โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง สมเด็จพระมหาธีราจารย์ เป็นกรรมการมหาเถรสมาคม

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง สมเด็จพระมหาธีราจารย์ เป็นกรรมการมหาเถรสมาคม

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง สมเด็จพระมหาธีราจารย์ เป็นกรรมการมหาเถรสมาคม

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.04 น.

ราชกิจจานุเบกษา โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง สมเด็จพระมหาธีราจารย์ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามฯ เป็นกรรมการมหาเถรสมาคม มีผลตั้งแต่ 11 มิถุนายน 2569 

วันที่ 11 มิถุนายน 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศแต่งตั้งกรรมการมหาเถรสมาคม ระบุว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งกรรมการมหาเถรสมาคม อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ประกอบมาตรา 5 ตรี มาตรา 12 มาตรา 14 และมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2561 จึงทรงพระกรุณาโปรดแต่งตั้ง สมเด็จพระมหาธีราจารย์ (ปสฤทธิ์ เขมงกโร) วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร กรุงเทพมหานคร เป็นกรรมการมหาเถรสมาคม โดยให้ดำรงตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการมหาเถรสมาคม ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดแต่งตั้ง ตั้งแต่วันที่ 10 ธันวาคม 2568

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 11 มิถุนายน พุทธศักราช 2569

ประกาศ ณ วันที่ 11 มิถุนายน พุทธศักราช 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน

ตอบทุกคำถามเวทีชี้แจง TH-AI Passport ทำไมต้องซื้อ โปร่งใส ไม่ล็อกสเปก ย้ำชัดใช้เท่าไหร่ จ่ายเท่านั้น

ตอบทุกคำถามเวทีชี้แจง TH-AI Passport ทำไมต้องซื้อ โปร่งใส ไม่ล็อกสเปก ย้ำชัดใช้เท่าไหร่ จ่ายเท่านั้น

ตอบทุกคำถามเวทีชี้แจง TH-AI Passport ทำไมต้องซื้อ โปร่งใส ไม่ล็อกสเปก ย้ำชัดใช้เท่าไหร่ จ่ายเท่านั้น

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.01 น.

วันนี้ 11 มิถุนายน 69 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ได้จัดเวทีเสวนาสาธารณะเพื่อชี้แจงและรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนเกี่ยวกับโครงการ THAI AI Passport ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ได้รับความสนใจและถูกตั้งคำถามจากสังคมอย่างกว้างขวาง โครงการนี้มีเป้าหมายสำคัญในการยกระดับทักษะด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ให้กับคนไทยจำนวน 5 ล้านคน ภายใต้งบประมาณ 1,621 ล้านบาท

บรรยากาศในเวทีเสวนามีการเปิดกว้างให้ซักถามอย่างตรงไปตรงมา โดยมี นายไชยชนก ชิดชอบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี), นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี), นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี), นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี), นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.), ดร.การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เข้าร่วมด้วย

และตัวแทนฝ่ายค้าน ตัวแทนภาคเอกชนที่เป็นผู้รับจ้าง ตลอดจนนักวิชาการและประชาชนทั่วไปเข้าร่วมอย่างคับคั่ง การจัดเวทีนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการสร้างความโปร่งใส คลายข้อสงสัยในทุกประเด็น เพื่อให้โครงการนี้เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างแท้จริง

ภาพจากเฟซบุ๊ค กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

วิกฤตขีดความสามารถทางดิจิทัลและที่มาของเป้าหมาย 5 ล้านคน

นายพชร ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมได้ชี้แจงว่า ดัชนีชี้วัดด้านเศรษฐกิจดิจิทัลและเทคโนโลยี AI ของประเทศไทยในภาพรวมตกต่ำลงอย่างต่อเนื่อง จนล่าสุดในปี 2568 ประเทศไทยรั้งอันดับที่ 89 ซึ่งถือว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในภูมิภาคอาเซียน โดยจากการประเมินอัตราการเข้าถึง AI ของประเทศไทยที่ปัจจุบันอยู่ราว 10.7% ต่ำกว่าเวียดนามที่อยู่ 23.5% และสิงคโปร์ที่อยู่ 60.9% ดังนั้น หากผลักดันให้มีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นอีก 5 ล้านคน จะช่วยให้อัตราการเข้าถึง AI ของไทยขยับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 22-23% ใกล้เคียงกับประเทศเวียดนาม ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกอยู่ที่ 16.3%  รัฐบาลจึงเห็นความจำเป็นเร่งด่วนในการผลักดันนโยบายเพิ่มทักษะ (Upskill) และปรับทักษะ (Reskill) ให้กับประชาชน เพื่อเตรียมความพร้อมสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลและลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูงระหว่างคนในเมืองและภูมิภาค

สำหรับเป้าหมายจำนวนผู้รับสิทธิ์ 5 ล้านคนนั้น มาจากการคำนวณฐานประชากรวัยแรงงานที่อยู่ในระบบเศรษฐกิจประมาณ 50 ล้านคน โดยตั้งเป้าหมายนำร่องที่ร้อยละ 10 หรือ 5 ล้านคน กลุ่มเป้าหมายถูกแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1. กลุ่มนักเรียนนักศึกษา ซึ่งเป็นวัยที่จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีเพื่อลดเวลาในการวิเคราะห์ข้อมูล 2. กลุ่มบุคลากรภาครัฐ เพื่อนำ AI มาช่วยลดระยะเวลาและเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดทำข้อมูลต่างๆ และ 3. ประชาชนทั่วไปรวมถึงผู้ประกอบการรายย่อย (SME) อายุ 15 ปีขึ้นไป

ในส่วนของงบประมาณ 1,621 ล้านบาทนั้น ไม่ได้ใช้งบประมาณแผ่นดินโดยตรง แต่เป็นการใช้เงินจากกองทุนนอกงบประมาณ หรือ กองทุน DE ซึ่งมีระเบียบรองรับอย่างชัดเจน และต้องปฏิบัติตามกฎหมายการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ผ่านการกลั่นกรองจากคณะกรรมการหลายขั้นตอนเป็นระยะเวลาเกือบ 5 เดือน

ภาพจากเฟซบุ๊ค กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เจาะลึกความคุ้มค่า ทำไมรัฐต้องลงทุนซื้อ AI แทนการใช้ของฟรี?

หนึ่งในคำถามสำคัญจากภาคประชาชนคือ เหตุใดจึงไม่สนับสนุนให้ประชาชนใช้ AI ที่เปิดให้ใช้งานฟรีทั่วไปตามอินเทอร์เน็ต ตัวแทนผู้รับจ้างจากภาคเอกชนได้ชี้แจงว่า ระบบ AI แบบฟรีนั้นมีข้อจำกัดมากมาย เช่น ความสามารถในการวิเคราะห์เชิงลึก การจำกัดจำนวนคำถามต่อวัน และข้อจำกัดในการประมวลผลข้อมูลที่ซับซ้อน ซึ่งไม่เพียงพอต่อการนำมาใช้ทำงานจริงหรือยกระดับทักษะในระดับมืออาชีพ โครงการ THAI AI Passport จึงได้จัดเตรียม AI ในระดับ Pro หรือ Premium ซึ่งปกติประชาชนต้องเสียค่าใช้จ่ายส่วนตัวประมาณ 259-299 บาทต่อเดือน

ระบบนี้ได้รวบรวมโมเดล AI ประสิทธิภาพสูงถึง 31 โมเดล จาก 14 ค่ายชั้นนำระดับโลก มาให้บริการแบบครบวงจรในแพลตฟอร์มเดียว ผู้ใช้งานจะสามารถสัมผัสกับฟีเจอร์ระดับโลก อาทิ การทำแชทเชิงลึกด้วย Claude Opus 4.8, การวิจัยข้อมูลขั้นสูงด้วย Open AI O3 และ Perplexity Sonar, การสร้างสรรค์ภาพกราฟิกด้วย Nano Banana Pro และ GPT Image 2, การตัดต่อและสร้างวิดีโอด้วย Gemini VEO 3.1 Fast, การสร้างเสียงเพลงด้วย Google Lyria 3 Pro รวมถึงการเขียนโค้ดเพื่อสร้างเว็บไซต์

