‘SPRING IN CENTRAL PARK’ งานศิลป์ที่ต้องใช้หัวใจแผ่วเบาที่สุดสัมผัส

‘SPRING IN CENTRAL PARK’ งานศิลป์ที่ต้องใช้หัวใจแผ่วเบาที่สุดสัมผัส

‘SPRING IN CENTRAL PARK’ งานศิลป์ที่ต้องใช้หัวใจแผ่วเบาที่สุดสัมผัส

วันศุกร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

WoodyWind วราวุฒิ แก้วเจริญ ศิลปินที่ใช้เวลาทั้งชีวิต ถ่ายทอดเรื่องราวของสวนสาธารณะทั่วโลก ผ่านศิลปะอิมเพรสชันนิสม์ที่เขาถนัด นำผลงาน15 ภาพอิมเพรสชันนิสม์ กับ 15 มุมในเซ็นทรัล ปาร์ค นิวยอร์ค มาจัดแสดงในนิทรรศการศิลปะอิมเพรสชันนิสม์ “Spring In Central Park”  Solo Art Exhibition ที่ River City Bangkok

เพราะภาพที่จำภายในใจและปรากฎชัดทางสายตาของเขา ทำให้ วราวุฒิ แก้วเจริญ หรือ WoodyWind ศิลปินที่เริ่มสร้างงานศิลปะอิมเพรสชันนิสม์ในวัย 50 ปี ผุดความงดงามของสวนสาธารณะในฤดูใบไม้ผลิ Central Park ในนิวยอร์ค ออกมาเป็นสุนทรียะอันแสนจะอ่อนโยน ละเมียดละไม ศิลปะที่ต้องใช้หัวใจสัมผัสเท่านั้น ที่ในทุกฝีแปรงของเขาเมื่อเราได้เข้าไปมองใกล้ๆ คือความรัก ความสุข ความชื่นชมต่อสิ่งสวยงามรอบตัว

15 ภาพอิมเพรสชันนิสม์ กับ 15 มุมในเซ็นทรัล ปาร์ค ของ Solo Art Exhibition “Spring In Central Park” ได้สร้างฤดูไม้ไม้ผลิให้วาบขึ้นมาในใจ ช่วงเวลาสั้นๆ ของปีที่คอยเตือนเราว่า “เราได้เกิดมาอีกครั้งในทุกๆ วัน” จะสะท้อนการเกิดใหม่ในแต่ละวันเพื่อให้เราทำวันนี้ให้ดีที่สุด และให้เวลากับคนที่เรารักให้ดีที่สุด เพราะเราจะไม่มีช่วงเวลาผลิบานสั้นๆ เช่นนั้นอีกแล้ว

 “ผมเลือกถ่ายทอดศิลปะผ่านสวนสาธารณะ เพราะที่ตรงนั้นมีมุมของมนุษย์มากมาย ทุกสิ่งในนั้นจับต้องได้ เป็นอีกโลกที่มอบชีวิตอันงดงามให้เรา ผมใช้เวลาคิดเรื่องนี้มา 17 ปี ผมคิดทุกวันและไปสวนสาธารณะทุกวัน ผมเริ่มทำงานศิลปะตอนอายุเข้าห้าสิบ รู้สึกว่าต้องถ่ายทอดเรื่องนี้ออกมา สวนสาธารณะให้บทเรียนกับเราที่สำคัญมาก สปริงสั้นนิดเดียว ดอกไม้บางดอกบานแค่อาทิตย์เดียว บางครั้งปีนั้นพายุฝนหนัก ดอกตูมเล็กๆ ร่วงหมด ดอกไม้ยังไม่ทันบาน ผมรอแมกโนเลียบานมาทั้งปี ที่บางครั้งก็ไม่บานเลยด้วยเหมือนกัน

วราวุฒิ แก้วเจริญ เลือกถ่ายทอดเรื่องราวของสวนสาธารณะผ่านศิลปะอิมเพรสชันนิสม์ที่เขาถนัด “สิ่งที่อยู่ในใจเรา ภาพนั้นที่ย้อนคืนไม่ได้ อิมเพรสชันนิสม์เหมาะสมที่สุด ผมอยากเล่าเรื่องความงามในมุมที่ผมมีความสุขที่สุด ต้นไม้ที่เราอยู่กับเขามาสิบปี ผมอยากเล่าเรื่องของเขา น้ำตก Angel of the Water ภาพชิ้นพิเศษที่ผมรู้สึกว่าทุกสิ่งสะท้อนเข้าหากันตรงนั้น The Great Lawn ความงามบนลานกว้างที่มีต้นไม้ต้นเล็กๆ ดอกไม้บานเต็มไปหมด ผมรู้สึกได้รับพลังงานอันน่ารักจากที่ตรงนี้”

พบกับศิลปะอิมเพรสชันนิสม์ “Spring In Central Park” Solo Art Exhibition ผลงานของ WoodyWind วราวุฒิ แก้วเจริญ ได้ตั้งแต่ 23 กรกฎาคม -13 สิงหาคม 2568 เวลา 10.00-20.00 น.  ที่ River City Bangkok ห้อง RCB Photographers’ Gallery ชั้น 2

“ผมชอบดูพระอาทิตย์ตกดิน ชอบดูแสงสีที่อาบไปกับต้นไม้และผู้คน  ผมรู้สึกเรื่องราวที่นั่นเปลี่ยนไปเรื่อยๆ และไม่มีอะไรกลับมาเหมือนเดิม แม้กระทั่งตัวเราก็เปลี่ยนไป  สวนสาธารณะสถานที่ ที่มอบสิ่งดีๆ ให้กับผู้คน เราจะรู้สึกสงบ อิสระ มีชีวิตชีวาในนั้น ผมอยากมอบสปริงอันงด งามในเซ็นทรัล ปาร์ค อยู่ในใจของทุกคน

เราต้องขอบคุณสวนสาธารณะ อยู่ในนั้นเราจะเหมือนเกิดใหม่ทุกครั้งเสมอ” WoodyWind หรือ วราวุฒิ กล่าว

สยามพิวรรธน์ จำกัด จับมือ จี-ยู ครีเอทีฟ ผนึกกำลังพันธมิตร จัดแข่งขันเก็บขยะ ‘ทีมนักวิ่งสวยรักษ์โลก’ คว้าโอกาสตัวแทนประเทศไทยไปแข่งขันเก็บขยะโลกที่ญี่ปุ่น

สยามพิวรรธน์ จำกัด จับมือ จี-ยู ครีเอทีฟ ผนึกกำลังพันธมิตร จัดแข่งขันเก็บขยะ ‘ทีมนักวิ่งสวยรักษ์โลก’  คว้าโอกาสตัวแทนประเทศไทยไปแข่งขันเก็บขยะโลกที่ญี่ปุ่น

สยามพิวรรธน์ จำกัด จับมือ จี-ยู ครีเอทีฟ ผนึกกำลังพันธมิตร จัดแข่งขันเก็บขยะ ‘ทีมนักวิ่งสวยรักษ์โลก’ คว้าโอกาสตัวแทนประเทศไทยไปแข่งขันเก็บขยะโลกที่ญี่ปุ่น

วันศุกร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

จัดแข่งขันต่อเนื่องครั้งที่ ของประเทศไทย สำหรับ “SPOGOMI WORLD CUP 2025 THAILAND QUALIFIERS” กิจกรรมกีฬาที่ทำให้เรื่อง “ขยะ” เป็นเรื่องที่มีทั้งความสนุกและสร้างประโยชน์ พร้อมเฟ้นหาตัวแทนประเทศไทยไปร่วมแข่งขันชิงแชมป์เก็บขยะโลก ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น และทีมนักวิ่งสวยรักษ์โลก สามารถคว้าโอกาสไปร่วมการแข่งขันเก็บขยะโลกในปีนี้

 บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด ร่วมกับ จี-ยู ครีเอทีฟ ผนึกกำลังทั้งภาครัฐและเอกชน นำโดย กรุงเทพมหานคร และเครือเจริญโภคภัณฑ์ ร่วมสนับสนุนการสร้างสรรค์กิจกรรมแข่งขันเก็บขยะ  “SPOGOMI WORLD CUP 2025 THAILAND QUALIFIERS”  ครั้งที่ 2 ของประเทศไทย เพื่อยกระดับการมีส่วนร่วมเรื่องสิ่งแวดล้อมระดับโลก ภายในงานได้รับเกียรติจาก ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร  ร่วมเป็นประธานเปิดการแข่งขัน  ณ พาร์ค พารากอน สยามพารากอน

การแข่งขันกีฬาเก็บขยะระดับโลก “SPOGOMI WORLD CUP 2025″ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก The Nippon Foundation หนึ่งในองค์กรไม่แสวงกำไรที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างค่านิยมในการเก็บขยะและแยกขยะ สร้างการเรียนรู้ร่วมกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมให้แพร่หลาย และเข้าถึงกลุ่มคนได้อย่างทั่วถึงมากขึ้น ซึ่งการแข่งขันเก็บขยะได้จัดอย่างต่อเนื่องในประเทศญี่ปุ่น เพื่อให้คนทั่วโลกได้ร่วมกิจกรรมสร้างสรรค์เพื่อสิ่งแวดล้อม และเป็นการสร้างความตระหนักรู้ในเรื่องของขยะ และเปลี่ยนเรื่องขยะมาทำให้เป็นเรื่องที่มีความสนุกมากขึ้น

การแข่งขันเก็บขยะเพื่อเฟ้นหาตัวแทนประเทศไทยไปร่วมแข่งเก็บขยะโลก ใช้รูปแบบการแข่งขันเป็นไปตามกฎกติกาเดียวกับการแข่งขัน SPOGOMI ประเทศญี่ปุ่น โดยปีนี้มีผู้สนใจร่วมสมัครทั้งสิ้น 187 ทีม และผ่านการคัดเลือกเข้าแข่งขันจำนวน 67 ทีม น้ำหนักรวมของขยะที่ผู้เข้าแข่งขันเก็บได้รวมทั้งสิ้น 492.56 กก. ซึ่งทีมที่สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศได้เป็นตัวแทนประเทศไทยไปร่วมการแข่งขันเก็บขยะโลก ในงาน “SPOGOMI WORLD CUP 2025” ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น คือ “ทีมนักวิ่งสวยรักษ์โลก” มีสมาชิก ได้แก่ ธนิดา นิกรมาลากุล, แพทริเซีย ดวงฉ่ำ และวินัย ปึงพิพัฒน์ตระกูล สามารถเก็บขยะได้ 5,758.7 คะแนน สำหรับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ “ทีม No Name” เก็บขยะได้ 4,988.5 คะแนน และรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ “ทีม Green Horizon” เก็บขยะได้ 4,346.3 คะแนน

ทีมนักวิ่งสวยรักษ์โลก ผู้คว้ารางวัลชนะเลิศ กล่าวว่า กิจกรรมที่จัดขึ้นเป็นกิจกรรมที่ดีมาก รู้สึกยินดีที่ทำภารกิจสำเร็จ ซึ่งพวกเราทุกคนที่มาร่วมทำกิจกรรมในวันนี้นับเป็นส่วนหนึ่งที่ได้ช่วยโลก จริงๆ แล้วพวกเราทั้ง 3 คนเป็นนักวิ่งอยู่แล้ว งานนี้ถือว่าได้ทั้งมาออกกำลังกายและได้ช่วยโลกไปพร้อมๆ กัน อยากให้ทุกคนตระหนักเรื่องของสิ่งแวดล้อมกันให้มาก จากที่ได้ออกไปแข่งเก็บขยะจะเห็นได้ว่าขยะตามสองข้างทางมีเยอะมาก ถ้าทุกคนช่วยกันใส่ใจ สร้างขยะให้น้อยลง มีสติรู้ว่าขยะในมือเรามีอะไรบ้าง แล้วทิ้งลงให้ถูกประเภท กลับบ้านก็ช่วยกันแยกประเภทขยะเพียงเท่านี้เราก็สามารถช่วยทำให้โลกน่าอยู่ขึ้นได้

 ภายในงานยังมีผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม ได้แก่ ชณัฐ วุฒิวิกัยการ จากเพจ KongGreenGreen ดร.อิทธิกร ศรีจันบาล จากบริษัท เวสท์บาย เดลิเวอรี่ จำกัด วิชชุลดา ปัณฑรานุวงศ์ จากแบรนด์ WISHULADA และพูลยศ กัมพลกัญจนา จาก Paper Ranger มาร่วมพูดคุยให้ความรู้เกี่ยวกับการบริหารจัดการขยะ

