เยาวชนจากทั่วประเทศ ร่วมคัดเลือกนักแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ เรื่อง รามเกียรติ์ ตอน ‘สัตยาพาลี’

เยาวชนจากทั่วประเทศ ร่วมคัดเลือกนักแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ เรื่อง รามเกียรติ์ ตอน ‘สัตยาพาลี’

เยาวชนจากทั่วประเทศ ร่วมคัดเลือกนักแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ เรื่อง รามเกียรติ์ ตอน ‘สัตยาพาลี’

วันอังคาร ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 15.39 น.

มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พันปีหลวง กำหนดจัดการแสดงโขน เรื่อง รามเกียรติ์ ตอน สัตยาพาลี ขึ้นในระหว่างวันที่ 6 พฤศจิกายน – 8 ธันวาคม 2568 ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย โดยชวนเยาวชนจากทั่วประเทศสมัครเข้าร่วมโครงการคัดเลือกนักแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ เรื่อง รามเกียรติ์ ตอน สัตยาพาลี ซึ่งมีเยาวชนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถด้านนาฏศิลป์ไทยทั่วประเทศสมัครเข้าร่วมโครงการคัดเลือกนักแสดงเป็นจำนวน 922 คน โดยทำการคัดเลือกนักแสดงสาขา ละครพระ และละครนาง เมื่อวันศุกร์ที่ 27 มิถุนายน 2568 และคัดเลือกนักแสดงสาขา โขนพระ โขนยักษ์และโขนลิง เมื่อวันเสาร์ที่ 28 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา ตั้งแต่เวลา 08.30 น.-18.00 น. ณ ห้องปฏิบัติการ ชั้น 4 อาคารคณะศิลปศึกษา สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ (ศาลายา) จังหวัดนครปฐม

บรรยากาศการคัดเลือกเป็นไปอย่างเข้มข้นตลอดวัน โดยมีเกณฑ์พิจารณาจากความสามารถพื้นฐานทั่วไปทางด้านนาฏศิลป์และเชาว์ปัญญาในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในการแสดง เน้นทักษะความรู้ความสามารถตามบทบาทของตัวละคร รวมถึงความเหมาะสมของสรีระของบทบาทในแต่ละประเภท การคัดเลือก ประกอบด้วย ท่ารำพื้นฐาน รำหน้าพาทย์ และการรำตีบทตามโจทย์ที่ได้รับ ซึ่งโขนพระ โขนยักษ์ โขนลิง จะต้องมีการรำตีบทตามบทพากย์ – เจรจาด้วย โดยผู้เข้าคัดเลือกร่วมพันคน ล้วนต้องโชว์ความสามารถด้านนาฏศิลป์ไทยผ่านสายตาคณะกรรมการ ทั้งศิลปินแห่งชาติ ผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์และผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แก่ รศ.ดร.ศุภชัย จันทร์สุวรรณ์ (ศิลปินแห่งชาติ),รัตติยะ วิกสิตพงศ์ (ศิลปินแห่งชาติ) ,รัจนา พวงประยงค์ (ศิลปินแห่งชาติ),ไพฑูรย์ เข้มแข็ง (ศิลปินแห่งชาติ),สมศักดิ์ ทัดติ,วิโรจน์ อยู่สวัสดิ์,พิธาน เหี้ยมโท้ ,ดร.นฤมล ล้อมทอง และ ผศ.ดร.พหลยุทธ กนิษฐบุตร โดยเยาวชนจากทั่วประเทศได้แสดงความรู้ ความสามารถ โชว์ทักษะฝีมืออย่างเต็มที่ เพื่อก้าวสำ คัญสู่ความเป็นหนึ่งในการเป็นนักแสดงโขนสุดยิ่งใหญ่แห่งปี

การแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ตอน สัตยาพาลี ในครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อสนองพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี นาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงห่วงใยโขนซึ่งเป็นสมบัติทางศิลปวัฒนธรรมอันงดงามของไทยจะเสื่อมสูญไป ซึ่งได้รับความนิยมจากเยาวชนจากทั่วประเทศเข้าร่วมทำการคัดเลือกเป็นนักแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ เพื่อร่วมกันสืบสาน รักษา และต่อยอดศิลปวัฒนธรรมของชาติ…ร่วมลุ้นไปกับเยาวชนนาฏศิลป์ไทยทั่วประเทศ…ใครบ้างจะเป็นผู้ก้าวสู่การเป็นนักแสดงโขนสุดยิ่งใหญ่แห่งปี ในการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ตอน สัตยาพาลี…ประกาศผลการคัดเลือก ภายในวันที่ 14 กรกฎาคม 2568 ทางเว็บไซต์ของสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ https://www.bpi.ac.th/

สำหรับการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ตอน สัตยาพาลี มีกำหนดเปิดการแสดงในระหว่างวันที่ 6 พฤศจิกายน – 8 ธันวาคม 2568 ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เริ่มเปิดจำหน่ายบัตรวันที่ 12 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง Facebook : Khon Performance โขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ

ซูเลียน ส่งต่อพลังความห่วงใย เติมแสงสว่างแห่งโอกาส ณ มูลนิธิคนคนตาบอดฯ

ซูเลียน ส่งต่อพลังความห่วงใย เติมแสงสว่างแห่งโอกาส ณ มูลนิธิคนคนตาบอดฯ

ซูเลียน ส่งต่อพลังความห่วงใย เติมแสงสว่างแห่งโอกาส ณ มูลนิธิคนคนตาบอดฯ

วันอังคาร ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 11.57 น.

บริษัท ซูเลียน (ประเทศไทย) จำกัด เดินหน้าทำกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง ภายใต้โครงการ “Zhulian CSR” ล่าสุดร่วมส่งต่อความห่วงใยและแรงใจให้แก่ผู้พิการทางสายตา โดยมอบเงินสนับสนุนจำนวน 100,000 บาท พร้อมสิ่งของจำเป็น ให้แก่มูลนิธิคนตาบอดแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของมูลนิธิฯ ในการพัฒนาศักยภาพและคุณภาพชีวิตของผู้พิการทางสายตาทั่วประเทศ

ในโอกาสนี้ ดร.ปิยะวัฒน์ จุลจักรวงศา ประธานกรรมการ บริษัท ซูเลียน (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและทีมงาน ได้เดินทางไปยังมูลนิธิฯ เพื่อร่วมกิจกรรมมอบความสุขอย่างใกล้ชิด โดยมีคุณธีรนารถ เทพหลิน ผู้อำนวยการ และคุณจิรัสศรี ศรีสม ผู้อำนวยการฝ่ายมูลนิธิฯ ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

ภาพบรรยากาศในวันนั้นอบอวลด้วยรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และความสุขที่สะท้อนออกมาจากใจผู้ให้และผู้รับ ทีมงานซูเลียนได้ร่วมพูดคุยและเล่นกับน้องๆ อย่างใกล้ชิด พร้อมจัดกิจกรรมสันทนาการที่เติมเต็มหัวใจให้เด็กๆ ได้สัมผัสถึงพลังแห่งความรักและความห่วงใยจากสังคม โดยเฉพาะกับประโยคหนึ่งที่ผู้บริหารกล่าวไว้ว่า

“ซูเลียน” เชื่อมั่นว่า “การให้” ไม่ได้จบแค่การมอบสิ่งของหรือเงินทอง แต่คือการส่งต่อโอกาส ความรัก และกำลังใจที่จะกลายเป็นพลังสำคัญในการผลักดันชีวิตของใครสักคนให้เดินต่อไปได้อย่างเข้มแข็ง “แม้ผู้รับจะมองไม่เห็นด้วยตา แต่เรารู้ได้ทันทีว่าแววตาแห่งความหวังที่สะท้อนออกมาจากหัวใจ”

กิจกรรมดีๆ แบบนี้จะมีในทุกๆ เดือน ติดตามและร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการแบ่งปันที่งดงามไปกับ “Zhulian CSR” ได้อย่างต่อเนื่อง เพราะเราเชื่อว่า… ทุกการให้ คือแสงสว่างที่เปลี่ยนชีวิตใครบางคนได้จริง

‘ศูนย์การค้าแพลทินัม’ รับตราสัญลักษณ์ MEA ENERGY AWARDS 2025 ตอกย้ำ ความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

'ศูนย์การค้าแพลทินัม' รับตราสัญลักษณ์ MEA ENERGY AWARDS 2025 ตอกย้ำ ความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

‘ศูนย์การค้าแพลทินัม’ รับตราสัญลักษณ์ MEA ENERGY AWARDS 2025 ตอกย้ำ ความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

วันอังคาร ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 10.26 น.