ยิ่งไปกว่านั้น โครงการยังมีระบบการจัดการเรียนรู้ (Learning Management System – LMS) ที่ประกอบด้วยหลักสูตรกว่า 130 หลักสูตร ซึ่งอ้างอิงกรอบการเรียนรู้ขององค์การยูเนสโก (UNESCO) และหลักสูตรจากเจ้าของโมเดลโดยตรง เนื้อหาครอบคลุมตั้งแต่ระดับพื้นฐาน การเขียน Prompt สำหรับคนทำงาน ไปจนถึง AI สำหรับการตลาดและการบริการลูกค้าในระดับธุรกิจ ผู้ที่เรียนจบจะได้รับใบประกาศนียบัตร และมีการใช้ระบบ Gamification เพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความสนุกและเก็บคะแนนเพื่อรักษาสิทธิ์ในการใช้งานโมเดลขั้นสูง เมื่อหารเฉลี่ยออกมาแล้ว ภาครัฐจะมีค่าใช้จ่ายเพียง 27 บาทต่อคนต่อเดือน ซึ่งถือว่ามีความคุ้มค่าอย่างมาก

ภาพจากเฟซบุ๊ค กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เคลียร์ปมความโปร่งใส การจัดซื้อจัดจ้าง และนโยบาย “ใช้เท่าไหร่ จ่ายเท่านั้น”

นายพชร ทางปลัดกระทรวงฯ ได้ยืนยันว่ากระบวนการสืบราคากลางนั้น ดำเนินการโดยสืบค้นจากผู้ประกอบการในธุรกิจด้านเทคโนโลยีและดิจิทัลที่มีประวัติการทำงานขนาดใหญ่กับภาครัฐจำนวน 8 ราย และเปิดประมูลเป็นการทั่วไปอย่างโปร่งใส สำหรับข้อกังขาเรื่องงวดงานแรกที่ถูกวิจารณ์ว่าส่งเพียงกระดาษรายงานก็ได้เงินนั้น ปลัดกระทรวงฯ ชี้แจงว่า เอกชนผู้รับจ้างยังไม่ได้รับเงินแม้แต่บาทเดียว การส่งมอบงานในงวดแรกไม่ใช่แค่การส่งแผนงานแบบกระดาษ แต่ผู้รับจ้างจะต้องส่งผลการดำเนินงานเบื้องต้น ระบบต้องสามารถเปิดทดสอบได้จริงตามเงื่อนไขในเอกสารข้อกำหนด (TOR) ส่วนงบประชาสัมพันธ์ที่มีการพูดถึงป้ายโฆษณาตามจุดต่างๆ นั้น เป็นเพียงส่วนหนึ่งของกิจกรรมรวมมูลค่า 35 ล้านบาท โดยงบสำหรับป้ายโฆษณาอยู่ที่ประมาณ 9 แสนบาทเท่านั้น ไม่ใช่การทุ่มงบหลายร้อยล้านตามที่เป็นข่าวลือ

เพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นสูงสุด รัฐบาลได้ปรับนโยบายการเบิกจ่ายงบประมาณเป็นรูปแบบ “ใช้เท่าไหร่ จ่ายเท่านั้น” (Pay Per Actual Use) ซึ่งหมายความว่า หากมีประชาชนเข้ามาใช้งานจริงจำนวนเท่าใด ภาครัฐก็จะจ่ายเงินตามจำนวนคนและระยะเวลาที่มีการใช้งานจริงเท่านั้น ตัวอย่างเช่น หากมีผู้ใช้งานในเดือนแรกเพียง 1 แสนคน รัฐก็จะจ่ายเงินเพียง 2.7 ล้านบาท ไม่ได้เป็นการจ่ายเหมาล่วงหน้าเต็มจำนวน 1,600 กว่าล้านบาทแต่อย่างใด

เงื่อนไขนี้จะถูกนำไปเจรจากับผู้รับจ้างเพื่อจัดทำเป็นเอกสารแนบท้ายสัญญาต่อไป นอกจากนี้ เพื่อรองรับการใช้งานที่อาจจะเข้ามาพร้อมกันจำนวนมาก ระบบได้รับการออกแบบทางเทคนิคให้มีความสามารถในการประมวลผล (TPS) อยู่ที่ 2,500 ถึง 5,000 ธุรกรรมต่อวินาที ซึ่งสูงกว่ามาตรฐานทั่วไป เพื่อให้มั่นใจว่าจะสามารถรองรับผู้ใช้งานพร้อมกันได้ไม่ต่ำกว่า 5 แสนคนต่อชั่วโมง และรองรับเป้าหมาย 5 ล้านคนได้โดยไม่เกิดปัญหาระบบล่ม

ภาพจากเฟซบุ๊ค กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) และมาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ตัวแทนจากกระทรวง DE และตัวแทนผู้ให้บริการด้านเทคโนโลยีอย่างไมโครซอฟท์ (Microsoft) ได้ให้ความมั่นใจอย่างหนักแน่นว่า ระบบถูกออกแบบมาให้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) อย่างเคร่งครัด การเข้าใช้งานระบบจะเริ่มต้นด้วยการยืนยันตัวตนผ่านระบบ Thai ID เพื่อพิสูจน์สิทธิ์และป้องกันปัญหาการสวมสิทธิ์นำไปขายต่อ ข้อมูลโพรไฟล์ของผู้ใช้งานและประวัติการสนทนา (Chat log) จะถูกจัดเก็บรักษาไว้อย่างปลอดภัยภายในเซิร์ฟเวอร์ที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย

แม้ว่าการประมวลผลข้อมูลหรือคำสั่ง (Prompt) จะต้องส่งไปยังตัวโมเดลปัญญาประดิษฐ์ในต่างประเทศตามหลักการทำงานสากล แต่ผู้ให้บริการระดับโลกมีข้อสัญญาชัดเจนในการปกป้องข้อมูล (Data Protection Addendum) ว่าจะไม่มีการนำข้อมูล ทั้งข้อความ รูปภาพ หรือไฟล์เอกสารที่ประชาชนคนไทยป้อนเข้าสู่ระบบ ไปใช้เพื่อการฝึกฝน (Train) หรือพัฒนาโมเดล AI ของบริษัทตนเองโดยเด็ดขาด ในส่วนของการตรวจสอบจากฝั่งภาครัฐ กระทรวง DE จะมองเห็นเพียงข้อมูลสถิติในภาพรวมเท่านั้น เช่น ปริมาณการใช้งานรวม ฟีเจอร์ที่ได้รับความนิยมสูง หรือจังหวัดที่มีผู้ใช้งานมากที่สุด เพื่อนำไปประเมินผลโครงการ รัฐบาลจะไม่สามารถระบุตัวตน หรือเจาะจงเข้าไปดูข้อมูลการสนทนาส่วนตัวของประชาชนได้เลย ว่านาย A หรือนาง B พิมพ์คำถามหรือค้นหาข้อมูลใดบ้าง ทำให้ประชาชนสามารถใช้งานได้อย่างสบายใจและปลอดภัย

ก้าวต่อไป และการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน

ในช่วงท้ายของการเสวนา ตัวแทนจากภาคประชาชน นักวิชาการ และฝ่ายการเมือง ได้เสนอทางเลือกในการดำเนินโครงการต่อไป โดยหนึ่งในข้อเสนอสำคัญคือการเรียกร้องให้แก้ไขและปรับปรุงรายละเอียดในสัญญาให้รัดกุมยิ่งขึ้น แทนที่จะล้มเลิกโครงการไปทั้งหมด ซึ่งภาครัฐก็เห็นพ้องด้วยว่าการปรับปรุงเงื่อนไขคือทางออกที่ดีที่สุด เพราะหากล้มเลิกโครงการ โอกาสในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญาประดิษฐ์ของไทยอาจต้องหยุดชะงักลงอย่างน่าเสียดาย

นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอที่น่าสนใจจากสมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย ที่ต้องการให้โครงการนี้สร้างพื้นที่ทดลอง (Sandbox) และนำโมเดล AI ไปประยุกต์ใช้กับระบบบริหารจัดการทรัพยากรองค์กร (ERP) เพื่อแจกจ่ายให้ผู้ประกอบการ SME ได้นำไปต่อยอดทางธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม

เพื่อรับประกันความโปร่งใสในระยะยาว กระทรวง DE รับปากที่จะพิจารณาข้อเสนอในการจัดทำหน้าจอแสดงผลสถิติการใช้งานภาพรวมแบบเรียลไทม์ (Dashboard) เพื่อให้สาธารณชนและประชาชนทั่วไปสามารถเข้ามาร่วมตรวจสอบประสิทธิภาพของโครงการได้ตลอดเวลาว่า มีคนเข้ามาใช้งานแล้วเท่าใด และเกิดผลสัมฤทธิ์มากน้อยเพียงใด

รวมถึงรับข้อเสนอในการจัดตั้งคณะกรรมการร่วม (Steering Committee) ที่ประกอบด้วยตัวแทนจากองค์กรวิชาชีพ สมาคมที่เกี่ยวข้อง และภาคประชาชน เข้ามาร่วมกำกับดูแลและติดตามผลการดำเนินงานโครงการอย่างใกล้ชิด ข้อมูล ข้อคิดเห็น และข้อห่วงใยทั้งหมดที่เกิดขึ้นในเวทีประวัติศาสตร์ครั้งนี้ จะถูกนำไปประมวลผลเพื่อนำไปสู่การเจรจาปรับปรุงเอกสารแนบท้ายสัญญากับผู้รับจ้าง เพื่อให้โครงการ THAI AI Passport เป็นก้าวกระโดดที่สำคัญ โปร่งใส ตรวจสอบได้ และสร้างประโยชน์สูงสุดในการนำพาคนไทยเข้าสู่ยุคปัญญาประดิษฐ์ได้อย่างภาคภูมิใจ

กกต. แจงยิบ! ปมครหาละเว้นไม่ดำเนินการเรื่อง โพย วันเลือก สว. ยันทำต่อเนื่อง

กกต. แจงยิบ! ปมครหาละเว้นไม่ดำเนินการเรื่อง โพย วันเลือก สว. ยันทำต่อเนื่อง

กกต. แจงยิบ! ปมครหาละเว้นไม่ดำเนินการเรื่อง โพย วันเลือก สว. ยันทำต่อเนื่อง

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.39 น.

วันที่ 11 มิถุนายน 69 เวลา 13.30 น. สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้ออกเอกสารชี้แจงกรณีนายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล สว.กลุ่มสำรอง และ พ.ต.อ.มนัส นครศรี ผู้ตรวจการเลือกตั้งประจำจังหวัดสมุทรปราการ ออกมา กล่าวอ้างว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ละเว้นไม่ดำเนินการเกี่ยวกับโพยหรือเอกสารจดหมายเลขผู้สมัครในวันเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ระดับประเทศทั้งปล่อยปะละเลย ให้ผู้สมัครนำข้อมูลแนะนำตังของผู้สมัคร(สว.3) เข้าไปในสถานที่เลือกระดับประเทศ  การหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติหน้าที่และไม่ควบคุมการเลือก สว.ให้เป็นไปด้วยความสุจริตเที่ยงธรรม รวมถึงการที่ผู้ตรวจการเลือกตั้งประจำจังหวัด แจ้งว่าจะมีโพยฮั้ว สว.ในวันเลือก สว.ระดับประเทศนั้น  ว่า ทั้งหมดไม่ความจริง 

โดยสำนักงาน กกต.มีการชี้แจงเรื่องดังกล่าวเป็นเอกสารข่าว ระหว่างช่วง มี.ค.-พ.ค.2568 มาแล้ว 3ครั้ง  อีกทั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ได้มีคำพิพากษา เมื่อ 28 ม.ค.2568 ยกฟ้อง กกต. กรณีที่กลุ่ม สว.สำรองฟ้องว่ากระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ความผิดต่อ พรป.ว่าด้วย กกต. ความผิดต่อ พรป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. และความผิดต่อ พรป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตจากกรณีดังกล่าว

นอกจากนี้ สำนักงาน กกต. ยังชี้แจงอีกว่า ในเรื่องร้องเรียนการเลือก สว. ในทำนองเดียวกันนี้  กกต.จะเร่งพิจารณาเรื่องดังกล่าวให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว

ยังได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ นักวิชาการมองไทยเดินเกมการทูต ‘คีมหนีบ’ กัมพูชา เป็นแซนด์วิชขยับลำบาก

ยังได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ นักวิชาการมองไทยเดินเกมการทูต 'คีมหนีบ' กัมพูชา เป็นแซนด์วิชขยับลำบาก

ยังได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ นักวิชาการมองไทยเดินเกมการทูต ‘คีมหนีบ’ กัมพูชา เป็นแซนด์วิชขยับลำบาก

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.33 น.

นักวิชาการมองไทยเดินเกมการทูต “คีมหนีบ” บีบกัมพูชา เป็นแซนด์วิช ขยับลำบาก ชี้ข้อพิพาทบก-ทะเล ไทยยังได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์

รศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช นายกสมาคมภูมิภาคศึกษา และอาจารย์ประจำสาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) วิเคราะห์สถานการณ์ความตึงเครียดไทย–กัมพูชา โดยระบุว่า

นักวิชาการ

ภาพรวมของเกมการทูตและข้อพิพาทเชิงพื้นที่ในขณะนี้ ประเทศไทยยังอยู่ในสถานะที่ได้เปรียบกว่ากัมพูชา ทั้งในมิติชายแดนทางบก พื้นที่ทางทะเล และการสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์กับประเทศสำคัญในภูมิภาค

รศ.ดร.ดุลยภาค ระบุว่า การเดินทางเยือนฝรั่งเศสและเวียดนามของฝ่ายไทยในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนยุทธศาสตร์การทูตเชิงรุกที่อาจเรียกได้ว่าเป็น “การเดินเกมแบบคีมหนีบ” เพื่อบีบพื้นที่ทางยุทธศาสตร์ของกัมพูชา เนื่องจากทั้งฝรั่งเศสและเวียดนามล้วนเป็นประเทศที่กัมพูชาเคยมั่นใจว่ามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับตนเองมาอย่างยาวนาน

ฝรั่งเศสเคยเป็นเจ้าอาณานิคมในอินโดจีน และมีบทบาทเกี่ยวข้องกับเอกสารประวัติศาสตร์ เขตแดน รวมถึงมรดกโลก ขณะที่เวียดนามเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีอิทธิพลต่อการเมืองกัมพูชามาตั้งแต่อดีต การที่ไทยยกระดับความสัมพันธ์กับทั้งสองประเทศ จึงเท่ากับเป็นการเข้าไปสร้างน้ำหนักทางการทูตในพื้นที่ที่กัมพูชาเคยเชื่อว่าเป็นแต้มต่อของตนเอง

รศ.ดร.ดุลยภาค กล่าวว่า การยกระดับความสัมพันธ์ไทย–ฝรั่งเศส และไทย–เวียดนาม ในระดับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ มีนัยสำคัญอย่างมาก เพราะทำให้กัมพูชาไม่สามารถมั่นใจได้อีกต่อไปว่า ฝรั่งเศสหรือเวียดนามจะยืนอยู่ข้างตนเองโดยอัตโนมัติ โดยเฉพาะในประเด็นชายแดน มรดกโลก ความมั่นคง และผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในภูมิภาค

“ไทยกำลังทำให้กัมพูชากลายเป็นแซนด์วิช ถูกประกบโดยประเทศที่มีน้ำหนักทางยุทธศาสตร์มากกว่า ทั้งไทยและเวียดนาม ขณะเดียวกัน ฝรั่งเศสก็ไม่ใช่พื้นที่ผูกขาดทางการทูตของกัมพูชาอีกต่อไป” รศ.ดร.ดุลยภาค กล่าว