นอกจากนั้น ยังมีกิจกรรมเรื่องสิ่งแวดล้อม อาทิ การประกวดโครงงานรีไซเคิล GOMI REVOLUTION 2025 จากนักศึกษามหาวิทยาลัย กิจ กรรมเวิร์คช็อป การพูดคุยกับเหล่ากูรูด้านสิ่งแวดล้อม การแสดงแฟชั่นโชว์ Gomi Transformation by WISHULADA X MISS EARTH THAILAND 2024 จากฝีมือการนำขยะรีไซเคิลมาสร้างสรรค์เป็นเสื้อผ้าสุดเก๋ของศิลปินชื่อดังอย่าง วิชชุลดา ปัณฑรานุวงศ์ โดยเหล่าสาวงามจาก  MISS EARTH THAILAND 2024 เป็นผู้สวมใส่แสดงแฟชั่นโชว์ เพื่อสร้างสีสัน และแสดงถึงการจัดการขยะอย่างสร้างสรรค์อีกด้วย

ด้าน นราทิพย์ รัตตประดิษฐ์ ประธานบริหารสายงานปฏิบัติการ บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด กล่าวว่า กลุ่มบริษัท สยามพิวรรธน์ สานต่อพันธกิจ “วิถีสยามพิวรรธน์” มุ่งมั่นในการสร้างจุดหมายปลายทางที่เป็นสัญลักษณ์ของเมืองให้เป็นพื้นที่แห่งชีวิต ที่เติบโตอย่างสมดุล ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม   สร้างต้นแบบแห่งการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืนที่เป็นรูปธรรม และนำแนวคิดความยั่งยืนบรรจุเข้าไปอยู่ในทุกกระบวนการดำเนินธุรกิจ เราผนึกกำลังกับพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน ร่วมจัดงาน SPOGOMI อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างการเรียนรู้ร่วมกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมให้แพร่หลาย จากการสร้างสรรค์ผ่านรูปแบบของกิจกรรมกีฬาทำให้เรื่องขยะเป็นเรื่องที่มีทั้งความสนุก และสร้างประโยชน์ อันเป็นแรงจูงใจให้คนทุกเพศทุกวัยมีส่วนร่วมในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันเพื่อคืนความสมดุลให้ธรรมชาติ โดยขยะที่ได้จากการแข่งขันจะถูกนำไปบริหารจัดการขยะแบบครบวงจรภายใต้โครงการ  Siam Piwat 360° Waste Journey to Zero Waste และพร้อมเดินหน้าสู่เป้าหมาย “ขยะฝังกลบเป็นศูนย์” (Zero Waste to Landfill) ภายในปี 2040

ยุพเรศ เอกธุระประคัลภ์ ประธานบริหาร บริษัท จี-ยู ครีเอทีฟ จำกัด กล่าวทิ้งท้านว่า การแข่งขัน SPOGOMI คือการนำเอากิจกรรมการแข่งขันขันกีฬาเก็บขยะและแยกประเภทขนะพร้อมสอดแทรกความสนุก ขณะเดียวกันยังช่วยรณรงค์ให้ทุกคนได้ตระหนักถึงการให้ความสำคัญกับปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยเชื่อว่าการคัดแยกขยะอย่างถูกวิธีสามารถเริ่มได้จากตัวเอง ซึ่ง SPOGOMI เป็นกีฬาที่มีต้นกำเนิดจากประเทศญี่ปุ่น ที่มีความตั้งใจสร้างสรรค์กิจกรรมขึ้นเพื่อให้คนรู้สึกสนุกไปกับการเก็บขยะและแยกขยะ อีกทั้งยังสร้างความสามัคคีของผู้ร่วมแข่งขันในทีม ซึ่งเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการจัดงานครั้งนี้จะช่วยปลูกฝังให้ผู้เข้าร่วมแข่งขันได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยทำให้สังคมสะอาดและน่าอยู่ยิ่งขึ้น

เวียตเจ็ทไทยแลนด์ เปิดตัวโครงการ ‘Fun & Fly เที่ยวเมืองไทย สนุกได้ทั้งปี’ นำร่องด้วยเชียงราย ภายใต้แคมเปญ ‘เจียงฮายม่วนใจ๋ แอ่วตอนไหนก็ม่วนจอย’

เวียตเจ็ทไทยแลนด์ เปิดตัวโครงการ ‘Fun & Fly เที่ยวเมืองไทย สนุกได้ทั้งปี’ นำร่องด้วยเชียงราย ภายใต้แคมเปญ ‘เจียงฮายม่วนใจ๋ แอ่วตอนไหนก็ม่วนจอย’

เวียตเจ็ทไทยแลนด์ เปิดตัวโครงการ ‘Fun & Fly เที่ยวเมืองไทย สนุกได้ทั้งปี’ นำร่องด้วยเชียงราย ภายใต้แคมเปญ ‘เจียงฮายม่วนใจ๋ แอ่วตอนไหนก็ม่วนจอย’

วันศุกร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เวียตเจ็ทไทยแลนด์ เปิดตัวโครงการ “Fun & Fly เที่ยวเมืองไทย สนุกได้ทั้งปี” เป็นอีกหนึ่งความมุ่งมั่นของเวียตเจ็ทไทยแลนด์ในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวในหลากหลายพื้นที่ทั่วประเทศไทยอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี ซึ่งได้ร่วมมือกับองค์กรภาครัฐ หน่วยงานภาคเอกชน และผู้ประกอบการท้องถิ่นในจังหวัด เพื่อสร้างสรรค์ประสบการณ์การเดินทางที่น่าดึงดูดและส่งเสริมเศรษฐกิจการท่องเที่ยวไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดยนำร่องด้วยเชียงรายเป็นจังหวัดแรก ภายใต้แคมเปญ เจียงฮายม่วนใจ๋ แอ่วตอนไหนก็ม่วนจอย” เพื่อกระตุ้นการเดินทางและส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในจังหวัดเชียงราย ทั้งในด้านทรัพยากรธรรมชาติ วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ท้องถิ่น

นายภูเบศ กิตติญาณปัญญา รองผู้อำนวยการฝ่ายพาณิชย์ของ เวียตเจ็ทไทยแลนด์ กล่าวว่า  ภายใต้แคมเปญ “เจียงฮายม่วนใจ๋ แอ่วตอนไหนก็ม่วนจอย” เวียตเจ็ทไทยแลนด์ได้ร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน และผู้ประกอบการท้องถิ่นมากกว่า 100 ราย ครอบคลุมกลุ่มธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร คาเฟ่ แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและธรรมชาติ สถานบริการสุขภาพ และสถานที่ท่องเที่ยวยามค่ำคืน ความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อมอบประสบการณ์การท่องเที่ยวที่สมบูรณ์แบบ ตอบโจทย์นักเดินทางทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยวที่เดินทางแบบครอบครัว หรือเดินทางเป็นคู่ รวมถึงนักท่องเที่ยวที่ชอบการเดินทางคนเดียว ทั้งนี้ ยังตอบสนองความต้องการที่หลากหลาย ทั้งการเที่ยวในแต่ละช่วงเวลาของวัน และความชอบที่แตกต่างกันของนักเดินทางทุกคน โดยผู้โดยสารที่ถือบัตรโดยสารของเวียตเจ็ทไทยแลนด์ สามารถรับสิทธิประโยชน์พิเศษและส่วนลดสูงสุดถึง 50% ณ ร้านค้าที่เข้าร่วมรายการทั่วจังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจในระดับชุมชน ควบคู่กับการสร้างประสบการณ์การเดินทางที่คุ้มค่าและน่าประทับใจ

ในการเปิดตัวโครงการครั้งนี้ เวียตเจ็ทไทยแลนด์ ได้รับเกียรติจากตัวแทน องค์กรภาครัฐ และภาคเอกชน หลายท่านมาร่วมงาน นำโดย นรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นงเยาว์ เนตรประสิทธิ์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และนายกสมาคมสหพันธ์ท่องเที่ยวภาคเหนือ จังหวัดเชียงราย โชติศิริ ดารายน นายกสมาคมสื่อมวลชนและนักประชาสัมพันธ์เชียงราย รวมถึงแขกผู้มีเกียรติ และเพื่อเสริมการประชาสัมพันธ์ และเข้าถึงนักเดินทางรุ่นใหม่ เวียตเจ็ทไทยแลนด์ได้เชิญชวนอินฟลูเอนเซอร์ และครีเอเตอร์จากหลากหลายแพลตฟอร์ม พร้อมด้วยตัวแทนจากสื่อท้องถิ่นจังหวัดเชียงราย ร่วมเดินทางและถ่ายทอดประสบการณ์ผ่านช่องทางออนไลน์และสื่อในพื้นที่ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการเดินทาง และส่งเสริมภาพลักษณ์ของเชียงรายในวงกว้าง ทั้งในด้านการท่องเที่ยว วัฒนธรรม และวิถีชีวิตท้องถิ่น

ในโอกาสเดียวกัน เวียตเจ็ทไทยแลนด์ยังมอบโปรโมชันส่วนลดพิเศษสำหรับผู้โดยสาร เมื่อจองบัตรโดยสารและใส่โค้ด ‘CEI50’ จะได้รับส่วนลดสูงสุด 50% สำหรับบัตรโดยสารในเส้นทางบินตรงสู่เชียงราย ได้แก่ กรุงเทพฯ – เชียงราย – กรุงเทพฯ และภูเก็ต – เชียงราย – ภูเก็ต รวมถึงเส้นทางเชื่อมต่อจากเชียงรายไปยัง หาดใหญ่, กระบี่ และสุราษฎร์ธานี โดยมีจำนวนที่นั่งรวมกว่า 5,000 ที่นั่ง เฉพาะการจองบัตรผ่าน http://www.vietjetair.com หรือผ่านแอปพลิเคชันของเวียตเจ็ทไทยแลนด์เท่านั้น ซึ่งสามารถจองได้ตั้งแต่วันที่ 15 – 30 กรกฎาคม 2568 และเดินทางในช่วงเวลา 1 สิงหาคม – 30 กันยายน 2568

เวียตเจ็ทไทยแลนด์ มุ่งมั่นที่จะเป็นพลังขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทยอย่างยั่งยืน ผ่านการเชื่อมโยงการเดินทางทางอากาศกับการพัฒนาเศรษฐ กิจชุมชน โดยเชื่อว่าความร่วมมือระหว่างสายการบินกับภาคส่วนต่าง ๆ ในท้องถิ่นจะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างประโยชน์ร่วมให้กับทั้งนักท่องเที่ยวและชุมชนในระยะยาว ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมและสำรองที่นั่งได้ที่: www.vietjetair.com

ภูเบศ กิตติญาณปัญญา

ภูเบศ กิตติญาณปัญญา

สุขภาพดีไม่ใช่เรื่องบังเอิญ! BDMS Wellness Clinic เปิดตัวแคมเปญ ‘Wellness Life Blueprint’ ออกแบบพิมพ์เขียวสุขภาพเฉพาะคุณ

สุขภาพดีไม่ใช่เรื่องบังเอิญ! BDMS Wellness Clinic เปิดตัวแคมเปญ  ‘Wellness Life Blueprint’ ออกแบบพิมพ์เขียวสุขภาพเฉพาะคุณ

สุขภาพดีไม่ใช่เรื่องบังเอิญ! BDMS Wellness Clinic เปิดตัวแคมเปญ ‘Wellness Life Blueprint’ ออกแบบพิมพ์เขียวสุขภาพเฉพาะคุณ

วันศุกร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เพราะสุขภาพดีออกแบบได้! บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก (BDMS Wellness Clinic) ศูนย์สุขภาพเชิงป้องกันในเครือบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS สร้างปรากฏการณ์ใหม่ ชวนทุกคนทำความรู้จัก “พิมพ์เขียวสุขภาพ” ผ่านแคมเปญ “Wellness Life Blueprint”

แพทย์หญิงสุรีย์รัตน์ ศรีตั้งรัตนกุล รองผู้อำนวยการคลินิกสุขภาพเชิงป้องกัน และฟื้นฟู บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก กล่าวว่า “สุขภาพไม่ใช่เรื่องของโชคชะตา แต่คือเรื่องของข้อมูล หรือ Data ที่อยู่ในร่างกายเรา หากเราสามารถค้นหาข้อมูลเหล่านั้นได้มากเท่าใด เราก็จะเข้าใจสุขภาพของตัวเองได้มากขึ้นเท่านั้น ที่ BDMS Wellness Clinic เราเรียกข้อมูลสุขภาพเหล่านี้ว่า ‘พิมพ์เขียวสุขภาพ’ หรือ ‘Wellness Life Blueprint’ ซึ่งเปรียบเสมือน GPS ที่ช่วยวางแผนเส้นทางชีวิตด้านสุขภาพ ทำให้รู้ว่าเท่าทันสุขภาพของตนเองว่าตอนนี้สุขภาพของเรากำลังมุ่งหน้าไปในทิศทางใด และมีอะไรแอบแฝงที่อาจเป็นความเสี่ยงในอนาคต ซึ่งเทคโนโลยีทางการแพทย์ในปัจจุบันทำให้เราสามารถตรวจสุขภาพในมิติที่หลากหลายมากขึ้น นอกเหนือจากการตรวจสุขภาพทั่วไป เพื่อให้เรามองเห็นอนาคตของสุขภาพตัวเอง และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้อย่างแม่นยำ ก่อนที่โรคจะเกิดขึ้นจริง”

