2วันสงกรานต์! ดับแล้ว 71 ราย เกิดอุบัติเหตุ 344 ครั้ง ผู้บาดเจ็บ 317 คน

2วันสงกรานต์! ดับแล้ว 71 ราย เกิดอุบัติเหตุ 344 ครั้ง ผู้บาดเจ็บ 317 คน

2วันสงกรานต์! ดับแล้ว 71 ราย เกิดอุบัติเหตุ 344 ครั้ง ผู้บาดเจ็บ 317 คน

วันอาทิตย์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.42 น.

2วันสงกรานต์! ดับแล้ว 71 ราย เกิดอุบัติเหตุ 344 ครั้ง ผู้บาดเจ็บ 317 คน ’น่าน-ลำปาง-ปราจีนฯ-พิษณุโลก‘ แชมป์สูญเสียสะสม ขณะที่ 39 จังหวัดตายเป็นศูนย์ ด้าน ‘ศปถ.’ กำชับจังหวัดดูแลความปลอดภัยทางถนนในพื้นที่เล่นน้ำสงกรานต์ เข้มบังคับใช้กฎหมายพฤติกรรมเสี่ยงอุบัติเหตุ – ห้ามขายแอลกอฮอล์ต่ำกว่า 20 ปี

เมื่อวันที่ 12 เม.ย.2569 ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานแถลงข่าวสรุปผลการดำเนินงานของศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ พ.ศ. 2569 (ศปถ.) เปิดเผยว่า ศปถ. ได้รวบรวมสถิติอุบัติเหตุทางถนน ประจำวันที่ 11 เม.ย.69 ซึ่งเป็นวันที่สองของการรณรงค์ “ขับขี่ปลอดภัย ลดความเร็ว ลดอุบัติเหตุ” เกิดอุบัติเหตุ 208 ครั้ง ผู้บาดเจ็บ 185 คน ผู้เสียชีวิต 50 ราย สาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ขับรถเร็ว ร้อยละ 45.71  ดื่มแล้วขับ ร้อยละ 24.76 ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ รถจักรยานยนต์ ร้อยละ 61 ส่วนใหญ่เกิดบนเส้นทางตรง ร้อยละ 79.05 ถนนกรมทางหลวง ร้อยละ 48.56 ถนนใน อบต./หมู่บ้าน ร้อยละ 25 

ช่วงเวลาที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ช่วงเวลา 09.01 –12.00 น. ร้อยละ 21.90 ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตสูงสุด อยู่ในช่วงอายุ 20 – 29 ปี ร้อยละ 22.88 โดยจังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ลำปาง (12 ครั้ง) จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสูงสุด ได้แก่ ลำปาง (14 คน) จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสูงสุด ได้แก่ นครราชสีมา และพิษณุโลก (จังหวัดละ 3 ราย) 

สรุปอุบัติเหตุทางถนนสะสมในช่วง 2 วันของการรณรงค์ (10 – 11 เม.ย. 69) เกิดอุบัติเหตุรวม 344 ครั้ง ผู้บาดเจ็บ รวม 317 คน ผู้เสียชีวิต รวม 71 ราย จังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสะสมสูงสุดได้แก่ น่าน (17 ครั้ง) จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสะสมสูงสุด ได้แก่ น่าน และลำปาง (จังหวัดละ 17 คน) จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสะสมสูงสุด ได้แก่ ปราจีนบุรี และพิษณุโลก (จังหวัดละ 4 ราย) จังหวัดที่ไม่มีผู้เสียชีวิต (ตายเป็นศูนย์) มี 39 จังหวัด 

รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม วันนี้ประชาชนส่วนใหญ่เดินทางถึงพื้นที่แล้ว บางส่วนยังอยู่ระหว่างเดินทางและท่องเที่ยวตามสถานที่ต่าง ๆ บางพื้นที่เริ่มเล่นน้ำสงกรานต์แล้ว ศปถ. จึงได้ประสานจังหวัดและกรุงเทพมหานคร ตรวจตราพื้นที่เล่นน้ำสงกรานต์ให้มีความปลอดภัย อำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวและประชาชน ติดป้ายเตือนพื้นที่เล่นน้ำสงกรานต์เพื่อเพิ่มความระมัดระวังในการขับขี่ผ่านเส้นทาง พร้อมบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ รวมถึงควบคุมไม่ให้จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แก่เด็กและเยาวชนที่อายุต่ำกว่า 20 ปี และการเร่ขายในพื้นที่เล่นน้ำสงกรานต์ สถานที่ท่องเที่ยว และบริเวณจัดงานรื่นเริง 

ด้านนายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการ ศปถ. กล่าวว่า ศปถ. ยังคงเน้นย้ำการทำงานเชิงรุกของ “ด่านชุมชน” ควบคู่กับการ “เคาะประตูบ้าน” เพื่อเฝ้าระวัง ตรวจตรา ป้องปราม ผู้ขับขี่ที่มีพฤติกรรมเสี่ยง โดยเฉพาะการดื่มแล้วขับ การไม่ใช้อุปกรณ์นิรภัย การไม่มีใบขับขี่ ก่อนออกจากพื้นที่ชุมชนตลอดทั้งวัน และให้จัดชุดเคลื่อนที่เร็วเข้าไปยังจุดจัดงานเล่นน้ำสงกรานต์ และจุดจัดกิจกรรมทางศาสนา โดยกวนขันห้ามปรามพฤติกรรมการเล่นน้ำที่เสี่ยงต่ออุบัติเหตุทางถนน รวมถึงให้ฝ่ายปกครองและ อสม. ใช้กลไกด่านครอบครัวป้องปรามผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์ไม่ให้ขับขี่ยานพาหนะอย่างเด็ดขาด เพื่อความปลอดภัยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ท้ายนี้ ประชาชนที่ประสบหรือพบเห็นอุบัติเหตุสามารถแจ้งเหตุได้ทางสายด่วน 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง และไลน์ “ปภ.รับแจ้งเหตุ1784” โดยเพิ่มเพื่อน Line ID @1784DDPM เพื่อประสานให้การช่วยเหลือโดยด่วนต่อไป

ไอซ์-ช่อ เดินสำรวจตลาดท่าน้ำนนท์ คนบางตา ขณะที่ผู้ค้าแบกรับต้นทุนสูงขึ้น แต่ไม่กล้าขึ้นราคา

ไอซ์-ช่อ เดินสำรวจตลาดท่าน้ำนนท์ คนบางตา ขณะที่ผู้ค้าแบกรับต้นทุนสูงขึ้น แต่ไม่กล้าขึ้นราคา

ไอซ์-ช่อ เดินสำรวจตลาดท่าน้ำนนท์ คนบางตา ขณะที่ผู้ค้าแบกรับต้นทุนสูงขึ้น แต่ไม่กล้าขึ้นราคา

วันอาทิตย์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.30 น.

ไอซ์-ช่อ เดินตลาดท่าน้ำนนท์ สำรวจบรรยากาศค้าขาย พบประชาชนบางตา ไม่คึกคัก พ่อค้าแม่ค้าแบกรับต้นทุนสูงขึ้นแต่ยังไม่กล้าขึ้นราคา ฝากรัฐบาลทบทวนมาตรการช่วยเหลือ ออกงบปี 70 ตัดลดโครงการไม่จำเป็น เอางบมาช่วยประชาชนก่อน

เมื่อวันที่ 12 เม.ย.2569 ที่ตลาดนัดท่าน้ำนนท์ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน พร้อมด้วย น.ส.พรรณิการ์ วานิช กรรมการบริหารมูลนิธิคณะก้าวหน้า ร่วมเดินตลาดพบปะประชาชน พร้อมพูดคุยสอบถามถึงสถานการณ์การจับจ่ายใช้สอย ในช่วงเทศกาลสงกรานต์และท่ามกลางสถานการณ์วิกฤติราคาน้ำมันในปัจจุบัน

โดยระหว่างการสำรวจ น.ส.รักชนก และ น.ส.พรรณิการ์ได้ร่วมพูดคุยกับทั้งพ่อค้าแม่ขายและประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอย ถึงผลกระทบจากราคาน้ำมันต่อราคาสินค้าและการค้าขาย พบว่าราคาสินค้าวัตถุดิบหลายรายการขึ้นและค่อนข้างส่งผลกระทบ โดยเฉพาะวัสดุจากพลาสติก น้ำมันพืช ขณะที่ผักผลไม้หลายรายการราคาขึ้นจากค่าขนส่งที่สูงขึ้น ขณะที่บางรายการ เช่น มะพร้าว และพืชผักนอกฤดูกาลอื่นๆ ราคาตกต่ำ ขณะเดียวกันอาหารทะเลหลายรายการมีการรับซื้อมาในราคาที่แพงขึ้น แต่โดยภาพรวมเกือบทุกร้านค้าพ่อค้าแม่ขายยังคงต้องตรึงราคาสินค้าไว้ ไม่กล้าขึ้นราคาเนื่องจากเกรงว่าจะไม่มีผู้ซื้อ

หลังจากที่ได้สำรวจและพูดคุยกับประชาชนในตลาด น.ส.พรรณิการ์ ระบุว่าอสิ่งที่ได้พบเห็นจากการสำรวจครั้งนี้คือตลาดในช่วงนี้ไม่ได้คึกคักอย่างที่ควรจะเป็น ทั้งที่ปกติเช้าวันอาทิตย์ในช่วงสงกรานต์เป็นช่วงเวลาที่ผู้คนมักจะจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้น 

อีกสิ่งที่พบคือผู้ค้าในตลาดไม่ค่อยมีใครกล้าขึ้นราคาสินค้า เพราะสภาวะเศรษฐกิจแบบปัจจุบันก็แทบไม่มีลูกค้าอยู่แล้ว ถ้าขึ้นราคาก็เกรงว่าจะไม่มีคนซื้อ แม้วัตถุดิบหลายอย่างจะขึ้นราคา แต่ก็ยังคงต้องขายในราคาเท่าเดิม เช่น ร้านข้าวแกง ที่วัตถุดิบราคาขึ้นทุกอย่าง แต่ผู้ค้าก็ต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นไว้เอง ไม่สามารถขึ้นราคาไปมากกว่านี้ได้ ผักบางอย่างแม้จะปรับราคาสูงขึ้นตามฤดูกาลก็จริง แต่ผักบางรายการก็เห็นได้ชัดว่าขึ้นมาจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น โดยภาพรวมสรุปได้ว่าวัตถุดิบขึ้นราคาทุกอย่าง แต่ผู้ค้าก็ต้องตรึงราคาเอาไว้ 

น.ส.พรรณิการ์ กล่าวต่อไปว่า สภาวะเช่นนี้ยิ่งส่งผลให้เศรษฐกิจหดตัวมากขึ้น ประชาชนไม่กล้าจับจ่ายใช้สอยและเลือกที่จะเก็บหอมรอมริบ ประชาชนจำนวนมากสะท้อนว่ามาตรการบัตรสวัสดิการ 100 บาท 1 เดือน เป็นจำนวนที่น้อยเกินไป เข้าใจว่ารัฐบาลต้องพิจารณาสภาวะการคลัง แต่ขณะที่ประชาชนถูกเรียกร้องให้เข้าใจสภาวะการคลังของประเทศ แล้วรัฐบาลเข้าใจสภาวะการคลังประชาชนมากแค่ไหน 

สวัสดิการช่วยเหลือระยะสั้นควรพุ่งเป้า หาให้ได้ว่าใครจำเป็นที่ต้องได้รับความช่วยเหลือจริง ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร ชาวประมง และกลุ่มเปราะบางต่างๆ แทนที่รัฐบาลจะบอกให้ประชาชนประหยัด รัฐบาลที่ต้องจัดทำงบประมาณต่างหากที่ควรประหยัด เพราะประชาชนประหยัดจนไม่รู้จะประหยัดอย่างไรแล้ว โครงการที่ไม่จำเป็นควรชะลอ เอาเงินมาออกมาตรการระยะสั้นช่วยเหลือประชาชนดีกว่า รัฐบาลต้องพิจารณาตัวเองว่าทุกเวลาที่เสียไปคือเวลาที่ประชาชนเดือดร้อนยากลำบากขึ้นเรื่อยๆ

น.ส.พรรณิการ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้สิ่งที่ต้องพิจารณาเป็นพิเศษคือเรื่องของพลาสติก ที่ในขณะนี้ยังไม่ได้ขาดแคลน แต่กลับมีการขึ้นราคาอย่างผิดปกติจากฝั่งโรงงาน นี่คือเรื่องที่ผู้ค้ารายย่อยและระดับรากหญ้าเดือดร้อนกันมาก ไม่ใช่แค่เรื่องน้ำมันและพลังงานเท่านั้น 

ด้าน น.ส.รักชนก ระบุว่า จากการสำรวจพบว่าสินค้าประเภทผลไม้ต้นทุนอาจยังไม่มีผลกระทบเท่าไหร่ บางรายการเป็นการปรับขึ้นบ้างตามฤดูกาล แต่สิ่งที่ผู้ค้าแทบทุกรายต้องใช้คือถุงพลาสติก รวมถึงหลายรายต้องใช้น้ำมันพืช

สิ่งที่เห็นได้ชัดคือคนเดินตลาดน้อยลง จากสภาพเศรษฐกิจที่ประชาชนมีรายได้เท่าเดิมแต่รายจ่ายเพิ่มขึ้น กลายเป็นต้องซื้อของน้อยลง ซื้อเฉพาะเท่าที่จำเป็น สินค้าฟุ่มเฟือยก็ต้องซื้อลดลงไปตามลำดับ และทั้งที่เป็นช่วงเทศกาลสงกรานต์ จะเห็นได้ชัดว่าคนที่กลับบ้านทางไกลลดลง รวมถึงการท่องเที่ยวที่บางครอบครัวที่เตรียมแผนเที่ยวช่วงสงกรานต์ไว้ก่อนหน้านี้ก็ต้องพับแผนไปโดยปริยาย

น.ส.รักชนก กล่าวต่อว่า สิ่งที่รัฐบาลควรต้องพิจารณา โดยเฉพาะในช่วงที่กำลังจะมีการจัดทำงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ 2570 รัฐบาลควรต้องพิจารณาตัดลดงบประมาณหลายส่วนที่ยังสามารถชะลอได้ ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนในช่วงเวลานี้ เช่น งบก่อสร้าง ถนน ตึกต่างๆ เพราะสิ่งที่จำเป็นเร่งด่วนกว่าในขณะนี้คือชีวิตของประชาชน
 

รุดเยี่ยมผู้บาดเจ็บ ธรรมนัส ส่ง สส.เพ็ญภัค ให้กำลังใจจากเหตุรถพ่วงพุ่งชนยับ

รุดเยี่ยมผู้บาดเจ็บ ธรรมนัส ส่ง สส.เพ็ญภัค ให้กำลังใจจากเหตุรถพ่วงพุ่งชนยับ

รุดเยี่ยมผู้บาดเจ็บ ธรรมนัส ส่ง สส.เพ็ญภัค ให้กำลังใจจากเหตุรถพ่วงพุ่งชนยับ

วันอาทิตย์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.27 น.

“ธรรมนัส” มอบ สส.เพ็ญพัค รุดเยึ่ยมให้กำลังใจผู้บาดเจ็บ รวมถึงเด็กหญิง 2ขวบ ที่พ่อเม่เสียชีวิต จากเหตุรถพ่วงพุ่งชนรถยนต์หลายคัน บนถนนสายตาก–ลำปาง อ.เถิน จ.ลำปาง

วันนี้ ( 12 เม.ย.69.) ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ในฐานะประธานมูลนิธิธรรมนัสพรหมเผ่าเพื่อการกุศล ได้มอบหมายให้ ดร.ปุ้ย เพ็ญภัค รัตนคำฟู สส.เขต4 พรรคกล้าธรรม จังหวัดลำปาง เดินทางเข้าเยี่ยมผู้ได้รับบาดเจ็บและให้กำลังใจญาติ รวมถึงเด็กหญิงวัย 2 ขวบ ที่ต้องสูญเสียพ่อและแม่ จากเหตุรถพ่วงพุ่งชนรถยนต์หลายคัน บนถนนสายตาก–ลำปาง อำเภอเถิน จังหวัดลำปาง เมื่อวันที่11 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา

สส.เพ็ญพัค

“ท่านธรรมนัส มีความห่วงใยผู้บาดเจ็บรวมถึงน้อง2 ขวบกว่า ที่พ่อแม่เสียชีวิตเป็นอย่างมาก จึงได้มอบหมายให้ดิฉัน มาเยี่ยมผู้ป่วยจากอุบัติเหตุรถชนดังกล่าวที่ รพ.เถิน ค่ะ ตอนนี้ที่รักษาตัวอยู่ที่ รพ.มี3คน รวมน้อง2ขวบกว่า ที่พ่อแม่เสียชีวิตด้วย ตอนมาเยี่ยมน้องเพิ่งหลับไปค่ะ เพราะเมื่อคืนน้องไม่หลับ ร้องไห้ตลอด แต่ได้พบคุณป้าที่เป็นพี่สาวแม่น้อง มาเฝ้าปลอบใจน้อง และ มีทีมแพทย์พยาบาล คอยดูแลอย่างใกล้ชิดค่ะ”

สส.เพ็ญภัค กล่าวว่า ร.อ.ธรรมนัส ยังได้กำชับให้ช่วยติดตามคดีเพื่อความเป็นธรรมต่อผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิตอย่างเต็มที่ ซึ่งตนเองจะได้ไปประสานเรื่องคดีดังกล่าวที่ สภ.เถิน ตามขั้นตอนโดยเร็ว

สส.เพ็ญพัค

นักวิชาการ มธ. ชม นโยบายรัฐ ชง 3 มาตรการเติมเต็มช่องว่าง หนุน โซลาร์เซลล์ประชาชน

นักวิชาการ มธ. ชม นโยบายรัฐ ชง 3 มาตรการเติมเต็มช่องว่าง หนุน โซลาร์เซลล์ประชาชน

นักวิชาการ มธ. ชม นโยบายรัฐ ชง 3 มาตรการเติมเต็มช่องว่าง หนุน โซลาร์เซลล์ประชาชน

วันอาทิตย์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.03 น.

นักวิชาการธรรมศาสตร์ชื่นชมรัฐบาลเดินหน้ามาตรการ Soft Loan และลดหย่อนภาษีโซลาร์เซลล์ ชี้เป็นโอกาสทองท่ามกลางวิกฤตพลังงานโลกในการเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด เพื่อลดการพึ่งพาก๊าซ LNG นำเข้า และบรรลุเป้าหมาย Net Zero Emission พร้อมเสนอแนะขยายผลความสำเร็จสู่ภาคครัวเรือนผ่าน 3 แนวทาง “หนุนเงินทุนกลุ่มเปราะบาง – ฟื้นโครงการรับซื้อไฟคืนก้าวสู่ Net Metering 1:1 – ลดภาษีแบตเตอรี่บ้าน” หวังสร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงพลังงานสะอาดและลดค่าครองชีพอย่างยั่งยืน

วันนี้ 12 เมษายน 2569 รศ. ดร.ธนิท เรืองรุ่งชัยกุล อาจารย์ประจำสาขาวิชาเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนายั่งยืน คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ท่ามกลางวิกฤตพลังงานโลกและราคาค่าไฟฟ้าที่มีความผันผวนสูง รัฐบาลไทยควรใช้โอกาสนี้ในการเร่งเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานสะอาด โดยเฉพาะการส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์เซลล์ในระดับครัวเรือน ซึ่งจะไม่เพียงแต่ช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนเท่านั้น แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญในการลดการพึ่งพาการนำเข้าก๊าซธรรมชาติ (LNG) จากต่างประเทศ และช่วยให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) ได้ตามแผนที่วางไว้

นักวิชาการธรรมศาสตร์

รศ. ดร.ธนิท กล่าวว่า ขอชื่นชมรัฐบาลที่ขับเคลื่อนมาตรการสนับสนุนพลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม อาทิ การปฏิรูปกฎหมายเพื่อลดความยุ่งยากทางธุรการ โดยเฉพาะการปลดล็อกใบอนุญาต รง.4 และการลดขั้นตอนของใบอนุญาต อ.1 ซึ่งช่วยลดระยะเวลาและต้นทุนแฝงในการติดตั้งลงอย่างมาก การสนับสนุนทางเศรษฐกิจอย่างมาตรการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไม่เกิน 200,000 บาท และล่าสุดที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบโครงการ Soft Loan วงเงิน 5,000 ล้านบาท ผ่านธนาคารออมสิน เพื่อปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำสำหรับการติดตั้งโซลาร์เซลล์ ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนในการสนับสนุนภาคประชาชน 

อย่างไรก็ตาม มาตรการปัจจุบันอาจยังมีช่องว่างในการเข้าถึง โดยเฉพาะกลุ่มครัวเรือนฐานรากที่แบกรับภาระค่าไฟฟ้าสูงเมื่อเทียบกับรายได้ แต่ติดข้อจำกัดด้านฐานภาษีและเงื่อนไขสินเชื่อ เพื่อให้มาตรการเหล่านี้ครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่มอย่างทั่วถึง จึงเสนอแนวทางเติมเต็มช่องว่างนโยบายผ่าน 3 กลไกหลัก

โซลาร์เซลล์

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

ทั้งนี้ประกอบด้วย 1. พัฒนามาตรการสนับสนุนแบบเฉพาะเจาะจง (Targeted Subsidy) โดยรัฐควรพิจารณาเงินอุดหนุนส่วนทุน (Capital Grant) เพื่อลดภาระเงินลงทุนตั้งต้นสำหรับระบบขนาดเล็ก 1.5 – 3 กิโลวัตต์ ให้แก่กลุ่มครัวเรือนรายได้น้อยและเกษตรกร เพื่อสร้างโอกาสที่เท่าเทียมในการเข้าถึงเทคโนโลยีลดค่าไฟอย่างยั่งยืน ซึ่งจะช่วยเสริมประสิทธิภาพให้กับมาตรการทางภาษีและสินเชื่อที่มีอยู่ให้ครอบคลุมถึงระดับฐานราก

2. ฟื้นโครงการรับซื้อไฟคืน ก้าวสู่ระบบ Net Metering 1:1 เพื่อความคุ้มค่าเชิงสังคม เนื่องจากปัจจุบันโครงการรับซื้อไฟฟ้าคืน (Net Billing) ในอัตรา 2.20 บาทต่อหน่วยนั้น ไม่มีโครงการใหม่ต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว ทำให้ผู้ติดตั้งรายใหม่ทำได้เพียงผลิตเองใช้เองโดยห้ามไฟฟ้าไหลย้อนกลับ (Zero Export) ส่งผลให้พลังงานส่วนเกินในช่วงกลางวันต้องถูกปล่อยทิ้งไปอย่างน่าเสียดาย จึงเสนอให้รัฐพิจารณาฟื้นฟูโครงการรับซื้อไฟคืนโดยยกระดับสู่ระบบ Net Metering หรือการหักลบหน่วยไฟฟ้าแบบ 1 ต่อ 1

“การเปลี่ยนมาใช้ Net Metering จะช่วยให้หน่วยไฟฟ้าส่วนเกินถูกนำมาหักลบกับหน่วยไฟฟ้าที่ใช้จริงในราคาที่เท่ากัน ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาคืนทุนให้สั้นลงและเป็นการกระตุ้นให้ประชาชนร่วมสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ” นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าว

3. ปรับลดภาษีแบตเตอรี่บ้าน โดยถอดบทเรียนจากภาคอุตสาหกรรมและ EV โดยที่ผ่านมารัฐได้ดำเนินการสนับสนุนภาคส่วนอื่นๆ จนประสบความสำเร็จมาแล้ว อาทิ การให้สิทธิประโยชน์ส่งเสริมการลงทุน (BOI) แก่โรงงานที่ติดโซลาร์เซลล์จนคืนทุนได้ใน 3-5 ปี รวมถึงนโยบายลดภาษีสรรพสามิตสำหรับแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) จึงเสนอให้รัฐใช้แนวคิดเดียวกันนี้มาสนับสนุนภาคประชาชน ผ่านการลดภาษีนำเข้าและภาษีสรรพสามิตสำหรับแบตเตอรี่ที่ใช้ในที่อยู่อาศัย เพื่อให้ประชาชนกักเก็บไฟฟ้าไว้ใช้ในช่วงกลางคืนได้จริง ช่วยลดภาระสายส่งและสร้างความยืดหยุ่นให้แก่ระบบไฟฟ้า (Grid Resilience) ของประเทศ

“ต้องขอชื่นชมในความตั้งใจของภาครัฐอีกครั้ง ทั้งการปรับเปลี่ยนกฎหมายและมาตรการเพื่อประชาชนที่ผ่านมา และหวังจะเห็นการต่อยอดให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านพลังงานของไทยสร้างประโยชน์สูงสุดแก่ทุกคนอย่างแท้จริง” รศ. ดร.ธนิท กล่าว

วราวุธ แย้มแผนปฏิรูปพลังงานอุตสาหกรรม ดันใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ ชีวมวล

วราวุธ แย้มแผนปฏิรูปพลังงานอุตสาหกรรม ดันใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ ชีวมวล

วราวุธ แย้มแผนปฏิรูปพลังงานอุตสาหกรรม ดันใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ ชีวมวล

วันอาทิตย์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.53 น.

วันนี้ 12 เมษายน 2569 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ปัจจุบัน กระทรวงอุตสาหกรรมได้เตรียมเดินหน้ามาตรการเชิงรุกเพื่อช่วยผู้ประกอบการในการลดต้นทุนการผลิต และสร้างความมั่นคงทางวัตถุดิบให้กับภาคอุตสาหกรรมไทย รวมทั้งการปฏิรูปพลังงานภาคการผลิต ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล โดยภาครัฐจะผลักดันการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพอย่างจริงจัง ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนผสมน้ำมันปาล์มในน้ำมันดีเซล และยกระดับการใช้เอทานอลจากกากอ้อยและยอดอ้อย นอกจากนี้ ยังส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากชีวมวล (Biomass) เพื่อลดภาระต้นทุนพลังงานในระยะยาวให้กับภาคอุตสาหกรรม

รมว.อุตสาหกรรม กล่าวว่า ประเทศไทยมีความมั่นคงทางอาหาร หากมีการเชื่อมโยงการบริหารโลจิสติกส์ที่ดีจะสร้างความเข้มแข็งให้กับพี่น้องเกษตรกรได้อีกทางหนึ่ง รวมถึงโอกาสการสร้างธุรกิจใหม่ท่ามกลางสถานการณ์วิกฤตเช่นนี้โดยเฉพาะสินค้าเพื่อการประหยัดพลังงาน การปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพโรงงาน โดยสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ได้ตั้งเป้าเพิ่มรายการสินค้ามาตรฐานประหยัดพลังงานอีกอย่างน้อย 40 รายการ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน

วราวุธ ศิลปอาชา

​”วิกฤตครั้งนี้จะเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างธุรกิจใหม่ๆ กระทรวงอุตสาหกรรมพร้อมเป็นเพื่อนคู่คิดเคียงข้างผู้ประกอบการและพี่น้องประชาชน เพื่อให้พวกเราก้าวข้ามผ่านวิกฤตนี้ไปได้อย่างแข็งแรง” นายวราวุธ กล่าว

วราวุธ ศิลปอาชา
วราวุธ ศิลปอาชา
วราวุธ ศิลปอาชา
วราวุธ ศิลปอาชา

มท. สั่งผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ รณรงค์ประชาชนแต่งผ้าไทยโชว์อัตลักษณ์สู่สากล

มท. สั่งผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ รณรงค์ประชาชนแต่งผ้าไทยโชว์อัตลักษณ์สู่สากล

มท. สั่งผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ รณรงค์ประชาชนแต่งผ้าไทยโชว์อัตลักษณ์สู่สากล

วันอาทิตย์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.33 น.

วันนี้ 12 เม.ย. 2569 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงการขับเคลื่อนแนวทางรณรงค์การแต่งกายตามอัตลักษณ์ไทยสู่สากล ภายใต้แนวคิด “ภูมิใจแต่งไทยทั้งแผ่นดิน” ว่า กระทรวงวัฒนธรรม ได้นำแนวนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในด้านการเสริมสร้างอัตลักษณ์และความภาคภูมิใจของคนในชาติที่สะท้อนผ่านงานหัตถศิลป์ หัตถกรรม เครื่องแต่งกาย อาทิ ชุดไทยพระราชนิยม ชุดผ้าไทย ชุดพื้นบ้านรูปแบบต่าง ๆ เพื่อให้ข้าราชการและประชาชนได้มีส่วนร่วมในการสวมใส่ผ้าไทยในชีวิตประจำวัน อันเป็นการหนุนเสริมการขับเคลื่อนรณรงค์ของกระทรวงมหาดไทยที่ได้ดำเนินการแจ้งให้ข้าราชการในสังกัด ตลอดจนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และทุกภาคส่วนได้สวมใส่ผ้าไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และทำให้ประชาชนผู้ประกอบการผ้าในท้องถิ่นต่าง ๆ ได้มีงาน มีอาชีพ มีรายได้ที่มั่นคง โดยน้อมนำพระราชปณิธานแห่งองค์สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ผู้ทรงมุ่งมั่นในการแบ่งเบาพระราชภาระของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการสืบสาน รักษา และต่อยอด พระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชนนีพันปีหลวง ในการอนุรักษ์และส่งเสริมภูมิปัญญาผ้าและงานหัตถกรรมไทย 

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่อว่า กระทรวงมหาดไทยได้แจ้งไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 76 จังหวัดทั่วประเทศ รวมถึงส่วนราชการระดับกรมและหน่วยงานรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ได้ร่วมกันขับเคลื่อนแนวคิด “ภูมิใจแต่งไทยทั้งแผ่นดิน” ทั้งการพิจารณารวบรวมองค์ความรู้และแหล่งผลิตผ้าไทยและผ้าพื้นเมือง/ร้านเช่า/ร้านจำหน่าย/แหล่งตัดเย็บในพื้นที่จังหวัด การรณรงค์แต่งกายด้วยชุดไทยพระราชนิยม ชุดไทยพระราชทาน ชุดไทยร่วมสมัย ชุดไทยประยุกต์ ผ้าไทย และชุดผ้าพื้นเมืองของจังหวัด ตามความสนใจและเหมาะสม ในการดำรงชีวิตประจำวัน การทำงาน การจัดอบรม สัมมนา การจัดนิทรรศการ และเสริมสร้างความรับรู้ด้วยการประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางสื่อสารต่าง ๆ อย่างหลากหลาย พร้อมติด hashtag อาทิ #ภูมิใจแต่งไทยทั้งแผ่นดิน #ไทไทยสไตล์เรา #Chudthai #ProudtoBeThai #ชุดไทย #ชุดไทยพระราชนิยม #ชุดไทยพระราชทาน #Thaidress #TruthFromThailand ซึ่งกระทรวงวัฒนธรรมได้มอบหมายให้สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดทั้ง 76 จังหวัดทั่วประเทศ สนับสนุนภารกิจดังกล่าวเพื่อให้การดำเนินการของผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นไปสอดคล้องตามวัตถุประสงค์ของการดำเนินการ

ภูมิใจแต่งไทยทั้งแผ่นดิน

“ขอเชิญชวนเพื่อนข้าราชการ พนักงาน เจ้าหน้าที่ ในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ตลอดจนพี่น้องข้าราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และข้าราชการสังกัดต่าง ๆ ในทุกพื้นที่ ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการอนุรักษ์ สืบสาน และต่อยอดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ เสริมสร้างภาพลักษณ์ความเป็นไทยสู่สายตานานาชาติ และเป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนการขึ้นทะเบียน “ชุดไทย : ความรู้ งานช่างฝีมือ และแนวปฏิบัติการแต่งกายชุดไทยประจำชาติ” เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติต่อองค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ซึ่งกำหนดพิจารณาในเดือนธันวาคม 2569 นี้ และเป็นการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงฟื้นฟู อนุรักษ์ และพัฒนาชุดไทยพระราชนิยมให้เป็นเอกลักษณ์ของชาติ ด้วยการร่วมแต่งกายด้วย “ชุดไทยพระราชนิยม ชุดไทยพระราชทาน ชุดไทยร่วมสมัย ชุดไทยประยุกต์ ผ้าไทย และชุดผ้าพื้นเมืองของจังหวัด ตามความสนใจและเหมาะสม” ด้วยความภาคภูมิใจในความเป็นไทยไปพร้อมกัน” นายอรรษิษฐ์ กล่าว

ภูมิใจแต่งไทยทั้งแผ่นดิน

หมออ๋อง มอง ครูจวง ย้ายพรรคต่างกับงูเห่า แต่มีภาพก่อนลาออก ต้องถูกวิจารณ์ได้ตามสมควร

หมออ๋อง มอง ครูจวง ย้ายพรรคต่างกับงูเห่า แต่มีภาพก่อนลาออก ต้องถูกวิจารณ์ได้ตามสมควร

หมออ๋อง มอง ครูจวง ย้ายพรรคต่างกับงูเห่า แต่มีภาพก่อนลาออก ต้องถูกวิจารณ์ได้ตามสมควร

วันอาทิตย์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.07 น.

หมออ๋อง มอง ครูจวง ย้ายพรรคต่างกับงูเห่า แต่มีภาพก่อนลาออก ต้องถูกวิจารณ์ได้ตามสมควร

เมื่อวันที่ 12 เม.ย.2569 นายปดิพัทธ์ สันติภาดา หรือหมออ๋อง อดีตรองประธานสภา คนที่ 1 และอดีต สส.พิษณุโลก พรรคก้าวไกล ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “Padipat Ong” ระบุว่า “เรื่องการแยกย้ายกันของคนในพรรคการเมือง เป็นเรื่องปกติสามัญ

ทุกคนมีเส้นทางของตัวเอง มีพบ มีจาก แต่ผมยืนยันว่า กรณีของครูจวง ต่างกับงูเห่ามากครับ เธอไม่ได้โหวตสวน ทรยศอะไร ในตอนที่เธอมีอำนาจ

เลือกตั้งจบ ก็แยกย้าย

เรื่องความเหมาะสมในการต้องลาออกก่อน ก็เป็นเรื่องสำคัญของคนในพรรค โดยเฉพาะคนที่มีตำแหน่งทางการเมือง การมีภาพออกก่อนที่จะลาออก หรือ แจ้งพรรค ก็ต้องถูกวิจารณ์ได้ตามสมควร

ผมสนับสนุนทุกท่านให้เข้าสู่การเมืองเพื่อการเปลี่ยนแปลง พรรคใดก็ได้ ตั้งพรรคใหม่ก็ได้

จึงอยากสื่อสารกับทุกท่านครับ”

พิธา โวย สงกรานต์นี้ไร้คนปะแป้ง สาว ก้อย อรัชพร โผล่คอมเมนต์ทันที

พิธา โวย สงกรานต์นี้ไร้คนปะแป้ง สาว ก้อย อรัชพร โผล่คอมเมนต์ทันที

พิธา โวย สงกรานต์นี้ไร้คนปะแป้ง สาว ก้อย อรัชพร โผล่คอมเมนต์ทันที

วันอาทิตย์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2569, 08.52 น.

วานนี้ 11 เมษายน 2569 กลายเป็นสีสันรับเทศกาลสงกรานต์ไทยที่ทำเอาโซเชียลแทบแตก เพราะ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หรือ ทิม พิธา ได้ออกมาโพสต์ภาพและข้อความผ่านอินสตาแกรมส่วนตัวส่งตรงความคิดถึงมาจากสหรัฐอเมริกา แต่ที่ทำเอาหลายคนถึงกับหลุดโฟกัสไม่ใช่แค่คำอวยพร เพราะเจ้าตัวดันอ้อนแรงจนแฟนคลับใจสั่น โดยระบุข้อความว่า “ปีนี้ เนื้อตัวก็แห้ง คนปะแป้งก็ไม่มีของจริง ส่งทุกท่านกลับบ้านปลอดภัยทางนี้ มีความสุขมากๆ นะครับ สุขสันต์วันสงกรานต์จากบอสตันครับ”

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์
พิธา ลิ้มเจริญรัตน์

งานนี้เนื้อตัวจะแห้งได้ไม่นาน เพราะหลังจากโพสต์ไปได้เพียงครู่เดียว แฟนสาวคนสวยอย่าง ก้อย อรัชพร โภคินภากร ก็ไม่ปล่อยให้แฟนหนุ่มต้องเหงา รีบเข้ามาคอมเมนต์ตอบกลับสยบความโสด (ทิพย์) ของ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ทันทีว่า “เดี๋ยวปะให้ค่าาาาา”

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์

และแน่นอนหลังจากที่ชาวเน็ตทั้งหลายเห็นการตอบโต้สนทนากันในครั้งนี้ว่าคอมเมนต์หวานขนาดไหน มีหรือที่จะพลาด หลายคนต่างพากันเข้ามาถล่มคอมเมนต์แซวทั้งคู่จนไอจีแทบค้าง บ้างก็เอ็นดูในความขี้อ้อน บ้างก็พุ่งเป้าไปที่ความหวานของคู่นี้ เช่น

“ใครก็ได้ ส่งดินสอพอง 2ถุงใหญ่ไปบอสตันหน่อยครับ”

“สู้ๆนะครับ อย่ายอมแพ้นะครับ”

“เหมือนจะมีนะค้าาาา”

“อ้อนประชาชน อ้อนสาว”

“บ่นให้แฟนคลับ หรือบ่นให้แฟนครับ”

“ขอบคุณแทนทุกคนที่เดินทางนะคะนายก”

“เทคแคร์ครับผม”

“ฮิ้วววววววว”

“ไม่มีกี่โมงงงงงงค้าาาา”

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์
พิธา ลิ้มเจริญรัตน์

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจากอินสตาแกรม  pita.ig, อินสตาแกรม goyyog

พบแล้ว11ลำ DSIแกะรอยกลางทะเล เรือขนถ่ายกักตุนน้ำมัน

พบแล้ว11ลำ DSIแกะรอยกลางทะเล เรือขนถ่ายกักตุนน้ำมัน

พบแล้ว11ลำ DSIแกะรอยกลางทะเล เรือขนถ่ายกักตุนน้ำมัน

วันอาทิตย์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

พบแล้ว11ลำ DSIแกะรอยกลางทะเล เรือขนถ่ายกักตุนน้ำมัน

DSI เเกะรอยเจอแล้ว!! ไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน ใช้เรือ 11 ลำวิ่งตลอดเดือนมีนาคม 2569 เพื่อขนส่งน้ำมันกลางทะเลจ.สุราษฎร์ธานี พบความผิดปกติ 24 เที่ยว สาเหตุน้ำมันล่องหน 60 ล้านลิตร เร่งขยายผลพิรุธจากโรงกลั่นไปปลายทางตามเอกสารใบกำกับการขนส่งทางเรือ แย้ม บ.คลังน้ำมันรายใหญ่ในสุราษฎร์ฯ ใช้ไฟฟ้าพุ่งสูง

เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2569 แหล่งข่าวระดับสูงภายในกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่าจากกรณีเมื่อวันที่9 เม.ย. 2569 คณะกรรมการคดีพิเศษ(บอร์ด กคพ.) มีมติเอกฉันท์รับกรณีความผิดทางอาญาที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันเชื้อเพลิงตามนิยามกฎหมายว่าด้วยการค้าน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีผลกระทบจากเหตุการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่เกิดจากการกระทำของผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 หรือมาตรา 10 หรือผู้ค้าน้ำมันไม่ว่าจะจดทะเบียนตามกฎหมายหรือไม่ โดยทำเป็นขบวนการหรือมีความซับซ้อนหรือที่ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อประชาชนหรือกระบวนการภาคอุตสาหกรรม ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค. 2569เป็นต้นไป จนกว่าเหตุการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางจะสงบเป็นคดีพิเศษนั้น

ความคืบหน้าการสืบสวนสอบสวนคดีการกักตุนน้ำมัน ว่าจากการขยายผลตรวจสอบของคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ พบข้อมูลสำคัญกรณีน้ำมันเชื้อเพลิงที่พบความผิดปกติระหว่างขนส่งกลางทะเลจังหวัดสุราษฎร์ธานี จำนวน 60 ล้านลิตร
จากเรือจำนวน 24 เที่ยว ที่มีพฤติการณ์วิ่งเรือล่าช้า ประวิงเวลา หรือวิ่งเรือโดยไม่เป็นไปตามเส้นทางปกติ ซึ่งปริมาณน้ำมัน 60 ล้านลิตรดังกล่าว คือตัวเลขปริมาณน้ำมันล่าสุดจากที่ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) เคยตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีน้ำมันหายไป 57 ล้านลิตร อย่างไรก็ตาม หากย้อนดูข้อมูลการสืบสวนก่อนหน้านี้ ในห้วงเดือนมี.ค. 2569 พบว่ามีจำนวนเที่ยวเรือ 20 เที่ยวมาเกี่ยวข้องกับการขนส่งน้ำมันปริมาณ57 ล้านลิตร ที่หายกลางทะเลจังหวัดสุราษฎร์ธานี แต่ปัจจุบันนี้คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษขยายผลจากไทม์ไลน์วันที่ 1-31 มี.ค. จึงเจอเพิ่มเติมเป็น24 เที่ยวเรือ

ดังนั้น ปริมาณน้ำมันที่เกี่ยวข้องจึงเพิ่มเป็น 60 ล้านลิตร ที่เข้าข่ายพฤติการณ์เป็นการประวิงเวลา ชะลอการเดินเรือ และปฏิเสธการจำหน่ายน้ำมัน โดยมีวัตถุประสงค์อื่นซึ่งไม่สามารถสำแดงได้ ส่วนจะมีน้ำมันหายไปเท่าไรจากใน 60 ล้านลิตรนี้
ก็ต้องให้ทาง ศรชล. ตรวจสอบ และนอกจากนี้ ยังแกะรอยพบแล้วว่ามีจำนวนเรือที่เข้ามาเกี่ยวข้องแล้วจำนวน11 ลำ ซึ่งต้องขยายผลต่อไป ทั้งนี้ กรณีที่เรือมีจำนวนลำน้อยกว่าเที่ยวเรือก็เนื่องมาจากเรือ 1 ลำ อาจวิ่งถึงสองเที่ยวในเวลา 1 เดือน ส่วนชื่อบริษัทที่เป็นเจ้าของเรือ 11 ลำ ยังอยู่ระหว่างการขยายผล

“เบื้องต้นเรือ 11 ลำ ส่วนใหญ่เป็นเรือสัญชาติไทย และวิ่งในน่านน้ำเขตกรุงเทพมหานคร แหลมฉบัง ศรีราชา มาบตาพุด ก่อนลงสู่พื้นที่ภาคใต้ โดยพฤติการณ์การวิ่งของเรือนั้นเริ่มต้นด้วยการไปรับน้ำมันที่โรงกลั่นที่อยู่ในช่องอาภัณฑุปกรณ์ ซึ่งจะมีในมาบตาพุด จ.ระยอง และ อ.ศรีราชาจ.ชลบุรี และโรงกลั่นในกรุงเทพมหานครจากนั้นวิ่งไปยังบริษัทคลังน้ำมันในจังหวัดสุราษฎร์ธานี

ทั้งนี้ ระหว่างที่เรือล่องอยู่ในน่านน้ำนั้น คือสิ่งที่ต้องไปตรวจสอบดูว่ามีความผิดปกติในเส้นทางเดินเรืออย่างไรบ้าง เพราะตามหลักการแล้วเรือจากกรุงเทพมหานครไปยังปลายทางสุราษฎร์ธานี จะใช้เวลาวิ่งประมาณ35-40 ชม. โดยที่ยังไม่มีเงื่อนไขอื่นอย่างหลักอุทกศาสตร์ (Hydrography) จำพวกมรสุมต่างๆ มาเป็นอุปสรรค แต่พอห้วงวันที่ 20-25 มี.ค. 2569 โดยเฉพาะกรณีเช้าวันที่ 26 มี.ค. 2569เวลา 05.00 น. หลังจากคืนวันที่ 25 มี.ค.2569 คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติเห็นชอบปรับลดอัตราชดเชยราคาน้ำมันดีเซลและกลุ่มเบนซิน ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกทุกชนิดปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง6 บาทต่อลิตรในวันเดียว นี่คือจุดสำคัญที่คณะพนักงานสอบสวนไปดูจำนวนเรือและจำนวนเที่ยวเรือที่มีการวิ่งในน่านน้ำช่วงวันที่ 20-25 มี.ค. 2569 และได้พบกับความผิดปกติ ว่าเรือที่วิ่งลอยตัวอยู่ในน่านน้ำช่วงนั้น ประมาณ 24 เที่ยว (11 ลำ) มีการยืดระยะเวลาการเดินเรือออกไปมากกว่า 24 ชม. (1 วัน) หรือบางทีก็มากกว่า 48 ชม.(2 วัน) หรือแม้กระทั่งมากกว่า 72 ชม.(3 วัน) ซึ่งปกติแล้วเรือ 1 ลำ เฉลี่ยบรรทุกขนส่งน้ำมัน 2-3 ล้านลิตร ฉะนั้น หากต้นทางและปลายทางเหลือปริมาณน้ำมันไม่เท่ากันกับที่ระบุในใบขนส่ง ก็ต้องตรวจสอบว่าเกิดจากเหตุใดเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงว่ามันมีการเล็ดลอดของน้ำมันเชื้อเพลิงระหว่างทางหรือไม่” แหล่งข่าวฯกล่าว

แหล่งข่าวระดับสูงฯ เผยอีกว่า สำหรับการแกะรอยของคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษจะต้องย้อนไล่ตรวจสอบไปดูตัวเลขการขนส่งน้ำมันตั้งแต่ต้นทาง ระหว่างทาง และปลายทางโดยเฉพาะเรือที่เข้ามาเกี่ยวข้องในการขนส่งน้ำมันได้วิ่งตามเส้นทางเดินเรือปกติหรือไม่ ซึ่งสิ่งที่จะใช้เป็นพยานหลักฐานยืนยันได้ ก็คือ ใบกำกับการขนส่งทางเรือที่จะบ่งบอกได้ว่าเรือลำต่างๆ มีการวิ่งไปพักหรือชะลอที่ไหนบ้างหรือไม่ หรือแวะเติมน้ำมันที่ไหนบ้าง เป็นต้น เพราะเส้นทางต่างๆ หน่วยงานเกี่ยวข้องจะมีข้อมูลอยู่แล้ว อาทิ กรณีจังหวัดอุดรธานี ทางศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) และกรมเจ้าท่า จะเป็นผู้ถือข้อมูล ซึ่งในกรณีจากจังหวัดเชียงใหม่ไปกรุงเทพมหานคร โดยมีกรมสรรพสามิต กรมธุรกิจพลังงาน และบริษัทคลังน้ำมันในพื้นที่เป็นผู้ถือข้อมูล ซึ่งตัวเลขทั้งหมดในแต่ละจุดจะต้องนำมาเปรียบเทียบกันให้เห็นภาพรวมว่ามีความผิดปกติตรงไหนบ้างหรือไม่ ซึ่งส่วนนี้เป็นเรื่องที่คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษต้องใช้เวลาในการดูให้ครบถ้วนรอบด้าน

แหล่งข่าวระดับสูงฯ เผยต่อว่า สำหรับความผิดปกติอีกหนึ่งอย่างที่พบคือบริษัทคลังน้ำมันรายใหญ่ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี มีอัตราการใช้ไฟฟ้าสูงขึ้นหลังประกาศปรับราคาน้ำมัน โดยเฉพาะในช่วงวันที่ 26-27 มี.ค. 2569 นอกจากนี้ ยังมีในส่วนของบริษัท, คลังน้ำมัน, สถานีบริการน้ำมัน ในจังหวัดปทุมธานี, ระยอง และสมุทรสาคร ที่พบอัตราการใช้ไฟฟ้าสูงขึ้น เพราะการใช้ไฟฟ้ามันคือแรงดันในการสร้าง ไม่เว้นแม้แต่สถานีให้บริการน้ำมัน ทุกครั้งที่กดหนึ่งหัวจ่าย ก็คิดเป็น7 บาท จึงต้องมีการใช้ไฟฟ้าอยู่แล้ว

ทั้งนี้ มีรายงานเพิ่มเติมด้วยว่า ในส่วนสำนวนการสืบสวนสอบสวนที่รับผิดชอบโดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ นำโดย พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้บัญชาการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่ได้เปิดปฏิบัติการสนธิกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) กองปฏิบัติการคดีพิเศษภาคเจ้าหน้าที่กรมธุรกิจพลังงาน เจ้าหน้าที่พาณิชย์จังหวัด เมื่อวันที่ 8 เม.ย. 2569 เข้าตรวจสอบพื้นที่เป้าหมายซึ่งเป็นโรงกลั่นขนาดย่อยและบริษัทคลังน้ำมันใน 3 จังหวัดดังกล่าว จะต้องมีการส่งรายละเอียดข้อมูลโอนมาให้คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เพราะพฤติการณ์ทางคดีเข้าข่ายตามมติคณะกรรมการคดีพิเศษ (บอร์ด กคพ.) โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับเรื่องการประวิงเวลาจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิง การชะลอ และการกักตุน เพราะหลักฐานเบื้องต้น ในเรื่องของอัตราการใช้ไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นของบริษัทในจังหวัดปทุมธานี ค่อนข้างชัดเจนว่า เดิมในช่วงวันที่ 20-25 มี.ค. 2569 กับช่วงวันที่ 26-28 มี.ค. 2569 มีความแตกต่างของอัตราการใช้ไฟฟ้าอย่างมาก ซึ่งก่อนหน้านี้ใช้อัตราไฟฟ้าไม่เกิน 500 กิโลวัตต์ แต่ช่วงหลังกลับใช้อัตราไฟฟ้าพุ่งสูงไปถึง 1,600 กิโลวัตต์ ซึ่งก็ต้องนำไปเปรียบเทียบกับเอกสารใบสั่งซื้อ เพราะถ้าหากบริษัทคลังน้ำมันปลายทางที่จะต้องรับ มีจำนวนการสั่งของแล้ว หรือลูกค้ามีจำนวนการสั่งของแล้วเหมือนกันแต่คลังน้ำมันไม่ปล่อยจำหน่ายในช่วงเวลานั้น ก็เข้าข่ายมีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542
มาตรา 25 (5) (12) ประกอบมาตรา 30และมาตรา 31 เช่นกัน

ครม.อนุมัติช่วยประชาชน ทุ่ม7.7พันล้าน บรรเทาวิกฤตด้านพลังงาน ต่อลมหายใจภาคธุรกิจ

ครม.อนุมัติช่วยประชาชน ทุ่ม7.7พันล้าน บรรเทาวิกฤตด้านพลังงาน ต่อลมหายใจภาคธุรกิจ

ครม.อนุมัติช่วยประชาชน ทุ่ม7.7พันล้าน บรรเทาวิกฤตด้านพลังงาน ต่อลมหายใจภาคธุรกิจ

วันอาทิตย์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ครม.อนุมัติช่วยประชาชน ท่ม7.7พันล้าน บรรเทาวิกฤตด้านพลังงาน ต่อลมหายใจภาคธุรกิจ ขนส่ง/เกษตรกรได้หมด เอกนัฏแย้มดีเซลลดอีก การันตีไม่ขาดแคลนแน่

ครม. เคาะงบกลางกว่า 7.7พันลบ. เดินหน้าช่วยเหลือประชาชนเกษตรกรรับมือราคาพลังงานสูง อุ้มต้นทุนอุดหนุนน้ำมันขนส่งเอกชน 42 วันออกสินเชื่อติดโซลาร์เซลล์และจัดกิจกรรมลดค่าครองชีพ “ขิง” แย้มราคาน้ำมันมีโอกาสลดลงอีก การันตีไม่ขาดแคลนแน่นอน

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่าเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2569 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบมาตรการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง เพื่อเป็นการบรรเทาผลกระทบและป้องกันความเสี่ยงทางเศรษฐกิจจากสถานการณ์ดังกล่าว ที่อาจส่งผลให้เกิดภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวควบคู่กับอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น (Stagflation) ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วน รัฐบาลจึงได้มี (1) มาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนกลุ่มเปราะบาง ภาคขนส่ง และเกษตรกรท่ามกลางสถานการณ์ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง รวมทั้ง (2) มาตรการสนับสนุนให้ประชาชนและผู้ประกอบการปรับตัว (Transform) และหันมาใช้พลังงานสะอาดทดแทนน้ำมันให้มากขึ้น และมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการและภาคการเกษตรที่เป็นต้นน้ำของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของประเทศให้ได้รับความช่วยเหลืออย่างทั่วถึง และมีสภาพคล่องเพียงพอต่อการดำเนินธุรกิจและการทำการเกษตร โดยรัฐบาลคาดหวังว่ามาตรการให้ความช่วยเหลือดังกล่าวจะเป็นการแบ่งเบาภาระและช่วยลดต้นทุนให้แก่ผู้ประกอบการและเกษตรกร ซึ่งจะช่วยลดการส่งผ่านภาระต้นทุนไปสู่ผู้บริโภค โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบมาตรการเพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ดังนี้

บรรเทาผลกระทบประชาชน

1. มาตรการบรรเทาผลกระทบสำหรับประชาชน

1.1 กลุ่มเปราะบาง : รัฐบาลมีมาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 13.22 ล้านคน โดยการขยายวงเงินค่าซื้อสินค้าอุปโภค-บริโภคเพิ่มขึ้นจาก 300 บาท เป็น 400 บาท ระยะเวลา1 เดือน ตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน 2569 ถึงวันที่ 12 พฤษภาคม 2569

1.2 กลุ่มประชาชนทั่วไป : เตรียมพร้อมประชาชนทั่วไปสำหรับการปรับตัวและเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานสะอาดเพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของวิกฤติพลังงาน ดังนี้

1.2.1 ธนาคารออมสินดำเนินโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) GSB สำหรับการปรับตัวเพื่อความยั่งยืนทางพลังงานสำหรับประชาชน(โครงการสินเชื่อปรับตัวเพื่อความยั่งยืนฯ)วงเงินโครงการ 5,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนสินเชื่อให้แก่ประชาชนในการปรับตัวด้านพลังงาน เช่น การติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์(Solar Cell) การจัดซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ EV เป็นต้น วงเงินสินเชื่อต่อรายไม่เกิน 2 ล้านบาทระยะเวลาโครงการ 5 ปี โดยมีดอกเบี้ยอัตราพิเศษ และยื่นขอสินเชื่อได้ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2570

1.2.2 ธนาคารอาคารสงเคราะห์ยังสนับสนุนสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษเพื่อประหยัดพลังงาน ประกอบด้วย (1) สินเชื่อบ้านอยู่เย็นเป็นสุข สำหรับผู้ที่ต้องการซื้อ ปลูกสร้าง ต่อเติม ซ่อมแซม ปรับปรุง และซื้ออุปกรณ์ที่เกี่ยวกับระบบพลังงานทดแทน อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้นร้อยละ 2.20 ต่อปี ระยะเวลาการกู้สูงสุด 40 ปี ยื่นรับคำขอสินเชื่อถึงวันที่ 30 เมษายน 2569(2) สินเชื่อบ้านเบอร์ 5 สำหรับผู้ที่ต้องการซื้อ ปลูกสร้าง และรีไฟแนนซ์ที่อยู่อาศัยที่ได้รับการรับรองคุณสมบัติบ้านเบอร์ 5 จากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย อัตราดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 2.69 ต่อปี ใน 2 ปีแรก ระยะเวลาการกู้สูงสุด 40 ปี รับคำขอสินเชื่อถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2569 และ(3) สินเชื่อ Solar Roof สำหรับลูกค้าสวัสดิการที่หน่วยงานทำข้อตกลงโครงการสวัสดิการเงินกู้ที่อยู่อาศัย ที่ต้องการกู้เพิ่มเพื่อซื้อ Solar Roof วงเงินสูงสุดไม่เกิน 300,000 บาท

ช่วยภาคเกษตรกรด้วย

2. มาตรการบรรเทาผลกระทบสำหรับภาคการเกษตร

ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรดำเนินโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งเพื่อลดต้นทุนการผลิต วงเงินสินเชื่อ 30,000 ล้านบาทเพื่อสนับสนุนแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำให้เกษตรกรในการจัดซื้อปัจจัยการผลิตและมีการอบรม/เรียนรู้ทักษะที่เกี่ยวข้อง รวมถึงมีการวิเคราะห์การใช้ปุ๋ยให้เหมาะกับสภาพดิน พืช และพื้นที่ด้วย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการประกอบอาชีพและยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 6 ต่อปี ทั้งนี้ เมื่อเกษตรกรผู้กู้ปฏิบัติได้ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไข รัฐบาลจะชำระดอกเบี้ยแทนเกษตรกรร้อยละ 3 ต่อปี วงเงินสินเชื่อต่อรายสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาทระยะเวลาชำระคืนเงินกู้ ไม่เกิน 12 เดือนระยะเวลาโครงการ 3 ปี

ช่วยเหลือผู้ประกอบการ

3. มาตรการบรรเทาผลกระทบสำหรับผู้ประกอบการ

3.1 คู่สัญญาภาครัฐ : เพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางให้แก่ผู้ประกอบการที่เป็นคู่สัญญากับภาครัฐ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจและลูกจ้างของคู่สัญญาภาครัฐ กรมบัญชีกลางจึงได้ผ่อนปรนเกณฑ์การจัดซื้อจัดจ้าง เช่น กรณีที่ผู้ชนะการจัดซื้อจัดจ้างที่ไม่สามารถลงนามในสัญญาได้ให้ถือว่ามีเหตุผลสมควรและไม่เป็นผู้ทิ้งงานพร้อมคืนหลักประกัน สำหรับสัญญาที่ลงนามแล้วหากได้รับผลกระทบอาจเจรจาหยุดงานชั่วคราวได้ตามความเหมาะสม กรณีที่ลงนามสัญญาแล้วแต่ยังไม่ได้เริ่มงาน หน่วยงานของรัฐสามารถใช้ดุลยพินิจเลิกสัญญาและคืนหลักประกันได้ เป็นต้น พร้อมทั้งขยายราคากลางงานก่อสร้างของราคาน้ำมันเชื้อเพลิงดีเซลให้อยู่ที่อัตรา 51.00-69.99 บาทต่อลิตร เพื่อให้การคำนวณราคากลางสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและสำนักงบประมาณได้ดำเนินการให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจและหน่วยงานอื่นของรัฐ เร่งรัดการโอน/เปลี่ยนแปลงเงินจัดสรร เพื่อเป็นเงินชดเชยค่างานสิ่งก่อสร้างของสัญญาแบบปรับราคาได้ (ค่า K) ที่ได้รับอนุมัติวงเงินแล้ว รวมทั้งปรับปรุงและทบทวนเงื่อนไข หลักเกณฑ์ และวิธีการคำนวณสัญญาแบบปรับราคาได้ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน เพื่อรองรับความผันผวนของราคาน้ำมันและราคาวัสดุ

อุ้มเอสเอ็มอีให้พ้นภัย

3.2 มาตรการสำหรับ SMEs :กระทรวงการคลังร่วมกับธนาคารออมสินดำเนินโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) GSB พลิกฟื้นธุรกิจไทยวงเงิน 100,000 ล้านบาท โดยผู้ประกอบการที่ต้องการลงทุนเพื่อปรับตัว (Transformation) ทั้งในด้านความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ดิจิทัล เทคโนโลยี เป็นต้น สามารถขอรับความช่วยเหลือตามมาตรการดังกล่าวนี้ได้ นอกจากนี้ ยังมีโครงการสินเชื่อ SME Green Productivityของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย เพื่อเป็นเงินลงทุน และ/หรือเงินทุนหมุนเวียนให้กับผู้ประกอบการ SMEs ในการยกระดับและเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมสีเขียว ซึ่งโครงการดังกล่าวครอบคลุมผู้ประกอบการที่มีกระบวนการผลิตหรือเทคโนโลยีลดการใช้พลังงาน ระบบพลังงานทดแทน และเชื่อมโยงไปสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle : EV) และรถสมัยใหม่ที่ปล่อยมลพิษต่ำ โดยอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 3 ต่อปี ใน 3 ปีแรกวงเงินไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อราย และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย ได้มีมาตรการ EXIM Support Plus เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนให้กับผู้ส่งออกไทยที่ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงหรือทางอ้อมจากสถานการณ์ดังกล่าวที่ทำให้ต้นทุนขนส่งสูงขึ้น โดยคิดอัตราดอกเบี้ยสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย ร้อยละ 4.00 ต่อปี และยังมีโครงการประกันการส่งออกด้วยอัตราเบี้ยประกันพิเศษสำหรับประกันความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากวิกฤตตะวันออกกลาง

อุดหนุนภาคการขนส่ง

4. มาตรการบรรเทาผลกระทบสำหรับภาคขนส่งคณะรัฐมนตรีได้สนับสนุนงบประมาณเพื่อช่วยอุดหนุนค่าน้ำมันแก่ภาคขนส่งเป็นระยะเวลารวม 42 วัน (ตั้งแต่ 20 เมษายน-31 พฤษภาคม 2569) ในวงเงินจำนวนรวม 2,061 ล้านบาท ให้แก่1) กลุ่มรถบรรทุกไม่ประจำทาง(รถบรรทุกขนาดใหญ่ 10 ล้อขึ้นไป และรถบรรทุกขนาดเล็กน้อยกว่า 10 ล้อ)จำนวน 1,354 ล้านบาท 2) กลุ่มรถจักรยานยนต์สาธารณะ จำนวน 97 ล้านบาท 3) กลุ่มรถโดยสารสาธารณะหมวด 2 และหมวด 3 (รถตู้โดยสาร และรถมินิบัส) จำนวน 81 ล้านบาท 4) กลุ่มรถโดยสารสาธารณะหมวด 4 จำนวน 9 ล้านบาท 5) กลุ่มรถแท็กซี่ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง จำนวน 8 ล้านบาท 5) กลุ่มรถโดยสารไม่ประจำทาง จำนวน 311 ล้านบาท และ 6) สนับสนุนเงินให้บริษัท ขนส่ง จำกัด เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายกลุ่มประชาชนที่เดินทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์โดยในช่วง 6-19 เมษายน 2569 จำนวน 200 ล้านบาท

ลดการใช้งบประมาณภาครัฐ

นายเอกนิติ ยังได้เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีได้มอบหมายให้สำนักงบประมาณดำเนินการพิจารณาลดการใช้งบประมาณของหน่วยงานภาครัฐไม่ว่าจะเป็นงดการเดินทางไปศึกษาดูงาน หรือฝึกอบรมในต่างประเทศ และปรับรูปแบบการดำเนินการเป็นการศึกษาดูงานหรือจัดกิจกรรมภายในประเทศแทน รวมทั้งลดการใช้พลังงานในหน่วยงานภาครัฐ โดยให้มีการปฏิบัติหน้าที่จากที่พักอาศัยของตนเอง (Work from Home)ในส่วนงานที่ไม่กระทบต่อการให้บริการประชาชน เพื่อลดการใช้พลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทรัพยากรของภาครัฐ

รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มุ่งมั่นดำเนินมาตรการข้างต้นเพื่อเร่งบรรเทาผลกระทบให้แก่เกษตรกรรายย่อย ประชาชน และผู้ประกอบการให้สามารถกลับมาดำเนินธุรกิจและใช้ชีวิตตามปกติได้โดยเร็ว เพื่อเป็นการป้องกันความเสี่ยงทางเศรษฐกิจผ่านการสร้างนิเวศทางธุรกิจ (Ecosystem)ที่เอื้อต่อการเติบโตของผู้ประกอบการ และวางรากฐานให้ภาคธุรกิจฟื้นตัวและขับเคลื่อนต่อไปได้อย่างยั่งยืนและครอบคลุมในทุกมิติ

จัด7.7พันล้านช่วยประชาชน

ต่อมา นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2569 มีมติอนุมัติงบกลางกว่า 7,742 ล้านบาท แบ่งเป็น 3 ด้านดังนี้

1) ดูแลกลุ่มเปราะบาง โดยใช้งบกลาง 6,022.85 ล้านบาท สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดสวัสดิการแก่ผู้มีสิทธิฯ ตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2565 จำนวน 4,700 ล้านบาท อย่างต่อเนื่องในปีงบฯ2569 ต่อไป และสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินมาตรการบรรเทาผลกระทบให้แก่กลุ่มเปราะบางตามมติ ครม.(26 มีนาคม 2569) จำนวน 1,322.85 ล้านบาท

2) มาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการขนส่ง ผู้ขับรถรับจ้างที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง และผู้ประกอบการขนส่งสินค้าแบบไม่ประจำทาง ใช้งบกลาง 1,458 ล้านบาท และจะใช้งบฯ จากกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน (กปถ.) อีก 601 ล้านบาทเพื่อสมทบมาตราการนี้ ซึ่งจะดูแลรถจำนวน 467,507 แสนคัน ใน 2 กลุ่มหลัก
ได้แก่

1. ผู้ประกอบการขนส่งและผู้ขับรถรับจ้างที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง จำนวนรถรวม 180,332 คัน

2. ผู้ประกอบการขนส่งสินค้าแบบไม่ประจำทาง จำนวน 287,175 คัน โดยการโอนเงิน จะเป็นการจ่ายผ่านพร้อมเพย์ แก่ผู้ประกอบการที่มีชื่อในระบบของกระทรวงคมนาคม และจะมีการเปิดให้แจ้งข้อมูลในลำดับต่อไป

บรรเทาความเดือดร้อนประชาชน

3) มาตรการบรรเทาค่าครองชีพประชาชน โดยใช้งบกลาง 260.60 ล้านบาท
ผ่าน 3 โครงการสำคัญ ได้แก่

1. โครงการ “ธงเขียวราคาประหยัดพลัส” จัดจำหน่ายสินค้าเกษตรและปัจจัยการผลิตในราคาประหยัด ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศช่วยลดต้นทุนเกษตรกรได้ 150 ล้านบาทส่งผลให้เกษตรกรมีเงินไว้ใช้ในครัวเรือนเพิ่มขึ้น

2. โครงการ “เยียยวยาลดค่าครองชีพประชาชน” ผ่านงานธงฟ้ารถโมบาย และรถพุ่มพวง จัดทั่วประเทศคาดช่วยลดภาระประชาชน ไม่น้อยกว่า228 ล้านบาท

3. โครงการ “ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SME ไทย” จัดกิจกรรมส่งเสริมการขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์คาดสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการไม่น้อยกว่า 150 ล้านบาท

ทั้ง 3 โครงการจะช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าอุปโภค-บริโภคที่จำเป็นในราคาที่เหมาะสม ขณะเดียวกันยังเป็นการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าให้แก่ผู้ผลิต เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการ SME ส่งผลให้มีรายได้เพิ่มขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว

มีลุ้นน้ำมันลดราคาอีก

วันเดียวกัน นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน กล่าวถึงสถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในขณะนี้ ว่าดีขึ้นกว่าเดิมเยอะ จากที่เคยขาดทุนมากสุดวันละ2,500 ล้านบาท ตอนนี้อยู่ที่วันละประมาณ 400-500 ล้านบาท เป็นระดับที่สามารถบริหารจัดการได้

ผู้สื่อข่าวถามว่าราคาน้ำมันจะลดลงอีกหรือไม่ นายเอกนัฏกล่าวว่า จะพิจารณาให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ขณะนี้สถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางน่าจะเป็นข่าวดี เพราะกำลังมีการเจรจากันแต่ผลการเจรจายังไม่แน่นอน และล่าสุดเห็นว่าราคาน้ำมันดิบลดลงไปเล็กน้อย ส่วนน้ำมันสำเร็จรูป เช่น น้ำมันดีเซลที่ตลาดสิงคโปร์ 4-5 วันที่ผ่านมามีการปรับราคาลดลงจาก 300 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ เหลือ 200 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคาดว่าน่าจะสามารถปรับราคาหน้าปั๊มลงได้ในระดับหนึ่ง

เมื่อถามว่าหลังวันหยุดสงกรานต์มีโอกาสที่น้ำมันจะลดลงหรือไม่ นายเอกนัฏ กล่าวว่า แม้จะเป็นวันหยุด แต่ตนเองไม่ได้หยุดซึ่งมีภารกิจอยู่ 2 ภารกิจ คือการติดตามให้มีน้ำมันใช้อย่างเพียงพอรวมไปถึงการสรรหาน้ำมันดิบมาสำรองไว้ให้ได้มากที่สุดในประเทศ เพื่อรองรับสถานการณ์หากสถานการณ์บานปลาย และภารกิจที่ 2 คือการติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลก และสถานการณ์ความไม่แน่นอนในพื้นที่ตะวันออกกลาง เพื่อประเมินสถานการณ์ว่าราคาน้ำมันจะเป็นอย่างไร ซึ่งหน้าที่ของกองทุนน้ำมันคือการประเมินสถานการณ์ เพราะหาก ราคาตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น หรือลดลง ในที่สุดก็ต้องมีการปรับราคาตาม

ไม่ออกพ.ร.ก.เงินกู้

เมื่อถามว่า ได้คุยกับกระทรวงการคลังแล้วหรือไม่ กรณีที่จะไม่ค้ำประกันเงินกู้ของกองทุนน้ำมัน นายเอกนัฏ กล่าวว่าอยู่ที่สถานะการเงินของกองทุนน้ำมัน ซึ่งก่อนเกิดวิกฤตสถานะของกองทุนเป็นบวก แต่ช่วงวิกฤต จนถึงวันนี้สถานะกองทุนติดลบ เกือบ 60,000 ล้านบาทซึ่งช่วงวิกฤตหนักสุดขาดทุนวันละ 2,500 ล้านบาท แต่วันนี้สถานะดีขึ้น คือขาดทุนหลักร้อยล้านบาทต่อวันดังนั้นหากกองทุนสามารถหาแหล่งเงินกู้ได้ และบริหารสภาพคล่องได้ คงไม่จำเป็นต้องออก พ.ร.ก.กู้เงินเพื่อให้อำนาจกระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้ของกองทุนน้ำมัน แต่ถ้ามีความจำเป็นก็ได้มีการเตรียมพร้อมรอไว้แล้ว

ติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด

เมื่อถามย้ำว่าจะมีการเรียกโรงกลั่นเข้ามาพูดคุยถึงค่าการกลั่นอีกหรือไม่ นายเอกนัฏ กล่าวว่า ตอนนี้ได้เตรียมไว้หลายกลไกในการพยุงราคาน้ำมัน ไม่ใช่เฉพาะกองทุนอย่างเดียว รวมไปถึงให้โรงกลั่นลดราคาหน้าโรงงานด้วย ซึ่งการแสดงความรับผิดชอบและแบ่งเบาภาระราคาในส่วนนี้ จะมีการพิจารณาเป็นรอบๆ เพราะราคาค่าการกลั่นมีขึ้น มีลงตามสถานการณ์ ต้องดูตัวเลขจริงว่าต้นทุนที่เพิ่มขึ้นมีเท่าไหร่ โดยในช่วงเดือนมี.ค.ประเมิน ว่าตัวเลขทั้งเดือน ค่าการกลั่นอยู่ที่ราว 2 บาท ซึ่งเป็นส่วนลดราคาอ้างอิงจากสิงคโปร์

เตือนหยุดซ้ำเติมคนไทย

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล นายพิชิต ไชยมงคล และนายนัสเซอร์ ยีหมะ แกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ได้เดินทางมา ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อนายกรัฐมนตรี ให้ดำเนินการอย่างเร่งด่วนในการช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ในปัญหาด้านเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นค่าของชีพ หรือราคาน้ำมันที่สูงขึ้นทุกวัน ทำให้ข้าวของเครื่องใช้สิ่งอุปโภค-บริโภค สิ่งของจำเป็นของที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ขยับตัวสูงขึ้น

พร้อมกันนี้ ได้เสนอ 6 ข้อเรียกร้องเร่งด่วนต่อรัฐบาล ได้แก่ 1.ให้นายกรัฐมนตรีเป็นเจ้าภาพปรับโครงสร้างพลังงานทั้งระบบ น้ำมัน-ไฟฟ้า-ก๊าซ 2.ลดค่าการกลั่นตามต้นทุนจริง ลดภาษีสรรพสามิต และควบคุมค่าการตลาดไม่เกินระดับที่เหมาะสม 3.ยกเลิกการอ้างอิงราคา MOPS สิงคโปร์ หันมาใช้ระบบ “ต้นทุนจริง + กำไรที่เหมาะสม”4.เปิดเผยหลักเกณฑ์กองทุนน้ำมันอย่างโปร่งใส 5.ปฏิรูปกองทุนน้ำมันสู่ “คลังน้ำมันสำรองแห่งชาติ”6.จัดตั้งองค์กรพลังงานแห่งชาติ แยกโครงสร้างพื้นฐานออกจากเอกชนให้อยู่ภายใต้รัฐ

ท้ายที่สุด คปท.ย้ำชัดว่า “พลังงานคือเสาหลักของประเทศ” หากประชาชนยังถูกซ้ำเติม ความมั่นคงของชาติย่อมสั่นคลอน พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งลงมือ “ก่อนวิกฤตจะลุกลามเกินเยียวยา”

ต่อมานายภราดร ปริศนานันทกุลรมว.ประจำสำนักนายกฯ พร้อมนายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทยนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม และนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย ได้เดินทางออกมารับหนังสือ พร้อมนำเรียนนายกรัฐมนตรีต่อไป