ฟิลิปส์ เผยผลสำรวจด้านเฮลท์แคร์ Philips Future Health Index 2025 พบความล่าช้าและการเสียโอกาสการรักษา เร่งปรับใช้ AI ช่วยบุคลากรทางการแพทย์

ฟิลิปส์ เผยผลสำรวจด้านเฮลท์แคร์ Philips Future Health Index 2025 พบความล่าช้าและการเสียโอกาสการรักษา  เร่งปรับใช้ AI ช่วยบุคลากรทางการแพทย์

ฟิลิปส์ เผยผลสำรวจด้านเฮลท์แคร์ Philips Future Health Index 2025 พบความล่าช้าและการเสียโอกาสการรักษา เร่งปรับใช้ AI ช่วยบุคลากรทางการแพทย์

วันจันทร์ ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

รอยัล ฟิลิปส์ (NYSE: PHG, AEX: PHIA) ผู้นำด้านเทคโนโลยีเพื่อการดูแลสุขภาพระดับโลก เผยผลสำรวจด้านเฮลท์แคร์ที่ใหญ่ที่สุด Future Health Index (FHI) 2025 ซึ่งจัดทำขึ้นเป็นปีที่ 10 ติดต่อกัน โดยรายงานผลสำรวจนี้ได้รวบรวมข้อมูลเชิงลึกจากบุคลากรทางการแพทย์กว่า 1,900 คน และผู้ป่วยกว่า 16,000 คน จาก 16 ประเทศทั่วโลก อาทิ สหรัฐอเมริกา เนเธอร์แลนด์ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย และเกาหลีใต้ เป็นต้น โดยชี้ให้เห็นว่าถึงแม้ผลตอบรับการใช้เทคโนโลยี AI ในระบบสาธารณสุขในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะค่อนข้างไปในเชิงบวก แต่ยังมีความกังวลในแง่ความมั่นใจและการนำไปใช้

นายแจสเปอร์ เวสเตอร์ริงค์ รองประธานอาวุโสและกรรมการผู้จัดการ ฟิลิปส์ ประเทศญี่ปุ่น และรักษาการประธานและกรรมการผู้จัดการ ฟิลิปส์ ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า “ความจำเป็นของการใช้เทคโนโลยี AI สูงขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน เมื่อผลสำรวจแสดงให้เห็นว่าผู้ป่วยต้องรอพบแพทย์เฉพาะทางนานกว่าหนึ่งเดือน ในขณะที่บุคลากรทางการแพทย์บางส่วนต้องเสียเวลาทำงานทางคลินิกไปราว 4 สัปดาห์ต่อปี เนื่องจากข้อมูลผู้ป่วยไม่ครบถ้วน ดังนั้น AI จึงมีบทบาทสำคัญที่เข้ามาช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถรักษาผู้ป่วยได้เร็วขึ้น  ตัดสินใจได้ดีขึ้น และตอบสนองต่อความต้องการของผู้ป่วยได้รวดเร็วขึ้น เพื่อยกระดับการดูแลรักษาผู้ป่วยให้มีประสิทธิมากขึ้นแก่ผู้คนจำนวนมากขึ้นเช่นกัน”

แจสเปอร์ เวสเตอร์ริงค์ รองประธานอาวุโสและกรรมการผู้จัดการ ฟิลิปส์ ประเทศญี่ปุ่น และรักษาการประธานและกรรมการผู้จัดการ ฟิลิปส์ ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

ผลลัพธ์ที่ไม่มีประสิทธิภาพจากการรักษาผู้ป่วยล่าช้า ตัวเร่งให้เกิดการใช้เทคโนโลยี AI

จากผลสำรวจพบว่า ผู้ป่วยในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก 2 ใน 3 (66%) ใช้เวลาในการรอพบแพทย์เฉพาะทางถึงเดือนครึ่ง ซึ่งระยะเวลารอคอยเฉลี่ยสูงถึง 47 วัน โดยผู้ป่วยในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก 1 ใน 3 (33%) ระบุว่าอาการของพวกเขาแย่ลงจากความล่าช้าในการพบแพทย์ และผู้ป่วย 1 ใน 4 (25%) ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเนื่องจากรอพบแพทย์นานเกินไป

เทคโนโลยี AI มีศักยภาพในการยกระดับการให้บริการทางการแพทย์ และช่วยปรับปรุงผลลัพธ์การรักษาผู้ป่วยในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก 81% ของบุคลากรทางการแพทย์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเชื่อว่า เทคโนโลยีดิจิทัลเฮลท์อย่าง AI และระบบวิเคราะห์เชิงคาดการณ์ น่าจะช่วยลดจำนวนผู้ป่วยที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลในอนาคตได้ 86% ของบุคลากรทางการแพทย์ คาดว่าเทคโนโลยีเหล่านี้จะช่วยลดอัตราการทำหัตถการแบบเร่งด่วน หรือการรักษาแบบฉุกเฉินได้ 89% ของบุคคลากรทางการแพทย์ เชื่อว่าเทคโนโลยี AI และระบบวิเคราะห์เชิงคาดการณ์จะสามารถช่วยชีวิตผู้ป่วยจากการเข้ารับการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ

ความท้าทายด้านบุคลากร และด้านข้อมูลผู้ป่วย ดันให้เทคโนโลยี AI เป็นตัวช่วยสำคัญ

3 ใน 4 (76%) ของบุคลากรทางการแพทย์ในเอเชียแปซิฟิกระบุว่าพวกเขาเสียเวลาสำคัญทางคลินิก เนื่องจากข้อมูลผู้ป่วยไม่ครบถ้วนหรือไม่สามารถเข้าถึงได้ และเกือบ 1 ใน 3 (31%) ของบุคลากรทางการแพทย์กลุ่มนี้ยังระบุว่าพวกเขาเสียเวลาทางคลินิกมากกว่า 45 นาทีต่อ 1 กะการทำงาน หรือคิดเป็นเวลารวมถึง 23 วันต่อปีต่อบุคลากรแต่ละคน ขณะเดียวกัน 2 ใน 5 (39%) ของบุคลากรทางการแพทย์กล่าวว่าปัจจุบันพวกเขามีเวลาในการดูแลผู้ป่วยน้อยลง แต่ต้องใช้เวลามากขึ้นในงานด้านเอกสารเมื่อเทียบกับเมื่อ 5 ปีก่อน

จากผลสำรวจบุคลากรทางการแพทย์กว่า 300 คน พบมีความกังวลหลายประการ หากไม่มีการนำเทคโนโลยี AI มาใช้ 45% กังวลเกี่ยวกับจำนวนผู้ป่วยตกค้างที่เพิ่มขึ้น 42% กังวลถึงการเผชิญภาวะหมดไฟในการทำงานที่เพิ่มขึ้น จากภาระงานด้านเอกสาร 40% กังวลว่าจะไม่สามารถให้การรักษาที่ทันต่อยุคสมัย

ขจัดความกังวลของบุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วย ตัวแปรสำคัญสู่การใช้เทคโนโลยี AI ในวงกว้าง

บุคลากรทางการแพทย์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกถึง 81% มีส่วนร่วมในการพัฒนาเทคโนโลยีภายในองค์กรของตัวเอง อย่างไรก็ตาม 39% ของบุคลากรทางการแพทย์ยังเห็นว่าเทคโนโลยีที่ถูกพัฒนาขึ้นมานั้นไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของพวกเขาได้ นอกจากนี้ ข้อกังวลในด้านความน่าเชื่อถือของเทคโนโลยียังเป็นปัจจัยสำคัญ โดย 71% กังวลเกี่ยวกับความรับผิดต่อกฎหมายจากการใช้เทคโนโลยี AI ในขณะที่ 66% กังวลเกี่ยวกับข้อมูลที่ไม่เป็นกลางในระบบที่ใช้ AI อาจส่งผลให้การรักษาและผลลัพธ์ไม่ถูกต้องได้

ในกลุ่มผู้ป่วยถึง 75% ยอมรับต่อการใช้เทคโนโลยีที่เพิ่มมากขึ้น หากสามารถช่วยขยายโอกาสในการเข้าถึงระบบสาธารณสุขและเป็นประโยชน์ต่อพวกเขา แต่กว่าครึ่ง (51%) กังวลเกี่ยวกับการถูกลดเวลาในการเข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์แบบตัวต่อตัว และอีก 54% กังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของข้อมูลหากมีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาใช้ในระบบสาธารณสุข

“ความเชื่อมั่น” คือหัวใจสำคัญสู่การปฏิวัติวงการเฮลท์แคร์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

ผลสำรวจชี้ 84% ของบุคลากรทางการแพทย์เห็นว่าการสร้างความเชื่อมั่นในเทคโนโลยี AI ต้องมาพร้อมกับกรอบแนวทางปฏิบัติ วิธีรับมือหากเกิดปัญหา และความรับผิดทางกฎหมายที่ชัดเจน มากไปกว่านั้น บุคลากรทางการแพทย์ยังระบุว่าการพัฒนาโซลูชั่นส์ AI ควรจะต้องมีหลักฐานพิสูจน์แน่ชัด มีความโปร่งใส และสามารถเฝ้าติดตามได้ (72%) ตามด้วยความชัดเจนในด้านความปลอดภัยของข้อมูล (51%)

ในกลุ่มผู้ป่วย 3 ใน 4 (74%) มีความยินดีที่จะใช้เทคโนโลยีมากขึ้นในระบบสาธารณสุข หากจะช่วยให้พวกเขาสามารถเข้ารับการตรวจวินิจฉัยกับบุคลากรทางการแพทย์ได้ง่ายยิ่งขึ้น และหากช่วยปรับปรุงการดูแลรักษาให้ดีขึ้น (75%) ดังนั้น บุคลากรทางการแพทย์จึงมีบทบาทสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นระหว่างผู้ป่วยและเทคโนโลยี AI โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่ (86%) จะรู้สึกสบายใจเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยี AI หากได้รับข้อมูลโดยตรงจากแพทย์ของพวกเขา ซึ่งตอกย้ำให้เห็นว่าแพทย์คือแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือสำหรับผู้ป่วยแม้แต่ในเรื่องเทคโนโลยี