ในประเด็นข้อพิพาทเชิงพื้นที่ รศ.ดร.ดุลยภาค มองว่า กัมพูชาพยายามเดินเกมทั้งทางบกและทางทะเลควบคู่กัน โดยทางบกต้องการผลักดันให้ไทยกลับเข้าสู่การเจรจา JBC เพื่อเปิดช่องให้มีการพูดคุยเรื่องแนวเขตแดน แต่ไทยปฏิเสธแล้ว เพราะไม่ไว้ใจกัมพูชา ส่วนทางทะเล กัมพูชาใช้กรอบ UNCLOS เพื่อกดดันไทยในประเด็นพื้นที่ทับซ้อน ซึ่งไทย วางแผนตั้ง 2 ชั้น ชั้นแรก คือ การชี้แจงว่ากัมพูชาลัดขั้นตอน ไม่ยอมเจรจา 2 ฝ่าย ชั้นที่ 2 คือ การไม่ดื้อแพ่ง แลเข้าสู่ขั้นตอน เพื่อประกบการเคลื่อนไหวของกัมพูชา

อย่างไรก็ตาม ไทยยังมีจุดแข็งสำคัญ คือสามารถเชื่อมเกมทางบกและทางทะเลเข้าด้วยกันได้ กล่าวคือ เมื่อกัมพูชาเร่งเดินเกมทางทะเลและพยายามข้ามขั้นตอนการเจรจาทวิภาคี ไทยก็ย่อมมีเหตุผลมากขึ้นในการชะลอการเจรจาเรื่องเขตแดนทางบก รวมถึงยังสามารถรักษามาตรการปิดด่านหรือจำกัดการเปิดด่านต่อไปได้ และคิดว่า เขาได้รับผลระทบทางเศรษฐกิจหนักมาก มิเช่นนั้นคงไม่เร่งให้เปิดด่าน

รศ.ดร.ดุลยภาค ระบุว่า แม้ในเกม UNCLOS กัมพูชาจะพยายามยกระดับข้อพิพาทเข้าสู่กลไกประนอมข้อพิพาทภาคบังคับ แต่ไทยยังมีเหตุผลทางกฎหมายในการคัดค้าน เพราะหลักการทั่วไปควรเริ่มจากการเจรจาทวิภาคีระหว่างสองประเทศก่อน ไม่ใช่ข้ามไปสู่กลไกคนกลางทันที

นอกจากนี้ ข้อพิพาททางทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชามีรากฐานมาตั้งแต่ก่อน UNCLOS มีผลบังคับใช้ อีกทั้งเส้นไหล่ทวีปที่กัมพูชาขีดเข้ามาบริเวณเกาะกูด ยังถูกมองว่าเป็นการอ้างสิทธิ์เกินขอบเขต หรือ Overclaim ซึ่งเป็นประเด็นที่ไทยสามารถใช้เป็นเหตุผลในการต่อสู้ทางกฎหมายระหว่างประเทศได้

นักวิชาการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศรายนี้ยังมองว่า หากพิจารณาภาพรวมทั้งหมด ทั้งข้อพิพาททางบก ทางทะเล การปิดด่าน เศรษฐกิจชายแดน และการทูตกับประเทศสำคัญ ไทยยังอยู่ในสถานะที่ได้เปรียบกว่ากัมพูชา เพราะกัมพูชายังต้องการให้ไทยเปิดด่าน และต้องการดึงไทยกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา ขณะที่ไทยยังสามารถใช้เวลาและเงื่อนไขความไว้วางใจเป็นเครื่องมือต่อรองได้

รศ.ดร.ดุลยภาค สรุปว่า เกมของกัมพูชาไม่ใช่เพียงการใช้กำลังตามแนวชายแดน แต่เป็นการใช้หลายเครื่องมือพร้อมกัน ทั้งการทหาร การทูต กฎหมายระหว่างประเทศ และสงครามข้อมูลข่าวสาร ขณะที่ไทยเองก็ไม่ได้ตั้งรับอย่างเดียว แต่กำลังใช้การทูตเชิงรุก สร้างแนวร่วมทางยุทธศาสตร์ และรักษาความได้เปรียบในภาพรวม

“ถ้ามองเฉพาะทางทะเล เกมอาจยังผลัดกันรุกผลัดกันรับ แต่ถ้ามองทั้งภาพใหญ่ ทั้งบก ทะเล เศรษฐกิจชายแดน และการทูตระหว่างประเทศ ไทยยังไม่ได้อยู่ในสถานะลำบาก ตรงกันข้าม ไทยยังมีแต้มต่อมากกว่ากัมพูชา” รศ.ดร.ดุลยภาค กล่าว 

รื้อแจกบัตรคนจนแบบเหมาเข่ง นักวิชาการ มธ. หนุน คลัง ใช้ Negative Income Tax

รื้อแจกบัตรคนจนแบบเหมาเข่ง นักวิชาการ มธ. หนุน คลัง ใช้ Negative Income Tax

รื้อแจกบัตรคนจนแบบเหมาเข่ง นักวิชาการ มธ. หนุน คลัง ใช้ Negative Income Tax

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.24 น.

นักวิชาการธรรมศาสตร์ หนุน กระทรวงการคลัง ใช้ “ระบบภาษีติดลบ” รื้อระบบสวัสดิการรัฐใหม่ เหตุ ช่วยให้เงินช่วยเหลือพุ่งเป้าตรงจุดมากขึ้น – หนุนคนเข้าสู่ระบบภาษี แนะ เพิ่มกลไกตรวจสอบ เช่น เชื่อมข้อมูลกับบัญชีธนาคาร – ลงไปดูสภาพความเป็นอยู่ เพื่อแก้ปัญหาคนจนไม่ได้ แต่คนได้ไม่จน รวมถึงลดปัญหาให้สวัสดิการซ้ำซ้อนในระยะยาว พร้อมระบุ ไม่เห็นด้วย – ควรยกเลิกเกณฑ์ “ตัดสิทธิลดหย่อนภาษีพ่อและแม่”
 
ผศ.วีระวัฒน์ ภัทรศักดิ์กำจร คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า เห็นด้วยที่กระทรวงการคลังเตรียมผลักดันระบบภาษีติดลบ (Negative Income Tax หรือ NIT) เพื่อจัดระเบียบสวัสดิการภาครัฐใหม่ทั้งระบบ แก้ปัญหาสวัสดิการซ้ำซ้อนในระยะยาวช่วยให้การจัดสวัสดิการของรัฐในรูปแบบการให้เงินอุดหนุนแก่ประชาชน ทำได้ตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้นกว่าระบบในปัจจุบัน และสอดรับกับรายได้ที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละปี อีกทั้งยังเป็นการดึงให้คนเข้าสู่ระบบภาษีมากขึ้นด้วย

นักวิชาการ มธ.

ทั้งนี้ เนื่องจากระบบดังกล่าว เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้การจัดสวัสดิการแบบให้เงินอุดหนุนพุ่งเป้ามีประสิทธิภาพมากขึ้น ผ่านการพิจารณาข้อมูลจากระบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กล่าวคือ หากคนไหนมีรายได้มากกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ก็จะต้องเสียภาษีตามปกติ แต่หากมีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์ที่กำหนดจะได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐตามระดับรายได้ของแต่ละคนที่แตกต่างกันแทนการต้องเสียภาษี

“ในอนาคตกลุ่มคนที่ยังไม่ได้ยื่นภาษี และคนที่ได้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ประมาณ 10 ล้านคนตอนนี้ก็จะต้องมายื่นภาษี และต้องทำทุกปี เพื่อให้รัฐมีข้อมูลในการคัดกรองว่าใครบ้างที่จะควรได้รับเงิน ซึ่งในต่างประเทศก็มีการใช้ระบบนี้เหมือนกัน เช่น ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา ฯลฯ และจริงๆ ไทยเคยมีการศึกษาเรื่องนี้มาตั้งแต่ปี 2555 แล้ว และสมัยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ก็มีความสนใจจะผลักดันให้เกิดระบบนี้ขึ้น แม้แต่ใน พ.ร.บ.การจัดประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคมฯ ยังระบุไว้ว่าในระยะยาวให้นำระบบ NIT มาใช้ แต่ไปๆ มาๆ ไม่รู้เพราะอะไรถึงกลายเป็นบัตรสวัสดิการแห่งรัฐแทน” ผศ.วีระวัฒน์ กล่าว

