ครั้งนี้คือเรื่องจริง สิ้น กำธร ศรวิจิตร ตำนานนักร้องชื่อดังของเมืองไทย

ครั้งนี้คือเรื่องจริง สิ้น กำธร ศรวิจิตร ตำนานนักร้องชื่อดังของเมืองไทย

ครั้งนี้คือเรื่องจริง สิ้น กำธร ศรวิจิตร ตำนานนักร้องชื่อดังของเมืองไทย

วันจันทร์ ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.40 น.

จากกรณีที่ เพจเฟซบุ๊ก วงแกรนด์เอ็กซ์ Official โพสต์ภาพพร้อมข้อความไว้อาลัยต่อการจากไปของอดีตนักร้องนำวงพาวเวอร์แบนด์อย่าง กำธร ศรวิจิตร เจ้าของบทเพลงไทยสากลอันแสนไพเราะ เช่น อายฟ้าดิน, เหมือนไม่รักกัน, รอยสุนทรภู่ ฯลฯ. เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 จนกลายเป็นที่ฮือฮาบนโลกออนไลน์ไปพักหนึ่ง ก่อนที่จะมีแสข่าวออกมายืนยันว่า อดีตนักร้องดัง ยังไม่เสียชีวิต และทางครอบครัวยันยังรักษาตัวในห้อง ICU ในเวลาต่อมานั้น

ล่าสุดวันนี้ 13 เมษายน 2569 บีบหัวใจแฟนเพลงอีกครั้ง เมื่อลูกชายของคุณ กำธร ศรวิจิตร ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โลเคชั่น สายแว้นซ์ เพื่อแจ้งข่าวเศร้าว่าคุณพ่อได้จากไปอย่างสงบแล้ว โดยมีข้อความทั้งหมดว่า “ออกเดินทางไกลแล้วนะครับพ่อ ขอบคุณที่เลี้ยงแฮปมาอย่างดี พ่อคือฮีโร่ที่เก่งที่สุดของแฮปและหลานๆ หลับให้สบายไม่ต้องห่วงอะไรแล้วนะครับ รักพ่อที่สุด คุณพ่อ กำธร ศรวิจิตร จากไปอย่างสงบ วันที่ 12 เมษายน 2569 เวลา 23.55 น. กำหนดการต่างๆ จะแจ้งให้ทราบอีกครั้งนะครับ ขอบคุณครับ”

กำธร ศรวิจิตร

หลังทราบข่าวเศร้า บรรดาคนใกล้ชิดและแฟนคลับของ กำธร ศรวิจิตร ที่ติดตามผลงานเพลงระดับตำนานอย่าง อายฟ้าดิน, เหมือนไม่รักกัน ต่างเข้ามาคอมเมนต์แสดงความเสียใจกับครอบครัวศรวิจิตรเป็นจำนวนมาก เช่น

“ขอแสดงความเสียใจด้วยนะคะพี่”

“ขอแสดงความเสียใจด้วยนะคะแฮปปี้เป็นกำลังใจให้เสมอน้า”

“ขอแสดงความเสียใจด้วยนะครับพี่แฮป”

“ขอแสดงความเสียใจด้วยครับพี่”

“ขอแสดงความเสียใจด้วยค่ะพี่แฮป”

“เสียใจด้วยนะครับพี่แฮป คุณพ่อขึ้นไปเป็นเทวดาอยู่บนสวรรค์แล้วคงมองดูการเติบโตของลูกๆหลานๆอยู่นะครับ”

“ขอแสดงความเสียใจด้วยนะคะพี่แฮป”

“ขอแสดงความเสียใจด้วยครับ”

“ขอแสดงความเสียใจด้วยคับ”

“เสียใจด้วยนะคะพี่แฮป”

“ขอแสดงความเสียใจด้วยนะคะ”

“เสียใจด้วยนะครับแฮปปี๋”

กำธร ศรวิจิตร
กำธร ศรวิจิตร
กำธร ศรวิจิตร

ซึ่ง กำธร ศรวิจิตร ถือเป็นหนึ่งในศิลปินคุณภาพแห่งยุค 70-80 เจ้าของเสียงร้องอันเป็นเอกลักษณ์ในสังกัดนิธิทัศน์ ที่สร้างความสุขให้กับแฟนเพลงมาอย่างยาวนาน ทีมงานแนวหน้าออนไลน์ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวมา ณ ที่นี้ด้วยครับ 

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก โลเคชั่น สายแว้นซ์ 

ม.อุบลฯ คว้า 4 รางวัลการประกวดผลงาน CWIE ระดับเครือข่ายสถาบันอุดมศึกษา’69

ม.อุบลฯ คว้า 4 รางวัลการประกวดผลงาน CWIE ระดับเครือข่ายสถาบันอุดมศึกษา’69

ม.อุบลฯ คว้า 4 รางวัลการประกวดผลงาน CWIE ระดับเครือข่ายสถาบันอุดมศึกษา’69

วันอังคาร ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี โดย ดร.อนุสรณ์ บรรเทิง ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายสารสนเทศทางการศึกษา และคณะ นำนักศึกษาผู้แทนมหาวิทยาลัยฯ เข้าร่วมโครงการนิทรรศการและประกวดผลงานสหกิจศึกษาและการศึกษาเชิงบูรณาการกับการทำงาน (CWIE) ดีเด่น ระดับเครือข่ายสถาบันอุดมศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ประจำปี 2569 โดยผลงานนักศึกษาสามารถสร้างชื่อเสียงในการประกวด คว้า 4 รางวัล รางวัลชนะเลิศ 2 รางวัล  และรองชนะเลิศ 2 รางวัล มีสถาบันเครือข่ายอุดมศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง จำนวน 9 สถาบัน เข้าร่วมนำเสนอผลงาน ในรูปแบบออนไลน์ และแบบ Onsite นำผลงานเข้าประกวด 2 ประเภท ได้แก่ การนำเสนอแบบปากเปล่า (Oral Presentation) จำนวน 40 ผลงาน และการนำเสนอแบบโปสเตอร์ (Poster Presentation) จำนวน 26 ผลงาน  ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา

ดร.อนุสรณ์ บรรเทิง ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายสารสนเทศทางการศึกษา กล่าวว่า โครงการฯนับเป็นเวทีส่งเสริมให้นักศึกษาได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้และนำเสนอผลงาน เสริมสร้างประสบการณ์และทักษะการสื่อสารเชิงวิชาการในระดับเครือข่าย รวมถึงการประยุกต์ใช้นวัตกรรมในการดำเนินงานสหกิจศึกษาและการศึกษาเชิงบูรณาการกับการทำงานของนักศึกษา ตลอดจนเปิดเวทีให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และถ่ายทอดประสบการณ์ระหว่างสถานศึกษาและสถานประกอบการ

ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี นำนักศึกษาเข้านำเสนอผลงาน และสามารถคว้ารางวัลดีเด่น จำนวน 4 รางวัล ชนะเลิศ 2 รางวัล  และ รองชนะเลิศ 2 รางวัลดังนี้ ประเภทโปสเตอร์ : รางวัลชนะเลิศ ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีดีเด่น ได้แก่  น.ส.สาริกา วาโยบุตร  สาขาวิชาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์ ผลงาน การลดปริมาณไนโตรรวม (TKN) ในน้ำทิ้งก่อนเข้าสู่ระบบบำบัดส่วนกลาง , รางวัลชนะเลิศ ด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ดีเด่น ได้แก่ น.ส.มณฑาภู มูลสาร สาขาวิชาภาษาอังกฤษเพื่อธุรกิจในยุคดิจิทัล คณะศิลปะศาสตร์ ผลงาน แผนที่นำทางภายในโรงแรม (In-house Navigator)

ประเภท Oral Presentation : รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 ด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ดีเด่น ได้แก่ น.ส.มินตรา หงศรีเมือง ️สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ ผลงาน การเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการรวบรวมข้อมูลจัดทำบัตรพนักงานด้วยระบบ Google Workspace: กรณีศึกษา Savan Park Office และบริษัทในเขต Zone C สปป.ลาว , รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1ด้านนานาชาติดีเด่น ได้แก่  น.ส.ญาณัจฉรา วิเชียรธวัชชัย สาขาวิศวกรรมเคมี คณะวิศวกรรมศาสตร์ ผลงาน  Co-ZIF-67 Decorated MXene Nanocomposite as a Catalyst for Peroxymonosulfate Activation in the Degradation of Methylene Blue

นับเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จ ของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ที่สะท้อนถึงศักยภาพของนักศึกษาและการขับเคลื่อนการจัดการศึกษารูปแบบ CWIE ที่มุ่งเน้นการบูรณาการองค์ความรู้สู่การปฏิบัติจริง พร้อมพัฒนาทักษะและนวัตกรรมเพื่อการทำงานในอนาคตอย่างมีคุณภาพ

ความหวังทะเลไทย นักวิจัย มก. เพาะเนื้อเยื่อ ‘หญ้าคาทะเล’ สำเร็จ เพิ่มมิติความหลากหลายทางชีวภาพ

ความหวังทะเลไทย นักวิจัย มก. เพาะเนื้อเยื่อ ‘หญ้าคาทะเล’ สำเร็จ เพิ่มมิติความหลากหลายทางชีวภาพ

ความหวังทะเลไทย นักวิจัย มก. เพาะเนื้อเยื่อ ‘หญ้าคาทะเล’ สำเร็จ เพิ่มมิติความหลากหลายทางชีวภาพ

วันอังคาร ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นักวิจัยคณะประมง ม.เกษตรศาสตร์ ประสบความสำเร็จในเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อของหญ้าชะเงาใบยาว หรือ หญ้าคาทะเล (Enhalus acoroides) ตลอดทั้งกระบวนการ เป็นที่แรกและที่เดียวในโลก รวมถึงพัฒนาวิธีการประเมินพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการปลูกเพื่อฟื้นฟูหญ้าทะเลได้สำเร็จ เป็นความหวังที่เปิดโอกาสใหม่ในการฟื้นฟูและอนุรักษ์หญ้าทะเลของไทย

“หญ้าชะเงาใบยาว” หรือ “หญ้าคาทะเล” เป็นหญ้าทะเลชนิดที่มีขนาดใหญ่ กระจายตัวตามบริเวณชายฝั่งทะเลทั้งอ่าวไทยและอันดามัน จึงมีความสำคัญต่อระบบนิเวศชายฝั่ง มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศไทย ทั้งในมิติของความหลากหลายทางชีวภาพ ความมั่นคงทางอาหาร และเศรษฐกิจสีน้ำเงิน

ตลอดช่วงเวลากว่า 15 ปี คณะประมงได้เล็งเห็นถึงการถูกคุกคามที่เกิดกับระบบนิเวศหญ้าทะเล จึงได้สนับสนุนให้คณาจารย์และนักวิจัยหน่วยวิจัยหญ้าทะเลต้านโลกร้อน พัฒนาวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อหญ้าทะเล โดยมีเป้าหมายเพื่อเป็นแหล่งกระจายต้นพันธุ์ในอนาคตและลดการใช้ต้นพันธุ์จากธรรมชาติ จนปัจจุบัน เราได้ศึกษาวิจัยจนสามารถเพาะเลี้ยงเนื้อหญ้าชะเงาใยยาวได้เป็นผลสำเร็จตลอดกระบวนการเป็นที่แรกและที่เดียวในโลก ตั้งแต่การเลือกชิ้นส่วนเนื้อเยื่อ การฟอกฆ่าเชื้อ การชักนำยอด การชักนำราก จนได้เป็นต้นอ่อนหญ้าชะเงาใบยาวขนาดเล็ก ที่พร้อมจะนำไปอนุบาลในโรงเรือนเพาะเลี้ยงและอนุบาลหญ้าทะเล ขั้นตอนและกระบวนการ รวมถึงสูตรอาหารเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ KU Media ได้ขอจดสิทธิบัตรแล้ว การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อในห้องปฏิบัติการต้องใช้เวลาอย่างน้อย 18 เดือน เพื่อพัฒนาส่วนต้นอ่อนปลอดเชื้อ ให้เป็นยอดจำนวนมาก และกระตุ้นให้ยอดเกิดเป็นราก จนพัฒนาเป็นต้นอ่อนในที่สุด

คณะประมง ได้พัฒนาวิธีการเลี้ยงและขยายพันธุ์ต้นอ่อนหญ้าทะเล ทั้งที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อและจากการเก็บจากธรรมชาติ โดยพัฒนาสูตรปุ๋ยและกระบวนการเลี้ยง ในระบบโรงเรือนหน่วยวิจัยหญ้าทะเลต้านโลกร้อน สถานีวิจัยประมงศรีราชา ซึ่งเป็นโรงเรือนเพาะเลี้ยงและอนุบาลหญ้าทะเลแห่งแรกของประเทศไทย และในภายหลัง ได้ถูกถอดแบบไปสร้างที่เกาะหมาก จ.ตราด เพื่อเป็นศูนย์เรียนรู้หญ้าทะเลและปะการัง หมู่เกาะหมาก ภายใต้ความร่วมมือของคณะประมง บมจ.บางจาก องค์การบริหารส่วนตำบลเกาะหมาก และ องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยมีนักวิจัยของคณะประมงเป็นพี่เลี้ยงในการดูแลโรงเรือนให้กับชุมชนเกาะหมากอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน โรงเรือนทั้งสองแห่ง เป็นแหล่งเรียนรู้และต้นแบบในการปลูกเพาะขยายพันธุ์หญ้าทะเลให้กับเยาวชนและผู้ที่สนใจเข้าเยี่ยมชมจำนวนมาก

นอกจากการเลี้ยงและอนุบาลหญ้าทะเลภายในโรงเรือนแล้ว คณะประมงยังได้ขยายหญ้าทะเลหลายชนิดลงสู่บ่อเพาะขยายพันธุ์หญ้าทะเลที่สถานีวิจัยประมงคลองวาฬ จ.ประจวบคีรีขันธ์ และ สถานีวิจัยประมงสมุทรสงคราม จ.สมุทรสงคราม เพื่อพัฒนาให้เป็นแหล่งสำรองต้นพันธุ์หญ้าทะเลหลายชนิดสำหรับใช้ในการเป็นอาหารสำรองของพะยูนยามหญ้าทะเลขาดแคลน และเป็นแหล่งรวบรวมชนิดพันธุ์เพื่อการฟื้นฟูแหล่งหญ้าทะเลในอนาคต

ถึงแม้ว่าเราจะสามารถเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ พัฒนาวิธีการเพาะและอนุบาลหญ้าทะเลในหลายรูปแบบได้แล้ว เพื่อให้เกิดการพัฒนางานตลอดทางจนสามารถนำไปใช้ประโยชน์เพื่อการปลูกในธรรมชาติได้ คณะประมงจึงคิดค้นวิธีการประเมินพื้นที่ที่เหมาะสมต่อการปลูกหญ้าทะเล จนผู้ประเมินสามารถจัดทำออกมาเป็นแผนที่แสดงความเหมาะสมของพื้นที่เพื่อใช้ร่วมกับ Google Earth Application ทำให้ผู้ปลูกสามารถเดินเลือกพื้นที่ได้ด้วยตนเอง หากผู้ปลูกสามารถเลือกพื้นที่ได้อย่างเหมาะสม เพิ่มโอกาสรอดของหญ้าทะเลที่นำลงปลูกในพื้นที่ เป็นการใช้ต้นพันธุ์อย่างคุ้มค่า และลดการทำลายต้นพันธุ์ในธรรมชาติ โดยวิธีการประเมินพื้นที่ที่พัฒนาขึ้นนี้ ได้ผ่านการประเมินความแม่นยำ และมีการถ่ายทอดให้กับนักวิชาการกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งเพื่อใช้ประโยชน์แล้ว

NARIT จัดค่ายเยาวชนดาราศาสตร์อาเซียน ‘AAC 2026’ แลกเปลี่ยน ‘วัฒนธรรม – ภาษา’ ดูดาวบนยอดดอยอินทนนท์

NARIT จัดค่ายเยาวชนดาราศาสตร์อาเซียน ‘AAC 2026’ แลกเปลี่ยน ‘วัฒนธรรม – ภาษา’ ดูดาวบนยอดดอยอินทนนท์

NARIT จัดค่ายเยาวชนดาราศาสตร์อาเซียน ‘AAC 2026’ แลกเปลี่ยน ‘วัฒนธรรม – ภาษา’ ดูดาวบนยอดดอยอินทนนท์

วันอังคาร ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

NARIT จัดค่ายเยาวชนดาราศาสตร์อาเซียน “ASEAN Astronomy Camp – AAC 2026” เพื่อสัมผัสประสบการณ์การดูดาวบนยอดดอยอินทนนท์ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านวัฒนธรรม ภาษา เยี่ยมชมหอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์ และห้องปฏิบัติการทางดาราศาสตร์ที่ล้ำหน้าและทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

สำหรับค่ายเยาวชนดาราศาสตร์อาเซียน (ASEAN Astronomy Camp – AAC 2026) เป็นค่ายดาราศาสตร์นานาชาติ ที่เปิดรับสมัครเยาวชนอายุระหว่าง 15-19 ปี จากภูมิภาคอาเซียนและทั่วโลกกว่า 200 คน โดยมีผู้ผ่านการคัดเลือกจำนวน 42 คน จาก 12 ประเทศ ได้แก่ ไทย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม เมียนมาร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ บังกลาเทศ อิตาลี ฟินแลนด์ โรมาเนีย และนักเรียนจากประเทศที่ไกลออกไปอีกครึ่งโลกอย่างโดมินิกันรีพับลิก ก็เดินทางมาร่วมค่ายนี้ด้วย

โดยผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะได้ฝึกคิด วิเคราะห์ และแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ผ่านกิจกรรมหลากหลาย เช่น การแข่งขัน “Astro Challenge” ที่จำลองมาจากการแข่งขันตอบคำถามปริศนาดาราศาสตร์ระดับประเทศของ NARIT กิจกรรม “แรลลี่ดาราศาสตร์” ที่แต่ละทีมจะต้องร่วมกันแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าร่วมกันระหว่างค่าย AAC กิจกรรมเรียนรู้การใช้กล้องโทรทรรศน์ สู่การแข่งขันหาประโยคลับที่ถูกซ่อนไว้ และการเรียนรู้เทคโนโลยีไครโอเจนิกส์ผ่านการทำไอศกรีมด้วยไนโตรเจนเหลว ซึ่งเชื่อมโยงกับการใช้งานจริงในงานดาราศาสตร์

นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้เดินทางเข้าเยี่ยมชมโครงสร้างพื้นฐานทางดาราศาสตร์ของไทย ได้แก่ กล้องโทรทรรศน์แห่งชาติ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 2.4 เมตร บนดอยอินทนนท์ และกล้องโทรทรรศน์วิทยุแห่งชาติ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 40 เมตร ณ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ นับเป็นหอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งในช่วงย่านคลื่นแสงที่ตามองเห็นและคลื่นวิทยุ อีกทั้ง ได้เยี่ยมชมอาคารปฏิบัติการนวัตกรรมขั้นสูง อาคารปฏิบัติการพัฒนาต้นแบบและบ่มเพาะเทคโนโลยี อาคารปฏิบัติการเทคโนโลยีฟิล์มบาง อาคารปฏิบัติการขึ้นรูปชิ้นงานเชิงกลขั้นสูง ซึ่งเป็นอาคารปฏิบัติการเชิงวิศวกรรมด้านดาราศาสตร์ที่ก้าวหน้า และทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาค ตั้งอยู่ภายในอุทยานดาราศาสตร์สิรินธร จ. เชียงใหม่ สำนักงานใหญ่ของ NARIT

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของค่ายนี้ คือกิจกรรรมดูดาวบนท้องฟ้าที่ที่สุดแห่งหนึ่งของไทย ณ ยอดดอยอินทนนท์ ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้เกี่ยวกับการดูดาวเบื้องต้น และรู้จักกลุ่มดาวผ่านท้องฟ้าจำลอง ก่อนออกไปสัมผัสประสบการณ์ดูดาวผ่านท้องฟ้าจริง และฝึกใช้งานกล้องโทรทรรศน์เพื่อสังเกตวัตถุท้องฟ้าที่น่าสนใจ รวมถึงวัตถุในห้วงอาวกาศลึกด้วยตนเอง

ทั้งนี้ ค่ายเยาวชนดาราศาสตร์อาเซียน หรือ AAC จะกลับมาอีกในปีถัดไป เพื่อมุ่งสร้างประสบการณ์ที่หลากหลายและพหุวัฒนธรรมแก่เยาวชนที่เข้าร่วมทุกคนอีกครั้ง ผู้สนใจสามารถติดตามข่าวสารการเปิดรับสมัครได้ทางทางเพจเฟซบุ๊ก NARIT สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ และเว็บไซต์ http://www.NARIT.or.th

มมส สืบสานประเพณีสงกรานต์ 2569 ทำบุญตักบาตร-สรงน้ำพระ เสริมสิริมงคล

มมส สืบสานประเพณีสงกรานต์ 2569 ทำบุญตักบาตร-สรงน้ำพระ เสริมสิริมงคล

มมส สืบสานประเพณีสงกรานต์ 2569 ทำบุญตักบาตร-สรงน้ำพระ เสริมสิริมงคล

วันอังคาร ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จัดงานสืบสานประเพณีสงกรานต์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ประจำปี 2569 โดยมี รศ.ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร และนิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เข้าร่วมงาน ณ บริเวณสวนป่าด้านข้างอาคารบรมราชกุมารี

กิจกรรมเริ่มต้นด้วยพิธีทำบุญตักบาตรข้าวสาร อาหารแห้ง แด่พระสงฆ์ จำนวน 9 รูป เพื่อเป็นการส่งเสริมและรักษาประเพณีวัฒนธรรมอันดีงามของไทย และความเป็นสิริมงคลเนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ไทย โดยมี พระครูวินัยวรญาณ ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดมหาสารคาม (ธ) เจ้าอาวาสวัดป่าศรัทธาธรรมวิทยา เป็นประธานฝ่ายสงฆ์

จากนั้น อธิการบดี มมส ได้จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย ไหว้พระสมาทานศีล และรับศีลจากประธานสงฆ์  พระสงฆ์ได้แสดงพระธรรมเทศนาสัมโมทนานียกถา เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตแก่ผู้เข้าร่วมพิธี ผู้บริหารมหาวิทยาลัยได้ถวายภัตตาหารและเครื่องไทยธรรมแด่พระสงฆ์ ก่อนที่จะนำผู้บริหาร บุคลากร และนิสิต ร่วมกิจกรรมสรงน้ำพระพุทธกันทรวิชัยอภิสมัยธรรมนายก และพระพุทธมงคลมุนีศรีโรจนากร ซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำมหาวิทยาลัย เพื่อความเป็นสิริมงคลเนื่องในเทศกาลสงกรานต์

มทภ.4 เดือดโต้ ทวี นั่งทุกตำแหน่ง แก้ไฟใต้ไม่จบ แนะ รมว.ศธ. ลงมาดูหลักสูตร รร.ปอเนาะ

มทภ.4 เดือดโต้ ทวี นั่งทุกตำแหน่ง แก้ไฟใต้ไม่จบ แนะ รมว.ศธ. ลงมาดูหลักสูตร รร.ปอเนาะ

มทภ.4 เดือดโต้ ทวี นั่งทุกตำแหน่ง แก้ไฟใต้ไม่จบ แนะ รมว.ศธ. ลงมาดูหลักสูตร รร.ปอเนาะ

วันจันทร์ ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.39 น.

มทภ.4 เดือดโต้ ทวี สอดส่อง นั่งเก้าอี้ทุกตำแหน่ง แก้ไฟใต้ไม่จบ ลั่น มีคนอยากป่วน แนะ รมว.ศธ. มาดูหลักสูตร รร.ปอเนาะ-รร.สอนศาสนา ลั่น ไม่สนใจ นักการเมือง-สส.ชี้นำอะไร แต่ทุกอย่างอยู่ที่การสอบสวนของตำรวจ ปม ใช้รถหลวงยิง สส.ประชาชาติ

เมื่อวันที่ 13 เม.ย.2569 ที่ค่ายสิรินธร จ.ปัตตานี พลโท นราธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะ ผอ.รมน.ภาค 4  พร้อม ชี้แจง กรณีนำรถยนต์ กอ.รมน.นราธิวาส รถกระบะโตโยต้า วีโก้ ทะเบียน ญจ 6847 กรุงเทพฯ โดย นาวาเอก มนตรี โตประเสริฐ อนุญาตให้ อดีตทหารเรือ  เรือเอก วิโรจน์ เกตุมณี  ยืม ไปใช้ก่อเหตุ ยิง นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส. จังหวัดนราธิวาส พรรคประชาชาติ เมื่อวันที่ 20 มีค. 2569 ที่ผ่านมาว่า หลังเกิดเหตุได้สั่งการให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยเร่งด่วน ได้ประสานกับ ผบ.ตำรวจภาค9 ให้ดำเนินคดีเต็มที่ พร้อมยืนยันว่า ไม่ปกป้องผู้กระทำความผิด ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม 

ในส่วนของ กอ.รมน นราธิวาส  ที่มีผู้ว่าฯ เป็น ผอ.รมน.ได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง  รายงานมาแล้ว จึงได้แจ้ง สำนักงาน ประสานภารกิจด้านความมั่นคงกับ กองอํานวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร หรือ ปรมน. กองทัพเรือ จึงมีการย้าย นาวาเอก มนตรี  โตประเสริฐ ออกจากพื้นที่ไปประจำ ปรมน.ทร. ตนได้บอกกองทัพเรือว่า ให้ลงโทษเต็มอำนาจที่กองทัพเรือมีอยู่ 

ที่ผ่านมาได้มีการสอบสวนไปแล้ว เพียงแต่ไม่ได้ไปบอกสื่อเท่านั้นแต่ สส.ไปพูดเองว่าไม่ใช้อำนาจอัยการศึก แต่จริงๆ เขาก็ใช้อำนาจตามกฎอัยการศึก ไปเรียบร้อยแล้วตั้งแต่ต้น ผมไม่สนใจว่านักการเมืองหรือสส.ไปชี้นำอะไร  แต่การจะชี้ว่าใครผิด ต้องอยู่ที่การสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ  พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ท่านเป็นมาทุกตำแหน่ง ท่านอยู่มากี่ปี เป็นทั้งเลขาฯ ศอ.บต. อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ จนเป็น รมว.ยุติธรรม ยังแก้ปัญหาชายแดนใต้ไม่จบเลยเพราะเราแก้ที่ปลายเหตุ” มทภ.4 กล่าวและว่า 

อยากให้ รมว.ศึกษาธิการ มาดู รร.ปอเนาะ รร.สอนศาสนา เอกชน ว่าเป็นไปตามหลักสูตรที่กำหนด ให้งบประมาณสนับสนุนหรือไม่ มันมีคนที่ที่ไปปลูกฝังความคิดไม่ดีมีแน่นอน ให้ไปดูว่าเขาเรียนภาษาไทยควบคู่กับภาษามลายู หรือไม่ เพราะเหตุการณ์ยังเกิดขึ้น  ก็เพราะมีคนอยากให้เกิด ตนเป็นคนตรงไปตรงมา ผู้บังคับบัญชาให้ลงมาดูแลพื้นที่ให้เกิดความสงบให้ได้ ตนก็ทำตามภาระหน้าที่ คนทำผิดตนไม่เอาไว้จะไม่เอาส่วนราชการไปปกป้อง เป็น เรื่องส่วนบุคคล เพราะ กอ.รมน. ก็มีทั้งตำรวจ  ทหาร  ฝ่ายปกครอง และส่วนราชการอื่น ขึ้นกับ กอ.รมน. ทุกคนก็ล้วนอยากให้บ้านเมืองสงบ 

“แม้ผมทำหน้าที่ มทภ.4 มา6เดือนแล้ว แต่ผมเคยลงมาทำงานที่นี่มาก่อนแล้ว  ก็ต้องทำหน้าที่เพื่อให้เกิดความสงบ  และให้ความเป็นธรรมกับทุกภาคส่วน ผมไม่มีอคติกับใครทั้งสิ้นแต่ขออย่าปรักปรำส่วนราชการและขอให้ให้กำลังใจ  ในทุกองค์กรก็ย่อมมีทั้งคนดีและคนไม่ดี แต่ถ้ามีเป็นเนื้อร้ายก็ต้องตัดออก เราได้พยายามในการแก้ไขปัญหาในทุกทาง  แม้แต่การต้องคุยกับโจร  ก็ต้องเอาคนที่ไม่เกี่ยวข้องกับทางราชการ ไปคุยแต่บางเรื่องบอกสื่อก็ไม่ได้

กอ.รมน. แถลงผลสอบ ใช้รถหลวง ลอบยิง สส.ประชาชาติ ย้ำโทษหนัก ไล่ออก-ฟันอาญา

กอ.รมน. แถลงผลสอบ ใช้รถหลวง ลอบยิง สส.ประชาชาติ ย้ำโทษหนัก ไล่ออก-ฟันอาญา

กอ.รมน. แถลงผลสอบ ใช้รถหลวง ลอบยิง สส.ประชาชาติ ย้ำโทษหนัก ไล่ออก-ฟันอาญา

วันจันทร์ ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.20 น.

กอ.รมน. แถลงผลสอบ ใช้รถหลวง ลอบยิง สส.ประชาชาติ เร่งสอบวินัย น.อ.มนตรี หากเอี่ยว ไล่ออกราชการ ฟันซ้ำอาญา ม.151-157  ด้าน มทภ.4 ย้ำ เป็นการกระทำส่วนบุคคล ไม่เกี่ยว นโยบาย-คำสั่ง ของหน่วยงานใด

เมื่อวันที่ 13 เม.ย.2569 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ขอชี้แจงกรณีเหตุลอบยิง นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนราธิวาส เขต 5 เมื่อวันที่ 20 มี.ค.2569 ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่ามีการนำรถยนต์ของทางราชการไปใช้ในการก่อเหตุดังกล่าว

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่า รถยนต์คันที่เกี่ยวข้องเป็นรถกระบะของทางราชการ สังกัด กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน จังหวัดนราธิวาส ส่วนหน้า ซึ่งกำหนดให้ใช้ในภารกิจธุรการภายในหน่วย และอยู่ภายใต้การควบคุมตาม ระเบียบ กอ.รมน. ว่าด้วยรถราชการ พ.ศ. 2553 อย่างเคร่งครัด โดยระเบียบดังกล่าวกำหนดให้การใช้รถราชการต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ของทางราชการเท่านั้น ต้องได้รับอนุมัติจากผู้มีอำนาจตามลำดับชั้น และต้องมีการบันทึกการใช้รถอย่างเป็นระบบเพื่อให้สามารถตรวจสอบได้

อย่างไรก็ตาม จากการสอบสวนพบว่า นาวาเอกมนตรี โตประเสริฐ ผู้รับผิดชอบดูแลยานพาหนะของหน่วย ได้อนุญาตให้เรือเอกวิโรจน์ เกตุมณี ยืมรถยนต์ราชการไปใช้ในลักษณะส่วนตัว โดยไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนด ไม่ว่าจะเป็นการจัดทำเอกสารขออนุญาต การระบุภารกิจ เวลา และสถานที่ใช้งาน ตลอดจนไม่ได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบตามสายการบังคับบัญชา อันเป็นการฝ่าฝืนระเบียบและคำสั่งของทางราชการอย่างร้ายแรง โดยมีการยืมรถรวม 3 ครั้ง ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว

คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงจึงมีมติว่า การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดในหลายมิติ โดยในส่วนของความผิดทางแพ่ง เป็นการกระทำโดยจงใจฝ่าฝืนระเบียบของทางราชการ อันก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินของรัฐ ผู้กระทำต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายทั้งหมดตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 

ในส่วนของความผิดทางวินัย การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดวินัยร้ายแรง ฐานละเลยต่อหน้าที่ราชการ และกระทำการโดยมิชอบจนก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อทางราชการ ซึ่งขณะนี้หน่วยได้ดำเนินการส่งตัวกลับต้นสังกัด และเสนอให้ดำเนินการสอบสวนทางวินัยตาม พระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยทหาร พ.ศ. 2457 โดยมีโทษสูงสุดถึงขั้นปลดออกหรือไล่ออกจากราชการ

สำหรับความผิดทางอาญา แบ่งออกเป็นสองประเด็นสำคัญ ได้แก่ ประเด็นแรก คือ การมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุลอบยิง ซึ่งอยู่ระหว่างการสอบสวนของพนักงานสอบสวน และประเด็นที่สอง คือ ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ซึ่งกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดนราธิวาส จะดำเนินการร้องทุกข์กล่าวโทษ ตามกฎหมาย โดยเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ในกรณีเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ และมาตรา 157 ในกรณีปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต

ทั้งนี้ การดำเนินการในทุกมิติเป็นไปตามหลักความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ และหลักนิติธรรมที่ กอ.รมน. ยึดถืออย่างเคร่งครัด โดยกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ได้ให้ความร่วมมือกับพนักงานสอบสวนอย่างเต็มที่ เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมเป็นไปอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และสามารถตรวจสอบได้

ด้าน พลโท นรธิป โพยนอก ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ยืนยันว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นการกระทำในลักษณะส่วนบุคคลของเจ้าหน้าที่ที่ฝ่าฝืนระเบียบและกฎหมายอย่างชัดเจน มิได้เป็นนโยบาย คำสั่ง หรือการดำเนินการใด ๆ ของหน่วยงาน และไม่เกี่ยวข้องกับภารกิจของ กอ.รมน. แต่อย่างใด พร้อมทั้งได้กำชับให้ทุกหน่วยเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลทรัพย์สินของทางราชการ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุลักษณะนี้ขึ้นอีก

กอ.รมน. ขอยืนยันว่าจะดำเนินการอย่างเด็ดขาด ไม่ละเว้นต่อผู้กระทำความผิดทุกกรณี เพื่อรักษาวินัย มาตรฐานของหน่วยงาน และเสริมสร้างความเชื่อมั่นของพี่น้องประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

ทวี ส่งสาร สงกรานต์ ย้ำชัด ความสุขประชาชน ต้องเป็นเรื่องเดียวกับ ความมั่นคงของรัฐ

ทวี ส่งสาร สงกรานต์ ย้ำชัด ความสุขประชาชน ต้องเป็นเรื่องเดียวกับ ความมั่นคงของรัฐ

ทวี ส่งสาร สงกรานต์ ย้ำชัด ความสุขประชาชน ต้องเป็นเรื่องเดียวกับ ความมั่นคงของรัฐ

วันจันทร์ ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.11 น.

วันนี้ 13 เมษายน 2569  พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ได้ออกมาเคลื่อนไหวผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เพื่อส่งความสุขและข้อความกินใจถึงพี่น้องประชาชนชาวไทยทั่วประเทศ โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า “สุขสันต์วันสงกรานต์ ๒๕๖๙ ขอให้ทุกท่านมีความสุขใจ สุขกาย สมหวังและโชคดี บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย ธำรงไว้ซึ่งหลักนิติธรรมที่เข็มแข็ง ก้าวสู่ยุคความมั่นคงของรัฐ กับความสุขของประชาชนเป็นเรื่องเดียวกัน พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ”

ทวี สอดส่อง

ทำเอาชาวเน็ตเข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก กับโพสต์ของ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ที่เผยแพร่ลงมาบนโลกออนไลน์ เช่น

“สุขสันต์วันปีใหม่ไทยครับ”

“สุขสันต์วันสงกรานนะค่ะ”

“สุขสันต์วันสงกรานต์นะคะ”

“สุขสันต์วันสงกรานต์ ขอให้มีสุขภาพแข็งแรง สุขกายและใจตลอดไปค่ะท่าน”

“สวัสดีครับท่าน”

“สุขสันต์วันสงกรานต์ครับท่าน”

“สุขสันต์วันสงกรานต์ ขอส่งความสุข มีแต่ความฉุ่มฉ้ำ สุขกายสบายใจครับ”

ทวี สอดส่อง
ทวี สอดส่อง
ทวี สอดส่อง
ทวี สอดส่อง

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Tawee Sodsong – พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง

ภูมิธรรม สวมเสื้อแดง อวยพรสงกรานต์ ขอมีพลังกายใจฝ่าฟันอุปสรรคปัญหา​ พบเจอแต่สิ่งที่ดีงาม

ภูมิธรรม สวมเสื้อแดง อวยพรสงกรานต์ ขอมีพลังกายใจฝ่าฟันอุปสรรคปัญหา​ พบเจอแต่สิ่งที่ดีงาม

ภูมิธรรม สวมเสื้อแดง อวยพรสงกรานต์ ขอมีพลังกายใจฝ่าฟันอุปสรรคปัญหา​ พบเจอแต่สิ่งที่ดีงาม

วันจันทร์ ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.05 น.

ภูมิธรรม สวมเสื้อแดง อวยพรสงกรานต์ ขอมีความสุข มีพลังกายใจฝ่าฟันอุปสรรคปัญหา​ พบเจอแต่สิ่งที่ดีงาม

เมื่อวันที่ 13 เม.ย.2569 นายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “สุขสันต์​วันสงกรานต์ 2569 ขอส่งกำลังใจและความปรารถนาดี ไปยังท่านและครอบครัว ขอให้มีความสุข สุขภาพร่างกายแข็งแรง ปราศจากทุกข์ภัย มีพลังกายใจฝ่าฟันอุปสรรคปัญหา​ และ​ พบเจอแต่สิ่งที่ดีงาม”

สงกรานต์ 3 วันผ่าน! เสียชีวิตบนท้องถนน 95 ราย เกิดอุบัติเหตุ 515 ครั้ง บาดเจ็บ 486 คน

สงกรานต์ 3 วันผ่าน! เสียชีวิตบนท้องถนน 95 ราย เกิดอุบัติเหตุ 515 ครั้ง บาดเจ็บ 486 คน

สงกรานต์ 3 วันผ่าน! เสียชีวิตบนท้องถนน 95 ราย เกิดอุบัติเหตุ 515 ครั้ง บาดเจ็บ 486 คน

วันจันทร์ ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.54 น.

สงกรานต์ 3 วันผ่าน! เสียชีวิตบนท้องถนน95ราย เกิดอุบัติเหตุ 515 ครั้ง บาดเจ็บ 486 คน ’กทม.-ลำปาง‘ ขึ้นแชมป์สูญเสียสะสม ขณะที่ 30 จังหวัดตายเป็นศูนย์ ด้าน ’ศปถ.‘ กำชับจังหวัดบังคับใช้กฎหมายเข้ม เน้นควบคุมจำหน่ายเแอลกอฮอล์ให้กับผู้อายุต่ำกว่า 20 ปี ใช้กลไกพื้นที่ป้องพฤติกรรมเสี่ยง สาดน้ำสงกรานต์ไม่ปลอดภัย เตรียมพร้อมช่วยเหลือรวดเร็ว ทันท่วงที

เมื่อวันที่ 13 เม.ย.2569 ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) นายผดุงศักดิ์ สรุจิกำจรวัฒนะ ผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานแถลงข่าวสรุปผลการดำเนินงานของศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางช่วงเทศกาลสงกรานต์ พ.ศ. 2569 (ศปถ.) เปิดเผยว่า ศปถ. ได้รวบรวมสถิติอุบัติเหตุทางถนน ประจำวันที่ 12เม.ย.69 ซึ่งเป็นวันที่3ของการรณรงค์ “ขับขี่ปลอดภัย ลดความเร็ว ลดอุบัติเหตุ” เกิดอุบัติเหตุ 171 ครั้ง ผู้บาดเจ็บ 169 คน ผู้เสียชีวิต 24 ราย สาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ขับรถเร็ว ร้อยละ 46.20   ดื่มแล้วขับ ร้อยละ 24.56 ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ รถจักรยานยนต์ ร้อยละ 77.17 ส่วนใหญ่เกิดบนเส้นทางตรง ร้อยละ 81.29 ถนนใน อบต./หมู่บ้าน ร้อยละ 39.77 ถนนกรมทางหลวง ร้อยละ 34.50 

ช่วงเวลาที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ช่วงเวลา 15.01 –18.00 น. ร้อยละ 24.56 ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตสูงสุด อยู่ในช่วงอายุ 20 – 29 ปี ร้อยละ 22.80 โดยจังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ สุพรรณบุรี (10 ครั้ง) จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสูงสุด ได้แก่ แพร่ (9 คน) จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสูงสุด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร (3 ราย) 

สรุปอุบัติเหตุทางถนนสะสมในช่วง 3 วันของการรณรงค์ (10 – 12 เม.ย. 69) เกิดอุบัติเหตุรวม 515 ครั้ง ผู้บาดเจ็บ รวม 486 คน ผู้เสียชีวิต รวม 95 ราย จังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสะสมสูงสุดได้แก่ ลำปาง (25 ครั้ง) จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสะสมสูงสุด ได้แก่ ลำปาง (25 คน) จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสะสมสูงสุด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร (6 ราย) จังหวัดที่ไม่มีผู้เสียชีวิต (ตายเป็นศูนย์) มี 30 จังหวัด 

นายผดุงศักดิ์ กล่าวต่อว่า วันนี้ประชาชนจะออกมาเล่นน้ำสงกรานต์เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะบนท้องถนนเพื่อเล่นน้ำสงกรานต์และสัญจรท่องเที่ยวตามสถานที่ต่าง ๆ รวมถึงมักมีการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อสังสรรค์ ศปถ. จึงได้ประสานให้จังหวัดและ กทม. บังคับใช้กฎหมายตามมาตรการ 10 ข้อหาหลักอย่างเข้มงวดและต่อเนื่อง เพื่อป้องปรามผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงอุบัติเหตุทางถนนและอุบัติภัยต่าง ๆ โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่เล่นน้ำสงกรานต์ และสถานที่ท่องเที่ยว รวมถึงห้ามปรามพฤติกรรมการเล่นน้ำที่เสี่ยงต่ออุบัติเหตุทางถนน อำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัยของประชาชนระหว่างเดินทางกลับบ้าน พร้อมดูแลการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตามกฎหมาย โดยไม่จำหน่ายให้เด็กและเยาวชนที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปีเด็ดขาด หากผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี ดื่มแล้วขับทำให้เกิดเหตุบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ให้สืบสวนขยายผลดำเนินคดีกับร้านค้า ผู้สนับสนุนให้เด็กดื่มแอลกอฮอล์ และผู้ปกครองตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ควบคุมให้สถานบริการเปิด – ปิดตามเวลาที่กำหนด และเพิ่มความเข้มข้นของด่านชุมชน ด่านครอบครัว ในการเฝ้าระวัง ตรวจตรา ป้องปรามผู้มีพฤติกรรมเสี่ยงของผู้ขับขี่ เน้นตักเตือนก่อนเกิดเหตุอันตราย เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุทางถนน นอกจากนี้ ให้จังหวัดเตรียมพร้อมระบบสื่อสารและการช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติเหตุ เพื่อประสานการปฏิบัติงานให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ อำนวยความสะดวกให้รถพยาบาลและรถฉุกเฉินเข้าถึงจุดดเกิดเหตุและส่งตัวผู้ประสบเหตุไปยังโรงพยาบาลได้อย่างรวดเร็ว

ด้าน นายสหรัฐ วงศ์สกุลวิวัฒน์ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการ ศปถ. กล่าวว่า จากสถิติการเกิดอุบัติเหตุทางถนนในช่วงสามวันที่ผ่านมา พบว่า อุบัติเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการพฤติกรรมเสี่ยงทั้งของผู้ขับขี่และผู้ร่วมใช้เส้นทาง ศปถ. จึงให้จังหวัดประชาสัมพันธ์การประเมินความพร้อมสภาพร่างกายของผู้ขับขี่ก่อนขับรถ หากไม่พร้อมให้หยุดพักหรือเลี่ยงการขับขี่ รวมถึงประชาสัมพันธ์ให้เล่นน้ำสงกรานต์ด้วยความระมัดระวัง ไม่สาดน้ำใส่รถจักรยานยนต์โดยตรงเนื่องจากอาจทำให้รถเสียหลักและเกิดอุบัติเหตุ ไม่เล่นน้ำกลางถนนเนื่องจากอาจถูกรถเฉี่ยวชนได้ หากเป็นไปได้ให้หลีกเลี่ยงการนั่งหรือยืนท้ายกระบะเล่นน้ำสงกรานต์ เนื่องจากอาจเกิดอุบัติเหตุจากการพลัดตกขณะรถเคลื่อนที่