Full Circle Biotechnology สตาร์ทอัพหนึ่งเดียวจากไทย เผยนวัตกรรมอาหารสัตว์ยั่งยืนติดอันดับโลก

Full Circle Biotechnology สตาร์ทอัพหนึ่งเดียวจากไทย เผยนวัตกรรมอาหารสัตว์ยั่งยืนติดอันดับโลก

Full Circle Biotechnology สตาร์ทอัพหนึ่งเดียวจากไทย เผยนวัตกรรมอาหารสัตว์ยั่งยืนติดอันดับโลก

วันจันทร์ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2568, 16.13 น.

บริษัท ฟูลเซอร์เคิล ไบโอเทคโนโลยี จำกัด (Full Circle Biotechnology) จัดงานเสวนาพร้อมประกาศความสำเร็จในฐานะบริษัทสตาร์ทอัพ สัญชาติไทยหนึ่งเดียวที่เข้ารอบสุดท้าย 1 ใน 18 บริษัทจากทั่วโลกในโครงการ 2025 THRIVE Global Impact Challenge สาขาเทคโนโลยีทางด้านอาหาร (Food Technology) ในปีนี้ พร้อมนำเสนอผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์โปรตีนทดแทนจากหนอนแมลงวันลาย นวัตกรรมใหม่สำหรับอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยมี  มร. ฟิลิกซ์  คอลลินส์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้งบริษัทฯ และทีมงานคนรุ่นใหม่ นำเสนอข้อมูลการพัฒนานวัตกรรมการผลิตอาหารสัตว์จากโปรตีนคาร์บอนต่ำ ในประเทศไทย เพื่อช่วยเกษตรกรและดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน พร้อมด้วยเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์น้ำรายใหญ่ของประเทศ ร่วมการันตีคุณภาพของโปรตีนทดแทนจากอาหารสัตว์ที่ผลิตจากหนอนแมลงวันลาย สามารถย่นระยะเวลาการเพาะเลี้ยง ลดต้นทุนอาหารสัตว์น้ำ สร้างรายได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

ปัจจุบันการผลิตอาหารคิดเป็น 35% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก โดยเฉพาะโปรตีนจากสัตว์ เช่น เนื้อวัว กุ้ง และปลาป่น ที่ก่อให้เกิดมลภาวะมากที่สุด โดยมีสัดส่วนสูงถึง 12% ของการปล่อยทั้งหมดมาจากการผลิตอาหารสัตว์น้ำและปศุสัตว์ ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา นักลงทุนได้ทุ่มเงินกว่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อหาทางออกแทนปลาป่น แต่ไม่เคยมีทางเลือกใดที่ราคาถูกพอให้เกษตรกรใช้จริง

มร. ฟิลิกซ์  คอลลินส์ กล่าวว่า บริษัท ฟูลเซอร์เคิล ไบโอเทคโนโลยี จำกัด ก่อตั้งขึ้นด้วยความเชื่อมั่นว่าการพัฒนาอาหารสัตว์ควรเดินควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อมและสังคม เราภูมิใจที่ได้เป็นตัวแทนจากประเทศไทยเพียงหนึ่งเดียวในเวทีโลกครั้งนี้ และจะมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์โปรตีนทางเลือกที่ยั่งยืน เพื่อสร้างความมั่นคงด้านอาหารและช่วยเกษตรกรให้มีรายได้ที่มั่นคงขึ้น

ในปีนี้บริษัทมีแผนสร้างโรงงานแห่งใหม่ในประเทศไทย ซึ่งจะสามารถผลิตอาหารสัตว์จากโปรตีนคาร์บอนต่ำ มากถึง 7,000 ตันต่อปี เพื่อนำไปผลิตอาหารทะเลที่ยั่งยืนมากกว่า 13 ล้านมื้อต่อปี ซึ่งมากกว่าสองเท่าของยอดขาย Beyond Meat ในร้านอาหารสหรัฐฯ ด้วยการผสานนวัตกรรม วิสัยทัศน์ และความรับผิดชอบต่อสังคม จะช่วยให้เกษตรกรลดต้นทุน ย่นระยะเวลาเพาะเลี้ยง และผลิตอาหารที่ดีต่อผู้บริโภคและดีต่อโลกในเวลาเดียวกัน บริษัทเชื่อมั่นว่าจะมีบทบาทสำคัญในการผลักดันอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ไทยสู่ความยั่งยืนในระดับโลก

“โปรตีนของฟูลเซอร์เคิลสามารถเป็นคาร์บอนเนกาทีฟถึง 42% (ตามผลการศึกษาภายในปี 2023) และสามารถทดแทนปลาป่นได้สูงสุด 75% ซึ่งถือว่าสูงที่สุดเท่าที่เคยมีมาในตลาดเชิงพาณิชย์ ภายใน 12 เดือนที่ผ่านมา บริษัทได้สร้างผลงานเป็นที่น่าพอใจ ทั้งการผลิตอาหารสัตว์ยั่งยืนและวัตถุดิบอาหารสัตว์ 280 ตัน, อาหารทะเลยั่งยืนที่ผลิตจากเกษตรกรพันธมิตร 200 ตัน เทียบเท่าอาหารยั่งยืนที่ส่งถึงผู้บริโภคจำนวน 500,000 มื้อ”  มร.ฟิลิกซ์  กล่าวสรุป

นายณัฐนนท์ บุญหล้า ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้อำนวยการฝ่ายปฎิบัติการบริษัท ฟูลเซอร์เคิล ไบโอเทคโนโลยี จำกัด กล่าวเสริมว่า ความสำเร็จครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนถึงศักยภาพด้านนวัตกรรมของเรา แต่ยังเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าธุรกิจไทยสามารถก้าวสู่เวทีโลกได้อย่างภาคภูมิใจ เราจะต่อยอดงานวิจัยและเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาสูตรอาหารสัตว์ที่ตอบโจทย์ทั้งด้านคุณภาพ การแข่งขัน และความยั่งยืน เพื่อยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ไทย และสร้างคุณค่าให้กับผู้มีส่วนร่วมทุกภาคส่วน” 

นอกจากนี้  นายธนพนธ์ ศรีภักดี จากมงคลฟาร์มปลาช่อน ม.5  เกษตรกรผู้เลี้ยงปลาช่อนรายใหญ่จากจังหวัดกาฬสินธุ์ ผู้ใช้อาหารสัตว์จากบริษัทฯ ยังได้ร่วมแบ่งปันประสบการณ์ว่า จากการใช้ผลิตภัณฑ์อาหารปลาของบริษัทฯ ได้ผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจ ปลาที่อายุน้อยฟื้นตัวเร็วและเติบโตอย่างแข็งแรงเร็วกว่าปกติ อาหารมีประสิทธิภาพ อัตราการรอดชีวิตสูงขึ้นอย่างชัดเจน และเกล็ดปลามีความแข็งแรง สำหรับปลาที่โตเต็มวัย อาหารช่วยให้กล้ามเนื้อแน่น และไขมันลดลงอย่างมาก ช่วยลดต้นทุนและคุณภาพถือว่าดีเยี่ยม

นายธงชัย เกษตรกรผู้เลี่ยงปลาชะโอนชื่อดังจากภาคใต้ กล่าวเสริมว่า อาหารที่ใช้มีปริมาณโปรตีนสูง ประทับใจในประสิทธิภาพ ปลากินอาหารได้ดี อาหารมีกลิ่นหอมและส่งผลดีต่อโครงสร้างร่างกายของปลา ทำให้ปลาแข็งแรง โตเร็ว และสุขภาพดีภายในเวลาสั้นๆ ผิวปลามีความมันวาว เนื้อแน่น และมีสีเหลืองอ่อน ปัจจุบันระยะเวลาให้อาหารก่อนการส่งขายสั้นลงอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเทียบราคาและคุณภาพมีความคุ้มค่าเพราะมีประสิทธิภาพดีเยี่ยมการอาหารอื่นที่เคยใช้มา

ด้านการเติบโตทางธุรกิจนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท ฟูลเซอร์เคิล ไบโอเทคโนโลยี จำกัด บริษัทฯ มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา บริษัทสามารถขยายฐานลูกค้าครอบคลุมเกษตรกรทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ พร้อมทั้งสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับพันธมิตรระดับสากล ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างการขยายกำลังการผลิตเพื่อรองรับความต้องการอาหารสัตว์โปรตีนทดแทนที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ตอกย้ำศักยภาพการเป็นผู้นำด้านอาหารสัตว์ยั่งยืนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

อาหารสัตว์โปรตีนจากหนอนแมลงวันลายของบริษัท ฟูลเซอร์เคิล ไบโอเทคโนโลยี จำกัด ทำให้สัตว์แข็งแรง โตไว ลดต้นทุนการเลี้ยง และยังช่วยตอบโจทย์ตลาดที่มองหาสินค้าเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ถือว่าเป็นประโยชน์จริงทั้งต่อเกษตรกรและผู้บริโภค

หลังจากนั้นผู้ร่วมงานยังได้เข้าร่วมกิจกรรม “Aquaculture Workshop”  เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการเลี้ยงสัตว์น้ำยุคใหม่ และปิดท้ายด้วยการรับประทานอาหารค่ำร่วมกันในบรรยากาศอบอุ่น ณ ชิมเดย์ คาเฟ่, จังหวัดนครปฐม

บริษัท ฟูลเซอร์เคิล ไบโอเทคโนโลยี จำกัด มุ่งมั่นสู่ ESG อย่างเป็นรูปธรรม ขับเคลื่อนธุรกิจด้วยกรอบ ESG (Environment, Social, Governance) อย่างเคร่งครัด โดยผลิตอาหารสัตว์ที่ช่วยลดการใช้ปลาป่น ลดการปล่อยคาร์บอน และใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าช่วยด้านสิ่งแวดล้อม ตลอดจนสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทยด้านสังคม และดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใส มีมาตรฐานสากล และตรวจสอบได้

โชว์แล่ปลาทูน่าบลูฟินยักษ์ ที่ดิเอมเมอรัลด์ ค็อฟฟี่ช็อพ

โชว์แล่ปลาทูน่าบลูฟินยักษ์ ที่ดิเอมเมอรัลด์ ค็อฟฟี่ช็อพ

โชว์แล่ปลาทูน่าบลูฟินยักษ์ ที่ดิเอมเมอรัลด์ ค็อฟฟี่ช็อพ

วันจันทร์ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2568, 15.48 น.