ผศ.วีระวัฒน์ กล่าวต่อไปว่า อย่างไรก็ตามกระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องออกมาตรการเสริมควบคู่ไปด้วย โดยเฉพาะการเพิ่มกลไกตรวจสอบสถานะทางรายได้ และความเป็นอยู่ของบุคคล เช่น การเชื่อมโยงกับข้อมูลบัญชีธนาคาร การมีคนของหน่วยงานลงไปตรวจสอบสภาพที่อยู่อาศัย และความเป็นอยู่ ฯลฯ เพื่อให้การคัดกรอง และการสนับสนุนเงินอุดหนุนไปถึงคนที่มีความจำเป็นจะต้องได้รับจริงๆ และลดความซ้ำซ้อนของการได้รับสวัสดิการในระยะยาว

รวมไปถึงลดปัญหากรณีคนที่ควรจะได้รับสิทธิแต่กลับตกหล่น และกรณีคนที่ไม่ตรงตามหลักเกณฑ์แต่ได้รับสิทธิ เช่น คนที่มีรายได้สูงกว่าเกณฑ์ที่ควรจะได้รับ ทว่า คงไม่สามารถแก้ไขได้ทั้งหมด เพราะระบบ NIT อาศัยกลไกการยื่นภาษี ซึ่งเป็นการให้ประชาชนรายงานข้อมูลได้ด้วยตัวเอง จึงเป็นเรื่องยากที่รัฐจะลงไปตรวจสอบแบบละเอียดกับทุกคนว่าคนไหนมีรายได้ต่ำ และจำเป็นจะต้องได้รับการช่วยเหลือจริงๆ ดังนั้นหากมีคนจงใจส่งข้อมูลไม่ครบเพื่อให้รายได้ไม่ถึงเกณฑ์ก็มีโอกาสที่จะหลุดการคัดกรอง และได้รับสิทธิไปได้เช่นกัน

Negative Income Tax

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

นอกจากนี้ อีกความท้าทายก็คือ ประเทศไทยมีแรงงานจำนวนมากที่ทำงานอยู่นอกระบบ ซึ่งบางส่วนทำงานแบบรายวัน และรับรายได้เป็นเงินสด จึงไม่มีหลักฐานในการรับเงินที่ชัดเจน และทำให้การพิสูจน์ทราบว่าเป็นผู้มีรายได้ต่ำ และต้องได้รับการช่วยเหลือจากรัฐจริงๆ เป็นเรื่องยาก ขณะที่ปัญหานี้ไม่ค่อยเกิดขึ้นในต่างประเทศมากนัก โดยเฉพาะประเทศพัฒนาแล้ว เพราะแรงงานส่วนใหญ่ในประเทศเหล่านั้นจะทำงานอยู่ในระบบ และมีแรงงานนอกระบบน้อยมาก

“แต่ปัญหาคนที่ไม่ตรงหลักเกณฑ์แต่ได้รับสิทธิอาจจะลดลงกว่าระบบเดิม เพราะมีการทำให้ข้อมูลใกล้เคียงความเป็นจริงมากขึ้น เช่น การทบทวนสิทธิตามระบบภาษีที่ต้องทำต่อเนื่องทุกปี ขณะที่ระบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2 – 3 ปีถึงจะทบทวนหนึ่งครั้ง โดยจากงานวิจัยที่เคยทำในปี 2562 พบว่าจากข้อมูลสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมครัวเรือน ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐประมาณ 13 ล้านคน คนที่มีบัตรฯ แต่คุณสมบัติไม่ผ่านเกณฑ์ที่ควรจะได้รับมีอยู่ประมาณ 5.2 ล้านคน หรือ 38% ส่วนกลุ่มที่คุณสมบัติผ่านแต่ตกหล่น ไม่ได้รับบัตรฯ มีมากถึง 10.8 ล้านคน” ผศ.วีระวัฒน์กล่าว

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีเกณฑ์การคัดกรองบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ที่กระทรวงการคลังจะตรวจสอบข้อมูลโดยอิงจากฐานภาษีของบุตรเพื่อดูการอุปการะพ่อและแม่ด้วยนั้น ส่วนตัวไม่เห็นด้วย และมองว่าควรจะเอาเกณฑ์นี้ออก เพราะอัตราลดหย่อนภาษี 3 หมื่นบาทจากการดูแลพ่อและแม่ ไม่ใช่การได้เงินคืนแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย และจากการลดหย่อนดังกล่าวก็ไม่ได้การันตีว่าเงินที่เหลือจากการลดหย่อนภาษีเพียงพอต่อการดูแลพ่อและแม่ การลดหย่อนและการให้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐก็เกิดขึ้นจากฐานคิดที่แตกต่างกัน อีกทั้งเกณฑ์นี้ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องหรือส่งเสริมให้การจัดระบบสวัสดิการก้าวไปสู่ระบบ NIT ด้วย

‘อนุทิน’ ไฟเขียว อัดงบให้กองทัพ สู้ศึกข้อมูลข่าวสารกับเขมร ชี้แจงความจริงสังคมโลกทุกมิติ

'อนุทิน' ไฟเขียว อัดงบให้กองทัพ สู้ศึกข้อมูลข่าวสารกับเขมร ชี้แจงความจริงสังคมโลกทุกมิติ

‘อนุทิน’ ไฟเขียว อัดงบให้กองทัพ สู้ศึกข้อมูลข่าวสารกับเขมร ชี้แจงความจริงสังคมโลกทุกมิติ

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.18 น.

“นายกฯ-รมว.กห.” ไฟเขียวลุยศึกข้อมูล เดินหน้า JIC ไทย-กัมพูชา อัดงบ 9.8 ล้าน มอบบิ๊กโก๋ นั่งผอ.ศูนย์ฯ ลุยนำทัพต่อ ชี้แจงความจริงสังคมโลกทุกมิติ

เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน  2569 รายงานข่าวจากกระทรวงกลาโหม เปิดเผยถึงกรณีที่ทางนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และพล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม ได้หารือร่วมกันก่อนหน้านี้ถึงแนวทางสนับสนุนการปฏิบัติงานของศูนย์ข้อมูลข่าวสารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา หรือ JIC เพื่อให้สามารถดำเนินภารกิจด้านข้อมูลข่าวสารและการชี้แจงข้อเท็จจริงในทุกมิติได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ

แม้ว่าศูนย์ฯ จะปฏิบัติภารกิจมาอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงที่ผ่านมา แต่ประสบข้อจำกัดด้านงบประมาณในการดำเนินงาน หลายภารกิจต้องอาศัยการสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงการต่างประเทศในการอำนวยความสะดวกนำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์

ล่าสุดทาง รัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณจำนวน 9.8 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการดำเนินภารกิจของศูนย์ฯ ทั้งการนำสื่อมวลชนต่างประเทศลงพื้นที่รับทราบข้อเท็จจริง การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเชิงรุก ตลอดจนการบริหารจัดการข้อมูลในทุกมิติ แม้งบประมาณดังกล่าวจะไม่ใช่วงเงินจำนวนมาก แต่ถือเป็นการเสริมศักยภาพการทำงานของศูนย์ฯ ให้สามารถขับเคลื่อนภารกิจได้อย่างมีประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น

ที่ผ่านมา แม้จะไม่มีงบประมาณรองรับโดยตรง แต่ศูนย์ข้อมูลข่าวสารฯ ภายใต้การนำของ พลอากาศเอกประภาส สอนใจดี ยังคงปฏิบัติหน้าที่ติดตามสถานการณ์ รวบรวมข้อมูล และชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสาธารณชนอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน ศูนย์ข้อมูลข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ได้ยืนยันว่าจะยังคงปฏิบัติตามที่ด้วยความมุ่งมั่น รอบคอบ และยึดมั่นในข้อเท็จจริง เพื่อสนับสนุนการรักษาความมั่นคงของประเทศ คุ้มครองผลประโยชน์แห่งชาติ และสร้างความปลอดภัยให้แก่ประชาชนเป็นสำคัญ

นอกจากนี้ ศูนย์ฯ จะติดตาม ประเมิน และสื่อสารข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง ครบถ้วน และทันต่อสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องทั้งภายในประเทศและในระดับนานาชาติ ท่ามกลางสถานการณ์ชายแดนที่ยังคงได้รับความสนใจจากประชาคมโลกอย่างใกล้ชิด

อนุชา รับฟังเสียงหาบเร่แผงลอย ย้ำนโยบาย กทม. สร้างสมดุล ความเป็นระเบียบ-ปากท้อง

อนุชา รับฟังเสียงหาบเร่แผงลอย ย้ำนโยบาย กทม. สร้างสมดุล ความเป็นระเบียบ-ปากท้อง

อนุชา รับฟังเสียงหาบเร่แผงลอย ย้ำนโยบาย กทม. สร้างสมดุล ความเป็นระเบียบ-ปากท้อง

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.50 น.