ทำความรู้จัก “Wellness Life Blueprint

แคมเปญ “Wellness Life Blueprint” นำเสนอเรื่องราวแห่งการดูแลสุขภาพแบบเฉพาะบุคคล ผ่านประสบการณ์จริงของผู้รับบริการ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนหันกลับมาตระหนักถึงความสำคัญของการใช้ชีวิตประจำวันในทุก ๆ ด้าน และเข้าใจว่า “ทุกพฤติกรรมของเรา ล้วนเป็นร่องรอยที่หล่อหลอมสุขภาพของเราเอง”

ตั้งแต่เราตื่น จนกระทั่งเข้านอน ทุกการกระทำล้วนสะท้อน “พิมพ์เขียวสุขภาพ” ของแต่ละบุคคลได้อย่างชัดเจน เราทุกคนจึงจำเป็นที่จะต้องรู้จักร่างกายของเราอย่างลึกซึ้ง ผ่านการตรวจสุขภาพเชิงลึกในระดับเซลล์ เช่น การตรวจ Epigenetics เพื่อทำนายโรคที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตซึ่งเป็นผลมาจากพันธุกรรมและการใช้ชีวิต, การตรวจเทโลเมียร์เพื่อวัดอายุชีวภาพของเซลล์ (Biological Age), การตรวจสมดุลฮอร์โมน วิตามินและแร่ธาตุ และสารต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย ไปจนถึงการตรวจภูมิแพ้อาหารแฝง และการตรวจสุขภาพอื่น ๆ ในมิติที่หลากหลาย เพื่อวางแผนปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ให้เป็นไปตามการดูแลสุขภาพภายใต้หลักเวชศาสตร์วิถีชีวิต เพื่อผลลัพธ์การดูแลสุขภาพที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน

BDMS Wellness Clinic นำทีมโดย แพทย์หญิงสุรีย์รัตน์ ศรีตั้งรัตนกุล พร้อมด้วยเหล่าผู้รับบริการสุดพิเศษ ตั้งแต่ อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังระดับประเทศ ไปจนถึงสมาชิก Longevity Card ระดับผู้บริหาร และผู้รับบริการชาวต่างชาติที่มีความชื่นชอบและหลงใหลในประเทศไทย ซึ่งร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมสุขภาพแบบองค์รวมและยั่งยืนผ่านโปรแกรมสุขภาพองค์รวมของ BDMS Wellness Clinic

จากอาการแพ้เกสรดอกไม้ จุดเปลี่ยนสุขภาพของ “เชฟเอียน”

เชฟเอียน หรือ นายพงษ์ธวัช เฉลิมกิตติชัย เชฟระดับตำนานของวงการอาหารไทยผู้สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศในระดับสากล หนึ่งในความสำเร็จที่โดดเด่นของเชฟเอียนคือ “ร้านคำหอม” ร้านอาหารไทยร่วมสมัย ที่เต็มไปด้วยคุณภาพ ความพิถีพิถัน และมาตรฐานระดับสูงในวงการอาหาร  อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังความสำเร็จของเชฟเอียน นอกจากความตั้งใจและความรักที่มีต่อการปรุงอาหารแล้ว ยังมีเรื่องราวส่วนตัวด้านสุขภาพที่เริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆ ที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตมาแบ่งปัน โดย เชฟเอียน เล่าย้อนถึงช่วงเวลาหนึ่งระหว่างการเดินทางไปต่างประเทศ ซึ่งขณะนั้นเขาเกิดอาการแพ้น้ำผึ้งอย่างรุนแรง ทั้งที่ตลอดชีวิตไม่เคยรู้ว่าตนเองแพ้อาหารชนิดใดมาก่อน

 “เหตุการณ์ในวันนั้นเป็นจุดเริ่มต้นของการกลับมาดูแลสุขภาพอย่างจริงจัง และตัดสินใจเข้ารับการตรวจภูมิแพ้อาหารแฝงที่ BDMS Wellness Clinic และพบว่าแพ้อาหารหลายชนิดโดยที่ผมไม่เคยรู้มาก่อน โดยผมได้รับคำแนะนำเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทั้งด้านโภชนาการและไลฟ์สไตล์ ภายใต้ความดูแลของแพทย์ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์ป้องกันจาก BDMS Wellness Clinic ซึ่งส่งผลให้สุขภาพของผมก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และตระหนักได้ว่า การมีสุขภาพที่ดี สำคัญที่สุด” เชฟเอียน กล่าว

บทเรียนจากการใช้ชีวิตนักแสดงสุดเหวี่ยงของ  แอน สิเรียม  

แอน หรือ ดร. สิเรียม ภักดีดำรงฤทธิ์ นักแสดงหญิงชื่อดังของประเทศไทยมาร่วมแบ่งปันเส้นทาง “พิมพ์เขียวสุขภาพ” ของเธอในฐานะของการเป็นนักแสดงที่ใช้ชีวิตสุดเหวี่ยง และอุทิศตนไปกับอุตสาหกรรมบันเทิงเป็นเวลากว่า 40 ปี ทำให้สุขภาพของเธอเริ่มเสื่อมถอยลงตามกาลเวลา โดยสิ่งสำคัญที่จุดประกายให้เธอหันมาสนใจสุขภาพหลังจากเข้ารับบริการ ณ BDMS Wellness Clinic  ไม่ใช่เพียงแค่การเปลี่ยนแปลงสุขภาพที่สังเกตเห็นได้ แต่คือความรู้ใหม่ที่ทำให้เธอตระหนักว่า “รู้อะไรไม่เท่ารู้แบบนี้”

 “ถ้าหากเราเริ่มดูแลสุขภาพตั้งแต่ยังสาว เราก็คงสุขภาพดีกว่านี้ ฟิตกว่านี้ และมีพลังในการใช้ชีวิตมากกว่านี้” คุณแอน กล่าว  นอกจากนี้ ยังได้แบ่งปันประสบการณ์ตรงจากการเข้าใช้บริการโปรแกรมออกกำลังกายเฉพาะบุคคล ณ คลินิกสร้างเสริมและฟื้นฟูระบบกล้ามเนื้อและกระดูก BDMS Wellness Clinic ซึ่งเธอความประทับใจในอุปกรณ์ที่ได้มาตรฐานสากล พร้อมการดูแลจากทีมแพทย์เวชศาสตร์การกีฬาและทีมสหวิชา ชีพที่ร่วมวางแผนการออกกำลังกายอย่างเหมาะสม ส่งผลให้การดูแลสุขภาพของเธอมีประสิทธิภาพและเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงโปร แกรมการดูแลสุขภาพเส้นผมในฐานะนักแสดงที่ต้องใช้สารเคมีอย่างต่อเนื่อง ก็ช่วยฟื้นฟูเส้นผมให้แข็งแรงและแลดูสุขภาพดียิ่งขึ้น

ดร.ดิเรก วรรณเศียร จากจุดเริ่มต้นติดลบ สู่ชีวิตใหม่ที่ดีกว่าเดิม

“ดี–ชั่ว–รู้หมด แต่อดไม่ได้” คือคำพูดตรงไปตรงมาของ ดร.ดิเรก วรรณเศียร Executive Advisor ในหลายบริษัท นักวิชาการอิสระ และหนึ่งในผู้ถือบัตร Longevity Card ของ BDMS Wellness Clinic ที่สะท้อนถึงวิถีชีวิตในอดีตซึ่งเต็มไปด้วยความเพลิดเพลินเกินพอดี จนส่งผลให้สุขภาพเข้าสู่ภาวะติดลบ ทั้งน้ำหนักเกิน ความดันโลหิตสูง ไขมันพอกตับ รวมถึงผลเลือดที่ไม่สมดุลในหลายด้าน โดยจุดเปลี่ยนสำคัญเริ่มต้นเมื่อ ดร.ดิเรก ตัดสินใจเข้ารับบริการด้านสุขภาพแบบองค์รวมที่ BDMS Wellness Clinic ภายใต้การดูแลของทีมแพทย์ผู้ชำนาญการด้านเวช ศาสตร์ป้องกัน พร้อมทีมโค้ชเพื่อสุขภาพ ทั้งนักกำหนดอาหาร เทรนเนอร์ และนักวิชาชีพสหสาขา ที่ช่วยวางแผนการดูแลตั้งแต่โภชนาการ การออกกำลังกาย การนอนหลับ ไปจนถึงการเสริมวิตามินเฉพาะบุคคล เพื่อปรับสมดุลร่างกายให้แข็งแรงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ผลลัพธ์ที่ได้จากการดูแลสุขภาพที่นี่ไม่เพียงแค่ตัวเลขสุขภาพที่ดีขึ้น แต่ยังรวมถึงคุณภาพชีวิตที่กลับคืนมา เพราะเมื่อมี ‘โค้ชที่ใช่’ คอยแนะนำ เส้นทางสู่สุขภาพที่ดี ก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป และผมเชื่อว่า ‘ความสุข’ และ ‘ความสำเร็จ’ เป็นของคู่กัน และสำหรับผม การที่เรามีสุขภาพร่างกาย และสุขภาพจิตใจที่ดี คือรากฐานของความสุข ถ้าเราดูแลสองสิ่งนี้ได้ดี ทุกเป้าหมายในชีวิตก็เป็นไปได้” ดร.ดิเรก กล่าว

“จะสำเร็จได้ต้องใส่ใจสุขภาพ” แนวคิดของ ดร.เกศกนก เชื้อมหาวัน

 “คนยุคใหม่จะก้าวสู่ความสำเร็จได้ ต้องเริ่มจากการใส่ใจสุขภาพ” คือแนวคิดสำคัญในการขับเคลื่อนชีวิตและการทำงานของ ดร.เกศกนก เชื้อมหาวัน CEO Premier Depot Solutions Co.,Ltd. ผู้รับบริการท่านแรกของ BDMS Wellness Clinic และ Longevity Card Member ผู้บริหารหญิงยุคใหม่มากประสบการณ์ที่มองว่า “สุขภาพ” คือแก่นแท้ของศักยภาพ ความคิดสร้างสรรค์ และพลังในการขับเคลื่อนองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ โดยจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เธอหันกลับมาดูแลสุขภาพ คือเหตุการณ์เมื่อร่างกายเริ่มส่งสัญญาณเตือนหลังจากการทำงานหนักติดต่อกัน ผ่านภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำเฉียบพลัน ซึ่งเกิดขึ้นขณะกำลังขับรถ

เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ ดร.เกศกนก หันกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ความสำเร็จที่แลกมาด้วยสุขภาพที่ถดถอยนั้น คุ้มค่าจริงหรือ?” เธอจึงตัดสินใจเข้ารับบริการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมกับ BDMS Wellness Clinic โดย ดร. เกศกนก ได้รับการตรวจวิเคราะห์สุขภาพเชิงลึกในระดับเซลล์เช่นการตรวจ วิตามินและแร่ธาตุ สมดุลฮอร์โมน และระดับสารต้านอนุมูลอิสระ รวมถึงการตรวจสุขภาพอื่น ๆ ในมิติที่หลากหลาย พร้อมรับคำแนะนำจากทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ป้องกัน และทีมสหสาขาวิชาชีพที่ช่วยวางแผนดูแลสุขภาพแบบเฉพาะบุคคลแบบองค์รวม

“เมื่อกายพร้อม ใจพร้อม เราก็สามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการดำเนินธุรกิจ ไปจนถึงไลฟ์สไตล์ส่วนตัว เช่นการท่องเที่ยว หรือการใช้ชีวิตในรูปแบบอื่น ๆ เราก็สามารถทำได้อย่างเต็มที่” ดร.เกศกนก กล่าว