“สิ่งสำคัญ คือ การสร้างความเชื่อมั่นในเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนด้วย AI ให้กับบุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วย ซึ่งจะช่วยให้มีการนำเทคโนโลยีไปใช้ในวงกว้างและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ความร่วมมือของทุกฝ่ายในวงการเฮลท์แคร์เป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยยกระดับความเชื่อมั่นและลดความกังวลในการใช้เทคโนโลยี AI และขับเคลื่อนการบูรณาการเทคโนโลยีเข้ากับระบบสาธารณสุขในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกอย่างรับผิดชอบและครอบคลุม” นายแจสเปอร์  กล่าวสรุป

สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม และผลสำรวจฉบับเต็ม Future Health Index 2025 ได้ที่ Future Health Index | Philips

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : พาราเซตามอล ยาที่คุณอาจรู้จักไม่ดีพอ

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : พาราเซตามอล ยาที่คุณอาจรู้จักไม่ดีพอ

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : พาราเซตามอล ยาที่คุณอาจรู้จักไม่ดีพอ

วันจันทร์ ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

แม้ว่าคุณอาจจะบอกว่าไม่รู้เรื่องยาเลย แต่ผู้เขียนมั่นใจว่าคุณน่ารู้จักยาชื่อ พาราเซตามอลอย่างแน่นอน และน่าจะเป็นยาที่ทุกคนเคยกินด้วย
พาราเซตามอล (Paracetamol) หรืออีกชื่อหนึ่งคือ อะเซตามิโนเฟน (Acetaminophen) เป็นชื่อที่เรียกกันในประเทศสหรัฐอเมริกาและแคนาดา ถ้าคุณไปเที่ยวสหรัฐอเมริกาแล้วต้องการซื้อพาราเซตามอล อาจหาไม่เจอเนื่องจากบนฉลากยาเขียนเป็น Acetaminophen
ยาพาราเซตามอล มีสรรพคุณลดไข้ บรรเทาปวด เป็นยาที่ใช้รักษาตามอาการ ในประเทศไทย ยาตัวนี้ที่ทำเป็นเม็ด ส่วนมากขนาดเม็ดละ 500 มิลลิกรัม โดยทั่วไปขนาดการกินยาพาราเซตามอลจะขึ้นกับน้ำหนักตัวของผู้ป่วย เช่น ผู้ใหญ่น้ำหนักไม่ถึง 50 กิโลกรัม ให้กินครั้งละ 1 เม็ด (500 มิลลิกรัม) ก็เพียงพอ ส่วนคนที่น้ำหนักตัวมากกว่านี้ อาจกินได้เม็ดครึ่ง (เท่ากับ 750 มิลลิกรัม) หรือถ้าน้ำหนักตัวเกิน 70 กิโลกรัม อาจกินได้ถึง 2 เม็ด และในกรณีที่ยังมีอาการปวดหรือยังมีไข้อยู่ ก็สามารถกินซ้ำได้ทุก ๆ 4-6 ชั่วโมง
การกินยาพาราเซตามอล สามารถกินในเวลาใดก็ได้ ไม่ขึ้นกับมื้ออาหาร โดยทั่วไปถ้ากินพาราเซตามอลในขนาดปกติอย่างถูกต้อง ก็ไม่ค่อยทำให้เกิดอาการข้างเคียง และไม่ระคายเคืองกระเพาะอาหาร แต่ในบางคนก็มีโอกาสแพ้ยาพาราเซตามอลได้เช่นกัน ถ้ากินแล้วมีผื่นคัน หายใจลำบาก ก็อาจจะเป็นไปได้ว่าแพ้ยา ในกรณีที่แพ้ยา ให้รีบพบแพทย์โดยด่วน และถ้าใครแพ้พาราเซตามอล ต้องจำไว้ หรือจดไว้ในสมุดว่าแพ้ยาตัวนี้ แล้วต้องระวังการใช้ยาชนิดต่าง ๆ ด้วย เพราะยาสูตรผสมหลายชนิดมีส่วนประกอบของยาพาราเซตามอล
ข้อควรระวังที่สำคัญของการใช้ยาพาราเซตามอล คือการกินยาขนาดสูงสุด และกินระยะเวลานานต่อเนื่อง อาจเกิดพิษต่อตับ โดยขนาดยาสูงสุดต่อวันที่ใช้ได้คือ วันละ 4,000 มิลลิกรัม หรือ 8 เม็ดของยาขนาด 500 มิลลิกรัม และไม่ควรใช้ยาติดต่อกันเกิน 5 วัน ถ้าใครน้ำหนักตัวไม่ถึง 50 กิโลกรัม ไม่ควรใช้เกินวันละ 3,000 มิลลิกรัม หรือ 6 เม็ด เพราะการกำจัดยาพาราเซตามอลต้องพึ่งพาการทำงานของตับ และตับของเรามีความสามารถกำจัดยาตัวนี้ได้ประมาณวันละ 4 กรัมติดต่อกัน 5 วัน ถ้าเกินจากนี้จะเสี่ยงต่อภาวะตับอักเสบ
ดังเหตุดังกล่าว จึงเป็นที่มาของข้อควรระวัง จนถึงห้ามใช้ยาพาราเซตามอลในผู้ป่วยที่ตับทำงานบกพร่องรุนแรง ถ้าใครเจ็บป่วยมีอาการปวด หรือเป็นไข้ และต้องกินยาพาราเซตามอลในขนาดสูง และกินติดต่อแล้วไม่หายป่วย ก็ต้องไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง และรักษาที่ต้นเหตุ
ส่วนคนที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ ถือว่าอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่จะเกิดพิษต่อตับได้ง่ายจากการกินยาตัวนี้ และเสี่ยงมากกว่าคนที่ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ ดังนั้น ต้องระมัดระวังการใช้ยาพาราเซตามอลเป็นพิเศษ หรือปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้
ยาพาราเซตามอลมีหลากหลายยี่ห้อและรูปแบบ มีทั้งเม็ดแบบกลม และรี รูปร่างของเม็ดยามีผลต่อความยากง่ายในการกลืนยา บางคนกลืนยาเม็ดกลมไม่ค่อยได้ เพราะยาชนิด 500 มิลลิกรัมมีขนาดค่อนข้างใหญ่ บางคนอาจรู้สึกว่าเม็ดแบบรี กลืนง่ายกว่าอันนี้เป็นเรื่องของปัจเจก
ในกรณีที่ซื้อใช้ส่วนตัวหรือภายในครอบครัวขนาดเล็ก แนะนำให้ซื้อแบบแผงน่าจะสะดวกกว่า และไม่ต้องซื้อตุนไว้จำนวนมาก เพราะเราควรใช้ยาในระยะสั้น ๆ แต่กรณียาน้ำยาพาราเซตามอล มีทั้งแบบยาน้ำเชื่อมใส ๆ กับยาแขวนตะกอน ยามีความแรงหลากหลาย และหลายรสชาติ พ่อแม่ ผู้ปกครองต้องดูฉลากให้ดี ถ้ารับประทานผิดขนาดจะเป็นพิษต่อตับ ส่วนเด็กน้อยที่กินยายาก ก็ขอให้พ่อแม่ผู้ปกครองปรึกษาเภสัชกร เพื่อหารสชาติยาที่ทำให้ลูกหลานกินได้ง่ายขึ้น
ย้ำว่ายาพาราเซตามอลที่มีอยู่ทุกบ้าน ทุกคนต้องเคยใช้ แถมยังหาซื้อได้จากทุกที่ จึงต้องศึกษาให้ดีก่อนใช้ เพื่อจะได้ใช้ยาได้ปลอดภัย แต่หากคุณมีคำถามหรือปัญหาเกี่ยวกับยาตัวนี้ หรือยาอื่น ๆ โปรดสอบถามจากเภสัชกรใกล้บ้าน หรือทาง line @guruya ศูนย์ข้อมูลยาคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อให้ได้ข้อมูลประกอบการใช้ยาอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด

รศ. ภญ. ดร. ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ
คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

PRINC Group เปิดแคมเปญ ‘พาคนกลับบ้าน’ สร้างอาชีพ สร้างความสุขให้ชุมชน

PRINC Group เปิดแคมเปญ ‘พาคนกลับบ้าน’ สร้างอาชีพ สร้างความสุขให้ชุมชน

PRINC Group เปิดแคมเปญ ‘พาคนกลับบ้าน’ สร้างอาชีพ สร้างความสุขให้ชุมชน

วันจันทร์ ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจ สำหรับแคมเปญ “พาคนกลับบ้าน” หรือ “ผสานคนสู่บ้านเกิด” ภายใต้ “โครงการพริ้นซ์ผสาน” จาก PRINC Group ที่ดำเนินการมาตลอดระยะเวลา 7 ปี และถือเป็นความสำเร็จที่สามารถส่งพนักงานซึ่งหอบความฝันเดินทางออกจากบ้านเกิดไปหางานในเมืองใหญ่ กระทั่งวันที่ได้หวนกลับมาทำงานที่ภูมิลำเนามากกว่า 150 ครอบครัวแล้ว ซึ่งการได้กลับมาทำงานในถิ่นฐานบ้านเกิด ไม่เพียงแต่ทำให้ได้อยู่ใกล้ชิดกับครอบครัว แต่ยังได้ใช้ความรู้ และความสามารถ เพื่อพัฒนาและดูแลชุมชนของตัวเอง รวมถึงยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในท้องถิ่น ทำให้พวกเขารู้สึกผูกพันที่เป็นส่วนหนึ่งของชุมชนอย่างแท้จริง

