครงการนี้เป็นปีที่ 2 แล้ว โดยเปิดพื้นที่ให้เยาวชนได้ทำความรู้จักกับอาชีพ และพบกับต้นแบบผู้หญิงในสาย STEM อย่างใกล้ชิด เราเชื่อว่าการส่งต่อประสบการณ์จากพี่ ๆ ที่ทำงานด้านนี้ จะทำให้เด็ก ๆ เห็นแนวทางในการศึกษาต่อและประกอบอาชีพในอนาคต รวมถึงช่วยสร้างความมั่นใจให้เด็กผู้หญิงพร้อมที่จะเลือกทำงานในสายงานนี้มากขึ้น”

วันนี้ หมิว-ภวิษย์พร   พิสูจน์ให้เห็นว่า แม้จะไม่ได้เรียนจบตรงสาย แต่ด้วยความตั้งใจ การไม่หยุดเรียนรู้ และความเชื่อมั่นในสิ่งที่ทำ คือปัจจัยสำคัญสู่ความสำเร็จ และสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในสังคมได้อย่างแท้จริง ในวันที่วงการเทคโนโลยีของไทยยังต้องการ “พลังของผู้หญิง” มาร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลให้ก้าวไกลต่อไป

เปลี่ยนแรงบันดาลใจให้กลายเป็นโอกาส

เรื่องราวของผู้หญิงทั้ง 5 คนคือตัวอย่างของพลังที่เกิดขึ้น สะท้อนชัดเจนว่า เมื่อมีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะคว้าโอกาส ผู้หญิงสามารถแสดงศักยภาพในสายอาชีพ STEM และสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรมต่อชีวิตผู้คนและสังคมได้ และเป็นบทพิสูจน์ว่า “การส่งเสริมความหลากหลายในสายวิชาชีพ” ไม่ใช่แค่เรื่องความเท่าเทียม แต่คือกุญแจสำคัญในการ “ลงทุนเพื่ออนาคต” ของสังคมไทย สร้างอนาคตของนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการของสังคมไทยอย่างแท้จริง พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่สังคมดิจิทัลอย่างมั่นคง..เพราะโลกอนาคตไม่ควรมีใคร “หายไปจากวงการวิทยาศาสตร์” เพียงเพราะเธอเป็นผู้หญิง

กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงเปิดงานเทศกาลน้ำมันเมล็ดคามีเลีย ภัทรพัฒน์ ทอดพระเนตรเมนู ‘บะหมี่ไก่’ จากน้ำมันเมล็ดคามีเลีย เสิร์ฟบนเที่ยวบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์

กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงเปิดงานเทศกาลน้ำมันเมล็ดคามีเลีย ภัทรพัฒน์ ทอดพระเนตรเมนู ‘บะหมี่ไก่’ จากน้ำมันเมล็ดคามีเลีย เสิร์ฟบนเที่ยวบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์

กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงเปิดงานเทศกาลน้ำมันเมล็ดคามีเลีย ภัทรพัฒน์ ทอดพระเนตรเมนู ‘บะหมี่ไก่’ จากน้ำมันเมล็ดคามีเลีย เสิร์ฟบนเที่ยวบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์

วันพฤหัสบดี ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ทรงเป็นองค์ประธานเปิดงาน “เทศกาลน้ำมันเมล็ดคามีเลีย ภัทรพัฒน์ ทศวรรษแห่งคุณค่าจากน้ำมันเมล็ดคามีเลีย” โดยมีผู้บริหารสายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์  นำโดย นายปิ่นยศ พิบูลสงคราม รองประธานฝ่ายการพาณิชย์และลูกค้าสัมพันธ์ สายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์   ร่วมเฝ้าฯ รับเสด็จ  และได้เข้ารับพระราชทานเหรียญที่ระลึก พร้อมเดินหน้าตอกย้ำพันธกิจด้านความยั่งยืนและการส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้บริโภค ด้วยการนำเสนอเมนูซิกเนเจอร์ “บะหมี่ไก่” ที่เสิร์ฟบนเที่ยวบิน และได้รับความนิยมจากผู้โดยสารมากมาย อีกทั้ง ยังใช้น้ำมันเมล็ดคามีเลียที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระและเป็น “Healthy Choice” สำหรับผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ นำมาสาธิตและให้ผู้เข้าร่วมงานได้ลิ้มลองความอร่อยของเมนูนี้ภายในงาน ณ ชั้น G ศูนย์การค้า EmSphere

นายปิ่นยศ พิบูลสงคราม รองประธานฝ่ายการพาณิชย์และลูกค้าสัมพันธ์ สายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์ กล่าวว่า การที่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ทรงเป็นองค์ประธานเปิดงานเทศกาลน้ำมันเมล็ดคามีเลีย ภัทรพัฒน์ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ และยังสะท้อนถึงคุณค่าของ ‘น้ำมันเมล็ดคามีเลีย’ ในฐานะน้ำมันพืชพรีเมียมที่อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ และเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ภายใต้ “โครงการภัทรพัฒน์” ตามพระราชดำริ ที่มุ่งเน้นการสร้างความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมและชุมชน งานนี้จึงมีความหมายรอบด้าน ทั้งวัฒนธรรม สุขภาพ และสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกันสายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์ ไม่เพียงแต่เป็นผู้ร่วมแสดงศักยภาพด้านการนำเสนออาหารเพื่อสุขภาพ แต่ยังสะท้อนกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนของแบรนด์สายการบินฯ ที่ต้องการสื่อสารถึงการเชื่อมโยงการเดินทาง เมนูอาหาร และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน ภายใต้แนวคิด “บินสู่โลกใหม่ที่ยั่งยืน”

“งานนี้เวียตเจ็ทไทยแลนด์ ได้เสิร์ฟ เมนู “บะหมี่ไก่” สูตรพิเศษที่ปรุงด้วยน้ำมันเมล็ดคามีเลีย มาเสิร์ฟให้ผู้เข้าร่วมงานได้ลิ้มลอง นับเป็นการนำเสนอรสชาติที่ทั้งอร่อยและดีต่อสุขภาพ ควบคู่ไปกับการสะท้อนภาพลักษณ์ของสายการบินที่ใส่ใจคุณภาพชีวิตผู้โดยสาร พร้อมทั้งเชื่อมโยงกับการสนับสนุนเกษตรกรรมยั่งยืนของไทย”

