สภากาชาดไทยx ศิษย์เก่าศึกษานารีรุ่น 77 ชวนบริจาค 77 บาท เพื่อผู้ป่วยมะเร็ง รพ.จุฬาฯ

สภากาชาดไทยx ศิษย์เก่าศึกษานารีรุ่น 77 ชวนบริจาค 77 บาท เพื่อผู้ป่วยมะเร็ง รพ.จุฬาฯ

สภากาชาดไทยx ศิษย์เก่าศึกษานารีรุ่น 77 ชวนบริจาค 77 บาท เพื่อผู้ป่วยมะเร็ง รพ.จุฬาฯ

วันเสาร์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อุปนายิกาผู้อำนวยการสภา กาชาดไทย ทรงเจริญพระชนมายุ 70 พรรษา วันที่ 2 เมษายน 2568 กลุ่มนักเรียนศิษย์เก่าโรงเรียนศึกษานารี รุ่นที่ 77 นำโดย จันทร์ประภา  วิชิตชลชัย รองผู้อำนวยการ สำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทย ประธานคณะทำงานจัดกิจกรรมเดินวิ่งการกุศล ร่วมกับ Donation HUB สภากาชาดไทย จัดกิจกรรมวิ่งเพื่อการกุศล Bangkok Double Bridge Run for Red Cross 2025 ในวันอาทิตย์ที่ 17 สิงหาคม 2568 เพื่อระดมทุนช่วยเหลือเพื่อผู้ป่วยมะเร็ง ผ่านกิจกรรมการวิ่งบนเส้นทาง 4 สะพานประวัติศาสตร์ใจกลางกรุงเทพฯ คือ สะพานพระพุทธยอดฟ้า สะ พานสมเด็จพระปิ่นเกล้า สะพานพระปกเกล้า และสะพานพระราม 8 ในระยะทางวิ่ง 2 , 7 , 10  และ 21 กิโลเมตร โดยเงินรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายสนับสนุนโครงการพัฒนาศูนย์มะเร็งแบบบูรณาการ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ช่วยยกระดับและพัฒนาการให้บริการเพื่อรัก ษาผู้ป่วยโรคมะเร็งอย่างครบวงจร ทั้งในด้านการวินิจฉัย การรักษา การวิจัย เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการรักษาของผู้ป่วยมะเร็งที่มารับการรักษาที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

จันทร์ประภา วิชิตชลชัย รองผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทย กล่าวว่า เนื่องจากทราบว่าโครงการพัฒนาศูนย์มะเร็งแบบบูรณาการ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ยังขาดงบประมาณอยู่อีกมาก จึงชวนกลุ่มเพื่อนนักเรียนศิษย์เก่าศึกษานารีรุ่น 77 มาจัดกิจกรรมหารายเพื่อการกุศล จึงเป็นที่มาของการจัดกิจกรรมวิ่ง Bangkok Double Bridge Run for Red Cross เราตั้งเป้าว่าจะรับสมัครนักวิ่ง 4,000 คน แต่ในขณะนี้มีผู้สมัครวิ่งในระบบไปแล้วจำนวนกว่า 4,500 คน เป็นการตอบรับที่ดีมาก เกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ จึงขอปิดรับสมัคร เพื่อการบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพ

“นอกจากกิจกรรมวิ่งเพื่อการกุศลแล้ว กลุ่มศิษย์เก่าศึกษานารีรุ่น 77 ยังได้จัดทำแคมเปญรับบริจาค เพื่อให้มีเงินสมทบทุนให้กับโครงการพัฒ นาศูนย์มะเร็งแบบบูรณาการ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย โดยใช้ตัวเลขของรุ่นที่เข้าศึกษาในโรงเรียนศึกษานารีเมื่อปี พ.ศ.2520 ซึ่งนับเป็นรุ่นที่ 77 เป็นตัวเลขแคมเปญนี้ และจะเปิดให้ประชาชนสามารถร่วมบริจาคได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 สิงหาคม 2568 และสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า จึงขอเชิญชวนทุกท่านร่วมบริจาคไม่จำกัดเพียง 77 บาท แต่สามารถบริจาคได้ตามกำลังศรัทธา เพื่อสมทบทุนในโครง การพัฒนาศูนย์มะเร็งแบบบูรณาการ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ด้วยความเชื่อว่า จุดเริ่มต้นเล็กๆ จากน้ำใจของคนไทย สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ให้กับผู้ป่วยมะเร็งได้ไม่มากก็น้อย”

Donation HUB สภากาชาดไทย ขอเชิญชวนร่วมทำความดี ส่งต่อพลังใจ ให้แก่ผู้ป่วยโรคมะเร็ง ผ่านกิจกรรมวิ่งเพื่อการกุศล “Bangkok Double Bridge Run for Red Cross 2025” ในวันอาทิตย์ ที่ 17 สิงหาคม 2568 และ Campaign “บริจาค 77 บาท” เพื่อโครงการพัฒนาศูนย์มะเร็งแบบบูรณาการ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ได้ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาสภากาชาดไทย ชื่อบัญชี “สำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทย” ประเภทบัญชี “กระแสรายวัน” เลขที่บัญชี 045-3-04655-8 โดยใบเสร็จรับเงินบริจาคจากสภากาชาดไทยใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า

จันทร์ประภา วิชิตชลชัย

จันทร์ประภา วิชิตชลชัย

คุณแหน : 19 กรกฎาคม 2568

คุณแหน : 19 กรกฎาคม 2568

คุณแหน : 19 กรกฎาคม 2568

วันเสาร์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

ll กระทรวงอุดมศึกษา(อว.)ขอแสดงความยินดีกับ สถาบันอุดมศึกษาของไทย จำนวน 83 แห่ง ที่ได้รับการจัดอันดับมหาวิทยาลัยที่มีการดำเนินงาน เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน THE Impact Rankings ประจำปี 2025 โดยมี สถาบันอุดมศึกษาของไทย ติดอันดับ TOP 100 ของโลก แบบคะแนนรวม จำนวน 5 แห่ง ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อันดับที่ 44 , มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ มหาวิทยาลัยมหิดล อันดับที่ 64 , มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ อันดับที่ 93…

ll ศูนย์การเรียนรู้แบงก์ชาติ และ สำนักข่าวไทยพับลิก้า ชวนคุยเรื่อง สิ่งแวดล้อมใกล้ตัว และแนวทางการดูแลรักษาที่เราทุกคนมีส่วนร่วมได้ในกิจกรรม Green Up the World “โลกเดือด!! การต่อสู้และความหวังในวิกฤตสิ่งแวดล้อม” โดย ฐิติพันธ์ พัฒนมงคล นักเขียนประจำนิตยสารสารคดี อดีตประธานชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม วันที่ 20 ก.ค.13.30 น.ณ ห้อง @BOT ชั้น 5 ศูนย์การเรียนรู้แบงก์ชาติ…ลงทะเบียนร่วมกิจกรรมที่ : https://bit.ly/4jOpgoZ

ll อาการปวดหลังเพราะกระดูกทับเส้น วันชัย ลิ่วเฉลิมวงศ์ เข้ารับผ่าตัดที่ รพ.กรุงเทพ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ได้รับการดูแลใกล้ชิดจากภรรยา จุไรรัตน์ และได้กำลังใจดีเยี่ยมจาก วันทิตา และ ดร.นิรัญชา พุทธวิบูลย์ ลูกสาว พชรพชร์ และ ปณัต หลานชาย กลับมากายภาพเองต่อที่บ้านแล้ว…

ll เกษม เกษมปัญญา นัดเพื่อนร่วมห้อง สุทธิวราราม อาทิ พิทยา สิงห์สง่า นพริษฐ์ พร้อมเพราะ ฯลฯ ร่วมคารวะ อ.ระเบียบ จรรยา อาจารย์ประจำชั้น สมัยเรียนมัธยมปลายแผนกศิลป์…ศิษย์อย่าง ชาติชาย อัครวิบูลย์ ซึ่งเพื่อนๆบอกว่า เดี๋ยวนี้ลูกศิษย์เริ่มเดินเหิน ไม่ค่อยเสถียรกันแล้ว แม้ว่าอายุยังไม่ถึงกลางสะพานพระราม 7 ก็ตาม ส่วน อ.ระเบียบ วัย 89 ปียังเดินตัวตรงมั่นคงอยู่เลย เหตุเกิดที่ ร้านจิตรประภัสสร เมื่อวันจันทร์ที่ผ่าน…

ll สุนันต์ อรุณนพรัตน์ นายกสมาพันธ์สมาคมศิษย์เก่าคณะเซนต์คาเบรียลฯเสียใจในการจากไปของ อนรรฆ ฟังมงคล อดีตกรรมการและที่ปรึกษา สมาพันธ์ฯ กำหนดฌาปนกิจ วันนี้(19 ก.ค.) 12.00 น.ณ เมรุวัดธาตุทอง…

ll กำหนดการประชุมเพลิง สมเทพ ลาชโรจน์ พี่เขยของ ดารณี ลิมปอมร วันที่ 20 ก.ค.16.00 น. ที่วัดเทพลีลา…

ll ลานทิพย์ ทวาทศิน ผู้จัดการโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย บินไปให้กำลังใจนักเรียนวัฒนาฯเข้าร่วมการแข่งขันการขับร้องประสานเสียงครั้งที่14 World Peace Choral Festivalที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ระหว่างวันที่ 15-22 ก.ค…

ll มีข่าวฝากถึง ศุภลักษณ์ อัมพุช ขอให้สั่งกำชับเรื่องกฎ-กติกา-มารยาทของแท๊กซี่ที่มาเข้าคิวรับ-ส่งลูกค้าบริเวณหน้าห้าง ดิ เอ็มความเทียร์ ด้วย ซึ่งปกติแล้วมี รปภ.จะทำหน้าที่จัดคิวดูแลลูกค้าดีมาก แต่ก็มีแท๊กซี่หลายคันปฏิเสธลูกค้าหน้าตาเฉย บ้างก็เล่นแง่ถึงขนาดถามว่า มีเงินสดจ่ายไหม ?? พูดแบบนี้ต่อหน้า รปภ. ซึ่งทั้งลูกค้าและ รปภ.ถึงกับตะลึง ไปไม่ถูกเลยทีเดียว…ห้างควรคัดกรองแท๊กซี่ดีๆ เพื่อไม่ให้เสียภาพลักษณ์ M -District ต่อไป…

ll ผู้ว่า กทม. ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ชูนโยบาย”กรุงเทพ เดินได้ เดินดี“ ทำให้กรุงเทพฯเป็นเมืองที่น่าอยู่ น่าเดินและน่าท่องเที่ยว แต่เข้าสู่ปีที่สามแล้ว ยังไม่เห็นการเอาจริงเรื่องการห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะให้สำเร็จ ทั้งๆที่ในยุคหนึ่ง ทุกคนตระหนักรู้ว่าประเทศไทยมีกฎหมายห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ แต่ทำไมวันนี้ทุกคนควักบุหรี่ออกมาสูบกันอิสระเสรี ก้นบุหรี่ทิ้งเกลื่อนถนนริมฟุตบาท …งานนี้น่าจะส่งมอบ รองผู้ว่าฯ ทวิดา กมลเวชช เร่งเครื่องให้เหมือนสิงคโปร์ที่ทำเรื่องนี้สำเร็จ ทำเอาคนไม่กล้าควักบุหรี่ออกมาสร้างมลพิษทางการหายใจสร้างสุขภาพปอดที่ดีได้ผ่อนงานให้แพทย์พยาบาลอีกโข !!…