ชาวอเมริกันที่หลงใหลในคุณภาพชีวิตและการบริการทางการแพทย์ในไทย

เมื่อพูดถึงประเทศไทย ภาพที่มักจะผุดขึ้นมาในใจของชาวต่างชาติก็คือชายหาดที่งดงาม วัดวาอารามที่เปี่ยมไปด้วยมนต์เสน่ห์ และวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ แต่สำหรับ  Christopher Nicolella ชาวอเมริกันผู้มีมุมมองลึกซึ้งกว่านั้น สำหรับเขาประเทศไทยไม่ใช่แค่จุดหมายปลายทางของการท่องเที่ยว แต่คือประเทศที่เต็มไปด้วยศักยภาพด้านการแพทย์ โดยเฉพาะในด้านทันตกรรม ทำให้เขาตัดสินใจที่จะย้ายมาใช้ชีวิตเกษียณที่ประเทศไทยอย่างถาวร

“ประสบการณ์ที่ BDMS Wellness Clinic แตกต่างจากคลินิกทันตกรรมทั่วไปโดยสิ้นเชิง ตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินเข้าไป ทุกอย่างน่าประทับใจมาก บรรยากาศดูหรูหรา สะอาด สงบ เหมือนอยู่ในโรงแรม 5 ดาวมากกว่าสถานพยาบาล พนักงานทุกคนมีความเป็นมืออาชีพ ให้ความใส่ใจและดูแลอย่างอบอุ่น ทั้งเครื่องมือยังทันสมัยที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมา และสิ่งที่ผมประทับใจที่สุดคือ ในระหว่างทำหัตถการไม่รู้สึกเจ็บเลยแม้แต่น้อย คุณหมอมือเบาและให้ความมั่นใจในทุกขั้นตอน นี่คือประสบการณ์ทำฟันที่ดีที่สุดในชีวิตผมเลยก็ว่าได้”

ติดตามเรื่องราวการดูแลสุขภาพจากมุมมองของผู้รับบริการ ณ BDMS Wellness Clinic สามารถรับชมวิดีโอซีรีส์สุดพิเศษได้แล้วทางช่อง YouTube ของ BDMS Wellness Clinic คลิก https://bdmswellness.co/3IuHsXC รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ BDMS Wellness Clinic และ Wellness Life Blueprint คลิก https://bdmswellness.co/40FUTKL

แพทย์หญิงสุรีย์รัตน์ ศรีตั้งรัตนกุล

แพทย์หญิงสุรีย์รัตน์ ศรีตั้งรัตนกุล

เชฟเอียน หรือ นายพงษ์ธวัช เฉลิมกิตติชัย

เชฟเอียน หรือ นายพงษ์ธวัช เฉลิมกิตติชัย

แอน หรือ ดร.สิเรียม ภักดีดำรงฤทธิ์

แอน หรือ ดร.สิเรียม ภักดีดำรงฤทธิ์

ดร.ดิเรก วรรณเศียร

ดร.ดิเรก วรรณเศียร

ดร.เกศกนก เชื้อมหาวัน

ดร.เกศกนก เชื้อมหาวัน

Christopher Nicolella

Christopher Nicolella

คุณแหน : 18 กรกฎาคม 2568

คุณแหน : 18 กรกฎาคม 2568

คุณแหน : 18 กรกฎาคม 2568

วันศุกร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

ll หม่อมหลวงสราลี กิติยากร เป็นประธานในพิธีเจริญพระพุทธมนต์นวัคคหายุสมธัมม์ และพิธีถวายเทียนจำพรรษา แด่พระสงฆ์ 69 รูป 69 วัด เพื่อเฉลิมพระเกียรติ และน้อมถวายเป็นพระกุศลแด่พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ณ วัดพระวรราชาทินัดดามาตุ อ.ศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์..๐๐

ll สมโชค พงษ์ขวัญ นายกเทศมนตรีนครนครปฐม ต้อนรับ อโรชา นันทมนตรี ผวจ.นครปฐม พร้อมนำเยี่ยมชมห้องควบคุมระบบกล้องวงจรปิด (CCTV) เพื่อเป็นการเฝ้าระวังความปลอดภัยของชุมชนในพื้นที่เขตเทศบาลนครนครปฐม..๐๐

ll สส.อนุชา บูรพชัยศรี เปิดการสัมมนาเรื่อง “ขับขี่ปลอดภัยเสริมสร้างวินัยจราจร” ณ โรงยิมเนเซียมจ.ราชบุรี จัดโดย คณะกรรมาธิการการคมนาคม สภาผู้แทนราษฎร..๐๐

ll ชยันต์ ศิริมาศ ไปยินดีกับเพื่อนรัฐศาสตร์ จุฬาฯ สมชาย จริยเจริญ ที่ได้รับเลือกเป็นนายกเทศมนตรีเมืองแกลง จ.ระยอง..๐๐

๐๐เพื่อนๆชาว วตท.14 ร่วมยินดีกับ ประสิทธิ์ กิจวิวัฒนการ ที่ได้เป็น นิสิตเก่าดีเด่นวิศวกรรมศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ ประจำปี 2568..๐๐

ll ละเอียด โควาวิสารัช ซีอีโอ บจ.วิมานสุริยา ผู้พัฒนา Dusit Central Park โครงการมิกซ์ยูสระดับโลก ภายใต้คอนเซ็ปต์ Here for Bangkok บริจาคเงินจากแคมเปญ “Park for Life” ให้แก่หน่วยโรคระบบการหายใจและภาวะวิกฤต ฝ่ายอายุรศาสตร์ รพ.จุฬาลงกรณ์ โดยมี รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ รับมอบ..๐๐

ll ชาว BCC129 ยินดีกับ รศ.ดร.ไชยวรรณ วัฒนจันทร์ อาจารย์ประจำสาขาวิชานวัตกรรมการผลิตสัตว์และการจัดการ มอ. ได้รับรางวัลผู้มีคุณูปการต่อวงการแพะไทยในฐานะ “นักวิชาการดีเด่น” ในงานประชุมวิชาการสัตวศาสตร์แห่งชาติ ครั้งที่ 13 และงานประชุมวิชาการแพะแห่งชาติ ครั้งที่ 2 จัดโดยสมาคมสัตวศาสตร์แห่งประเทศไทย..๐๐

ll ภิพัชรา แก้วจินดา มอบเงินรายได้ส่วนหนึ่งในการจำหน่ายสินค้า Butterbear X PIPATCHARA เพื่อจัดซื้อเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ โดยมี ศ.นพ.อภิชาติ อัศวมงคลกุล และ ศ.นพ.ธวัชชัย อัครวิพุธ รับมอบ..๐๐

ll ปาร์ย อรรถพิสาล ผู้บริหาร บมจ. นอร์ทอีส รับเบอร์ (NER) เข้ารับประกาศนียบัตรเครื่องหมายรับรองฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ (CFP) จัดโดย องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)..๐๐

ll ชวิศ ยงเห็นเจริญ พร้อม มนัสนันท์-อธิวัฒน์ เปรมพุฒิพันธ์ และพนักงาน บจ.ชลิต อินดัสทรี ได้ร่วมกันถวายต้นเทียนพรรษาพร้อมด้วยผ้าอาบน้ำฝนและเครื่องจตุปัจจัยไทยธรรม ณ วัดศรีบูรณาวาส จ.สมุทรสาคร..๐๐

ll ธิติ โตวิวัฒน์ วันเกิดปีนี้ร่วมจัดกิจกรรมบริจาคโลหิตให้สภากาชาด ในนามของ หอการค้าจ.ขอนแก่น, ร้าน ไวน์ โอคล็อค ขอนแก่น, The Wall Khon Kaen และชมรมผู้บริจาคโลหิตขอนแก่น 61 โดย คุณตั๋งได้ร่วมบริจาคเลือดและทำโรงทานด้วย..๐๐

ll มิตรสหายชาว Net Zero CEO#1 ยินดีกับ สุทธิพงศ์ กนกากร ที่ได้รับแต่งตั้งเป็น CEO คนใหม่ของ SCB TechX เพื่อสานต่อวิสัยทัศน์องค์กร “สร้างนวัตกรรมเพื่อวันพรุ่งนี้ที่ดีกว่า” พร้อมปักธงขับเคลื่อนองค์กรสู่ผู้นำด้านแพลตฟอร์มดิจิทัลและนวัตกรรม..๐๐

สุดเจ๋ง! นิทานเตือนภัยบุหรี่ไฟฟ้า ‘เด็กปลอดพอด’ ช่วยให้เด็กเกิดทักษะฉลาดรู้ทันสื่อ รู้โทษอันตราย

สุดเจ๋ง! นิทานเตือนภัยบุหรี่ไฟฟ้า ‘เด็กปลอดพอด’ ช่วยให้เด็กเกิดทักษะฉลาดรู้ทันสื่อ รู้โทษอันตราย

สุดเจ๋ง! นิทานเตือนภัยบุหรี่ไฟฟ้า ‘เด็กปลอดพอด’ ช่วยให้เด็กเกิดทักษะฉลาดรู้ทันสื่อ รู้โทษอันตราย

วันพฤหัสบดี ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 18.55 น.

แผนงานยุทธศาสตร์สร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส. แถลงผลหนังสือนิทานทรงพลังเข้าถึงหัวใจเด็ก บ่มเพาะพฤติกรรมสุขภาพตั้งแต่เด็กเล็ก ติดตัวไปจนโต

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยแผนงานยุทธศาสตร์สร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่านและ 23 องค์กร จัดงานแถลงข่าว “พลังเด็ก พลังเครือข่ายรู้ทันทอยพอด” เปิดผลสำรวจทักษะพื้นฐานการรู้เท่าทันสื่อสารสนเทศและสื่อดิจิทัล (Media Information and Digital Literacy : MIDL) และพฤติกรรมสุขภาพจากการใช้ชุดนิทานเตือนภัยบุหรี่ไฟฟ้า “เด็กปลอดพอด” พร้อมสานพลังภาคี ประกาศมาตรการ “หยุดบุหรี่ไฟฟ้า ภัยร้ายทำลายเด็กไทย“ ที่โรงแรมแม่น้ำ รามาดา พลาซ่า กรุงเทพฯ เมื่อเร็วๆ นี้

อาจารย์วิเชษฐ์ พิชัยรัตน์ ประธานกรรมการบริหาร คณะที่ 8 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า “เป้าหมายพิเศษ ระยะ 10 ปี ( พ.ศ.2565-2574) สสส. ให้ความสำคัญในด้านการสร้างเสริมเสริมสุขภาพทุกด้านและการลดปัจจัยเสี่ยง โดยเฉพาะประเด็นภัยที่คุกคามเด็ก แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน เป็นหนึ่งในภาคีสำนักสร้างเสริมระบบสื่อและสุขภาวะทางปัญญา (สำนัก 11) ได้บูรณาการร่วมกับสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก (สำนัก 1) เครือข่ายอ่านยกกำลังสุข เครือข่ายพลังอ่านชายแดนใต้ พื้นที่ปฏิบัติการเด็กปลอดพอดกว่า 233 พื้นที่ ใช้นิทานเตือนภัยบุหรี่ไฟฟ้า “เด็กปลอดพอด” เป็นเครื่องมือสร้างภูมิคุ้มกัน ให้รู้เท่าทันภัยและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องถึงอันตรายของบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งการติดตามผลของ We are happy ใน 16 พื้นที่ นำร่อง เด็ก 576 คน พบว่า เด็กกลุ่มวัยอนุบาล ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กและประถมศึกษาตอนต้น มีทักษะเท่าทันสื่อ โดยรู้จักแยกแยะระหว่างทอยพอดและของเล่นเข้าใจรู้ถึงภัยของบุหรี่ไฟฟ้าที่มีผลกับตนเองและครอบครัว เด็กหลายคนร้องขอให้พ่อแม่เลิกบุหรี่ – บุหรี่ไฟฟ้า เพราะอยากให้พ่อแม่อยู่กับลูกไปนานๆ ฯลฯ โดยจากระดับ 3 คะแนน มีระดับค่าคะแนน ถึง 2.45, 2.83 และ 2.87 ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงมาก หากทุกๆ องค์กรนำไปเผยแพร่อย่างกว้างขวาง จะได้ร่วมกันปกป้องลูกหลานของเรา