เมนู “บะหมี่ไก่” ถือเป็นซิกเนเจอร์ที่สะท้อนเอกลักษณ์ของสายการบินฯ ได้อย่างดี โดยความพิเศษคือการใช้น้ำมันเมล็ดคามีเลียแทนน้ำมันทั่วไป ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็น “Healthy Choice” ที่ให้พลังงานและรสชาติครบถ้วนโดยไม่ทิ้งความอร่อย เหมาะกับผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพและกำลังมองหาทางเลือกใหม่ในการรับประทานอาหาร อีกทั้งยังทำให้เมนูนี้มีรสกลมกล่อมเป็นพิเศษ และตอกย้ำความมุ่งมั่นของเวียตเจ็ทไทยแลนด์ในการผสานการบินเข้ากับแนวคิดการใช้ชีวิตที่ดีต่อทั้งผู้โดยสารและสิ่งแวดล้อม

การเข้าร่วมงานครั้งนี้ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเวียตเจ็ทไทยแลนด์ที่เน้นการเป็นสายการบินฯ ที่ให้ความใส่ใจผู้โดยสารในทุกมิติ ไม่เพียงในแง่การเดินทาง แต่ยังรวมถึงการส่งต่อคุณค่าของการบริโภคที่ดีต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม พร้อมชูวิสัยทัศน์ร่วมกับพันธมิตร โดยให้งานนี้เป็นพื้นที่ที่ประชาชนได้เรียนรู้ถึงคุณค่าของน้ำมันเมล็ดคามีเลียในเชิงยั่งยืน และยังเป็นตัวอย่างของการเชื่อมโยงภาคธุรกิจหลากหลายให้เกิดประโยชน์ร่วมกัน

“เวียตเจ็ทไทยแลนด์ไม่ได้มองตัวเองเพียงในฐานะสายการบินที่ให้บริการการเดินทาง แต่เรายังมุ่งมั่นยกระดับประสบการณ์การบินที่ดีต่อสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และสังคม โดยการเข้าร่วมงานเทศกาลน้ำมันเมล็ดคามีเลียครั้งนี้เป็นอีกก้าวสำคัญในการสะท้อนแนวคิด Fly Green ของสายการบินที่ต้องการสร้างโลกการบินที่ดีต่อทั้งผู้โดยสารและรับผิดชอบต่อสังคมโดยรวม”

สำหรับบูธของเวียตเจ็ทไทยแลนด์ภายในงาน ผู้ร่วมงานสามารถเข้ามาสัมผัสกิจกรรมหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการชิมเมนูบะหมี่ไก่สุดพิเศษฟรี รวมถึงของรางวัลจากเวียตเจ็ทไทยแลนด์ เมื่อใช้จ่ายภายในศูนย์การค้าครบตามที่กำหนด ทั้งนี้ “เทศกาลน้ำมันเมล็ดคามีเลีย ภัทรพัฒน์ ทศวรรษแห่งคุณค่าจากน้ำมันเมล็ดคามีเลีย” จัดขึ้นตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 23 กันยายน 2568 ตั้งแต่เวลา 10.00 – 20.00 น. พร้อมกิจกรรมมากมายให้ผู้สนใจได้ร่วมสัมผัสความอร่อย สุขภาพ และคุณค่าความยั่งยืนในทุกมิติ” นายปิ่นยศ กล่าว

อว. ประกาศความสำเร็จ ‘อว.แฟร์ 2025’ เดินหน้าหนุนพลังนวัตกรรมขับเคลื่อนไทย

อว. ประกาศความสำเร็จ ‘อว.แฟร์ 2025’ เดินหน้าหนุนพลังนวัตกรรมขับเคลื่อนไทย

อว. ประกาศความสำเร็จ ‘อว.แฟร์ 2025’ เดินหน้าหนุนพลังนวัตกรรมขับเคลื่อนไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม  (อว.) ประกาศความสำเร็จ ‘อว.แฟร์ 2025’  ตลอด 9 วัน ประชาชนร่วมงานกว่า 720,000 คน เดินหน้าหนุนพลังนวัตกรรมขับเคลื่อนไทย

ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม แถลงข่าวความสำเร็จการจัดงาน ‘อว.แฟร์ 2025’ ที่เปิดให้ประชาชนเข้าชมฟรีและร่วมสัมผัสประสบการณ์สุดล้ำด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย เทคโนโลยีและนวัตกรรม ระหว่างวันที่ 9-17 สิงหาคม 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยตลอด 9 วัน มียอดผู้เข้าร่วมทั้ง On-site และ Online รวมกว่า 720,000 คน สร้างผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและสังคมอย่างมีนัยสำคัญ โดยมี ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. และผู้บริหารกระทรวง อว. เข้าร่วม ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2568

​บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ ฝึกหนูให้กู้กับระเบิด

​บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ ฝึกหนูให้กู้กับระเบิด

​บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ ฝึกหนูให้กู้กับระเบิด

วันพฤหัสบดี ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ข่าวทหารไทยถูกกับระเบิดจนขาขาดหลายคน ที่ชายแดนไทย กัมพูชา ใน พ.ศ. 2568   ได้สร้างความเจ็บปวดให้คนไทยทั่วประเทศอย่างที่สุด  มีการนำอุปกรณ์ค้นหากับระเบิดหลายชนิดมาใช้   เช่นเครื่องตรวจโลหะแต่กับระเบิดสมัยใหม่ เช่น PMN 2 ของรัสเซียนั้นใช้พลาสติกแทนโลหะทำให้เครื่องตราจโลหะใช้การไม่ได้  ถึงแม้มีการพัฒนาหุ่นยบต์ตรวจกับระเบิดหลายชนิด แต่ก็มีราคาสูงมาก

มีรายงานข่าวว่า องค์กรอโพโพ Apopo (Anti-Personnel Landmines Detection Product Development ของเบลเยี่ยม นำโดย นาย Bart Weetjens  ที่ตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2550 ได้ฝึกหนูแอฟริกาหูยาว (African Giant Pouched Rat) หรือ HeroRATs  ให้ค้นหากับระเบิดใต้ดินในกัมพูชาได้ผลดี จึงเกิดคำถามว่า เราจะฝึกหนูไทยให้ค้นหาระเบิดเหมือนหนูแอฟริกาได้หรือไม่