บารอนเนส

Revlon Thailand จัดงานเปิดตัว Revlon Super Lustrous Glass Shine Lip Balm 10 เฉดสีสุดจึ้ง!

Revlon Thailand จัดงานเปิดตัว  Revlon Super Lustrous Glass Shine Lip Balm 10 เฉดสีสุดจึ้ง!

Revlon Thailand จัดงานเปิดตัว Revlon Super Lustrous Glass Shine Lip Balm 10 เฉดสีสุดจึ้ง!

วันศุกร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 15.47 น.

Revlon Thailand แบรนด์เครื่องสำอางระดับแถวหน้าจากประเทศสหรัฐอเมริกา นำโดย คุณจักรกฤศ เดชวรสุทธิ General Manager Sales and Marketing Revlon Thailand จัดงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ Revlon Super Lustrous Glass Shine Lip Balm กับ 10 เฉดสีใหม่สุดจึ้ง ลิปบาล์มบำรุงเนื้อนุ่มดุจแพรไหม พร้อมให้สีสันความเงางามและแวววาวในหนึ่งเดียว เพิ่มความชุ่มชื้นและบำรุง   ริมฝีปาก มากขึ้น 41% ทุกครั้งที่ใช้ สีละมุน ติดทนนาน ช่วยให้ริมฝีปากดูเรียบเนียนขึ้น พร้อมความเงางามแบบมีมิติ ช่วยให้ริมฝีปากแลดูอวบอิ่มขึ้น เลือกสรรเฉดสีได้ในแบบที่คุณต้องการ จัดขึ้น ณ Event Areana 1st Floor, Central@CentralWorld ภายในงานมีบริเวณจุดเทสเตอร์ทั้ง 10 เฉด ให้เหล่าอินฟลูเอนเซอร์ และแขกที่มาร่วมงานทดลองกันแบบฉ่ำๆเริ่มต้นเปิดงานด้วย ผู้บริหาร คุณจักรกฤศ เดชวรสุทธิ General Manager Sales and Marketing Revlon Thailand      ขึ้นกล่าวเปิดงาน พร้อมเผยถึงจุดเริ่มต้นการคิดค้น และแนะนำความพิเศษ ของ Revlon Super Lustrous Glass Shine Lip Balm ลิปบาล์มทั้ง 10 เฉดสี จากนั้นต้อนรับแขกรับเชิญคนพิเศษ กูรูด้านความงามอย่าง   “มายด์ ลภัสลัล จิรเวชสุนทร และ “โฮม Homeless Makeup” ที่มาร่วมพูดคุยถึงความว้าวของ Revlon Super Lustrous Glass Shine Lip Balm และเทคนิคการดูแลริมฝีปาก ในแบบฉบับของตัวเองยังไงให้ปัง พร้อมรับมอบของที่ระลึกจากผู้บริหาร

และไฮไลท์เด็ดของงานที่พลาดไม่ได้ ก็ต้องยกให้แขกรับเชิญพิเศษอีก 5 หนุ่มสุดฮอต วง PERSES ที่มาสร้างสีสันกับมินิคอนเสิร์ตขนเพลงสุดฮิตมาให้ได้โยกตามกันเพียบ เรียกเสียงกรี๊ดลั่นสนั่นงาน เสิร์ฟความฟินให้แฟนๆ แบบไม่มีกั๊ก

ก่อนที่จะปิดท้ายด้วยพิธีกร เรียนเชิญ คุณจักรกฤศ เดชวรสุทธิ General Manager Sales and Marketing Revlon Thailand ขึ้นถ่ายภาพที่ระลึกร่วมกับ มายด์ ลภัสลัล, โฮม Homeless Makeup และ วง PERSES  เรียกว่าครั้งนี้  Revlon Thailand จัดหนักให้แฟนๆแบบชุดใหญ่เลยทีเดียว

มายด์ ลภัสลัล เผยว่า “ดีใจค่ะและรู้สึกเป็นเกียรติเป็นอย่างมากที่เราได้มาร่วมงานกับทาง REVLON เพราะว่าเป็นแบรนด์เครื่องสำอางที่อยู่คู่กับวงการบิวตี้มานานเวลาเราไปกอง เราทำงานก็จะเจอแบรนด์ REVLON ถ้าเปิดกระเป๋าก็จะเจอลิปกลอสที่มายด์กำลังอินอยู่ในวันนี้ก็คือ Revlon Super Lustrous Glass Shine Lip Balm มีทุกเฉดสีค่ะ เพราะแต่ละสีก็ค่อนข้างแมทช์ได้หลายรูปแบบ บวกกับมีเฉดสีที่ให้เลือกเยอะมากรู้สึกว่าตอบโจทย์เรา อยู่มา 90 ปีแล้ว นานมากจริงๆ เพราะเราจำได้เลยว่าคุณแม่เรา พี่ๆที่กอง ทุกคน ค่อนข้างรู้จัก REVLON  รู้สึกว่าสีปากเป็นอะไรที่สำคัญที่สุดค่ะ ใครที่ยังไม่แน่ใจว่าตัวเองเหมาะกับสีไหนก็ลองมาที่เคาน์เตอร์แบรนด์ของ REVLON ได้ รับรองว่าเข้าได้กับไลฟ์สไตล์ทุกคนแน่นอนค่ะ“

PERSES เสริมว่า “มาร่วมงานวันนี้ดีใจมากครับผม จริงๆเรารู้จักแบรนด์ REVLON กันอยู่แล้ว เป็นแบรนด์ที่ได้ยินมานานแล้ว ตอนนี้เค้าปรับให้เข้ากับยุคสมัยมากขึ้น ล่าสุดเรามาร่วมงานเปิดตัว  Revlon Super Lustrous Glass Shine Lip Balm สมัยนี้ปากก็ต้องฉ่ำวาวชุ่มชื้น ก่อนลงมาพวกเราใช้เติม พวกเรามาเต้น ก็ยังชุ่มชื้นอยู่ ใครที่อยากมาลองลิปที่ให้ความชุ่มชื้นยาวนาน มีสีให้เราเลือก 10 เฉดสี ลองมาเลือกดูว่า เราเหมาะกับเฉดไหนครับ“

Revlon Super Lustrous Glass Shine Lip Balmจำหน่าย ราคา 480 บาท ช่องทางการจำหน่าย วัตสัน, บู้ทส์, อีฟแอนด์บอย, บิวเทรี่ยม, เซ็นทรัล, โรบินสัน, คิส, เดอะมอลล์, สยามพารากอน, โลตัส, ห้างสรรพสินค้าและร้านจำหน่ายเครื่องสำอางทั่วไป และช่องทางออนไลน์ที่: • Line MyShop: https://bit.ly/3bLjHXL • Konvy: https://bit.ly/3X4lgWA

BRAND’S BRAIN CAMP ชวนเด็ก Gen Z ร่วมค้นหาแรงบันดาลใจ เพื่อก้าวสู่อาชีพในฝัน

BRAND'S BRAIN CAMP  ชวนเด็ก Gen Z ร่วมค้นหาแรงบันดาลใจ เพื่อก้าวสู่อาชีพในฝัน

BRAND’S BRAIN CAMP ชวนเด็ก Gen Z ร่วมค้นหาแรงบันดาลใจ เพื่อก้าวสู่อาชีพในฝัน

วันศุกร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 15.37 น.

แบรนด์ซุปไก่สกัด โดย บริษัท ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำตลาดอาหารเสริมสุขภาพภายใต้ตราผลิตภัณฑ์แบรนด์ (BRAND’S) ในประเทศไทยและอินโดไชน่า ตะลุยเดินสายจัดโรดโชว์ “BRAND’S BRAIN CAMP” กิจกรรมภายใต้โครงการ “BRAND’S BRAIN CAMP เปิดโลกกว้าง สร้างอนาคต” ที่เปิดโอกาสให้บรรดาน้องๆ นักเรียนได้มาร่วมค้นหาแรงบันดาลใจเพื่อเตรียมตัวก้าวสู่เส้นทางอาชีพในฝัน โดยเชิญพี่ต้นแบบอาชีพ พี่ต้นแบบนักศึกษาจากคณะต่างๆ มาร่วมพูดคุย แชร์ประสบการณ์จริง และตอบทุกข้อสงสัยให้กับน้องๆ รวมถึงกิจกรรมเอ็กซ์คลูซีฟเวิร์กชอปที่จะช่วยอัปสกิลที่สำคัญต่อการใช้ชีวิตในอนาคตให้เด็กทุกคนพร้อมเดินหน้าไปสู่อนาคตได้อย่างมั่นใจ ล่าสุด ประเดิมจัดโรดโชว์แรกในกรุงเทพฯ ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค (BITEC) เมื่อวันที่ 5-6 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา โดยมีผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมมากกว่า 2,600 คน พร้อมเตรียมยกขบวนทีมงานออกเดินทางไปพบน้องๆ ในอีก 3 จังหวัด ได้แก่ ขอนแก่น (19 กรกฎาคม) เชียงใหม่ (9 สิงหาคม) และสงขลา (16 สิงหาคม) ติดตามรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ www.brandsbraincamp.com และ Facebook Page: BRAND’S World Thailand