นางสุดใจ  พรหมเกิด  ผู้จัดการแผนงานยุทธศาสตร์สร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส. และกลุ่ม We are happy นำเสนอผลการศึกษาทักษะพื้นฐาน MIDL และพฤติกรรมสุขภาพ ชุดนิทานเตือนภัยบุหรี่ไฟฟ้า “เด็กปลอดพอด”  โดยกล่าวว่า “สถานการณ์การแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มเด็กเล็ก โดยเฉพาะเด็กปฐมวัยถึงอนุบาล เป็นประเด็นที่ต้องเร่งแก้ไขและให้ความสำคัญอย่างยิ่ง ข้อมูลที่น่าตกใจชี้ว่า ผู้ปกครองจำนวนมาก ยังขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพิษภัยของบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งอาจทำให้บุตรหลานตกเป็นเหยื่อโดยไม่รู้ตัว ยิ่งไปกว่านั้นคือ บุหรี่ไฟฟ้าทำให้เด็กเสพติดได้ในเวลารวดเร็วเพียง 3-4 ครั้ง ซึ่งเร็วกว่าบุหรี่ทั่วไป นอกจากนี้ คุณสมบัติเฉพาะที่ไม่มีกลิ่นเหมือนบุหรี่ทั่วไป แต่กลับมีกลิ่นหอม อาจทำให้เด็กหลงเสพหลายครั้ง ไม่รู้ว่ากำลังทำลายปอด และอาจก่อให้เกิดมะเร็งได้”

ทางแผนงานยุทธศาสตร์สร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส. และภาคีเครือข่ายฯ จึงได้พัฒนาหนังสือภาพสำหรับเด็กและกิจกรรมส่งเสริมการอ่านเป็นเครื่องมือหลักในการสื่อสาร ซึ่งได้รับการออกแบบจากผู้เชี่ยวชาญงานสร้างสรรค์เด็กระดับแถวหน้าของเมืองไทยเพื่อให้เด็กเล็กสามารถรับรู้เรื่องราวและเข้าใจเนื้อหาได้โดยมีผู้ใหญ่ คุณครู พ่อแม่ ผู้ปกครองอ่านหนังสือให้เด็กฟัง ทำให้เด็กเรียนรู้เข้าใจ และป้องกันภัยให้ตนเองได้ ที่สำคัญคือ มีข้อมูลสำหรับผู้ใหญ่ที่อยู่ด้านหลังของหนังสือแต่ละเล่ม ซึ่งจะช่วยให้ผู้ปกครองหรือครูได้เข้าใจถึงที่มาและความสำคัญของหนังสือ รวมถึงวิธีที่จะช่วยปกป้องเด็ก

“นิทานชุดนี้ ได้ถูกนำไป ทดลองใช้ในพื้นที่ต้นแบบ 233 แห่ง และเก็บข้อมูลเชิงลึกใน 16 พื้นที่ โดยกลุ่ม We are happy พบว่า ชุดหนังสือสามารถสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ สร้างความตระหนักรู้ โดยเฉพาะจากกิจกรรม “พี่สอนน้องอ่าน” ที่ให้นักเรียนชั้นประถมศึกษาอ่านนิทานให้รุ่นน้องอนุบาลฟังในโรงเรียน นอกจากน้องเล็กจะรู้จักทอยพอดแล้ว นักเรียนรุ่นพี่บางคนถึงกับตกใจและหวาดกลัวมาก เมื่อได้ทราบข้อมูลเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า นอกจากนี้ ผู้ปกครองและครูยังสามารถใช้เป็นเครื่องมือเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่เด็กอาจมาสารภาพการใช้บุหรี่ไฟฟ้าได้ เราคาดว่า หนังสือนิทานนี้จะช่วยให้ ครอบครัวที่ไม่รู้จักอันตรายจากบุหรี่ไฟฟ้าหันมาระมัดระวัง ตระหนักถึงความเสี่ยง หยุดพฤติกรรมดังกล่าว และดูแลสุขภาพปอดและร่างกายมากขึ้น นี่เป็นการตอกย้ำถึง “พลังของหนังสือ พลังของเด็ก” ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นผู้รับสารเท่านั้น แต่ยังสามารถเรียนรู้ ทำความเข้าใจ และป้องกันภัยให้ตนเองได้อีกด้วย”

นางสุดใจ  กล่าวต่อว่า  “หนังสือนิทานชุด “เด็กปลอดพอด” ได้ออกแบบมาเพื่อเสริมสร้างสุขภาพให้กับเด็ก โดยมีพื้นฐานมาจากความสำเร็จของหนังสือชุดที่เคยจัดทำมาแล้ว ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างดีกับทั้งเด็กทั่วไปและเด็กออทิสติก งานวิจัยสถาบันราชานุกูล ยังพบว่า หนังสือสำหรับเด็กออทิสติกสามารถเสริมสร้างสุขภาพและพัฒนาพฤติกรรมการเรียนรู้ของเด็กได้เกือบเทียบเท่าเด็กปกติได้ภายใน 2 สัปดาห์ มีการออกแบบนิทาน “อานีสเป็นหัด” เผยแพร่ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ก็สามารถหยุดภัยคุกคาม การเสียชีวิตของเด็กได้เช่นกัน จึงเป็นที่มาของการผลิตหนังสือชุดนี้ นอกจากนี้เราได้เชิญ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และ สพฐ. ซึ่งกำกับดูแลศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก โรงเรียนทั่วประเทศ สป.สช., สช. ฯลฯ มาร่วมและพิจารณานำหนังสือนิทานเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอน ถือเป็นกลยุทธ์เชิงรุก ที่สำคัญในการขยายผลงานที่มีคุณค่าออกไปในวงกว้าง แม้ว่าหน่วยงานจะมีงบประมาณที่จำกัดก็ตาม”

นางสุดใจ กล่าวเน้นย้ำความสำคัญเพิ่มเติมว่า “นิทานเล่มเล็กๆ แต่เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังอย่างยิ่งใหญ่ หากผู้ใหญ่มีความเข้าใจจะสามารถส่งมอบเรื่องราวเหล่านี้ไปถึงมือและหัวใจของเด็กได้ การกระทำเช่นนี้จะช่วย สร้างเสริมพฤติกรรมสุขภาพบ่มเพาะได้ตั้งแต่ช่วงปฐมวัย (0-8 ปี) สิ่งนี้จะคงอยู่ ติดตัวไปจนโต ทั้งนี้ ในส่วนของการเข้าถึงหนังสือ ทาง SOOK Publishing ได้จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายในราคาพิเศษ และแผนงานฯ การอ่าน สสส. ยังให้บริการดาวน์โหลดฟรี ผ่านช่องทางออนไลน์ http://www.happyreading.in.th และเว็บไซต์ธนาคารหนังสือเพื่อเด็กปฐมวัยออนไลน์ เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มพื้นที่ห่างไกลหรือเปราะบาง

ขณะที่ นางสาวสายใจ  คงทน จากกลุ่ม We are happy ร่วมศึกษาผลสำรวจฯ  กล่าวว่า “ผลการศึกษาเผยว่า “เด็กในระดับเตรียมอนุบาลก็สามารถตัดสินใจและแยกแยะได้ว่าบุหรี่ไฟฟ้าแตกต่างจากของเล่นตุ๊กตาธรรมดาอย่างไร โดย เด็กอนุบาล (4-5 ขวบ) สามารถสื่อสารและเล่าเรื่องราวจากหนังสือนิทานได้ ส่วนเด็กประถมศึกษาตอนต้น มีทักษะการคิดวิเคราะห์เพิ่มมากขึ้น สำหรับหนังสือนิทานยอดนิยมจากหนังสือทั้ง 7 เล่ม พบว่าบางเล่มเป็นที่นิยมเป็นพิเศษ เช่น กลุ่มเด็กผู้ชาย ชื่นชอบนิทานที่มีลักษณะเป็นฮีโร่ มีการ์ตูน และกิจกรรมให้ทำ เช่น เรื่อง “ขบวนการปราบทอยพอด” และ”มาร์สแมนกับยายเช้า” ซึ่งมีตัวละครที่เด็กคุ้นเคยอยู่แล้ว การมีกิจกรรมช่วยให้เด็กจดจำเนื้อหาได้ดี ส่วนนิทานรองลงมาที่ได้รับความนิยม คือ “อีเล้งเค้งโค้ง พับปลอดพอด” เด็กคุ้นเคยกับตัวละคร และจดจำวลีเด็ดติดปากว่า “อีเล้งเค้งโค้ง ไม่เอาทอยพอด” ซึ่งเด็กหลายคนจะพูดตามว่า “หนูก็ไม่เอาทอยพอดเหมือนกัน”

นางสาวสายใจ กล่าวต่อว่า “นิทานเหล่านี้ไม่เพียงแต่สร้างความรู้ความเข้าใจในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเท่านั้น แต่ยังส่งผลในวงกว้างสู่ครอบครัวและชุมชน เด็กๆ ได้กลายเป็น “นักสื่อสารสุขภาวะตัวน้อย” พวกเขานำเรื่องราวจากนิทานไปเล่าให้พ่อแม่ผู้ปกครองฟังที่บ้าน รวมถึงนำกิจกรรม เช่น การวาดรูประบายสี “บ้านปลอดบุหรี่” กลับไปทำด้วย” มีคุณครูสะท้อนว่า “ผู้ปกครองบมาบอกว่า เด็กๆ ที่บ้านพูดว่า “ไม่เอาบุหรี่ไฟฟ้า” และแสดงความห่วงใยต่อพ่อแม่ผู้ปกครอง เช่น การเตือนว่า “อย่าสูบนะ มันอันตรายนะ” นอกจากนี้ ครูยังให้พ่อแม่ผู้ปกครองยืมหนังสือนิทานกลับไปเล่าให้ลูกฟังที่บ้านด้วย แสดงให้เห็นว่า เด็กอยากฟังเรื่องราวเหล่านี้”

ดังนั้น การศึกษานี้ ยืนยันได้ว่ากระบวนการเรียนรู้ของเด็กสามารถเกิดขึ้นและเรียนรู้เท่าทันได้จากการมีปฏิสัมพันธ์กับเนื้อหาในหนังสือ ผ่านผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นคุณครูหรือผู้ปกครอง ที่นำไปอ่านให้เด็กฟัง นิทาน จึงมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมให้เด็กเรียนรู้ เข้าใจ และแยกแยะเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เจาะลึกเบื้องหลัง ‘Christie’s Workshop : International Exposure’ ติวเข้มศิลปินไทยรุ่นใหม่สู่เวทีโลก

เจาะลึกเบื้องหลัง 'Christie’s Workshop : International Exposure' ติวเข้มศิลปินไทยรุ่นใหม่สู่เวทีโลก

เจาะลึกเบื้องหลัง ‘Christie’s Workshop : International Exposure’ ติวเข้มศิลปินไทยรุ่นใหม่สู่เวทีโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 18.11 น.

ปิดฉากลงอย่างน่าประทับใจ สำหรับ “Christie’s Workshop: International Exposure” อีกหนึ่งกิจกรรมพิเศษใน โครงการบ่มเพาะและสร้างเครือข่ายศิลปินรุ่นใหม่ ครั้งที่ 8 (Early Years Project #8 ) ภายใต้ความร่วมมือและการสนับสนุนอย่างเป็นทางการของ คริสตีส์ ประเทศไทย (Christie’s Thailand) บริษัทจัดการประมูลงานศิลปะชั้นนำของโลก ร่วมกับ ฝ่ายการศึกษาและฝ่ายนิทรรศการ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) เพื่อสนับสนุนให้ศิลปินรุ่นใหม่ได้เข้าใจถึงการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะที่ต้องมาพร้อมกับความเข้าใจในกลไกตลาดโลก นำโดย คุณประภาวดี โสภณพนิช รองประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการบริษัท คริสตีส์ ประจำกัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม และไทย ระหว่างวันที่ 27-28 มิถุนายน 2568 ณ คริสตีส์ อ๊อกชั่น (ประเทศไทย)

ปลดล็อกศักยภาพ: จากความคิดสร้างสรรค์สู่ตลาดศิลปะระดับโลก

บรรยากาศภายในเวิร์คช็อปวันที่ 27 มิถุนายน 2568 เต็มไปด้วยความเข้มข้นและพลังของศิลปินรุ่นใหม่ทั้ง 8 คน ที่ผ่านการคัดเลือกให้เข้าร่วมโครงการฯ โดยได้รับโอกาสพิเศษในการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ตรงจากคุณเด็กซ์เตอร์ ฮาว (Dexter How) รองประธานกรรมการและผู้เชี่ยวชาญอาวุโส แผนกศิลปะศตวรรษที่ 20 และ 21 บริษัท คริสตีส์ ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ที่มาร่วมแบ่งปันความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับมุมมองของนักสะสมงานศิลปะระดับนานาชาติต่องานศิลปะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ วิธีการตั้งราคาเมื่อนำผลงานเข้าสู่ตลาด และมองแนวโน้มตลาดศิลปะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ผ่านผู้เชี่ยวชาญระดับโลก