หนูยักษ์พันธุ์แอฟริกัน (African Giant Pouched Rat) หรือที่เรียกว่า “HeroRATs” น้ำหนักเบาเพียง 1-1.5 กิโลกรัม ทำให้ไม่สามารถกระตุ้นให้ระเบิดใต้ดินระเบิดได้ เพราะระเบิดส่วนใหญ่ต้องการความดันอย่างน้อย 5 กิโลกรัม จึงสามารถเดินสำรวจพื้นที่ได้อย่างปลอดภัย หนูเหล่านี้มีจมูกไว ประสาทสัมผัสทางกลิ่นต่อสารเคมีที่เหนือกว่าสุนัข สามารถดมกลิ่นวัตถุระเบิด  แม้ฝังลึกใต้ดินได้ในระยะไกล  พวกมันจะเพิกเฉยต่อเศษโลหะอื่น ๆ ที่ปะปนอยู่ในดิน เช่น ฝาขวด น็อต หรือชิ้นส่วนรถยนต์ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของเครื่องตรวจจับโลหะแบบเดิม   สามารถทำงานได้หลายชั่วโมงต่อวันโดยไม่เหนื่อยล้า ทำให้การทำงานรวดเร็วกว่าคนใช้เครื่องตรวจจับหลายเท่าตัว กินอาหารหลักคือเมล็ดธัญพืชและผัก ขนมรางวัล คือ ผลไม้เมืองร้อน หนูพันธุ์นี้มีอายุขัยถึง 8 ปี ทำให้สามารถใช้งานได้นานกว่าสุนัข  ตัวเล็ก สามารถเข้าถึงพื้นที่แคบ ๆ หรือพื้นที่รกทึบที่มนุษย์หรือสุนัขเข้าถึงได้ยาก    หนูเหล่านี้ฉลาดและเรียนรู้ได้เร็วด้วยเทคนิคการฝึกแบบให้รางวัล (Positive Reinforcement) โดยเมื่อพวกมันดมกลิ่นเจอ ระเบิดทีเอ็นที ก็จะได้รับอาหารที่ชอบ เช่น กล้วย ถั่วลิสง หรืออะโวคาโด

ในกัมพูชานั้น แม้จะมีการดำเนินการกู้ระเบิดมาหลายปี แต่ยังคงมีระเบิดใต้ดินที่ไม่ระเบิดประมาณ 4-6 ล้านลูก สืบเนื่องมาจากความขัดแย้งในอดีต ทำให้ประชาชนยังคงอยู่ในอันตราย และมีคนขาขาดเพราะกับระเบิดจำนวนมาก

ในพ.ศ. 2563 หนูกู้ระเบิดในกัมพูชาตัวหนึ่งชื่อ “มากาวา”ตรวจพบระเบิดใต้ดิน 71 ลูกและวัตถุระเบิดอื่นๆ 38 ชิ้น     ปี พ.ศ. 2568  หนูชื่อ  “โรนิน”  ที่ประจำการในจังหวัด พระวิหารของกัมพูชาตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2564 ได้ตรวจพบระเบิดใต้ดิน 109 ลูกและวัตถุระเบิดที่ไม่ระเบิด (UXO) อีก 15 ชิ้น

แล้วหนูไทยล่ะ…จะฝึกได้ไหม? คำถามที่น่าสนใจคือ เราสามารถนำหนูท้องถิ่นของไทยมาฝึกหาระเบิดแบบเดียวกันได้หรือไม่? ในทางทฤษฎีแล้วมีความเป็นไปได้ เพราะหนูมีสัญชาตญาณการดมกลิ่นที่ดี    หน่วยค้นหาทำลายวัตถุระเบิด EOD ของตำรวจทหาร   และ หน่วยสุนัขตำรวจทหารที่มีประสบการณ์ ในการฝึกสุนัขค้นหาวัตถุระเบิด น่าจะหาทางทดลองนำ หนูนา ที่มีอยู่ในท้องนา  และสุนัขจรจัด ที่มีอยู่มากมายตามวัดต่างๆ  มาใช้ประโยชน์ในการค้นหากับระเบิดบ้าง

ทหารช่างและนักเทคนิคของไทยน่าจะมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาอุปกรณ์เสริม เช่น ชุดเซนเซอร์ติดตัวหนู หรือระบบติดตาม GPS เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการทำงาน หากสามารถผสานเทคโนโลยีเข้ากับการฝึกสัตว์ได้อย่างลงตัว ก็อาจสร้าง “หนูฮีโร่สายพันธุ์ไทย” ที่พร้อมปฏิบัติภารกิจในสนามจริง

หนูกู้ระเบิด พิสูจน์ให้โลกเห็นว่า “ฮีโร่” ไม่ได้มีแต่ขนาดใหญ่เสมอไป บางครั้งฮีโร่ก็มีขนาดแค่ฝ่ามือและพร้อมจะช่วยชีวิตคนนับพันได้อย่างน่ามหัศจรรย์

กระบวนการฝึกหนูหาระเบิด

การฝึกหนูเหล่านี้ใช้เวลายาวนาน เริ่มตั้งแต่หนูยังเล็ก:

ขั้นตอนที่ 1: การปรับตัว หนูน้อยจะถูกฝึกให้คุ้นเคยกับมนุษย์และสภาพแวดล้อมการทำงาน ช่วงนี้ใช้เวลาประมาณ 4-6 เดือน

ขั้นตอนที่ 2: การฝึกดมกลิ่น ใช้วิธี “Clicker Training” ฝึกให้หนูรู้จักกลิ่นของวัตถุระเบิด เมื่อดมเจอจะได้รับเสียงคลิกและอาหารรางวัล

ขั้นตอนที่ 3: การฝึกในสนาม หนูจะถูกฝึกให้ทำงานในรูปแบบตาราง เดินสำรวจพื้นที่อย่างเป็นระบบ

วิธีการทำงานในสนาม

เมื่อหนูกู้ระเบิดออกไปทำงานจริง พวกหนูจะถูกผูกสายรัดและเดินสำรวจพื้นที่อย่างเป็นระบบ เมื่อดมกลิ่นวัตถุระเบิดได้ หนูจะหยุดนิ่งและขีดข่วนบริเวณนั้น เจ้าหน้าที่จึงจะเข้ามาตรวจสอบและกู้ระเบิดอย่างระมัดระวัง

ชีวิตประจำวันของหนูฮีโร่

หนูเหล่านี้ไม่ได้ทำงานตลอดเวลา ทำงานในช่วงเช้าเมื่ออากาศเย็น หลีกเลี่ยงความร้อนของตอนบ่าย  มีเวลาเล่นและพักผ่อนอย่างเพียงพอ  ชอบกินอะโวคาโดเป็นขนมรางวัล นอกจากอาหารปกติ

การฝึกหนูให้กู้ระเบิดไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้ความอดทน: การฝึกแต่ละตัวใช้เวลาหลายเดือน โดยผู้เชี่ยวชาญ  เช่นมาร์ค ชูคูรู ที่เป็นหัวหน้าผู้ฝึกหนูในกัมพูชา มาจากแทนซาเนียซึ่งเป็นถิ่นกำเนิดของหนูสายพันธุ์นี้   โดยต้องฝึกให้หนูปรับตัวเข้ากับสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมที่แตกต่าง