นางสาวจุฑามาศ งามจิตรกุล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดกลุ่มผลิตภัณฑ์แบรนด์ซุปไก่สกัด บริษัท ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “โครงการ ‘BRAND’S BRAIN CAMP เปิดโลกกว้าง สร้างอนาคต’ เป็นโครงการที่แบรนด์ซุปไก่สกัดริเริ่มขึ้นเพื่อส่งเสริมและเตรียมความพร้อมให้กับเยาวชนระดับชั้นมัธยมศึกษา โดยเฉพาะระดับมัธยมศึกษาตอนปลายที่กำลังจะก้าวสู่รั้วมหาวิทยาลัยในการเตรียมตัวเข้าสู่เส้นทางอาชีพที่ตรงใจและเหมาะสมกับตนเอง โดยแบรนด์ซุปไก่สกัดต้องการเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ Gen Z ปลดล็อกศักยภาพของตนเองออกมาได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ สนับสนุนเด็กไทยในการพัฒนาศักยภาพให้พร้อมรับมือกับความท้าทายในอนาคต ซึ่งหนึ่งในกิจกรรมไฮไลต์ของโครงการนี้ คือ การเดินสายจัดโรดโชว์ BRAND’S BRAIN CAMP เพื่อชวนน้องๆ นักเรียนมัธยมศึกษาได้มาร่วมค้นหาแรงบันดาลใจเพื่อเตรียมตัวก้าวสู่เส้นทางอาชีพในฝัน โดยจะจัดขึ้นตามหัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศระหว่างเดือนกรกฎาคม ไปจนถึงสิงหาคม

ล่าสุด ได้เริ่มเดินสายจัดโรดโชว์ครั้งแรกในกรุงเทพฯ ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค (BITEC) เมื่อวันที่ 5-6 กรกฎาคม
ที่ผ่านมา ภายในงานอัดแน่นไปด้วยกิจกรรมมากมาย อาทิ Career Clinic และ Uni-Life Pre Check ให้นักเรียนได้พบผู้เชี่ยวชาญจากแวดวงต่างๆ กว่า 47 สายอาชีพ  เช่น แพทย์ ดีไซเนอร์ สถาปนิก ทนายความ และผู้กำกับภาพยนตร์ และพบพี่ต้นแบบมหาวิทยาลัยจากคณะยอดนิยมต่างๆ กว่า 20 คณะ เช่น เภสัชศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ นิเทศศาสตร์ และรัฐศาสตร์ อีกทั้งยังได้จัดกิจกรรมเวิร์กชอปสุดพิเศษที่เน้นการอัปสกิลที่สำคัญต่อการใช้ชีวิตในอนาคต เพื่อพัฒนาทักษะชีวิต 5 ด้านสำคัญ ได้แก่ ทักษะการประกอบการ ทักษะการสื่อสาร ทักษะการจัดการการเงิน ทักษะการใช้เทคโนโลยี และ ทักษะดูแลใจ นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรม Self-Exploring Playground ที่ชวนมาค้นหาตนเองด้านต่างๆ เพื่อวางแผนอนาคตได้ชัดกว่าเดิม

กิจกรรมโรดโชว์ BRAND’S BRAIN CAMP ที่จัดขึ้นในกรุงเทพฯ ครั้งนี้ ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากบรรดาน้องๆ นักเรียนหลากหลายสถาบันให้ความสนใจเข้าร่วมงานกันอย่างคับคั่ง โดยมีนักเรียนระดับชั้นมัธยมจาก โรงเรียนต่างๆ ในพื้นที่กรุงเทพฯและจังหวัดใกล้เคียง รวมถึงอาจารย์และผู้ปกครองเข้าร่วมงานรวมทั้งสิ้นกว่า 2,600 คน แบรนด์ซุปไก่สกัดขอขอบคุณ ‘สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน’ (สพฐ.) อย่างยิ่ง สำหรับการร่วมประชาสัมพันธ์กิจกรรมไปยังโรงเรียนรัฐบาลในเครือข่ายของ สพฐ. ทั่วประเทศ ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อความสำเร็จของกิจกรรมโรดโชว์ BRAND’S BRAIN CAMP โดยภายในงาน ว่าที่ร้อยตรี ดร. ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้มอบหมายให้ ดร.เกษศิรินทร์ สุวรรณสุนทร ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาการแนะแนว เข้าเยี่ยมชมกิจกรรมโรดโชว์ BRAND’S BRAIN CAMP จุดที่ 1 ที่จัดขึ้น ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค (BITEC) กรุงเทพฯ เพื่อให้กำลังใจอาจารย์และนักเรียนที่มาร่วมงาน รวมทั้งสนับสนุนและส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพของเยาวชนอย่างใกล้ชิด

ดร.เกษศิรินทร์ สุวรรณสุนทร ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาการแนะแนว สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวว่า “สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้ให้ความตระหนักและให้ความสำคัญในการแนะแนวนักเรียนอย่างรอบด้าน ทั้งด้านการศึกษา ด้านอาชีพ และด้านส่วนตัวและสังคม เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนได้ค้นพบตนเอง มีเป้าหมายชีวิต โครงการ ‘BRAND’S BRAIN CAMP เปิดโลกกว้าง สร้างอนาคต’ เป็นโครงการที่เป็นประโยชน์ในการส่งเสริมให้นักเรียนได้เปิดโลกกว้างรู้จักอาชีพที่หลากหลาย ซึ่งจะเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการเลือกเส้นทางการศึกษาต่อที่เชื่อมโยงกับการประกอบอาชีพและการมีงานทำ จึงได้มีการสื่อสารไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษาในสังกัดทั่วประเทศ ประชาสัมพันธ์แจ้งข้อมูลโครงการดีๆ ถึงนักเรียนกลุ่มเป้าหมายให้ได้เข้าร่วมกิจกรรมตามภูมิภาคต่างๆ ซึ่งถือว่าเป็นการขับเคลื่อนการศึกษาร่วมกันระหว่างภาคเอกชนและภาครัฐที่จะนำไปสู่การพัฒนาสมรรถนะและเตรียมความพร้อมเยาวชนไทยที่จะเติบโตไปเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศต่อไป”

เพื่อให้นักเรียนในภูมิภาคต่างๆ ได้มีโอกาสในการเข้าถึงกิจกรรมที่เต็มไปด้วยความรู้และประสบการณ์ในการเตรียมความพร้อม สู่อนาคต “แบรนด์ซุปไก่สกัด” ได้เตรียมยกขบวนทีมงานไปจัดกิจกรรมให้กับน้องๆ ตามรายละเอียด ดังนี้

โรดโชว์ BRAND’S BRAIN CAMP ครั้งที่ 2 ณ จ.ขอนแก่น จะจัดขึ้นในวันที่ 19 กรกฎาคม 2568 ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ ไคซ์ ขอนแก่น (KICE)
โรดโชว์ BRAND’S BRAIN CAMP ครั้งที่ 3 ณ จ.เชียงใหม่ จะจัดขึ้นในวันที่ 9 สิงหาคม 2568 ณ เซ็นทรัล เชียงใหม่
แอร์พอร์ต (เชียงใหม่ ฮอลล์)
โรดโชว์ BRAND’S BRAIN CAMP ครั้งที่ 4 ณ จ.สงขลา จะจัดขึ้นในวันที่ 16 สิงหาคม 2568 ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี (ICC HAT YAI)

นักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ที่สนใจเข้าร่วมโครงการ “BRAND’S BRAIN CAMP เปิดโลกกว้าง สร้างอนาคต” สามารถติดตามรายละเอียดและลงทะเบียนได้ทางเว็บไซต์ www.brandsbraincamp.com และ Facebook Page: BRAND’S World Thailand

‘แพนเค้ก’เผยเคล็ดลับตำนานตัวแม่เจนวายเพราะแนวคิด ‘อยู่สวย’

'แพนเค้ก'เผยเคล็ดลับตำนานตัวแม่เจนวายเพราะแนวคิด 'อยู่สวย'

‘แพนเค้ก’เผยเคล็ดลับตำนานตัวแม่เจนวายเพราะแนวคิด ‘อยู่สวย’

วันศุกร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 15.02 น.

โรงพยาบาลธีรพร (TEERAPORN HOSPITAL) เปิดตัวโรงพยาบาลเฉพาะทางศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าและการดูแลสุขภาพอย่างยั่งยืนแห่งแรกในไทย พร้อมด้วย แพนเค้ก เขมนิจ จามิกรณ์ พรีเซนเตอร์ และ ลูกน้ำ พาเมล่า เบาว์เด้นท์ และ เพชรแพรว พรพิพัทวัฒนกุล ร่วมเปิดงาน พร้อมส่งต่อแนวคิด “เกิดสวย อยู่สวย จากสวย”  แพนเค้ก เขมนิจ จามิกรณ์ พรีเซนเตอร์โรงพยาบาลธีรพร นางเอกชื่อดังและเมนเทอร์คนล่าสุดจาก The Face  กล่าวว่า “แพนเชื่อว่า อะไรก็ตามที่เราทำแล้วมีความสุข ควรให้โอกาสตัวเองได้ทำ ไม่ว่าจะเป็นการได้อยู่กับครอบครัว การทำงานที่เรารัก หรือการดูแลตัวเองในแบบที่เราเลือกเอง ไม่ใช่แค่เรื่องหน้าตา แต่ยังรวมไปถึงการใช้ชีวิตในแบบที่เราเชื่อ ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้เรารู้สึกดีจากภายในแล้วจะสะท้อนออกมาสู่ภายนอกแบบเป็นธรรมชาติ ซึ่งตรงกับแนวคิด ‘เกิดสวย อยู่สวย จากสวย’ ของโรงพยาบาลธีรพรที่แพนชอบมาก”