สำหรับผู้ที่พลาดการชมโชว์แล่ “ปลาทูน่าครีบน้ำเงิน” (Bluefin Tuna) ตัวใหญ่ยักษ์ส่งตรงจากญี่ปุ่น หรือที่รู้จักกันในชื่อ “Hon-Maguro”  โรงแรม ดิ เอมเมอรัลด์ ยังคงจัดต่อเนื่องเป็นไฮไลท์ที่ภูมิใจนำเสนอให้ทุกท่านได้ชมและชิมแบบสดๆ ในวันที่ 5 และ 19 กันยายน 2568 เพียง 2 วันเท่านั้น

บริการรวมในบุฟเฟต์นานาชาติมื้อเย็นที่มีซีฟู้ดและซูชิพรีเมียม อาทิ หอยนางรม ปูม้า หอยหวาน กุ้งแม่น้ำ หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ ฯลฯ พร้อมน้ำจิ้มสูตรเด็ด รสแซบ ซูชิฟัวกราส์ วากิว แซลมอน ทานได้ไม่อั้น มุมข้าวต้มกุ๊ยที่มีเครื่องเคียงกับข้าวมากมายให้เลือกอิ่มอร่อย มุม Carving Station 7 วัน 7 เมนู นอกจากนี้ยังมีขาหมูสูตรดิเอมเมอรัลด์ ข้าวต้มปลากะพง ส้มตำและยำต่างๆ ซุปทรัฟเฟิล พาสต้า เทปปันยากิ กุ้งแม่น้ำเผา เทมปุระ รวมเครื่องดื่มน้ำอัดลม ชา-กาแฟ ของหวานทั้งไทย เบเกอรี่โดยฝีมือเชฟเต้-จักรพรรดิ์ พจน์ชัยกุล ผู้ชนะเชฟกระทะเหล็กสายหวาน ตามด้วยไอศกรีม และผลไม้ตามฤดูกาล ระหว่างเวลา 18.00 – 22.00 น.ทุกวัน รับประกันความคุ้มค่าราคาท่านละ 1,700++ บาท (2,001 บาทสุทธิ)

โปรพิเศษ!! เหลือเพียงท่านละ 1,299++ บาท (1,529 บาทสุทธิ) ตลอดเดือนกันยายน 2568 ที่ดิเอมเมอรัลด์ ค็อฟฟี่ช็อพ โรงแรม ดิ เอมเมอรัลด์

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทร. 0-2276-4567 ต่อ 8413-4 หรือไลน์ @theemeraldhotel และ www.facebook.com/theemeraldcoffeeshop

Panthai AI Doctor คว้ารางวัลนวัตกรรมอัจฉริยะระดับเพชร ยกระดับแพทย์แผนไทยด้วย AI

Panthai AI Doctor คว้ารางวัลนวัตกรรมอัจฉริยะระดับเพชร ยกระดับแพทย์แผนไทยด้วย AI

Panthai AI Doctor คว้ารางวัลนวัตกรรมอัจฉริยะระดับเพชร ยกระดับแพทย์แผนไทยด้วย AI

วันจันทร์ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2568, 14.53 น.

แพลตฟอร์ม “Panthai AI Doctor” คว้ารางวัลนวัตกรรมอัจฉริยะระดับเพชร ผลผลิตจากความร่วมมือระหว่าง มจพ. กับกรมการแพทย์แผนไทยฯ 

แพลตฟอร์ม “Panthai AI Doctor” ซึ่งเป็นผลผลิตจากความร่วมมือของ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) และ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก คว้ารางวัล นวัตกรรมอัจฉริยะระดับเพชร (MOPH Genius Innovation Award: Diamond) ประเภท นวัตกรรมระบบบริการสุขภาพดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลประชาชน ในงาน Digital Health Forum จัดขึ้น ณ โรงแรมแกรนด์ ริชมอนด์ สไตลิช คอนเวนชั่น โฮเทล จังหวัดนนทบุรี เมื่อวันที่  29 สิงหาคม 2568 

ทีมนักวิจัยนำโดย ผศ.ดร.อัครา ประโยชน์ และ ผศ.ดร.ลือพล พิพานเมฆาภรณ์ จากภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์และสารสนเทศ คณะวิทยาศาสตร์ประยุกต์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) ร่วมกับ รศ.ดร.วิไลพร แซ่ลี้ และ รศ.ดร.คณบดี ศรีสมบูรณ์ จากภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ พร้อมทีมคณาจารย์ นักศึกษาระดับปริญญาตรี–โท–เอก และบุคลากรสายสนับสนุนวิชาการ ร่วมกันพัฒนาแพลตฟอร์ม Panthai AI Doctor ที่รวบรวมองค์ความรู้การแพทย์แผนไทยในการตรวจวินิจฉัย สมุนไพรไทย รวมไปถึงงานวิจัยด้านการแพทย์แผนไทย สร้างเป็นฐานความรู้ด้านการแพทย์แผนไทย

แพลตฟอร์ม Panthai AI Doctor มุ่งเน้นการนำองค์ความรู้ด้านการแพทย์แผนไทยมาประยุกต์ใช้ร่วมกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยพัฒนา ฐานความรู้ (Knowledge Graph) ที่รวบรวมองค์ความรู้ด้านการแพทย์แผนไทย ทั้งการวินิจฉัย การใช้สมุนไพร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ผนวกกับ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อช่วยแพทย์แผนไทยในการดูแลผู้ป่วยใน 5 กลุ่มอาการหลัก ได้แก่ กลุ่มระบบกล้ามเนื้อและกระดูก กลุ่มอาการท้องอืด/ท้องเฟ้อ กลุ่มอาการผดผื่น กลุ่มโรคโลหิตระดูสตรี กลุ่มไข้หวัดน้อย

นอกจากนี้ทีมวิจัยยังพัฒนา Panthai Chatbot เพื่อให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงฐานความรู้ที่พัฒนาขึ้นมา เพื่อใช้ในการตอบคำถามสำหรับการดูแลสุขภาพขั้นพื้นฐานด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทย ทั้งนี้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าใช้ Panthai Chatbot ได้ที่ https://panthaichatbot.in.th/ 

ขอแสดงความยินดีกับทีมวิจัยทุกท่าน ที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติครั้งนี้ การพัฒนา Panthai AI Doctor และ Panthai Chatbot ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการยกระดับภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่ระบบบริการสุขภาพดิจิทัล ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้อง ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

‘กรมพระศรีสวางควัฒนฯ’ เสด็จทรงเยี่ยมหน่วยแพทย์ พอ.สว. และพระราชทานถุงยังชีพแก่ผู้ประสบภัย

‘กรมพระศรีสวางควัฒนฯ’ เสด็จทรงเยี่ยมหน่วยแพทย์ พอ.สว. และพระราชทานถุงยังชีพแก่ผู้ประสบภัย

‘กรมพระศรีสวางควัฒนฯ’ เสด็จทรงเยี่ยมหน่วยแพทย์ พอ.สว. และพระราชทานถุงยังชีพแก่ผู้ประสบภัย

วันจันทร์ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2568, 14.26 น.

ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เสด็จทรงเยี่ยมหน่วยแพทย์ พอ.สว. และพระราชทานถุงยังชีพแก่ผู้ประสบภัยในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ สุรินทร์ และบุรีรัมย์

ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและทรงห่วงใยในทุกข์สุขของอาณาประชาราษฎร์อยู่เสมอ แม้ในห้วงเวลาที่ประเทศชาติต้องเผชิญกับสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งส่งผลกระทบทั้งต่อความปลอดภัย และคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะปัญหาด้านสุขภาพของประชาชนผู้เจ็บป่วยที่ยากไร้และด้อยโอกาส รวมถึงประชาชนผู้ประสบภัยที่ไม่สามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขได้ตามปกติ จึงได้พระราชทานการให้บริการตรวจสุขภาพและรักษาโรคแก่ประชาชนในพื้นที่ของ 3 จังหวัดชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ได้แก่ จังหวัดศรีสะเกษ สุรินทร์ และบุรีรัมย์ ภายใต้การดำเนินงานของหน่วยแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (พอ.สว.) พร้อมทั้งพระราชทานถุงยังชีพเพื่อบรรเทาทุกข์แก่ผู้ประสบภัยจากสถานการณ์ดังกล่าว ระหว่างวันที่ 29-31 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา

เมื่อเสด็จไปถึงในแต่ละพื้นที่ที่ทรงงาน จะทรงเยี่ยมประชาชน พร้อมกับพระราชทานพระวโรกาสให้ผู้ป่วยที่มีฐานะยากจน ป่วยเป็นโรคเรื้อรังร้ายแรง และจำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง เฝ้า เพื่อขอรับพระราชทานความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที อาทิ โรคมะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งสมอง โรคหลอดเลือดสมองตีบ โรคหนังแข็ง โรคหัวใจพิการตั้งแต่กำเนิด โรคท่อน้ำดีตีบตัน ทั้งนี้ ทรงรับไว้เป็นคนไข้ในพระอนุเคราะห์ และโปรดให้ส่งต่อไปรักษายังโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ หรือ โรงพยาบาลอื่น ๆ ที่มีความพร้อมด้านอุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัย รวมถึงความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในการดูแลผู้ป่วย เพื่อให้ได้รับการรักษาอย่างมีประสิทธิภาพโดยเร็ว นอกจากนี้ ได้พระราชทานเงินช่วยเหลือจากมูลนิธิจุฬาภรณ์แก่ผู้ป่วยในพระอนุเคราะห์เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้น

โอกาสนี้ พระราชทานพระวโรกาสให้ สมาชิก พอ.สว. ประจำจังหวัดที่ได้ปฏิบัติงานครั้งนี้ เฝ้า ซึ่งประกอบด้วย แพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร พยาบาลวิชาชีพ อาสาสมัครสายแพทย์และสาธารณสุข รวมถึงอาสาสมัครสายสนับสนุน เพื่อพระราชทานเข็มเครื่องหมายกรรมการ อนุกรรมการ แก่ผู้แทนกรรมการ และอนุกรรมการ พอ.สว. ประจำจังหวัด พร้อมเบิกอาสาสมัคร พอ.สว. เข้ารับพระราชทานเข็มเครื่องหมาย พอ.สว. เข็มพระนามาภิไธยย่อ สว. และโล่ พอ.สว. ตามลำดับ

จากนั้น นายแพทย์ยุทธ โพธารามิก เลขาธิการ มูลนิธิ พอ.สว. นำอาสาสมัคร พอ.สว. ร่วมกันขับร้องเพลง “ใจดวงหนึ่ง” ที่ทรงพระนิพนธ์ โดยมีพระวินิจฉัยเลือกบทเพลงนี้ด้วยพระองค์เอง เพื่อถ่ายทอดถึงพระทัยอันแน่วแน่ที่ทรงมีต่อความรักชาติ พร้อมทรงมุ่งมั่นพิทักษ์ผืนแผ่นดินไทยให้ดำรงคงอยู่อย่างยั่งยืน ด้วยทรงเชื่อว่าใจทุกดวงของชาว พอ.สว. ก็เป็นดั่งบทเพลงนี้ที่พร้อมจะยืนหยัดปกปักรักษาชาติเช่นเดียวกัน พร้อมกันนี้ มีพระดำรัส ชื่นชมการปฏิบัติงานของคณะแพทย์และเจ้าหน้าที่อาสาสมัคร มูลนิธิ พอ.สว. ทุกคนที่ได้อุทิศตนดูแลประชาชนผู้เจ็บป่วยเป็นอย่างดี

สำหรับการออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ พอ.สว. เป็นการสร้างสาธารณประโยชน์ด้านการส่งเสริมสุขภาพที่ดีให้แก่ ประชาชนผู้เจ็บป่วยที่ยากไร้และด้อยโอกาสในท้องถิ่นที่ห่างไกลให้สามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขขั้นพื้นฐานที่มีประสิทธิภาพอย่างทั่วถึง โดยโปรดให้หน่วยแพทย์ พอ.สว. ประจำจังหวัด ร่วมกับหน่วยแพทย์พระราชทานโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ผนึกกำลังร่วมกันปฏิบัติงานสนองพระปณิธานฯ ที่ครอบคลุมตั้งแต่การรักษาโรคทั่วไป การบริการด้านทันตกรรม บริการด้านการแพทย์แผนไทย ตลอดจนการให้คำแนะนำส่งเสริมและฟื้นฟูสุขภาพเพื่อป้องกันโรค โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งนับตั้งแต่ที่ทรงดำรงตำแหน่งประธานกิตติมศักดิ์มูลนิธิแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (พอ.สว.) เมื่อปี พ.ศ.2552 เป็นต้นมา ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจด้านการแพทย์และสาธารณสุขในการพระราชทานโอกาสและการเข้าถึงการรักษาพยาบาล การป้องกันโรค การส่งเสริมและฟื้นฟูสุขภาพอนามัยของประชาชนชาวไทยที่เจ็บป่วยยากไร้ทั่วประเทศมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยทรงตระหนักดีว่าสุขภาพอนามัยที่ดีของประชาชน คือรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศชาติอย่างมั่นคงและยั่งยืน

นอกจากนี้ พระราชทานถุงยังชีพจากสำนักกิจกรรมพิเศษ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ หน่วยงานในพระดำริฯ ซึ่งประกอบด้วยเครื่องอุปโภคและบริโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต จังหวัดละ 100 ชุด แก่ผู้ว่าราชการจังหวัด แม่ทัพภาคที่ 2 และผู้แทนหน่วยทหาร ตำรวจ ที่พิทักษ์รักษาความสงบเรียบร้อยในเขตพื้นที่ชายแดน พร้อมทั้งพระราชทานพระดำรัสเพื่อเป็นการบำรุงขวัญและกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละปกป้องอธิปไตยของชาติ และพระราชทานพรแก่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ชายแดนทุกคน โดยมีใจความสำคัญตอนหนึ่งว่า “ขอฝากทุก ๆ คน ช่วยดูแลราษฎร ถ้ามีโอกาสมาก็จะมา ท้ายสุดนี้ พี่ก็ขออวยพรให้ท่านผู้ว่าฯ ท่านแม่ทัพและทหารที่มา ณ ที่นี้ ขอให้มีจิตใจที่เข้มแข็งและเป็นที่พึ่งของราษฎร …ขอให้ทุกคนทำงานด้วยความปลอดภัย รวมทั้งทหารที่ไม่ได้มาที่นี่ ก็ขอให้พรของพี่ไปถึงทุกคน…”

จากพระกรุณาธิคุณในการพระราชทานความช่วยเหลือทั้งด้านการแพทย์และสาธารณสุข ตลอดจนบรรเทาทุกข์ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติความรุนแรงตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ในครั้งนี้ นับเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจอันยิ่งใหญ่แก่พสกนิกรชาวไทยในพื้นที่ให้สามารถดำเนินชีวิตและก้าวผ่านพ้นห้วงเวลาแห่งความยากลำบากนี้ไปได้ด้วยความเข้มแข็งและมั่นคง พระองค์จึงทรงเป็นดั่งน้ำทิพย์ชโลมใจแก่ปวงชนชาวไทยทุกแห่งหน ให้ได้อยู่ร่วมกันอย่างร่มเย็นเป็นสุขภายใต้ร่มพระบารมี

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ใช้ยาลดไข้ให้ได้ผลดี

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ใช้ยาลดไข้ให้ได้ผลดี

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ใช้ยาลดไข้ให้ได้ผลดี

วันจันทร์ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2568, 13.58 น.