พ.ศ. 2558  APOPO ส่งหนูตรวจจับระเบิด (MDR) ไปยังกัมพูชาภายหลังจากโครงการกู้ระเบิดที่ประสบความสำเร็จในแองโกลาและโมซัมบิก นี่เป็นครั้งแรกที่ MDR ถูกส่งไปประจำการในประเทศนอกทวีปแอฟริกา

การทำงานของหนูเหล่านี้ช่วยให้พื้นที่ปลอดภัย ชาวบ้านสามารถกลับมาใช้ที่ดินเพื่อการเกษตรและอยู่อาศัยได้อย่างปลอดภัย พื้นที่ที่กู้ระเบิดแล้วสามารถนำมาพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นได้ เด็กๆ สามารถเล่นและไปโรงเรียนได้โดยไม่ต้องกลัวอันตราย

กระบวนการฝึกโดยละเอียด

ขั้นพื้นฐาน (2-4 เดือนแรก)  ฝึกให้คุ้นเคยกับผู้ฝึก  สอนให้รู้จักเสียงคลิกเก็อร์  ฝึกพฤติกรรมพื้นฐาน

ขั้นกลาง (4-6 เดือน) ฝึก Clicker Training ให้หนูเชื่อมโยงเสียงคลิกกับอาหารรางวัล เพื่อจูงใจให้เรียนรู้การดมกลิ่นวัตถุระเบิด   ฝึกให้รู้จักกลิ่นระเบิดทีเอ็นที และวัตถุระเบิดอื่นๆ  สอนให้ส่งสัญญาณเมื่อพบเป้าหมาย

ขั้นสูง (6-9 เดือน)  ฝึกให้ทำงานอย่างเป็นระบบภายในรูปแบบตาราง และส่งสัญญาณ

ฝึกในสภาพแวดล้อมจำลอง   ทดสอบความแม่นยำ

วันแรกในสนาม

เมื่อหนูฮีโร่ก้าวเข้าสู่สนามจริงครั้งแรก มันเป็นช่วงเวลาที่ทั้งตื่นเต้นและกังวล เจ้าหน้าที่จะคอยสังเกตอย่างใกล้ชิด เพื่อให้แน่ใจว่าหนูทำงานได้ตามที่ฝึกมา

ข้อดีของหนูเหนือเทคโนโลยี

แม้เทคโนโลยีการตรวจจับจะก้าวหน้า แต่หนูก็ยังมีข้อได้เปรียบ เพราะมีความแม่นยำสูงอัตราความผิดพลาดต่ำกว่าเครื่องตรวจจับโลหะ ค่าใช้จ่ายในการฝึกและดูแลต่ำกว่าเทคโนโลยีที่มีราคาแพง     สามารถทำงานในสภาพพื้นที่ที่เครื่องจักรเข้าไม่ได้

ผลงานในกัมพูชา

โครงการมุ่งเน้นที่จังหวัดเสียมราฐในภาคเหนือของกัมพูชา ผลลัพธ์ที่ได้คือผลิตหนูฮีโร่มากกว่า 300 ตัว  กู้ระเบิดได้หลายพันลูก คืนพื้นที่ปลอดภัยให้ชุมชนหลายแสนไร่

เทคนิคการฝึกสมัยใหม่

Positive Reinforcement  การใช้ระบบรางวัลเป็นหลัก ไม่มีการลงโทษ เพื่อให้หนูมีความสุขในการทำงาน

Environmental Training  ฝึกให้หนูคุ้นเคยกับเสียงต่างๆ ในสนาม เช่น เสียงรถ เสียงคน เสียงธรรมชาติ

Systematic Search Pattern ฝึกให้หนูค้นหาอย่างเป็นระบบ ไม่ข้ามพื้นที่ เพื่อความแม่นยำสูงสุด

โดย  สุริยพงศ์

ขอบคุณภาพจาก https://www.beartai.com/

สมรสพระราชทาน ศิธาสา กาญจนะวิชัย – เบญ ชนะภัย

สมรสพระราชทาน ศิธาสา กาญจนะวิชัย - เบญ ชนะภัย

สมรสพระราชทาน ศิธาสา กาญจนะวิชัย – เบญ ชนะภัย

วันพฤหัสบดี ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในวโรกาสที่ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมประกอบพิธีสมรสพระราชทาน ระหว่าง ศิธาสา กาญจนะวิชัย บุตรี ม.ล.ชุติณธร – สิรินดา กาญจนะวิชัย กับ เบญ ชนะภัย บุตร ปานฑิต – จิล ชนะภัย  นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณแก่ครอบครัวของคู่บ่าว-สาว อย่างหาที่ สุดมิได้ โดยได้จัดให้มีพิธีหมั้นด้วยฤกษ์ดีๆ ตามลำดับ ในเวลา 09.09 น. ตั้งขบวนขันหมาก 09.59 น. พิธีสวมแหวน และ 10.30 น. พิธีรับไหว้ผู้ใหญ่  ณ ห้องลุมพินี โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ เมื่อวันเสาร์ที่ 13 กันยายน 2568

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ประกอบพิธีสมรสพระราชทาน ระหว่าง ศิธาสา กาญจนะวิชัย กับ เบญ ชนะภัย

มงคลชีวิตคู่ บ่าว-สาว และครอบครัวทั้งสองฝ่ายเข้าเฝ้า สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก 

ฤกษ์ดี 09.09 น.ขบวนขันหมาก

และเพื่อเป็นเกียรติแก่คู่สมรสในช่วงตอนเย็นของวันเดียวกันได้จัดงานฉลองมงคลสมรสพระราชทาน ท่ามกลางความยินดีปรีดาของทั้งสองครอบครัว รวมทั้งคุณปู่ – คุณย่า ม.ร.ว.โอภาศ – คุณหญิงอัมพร กาญจนะวิชัย,แขกผู้ใหญ่ ญาติสนิทมิตรสหายต่างมาร่วมแสดงความยินดีกับคู่บ่าว-สาวอย่างอบอุ่นเป็นกันเอง พร้อมร่วมกันอวยพรให้ทั้งคู่จับมือเคียงข้าง สร้างชีวิตคู่ไปด้วยกันและเป็นคู่ชีวิตที่อยู่ร่วมกันตลอดไป