เกิดสวย” คือความก้าวหน้าของการแพทย์สมัยใหม่ ทำให้คนเกิดมาสมบูรณ์มากขึ้น“อยู่สวย” คือความสวยแบบที่ฉันสร้างตามที่ฉันอยากเป็น และสามารถอยู่ได้แบบมีร่างกายแข็งแรงปราศจากโรคภัย“จากสวย” คือการรักษาความมั่นใจให้คงอยู่กับเรา หรืออยู่ให้สวยจนถึงวันสุดท้าย

“คำว่า ‘อยู่สวย’ สำหรับแพนมันคือการอยู่แล้วมีความสุขค่ะ ที่แพนเลือกทำตาสองชั้นกับโรงพยาบาลธีรพร เพราะมั่นใจในทีมแพทย์ที่เป็นระดับอาจารย์แพทย์จริง ๆ และมีเชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมใบหน้ามากว่า 40 ปี มีเทคนิคเฉพาะที่ออกแบบมาให้เข้ากับแต่ละคนแบบไม่เหมือนกันเลย หลังทำแพนไม่รู้สึกเจ็บ ไม่บวม และที่สำคัญคือแพนรู้สึกว่าเค้าใส่ใจทุกขั้นตอนมาก ๆ ดูแลดีตั้งแต่ก่อนผ่าตัดจนถึงหลังผ่า มีรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ทำให้เรารู้สึกว่าเขาอยากให้เรา “อยู่สวย” อย่างมีความสุขจริงๆ” แพนเค้ก เขมนิจ กล่าว
           
ลูกน้ำ พาเมล่า เบาว์เด้นท์ ศิลปินนักร้องนักแสดงชื่อดัง กล่าวว่า “การทำให้ตัวเองสวยคือการเคารพในตัวเอง พอเราดูแลตัวเองจนมั่นใจว่าเราสวยคนอื่นก็จะสัมผัสได้ ตัวเราเองก็รู้สึกดี  และนี่เป็นการทำศัลยกรรมครั้งแรกในชีวิตเลยค่ะ ลูกน้ำเลือกมาทำกับโรงพยาบาลธีรพรเพราะอยากสวยเหมือนคุณแพนเค้กค่ะ เราอยู่ในวงการบันเทิงก็เห็นว่าดารามาทำกันเยอะ ผลลัพธ์ออกมาสวยมากทั้งพี่ตุ๊ก ดวงตา พี่ดี้ ชนานาฯลฯ และเชื่อมั่นมากขึ้นคือหลังจากเข้ามาปรึกษาปัญหาเรื่องที่กังวลคือผิวหน้า แต่คุณหมอแนะนำให้ทำตาสองชั้น เพราะหนังตาเริ่มหย่อนมาปิดลูกตาทำให้ชั้นตาไม่คมชัด เวลาแต่งหน้าต้องติดสติ๊กเกอร์และมีปัญหาการมอง ซึ่งเราไม่รู้ตัวเลยแต่คุณหมอวิเคราะห์ได้ตรงจุดมาก แต่ก็ยังกังวลว่ายังมีถ่ายละครอยู่ คุณหมอบอกว่าไม่ต้องห่วงคอนเซ็ปต์ธีรพรคือ Less is more แผลเล็ก ไม่บวมช้ำทำเสร็จทำงานได้เลยไม่ต้องพัก หลังทำตา 2 วันน้ำก็แต่งหน้าไปถ่ายละครได้จริงๆ ถึงวันนี้เพิ่ง 7 วันเองค่ะ ดูเป็นธรรมชาติแทบไม่เห็นรอยแผลเลยค่ะ” นอกจากนี้ลูกน้ำยังบอกด้วยว่าประทับใจการบริการของธีรพรมากๆ พนักงานและคุณหมอดูแลใกล้ชิด อบอุ่นเหมือนเป็นบ้านอีกหลัง และที่ชอบมากคือ ซาลอน บริการสระผมให้ทุกวัน กับตู้นอน hyperbaric oxygen therapy เพิ่มออกซิเจนให้กับร่างกายทำให้นอนหลับสบายมาก พร้อมกับบอกด้วยว่าโรงพยาบาลธีรพรเป็นที่ทำศัลยกรรมที่แรกและจะเป็นที่เดียวของลูกน้ำที่พร้อมไปต่อกับหัตถการอื่นๆ เพื่อให้ใช้ชีวิตแบบ “อยู่สวย” ไปนานๆ และ เป็นของขวัญชิ้นพิเศษที่ลูกน้ำอยากมอบให้กับตัวเอง 

เพชรแพรว พรพิพัทวัฒนกุล อินฟลูเอ็นเซอร์สายแม่และเด็ก กล่าวว่า  “บางคนบอกความสวยเป็นแค่เปลือกนอก ไม่ใช่สิ่งจำเป็น แต่แพรวมองว่ามันคือความสุข คือความมั่นใจ การที่เราสวย เราแข็งแรง มันทำให้เห็นว่าเราดูแลตัวเองดี เวลาเราอยู่กับลูก ลูกก็จะเห็นว่าแม่เป็นคนสวย และดูแลตัวเองดี ลูกก็จะรู้สึกรักและอยากดูแลตัวเอง มันเป็นความสวยที่ส่งต่อได้ ก่อนหน้านี้ แพรวมีปัญหาตาตกจนขาดความมั่นใจ แต่พอลองศึกษาจริงจัง ก็พบว่าโรงพยาบาลธีรพรมีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านศัลยกรรมใบหน้า และทีมงานก็ระดับอาจารย์แพทย์ จึงไม่ลังเลค่ะ อีกสิ่งที่ประทับใจคือ ที่นี่ให้คำปรึกษาแบบอบอุ่นมากค่ะ ไม่รู้สึกตัวเองเป็นลูกค้า แต่รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นลูกสาวของบ้านนี้”  โดยคุณแพรวได้เพิ่มความสวยกับธีรพรด้วยการทำ Baby Lock ยกกระชับใบหน้าช่วงบนเพื่อแก้ปัญหาหางตาตก พร้อมกับทำตาสองชั้น เพิ่มความหวานให้กับดวงตาคู่สวย และยกริมฝีปากบน เพื่อให้ริมฝีปากเผยอยิ้มอย่างเป็นธรรมชาติ ช่วยให้ใบหน้าอ่อนเยาว์และได้สัดส่วนมากขึ้นทั้งหมดนี้สะท้อนความเชื่อของโรงพยาบาลธีรพรว่า ความสวยไม่ควรเป็นเพียงเป้าหมายชั่วคราว แต่ควรเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตที่ยั่งยืน เราจึงต้องย้ำความเชื่อด้วยการเป็นต้นแบบของการศัลยกรรมตกแต่งใบหน้า ควบคู่กับการส่งมอบชีวิตแบบ ‘เกิดสวย-อยู่สวย-จากสวย’ ให้ทุกคนสามารถเข้าถึงได้  อัพเดทข้อมูล และ สอบถามบริการของโรงพยาบาลธีรพรได้ที่https://teerapornclinic.com/ , https://www.facebook.com/Teerapornclinic.officialและ Social Media ของ ธีรพร ทุกช่องทาง

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ การค้าขายระหว่างไทย-กัมพูชา

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ การค้าขายระหว่างไทย-กัมพูชา

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ การค้าขายระหว่างไทย-กัมพูชา

วันศุกร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.30 น.

การค้าระหว่างไทยและกัมพูชานั้น มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศมายาวนาน ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจนี้เป็นผลมาจากการที่สองประเทศมีพรมแดนติดกัน และการเชื่อมโยงทางวัฒนธรรม การแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างกันไม่เพียงแต่สร้างรายได้และโอกาสทางธุรกิจ แต่ยังช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ชายแดนด้วย

มูลค่าการค้าโดยรวม :

มูลค่าการค้ารวมระหว่างไทยและกัมพูชามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ของไทยระบุว่า การค้ารวมสองฝ่ายมีมูลค่าสูงกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และมีเป้าหมายที่จะเพิ่มมูลค่าให้สูงขึ้นไปอีกในอนาคต แม้จะมีการชะลอตัวบ้างในบางช่วงจากปัจจัยภายนอก เช่น สถานการณ์เศรษฐกิจโลกหรือวิกฤตการณ์ต่างๆ อย่างไรก็ตาม การค้าชายแดนยังคงเป็นหัวใจสำคัญของการแลกเปลี่ยน

เส้นทางขนส่งและด่านชายแดนที่สำคัญ :

เส้นทางขนส่งหลักในการค้าขายระหว่างไทยและกัมพูชา ประกอบด้วย :

•             ทางบก: เป็นเส้นทางหลักและสำคัญที่สุด โดยเฉพาะทางหลวงที่เชื่อมต่อด่านการค้าชายแดนต่างๆ ด่านชายแดนที่สำคัญและมีมูลค่าการค้าสูง ได้แก่:

o             ด่านอรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว – ด่านปอยเปต จังหวัดบันทายมีชัย: เป็นด่านการค้าชายแดนที่มีมูลค่าการค้าสูงสุดและคึกคักที่สุด คิดเป็นมูลค่าการส่งออกและนำเข้าหลายหมื่นล้านบาทต่อปี มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการขนส่งสินค้าและผู้คน

o             ด่านสะพานมิตรภาพไทย-กัมพูชา (บ้านหนองเอี่ยน-สตึงบท) จังหวัดสระแก้ว: เป็นด่านที่สร้างขึ้นเพื่อรองรับการขนส่งสินค้าโดยเฉพาะ โดยเฉพาะรถบรรทุกขนาดใหญ่ เพื่อลดความแออัดของด่านอรัญประเทศ

o             ด่านบ้านหาดเล็ก จังหวัดตราด – ด่านจามเยียม จังหวัดเกาะกง: เป็นด่านสำคัญทางภาคตะวันออก ที่เชื่อมต่อการค้ากับพื้นที่ชายฝั่งทะเลของกัมพูชา

o             ด่านบ้านแหลม จังหวัดจันทบุรี – ด่านบ้านตวง จังหวัดพระตะบอง: เป็นอีกด่านสำคัญในภาคตะวันออกที่รองรับการค้าสินค้าเกษตรและสินค้าอุปโภคบริโภค

o             ด่านบ้านผักกาด จังหวัดจันทบุรี – ด่านกรุงไพลิน (บ้านปรม) จังหวัดไพลิน: มีความสำคัญต่อการค้าสินค้าเกษตรและแร่ธาตุบางชนิด

o             ด่านช่องจอม จังหวัดสุรินทร์ – ด่านโอร์เสม็ด จังหวัดอุดรมีชัย: เป็นด่านสำคัญทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่มีการค้าชายแดนคึกคัก

o             ด่านช่องสะงำ จังหวัดศรีสะเกษ – ด่านช่องจอม จังหวัดอุดรมีชัย (กัมพูชา): เป็นอีกหนึ่งด่านสำคัญในภาคอีสานที่รองรับการค้าสินค้าหลากหลายประเภท