นายแพทย์กฤตวิทย์ เลิศอุตสาหกูล รองประธานคณะกรรมการ และกรรมการผู้จัดการ บมจ.พริ้นซิเพิล แคปิตอล หรือ PRINC Group กล่าวว่า ย้อนกลับไปกว่าจะมาเป็นแคมเปญ “พาคนกลับบ้าน” มีจุดเริ่มต้นจากเมื่อ 7 ปีที่ผ่านมา PRINC Group เริ่มดำเนินธุรกิจโรงพยาบาลในเมืองรอง ตั้งแต่ปี 2561 เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการลดการกระจุกตัวของการบริการสุขภาพในเมืองใหญ่ และเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะบุคลากรสายสุขภาพ ได้กลับไปทำงานและพัฒนาบ้านเกิดของตัวเอง เพื่อช่วยลดช่องว่างทางเศรษฐกิจและสังคม ระหว่าง “เมืองใหญ่” กับ “เมืองรอง” และช่วยเสริมสร้างโอกาสในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่มีคุณภาพสำหรับผู้คนในเมืองรอง อีกทั้ง ยังก่อให้เกิดการกระจายการจ้างงาน และพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่โดยรอบของโรงพยาบาลตั้งอยู่อีกด้วย ซึ่งปัจจุบัน โรงพยาบาลภายใต้ PRINC Group ได้เปิดให้บริการไปแล้ว 16 แห่ง ในประเทศไทย

นายแพทย์กฤตวิทย์ เลิศอุตสาหกูล รองประธานคณะกรรมการ และกรรมการผู้จัดการ บมจ.พริ้นซิเพิล แคปิตอล

แคมเปญ “พาคนกลับบ้าน” หรือ “ผสานคนสู่บ้านเกิด” ซึ่งดำเนินมาเป็นระยะเวลากว่า 7 ปี ถือเป็นการเปิดโอกาสให้บุคลากรทางการแพทย์และพนักงานทั่วไปได้เข้าร่วมโครงการ โดยมีจุดประสงค์สำคัญคือการกลับมาทำงานที่บ้านเกิด พร้อมทั้งช่วยเติมเต็มระบบสาธารณสุขในพื้นที่เมืองรองที่ยังขาดแคลน แต่ในอีกมุมหนึ่ง ความหมายที่ลึกซึ้งกว่านั้น คือการที่ลูกหลานคนในท้องถิ่นได้กลับมา ดูแลครอบครัว และ อยู่กับคนที่ตัวเองรักอย่างใกล้ชิด เป็นความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงระหว่างการทำงานกับความผูกพันอย่างแท้จริง

นอกจากการ “พาคนกลับบ้าน” ยังมีอีกหลายกรณีที่อาจไม่ได้เริ่มจากการพาใครกลับมาโดยตรง แต่เป็นการ เปิดโอกาสให้คนในพื้นที่ได้ “อยู่บ้าน” ต่อ เพราะในหลายชุมชน เราอาจไม่ได้พาใครกลับมา แต่การขยายบริการทางการแพทย์ การเปิดโรงพยาบาล หรือแม้แต่การเพิ่มตำแหน่งงานในท้องถิ่น คือโอกาสใหม่ที่ทำให้คนที่กำลังจะจากบ้านเพราะไม่มีทางเลือกด้านอาชีพ ได้มองเห็นความเป็นไปได้อีกครั้ง และเลือกจะอยู่บ้านต่อได้อย่างมีความสุข เมื่อจิตใจได้รับการเติมเต็มด้วยความรัก ซึมซับความผูกพันในท้องถิ่น และปลูกฝังความหวงแหนในถิ่นกำเนิด สิ่งเหล่านี้จะค่อย ๆ งอกงามเป็นพลังของการแบ่งปัน ส่งต่อความผูกพัน และจุดประกายให้ใครหลายคนอยากจะดูแล “คนบ้านเดียวกัน” ด้วยหัวใจ เสมือนเป็นญาติมิตรในครอบครัวเดียวกัน

อติยา อาวัชนาการ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายความยั่งยืน บมจ.พริ้นซิเพิล แคปิตอล 

ฝ่ายทรัพยากรบุคคลของ PRINC Group เปิดเผยข้อมูลด้านการจ้างงานว่า ในปี 2568 แคมเปญดังกล่าวสามารถเติมเต็มความฝัน และพาพนักงานหวนกลับมาทำงานที่ภูมิลำเนาแล้วมากกว่า 150 ครอบครัว ทั้งนี้ มีการจ้างงานบุคลากรในพื้นที่ภูมิลำเนาไปแล้วรวมทั้งสิ้น 3,659 คน คิดเป็นสัดส่วน 45.78% ของจำนวนพนักงานทั้งหมด (อ้างอิงจากข้อมูลทะเบียนบ้าน)   โดยในปี 2567 ถือเป็นช่วงเวลาที่มีจำนวนบุคลากรเข้าร่วมงานกับ PRINC Group มากที่สุด  ข้อมูลล่าสุดยังระบุว่า โรงพยาบาลในเครือที่มีสัดส่วนพนักงานซึ่งได้กลับไปปฎิบัติงานในภูมิลำเนาสูงสุดสามอันดับแรก ได้แก่ โรงพยาบาลพิษณุเวช พิจิตร คิดเป็นร้อยละ 80.49 รองลงมาคือโรงพยาบาลวิรัชศิลป์ ชุมพร ร้อยละ 80.00 และโรงพยาบาลพริ้นซ์ ศรีสะเกษ ร้อยละ 75.38 ตามลำดับ

ด้วยความเชื่อมั่นว่า “หัวใจสำคัญของผู้ให้ เริ่มต้นที่บ้านเกิดของเรา” PRINC Group ยังคงมุ่งมั่นที่จะสานต่อแคมเปญนี้อย่างต่อเนื่องในอนาคต เพื่อร่วมแบ่งปันความสุข และขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับชุมชนในเมืองรอง พร้อมทั้งยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกภูมิภาคทั่วประเทศอย่างยั่งยืน

นางสาวอติยา อาวัชนาการ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายความยั่งยืน บมจ.พริ้นซิเพิล แคปิตอล กล่าวเสริมอีกว่า นอกจากนี้ PRINC Group ยังคงขับเคลื่อนโครงการ “ผ ส า น” ได้แก่ ผสาน “รักษ์” ผสาน “ใจ” และ ผสาน “ธรรม” โดยเฉพาะโครงการพริ้นซ์ผสาน “ผสานงานสู่ชุมชน” ที่ให้ความสำคัญกับการจัดซื้อจัดจ้างในระดับท้องถิ่น เพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตไปพร้อมกับระบบสุขภาพในพื้นที่หนึ่งในตัวอย่างของการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม คือโครงการ One Princ One Product ซึ่งเปิดโอกาสให้พนักงานในแต่ละโรงพยาบาลได้ร่วมกันสืบเสาะของดีจากชุมชนบ้านเกิด เพื่อชูอัตลักษณ์ท้องถิ่นในบริบทต่าง ๆ ให้เป็นที่รู้จักของคนทั่วไปและคนนอกพื้นที่ได้มากยิ่งขึ้น เพื่อนำมาออกแบบและพัฒนาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีอัตลักษณ์เฉพาะถิ่น พร้อมทั้งสร้างโอกาสให้สินค้าชุมชนเป็นที่รู้จักในวงกว้าง

ปัจจุบันผลิตภัณฑ์จากโครงการ One Princ One Product ถูกพัฒนาและรวบรวมจากโรงพยาบาลในเครือทั่วประเทศ โดยมีตัวอย่างเช่น ชุดของขวัญ “กรุ่น” “กล้วยๆ” และ “ชื่นชา” ที่คัดสรรสินค้าท้องถิ่นจากจังหวัดที่โรงพยาบาลภายในเครือตั้งอยู่มารวมไว้ด้วยกัน นอกจากนี้ ยังมีการจัดกิจกรรมตลาดนัดชุมชน รวมถึงการจัดซื้อผลิตภัณฑ์จากชุมชนกว่า 100 รายการ เพื่อนำมาใช้เป็นของที่ระลึกภายในโรงพยาบาลในเครือ ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นการส่งเสริมการหมุนเวียนเศรษฐกิจในระดับฐานรากอย่างยั่งยืน สะท้อนถึงการสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างการต่อยอด และสร้างคุณค่าร่วมกับชุมชนอย่างภาคภูมิใจ

ปัจจุบัน PRINC Group มีเครือข่ายโรงพยาบาลรวม 17 แห่ง ใน 14 จังหวัด ประกอบด้วย (1) โรงพยาบาล พริ้นซ์ สุวรรณภูมิ (2) โรงพยาบาลพริ้นซ์ ลำพูน (3) โรงพยาบาลศิริเวช ลำพูน (4) โรงพยาบาลพริ้นซ์ ปากน้ำโพ 1  (5) โรงพยาบาลพริ้นซ์ ปากน้ำโพ 2 (6) โรงพยาบาลพริ้นซ์ อุทัยธานี (7) โรงพยาบาลพริ้นซ์ อุบลราชธานี (8) โรงพยาบาลวิรัชศิลป์ ชุมพร (9) โรงพยาบาลพิษณุเวช พิจิตร (10) โรงพยาบาลพริ้นซ์ ศรีสะเกษ (11) โรงพยาบาลพิษณุเวช พิษณุโลก (12) โรงพยาบาลพิษณุเวช อุตรดิตถ์ (13)โรงพยาบาลรวมแพทย์ พิษณุโลก (14) โรงพยาบาล พริ้นซ์ สกลนคร (15) โรงพยาบาลพริ้นซ์ มุกดาหาร (16) โรงพยาบาลธนกาญจน์ และอยู่ระหว่างการก่อสร้างอีก 1 แห่ง ที่จังหวัดกำแพงเพชร คาดว่าจะพร้อมให้บริการ ในปี 2569

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมการเชื่อมโยงบริการสุขภาพสู่ชุมชน และส่งเสริมให้บุคลากรกลับไปพัฒนาบ้านเกิด สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://psarn.princhealth.com/ และติดตามข่าวสารรวมถึงโอกาสในการสมัครงานได้ทาง Facebook : PRINC Group