นอกจากนี้ ศิลปินรุ่นใหม่ยังได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงานผ่านมุมมองของ “ก้องกาน” (Gongkan) หรือ คุณกันตภณ เมธีกุล ศิลปินชื่อดังของไทยที่ประสบความสำเร็จบนเวทีระดับนานาชาติ ในประเด็นเกี่ยวกับ “เส้นทางสู่ศิลปินอาชีพที่ประสบความสำเร็จในตลาดศิลปะ” ปิดท้ายด้วยการนำเสนอผลงานของศิลปินรุ่นใหม่ทั้ง 8 คน เพื่อแลกเปลี่ยนทัศนคติ เทคนิคการสร้างสรรค์ และรับฟังคำแนะนำจากวิทยากร

ส่วนกิจกรรมพิเศษในวันที่ 28 มิถุนายน 2568 เปิดโอกาสให้ศิลปินรุ่นใหม่ในโครงการ EYP#8 ได้นำเสนอแนวคิดและกระบวนการพัฒนาผลงานให้แก่คณะกรรมการเป็นครั้งสุดท้าย พร้อมร่วมฟังเสวนาพิเศษ โดย ดร.กฤติยา กาวีวงศ์ ภัณฑารักษ์และผู้อำนวยการศิลป์ของหอศิลป์บ้านจิม ทอมป์สัน / คุณประภาวดี

โสภณพนิช รองประธานกรรมการ และกรรมการผู้จัดการบริษัทคริสตีส์ ประจำกัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม และไทย / คุณเพ็ญวดี นพเกตุ มานนท์ หัวหน้าฝ่ายนิทรรศการและหัวหน้าภัณฑารักษ์ หอศิลปกรุงเทพฯ ร่วมกันถ่ายทอดกระบวนการเบื้องหลังโครงการให้แก่บุคคลทั่วไป ตั้งแต่จุดเริ่มต้นไปจนถึงบทส่งท้ายของโครงการ EYP#8 ปิดท้ายด้วยการมอบทุนจาก Christie’s Thailand ให้กับศิลปินรุ่นใหม่ในโครงการฯ จำนวน 3 ท่านๆ ละ 100,000 บาท ได้แก่ พิชชาภา หวังประเสริฐกุล ผลงาน “Things Left to Forget & Things that Stay” พิพัฒน์พงศ์ ศรีเพ็ง ผลงาน “Persona” และ ลลิตา สิงห์คำปุก ผลงาน “Till We Meet Again” (กว่าจะพบกันอีก)

ความร่วมมือที่แข็งแกร่ง เพื่อขับเคลื่อนวงการศิลปะไทย

หัวใจหลักของเวิร์กช็อปในครั้งนี้คือการ “ติดปีก” ให้ศิลปินไทยรุ่นใหม่ มีความพร้อมและความมั่นใจในการก้าวสู่เวทีระดับนานาชาติ (International Exposure) เนื้อหาจึงครอบคลุมมิติที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับอาชีพศิลปินในปัจจุบัน ตั้งแต่ภาพรวมของระบบนิเวศศิลปะ (Art Ecosystem) ไปจนถึงกลยุทธ์และทักษะต่างๆ จากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญระดับโลก อาทิ ภูมิทัศน์ตลาดศิลปะโลก (The Global Art Market) การเตรียมความพร้อมอย่างมืออาชีพ (Professional Practice) การนำเสนอผลงานและการตั้งราคา (Presentation & Pricing) รวมไปถึงเบื้องหลังโลกแห่งการประมูล (The World of Auctions) ตั้งแต่การคัดเลือกผลงาน การประเมินราคา การจัดทำแค็ตตาล็อก ไปจนถึงโลจิสติกส์และการขนส่งผลงานศิลปะข้ามพรมแดน

สิ่งที่ทำให้กิจกรรมครั้งนี้พิเศษยิ่งขึ้น คือการเปิดโอกาสให้ศิลปินรุ่นใหม่ได้ซักถามและพูดคุยอย่างใกล้ชิดกับทีมงานของคริสตีส์ ที่นอกจากจะถ่ายทอดองค์ความรู้ ประสบการณ์ แล้วยังสร้างแรงบันดาลใจและความมั่นใจในการวางแผนเส้นทางอาชีพในระยะยาวได้อย่างดี ทั้งยังเปิดมุมมองใหม่ๆ ที่ช่วยให้ศิลปินมองเห็นคุณค่าและศักยภาพในงานของตนเองชัดเจนยิ่งขึ้น

Christie’s Workshop: International Exposure ถือเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนถึงความมุ่งมั่นของหอศิลปกรุงเทพฯ ในการสนับสนุนและพัฒนาศักยภาพศิลปินไทยอย่างรอบด้าน ขณะเดียวกันก็แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของคริสตีส์ ประเทศไทย ที่ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงธุรกิจ แต่ยังให้ความสำคัญกับการแบ่งปันความรู้และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับวงการศิลปะร่วมสมัยของไทย โดยเวิร์กช็อปในครั้งนี้จะเป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองสำคัญ ที่ขับเคลื่อนศิลปินรุ่นใหม่ของไทยให้ก้าวเดินไปข้างหน้า และสร้างชื่อเสียงบนเวทีโลกได้อย่างสง่างามในอนาคต ติดตามความเคลื่อนไหวของกิจกรรมในครั้งต่อไปได้ที่ https://www.facebook.com/baccpage

#baccpresents #Earlyyearsproject #bacc #baccbangkok #bangkokartandculturecentre #yourbacc #saveyourbacc #หอศิลปกรุงเทพฯ #EYP8 #กิจกรรมการศึกษา

-(016)

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ ช่องทางข้ามแดนไทย-กัมพูชา

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ ช่องทางข้ามแดนไทย-กัมพูชา

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ ช่องทางข้ามแดนไทย-กัมพูชา

วันพฤหัสบดี ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 16.45 น.

ประเทศไทยและกัมพูชามีพรมแดนทางบกและทางทะเลยาวกว่า 800 กิโลเมตร ครอบคลุม 7 จังหวัดของไทย ตั้งแต่อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ สระแก้ว จันทบุรี ไปจนถึงตราด พรมแดนนี้ไม่ได้เป็นเพียงเส้นแบ่งทางภูมิศาสตร์ แต่ยังเป็นเส้นทางการค้า การท่องเที่ยว และการเคลื่อนย้ายของบุคคล ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อทั้งเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ

1. จังหวัดอุบลราชธานี :   ชายแดนสามประเทศ

1.1 ช่องเม็ก (ด่านถาวร อ.สิรินธร): ด่านการค้าชายแดนที่สำคัญที่สุดของภาคอีสานตอนล่าง เชื่อมต่อกับด่านวังเต็งของกัมพูชา สินค้าหลักคือสินค้าเกษตรและอุปโภคบริโภค มีนักท่องเที่ยวและแรงงานข้ามชาติผ่านเข้าออกจำนวนมาก สิ่งที่ต้องเฝ้าระวังคือ การลักลอบขนยาเสพติด สินค้าหนีภาษี และแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย

1.2 ช่องจอม (ด่านถาวร อ.น้ำยืน): เชื่อมต่อ โอสมัจ อ.อัลลองเวง จ.อุดรมีชัย เส้นทางนี้สามารถใช้รถขับเคลื่อนสี่ล้อและจักรยานยนต์ ผ่านไร่มันสำปะหลังได้  เป็นเส้นทางขนหัวมันสำปะหลังด้วยรถบรรทุกขนาดใหญ่จากอุดรมีชัย  

1.3 ช่องอานม้า (จุดผ่อนปรนการค้า อ.น้ำยืน): ตรงข้ามกับ บ้านสะเตียลกวาง อำเภอจอมกระสาน จังหวัดพระวิหาร ประเทศกัมพูชา   สินค้าหลักคือสินค้าอุปโภคบริโภคขนาดเล็ก    มีความเสี่ยงเรื่อง การลักลอบขนแรงงานผิดกฎหมายและสินค้าหนีภาษี

1.4 ช่องบก (จุดผ่อนปรนชั่วคราว อ.น้ำยืน)เชื่อมต่อกับจังหวัดพระวิหาร  เป็นรอยต่อสามเหลี่ยมมรกต สินค้าส่วนใหญ่เป็นผลิตภัณฑ์เกษตรตามฤดูกาล แต่ต้องระวัง การลักลอบเข้า-ออกและขนส่ง สินค้าผิดกฎหมายขนาดเล็ก

1.5 ช่องทางธรรมชาติ: พบมากในอำเภอสิรินธร, นาจะหลวย, น้ำยืน, และบุณฑริก ส่วนใหญ่เป็นการลักลอบขนของเถื่อน ยาเสพติด และ เป็นเส้นทางหลักของการลักลอบเข้าเมืองของแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย ผู้หลบหนีคดี และขบวนการค้ามนุษย์ โดยเฉพาะการลักลอบขนไม้พะยูง

2. จังหวัดศรีสะเกษ: เส้นทางสู่เขาพระวิหาร

2.1 ช่องสะงำ (ด่านถาวร อ.ภูสิงห์): เชื่อมต่อกับด่านโอร์เสม็ด จังหวัดอุดรมีชัย สินค้าเกษตรและไม้แปรรูปเป็นสินค้าหลัก มีการเดินทางของผู้ป่วยกัมพูชาเข้ามารักษาในไทย ประเด็นที่ต้องเฝ้าระวังคือ การลักลอบตัดไม้ทำลายป่า สินค้าเกษตรหนีภาษี แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย และการค้าสัตว์ป่าคุ้มครอง

2.2 ด่านชายแดนเขาพระวิหาร (อ.กันทรลักษ์): เพื่อการท่องเที่ยว

2.3 ช่องตาเมาะและช่องเป็น (จุดผ่อนปรนชั่วคราว อ.ภูสิงห์และขุนหาญ): มีการค้าสินค้าพื้นเมืองและเกษตรเล็กน้อย แต่ก็ยังคงต้องเฝ้าระวัง การลักลอบเข้า-ออกและการค้าสิ่งผิดกฎหมายขนาดเล็ก

2.4 ช่องทางธรรมชาติ: พบมากในพื้นที่ป่าเขาตามแนวเขาพระวิหารในอำเภอภูสิงห์ ขุนหาญ และกันทรลักษ์ ส่วนใหญ่เป็นการลักลอบขน ยาเสพติด สินค้าผิดกฎหมาย ของป่าผิดกฎหมาย รวมถึงการค้าโบราณวัตถุ และเป็นเส้นทางของแรงงานผิดกฎหมายและกลุ่มขบวนการลักลอบต่างๆ

3. จังหวัดสุรินทร์: ตลาดชายแดนที่คึกคัก

3.1 ช่องจอม (ด่านถาวร อ.กาบเชิง): เชื่อมต่อกับด่านโอสะเม็ด จ.อุดรมีชัย มีตลาดชายแดนขนาดใหญ่ สินค้าหลากหลายตั้งแต่อุปโภคบริโภค สินค้าเกษตร ไปจนถึงรถยนต์มือสอง ประเด็นสำคัญคือ สินค้าหนีภาษี แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย และการลักลอบนำรถยนต์ที่ผิดกฎหมายเข้าออก

3.2 ช่องสายตะกู (ด่านถาวร อ.บ้านกรวด)เชื่อมต่อกับบ้านโอเสม็ด   มีการค้าสินค้าเกษตรและพื้นเมือง แต่ยังต้องระวัง การลักลอบเข้า-ออกและการค้าสิ่งผิดกฎหมายขนาดเล็กโดยคนเดินเท้าหรือจักรยานยนต์

3.3 ช่องทางธรรมชาติ: กระจายอยู่ตามแนวชายแดนในอำเภอกาบเชิง พนมดงรัก และบัวเชด สินค้าที่ลักลอบส่วนใหญ่คือข้าว มันสำปะหลัง ไม้เถื่อน สัตว์ป่า ยาเสพติด และของป่าผิดกฎหมาย และเป็นเส้นทางของ แรงงานผิดกฎหมายและขบวนการค้ามนุษย์ รวมถึงการขนช้างและสัตว์ป่าหายาก

4. จังหวัดบุรีรัมย์: ช่องทางสำคัญสู่การค้าเกษตร

4.1ช่องสายตะกู (ด่านถาวร อ.บ้านกรวด): เชื่อมต่อกับด่านจุลเสม็ด จ.อุดรมีชัย สินค้าเกษตร เช่น มันสำปะหลังและข้าวโพด เป็นสินค้าสำคัญที่ผ่านด่านนี้ สิ่งที่ต้องระวังคือ การลักลอบนำสินค้าเกษตรหนีภาษี และแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย

4.2 ช่องทางธรรมชาติ: พบในพื้นที่อำเภอบ้านกรวด ละหานทราย และโนนดินแดง ซึ่งเป็นเส้นทางของการลักลอบขน ยาเสพติด ของเถื่อน แรงงานผิดกฎหมาย และผู้หลบหนีคดี