09.59 น. พิธีสวมแหวน

09.59 น. พิธีสวมแหวน

บ่าว-สาว กับคุณพ่อคุณแม่ฝ่ายชาย ปานฑิต - จิล ชนะภัย และ คุณพ่อคุณแม่ฝ่ายหญิง ม.ล.ชุติณธร - สิรินดา กาญ จนะวิชัย

บ่าว-สาว กับคุณพ่อคุณแม่ฝ่ายชาย ปานฑิต – จิล ชนะภัย และ คุณพ่อคุณแม่ฝ่ายหญิง ม.ล.ชุติณธร – สิรินดา กาญ จนะวิชัย

เพื่อนๆ ร่วมแสดงความยินดีอย่างอบอุ่น

เพื่อนๆ ร่วมแสดงความยินดีอย่างอบอุ่น

ค่ำคืนแห่งความสุขฉลองสมรสพระราชทาน บ่าว-สาว กับครอบครัวทั้งสองฝ่าย มีคุณปู่ ม.ร.ว.โอภาศ  กาญจนะวิชัย ร่วมแสดงความยินดี

ค่ำคืนแห่งความสุขฉลองสมรสพระราชทาน บ่าว-สาว กับครอบครัวทั้งสองฝ่าย มีคุณปู่ ม.ร.ว.โอภาศ กาญจนะวิชัย ร่วมแสดงความยินดี

คุณปู่ ม.ร.ว.โอภาศ กาญจนะวิชัย เป็นปลื้มในวันฉลองยินดี

คุณปู่ ม.ร.ว.โอภาศ กาญจนะวิชัย เป็นปลื้มในวันฉลองยินดี

คุณพ่อคุณแม่ฝ่ายหญิง ม.ล.
ชุติณธร - สิรินดา กาญจนะวิชัย กับ ม.ล.สวรรณศิริ ทองใหญ่ และ ทิพสุคนธ์ กิจจาธนพันธ์

คุณพ่อคุณแม่ฝ่ายหญิง ม.ล. ชุติณธร – สิรินดา กาญจนะวิชัย กับ ม.ล.สวรรณศิริ ทองใหญ่ และ ทิพสุคนธ์ กิจจาธนพันธ์

ม.ล.ชุติณธร กาญจนะวิชัย กับบุตรสาว

ม.ล.ชุติณธร กาญจนะวิชัย กับบุตรสาว

คุณแหน : 18 กันยายน 2568

คุณแหน : 18 กันยายน 2568

คุณแหน : 18 กันยายน 2568

วันพฤหัสบดี ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2568, 02.00 น.

  • งานแสดงมุทิตาจิตอายุวัฒนมงคล 100 ปี นพ.บรรลุ ศิริพานิช ประธานกรรมการ รพ.เมดพาร์ค และ รพ.มหาชัย(มหาชน)19 ก.ย.09.40 น. ฯพณฯ ชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี ปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “100ปี นพ.บรรลุ:ศรัทธาแห่งชีวิต” ณ ห้องประชุมForum ชั้น M รพ.เมดพาร์ค..
  • วัดเทพประทานอธิพร ที่มี พระอธิการธาตุ อธิปัญโญ เป็นเจ้าอาวาส จัดปฏิบัติธรรม ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติสมเด็จกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์  2 – 4 ต.ค. โดยฝึกสติด้วยสติปัฎฐาน 4 ท่ามกลางธรรมชาติที่เป็นสัปปายะของเขาสอยดาว ให้เกิดความสุข ความสงบ และเป็นการสร้างพลังใจ รับจำนวนจำกัด ติดต่อ ครูบาโอ๋ 080-561-4951..
  • เพ็ญพักตร์ ศรีทอง ประธานสภาแม่ดีเด่นแห่งชาติฯ พร้อมคณะกก.เป็นเจ้าภาพทอดกฐินตกค้าง จำนวน 3 วัด ได้แก่ วัดกวยวนาราม วัดสามัคคีศรีบูรพา และวัดแสงสว่างราษฎรบำรุง 12 ต.ค.13.00 น. ณ วัดกวยวนาราม อ.สังขะ จ.สุรินทร์…
  • ข่าวดี สว.อโณทัย ฤทธิปัญญาวงศ์ ศิษย์เก่าเทพศิรินทร์ รุ่น ท.ศ.04-06  ได้รับเลือกเป็น “รำเพยจรัสแสง” รางวัลอันทรงเกียรติ ในโอกาส ครบ 140 ปี รร.เทพศิรินทร์ โดยสมาคมนักเรียนเก่าเทพศิรินทร์ฯ จะมีพิธีมอบรางวัล 4 ต.ค…
  • ฉลองสมรส กนกวรรณ ขุนแก้ว บุตรี นิพล-กฤษณา ขุนแก้ว กับ ยวง บัปติสตา วันเฉลิม รุธิรกนก บุตร ยอแซฟ จีรวัฒน์ – ลดา รุธิรกนก  27 ก.ย.10.00 น. พิธีคาทอลิก ณ วัดศีลมมหาสนิท ตลิ่งชัน กรุงเทพฯ..
  • นพ.วิทยา เมฆานันท์ มอบช่อกุหลาบสีเหลืองช่อใหญ่ 100 ดอกให้ภรรยาสุดที่รัก พร้อมจิตต์ เนื่องในวันเกิด 15 ก.ย. มีความหมายลึกซึ้ง 100yellow roses 100 ความมากมายมหาศาล สีเหลืองแสดงความผูกพันเอาใจใส่ถูกใจผู้รับยิ่ง..
  • ยินดีกับ อ.นัฎจักร ณ เชียงใหม่ ที่ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นราชบัณฑิต ประเภทวิจิตรศิลป์สาขาศิลปะไทย สำนักศิลปกรรม เนติบัณฑิตยสภา ส่วน ภาควิชาประวัติศาสตร์ มศว.ขอแสดงความยินดีกับ ผศ.ดร.วงเดือน นาราสัจจ์ อดีตอาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นราชบัณฑิต ประเภทวิชาประวัติศาสตร์ สาขาวิชาประวัติศาสตร์อเมริกา ..
  • สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมกับวัดสุทัศนเทพวราราม จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร เนื่องในโอกาสวันพระบรมราชสมภพ ครบ 100 ปี  “เฉลิมพระเกียรติพระบารมี 100 ปี พระอัฐมรามาธิบดินทรราชา” 20 ก.ย.2568 ระหว่างวันที่ 20-27 ก.ย.17.00-20.30 น. ณ วัดสุทัศนเทพวราราม กิจกรรมสาธิตมรดกภูมิปัญญาวัฒนธรรม อาทิ สาธิตงานศิราภรณ์ งานปิดทอง งานปักผ้า การทำพัดบุหงา การถักโครเชต์ การทำขนมไทย การแกะสลักผักผลไม้ การร้อยพวงมาลัย เชิญร่วมเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ..
  • ขอแสดงความยินดีกับหญิงเก่งทุกๆ ด้าน  ดร.ลาลีวรรณ กาญจนจารี ในวาระได้รับคัดเลือกเป็นประธานสภาสตรีแห่งชาติฯ ในวาระใหม่สมัยที่ 28 ต่อจาก สุกัญญา ประจวบเหมาะ ประธานสภาสตรีแห่งชาติฯ คนที่ 27 ซึ่งครบวาระ ..