แอสตร้าเซนเนก้า และคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ลงนามความร่วมมือพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านเภสัชกรรมผ่านประสบการณ์จริง

แอสตร้าเซนเนก้า และคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ลงนามความร่วมมือพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านเภสัชกรรมผ่านประสบการณ์จริง

แอสตร้าเซนเนก้า และคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ลงนามความร่วมมือพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านเภสัชกรรมผ่านประสบการณ์จริง

วันจันทร์ ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

แอสตร้าเซนเนก้า ประเทศไทย และคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ประกาศความร่วมมืออันทรงคุณค่าโดยการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อส่งเสริมศักยภาพของนิสิตและบุคลากรในบริษัทฯ ผ่านโครงการความร่วมมือต่างๆ ที่มุ่งเน้นการพัฒนาความรู้และทักษะที่จำเป็นในการทำงาน พร้อมกับการจัดการเข้าถึงยานวัตกรรม ร่วมยกระดับความร่วมมือด้านสาธารณสุขในการส่งเสริมศักยภาพบุคลากรทางการแพทย์ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนระบบสาธารณสุขของประเทศไทย พิธีลงนามได้จัดขึ้น ณ อาคาร 80 ปี เภสัชศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีผู้บริหารจากทั้งสององค์กรร่วมเป็นสักขีพยาน

ภายใต้ความร่วมมือ ประกอบด้วยโครงการ “Early Talent Future Career Development” ซึ่งส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพของนิสิตคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผ่านการฝึกงานที่สอดคล้องกับมาตรฐานอุตสาหกรรมเพื่อมอบประสบการณ์จริงให้กับนิสิต อีกทั้ง ยังมีการจัดกิจกรรม เวิร์กช็อป และการบรรยายโดยพนักงานของแอสตร้าเซนเนก้า เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับนิสิตในการเข้าสู่โลกการทำงาน โดยเริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2568 เป็นต้นไปทั้งนี้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยยังได้ร่วมกับแอสตร้าเซนเนก้าในการพัฒนาหลักสูตรการจัดการการเข้าถึงยานวัตกรรม ภายใต้โครงการ “Professional Market Access Capability Building” ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนนี้ สร้างความรู้ ทักษะ และศักยภาพให้พนักงานแอสตร้าเซนเนก้าในการให้ความรู้เกี่ยวกับการจัดการการเข้าถึงยานวัตกรรม เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าถึงยานวัตกรรมอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งโครงการดังกล่าวจะเริ่มต้นในเดือนมิถุนายน 2568

นายโรมัน รามอส ประธานบริษัท แอสตร้าเซนเนก้า ประเทศไทย และ Frontier Markets กล่าวว่า “แอสตร้าเซนเนก้า รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับความไว้วางใจจากคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ความร่วมมือนี้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ที่เน้นการพัฒนาศักยภาพบุคลากรอย่างต่อเนื่อง ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยในประเทศไทย แอสตร้าเซนเนก้าพร้อมนำเสนอความรู้เพื่อสนับสนุนการศึกษาด้านเภสัชศาสตร์ รวมถึงส่งเสริมระบบสาธารณสุขที่เข้มแข็ง เพื่อพัฒนาและเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นสำหรับประชาชนชาวไทย”

รองศาสตราจารย์ เภสัชกร ดร.วรสิทธิ์ วงศ์สุทธิเลิศ คณบดีคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า “ความร่วมมือกับแอสตร้าเซนเนก้า ประเทศไทยในครั้งนี้ ตอกย้ำเจตนารมณ์ของคณะเภสัชศาสตร์ ในการส่งเสริมบัณฑิตที่มีความเป็นเลิศด้านวิชาชีพเภสัชกรรม พร้อมเสริมสร้างทักษะที่จำเป็นสำหรับโลกในยุคปัจจุบัน และการสร้างองค์ความรู้จากการวิจัยสู่นวัตกรรมที่ใช้ได้จริง ความร่วมมือครั้งนี้จะยกระดับศักยภาพของนิสิตและวงการเภสัชกรรมให้ตอบโจทย์ความท้าทายของอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

ความร่วมมือครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของทั้งสององค์กรในการพัฒนาบุคลากรและขยายขอบเขตความรู้ในวงการเภสัชกรรม อีกทั้งยังเน้นย้ำความเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทยในการพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์และระบบสาธารณสุขให้ก้าวไกลในอนาคตผ่านการให้องค์ความรู้  เพื่อการพัฒนาสังคม และยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

มูลนิธิอาสารักษาดินแดนฯ ทำบุญครบรอบ 49 ปี รำลึกถึงผู้มีอุปการคุณและผู้ก่อตั้ง

มูลนิธิอาสารักษาดินแดนฯ ทำบุญครบรอบ 49 ปี รำลึกถึงผู้มีอุปการคุณและผู้ก่อตั้ง

มูลนิธิอาสารักษาดินแดนฯ ทำบุญครบรอบ 49 ปี รำลึกถึงผู้มีอุปการคุณและผู้ก่อตั้ง

วันจันทร์ ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มูลนิธิอาสารักษาดินแดน ในพระบรมราชินูปถัมภ์ จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์เนื่องในวันครบรอบ 49 ปี การก่อตั้ง มูลนิธิอาสารักษาดินแดนฯ เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงผู้มีคุณูปการต่อมูลนิธิฯ นายกองใหญ่ ดร.วิญญู อังคณารักษ์ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย และนายกองโท คุณหญิง สุภางค์ อังคณารักษ์ ผู้ก่อตั้งและอดีตประธานกรรมการมูลนิธิฯ ในการนี้ นายกองเอก บุญชนะ เจริญผล ที่ปรึกษากรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และกรรมการมูลนิธิอาสารักษาดินแดนฯ เป็นประธานในพิธี จัดขึ้นเมื่อ วันที่ 25 มิถุนายน 2568 เวลา 10.00น. ณ ห้องบอลรูม โรงแรม บลิสตัน สุวรรณปาร์ค วิว ซอยต้นสน เขตปทุมวัน

คณะสงฆ์ประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์เนื่องในโอกาส ครบรอบ 49 ปี มูลนิธิอาสารักษาดินแดนฯ

นายกองเอก บุญชนะ เจริญผล ประธานในพิธี

คณะกรรมการมูลนิธิฯ ร่วมถวายภัตตาหารเพลและเครื่องไทยทาน

ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีสงฆ์ นายกองโท สุภกิต เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด และกรรมการมูลนิธิอาสารักษาดินแดนฯได้มอบหมายให้ นายกองโท สยาม สุขสมใจ เป็นตัวแทนมอบเงินจำนวน 300,000บาท จากมูลนิธิเครือเจริญโภคภัณฑ์เพื่อสมทบทุนกองทุนการศึกษา(พิเศษ) มูลนิธิอาสารักษาดินแดนฯ เพื่อสนับสนุนการศึกษาให้แก่บุตรของสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนที่บิดามารดา เสียชีวิตหรือพิการจากการปฏิบัติหน้าที่ โดยมีคณะกรรมการมูลนิธิอาสารักษาดินแดนฯร่วมรับมอบ พร้อมกันนี้คณะกรรมการมูลนิธิอาสารักษาดินแดนฯ ได้ร่วมกันมอบเงินคงเหลือที่คณะกรรมการมูลนิธิฯ และผู้มีจิตศรัทธาร่วมกันสนับสนุนหลังหักค่าใช้จ่ายในการจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์เนื่องในโอกาสวันครบรอบ 49 ปี มูลนิธิฯ จำนวน 63,085 บาท เพื่อสมทบทุนกองทุนการศึกษา(พิเศษ) มูลนิธิอาสารักษาดินแดนฯ

นายกองใหญ่ ดร.วิญญู อังคณารักษ์ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย และนายกองโท คุณหญิง สุภางค์ อังคณารักษ์ ผู้ก่อตั้งและอดีตประธานกรรมการมูลนิธิฯ

คณะกรรมการมูลนิธิฯ นายหมวดเอก พนม เหล็กเพชร, นายหมวดตรี รชาดา พงศ์พีรเดช, นายกองตรี จักริน วรสารพิทักษ์ , นายกองโท ระพินทร์ ชลพินทุ , นายกองตรี ฐิติกา ตั้งทวีวัฒนกุล, นายหมวดเอก สุวรรณี ประเทืองสิทธิ์ , นายกองเอก บุญชนะ เจริญผล , นายหมวดโท ไอยเรศ จักรภพโยธิน , นายกองตรี กิดากร อังคณารักษ์ บุตรผู้ก่อตั้งมูลนิธิฯ , นายกองโท พิมล บูรณะชน, นายหมวดโท สุธาสินี  ชลพินทุ, นายหมวดตรี ประวัติ รัตนวิภาพงศ์, นายหมวดเอก ศุภกร ทิมจรัส

มูลนิธิอาสารักษาดินแดน ในพระบรมราชินูปถัมภ์ จัดตั้งเป็นมูลนิธิขึ้นด้วยความริเริ่มของ นายกองโท คุณหญิง สุภางค์ อังคณารักษ์ เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2519 ใช้ชื่อว่า มูลนิธิอาสารักษาดินแดน กรมการปกครอง ด้วยทุนจดทะเบียนครั้งแรกจำนวน 100,000บาท ต่อมา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับมูลนิธิอาสารักษาดินแดน กรมการปกครอง ไว้ในพระบรมราชินูปถัมภ์ และได้เปลี่ยนชื่อเป็น “มูลนิธิอาสารักษาดินแดน ในพระบรมราชินูปถัมภ์” ตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2522 เป็นองค์กรหรือสถานสาธารณกุศลลำดับที่ 110 ของประกาศกระทรวงการคลัง

นายกองโท สุภกิต เจียรวนนท์ ปธ.กก.เครือเจริญโภคภัณฑ์ และ กก.มูลนิธิฯ มอบหมายให้ นายกองโท สยาม สุขสมใจ เป็นตัวแทนมอบเงิน จากมูลนิธิเครือเจริญโภคภัณฑ์เพื่อสมทบทุนกองทุนการศึกษา(พิเศษ) มูลนิธิอาสารักษาดินแดนฯ