•             ทางน้ำ: มีการขนส่งผ่านแม่น้ำโขงและเส้นทางชายฝั่งทะเลบางส่วน โดยเฉพาะการขนส่งสินค้าขนาดใหญ่หรือสินค้าที่ไม่ต้องการความเร่งด่วนมากนัก

•             ทางราง: แม้จะยังไม่เป็นเส้นทางหลักเท่าทางบก แต่มีการฟื้นฟูเส้นทางรถไฟเชื่อมต่ออรัญประเทศกับปอยเปต ซึ่งมีศักยภาพในการเป็นเส้นทางขนส่งสินค้าที่สำคัญในอนาคต

สินค้าส่งออกสำคัญจากไทยไปกัมพูชา

สินค้าที่ไทยส่งออกไปยังกัมพูชามีความหลากหลายและสะท้อนถึงศักยภาพการผลิตของไทย รวมถึงความต้องการของกัมพูชาที่กำลังเติบโต สินค้าหลักๆ ได้แก่ :

•             ผลิตภัณฑ์น้ำมันและก๊าซ: เป็นสินค้าส่งออกอันดับหนึ่งจากไทยไปกัมพูชา โดยมีมูลค่าสูงถึง ประมาณ 2,000 – 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี กัมพูชายังคงพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซจากไทยเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากยังไม่มีแหล่งผลิตเพียงพอภายในประเทศ

•             เครื่องดื่ม: มูลค่าการส่งออกเครื่องดื่มรวมทั้งน้ำอัดลม น้ำผลไม้ เบียร์ และเครื่องดื่มชูกำลัง อยู่ที่ประมาณ 500 – 800 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี เป็นที่นิยมอย่างมากในกัมพูชา

•             อาหาร (รวมถึงอาหารแปรรูป): มีมูลค่าการส่งออกประมาณ 400 – 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี ครอบคลุมทั้งอาหารแปรรูป ข้าวสาร ผักและผลไม้สด เป็นที่ต้องการของตลาดกัมพูชา

•             บะหมี่สำเร็จรูป: แม้จะเป็นเพียงส่วนหนึ่งของหมวดอาหาร แต่บะหมี่สำเร็จรูปเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย มีมูลค่าการส่งออกประมาณ 50 – 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี เนื่องจากความสะดวกและราคาไม่แพง

•             ยาเวชภัณฑ์: เวชภัณฑ์และเครื่องมือทางการแพทย์เป็นสิ่งจำเป็นที่กัมพูชายังต้องพึ่งพาการนำเข้า มีมูลค่าการส่งออกประมาณ 200 – 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี

•             โทรศัพท์มือถือและชิ้นส่วน: โทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เป็นสินค้าที่มีความต้องการสูงตามการเติบโตของเทคโนโลยี มูลค่าการส่งออกประมาณ 300 – 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี

•             รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ: รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะหลักในการเดินทางของประชากรส่วนใหญ่ในกัมพูชา มูลค่าการส่งออกประมาณ 200 – 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี

•             วัสดุก่อสร้าง: ด้วยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่องในกัมพูชา ทำให้มีความต้องการวัสดุก่อสร้างสูง มูลค่าประมาณ 100 – 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี

สินค้าส่งออก 10 อันดับของไทยไปกัมพูชา ในปี พ.ศ. 2568 (เดือน ม.ค.-พ.ค.)

•             อัญมณีและเครื่องประดับ : สัดส่วน 36.50% คิดเป็นมูลค่า 53,122.56 ล้านบาท

•             น้ำมันสำเร็จรูป : สัดส่วน 13.75% คิดเป็นมูลค่า 20,011.38 ล้านบาท

•             น้ำตาลทราย : สัดส่วน 5.15% คิดเป็นมูลค่า 7,499.25 ล้านบาท

•             เครื่องดื่ม : สัดส่วน 4.59% คิดเป็นมูลค่า 6,674.84 ล้านบาท

•             เคมีภัณฑ์ : สัดส่วน 2.55% คิดเป็นมูลค่า 3,709.66 ล้านบาท

•             รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ : สัดส่วน 2.48% คิดเป็นมูลค่า 3,604.91 ล้านบาท

•             เครื่องสำอาง สบู่ และผลิตภัณฑ์รักษาผิว : สัดส่วน 2.05% คิดเป็นมูลค่า 2,977.76 ล้านบาท

•             รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ : สัดส่วน 1.98% คิดเป็นมูลค่า 2,879.23 ล้านบาท

•             ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาภาษาหารสำเร็จรูปอื่น ๆ : สัดส่วน 1.86% คิดเป็นมูลค่า 2,712.04 ล้านบาท

•             เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล : สัดส่วน 1.78% คิดเป็นมูลค่า 2,594.35 ล้านบาท

สินค้านำเข้าสำคัญจากกัมพูชามาไทย (พร้อมมูลค่าโดยประมาณ): 

การนำเข้าสินค้าจากกัมพูชามาไทยส่วนใหญ่เป็นผลผลิตทางการเกษตรและสินค้าพื้นเมือง เนื่องจากกัมพูชาเป็นประเทศที่มีภาคเกษตรกรรมเป็นฐานเศรษฐกิจที่สำคัญ สินค้าหลักๆ ได้แก่ :

•             มันสำปะหลัง: เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญที่กัมพูชาส่งออกมาไทยจำนวนมาก เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมแปรรูปต่างๆ เช่น แป้งมันสำปะหลัง และเอทานอล มูลค่าการนำเข้าสูงถึง ประมาณ 500 – 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี (ขึ้นอยู่กับผลผลิตและราคาตลาดโลก)

•             ข้าวโพด: ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นอีกหนึ่งสินค้าเกษตรที่ไทยนำเข้าจากกัมพูชา มูลค่าประมาณ 200 – 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี

•             ปลาร้า, ปลากรอบ, ปูเค็ม: ผลิตภัณฑ์ประมงแปรรูปเหล่านี้เป็นสินค้าพื้นเมืองที่ได้รับความนิยมในไทย โดยเฉพาะในภาคอีสาน มูลค่ารวมประมาณ 50 – 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี

•             และอื่นๆ: นอกจากนี้ยังมีการนำเข้าสินค้าเกษตรอื่นๆ เช่น ถั่ว งา ยางพารา สินค้าหัตถกรรม  และเสื้อผ้าสำเน็จรูป ซึ่งมีมูลค่ารวมกันอีกหลายร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ผลกระทบร้ายแรง เมื่อมีการห้ามส่งออกและนำเข้าสินค้าทั้งหมด :

            เมื่อเกิดสถานการณ์ที่ร้ายแรงถึงขั้นห้ามส่งออกและนำเข้าสินค้าระหว่างไทยและกัมพูชาทั้งหมด   ส่งผลกระทบอย่างมหาศาลต่อเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของทั้งสองประเทศ โดยสามารถเรียงลำดับผลกระทบได้ดังนี้:

1.          วิกฤตเศรษฐกิจรุนแรงในกัมพูชา :

o             การขาดแคลนพลังงานอย่างรุนแรง: ด้วยมูลค่าการนำเข้าน้ำมันและก๊าซจากไทยที่สูงถึง 2,000-3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ การหยุดนำเข้าจะทำให้กัมพูชาเผชิญกับการขาดแคลนพลังงานที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ส่งผลกระทบต่อภาคการผลิต การขนส่ง และชีวิตประจำวันของประชาชนโดยตรงอย่างหนักหน่วง

o             ภาวะเงินเฟ้อรุนแรงและการขาดแคลนสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น: สินค้าอุปโภคบริโภคที่สำคัญหลายชนิด เช่น อาหารแปรรูป (มูลค่า 400-700 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) เครื่องดื่ม (500-800 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ยาเวชภัณฑ์ (200-400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) และโทรศัพท์มือถือ (300-600 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ที่นำเข้าจากไทย จะขาดตลาด ราคาพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส ไม่สามารถเข้าถึงปัจจัยสี่ที่จำเป็นได้

o             การหยุดชะงักของภาคการผลิตและอุตสาหกรรม: โรงงานอุตสาหกรรมหลายแห่งในกัมพูชาที่ต้องพึ่งพาสินค้าทุน วัตถุดิบ และชิ้นส่วนประกอบจากไทย (เช่น ชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ที่มีมูลค่าหลายร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) จะหยุดชะงักลงโดยสิ้นเชิง ส่งผลให้เกิดการเลิกจ้างงานจำนวนมหาศาล เศรษฐกิจโดยรวมจะเข้าสู่ภาวะถดถอยขั้นรุนแรง

o             ผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรมและรายได้เกษตรกร: เกษตรกรกัมพูชาจะไม่สามารถส่งออกมันสำปะหลัง (มูลค่า 500-1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ข้าวโพด (200-500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) และสินค้าเกษตรอื่นๆ มายังไทยได้ ทำให้สูญเสียรายได้หลักจำนวนมหาศาลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรและเศรษฐกิจชนบทอย่างหนัก