น้อง

มณฑลเจ้อเจียง เผยความสำเร็จงานมหกรรมบริการการค้ามณฑลเจ้อเจียง (ประเทศไทย) ด้านการแพทย์แผนจีนและสุขภาพ

มณฑลเจ้อเจียง เผยความสำเร็จงานมหกรรมบริการการค้ามณฑลเจ้อเจียง (ประเทศไทย) ด้านการแพทย์แผนจีนและสุขภาพ

มณฑลเจ้อเจียง เผยความสำเร็จงานมหกรรมบริการการค้ามณฑลเจ้อเจียง (ประเทศไทย) ด้านการแพทย์แผนจีนและสุขภาพ

วันพุธ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2568, 15.59 น.

มณฑลเจ้อเจียง เผยความสำเร็จอย่างงดงาม การจัดงานมหกรรมบริการการค้ามณฑลเจ้อเจียง (ประเทศไทย) ด้านการแพทย์แผนจีนและสุขภาพ ประจำปี 2568 ซึ่งพิธีเปิดงานจัดขึ้นอย่างเป็นทางการ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร ภายใต้หลักการสำคัญที่ว่า “บริการจากเจ้อเจียง บริการสู่สากล”  ดึงดูดผู้เข้าชมงานอย่างล้นหลาม นำเสนอและจัดแสดงผลงานนวัตกรรมและบริการอันล้ำสมัยของบริษัทด้านการแพทย์แผนจีน จากมณฑลเจ้อเจียงในหลากหลายสาขา ได้แก่ นวัตกรรมทางเทคโนโลยี การบำบัดแบบดั้งเดิม และการบริหารจัดการสุขภาพ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อผลักดันการพัฒนาบริการการแพทย์แผนจีนของเจ้อเจียงสู่ระดับสากล และยกระดับความร่วมมือด้านการค้าระหว่างประเทศในอุตสาหกรรมสุขภาพแบบครบวงจร ระหว่างมณฑลเจ้อเจียงกับประเทศไทยให้แนบแน่นยิ่งขึ้น

ในฐานะที่ประเทศไทย เป็นหนึ่งในประเทศสำคัญตามแนวระเบียงเศรษฐกิจ “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” ประชาชนชาวไทยจึงให้การยอมรับและมีความเชื่อมั่นในศาสตร์การแพทย์แผนจีนในระดับสูง ประกอบกับในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ความสัมพันธ์และการแลกเปลี่ยนด้านการแพทย์และการดูแลสุขภาพระหว่างจีนและไทยทวีความแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ซึ่งถือเป็นโอกาสอันล้ำค่าสำหรับบริษัทด้านบริการการแพทย์แผนจีนของมณฑลเจ้อเจียงในการขยายธุรกิจสู่ต่างประเทศ สำหรับงานนี้ พื้นที่จัดแสดงของมณฑลเจ้อเจียงมีขนาดรวม 90 ตารางเมตร โดยได้มุ่งเน้นการนำเสนอผลงานนวัตกรรมด้านบริการ เทคโนโลยี และผลิตภัณฑ์จากศูนย์ส่งออกบริการการแพทย์แผนจีนระดับประเทศ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมภาพลักษณ์อันโดดเด่นของแบรนด์ “บริการจากเจ้อเจียง” ในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้อย่างมีประสิทธิผล

การจัดแสดงงานครั้งนี้ได้รับความสนใจจากบริษัทชั้นนำที่มีศักยภาพสูงจำนวนมากจากมณฑลเจ้อเจียง ซึ่งครอบคลุมสาขาย่อยอันหลากหลาย ได้แก่ บริการเทคโนโลยีการแพทย์แผนจีนเพื่อชะลอวัย สุขภาพดิจิทัล การบำบัดด้วยการรมยา และบริการเทคโนโลยีการสกัดสมุนไพรจีน ในจำนวนนี้ บริษัท Zhejiang Hongpeng Medical Technology Co., Ltd. (浙江鸿鹏医疗科技有限公司) ได้เข้าร่วมนำเสนอบริการด้านยาเซลล์ต้นกำเนิดและเทคโนโลยีเซลล์ภูมิคุ้มกัน โดยมุ่งเน้นการจัดแสดงขีดความสามารถในการให้บริการแบบบูรณาการในด้านความงามและการชะลอวัยตามหลักการแพทย์แผนจีน รวมถึงการเก็บรักษาเซลล์เพื่อการดำรงชีวิต ซึ่งได้รับความสนใจอย่างยิ่งจากบุคลากรในแวดวงการแพทย์ของไทยที่ได้เข้ามาหารือในเชิงลึก

มหาวิทยาลัยการแพทย์เวินโจว (温州医科大学) ยังได้นำเสนอ “แพลตฟอร์มแอปพลิเคชัน Zhi Kui Health (智馈健康APP平台)” ซึ่งเป็นการผสานรวมเทคโนโลยี AI และเมตาเวิร์สเข้าด้วยกัน โดยเชื่อมโยงการฟื้นฟูร่างกายตามหลักการแพทย์แผนจีนเข้ากับเทคโนโลยีดิจิทัล ทำให้เกิดการบูรณาการที่สมบูรณ์แบบในการฟื้นฟูสุขภาพที่บ้านและการบริหารจัดการสุขภาพเฉพาะบุคคล ซึ่งนับเป็นนวัตกรรมและโซลูชันใหม่สำหรับสถาบันฟื้นฟูสมรรถภาพในประเทศไทย

ในส่วนของบริษัท Sen Weitai Trading Co., Ltd. (森威泰商贸有限公司) จากเมืองหางโจว ได้เข้าร่วมนำเสนอแบรนด์ “Ai Hua Tang (艾桦堂)” ซึ่งมีความโดดเด่นในด้านผลิตภัณฑ์รมยาคุณภาพสูง ด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยและบริการผลิตภัณฑ์ที่ยอดเยี่ยม ทำให้แบรนด์ได้สั่งสมชื่อเสียงอันเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาอย่างยาวนาน และได้กลายเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนการเผยแพร่วิธีการบำบัดรักษาภายนอกด้วยการแพทย์แผนจีนสู่สากล