คณะกรรมการมูลนิธิฯ มอบเงินสมทบทุนกองทุนการศึกษา(พิเศษ) ของมูลนิธิฯ โดยมี นายกองตรี จักริน วรสารพิทักษ์ ผอ.ส่วนกำลังพล สำนักอำนวยการกองอาสารักษาดินแดน เป็นผู้รับมอบ

มูลนิธิอาสารักษาดินแดนฯ จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหารายได้สนับสนุนการดำเนินงานของมูลนิธิอาสารักษาดินแดนฯ ในการสงเคราะห์ช่วยเหลือสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนที่เสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ สงเคราะห์ช่วยเหลือสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการก่อความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้หรือภัยพิบัติต่างๆ การมอบทุนการศึกษาให้แก่บุตรสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน รวมทั้งการจัดหาสิ่งของอุปโภคบริโภคที่จำเป็นแก่การครองชีพเพื่อมอบเป็นขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ให้สมาชิกกองอาสารักษาดินแดนและครอบครัว โดยในแต่ละปีมูลนิธิอาสารักษาดินแดนฯได้ดำเนินการให้ความช่วยเหลืออันเป็นสาธารณะประโยชน์ ปีละประมาณ 2-3 ล้านบาท รายได้ส่วนใหญ่มาจากการบริจาคจากกรรมการภาคเอกชน องค์กร ประชาชนทั่วไป และการจัดกิจกรรมจัดหารายได้อื่น ๆ เช่น กอล์ฟการกุศลชิงถ้วยพระราชทาน การจัดดินเนอร์การกุศล เป็นต้น

นายกองเอก บุญชนะ เจริญผล , นายกองโท สยาม สุขสมใจ และ วีรวุฒิ จุมพลคุณวุฒิ ปธ.กก.ผจก. บจก. ต๊ะ ล้านนา ร่วมพิธี

นายหมวดเอก สุวรรณี ประเทืองสิทธิ์ , นายกองเอก บุญชนะ เจริญผล และ นายหมวดโท ไอยเรศ จักรภพโยธิน

คณะกรรมการ – เจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ, ผู้มีอุปการคุณ และ ข้าราชการจากกรมการปกครอง ถ่ายภาพที่ระลึกร่วมกัน

ท่านผู้มีจิตศรัทธาสามารถบริจาคเงินเพื่อสนับสนุนกิจการมูลนิธิฯ ได้ที่ ธนาคารทหารไทยธนชาต สาขาสนามเป้า ชื่อบัญชี มูลนิธิอาสารักษาดินแดน ในพระบรมราชินูปถัมภ์ เลขที่บัญชี 928-2-02129-5 โดยทุกการบริจาคผ่านมูลนิธิฯ สามารถนำใบเสร็จไปใช้ลดหย่อนภาษีฯ ได้ตามกฎหมาย สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 02-2781008 ต่อ 401 

โรงงานในเครือ บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ ร่วมเป็นส่วนหนึ่ง จัดกิจกรรม ‘รักษ์โลก รักษ์สิ่งแวดล้อม เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน’

โรงงานในเครือ บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ ร่วมเป็นส่วนหนึ่ง จัดกิจกรรม ‘รักษ์โลก รักษ์สิ่งแวดล้อม เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน’

โรงงานในเครือ บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ ร่วมเป็นส่วนหนึ่ง จัดกิจกรรม ‘รักษ์โลก รักษ์สิ่งแวดล้อม เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน’

วันจันทร์ ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 3 มิถุนายน 2568 สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ประกอบกับวันที่ 5 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมาเป็นวันสิ่งแวดล้อมโลก (World Environment Day) ในนามกลุ่มโรงงานในเครือ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) โดย บริษัท คอสมอส บริวเวอรี่ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งตั้งอยู่ที่ ต.ลำไทร อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ได้ตระหนักถึงปัญหาและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ถือเป็นโอกาสอันดีในการกระตุ้นให้ชุมชนตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในปัจจุบันแหล่งน้ำธรรมชาติในหลายพื้นที่ประสบปัญหาคุณภาพน้ำมีมลพิษและขยะที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและสิ่งมีชีวิตในน้ำ

เตรียมโยนลูก EM Ball ฟื้นฟูระบบนิเวศทางน้ำให้กลับมาสมดุล

โครงการ “รักษ์โลก รักษ์สิ่งแวดล้อม เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน” จัดขึ้นเพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการฟื้นฟูอนุรักษ์ธรรมชาติ ในงานได้รับเกียรติจากสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด,สำนักงานประมงจังหวัด /องค์การบริหารส่วนตำบลลำไทร ,โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษารังสิตเหนือ สำนักงานชลประทานที่ 11,กองการศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม อบต.ลำไทร/,โรงเรียนวัดกุฎีประสิทธิ์ และผู้นำชุมชนรอบบริเวณโรงงานฯ กิจกรรมหลัก คือ การปล่อยพันธุ์ปลาตะเพียนขาวจำนวน 50,000 ตัว เพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติ ทั้งนี้ทางสำนักงานประมงจังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้สนับสนุนพันธ์ปลาดังกล่าว รวมถึงทางโรงงานฯ ได้จัดเตรียมลูก EM Ball และน้ำ EM เพื่อบำบัดคุณภาพน้ำ โดยใช้จุลินทรีย์ธรรมชาติช่วยย่อยสลายของเสียในน้ำเพื่อลดกลิ่น ฟื้นฟูระบบนิเวศทางน้ำให้กลับมาสมดุล พร้อมมอบน้ำ EM ให้ครัวเรือนได้นำกลับไปใช้ในบ้าน โครงการดังกล่าวไม่เพียงแต่ช่วยฟื้นฟูธรรมชาติ แต่ยังเป็นการปลูกฝังจิตสำนึกให้เยาวชนและชุมชนเห็นความสำคัญของสิ่งแวดล้อม ตลอดจนร่วมกันสร้างสรรค์ชุมชนให้น่าอยู่และเป็นมิตรต่อธรรมชาติ  ปีนี้โรงงานได้เห็นคุณค่าและตระหนักถึงประโยชน์ของความรู้เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ในด้านการศึกษาจึงได้จัดบุคลากรของโรงงานที่มีความเชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์มาสอนการใช้คอมพิวเตอร์ให้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่5 และ 6 โรงเรียนวัดกุฎีประสิทธิ์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมีวัตถุประ สงค์เพื่อเพิ่มศักยภาพในการเรียนรู้พัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) หลักสูตร CANVA ให้น้องๆในพื้นที่ห่างไกลได้เท่าทันกับโลกยุคดิจิทัลและมีโอกาสในการพัฒนาตนเองอย่างมีประสิทธิภาพในอนาคต

ร่วม ปล่อยปลา 50,000 ตัว

ภาคเอกชนผู้จัดกิจกรรม นำทีมโดย กิตติพงศ์  ศรีชุม ผู้จัดการผลิต บริษัท คอสมอส  บริวเวอรี่ (ประเทศไทย) จำกัด (ธุรกิจในเครือไทยเบฟ) กล่าวว่า “ กลุ่มธุรกิจในเครือไทยเบฟ ได้มีความตระหนักเป็นอย่างยิ่งในเรื่องของปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันมีแนวโน้มที่มีความเสื่อมโทรมมาก บริษัทจึงได้ใช้โอกาสในการที่จะเข้ามีส่วนร่วมในการปรับปรุงและร่วมงานกับชุมชนในการส่งเสริมการมีส่วนร่วม กลุ่มโรงงานในเครือฯ มุ่งมั่นสร้างธุรกิจให้เจริญเติบโตควบคู่ไปกับการมีส่วนร่วมในการพัฒนาสั่งคม โดยยึดหลักในด้าน ESG คือ มีการส่งเสริมด้านสิ่งแวดล้อม สังคม แล้วก็ความโปร่งใสในเรื่องของ Good Governance ต่างๆ ซึ่งแนวทางการดำเนินงานเป็นกลยุทธ์ที่สอดคล้องกับทางด้าน DJSI ซึ่งเป็นเป้าหมาย 17 ข้อที่บริษัทได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องตลอดมา”

โรงงานให้ความรู้กับนักเรียน ด้าน EM BALL

ด้าน สมชาย เถื่อนสุวรรณ์  ผู้อำนวยการระดับสูง อุตสาหกรรมจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้ชื่นชมกิจกรรมว่า“กิจกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งของการร่วมรณรงค์เรื่องของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก กิจกรรมของเรื่องการปล่อยปลา แล้วก็โยน EM Ball เพื่อเป็นประโยชน์ในเรื่องของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางน้ำ บำบัดน้ำด้วย EM ball ซึ่งเป็นจุลินทรีย์บำบัด เป็นการบำบัดธรรมชาติ เป็นกิจกรรมให้เยาวชนคนรุ่นหลังหันมามองเรื่องสิ่งแวดล้อม ว่าทุกวันนี้เรื่องของสิ่งแวดล้อม การใช้ชีวิตประจำวันของพวกเราก็มีส่วนที่ไปทำลายสิ่งแวดล้อม เช่น กิจกรรมในครัวเรือนที่มีการปล่อยน้ำใช้ ก็ระบายสู่แอ่งน้ำ แม้กระทั่งกิจกรรมภาคอุตสาหกรรม กิจกรรมการผลิตก็ปล่อยน้ำลงสู่แหล่งน้ำเช่น เดียวกัน แม้กระทั่งภาคเกษตรเองก็มีการใช้สารเคมีต่างๆ ถ้าไม่มีกิจกรรมวันนี้ขึ้นมา ธรรมชาติเหล่านี้ก็จะถูกทำลายไปเรื่อยๆ สังคมเราในอนาคต ลูกหลานเราก็จะมีสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดี กิจกรรมวันนี้จะเป็นเครื่องยืนยันว่าแหล่งน้ำที่เราใช้ เรากินอยู่ทุกวันนี้เป็นแหล่งน้ำที่มีคุณภาพ สัตว์น้ำต่างๆ สามารถอยู่ได้ เป็นแหล่งอาหารของพวกเราเองในอนาคตได้อย่างยั่งยืน ”

สอนน้องใช้คอมพิวเตอร์โดยพี่สาวในโรงงาน

จุฑามณี เมยมงคล ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดกุฎีประสิทธิ์ กล่าวว่า ในยุคที่การเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว การศึกษาเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมกลายเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่อาจมองข้ามได้ การสร้างความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อมจำเป็นต้องเริ่มต้นจากโรงเรียนผ่านการเรียนรู้ และการแก้ปัญหาในระดับท้องถิ่น กิจกรรมรักษ์โลก รักษ์สิ่งแวดล้อม เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน นับว่าเป็นประโยชน์ต่อนักเรียนอย่างมาก รวมถึงกิจกรรมสอนน้องใช้คอมพิวเตอร์ ซึ่งได้ดำเนินมาเป็นปีที่ 6 แล้ว การส่งเสริมทักษะด้าน ICT  ที่มีค่ามากต่อนักเรียน เช่น การทำงานเป็นกลุ่มกับเพื่อนๆทำให้เกิดการปรับตัว การแก้ปัญหาในการตัดต่อวิดีโอ การสร้างเกมที่ง่ายๆ ก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ เด็กมีการเจริญเติบโตที่ดี สามารถนำความรู้ที่ได้ไปต่อยอดและสร้างความภาคภูมิใจในผลงานของตนเอง”      

ผู้เข้าร่วมกิจกรรมภายในงาน

กลุ่มโรงงานในเครือ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) มีความมุ่งมั่นที่จะดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนและสร้างคุณค่าร่วมกับชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง พร้อมพัฒนาและปรับปรุงโครงการต่างๆ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนที่ตั้งไว้

ไอเรื้อรัง เหนื่อยง่าย อาจไม่ใช่แค่หวัด รู้ทันมะเร็งปอด ด้วยเทคโนโลยี EBUS

ไอเรื้อรัง เหนื่อยง่าย อาจไม่ใช่แค่หวัด  รู้ทันมะเร็งปอด ด้วยเทคโนโลยี EBUS

ไอเรื้อรัง เหนื่อยง่าย อาจไม่ใช่แค่หวัด รู้ทันมะเร็งปอด ด้วยเทคโนโลยี EBUS

วันจันทร์ ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

อาการไอเรื้อรัง หายใจติดขัด หรือเหนื่อยง่าย อาจดูเหมือนเรื่องเล็กน้อยที่หลายคนมองข้าม คิดว่าเป็นแค่หวัดหรือภูมิแพ้ทั่วไป แต่ในความเป็นจริง นี่อาจเป็นสัญญาณเตือนของมะเร็งปอด โรคร้ายที่คร่าชีวิตผู้คนมากเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก

นายแพทย์อภิรักษ์ จันทร์เพ็ง อายุรแพทย์ระบบทางเดินหายใจและภาวะวิกฤตโรคระบบหายใจ โรงพยาบาลเวชธานี กล่าวว่า มะเร็งปอด คือหนึ่งในมะเร็งที่พบมากที่สุด และเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของโลก เนื่องจากโรคนี้มักไม่แสดงอาการในระยะแรก ผู้ป่วยจำนวนมากจึงได้รับการวินิจฉัยเมื่อโรคลุกลามแล้ว ทำให้โอกาสในการรักษาหายขาดลดลง

นายแพทย์อภิรักษ์ จันทร์เพ็ง อายุรแพทย์ระบบทางเดินหายใจและภาวะวิกฤตโรคระบบหายใจ โรงพยาบาลเวชธานี

อาการของมะเร็งปอด ได้แก่ ไอเรื้อรังหรือมีเสมหะปนเลือด  หายใจลำบาก เจ็บหน้าอก  น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ  เสียงแหบหรือเหนื่อยง่ายกว่าปกติ ซึ่งหากมีอาการเหล่านี้ต่อเนื่องกันหลายสัปดาห์ ควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยโดยเร็ว

การตรวจวินิจฉัยตั้งแต่เนิ่น ฃๆ เป็นหัวใจสำคัญในการรักษาโรคมะเร็งปอดให้ได้ผลดีที่สุด ดังนั้นแนะนำทุกคนควรเข้ารับการตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปีหรือเข้ารับการตรวจคัดกรองด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ชนิดปริมาณรังสีน้อย (Low Dose CT Scan) หากตรวจพบก้อนหรือจุดในปอด แพทย์จะพิจารณาตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติมด้วย เทคโนโลยี EBUS-TBNA (Endobronchial Ultrasound-Guided Transbronchial Needle Aspiration) โดยใช้เทคนิคส่องกล้องหลอดลมร่วมกับอัลตราซาวนด์ ที่ช่วยให้แพทย์เก็บชิ้นเนื้อจากก้อนหรือต่อมน้ำเหลืองภายในทรวงอกได้อย่างแม่นยำ โดยไม่ต้องผ่าตัด  หากพบเร็วและรีบเข้ารับการรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ มีโอกาสหายขาดสูง แต่หากปล่อยให้ ก้อน หรือ จุด ในปอดโตขึ้น มะเร็งจะลุกลาม ยากต่อการรักษา และเป็นอันตรายถึงชีวิต

ข้อดีของ EBUS คือ ตรวจเจาะชิ้นเนื้อจากต่อมน้ำเหลืองหรือก้อนเนื้อข้างหลอดลมโดยไม่ต้องผ่าตัด ลดความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อน ใช้กล้องอัลตร้าซาวด์นำทางแม่นยำ ลดความเสี่ยง ฟื้นตัวเร็ว ตรวจได้ทั้งมะเร็งปอด วัณโรค หรือเนื้องอกในระบบทางเดินหายใจ สามารถดูความผิดปกติของปอด และหลอดลม ทราบผลชิ้นเนื้อภายใน 2 วัน

กลุ่มที่ควรตรวจด้วย EBUS มีดังนี้  ผู้ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น สูบบุหรี่ หรือสัมผัสมลพิษเรื้อรัง ผู้ที่มีอาการผิดปกติเรื้อรังเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ ผู้ที่ตรวจพบก้อนผิดปกติจาก X-ray หรือ CT Scan ผู้ที่มีประวัติมะเร็งปอดในครอบครัว

อย่างไรก็ตาม การตรวจด้วยวิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีก้อนในทรวงอก หรือมีความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งปอด เพราะเป็นทางเลือกที่ปลอดภัย แม่นยำ และฟื้นตัวได้ไว ดังนั้นหากสังเกตอาการตัวเองหรือคนรอบข้างว่า มีอาการผิดปกติ หรือมีก้อนในทรวงอก ให้รีบมาพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยกับแพทย์และการวางแผนการรักษาอย่างเหมาะสม

มหาเศรษฐีนักธุรกิจชาวเวียดนาม ‘ดร. เหวียน ถิ เฟือง เถา’ ร่วมผลักดัน AI บนเวที UNESCO ย้ำ AI สร้างโอกาส-ลดความเหลื่อมล้ำ

มหาเศรษฐีนักธุรกิจชาวเวียดนาม ‘ดร. เหวียน ถิ เฟือง เถา’ ร่วมผลักดัน AI บนเวที UNESCO ย้ำ AI สร้างโอกาส-ลดความเหลื่อมล้ำ

มหาเศรษฐีนักธุรกิจชาวเวียดนาม ‘ดร. เหวียน ถิ เฟือง เถา’ ร่วมผลักดัน AI บนเวที UNESCO ย้ำ AI สร้างโอกาส-ลดความเหลื่อมล้ำ

วันจันทร์ ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

การประชุมระดับโลกว่าด้วยจริยธรรมของปัญญาประดิษฐ์ (Global Forum on the Ethics of Artificial Intelligence – AI) ครั้งที่ 3 ซึ่งจัดโดยองค์การยูเนสโก (UNESCO) ได้เปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 24 – 27 มิถุนายน 2568 ณ กรุงเทพมหานคร โดยมีผู้นำระดับโลก นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญกว่า 800 คน จาก 194 ประเทศสมาชิกเข้าร่วมอย่างคับคั่ง

ในระหว่างการกล่าวเปิดงาน นางออเดรย์ อาซูเลย์ (H.E. Ms. Audrey Azoulay) ผู้อำนวยการใหญ่องค์การยูเนสโก ได้เน้นย้ำถึงอิทธิพลของปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ที่กำลังพลิกโฉมวิถีชีวิตของมนุษย์ในหลากหลายมิติ ทั้งด้านการทำงาน การศึกษา การสื่อสาร และการปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ โดยระบุว่า นี่คือ “จุดเปลี่ยนสำคัญในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ” ซึ่งจำเป็นต้องหารือร่วมกันเพื่อพัฒนากรอบจริยธรรมที่ตั้งอยู่บนคุณค่าร่วมกันของความเป็นมนุษย์ พร้อมยืนยันความมุ่งมั่นของยูเนสโกในการส่งเสริมความร่วมมือระดับโลก โดยคาดหวังว่าการประชุมครั้งนี้จะเป็นหมุดหมายสำคัญในการกำหนดมาตรฐานจริยธรรมสำหรับ AI อย่างครอบคลุม เท่าเทียม และเป็นประโยชน์ต่อทุกคนในสังคม

ออเดรย์ อาซูเลย์ (H.E. Ms. Audrey Azoulay) ผู้อำนวยการใหญ่องค์การยูเนสโก

นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เข้าร่วมกล่าวเปิดการประชุมในครั้งนี้ โดยแสดงจุดยืนของประเทศไทยในการขับเคลื่อนอนาคตของ AI บนพื้นฐานของจริยธรรมและความครอบคลุม พร้อมชี้แนะให้ผู้นำทั่วโลกร่วมกันผลักดันให้ AI เป็นพลังขับเคลื่อนที่สร้างประโยชน์อย่างยั่งยืนและเท่าเทียมแก่ทุกคน

แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี

ในฐานะตัวแทนจากประเทศเวียดนาม ดร.เหวียน ถิ เฟือง เถา ประธานกลุ่ม Sovico และสายการบินเวียตเจ็ท ได้เข้าร่วมการเสวนาระดับสูงว่าด้วยบทบาทของเทคโนโลยี นโยบาย และนวัตกรรม ในการขับเคลื่อนประโยชน์สาธารณะในยุคของปัญญาประดิษฐ์

 ดร.เหวียน ถิ เฟือง เถา ประธานกลุ่ม Sovico และสายการบินเวียตเจ็ท

“ดิฉันมาในวันนี้ ไม่เพียงในฐานะนักธุรกิจหญิงผู้นำสายการบินระดับโลกและธนาคารดิจิทัล หรือในฐานะผู้เชี่ยวชาญที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกด้านระบบอัตโนมัติ แต่ดิฉันมาในฐานะแม่คนหนึ่ง ผู้ซึ่งเชื่อมั่นว่าเทคโนโลยีควรได้รับการออกแบบเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของมนุษยชาติ และเพื่อสร้างโลกที่เท่าเทียมและครอบคลุมมากยิ่งขึ้นสำหรับทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนรุ่นต่อไป ขณะนี้ เรากำลังดำรงชีวิตอยู่ในยุคของปัญญาประดิษฐ์ ยุคที่ AI เข้ามามีบทบาทในทุกการตัดสินใจ ทุกความฝัน และทุกเส้นทางในชีวิตที่เราเลือกเดิน” ดร.เหวียน ถิ เฟือง เถา กล่าวเปิดการอภิปรายของเธอในการประชุมครั้งนี้

ดร.เถา ได้ถ่ายทอดประสบการณ์ที่เธอมีโอกาสได้เห็นผู้โดยสารนับล้านคนของสายการบินเวียตเจ็ทได้เดินทางด้วยเครื่องบินเป็นครั้งแรก สู่จุดหมายปลายทางใหม่ๆ ซึ่งเปิดโอกาสด้านการศึกษา การเข้าถึงบริการด้านสุขภาพ และการจ้างงานที่ดีขึ้น เธอยังกล่าวถึงแพลตฟอร์มธนาคารดิจิทัล ‘Vikki’ ซึ่งช่วยให้ผู้หญิงในชนบท และนักเรียนจากพื้นที่ห่างไกลสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินที่เปลี่ยนชีวิตพวกเขาไปในทางที่ดีขึ้น พร้อมเน้นย้ำว่า ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ควรเป็นเครื่องมือที่ส่งเสริมความเท่าเทียมในการเข้าถึงโอกาสด้านการศึกษา การเงิน และสุขภาพ โดยมีสวัสดิภาพของสังคมและประโยชน์ส่วนรวมของมนุษยชาติเป็นรากฐานสำคัญของทุกการอภิปราย นโยบาย และนวัตกรรมด้านปัญญาประดิษฐ์

 “เราต้องเริ่มต้นจาก ‘มนุษย์’ โดยยึดมั่นในหลักความเสมอภาคที่หยั่งรากจากศักดิ์ศรีและสิทธิพื้นฐานในการมีความสุขของแต่ละบุคคล ไม่ว่าจะมีภูมิหลัง รายได้ เพศ หรือระดับการศึกษาอย่างไรก็ตามในโลกของ AI ดิฉันเชื่อว่าไม่มีเส้นแบ่งระหว่างดิฉัน ในฐานะผู้ประสบความสำเร็จและเป็นมหาเศรษฐีนักธุรกิจ กับคนขับรถตุ๊กตุ๊กหรือพลเมืองธรรมดาบนท้องถนน ดังนั้น บนเวทีอันทรงเกียรติของยูเนสโกแห่งนี้ ดิฉันหวังว่าเราจะก้าวข้ามการมอง AI ว่าเป็นเพียงเครื่องมือ แต่ให้มองว่า AI คือ ‘คำมั่นสัญญา’ ว่าปัญญาประดิษฐ์จะต้องยืนหยัดเคียงข้างหัวใจของความเป็นมนุษย์ ยึดมั่นในคุณค่าหลักอย่างความเมตตา ความซื่อสัตย์ และแรงบันดาลใจในการร่วมกันสร้างโลกที่เสมอภาค ครอบคลุม และดียิ่งขึ้นสำหรับทุกคน”

ดร.เถา ได้เสนอให้ทุกภาคส่วนร่วมมือกันกำหนดวิสัยทัศน์ระดับโลกสำหรับปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI บนพื้นฐานของจริยธรรมอันมั่นคง โดยมีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง ขับเคลื่อนด้วยหลักความเท่าเทียม และตั้งอยู่บนความไว้วางใจ พร้อมทั้งแสดงความพร้อมในการสนับสนุนทั้งด้านเงินทุนและการดำเนินงานเพื่อผลักดันโครงการระดับโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสนับสนุน “กองทุนข้อมูลที่เป็นธรรม” (Fair Data Fund) ซึ่งมุ่งส่งเสริมการเข้าถึงและการใช้ประโยชน์จากข้อมูลอย่างโปร่งใส ปราศจากอคติ และรองรับความหลากหลายทางภาษา เพื่อยกระดับการพัฒนา AI ให้สามารถสร้างประโยชน์แก่ชุมชนได้อย่างแท้จริง โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ขาดโอกาสในการเข้าถึงข้อมูล รวมถึงประชาชนในประเทศกำลังพัฒนา

“ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น หลักการด้านปัญญาประดิษฐ์ต้องให้ความสำคัญกับชุมชนเปราะบางเป็นลำดับแรก เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีใครถูกทอดทิ้ง ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลทางเพศ สถานะ หรือภูมิศาสตร์ ดิฉันขอใช้เวทีแห่งนี้เปิดพื้นที่เชิงนโยบายให้กับสตรี เด็กหญิง และกลุ่มชายขอบ ไม่ใช่ในฐานะผู้รับผลประโยชน์เพียงอย่างเดียว แต่ในฐานะผู้ร่วมออกแบบอนาคตแห่งยุคดิจิทัลของเราทุกคน” ดร.เถากล่าว พร้อมเน้นย้ำว่า ทั้งตัวเธอเองและองค์กรในเครือ ไม่ว่าจะเป็นสายการบินเวียตเจ็ท HDBank หรือ Vikki Bank ยังคงยึดมั่นในพันธกิจที่จะร่วมกันสร้างโลกที่เทคโนโลยีไม่ได้มีเพียงความชาญฉลาด หากแต่ต้องเปี่ยมด้วยเมตตา โลกที่ปัญญาประดิษฐ์ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยอัลกอริทึมเพียงลำพัง แต่ขับเคลื่อนด้วยคุณค่าพื้นฐานแห่งความเป็นมนุษย์

ในฐานะพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ของยูเนสโกและสหประชาชาติ ดร.เหวียน ถิ เฟือง เถา และกลุ่มธุรกิจในเครือได้ให้การสนับสนุนโครงการเพื่อชุมชนและความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านวัฒนธรรม การศึกษา วิทยาศาสตร์ รวมถึงการส่งเสริมสิทธิและโอกาสของสตรีและเด็ก การอภิปรายของเธอในวันนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างลึกซึ้งของผู้นำธุรกิจที่ผสานหลักจริยธรรมกับการลงมือปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ในยุคที่เทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

คุณแหน : 30 มิถุนายน 2568

คุณแหน : 30 มิถุนายน 2568

คุณแหน : 30 มิถุนายน 2568

วันจันทร์ ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 02.00 น.

ll สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงเปิดโครงการเสวนาวิชาการพระธรรมทูตต่างประเทศคณะธรรมยุต เพื่อพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมในโลกยุคดิจิทัลและพหุวัฒนธรรม ณ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม โดยมีพระเถรานุเถระ พระธรรมทูต อโรชา นันทมนตรี ผวจ.นครปฐม เฝ้าถวายสักการะ..

ll ยามนี้ ชาญศิลป์ ตรีนุชกร  สบายใจขึ้นมาก หลังจากที่เข้าไปช่วยฟื้นฟูการบินไทย  มา 5 ปี เศษ  ตั้งแต่ มิ.ย. 2563 – 16 มิ.ย. 68 เป็นทั้ง รักษาการ CEO ( DD ) , ผู้ทำแผน และ ผู้บริหารแผน จนทำให้การบินไทยพ้นจุดต่ำสุด บินได้ดีแล้ว  และออกจากแผนฟื้นฟูแล้ว เมื่อ 16 มิ.ย. 68 ..ก็ยังได้รับความไว้วางใจจากผู้ถือหุ้น  ให้เป็นกรรมการ TG ต่อไป..

ll วสันต์ ชิงชนะ รอง ผวจ.สุรินทร์ เป็นประธานเปิดกิจกรรม ปั่น 2 ปราสาท สัมผัสทุเรียนเมืองช้าง@พนมดงรัก 2025 เป็นกิจกรรมปั่นจักรยาน ระยะทาง 80 กม. เส้นทางไปชม ปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาควาย และสวนทุเรียนใน อ.พนมดงรัก เพื่อส่งเสริมและพัฒนาการออกกำลังกายและกีฬาเพื่อมวลชน ให้เป็นวิถีชีวิตจังหวัดสุรินทร์..

ll เพื่อนๆชาว Digital CEO#8 ยินดีกับ สุเมธ ตั้งประเสริฐ ที่ได้เป็น ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย..

ll ยามนี้ เกรียงไกร ไชยศิริวงศ์สุข ผอ.การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) เดินหน้าพัฒนาองค์กรควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม มุ่งสู่การเป็น “Low Carbon Port” ตามนโยบาย 2D “Decarbonization” และ “Digital Transformation” มุ่งใช้เทคโนโลยีสะอาด เพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ ยกระดับ กทท. ให้เป็นท่าเรือ สีเขียวชั้นนำอย่างสมบูรณ์..

ll “รฟม. สร้างงาน สร้างอาชีพ” พบกับกูรูทักษะอาชีพ  เชฟ  บาริสต้า และ TikToker   ผู้มากประสบการณ์ ที่จะพาทุกคนเติมทักษะอาชีพแบบไม่กั๊ก เปิดรับสมัครฟรี  สำหรับลูกค้าที่ใช้บริการ MRT และอาคารจอดแล้วจร ของ รฟม. เท่านั้น!! รับสมัครจำนวนจำกัด สมัครด่วนที่ลิงก์นี้เลย! https://forms.gle/pGAstwYjFn73j8iV9   19 – 20 ก.ค. ณ ศูนย์การเรียนรู้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (MRTA Learning Center)..

ll สมาคมศิษย์เก่ากรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย (BCC) ได้จัดประชุมให้คำแนะนำการสมัครเข้าเรียน ป. 1 ของ รร. กรุงเทพคริสเตียน สำหรับบุตร/หลานของสมาชิกสมาคมศิษย์เก่าฯ โดยมี สุเมธ สุรบถโสภณ นายกสมาคม, เฉลิมพล โชตินุชิต และกรรมการสมาคมฯ เข้าร่วมด้วย..

ll เซนต์คาเบรียลรุ่น (SG42) หรือ รุ่นเข้า ป.1 ปี 2504  อาทิ  องคมนตรี อำพล กิตติอำพล,สุวัจน์ ลิปตพัลลภ,  ดร.ประวิช รัตนเพียร,  ทูตฯ สุรพิทธิ์ กีรติบุตร, พลเอกอักษรา เกิดผล, พลเอก อุดมเดช สีตบุตร อดีต ผบ.ทบ ,อิทธิ ลัทธิยากร รมช. เกษตรฯ, นนทิกร กาญจนจิตรา  จัดงาน reunion ฉลองโอกาสอายุครบ 70 ปี เสาร์ที่ 5 ก.ค. 11.00 น ที่สมาคมธรรมศาสตร์ฯ ซอยงามดูพลี ..

คุณแหน

นิสิต มศว. จัดนิทรรศการ ‘Axis to Exit’ โชว์ผลงานสร้างสรรค์ต่อยอดอนาคตเพื่อความยั่งยืน

นิสิต มศว. จัดนิทรรศการ ‘Axis to Exit’ โชว์ผลงานสร้างสรรค์ต่อยอดอนาคตเพื่อความยั่งยืน

นิสิต มศว. จัดนิทรรศการ ‘Axis to Exit’ โชว์ผลงานสร้างสรรค์ต่อยอดอนาคตเพื่อความยั่งยืน

วันอาทิตย์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ จัดนิทรรศการโชว์ผลงานนิพนธ์ของกลุ่มนิสิตชั้นปีที่ 4 คณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาวิชาการออกแบบทัศนศิลป์ ภายใต้ชื่อ “Axis to Exit” ซึ่งเปรียบเสมือนจุดศูนย์กลางเชื่อมโยงความคิดสร้างสรรค์การเดินทางเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายและการค้นพบสิ่งใหม่ โดยมุ่งเน้นสร้างสรรค์นวัตกรรมผ่านการใช้วัสดุเหลือใช้เพื่อตอบโจทย์ปัญหาทั้งในด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

นิทรรศการครั้งนี้ได้รวบรวมผลงานออกแบบไว้ทั้งหมด 17 ชิ้น ถ่ายทอดผ่านแนวคิด “อดีต – ปัจุบัน – อนาคต” โดยใช้ไพ่ทาโรต์เป็นสัญลักษณ์สะท้อนถึงการเดินทางของไอเดียสร้างสรรค์ในแต่ละชิ้นงาน  เริ่มต้นจากกลุ่มอดีต (Previous) นำเสนอการออกแบบที่เชื่อมโยงถึงมรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมไปถึงการใช้วัสดุจากภูมิภาคต่างๆในประเทศไทยและวิธีการผลิตดั้งเดิม ต่อเนื่องสู่กลุ่มปัจจุบัน (Present) ที่มุ่งพัฒนานวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาตอบโจทย์ความต้องการของผู้คนในช่วงเวลานี้ และก้าวไปสู่กลุ่มอนาคต (Pioneer) ที่สะท้อนถึงวิสัยทัศน์การออกแบบที่ล้ำสมัย ด้วยแนวคิดเชิงนิเวศน์ วัสดุยั่งยืน และการใช้เทคโนโลยีเพื่อคาดการณ์ทิศทางของโลกในวันข้างหน้า

โดยได้รับเกียรติจากผู้สนับสนุนหลัก รักษิณา มุตธิกุลโจนส์ ผู้ก่อตั้งกรรมการและประธานบริหาร บริษัท เทรลเบลซ มิสชั่น และ ผศ.เมธี พันธุ์วราทร รองคณบดีฝ่ายบริหารและวางแผนคณะศิลปกรรมศาสตร์ ร่วมเป็นประธานในพิธีเปิดนิทรรศการ “Axis to Exit” ภายในงานยังได้รับเกียรติจาก มาย การุณงามพรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และพิรดารา จิตรพันธ์ หัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์ จากแบรนด์ Upcyde และธีรชัย ศุภเมธีกูลวัฒน์ ผู้อำนวยการฝ่ายออกเเบบและผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ จากแบรนด์ Qualy ซึ่งเป็นผู้นำด้านการพัฒนาแนวคิดธุรกิจที่เปลี่ยนขยะทางเกษตรเป็นผลิตภัณฑ์ตอบโจทย์วิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่ ร่วมเสวนาในหัวข้อ “อนาคตออกแบบได้ : จุดประกายความคิดสร้างสรรค์สู่นวัตกรรมการออกแบบ” ตอบโจทย์ธุรกิจได้ทั้งสังคม สิ่งแวดล้อม และชีวิตผู้คน พร้อมถ่ายทอดประสบการณ์การทำงาน และการต่อยอดไอเดียสร้างสรรค์สู่ธุรกิจ และการขับเคลื่อนวงการออกแบบอย่างยั่งยืน เพื่อจุดประกายแรงบันดาลใจให้กับนิสิตและศิลปินรุ่นใหม่ในก้าวแรกสู่สายอาชีพ

รักษิณา มุตธิกุลโจนส์ กล่าวว่า เรารู้สึกยินดีที่ได้มีส่วนร่วมในการเปิดพื้นที่ให้นิสิตได้แสดงศักยภาพทางความคิดสร้างสรรค์ ผ่านการออกแบบที่เชื่อมโยงกับประเด็นร่วมสมัยอย่างความยั่งยืนและการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า เราเชื่อว่าการสนับสนุนเยาวชนในวันนี้ คือการลงทุนเพื่ออนาคตของสังคมที่ดีขึ้นในวันข้างหน้า

“ในฐานะศิษย์เก่าคณะศิลปกรรมศาสตร์และผู้สนับสนุน ผมรู้สึกภูมิใจและเป็นเกียรติอย่างมาก ที่ได้เห็นผลงานของน้องๆ ซึ่งเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์และมุมมองที่ลึกซึ้งต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งการได้กลับมาสนับสนุนผลงานวิทยานิพนธ์ในครั้งนี้ คือการส่งต่อแรงผลักดันให้กับรุ่นน้องที่กำลังก้าวเดินตามเส้นทางสายออกแบบได้อย่างที่ตั้งใจ” ชมะนันท์ จารุนันทลักษณ์ จาก Take off to Trader

ด้าน มาย การุณงามพรรณ กล่าวว่า การออกแบบไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของความสวยงามหรือฟังก์ชันเท่านั้น แต่คือกระบวนการที่สะท้อนถึงความเข้าใจและเห็นคุณค่าในสิ่งรอบตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัสดุเหลือใช้จากการเกษตร ซึ่งเป็นปัญหาที่มักถูกมองข้าม แต่กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของแนวคิดใหม่ๆ ที่ยั่งยืนและสร้างสรรค์ การได้เห็นผลงานของนิสิตในนิทรรศการนิพนธ์ ‘Axis to Exit’ สะท้อนให้เห็นว่าเด็กรุ่นใหม่ไม่เพียงมีความคิดสร้างสรรค์ แต่ยังมีจิตสำนึกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

ธีรชัย ศุภเมธีกูลวัฒน์ กล่าวว่า ผลงานของน้องๆแต่ละชิ้นแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจในการแก้ไขปัญหาที่หลายคนอาจมองข้าม ไม่ว่าจะเป็นนวัตกรรมสำหรับเด็กพิเศษ ผู้สูงอายุ หรือกลุ่มเปราะบางในสังคม ทำให้การออกแบบตอบโจทย์ความต้องการของโลกทั้งในปัจจุบันและอนาคตอย่างยั่งยืน

ผศ.เมธี พันธุ์วราทร รองคณบดีฝ่ายบริหารและวางแผนคณะศิลปกรรมศาสตร์ กล่าวว่า นิทรรศการ Axis to Exit เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดของการบูรณาการองค์ความรู้เข้ากับความคิดสร้างสรรค์ของนิสิต เพื่อสร้างผลงานที่ไม่เพียงแค่สวยงามหรือใช้งานได้จริง แต่ยังสะท้อนคุณค่าทางสังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมได้อย่างลึกซึ้ง มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒให้ความสำคัญกับการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติจริง และเราภูมิใจที่ได้เห็นความพยายามและความมุ่งมั่นของนิสิตผ่านผลงานอันทรงคุณค่าเหล่านี้

นิทรรศการ “Axis to Exit” โดยนิสิตชั้นปีที่ 4 คณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาวิชาการออกแบบทัศนศิลป์ เปิดให้เข้าชมฟรี พร้อมกิจกรรมเวิร์คช็อปภายในงาน ตั้งแต่วันที่ 24 มิ.ย. – 6 ก.ค.68 ณ ห้องนิทรรศการ ชั้น 3 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) โดยผู้ที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลได้ที่ อินสตาแกรม: axistoexit.fofa