บริษัท เดอะ แพลทินัม กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารศูนย์การค้าแพลทินัม ศูนย์รวมแฟชั่นค้าส่งที่ดีที่สุดในอาเซียน เดินหน้าส่งเสริมการบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ล่าสุดได้รับตราสัญลักษณ์ MEA ENERGY AWARDS 2025 ระดับ STANDARD จากโครงการส่งเสริมการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานในอาคาร ปีที่ 8 โดยการไฟฟ้านครหลวง (MEA) 

โดยศูนย์การค้าแพลทินัม ผ่านการประเมินตามเกณฑ์มาตรการประหยัดพลังงานของ MEA โดยที่ผ่านมาทางศูนย์การค้าได้ดำเนินการมาตรการต่างๆ เช่น การปรับปรุงระบบปรับอากาศให้มีประสิทธิภาพสูง การเปลี่ยนหลอดไฟฟ้าเป็นหลอดไฟฟ้าแบบประหยัดพลังงาน (LED)  เพิ่มระบบการจัดการระบบควบคุมอัตโนมัติ รวมถึงการนำเสนอข้อมูลความรู้ เชิญชวน สร้างการมีส่วนร่วมและสร้างความตระหนักถึงการประหยัดพลังงานร่วมกัน

สำหรับเกณฑ์การตัดสิน MEA ENERGY AWARDS 2025 ประกอบด้วย 2 ส่วนหลักคือ

เกณฑ์การใช้พลังงานไฟฟ้า (MEA Index) 

เกณฑ์คุณภาพอากาศภายในอาคาร (IAQ) 

การได้รับตราสัญลักษณ์ MEA ENERGY AWARDS ในครั้งนี้ เป็นการยืนยันถึงการให้ความสำคัญในการบริหารจัดการพลังงานของศูนย์การค้าแพลทินัมอย่างมีประสิทธิภาพ และมีการควบคุมสภาวะอากาศภายในศูนย์การค้าให้มีคุณภาพที่ดีสำหรับผู้ที่เข้ามาใช้บริการและยังเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเดอะ แพลทินัม กรุ๊ป ในการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง ภายใต้โครงการ “Power Plat Green” 

ตอกย้ำนโยบายด้านความยั่งยืนของบริษัท ที่ให้ความสำคัญต่อความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และกระบวนการกำกับดูแลกิจการที่ดี ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยยกระดับผลการดำเนินงานของบริษัทฯ ให้เติบโตได้อย่างยั่งยืนและเป็นหัวใจสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ

ซีพีเดินหน้าต่อเนื่องสู่สังคม Zero Waste สร้างระบบจัดการขยะครบวงจรในธุรกิจทุกกลุ่ม ผลักดันนวัตกรรม บรรจุภัณฑ์ยั่งยืน–รีไซเคิล–ลดพลาสติก

ซีพีเดินหน้าต่อเนื่องสู่สังคม Zero Waste สร้างระบบจัดการขยะครบวงจรในธุรกิจทุกกลุ่ม ผลักดันนวัตกรรม บรรจุภัณฑ์ยั่งยืน–รีไซเคิล–ลดพลาสติก

ซีพีเดินหน้าต่อเนื่องสู่สังคม Zero Waste สร้างระบบจัดการขยะครบวงจรในธุรกิจทุกกลุ่ม ผลักดันนวัตกรรม บรรจุภัณฑ์ยั่งยืน–รีไซเคิล–ลดพลาสติก

วันอังคาร ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 10.24 น.

ท่ามกลางโลกที่กำลังเผชิญวิกฤตสิ่งแวดล้อม ปัญหาขยะและพลาสติกกลายเป็นความท้าทายร่วมของมนุษยชาติ เครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือ ซีพี เดินหน้าภารกิจ “Zero Waste” อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการขับเคลื่อนร่วมกันของบริษัทในเครือทุกกลุ่ม ทั้ง CPF, CPALL, CPAXTRA, CPPC และ TRUE โดยมุ่งเน้นการสร้างนวัตกรรม ระบบจัดการขยะครบวงจร การลดใช้พลาสติกจากต้นทาง ไปจนถึงการส่งเสริมพฤติกรรมรีไซเคิลของผู้บริโภค

ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ประธานคณะผู้บริหาร ด้านยั่งยืนองค์กรและการพัฒนากลยุทธ์ บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด หรือ ซีพี เปิดเผยว่า ทุกวันนี้ ปัญหาขยะและมลภาวะไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นแรงกดดันระดับโลกที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันแก้ไข เครือซีพีตระหนักถึงความจำเป็นในการปรับเปลี่ยนแนวทางการดำเนินธุรกิจไปสู่วิถีที่ยั่งยืน โดยนำนวัตกรรมเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มาใช้ในการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ 5Rs ได้แก่ 1. Re-educate: สร้างความรู้ความเข้าใจใหม่แก่พนักงานและผู้บริโภค เพื่อเน้นย้ำความสำคัญของการลดและคัดแยกขยะอย่างถูกวิธี 2. Reduce: ลดการใช้พลาสติกตั้งแต่ต้นทาง ผ่านการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ใช้วัสดุน้อยลง 3. Recycle: ใช้วัสดุที่สามารถรีไซเคิลได้ พร้อมพัฒนาระบบการเก็บกลับอย่างมีประสิทธิภาพ 4. Replace: เลือกใช้วัสดุทดแทนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น พลาสติกชีวภาพและกระดาษรีไซเคิล 5. Reinvent: ลงทุนในงานวิจัยและพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อลดการพึ่งพาพลาสติกดั้งเดิม

นอกจากนี้ เครือซีพียังได้กำหนดทิศทางและเป้าหมายด้านความยั่งยืนในปี 2030 ได้แก่ การมุ่งสู่การเป็นองค์กร Zero Waste เพื่อลดขยะและของเสียให้เป็นศูนย์ และการเป็นองค์กร Zero Carbon ที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์ เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตอย่างแข็งแกร่งควบคู่กับการดูแลโลกของเรา

ในช่วงที่ผ่านมา เครือซีพีได้ดำเนินโครงการความร่วมมือกับชุมชนและภาคีเพื่อส่งเสริมการจัดการขยะทั้งบนบกและในทะเล อาทิ โครงการธนาคารขยะ ตำบลเกาะสุกร อำเภอปะเหลียน จ.ตรัง ,กิจกรรม “ร้อยเรียงความดี ทะเลไทยยั่งยืน ดำน้ำ ฟื้นฟูปะการังเทียม” ที่หาดมหาราช อ.สทิงพระ จ.สงขลา ส่งเสริมการจัดการขยะทะเลอย่างยั่งยืน  ด้วยการเก็บขยะริมชายหาดและในทะเล รวมถึงการฟื้นฟูปะการังเทียม, โครงการ “อมก๋อยเมืองสวย ชุมชนจัดการขยะ สร้างอากาศบริสุทธิ์” ร่วมกับ อำเภออมก๋อย ผลักดันให้คนในชุมชนตระหนักถึงความสำคัญของการจัดการขยะและกระตุ้นให้คนในชุมชนเห็นคุณค่าและประโยชน์ของการนำขยะกลับมาใช้ใหม่อย่างสร้างสรรค์ เพื่อลดปริมาณขยะและเสริมสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับชุมชน เป็นต้น

ทั้งนี้ที่ผ่านมาเครือซีและบริษัทในเครือฯมุ่งมั่นเดินหน้าในเรื่องบรรจุภัณฑ์ยั่งยืนเพื่อสนับสนุนนโยบาย zero waste  โดย CPF (ซีพีเอฟ) ซึ่งเป็นบริษัทหลักที่ดำเนินธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหาร ได้ดำเนินโครงการสำคัญ ๆ อาทิ การเปลี่ยนถาดบรรจุอาหารจาก PET เป็นถาดชีวภาพ (PLA) ย่อยสลายได้ 100% ลดขยะพลาสติกกว่า 8,000 ตัน/ปี และได้ร่วมพัฒนา “Green Packaging” กับ SCG ผลิตภัณฑ์จากเยื่อกระดาษและพอลิเมอร์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการจัดตั้งจุด “ส่งพลาสติกกลับบ้าน” เพื่อให้พนักงานและผู้บริโภคมีส่วนร่วมในการรีไซเคิล

สำหรับ CP ALL (ซีพี ออลล์) ผู้ดำเนินธุรกิจ 7 อีเลฟเว่น  ได้ดำเนินโครงการที่น่าสนใจ อาทิ โครงการ “2 ลด 4 สร้าง 1 DNA” ตั้งเป้าให้บรรจุภัณฑ์ Private Brand ย่อยสลายหรือรีไซเคิลได้ 100% ภายในปี 2568  และยังมีการพัฒนา Packaging ให้บางลง เช่น ถุงกล้วยหอมทอง ลดพลาสติกได้เกือบ 30 ตัน รวมถึงรณรงค์เลิกใช้ถุงพลาสติก พร้อมจัดตั้งจุดรับคืนขยะที่ร้าน 7-Eleven ทุกสาขา และโครงการ “รักษ์เกาะ 24 ชั่วโมง”  โครงการ “ลานอเนกประสงค์รักษ์โลก” นำพลาสติกกลับมาใช้ใหม่ในชุมชน

ด้าน CPAXTRA (แม็คโคร – โลตัส) ได้ดำเนินโครงการ “เปลี่ยนขยะเป็นประโยชน์” แยกขยะอาหารกว่า 100 ตันต่อวัน นำไปทำปุ๋ย น้ำหมัก และเลี้ยงแมลงโปรตีน ตั้งจุดรับขวด PET กับ GC เพื่อนำไปแปรรูปเป็นเสื้อกีฬาและมอบให้โรงเรียนทั่วประเทศ และโครงการ “Recycling Center” และ “RVM – Reverse Vending Machine” ส่งเสริมการรีไซเคิลในระดับพื้นที่

ส่วน CPPC ได้ผลิตถ้วย–ภาชนะจากวัสดุกระดาษ และชีวภาพ สำหรับอาหารร้อน–เย็น ส่งเสริมการพัฒนา Packaging แบบ Monomaterial ที่รีไซเคิลง่าย และย่อยสลายได้  ทั้งยังมีการทดลองใช้เม็ดพลาสติกรีไซเคิลในบรรจุภัณฑ์อาหาร ภายใต้มาตรฐาน ISCC PLUS

TRUE ได้ดำเนินโครงการ “Say No to Plastic Bottles” และ “True Bag-vertising” นำวัสดุโฆษณาเก่ามาทำกระเป๋าแฟชั่น เปิดจุดรับขยะอิเล็กทรอนิกส์ (e-waste) และส่งเสริมการเลิกใช้ถุงพลาสติกในร้านทรูช้อป “True Coffee” พัฒนากล่องน้ำกระดาษรีไซเคิล ลดการใช้ขวด PET

นอกจากนี้ซีพียังร่วมขับเคลื่อนในระดับนโยบาย ผ่านการเป็นสมาชิกเครือข่าย PPP Plastics, TRBN และการร่วมผลักดันแนวคิด EPR (Extended Producer Responsibility) ร่วมกับภาคอุตสาหกรรม เพื่อสร้างระบบจัดการขยะอย่างเป็นวงจร

ล่าสุดบริษัทในเครือฯ ประกอบด้วย CPF, CPALL,CPAxtra และ CPPC ได้รวมพลังสะท้อนพันธกิจ Zero Waste ของซีพีคือการร่วมสนับสนุนกิจกรรม SPOGOMI WORLD CUP 2025 THAILAND Qualifiers การแข่งขันกีฬาเก็บขยะระดับโลก ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12–13 กรกฎาคม 2568 ณ พาร์คพารากอน สยามพารากอน โดยมีพันธมิตรหลัก ได้แก่ จี-ยู ครีเอทีฟ และสยามพิวรรธน์ กิจกรรมนี้สะท้อนแนวทางการใช้ “กีฬา” เป็นสื่อสร้างพฤติกรรมใหม่ ชวนคนรุ่นใหม่และประชาชนทั่วไปหันมาใส่ใจเรื่องขยะในชีวิตประจำวัน โดยเครือซีพีหวังให้การมีส่วนร่วมในกิจกรรมนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่ขยายผลได้จริงในระดับสังคม

ครบรอบ 91 ปี วันสถาปนามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดพิธีมอบรางวัลศิษย์เก่าผู้ทำประโยชน์แก่สถาบัน

ครบรอบ 91 ปี วันสถาปนามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดพิธีมอบรางวัลศิษย์เก่าผู้ทำประโยชน์แก่สถาบัน

ครบรอบ 91 ปี วันสถาปนามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดพิธีมอบรางวัลศิษย์เก่าผู้ทำประโยชน์แก่สถาบัน

วันอังคาร ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) จัดงานวันสถาปนามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ครบรอบปีที่ 91 โดยมี ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ นายกสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นประธานในพิธี ภายในงานยังมีพิธีเชิดชูเกียรติศิษย์เก่าผู้ทำคุณงามความดีต่อสังคมและประเทศชาติ ซึ่งเป็นไปตามเจตนารมณ์และจิตวิญญาณของธรรมศาสตร์ที่อยู่ร่วมกับความเปลี่ยนแปลง ความก้าวหน้า การช่วยเหลือสังคมและมหาวิทยาลัยมาโดยตลอด ซึ่งปีนี้ได้พิจารณาคัดเลือกมอบรางวัลอันทรงคุณค่าสูงสุดคือ รางวัลเข็มเกียรติยศ ประจำปี 2568 ให้กับ ผาณิต พูนศิริวงศ์ ศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัยที่ได้ทำงานรับใช้สังคมและประเทศชาติ สนับสนุนการดำเนินงานของมหาวิทยาลัยที่เป็นประโยชน์ต่อมหาวิทยาลัยเป็นจำนวนมากมาอย่างต่อเนื่อง โดยรางวัลดังกล่าวได้พิจารณามอบให้กับบุคคลหรือศิษย์เก่า ปีละ 1 คน มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2525 จนถึงปัจจุบัน รวม 45 คน และมีศิษย์เก่าที่ได้รับโล่เกียรติยศ ประจำปี 2568 รวม 82 ราย งานจัดขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ 27 มิถุนายน 2568 ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (หอประชุมใหญ่) ท่าพระจันทร์

ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ นายกสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ติดเข็มเกียรติยศให้กับ ผาณิต พูนศิริวงศ์ ศิษย์เก่าธรรมศาสตร์ ผู้สร้างคุณูปการแก่มหาวิทยาลัยอย่างเต็มกำลังความสามารถ

ผาณิต พูนศิริวงศ์ นับเป็นศิษย์เก่าคนที่ 45 และเป็นสตรีคนที่ 6 ที่ได้รับรางวัลเข็มเกียรติยศทองคำ โดยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ทูลเกล้าฯ ถวายเข็มเกียรติยศทองคำให้กับ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ (2530) และ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา (2563) รวมถึง ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ (2541), ศ.คุณหญิง นงเยาว์ ชัยเสรี (2543) และ ศาสตราจารย์ เกษรี ณรงค์เดช (2548) 

ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ นายกสภา มธ. และอดีตอธิการบดี มธ. พร้อมด้วย ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาล อธิการบดี มธ. ร่วมยินดีกับ ศิษย์เก่าผู้ได้รับเข็มเกียรติยศ ประจำปี 2568 ผาณิต พูนศิริวงศ์

รายชื่อผู้ได้รับเข็มเกียรติยศตั้งแต่ พ.ศ.2525-2567 มีดังนี้ ศ.สัญญา ธรรมศักดิ์ (2525), ศ. ประภาศน์ อวยชัย (2526), บุญชู โรจนเสถียร (2526), ศ.ดร.ป๋วย อึ้งภากรณ์ (2527), ศ.วิจิตร ลุลิตานนท์ (2527), ศ.ประกอบ หุตะสิงห์ (2528), ศ.จิตติ ติงศภัทิย์ (2529),  ศ.ปกรณ์ อังศุสิงห์ (2529), สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา (2530), มารุต บุนนาค (2532), ศ.ไพโรจน์ ชัยนาม (2533), ศ.ดร.อดุล วิเชียรเจริญ (2534), สุวัฒน์  วรดิลก (2535), ศ.ดร.พนัส สิมะเสถียร (2536), ชวน หลีกภัย (2537), ศ.ดร.สุธี สิงห์เสน่ห์ (2538), อนันต์ อนันตกูล (2539), บัญญัติ บรรทัดฐาน (2540), ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ (2541), สถาพร กวิตานนท์ (2542), ศ.คุณหญิง นงเยาว์ ชัยเสรี (2543), มานิจ สุขสมจิตร (2544), สัก กอแสงเรือง (2545), รศ.นรนิติ เศรษฐบุตร (2546), ดร.อรัญ ธรรมโน (2547), ศ.เกษรี ณรงค์เดช (2548), ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล (2549), ศ.ดร.คณิต ณ นคร (2550), ศ.ดร.อักขราทร จุฬารัตน (2551), อาจารย์ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ (2552), ศ.หิรัญ รดีศรี (2553), อภัย จันทนจุลกะ (2554), ศ.ดร.อรุณ ภาณุพงศ์ (2555), ธรรมศาสตราภิชาน ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ (2556), สวัสดิ์ โชติพานิช (2557), ดร.มารวย ผดุงสิทธิ์ (2559), มนู เลียวไพโรจน์ (2560), ศ.วิโรจน์ เลาหะพันธุ์ (2561), เตช บุนนาค (2562), สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา (2563), ดร.อาษา เมฆสวรรค์ (2564), ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ (2565), ประกิต อภิสารธนรักษ์ (2566), อาคม เติมพิทยาไพสิฐ (2567)