5. จังหวัดสระแก้ว: ด่านที่คึกคักที่สุดและแหล่งอาชญากรรมไซเบอร์

5.1 บ้านคลองลึก (ด่านถาวร อ.อรัญประเทศ): เชื่อมต่อกับเมืองปอยเปต จ.บันเตยมีชัย เป็นด่านการค้าชายแดนหลักที่ใหญ่ที่สุดของไทย-กัมพูชา มีการผ่านเข้าออกของสินค้าทุกประเภท รวมถึงนักท่องเที่ยว แรงงานต่างด้าว และนักพนัน ประเด็นที่ต้องเฝ้าระวังอย่างเข้มข้นคือ การลักลอบขนยาเสพติด (เป็นเส้นทางสำคัญ) สินค้าหนีภาษีและปลอมแปลงเครื่องหมายการค้า แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย การค้ามนุษย์ การฉ้อโกงทางออนไลน์ (แก๊งคอลเซ็นเตอร์) และการฟอกเงิน

5.2 จุดผ่อนปรนต่างๆ (บ้านตาพระยา, บ้านหนองปรือ, บ้านป่าไร่): 

5.3 ช่องทางธรรมชาติ: มีอยู่จำนวนมากโดยเฉพาะรอบๆ อำเภออรัญประเทศ เช่น บ้านเขาดิน  บ้านดงงู   บ้านหนองแวง หนองปรือ   แนวป่าร้างข้างโรงเกลือ  อำเภอคลองหาด อำเภอโคกสูง อำเภอวัฒนานคร และอำเภอตาพระยา สินค้าที่ลักลอบเข้า-ออกมีตั้งแต่ น้ำมันปิโตรเลียม อาหารแปรรูป ไปจนถึงยาเสพติด (ยาบ้า ไอซ์ เฮโรอีน) บุหรี่ อาวุธปืน และสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ และที่สำคัญคือเป็นเส้นทางหลักของการลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย การค้ายาเสพติด การค้ามนุษย์ การเคลื่อนไหวของกลุ่มผิดกฎหมาย รวมถึง ผู้หลบหนีคดีและกลุ่มคอลเซ็นเตอร์

6. จังหวัดจันทบุรี: ด่านการค้าผลไม้และอัญมณี

6.1ด่านบ้านแหลม (ด่านถาวร อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี): เชื่อมต่อกับด่านปรม และช่องกร๊อมเรียง  จังหวัดพระตะบอง เป็นเส้นทางสำคัญของการค้าผลไม้ (ทุเรียน เงาะ มังคุด) สินค้าที่ต้องระวังคือ การลักลอบนำเข้าแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย  ด้วยรถกระบะ

6.2ด่านบ้านผักกาด (ด่านถาวร อ.โป่งน้ำร้อน  จ.จันทบุรี ): เชื่อมต่อกับด่านกรอมเรียง จังหวัดพระตะบอง มีการค้าสินค้าเกษตรและอัญมณี ที่ต้องเฝ้าระวังคือ การลักลอบนำเข้าอัญมณี และแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย

6.3 บ้านซับตารี (จุดผ่อนปรน อ.สอยดาว): มีการค้าสินค้าเกษตรตามฤดูกาลและสินค้าพื้นเมือง แต่ยังคงต้องเฝ้าระวัง การลักลอบเข้า-ออกและการค้าสิ่งผิดกฎหมายขนาดเล็ก

6.4 ช่องทางธรรมชาติ: พบได้ตามแนวชายแดนในอำเภอโป่งน้ำร้อนและอำเภอสอยดาว ส่วนใหญ่เป็นการลักลอบขน ยาเสพติด ของป่า และเป็นเส้นทางของแรงงานผิดกฎหมาย ผู้หลบหนีคดี รวมถึงเหยื่อบัญชีม้าที่ถูกส่งข้ามแดนไปยังแก๊งคอลเซ็นเตอร์

7. จังหวัดตราด: ประตูสู่ทะเลและการค้าชายแดนทางน้ำ

7.1บ้านหาดเล็ก (ด่านถาวรทางบก อ.คลองใหญ่): เชื่อมต่อกับด่านจามเยียม จังหวัดเกาะกง มีการค้าอาหารทะเล สินค้าประมง และวัสดุก่อสร้าง ที่ต้องเฝ้าระวังคือ การลักลอบนำเข้า-ส่งออกสินค้าประมงผิดกฎหมาย แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย และยาเสพติด

7.2 ท่าเรือแหลมศอกและท่าเรืออื่นๆ (ช่องทางทางทะเล อ.เมืองตราด): มีการขนส่งสินค้าและผู้โดยสารทางเรือไปยังเกาะกงและท่าเรืออื่นๆ ของกัมพูชา สิ่งที่ต้องเฝ้าระวังคือ การลักลอบขนส่งยาเสพติด การลักลอบขนถ่ายน้ำมันผิดกฎหมาย การลักลอบขนแรงงานต่างด้าว การค้ามนุษย์ทางทะเล และการประมงผิดกฎหมาย

7.3 ช่องทางธรรมชาติ (ทางบก): มีตามแนวชายแดนในอำเภอคลองใหญ่และบ่อไร่ ซึ่งเป็นเส้นทางของการลักลอบขน ยาเสพติด ของเถื่อน แรงงานผิดกฎหมาย และผู้หลบหนีคดี

สินค้าและบุคคลที่ถูกจับกุมบ่อยครั้ง

โดยรวมแล้ว สินค้าที่ถูกจับกุมบ่อยที่สุดคือ ยาเสพติด (ยาบ้า, ไอซ์, กัญชา),สินค้าหนีภาษี (สุรา, บุหรี่, น้ำมัน), สินค้าละเมิดลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า, ไม้แปรรูปผิดกฎหมาย, ของป่าคุ้มครอง, รถยนต์และรถจักรยานยนต์ผิดกฎหมาย ส่วนบุคคลที่ถูกจับกุมบ่อยคือ แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย, บุคคลที่มีหมายจับคดีอาชญากรรมร้ายแรง (ยาเสพติด, ค้ามนุษย์, ฉ้อโกง), แก๊งคอลเซ็นเตอร์, ขบวนการค้ามนุษย์, และผู้ที่พยายามหลบหนีเข้าเมืองหรือออกนอกประเทศโดยไม่ผ่านพิธีการศุลกากร

โดย  สุริยพงศ์

เปลี่ยนอัญมณีให้มีชีวิต 5 แบรนด์ไทยเล่าเรื่องผ่านเครื่องประดับ สู่วงการแฟชั่นโลก

เปลี่ยนอัญมณีให้มีชีวิต 5 แบรนด์ไทยเล่าเรื่องผ่านเครื่องประดับ สู่วงการแฟชั่นโลก

เปลี่ยนอัญมณีให้มีชีวิต 5 แบรนด์ไทยเล่าเรื่องผ่านเครื่องประดับ สู่วงการแฟชั่นโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 14.53 น.

เปิดฉากกันไปแล้วกับ “กิจกรรมการพัฒนาภาพลักษณ์แบรนด์และผลิตภัณฑ์สู่ Fashion Hero Brand สาขาอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทย” ที่ได้ทำการเฟ้นหาผู้ประกอบการอัญมณีและเครื่องประดับไทยเพื่อเข้าอบรมและพัฒนาทักษะการทำธุรกิจผ่านการพัฒนาทักษะเชิงธุรกิจและการตลาดแฟชั่นให้คำปรึกษาเชิงลึก พร้อมสร้างภาพลักษณ์ผ่านการบอกเล่าเรื่องราว (Storytelling) พร้อมดึงอัตลักษณ์ไทยร่วมสมัย สร้างต้นแบบ Hero Brand เพื่อยกระดับสู่แบรนด์ระดับสากลในอนาคตต่อไป

แน่นอนว่าการถ่ายทอดเรื่องราวอัตลักษณ์ความเป็นไทยผ่านอัญมณีและเครื่องประดับนั้นนับว่าเป็นซอฟต์พาวเวอร์อีกหนึ่งสาขาที่ กระทรวงอุตสาหกรรม โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม (DIPROM) ให้ความสำคัญ และเร่งเครื่องพัฒนามาอย่างต่อเนื่องภายใต้นโยบาย ดีพร้อม คอมมูนิตี้ ที่นี่มีแต่ให้ วันนี้เราจะพาทุกคนไปสัมผัสความงดงามของผู้ประกอบการในกลุ่ม Art & Craft Jewelry 

เริ่มต้นที่ “PONK SMITHI – พ้อง สมิทธี” โดย พ้อง พรสมิทธิกุล เล่าถึงแรงบันดาลใจในการออกแบบเครื่องประดับเงินตาไม้ ว่า “เครื่องประดับของเราใช้เทคนิค Mokume Gane ผสมผสานโลหะเงิน ทองแดง ผ่านการตีขึ้นรูปด้วยฝีมือช่างไทยกว่า 2,000 ครั้ง สร้างลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์ ไม่ซ้ำใครในแต่ละชิ้น”

“การสร้างลาย ‘เงินตาไม้’ คือการเดินทางสู่ความสำเร็จ การเข้าร่วมกิจกรรมกับดีพร้อมจึงเป็นโอกาสสำคัญในการต่อยอดแบรนด์สู่ตลาดต่างประเทศ ผ่านการพัฒนาแบรนด์ที่สะท้อนอัตลักษณ์ไทยร่วมสมัย”

“Charites Gems”  โดย ธนาวัฒน์ พนาเชวง ถ่ายทอดแนวคิดการรังสรรค์เครื่องประดับเอาไว้ ว่า “แบรนด์ของเราถ่ายทอดความงามผ่านลวดลายและแรงบันดาลใจระดับโลก เราเชื่อว่าเครื่องประดับไม่ใช่แค่ของสวยงาม แต่ยังเล่าเรื่องราว ถ่ายทอดจิตวิญญาณ ความปราณีต และศิลปะในแต่ละชิ้น เราเชื่อว่าอัญมณีไม่ใช่เพียงวัตถุแห่งความงาม แต่คือ แหล่งพลังแห่งเรื่องเล่าและอารมณ์ พลอยทุกเม็ดในคอลเลกชันจึงถูกคัดเลือกนอกจากนี้แบรนด์ยังได้ใช้เศษพลอยหรือพลอยตกไซส์เพื่อนำกลับมาสร้างสรรค์ใหม่ด้วยแนวคิด “Refined from the Unrefined” ให้กลายเป็นชิ้นงานที่เปี่ยมความหมายและคุณค่า”

“Nanique” โดย บุษบา อยู่อ่อน เจ้าของแบรนด์ เล่าถึงแนวคิดการทำแบรนด์เอาไว้อย่างน่าสนใจว่า “แนวคิดของแบรนด์คือการมองเห็นความงามในความไม่สมบูรณ์แบบ เครื่องประดับของเราโดยเฉพาะต่างหู มักจะมีสองข้างไม่เหมือนกัน เพื่อสะท้อนความเป็นธรรมชาติและเอกลักษณ์ของแต่ละบุคคล”

“ความไม่สมบูรณ์แบบ คือนิยามใหม่ของความงาม และกิจกรรมนี้จะช่วยเสริมสร้างเรื่องราวของแบรนด์ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ถ่ายทอดแนวคิดผ่านการออกแบบและสื่อสารได้อย่างตรงจุด”

MONVATOO London โดย มลล์วธู สุขสบาย เล่าถึงจุดเริ่มต้นของ MONVATOO London เอาไว้ว่า  แบรนด์เครื่องประดับสัญชาติอังกฤษที่นำศิลปะและจินตนาการมาผสานกับงานฝีมือชั้นสูงอย่างลงตัว แรงบันดาลใจหลักมาจากสัตว์ในตำนานและเทพนิยาย ทำให้ทุกชิ้นงานเต็มไปด้วยเรื่องราวและความหมายเฉพาะตัว เครื่องประดับแต่ละชิ้นผลิตอย่างประณีตในลอนดอน โดยใช้วัสดุคุณภาพสูง เช่น เงินสเตอร์ลิง ทอง 18K และทองเหลือง พร้อมเทคนิคการลงยาทาสีมือและแอร์บรัชที่สร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวให้กับผลงาน  

“สินค้าของเราจะเน้นไปที่เครื่องประดับ เช่น แหวน ต่างหู ในคอลเลกชันมังกร (Dragon) การออกแบบได้รับแรงบันดาลมาจากความสวยงามของมังกร รวมไปถึงสิ่งมีชีวิตในตำนาน ที่พร้อมจะทุกคนที่สวมใส่เครื่องประดับของเราก้าวเข้าไปสู่โลกเวทมนต์”

ปิดท้ายที่ “Yufa Jewelry” โดย ฟาทิห์ คะระมาน ระบุว่า Yufa Jewelry แบรนด์เครื่องประดับที่มีประสบการณ์ยาวนานกว่า 20 ปีในตลาดอาหรับและตลาดมุสลิม ซึ่งมีแนวคิดในการสร้างสรรค์เครื่องประดับที่เน้นการออกแบบอย่างเข้าใจรสนิยมของผู้บริโภค ด้วยการสร้างสรรค์ผลงานที่มีความหมายและรากฐานทางวัฒนธรรมอย่างแท้จริง

 “ความเป็นเอเชีย คือการมีรากวัฒนธรรมที่ลึกซึ้งการออกแบบเครื่องประดับจึงได้ผสมผสานระหว่างความเป็นท้องถิ่นและวัฒนธรรมไทยเข้าด้วยกัน แบรนด์ของเราใช้ช่างชุมชนจากสุโขทัย และช่างฝีมือชาวอาข่า และเลือกใช้วัสดุเหลือใช้ เช่น โคนเปลือกหอยที่เหลือจากงานมุกในภาคเหนือ มาต่อยอดเป็นชิ้นงานใหม่ชูแนวคิด Sustainability และเพิ่มคุณค่าให้กับงานฝีมือพื้นถิ่นได้อย่างงดงาม”

สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่กองพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม โทร. 0 2430 6883 กด 2 หรือติดตามความเคลื่อนไหว และข่าวสารต่าง ๆ ได้ที่ http://www.diprom.go.th หรือ www.facebook.com/dipromindustry

‘รวมพลังสนับสนุนให้เด็กๆ แข็งแรง’ ดานอน ประเทศไทย ร่วมกับภาครัฐ รณรงค์ป้องกันภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กในเด็กปฐมวัย

‘รวมพลังสนับสนุนให้เด็กๆ แข็งแรง’ ดานอน ประเทศไทย ร่วมกับภาครัฐ รณรงค์ป้องกันภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กในเด็กปฐมวัย

‘รวมพลังสนับสนุนให้เด็กๆ แข็งแรง’ ดานอน ประเทศไทย ร่วมกับภาครัฐ รณรงค์ป้องกันภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กในเด็กปฐมวัย

วันพฤหัสบดี ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 14.42 น.

ภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก (Iron Deficiency Anaemia: IDA) เป็นภัยเงียบที่ส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของเด็ก ทั้งด้านการเรียนรู้และการเจริญเติบโต ดานอน ประเทศไทย จึงได้จัดกิจกรรมในชุมชนร่วมกับหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดสมุทรปรา การ โดยได้รับความร่วมมือจากกรุงเทพมหานคร ทั้งจากศูนย์บริการสาธารณสุข 67 ทวีวัฒนา

กองสร้างเสริมสุขภาพ สำนักอนามัย และสำนักงานเขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร รวมถึง โรงเรียนรัตนโกสินทร์ ๙ และสำนักงานนิคมอุตสาห กรรมบางพลี จ.สมุทรปราการ เพื่อตรวจหาความเสี่ยงภาวะ IDA โดยไม่มีค่าใช้จ่าย พร้อมให้ความรู้ด้านโภชนาการแก่ผู้ปกครอง และกิจกรรมเรียนรู้ผ่านการเล่นที่สนุกสนานสำหรับเด็กกว่า 250 คน ภายใต้โครงการ Danone Day ซึ่งเป็นกิจกรรมระดับโลกของดานอนที่สนับสนุนให้พนัก งานดานอนทั่วโลกมีส่วนร่วมในการตอบแทนสังคม กิจกรรมในครั้งนี้ต่อยอดความมุ่งมั่นระยะยาวของดานอน ประเทศไทยในการแก้ไขปัญหาภาวะ IDA ผ่านการสนับสนุนงานวิจัย การให้ความรู้แก่บุคลากรทางการแพทย์ การรณรงค์เพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้แก่สาธารณชน และความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ เช่น กรุงเทพมหานคร นอกจากนี้ เมื่อเร็วๆ นี้ ดานอนยังได้ร่วมมือกับพันธมิตรค้าปลีกชั้นนำ อาทิ บิ๊กซี โลตัส และซีเจ เพื่อขยายโอกาสในการเข้าถึงการตรวจคัดกรองภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กแบบไม่ต้องเจาะเลือดให้ครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อให้การตรวจคัดกรองเชิงป้องกันเข้าใกล้คนในชุมชนมากขึ้น

เด็กไทย ใน อาจมีความเสี่ยงภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก (IDA)

ภาวะ IDA เป็นหนึ่งในภาวะขาดสารอาหารที่พบบ่อยที่สุดในเด็กไทยอายุต่ำกว่า 6 ปี แต่มักถูกละเลย ซึ่งหากไม่ได้รับการดูแลตั้งแต่เนิ่นๆ ภา วะ IDA อาจส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโต พัฒนาการทางร่างกาย และพัฒนาการทางสมอง รวมถึงการทำงานของร่างกายและสมองของเด็ก การตรวจคัดกรองตั้งแต่ระยะเริ่มต้นและการให้ความรู้แก่ผู้ดูแลจึงเป็นกุญแจสำคัญในการป้องกัน จากข้อมูลสถิติในประเทศไทยบ่งชี้ว่า เด็กไทยประมาณ 1 ใน 3 อาจมีความเสี่ยงต่อภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กในกิจกรรม Danone Day นี้ ดานอนจึงนำเครื่องมือตรวจหาความเสี่ยงภาวะ IDA โดยไม่ต้องเจาะเลือดพร้อมทั้งบุคลากรทางการแพทย์ไปตรวจเด็กๆ ทั้งในกรุงเทพมหานครและสมุทรปราการรวมกว่า 250 คน

การจัดตรวจหาความเสี่ยงภาวะ IDA และให้ความรู้แก่ผู้ปกครอง

หนึ่งในความร่วมมือเพื่อส่งเสริมสุขภาพเด็กปฐมวัยที่เกิดขึ้นนี้ คือกิจกรรมที่ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนชุมชนวัดปุรณาวาส เขตทวีวัฒนา กรุง เทพมหานคร โดยดานอน ประเทศไทยและพนักงานที่มาร่วมเป็นอาสามัครได้ร่วมมือกับศูนย์บริการสาธารณสุข 67 ทวีวัฒนา กรุงเทพมหานครและกองสร้างเสริมสุขภาพ สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร เพื่อให้บริการตรวจคัดกรองภาวะ IDA แก่เด็กๆ กว่า 150 คน พร้อมทั้งจัดกิจกรรมให้ความรู้แก่ผู้ปกครองเกี่ยวกับโภชนาการและการดูแลสุขภาพในระยะเริ่มต้น กิจกรรมครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร่วมเปิดงานพร้อมด้วยผู้บริหารจากสำนักอนามัย และสำนักงานเขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร และสำนักโภชนา การ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งสะท้อนถึงความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการขับเคลื่อนภารกิจเพื่อสุขภาวะที่ดีของเด็กไทย

รศ.ดร.ทวิดา กมลเวชช  เน้นย้ำถึงความสำคัญของการตรวจคัดกรองตั้งแต่เนิ่น ๆ และความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน โดยกล่าวว่า: “ภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในเด็กเล็ก แต่กลับมักถูกมองข้าม การตรวจคัดกรองตั้งแต่ระยะแรกช่วยให้เราสามารถดูแลและป้องกันก่อนที่ภาวะนี้จะส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของเด็ก ดิฉันขอขอบคุณผู้ปกครองทุกท่านที่ให้ความสำคัญต่อเรื่องนี้ และขอชื่นชมความร่วมมือระหว่างกรุงเทพมหานครและดานอน ประเทศไทย ที่ทำให้การตรวจคัดกรองและกิจกรรมการให้ความรู้เป็นไปอย่างราบรื่น ดิฉันหวังว่าโครงการนี้จะขยายผลต่อไป เพื่อสุขภาพและพัฒนาการที่ดีของเด็กทุกคน”

กิจกรรมเกมและการตรวจคัดกรองภาวะ IDA แบบไม่ต้องเจาะเลือดสำหรับนักเรียนระดับปฐมวัย
ที่โรงเรียนรัตนโกสินทร์ ๙ นักเรียนระดับชั้นอนุบาลกว่า 100 คนได้ร่วมสนุกกับกิจกรรมเกมและการเรียนรู้พร้อมเข้ารับการตรวจหาความเสี่ยงภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก (IDA) โดยไม่ต้องเจาะเลือด กิจกรรมนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างโรงเรียนรัตนโกสินทร์ ๙ ดานอน ประเทศไทย และสำนักงานนิคมอุตสาหกรรมบางพลี สะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือระหว่างสถานศึกษา ภาคอุตสาหกรรม และภาคเอกชนในการส่งเสริมสุขภาพเด็กปฐมวัย

ดร.สุกัญญา มันตาดิลก ผู้อำนวยการโรงเรียนรัตนโกสินทร์ ๙ กล่าวว่า “ความร่วมมือเพื่อจัดกิจกรรมนี้สะท้อนให้เห็นว่าแต่ละภาคส่วนมีเป้าหมายร่วมกันในการดูแลสุขภาพและพัฒนาการของเด็ก ๆ ดังเช่นการสนับสนุนให้เกิดกิจกรรมการตรวจคัดกรองและการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับภาวะ IDA นี้” ด้าน ดร.เพียงใจ หาญวัฒนาวุฒิ ผู้อำนวยการสำนักงานนิคมอุตสาหกรรมบางพลี กล่าวเสริมว่า “กิจกรรมในวันนี้คือตัว อย่างที่ดีของการนำแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนมาปฏิบัติ โดยเฉพาะความร่วมมือนี้ที่เป็นประโยชน์เพื่อสุขภาพของเยาวชนในชุมชน” ในงานนี้ยังมีอาสาสมัครจากดานอนเข้าร่วมกิจกรรมการละเล่นกับเด็ก ๆ อย่างสนุกสนาน และช่วยจุดประกายการเรียนรู้เรื่องสุขภาพอย่างเป็นธรรม ชาติ สนุก และเหมาะสมกับวัยอีกด้วย”

ขับเคลื่อนสุขภาพเด็กไทยอย่างยั่งยืน

“ที่ดานอน เราเชื่อว่าสุขภาพที่ดีเริ่มต้นตั้งแต่วัยเด็กครับ” แดนิช ราห์มัน ผู้จัดการทั่วไป ดานอน ประเทศไทย และ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กล่าว “กิจกรรมในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงแค่การตรวจคัดกรองภาวะ IDA แต่เป็นภาพที่สะท้อนให้เห็นว่าทุกภาคส่วนสามารถร่วมสร้างสรรค์สิ่งดีๆได้เมื่อเรามีเป้าหมายเดียวกัน ดังเช่นที่ทุกท่านสนับสนุนให้มีการตรวจหาความเสี่ยงภาวะ IDA นี้ตั้งแต่เนิ่นๆ ก็จะเป็นก้าวสำคัญเพื่อสุขภาพและพัฒนาการที่ดีของเด็กๆ เช่นกัน”

“ด้วยแรงขับเคลื่อนจากวิสัยทัศน์ของดานอนที่ว่า ‘สุขภาพของผู้คนและสภาวะของโลกเชื่อมโยงถึงกันและกัน’ บริษัทฯ จึงมีความภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้มีส่วนร่วมในการสนับสนุนให้บริการสุขภาพเข้าถึงชุมชนได้ง่ายขึ้น ผ่านการสนับสนุนทั้งทรัพยากร ความเชี่ยวชาญ และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน Danone Day ที่ผ่านมานี้จึงไม่ใช่วันที่พิเศษแค่กับพนักงานของเรา แต่คือวันที่ดานอนมีโอกาสได้ร่วมสร้างสิ่งที่มีความหมายที่สุด นั่นคือสุขภาวะที่ดีของเด็กและชุมชน”

ความร่วมมือเพื่อให้เด็กๆ เติบโตอย่างแข็งแรง
กิจกรรมในครั้งนี้สำเร็จได้จากความร่วมมือ และความมุ่งมั่นร่วมกันในการยกระดับสุขภาพและโภชนาการของเด็กไทย การผนึกกำลังระหว่างภาครัฐและเอกชนครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าเราสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายให้กับเด็กๆ ทั่วประเทศ และดานอน ประเทศไทยยังคงยึดมั่นในการสร้างความร่วมมือเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง พร้อมสนับสนุนครอบครัวไทยผ่านโภชนาการ การศึกษา และการดูแลสุขภาพอย่างยั่งยืน