11 มิถุนายน 2569 นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 เปิดพื้นที่รับฟังปัญหาจากตัวแทนสหพันธ์ผู้ค้าหาบเร่แผงลอยกรุงเทพมหานคร ซึ่งประกอบด้วยผู้ค้าจากหลายพื้นที่สำคัญ เช่น ราษฎร์บูรณะ, โบ๊เบ๊, สะพานพุทธ และศรีย่าน นำโดย นางรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เพื่อหารือแนวทางแก้ไขปัญหาการจัดระเบียบพื้นที่ที่ส่งผลกระทบต่อรายได้ของผู้ค้ากว่า 2 แสนราย

ประธานสหพันธ์ฯ และตัวแทนต่างสะท้อนถึงปัญหาว่า ในยุคหลังๆ มานี้ กติกาการตั้งวางแผงลอยมีความเข้มงวดและปรับเปลี่ยนบ่อยครั้ง จนกลายเป็นอุปสรรคต่อการทำมาหากิน และมีการบ่ายเบี่ยงที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ทางเท้าในส่วนที่ความกว้าง 2 – 3 เมตรตามกติกา ไม่ให้มีการตั้งแผงลอยนั้น ผู้ค้าทุกคนเข้าใจและยอมรับ แต่พื้นที่ทางเท้ามีความกว้างเพียงพอในระยะกว้าง 5 เมตร แต่ยังถูกยกเลิกการขาย ทำให้ผู้ค้าได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก จึงอยากเรียกร้องให้ผู้ว่าฯ คนใหม่หันมาพิจารณานโยบายที่เปิดโอกาสให้ผู้ค้าได้มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการพื้นที่มากขึ้น

ด้าน นายอนุชา กล่าวถึงสถานการณ์นี้ว่า ตนรับฟังและเข้าใจในความอัดอั้นของผู้ค้า แต่ในขณะเดียวกันก็ตระหนักดีว่าคนใช้ทางเท้าก็ต้องการความสะดวกสบาย และความปลอดภัย โดยมองว่าการจัดระเบียบกรุงเทพมหานคร เป็นสิ่งที่ทำได้และจำเป็นต้องมี เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง แต่การดำเนินการต้องตั้งอยู่บนความเห็นอกเห็นใจ และต้องมีการเจรจาหาทางออกร่วมกัน ไม่ใช่การใช้อำนาจรัฐไล่รื้อเพียงอย่างเดียว

“ผมเข้าใจดีว่าเมื่อคนเดินถนนต้องมาเจอสิ่งกีดขวางเขาก็ลำบาก แต่มันต้องมีทางออกที่สมดุล ระเบียบต้องมีไว้เพื่อให้ทุกคนอยู่ร่วมกันได้ แต่การแก้ไขปัญหาต้องโปร่งใส และที่สำคัญคือต้องเปิดโอกาสให้ผู้ค้าได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจของเขตด้วย” นายอนุชา กล่าว

ทั้งนี้ กลุ่มตัวแทนผู้ค้าต่างแสดงความหวังว่า หากนายอนุชาได้รับเลือกเป็นผู้ว่าฯ กทม. จะสามารถนำโมเดลการบริหารที่ให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจระดับฐานรากกลับมาอีกครั้ง เพื่อเปลี่ยนกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองที่ทั้งสะอาด เดินสบาย และเป็นมิตรกับการทำมาหากินของประชาชนทุกกลุ่มอย่างยั่งยืน

– 006

ผู้เสียหายร้องสภา! พรรคประชาชน รับไม้ต่อทลายแก๊งกดบัตร

ผู้เสียหายร้องสภา! พรรคประชาชน รับไม้ต่อทลายแก๊งกดบัตร

ผู้เสียหายร้องสภา! พรรคประชาชน รับไม้ต่อทลายแก๊งกดบัตร

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.41 น.

11 มิ.ย. 2569 เมื่อเวลา 10.00 น. ที่รัฐสภา นายกันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์ สส.กทม. พรรคประชาชน ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) คุ้มครองผู้บริโภค สภาผู้แทนราษฎร รับเรื่องร้องเรียนจากผู้เสียหายกรณีการจองตั๋วผ่านช่องทางออนไลน์และผ่านบุคคลที่สาม จนเกิดเป็นเหตุการณ์ที่เรียกว่าสแกมเมอร์

พฤติการณ์หลอกลวงของสแกมเมอร์

โดยตัวแทนผู้เสียหายที่เข้าร้องเรียน กล่าวว่า จากวันที่เริ่มคุยกับแอคเคานต์ที่รับกดบัตรคอนเสิร์ต BTS ในแพลตฟอร์ม X ผ่านแอคเคานต์ที่ใช้ชื่อว่า ซัมซัม โดยในแอคเคานต์ดังกล่าวรับกดบัตรคอนเสิร์ตตั้งแต่ราคา 300-700 บาท แต่ละโซนจะมีค่าจ้างกดบัตรที่ไม่เหมือนกัน โดยตนดูรีวิวและเห็นว่าแอคเคานต์นี้มีความน่าเชื่อถือมาก จึงแอดไลน์เข้าไปพูดคุยว่าสามารถกดบัตรให้ได้วันไหน ราคาเท่าไหร่ รวมถึงมีการคุยกันเรื่องการโอนค่ามัดจำ ค่ากดบัตร และอีกครึ่งหนึ่งของราคาบัตรคอนเสิร์ต

ตัวแทนผู้เสียหาย กล่าวต่อว่า หลังจากที่ตนโอนเงินไป ก่อนถึงวันกดบัตร 1 วัน ทางแอคซัมซัมจะให้ทางเราทราบก่อนว่าเราจะต้องโอนจ่ายเท่าไหร่ และเมื่อถึงวันกดบัตรในช่วงเช้า ตนโอนเงินให้แอคซัมซัมเข้าบัญชีที่ 1 ซึ่งเป็นบัญชีในการโอนค่ามัดจำ และบัญชี 2 เป็นการโอนส่วนที่เหลือ

เมื่อตนโอนให้ครบแล้ว ทางแอคซัมซัมเริ่มปิดบัญชีแอคเคานต์ ตนจึงลงโพสต์ถามว่ามีใครกดบัตรจากร้านนี้บ้าง จากนั้นจึงรวมตัวกันสร้างโอเพนแชตรวบรวมผู้เสียหาย เพื่อดูยอดผู้เสียหายและยอดความเสียหาย เมื่อสอบถามกับผู้เสียหายคนอื่นๆ จึงรู้ว่าบัญชีที่ 1 ได้โอนให้บัญชีที่ 2 และบัญชีที่ 2 ได้โอนต่อไปถึงบัญชีที่ 3 ผู้เสียหายจึงไปแจ้งความ ตนอยากให้เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์สำหรับคนอื่นๆ ไม่อยากให้เจอเหตุการณ์ลักษณะแบบนี้อีก

ถอดบทเรียนปัญหา “3 จ.” สู่แนวทางการแก้ไข

ด้านนายกันต์พงษ์ กล่าวว่า เหตุการณ์นี้เป็นวงการสแกมเมอร์ โดยปัญหามาจาก จ. จ.แรก คือ จองเอง การจองบัตรเองที่ยาก จองผ่านมือถือ ผ่านคอมพิวเตอร์ต้องใช้อินเตอร์เน็ต สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้เสียหายไม่สามารถจองเองได้ จ.2 คือ จองผ่านคนอื่น จ.3 คือ เจ็บใจ

และอีก จ. ที่จะนำไปสู่คณะกรรมาธิการคุ้มครองผู้บริโภคฯ ได้แก่ จ.แรก จำกัดการซื้อตั๋ว เนื่องจากสแกมเมอร์เหล่านี้อาจใช้บอทมาจองแทน อาจแก้โดยการเป็น 1 ไอดี ต่อ 1 ตั๋วหรือไม่ ในบางประเทศอย่างจีนและเกาหลี มีการจำกัดหนึ่งคนต่อ 1 ใบ จ.2 แจ้งไอดี ดิจิทัลไอดีต้องทำ Know Your Customer (KYC) ซึ่งเคยได้รับเรื่องร้องเรียนในลักษณะนี้ในสภาสมัยที่ผ่านมา แต่เหตุการณ์ลักษณะนี้ยังคงเกิดขึ้นอีก จึงต้องมีมาตรการที่เข้มข้นขึ้นมากกว่านี้ จ.3 คือ การจัดการ เชิญผู้เกี่ยวข้องกับผู้ให้บริการกิจการด้านการจอง ต้องมีการจัดการเรื่องบอทที่เป็นองค์กรของสแกมเมอร์ รวมถึงการจัดการด้านอื่นๆ เช่น การสแกนไม่ให้มีการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์มาแทรกแซงการจองบัตร

ในนามของ กมธ.ผู้บริโภคฯ และอนุ กมธ. จะนำเรื่องนี้เข้าไปศึกษาเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ขึ้นอีก นายกันต์พงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เรื่องนี้รวมไปถึงกรณีตั๋วเครื่องบินด้วย เนื่องจากบางที่มีราคาที่ต่างกันมาก มีทั้งโควตาเอเจนซี่และโควตาบุคคลทั่วไป ไม่ใช่แค่ตั๋วคอนเสิร์ต แต่หมายรวมถึงตั๋วเครื่องบิน ตั๋วรถไฟ และตั๋วร่วมที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจะต้องมีความเป็นธรรม

จี้แก้ปัญหาตั๋วผีและการจัดสรรโควตาบัตรคอนเสิร์ต

ขณะที่ นายกรุณพล เทียนสุวรรณ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ในฐานะคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ใช่แค่การหลอกซื้อขายออนไลน์ แต่มีปัญหาทั้งเรื่องจองยาก การอัปราคาตั๋ว ส่งผลให้เกิดตั๋วผีขึ้นมา

ตนจะรับหน้าที่ดำเนินการพูดคุยกับตัวแทนของช่องทางจำหน่ายตั๋วต่างๆ โดยช่องทางที่จะแก้ไขคือการที่ 1 คนอาจซื้อได้ไม่เกิน 3 ใบ แต่ต้องยอมรับว่านักท่องเที่ยวต่างชาติและคอนเสิร์ตต่างชาติที่เข้ามาจัดในไทย เนื่องจากในประเทศตัวเองไม่สามารถจัดได้ ต้องเปิดช่องให้ชาวต่างชาติได้เข้ามาดูด้วย แต่ต้องได้รับความเป็นธรรมทั้งนักท่องเที่ยวและคนภายในประเทศไทย รวมถึงผู้จัดคอนเสิร์ตและบริษัทที่ขายบัตรว่าทำอย่างไรให้การซื้อบัตรง่ายและปลอดภัย ตนขอรับเรื่องไปที่ กมธ.สื่อสารฯ

เสนอจัดระเบียบโควตา “คนไทย-สปอนเซอร์” สร้างความเป็นธรรมทุกฝ่าย

เมื่อถามว่าจะจัดการเรื่องการผูกขาดบัตรคอนเสิร์ตอย่างไร นายกรุณพล กล่าวว่า ข้อมูลที่ได้คือผู้จัดบางเจ้าขายบัตรในต่างประเทศส่วนหนึ่ง และนำส่วนหนึ่งมาขายในประเทศ และอีกส่วนหนึ่งนำบัตรมาขายให้กับตัวแทนในไทยจำนวนน้อย เช่น ในกรณีคอนเสิร์ตครั้งล่าสุด ตนขอไม่เอ่ยชื่อ ตนได้ไปพูดคุยกับตัวแทนจำหน่ายของบริษัทหนึ่ง ซึ่งมีตั๋วมาจำหน่ายให้กับผู้ชมคนชาวไทยไม่เกิน 15% ทำให้ปริมาณคนที่ต้องการดูไม่สามารถกดตั๋วได้

นายกรุณพล กล่าวต่อว่า สิ่งที่เราทำได้คือ การออกข้อบังคับทุกคอนเสิร์ตที่เข้ามาในไทย อย่างน้อยต้องมีตั๋วให้คนภายในประเทศไม่น้อยกว่า 50% เนื่องจากบางประเทศไม่อนุญาตให้คอนเสิร์ตที่เป็นคู่จิ้นหรือคอนเสิร์ตที่ฝ่าฝืนขนบธรรมเนียมไม่สามารถจัดในประเทศตัวเองได้ จึงต้องมาจัดในไทยที่มีค่าใช้จ่ายถูก และต้องการแฟนคลับในประเทศมากกว่าคนที่อยู่ในประเทศ จนทำให้เกิดจำนวนกลุ่มที่ขายในประเทศค่อนข้างน้อย ซึ่งสิ่งเหล่านี้กระทบกับคนดูในประเทศ จึงต้องมีการออกระเบียบในการค้าตั๋ว

นายกรุณพล กล่าวอีกว่า อีกส่วนหนึ่งสำหรับตั๋วอภินันทนาการ ซึ่งเป็นมาตรการของแต่ละบริษัทที่กันตั๋วไว้ให้สปอนเซอร์ เนื่องจากตัวผู้จัดไม่สามารถหาเงินมาบริหารจัดการได้ทั้งหมด จึงจำเป็นต้องมีสปอนเซอร์ในงาน และสปอนเซอร์ต้องการค่าตอบแทนที่นอกเหนือจากการติดป้าย นั่นคือตั๋วคอนเสิร์ตที่จะอภินันทนาการให้กับลูกค้าของสปอนเซอร์นั้นๆ ตรงนี้จำเป็นต้องมีสัดส่วนที่ชัดเจนและมีวิธีการตรวจสอบที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ ไม่ใช่การไปถึงหน้างาน แล้วบอกไม่มีตั๋วคอนเสิร์ต แล้วให้ไปฟ้องร้องเอาหลังจากวันงาน ซึ่งหลายคนมาจากต่างจังหวัด หลายคนเก็บเงินกันมา หลายคนมีโอกาสเดียวในชีวิตที่จะได้เจอ เพราะศิลปินบางคนมาครั้งเดียวและไม่มาอีกเลย ฉะนั้นแล้ว นี่จึงเป็นวิธีการแก้ปัญหาที่ทำให้ทุกคนได้สมประโยชน์พร้อมกัน

นายกรุณพล กล่าวทิ้งท้ายว่า หน่วยงานภาครัฐอยู่ที่ฝั่งเราอยู่แล้ว เราจะออกกฎอย่างไรต้องฟังฝั่งเอกชนด้วย การตั้งกฎแข็งเกินไปหรือหย่อนเกินไป ทำให้ธุรกิจไม่สามารถดำเนินต่อได้ ซึ่งเป็นการผลักให้คอนเสิร์ตระดับโลกไปจัดที่สิงคโปร์หรือมาเลเซียแทนที่จะเข้ามาในไทย เพราะฉะนั้นการทำธุรกิจจึงต้องทำให้เอกชนสามารถดำเนินการต่อได้ แต่ผู้ชมในประเทศและธุรกิจในประเทศก็ต้องได้รับความเป็นธรรมเช่นกัน

เปิดเวที TH-AI Passport ไชยชนก ยันโปร่งใส-ไร้ล็อกสเปก ปัดเกี่ยวปมเอื้อประโยชน์

เปิดเวที TH-AI Passport ไชยชนก ยันโปร่งใส-ไร้ล็อกสเปก ปัดเกี่ยวปมเอื้อประโยชน์

เปิดเวที TH-AI Passport ไชยชนก ยันโปร่งใส-ไร้ล็อกสเปก ปัดเกี่ยวปมเอื้อประโยชน์

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.55 น.

11 มิถุนายน 2569 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเวที TH-AI Passport Forum ระดมรับฟังแลกเปลี่ยนความคิดเห็นโครงการ TH-AI Passport โดยภายในงานมีทั้งนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี จากภาครัฐและภาคเอกชน และประชาชนทั่วไปเข้าร่วม โดยมี นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เข้าร่วมด้วย

เริ่มด้วย นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวชี้แจงถึงความจำเป็นว่าทำไมจะต้องมีโครงการ TH-AI Passport ว่า ประเทศไทยใช้ AI ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลก และกำลังถูกประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEA) ทิ้งห่างอย่างรวดเร็ว ซึ่งสิ่งที่ทางกระทรวงฯ มองเห็นคือ ไทยต้องเร่งขับเคลื่อนจุดนี้ เราเห็นความแตกต่างการใช้ AI ระหว่างเมืองกับภูมิภาคอยู่มาก ซึ่งกลุ่มเป้าหมายจะเป็น 3 กลุ่มใหญ่ คือ นักเรียน นักศึกษา , บุคลากรต่างๆ และประชาชนทั่วไป รวมถึงผู้ประกอบการเอสเอ็มอี

ส่วนข้อสงสัยที่ทำไมมีการเลือกใช้งบกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กองทุนดีอี) กว่า 1,600 ล้านบาท เนื่องจากทำให้เกิดความรวดเร็ว ซึ่งงบประมาณส่วนนี้เมื่อสิ้นปีงบประมาณไม่ต้องส่งเงินกลับ จึงเหมาะที่จะนำมาใช้ประโยชน์ให้ประชาชน การดำเนินการทุกอย่างมีกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างในการควบคุม ยืนยันว่า ไม่มีการล็อกสเปก หรือฮั้วการประมูลอย่างแน่นอน กระบวนการทั้งหมดดำเนินการตามขั้นตอนจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐตามปกติ

ด้าน นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้ลุกขึ้นสอบถามถึงความคุ้มค่าของงบประมาณ 1,600 ล้านบาท ที่จะทำให้เกิดขึ้นจริงกับประชาชน ขณะที่ นายธีระชาติ ก่อตระกูล ที่ปรึกษาผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร จี้ถามนายไชยชนก ว่ารู้จักและมีความสนิทสนมกับกลุ่มบริษัทหรือผู้รับเหมาหรือไม่ โดย นายไชยชนก กล่าวยอมรับว่า “รู้จัก แต่ก็รู้จักหลายคนมากในประเทศนี้ เพราะก่อนจะมาทำงานตรงนี้ก็เคยผ่านงานในภาคเอกชนมา ดังนั้น หากจะไม่รู้จักคนที่จะชนะการประมูลงานสักคนเลยก็คงเป็นไปไม่ได้ แต่ยืนยันว่า ตนไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้องในกระบวนการ ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนที่ถูกต้องแน่นอน”

ไอซ์ ล็อกเป้าเรียก กทม. สอบปมเครื่องออกกำลังกาย จี้ ชัชชาติ-ทวิดา จริงใจกว่านี้

ไอซ์ ล็อกเป้าเรียก กทม. สอบปมเครื่องออกกำลังกาย จี้ ชัชชาติ-ทวิดา จริงใจกว่านี้

ไอซ์ ล็อกเป้าเรียก กทม. สอบปมเครื่องออกกำลังกาย จี้ ชัชชาติ-ทวิดา จริงใจกว่านี้

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.33 น.

“ไอซ์ รักชนก”ล็อกเป้าเรียก”กทม.” สอบปม”เครื่องออกกำลังกาย” จี้”ชัชชาติ-ทวิดา”แสดงความจริงใจมากกว่านี้ อย่าให้เกียรติคนทุจริต

11 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานกรรมาธิการ (กมธ.) ศึกษาจัดทำและติดตามงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีงบประมาณจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายของกรุงเทพมหานคร ที่เกิดขึ้นในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง กทม. ว่า ขณะนี้ กมธ.ติดตามงบฯ ของตน กำลังพิจารณาว่าจะนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุม แต่กำลังพิจารณาว่าจะเอาเข้าก่อนหรือหลังการเลือกตั้ง เพราะไม่อยากถูกกล่าวหาว่าเอามาตีเป็นประเด็นทางการเมือง อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าเรื่องนี้ นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กทม.พรรคประชาชน ได้เกาะติดและติดตามตรวจสอบรายละเอียดมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่สมัยประชุมที่แล้ว

เมื่อถามว่า นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่า กทม. และ นางทวิดา กมลเวชช อดีตรองผู้ว่า กทม. ชี้แจงแล้ว ถือว่าฟังขึ้นหรือไม่ น.ส.รักชนก กล่าวว่า ตนอยากให้ท่านแสดงความจริงใจในการจัดการปัญหาทุจริตคอร์รัปชันในองค์กรให้มากกว่านี้

“การที่ออกมาพูดว่าต้องให้เกียรติคนที่ส่อพฤติกรรมไปในทางทุจริต หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการดังกล่าวนั้น ดิฉันมองว่าท่านอาจจะเลือกให้เกียรติผิดคน และควรหันมาเลือกให้เกียรติพี่น้องประชาชนผู้เป็นเจ้าของเงินภาษีมากกว่า”  น.ส.รักชนก กล่าว

น.ส.รักชนก กล่างอีกว่า สำหรับแนวทางการตรวจสอบหลังจากนี้ กมธ.ติดตามงบฯ มีแผนที่จะเชิญตัวแทนจาก กทม. เข้าชี้แจง และหากเป็นช่วงหลังการเลือกตั้ง ก็อาจจะมีการเชิญตัวผู้ว่าฯ กทม. มาร่วมชี้แจงด้วยตัวเอง ส่วนกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าพรรคประชาชนหยิบยกเรื่องนี้มาโจมตีในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง เพราะเป็นเกมการเมือง ทั้งที่ทราบเรื่องมาตั้งแต่เดือน ก.พ. แล้ว  ทำไมไม่ออกมาพูดนั้น จริงๆ เราติดตามเรื่องนี้มาโดยตลอด ซึ่งนายศุภณัฐได้โพสต์และให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเกี่ยวกับประเด็นนี้ไม่ต่ำกว่า 10 ครั้ง จึงอยากขอให้ประชาชนพิจารณาด้วยความเป็นธรรมว่าเป็นการทำงานเกาะติดประเด็นอย่างต่อเนื่อง

เมื่อถามว่า มั่นใจในตัว นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่า กทม. จากพรรคประชาชนหรือไม่ ในช่วงโค้งสุดท้าย น.ส.รักชนก กล่าวว่า ตนมั่นใจในเพื่อนร่วมอุดมการณ์ทุกคน และเชื่อมั่นว่านายชัยวัฒน์คือตัวเลือกที่ดีที่สุดในขณะนี้ ซึ่งพร้อมที่จะลงแรงและตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่

เมื่อถามว่า กังวลเรื่องกระแสของ นายสุรพล นิติไกรพจน์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ปี 2549 หรือไม่ น.ส.รักชนก กล่าวว่า สิ่งที่พรรคประชาชนประชาชนได้สื่อสารไป ไม่ว่าจะเป็นเลขาธิการพรรคหรือหัวหน้าพรรค ตนก็สนับสนุนแนวทางนั้น