นอกเหนือจากนี้ บริษัท Jiayu Health Technology (Zhejiang) Co., Ltd. (佳裕健康科技(浙江)有限公司) ซึ่งมุ่งเน้นการศึกษาวิจัยและนำไปประยุกต์ใช้เห็ดราที่มีสรรพคุณทางอาหารและยา ได้ประสานความร่วมมือกับสถาบันวิจัยเห็ดราที่ใช้บริโภคและทางยา มหาวิทยาลัยเจ้อเจียง เพื่อนำเสนอสารสกัดและเทคโนโลยีจากเห็ดราที่พัฒนาร่วมกัน โดยได้จัดแสดงผลิตภัณฑ์จากเห็ดราที่มีคุณภาพสูง ซึ่งได้รับความสนใจอย่างสูงจากผู้เข้าชมที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในวงการให้ความสำคัญกับบริการด้านเทคโนโลยีการสกัดเห็ดราของบริษัท

ตลอดระยะเวลาการจัดงาน พื้นที่จัดแสดงของมณฑลเจ้อเจียงได้จัดเตรียมกิจกรรมพิเศษที่หลากหลายและน่าสนใจ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อมอบประสบการณ์อันเป็นเอกลักษณ์แก่ผู้เข้าร่วมงาน ซึ่งประกอบด้วยกิจกรรมชิมชาสมุนไพรและกิจกรรมทดลองการบำบัดด้วยการรมยา กิจกรรมดังกล่าวได้ดึงดูดผู้เข้าชมจำนวนมากให้เข้ามาร่วมสัมผัสประสบการณ์บริการการแพทย์แผนจีน ซึ่งมีคุณภาพสูงด้วยตนเอง ทั้งนี้ พื้นที่จัดแสดงของมณฑลเจ้อเจียงได้มุ่งมั่นที่จะนำเสนอเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์และสารัตถะดั้งเดิมของ “บริการการแพทย์แผนจีนจากเจ้อเจียง” ให้แก่ผู้ประกอบการและชาวไทย เพื่อสร้างสะพานแห่งมิตรภาพและสุขภาพสำหรับความร่วมมือระหว่างจีนและไทยในสาขาการแพทย์แผนจีน บรรยากาศภายในงานคับคั่งไปด้วยผู้เข้าชม ส่งผลให้คณะผู้จัดแสดงจากมณฑลเจ้อเจียง กลายเป็นหนึ่งในไฮไลต์สำคัญของการจัดงานและได้รับความสนใจอย่างล้นหลามจากผู้เข้าร่วมงาน

การจัดงาน “มหกรรมบริการการค้ามณฑลเจ้อเจียง (ประเทศไทย) ด้านการแพทย์แผนจีนและสุขภาพ” ครั้งนี้ ประสบผลสำเร็จในการบุกเบิกช่องทางการส่งออกใหม่สำหรับบริการด้านการแพทย์แผนจีนของเจ้อเจียง และยังได้รับความสนใจและการตอบรับในเชิงบวกอย่างกว้างขวางจากตลาดไทย ด้วยหลักการสำคัญที่ว่า “บริการจากเจ้อเจียง บริการสู่สากล” โดยพื้นที่จัดแสดงของมณฑลเจ้อเจียงได้นำเสนอบริการอันเป็นเอกลักษณ์หลากหลายรายการ เพื่อเป็นการแสดงให้ประจักษ์ถึงเสน่ห์และรากฐานที่หยั่งรากลึกของการแพทย์แผนจีน ซึ่งมีส่วนช่วยในการส่งเสริมความเข้าใจและการยอมรับในบริการดังกล่าวจากผู้เข้าชมงานในไทยให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

สำหรับในอนาคต มณฑลเจ้อเจียงจะยังคงมุ่งมั่นกระชับความร่วมมือกับกลุ่มประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในด้านการแพทย์แผนจีนอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งผลักดันบริการด้านนี้ให้เป็นที่ประจักษ์ในเวทีระดับโลก เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนในประเทศและภูมิภาคต่างๆ สามารถเข้าถึงและได้รับคุณประโยชน์ด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีจากการแพทย์แผนจีนได้อย่างทั่วถึง

ชิลี ฉลองสามวาระพิเศษในเดือนกันยายนที่กรุงเทพฯ

ชิลี ฉลองสามวาระพิเศษในเดือนกันยายนที่กรุงเทพฯ

ชิลี ฉลองสามวาระพิเศษในเดือนกันยายนที่กรุงเทพฯ

วันพุธ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2568, 15.01 น.

ชิลี เฉลิมฉลองวันชาติทั่วประเทศและทั่วโลก แต่ที่กรุงเทพฯ วาระแห่งการเฉลิมฉลองนี้จัดขึ้นก่อนหน้านี้ไม่กี่วันเพื่อให้สอดคล้องกับอีกสองวา ระพิเศษของชิลีคือ การประชุมสุดยอดธุรกิจชิลี–อาเซียน 2025 และครบรอบ 10 ปีความตกลงการค้าเสรีชิลี–ไทย โดยบรรยากาศแห่งมิตรภาพ นวัตกรรมสร้างสรรค์และความร่วมมือส่งผ่านจากซันติอาโกถึงกรุงเทพฯ ตลอดเดือนกันยายน

ธงชาติชิลีโดดเด่นสง่างามอยู่บนอาคารประดับไฟที่พาร์คพารากอน ศูนย์การค้าสยามพารากอน หนึ่งในศูนย์การค้าสุดหรูของอาเซียน ขณะที่การประชุม Chile–ASEAN Business Summit 2025 ปิดฉากอย่างงดงามที่โรงแรมไฮแอท รีเจนซี สุขุมวิท ตลอดสามวันที่อัดแน่นไปด้วยการเสวนาระดับสูง การเจรจาจับคู่ธุรกิจ และการแสดงทางวัฒนธรรม ตอกย้ำบทบาทของชิลีในฐานะพันธมิตรที่มั่นคงของไทยและอาเซียน