คนในบ้านเมืองของเราน่าจะคุ้นเคยกับการเป็นไข้และการใช้ยาลดไข้ เพราะคนจำนวนไม่น้อยเป็นไข้ค่อนข้างบ่อย 
อาการไข้เป็นกลไกธรรมชาติที่เกิดเมื่อร่างกายต่อสู้กับสิ่งแปลกปลอม เช่น เชื้อโรค หรือการอักเสบ โดยสมองส่วนไฮโปทาลามัสจะควบคุมอุณหภูมิร่างกายให้สูงขึ้น เพื่อสร้างสภาวะที่ไม่เหมาะสมสำหรับการเจริญเติบโตของเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย และกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้ทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น แล้วยังเป็นสัญญาณบอกเราว่ากำลังมีภาวะผิดปกติ
สาเหตุของไข้มีตั้งแต่การติดเชื้อไวรัสทั่วไป เช่น ไข้หวัด หรือไข้หวัดใหญ่ ไปจนถึงการติดเชื้อแบคทีเรีย อาการจากโรคภูมิต้านตนเอง ผลข้างเคียงจากยา การฉีดวัคซีน หรือแม้แต่โรคมะเร็งบางชนิด ความเครียดเรื้อรังก็อาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ร่างกายเกิดการอักเสบและมีไข้ได้เช่นกัน
เราจะรู้ว่าเป็นไข้เมื่ออุณหภูมิร่างกายสูงเกินกว่า 36.2–37.5°C หากสูงเกินช่วงนี้ถือว่าเริ่มมีไข้ โดยแบ่งระดับได้ดังนี้
ไข้ต่ำ อุณหภูมิร่ายกายอยู่ระหว่าง 37.6–38.3°C  
ไข้ปานกลาง อุณหภูมิร่ายกายอยู่ระหว่าง 38.4–39.4°C  
ไข้สูง อุณหภูมิร่ายกายอยู่ระหว่าง 39.5–40.5°C 
แต่ถ้าอุณหภูมิร่ายกายเกิน 40.5°C จัดว่าไข้สูงมาก  
การวัดไข้ ทำได้ช่องทาง แต่ละวิธีที่ใช้วัดอุณหภูมิจะมีผลต่อค่าที่ได้ เช่น การวัดอุณหภูมิใต้ลิ้นและทางหูมักให้ค่าที่แม่นยำที่สุด  
แต่สิ่งที่สำคัญคือ ต้องหาสาเหตุของไข้ว่าเกิดจากเหตุใด เพื่อจะได้จัดการแก้ปัญหาได้ถูกต้อง 
ส่วนการลดไข้มีหลายวิธี เช่น การเช็ดตัวด้วยน้ำเพื่อระบายความร้อน โดยใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นบิดหมาด เช็ดตามข้อพับ เช่น รักแร้ คอ ขาหนีบ ควรพักในห้องที่อากาศถ่ายเทดี หลีกเลี่ยงห้องร้อนหรืออับ สวมเสื้อผ้าบาง ๆ เพื่อช่วยให้ร่างกายระบายความร้อนได้ดีขึ้น และต้องดื่มน้ำให้มาก หรือดื่มน้ำเกลือแร่ เพื่อชดเชยน้ำและเกลือแร่ที่สูญเสียไปกับการระบายความร้อน  
ยิ่งเด็กเล็กที่เป็นไข้ ก็ต้องระวังให้มาก เพราะถ้าไข้สูงมาก อาจจะทำมีอาการชัก ต้องหมั่นเช็ดตัวเพื่อระบายความร้อนออก
การใช้ยาลดไข้ ตัวยาหลักและเป็นยาตัวแรกที่ขอให้เลือกใช้ ในกรณีผู้ป่วยไม่แพ้หรือป่วยเป็นโรคตับ ได้แก่ พาราเซตามอล (ได้กล่าวถึงโดยละเอียดเกี่ยวกับยาพาราเซตามอลไปแล้วเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน) แต่ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่สามารถใช้ยาพาราเซตามอลได้ หรือใช้ยาพาราเซตามอลแล้วไข้ไม่ลด จำเป็นต้องใช้ยาที่มีฤทธิ์แรงขึ้นกว่ายาพาราเซตามอล ก็คือ ยาไอบูโพรเฟน เป็นยาตัวหนึ่งในกลุ่มเอ็นเสด (NSAIDs) หรือ ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ เป็นยาที่ใช้ได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ มีทั้งในรูปแบบยาน้ำและยาเม็ด 
ขนาดแนะนำทั่วไปในเด็กคือ 5–10 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัม/ครั้ง ทุก 6–8 ชั่วโมง โดยมีขนาดสูงสุดไม่เกิน 40 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัม/วัน 
ส่วนขนาดสำหรับผู้ใหญ่คือ 200-400 มิลลิกรัม/ครั้ง ทุก 6-8 ชั่วโมง 
สามารถขอให้เภสัชกรช่วยคำนวน และกำหนดขนาดยาให้น่าจะดีกว่า แต่ยานี้มีข้อควรระวังมากกว่ายาพาราฯ คือ ห้ามใช้ในผู้แพ้ยานี้ และยานี้มีอุบัติการการแพ้มากกว่ายาพาราเซตามอล 
ดังนั้น หลังการใช้งานต้องติดตามอาการ ถ้ามีอาการผื่นขึ้น หายใจติดขัดแสดงว่าแพ้ยา ต้องหยุดใช้ยาทันที หากอาการรุนแรงต้องรีบไปรับการรักษาที่โรงพยาบาล นอกจากเรื่องการแพ้ยาแล้ว ยาไอบูโพรเฟนยังมีข้อควรระวังสำคัญอีก 2 อย่างคือ กัดกระเพาะ จึงต้องรับประทานหลังอาหารทันที และอาจทำให้ไตวาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้สูงอายุที่มีปัจจัยเสี่ยงไตวายอยู่ก่อนแล้ว 
แต่ที่สำคัญคือ ถ้าเป็นไข้ที่โดยทราบสาเหตุ หรือไม่มั่นใจในสาเหตุ ไม่แนะนำให้ใช้ยาไอบูโพรเฟน หรือยาอื่นในกลุ่มเอ็นเสด เนื่องจากจะทำให้บางโรคมีภาวะที่แย่ลง และเป็นอันตราย เช่น โรคไข้เลือดออก  
แต่ถ้าหากใช้ยาลดไข้แล้ว ไข้ยังสูงเกิน 38.5°C นานเกิน 2 วัน หรือมีไข้ร่วมกับอาการซึม อาเจียน หรือหายใจลำบาก ต้องไปพบแพทย์ทันที
นอกจากยาฝรั่งแล้ว ก็มียาไทย และยาสมุนไพรไทยสำหรับลดไข้ ซึ่งมีหลายชนิดตามภูมิปัญญาไทยดั้งเดิมและยังมีการศึกษาทางวิทยาศาสตร์รองรับบางส่วน เช่น  ฟ้าทะลายโจร บอระเพ็ด ยาจันทน์ลีลา เป็นต้น 
ถ้าต้องใช้ยา และต้องการคำแนะนำขอให้ปรึกษาเภสัชกรก่อน เพื่อจะได้ใช้ยาได้ถูกต้องเหมาะสม
สรุป ไข้เป็นอาการหนึ่งที่พบได้บ่อย เกิดจากหลายสาเหตุ การใช้ยาลดไข้ที่แนะนำ (ถ้าไม่แพ้) คือ พาราเซตามอล นอกจากการใช้ยาลดไข้แล้ว ควรบรรเทาไข้ด้วยวิธีการอื่นร่วมด้วย เช่น เช็ดตัวเพื่อระบายความร้อน ดื่มน้ำมากเปล่ามากๆ 
แต่หากรักษาด้วยตนเองภายใน 2-3 วันแล้วอาการไม่ดีขึ้น ต้องรีบไปพบแพทย์ โดยเฉพาะอย่างยและข้อเตือนว่าระยะนี้มีไข้เลือดออกระบาด จึงต้องดูแลตัวเองให้ดี ใช้ยาให้ถูกต้อง หากกรักษาอาการผิด หรือล่าช้าเกินไปอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

รศ. ภญ. ดร. ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ
คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

กรมการพัฒนาชุมชน ต่อยอดความสำเร็จจัดโครงการพัฒนาเยาวชนรุ่นใหม่ต่อเนื่อง ปีที่ 2 เสริมศักยภาพสู่การเป็นผู้ประกอบการมืออาชีพ

กรมการพัฒนาชุมชน ต่อยอดความสำเร็จจัดโครงการพัฒนาเยาวชนรุ่นใหม่ต่อเนื่อง ปีที่ 2  เสริมศักยภาพสู่การเป็นผู้ประกอบการมืออาชีพ

กรมการพัฒนาชุมชน ต่อยอดความสำเร็จจัดโครงการพัฒนาเยาวชนรุ่นใหม่ต่อเนื่อง ปีที่ 2 เสริมศักยภาพสู่การเป็นผู้ประกอบการมืออาชีพ

วันจันทร์ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2568, 13.21 น.

ก้าวเข้าสู่ปีที่ 2 การเพิ่มทักษะและเสริมสร้างประสบการณ์ให้กับเยาวชน ทั้งยังพัฒนาศักยภาพเยาวชน ให้สามารถเป็นผู้ผลิตผู้ประกอบการ OTOP รุ่นใหม่ ที่จะสืบสานและต่อยอดภูมิปัญญาผ้าไทยและงานหัตถกรรม ให้เป็นไปตามแนวพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการพัฒนาชุมชน จัดกิจกรรม การประกวดสุดยอดผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (New Gen 2025) ระดับประเทศ ตามโครงการพัฒนาศักยภาพเยาวชนด้านผ้าไทยและงานหัตถกรรม หัตถศิลป์ สู่การเป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (New Gen 2025) พร้อมจัดพิธีมอบรางวัลให้แก่ผู้ชนะการประกวดฯ และมอบใบประกาศนียบัตรให้กับเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการฯ ณ ห้องพระวิษณุ ชั้น 3 โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น แขวงตลาดบางเขน เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร


นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย มอบหมายให้ นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลกิจกรรมการประกวดสุดยอดผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (New Gen 2025) ระดับประเทศ  โดยมี นายสุรพล แก้วอินธิ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นและวิสาหกิจชุมชน กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ของโครงการฯ พร้อมทั้งที่ปรึกษาโครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญและทรงคุณวุฒิ จากหลากหลายสาขาวิชาชีพเข้าร่วมงาน ประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทย นักออกแบบดีไซเนอร์ผ้าไทยที่มีชื่อเสียง ได้แก่ นายธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทย และที่ปรึกษาผ้าไทยใส่ให้สนุก ,คุณภูภวิศ กฤตพลนารา นักออกแบบ เจ้าของแบรนด์ ISSUE ,ดร.กรกลด คำสุข รองคณบดีฝ่ายวิชาการและรักษาการแทน ผู้อำนวยการสำนักวิชาการสร้างสรรค์ วิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ,ผศ.ดร.รวิเทพ มุสิกะปาน ประธานหลักสูตร แฟชั่น สิ่งทอ และเครื่องตกแต่ง วิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ,นายวิชระวิชญ์ อัครสันติสุข นักออกแบบเจ้าของแบรนด์ WISHARAWISH ,ผศ.ดร.นัดดาวดี บุญญะเดโช ประธานหลักสูตรแฟชั่น สิ่งทอ และเครื่องตกแต่ง วิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ,ดร.ฐิศิรักน์ โปตะวณิช อาจารย์ประจำวิชาเอกการจัดการธุรกิจไซเบอร์ วิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ,ดร.กิติศักดิ์ เยาวนานนท์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายพัฒนากายภาพ วิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ,นายธนาวุฒิ ธนสารวิมล นักออกแบบ เจ้าของแบรนด์ TANDT และอาจารย์ภทรฤน พงษ์ประสิทธิ์ อาจารย์ประจำหลักสูตรแฟชั่น สิ่งทอ และเครื่องตกแต่งวิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ร่วมเป็นคณะกรรมการตัดสินรอบชิงชนะเลิศ ระดับประเทศ โดยมีเยาวชนที่ผ่านการคัดเลือกผลงานการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เข้าสู่การประกวดฯ ระดับประเทศ จำนวน 40 ราย/ชิ้นงาน จากผู้เข้าประกวดที่ทำผลงานกว่า 120 ราย/ชิ้นงาน

นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ประธานในพิธีมอบรางวัลและประกาศนียบัตรกล่าวให้โอวาทแก่ผู้เข้าร่วมโครงการว่า “กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญ ในการที่จะส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพให้กับเยาวชนรุ่นใหม่ที่มีความสนใจ ในการพัฒนาศักยภาพและพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมทั้งการอนุรักษ์ สืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อให้สามารถขึ้นทะเบียน OTOP เป็นผู้ผลิต ผู้ประกอบการ รุ่นใหม่เพิ่มมากขึ้น และจะส่งผลให้กลุ่มเป้าหมายดังกล่าวได้สืบสานและต่อยอดภูมิปัญญาผ้าไทยและงานหัตถกรรม หัตถศิลป์ และเป็นไปตามแนวพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ผ่านการจัดกิจกรรมประกวดสุดยอดผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (New Gen 2025) ระดับประเทศ ในครั้งนี้ กรมการพัฒนาชุมชน ได้รับเกียรติ จากผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทย ดีไซเนอร์นักออกแบบที่มีชื่อเสียง  ที่ล้วนแล้วแต่เป็นผู้มีผลงานเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ร่วมเป็นคณะกรรมการพิจารณาผลงานของเยาวชน และตัดสินการประกวดผลงานฯ ในครั้งนี้ด้วย”


นายสยามกล่าวต่ออีกว่า จากแนวพระดำริโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก ของ สมเด็จพระพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เยาวชนที่เข้าร่วมกิจกรรมฯ นี้ จึงได้น้อมนำแนวพระดำริมาปรับปรุงความรู้ที่ท่านพระราชทานในหลายๆเรื่อง และที่พระราชทานผ่านคณะกรรมการที่ปรึกษาหลายท่านที่ร่วมกิจกรรมในวันนี้ น้องเยาวชนทุกคนก็น้อมนำแนวพระดำริมาเผยแพร่และปฏิบัติ ส่งต่อแนวพระดำริได้มุ่งหวังให้การต่อเนื่องสืบสานและต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่น จากอดีตถึงปัจจุบัน และปัจจุบันสู่อนาคต ทั้งนี้ คณะกรรมการได้คัดเลือกตัวอย่างผลงานที่ดีจากผู้เข้าประกวดทั้ง 40 ผลงาน อย่างไรก็ตามน้องๆ เยาวชน จะได้รับประสบการณ์และองค์ความรู้จากโครงการรวมถึงได้รับความรู้จากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหลาย กรมการพัฒนาชุมชน หวังว่าพวกเราทุกคนทั้งหลายจะร่วมกันสืบสานแนวพระดำริสมเด็จพระพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา และไปใช้และช่วยในการขับเคลื่อนโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก ทั้งน้องๆเยาวชนและบุคลากรในสังกัดกรมการพัฒนาชุมชนต่อไปด้วย กรมการพัฒนาชุมชน ยืนยันและมุ่งมั่นว่าจะทำงานกับเยาวชนต่อไปและเปิดพื้นที่ให้กับน้องๆ ตั้งแต่ต้นน้ำ ปลายน้ำและจะปรับปรุงให้ดีขึ้น ตั้งแต่ต้นน้ำไม่ว่าจะเป็นการจำหน้ายผลิตภัณฑ์ Onsite และOnline เพื่อเปิดช่องทางใหม่ๆให้กับน้องๆ และคาดหวังว่าจะเปิดโอกาสให้กับน้องเยาวชนมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในด้านหัตถศิลป์ และหัตถกรรมต่างๆ หวังว่าจะช่วยให้เยาวชนได้พัฒนาฝีมือและนำไปพัฒนาผลงานของตนเอง กรมการพัฒนาชุมชน จะอยู่เคียงข้างกับเยาวชนและเป็นหัวเลี้ยวหัวแรง ในการดำเนินงานกิจกรรมแบบนี้ต่อไป


“สุดท้ายนี้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการพัฒนาศักยภาพเยาวชนด้านผ้าไทยและงานหัตถกรรม หัตถศิลป์ สู่การเป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (New Gen 2025) ทั้ง 120 ราย จะได้รับการพัฒนาและเติบโตขึ้นเป็นผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP รุ่นใหม่ สร้างรายได้ และขอให้ทุกท่านร่วมแรงร่วมใจกันน้อมนำแนวพระดำริ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ตามโครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก”ช่วยผลักดัน ส่งเสริมและกระตุ้นผ้าไทยให้มีความทันสมัยสู่สากล เป็นที่นิยม ในทุกเพศทุกวัย และเกิดความยั่งยืนต่อไป” นายสยาม กล่าวทิ้งท้ายฯ


 นายสุรพล แก้วอินธิ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นและวิสาหกิจชุมชน กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมการพัฒนาชุมชน ได้ดำเนินงานโครงการพัฒนาศักยภาพเยาวชนด้านผ้าไทยและงานหัตถกรรม หัตถศิลป์          สู่การเป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (New Gen 2025) เป็นปีที่ 2 ประกอบด้วยการจัดอบรมให้ความรู้กับเยาวชน รุ่นใหม่อายุระหว่าง 13 – 25 ปี ที่มีความสนใจ ในการศึกษาเรียนรู้ และมุ่งมั่นสืบสาน ภูมิปัญญาผ้าไทยและพัฒนาต่อยอดภูมิปัญญาด้านผ้าไทยและงานหัตถกรรมในพื้นที่ 4 ภูมิภาค จำนวน 122 ราย และได้รับการพัฒนา ศักยภาพ ทักษะ องค์ความรู้ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อให้สามารถขึ้นทะเบียนเป็นผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP รายใหม่ สืบสานและต่อยอดภูมิปัญญา งานหัตถกรรม หัตถศิลป์ และเป็นไป ตามแนวพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” โดยมีผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการพัฒนาจากโครงการฯ ทั้งสิ้นจำนวน 122 ผลิตภัณฑ์ ในวันนี้ กรมการพัฒนาชุมชน ได้จัดกิจกรรมประกวดสุดยอดผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (New Gen 2025) ระดับประเทศ มีเยาวชนที่ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมประกวดผลงานฯ ทั้งสิ้นจำนวน 40 ราย โดยมีผู้ที่ชนะการประกวดฯ และได้รับรางวัล ประกอบด้วย 


– โล่รางวัลชนะเลิศ จำนวน 1 รางวัล พร้อมรับเงินรางวัล 30,000 บาท ได้แก่ นางสาวภัทรชุอร นาโควงค์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
– โล่รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 จำนวน 1 รางวัล พร้อมรับเงินรางวัล 20,000 บาท ได้แก่ นายธนวัน ภูมิแสนโคตร แบรนด์ Thonnawan museum
– โล่รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 จำนวน 1 รางวัล พร้อมรับเงินรางวัล 10,000 บาท ได้แก่ นายยุทธนา จารุตัน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
– โล่รางวัลชมเชย เงินรางวัล ๆ ละ 5,000 บาท ดังนี้
1. นายอามีน มะแซ กลุ่มสัมมาชีพทำผ้าบาติกบ้านนํ้าใส
2. นายเบญญสิทธิ์ จงเจริญ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
– รางวัลพิเศษจากคณะกรรมการ เงินรางวัล ๆ ละ 5,000 บาท ดังนี้
1. นายณัฐภัทร อินทร์หัวย่าน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
2. นางสาวกนกพร ธรรมวงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
3. นายมูฮำหมัดฮาฟิส บินมะ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย
– รางวัลขวัญและกำลังใจ เงินรางวัล ๆ 2,000 บาท
1. นางสาวพาณิภัส กูลหลัง กลุ่มเลครามคราฟ
2. นายสกลราช แสงใส กลุ่มผ้าทอลายมงคลมนตราธิกาญจน์
3. นายทวีทรัพย์ ยินดีรัมย์ กลุ่มทอเสื่อกกบ้านหนองบัว
4.นายภัทรพล จันทร์โสภา  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน  
5.นายปรเมธ เจริญวาที มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ทั้งนี้ ผลงานต้นแบบของเยาวชนที่ผ่านการพัฒนาตามโครงการฯ จะได้นำไปจัดแสดงในรูปแบบ POP Up ระหว่างวันที่ 17 ถึง 21 กันยายน 2568 ณ Q STADIUM ศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์ กรุงเทพมหานคร เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์โครงการในโอกาสต่อไป #ผ้าไทยใส่ให้สนุก #กรมการพัฒนาชุมชน #กระทรวงมหาดไทย #NewGen2025

กลางวันอาบป่า กลางคืนชมดาว พักผ่อนฮีลใจ ชาร์จพลังชีวิต 100% ที่นิวซีแลนด์

กลางวันอาบป่า กลางคืนชมดาว พักผ่อนฮีลใจ ชาร์จพลังชีวิต 100% ที่นิวซีแลนด์

กลางวันอาบป่า กลางคืนชมดาว พักผ่อนฮีลใจ ชาร์จพลังชีวิต 100% ที่นิวซีแลนด์

วันจันทร์ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2568, 13.19 น.

เดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ ซึ่งเป็นเดือนแห่งวันสุขภาพจิตโลก (World Mental Health Day) การท่องเที่ยวนิวซีแลนด์ ขอเชิญชวนนักเดินทางชาวไทยมาสัมผัสการพักผ่อนที่จะช่วยฟื้นฟูทั้งร่างกายและจิตใจ ห่างไกลจากความวุ่นวายในชีวิตประจำวัน ด้วยประสบการณ์การเดินทางที่หลากหลาย ตั้งแต่การเดินป่าอันสงบร่มรื่น ไปจนถึงการแช่สระน้ำอุ่นภายใต้หมู่ดาว โดยธรรมชาติอันงดงามของนิวซีแลนด์ พร้อมเปิดประตูต้อนรับนักเดินทางให้ค้นพบความสมดุลและพลังใจที่เต็มเปี่ยมอีกครั้ง

สำหรับผู้ที่กำลังมองหาทริปเดินทางเพื่อชาร์จพลังให้แก่ชีวิต สถานที่พักผ่อนชั้นนำทั่วนิวซีแลนด์พร้อมมอบประสบการณ์ที่ช่วยเติมเต็มพลังทั้งกายและใจ เช่นที่ Maruia River Retreat ตั้งอยู่บนพื้นที่ป่าธรรมชาติบริสุทธิ์ขนาด 500 เอเคอร์ เปิดโอกาสให้ผู้เข้าพัก ดื่มด่ำกับธรรมชาติและความสงบเป็นส่วนตัว ขณะที่ Aro Ha บนเกาะใต้จัดโปรแกรมหลายวันที่ได้รับรางวัล ครบทั้งโยคะ สมาธิ เดินป่า และอาหารแบบแพลนต์เบส (Plant Based) ฟื้นฟูร่างกายและจิตใจอย่างสมบูรณ์สัมผัสความผ่อนคลายท่ามกลางธรรมชาติที่ Maruia River Retreat

ส่วนผู้ที่หลงใหลในท้องฟ้ายามค่ำคืน ทะเลสาบเทคาโป (Lake Tekapo) บนเกาะใต้ของนิวซีแลนด์ คือจุดหมายที่จะมอบความสงบและความมหัศจรรย์ผ่านการชมหมู่ดาว โดยที่ Tekapo Stargazing ผู้มาเยือนสามารถแช่ในสระน้ำอุ่นอันผ่อนคลายภายใต้ท้องฟ้า พร้อมชมดวงดาวที่ส่องประกายและทางช้างเผือกที่พาดผ่านฟากฟ้า เป็นประสบการณ์ที่ผสานทั้งวิทยาศาสตร์ การเติมเต็มจิตใจ และความผ่อนคลายเข้ากับท้องฟ้ายามค่ำคืนอันบริสุทธิ์ที่สุดแห่งหนึ่งบนโลกได้อย่างลงตัว

สัมผัส Tekapo Springs ยามค่ำคืน บรรยากาศชมดาวที่  Pukaki Hot Pool หนึ่งในประสบการณ์ที่ช่วยผ่อนคลายที่สุดคือการอาบป่า ช่วยชะลอความเร่งรีบในชีวิตและเปิดโอกาสให้ตัวเองดื่มด่ำไปกับธรรมชาติอย่างเต็มที่ โดยที่ เกาะไวเฮเก้ (Waiheke Island) ซึ่งใช้เวลาเดินด้วยเรือเฟอร์รี่ทางจากโอ๊คแลนด์เพียงไม่กี่นาที ผู้ให้บริการทัวร์ในพื้นที่เช่น Terra and Tide พาผู้มาเยือนเดินท่องป่าเพื่อผ่อนคลายพร้อมไกด์ท้องถิ่น มอบประสบการณ์เชื่อมโยงกับจังหวะและพลังของธรรมชาติ  นอกจากนี้ทางเหนือสุดของนิวซีแลนด์ ไกด์ชาวเมารีจาก Footprints Waipoua ชวนผู้มาเยือนออกเดินทางในยามสนธยา ลัดเลาะในป่าไวปูอา (Waipoua Forest) ซึ่งมีต้นเคารี (Kauri) ขนาดยักษ์ยืนต้นเป็นผู้พิทักษ์ผืนดิน โดยการเล่าเรื่องควบคู่กับแสงดาวที่สาดส่องจากฟากฟ้า สร้างบรรยากาศสงบและผ่อนคลาย ให้ผู้มาเยือนได้ดื่มด่ำกับความผูกพันระหว่างธรรมชาติกับจิตใจ    

ท่องป่ายามสนธยากับ Footprints Waipoua นอกจากการอาบป่าและชมดาวแล้ว ความผ่อนคลายเพื่อสุขภาพแบบ Wellness ในนิวซีแลนด์นั้น ยังสะท้อนผ่านผืนดินและธรรมชาติ เช่นที่ Wai Ariki Hot Springs & Spa ในโรโตรัว (Rotorua) ซึ่งสืบสานการรักษาแบบเมารีที่มีมายาวนานโดยใช้พลังจากใต้พิภพผ่านน้ำพุร้อนช่วยกระตุ้นประสาทสัมผัส ขณะที่ Maruia Hot Springs ซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางบรรยากาศภูเขาสูงแบบอัลไพน์ แนะนำห้องพักแบบ Thermal Tranquillity  พร้อมบ่อน้ำแร่ส่วนตัว ให้ผู้เข้าพักได้สัมผัสความผ่อนคลายพร้อมวิวภูเขาแบบพาโนรามา    

Wai Ariki Hot Springs & Spa ในโรโตรัว จุดหมายปลายทางอย่างนิวซีแลนด์นั้น เน้นย้ำถึงความสำคัญของความเป็นอยู่ที่ดีและพลังเยียวยาแห่งธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวฮีลใจผ่อนคลาย หรือการพักผ่อนฟื้นฟูร่างกายในช่วงเวลาใดของปี นิวซีแลนด์ชวนนักเดินทางชาวไทยมาพักผ่อน ชะลอจังหวะชีวิต ดื่มด่ำกับธรรมชาติ และปล่อยให้ความกังวลในแต่ละวันค่อย ๆ เลือนหาย ทุกช่วงเวลาช่วยให้ร่างกายสดชื่น จิตใจแจ่มใส และจิตวิญญาณกลับมามีพลัง เติมเต็มพลังชีวิตอย่างเต็มที่ 100%

ด้วยความโดดเด่นด้านความงดงามของธรรมชาติและความปลอดภัยที่สร้างความมั่นใจ นิวซีแลนด์จึงเป็นจุดหมายปลายทางที่ควรบรรจุไว้ในลิสต์การเดินทางของนักท่องเที่ยวไทย โดยการเดินทางจากกรุงเทพฯ ใช้เวลาประมาณ 12 ชั่วโมง พร้อมตัวเลือกเที่ยวบินตรงและต่อเครื่องที่ง่ายต่อการวางแผน นอกจากนี้ การเดินทางภายในประเทศก็ง่ายดายและสะดวกสบาย เหมาะสำหรับการเดินทางสำรวจแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ตั้งแต่เมืองที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา จนถึงภูมิทัศน์ธรรมชาติอันงดงาม พร้อมสร้างความทรงจำที่ยากจะลืมในทุกช่วงเวลา

เริ่มต้นวางแผนการเดินทางของคุณวันนี้ที่ https://www.newzealand.com/int/campaign/plan-your-100/ และปล่อยใจไปกับการพักผ่อน พักใจ และดื่มด่ำธรรมชาติอย่างเต็มที่ในนิวซีแลนด์ 

พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ ปทุมธานี ชวนมาสัมผัสความสุข ปลูกรอยยิ้ม ในงาน “เกษตรสร้างสุข”

พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ ปทุมธานี ชวนมาสัมผัสความสุข ปลูกรอยยิ้ม ในงาน “เกษตรสร้างสุข”

พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ ปทุมธานี ชวนมาสัมผัสความสุข ปลูกรอยยิ้ม ในงาน “เกษตรสร้างสุข”

วันจันทร์ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2568, 13.02 น.

พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จ.ปทุมธานี จัดงาน ตลาดเศรษฐกิจพอเพียง “เกษตรสร้างสุข” เพื่อส่งเสริมและสร้างแรงบันดาลใจการทำเกษตรอย่างมีความสุขและยั่งยืน สอดคล้องกับแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง โดยเปิดโอกาสให้เกษตรกรและประชาชนได้เรียนรู้และนำไปปรับใช้ ภายในงานประกอบด้วยนิทรรศการและองค์ความรู้ด้านการเกษตร รวมถึงการเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตร พร้อมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับวิทยากรในห้องอบรมวิชาของแผ่นดิน และ Workshopกว่า 8 วิชา โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ชม ช็อป สินค้าเกษตรคุณภาพปลอดภัย จากเครือข่ายพิพิธภัณฑ์ฯ และเกษตรกรภาคีความร่วมมือทั่วประเทศกว่า 120 ร้านค้า งานจัดขึ้นในวันที่ 6 – 7 กันยายน 2568 ตั้งแต่เวลา 08.00 – 17.00 น. ณ พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ จ.ปทุมธานี

พันจ่าเอก ประเสริฐ มาลัย  ผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ เปิดเผยว่า “การจัดงานตลาดเศรษฐกิจพอเพียง “เกษตรสร้างสุข” มีเป้าหมายเพื่อสื่อสารให้เห็นว่าการเกษตรไม่ใช่เพียงการสร้างรายได้ แต่คือวิถีชีวิตที่สมดุลและยั่งยืน โดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวทางสำคัญนำไปสู่การพึ่งพาตนเอง การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และการสร้างชุมชนเกษตรที่เข้มแข็ง ซึ่งจะช่วยเสริมสุขภาพกาย สุขภาพใจ และคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดียิ่งขึ้น โดยภายในงานยังมีกิจกรรมให้ผู้เข้าร่วมได้ลงมือปฏิบัติจริง ทั้งการเรียนรู้การจัดการผักสวนครัว ผักพื้นบ้าน สมุนไพร และไม้ดอกทานได้ พร้อมเวทีแลกเปลี่ยนความรู้กับผู้รู้จริงด้านการเกษตร เพื่อให้ประชาชนสามารถนำไปต่อยอดสร้างอาชีพสร้างรายได้และความสุขได้อย่างยั่งยืน”

ภายในงานพบกับ นิทรรศการ “เกษตรสร้างสุข กิน ชม ดม ดื่ม” ถ่ายทอดองค์ความรู้ คุณประโยชน์จากผักสวนครัว ผักพื้นบ้าน และไม้ดอกทานได้ ที่มีประโยชน์ในการประกอบอาหารและดูแลสุขภาพ พร้อมอนุรักษ์ และเผยแพร่ภูมิปัญญาการใช้พืชสมุนไพรและไม้หอม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตและวัฒนธรรมไทย โดยแบ่งออกเป็น 4 โซนหลัก ได้แก่ สุขจากการกิน  ผักปลอดสารพิษ ผักพื้นบ้าน และสมุนไพรบำรุงกำลัง สุขจากการชม การจัดสวนถาดสร้างสรรค์ สุขจากการดม พันธุ์ไม้หอมที่มีกลิ่นหอมตามช่วงเวลา เช่น ช่วงเช้า มะลิ ช่วงเย็น ดอกโมก ดอกแก้ว เป็นต้น และสุขจากการดื่ม ชาสมุนไพรเพื่อสุขภาพ อัญชัน เกสรบัวหลวง มะลิ กุหลาบ  พร้อมองค์ความรู้ชาสมุนไพร

พลาดไม่ได้กับการอบรมวิชาของแผ่นดิน และWorkshop กว่า 8 วิชา เรียนรู้ได้ทั้ง Onsite และ Online ฟรี อาทิ หลักสูตร เกษตรอินทรีย์ สร้างฟาร์มสุข อาจารย์สรศักดิ์ ไวจันทึก “ฟาร์มสุข ฟาร์มออแกนิก” เครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ จ.นครราชสีมา หลักสูตรลดภาษีที่ดินทิ้งร้าง ด้วยทุเรียนอินทรีย์ อาจารย์อดิศร พวงชมภู “ประธานโครงการทำนา 1 ไร่ ได้เงิน 1 แสน” จ.นครปฐม หลักสูตรเกษตรดี มีสุข อาจารย์กรุณาพร วงษ์ละคร “สวนกตัญญู” จ.ขอนแก่น และหลักสูตรอาหารปลอดภัย กายใจ  เป็นสุข กับ อาจารย์สุพัตรา ไชยชมภู “เจ้าของเพจปูเป้ทำเอง” กรุงเทพฯ เป็นต้น

ชม ชิม ช็อปสินค้าเกษตรปลอดภัย จุใจไปกับทั้งของกิน ของใช้ ผลิตภัณฑ์แปรรูป ต้นไม้พันธุ์ไม้ โดยเกษตรกรเครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ และร้านค้าภาคีความร่วมมือกว่า 120 ร้านค้า ในราคามิตรภาพ และกิจกรรมหลากหลายภายในงาน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทรศัพท์ 02-529-2212-13, 087-359-7171 คลิกดูรายละเอียดได้ที่ www.wisdomking.or.th หรือ Facebook / Line ID : @wisdomkingmuseum

“ซูเลียน” ส่งต่อความอบอุ่น สานต่อพลังใจให้นักเรียนโรงเรียนเศรษฐเสถียรฯ

“ซูเลียน” ส่งต่อความอบอุ่น สานต่อพลังใจให้นักเรียนโรงเรียนเศรษฐเสถียรฯ

“ซูเลียน” ส่งต่อความอบอุ่น สานต่อพลังใจให้นักเรียนโรงเรียนเศรษฐเสถียรฯ

วันจันทร์ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2568, 12.34 น.

บริษัท ซูเลียน (ประเทศไทย) จำกัด จัดกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) ณ โรงเรียนเศรษฐเสถียร             ในพระราชูปถัมภ์ โดยคณะผู้บริหารได้เดินทางไปเยี่ยมชมโรงเรียน และเยี่ยมชมศูนย์ฝึกอาชีพ–ศูนย์ฝึกศิลปะของนักเรียน พร้อมมอบเงินสนับสนุนจำนวน 1 แสนบาท  และเลี้ยงอาหารนักเรียนจำนวน 183 คนในบรรยากาศอบอุ่นและเป็นกันเอง

ดร.ปิยะวัฒน์ จุลล์จักรวงศา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซูเลียน (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงเจตนารมณ์ของกิจกรรมครั้งนี้ว่า “เราเชื่อมั่นในศักยภาพของเด็ก ๆ ทุกคน การมอบโอกาสเล็ก ๆ ในการสนับสนุนด้านการเรียนรู้และการแบ่งปันความอบอุ่น จะต่อยอดเป็นพลังใจให้พวกเขาเติบโตอย่างมั่นคง “ซูเลียน” ยินดีเป็นหนึ่งในแรงสนับสนุนที่ช่วยให้สังคมก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน”

ภายในพิธี บริษัทได้มอบเงินบริจาคให้แก่โรงเรียน โดยมี ดร.ปนัดดา วงค์จันตา ผู้อำนวยการโรงเรียนเศรษฐเสถียร ในพระราชูปถัมภ์ เป็นผู้รับมอบ พร้อมกันนี้ อัยรินทร์ จุลล์จักรวงศา ยังได้มอบของที่ระลึกแก่ตัวแทนโรงเรียน ปริณดา มหาเกตุ รองผู้อำนวยการชำนาญการ ฝ่ายบริหารงานบุคคลและฝ่ายแผนงานและงบประมาณ ก่อนปิดท้ายด้วยการถ่ายภาพร่วมกันเป็นที่ระลึก

ดร.ปิยะวัฒน์ จุลล์จักรวงศา ได้กล่าวปิดท้ายว่า “ทุกครั้งที่เราได้เห็นรอยยิ้มของเด็ก ๆ คือกำลังใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับเรา การแบ่งปันในวันนี้อาจเป็นเพียงก้าวเล็ก ๆ แต่เชื่อมั่นว่าจะสร้างแรงบันดาลใจและโอกาสที่ยิ่งใหญ่ในวันข้างหน้า ซูเลียนพร้อมเดินเคียงข้างสังคมไทยเพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่าร่วมกัน”กิจกรรมครั้งนี้ตอกย้ำความมุ่งมั่นของซูเลียนในการ “ให้คืนแก่สังคม” อย่างต่อเนื่อง ผ่านการสนับสนุนสถาบันการศึกษาและการพัฒนาศักยภาพเยาวชน ทั้งในมิติของทักษะอาชีพ ความคิดสร้างสรรค์ และคุณภาพชีวิต เพื่อร่วมสร้างสังคมที่เติบโตอย่างยั่งยืนไปด้วยกัน

‘เนสเพรสโซ’ ส่งต่อแนวคิด ‘My Cup of Purpose’ จุดเริ่มต้นดูแลโลก ยกระดับประสบการณ์กาแฟในทุกวัน ควบคู่แนวคิดความยั่งยืน

‘เนสเพรสโซ’ ส่งต่อแนวคิด ‘My Cup of Purpose’ จุดเริ่มต้นดูแลโลก ยกระดับประสบการณ์กาแฟในทุกวัน ควบคู่แนวคิดความยั่งยืน

‘เนสเพรสโซ’ ส่งต่อแนวคิด ‘My Cup of Purpose’ จุดเริ่มต้นดูแลโลก ยกระดับประสบการณ์กาแฟในทุกวัน ควบคู่แนวคิดความยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

Nespresso (เนสเพรสโซ) ถ่ายทอดแรงบันดาลใจและความตั้งใจอันลึกซึ้งในทุกแก้วกาแฟ ผ่านแคมเปญ ‘My Cup of Purpose’ ที่ชวนให้คนรักกาแฟได้ดื่มด่ำกับช่วงเวลา ‘Me Moments’ ในทุกวันให้เป็นมากกว่าช่วงเวลาแห่งความสุข แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการมีส่วนร่วมในการดูแลโลก โดยภายใต้แคมเปญนี้ เนสเพรสโซเดินหน้าส่งเสริมไลฟ์สไตล์ที่ยั่งยืนไปพร้อมกับผู้บริโภค ด้วยการตั้งเป้าหมายเพิ่มอัตราการส่งคืนแคปซูลกาแฟใช้แล้วจาก 25% ในปัจจุบัน ให้เพิ่มขึ้นเป็น 27% ภายในสิ้นปี 2568 ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งก้าวเล็ก ๆ ที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงบวกที่ยั่งยืนในระยะยาว

ส่งต่อแนวคิด  My Cup of Purpose จุดเริ่มต้นดูแลโลก

ด้วยความเชื่อที่ว่าการดื่มกาแฟยามเช้าไม่ได้เป็นเพียงกิจวัตรประจำวัน แต่ยังเป็นโมเมนต์ที่ได้ใช้เวลากับตัวเอง พร้อมหยุดพัก เติมพลัง และค้นหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ เนสเพรสโซจึงมุ่งมั่นส่งต่อแนวคิด ‘My Cup of Purpose’ ให้กับลูกค้าที่รักการดื่มกาแฟเนสเพรสโซ ผ่านแคมเปญไลฟ์สไตล์ที่ออกแบบมาเพื่อเชื่อมโยงความเพลิดเพลินจากประสบการณ์กาแฟคุณภาพระดับพรีเมี่ยม เข้ากับเป้าหมายที่มีความหมายลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น ตั้งแต่เรื่องใกล้ตัว อย่างการมีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดี ไปจนถึงการสร้างแรงบันดาลใจเพื่อให้เกิดผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมผ่านไลฟ์สไตล์ในชีวิตประจำวัน โดยเนสเพรสโซต้องการเป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันให้ผู้รักการดื่มกาแฟได้ริเริ่มสอดแทรกความยั่งยืนง่ายๆเข้ากับกิจวัตรประจำวัน และเชื่อมโยงเข้ากับคุณค่าส่วนบุคคล เพื่อจุดประกายแรงบันดาลใจในการทำสิ่งดี ๆ ให้สิ่งแวดล้อมและสังคม เพื่อให้ทุกแก้วกาแฟได้กลายเป็นทั้งช่วงเวลาที่เติมเต็มเช้าวันใหม่ และจุดเริ่มต้นของอนาคตที่ดีกว่าไปด้วยกัน

อีลิส ทัน และ อมรทิพย์ วัชรีวงศ์ ณ อยุธยา

เบื้องหลังกาแฟทุกแก้ว คือเรื่องราวแห่งความยั่งยืน

สำหรับเนสเพรสโซ กาแฟคือพลังเพื่อสร้างสรรค์สิ่งดีๆ (Force for Good) ผู้บริโภคสามารถมั่นใจได้ว่าทุกแก้วถูกรังสรรค์ด้วยความตั้งใจและจุดมุ่งหมายที่ชัดเจน โดยมีรากฐานอยู่บนเสาหลักแห่งความยั่งยืนทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ ความใส่ใจต่อการหมุนเวียน (Circularity) ความใส่ใจต่อสภาพภูมิอากาศ (Climate) และความใส่ใจต่อชุมชน (Community) ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมหยั่งรากลึกอยู่ในทุกขั้นตอนของการเดินทาง ตั้งแต่เมล็ดกาแฟ สู่แคปซูลกาแฟที่คุณดื่มทุกวัน ต่อยอดไปจนถึงกระบวนการ Second Life ( แนวปฏิบัติด้านความยั่งยืนของเนสเพรสโซ ที่นำแคปซูลกาแฟใช้แล้วกลับมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ที่ทั้งสวยงามและใช้งานได้จริง เพื่อมอบชีวิตใหม่ให้กับกาแฟแต่ละแก้วอย่างสร้างสรรค์)

เช่นเดียวกับตลาดทั่วโลก เนสเพรสโซประเทศไทย ได้เปิดประตูให้ผู้รักการดื่มกาแฟได้เป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายด้านความยั่งยืน ผ่านแนวทางของ ‘การหมุนเวียน (Circularity)’ โดยให้ความสำคัญกับความสะดวกสบายของผู้บริโภคในการส่งคืนแคปซูลกาแฟใช้แล้ว ควบคู่กับการต่อยอดความร่วมมือไปยังพันธมิตรท้องถิ่นอย่าง บริษัท วงษ์พาณิชย์ ในจังหวัดพิษณุโลก เพื่อให้มั่นใจว่าแคปซูลทุกชิ้นที่ลูกค้าได้ดื่มจะถูกรวบรวม และนำเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลด้วยความใส่ใจโลกอย่างแท้จริง นอกจากนี้ กากกาแฟที่ใช้แล้วยังถูกแปรรูปเป็นปุ๋ย เพื่อนำส่งต่อให้เกษตรกรที่ทำไร่ในจังหวัดพิษณุโลก สะท้อนการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและใส่ใจสิ่งแวดล้อม

วิสัยทัศน์ของแบรนด์  ใส่ใจต่อการหมุนเวียน

อมรทิพย์ วัชรีวงศ์ ณ อยุธยา ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายการตลาด เนสเพรสโซ ประเทศไทย เน้นย้ำวิสัยทัศน์ของแบรนด์ด้านความใส่ใจต่อการหมุนเวียน โดยกล่าวว่า “เพราะเรามองว่าความยั่งยืนควรเป็นเรื่องง่ายและกลมกลืนไปกับกิจวัตรในทุกๆ วัน เนสเพรสโซจึงเป็นแบรนด์กาแฟเพียงหนึ่งเดียวที่ตั้งใจออกแบบเส้นทางการรีไซเคิลให้ราบรื่นและครอบคลุมที่สุดสำหรับผู้บริโภค ผ่านช่องทางส่งคืนแคปซูลใช้แล้วที่สะดวกและหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางมาที่เนสเพรสโซบูติกทั้ง 8 สาขาในกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ ฝากที่จุดขายในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ส่งคืนทางไปรษณีย์ หรือแม้แต่บริการรับถึงหน้าบ้านเมื่อสั่งสินค้าออนไลน์ และเสริมความแข็งแกร่งด้วยการร่วมมือกับพันธมิตรท้องถิ่น ทั้งหมดนี้เพื่อเปลี่ยนแปลงมุมมองต่อการรีไซเคิลให้เป็นเรื่องใกล้ตัว และสามารถผสานเข้ากับชีวิตประจำวันของทุกคนได้อย่างง่ายดายที่สุด”

นอกจากนี้ เนสเพรสโซยังให้ความสำคัญกับการสร้างความยั่งยืนตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่าด้วยโครงการระดับโลกที่ริเริ่มมาอย่างยาวนาน อาทิ โครงการ AAA Sustainable Quality™ ที่ทำงานร่วมกับเกษตรกรชาวไร่กาแฟกว่า 168,550 ราย ใน 18 ประเทศ เพื่อช่วยเหลือการฟื้นฟูระบบนิเวศ แก้ไขปัญหาวิถีการทำไร่กาแฟเพื่อรองรับต่อสภาพภูมิอากาศในพื้นที่นั้น ๆ ส่งเสริมความเป็นธรรมของราคากาแฟที่รับซื้อจากชาวไร่ พร้อมทั้งช่วยเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับชุมชนไปพร้อมกัน

ส่งต่อไลฟ์สไตล์ใส่ใจโลก ก้าวสู่สังคมรีไซเคิล

สำหรับปี 2568 แคมเปญ ‘My Cup of Purpose’ จะเริ่มต้นด้วยแนวคิดเกี่ยวกับ ‘การหมุนเวียน (Circularity)’ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่เนสเพรสโซต้องการทำให้เป็นเรื่องเข้าถึงง่ายสำหรับทุกคน เพื่อให้เหล่าผู้ที่หลงใหลในศิลปะของการดื่มกาแฟผสมผสานความยั่งยืนเข้ากับวิถีชีวิตได้อย่างเรียบง่าย พร้อมขับเคลื่อนไปสู่จุดมุ่งหมายที่มีคุณค่าร่วมกัน

เริ่มตั้งแต่เป้าหมายภายในองค์กร เนสเพรสโซร่วมมือกับกรุงเทพมหานคร (กทม.) โดยสำนักงานสิ่งแวดล้อม เพื่อสนับสนุนโครงการปลูกต้นไม้ล้านต้น  เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา เนสเพรสโซจัดกิจกรรมปลูกต้นไม้ที่สวนป่าเอกมัย เขตวัฒนา เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงพื้นที่สีเขียวให้กรุงเทพมหานคร โดยเจ้าหน้าที่กทม.ได้ให้ความช่วยเหลือพนักงานเนสเพรสโซในการปลูกต้นชมพูพันธุ์ทิพย์ จำนวน 20 ต้น ต้นสะเดา 15 ต้น และผักสวนครัวรวม 100 ต้นเพื่อให้ร่มเงาและเป็นผลผลิตให้กับชุมชน โดยใช้ดินที่ผสมกากกาแฟของเนสเพรสโซที่ใช้แล้ว ทำเป็นปุ๋ยบำรุงต้นไม้เพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน โดยพนักงานเนสเพรสโซทุกคนมีความภูมิใจที่มีส่วนรวมในการยกระดับพื้นที่สีเขียวให้กับเมืองกรุงเทพฯผ่านกิจกรรมเล็ก ๆ ที่มีคุณค่า

นอกจากนี้ เนสเพรสโซยังได้เหล่าอินฟลูเอนเซอร์สายสิ่งแวดล้อมและไลฟ์สไตล์เข้ามาร่วมทำกิจกรรมเพื่อจุดประกายให้ผู้บริโภคชาวไทยหันมาสนใจวิถีชีวิตที่ใส่ใจโลกยิ่งขึ้น ผ่านช่วงเวลาสุดพิเศษแห่งการดื่มด่ำกาแฟยามเช้า รวมถึงในวันกาแฟสากล (International Coffee Day) ที่จะถึงนี้ เนสเพรสโซยังเตรียมจัดกิจกรรมที่จะเชิญชวนลูกค้าเนสเพรสโซและคนรักกาแฟมารวมตัวเพื่อดื่มด่ำกาแฟทุกแก้วด้วยความยั่งยืนไปด้วยกัน

อีลิส ทัน ผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร เนสเพรสโซ ประเทศไทย กล่าวว่า เนสเพรสโซขอเชิญชวนผู้ที่หลงใหลในกาแฟมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญ “My Cup of Purpose”  ที่จะทำให้ทุกแก้วกาแฟมีความหมายลึกซึ้งยิ่งขึ้น ไม่ใช่แค่การดื่มด่ำกับช่วงเวลา ‘Me Moments’ ในทุกวันพร้อมกาแฟแก้วโปรด แต่ยังได้เป็นส่วนหนึ่งในการดูแลโลกอย่างยั่งยืนไปพร้อมกัน

แคมเปญนี้มุ่งเน้นการขับเคลื่อน ‘เสาหลักแห่งความยั่งยืนด้านการหมุนเวียน (Circularity)’ ให้เป็นรูปธรรมและเห็นผลได้ชัดเจน ผ่านไลฟ์สไตล์และกิจกรรมที่มอบให้กับคนรักกาแฟ เราตั้งใจที่จะสร้างสรรค์วัฒนธรรมแห่งความยั่งยืนในประเทศไทย และทำให้แนวคิดนี้เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของทุกคนอย่างแท้จริงในทุกแก้วที่ดื่ม