นายกสภามหาวิทยาลัยฯ, อธิการบดี ถ่ายภาพร่วมกับ ผู้ได้รับเข็มเกียรติยศ และผู้รับโล่เกียรติยศ ประเภทศิษย์เก่าดีเด่น

สำหรับผู้ได้รับโล่เกียรติยศ ประจำปี 2568 ประเภทศิษย์เก่าดีเด่น จำนวน 53 ราย ได้แก่ กมลชนก จงเสถียร, กรวีร์ ปริศนานันทกุล, กุลกัญญา ทุมเสน, ม.ล.จิรทิพย์ เทวกุล, จิรภา สินธุนาวา, ดร.ชญานิน เกิดผลงาม, ชวนินทร์ วงศ์สถิตจิรกาล, ชาธิป รุจนเสรี, ชุลีวันทน์ สายสิงห์ทอง, ณฐอร อินทร์ดีศรี, ณรงค์ เทพเสนา, ดมิสาฐ์ องค์ศิริวัฒนา, นพ.ดิเรก สุดแดน, รศ.ดร.ตุลวิทย์ สถาปนจารุ, นันทวัฒน์ ศรีวรัตน์อัชกุล, ดร.นิสา รัตนดิลก ณ ภูเก็ต, ดร.พญ.เบญจมาส พฤกษ์กานนท์, ประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต, ปราชญา อุ่นเพชรวรากร, ปราบต์ บุนปาน, ปวีณา จริยฐิติพงศ์, ปิยะ ปิจนำ, ปิยะศักดิ์ อุกฤษฎ์นุกูล, พรพิมล นิลทจันทร์ และ พรยศ กลั่นกรอง

ผู้ได้รับโล่เกียรติยศ ประเภทศิษย์เก่าดีเด่นรุ่นใหม่

พิสิฐ ทางธนกุล, ดร.พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์, เพียงจิต ศรีประสาธน์, ฟาบีโอ จินดา, ดร.ภุมรินทร์ กลั่นแก้ว, ภูวนารถ ณ สงขลา, มงคล วิศิษฏ์สตัมภ์, ดร.รวีวรรณ ถิรมนัส, ราชันย์ ซุ้นหั้ว, รุจิกร แสงจันทร์, วชิรา การสุทธิ์, วรางค์ ไชยวรรณ, ว่องไว วิฑูรชาติ, วิทยากร มณีเนตร, วิเรขา สันตะพันธุ์, วีระยุทธ นิ่มเสมอ, รศ.ดร.ศุภกาญจน์ ชำนิ, ดร.สติธร ธนานิธิโชติ, รศ.ดร.สมบัติ กุสุมาวลี, สมภพ สมิตะสิริ, สุดา สุหลง, ดร.สุเมธ ตั้งประเสริฐ, สุรนาม พานิชการ, น.พ.สุรพจน์ สุวรรณพานิช, สุวพงศ์ ศิริสรณ์, แสวง บุญมี และ อลิสา สิมะโรจน์

ผู้ได้รับโล่เกียรติยศ ประเภทผู้ทำคุณประโยชน์ให้กับมหาวิทยาลัย

ประเภทศิษย์เก่าดีเด่นรุ่นใหม่ 17 ราย ได้แก่ กัญญาภัทร์ มงคลพรสุข, ชนวีร์ หอมเตย, ชริน กฤตเมธาพร, ผศ.ดร.ณัฐพงค์ จันจุฬา, ไตรศุลี ไตรสรณกุล, ดร.พท.ป.นันทิกา พรหมมี, ภาวรินทร์ รามัญวงศ์, รชกร สุรภักดี, วรรธนสกล รักปทุม, วราเศรษฐ์ อัศวพิศาลบูลย์, วัชรพงษ์ จิโสะ, วิภาดา แหวนเพชร, วิภาวี กิตติเธียร, วีระสิทธิ์ จึงประสบการค้า, วุฒิชัย แตงทอง, ศิระ ลีปิพัฒนวิทย์ และ อาชัย ซาลูยา

ผู้ได้รับรางวัลบุคลากรดีเด่น

ประเภทผู้ทำคุณประโยชน์ให้กับมหาวิทยาลัย 12 ราย ได้แก่ กัลยาณี วิสิษฐยุทธศาสตร์, จันทรา พงศ์ศรี, ฉัตรชัย วิไลรัตนสุวรรณ, ชมนาด พงศ์พนรัตน์, ชมภูนุช ปฐมพร, ดวงเดือน คงดี, ประณุท เบนดาปุดี รศ.พรชัย ตระกูลวรานนท์, ยุทธนา สาโยชนกร, ผศ.วันชัย ขันตี, ดร.สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล และ ศ.กิตติคุณ นพ.สุรศักดิ์ ฐานีพานิชสกุล

ผู้ได้รับรางวัลครูดีเด่น และ รางวัล Active Learning ประจำปี 2567

นอกจากนี้ภายในงานยังมีมอบโล่เกียรคุณแก่ผู้บริหารมหาวิทยาลัยที่ดำรงตำแหน่งครบวาระ ประจำปี 2568, รางวัลกีรตยาจารย์แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประจำปี 2567, รางวัลครูดีเด่น ประจำปี 2567,  รางวัล Active Learning ประจำปี 2567, มอบรางวัลบุคลากรดีเด่น ปิดงานด้วยการขับรองเพลงโดยชุมนุมขับร้องประสานเสียงแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ผศ.ดร.อัจฉรา ปัณฑรานุวงศ์ คณบดีคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน และ ปิยาพัชร คนชม รักษาการเลขานุการคณะวารสารศาสตร์ฯ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ ร่วมแสดงความยินดีกับ ผาณิต พูนศิริวงศ์  ศิษย์เก่าวารสารฯ มธ. ที่ได้รับเข็มเกียรติยศ

‘ผาณิต พูนศิริวงศ์’ รับรางวัลเข็มเกียรติยศ 2568 วันครบรอบ 91 ปีวันสถาปนามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

‘ผาณิต พูนศิริวงศ์’ รับรางวัลเข็มเกียรติยศ 2568 วันครบรอบ 91 ปีวันสถาปนามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

‘ผาณิต พูนศิริวงศ์’ รับรางวัลเข็มเกียรติยศ 2568 วันครบรอบ 91 ปีวันสถาปนามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

วันอังคาร ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ นายกสภา มธ. ร่วมแสดงความยินดีกับ ผาณิต พูนศิริวงศ์ รับเข็มเกียรติยศ ประจำปี 2568 , ว่องไว วิฑูรชาติ ศิษย์เก่าดีเด่น 2568 โดยมี  รศ.เกศินี วิฑูรชาติ อดีตอธิการบดี มธ.,กิตติพงศ์ เศวตกิติธรรม,ชัยศักดิ์ อังค์สุวรรณ และ ดารณี วัธนเวคิน ร่วมแสดงความยินดี


รอยยิ้มแห่งความภูมิใจทั้งผู้ให้และผู้รับเข็มเกียรติยศ ประจำปี 2568 ผาณิต พูนศิริวงศ์ พร้อมความยินดีจาก ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ นายกสภา มธ.  และ รศ.เกศินี วิฑูรชาติ อดีตอธิการบดี มธ.


ศ.พิเศษ นรนิติ เศรษฐบุตร อดีตนายกสภา มธ. และ อดีตอธิการบดี มธ. พร้อม รศ.พรชัย ตระกูลวรานนท์ ผู้รับโล่เกียรติยศ, รศ.สายฝน สุเอียนทรเมธี, รศ.ดร.นิธินันท์ วิศเวศวร และ รศ.ดร.สุรัตน์ ทีรฆาภิบาล


อุไร คุณานันทกุล มิตรสนิทนำเพื่อนๆ มาร่วมยินดีด้วยความปลื้ม ฉัตรสุดา จันทร์ดียิ่ง, รักษา แสงภู่,เพ็ญศรี สุขเจริญผล และ สุทธิลักษณ์ เอี่ยมไพจิตร์

เพื่อนรักจาก วว.รุ่น 92 เป็นปลื้มไปด้วย อ.ดวงใจ ตั้งสง่า,ภาวิไล บุราวาศ,คุณหญิงกษมา วรวรรณฯ มี ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ นายกสภา มธ. ร่วมถ่ายภาพด้วย


ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ นายกสภา มธ. นำทีมยินดี มี เชาวรัตน์ เชาวน์ชวานิล นายกสมาคมนักศึกษาเก่าพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มธ.,กิตติพงศ์ เศวตกิติธรรม,ดารณี วัธนเวคิน,ชัยศักดิ์ อังค์สุวรรณ และ ชาญกิจ ไตรรัตนานนท์


ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาล อธิการบดี มธ. ยินดีกับ ผาณิต พูนศิริวงศ์ และ ภูวนาถร ณ สงขลา นายกสมาคมวารสารศาสตร์ มธ. รับรางวัล ศิษย์เก่าดีเด่น


ดารณี วัธนเวคิน, กิตติพงค์ เศวตกิติธรรม, คณิต พีชวณิชย์ และ กฤติญา เรืองเวช


ศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ อดีตอธิการบดี ร่วมแสดงความยินดี


ชัยศักดิ์ อังค์สุวรรณ ประธานจัดงานวันธรรมศาสตร์ 10 ธ.ค. และ สถิตย์ ไม้งิ้ว ผอ.สมาคมธรรมศาสตร์ฯ ที่ทำงานร่วมกันมากว่า 40 ปี และ กฤติญา เรืองเวช ร่วมยินดี


ดารณี วัธนเวคิน และ กิตติพงค์ เศวตกิติธรรม ยินดีกับ รศ.ดร.ตุลวิทย์ สถาปนจารุ รองคณะบดีฝ่ายวิจัย คณะสิ่งแวดล้อม มก. ศิษย์เก่าดีเด่น มธ. 2568


ผาณิต พูนศิริวงศ์ ร่วมยินดีกับผู้รับโล่เกียรติยศ ประเภทผู้ทำคุณประโยชน์ฯ ชมนาด พงศ์พนรัตน์ โดยมีสามี กอบศักดิ์ เพื่อนวารสาร มธ. รุ่น 2510 และลูกๆ รัตมา – วรมน- กาญจน์นภา พงศ์พนรัตน์ ร่วมยินดี


เพื่อนๆ ป.โท วารสาร มธ. อาทิ ปิยมิตร ยอดเมือง, ศุลีพร โชควิวัฒน, อาภรณ์ ศุภเดโชชัย, รัตนวิมล นารีศุกรีเขต และ สนามชัย กำจร

ศิษย์เก่าดีเด่น รชกร สุรภักดี และ คณิต พีชวณิชย์

อัยการสูงสุด อิทธิพร-เกษร แก้วทิพย์ มอบหมายให้น้องชาย นพ.ปัณธนญ ธัญจิรนรากร ผู้บริหาร เดอะภู แบงค็อก คลินิก นำดอกไม้มาร่วมยินดี


รศ.ดร.นิธินันท์ วิศเวศวร คณบดีวิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ้งภากรณ์ ร่วมยินดี


ผรณเดช พูนศิริวงศ์ มาเป็นกำลังใจให้คุณแม่คนเก่ง


รศ. ดร.กิตติวัฒน์ จันทร์แจ่มใส ผช.อธิการบดีฝ่ายบริหารทรัพยากรมนุษย์และพิจารณาตำแหน่งทางวิชาการ มธ. ร่วมยินดี


ผช.อธิการบดีฝ่ายบริหาร ศูนย์ลำปาง ผศ.พิมพ์ฉัตร รสสุธรรม และ รศ.รมิดา พัชราวนิช รองอธิการบดีฝ่ายบริหารศูนย์พัทยาและวิสาหกิจสัมพันธ์


อพิชญา วิทยากุล นายกองค์การนักศึกษา มธ. และคณะกรรมการ ยินดีกับรุ่นพี่ อดีตคณะกรรมการ อมธ. คนเก่ง


เลขาคู่ใจ พัชรา มาดล และ สะใภ้คนสวย อรุณรัตน์ พูนศิริวงศ์


ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาล อธิการบดี มธ, ยินดีกับบุคลากรดีเด่นของมหาวิทยาลัย


ชุมนุมขับร้องประสานเสียง มธ. ขับร้องเพลงประจำมหาวิทยาลัยภายในงาน

ศาสนาจารย์ ดร.แพง ชินพงศ์ นายกสมาคมศิษย์วังหลัง-วัฒนา และกรรมการ ส่งดอกไม้มาร่วมยินดี

UNITED ARROWS ฉลอง 1 ปี จับมือแบรนด์ไทย MADMATTER ออกแบบ Tote Bag ลิมิเต็ด เอดิชั่น สะท้อนแนวคิด Quiet Luxury

UNITED ARROWS ฉลอง 1 ปี จับมือแบรนด์ไทย MADMATTER ออกแบบ Tote Bag  ลิมิเต็ด เอดิชั่น สะท้อนแนวคิด Quiet Luxury

UNITED ARROWS ฉลอง 1 ปี จับมือแบรนด์ไทย MADMATTER ออกแบบ Tote Bag ลิมิเต็ด เอดิชั่น สะท้อนแนวคิด Quiet Luxury

วันอังคาร ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

UNITED ARROWS มัลติแบรนด์แฟชั่นคุณภาพจากญี่ปุ่น ภายใต้การบริหารโดย บริษัท ธนจิรา รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TAN ฉลองครบรอบ 1 ปีของการเปิดร้านแฟลกชิปในประเทศไทย ณ ชั้น ศูนย์การค้า The EMSPHERE ที่ได้รับการตอบรับอย่างดีจากกลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบแฟชั่นสไตล์ Classic และ Quiet Luxury ที่เรียบหรู เนี้ยบ และมีรายละเอียดงานฝีมือในแบบฉบับญี่ปุ่น

ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา UNITED ARROWS ได้สร้างการรับรู้ในฐานะมัลติแบรนด์สโตร์ ที่รวบรวมแบรนด์กว่า 6 แบรนด์ บนพื้นที่กว่า 196 ตารางเมตร ภายใต้แนวคิด “Everyday Elevated” ที่ยกระดับเสื้อผ้าประจำวันให้กลายเป็นการแสดงออกถึงรสนิยม ผ่านคอลเลกชันที่พิถีพิถันทั้งในด้านการเลือกสรรเนื้อผ้า การตัดเย็บ และงานออกแบบ

เพื่อเฉลิมฉลองโอกาสครบรอบ UNITED ARROWS จับมือกับแบรนด์ไลฟ์สไตล์สัญชาติไทยอย่าง MADMATTER STUDIO ออกแบบ Tote Bag รุ่นลิมิเต็ดอิดิชัน ที่มอบเป็น ของขวัญพิเศษ (Gift With Purchase) สำหรับลูกค้าภายใต้แนวคิด “Formed by the City, Worn Anywhere” โดยออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมือง ที่ต้องการความคล่องตัว ใช้งานได้หลายโอกาส และยังสะท้อนค่านิยมด้านความยั่งยืน ด้วยการเลือกใช้ Archival Fabrics หรือผ้าเหลือใช้จากอุตสาหกรรมแฟชั่น

นอกจากนี้ ภายในงาน ยังมีการจัด Styling Talk โดยทีม Supervisor จาก UNITED ARROWS นำเสนอเทรนด์และคอลเลกชัน Spring/ Summer 2025 (SS25) รวมถึงการพูดคุยโดยดีไซเนอร์จาก MADMATTER STUDIO ที่ร่วมถ่ายทอดแรงบันดาลใจเบื้องหลังการออกแบบในครั้งนี้ พร้อมรวมตัวเหล่า Friends of United Arrows เพื่อเฉลิมฉลองในบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความสนุกสนานที่มีคาแรกเตอร์และแนวคิดร่วมสมัย

UNITED ARROWS x MADMATTER Tote Bag รุ่นพิเศษนี้ จะมอบให้สำหรับลูกค้าที่มียอดซื้อสินค้าครบ 10,000 บาทขึ้นไป ณ ร้าน UNITED ARROWS ชั้น M ศูนย์การค้า The EMSPHERE ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2568 หรือจนกว่าสินค้าจะหมด

ธนจิรา กรุ๊ป ยังคงเดินหน้าต่อยอดความแข็งแกร่งของ UNITED ARROWS ในฐานะ “แบรนด์มัลติแฟชั่นจากญี่ปุ่น” พร้อมตั้งเป้าขยายฐานลูก ค้าคนเมืองที่มองหาแบรนด์แฟชั่นที่มีทั้งคุณภาพ ความเรียบหรูแบบญี่ปุ่น และความใส่ใจในรายละเอียดแบบ Quiet Luxury อย่างแท้จริง

ฟิตผิดชีวิตเปลี่ยน! เคล็ดลับออกกำลังกายให้ปลอดภัย ไม่เจ็บซ้ำ

ฟิตผิดชีวิตเปลี่ยน! เคล็ดลับออกกำลังกายให้ปลอดภัย ไม่เจ็บซ้ำ

ฟิตผิดชีวิตเปลี่ยน! เคล็ดลับออกกำลังกายให้ปลอดภัย ไม่เจ็บซ้ำ

วันอังคาร ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในช่วงนี้จะเห็นว่าเทรนด์ที่มาแรงในกลุ่มคนรุ่นใหม่ คือเรื่องการดูแลสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นการกินอาหารคลีน การใส่ใจตรวจสุขภาพ และการเริ่มออกกำลังกายที่กลายเป็นไลฟ์สไตล์ยอดฮิต โดยเฉพาะชาวออฟฟิศที่หันมาออกกำลังกายเพื่อบรรเทาอาการออฟฟิศซินโดรมกันมากขึ้น แต่ก็มีหลาย ๆ คนที่รีบร้อนเริ่มออกกำลังกายจนไม่ได้เตรียมร่างกายให้พร้อม ใช้อุปกรณ์ไม่เหมาะสม และออกกำลังกายไม่ถูกวิธี ส่งผลให้ร่างกายเจ็บและปวดยิ่งกว่าเดิม

นพ. ปฐมฉัฐ พิสิฐวัฒนาภรณ์ ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ แพทย์ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การกีฬา โรงพยาบาลวิมุต จะมาเล่าถึงข้อควรรู้ก่อนออกกำลังกายที่คนมองข้าม พร้อมแชร์เคล็ดลับเพื่อให้ทุกคนฟิตร่างกายได้อย่างสบายใจไม่ต้องกลัวเจ็บ

นพ. ปฐมฉัฐ พิสิฐวัฒนาภรณ์ ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ แพทย์ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การกีฬา โรงพยาบาลวิมุต

รู้ก่อนเริ่ม! ใครเสี่ยงเจ็บจากการออกกำลังกาย

สิ่งที่ไม่ควรมองข้ามก่อนเริ่มออกกำลังกายคือการรู้ขีดจำกัดของร่างกายตัวเอง เพราะการออกกำลังกายแบบหักโหมโดยไม่เตรียมตัวให้พร้อมอาจนำไปสู่อาการบาดเจ็บได้ง่าย โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีแนวโน้มเสี่ยงมากกว่าคนทั่วไป ได้แก่ ผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปี ผู้ป่วยโรคเรื้อรังอย่างเบาหวานหรือความดันโลหิตสูง ผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกิน คนที่เป็นออฟฟิศซินโดรม หรือคนที่ไม่เคยออกกำลังกายมาก่อน “แพทย์แนะนำว่ากลุ่มนี้ควรตรวจร่างกายเบื้องต้นก่อน เช่น วัดความดันโลหิต เช็กสมรรถภาพหัวใจ และประเมินความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ เพื่อจะได้รู้ขีดจำกัดของร่างกายตัวเอง และนำไปวางแผนการออกกำลังกายให้เหมาะกับสภาพร่างกายมากที่สุด โดยเฉพาะช่วงเริ่มต้นควรเลือกกิจกรรมที่แรงกระแทกน้อย เช่น เดินเร็ว ว่ายน้ำ หรือปั่นจักรยานช้าๆ เพื่อให้ร่างกายได้ปรับตัว ลดโอกาสบาดเจ็บที่อาจตามมา” นพ. ปฐมฉัฐ อธิบาย

ออกกำลังกายก็ดี แต่ออกให้ถูกวิธีดีที่สุด

เมื่อรู้ขีดจำกัดของร่างกายแล้ว ขั้นต่อไปคือเริ่มออกกำลังกายแบบค่อยเป็นค่อยไป เช่น ถ้าอยากวิ่ง ก็อาจเริ่มต้นด้วยการเดินเร็วไปก่อนวันละ 15-30 นาที และค่อย ๆ เพิ่มเวลาหรือเพิ่มความเข้มข้นขึ้นทีละประมาณ 10% ต่อสัปดาห์ เพื่อให้ร่างกายมีเวลาปรับตัว ซึ่งการออกกำลังกายที่ดีไม่ควรทำแค่รูปแบบเดียว แต่ควรสลับประเภทกิจกรรมในหนึ่งสัปดาห์ ทั้งการคาร์ดิโอ เวทเทรนนิ่ง และการยืดเหยียด เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงทั้งระบบกล้ามเนื้อและหัวใจ และควรศึกษาวิธีหรือท่าทางที่ถูกต้องของแต่ละกิจกรรมก่อนเริ่มทุกครั้ง นพ. ปฐมฉัฐ อธิบายต่อว่า “ก่อนออกกำลังกายอย่าลืมวอร์มอัพอย่างน้อย 5 – 10 นาที และควรยืดเหยียดหลังออกกำลังกายทุกครั้ง เพื่อป้องกันการบาดเจ็บและลดอาการปวดตึง รวมถึงควรพักฟื้นร่างกายอย่างน้อย 1 – 2 วัน ต่อสัปดาห์ ที่สำคัญคือต้องหมั่นสังเกตร่างกายระหว่างออกกำลัง ถ้าเริ่มมีอาการหายใจไม่ทัน รู้สึกเจ็บจี๊ดที่ข้อหรือกล้ามเนื้อ หรือมีอาการเวียนหัว คลื่นไส้ ควรหยุดพักทันทีก่อนเกิดการบาดเจ็บ เพราะนั่นคือสัญญาณเตือนว่าร่างกายไม่ไหวแล้ว”

ชาวออฟฟิศซินโดรมควรรู้! ท่าไหนควรเลี่ยง ท่าไหนควรทำ

สำหรับคนที่ออกกำลังกายเพื่อบรรเทาอาการออฟฟิศซินโดรม เช่น ปวดคอหรือหลังเรื้อรัง แพทย์แนะนำเลี่ยงท่าที่ต้องก้มคอหรือก้มหลังซ้ำๆ เพราะอาจทำให้ปวดคอหรือปวดหลังรุนแรงขึ้นได้ และควรเน้นออกกำลังกายเสริมกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว (Core Muscles) และกล้ามเนื้อหลังส่วนล่างเพื่อพยุงกระดูกสันหลังและเพิ่มความมั่นคงให้ร่างกาย พร้อมทั้งยืดเหยียดกล้ามเนื้อบริเวณคอ บ่า ไหล่ เป็นประจำ เวลาทำงานก็ลุกขึ้นเปลี่ยนอิริยาบถหรือยืดเส้นยืดสายทุก ๆ ชั่วโมง จะช่วยให้กล้ามเนื้อไม่ตึงสะสมจนกลายเป็นปัญหาเรื้อรังในระยะยาว

คนที่เคยบาดเจ็บจากการออกกำลังกายอาจรู้สึกเข็ดและไม่อยากลองอีก แต่จริง ๆ แล้วทุกคนสามารถกลับมาออกกำลังกายได้ แค่ต้องเลือกกิจกรรมที่เหมาะกับร่างกายตัวเอง สำหรับใครที่กังวล สามารถปรึกษานักกายภาพบำบัดหรือเทรนเนอร์ที่มีประสบการณ์ เพื่อช่วยกันวางแผนหาแนวทางที่เหมาะสมที่สุดสำหรับแต่ละคน “ส่วนวันนี้ ใครที่ยังลังเลไม่กล้าเริ่มฟิต ไม่ว่าจะเพราะกลัวเจ็บ กลัวไม่ไหว หรือมีเวลาน้อย อยากให้เข้าใจว่าการออกกำลังกายไม่จำเป็นต้องเริ่มจากอะไรหนัก ๆ ขอแค่เริ่มจากสิ่งง่ายๆ อย่างการเดินในบ้านวันละ 15 นาที แต่ขอให้ทำสม่ำเสมอ แล้วค่อย ๆ ขยับไปทำกิจกรรมอื่น เท่านี้ก็เพียงพอแล้วที่จะสร้างความแข็งแรงให้กับร่างกายในทุกๆ วัน” นพ. ปฐมฉัฐ กล่าวทิ้งท้าย

ผู้ที่มีปัญหาบาดเจ็บจากการออกกำลังกาย  สามารถนัดหมายเพื่อขอรับค ปรึกษาแพทย์โรงพยาบาลวิมุต ได้ที่ ศูนย์กระดูกและข้อ ชั้น 4 โรงพยาบาลวิมุต เวลาทำการ 08:00 – 20:00 น. โทร. 0-2079-0060 หรือดาวน์โหลด ViMUT Application เพื่อนัดหมายแพทย์ หรือใช้บริการปรึกษาหมอออนไลน์

เคล็ดลับดูแลตัวเองในวัย 40 อัพ สุขภาพดีอยู่ที่การดูแลตัวเอง

เคล็ดลับดูแลตัวเองในวัย 40 อัพ สุขภาพดีอยู่ที่การดูแลตัวเอง

เคล็ดลับดูแลตัวเองในวัย 40 อัพ สุขภาพดีอยู่ที่การดูแลตัวเอง

วันอังคาร ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในวัย 40 อัพ ความลับของการดูอ่อนกว่าวัยไม่ได้อยู่ที่ยาวิเศษ หรือการศัลยกรรม แต่อยู่ที่การดูแลตัวเองอย่างถูกวิธีและสม่ำเสมอ

แพทย์หญิง กฤดากร เกษรคำ แพทย์ American Board of Anti-Aging Medicine จาก Addlife Anti-Aging Center ชั้น 2 ไลฟ์เซ็นเตอร์ (คิวเฮ้าส์ ลุมพินี)  แนะคู่มือดูแลตัวเองในวัย 40 ปีอัพ ว่า  วัยนี้ส่วนใหญ่จะมีปัญหาเกี่ยวกับผิวพรรณที่เริ่มมีริ้วรอย เมแทบอลิซึมที่ช้าลง และฮอร์โมนที่เริ่มแปรปรวน ดังนั้น ถ้าอยากดูอ่อนกว่าวัย ต้องดูแลตั้งแต่ผิวพรรณ การปรับอาหารการกิน  การออกกำลังกาย  การพักผ่อน ไปจนถึงการดูแลสุขภาพจิตใจ

1.ใส่ใจเรื่องการบำรุงผิว 

ผู้หญิงวัย 40 ต้องการบำรุงผิวมากขึ้น เนื่องจากผิวสูญเสียคอลลาเจนและความยืดหยุ่น ส่งผลให้เกิดริ้วรอยความหย่อนคล้อยได้ง่าย คุณหมอแนะนำ ดังนี้

ใช้ครีมกันแดดทุกวัน ควรใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 ขึ้นไป และมีค่า PA+++ จะช่วยปกป้องผิวจากรังสี UVA และ UVB รวมถึงป้องกันการเกิดริ้วรอยก่อนวัย โดยควรทาทุกวัน แม้ในวันที่ไม่ได้ออกจากบ้านก็ตาม

เพิ่มความชุ่มชื่นให้แก่ผิว เลือกใช้มอยส์เจอไรเซอร์ที่มีส่วนผสมของกรดไฮยาลูรอนิก และเซราไมด์ จะช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นในชั้นผิวได้ดี นอกจากนี้ ควรบำรุงด้วยซีรัมที่ช่วยฟื้นฟูผิวในช่วงกลางคืน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลผิวขณะหลับ

ใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับสภาพผิว หากมีผิวแห้งควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีเนื้อครีมเข้มข้น ในขณะที่ผิวมันควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากน้ำมัน และไม่อุดตันรูขุนขน

อย่าลืมดูแลผิวรอบดวงตา เพราะเป็นบริเวณแรที่เกิดริ้วรอยได้ง่าย การใช้ครีมบำรุงที่มีส่วนผสมของเปปไทด์ และวิตามิน E จะช่วยลดรอยคล้ำและริ้วรอยได้เป็นอย่างดี ควรนวดเบาๆ ขณะทาเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด

2.ปรับอาหารการกิน 

โภชนาการที่ดี เป็นอีกหนึ่งกุญแจสำคัญของวิธีดูแลตัวเองไม่ให้แก่ อาหารที่มีประโยชน์จะช่วยฟื้นฟูสุขภาพและความงามจากภายใน

รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เน้นผักใบเขียว เช่น ผักโขม บรอกโคลี โปรตีนไขมันต่ำ จากปลา ไก่ และถั่ว ผลไม้น้ำตาลต่ำ เช่น สตรอเบอร์รี่  บลูเบอร์รี่

ลดน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรตขัดขาว เพื่อรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่

ดื่มน้ำให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละ 8 แก้ว ช่วยให้ระบบภายในทำงานได้ดีและเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว โดยควรดื่มน้ำเปล่า และหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนหรือน้ำตาลสูง

บริโภคอาหารเสริม คอลลาเจนและวิตามิน C ช่วยในการฟื้นฟูเซลล์ผิว เพิ่มความยืดหยุ่น ส่วน Omega-3 ช่วยลดการอักเสบและบำรุงสมอง อย่างไรก็ดี ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเลือกอาหารเสริมเพื่อความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่ดี

3.ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ  

นอกจากจะช่วยควบคุมน้ำหนักและรักษาสุขภาพหัวใจแล้ว  ยังช่วยชะลอวัย เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้ออีกด้วย โดยมีแนวทางดังนี้

ผสมผสานการออกกำลัง ทำทั้งคาร์ดิโอ และการเสริมสร้างกล้ามเนื้อ ควรออกกำลังกายอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ โดยแบ่งเป็นการทำคาร์ดิโอ เช่น วิ่ง ว่ายน้ำ หรือปั่นจักรยาน และเสริมสร้างกล้ามเนื้อ เช่น การยกน้ำหนัก เพื่อป้องกันการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ

โยคะหรือพิลาทิสช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและลดอาการปวดเมื่อย อีกทั้งยังช่วยลดความเครียดปรับสภาพจิตใจให้ผ่อนคลาย

เดินเล่น หรือออกกำลังกายกลางแจ้งบ้างในช่วงเช้า นอกจากจะช่วยให้ได้รับวิตามิน D แล้ว ยังช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญและความสดชื่นให้สุขภาพจิตด้วย

4.พักผ่อนให้เพียงพอ

 จะช่วยทำให้ร่างกายฟื้นฟูและซ่อมแซมเซลล์ต่างๆ ให้ผิวพรรณดูอ่อนกว่าวัย นอนให้ได้ 7-9 ชั่วโมงต่อคืน เวลา 22.00-02.00 น. เป็นช่วงเวลาที่ร่างกายซ่อมแซมตัวเองได้ดีที่สุด ลดการเกิดรอยคล้ำใต้ตาและริ้วรอย งดใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ก่อนนอน 1 ชั่วโมง แสงสีฟ้าจากจออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์คือตัวทำลายฮอร์โมนเมลาโทนิน ทำให้หลับยาก ควรปิดอุปกรณ์และทำกิจกรรมผ่อนคลาย เช่น อ่านหนังสือ ฟังเพลง หรือฝึกการหายใจเพื่อเตรียมตัวเข้านอน รวมทั้งใช้หมอนหรือปลอกหมอนที่ช่วยลดการเสียสดสี ปลอกหมอนที่ทำจากผ้าไหมหรือผ้าซาตินจะช่วยลดการเสียดสี ป้องกันการเกิดริ้วรอยบนใบหน้าในขณะนอนหลับ และยังช่วยรักษาความชุ่มชื้นของเส้นผมอีกด้วย

5.จัดการความเครียด

ความเครียด ทำให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนคอร์ติซอล ซึ่งมีผลต่อการเกิดริ้วรอย การจัดการความเครียด ทำให้สุขภาพกายและจิตใจสมดุลมากขึ้น

ฝึกสมาธิ หรือทำ Mindfulness  ฝึกสมาธิวันละ 5-10 นาที ช่วยลดความเครียดและความวิตกกังวล รวมถึงการทำ Mindfulness หรือฝึกจดจ่อกับปัจจุบัน ช่วยให้มีสติในการเผชิญกับสถานการณ์ต่างๆ ได้ดีขึ้น

หางานอดิเรกที่ชอบ สามารถช่วยลดความตึงเครียดและเพิ่มความสุขในชีวิตได้

พบปะสังสรรค์ การได้หัวเราะและใช้เวลาร่วมกับคนที่คุณรักจะช่วยสร้างฮอร์โมนแห่งความสุขและลดความเครียดได้อย่างดีเยี่ยม

‘ต้อหิน ภัยเงียบของดวงตา อาการน้อยแต่เสี่ยง ‘ตาบอดถาวร’

‘ต้อหิน ภัยเงียบของดวงตา อาการน้อยแต่เสี่ยง ‘ตาบอดถาวร’

‘ต้อหิน ภัยเงียบของดวงตา อาการน้อยแต่เสี่ยง ‘ตาบอดถาวร’

วันอังคาร ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในชีวิตประจำวันที่เราพึ่งพาการมองเห็นแทบตลอดเวลา กลับมีโรคหนึ่งที่อาจคืบคลานเข้ามาแบบไม่รู้ตัว และส่งผลให้สูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร นั่นคือ “ต้อหิน” หนึ่งในสาเหตุสำคัญของการตาบอดถาวรทั่วโลก และที่น่ากังวลคือ ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่รู้ตัวจนกระทั่งการมองเห็นเริ่มแคบลงหรือเสียไปแล้ว