2.          ผลกระทบต่อเศรษฐกิจของไทย :

o             การว่างงานและการล้มละลายของธุรกิจ: ผู้ประกอบการและแรงงานในพื้นที่ชายแดนของไทยที่เกี่ยวข้องกับการค้ากับกัมพูชา เช่น ร้านค้าส่ง ร้านอาหาร โรงแรม ธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ จะได้รับผลกระทบโดยตรง หลายพันหรือหมื่นธุรกิจอาจต้องปิดตัวลง ทำให้เกิดการว่างงานจำนวนมหาศาลในพื้นที่ชายแดน

o             รายได้จากการค้าระหว่างประเทศลดลง: แม้ว่าสัดส่วนการค้ากับกัมพูชาอาจไม่มากเท่าประเทศคู่ค้าหลักอื่นๆ แต่การสูญเสียมูลค่าการค้ากว่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี ย่อมส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจและการส่งออกของไทย โดยเฉพาะรายได้จากด่านศุลกากรหลักๆ เช่น อรัญประเทศ ที่มีมูลค่าการค้าสูงที่สุด

o             ปัญหาการไหลเข้าของสินค้าเกษตรผิดกฎหมายและการควบคุมสุขอนามัย: หากไม่สามารถนำเข้ามันสำปะหลัง ข้าวโพด และสินค้าเกษตรอื่นๆ จากกัมพูชาได้อย่างถูกกฎหมาย อาจนำไปสู่การลักลอบนำเข้าที่ยากต่อการควบคุมคุณภาพและสุขอนามัย ซึ่งส่งผลกระทบต่อมาตรฐานสินค้าเกษตรภายในประเทศ

3.          ปัญหาด้านความมั่นคงและสังคม :

o             การเคลื่อนย้ายแรงงานและประชาชนผิดกฎหมาย: แรงงานกัมพูชาที่เคยทำงานในไทยและถูกกระทบจากการห้ามส่งออกนำเข้า รวมถึงประชาชนกัมพูชาที่ได้รับความเดือดร้อนจากวิกฤตเศรษฐกิจภายในประเทศ อาจพยายามลักลอบเข้าเมืองไทยอย่างผิดกฎหมายเพื่อหางานและปัจจัยยังชีพ สร้างภาระและความท้าทายด้านความมั่นคงและมนุษยธรรม

o             ความตึงเครียดและความไม่สงบตามแนวชายแดน: การหยุดชะงักของการค้าชายแดนซึ่งเป็นวิถีชีวิตของผู้คนในพื้นที่ อาจนำไปสู่ความตึงเครียด ความขัดแย้ง และความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนที่เคยเป็นพื้นที่แห่งการแลกเปลี่ยน

o             ปัญหาสังคม: การขาดแคลนสินค้า การว่างงาน และความยากจนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทั้งในกัมพูชาและพื้นที่ชายแดนของไทย อาจนำไปสู่ปัญหาสังคมที่รุนแรงขึ้น เช่น อาชญากรรม ยาเสพติด และความไร้ระเบียบ

4.          ผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและภูมิภาค :

o             ความสัมพันธ์ทวิภาคีที่ย่ำแย่: การปิดชายแดน  ห้ามส่งออกนำเข้าจะส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงและยาวนานต่อความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างไทยและกัมพูชา อาจนำไปสู่ความไม่ไว้วางใจ ความบาดหมาง และการเผชิญหน้าทางการเมือง ซึ่งยากจะฟื้นฟู

o             ผลกระทบต่อความร่วมมือในระดับภูมิภาค: การค้าขายเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของความร่วมมือในภูมิภาค การหยุดชะงักอาจส่งผลกระทบต่อความร่วมมือด้านอื่นๆ ด้วย และอาจสร้างความกังวลให้กับประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นๆ ถึงเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในภูมิภาค

โดยสรุปแล้ว การค้าขายระหว่างไทยและกัมพูชามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของทั้งสองประเทศ การหยุดชะงักหรือการห้ามส่งออกนำเข้าจะก่อให้เกิดวิกฤตการณ์ที่รุนแรงและมีผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อกัมพูชาซึ่งยังคงพึ่งพาการนำเข้าจากไทยในหลายๆ ด้าน และต่อผู้คนในพื้นที่ชายแดนของทั้งสองประเทศที่ชีวิตความเป็นอยู่เชื่อมโยงกับการค้าขายระหว่างกันอย่างแยกไม่ออก การรักษาและส่งเสริมการค้าจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งเพื่อประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองชาติ

โดย  สุริยพงศ์

Sofitel จับมือดีไซเนอร์ชื่อดังชาวฝรั่งเศส เปิดตัวยูนิฟอร์มโรงแรมโฉมใหม่ ถ่ายทอดจิตวิญญาณแบบ French Zest สร้างแรงบันดาลใจให้พนักงานทั่วโลก

Sofitel จับมือดีไซเนอร์ชื่อดังชาวฝรั่งเศส เปิดตัวยูนิฟอร์มโรงแรมโฉมใหม่ ถ่ายทอดจิตวิญญาณแบบ French Zest สร้างแรงบันดาลใจให้พนักงานทั่วโลก

Sofitel จับมือดีไซเนอร์ชื่อดังชาวฝรั่งเศส เปิดตัวยูนิฟอร์มโรงแรมโฉมใหม่ ถ่ายทอดจิตวิญญาณแบบ French Zest สร้างแรงบันดาลใจให้พนักงานทั่วโลก

วันศุกร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.15 น.

โซฟิเทล ร่วมมือกับ ดีไซเนอร์ชื่อดัง คอร์เดเลีย เดอ คาสเทลแลน (Cordelia de Castellane) เพื่อรังสรรค์ยูนิฟอร์มใหม่ให้กับพนักงานในโรงแรมโซฟิเทลมากกว่า 120 แห่งทั่วโลก ผลงานในครั้งนี้ประกอบด้วยเครื่องแต่งกายและเครื่องประดับ ที่สะท้อนความหรูหราสง่างามในแบบฝรั่งเศส ด้วยการตัดเย็บที่มีความเป็นปารีเซียง ผสมผสานกลิ่นอายความร่วมสมัยและความประณีตจากงานฝีมือระดับสูงของฝรั่งเศส

ความร่วมมือครั้งนี้จัดทำขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองให้กับบุคลากรกว่า 25,000 คนทั่วโลกของแบรนด์โซฟิเทล ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของบริการแบบ Personalized Service ตามแบบฉบับศิลปะการต้อนรับแบบฝรั่งเศส โดยยูนิฟอร์มคอลเลกชันใหม่นี้โดดเด่นด้วยดีไซน์อันเรียบหรู ไม่ฉูดฉาด พร้อมทรงเสื้อที่พริ้วไหวอย่างสง่างาม และรายละเอียดที่สะท้อนความมั่นใจอย่างมีรสนิยม และถ่ายทอดอัตลักษณ์แบบ French Chic ได้อย่างแท้จริง

ยูนิฟอร์มคอลเลกชันใหม่นี้ยังได้นำ “Cultural Link” หรือโลโก้ประจำแบรนด์ที่สื่อถึงการเชื่อมโยงวัฒนธรรมจากทั่วโลก มาต่อยอดเป็นลายพิมพ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ เพื่อสร้างอัตลักษณ์ภาพลักษณ์ใหม่ให้กับแบรนด์ ผ่านลายโมโนแกรมสุดหรูที่ผสานดีไซน์เข้ากับความหมายได้อย่างลงตัว  ยูนิฟอร์มใหม่ได้รับการออกแบบให้มีความยืดหยุ่นสูง ปรับเปลี่ยนได้ตามบทบาทและสถานที่ โดยผสมผสานแฟชั่นล้ำสมัยเข้ากับฟังก์ชันการใช้งานอย่างลงตัว ภายใต้การดูแลด้านศิลป์ของ Cordelia de Castellane คอลเลกชันนี้สะท้อนซิลูเอตต์ (silhouettes) อันเป็นอมตะ ผ่านเนื้อผ้า พื้นผิว และโทนสี ที่ เหมาะสำหรับทั้งโรงแรมในเมืองและรีสอร์ทในแหล่งท่องเที่ยว

สอดคล้องกับความตั้งใจด้านความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) ของโซฟิเทล ยูนิฟอร์มทุกชุดจึงผลิตจากวัสดุคุณภาพสูง ที่ทนทานต่อการใช้งานในแต่ละวัน และยังเปี่ยมด้วยความสง่างามผ่านรายละเอียดที่ปราณีตและการตัดเย็บอันพิถีพิถัน นอกจากนี้ ยังสะท้อนแนวคิด Responsible Luxury หรือความหรูหราที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม โดยความร่วมมือกับ Paris Good Fashion ทำให้มั่นใจได้ว่าทุกขั้นตอนการผลิตเป็นไปตามหลัก ความยั่งยืน สามารถซ่อมแซมและนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ซึ่งช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีความรับผิดชอบ

แรงบันดาลใจเบื้องหลังคอลเลกชันยูนิฟอร์มใหม่นี้ มาจากโลกแห่งความคิดสร้างสรรค์อันเป็นเอกลักษณ์ของ Cordelia de Castellane ดีไซเนอร์ชื่อดังผู้หลอมรวมความคลาสสิกเข้ากับความร่วมสมัยอย่างงดงาม ผลงานของเธอสะท้อนแนวคิดแห่งความหรูหราที่เชื่อมโยง ความสง่างามเหนือกาลเวลา เข้ากับ ความกล้าทางศิลปะ ได้อย่างกลมกลืน

“สำหรับฉัน Sofitel เปรียบเหมือนขนมมาเดอลีนในความทรงจำ (madeleine de Proust) มันพาฉันย้อนกลับไปสู่วัยเด็ก โรงแรมระดับตำนาน และมุมมองเฉพาะตัวของความหรูหราแบบฝรั่งเศส Sofitel ไม่ใช่แค่แบรนด์โรงแรม แต่เป็นวิถีชีวิต ที่หลอมรวมความสง่างามอันเป็นธรรมชาติ เข้ากับมุมมองแบบเปิดกว้างสู่โลก แรงบันดาลใจหลักของฉันคือ “ปารีส” เพราะปารีสคือความหรูหราแบบไร้ความพยายาม คือความลึกซึ้งทางวัฒนธรรม การตัดเย็บที่พิถีพิถัน และความสร้างสรรค์ที่กล้าแสดงออก ฉันอยากสร้างตู้เสื้อผ้าที่สะท้อนความเป็นปารีเซียง พร้อมอบอวลด้วยความอบอุ่นแบบการบริการ และความภูมิใจในบทบาทของตน เสื้อผ้าเหล่านี้ออกแบบมาให้ใช้งานได้ยาวนาน เคลื่อนไหวตามร่างกาย และทำให้ทุกคนรู้สึกสวย มั่นใจ และภูมิใจในสิ่งที่สวมใส่” Cordelia de Castellane กล่าว

Maud Bailly ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Sofitel Legend, Sofitel, MGallery and Emblems กล่าวปิดท้ายว่า “Sofitel Vestiaire ไม่ใช่แค่ยูนิฟอร์ม แต่มันคือคำประกาศจุดยืน (manifesto) มันคือการสดุดีทีมงานของเรา ผู้เป็นด่านแรกที่ถ่ายทอดจิตวิญญาณของการฟื้นโฉมแบรนด์ Sofitel มันคือความสุขในการสวมใส่แบรนด์นี้ ความภาคภูมิใจในบทบาทของแบรนด์แอมบาสเดอร์ และความปรารถนาที่จะสวมใส่ค่านิยมของเราผ่านผ้าไหม ผ้าถัก หรือผ้าฝ้าย เราต้องการให้ยูนิฟอร์มชุดนี้มีความเชื่อมโยงทางอารมณ์ ละเมียดละไม และหรูหราโดยไม่ต้องพยายาม ซึ่งต้องอาศัยวิสัยทัศน์ของนักสร้างสรรค์ที่แท้จริง การร่วมงานกับ Cordelia de Castellane  คือการพบกันของสองแนวคิดด้านความหรูหรา ที่มีใจรักในงานดีไซน์อันยอดเยี่ยมเหมือนกัน”

ดีไซเนอร์ชื่อดัง คอร์เดเลีย เดอ คาสเทลแลน

ดีไซเนอร์ชื่อดัง คอร์เดเลีย เดอ คาสเทลแลน

เปิดแล้ว !! LOFT แฟลกชิพสโตร์คอนเซ็ปต์ใหม่ แห่งแรกในโลก สะท้อนพลังความคิดสร้างสรรค์ผ่าน ‘New Yellow New Vibes’

เปิดแล้ว !! LOFT แฟลกชิพสโตร์คอนเซ็ปต์ใหม่ แห่งแรกในโลก สะท้อนพลังความคิดสร้างสรรค์ผ่าน ‘New Yellow New Vibes’

เปิดแล้ว !! LOFT แฟลกชิพสโตร์คอนเซ็ปต์ใหม่ แห่งแรกในโลก สะท้อนพลังความคิดสร้างสรรค์ผ่าน ‘New Yellow New Vibes’

วันศุกร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

LOFT ไลฟ์สไตล์ช็อปชื่อดังจากญี่ปุ่น เปิดแฟลกชิพสโตร์สาขาใหม่ล่าสุด รูปโฉมใหม่แห่งแรก ในโลก ที่ สยามพารากอน ภายใต้คอนเซ็ปต์ “New Yellow New Vibes” ถ่ายทอดเอกลักษณ์ความสนุกสร้างสรรค์ ผ่านดีไซน์ร้านแบบใหม่โดดเด่นด้วย Yellow Glass Box และ LED Wall ผสานความเป็นญี่ปุ่นเข้ากับความทันสมัยอย่างลงตัว ณ ชั้น 4 (ฝั่งเซาท์) ศูนย์การค้าสยามพารากอน

นายตามตะวัน แจ่มจำรัส ผู้บริหารกลุ่มธุรกิจ LOFT บริษัท สยาม สเปเชียลลิตี้ จำกัด ในเครือสยามพิวรรธน์ กล่าวว่า “ร้าน LOFT ที่สยามพารากอน คือแฟลกชิพสโตร์แห่งแรกในโลกที่ออกแบบภายใต้แนวคิด ‘New Yellow New Vibes’  โดย MOMENT Inc. บริษัทออกแบบระดับโลกจากญี่ปุ่น ซึ่งสะท้อนจิตวิญญาณของแบรนด์ในรูปแบบใหม่ที่สดใส ทันสมัย และแตกต่าง เราตั้งใจให้ลูกค้าได้สัมผัสประสบการณ์ช้อปปิ้งที่ไม่ใช่แค่การซื้อของ แต่คือการค้นพบแรงบันดาลใจใหม่ๆ ในทุกครั้งที่มาเยือน

แฟลกชิพสโตร์แห่งนี้มุ่งเน้นไปที่สินค้า Exclusive at Loft, สินค้า First launch ในไทย, สินค้า Limited item – collection และสินค้าที่อยู่ในเทรนด์เพื่อตอบโจทย์ Lifestyle และ Hobby ที่ทันสมัย สร้างแรงบันดาลใจในแต่ละวัน พร้อมกันนี้ยังสร้างประสบการณ์การช้อปปิ้งให้กับลูกค้า  ผ่าน Personalize และ Customize & DIY  ทั้งในส่วนของ กระเป๋า กรอบโทรศัพท์ คีย์บอร์ด กระติกเก็บความเย็น สมุดโน้ต ปากกา และกิจกรรมเวิร์คช็อปที่จะจัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง”

ภายในพื้นที่กว่า 280 ตร.ม. ครบครันด้วยสินค้าไลฟ์สไตล์กว่า 3,000 รายการ ส่งตรงจากประเทศญี่ปุ่น และจากนานาประเทศรวม 11 ประเทศทั่วโลก แบ่งเป็น 6 โซนเด่น พร้อมไฮไลต์สินค้าที่เปิดตัวครั้งแรกและสินค้าเอ็กซ์คลูซีฟที่หาได้เฉพาะที่ LOFT สาขานี้เท่านั้น โดยสินค้าไฮ ไลต์จาก 6 โซนหลัก ได้แก่  Lifestyle Zone นำเสนอไอเทมแฟชั่น และของใช้ประจำวันแบบ Urban Style จากทั่วโลก, Smart Gear & Gadget Zone ตอบโจทย์คนรักเทคโนโลยี และไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ด้วยแก็ดเจ็ตล้ำสมัย

Living Zone สินค้าแต่งบ้านที่ทั้งเท่ และใช้งานได้จริง ยกระดับทุกมุมของห้อง และพื้นที่ทำงาน ด้วยไอเทมดีไซน์คุณภาพที่ได้รับรางวัลระ ดับสากล, Creative Stationery Zone สวรรค์ของคนรักเครื่องเขียนที่เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ โดยเข้าใจถึงความต้องการของผู้ใช้งานในทุกมิติ, Collector Street Zone รวบรวมงานศิลปะและของสะสมจากศิลปินทั้งไทยและต่างประเทศ ตอบโจทย์ทั้งนักสะสม ผู้ชื่นชอบในงานศิลปะ และสินค้าหลากหลายจากคาแรกเตอร์ที่มีเอกลักษณ์แบรนด์ดังจาก ญี่ปุ่น และเกาหลี และอื่นๆ ที่หาไม่ได้จากร้านทั่วไป

Gift Wrapping Zone โซนห่อของขวัญที่เปิดโอกาสให้คุณเลือกสไตล์การมอบของขวัญในแบบที่สะท้อนตัวตน โดยมีให้เลือกหลากหลาย พร้อมอุปกรณ์ตกแต่งสุดเก๋ไม่ว่าจะเป็นกระดาษห่อของขวัญ ถุงของขวัญหลากหลายรูปแบบ,ผ้า Furoshiki (ฟุโระชิกิ) สไตล์ญี่ปุ่น, ผ้าลวดลายเฉพาะ พร้อมความหมาย ภายใต้แนวคิด “Zero Waste Gift” ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สามารถนำมาใช้งานซ้ำได้ และดูดีในทุกโอกาส พร้อมการ์ดที่คัดสรรมาให้เหมาะกับหลากหลายเทศกาล และโอกาสสำคัญ

LOFT โฉมใหม่แห่งแรกในโลก พร้อมให้คุณค้นพบแรงบันดาลใจในทุกมุมและสินค้าที่คัดสรรมาเพื่อทุกไลฟ์สไตล์ และฮอบบี้ของคุณ พร้อมโปรโมชั่นพิเศษฉลองเปิด LOFT โฉมใหม่ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: LOFT BANGKOK และ SIAMPARAGON

‘SWATCH “NO RULES’ จุดประกายจิตวิญญาณอิสระ ปลุกความกล้าในตัวคุณ

‘SWATCH “NO RULES’  จุดประกายจิตวิญญาณอิสระ ปลุกความกล้าในตัวคุณ

‘SWATCH “NO RULES’ จุดประกายจิตวิญญาณอิสระ ปลุกความกล้าในตัวคุณ

วันศุกร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

Swatch (สวอท์ช) ประกาศเปิดตัวคอลเลกชันใหม่ล่าสุด “NO RULES” ที่สะท้อนตัวตนของผู้ไม่ยอมจำนนต่อกรอบกฎใด ๆ ด้วยดีไซน์ที่แหกทุกกฎเกณฑ์ กล้าเล่น กล้าลอง และกล้าแตกต่างตามแบบฉบับของตัวเอง ตั้งแต่ปี 1983 Swatch ไม่เคยหยุดพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ และในครั้งนี้ก็ไม่ต่างกัน เพราะคอลเลกชันนี้คือการเฉลิมฉลองให้กับความขบถ การแสดงออก และความเป็นอิสระที่ไม่มีขอบเขต

นาฬิกาแต่ละรุ่นในคอลเลกชันนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เครื่องบอกเวลา แต่ยังเป็นผลงานศิลปะบนข้อมือที่สะท้อนทัศนคติและวิถีชีวิตของผู้สวมใส่ได้อย่างชัดเจน ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมพังค์ ศิลปะแนวกราฟฟิตี้ และสไตล์อินดี้ที่ท้าทายทุกความคาดหมาย ไม่ว่าคุณจะเป็นสายแหกกฎผู้ไม่ยอมเดินตามกระแสหลัก หรือผู้ที่กล้าสร้างเส้นทางของตัวเอง Swatch “NO RULES” ได้ออกแบบมาเพื่อคุณโดยเฉพาะ

คอลเลกชันนี้ผสมผสานองค์ประกอบที่คาดไม่ถึงเข้าด้วยกันอย่างกล้าหาญ ทั้งการเลือกใช้สีจัดจ้าน ลวดลายที่ไม่เป็นไปตามรูปแบบเดิม และดีไซน์ที่เต็มไปด้วยพลังและจุดยืน มอบอิสระในการแสดงตัวตนได้โดยไม่ต้องขออนุญาตใคร “NO RULES” จึงไม่ใช่แค่ธีมหรือชื่อคอลเลกชัน แต่เป็นแนวคิดหลักในการใช้ชีวิต การกล้าเป็นในสิ่งที่คุณเป็น ไม่ตามใคร ไม่ขออนุญาต และไม่ต้องยอมให้กฎเกณฑ์ใดมาจำกัดคุณ

5 เรือนจากคอลเลกชัน NO RULES ที่เกิดมาเพื่อปลดล็อกตัวตนแบบไร้ขีดจำกัด BROKEN RULES  สายนาฬิกาตอกหมุดสีดำเท่ตัดกับตัวเรือนสีฟ้าพาสเทล พร้อมข้อความบนหน้าปัด “RULES DO NOT APPLY” สื่อถึงการไม่ยึดติดกับข้อจำกัดใด ๆ DISTORT MODE การจับคู่สีเหลืองแสบซ่าและชมพูสุดจี๊ด ถ่ายทอดพลังของอิสระ การฉีกกรอบ และความสดใหม่ BLANK CHECK  ดีไซน์แนวกรันจ์ที่ผสานดีเทลกระ ดาษขาด ลายสก็อต และกลิ่นอายกราฟฟิตี้อย่างลงตัว มาพร้อม SwatchPAY!™ เทคโนโลยีชำระเงินแบบไม่ต้องพกกระเป๋าสตางค์ PIERCED EDGE หน้าปัดทรงสี่เหลี่ยมสีดำ สื่อถึงความอินดี้ที่ไม่ตามใคร สะท้อนตัวตนของผู้ที่กล้าคิด กล้าทำ และ LASH OUT  โดดเด่นด้วยลายตารางหมากรุกเฉดนีออน พร้อมวงล้อปฏิทินและข้อความแรงสะใจ “DO WHATEVER THE .. YOU WANT” ทิ้งพื้นที่ให้คุณเติมคำในแบบของตัวเองได้อย่างอิสระ

คอลเลกชัน Swatch ได้พร้อมปลดปล่อยอิสระในตัวคุณแบบ NO RULES ให้ทุกคนสัมผัสได้ตั้งแต่วันนี้ทางออนไลน์ที่เว็บไซต์ Swatch.com และที่ร้าน Swatch ทั่วโลก  ติดตามข่าวสารและรายละเอียดการวางจำหน่ายเพิ่มเติมได้ที่ LINE Official Account @swatch_th ,Facebook: SWATCH Instagram: @SWATCH_TH

‘ศนีกานต์ รศมนตรี’ กับพลังของ ‘ผู้หญิง’ ในงานเปลี่ยนแปลงสังคม

‘ศนีกานต์ รศมนตรี’ กับพลังของ ‘ผู้หญิง’ ในงานเปลี่ยนแปลงสังคม

‘ศนีกานต์ รศมนตรี’ กับพลังของ ‘ผู้หญิง’ ในงานเปลี่ยนแปลงสังคม

วันศุกร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริเวณลานกิจกรรมชั้น 2 ท่ามหาราช ริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่งดงามและเงียบสงบ ภาพถ่ายใบใหญ่ของแม่ไก่ที่ถูกขังอยู่ในกรงแคบ ๆ กลับดึงสายตาผู้คนให้หยุดมอง หลายคนไม่เคยรู้เลยว่า “ไข่ฟองหนึ่ง” ที่เราคุ้นเคย อาจแลกมาด้วยชีวิตที่แสนอึดอัดและทุกข์ทรมาน

นิทรรศการภาพถ่าย “เบื้องหลังความโหดร้ายในอุตสาหกรรมไข่” ที่จัดขึ้นในประเทศไทยครั้งนี้ คือการทำงานอย่างทุ่มเทของ  ศนีกานต์ รศมนตรี ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยขององค์กรพิทักษ์สัตว์ระดับสากล Sinergia Animal ผู้เลือกใช้พลังของภาพถ่ายเพื่อบอกเล่า “เรื่องจริง” ที่ซ่อนอยู่ในจานอาหารของเรา

“เราอยากให้ผู้คนได้เห็นชีวิตของแม่ไก่ในฟาร์มอุตสาหกรรม ว่าเธอไม่มีแม้พื้นที่ให้กางปีก… เพื่อให้ทุกคนได้ตั้งคำถามกับ ‘อาหาร’ ที่เรากินอยู่ทุกวัน” – ศนีกานต์ เล่าด้วยแววตามุ่งมั่น งานนิทรรศการครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระดับโลกที่รวบรวมภาพจาก 37 ประเทศ จัดแสดงพร้อมกันใน 7 ประเทศในกลุ่ม Global South รวมถึงประเทศไทย ซึ่งนับเป็นเวทีสำคัญในการสร้างความตระหนักรู้ผ่านศิลปะและความจริง

เบื้องหลังไข่ไก่ฟองเล็กๆ ที่ไม่เล็กเลย

ในประเทศไทยมีแม่ไก่กว่า 95 ล้านตัว และมากกว่าครึ่งถูกเลี้ยงในระบบกรงที่แออัดจนแทบขยับตัวไม่ได้ ไข่ที่เราเห็นในซูเปอร์มาร์เก็ตหลายฟองอาจมาจากแม่ไก่ที่ต้องใช้ชีวิตอยู่บนตะแกรงเหล็กตลอดชีวิต ถูกเร่งให้ผลิตไข่เกือบวันละฟองจนร่างกายอ่อนล้าอย่างหนัก นอกจากสวัสดิภาพของสัตว์แล้ว ศนีกานต์ ยังชี้ให้เห็นว่า อุตสาหกรรมฟาร์มขนาดใหญ่นี้ส่งผลต่อทั้งสุขภาพของผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อมโดยตรง

“เมื่อสัตว์อยู่ในความเครียดตลอดเวลา ภูมิคุ้มกันของพวกเขาก็ลดลง และนั่นคือจุดเริ่มต้นของโรคระบาดใหญ่ เช่น ไข้หวัดนก หรือการปนเปื้อนของเชื้อโรคอย่างซัลโมเนลลา (ในไข่ไก่)” ยิ่งไปกว่านั้น ฟาร์มขนาดใหญ่ยังปล่อยของเสียจำนวนมหาศาลที่กระทบต่อคุณภาพอากาศและเป็นหนึ่งในต้นเหตุของ PM2.5 ที่เราทุกคนหายใจเข้าไปทุกวัน

เมื่อคนรุ่นใหม่ “กินอย่างมีจริยธรรม”

แม้ภาพรวมอาจดูท้าทาย แต่  ศนีกานต์ บอกกับเราด้วยรอยยิ้มว่า “ความหวังยังคงอยู่” เธอมองเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เริ่มต้นขึ้น ทั้งในกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ที่หันมาสนใจอาหาร plant-based และในภาคธุรกิจที่เริ่มขานรับนโยบายไข่ไก่ปลอดกรง

“ปัจจุบันในประเทศไทยมีบริษัทกว่า 80 แห่งแล้วที่ประกาศใช้นโยบายไข่ปลอดกรง เช่น Zen, Minor Food, Sukishi และล่าสุด ONYX Hospitality Group ที่ขยับเปลี่ยนมาใช้ไข่จากระบบที่ดีกว่า 100%”

เธอยังยกตัวอย่างความร่วมมือกับผู้ผลิตไข่และฟาร์มในประเทศที่เริ่มเปลี่ยนแปลง เช่น CP, Betagro, และสงวนฟาร์ม ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าสังคมไทยก็พร้อมจะเดินหน้า เพียงแค่ต้องการแรงขับเคลื่อนร่วมกัน

พลังของผู้หญิงในงานเปลี่ยนแปลงสังคม

ศนีกานต์ เล่าว่า การทำงานรณรงค์ โดยเฉพาะในประเด็นที่ละเอียดอ่อนเช่นนี้ ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะสำหรับผู้หญิงในแวดวง NGO ที่ต้องลงพื้นที่ ทำงานกับชุมชน และรับมือกับความไม่เข้าใจ แต่สิ่งที่เธอค้นพบกลับเป็น “จุดแข็ง”

“ในฐานะผู้หญิง เรามีความเข้าอกเข้าใจ และใช้การสื่อสารที่อ่อนโยน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากเมื่อเราต้องทำให้คนเปิดใจและมองเห็นความทุกข์ของผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นคนหรือสัตว์ และ งานนิทรรศการครั้งนี้ไม่ใช่แค่การจัดแสดงภาพถ่าย แต่คือการเริ่มบทสนทนาใหม่ในสังคม” และเธอยังหวังว่า ผู้ชมจะไม่เพียงแค่รับรู้ แต่จะเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง—เริ่มจากจานอาหารในบ้าน ไปจนถึงเสียงที่ส่งถึงแบรนด์ที่เราสนับสนุ

เป้าหมายที่มากกว่า “ไม่มีกรง” สู่ระบบอาหารที่ยั่งยืน

เธอย้ำว่า แคมเปญนี้มิใช่จุดสิ้นสุด แต่เพียงเป็นก้าวแรกในภารกิจระยะยาว ซิเนอร์เจีย แอนนิมอล ตั้งเป้าหมาย ยุติการใช้ระบบกรงตับให้ได้ภายใน 5-7 ปี และสร้างระบบอาหารที่มีความเมตตา โปร่งใส และยั่งยืน อีกทั้ง ความสำเร็จของแคมเปญไม่ได้วัดแค่จากจำนวนบริษัทที่เปลี่ยนมาใช้ไข่ไก่ปลอดกรง แต่ยังวัดจากทัศนคติของผู้คนที่เริ่มมองเห็นว่า “ชีวิตของสัตว์มีคุณค่า” ไม่ต่างจากชีวิตของเรา

“เป้าหมายสูงสุดคือ อยากเห็นประเทศไทยมีระบบอาหารที่ยั่งยืน และมีการใช้ไข่ไก่ปลอดกรงแบบ 100%” ศนีกานต์ทิ้งท้าย พร้อมเชิญชวนให้ผู้ชมไม่หยุดเพียงแค่การรับรู้ แต่ร่วมแบ่งปันเรื่องราวนี้กับคนรอบข้าง เพื่อขยายพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง