นายกรัฐมนตรีเปิดงาน ‘มหกรรมผ้าไหม ไหมไทยสู่เส้นทางโลก ครั้งที่ 15’ ผลงานดีไซเนอร์รุ่นใหม่สะท้อนเอกลักษณ์ผ้าไหมไทยผ่านดีไซน์ร่วมสมัย

นายกรัฐมนตรีเปิดงาน ‘มหกรรมผ้าไหม ไหมไทยสู่เส้นทางโลก ครั้งที่ 15’ ผลงานดีไซเนอร์รุ่นใหม่สะท้อนเอกลักษณ์ผ้าไหมไทยผ่านดีไซน์ร่วมสมัย

นายกรัฐมนตรีเปิดงาน ‘มหกรรมผ้าไหม ไหมไทยสู่เส้นทางโลก ครั้งที่ 15’ ผลงานดีไซเนอร์รุ่นใหม่สะท้อนเอกลักษณ์ผ้าไหมไทยผ่านดีไซน์ร่วมสมัย

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.03 น.

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานงาน “มหกรรมผ้าไหม ไหมไทยสู่เส้นทางโลก ครั้งที่ 15” เเละ พิธีมอบรางวัลโครงการประกวด The Next Big Silk Designer Contest ครั้งที่ 7 ประจำปี พ.ศ. 2569” โดยมี นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม คณะรัฐมนตรี นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม นายกสมาคมส่งเสริมผ้าไหมและวัฒนธรรมไทย ผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ  ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา นิสิต นักศึกษา เข้าร่วม ณ หอประชุมกองทัพเรือ กรุงเทพมหานคร

งาน “มหกรรมผ้าไหม ไหมไทยสู่เส้นทางโลก ครั้งที่ 15” จัดขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 48 พรรษา พร้อมทั้งส่งเสริมให้ประชาชนเห็นคุณค่าและความสำคัญของผ้าไหมไทยในฐานะมรดกทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่า ตลอดจนเป็นการเผยแพร่ภาพลักษณ์และเสน่ห์ของผ้าไหมไทยสู่สายตานานาชาติ ผ่านความร่วมมือกับคณะทูตานุทูตประจำประเทศไทย

รัฐบาล โดยกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมทุนทางวัฒนธรรมของไทย เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยสู่เวทีนานาชาติ โดยเฉพาะ “ผ้าไหมไทย” ซึ่งถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า และเป็นเอกลักษณ์สำคัญที่สะท้อนภูมิปัญญาและวิถีชีวิตของคนไทย อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมการเลี้ยงไหมและการทอผ้าไหมให้เป็นอาชีพเสริม สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ตามพระราชดำรัสของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ทั้งนี้ งานจัดขึ้นโดยความร่วมมือของกระทรวงวัฒนธรรม สมาคมส่งเสริมผ้าไหมและวัฒนธรรมไทย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กรมประชาสัมพันธ์ หน่วยงานภาครัฐเเละเอกชน ซึ่งสะท้อนถึงเจตนารมณ์ร่วมกันในการยกระดับผ้าไหมไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ซึ่งการจัดงานในปีนี้แบ่งออกเป็น 2 ช่วง เริ่มต้นด้วย พิธีเปิดที่จัดขึ้นในวันที่ 6 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมาน ณ หอประชุมกองทัพเรือ และนิทรรศการ ในวันที่ 9 – 14 มิถุนายน 2569 ณ Nex Hall ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน กรุงเทพมหานคร

สำหรับพิธีเปิดสุดอลังการ จุดประกายแฟชั่นผ้าไหมไทยสู่สากล 6 มิถุนายน 2569 เริ่มด้วยถวายราชสักการะหน้าพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี จากนั้นประธานเเละคณะ เดินชมนิทรรศการ พร้อมชมวิดีทัศน์รำลึกถึงสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ชุด “สองพระบารมี หนึ่งมรดกไทย : ตำนานผ้าไหมสู่เวทีโลก รวมถึงวิดีทัศน์เทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เเละวิดีทัศน์ Fashion TV  ต่อเนื่องด้วยการแสดง แฟชั่นโชว์ ชุดไทยพระราชนิยมเเละชุดผ้าไหม โดยได้รับเกียรติจากคณะรัฐมนตรี ผู้แทนรัฐบาลไทย เอกอัครราชทูตและคู่สมรส ตัวเเทนกงสุลกิตติมศักดิ์ เอกอัครราชทูตประจําประเทศไทย ร่วมเดินแบบบนเวที 90 ประเทศ ที่พร้อมใจกันสวมใส่ชุดไทยพระราชนิยมเเละชุดผ้าไหมไทยอันงดงาม ผ่านการแสดงศิลปวัฒนธรรม 6 องก์ ซึ่งสะท้อนถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่ผสานเข้ากับผ้าไหมไทยอย่างลงตัว จากนั้น  H.E. Ms. Millicent Cruz Paredes เอกอัครราชทูตอาวุโสของคณะกรรมการการจัดงาน เอกอัครราชทูตฟิลิปปินส์ กล่าวขอบคุณผู้ที่มาร่วมงาน

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีนิทรรศการแสดงผลงานและพิธีมอบรางวัลชนะเลิศจากการประกวดชุดผ้าไหมร่วมสมัย  “The Next Big Silk Designer Contest ครั้งที่ 7” เพื่อส่งเสริมนักออกแบบรุ่นใหม่ที่สร้างสรรค์ผลงานได้ยอดเยี่ยม และพิธีมอบรางวัลชนะเลิศการประกวดการออกแบบลายผ้าไหมร่วมสมัย รวมถึงนิทรรศการการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม จากชุมชนท้องถิ่น และการออกร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผ้าไหม 

ทั้งนี้  ในนิทรรศการผ้าไหมไทย  สัมผัสเสน่ห์งานดีไซน์ฝีมือคนรุ่นใหม่กว่า 250 ชุด ที่ออกแบบและตัดเย็บโดยนิสิตนักศึกษาจากสถาบันต่าง ๆ ทั่วประเทศ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความคิดสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่ในการต่อยอดมรดกทางวัฒนธรรม เปิดให้ชมไปจนถึง 14 มิถุนายน 2569 ณ Nex Hall ชั้น 5 สยามพารากอน พร้อมกันนี้ ยังมีพิธีมอบประกาศเกียรติคุณการประกวด The Next Big Silk Designer Contest ครั้งที่ 7 ประจำปี พ.ศ. 2569  รวมถึงการออกร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผ้าไหมให้ผู้สนใจได้เลือกซื้อ เพื่อร่วมส่งกำลังใจให้แก่เยาวชน นักออกแบบรุ่นใหม่ ผู้ประกอบการผ้าไหม และร่วมภาคภูมิใจในมรดกภูมิปัญญาผ้าไหมไทยที่ได้รับการต่อยอดสู่เวทีนานาชาติอย่างยั่งยืน

บางกอกไพรด์ เซ็น MOU ขับเคลื่อน ‘Pride City Network’ ผลักดันประเทศไทยสู่เจ้าภาพ Bangkok WorldPride 2030

บางกอกไพรด์ เซ็น MOU ขับเคลื่อน ‘Pride City Network’ ผลักดันประเทศไทยสู่เจ้าภาพ Bangkok WorldPride 2030

บางกอกไพรด์ เซ็น MOU ขับเคลื่อน ‘Pride City Network’ ผลักดันประเทศไทยสู่เจ้าภาพ Bangkok WorldPride 2030

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.59 น.

บริษัท นฤมิตไพรด์ จำกัด ผู้จัดงาน Bangkok Pride Festival เทศกาลแห่งความภาคภูมิใจของชุมชนผู้มีความหลากหลายทางเพศ ประกาศเดินหน้ายุทธศาสตร์สำคัญภายใต้เครือข่าย “Pride City Network” ผนึกกำลังภาคประชาสังคม ภาครัฐ และเอกชนท้องถิ่นกว่า 58  จังหวัดและเมืองจากทุกภูมิภาคทั่วประเทศไทย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์และสิทธิมนุษยชนจากเมืองหลวงสู่ระดับฐานราก ตั้งเป้าผลักดันประเทศไทยก้าวสู่การเป็นจุดหมายปลายทางอันดับ 1 ของเอเชีย พร้อมสะท้อนความพร้อมในการเป็นเจ้าภาพจัดงานระดับโลก Bangkok WorldPride

ทั้งนี้ พิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ความร่วมมือภาคีในการขับเคลื่อนจังหวัดนำร่อง เพื่อความเสมอภาคระหว่างเพศ “Pride City Network” เพื่อเตรียมความพร้อมและสนับสนุนการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพระดับโลก  จัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้  ณ NEX HALL ชั้น 5 สยามพารากอน โดยได้รับเกียรติจาก นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประธาน พร้อมปาฐกถาพิเศษ จาก ฌ็อง-ลุก รอเมโร มิแชล (Jean-Luc Romero-Michel) รองนายกเทศมนตรีกรุงปารีส

อรรณว์ (วาดดาว) ชุมาพร ประธานและผู้ก่อตั้งบริษัท นฤมิตไพรด์ จำกัด ในฐานะผู้จัดงาน Bangkok Pride (บางกอกไพรด์) กล่าวถึงที่มาและวิสัยทัศน์ของเครือข่ายนี้ว่า ความเท่าเทียมไม่ใช่สิทธิพิเศษที่ควรอยู่แค่ในเมืองหลวงหรือกรุงเทพมหานคร แต่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่พี่น้อง LGBTQIAN+ ทุกคนในทุกตารางนิ้วของประเทศไทยต้องเข้าถึงได้ เครือข่าย Pride City Network คือหัวใจสำคัญที่จะปลดล็อกศักยภาพของท้องถิ่น เราไม่ได้เพียงไปช่วยจัดขบวนพาเหรดเดินฉลอง แต่เรากำลังร่วมมือกับนักขับเคลื่อนในแต่ละจังหวัดเพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยที่ยั่งยืน สร้างมาตรฐานการจัดงานที่เคารพสิทธิมนุษยชน และส่งเสียงสะท้อนปัญหาในบริบทของแต่ละพื้นที่ขึ้นมาสู่การแก้ไขระดับนโยบาย

จากความสำเร็จอย่างก้าวกระโดดของงาน Bangkok Pride ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา รวมทั้งล่าสุดในงาน Bangkok Pride Festival 2026 ซึ่งจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่และประสบผลสำเร็จอย่างท่วมท้น วันนี้ นฤมิตไพรด์ ได้เชื่อมโยงและสร้างระบบนิเวศแห่งความเท่าเทียมผ่านเครือข่าย “Pride City Network” ทำหน้าที่สนับสนุนทั้งงบประมาณ องค์ความรู้ การบริหารจัดการ และการส่งมอบธงไพรด์ประจำจังหวัด เพื่อส่งต่อเจตนารมณ์แห่งความเท่าเทียมให้เบ่งบานในทุกพื้นที่ทั่วไทย

เครือข่าย Pride City Network ก่อตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อกระจายพื้นที่ปลอดภัยและการยอมรับความหลากหลายทางเพศออกไปสู่ชุมชนท้องถิ่นทุกภูมิภาคทั่วประเทศ พร้อมสร้างมาตรฐานการจัดงานเทศกาลไพรด์ที่มีความปลอดภัย ได้มาตรฐานสากล ควบคู่ไปกับการผลักดันประเด็นสิทธิความเท่าเทียมในระดับโครงสร้าง โดยมีเป้าหมายระยะยาว ใน 3 ระดับ ได้แก่ 1.ระดับประเทศ (Pride Destination): ยกระดับประเทศไทยให้เป็นจุดหมายปลายทางอันดับ 1 ของภูมิภาคเอเชีย และติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก สำหรับการท่องเที่ยว การลงทุน และการอยู่อาศัยของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ 2.ระดับเครือข่าย (Nationwide Expansion): ขยายผลและจับมือพันธมิตรจัดงานไพรด์ให้ครอบคลุมทุกภูมิภาค โดยปัจจุบันมีเครือข่ายความร่วมมืออย่างแข็งแกร่ง อาทิ เชียงใหม่ไพรด์, แม่สอดไพรด์, พัทยาไพรด์, และภูเก็ตไพรด์ เป็นต้น 3.ระดับโลก (Road to WorldPride): เพื่อแสดงศักยภาพ ความพร้อม และแรงสนับสนุนแบบองค์รวมจากภาคประชาชนทั่วประเทศ ในการขับเคลื่อนและนำประเทศไทยเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดงานเทศกาลระดับโลกอย่าง Bangkok WorldPride ซึ่งล่าสุดประเทศไทยได้เสนอตัวเป็นเจ้าภาพในการจัด Bangkok WorldPride 2030

ในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ความร่วมมือภาคีในการขับเคลื่อนจังหวัดนำร่อง เพื่อความเสมอภาคระหว่างเพศ “Pride City Network” มีผู้แทนจากจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ รวม 58 จังหวัดและเมือง ได้แก่ กระบี่กรุงเทพมหานคร ขอนแก่น จันทบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ชัยภูมิ ตรัง ตาก นครนายก นครพนม นครราชสีมา นครศรีธรรมราช นครสวรรค์ นนทบุรี บึงกาฬ ปทุมธานี ประจวบคีรีขันธ์ พระนครศรีอยุธยา พะเยา พัทยา พัทลุง พิจิตร พิษณุโลก ภูเก็ต มุกดาหาร มหาสารคาม แม่ฮ่องสอน ยโสธร ยโสธร ร้อยเอ็ด ระนอง ลพบุรี ลำปาง ลำพูน สระแก้ว สระบุรี สงขลา สุพรรณบุรี สุรินทร์ สมุทรสาคร หนองบัวลำภู แพร่ เชียงราย เชียงใหม่ อุดรธานี อุตรดิตถ์ และ อุบลราชธานี

 “Pride City Network กำลังพิสูจน์ให้เห็นว่า พลังสีรุ้งสามารถเยียวยา ฟื้นฟู และขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับชุมชนได้จริง เมื่อท้องถิ่นเข้มแข็ง สังคมเปิดใจ ย่อมส่งผลให้ภาพรวมของประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่น่าอยู่ น่าท่องเที่ยว และน่าลงทุนที่สุดในสายตาชาวโลก เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเครือข่ายนี้จะเป็นรากฐานอันแข็งแกร่งที่พามาร่วมเปลี่ยนอนาคตประเทศไทยไปด้วยกัน” อรรณว์ (วาดดาว) ชุมาพร กล่าวทิ้งท้าย

ครบรอบ 45 ปี โรงเรียนอนุบาลวัดธาตุทอง สถานที่แห่งโอกาสทางการศึกษาของวัยอนุบาล

ครบรอบ 45 ปี โรงเรียนอนุบาลวัดธาตุทอง สถานที่แห่งโอกาสทางการศึกษาของวัยอนุบาล

ครบรอบ 45 ปี โรงเรียนอนุบาลวัดธาตุทอง สถานที่แห่งโอกาสทางการศึกษาของวัยอนุบาล

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.48 น.

โรงเรียนอนุบาลวัดธาตุทอง จัดพิธีทำบุญเนื่องในโอกาสครบรอบ 45 ปี แห่งการสถานาโรงเรียน พร้อมจัดพิธีทอดผ้าป่าการศึกษา ประจำปี 2568 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอน บำรุงสถานศึกษา ในการนี้ได้รับความเมตตาจาก พระราชวรญาณโสภณ เจ้าอาวาสวัดธาตุทอง เป็นประธานฝ่ายสงฆ์และพิจารณาองค์ผ้าป่า โดยจัดขึ้นเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2568 ณ ศาลาอเนกประสงค์โรงเรียนอนุบาลวัดธาตุทอง

ในการนี้มีคณะกรรมการมูลนิธิโรงเรียนอนุบาลวัดธาตุทอง อดีตผู้บริหารสถานศึกษา ผู้มีอุปการคุณ นำโดย ผาณิต พูนศิริวงศ์, สุพินดา โชคชัยนิรันดร์, และ ธีราพร วิรุฬห์รักษ์ ร่วมพิธี โดยมี  ธนาลัย ลิมปรัตนคีรี ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลวัดธาตุทอง พร้อมคณะครู เจ้าหน้าที่โรงเรียนอนุบาลวัดธาตุทอง ให้การต้อนรับ ซึ่งในปีนี้ทำบุญทอดผ้าป่าได้ทั้งสิน 701,299.71 บาท ณ วันที่ 9 มิถุนายน 2569

โรงเรียนอนุบาลวัดธาตุทอง ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2524 ตามดำริของ พระธรรมปาโมกข์ (นพ องฺกุรปญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดธาตุทองในขณะนั้น โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะช่วยแบ่งเบาภาระการเลี้ยงดูบุตรของพ่อแม่ที่มีรายได้น้อยและฐานะยากจน ให้เด็กและเยาวชนที่ด้อยโอกาสได้รับการศึกษา อีกทั้งเพื่อส่งเสริมการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม และศีลธรรมให้กับเด็กและเยาวชนเป็นพลเมืองที่ดีมีคุณภาพ ตลอดระยะเวลากว่า 40 ปี คณะผู้บริหาร เจ้าหน้าที่โรงเรียนอนุบาลวัดธาตุทอง ยังคงสืบทอดเจตนารมณ์ของท่านเจ้าคุณพระธรรมปาโมกข์เสมอมาในการส่งเสริมกิจกรรมเพื่อให้ผู้เรียน เกิดการเรียนรู้ผ่านการเล่น มุ่งมั่นพัฒนาทางด้านร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ สังคมตลอดจนสติปัญญาของเด็ก ให้มีกิริยามารยาทเรียบร้อยและสามารถปรับตัวเข้ากับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข และมีทักษะการช่วยเหลือตนเองขั้นพื้นฐานอย่างเหมาะสมตามวัย

ในวันที่ 9 มิถุนายน ของทุกปี โรงเรียนอนุบาลวัดธาตุทองจึงได้มีการจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ เพื่อเป็นการรำลึกถึงความเมตตากรุณาของท่านเจ้าคุณพระธรรมปาโมกข์ ผู้ให้ก่อให้เกิดโรงเรียนอนุบาลวัดธาตุทอง รวมถึงจัดการทอดผ้าป่าการกุศลเพื่อนำปัจจัยมาสนับสนุนส่งเสริมกิจกรรมต่างๆ ภายในโรงเรียนโดยมุ่งเน้นเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการศึกษาของนักเรียนเป็นสำคัญ

ผู้มีจิตศรัทธาสามารถร่วมทําบุญ โดยโอนเงินเข้า ชื่อบัญชี มูลนิธิวัดธาตุทอง เลขบัญชี 002-706503-9 ธนาคารกรุงเทพ เพื่อสมทบจัดกิจกรรมการเรียนรู้ของเด็กตลอดปีการศึกษา สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม 02-714-1707 หรือ LINE ID : thanalai

ติดหวานเกินไป ลดอย่างไร ไม่เกิดอาการซึม(เศร้า)

ติดหวานเกินไป ลดอย่างไร ไม่เกิดอาการซึม(เศร้า)

ติดหวานเกินไป ลดอย่างไร ไม่เกิดอาการซึม(เศร้า)

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เพราะความหวานช่วยเติมความสุขในชีวิตให้ใครหลายๆ คน ขนมหวานและเครื่องดื่มยอดฮิตอย่างชานมไข่มุก หรือน้ำอัดลม จึงกลายเป็นของมันต้องมีดีต่อใจ โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงาน บางคนแทบขาดความหวานไม่ได้เลย ซึ่งจากการสำรวจของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข พบว่า คนไทยมีพฤติกรรมติดหวาน กินน้ำตาลเฉลี่ยวันละ 25 ช้อนชา มากกว่าที่องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดไว้ที่ไม่เกินวันละ 6 ช้อนชาถึง 4 เท่า ถือเป็นอีกหนึ่งปัญหาสุขภาพของคนไทย

ทำไมกินขนมหวานและเครื่องดื่ม ทำให้ฟิน

นายแพทย์ณชารินทร์ พิภพทรรศนีย์ จิตแพทย์ โรงพยาบาล BMHH – Bangkok Mental Health Hospita

นายแพทย์ณชารินทร์ พิภพทรรศนีย์ จิตแพทย์ โรงพยาบาล BMHH – Bangkok Mental Health Hospital ให้ข้อมูลว่า เพราะน้ำตาลที่เพิ่มขึ้นในกระแสเลือดมีผลต่อสารสื่อประสาทและอารมณ์ในเชิงบวก ไปกระตุ้นให้หลั่งสารสื่อประสาทที่เรียกว่า “โดพามีน” ซึ่งมีหน้าที่โดดเด่นคือ ควบคุมอารมณ์ ทำให้เกิดความพึงพอใจ มีส่วนช่วยคลายเครียด ลดอาการหงุดหงิดได้

แม้การติดหวาน จะสร้างความฟิน แต่เป็นพฤติกรรมการกินที่ควรหลีกเลี่ยง! เพราะเป็นการเปิดประตูรับตัวก่อการร้ายเข้ามาทำลายสุขภาพ เพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs อาทิ โรคอ้วน เบาหวาน ความดันโลหิต หัวใจและหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งทำให้คนเสียชีวิตอันดับหนึ่งของโลก นอกจากนี้ โรคเรื้อรังเหล่านี้ ยังส่งผลกระทบกับสุขภาพจิตอีกด้วย

ใครที่อยากให้ร่างกายมีสุขภาพดีหนีห่างจากโรคร้าย แต่หักดิบเลิกกินน้ำตาลทันทีไม่ไหว ลองมาทำตามคำแนะนำดี ๆ ที่ทำให้ยังสามารถสุขใจไปกับความหวานต่อได้ โดยไม่หงุดหงิดจิตว้าวุ่น เพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อโรคทั้งทางกาย และทางใจ

ลดหวานวันละนิดค่อย ๆ พิชิตเป้าหมาย

เมื่อฟินกับความหวานมายาวนาน อยู่ ๆ จะให้เลิกแบบฉับพลันนั้น คงเป็นเส้นทางที่บั่นทอนความสุขใจและไม่ใช่เรื่องง่ายแน่นอน ดังนั้น การค่อย ๆ ทยอยลดปริมาณน้ำตาลลงทีละน้อยแบบค่อยเป็นค่อยไป จะตอบโจทย์ความต้องการของร่างกาย รวมถึงจิตใจได้ดีกว่าแบบเลิกรากันไปเลย

หวานเหมือนเดิม เพิ่มเติมไม่พึ่งพาน้ำตาล

ความหวานไม่ได้มาจากน้ำตาลอย่างเดียว ลองใช้น้ำผึ้งแทนจะดีกว่า เพราะเป็นน้ำตาลฟรักโทสที่ให้ความหวานมากกว่าน้ำตาลกลูโคส จึงใช้ในปริมาณที่น้อยกว่า นอกจากนี้ ยังมีสารอื่นที่ช่วยสร้างความสดชื่นและความฟินให้กับคนติดหวานได้ เช่น คนติดน้ำอัดลมก็มีทางเลือกจากเครื่องดื่มรสหวานที่ไร้น้ำตาล โดยเติมสารอื่นที่ให้ความหวานมาทดแทน

น้ำหมักผลไม้ สดชื่นได้ไม่ต้องเติมน้ำตาล

น้ำหมักผลไม้ หรือ Infused Water เป็นเครื่องดื่มที่นำผลไม้ ผัก หรือสมุนไพรที่ชื่นชอบ เช่น ส้ม สับปะรด มะนาว สตอเบอรี่ เป็นต้น ใส่ลงไปในน้ำเปล่า เพื่อเพิ่มรสชาติ มีความหวาน เปรี้ยวจากตัวผลไม้ที่เติมลงไปโดยไม่ต้องเติมน้ำตาล แต่สร้างความสดชื่นได้ ลดการโหยหาความหวานได้เป็นอย่างดี หรือจะกินผลไม้ที่ให้ความหวานไปเลยก็ดี เพราะไฟเบอร์ช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้นด้วย

ผ่อนคลาย มีความสุขด้วย ดาร์กช็อกโกแลต

ดาร์กช็อกโกแลตหรือช็อกโกแลตดำ ตัวแทนความหวานที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่ย้ำว่าต้องมีโกโก้เป็นส่วนประกอบหลักไม่ต่ำกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ เพราะสารฟลาโวนอยด์ (Flavoniod) ในโกโก้สามารถช่วยป้องกันภาวะดื้ออินซูลิน ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ ที่สำคัญยังทำให้รู้สึกผ่อนคลาย มีความสุข

ดื่มน้ำเปล่าบ่อยๆ ให้เพียงพอต่อร่างกาย

ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอในแต่ละวัน โดยเฉพาะในมื้อที่กินของหวาน นอกจากน้ำเปล่าจะไม่ให้พลังงานแล้ว ยังช่วยให้อัตราการเผาพลาญพลังงานแคลอรีเพิ่มสูงขึ้น เสริมการทำงานของระบบย่อยอาหาร ขับแบคทีเรียจากกระเพาะปัสสาวะ และควบคุมอุณหภูมิร่างกายได้ด้วย

ในจุดนี้ใครที่ปล่อยใจฟินกินหวานจนเกินไป หากต้องการหนีห่างจากโรคร้ายทางกายที่ยากเยียวยา แถมอาจนำพาสู่ความว้าวุ่นทางใจ คงต้องระมัดระวังเอาใจใส่กับอาหารการกินมากขึ้น และควรตระหนักด้วยว่าความหวานไม่ได้มาจากน้ำตาลเท่านั้น แต่อาหารจำพวกแป้งก็ย่อยสลายเป็นน้ำตาลด้วยเช่นกัน

อยากฟิตแค่ไหนก็ต้องเช็คหัวใจ อย่าให้การออกกำลังกายกลายเป็นความเสี่ยง

อยากฟิตแค่ไหนก็ต้องเช็คหัวใจ อย่าให้การออกกำลังกายกลายเป็นความเสี่ยง

อยากฟิตแค่ไหนก็ต้องเช็คหัวใจ อย่าให้การออกกำลังกายกลายเป็นความเสี่ยง

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

การออกกำลังกาย เป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพและช่วยลดความเสี่ยงของโรคเรื้อรังหลายชนิด แต่หลายคนอาจไม่รู้ว่า หากหัวใจของเราไม่แข็งแรงเพียงพอ การออกกำลังกายหนักเกินไปอาจกลายเป็นอันตรายได้ โดยเฉพาะในกลุ่มวัยกลางคนหรือผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจ เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง หรือมีประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจ

พญ.ณหทัย ฉัตรสิงห์ อายุรศาสตร์โรคหัวใจ ประจำศูนย์โรคหัวใจและทรวงอก โรงพยาบาลนวเวช

พญ.ณหทัย ฉัตรสิงห์ (ว.36429) อายุรศาสตร์โรคหัวใจ ประจำศูนย์โรคหัวใจและทรวงอก โรงพยาบาลนวเวช ได้อธิบายถึงการเตรียมความพร้อมเรื่องเกี่ยวกับสุขภาพหัวใจก่อนออกกำลังกาย เพราะในบางกรณีผู้ที่ดูเหมือนจะมีสุขภาพแข็งแรง กลับเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวหรือหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันขณะออกกำลังกายอย่างหนัก ซึ่งส่วนใหญ่มักเกิดจากภาวะหัวใจที่แฝงอยู่โดยไม่รู้ตัว การตรวจเช็กสภาพหัวใจก่อนเริ่มออกกำลังกายอย่างจริงจัง จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

หัวใจต้องพร้อมก่อนร่างกาย

ก่อนเริ่มโปรแกรมออกกำลังกายที่เข้มข้น เช่น การวิ่งมาราธอน ปั่นจักรยานระยะไกล หรือฝึกเวทเทรนนิ่งอย่างหนัก ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพโดยเฉพาะการตรวจประเมินสภาพหัวใจ ซึ่งอาจรวมถึงการซักประวัติ การตรวจร่างกาย วัดความดันโลหิต การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) หรือการทดสอบสมรรถภาพหัวใจด้วยการวิ่งสายพาน (Exercise Stress Test) การตรวจอัลตราซาวน์หัวใจ( Echocardiogram) การตรวจ CT หรือ MRI ในคนที่มีความเสี่ยงบางอย่างหรือตรวจพบความผิดปกติจากการตรวจเบื้องต้น

การตรวจเหล่านี้ช่วยให้แพทย์สามารถประเมินได้ว่าหัวใจของคุณทำงานได้ดีในภาวะปกติและขณะออกแรงมากน้อยเพียงใด อีกทั้ง การประเมินช่วยให้คุณรู้ว่าควรออกกำลังกายระดับใดจึงเหมาะและปลอดภัยกับคุณ โดยเฉพาะในผู้ที่มีอาการผิดปกติ เช่น เหนื่อยง่าย ใจสั่น แน่นหน้าอก หรือเป็นลมขณะออกกำลังกายหรือใช้แรงเยอะ ควรรีบปรึกษาแพทย์ก่อนจะฝืนออกกำลังกายอย่างหนัก

รู้จักฟังร่างกายตัวเอง

แม้จะตรวจหัวใจและได้รับคำแนะนำแล้ว การรู้จักฟังสัญญาณจากร่างกายก็เป็นสิ่งสำคัญ การค่อยๆ เพิ่มระดับความหนักของการออกกำลังกายอย่างเป็นขั้นตอน และมีช่วงเวลาอบอุ่นร่างกาย (warm up) และคลายกล้ามเนื้อ (cool down) อย่างเหมาะสม จะช่วยลดภาระต่อหัวใจและป้องกันภาวะฉุกเฉินได้ดี ผู้ที่ออกกำลังกายควรสังเกตอาการผิดปกติ เช่น หัวใจเต้นผิดจังหวะ แน่นหน้าอก หายใจไม่ทัน หรือรู้สึกหน้ามืด ควรหยุดกิจกรรมนั้นทันทีและไปพบแพทย์

สุขภาพดีเริ่มจากความเข้าใจ

การออกกำลังกาย เป็นสิ่งที่ควรทำอย่างต่อเนื่อง แต่อย่าลืมว่าการดูแลหัวใจก่อนจะเริ่มออกแรงอย่างจริงจัง เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะหัวใจคือกล้ามเนื้อที่ทำงานหนักและสำคัญไม่แพ้อวัยวะอื่นๆ ในร่างกาย และการดูแลให้พร้อมก่อนเสมอ จะทำให้คุณออกกำลังกายได้อย่างมั่นใจและปลอดภัย

ไม่ว่าคุณจะเพิ่งเริ่มต้นออกกำลังกายแบบสายสุขภาพ หรือเป็นนักกีฬาที่ออกกำลังกายมาอย่างต่อเนื่องและจริงจัง การตรวจสุขภาพหัวใจก่อนออกกำลังกายหนัก เป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยลดความเสี่ยงของอาการหัวใจขาดเลือดหรือภาวะฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด อย่าให้ความตั้งใจในการดูแลสุขภาพต้องสะดุดเพราะละเลยหัวใจของตัวเอง

ทั้งนี้ ศูนย์หัวใจและทรวงอก (Cardiology Center)  โรงพยาบาลนวเวช พร้อมด้วยทีมบุคลากรทางการแพทย์เฉพาะทางด้านหัวใจที่มากประสบการณ์ในการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคหัวใจ อย่างครบวงจรในทุกขั้นตอนตั้งแต่การป้องกันการเกิดโรคหัวใจ การวินิจฉัยระยะเริ่มต้น การรักษา การสวนหัวใจ และการผ่าตัด รวมถึงการฟื้นฟูสมรรถภาพของหัวใจ ด้วยทีมอายุรแพทย์โรคหัวใจผู้ชำนาญการเฉพาะทางควบคู่กับเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย พร้อมได้รับการรับรองมาตรฐาน AACI (American Accreditation Commission International) ค.ศ.2025 ISO 7101:2023 – Health Care Organization Management และ ISO 9001:2015 – Quality Management Systems ที่ให้ความสำคัญกับ คุณภาพการรักษา และมาตรฐานการให้บริการ หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามรายละเอียดและขอรับคำปรึกษาได้ที่ โรงพยาบาลนวเวช โทร. 1507 I Line: @navavej

คุณแหน: อังคารที่ 9 มิถุนายน 2569

คุณแหน: อังคารที่ 9 มิถุนายน 2569

คุณแหน: อังคารที่ 9 มิถุนายน 2569

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 02.00 น.

llจากการเฉลิมฉลองการจบโรงเรียนนายร้อยสหรัฐฯ ชื่อก้องโลก “WEST POINT” ของนายกฯกัมพูชา พล.อ.ฮุน มาเนต กลายเป็นฝันร้าย เมื่อเจอชาวเน็ตไทยไล่ทวงบุญคุณ “ที่มา” ของการได้สิทธิ์รับเข้าศึกษาครั้งนั้น เหตุการณ์กลายเป็นไวรัลระบาดไปทั่วภูมิภาค ประเด็นเริ่มจากฝ่ายค้านกัมพูชาแฉโพยว่า ฮุน มาเนต ไม่ได้มีฝีมือเข้าเองแต่ใช้เส้นบิดา ขณะที่ อดีตที่ปรึกษา รมว.กห.ไทย ออกมายืนยันว่าเป็นบารมีของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เซ็นรับรองให้เขาถึงได้ใบบุญ โดยมีรายละเอียดว่าขณะนั้น กัมพูชา เป็นประเทศเล็กยังไม่มี รร.นายร้อยตัวเอง และไม่เคยมีประวัติกับ West Point มาก่อน ถึงจะวิ่งอยากเข้าก็ต้องให้เพื่อนบ้านอาเซียนที่มีสิทธิ์เซ็นรับรองให้ ในภาพใหญ่บุคคลสำคัญที่อยู่ในสังคมทราบกันดีว่าในขณะนั้น พล.อ.ชวลิต (บิ๊กจิ๋ว) เป็นผู้ที่ได้รับความไว้วางใจจากสหรัฐฯมาก มีบทบาทสูงในเรื่องการบริหารจัดการความเคลื่อนไหวของ “เขมรสามฝ่าย”… ครั้งหนึ่งฮุนเซนเดินทางมาไทยเพื่อเข้าพบ พล.อ.ชวลิต ระหว่างเดินทางบนทางด่วนไปบ้านพักปิ่นประชาคม ฝ่ายเสธฯ พาชมวิว Sky Line กรุงเทพฯ นายกฯฮุนเซน ถึงกับรำพึงว่า “นึกไม่ถึงว่าเพียงไม่กี่ปีกรุงเทพฯจะเจริญก้าวหน้าระดับนี้”…เรื่องนี้เกิดขึ้นหลายสิบปีมาแล้ว…

llในงานแกรนด์โอเพนนิ่งยิ่งใหญ่ สองเจ้าสัวมีบทสนทนาที่น่าสนใจเป็นส่วนตัวกัน เจ้าสัวอาวุโสให้ความเห็นว่าคนในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์มักกินอาหารที่มาจากการหมักดองหรือโปรเซสฟู๊ดที่ไม่ถูกกรรมวิธี เป็นเหตุให้เป็นโรคเกี่ยวกับทางเดินอาหารกันเป็นจำนวนมาก จำเป็นต้องเคร่งครัดเรื่องอาหารการกินและการพักผ่อนตามเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “พวกเรา” ผู้สูงอายุ ยิ่งต้องควบคุมปฏิบัติเรื่องนี้ให้ดี อาหารที่มี โพรไบโอติก ต้องรับให้สม่ำเสมอ แม้แต่ไข่ไก่เองสมัยก่อนแพทย์แนะให้ทานน้อยๆไว้ เดี๋ยวนี้กลับตาลปัตร ผลการวิจัยพบว่าไข่ไก่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เจ้าสัวอาวุโส ย้ำว่าให้อีกเจ้าสัวกินได้วันละหลายลูกเลย มิวายย้ำว่าท่านหมายถึงไข่แดงด้วยนะ…ทีนี้มาถึงไคลแม๊ก ท่านเจ้าสัวอาวุโส กล่าวถึงเรื่อง ทฤษฎี AGING ว่าขณะนี้วิทยาศาสตร์การแพทย์ก็ได้เผยแล้วว่าถ้าตัวบุคคลดูแลสุขภาพถูกวิธีสามารถมีอายุได้ถึง 120 ปี เจ้าสัวอาวุโสยังเพิ่มเติมว่าในความเห็นของท่าน Know How มีอยู่แล้วถ้าปฏิบัติอย่างที่ลำดับให้บุคคลจะสามารถอยู่ได้ถึง 150 ปี !…

llกิจกรรมรับน้องรถไฟ ของ มช.ปี 2569 ที่หัวลำโพง เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา รุ่นพี่ มช.ทุกคณะไปร่วมกิจกรรมกันคับคั่ง อย่าง รุ่นพี่ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มาส่งน้องๆขึ้นรถไฟอย่างล้นหลาม สมนามนายช่างเชียงใหม่ นอกจากจะบูมกันอย่างพร้อมเพรียงแล้ว กิจกรรมนี้ พี่ต๋อย-สุมิตร เพชราภิรัชต์ นายกสมาคมนักศึกษาเก่า มช.ซึ่งเป็น รุ่นพี่วิศวะใจดีแจกแบงก์สีเทาสดๆ เป็นทุนการศึกษาให้น้องๆปีหนึ่งวิศวะ ที่ร่วมกิจกรรมนี้ทุกคน…มีความสุขทั้งผู้ให้และผู้รับทีเดียวเชียว…

llข่าวกิจกรรม”รับน้องรถไฟ มช.”เหมือนกัน ในส่วนของ จ.นครสวรรค์มีผู้ใหญ่ของจังหวัด อาทิ นายก อบจ.นครสวรรค์ พล.ต.อ.สมศักดิ์ จันทะพิงค์ และ ผู้ว่าฯนครสวรรค์ ชุติพร เสชัง ร่วมส่งลูกหลานนครสวรรค์ ขึ้นขบวนรถไฟแห่งความฝันมุ่งหน้าไปเรียน มช. ท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นยิ่งนัก…น่ารักจริงๆ…

llดร.ณฤดี เคียงศิริ นัดกรรมการโทรทัศน์ทองคำกินข้าว ที่โปโลคลับ วันที่ 11 มิ.ย. 10.30 น…

llเรื่องเศร้าๆ วันนี้เล่า 2 เรื่อง ได้แก่ การจากไปกะทันหันของ อุษณา สุคนธทรัพย์ ศิษย์เก่าวัฒนาวิทยาลัย รุ่น 94 มีพิธีไว้อาลัยที่โบสถ์สืบ สัมพันธวงศ์ ในวันที่ 11 -12 มิ.ย.เวลา18.00 น…อีกข่าว พล.ร.ท.พิสิษฐ์ กลิ่นเฟื่อง ถึงแก่กรรม และได้อุทิศร่าง เป็นอาจารย์ใหญ่ให้แก่ นักศึกษาแพทย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไปเรียบร้อยแล้ว !!…

llคณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาฯและ รพ.จุฬาฯ จัดงานรดน้ำศพ  รศ.นพ.ปรีดา ทัศนประดิษฐ์ อดีตคณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯและอดีต ผอ.รพ.จุฬาฯ สภากาชาดไทย   8 มิ.ย.และจัดงานสวดฯ ที่ห้องโถงชั้นล่างอาคารแพทยพัฒน์ 10-12 มิ.ย.  18.00 น. .ตามเจตนารมย์ของท่านที่ได้บริจาคร่างเพื่อการศึกษาแพทย์และอย่างสมเกียรติที่สุด..

                                                               บารอนเนส

‘อ.เชน’ ลงพื้นที่อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคใต้ จ. สงขลา รับฟังเสียง – วิสัยทัศน์ของเยาวชนคนรุ่นใหม่ต้องการรากฐานอนาคตของประเทศที่แข็งแรง

'อ.เชน' ลงพื้นที่อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคใต้ จ. สงขลา รับฟังเสียง - วิสัยทัศน์ของเยาวชนคนรุ่นใหม่ต้องการรากฐานอนาคตของประเทศที่แข็งแรง

‘อ.เชน’ ลงพื้นที่อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคใต้ จ. สงขลา รับฟังเสียง – วิสัยทัศน์ของเยาวชนคนรุ่นใหม่ต้องการรากฐานอนาคตของประเทศที่แข็งแรง

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.56 น.

8 มิถุนายน 2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) ลงพื้นที่ ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคใต้ (จ. สงขลา) เพื่อเยี่ยมชมผลงานนวัตกรรมการใช้ประโยชน์และขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคใต้  ภายใต้โครงการ South Innovation Bridge การเชื่อมโยงเครือข่ายนวัตกรรมสู่การพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้ โดยมีผู้บริหารมหาวิทยาลัยในพื้นที่ภาคใต้ นักวิจัย ผู้ประกอบการและหน่วยงานภาคีเครือข่ายเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ภายในงานมีการจัดแสดงผลงานนวัตกรรมและเทคโนโลยีภายใต้การกำกับดูแลของอุทยานวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และมหาวิทยาลัยเครือข่าย 5 โซน อาทิ โซนนวัตกรรมขยายผลเพื่อการพัฒนาภูมิภาค โซนนวัตกรรมที่มีการใช้ประโยชน์ได้จริงด้านการแพทย์และสุขภาพ โซน Startup จากนักศึกษา โซน Halal Gateway และโซนนวัตกรรมเพื่อชุมชน โดยมีผลงานนวัตกรรมที่มีการนำไปใช้ประโยชน์จริงในระดับชุมชนอุตสาหกรรม และระดับประเทศ มาแสดงให้เห็นถึงศักยภาพนวัตกรรมไทยที่พร้อมก้าวไกลไปทัดเทียมผลงานในระดับนานาชาติ

สำหรับโซนนวัตกรรมขยายผลเพื่อพัฒนาภูมิภาค หนึ่งในผลงานเด่นคือ “นวัตกรรมไบโอดีเซลสำหรับภาคการเกษตรและประมง” ที่เปลี่ยนของเสียให้เป็นพลังงานทดแทน ช่วยลดต้นทุนเชื้อเพลิงสำหรับภาคการเกษตรและประมงและส่งเสริมการจัดการทรัพยากรตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนอันนำไปสู่ความมั่นคงทางพลังงานของชุมชนอย่างยั่งยืน

อีกหนึ่งนวัตกรรมที่ได้รับความสนใจ คือ “นวัตกรรมเครื่องแปลงขยะอินทรีย์และเศษวัชพืช ร่วมกับจุลินทรีย์เฉพาะสายพันธุ์” ซึ่งใช้เทคโนโลยีจุลินทรีย์ในการย่อยสลายเศษอาหาร มูลสัตว์ และวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรให้กลายเป็นปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง ช่วยลดปริมาณขยะอินทรีย์ ลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกร ลดการใช้ปุ๋ยเคมี และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สนับสนุนเป้าหมาย Net Zero Emissions ในระดับชุมชนและภูมิภาค

ด้านภาคการเกษตรเชิงพาณิชย์ นำเสนอ “นวัตกรรมการเพิ่มผลผลิตอย่างยั่งยืนด้วย RSPO” ช่วยยกระดับการผลิตปาล์มน้ำมันของเกษตรกรภาคใต้และนำเสนอ “นวัตกรรมยางธรรมชาติเทอร์โมพลาสติกสำหรับงานหัตถกรรมจักสาน” ซึ่งเป็นการยกระดับภูมิปัญญาจักสานด้วยวัสดุทางเลือกใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม   

ในด้านการยกระดับคุณภาพชีวิตและความเท่าเทียมทางสังคม จัดแสดง “นวัตกรรม Dolphins Glasses” นวัตกรรมเพื่อผู้พิการทางสายตาที่ใช้หลักการเสียงสะท้อน (Human Echolocation) ช่วยฝึกการรับรู้สภาพแวดล้อมและการนำทาง เพิ่มความสามารถในการดำรงชีวิตประจำวันอย่างปลอดภัยและเป็นอิสระ โซนนวัตกรรมที่มีการใช้ประโยชน์ได้จริงด้านการแพทย์และสุขภาพ มีผลงานที่น่าสนใจ อาทิ เซรั่มน้ำยางพาราทางการแพทย์ เป็นต้น

จากนั้น ศ.ดร.ยศชนัน มอบนโยบายการดำเนินงานให้กับอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคใต้ ว่าความสำคัญของอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคใต้ คือระบบนิเวศนวัตกรรม (Innovation Ecosystem) ที่ช่วยเชื่อมโยงผู้ประกอบการ ชุมชน ภาครัฐ และภาคสังคมเข้าด้วยกัน เพื่อแสดงให้คนไทยได้เห็นถึงศักยภาพและแหล่งผลิตที่ได้มาตรฐาน ดังนั้น สิ่งแรกที่เราต้องให้ความสำคัญคือการสร้าง “พื้นที่” ที่เอื้อต่อการเติบโต และเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่หลอมรวมผู้ประกอบการ นักลงทุน และนักวิจัยให้มาใช้ชีวิตและทำงานร่วมกันอย่างมีความสุขตลอด 24 ชั่วโมง ที่สำคัญ เราต้องเปิดกว้างรับคนเก่งจากทุกศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นสายวิทยาศาสตร์ หรือสายสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ให้เข้ามาเป็น Content Creator เพื่อผสมผสานความรู้และสร้างมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจ ซึ่งนี่แหละคือรากฐานสำคัญที่จะบ่มเพาะธุรกิจไทยให้ก้าวไปสู่ระดับยูนิคอร์นได้อย่างแท้จริง

ต่อมาศ.ดร.ยศชนัน ให้สัมภาษณ์ว่า จากการลงพื้นที่รับฟังเสียงและวิสัยทัศน์ของเยาวชนคนรุ่นใหม่ใน จ.สงขลา ทำให้เรายิ่งเห็นความสำคัญของการวางรากฐานอนาคตของประเทศ ซึ่งอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคใต้ ถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเป้าหมายนี้ เรามุ่งมั่นที่จะสร้างระบบนิเวศทางนวัตกรรมที่ไร้รอยต่อ โดยเชื่อมโยงงานวิจัยจากต้นน้ำในรั้วมหาวิทยาลัย มาสู่การบ่มเพาะธุรกิจในระดับกลางน้ำให้กับกลุ่มนักศึกษา สตาร์ทอัพ และผู้ประกอบการ SME เพื่อส่งไม้ต่อให้ภาครัฐและภาคอุตสาหกรรมในระดับปลายน้ำ สามารถนำไปขยายผลและผลักดันนวัตกรรมไทยให้เติบโตแข่งขันได้ในเวทีโลก

“การยกระดับเศรษฐกิจของภาคใต้จะต้องเดินหน้าควบคู่ไปกับความยั่งยืนเสมอ เราจึงนำเทคโนโลยีเข้ามาบูรณาการกับจุดเด่นทางทรัพยากรของพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริม ‘เศรษฐกิจเวลเนส’ (Wellness Economy) ที่สอดคล้องกับการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและแนวปะการัง การยกระดับ ‘เศรษฐกิจฮาลาล’ ให้เป็นเสาหลักสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภูมิภาค ไปจนถึงการบูรณาการเทคโนโลยีเพื่อเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ เช่น การผลิตพลังงานทางเลือกอย่างไบโอดีเซลเพื่อใช้เป็นพลังงานสำรองในยามฉุกเฉินและเพื่อก้าวให้ทันความเปลี่ยนแปลงของโลก เราได้ส่งเสริมวิทยาการสมัยใหม่ระดับแนวหน้าอย่าง ‘จีโนมิกส์’ (Genomics) เพื่อเปิดโอกาสให้นักวิจัยและนักศึกษาในพื้นที่ได้เข้ามาต่อยอดองค์ความรู้เชิงลึก ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นเป็นรูปธรรมได้เพราะเรามีระบบนิเวศที่พร้อมรองรับ ทั้งเทคโนโลยีที่เหมาะสม (Appropriate Technology) และเทคโนโลยีขั้นลึก (Deep Technology) โดยมีโรงงานต้นแบบภายในอุทยานวิทยาศาสตร์เป็นพื้นที่แห่งการทดลองและลงมือทำจริง ซึ่งจะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการเปลี่ยนงานวิจัยให้กลายเป็นฟันเฟืองขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศต่อไป” ศ.ดร.ยศชนัน ระบุ

‘DBD’ ต่อยอดความสำเร็จ เดินหน้าจัด ‘แฟรนไชส์สร้างอาชีพ Roadshow 2026’ ระยอง สร้างโอกาสทางธุรกิจ

'DBD' ต่อยอดความสำเร็จ เดินหน้าจัด 'แฟรนไชส์สร้างอาชีพ Roadshow 2026' ระยอง สร้างโอกาสทางธุรกิจ

‘DBD’ ต่อยอดความสำเร็จ เดินหน้าจัด ‘แฟรนไชส์สร้างอาชีพ Roadshow 2026’ ระยอง สร้างโอกาสทางธุรกิจ

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.03 น.

8 มิถุนายน 2569 นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เดินหน้าส่งเสริมการสร้างอาชีพและสร้างงานผ่านระบบแฟรนไชส์ไทย ซึ่งโครงการ“แฟรนไชส์สร้างอาชีพ Roadshow 2026” ถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการสร้างผู้ประกอบการรายใหม่ กระจายโอกาสทางเศรษฐกิจสู่ภูมิภาค และสนับสนุนให้ประชาชนสามารถเข้าถึงรูปแบบธุรกิจที่มีความพร้อมและลดความเสี่ยงในการเริ่มต้นกิจการ อันจะนำไปสู่การสร้างรายได้ การจ้างงาน และการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ ผลจากโครงการ “แฟรนไชส์สร้างอาชีพ Roadshow ครั้งที่ผ่านมา” ประสบความสำเร็จอย่างโดดเด่น สามารถสร้างโอกาสทางธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการและประชาชนทั่วประเทศ โดยมีผู้สนใจเข้าร่วมเจรจาธุรกิจ (Business Matching) รวมทั้งสิ้น 1,184 ราย และเกิดยอดสั่งซื้อแฟรนไชส์ภายในงานทันทีรวมกว่า 9.77 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของธุรกิจแฟรนไชส์ไทยในการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม

“จากผลตอบรับที่ดีดังกล่าว กรมพัฒนาธุรกิจการค้า จึงเตรียมจัดกิจกรรม “แฟรนไชส์สร้างอาชีพ Roadshow 2026” เพื่อขยายโอกาสการลงทุนและสร้างผู้ประกอบการรายใหม่สู่ภูมิภาค โดยกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12 – 16 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ระยอง โดยกิจกรรมครั้งนี้รวบรวมธุรกิจแฟรนไชส์คุณภาพจากทั่วประเทศกว่า 40 แบรนด์ ครอบคลุมหลากหลายประเภทธุรกิจ ทั้งอาหาร เครื่องดื่ม บริการ การศึกษา ความงามและสปา และธุรกิจยุคใหม่ที่มีศักยภาพในการเติบโต เปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจเริ่มต้นธุรกิจ นักลงทุนรายใหม่ ผู้ประกอบการ SME รวมถึงประชาชนทั่วไป ได้เลือกลงทุนในธุรกิจแฟรนไชส์ที่มีระบบบริหารจัดการมาตรฐาน สามารถต่อยอดเป็นอาชีพและสร้างรายได้อย่างมั่นคง”อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าว

อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เผยว่าภายในงานมีกิจกรรมสำคัญ ได้แก่ • การออกบูธแสดงธุรกิจแฟรนไชส์ชั้นนำ • การเจรจาธุรกิจ (Business Matching) ระหว่างเจ้าของแฟรนไชส์และผู้สนใจลงทุน • การให้คำปรึกษาด้านการลงทุนและการบริหารจัดการธุรกิจแฟรนไชส์ • การให้บริการข้อมูลสินเชื่อและแหล่งเงินทุนจากสถาบันการเงิน • โปรโมชั่นพิเศษและส่วนลดค่าแฟรนไชส์เฉพาะภายในงาน

อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวเชิญชวนประชาชนทุกคนที่สนใจเริ่มต้นธุรกิจ นักลงทุน ผู้ประกอบการ และประชาชนทั่วไป เข้าร่วมงาน“แฟรนไชส์สร้างอาชีพ Roadshow 2026” ระหว่างวันที่ 12 – 16 มิถุนายนนี้ ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ระยอง โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจเข้าร่วมงานสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ส่วนส่งเสริมธุรกิจแฟรนไชส์ กองส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้าโทร. 1570 หรือ 02 547 5953

เรื่องนี้มีประวัติ : เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี ‘อันคนเราถึงเศร้าโศกเพียงไร ก็เบาใจเมื่อเขารู้เท่าทุกข์’

เรื่องนี้มีประวัติ : เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี 'อันคนเราถึงเศร้าโศกเพียงไร ก็เบาใจเมื่อเขารู้เท่าทุกข์'

เรื่องนี้มีประวัติ : เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี ‘อันคนเราถึงเศร้าโศกเพียงไร ก็เบาใจเมื่อเขารู้เท่าทุกข์’

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.20 น.

เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) ผู้เรียกตนเองว่า ขุนนางสามัญชน แต่ได้รับบทบาทต่าง ๆ นานามากมายเหลือคณานับ ทั้งขุนนางในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เป็นประธานรัฐสภาคนแรกของสยาม เป็นรัฐมนตรีกระทรวงธรรมการคนแรกในรัฐบาลคณะราษฎร เป็นครู เป็นนักการศึกษา นักประพันธ์ นักสิทธิมนุษยชน นักกีฬา และนักการสาธารณสุข ฯลฯ

เรื่องนี้มีประวัติประจำสัปดาห์นี้ได้รับเกียรติบอกเล่าประวัติช่วงสำคัญในชีวิตของเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีจากลูกหลานของท่าน คือ รองศาสตราจารย์ ดร. ศิวาวุธ เทพหัสดิน ณ อยุธยา และ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. นทีทิพย์ กฤษณามระ และยังได้สาระสำคัญอื่น ๆ จากหนังสือชื่อ สนั่นคิด เรื่องเล่าผ่านยุคสมัยจากสยามสู่ไทย เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี

 ดร. ศิวาวุธ และ ดร. นทีทิพย์ บอกว่า อันที่จริงแล้วเราเป็นลูกหลานของท่าน เราไม่อยากกล่าวเยินยอสรรเสริญท่านให้มากจนเกินไป เพราะผู้คนที่ไม่เข้าใจอาจจะมองว่าเรายกย่องเยินยอท่านจนเกินจริง แต่เราเพียงต้องการให้คนไทยรับรู้ถึงผลงานต่าง ๆ นานาที่ท่านได้ทำไว้ให้แผ่นดิน ซึ่งงานทั้งปวงของท่านเป็นรูปธรรม จับต้องได้จริง มีหลักฐานชัดเจน

แต่สิ่งหนึ่งที่พวกเราในฐานะลูกหลานซึ่งไม่ทันเห็นท่าน แต่เราได้รับการปลูกฝังบอกเล่าจากพ่อแม่ของเรา ซึ่งเป็นลูกของท่านเจ้าพระยาฯ ว่า ท่านเน้นให้ลูก ๆ ทุกคนรักการเรียน รักการศึกษา รักใคร่กลมเกลียวสมัครสมานสามัคคีกันให้จงหนัก แม้ท่านจะมีภรรยามากกว่าหนึ่งคน แต่ท่านก็ให้ความรักกับภรรยาและลูก ๆ ทุกคนอย่างเสมอเหมือนกัน ลูกทุกคนไม่ว่าจะเกิดจากภรรยาคนไหนก็จะได้รับการอบรมบ่มเพาะจากท่านเจ้าพระยาฯ เสมือนเหมือนกันทุกคน และท่านเน้นให้ลูก ๆ ทุกคนมีการศึกษา ไม่ว่าจะชายหรือหญิงก็ต้องไม่ละเลยเรื่องการหาความรู้

หนังสือสนั่นคิด เรื่องเล่าผ่านยุคสมัยจากสยามสู่ไทย จึงได้ขอเชิญนักเขียนจากหลากหลายวงการอาชีพมาร่วมกันเขียนเรื่องของท่าน โดยที่ลูกหลานของท่านไม่ได้เข้าไปร่วมเขียนด้วยมากนัก ดังเห็นได้จากนักเขียนที่มีมากมายหลายชื่อ เช่น ชมัยภร บางคมบาง ดร. วิทย์ สิทธิเวคิน ดร. รสิตา สินเอกเอี่ยม ดร. สุวิทย์ เลิศวิมลศักดิ์ ดร. อนุชิต กุลวานิช พลพัทธ์ ภูรีสถิตย์ พิรฎา อุตตโมทย์ นิกร แซ่ตั้ง และกมลาสวาท ยามะรัต แต่ก็มีทายาทของท่านเจ้าพระยาฯ ร่วมเขียนบางในบางบท เช่น สนั่นชาติ เทพหัสดิน ณ อยุธยา ดร. กรวิช เทพหัสดิน ณ อยุธยา จุฑา เทพหัสดิน ณ อยุธยา และตัวของเราเอง (หมายถึง ดร. นทีทิพย์) 

ตลอดช่วงชีวิตของท่านเจ้าพระยา คือตั้งแต่ พ.ศ. 2419 ถึง 2486 ท่านได้ผ่านพบสิ่งต่าง ๆ มาอย่างนับไม่ถ้วน ท่านเริ่มรับราชการในรัชสมัย รัชกาลที่ 5 ครั้นรัชสมัยรัชกาลที่ 6 ก็ได้ดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงธรรมการ แล้วก็เป็นนักการเมืองในยุคหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ได้เป็นประธานรัฐสภาคนแรก และเป็นรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการคนแรกของรัฐบาลคณะราษฎร

เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีคือปูชนียบุคคลคนหนึ่งทางการศึกษาของสยาม เป็นผู้ทำแผนการศึกษาของชาติโดยทำเป็นองค์รวม เป็นผู้ริเริ่มสร้างมาตรฐานวิชาชีพครู และการพลศึกษา อาชีวศึกษา เน้นการรู้หนังสือเพื่อพัฒนาตนเอง เน้นความรู้คู่คุณธรรมและจริยธรรม เน้นด้านสุขอนามัย ส่งเสริมความสามัคคีของคนในสังคม เริ่มตั้งแต่ภายในครอบครัว ชุมชน ไปจนถึงระดับประเทศ และนานาชาติ ส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศ เชื้อชาติ ศาสนา ยึดหลักประชาธิปไตย

ย้อนไปเมื่อครั้งรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ตั้งพระทัยปฏิรูปการปกครองสยาม เพื่อให้พัฒนาก้าวหน้าทัดเทียมนานาอารยประเทศ เพื่อให้สยามรอดพ้นจากภัยการล่าอาณานิคมโดยมหาอำนาจตะวันตก จึงทรงปฏิรูปการศึกษาเพื่อสร้างคนสร้างชาติ และพระราชกรณียกิจนี้ได้สืบต่อไปยังพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 และก็สามารถกล่าวได้ว่าเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีคือผู้หนึ่งที่ถวายงานด้านพัฒนาการศึกษาของสยามในยุคนั้น

เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีเป็นบุตรของพระยาไชยสุรินทร์ เจ้ากรมพระคลังข้างที่ มารดาคือคุณหญิงอยู่ เมื่อท่านอายุ 6 ปี บิดาถึงแก่อนิจกรรม ครอบครัวประสบความยากลำบากเพราะฐานะตกต่ำ ท่านต้องช่วยมารดาหาเลี้ยงครอบครัวด้วยการรับจ้างทำงานสารพัด และช่วยมารดาเลี้ยงดูน้อง แต่มารดาของท่านก็ไม่ปล่อยให้ท่านไร้การศึกษา ท่านจึงได้เข้าเรียนประโยค 1 เมื่ออายุ 12 ปี ที่โรงเรียนบพิตรพิมุข ครั้งตกเย็นท่านกลับบ้าน ท่านก็สอนหนังสือน้อง ต่อมาท่านได้เข้าเรียนต่อที่โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ ระหว่างเรียนก็ออกหนังสือพิมพ์ประจำสัปดาห์ของโรงเรียน โดยเขียนด้วยลายมือ แล้วไปเรียนต่อที่โรงเรียนสุนันทาลัย แล้วไปเรียนต่อโรงเรียนฝึกหัดอาจารย์ ต่อมาได้เป็นนักเรียนทุนรุ่นแรก จำนวน 3 คน โดยระหว่างเรียนก็ยังทำหนังสือพิมพ์รายคาบ ชื่อวิทยาจารย์ โดยรับหน้าที่บรรณาธิการ นักเขียน ผู้จัดการวารสาร ทั้งนี้วารสารดักล่าวยังคงมีอยู่สืบเนื่องมาจากปัจจุบัน ชื่อ สามัคยาจารย์สมาคม (คุรุสภา) หลังจากสำเร็จการศึกษาก็ทำหน้าที่อบรมครูตามแบบสมัยใหม่ จนถึงปี พ.ศ. 2439 ได้รับทุนหลวงกระทรวงธรรมการรุ่นแรก ไปศึกษาวิชาครูที่ Borough Road College ประเทศอังกฤษ แล้วกลับมารับราชการสนองเบื้องพระยุคลบาทรัชกาลที่ 5 

ครั้นในรัชสมัย รัชกาลที่ 6 ทรงพัฒนาสยามให้เป็นประเทศที่สองในเอเชียที่มีการศึกษาภาคบังคับ (ประเทศแรกในเอเชียคือญี่ปุ่น) โดยเป็นการศึกษาภาคบังคับให้เด็กทุกคนต้องเรียนหนังสือด้วยความเสมอภาค

หากจะเล่าแบบรวบรัดก็ต้องบอกว่าท่านพัฒนาการศึกษายุคใหม่ของสยามมาตั้งแต่ต้น และมีส่วนถวายงานการก่อตั้งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในรัชสมัย รัชกาลที่ 6 และออกพระราชบัญญัติโรงเรียนราษฎร พ.ศ. 2461 และออกพระราชบัญญัติประถมศึกษา พ.ศ. 2464  และทำแผนการศึกษาให้มีวิชาวิสามัญ (อาชีวศึกษา) ควบคู่กับวิชาสามัญ โดยให้สอนด้านหัตถกรรม กสิกรรม และพาณิชยกรรม และนำกีฬาฟุตบอลเข้ามาในสยามตั้งแต่ พ.ศ. 2443 โดยผ่านการพลศึกษา

ใน พ.ศ 2460 ท่านได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี ครั้น พ.ศ. 2468 ปลายปี รัชกาลที่ 6 เสด็จสวรรคต พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ขึ้นทรงราชย์ ต่อมาประเทศสยามเผชิญปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำขั้นวิกฤต รัฐบาลประกาศตัดงบประมาณด้านการศึกษา ทั้ง ๆ ที่กระทรวงธรรมการในขณะนั้นได้รับงบประมาณน้อยมากอยู่แล้ว แต่ต้องดูแลงานด้านการศึกษาทุกระดับประเภท และยังต้องดูแลงานด้านมหาวิทยาลัย และโรงพยาบาลอีกด้วย ท่านจึงไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล ดังนั้น วันที่ 30 กันยายน 2469 ท่านจึงถวายบังคมลาออกจากราชการ ในช่วงนั้นเองที่ธิดาของท่านก็ขอลาออกจากการเป็นครูโรงเรียนราชินีและวชิราวุธวิทยาลัย แล้วตั้งโรงเรียนสตรีจุลนาค แล้วท่านก็ไปช่วยสอนหนังสือให้ด้วย แต่ในปี 2470 รัชกาลที่ 7 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งท่านเป็นหนึ่งในคณะกรรมการจัดระเบียบองคมนตรี

ครั้งเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ท่านได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรลำดับที่ 2 และได้รับการเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานรัฐสภาคนแรก แต่หลังจากนั้นเพียงสองเดือน รัฐบาลคณะราษฎรขอให้ท่านไปรับตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ แต่การเมืองในขณะนั้นวุ่นวายสับสนมาก มีความขัดแย้งต่าง ๆ นานาเกิดขึ้นเป็นประจำ มีการเปลี่ยนคณะรัฐมนตรีสองครั้งในเวลาไม่ถึงหนึ่งปี จน 21 มิถุนายน 2476 ก็เกิดรัฐประหารอีกครั้ง

ต่อมาในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม 2480 สภาผู้แทนราษฎรมีมติเลือกท่านเป็นคณะผู้สำเร็จราชการ ในรัชกาลที่ 8 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ที่ทรงเป็นยุวกษัตริย์ และยังทรงศึกษาอยู่ในประเทศตะวันตก แต่ท่านขอไม่รับตำแหน่ง โดยท่านให้เหตุผลว่าวิตกว่าจะทำไม่ได้ดี อย่างไรก็ตามเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีคือผู้ที่รับใช้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในราชวงศ์จักรีถึง 4 พระองค์ คือรัชกาลที่ 5, 6, 7 และรัชกาลที่ 8 จึงกล่าวได้ว่าช่วงชีวิตของท่านอยู่บนรอยต่อของประวัติศาสตร์สยามและของโลกไปพร้อม ๆ กัน เป็นช่วงเวลาที่สยามและโลกพบกับความผันผวนมากมาย ทั้งการล่าอาณานิคม การพัฒนาของโลกสมัยใหม่ การเปลี่ยนแปลงการปกครองในสยาม สงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 และช่วงการเกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลก

เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี ใช้นามว่าครูเทพ ในการประพันธ์ และการศึกษา ท่านได้รับการยกย่องว่าเป็นปราชญ์ผู้เชี่ยวชาญในอักษรศาสตร์และการศึกษา หลายคนจดจำท่านได้ดีในบทเพลงกราวกีฬา กีฬา กีฬาเป็นยาวิเศษ แก้กองกิเลส ทำคนให้เป็นคน

ดร. นทีทิพย์เล่าให้ฟังว่าเมื่อได้ศึกษางานของท่านเจ้าพระยาฯ แล้ว ก็ทำให้เห็นว่าท่านคือผู้จุดประกายวิทยาในยุคมือที่มีโรคระบาดคุกคามสยาม โดยท่านเน้นเรื่องสุขะศึกษาธิการธรรม ในยุคโบราณนั้นกรุงเทพฯ มีโรคระบาดคุกคามไทยอย่างหนัก เช่น โรคอหิวาตกโรค กาฬโรค ไข้ทรพิษ จนถึงขนาดนายแพทย์ฮิวจ์ แคมป์เบล ไฮเอต ชาวตะวันตกที่เข้ามารับราชการในสยามเพื่อแก้ปัญหากาฬโรคระบาดในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะในเขตสำเพ็ง ให้ความเห็นว่าเป็นแหล่งโสโครกที่มีการระบาดของกาฬโรค และยังมีจดหมายกราบทูลไปยังพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงนเรศวรฤทธิ์ เสนาบดีกระทรวงนครบาลว่า กรุงเทพพระมหานครเป็นเมืองที่โสโครกที่สุดในบรรดาพระนครในประเทศตะวันออก ทั้งนี้เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีจึงหาทางคลี่คลายปัญหาด้วยหลักศุขาภิบาล โดยเขียนหนังสือ การศุขาภิบาลสำหรับบุทคลและครอบครัว ความรู้เรื่องการต่อสู้กับข้าศึกที่เราแลไม่เห็นตัว

นอกจากนั้น ยังมีบทความแสดงให้เห็นว่าเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีเป็นผู้ที่สนับสนุนความเท่าเทียมทางเพศ แต่แม้ท่านจะเน้นเรื่องสิทธิเสรีภาพของสตรีว่าเป็นเรื่องจำเป็น แต่ท่านก็ยังคงแสดงความเห็นเชิงตักเตือนผู้หญิงว่าต้องระมัดระวังตัว ไม่ควรมีความเสียหายในเรื่องเพศก่อนวัยอันควร ไม่ปล่อยตัวให้บังเกิดความเสียหาย ดังพบในกวีนิพนธ์เรื่อง นรี-นรุปฐาก ที่มีความว่า

พลาดอื่นจะคืนสินิทธ์อาจ

ผิวพลาดเสน่ห์นัว

ยากแท้จะแก้ทุมลมัว            

 บมิหายระคายคง

หากคุณสนใจหนังสือสนั่นคิด เรื่องเล่าผ่านยุคสมัยจากสยามสู่ไทย เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี กรุณาติดต่อหาซื้อที่ มูลนิธิเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี โทรฯ 0 2160 8634

ตพส.ไทย เชิดชู 14 สตรีอาวุโส อายุ 90 ปีขึ้นไป ผู้เป็นต้นแบบสตรีแห่งการสร้างสรรค์สังคมไทย

ตพส.ไทย เชิดชู 14 สตรีอาวุโส อายุ 90 ปีขึ้นไป ผู้เป็นต้นแบบสตรีแห่งการสร้างสรรค์สังคมไทย

ตพส.ไทย เชิดชู 14 สตรีอาวุโส อายุ 90 ปีขึ้นไป ผู้เป็นต้นแบบสตรีแห่งการสร้างสรรค์สังคมไทย

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.11 น.

สมาคมติดตามการพัฒนาสตรีในประเทศไทย (ตพส.ไทย) นำโดย คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ นายกสมาคมฯ จัดงาน “เก้าทศวรรษกุลสตรีศรีแผ่นดินไทย ครั้งที่ 2” เพื่อมอบรางวัลเชิดชูเกียรติสุภาพสตรีวัย 90 ปีขึ้นไป เป็นผู้มีผลงานการอุทิศตนเพื่อครอบครัวและสังคมไปพร้อมๆ กัน และเป็นต้นแบบสตรีไทยผู้สร้างแรงบันดาลใจให้แก่สตรีไทยรุ่นหลังต่อไป โดยสตรีไทยวัย 90 ปีขึ้นไปที่ได้รับการเชิดชูเกียรติครั้งนี้จำนวน 14 ท่านจากหลากหลายวงการ  โดยงานมีขึ้นเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมดิ เอมเมอรัลด์ 

คณะกรรมการ ตพส.ไทย พร้อมด้วย 14 สตรีไทยวัย 90 ปีขึ้นไปได้รับการเชิดชูเกียรติ และสองต้นแบบสตรีไทยอายุ 100 ปี

คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ นายก ตพส.ไทย พร้อมด้วยผู้ได้รับเชิดชูเกียรติ (จากซ้าย) มุกดา จิราธิวัฒน์ เอื้อวัฒนะสกุล,สุพรรณรัศม์ ศิริหงษ์, ดร.สุรภีร์ โรจนวงศ์,สราภรณ์ สารททอง,ศ.กิตติคุณ ดร.สุจริต เพียรชอบ, ม.ร.ว.วรรณาภรณ์ ศุขเนตร,สุกัญญา ชลศึกษ์,ม.ร.ว.พิศวาส ดิสกุล นาควานิช,ท่านผู้หญิงวิวรรณ วรวรรณ เศรษฐบุตร, พวงเพ็ญ อินทรวิษิษฏ์,เยาวลักษณ์ แพ่งสภา,มณีรัตน์ สมบูรณ์, ม.ร.ว.เอมจิตร จิตรพงศ์ รับแทนโดย จิรบุญนี อิศรางกูร ณอยุธยา

คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ นายก ตพส.ไทย พร้อมด้วยคณะกรรมการ (จากซ้าย) อัจฉรา ภูริคุปต์, ดร.สร้อยเพชร เรศานนท์, ดร.เมธินี เทพมณี ,ดร.นุชนาถ วสุรัตน์, นันทลี จารุรัตน์,ผศ.ทิพวรรณ สมุทรักษ์,รศ.นรีวรรณ จินตกานนท์, อติภา เองตระกูล, ดร.ฉวีรัตน์ เกษตรสุนทร

หญิงเก่งอายุ 100 ปี คุณหญิงแสงเดือน ณ นคร และ จรรย์สมร วัธนเวคิน มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาสตรีไทยและด้านสังคมสงเคราะห์

สุกัญญา ชลศึกษ์,ม.ร.ว.พิศวาส ดิสกุล นาควานิช,ท่านผู้หญิงวิวรรณ วรวรรณ เศรษฐบุตร, พวงเพ็ญ อินทรวิษิษฏ์ และ เยาวลักษณ์ แพ่งสภา

สราภรณ์ สารททอง,ศ.กิตติคุณ ดร.สุจริต เพียรชอบ และ ม.ร.ว.วรรณาภรณ์ ศุขเนตร

สำหรับผู้ได้รับการเชิดชูเกียรติ “เก้าทศวรรษกุลสตรีศรีแผ่นดินไทย ครั้งที่ 2” มีจำนวน 14 ท่าน ประกอบด้วย ม.ร.ว.วรรณาภรณ์ ศุขเนตร (94 ปี), สุกัญญา ชลศึกษ์ เจ้าของนามปากกา กฤษณา อโศกสิน (94 ปี 6 เดือน), ศ.กิตติคุณ ดร.สุจริต เพียรชอบ (94 ปี 1 เดือน), ม.ร.ว.พิศวาส ดิสกุล นาควานิช (93 ปี 5 เดือน), ม.ร.ว.ดวงใจ ชุมพล (93 ปี), ท่านผู้หญิงวิวรรณ วรวรรณ เศรษฐบุตร (92 ปี 5 เดือน), พวงเพ็ญ อินทรวิษิษฏ์ (92 ปี 2 เดือน), เยาวลักษณ์ แพ่งสภา (91 ปี 7 เดือน), สราภรณ์ สาททอง (91 ปี 7 เดือน), ดร.สุรภีร์ โรจนวงศ์ (90 ปี 8 เดือน), สุพรรณรัศม์ ศิริหงษ์ (90 ปี 7 เดือน), ม.ร.ว.เอมจิตร จิตรพงศ์ (90 ปี 4 เดือน), มณีรัตน์ สมบูรณ์ (90 ปี 3 เดือน) และ มุกดา จิราธิวัฒน์ เอื้อวัฒนะสกุล (90 ปี 1 เดือน)

ราชสกุล “วรวรรณ” ร่วมยินดีกับ ท่านผู้หญิงวิวรรณ วรวรรณ เศรษฐบุตร นำโดย (นั่ง)  ม.ร.ว.สาวิกา วรวรรณ, ม.ล.นราทิพย์ วรวรรณ, ท่านผู้หญิงรวิจิตร์ สุวรรณบุปฝา, ม.ร.ว.ทัชวรรณ สายเชื้อ, ม.ล.ฉัตราภรณ์ ศรีปัญญา(ยืน) ม.ล.วัชราภรณ์ วรวรรณ, ม.ล.ปรเมศ วรวรรณ, ดร.นฤดี ภู่รัตนรักษ์, คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา, ม.ล.วัลลีวรรณ วิเชียรเจริญ,22,ม.ร.ว.เบญจวรรณ จักรพันธุ์, ผาณิต พูนศิริวงศ์ , จิตริก เศรษฐบุตร,  เจตกำจร-กำจรเดช พรหมโยธี และ ภูดิท ศรีปัญญา

คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา มอบของขวัญแสดงความยินดีกับ ท่านผู้หญิงวิวรรณ วรวรรณ มี จิตริก เศรษฐบุตร, ม.ร.ว.เบญจวรรณ จักรพันธุ์ และ ผาณิต พูนศิริวงศ์ ร่วมยินดี

ผาณิต พูนศิริวงศ์ ร่วมยินดีกับ ม.ร.ว.วรรณาภรณ์ ศุขเนตร มี ดร.ศรีภูมิ และบุตรชาย ศิรเวท ศุขเนตร เป็นกำลังใจ

ต้นแบบสตรีไทย ม.ร.ว.พิศวาส ดิสกุล นาควานิช มี พล.ท.ปิยวัฒน์ นาควานิช มาให้กำลังใจคุณแม่ มีสองกรรมการ ตพส.ไทย ผศ.ทิพวรรณ สมุทรักษ์,รศ.นรีวรรณ จินตกานนท์ ร่วมยินดี

ภายในงานยังได้มีการแสดงมุทิตาจิตต่อ สตรีไทย 2 ท่าน ผู้มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาสตรีไทยและด้านสังคมสงเคราะห์ ซึ่งมีอายุ 100 ปี ได้แก่ คุณหญิงแสงเดือน ณ นคร และ จรรย์สมร วัธนเวคิน

ม.ล.ภูมิใจ พาคุณแม่ ม.ร.ว.ดวงใจ ชุมพล มารับรางวัลมี ไพศาล พิสุทธิ์วัชระกุล ร่วมยินดี

สุพรรณรัศม์ ศิริหงส์ (นั่งกลาง) มี นันทชา สินพัฒนกุล, ดร.นุชนาถ วสุรัตน์, ดร. ณ ฤดี เคียงศิริ, ดร.ปัญจรัตน์ มังกรกนก และ ม.ล.ภูมิใจ ชุมพล ร่วมยินดี

ดร.ลาลีวรรณ กาญจนจารี ประธานสมาคมสภาสตรีแห่งชาติฯ ร่วมยินดีกับ ท่านผู้หญิงวิวรรณ วรวรรณ เศรษฐบุตร ร่วมด้วย ลลิสา จงบารมี, ศรีชนก วัฒนศิริ, ดร.สันห์จุฑา วิชชาวุธ และ รัญชา บริบาลบุรีภัณฑ์

ดร.ลาลีวรรณ กาญจนจารี นำทีมหญิงเก่งร่วมยินดีกับ ดร.สุรภีร์ โรจนวงศ์

ม.ร.ว.วรรณาภรณ์ – ดร.ศรีภูมิ ศุขเนตร ยินดีกับ มุกดา จิราธิวัฒน์ เอื้อวัฒนะสกุล มีลูกๆ สุกุลยา เอื้อวัฒนะสกุล และ สุภรัฐ จิราธิวัฒน์ มาเป็นกำลังใจ

ดร.สร้อยเพชร เรศานนท์, พล.ต.หญิง ดร.อังคณา สุเมธสิทธิกุล, เพ็ญพักตร์ ศรีทอง และ ดร.นุชนาถ วสุรัตน์ ยินดีกับ สราภรณ์ สาททอง

พวงเพ็ญ อินทรวิศิษฏ์ มารับรางวัลพร้อมกับลูกชายทั้ง 4 เอกราช-ดร.อภิชาติ-อรรถกฤต และ อิทธิพร อินทรวิศิษฏ์

พล.ต.ต.อังกูร-สุพัฒนา อาทรไผท, คุณหญิงกษมา วรวรรณ, นันทลี จารุรัตน์ และ เยาวมาลย์ วัชระเรืองศรี

ประภา กิจจะนะ, สุภา จิระเดชดำรง, ชวาลี โอสถานุเคราะห์, ปัญญชลี เพ็ญชาติ, พิมพ์นารา ทองประไพศิริ, ศรีชนก วัฒนศิริ  และ อัมราวัลย์ พันธ์พินิจ ร่วมยินดีกับ ท่านผู้หญิงวิวรรณ วรวรรณ เศรษฐบุตร

สมาคมติดตามการพัฒนาสตรีในประเทศไทย (ตพส.ไทย) เป็นองค์กรสตรีจัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2542 โดย ท่านผู้หญิงสุมาลี จาติกวนิช และกลุ่มสตรีไทยร่วมอุดมการณ์ วัตถุประสงค์หลักของสมาคมฯ คือการติดตามการพัฒนาสตรีไทยในประเด็นต่างๆ ตามปฏิญญาปักกิ่ง ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการส่งเสริมบทบาทสตรีในฐานะผู้นำ