ผู้ช่วยศาสตราจารย์แพทย์หญิงกิติยา รัตนวงศ์ไพบูลย์ จักษุแพทย์ชำนาญด้านต้อหิน โรงพยาบาลเวชธานี กล่าวว่า ต้อหิน (Glaucoma) เป็นโรคที่เกิดจากความเสียหายต่อเส้นประสาทตา ซึ่งส่วนใหญ่มีความสัมพันธ์กับความดันในลูกตาที่สูงเกินไป หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม อาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรได้

ผศ.พญ.กิติยา รัตนวงศ์ไพบูลย์ จักษุแพทย์ชำนาญด้านต้อหิน โรงพยาบาลเวชธานี 

อาการของต้อหินจะไม่มีอาการหรือสัญญาณปรากฏเด่นชัดในตอนแรก และจะเกิดอาการแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับชนิดของต้อหิน ได้แก่

ต้อหินมุมเปิด (Primary Open-Angle Glaucoma) ชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด เกิดจากการอุดตันของช่องระบายน้ำหล่อเลี้ยงภายในตา แม้มุมระบายจะเปิดอยู่ ทำให้ความดันในลูกตาสูงขึ้นอย่างช้าๆ โดยไม่แสดงอาการใด ๆ จนกว่าการมองเห็นรอบข้างจะเริ่มแคบลงเรื่อย ๆ ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษา อาจนำไปสู่การตาบอดถาวรได้

ต้อหินมุมปิด (Angle-Closure Glaucoma)  เกิดจากมุมระบายน้ำในลูกตาถูกปิด ทำให้น้ำในตาไม่สามารถระบายออกได้ ซึ่งมีทั้งชนิดเรื้อรังและเฉียบพลัน หากเป็นชนิดเฉียบพลัน ความดันตาจึงพุ่งสูงทันที ส่งผลให้เกิดอาการปวดตา ตาแดง ตามัว เห็นแสงรุ้งรอบดวงไฟ คลื่นไส้ และอาเจียน ถือเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน

ต้อหินชนิดความดันตาปกติ (Normal-Tension Glaucoma)  แม้ความดันตาอยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่เส้นประสาทตากลับถูกทำลาย โดยมักเกี่ยวข้องปัจจัยอื่นๆ นอกเหนือจากเรื่องของความดันตา เช่น การไหลเวียนของเลือดที่ไม่ดี หรือภาวะหลอดเลือดผิดปกติ ผู้ป่วยอาจไม่รู้ตัวจนกระทั่งเกิดการสูญเสียการมองเห็น

ต้อหินทุติยภูมิ (Secondary Glaucoma)  เกิดจากโรคหรือปัจจัยอื่น เช่น การอักเสบในตา อุบัติเหตุทางตา ภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน หรือการใช้ยาสเตียรอยด์ต่อเนื่อง เป็นต้น ส่งผลให้ความดันตาสูงขึ้นและทำลายเส้นประสาทตา

ต้อหินในเด็ก (Congenital Glaucoma)  พบในทารกหรือเด็กเล็ก เกิดจากความผิดปกติของระบบระบายน้ำในลูกตาตั้งแต่กำเนิด มีอาการลูกตาขนาดใหญ่ น้ำตาไหลมาก กลัวแสง และกระจกตาขุ่น ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยและรักษาโดยเร็ว

การวินิจฉัยโรคต้อหิน จักษุแพทย์จะเริ่มจากการวัดความดันภายในลูกตา ตรวจดูขั้วประสาทตา และโครงสร้างภายในตาด้วยเครื่องมือเฉพาะ หากพบความผิดปกติหรือสงสัยว่าเป็นต้อหิน อาจมีการตรวจเพิ่มเติม เช่น การตรวจลานสายตาเพื่อประเมินการทำงานของเส้นประสาทตา และการตรวจดูมุมตาเพื่อจำแนกชนิดของต้อหิน

การรักษาต้อหินมักต้องดูแลต่อเนื่องตลอดชีวิต ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่การรักษาจะเป็นการประคับประคองเพื่อไม่ให้ประสาทตาถูกทำลายมากขึ้น และเพื่อคงการมองเห็นที่มีอยู่ให้นานที่สุด ซึ่งการรักษาจะขึ้นอยู่กับชนิดของโรคต้อหินและระยะของโรคที่เป็นอยู่ดังนี้

การรักษาต้อหินโดยใช้ยา เป็นรูปแบบของยาหยอดตา ที่จะช่วยลดการสร้างน้ำในลูกตา หรือช่วยให้น้ำในลูกตาระบายออกได้ดีขึ้น เพื่อลดความดันตา หลังจากนั้นแพทย์จะนัดติดตามอาการเรื่อยๆ เพื่อดูอาการและภาวะแทรกซ้อน หากรักษาวิธีนี้แล้วไม่ดีขึ้น แพทย์อาจพิจารณาให้รักษาด้วยการใช้เลเซอร์ร่วมด้วย

การรักษาต้อหินด้วยเลเซอร์ มีจุดมุ่งหมายเพื่อลดความดันภายในลูกตา โดยช่วยให้ของเหลวภายในตาไหลเวียน หรือระบายออกได้ดีขึ้น ซึ่งชนิดของเลเซอร์ที่ใช้จะขึ้นอยู่กับชนิดของต้อหินที่ผู้ป่วยเป็น โดยแบ่งได้เป็น 2 ประเภทหลัก ดังนี้

1.ต้อหินมุมปิด (Angle-closure glaucoma)ในกรณีนี้ จักษุแพทย์จะใช้เลเซอร์ชนิดที่เรียกว่า Laser Peripheral Iridotomy (LPI) ยิงเลเซอร์เจาะรูขนาดเล็กบนม่านตา เพื่อสร้างช่องทางใหม่ให้ของเหลวในลูกตาสามารถไหลผ่านได้อย่างสะดวกมากขึ้น วิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดต้อหินมุมปิดเฉียบพลัน หรือในผู้ที่มีมุมระบายน้ำแคบจากโครงสร้างทางกายภาพของตา

2.ต้อหินมุมเปิด (Primary Open-Angle Glaucoma ) ในผู้ป่วยกลุ่มนี้ จะใช้เลเซอร์ที่เรียกว่า Selective Laser Trabeculoplasty (SLT) ซึ่งเป็นการยิงเลเซอร์พลังงานต่ำไปยังบริเวณมุมระบายน้ำของลูกตา (trabecular meshwork) เพื่อกระตุ้นการทำงานของเซลล์บริเวณนั้น ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำภายในตา ลดความดันตาได้โดยไม่ทำลายเนื้อเยื่อข้างเคียง ซึ่งมักใช้ในกรณีที่ยาหยอดตาควบคุมความดันตาได้ไม่ดีพอ หรือเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ไม่สามารถใช้ยาหยอดตาได้ต่อเนื่อง

หากการใช้ยาและเลเซอร์ไม่สามารถควบคุมความดันในตาได้ แพทย์อาจพิจารณาการผ่าตัดเพื่อลดความดันภายในลูกตา ป้องกันไม่ให้เส้นประสาทตาถูกทำลายเพิ่มเติม โดยมีวิธีหลักๆ ดังนี้ Trabeculectomy เป็นการเปิดช่องระบายน้ำใหม่ในดวงตา ช่วยให้น้ำหล่อเลี้ยงไหลออกได้ดีขึ้น ลดความดันตาได้อย่างมีประสิทธิภาพ Glaucoma Drainage Device Surgery แพทย์จะใส่ท่อระบายน้ำขนาดเล็กในลูกตา เชื่อมต่อกับบริเวณใต้เยื่อบุตาขาว เหมาะสำหรับผู้ที่ความดันตาสูงมากหรือผ่าตัดวิธีอื่นไม่สำเร็จ Minimally Invasive Bleb Surgery เป็นการผ่าตัดที่ใช้เทคโนโลยีใหม่ โดยใส่ท่อระบายชนิดพิเศษขนาดเล็กและยืดหยุ่น เพื่อช่วยให้น้ำในตาระบายออก ลดความดันตา ฟื้นตัวไว และเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนน้อย

ทั้งนี้ ต้อหินเป็นโรคตาที่เป็นภัยมืด มักไม่มีอาการเตือนในระยะแรก หากตรวจพบช้าอาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรได้ การตรวจสุขภาพตาเป็นประจำ โดยเฉพาะในผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปี หรืออายุมากกว่า 35 ปีในกรณีมีประวัติคนในครอบครัวเป็นต้อหิน จึงเป็นวิธีสำคัญในการป้องกันและตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะแรก