ดีอียังไม่จ่ายงวดแรก! การดี ชี้ TH-AI Passport ยังไม่สายเกินทบทวน

ดีอียังไม่จ่ายงวดแรก! การดี ชี้ TH-AI Passport ยังไม่สายเกินทบทวน

ดีอียังไม่จ่ายงวดแรก! การดี ชี้ TH-AI Passport ยังไม่สายเกินทบทวน

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.10 น.

“การดี”ชี้โครงการ TH-AI Passport ยังไม่สายเกินทบทวน หลัง”ดีอี”ยังไม่จ่ายเงินงวดแรก ย้ำกฎหมายเปิดช่องปรับ TOR ได้ พร้อมเชิญชวนร่วมสะท้อนความเห็น 11 มิ.ย.นี้ หวั่นเวทีรับฟังกลายเป็นเพียงฟอกขาว หากไม่เปิดรับข้อกังวลอย่างแท้จริง

10 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าเกี่ยวกับโครงการ TH-AI Passport ภายหลังที่ได้มีการประชุมร่วมกับคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด (กมธ.ปปง.) สภาผู้แทนราษฎร ว่า ตนได้รับแจ้งจากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยตรงว่า งานงวด 1 ได้มีการส่งมอบแล้วจริงคือรายงานดำเนินการอย่างละเอียด แต่การตรวจรับยังอยู่ในกระบวนการ นั่นคือ งานงวดแรกยังไม่ได้จ่ายเงินออกไป ฉะนั้น ตนคิดว่าเรายังมีโอกาสทบทวนความเหมาะสมของโครงการนี้ ซึ่งตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การจัดซื้อจัดจ้างและบริหารพัสดุภาครัฐ มาตรา 97 ระบุว่า ถ้าโครงการนั้นสามารถแก้ไขเพื่อประโยชน์แก่หน่วยงานของรัฐ และประโยชน์ของสาธารณะได้ จึงมีโอกาสที่จะทบทวนโครงการดังกล่าว ไม่ใช่เหมือนที่หลายฝ่ายเข้าใจว่าโครงการดังกล่าวไม่สามารถยับยั้งได้แล้ว

นางการดี กล่าวว่า ในวันที่ 11 มิ.ย.นี้ กระทรวงดีอี มีการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ตนขอเชิญชวนให้ไปสะท้อนถึงความกังวลกับโครงการที่เกิดขึ้น เพื่อได้มีการปรับ TOR ให้มีความโปร่งใสมากยิ่งขึ้น

เมื่อถามว่า มีการมองว่าการรับฟังความเห็นในวันที่ 11 มิ.ย.นี้ เป็นเพียงพิธีกรรมฟอกขาวเท่านั้น นางการดี กล่าวว่า จริงๆ เรื่องนี้ตนก็เป็นห่วง เพราะตอนแรกได้รับทราบมาว่าโครงการนี้ถึงอย่างไรก็ไปต่อ เราก็ไม่รู้จะไปการรับฟังทำไม และถ้ามีการจ่ายเงินไปแล้ว การรับฟังก็ไม่เกิดประโยชน์ แต่วันนี้ถ้ามาดูข้อเท็จจริง ก็น่าสนใจว่า TOR สามารถที่จะปรับได้ หรือแม้แต่ทำให้โครงการนี้หยุดไปโดยสิ้นเชิง ในเชิงกฎหมายก็คิดว่าเรายังมีโอกาส

เมื่อถามย้ำว่า การที่ทางกระทรวงอีดี ระบุว่ารับฟังความเห็นแต่ไม่สามารถปรับปรุงโครงการได้ นางการดี กล่าวว่า ยังสามารถปรับปรุงได้ เพราะตามกฎหมายที่เราได้ตรวจสอบแล้วพบว่า สามารถปรับปรุงได้ทั้ง TOR หรือแม้แต่จะยกเลิกโครงการไปเลยก็ยังสามารถทำได้ เรื่องนี้เป็นประเด็นเพราะเราก็ไม่อยากให้โครงกาเดินต่อไปแล้วเกิดดราม่าแบบนี้ไปเรื่อยๆ เพราะคนไทยจะได้ไม่ได้ประโยชน์ เสียภาษีไปโดยไม่ได้อะไร

“การฟอกก็เป็นเรื่องที่สำคัญ ในเรื่องของตรายาง เราจึงมีความจำเป็นที่จะต้องเอาผู้เชี่ยวชาญจริงๆ ไปอยู่ที่นั่น เพราะไม่อย่างนั้นก็จะเต็มไปด้วยคนที่ไม่ได้เชี่ยวชาญ แล้วก็อาจจะพูดมาในทิศทางที่เราไม่เห็นด้วยเลยตั้งแต่ต้น เพราะฉะนั้นก็อยากที่จะเชิญชวนและออกความคิดเห็นให้มีความชัดเจน ว่าเราต้องการอะไร และสิ่งไหนที่เป็นเสี่ยง ย้ำว่าให้ช่วยเฝ้าระวังการฟอกขาวและการเป็นตรายางสแตมป์ไว้ให้ดี” นางการดี กล่าว

ครม. เห็นชอบ โยก 2 รองอธิบดีกระทรวงเกษตรฯ นั่ง ‘ผู้ตรวจราชการ’ กระทรวง

ครม. เห็นชอบ โยก 2 รองอธิบดีกระทรวงเกษตรฯ นั่ง ‘ผู้ตรวจราชการ’ กระทรวง

ครม. เห็นชอบ โยก 2 รองอธิบดีกระทรวงเกษตรฯ นั่ง ‘ผู้ตรวจราชการ’ กระทรวง

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.56 น.

วันที่ 10 มิถุนายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล ร.อ.หญิง ภัสร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)ว่า ครม.เห็นชอบ แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ ประเภทบริหารระดับสูง 2 ราย ตามที่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสนอ ดังนี้ 1.นางวิลาวัณย์ ใคร่ครวญ รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร เป็น ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง 2. นายปราบพล โล่ห์วีระ รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เป็น ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

ครบวงจร 9 มาตรการ! รัฐบาลเตรียมพร้อมรับฤดูฝนปี 2569

ครบวงจร 9 มาตรการ! รัฐบาลเตรียมพร้อมรับฤดูฝนปี 2569

ครบวงจร 9 มาตรการ! รัฐบาลเตรียมพร้อมรับฤดูฝนปี 2569

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.13 น.

รัฐบาลเตรียมพร้อมรับฤดูฝนปี 2569 ครบวงจร 9 มาตรการ บูรณาการทุกหน่วยงาน เฝ้าระวัง-แจ้งเตือน-ระบายน้ำ-ช่วยเหลือประชาชน ลดผลกระทบจากอุทกภัยและฝนทิ้งช่วง

10  มิถุนายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีรับทราบมาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2569 ตามที่คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) เสนอ พร้อมมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามมาตรการดังกล่าวอย่างเคร่งครัด และรายงานผลให้ กนช. ติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ฝนตกหนัก น้ำท่วม น้ำหลาก ดินถล่ม และฝนทิ้งช่วงที่อาจเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของประเทศ

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูฝนตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม ถึง 31 ตุลาคมของทุกปี (ยกเว้นภาคใต้ฝั่งตะวันออกซึ่งเริ่ม 1 กันยายน และสิ้นสุด 28 กุมภาพันธ์ของปีถัดไป) โดยรัฐบาลได้บูรณาการการทำงานของทุกหน่วยงานภายใต้ 9 มาตรการสำคัญ เพื่อป้องกันและลดผลกระทบต่อประชาชน ได้แก่

1. คาดการณ์ ชี้เป้า และแจ้งเตือนพื้นที่เสี่ยงล่วงหน้า โดยเพิ่มประสิทธิภาพการพยากรณ์ฝนและสถานการณ์น้ำ จัดทำแผนที่พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม ดินถล่ม และฝนทิ้งช่วง พร้อมพัฒนาระบบเตือนภัยให้เข้าถึงประชาชนได้รวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น

2. ทบทวนและปรับปรุงเกณฑ์บริหารจัดการน้ำทั้งระบบลุ่มน้ำ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน และจัดทำแผนบริหารจัดการน้ำในภาวะวิกฤตล่วงหน้า

3. เตรียมความพร้อมเครื่องจักร เครื่องมือ อาคารชลศาสตร์ ระบบระบายน้ำ และบุคลากร ให้พร้อมใช้งานตลอด 24 ชั่วโมง รวมทั้งสำรวจ ซ่อมแซม และกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ

4. ตรวจสอบความมั่นคงปลอดภัยของคันกั้นน้ำ เขื่อน ทำนบ และพนังกั้นน้ำ พร้อมจัดทำแผนสำรองและแผนเผชิญเหตุกรณีเกิดความเสียหายหรือเกิดน้ำหลากฉับพลัน

5. เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำอย่างเป็นระบบ เร่งกำจัดผักตบชวา วัชพืชลอยน้ำ และขุดลอกทางระบายน้ำ เพื่อให้การระบายน้ำเป็นไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญและพื้นที่เปราะบาง

6. จัดตั้งศูนย์บริหารจัดการน้ำก่อนเกิดภัย ซักซ้อมแผนเผชิญเหตุ จัดเตรียมศูนย์พักพิง พื้นที่อพยพ อุปกรณ์ยังชีพ รวมถึงดูแลกลุ่มเปราะบางและการเคลื่อนย้ายปศุสัตว์ในพื้นที่เสี่ยง

7. เร่งเก็บกักน้ำและพัฒนาแหล่งน้ำช่วงปลายฤดูฝน เพื่อสำรองน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง โดยบริหารจัดการอ่างเก็บน้ำ แหล่งน้ำผิวดิน และน้ำใต้ดินให้เต็มศักยภาพ

8. สร้างการรับรู้ความเสี่ยงและเสริมความเข้มแข็งเครือข่ายภาคประชาชน ให้มีส่วนร่วมในการเฝ้าระวัง แจ้งเตือน และติดตามสถานการณ์น้ำ พร้อมเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องและชี้แจงข่าวเท็จอย่างทันท่วงที

9. ติดตาม ประเมินผล และปรับมาตรการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ โดยสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติและคณะกรรมการลุ่มน้ำจะติดตาม วิเคราะห์ และสรุปผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องตลอดฤดูฝน

นางสาวลลิดา กล่าวว่า มาตรการปี 2569 ได้รับการปรับปรุงจากปีที่ผ่านมา โดยเน้นการใช้ข้อมูลเชิงพื้นที่และการบริหารจัดการความเสี่ยงล่วงหน้ามากขึ้น ทั้งการเฝ้าระวังพื้นที่เปราะบาง เช่น โรงพยาบาล สถานดูแลผู้สูงอายุ ชุมชนเสี่ยงภัย การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน การจัดทำจุดเฝ้าระวังความเสี่ยงล่วงหน้า และการเตรียมแผนฟื้นฟูหลังเกิดภัยอย่างเป็นระบบ

“รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับการป้องกันและลดผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ โดยเฉพาะสถานการณ์น้ำท่วมและฝนทิ้งช่วงที่ส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน เศรษฐกิจ และภาคการเกษตร การเตรียมความพร้อมล่วงหน้า การแจ้งเตือนที่แม่นยำ และการบูรณาการทำงานของทุกหน่วยงาน จะช่วยให้สามารถดูแลประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้มากที่สุด” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

นายกฯ โชว์ความสำเร็จปราบยาเสพติดในที่ประชุม ครม. สั่งหขยายผลล้างบางเครือข่ายข้ามชาติ

นายกฯ โชว์ความสำเร็จปราบยาเสพติดในที่ประชุม ครม. สั่งหขยายผลล้างบางเครือข่ายข้ามชาติ

นายกฯ โชว์ความสำเร็จปราบยาเสพติดในที่ประชุม ครม. สั่งหขยายผลล้างบางเครือข่ายข้ามชาติ

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.11 น.

นายกฯ โชว์ความสำเร็จปราบยาเสพติดในที่ประชุม ครม. สั่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขยายผลล้างบางเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติ

เมื่อวันที่ 10 ม.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุมคณะรัฐมนตรี ถึงข้อสั่งการขอฃนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ว่า นายกฯ ได้กล่าวชื่นชมความสำเร็จปฏิบัติการบุกตรวจค้น และจับกุมเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติ ณ โกดังเก็บสารเคมี (โกดังที่ 20) จ.สมุทรปราการ เมื่อวันที่ 9 มิ.ย.ที่ผ่านมา

ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างหน่วยงานความมั่นคงของไทยและสำนักข่าวกรองแห่งชาติสาธารณรัฐเกาหลี โดยสามารถตรวจยึดสารเคมีล็อตใหญ่ หากหลุดรอดไปจะสามารถนำไปใช้เป็นสารตั้งต้นผลิตยาบ้าได้มากกว่า 1,100 ล้านเม็ด สะท้อนให้เห็นถึงขนาดของเครือข่ายและความรุนแรงของปัญหา ยาเสพติดที่กำลังคุกคามทั้งประเทศไทยและภูมิภาค

น.ส.รัชดา กล่าวต่อว่า นายกรัฐมนตรีได้ย้ำกลางที่ประชุม ครม. ว่ารัฐบาลถือว่าการปราบปรามยาเสพติดเป็นวาระแห่งชาติ ได้สั่งการ 4 หน่วยงานหลัก ได้แก่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงยุติธรรม กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงกลาโหม ให้ติดตามและขยายผลจากคดีนี้อย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงดำเนินคดี กับผู้กระทำผิดที่ถูกจับกุมแล้วเท่านั้น แต่ต้องขยายผลไปให้ถึงผู้บงการ ผู้สนับสนุน เครือข่ายลำเลียง ตลอดจนแหล่งผลิตและแหล่งเงินทุนที่อยู่เบื้องหลัง

นอกจากนี้ ให้ทุกหน่วยงานบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด และรายงานผลการดำเนินงานให้รัฐบาลทราบอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การแก้ไขปัญหายาเสพติดเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนต่อไป 

“รัฐบาลจะบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดในทุกมิติ และจะไม่ยอมให้ประเทศไทยเป็นทางผ่านหรือฐานปฏิบัติการของเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติอีกต่อไป และขอให้ทุกหน่วยงานยึดตามนโยบายของนายกรัฐมนตรีที่ให้ไว้ว่า ‘บำบัดทุกข์ บำรุงสุข พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด พิชิตอันธพาล’ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน” น.ส.รัชดา ย้ำ

เช็ครายชื่อ! ครม.มีมติแต่งตั้งข้าราชการหลายตำแหน่ง

เช็ครายชื่อ! ครม.มีมติแต่งตั้งข้าราชการหลายตำแหน่ง

เช็ครายชื่อ! ครม.มีมติแต่งตั้งข้าราชการหลายตำแหน่ง

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.04 น.

10 มิถุนายน 2569 ร้อยเอกหญิง ดร.ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่ง ดังนี้

1. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ แต่งตั้ง ข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัด กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 2 ราย เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง ดังนี้

1. นางวิลาวัณย์ ใคร่ครวญ รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

2. นายปราบพล โล่ห์วีระ รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

2. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหาร ระดับสูง (กระทรวงศึกษาธิการ)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ แต่งตั้งข้าราชการประเภทบริหารระดับสูง เพื่อสับเปลี่ยนหมุนเวียน จำนวน 2 ราย ดังนี้

1. นายพิเชฐร์ วันทอง ตำแหน่ง รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ

2. นายภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง  ตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

รมว.ท่องเที่ยวฯ เคลียร์ปมร้อน! ดราม่าภาษีเที่ยวนอก เดินหน้าเก็บเงินต่างชาติ ลิขสิทธิ์บอลโลกยังติดขัด

รมว.ท่องเที่ยวฯ เคลียร์ปมร้อน! ดราม่าภาษีเที่ยวนอก เดินหน้าเก็บเงินต่างชาติ ลิขสิทธิ์บอลโลกยังติดขัด

รมว.ท่องเที่ยวฯ เคลียร์ปมร้อน! ดราม่าภาษีเที่ยวนอก เดินหน้าเก็บเงินต่างชาติ ลิขสิทธิ์บอลโลกยังติดขัด

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.00 น.

เมื่อเวลา 11.58 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุรศักดิ์ พันธุ์เจริญวรกุล รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวถึงการตัดสินใจซื้อลิขสิทธิ์การถ่ายทอดฟุตบอลโลก 2026 ว่า ขณะนี้ รัฐบาลไม่ได้มีการหารือกับภาคเอกชน และยังไม่มีติดต่อเช่นกัน ทางรัฐบาล เคยระบุแล้วว่า หากเอกชนจะซื้อลิขสิทธิ์มาถ่ายทอด ก็เป็นการหารายได้ของภาคเอกชน ซึ่งรัฐบาลก็ยินดี แต่เบื้องต้นไม่ทราบว่า ราคาได้มีการพูดคุยไปถึงขั้นตอนใดและต่อรองราคาหรือไม่ แต่เชื่อว่า ขณะนี้ ยังติดปัญหาเรื่องราคา และความคุ้มค่า

นายสุรศักดิ์ ยังกล่าวถึงผลการเดินทางเยือนเวียดนามร่วมกับนายกรัฐมนตรี ถึงการส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย-เวียดนามว่า ได้มีการหารือถึงการดึงนักท่องเที่ยวเวียดนามเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทย โดยจะมีการเพิ่มเที่ยวบินจากฮานอย และโฮจิมินห์ ไปยังภูเก็ต และเพิ่มเที่ยวบินจากฮานอย ไปยังขอนแก่น และเชียงราย ซึ่งจะทำให้นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางไปจังหวัดอื่น ๆ ของไทยได้มากขึ้น

เมื่อถามว่าได้มีการเริ่มเก็บค่าเดินทางออกนอกประเทศของคนไทย จำนวน 1,000 บาทแล้วหรือไม่นั้น นายสุรศักดิ์ ชี้แจงว่า กรณีดังกล่าว เป็นกฎหมายที่บังคับใช้อยู่ เพียงแต่มีมติคณะรัฐมนตรีให้งดการจัดเก็บ และกระทรวงการคลัง ยังอยู่ระหว่างการศึกษา เพื่อหารายได้ แต่ก็ต้องรับฟังทุกภาคส่วน ทั้งภาคการท่องเที่ยว และประชาชน รวมถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ซึ่งหากผลการศึกษาไม่เหมาะสม เชื่อว่า กระทรวงการคลังก็จะไม่ดำเนินการ และจริง ๆ แล้ว ตนเองไม่ได้เป็นผู้เสนอ จนกลายเป็นประเด็นและตนก็ถูกทัวร์ลง

นายสุรศักดิ์ ยังกล่าวถึงการจัดเก็บภาษีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าสู่ประเทศไทย เพื่อนำเงินเข้ากองทุนส่งเสริมการท่องเที่ยวไทยว่า ขณะนี้ กำลังเดินหน้า และกำลังหาวิธีการจัดเก็บที่เหมาะสม โดยจะต้องไม่ให้กระทบความรู้สึกนักท่องเที่ยว และเงื่อนไขในการจัดเก็บ ก็จะเป็นการซื้อประกันการท่องเที่ยวให้นักท่องเที่ยว และเงินส่วนต่างที่เหลือ จะเป็นการจัดหาอุปกรณ์ให้ตำรวจท่องเที่ยว และอาสาสมัครดูแลความปลอดภัย รวมถึงการรักษาสิ่งแวดล้อม ซึ่งขณะนี้ อยู่ระหว่างการศึกษาว่า จะจัดเก็บในอัตราเท่าไร แต่เชื่อว่า นักท่องเที่ยวจะรู้สึกคุ้มค่า เพราะหากนักท่องเที่ยวไปซื้อเอง ก็จะมีราคาสูง หากจะให้ครอบคลุมเท่าเงื่อนไขที่รัฐบาลไทยซื้อให้ และเชื่อว่า ประมาณไตรมาส 3 ของปีนี้จะมีความชัดเจน โดยจะเป็นการจัดเก็บพร้อมกับค่าตั๋วเครื่องบิน

เมื่อถามว่าจะซ้ำซ้อนกับการท่าอากาศยานหรือไม่นั้น นายสุรศักดิ์ ระบุว่า เป็นการจัดเก็บนักท่องเที่ยวต่างชาติขาเข้า แต่อัตราการจัดเก็บเมื่อปี 2562 จัดเก็บในอัตรา 300 บาท ซึ่งปัจจุบันจะเป็นอัตราเท่าไร จะต้องพิจารณาความเหมาะสม ซึ่งเชื่อว่า จะแตกต่างกันไม่มาก เพื่อไม่ทำให้นักท่องเที่ยวรู้สึกว่าได้รับผลกระทบ

นายสุรศักดิ์ ยังกล่าวถึงการปรับโครงสร้างกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ให้ภารกิจการท่องเที่ยวไปสังกัดกระทรวงวัฒนธรรมว่า เร็ว ๆ นี้ คาดว่า จะมีการเสนอคณะรัฐมนตรี พิจารณาถึงการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาตามขั้นตอน

จับตานัดแรก คณะผู้แทนพิเศษฯ ถกเครียดแก้ปัญหาไฟใต้พุ่ง หลังเกิดเหตุรายวัน

จับตานัดแรก คณะผู้แทนพิเศษฯ ถกเครียดแก้ปัญหาไฟใต้พุ่ง หลังเกิดเหตุรายวัน

จับตานัดแรก คณะผู้แทนพิเศษฯ ถกเครียดแก้ปัญหาไฟใต้พุ่ง หลังเกิดเหตุรายวัน

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.50 น.

“คณะผู้แทนพิเศษแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนใต้” ถกนัดแรก จับตาเคาะมาตรการแก้ปัญหาชายแดนใต้ หลังก่อเหตุถี่  

10 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา 13.00 น. ที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการผู้แทนพิเศษของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ นัดแรก โดยมีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ที่ปรึกษาคณะผู้แทนพิเศษฯ พล.ท. อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ นายภาสกร บุญญลักษม์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้บัญชาการเหล่าทัพ หน่วยงานความมั่นคง และวิดีโอคอนเฟอเรนซ์มาจากประเทศญี่ปุ่นร่วมประชุม

ทั้งนี้ก่อนการประชุม ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถาม นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ถึงปัจจัยการก่อเหตุในพื้นที่ภาคใต้ เนื่องจากในช่วงนี้มีการก่อเหตุถี่ขึ้น นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา บอกเพียงสั้น ๆ ว่า ต้องถามเจ้าหน้าที่ 

เมื่อถามว่า ในฐานะคนในพื้นที่มองว่าเกี่ยวข้องกับการเดินหน้าเจรจาหรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ไม่ได้ตอบคำถามก่อนเข้าร่วมประชุมทันที 

ขณะที่นายภาสกร ระบุว่า การประชุมวันนี้น่าจะมีคำสั่งเบื้องต้นออกมา ส่วนรายละเอียดอื่น ๆ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้ชี้แจง 

ด้านพล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ไม่ตอบคำถามถึงความเคลื่อนไหวชายแดนไทย-กัมพูชา.

ช็อก! ข้อมูลสุขภาพคนไทย 67.1 ล้านคนรั่วไหล แฉแฮกเกอร์เร่ขายหลักสิบ ต้นตอจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ช็อก! ข้อมูลสุขภาพคนไทย 67.1 ล้านคนรั่วไหล แฉแฮกเกอร์เร่ขายหลักสิบ ต้นตอจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ช็อก! ข้อมูลสุขภาพคนไทย 67.1 ล้านคนรั่วไหล แฉแฮกเกอร์เร่ขายหลักสิบ ต้นตอจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.33 น.

10 มิ.ย. 2569 ที่รัฐสภา ภาคประชาชน นำโดย นายธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ CEO ของ Domecloud ผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์ และเทคโนโลยี blockchain ยื่นหนังสือต่อนายอลงกต มณีกาศ สส.นครพนม พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้ตรวจสอบหน่วยงานรัฐที่ทำข้อมูลประชาชนรั่วไหล

พบช่องโหว่ระดับวิกฤต จี้รัฐเปิดเผยความเสียหาย-เยียวยาด่วน

โดยนายธนารัตน์ กล่าวว่า ระบบดังกล่าวสามารถค้นข้อมูลด้วยเลขประจำตัวประชาชน ชื่อนามสกุลซึ่งง่ายมากในการใช้ชื่อนามสกุลสืบค้น โดยจะได้ข้อมูลออกมาหลายเรื่อง เช่น เลขบัตรประชาชน วันเกิด ที่อยู่ตามทะเบียนบ้าน สิทธิ์การรักษาพยาบาล โดยเฉพาะข้อมูลบิดามารดา ตนได้จัดทำรายงานตรวจพบช่องโหว่ของระบบส่งให้หน่วยงานต้นสังกัดเป็นครั้งที่สองในปีนี้ โดยประเมินว่าเป็นความรุนแรงในระดับวิกฤต

“นี่ไม่ใช่ข้อผิดพลาดที่เล็กน้อย เพราะก่อนหน้านี้ผมเคยแจ้งเหตุเกี่ยวกับฐานข้อมูลชุดเดียวกันรั่วไหลมาแล้ว เมื่อเดือนมีนาคม แม้ช่องโหว่ ครั้งก่อนและครั้งนี้จะเป็นคนละระบบและใช้คนละเทคนิค เพื่อเข้าถึงข้อมูลตามฐานข้อมูล โดย 2 ครั้งนี้ เป็นฐานข้อมูลเดียวกันหรือเกี่ยวข้องกัน สะท้อนถึงความล้มเหลวเชิงระบบในการควบคุมการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล จากข้อมูลล่าสุดที่เผยแพร่โดยหน่วยงานดังกล่าว ครอบคลุมประชากรประมาณ 67.1 ล้านคน ถือว่าเยอะมาก น่าจะกระทบแทบทุกคน“ นายธนารัตน์ กล่าว

นายธนารัตน์ กล่าวต่อว่า การประเมินเบื้องต้นของตน คือประชาชนทั้งหมดที่อยู่ในฐานข้อมูลนั้นมีความเสี่ยง เรื่องนี้จึงไม่ใช่ปัญหาของคนกลุ่มเล็ก แต่เป็นความเสี่ยงระดับประเทศ หน่วยงานดังกล่าวต้องเปิดเผยจำนวนผู้ได้รับผลกระทบ รวมถึงต้องแจ้งเตือนทุกครั้งที่เกิดขึ้นกับประชาชนให้รับทราบ เนื่องจากพบข้อมูลการซื้อขายในตลาดมืดเรียบร้อยแล้ว ขอเรียกร้องให้หน่วยดังกล่าวเปิดเผยทันทีว่ามีประชาชนกี่รายที่ได้รับผลกระทบแล้วและต้องชี้แจงด้วยว่านับจากเหตุรั่วไหลเมื่อเดือนมีนาคม ได้แจ้งเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลแล้วหรือไม่ เนื่องจากตามกฎหมายต้องแจ้งภายใน 72 ชั่วโมง
 

ชี้ข้อมูลหลุดคือสารตั้งต้น แก๊งคอลเซ็นเตอร์

นายธนารัตน์ ย้ำว่า ข้อมูลส่วนบุคคลที่รั่วไหลคือข้อมูลดิบสำคัญของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่ผ่านมา รัฐให้ความสำคัญกับการปราบล้างบัญชีม้า แต่บัญชีม้าคือปลายทาง ก่อนจะถูกหลอก มิจฉาชีพต้องมีข้อมูลประชาชนก่อน ถ้าต้องการแก้ปัญหากันคอลเซ็นเตอร์อย่างยั่งยืน ต้องแก้ที่ต้นทางคือตัวเราเอง ต้องหยุดทำข้อมูลประชาชนรั่วไหล ข้อมูลเหล่านี้ทำให้มิจฉาชีพเลือกทำให้เหยื่อเชื่อได้ง่ายยิ่งขึ้น ประชาชนมีสิทธิ์รู้ว่าข้อมูลของตนเองปลอดภัยหรือไม่ หากเกิดความเสี่ยง ควรต้องแจ้งเยียวยาและถูกตรวจสอบอย่างโปร่งใส
 

ประธาน กมธ.ดีอี จ่อเรียกหน่วยงานแจงด่วนสัปดาห์หน้า

โดยนายอลงกต กล่าวว่า คณะกรรมาธิการการสื่อสารโทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สส. ถือว่าข้อมูลนี้เป็นข้อมูลที่สำคัญ เป็นข้อมูลความปลอดภัยส่วนบุคคล เพราะเมื่อรั่วไหลออกไปแล้วจะเกิดปัญหาในหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่น่ากลัว คือเรื่องสแกมเมอร์ โดยคณะกรรมาธิการฯ จะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาชี้แจงเพื่อหาข้อเท็จจริงภายในสัปดาห์หน้า

ทั้งนี้ เบื้องต้นที่คณะกรรมาธิการการสื่อสารโทรคมนาคมฯ ให้ความสำคัญ คือ

  • การยกระดับมาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • สร้างมาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ของหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนโดยจะเน้นหนักไปที่ภาครัฐ
  • การกำหนดกลไกการแจ้งเตือน การเยียวยาผู้เสียหายจากข้อมูลรั่ว และการบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การป้องกันปราบปรามภัยทางไซเบอร์ให้ทันต่อสถานการณ์
  • การสร้างความรู้เท่าทันดิจิทัล และการตระหนักด้านการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลให้กับประชาชนทั่วไป

นายอลงกต กล่าวว่า ยืนยันว่า คณะกรรมาธิการฯ จะทำหน้าที่ตรวจสอบติดตาม และเสนอแนะแนวทางเชิงให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มกำลัง เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้เทคโนโลยีดิจิตอลได้อย่างมั่นใจ ปลอดภัย และได้รับการคุ้มครองสิทธิ์อย่างเหมาะสม
 

ภาวุธ’ แฉข้อมูลถูกเร่ขายหลักสิบ จวกภาครัฐหละหลวม

ด้านนายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะกรรมาธิการการสื่อสารโทรคมนาคมฯ กล่าวว่า เหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหลไม่ใช่ครั้งแรก แต่เกิดขึ้นมาโดยตลอดและบ่อยมากที่ข้อมูลภาครัฐรั่วไหล ซึ่งน้อยครั้งมากที่หน่วยงานภาครัฐจะออกมารับผิดชอบ ออกมาทำตามกระบวนที่กฎหมายมีอยู่แล้ว

โดยเรื่องนี้ กมธ.จะทำให้เป็นระบบเพื่อส่งสัญญาณเตือนหน่วยงานภาครัฐที่เก็บข้อมูลของประชาชนเอาไว้ หลายหน่วยงานปล่อยปะละเลย ไม่ให้ความสำคัญกับการเก็บรักษาข้อมูลอย่างดี ทำให้วันนี้เรามีแฮ็คเกอร์ ที่สามารถเจาะข้อมูลและนำมาขายในตลาดมืด ซึ่งในราคาขาย ไม่ใช่หลักแสนหลักล้าน แต่แค่หลักสิบ ทำให้ข้อมูลกระจาย และสแกมเมอร์ มิจฉาชีพ ก็เอาข้อมูลเหล่านี้ไปต่อยอด เราอยากส่งเสียงไปยังหน่วยงานภาครัฐให้ตรวจสอบ แล้วจะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลกับ กรรมาธิการฯ ว่าเกิดอะไรขึ้น พร้อมจะทำหน้าที่ร่วมกับหน่วยงาน เราจะปลุกความตระหนักของหน่วยงานภาครัฐที่ต้องรับผิดชอบ รักษาข้อมูลของประชาชนได้ดีที่สุด
 

การดี’ ย้ำเป็นข้อมูลอ่อนไหว จี้บังคับใช้ กม. เข้มข้นรับเศรษฐกิจดิจิทัล

ขณะที่นางการดี เลียวไพโรจน์ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะกรรมาธิการการสื่อสารโทรคมนาคมฯ กล่าวว่า เท่าที่ทราบข้อมูลนี้ถือเป็นข้อมูลที่อ่อนไหวถือว่าเป็น Sensitive Data ในความหมายของ PDPA ตั้งแต่ต้น ในฐานะกรรมาธิการฯ พร้อมสนับสนุนในการดำเนินการครั้งนี้ให้มีการตรวจสอบเรื่องกรอบของกฎหมาย วิธีการการทำงานและที่สำคัญคือสิทธิ์ของประชาชนที่ต้องรับรู้ว่าสิทธิ์และข้อมูลรั่วไหลมากแค่ไหน เพื่อประโยชน์ป้องกันตนเอง ขณะเดียวกันการใช้กฎหมายของภาครัฐเองต้อง เข้มข้น เข้มแข็งมากกว่านี้ เพราะเรากำลังเข้าสู่เศรษฐกิจ Ai เศรษฐกิจดิจิตอลเรื่องนี้ถือเป็นพื้นฐานสำคัญ
 

ใบ้ชัด! พุ่งเป้า ‘หน่วยงานดูแลสิทธิ์สุขภาพ’

เมื่อถามว่าพอจะระบุให้แคบลงได้หรือไม่ว่าเป็นหน่วยงานไหนที่ทำข้อมูลรั่วไหล นายธนารัตน์ กล่าวว่า เป็นหน่วยงานเกี่ยวกับสิทธิ์เรื่องสุขภาพ ผู้สื่อข่าวจึงถามย้ำว่า ใช่กระทรวงสาธารณสุขหรือไม่ นายธนารัตน์ กล่าวว่า “น่าจะชัดมากแล้วนะครับ”

นายกฯสั่งไปแล้ว รอ เอกนิติ แจงปมทบทวนเกณฑ์บัตรสวัสดิการฯ ลดหย่อนภาษีเลี้ยงดูพ่อแม่

นายกฯสั่งไปแล้ว รอ เอกนิติ แจงปมทบทวนเกณฑ์บัตรสวัสดิการฯ ลดหย่อนภาษีเลี้ยงดูพ่อแม่

นายกฯสั่งไปแล้ว รอ เอกนิติ แจงปมทบทวนเกณฑ์บัตรสวัสดิการฯ ลดหย่อนภาษีเลี้ยงดูพ่อแม่

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.29 น.

นายกฯบอกเดี๋ยว ‘เอกนิติ’แจง ปมทบทวน เกณฑ์บัตรสวัสดิการฯ ลดหย่อนภาษีเลี้ยงดูพ่อแม่

10 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา 11.18 น. ที่ทำเนียบรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว. มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)มีการพิจารณาทบทวนปรับ หลักเกณฑ์มาตรการภาษี ลดหย่อนค่าอุปการะพ่อแม่ ที่ใช้เป็นเกณฑ์การกลั่นกรองสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือไม่ ว่า เดี๋ยวนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ชี้แจง เพราะได้รับข้อสั่งการไปแล้ว.

แตะเบรกเตือน ‘กลุ่มนักกฎหมาย’ เตรียมถวายฎีกาปม ‘เขากระโดง’ ส่อก้าวล่วง ‘อำนาจศาล-ขัดหลักนิติธรรม’

แตะเบรกเตือน ‘กลุ่มนักกฎหมาย’ เตรียมถวายฎีกาปม ‘เขากระโดง’ ส่อก้าวล่วง ‘อำนาจศาล-ขัดหลักนิติธรรม’

แตะเบรกเตือน ‘กลุ่มนักกฎหมาย’ เตรียมถวายฎีกาปม ‘เขากระโดง’ ส่อก้าวล่วง ‘อำนาจศาล-ขัดหลักนิติธรรม’

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.24 น.

แตะเบรกเตือน ‘กลุ่มนักกฎหมาย’ เตรียมถวายฎีกาปม ‘เขากระโดง’ ดึงข้อพิพาท อยู่ระหว่างการพิจารณา ส่อก้าวล่วง ‘อำนาจศาล-ขัดหลักนิติธรรม’ ติงต้องไม่ใช้เป็นช่องแทรกแซง ‘กระบวนการยุติธรรม’ จนสังคมกังขา

เมื่อวันที่ 10 มิ.ย.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณี นายปัญญาวาร ปัญญาสิทธิ นายบุญถาวร ปัญญามณีโชติ ทนายความชื่อดัง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่าจะยื่นถวายฎีกาเอาที่ดิน“เขากระโดง” ที่จังหวัดบุรีรัมย์คืนและกล่าวโทษให้ดำเนินคดีอธิบดีกรมที่ดิน กับพวกนั้น ล่าสุดนายชนินทร์ แก่นหิรัญ ในฐานะทนายความผู้รับผิดชอบคดีเขากระโดง โพสต์เฟสบุ๊ค เรื่องเล่าเขากระโดง โดยทนายชนินทร์ แก่นหิรัญ ระบุว่า ประเด็นมีนักกฎหมายท่านถวายฎีกา ต่อพระเจ้าอยู่หัว ให้วินิจฉัยเรื่อง เขากระโดง ที่เขาได้รับความเดือดร้อนเพราะไม่ได้รับความเป็นธรรม

ผมก็เป็นนักกฎหมายคนหนึ่ง เห็นว่าการถวายฎีกาเป็นสิทธิของประชาชนที่กฎหมายและระเบียบราชการเปิดโอกาสให้ใช้เพื่อร้องทุกข์หรือขอความเป็นธรรม แต่สิทธิดังกล่าวย่อมต้องใช้อย่างสุจริต รอบคอบ และตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงที่ครบถ้วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผู้ยื่นเป็นผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมาย ซึ่งย่อมมีความรู้และความเข้าใจในกระบวนการยุติธรรมมากกว่าบุคคลทั่วไป

เมื่อพิจารณาเนื้อหาการถวายฎีกากรณีที่ดินเขากระโดง สิ่งที่น่าตั้งข้อสังเกตคือ หนังสือดังกล่าวนำเสนอข้อเท็จจริงในลักษณะเสมือนว่าข้อพิพาทได้ข้อยุติแล้ว และที่ดินทั้งหมดเป็นของการรถไฟแห่งประเทศไทยโดยปราศจากข้อโต้แย้ง ทั้งที่ในความเป็นจริงยังมีคดีสำคัญอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล ทั้งคดีปกครองระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทยกับกรมที่ดิน และคดีแพ่งระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทยกับผู้ถือโฉนดจำนวนหลายราย ซึ่งศาลยังมิได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดในประเด็นสิทธิของคู่กรณีแต่ละราย

นอกจากนี้ หนังสือดังกล่าวยังมิได้กล่าวถึงข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญว่า โฉนดและเอกสารสิทธิที่เกี่ยวข้องยังมิได้ถูกเพิกถอนตามกฎหมาย ผู้ถือโฉนดยังคงได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย และกรมที่ดินยังมีจุดยืนทางกฎหมายที่เป็นประเด็นพิพาทอยู่ในชั้นศาล การละเว้นไม่นำเสนอข้อเท็จจริงเหล่านี้ อาจทำให้ผู้รับเรื่องเข้าใจว่าข้อพิพาทได้ข้อยุติแล้ว ทั้งที่ข้อเท็จจริงยังอยู่ระหว่างการพิสูจน์ในกระบวนการยุติธรรม

“ที่สำคัญ หลักเกณฑ์เกี่ยวกับการถวายฎีกาโดยทั่วไปมิได้มุ่งหมายให้เป็นช่องทางในการแทรกแซงหรือก้าวล่วงกระบวนการพิจารณาคดีของศาล การนำข้อพิพาทที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลไปนำเสนอในลักษณะที่ยืนยันผลแห่งคดีล่วงหน้า จึงเป็นเรื่องที่สังคมสามารถตั้งคำถามได้ถึงความเหมาะสมและความสอดคล้องกับหลักนิติธรรม”

ในฐานะผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมาย ผู้ยื่นฎีกาย่อมทราบดีว่าหลักพื้นฐานของกระบวนการยุติธรรมคือการให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัยข้อพิพาทจากพยานหลักฐานของทุกฝ่ายอย่างครบถ้วน มิใช่การนำเสนอข้อเท็จจริงเพียงด้านเดียวจนทำให้สังคมหรือผู้รับเรื่องเข้าใจว่าผลแห่งคดีได้ถูกตัดสินไปแล้ว ทั้งที่ศาลยังอยู่ระหว่างการพิจารณา

ไม่ว่าผลสุดท้ายของคดีเขากระโดงจะออกมาเช่นไร การเคารพกระบวนการยุติธรรม การเสนอข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน และการไม่ตัดสินสิทธิของบุคคลล่วงหน้าก่อนคำพิพากษาถึงที่สุด ยังคงเป็นหลักการสำคัญที่นักกฎหมายทุกคนควรยึดถือร่วมกัน …เรื่องเก่าแต่อยากเล่าใหม่