ไฮเออร์ ชวน เชฟหมึกแดง เสิร์ฟนิยามใหม่ของความเนี้ยบ ในงาน ‘Haier Salute to Life’ ยกระดับทุกดีเทลการดูแลเสื้อผ้า

ไฮเออร์ ชวน เชฟหมึกแดง เสิร์ฟนิยามใหม่ของความเนี้ยบ ในงาน ‘Haier Salute to Life’ ยกระดับทุกดีเทลการดูแลเสื้อผ้า

ไฮเออร์ ชวน เชฟหมึกแดง เสิร์ฟนิยามใหม่ของความเนี้ยบ ในงาน ‘Haier Salute to Life’ ยกระดับทุกดีเทลการดูแลเสื้อผ้า

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ไฮเออร์ (ประเทศไทย) ผู้นำด้านผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าระดับโลกและแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าอันดับ 1 ของโลกติดต่อกัน 17 ปีซ้อน ชวนสัมผัสนิยามใหม่ของความเนี้ยบ พร้อมเปิดประสบการณ์ซักผ้าระดับพรีเมียมด้วย Haier MultiWash นวัตกรรมเครื่องซักผ้าอัจฉริยะที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ชีวิตมีคลาสในทุกดีเทล ในงาน “Haier Salute to Life”  โดยมี ม.ล.ศิริเฉลิม     สวัสดิวัตน์ หรือ “เชฟหมึกแดง” ร่วมถ่ายทอดมุมมองของความสมบูรณ์แบบทีหลอมรวมทั้งรสชาติและความเนี้ยบเข้าด้วยกันอย่างลงตัว สะท้อนให้เห็นว่ามาตรฐานความพิถีพิถันไม่ได้หยุดอยู่เพียงบนจานอาหาร แต่ยังขยายไปสู่การดูแลตัวเองและเครื่องแต่งกายในทุกมิติ โดยเฉพาะชุดเชฟที่ต้องสะอาด เนี้ยบ และไร้ที่ติ พร้อมสร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการแต่งตั้งเชฟหมึกแดงเป็น “No.001 User Experience Officer” ตอกย้ำบทบาทของผู้ใช้จริงที่สะท้อนประสบการณ์ระดับพรีเมียมได้อย่างแท้จริง

ม.ล.ศิริเฉลิม สวัสดิวัตน์ หรือ เชฟหมึกแดง เผยถึงมุมมองการซักผ้าในแบบฉบับของเชฟระดับตำนานในงานนี้ว่า “สำหรับผม เสื้อผ้าชุดเชฟหรือผ้ากันเปื้อนเปรียบเสมือนเกราะสำคัญในครัว ต้องสะอาด เนี้ยบ และปราศจากกลิ่นอาหารรบกวน ขณะเดียวกันชุดทางการสำหรับโอกาสพิเศษก็ต้องได้รับการดูแลอย่างพิถีพิถันเพื่อคงคุณภาพของเนื้อผ้า การมี Haier MultiWash เข้ามาช่วยจัดการงานบ้าน จึงเปรียบเสมือนผู้ช่วยมือโปรที่เข้าใจไลฟ์สไตล์ของผมอย่างแท้จริง ไม่ว่างานจะยุ่งเพียงใด ผมก็มั่นใจได้ว่าเสื้อผ้าของผมจะยังคงดูดีและหอมสดชื่นอยู่เสมอ”

สำหรับงาน “Haier Salute to Life” นับเป็นอีกก้าวสำคัญของไฮเออร์ในการทรานส์ฟอร์มแบรนด์ จากการแข่งขันด้านราคา สู่การเป็นผู้นำที่สร้างความไว้วางใจผ่านประสบการณ์การซักผ้าคุณภาพสูงที่แตกต่าง พร้อมต่อยอดความสำเร็จจากประเทศไทยสู่แพลตฟอร์มเทคโนโลยีและบริการอัจฉริยะในระดับสากล โดยนับตั้งแต่การเปิดตัวผลิตภัณฑ์เรือธงอย่าง X Series, Laundry Center และ L+ AI Heat Pump Washer-Dryer ในปี 2568 ได้รับกระแสตอบรับอย่างท่วมท้น สามารถก้าวขึ้นสู่ TOP 3 ในกลุ่มเครื่องซักผ้าระดับไฮเอนด์ภายในระยะเวลาเพียง 4 เดือน

ติดตามรายละเอียดกิจกรรมเพิ่มเติม ข้อมูลข่าวสาร โปรโมชัน และกิจกรรมอื่น ๆ จากไฮเออร์ได้ที่ Facebook: Haier Thailand, Instagram: @haierthailand_official, X (Twitter): @ThailandHaier, YouTube: @HaierThailandOfficial, TikTok: @haier_thailand และ Line OA : @haierthailand หรือดูรายละเอียดสินค้าเพิ่มเติมได้ที่ https://www.haier.com/th

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ลูกเสือช่วยชีวิตประธานาธิบดี

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ลูกเสือช่วยชีวิตประธานาธิบดี

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ลูกเสือช่วยชีวิตประธานาธิบดี

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                     ประเทศมัลดีฟส์ เป็นหมู่เกาะ 1,190 เกาะ อยู่ในมหาสมุทรอินเดียใกล้ประเทศศรีลังกา ล้อมรอบด้วยน้ำทะเลสีครามสดใส เมื่อมองจากด้านบนจะเห็นปลา กุ้ง หอย และปะการังใต้ทะเลอันสวยงาม จนคนทั่วโลกนิยมไปท่องเที่ยว

                     ไจแซม ( Mohammed Jaisham Ibrahim) เป็นลูกเสือหนุ่มอายุ 15 ปีของโรงเรียน กียาสุดิน  ประเทศมัลดีฟส์  เขาเป็นลูกเสือที่มีความมุ่งมั่นและภาคภูมิใจในเครื่องแบบของเขา ไจแชมจดจำคำปฏิญาณและกฎของลูกเสือได้ขึ้นใจ โดยเฉพาะข้อที่ว่า “ลูกเสือเป็นมิตรกับทุกคนและเป็นพี่น้องกับลูกเสืออื่นทั่วโลก (A Scout is a friend to all and a brother to every other Scouts) และ ลูกเสือจะช่วยเหลือผู้อื่นทุกเมื่อ (Help other people at all times)”

                     วันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2551 เป็นวันที่ชาวเมืองบนเกาะโฮอาราฟูชิ (Horafushi) ตื่นเต้นเป็นพิเศษ เพราะประธานาธิบดี มอมูน อับดุล กายูม วัย 70 ปี จะเดินทางมาร่วมชุมนุมของชนเผ่า และเยี่ยมเยียนประชาชน คนมากมายมาต้อนรับ รวมถึงไจแชมที่สวมชุดลูกเสือเต็มยศ ยืนอยู่แถวหน้าสุดด้วยความสงบเรียบร้อย

                   ขณะที่ท่านประธานาธิบดีกำลังเดิน จับมือทักทายกับลูกเสือและประชาชนอย่างใกล้ชิด ทันใดนั้น ก็มีชายว่างงานอายุ 20 ปี คนหนึ่งท่าทางคล้ายทหารไว้หนวด ยืนปะปนกับประชาชนด้านหลังชองแถวลูกเสือ คนร้ายผลักตัวลูกเสือ แล้วกระโดดพุ่งพรวดออกมาจากฝูงชน ในมือของเขาซ่อนมีดทำครัวเล่มยาวไว้ใต้ธงชาติมัลดีฟส์ เขาเงื้อมือที่ถือมีด ขึ้นสุดแขนหมายจะแทงเข้าที่ท้องของท่านประธานาธิบดี พร้อมกับตะโกนว่า  “อะหล่า อัคบาร์” ซึ่งเป็นภาษาอาหรับแปลว่า “พระเจ้าเป็นใหญ่ที่สุด” 

                   เหตุการณ์เกิดขึ้นเร็วมาก จนคนรอบข้างตกตะลึง จนทำอะไรไม่ถูก แต่ด้วยสติและสัญชาตญาณของลูกเสือที่ฝึกฝนมาให้ “จงเตรียมพร้อม Be Prepare”  ไจแชมไม่วิ่งหนี แต่พุ่งตัวเข้าไปขวางหน้าท่านประธานาธิบดีไว้ แล้วใช้มือเปล่าทั้งสองข้างแย่งมีดคมกริบจากคนร้ายอย่างสุดแรง!

                   “โอ๊ย!” ไจแชมร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด เลือดสีแดงสดไหลอาบมือของเขา แต่ไจแซมไม่กลัว นิ้วมือเล็กๆ ของเขา ยังคงกำมีดของคนร้ายไว้แน่นไม่ยอมปล่อย จนกระทั่งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเข้ามาควบคุมตัวคนร้ายไว้ได้

                    ประธานาธิบดีมัลดีฟ ปลอดภัยอย่างปาฏิหาริย์  มีเลือดเปื้อนเสื้อประธานาธิบดี ซึ่งไม่ใช่เลือดของท่าน แต่เป็นเลือดของลูกเสือไจแซมผู้กล้าหาญที่บาดเจ็บขณะแย่งมีดกับคนร้าย คนร้าย 4 คนถูกจับกุม ตำรวจสอบสวนได้ความว่า เป็นพวกหัวรุนแรงทางศาสนา ที่ต่อต้านการรุกรานของสหรัฐอเมริกาในอิรัก และอาฟกานิสถาน แล้วไม่พอใจที่ประธานาธิบดีกายูมสนับสนุนสหรัฐ 

                    ท่านประธานาธิบดีหันมามองเด็กหนุ่มในชุดลูกเสือ ที่ยืนกุมมือที่บาดเจ็บด้วยความซาบซึ้งใจ ไจแชมไม่ได้ต้องการชื่อเสียงหรือรางวัล แต่เขาทำไปเพราะหัวใจที่กล้าหาญและต้องการปกป้องประธานาธิบดี ซึ่งเป็นหัวหน้าลูกเสือของมัลดีฟ ตามหน้าที่ของลูกเสือ

                    ไจแซมบอกว่า “เมื่อโตขึ้นผมอยากเป็นตำรวจ  เพราะผมต้องการปกป้องประเทศมัลดีฟส์ของผม”

                    เรื่องราวของไจแชมโด่งดังไปทั่วโลก เขากลายเป็นวีรบุรุษตัวน้อยที่พิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่า “ความกล้าหาญไม่ได้ขึ้นอยู่กับอายุ แต่ขึ้นอยู่กับจิตใจที่เข้มแข็งและเสียสละ” และนี่คือจิตวิญญาณที่แท้จริงของลูกเสือที่โลกไม่เคยลืม

                    การกระทำของลูกเสือไจแซมเป็นการทำความดีตามบุญกิริยาวัตถุ 10 ในข้อ 6 การเสียสละ ช่วยเหลือผู้อื่น (ปัตติทานมัย) เพราะยอมเอาเลือดเนื้อของตนปกป้องชีวิตของประธานาธิบดีมัลดีฟส์  

                    นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: “การช่วยเหลือผู้อื่นเป็นความดีที่โลกสรรเสริญ”

                    เรียบเรียงจาก รายงานของสำนักงานลูกเสือโลก ลูกเสือช่วยชีวิตประธานาธิบดีมัลดีฟจากการถูกฆาตกรรม Scout saves Maldives President from assassination https://www.scout.org/node/1781

                                                                                     อาทร  จันทวิมล

Cartier Women’s Initiative เผยโฉม 30 ผู้ประกอบการหญิงทั่วโลก ฉลอง 20 ปีจัดพิธีมอบรางวัลระดับโลก ประจำปี 2026 ณ ประเทศไทย

Cartier Women’s Initiative เผยโฉม 30 ผู้ประกอบการหญิงทั่วโลก ฉลอง 20 ปีจัดพิธีมอบรางวัลระดับโลก ประจำปี 2026 ณ ประเทศไทย

Cartier Women’s Initiative เผยโฉม 30 ผู้ประกอบการหญิงทั่วโลก ฉลอง 20 ปีจัดพิธีมอบรางวัลระดับโลก ประจำปี 2026 ณ ประเทศไทย

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

Cartier Women’s Initiative (CWI) ฉลองครบรอบ 20 ปี โครงการระดับโลกของคาร์เทียร์ที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการเพื่อสังคมหญิง ได้สะท้อนการเดินทางตลอดสองทศวรรษของการ “สร้างพลัง” ให้ผู้หญิงทั่วโลกก้าวสู่การเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง จากจุดเริ่มต้นในปี 2006 ด้วยความเชื่อว่าผู้หญิงคือแรงสำคัญของการสร้างสรรค์อนาคต Cartier Women’s Initiative ได้เติบโตจากการเป็นเพียงเวทีมอบรางวัล สู่การเป็นแพลตฟอร์มระดับโลกที่เชื่อมโยงเงินทุน องค์ความรู้ และการสร้างเครือข่าย เพื่อสนับสนุนธุรกิจที่สร้างผลกระทบเชิงบวกอย่างเป็นรูปธรรม และสามารถขยายผลได้ในระดับระบบ (ecosystem) ในวาระครบรอบ 20 ปีนี้ ภายใต้แนวคิด “Lighting the Path” ที่ต้องการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการหญิงที่ดำเนินธุรกิจเพื่อสังคมได้เจิดจรัส โดยไม่เพียงเพียงยกย่องความสำเร็จของผู้ประกอบการหญิง แต่ยังสะท้อนบทบาทของพวกเธอในฐานะกลไกสำคัญของ เศรษฐกิจยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและผลกระทบ (Impact-driven economy) โดยจะจัดพิธีมอบรางวัลระดับโลก ประจำปี 2026 ขึ้น ณ กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย ในวันที่ 10 มิถุนายน 2569   

เผยโฉม 30 ผู้ประกอบการหญิงผู้ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงระดับโลก สะท้อนพลังของ Impact Economy

Cartier Women’s Initiative Awards 2026 ยังคงตอกย้ำบทบาทของเวทีระดับโลกในการยกย่องผู้ประกอบการหญิงที่สร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก ผ่านการประกาศรายชื่อผู้ได้รับรางวัลทั้งสิ้น 30 ราย จาก 30 ธุรกิจเพื่อสังคมทั่วโลก
ซึ่งได้รับการคัดเลือกใน 10 สาขารางวัล โดยแต่ละสาขาจะยกย่องผู้ประกอบการที่โดดเด่นจำนวน 3 อันดับ โครงสร้างรางวัลสะท้อนมุมมองระดับโลกของ Cartier Women’s Initiative โดยแบ่งออกเป็น 9 สาขาในระดับภูมิภาค ครอบคลุมภูมิภาคสำคัญทั่วโลก ตั้งแต่ละตินอเมริกาและแคริบเบียน อเมริกาเหนือ ยุโรป แอฟริกา ตะวันออกกลาง ไปจนถึงเอเชียและโอเชียเนีย ซึ่งสะท้อนความตั้งใจของโครงการในการเปิดพื้นที่ให้กับผู้ประกอบการที่ร่วมแก้ไขปัญหาด้านสังคม
และความยั่งยืนจากบริบทที่หลากหลาย นอกเหนือจากรางวัลระดับภูมิภาค Cartier Women’s Initiative ยังมอบรางวัลเฉพาะทาง Science & Technology Pioneer Award เพื่อยกย่องผู้ประกอบการที่นำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขั้นสูง
มาพัฒนาโซลูชันที่มีความโดดเด่น แตกต่าง และสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงในระดับระบบได้อย่างแท้จริง

ผู้ประกอบการในปีนี้สะท้อนภาพของธุรกิจยุคใหม่ที่ผสาน นวัตกรรม เทคโนโลยี และความรับผิดชอบต่อสังคม เข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน พร้อมทั้งแสดงให้เห็นถึงบทบาทของผู้ประกอบการหญิงในฐานะแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจโลกในอนาคตจากบรรดาผู้ได้รับรางวัล คาร์เทียร์ยังได้เผยโฉมผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจในภูมิภาคเอเชียได้อย่างโดดเด่น ซึ่งสะท้อนศักยภาพของภูมิภาคในฐานะแหล่งกำเนิดนวัตกรรมที่สามารถต่อยอดสู่ระดับสากล

สมาชิกจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกในปี 2026

Jeklin Kim จากประเทศเกาหลีใต้ ผู้ก่อตั้ง GEMGEM Therapeutics พัฒนาเทคโนโลยีฟื้นฟูผู้ป่วยทางสมอง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองและภาวะสมองพิการ ผ่านการผสานองค์ความรู้ด้านประสาทวิทยาเข้ากับเทคโนโลยีการบำบัดสมัยใหม่ เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยสามารถฟื้นฟูการเคลื่อนไหวและใช้ชีวิตประจำวันได้ดีขึ้น โซลูชันดังกล่าวสอดรับกับแนวโน้มสังคมสูงวัย (aging society) และความต้องการด้าน rehabilitation technology ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วโลก

สมาชิกจากเอเชียใต้และเอเชียกลางในปี 2026 (ประเทศไทยถูกจัดอยู่ในภูมิภาคนี้)

Prakriti Gautam จากประเทศเนปาล ผู้ก่อตั้ง Khetipati Organics ที่ทำงานร่วมกับเกษตรกรรายย่อย โดยเฉพาะผู้หญิงในพื้นที่ชนบท เพื่อพัฒนาเกษตรอินทรีย์อย่างยั่งยืน พร้อมสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจที่เชื่อมโยงตั้งแต่การผลิต การแปรรูป ไปจนถึงการเข้าถึงตลาด โมเดลดังกล่าวไม่เพียงช่วยเพิ่มรายได้และความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับชุมชน แต่ยังมีบทบาทในการขับเคลื่อน sustainable agriculture และเสริมความแข็งแกร่งให้กับห่วงโซ่อุปทานอาหารในระยะยาว

Divya Kamekar จากประเทศอินเดีย ผู้ก่อตั้ง Pinky Promise แพลตฟอร์มสุขภาพผู้หญิงที่ใช้ AI ในการให้คำแนะนำและเชื่อมต่อผู้ใช้งานกับบริการด้านสุขภาพทางเพศและอนามัยการเจริญพันธุ์อย่างปลอดภัยและเป็นส่วนตัว โดยมุ่งลดข้อจำกัดด้านการเข้าถึงข้อมูล ความอ่อนไหวทางสังคม และอุปสรรคด้านค่าใช้จ่ายในประเทศกำลังพัฒนา ธุรกิจนี้สะท้อนโอกาสของตลาด femtech และ digital health ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งแสดงบทบาทสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพของผู้หญิง

พร้อมกันนี้ โครงการฯ ยังประกาศจัดพิธีมอบรางวัลระดับโลก Cartier Women’s Initiative 2026 ณ กรุงเทพมหานคร ซึ่งสะท้อนบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางของผู้ประกอบการและนวัตกรรมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงศักยภาพของระบบนิเวศธุรกิจที่กำลังเติบโตและเอื้อต่อการเชื่อมโยงผู้ประกอบการหญิงจากทั่วโลก การเป็นเจ้าภาพในครั้งนี้ไม่เพียงยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะ hub ของนวัตกรรมและธุรกิจเพื่อสังคม
แต่ยังเปิดโอกาสในการเชื่อมโยงเครือข่ายผู้ประกอบการ นักลงทุน และพันธมิตรจากหลากหลายประเทศ เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือและการลงทุนในธุรกิจที่สร้างผลกระทบอย่างยั่งยืน

20 ปีของ Cartier Women’s Initiative ความมุ่งมั่นสร้างเครือข่าย Impact Economy

ตลอดระยะเวลา 20 ปี Cartier Women’s Initiative ได้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง สู่การเป็นแพลตฟอร์มระดับโลกที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อน “impact economy” ผ่านการสนับสนุนผู้ประกอบการหญิงที่ใช้ธุรกิจเป็นเครื่องมือในการสร้างการเปลี่ยนแปลง นับตั้งแต่ก่อตั้งโครงการได้สนับสนุนผู้ประกอบการหญิงกว่า 330 ราย จาก 66 ประเทศทั่วโลก พร้อมมอบเงินทุนรวมกว่า 14.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการที่แข็งแกร่งที่ยังมีส่วนร่วมมากกว่า 520 รายทั่วโลก ครอบคลุมกว่า 80 ประเทศ  สะท้อนการเติบโตของคอมมูนิตี้ระดับโลกที่มีบทบาทในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในหลากหลายมิติ ในเชิงผลลัพธ์ ธุรกิจที่ได้รับการสนับสนุนมีแนวโน้มเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ  โดย76% ของสมาชิกรุ่นล่าสุด มีรายได้เพิ่มขึ้น 44% ได้ขยายธุรกิจเข้าสู่ตลาดใหม่ 66% สามารถระดมทุนเพิ่มเติมได้ สะท้อนความเชื่อมั่นจากนักลงทุน

ความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากแนวทางการสนับสนุนแบบครบวงจรของ Cartier Women’s Initiative ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเงินทุน แต่ครอบคลุมการพัฒนาศักยภาพในระยะยาว ผ่านโปรแกรมระยะเวลา 1 ปีที่ออกแบบเป็น 3 ช่วงสำคัญ อันประกอบด้วย  1) การเตรียมความพร้อมด้านการสื่อสารและธุรกิจ 2) การเข้าร่วมหลักสูตรระดับโลกอย่าง INSEAD Women’s Impact Entrepreneurship Program และ 3) การพัฒนาเชิงลึกด้านภาวะผู้นำและการขยายธุรกิจ

นอกจากนี้ โครงการยังได้พัฒนา Fellowship model อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างคอมมูนิตี้ของ “lifelong fellows” ที่สามารถแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และโอกาสทางธุรกิจร่วมกันในระยะยาวตลอดชีพ ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถ scale ธุรกิจและขยายผลกระทบได้อย่างยั่งยืน

ต่อเนื่องจากความสำเร็จดังกล่าว Cartier Women’s Initiative เตรียมประกาศเปิดรับสมัครผู้เข้าร่วมโครงการประจำปี 2027 ระหว่างวันที่ 16 เมษายน – 16 มิถุนายน 2569 เพื่อค้นหาและสนับสนุนผู้ประกอบการหญิงจากทั่วโลกที่มีศักยภาพในการสร้างการเปลี่ยนแปลงในระดับระบบ และตอบโจทย์ความท้าทายสำคัญของโลกในอนาคต สำหรับผู้ประกอบการสตรีเพื่อสังคมในประเทศไทย โอกาสในการเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของคอมมูนิตี้ระดับโลกนี้ได้เปิดขึ้นอีกครั้ง โดยผู้ได้รับรางวัลในแต่ละสาขาจะได้รับเงินทุนสนับสนุนจำนวน 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ผู้ได้รับรางวัลอันดับที่สองและสามจะได้รับเงินทุนจำนวน 60,000 ดอลลาร์สหรัฐ และ 30,000 ดอลลาร์สหรัฐตามลำดับ

นอกเหนือจากเงินทุน ผู้ที่ได้รับคัดเลือกยังจะได้รับการสนับสนุนแบบครบวงจร ทั้งการให้คำปรึกษาเชิงธุรกิจ
จากผู้ทรงคุณวุฒิระดับนานาชาติ การประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อระดับโลก โอกาสในการสร้างเครือข่ายกับผู้ประกอบการ
นักลงทุน และพันธมิตรในหลากหลายอุตสาหกรรม รวมถึงการเข้าร่วมหลักสูตร INSEAD Women’s Impact Entrepreneurship Program ซึ่งเป็นหนึ่งในโปรแกรมด้านการบริหารธุรกิจชั้นนำของโลกในปีที่ครบรอบ 20 ปี

Cartier Women’s Initiative ได้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า “ผู้ประกอบการหญิง” ไม่ได้เป็นเพียงกลุ่มที่ได้รับการสนับสนุน แต่กำลังกลายเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ ที่ผสานทั้งการเติบโตทางธุรกิจและการสร้างคุณค่าทางสังคมเข้าด้วยกันอย่างยั่งยืนในโลกที่ความท้าทายมีความซับซ้อนมากขึ้น บทบาทของผู้ประกอบการหญิงจึงไม่ใช่เพียงการสร้างธุรกิจ แต่คือการออกแบบอนาคตใหม่ให้กับเศรษฐกิจและสังคม โดย Cartier Women’s Initiative ยังคงมุ่งมั่นในการเป็นแพลตฟอร์มที่จุดประกาย สนับสนุน และเชื่อมโยงผู้หญิงจากทั่วโลก เพื่อร่วมกันสร้างการเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายและยั่งยืนในระยะยาว

ททท. จัดเสวนา ‘เสน่ห์รสชาติ สร้างสรรค์การท่องเที่ยวไทย ผ่าน มิชลิน ไกด์’

ททท. จัดเสวนา ‘เสน่ห์รสชาติ สร้างสรรค์การท่องเที่ยวไทย ผ่าน มิชลิน ไกด์’

ททท. จัดเสวนา ‘เสน่ห์รสชาติ สร้างสรรค์การท่องเที่ยวไทย ผ่าน มิชลิน ไกด์’

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดกิจกรรมเสวนาหัวข้อ ‘เสน่ห์รสชาติ สร้างสรรค์การท่องเที่ยวไทย ผ่าน มิชลิน ไกด์’ ณ โรงแรมเดอะ เซนต์ รีจิส กรุงเทพฯ เพื่อตอกย้ำให้เห็นถึงศักยภาพในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยด้วยวัฒนธรรมอาหารผ่าน ‘มิชลิน ไกด์’ คู่มือแนะนำร้านอาหารและที่พักระดับโลก โดยอ้างอิงข้อมูลจากรายงาน ‘Beyond the MICHELIN Stars’ ซึ่งจัดทำขึ้นเมื่อปี 2568 โดยเอิร์นส์แอนด์ยัง (Ernst & Young) บริษัทที่ปรึกษาทางธุรกิจชั้นนำของโลก

ภายในงานเสวนาดังกล่าว ททท. ในฐานะพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ของ ‘มิชลิน ไกด์’ มานานกว่า 9 ปี ได้เชิญบุคลากรจากร้านอาหารในคู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ ฉบับประเทศไทย ประจำปี 2569 มาร่วมพูดคุยและแสดงความคิดเห็นบนเวทีเสวนา ได้แก่ นิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, เชฟ “แทน” ภากร โกสิยพงษ์ จาก ‘โกท’ ร้านอาหารรางวัล ‘หนึ่งดาวมิชลิน’ และ ‘ดาวมิชลิน รักษ์โลก’, เชฟ “โก๋” ไพศาล ชีวินศิริวัฒน์ จาก ‘แก่น’ และ “กอล์ฟ” เอกรินทร์ อยู่สุขสมบูรณ์ นักออกแบบและตกแต่งอาหาร หรือ Food Stylist จาก ‘แก่นกรุง’ โดยสองร้านหลังติดอันดับร้านแนะนำ หรือ MICHELIN Selected

นายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า “ภายใต้บริบทของสถานการณ์โลกที่มีความไม่แน่นอนและการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวที่ทวีความเข้มข้น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยมุ่งขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยสู่การเติบโตอย่างมีคุณภาพ ภายใต้แนวคิด “Healing is the New Luxury” ซึ่งให้ความสำคัญกับการส่งมอบประสบการณ์ที่สร้างคุณค่าและช่วยฟื้นฟูทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ โดย “วัฒนธรรมอาหารไทย” ถือเป็นหนึ่งในจุดแข็งสำคัญที่สะท้อนอัตลักษณ์ ความพิถีพิถัน และภูมิปัญญาท้องถิ่น และสามารถต่อยอดเป็นกลไกสำคัญในการสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ”

ภายในงานมีการนำเสนอข้อมูลจากรายงาน ‘Beyond the MICHELIN Stars’ ที่จัดทำขึ้นเมื่อปี 2568 โดยเอิร์นส์แอนด์ยัง (Ernst & Young) บริษัทที่ปรึกษาทางธุรกิจชั้นนำของโลก ซึ่งสะท้อนบทบาทของ ‘มิชลิน ไกด์’ ใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ ด้านการท่องเที่ยว ที่มีส่วนช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพ โดย 74% ของนักเดินทางใช้การมีร้านอาหารใน ‘มิชลิน ไกด์’ เป็นปัจจัยในการเลือกจุดหมายปลายทาง และ 76% มีแนวโน้มขยายระยะเวลาการพำนักเพื่อสัมผัสประสบการณ์ด้านอาหาร ด้านเศรษฐกิจ ที่ร้านอาหารที่ได้รับดาวมิชลินมีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 32% หลังได้รับดาวแรก ขณะที่ 60% มีการจ้างงานเพิ่ม และ 58% มีการลงทุนปรับปรุงร้าน และ ด้านวงการอาหาร ที่มีบทบาทในการยกระดับมาตรฐานและเสริมสร้างภาพลักษณ์ของอาหารสู่ระดับสากล

ทั้ง 3 ผู้ร่วมเวทีเสวนารับเชิญ ซึ่งเป็นบุคลากรจากร้านอาหารที่ติดอันดับในคู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ ฉบับประเทศไทย ประจำปี 2569 ได้ร่วมแสดงความคิดเห็นในหลากหลายประเด็นเกี่ยวกับแนวโน้มทิศทางการดำเนินงานร้านอาหารในอนาคต, ระบบนิเวศอาหารไทย, ความสัมพันธ์กับเกษตรกรหรือผู้ผลิตท้องถิ่น, บทบาทของร้านอาหารที่มีต่อเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในท้องถิ่น ฯลฯ

ในปี 2569 ททท. มุ่งขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยสู่การเติบโตอย่างมีคุณภาพ แม้ต้องเผชิญกับความท้าทายทั้งภายในและภายนอกประเทศ ผ่านนโยบาย “ก้าวใหม่ท่องเที่ยวไทย” (Thailand Tourism Next) ที่เน้นการยกระดับสู่ความยั่งยืนตามแนวคิดการเน้น “คุณค่า” มากกว่า “ปริมาณ” (Value over Volume) โดยวัฒนธรรมอาหารถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง ขณะเดียวกัน ‘มิชลิน ไกด์’ ยังคงเป็นพันธมิตรที่สนับสนุนนโยบายของ ททท. โดยช่วยตอกย้ำความเป็นเลิศและมาตรฐานสากลของวงการอาหารในประเทศไทยบนเวทีโลก

คุณแหน : 3 เมษายน 2569

คุณแหน : 3 เมษายน 2569

คุณแหน : 3 เมษายน 2569

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • จุมพฏ วรรณฉัตรสิริ ผวจ.สุราษฎร์ธานี เป็นประธานเปิดเวทีเสวนา “ทิศทางการขับเคลื่อนสุราษฎร์ธานี สู่เมืองเกษตรมูลค่าสูง ท่องเที่ยวยั่งยืน สังคมเป็นสุข”..
  • ชื่นชม มูลนิธิธรรมาภิบาลทางการแพทย์ แพทยสภา สถาบันมหิตลาธิเบศร นักศึกษาหลักสูตร ปธพ.12 และ ปนพ. 3 ร่วมจัดโครงการหน่วยแพทย์อาสาถวายพระกุศลแด่ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อัมพรมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ณ วัดชลประทานรังสฤษดิ์ จ.นนทบุรี..
  • วิรัตน์ รักษ์พันธ์ เลขานุการ คณะกรรมาธิการวิสามัญการพิทักษ์และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ วุฒิสภา พร้อมด้วย ผศ. (พิเศษ) ดร.อลงกต วรกี และคณะ ได้เข้าร่วมพิธีเปิดอาคารคลินิกโรคไม่ติดต่อเรื้อรังและติดตามการดำเนินงานด้านการสืบสานพระราชปณิธานด้านสาธารณสุข ณ รพ.สมเด็จพระยุพราชเวียงสระ จ.สุราษฎร์ธานี โดยมี นพ.ปรีชา สุมาลัย ผอ.รพ. ให้การต้อนรับ งานนี้ ผศ.(พิเศษ) ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์, ดร.ลักขณา ลีละยุทธโยธิน, พิริยาภรณ์ ธรรมมารักษ์, จักร โกศัลยวัตร, ดร.ศิพัตม์ ไตรอุโฆษ, นพ.พลลภัตม์ เสถียร, พญ.ชญานิน นิติวรางกูร ร่วมด้วย..
  • กิติพล เวชกุล รอง ผวจ.พิจิตร เป็นประธานเปิดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา ทวิกีฬา “Phichit Duathlon 2026” เพื่อขับเคลื่อนแผนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติสู่การปฏิบัติในระดับพื้นที่..
  • ชัยศักดิ์ อังค์สุวรรณ พร้อม จิราวรรณ สุญาณวนิชกุล, กรกฎ ชาตะสิงห์, อารีย์ กังวาลเนาวรัตน์, เกรียงศักดิ์ ศักดิ์เรืองนาม, ดร.พิทักษ์ ศิลป์ประสิทธิ์, นันทนา มีประเสริฐ เป็นผู้แทนเพื่อนๆ MPPM 1 ไปสวดพระอภิธรรมศพ นิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ ประธานรุ่น..
  • ดร.นพ.ตุลวรรธน์ พัชราภา ผอ.ปฏิบัติการ รพ.เวชธานี ให้การต้อนรับชาวคณะหลักสูตรผู้นำการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลรุ่นที่ 9 มาศึกษาดูงานเทคโนโลยีทางการแพทย์..
  • โยธิน ดำเนินชาญวนิชย์ ชวนเพื่อนๆ Digital CEO#3 มาสังสรรค์ โดยมี บัณฑิต อัมพรศรีสุภาพ, ดร.อลิสา คงทน, พิศุทธิ์ อารีมิตร, ธนภร ธนวันต์กิตติ, อาทิชา เอนคสัมพันธ์ ร่วมด้วย..
  • อนุโมทนาบุญกับ สันทวัฒน์ สินาเจริญ ซีอีโอ บจ. เอนีเพย์ ที่ได้บริจาคเงินช่วยปรับปรุงหอผู้ป่วยศัลยกรรมและศัลยกรรมกระดูก รพ. รพ.สมเด็จพระยุพราชเวียงสระ สุราษฎร์ธานี..
  • ชวิศ ยงเห็นเจริญ กก.ผจก.บจ.ชลิต อินดัสทรี ผู้ผลิตและจำหน่ายอะไหล่ยานยนต์ภายใต้แบรนด์ “POP” ร่วมหนุนโครงการ “อาชีวะ-ขนส่งอาสาช่วย ปชช.” มอบวัสดุอุปกรณ์ตรวจซ่อมบำรุงให้กับ ฐิติปกรณ์ ภคุโล ผอ.วิทยาลัยการอาชีพบ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร เตรียมพร้อมให้บริการตรวจเช็ก-ซ่อมรถฟรีให้แก่ ปชช. ช่วงเทศกาลสงกรานต์เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย และเพิ่มความปลอดภัยบนท้องถนนได้อีกแรง..
  • นิติ เมฆหมอก ชวนเพื่อนๆ Digital CEO# 6 กว่า 30 คน มากินข้าวรียูเนียนกันอย่างอบอุ่น งานนี้ ธานินทร์-ชุติลักษณ์ พานิชชีวะ, เกศนรี จองโชติศิริกุล, ผศ.ดร.พร วิรุฬห์รักษ์, สมศักดิ์ กุญชรยาคง, ธีรัส บุญ-หลง, ยอดฤดี สันตติกุล, สมชาย ตรีรัตนนุกูล, ฐิตกร อุษยาพร, ศุภวิทย์ ภาษิตนิรันดร์, มณฑล นุ่นละออง, คงพันธ์ ฉมารัตน์ ไม่พลาด..
  • เพื่อนๆยินดีกับ ณัฐพงศ์ โกวิทยานันต์ ที่ได้เป็นคณะอนุกรรมการสาขาวิศวกรรมปฐพี ในคณะกรรมการสาขาวิศวกรรมโยธา ประจำปี 2569 ของสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์..

น้องใหม่

SACIT จัด ‘อัตลักษณ์แห่งสยาม ครั้งที่ 17’ ดันภูมิปัญญาเข้าถึงตลาดสากล

SACIT จัด 'อัตลักษณ์แห่งสยาม ครั้งที่ 17' ดันภูมิปัญญาเข้าถึงตลาดสากล

SACIT จัด ‘อัตลักษณ์แห่งสยาม ครั้งที่ 17’ ดันภูมิปัญญาเข้าถึงตลาดสากล

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.31 น.

สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT เตรียมจัดงาน “อัตลักษณ์   แห่งสยาม ครั้งที่ 17” เวทีสำคัญในการขยายตลาดและสร้างรายได้ให้ผู้ผลิตงานศิลปหัตถกรรมไทยทั่วประเทศ รวบรวมผลงานคุณภาพจากครูศิลป์ของแผ่นดิน ครูช่างศิลปหัตถกรรม และทายาทช่างศิลปหัตถกรรม เปิดโอกาสเชื่อมต่อผู้ผลิตสู่ผู้บริโภคยุคใหม่ เพิ่มมูลค่าและต่อยอดสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ ภายใต้แนวคิด   “สานภูมิปัญญา สู่ความยั่งยืน” ระหว่างวันที่ 22 – 26 เมษายน 2569 ที่ศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์ กรุงเทพฯ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทยกล่าวว่า SACIT ภายใต้หน่วยงานของกระทรวงพาณิชย์ ทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการ “สร้างตลาด สร้างโอกาส    สร้างรายได้” ให้กับงานศิลปหัตถกรรมไทยอย่างครบวงจร ตั้งแต่การพัฒนาศักยภาพผู้ผลิต การยกระดับมาตรฐานสินค้า ไปจนถึงการผลักดันสู่ตลาดเชิงพาณิชย์ทั้งในและต่างประเทศ ด้วยบทบาทใหม่ในฐานะ “นักปั้น”  ที่มุ่งบ่มเพาะและต่อยอดศักยภาพช่างฝีมือไทยให้สามารถแข่งขันได้ในยุคเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยขับเคลื่อนผ่าน 3 ภารกิจหลัก ได้แก่ การสืบสานองค์ความรู้ดั้งเดิม การสร้างสรรค์ให้สอดรับกับความต้องการของตลาด และการส่งเสริมช่องทางการตลาดทั้งออฟไลน์และออนไลน์

นอกจากนี้ SACIT ยังมุ่งเปิดพื้นที่ทางการตลาดใหม่ ๆ เชื่อมโยงผู้ผลิตกับกลุ่มผู้บริโภคยุคใหม่ นักท่องเที่ยว และผู้ซื้อเชิงธุรกิจ (B2B) เพื่อขยายฐานลูกค้า เพิ่มมูลค่างานหัตถศิลป์ไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ควบคู่กับการสื่อสารคุณค่าเรื่องราว (Storytelling) ของชิ้นงาน เพื่อสร้างความแตกต่างและเพิ่มโอกาส   ในการตัดสินใจซื้อ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ผลิตสามารถสร้างรายได้ที่มั่นคง ยกระดับคุณภาพชีวิต เพราะงานหัตถศิลป์ไทยคือมรดกทางวัฒนธรรมที่สะท้อนอัตลักษณ์ของชาติ ถ่ายทอดภูมิปัญญา วิถีชีวิต และความเชื่อจากรุ่นสู่รุ่น เป็นกลไกสำคัญในการสร้างรายได้ เพิ่มมูลค่า และเปิดโอกาสทางอาชีพให้กับชุมชนทั่วประเทศ ส่งผลต่อ  การขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

การนำงานศิลปหัตถกรรมไทยเข้าสู่ใจกลางเมือง ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญของ SACIT ในการขยายตลาด  และเพิ่มโอกาสทางการขาย โดยเชื่อมโยงภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่กลุ่มคนเมือง คนรุ่นใหม่ และนักท่องเที่ยว ผ่านการ จัดกิจกรรมในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญที่เข้าถึงง่าย ควบคู่การทำตลาดเชิงรุกและรูปแบบการนำเสนอที่ทันสมัย อย่างเช่น งาน “อัตลักษณ์แห่งสยาม ครั้งที่ 17” เตรียมจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22 – 26 เมษายน 2569  ณ ศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์ ซึ่งเปิดพื้นที่ให้ผู้ผลิตได้พบผู้ซื้อโดยตรง สร้างการรับรู้ เพิ่มมูลค่าสินค้า และต่อยอดสู่ตลาดที่กว้างขึ้น ภายใต้แนวคิด “สานภูมิปัญญา สู่ความยั่งยืน”

ภายในงานพบกับโซนกิจกรรมหลากหลายที่ทั้งชม ชอป เรียนรู้ และสร้างประสบการณ์อย่างครบครัน  เริ่มจากโซนจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่รวบรวมงานหัตถศิลป์ไทยคุณภาพ อาทิ ผ้าไหม ผ้าฝ้ายทอมือ งานจักสาน และเครื่องปั้นดินเผา โซนจัดแสดงและจำหน่ายงานหัตถศิลป์ชั้นครูศิลป์ของแผ่นดิน ครูช่างศิลปหัตถกรรม และทายาทช่างศิลปหัตถกรรม จากทั่วประเทศกว่า 50 ราย กิจกรรมสาธิตงานหัตถศิลป์ไทยแบบใกล้ชิด ให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสเสน่ห์ของงานฝีมือจริง และกิจกรรม Workshop ที่เปิดโอกาสให้ลงมือสร้างสรรค์ผลงานด้วยตนเอง

นอกจากนี้ ยังมีไฮไลต์พิเศษ “อัตลักษณ์แห่งสยาม Exclusive Auction” การประมูลงานหัตถศิลป์ไทยระดับมาสเตอร์พีซกว่า 40 ผลงาน ที่เปิดโอกาสให้นักสะสมและผู้สนใจได้ครอบครองผลงานอันทรงคุณค่า จัดขึ้น ในวันที่ 25 เมษายน 2569 ตั้งแต่ 16.30 น. เป็นต้นไป ณ ห้อง Moonlight Hall พิพิธภัณฑ์บ้าน  Jim Thompson

SACIT ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนงานศิลปหัตถกรรมไทย มาสัมผัสเสน่ห์ของภูมิปัญญาไทยผ่านผลงานช่างฝีมือชั้นครู ที่ทั้งงดงามและทรงคุณค่า หาชมได้ยาก พร้อมเลือกซื้องานหัตถศิลป์ไทยที่มีคุณภาพรวบรวมไว้ในที่เดียวในงาน “อัตลักษณ์แห่งสยาม ครั้งที่ 17” ระหว่างวันที่ 22 – 26 เมษายน 2569 ณ ควอเทียร์ อเวนิว ชั้น G และ เฮลิค การ์เด้นท์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์ กรุงเทพมหานคร เดินทางสะดวกด้วย BTS สถานีพร้อมพงษ์ (ทางออก 1) สอบถามเพิ่มเติม โทร. 1289 หรือ FacebookSACIT Shop

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ร่วมปรับภูมิทัศน์ศูนย์พัฒนาเด็กอ่อน ถวายพระราชกุศลกรมสมเด็จพระเทพฯ

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ร่วมปรับภูมิทัศน์ศูนย์พัฒนาเด็กอ่อน ถวายพระราชกุศลกรมสมเด็จพระเทพฯ

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ร่วมปรับภูมิทัศน์ศูนย์พัฒนาเด็กอ่อน ถวายพระราชกุศลกรมสมเด็จพระเทพฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.06 น.

เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี 2 เมษายน มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ร่วมกับชมรมอาสาคนพิการสู้ต่อ พร้อมด้วยภาคีเครือข่ายรวมพลังทำความดีถวายเป็นพระราชกุศลฯ

โดยกิจกรรมสาธารณประโยชน์ครั้งนี้ ได้ลงพื้นที่ปรับปรุงทัศนียภาพศูนย์พัฒนาเด็กอ่อนก่อนวัยเรียน ชุมชนเพชรสยาม นำโดยนางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ร่วมกับบริษัทไทย สมายล์ บัส และชมรมอาสาคนพิการสู้ต่อ นำโดยนายสุริยะ โกทา ประธานชมรม , นางสาวประภาวัลย์ เมฆประสาท และนางสาวเนตรนภา สมบัติยานุชิต สมาชิกชมรม เน้นการบูรณะทาสีรั้วโดยรอบศูนย์ฯ และทาสีเครื่องเล่นสนามเด็กเล่น สร้างสภาพแวดล้อมที่ดี สดใส ส่งเสริมพัฒนาการของเด็ก ​

ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ กล่าวว่า กิจกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมในด้านการศึกษาและการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กและเยาวชน ขณะเดียวการผนึกกำลังร่วมกับชมรมอาสาคนพิการทำประโยชน์เพื่อพัฒนาสังคมร่วมกันอันแสดงให้เห็นถึงความร่วมใจอย่างเท่าเทียม ไม่เพียงแต่เป็นการปรับปรุงสถานที่ อันแสดงให้เห็นถึงความร่วมใจอย่างเท่าเทียม แสดงให้เห็นว่าข้อจำกัดทางร่างกายไม่ใช่อุปสรรค และยังเป็นการสร้างความภาคภูมิใจที่ได้ทำประโยชน์เพื่อสังคมร่วมกัน ทั้งนี้ มูลนิธิพร้อมเดินทางสานต่อกิจกรรมเพื่อสังคมในทุกๆ ด้าน ร่วมกับภาคีเครือข่ายต่อไป เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีของคนในสังคมอย่างยั่งยืนต่อไป

AIDSID เปิดตัว ‘ราชดำริคลินิก สภากาชาดไทย’ ศูนย์กลางการรักษาและป้องกันโรคติดเชื้อที่สำคัญของประเทศไทย

AIDSID เปิดตัว 'ราชดำริคลินิก สภากาชาดไทย' ศูนย์กลางการรักษาและป้องกันโรคติดเชื้อที่สำคัญของประเทศไทย

AIDSID เปิดตัว ‘ราชดำริคลินิก สภากาชาดไทย’ ศูนย์กลางการรักษาและป้องกันโรคติดเชื้อที่สำคัญของประเทศไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.48 น.

เตช บุนนาค เลขาธิการสภากาชาดไทย เป็นประธานเปิด “ราชดำริคลินิก สภากาชาดไทย” อย่างเป็นทางการ ซึ่งขับเคลื่อนโดยศูนย์วิจัยโรคเอดส์และโรคติดเชื้อ สภากาชาดไทย (AIDSID) (อ่านว่า เอ-สิด) โดยมี คณะผู้บริหารสภากาชาดไทย เจ้าหน้าที่ และภาคีเครือข่าย เข้าร่วมพิธี ณ บริเวณด้านหน้าราชดำริคลินิก สภากาชาดไทย ถ.ราชดำริ กรุงเทพฯ

กิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย การจัดบูธนิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับ HIV โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และให้ความรู้เกี่ยวกับวัคซีนป้องกันโรคงูสวัด วัคซีนป้องกันไข้เลือดออก วัคซีน HPV และวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ โดยการสอดแทรกผ่านการเล่นเกมพร้อมรับของรางวัลมากมาย และจัด Photo Booth ให้บริการถ่ายภาพเป็นที่ระลึก โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ในวันที่ 31 มีนาคม 2569 เวลา 13.45-16.00 น. ณ ชั้น 1 อาคารคลินิกนิรนาม สภากาชาดไทย

นอกจากนี้ ยังได้จัดแคมเปญพิเศษ ในโอกาสฉลองเปิด “ราชดำริคลินิก สภากาชาดไทย” ระหว่างวันที่ 23 มีนาคม – 10 เมษายน 2569 ได้แก่ จัดโปรโมชั่นยาต้านไวรัส (ARV) ยา PrEP ป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี สำหรับผู้เข้ารับบริการ และ จัดโปรโมชั่นวัคซีนราคาพิเศษผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ iRedcross ของสภากาชาดไทย ซึ่งเป็นช่องทางให้ประชาชนสามารถเข้าถึงวัคซีนได้อย่างสะดวก รวดเร็ว พร้อมให้บริการแบบ Fast Track รวดเร็วจบภายใน 10 นาที ในวันที่เข้ารับการฉีดวัคซีน ได้แก่ วัคซีนป้องกันโรคงูสวัด, วัคซีนป้องกันไข้เลือดออก, วัคซีน HPV 9 สายพันธุ์ สำหรับเพศชายอายุ 9 ปีขึ้นไป, วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ชนิด High Dose และพิเศษ! วัคซีน HPV 2 สายพันธุ์ ฟรี สำหรับหญิงไทย อายุ 9-26 ปี ที่ยังไม่เคยได้รับวัคซีน HPV มาก่อน หรืออยู่ในเกณฑ์ที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด ซึ่งลงทะเบียนเพียง 1 ครั้งได้รับวัคซีนครบทุกเข็ม เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนสามารถเข้าถึงยาและวัคซีนเพิ่มมากขึ้น

ศาสตราจารย์ นายแพทย์ธีระพงษ์ ตัณฑวิเชียร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคเอดส์และโรคติดเชื้อ สภากาชาดไทย กล่าวว่า “ประเทศไทยเรายังคงเผชิญกับความท้าทายด้านสาธารณสุข โดยเฉพาะโรคติดเชื้อที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นโรคเอดส์ ผู้ติดเชื้อเอชไอวี โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ วัณโรค และโรคตับอักเสบ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจของประเทศ ศูนย์วิจัยโรคเอดส์และโรคติดเชื้อ สภากาชาดไทย จึงได้ตระหนักถึงความจำเป็นในการขยายบริการและการวิจัยเชิงรุกจากเดิมที่มีการให้บริการรักษาและป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี โดยคลินิกนิรนาม สภากาชาดไทย เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาและการป้องกันที่มีประสิทธิภาพของโรคติดเชื้ออื่น ๆ ที่มีความสำคัญของประเทศ โดยเฉพาะโรคติดเชื้อที่มีความเกี่ยวข้องกับผู้ติดเชื้อเอชไอวี

สำหรับ “ราชดำริคลินิก สภากาชาดไทย” แห่งนี้ ถูกจัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์หลัก คือ (1) เพื่อเป็นศูนย์กลางการรักษาและป้องกันโรคติดเชื้อที่สำคัญของประเทศ เน้นการให้บริการที่ครอบคลุม ทั้งโรคติดเชื้อเอชไอวี โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ วัณโรค และตับอักเสบ อย่างครบวงจร (2) เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันระดับประชากร ให้บริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคที่จำเป็นสำหรับกลุ่มวัยรุ่นและผู้ใหญ่ เพื่อลดอัตราการเจ็บป่วยและเสียชีวิต (3) เพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการที่ทันสมัย ด้วยระบบการจัดการที่รวดเร็ว เป็นมิตร และให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวของผู้รับบริการ และ (4) เพื่อเป็นแหล่งองค์ความรู้ อบรม และผลิตงานวิจัยของโรคติดเชื้อที่มีความสำคัญของประเทศ”

สำหรับผู้สนใจเข้ารับบริการที่ราชดำริคลินิก สภากาชาดไทย ถ.ราชดำริ กรุงเทพฯ ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมือง เดินทางสะดวกด้วยระบบขนส่งสาธารณะ ทั้งรถไฟฟ้า BTS สถานีศาลาแดง และ MRT สถานีราชดำริหรือสถานีสีลม รวมถึงรถโดยสารประจำทางหลายสาย ซึ่งช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการด้านสุขภาพได้ง่ายยิ่งขึ้น สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารและบริการอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่ http://www.aidsid.or.th หรือ เฟซบุ๊กเพจ : ราชดำริคลินิก คลินิกนิรนาม สภากาชาดไทย สอบถามโทร. 0 2251 6711-5

วิทยาลัยดุสิตธานีเชิดชู 6 ศิษย์เก่าผู้สร้างคุณประโยชน์ต่อสังคมและสร้างชื่อเสียงให้สถาบัน

วิทยาลัยดุสิตธานีเชิดชู 6 ศิษย์เก่าผู้สร้างคุณประโยชน์ต่อสังคมและสร้างชื่อเสียงให้สถาบัน

วิทยาลัยดุสิตธานีเชิดชู 6 ศิษย์เก่าผู้สร้างคุณประโยชน์ต่อสังคมและสร้างชื่อเสียงให้สถาบัน

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.42 น.

วิทยาลัยดุสิตธานี – นับเนื่องตั้งแต่ปีที่แล้ว วิทยาลัยดุสิตธานี สถาบันการศึกษาชั้นแนวหน้าด้านธุรกิจบริการในเครือโรงแรมดุสิตธานี ได้ริเริ่มมอบรางวัลศิษย์เก่าดีเด่นให้แก่ศิษย์เก่าผู้สร้างคุณประโยชน์ให้อุตสาหกรรมการบริการ สร้างชื่อเสียงให้แก่สถาบัน และมีผลงานจนเป็นที่ยอมรับในระดับประเทศและระดับสากล พณฯ พลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี ประธานในพิธี และ ดร. คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา นายกสภาวิทยาลัย มอบรางวัลให้ในพิธีประสาทปริญญาบัตรร่วมกับมหาบัณฑิตและบัณฑิตผู้สำเร็จการศึกษา

ปีนี้วิทยาลัยดุสิตธานีได้คัดเลือกศิษย์เก่าดีเด่น ประจำปี 2569 และได้มอบรางวัลไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วในพิธีประสาทปริญญาบัตร ประจำปีการศึกษา 2567-2568 เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา ณ โรงแรมดุสิตปริ๊นเซส ศรีนครินทร์ โดยแบ่งรางวัลเป็น 2 ด้านคือ ศิษย์เก่าดีเด่น ด้านสร้างคุณประโยชน์แก่สถาบันและสังคม และ ศิษย์เก่าดีเด่น ด้านความสำเร็จในอาชีพหรือหน้าที่การงาน ซึ่งผู้ที่ได้รับการคัดเลือกให้รับรางวัลทั้ง 2 ด้าน ได้แก่ อักษรศิลป์ แก้วบุดดา, สุเมธชัย อินทกรณ์ และ ปิยะชาติ พุทธวงษ์ (เชฟบอย) ได้รับรางวัลศิษย์เก่าดีเด่น ด้านสร้างคุณประโยชน์แก่สถาบันและสังคม ขณะที่ จักรวรรดิ ละอองสุวรรณ, สุรกิจ เข็มแก้ว (เชฟปิง) และ นิตินันท์ มังคลา (เชฟนิว) รับรางวัลศิษย์เก่าดีเด่น ด้านความสำเร็จในอาชีพหรือหน้าที่การงาน 

อักษรศิลป์ แก้วบุดดา


อักษรศิลป์ แก้วบุดดา กรรมการผู้จัดการบริษัท อเมอเอเชี่ยน เฟรเกร็นซ์ รีเสิร์ช จำกัด ผู้เป็นศิษย์เก่า ปริญญาตรี รุ่นที่ 25 และปริญญาโท รุ่นที่ 17ได้รับรางวัลในด้านสร้างคุณประโยชน์แก่สถาบันและสังคม เพราะเธอสนับสนุนทุนการศึกษา 100% ให้แก่นักศึกษาปัจจุบันวิทยาลัยดุสิตธานีรวมทั้งสิ้น 3 ทุนอันนับเป็นต้นทางของการบ่มเพาะบุคลากรคุณภาพเข้าสู่อุตสหกรรมการบริการ 

สุเมธชัย อินทกรณ์

สุเมธชัย อินทกรณ์ ศิษย์เก่ารุ่นที่ 8 สาขาการจัดการครัวและภัตตาคาร ปัจจุบันเป็นกรรมการผู้จัดการ ห้างหุ้นส่วนจำกัด โอคุริ เฮ้าส์ โดยเมื่อปีก่อน เขาเพิ่งได้รับรางวัลสุดยอดซีอีโอรุ่นเอสเอ็มอี สาขาธุรกิจค้าปลีกและค้าส่ง จากงาน CEO EconmassAwards 2025 ซึ่งจัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ร่วมกับ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และสานักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ส่วนในปีก่อนหน้านั้นก็ได้รับรางวัล Success Case โครงการยกระดับและสร้างมูลค่าเพิ่มผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูป จากกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม

เชฟบอย-ปิยะชาติ พุทธวงษ์ 

สำหรับคนสุดท้ายที่ได้รับรางวัลศิษย์เก่าดีเด่น ด้านสร้างคุณประโยชน์แก่สถาบันและสังคม ได้แก่ เชฟบอย-ปิยะชาติ พุทธวงษ์ ศิษย์เก่ารุ่นที่ 16 สาขาการจัดการครัวและศิลปะการประกอบอาหาร เขาเป็นเจ้าของตำแหน่งเชฟมิชลิน 1 ดาว ของร้านเสน่ห์จันทน์และยังเป็นเชฟประจำรายการ “ข้ามเวลาหากิน” ของข้าวพนมรุ้ง เชฟผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารไทยของบริษัทสยามสินธร รวมถึงเป็นอาจารย์พิเศษให้กับวิทยาลัยดุสิตธานีด้วย

จักรวรรดิ ละอองสุวรรณ

จักรวรรดิ ละอองสุวรรณ ผู้ได้รับรางวัลด้านความสำเร็จในอาชีพหรือหน้าที่การงาน เป็นศิษย์เก่าวิทยาลัยดุสิตธานี สาขาการจัดการโรงแรม รุ่นที่ 2 อดีตเป็นผู้จัดการโรงแรมออนเซ็นแอทม่อนแจ่มปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี (องค์รวม) นอกจากตัวเขาเองจะประสบความสำเร็จในวิชาชีพ ด้วยการเป็นผู้บริหารโรงแรมในฐานะผู้จัดการโรงแรมชั้นนำหลายแห่งทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศแล้ว อาทิ Chiva-Som International Health Resorts, Hua Hin; Devasom Khao Lak Beach Resortฯลฯ เขายังมักมอบโอกาสให้บัณฑิตจากวิทยาลัยดุสิตธานีเข้าทำงานในโรงแรมเสมอ หากมีคุณสมบัติที่ครบถ้วนและเหมาะสม 

สุรกิจ เข็มแก้ว

สุรกิจ เข็มแก้ว หรือที่รู้จักกันดีในนาม “เชฟปิง” เป็นศิษย์เก่าปริญญาตรี รุ่นที่ 14 สาขาการจัดการครัวและภัตตาคาร อีกทั้งยังเป็นศิษย์เก่าปริญญาโท รุ่นที่ 18 ของวิทยาลัยดุสิตธานีด้วย ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง Executive Chef บริษัท พีเอสเค คอนเนคชั่น จำกัด และยังเป็น Content Creator ด้านอาหารผู้มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในวงกว้างด้วย นับว่าเขาช่วยยกระดับภาพลักษณ์วิชาชีพเชฟให้เป็นที่ยอมรับ สร้างแรงบันดาลใจเชิงบวกให้กับคนรุ่นใหม่ และเผยแพร่มาตรฐานการศึกษาของวิทยาลัยดุสิตธานีให้สังคมทั่วไปรับทราบ

นิตินันท์ มังคลา

อีกหนึ่งคนที่ได้รับรางวัลศิษย์เก่าดีเด่น ด้านความสำเร็จในอาชีพหรือหน้าที่การงาน คือ นิตินันท์ มังคลา (เชฟนิว) ศิษย์เก่ารุ่นที่ 13 สาขาการจัดการครัวและภัตตาคาร ปัจจุบันเป็นเจ้าของร้านอาหารอากาเว่ซึ่งได้รับการคัดเลือกจากมิชลินไกด์ให้รับรางวัลมิชลิน บิบกูร์มองด์ 2026 โดยได้รางวัลนี้มาตั้งแต่ปี 2023 

วิทยาลัยดุสิตธานีภาคภูมิใจในความสำเร็จของศิษย์เก่าทั้ง 6 คน รวมทั้งมุ่งหวังว่า พวกเขาจะเป็นแบบอย่างที่ดีและช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ทั้งนักศึกษาวิทยาลัยดุสิตธานีตลอดจนบุคคลทั่วไป ให้ก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมการบริการอย่างมีคุณภาพและสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้กับอุตสาหกรรมนี้ต่อไป

อัพเดทศิลปะเพื่อชีวิตที่แมด, มันมัน

อัพเดทศิลปะเพื่อชีวิตที่แมด, มันมัน

อัพเดทศิลปะเพื่อชีวิตที่แมด, มันมัน

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.33 น.

แมด, มันมัน ศรีนครินทร์ (MMAD, MunMun Srinakarin) คอมมูนิตี้ของศิลปะและดีไซน์ ที่เปิดกว้างสำหรับคนรักศิลปะทุกแขนง ชวนคุณมาอัพเดทกับนิทรรศการศิลปะหลากรูปแบบตลอดเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2569

เริ่มต้นด้วย ‘1 วัน 1,000 ภาพ ครั้งที่ 7: Pawtrait’ นิทรรศการภาพถ่ายสุดไอคอนิคของ แมด, มันมัน ศรีนครินทร์ ที่ชวนคอมมูนิตี้คนรักสัตว์ และชอบถ่ายภาพ มาสำรวจความสัมพันธ์ระหว่าง ‘มนุษย์’ และ ‘สัตว์เลี้ยง’ ผ่านภาพถ่ายสัตว์เลี้ยง 1,000 ภาพ คัดเลือกจากกว่า 12,500 ภาพ ของผู้ส่งผลงานรวมกว่า 1,700 คน พร้อมถ่ายทอดหลากหลายโมเมนต์แห่งความผูกพัน ในรูปแบบ A Photographic Installation ขนาดใหญ่ จัดแสดงที่ ชั้น 1 ถึงสิ้นเดือนพฤษภาคม

ต่อมา เปลี่ยนกำแพงทางเดินสีขาวที่เคยว่างเปล่า ให้กลายเป็น ‘Art Wall’ พื้นที่ที่เปิดให้ศิลปินหลากหลายสไตล์นำผลงานมาจัดแสดงร่วมกัน ทั้งงาน Illustration ร่วมสมัย และงานที่ได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปะแบบดั้งเดิม พร้อมนำเสนอผลงานจากหลายเทคนิคบนกำแพงเดียวกัน โดยชั้น 2 นำเสนอผลงานรูปแบบภาพประกอบ (Illustration) แบบ Group Exhibition ที่รวบรวมศิลปินทั้ง 8 คน ได้แก่ Sibeclop , Jibchaa , Dewy , Pun-Cha-Lee , DaisiesDayDream , Joker Dude , Syrub Ai , Threeraboon จาก Alexgust Gallery และ ผลงานจากศิลปินในโครงการ White Canvas จาก Palette Art Space ชั้นที่ 3 นำเสนอผลงาน Painting บนผนัง แบบ Group Exhibition ที่หยิบยกผลงานหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นศิลปะร่วมสมัย , ศิลปะดั้งเดิม ,ภาพประกอบ และประติมากรรม โดย The Arts Club BKK จัดแสดงถึง 10 พฤษภาคม 2569

มิติรัก ผลงานของ กฤตยชย์ ภู่หอม นิทรรศการนี้เชื้อเชิญให้ผู้ชมก้าวเข้าสู่พื้นที่แห่งการรับรู้ เพื่อสำรวจ ตกตะกอน และตีความมิติของความรักผ่านประสบการณ์ของตนเอง ราวกับการตกหลุมรักงานศิลปะเป็นครั้งแรก จากความรู้สึกที่ยังไม่คุ้นเคย ค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นการเรียนรู้ ความผูกพัน และความรักที่เติบโตขึ้นอย่างช้า ๆ ภายในใจ พร้อมเชื่อมโยงหัวใจของผู้คนผ่านอารมณ์ ความรู้สึก และช่วงเวลาที่ถูกแบ่งปันร่วมกันในพื้นที่เดียวกันอย่างอ่อนโยนและลึกซึ้ง ผลงานของ กฤตยชย์ ถ่ายทอดความงดงามของความรัก ผ่านภาพแทนและสัญญะทางศิลปะ โดยหยิบยก คิวปิด และ อโฟรไดท์ มาเป็นตัวแทนของความรัก ความปรารถนา และความลุ่มหลง ผสานเข้ากับสัญลักษณ์ต่าง ๆ ที่ซ่อนนัยความหมายกระจายอยู่ในผลงานแต่ละชิ้น การจัดวางองค์ประกอบอย่างละเอียดอ่อนภายในนิทรรศการ ช่วยสะท้อนให้เห็นถึงความไม่แน่นอนและความเปราะบางของช่วงเวลาแห่งการตกหลุมรักอย่างละเมียดละไม จัดแสดงถึง 17 พฤษภาคม

บ้าบอ โปรเจค ผลงานของศิลปินกลุ่ม ได้แก่ ฉลองศักดิ์ วงศ์รัตนพรกูร, ธีรัช อภิพัฒนา, ปัณฑ์ฉัฐม์ ฉันทภควินท์, ชยาวิชญ์ ณ เชียงใหม่และ อริสรา แดงประไพ ที่นำคำว่า “MAD” มาตีความใหม่ โดย “MAD” มาจากคำว่า Meaningful • Artistic • Diverse ที่อยากชวนทุกคนมาเฉลิมฉลองศิลปะที่มีความหมาย ผ่านผลงานของศิลปินที่มีพื้นฐานและวิธีเรียนรู้ที่หลากหลาย นิทรรศการนี้เกิดจากการร่วมมือกับแบรนด์ไทยหลายแบรนด์ เช่น ดีสวัสดิ์, พาซาย่า หรือ อริสรา สตูดิโอ เพื่อถ่ายทอดพลังของความหลงใหล ความคิดสร้างสรรค์ และความกล้าที่จะเป็นตัวเอง จัดแสดงถึง 17 พฤษภาคม 2569

ปิดท้ายด้วย Exit บทสนทนาจากครูสู่ศิษย์การแสดงผลงานร่วมกันของอาจารย์และลูกศิษย์จากกลุ่ม CAT Contemporary Art Thai เปรียบเหมือนการส่งต่อแสงจากเทียนเล่มหนึ่งสู่อีกเล่มหนึ่ง จากครูสู่ศิษย์ ให้ความรู้และแรงบันดาลใจขยายต่อไปไม่สิ้นสุด ในโลกที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายและความกดดัน บ่อยครั้งที่ ‘ทางออก’ อาจไม่ได้หมายถึงการเดินหนีจากปัญหา แต่คือการก้าวเข้าไปสำรวจภายในจิตใจตนเอง นิทรรศการครั้งนี้คือพื้นที่แห่งการเรียนรู้ร่วมกันระหว่าง รศ.ดร.ม.ล.โอภาษจรัส นันทวัน และเหล่าลูกศิษย์ ผ่านกระบวนการทางทัศนศิลป์ที่เปรียบเสมือนเครื่องมือเยียวยาและสำรวจทางเดินใหม่ๆของพวกเรา ตลอดเดือนเมษายนนี้