การจัดงานนี้ดำเนินการโดย ProChile สำนักงานส่งเสริมการส่งออก ภายใต้กระทรวงการต่างประเทศชิลี โดยมีวาระพิเศษครบรอบ 10 ปี FTA ไทย–ชิลี ซึ่งเป็นหมุดหมายสำคัญที่เกื้อหนุนให้การค้าระหว่างสองประเทศเติบโตอย่างชัดเจนและผลักดันให้ไทยเป็นประตูหลักของชิลีสู่ตลาดอาเซียน ในงาน มีบริษัทชิลีเข้าร่วมกว่า 20 ราย ครอบคลุมธุรกิจเกษตรและอาหาร อาหารทะเล ไวน์ ภาคบริการ และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มีการจับคู่ธุรกิจกว่า 200 รอบกับคู่ค้าจากไทย มาเลเซีย เวียดนาม สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ นอกจากนี้ ยังมีการสัมมนา FTA การเยี่ยมชมกิจการที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก และเทศกาลสินค้าจากชิลีในห้างค้าปลีกสำหรับผู้บริโภคโดยตรงในกรุงเทพฯ

พิธีเปิดการประชุมสุดยอดธุรกิจได้รับเกียรติจาก นายปาตริซิโอ พาวเวลล์ เอกอัครราชทูตชิลีประจำประเทศไทย เป็นประธานร่วมกับ ดร.นลิ นี ทวีสิน อดีตประธานผู้แทนการค้าไทย โดยมี นางเกลาเดีย ซานอูเอซา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ฝ่ายเศรษฐกิจระ หว่างประเทศของชิลี และ นายอิกนาซิโอ เฟอร์นันเดซ อธิบดี ProChile ร่วมกล่าวปาฐกถาต้อนรับผู้ร่วมงาน

นางซานอูเอซา กล่าวว่า “ภายในสิบปี การส่งออกของชิลีมาไทยเพิ่มขึ้นมากกว่าสามเท่า ในปี 2567 เป็นมูลค่ากว่า 682 ล้านเหรียญสหรัฐ เทียบกับปีก่อนหน้านี้ เพิ่มขึ้น 6.8% นอกจากทองแดงและเยื่อไม้ การส่งออกผลิตภัณฑ์อาหาร เช่น ปลาแซลมอน เชอร์รี หอยแมลงภู่ และสินค้านวัตกรรมกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว”

นายเฟอร์นันเดซ  กล่าวว่า “อาเซียนมีมูลค่าการค้ากับชิลีกว่า 4,400 ล้านเหรียญสหรัฐ และยังเติบโตเฉลี่ยปีละกว่า 6% โดยกว่าครึ่งไม่ใช่ทองแดงหรือแร่ลิเทียม ซึ่งสะท้อนถึงการกระจายตัวของสินค้าที่หลากหลาย ไทยถือเป็นตลาดสำคัญและศูนย์กลางสู่การขยายธุรกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”

นายออสการ์ อาริอากาดา ผู้แทนการค้าชิลีประจำประเทศไทย กล่าวเสริมว่า “ในปี 2567 การส่งออกอาหารจากชิลีมาไทยมีมูลค่ากว่า 134 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีแซลมอนและเชอร์รีครองอันดับหนึ่ง ครึ่งปีแรกของปี 2568 การส่งออกแซลมอนเพิ่มขึ้น 35.6% และเชอร์รีเกือบ 60% กระแสตอบรับจากผู้บริโภคไทยดีเยี่ยม”

กิจกรรมไฮไลต์อื่นๆ ได้แก่ การสาธิตทำอาหารชิลีและงานกาลาดินเนอร์ การจัดงานชิมไวน์ ‘A Journey Through Chile’ เทศกาลสินค้าจากชิลีในกูร์เมต์มาร์เก็ต เอ็มควอเทียร์ และ GO! Wholesale รังสิต ตลอดจนการประดับไฟธงชาติชิลีที่พาร์คพารากอน นอกจากนี้ นักธุรกิจนานา ชาติที่มาร่วมงานยังได้เยี่ยมชมกิจการที่เกี่ยวข้อง เช่น การบินไทยคาร์โก ศุลกากรลาดกระบัง และทรูดิจิทัลพาร์ค เพื่อกระชับความร่วมมือในด้านเทคโนโลยีการเกษตร เทคโนโลยีเพื่อสุขภาพ การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และพลังงานหมุนเวียน

การประชุมสุดยอดธุรกิจครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การเข้าถึงตลาดอาเซียนของชิลี ได้แก่ อินโดนีเซีย เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ ในเวลาเดียวกัน ชิลีซึ่งมีความมั่นคงด้านการค้าและการลงทุน ถือเป็นประตูสู่ลาตินอเมริกาสำหรับอาเซียนด้วยเช่นกัน

นางซานอูเอซา กล่าวสรุปว่า “ชิลีเข้ามาในอาเซียนไม่ใช่เพียงเพื่อการค้า แต่เพื่อสร้างความไว้วางใจ การแบ่งปันนวัตกรรม และการร่วมมือกันเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน ชิลีใส่ใจในด้านคุณภาพ ความยั่งยืน และการสร้างพันธมิตรที่ยืนยาว”

นายปาตริซิโอ พาวเวลล์ เอกอัครราชทูตชิลีประจำประเทศไทย

นายปาตริซิโอ พาวเวลล์ เอกอัครราชทูตชิลีประจำประเทศไทย

ดร.นลินี ทวีสิน อดีตประธานผู้แทนการค้าไทย

ดร.นลินี ทวีสิน อดีตประธานผู้แทนการค้าไทย

นางเกลาเดีย ซานอูเอซา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ฝ่ายเศรษฐกิจระหว่างประเทศของชิลี

นางเกลาเดีย ซานอูเอซา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ฝ่ายเศรษฐกิจระหว่างประเทศของชิลี

นายอิกนาซิโอ เฟอร์นันเดซ อธิบดี ProChile

นายอิกนาซิโอ เฟอร์นันเดซ อธิบดี ProChile

นายออสการ์ อาริอากาดา ผู้แทนการค้าชิลีประจำประเทศไทย

นายออสการ์ อาริอากาดา ผู้แทนการค้าชิลีประจำประเทศไทย

Business matching ระหว่างผู้ส่งออกชิลีและผู้นำเข้าจากประเทศอาเซียน

Business matching ระหว่างผู้ส่งออกชิลีและผู้นำเข้าจากประเทศอาเซียน

Seminar “10 Years of the Free Trade Agreement between Chile and Thailand: Present and Future

Seminar “10 Years of the Free Trade Agreement between Chile and Thailand: Present and Future

Technical visit  ที่ ThaiCargo และ Thai Customs ลาดกระบัง

Technical visit ที่ ThaiCargo และ Thai Customs ลาดกระบัง

ชมไฟเฉลิมฉลองวันชาติชิลี ที่ลานพาร์คพารากอน

ชมไฟเฉลิมฉลองวันชาติชิลี ที่ลานพาร์คพารากอน