มมส คว้าที่ 3 เวทีโลกที่จีน โชว์นวัตกรรม AI วางผังเมืองอัจฉริยะ ‘SCPP–RDSC’

มมส คว้าที่ 3 เวทีโลกที่จีน โชว์นวัตกรรม AI วางผังเมืองอัจฉริยะ ‘SCPP–RDSC’

มมส คว้าที่ 3 เวทีโลกที่จีน โชว์นวัตกรรม AI วางผังเมืองอัจฉริยะ ‘SCPP–RDSC’

วันจันทร์ ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม สร้างชื่อเสียงบนเวทีโลกในฐานะตัวแทนหนึ่งเดียวจากประเทศไทย โดยทีม SCPP–RDSC จากหน่วยวิจัยและพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (RDSC) คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ผังเมืองและนฤมิตศิลป์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม สามารถคว้ารางวัลที่ 3 (Third Prize) จากการแข่งขันนวัตกรรมระดับนานาชาติ “AI for All: China–ASEAN Super League” Smart City Development and Innovation Competition ณ เมืองหนานหนิง มณฑลกวางสีจ้วง สาธารณรัฐประชาชนจีน

สำหรับการแข่งขันในครั้งนี้ ถือเป็นเวทีเทคโนโลยีเมืองอัจฉริยะระดับภูมิภาคที่ยิ่งใหญ่ โดยมีทีมเข้าร่วมชิงชัยกว่า 10,000 ทีมจากมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วประเทศจีนและกลุ่มประเทศอาเซียน โดยทีม SCPP–RDSC สามารถฝ่าฟันจนผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศซึ่งมีเพียง 30 ทีมในสาย University Track และเป็น 1 ใน 14 ทีมในสาขา Urban Construction & City Governance โดยถือเป็นทีมไทยเพียงทีมเดียวที่นำโดยมหาวิทยาลัยไทยในสายการแข่งขันนี้

ความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากการนำเสนอผลงาน Smart City Planning Platform (SCPP) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มดิจิทัลที่พัฒนาขึ้นโดยหน่วยวิจัย RDSC บนพื้นฐานของระบบ SuperMap GIS ผสานกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อรองรับการบริหารจัดการเมืองแบบ Adaptive Urban Governance โดยแพลตฟอร์มนี้มีขีดความสามารถในการวิเคราะห์การใช้ประโยชน์ที่ดิน ตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงเชิงพื้นที่ และสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายด้านผังเมืองอย่างเป็นระบบ ซึ่งได้มีการนำร่องใช้งานจริงในพื้นที่เมืองมหาสารคามภายใต้โครงการประเมินผังเมืองตามพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. 2562

สำหรับทีมผู้อยู่เบื้องหลังความภาคภูมิใจนี้ นำโดย รศ.ดร.ธราวุฒิ บุญเหลือ และ ผศ.ดร.กฤษณุ ผโลปกรณ์ พร้อมด้วยคณะนิสิตระดับบัณฑิตศึกษา ได้แก่ นายสนธยา รัตนทิพย์, นายณัฐพงศ์ เพื่อนสงคราม, นายศิลา ศิลาขาว, น.ส.แพรวพรรณ ปาสานำ, น.ส.วิภารัตน์ หนูปัทยา และนายนันทวัฒน์ ธนจันทร์

โดย รศ.ดร.ธราวุฒิ บุญเหลือ หัวหน้าทีม ได้กล่าวถึงความสำเร็จครั้งนี้ว่า แม้จะไม่ได้รางวัลสูงสุดแต่ก็ภาคภูมิใจที่ได้เป็นตัวแทนประเทศไทย นำงานวิจัยที่สร้างขึ้นด้วยฝีมือคนไทยไปยืนบนเวทีระดับสากล และพร้อมจะนำประสบการณ์กลับมาพัฒนา SCPP เพื่อก้าวต่อไปในอนาคต ทั้งนี้ หน่วยวิจัย RDSC ยังคงมุ่งเน้นการบูรณาการเทคโนโลยี GIS, IoT, AI และ Digital Twin เพื่อยกระดับการบริหารเมือง โดยที่ผ่านมาได้รับรางวัลระดับนานาชาติต่อเนื่องถึง 3 ปีซ้อน ตั้งแต่ปี 2023 ถึง 2025 ยืนยันถึงศักยภาพความเป็นเลิศด้านนวัตกรรมเมืองอัจฉริยะในระดับภูมิภาคอาเซียน ของอาจารย์ นักวิจัย และนิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม

มหิดลโชว์ระบบเตือนภัยแผ่นดินไหวล่วงหน้า ลดเวลาในการแจ้งเตือนเหลือภายใน 2 นาที

มหิดลโชว์ระบบเตือนภัยแผ่นดินไหวล่วงหน้า ลดเวลาในการแจ้งเตือนเหลือภายใน 2 นาที

มหิดลโชว์ระบบเตือนภัยแผ่นดินไหวล่วงหน้า ลดเวลาในการแจ้งเตือนเหลือภายใน 2 นาที

วันจันทร์ ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กองทุน ววน. สนับสนุนนักวิจัย ม.มหิดล พัฒนา “ระบบเตือนภัยแผ่นดินไหวล่วงหน้า” แจ้งเตือนผ่านช่องทางต่าง ๆ ไปยังผู้ดูแลอาคารหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเวลาไม่เกิน 2 นาที โดยใช้เทคโนโลยีผสมผสานในการประมวลผลและกระจายข้อมูลแผ่นดินไหวแบบเรียลไทม์

รศ.ดร.ธีรพันธ์ อรธรรมรัตน์ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะนักวิจัยของศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ เปิดเผยถึงนวัตกรรมล่าสุดที่ว่า ทีมวิจัยได้พัฒนานวัตกรรม “ระบบเตือนภัยแผ่นดินไหวล่วงหน้า” ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ผสมผสานระหว่างเซนเซอร์ตรวจวัดแรงสั่นสะเทือนทางกายภาพร่วมกับแบบจำลองทางคณิตศาสตร์และอัลกอริทึม เพื่อประมวลผลและกระจายข้อมูลเกี่ยวกับแผ่นดินไหวที่กำลังเกิดขึ้นแบบเรียลไทม์

“ปัจจุบันระบบที่พัฒนาโดย Thaiquake by MU เป็นระบบอัตโนมัติ 100% ที่คำนวณตำแหน่งได้ภายใน 1 นาที และคำนวณขนาดแผ่นดินไหวได้ภายใน 2 นาที พร้อมส่งแจ้งเตือนผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น แอปพลิเคชันมือถือ อีเมล และเทเลแกรม ไปยังผู้ดูแลอาคารหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ผ่านสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ซึ่งนักวิจัยพยายามพัฒนาให้ใช้เวลาไม่เกิน 2 นาที จากที่ปัจจุบันกรมอุตุนิยมวิทยาใช้เวลานาน 15-30 นาทีในการคำนวณ ทำให้ไม่สามารถเตือนภัยล่วงหน้าได้”

นักวิจัยระบุว่า แม้ภัยแผ่นดินไหวไม่สามารถทำนายได้ล่วงหน้า แต่สามารถเตือนภัยได้ด้วยระบบเตือนภัยแผ่นดินไหวล่วงหน้า โดยอาศัยหลักการเคลื่อนที่ของคลื่นแผ่นดินไหว ตั้งแต่คลื่นที่เคลื่อนที่เร็วที่สุดไปจนถึงคลื่นที่เคลื่อนที่มาถึงช้าที่สุดแต่กลับมีขนาดใหญ่และสร้างความเสียหายรุนแรงต่ออาคารบ้านเรือนได้ โดยใช้ระบบเตือนภัยแผ่นดินไหวล่วงหน้าเพื่อตรวจจับสัญญาณคลื่นปฐมภูมิ แล้วคำนวณหาจุดศูนย์กลางและประมาณค่าขนาดแผ่นดินไหวให้เร็วที่สุด ก่อนที่คลื่นทุติยภูมิและคลื่นแรลลี่ซึ่งอยู่ผิวดินจะเดินทางมาถึงพื้นที่ที่ต้องการแจ้งเตือน เช่น ระยะทางจากจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ห่างออกไปประมาณ 50 กิโลเมตร เวลาที่คลื่นปฐมภูมิจะมาถึงใช้เวลาประมาณ 15 นาที หากสามารถคำนวณหาจุดศูนย์กลางและประมาณค่าขนาดแผ่นดินไหวได้ภายในเวลาน้อยกว่า 15 วินาที ก็จะสามารถแจ้งเตือนภัยแผ่นดินไหวได้ก่อน

ทั้งนี้ เหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาดใหญ่ในประเทศไทยมักมีจุดกำเนิดในประเทศเมียนมา ยกตัวอย่างเช่น เชียงตุง ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงรายประมาณ 100 กิโลเมตร และกรุงเทพฯ ประมาณ 850 กิโลเมตร จึงมีเวลาประมาณ 28 วินาที และ 240 วินาทีตามลำดับก่อนที่คลื่นแผ่นดินไหวจะมาถึง แสดงให้เห็นว่า “ยิ่งไกลจากจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวมากเท่าไร เราจะยิ่งมีเวลาในการประมวลผลและแจ้งเตือนได้ก่อนการสั่นไหวจะมาถึง” ดังนั้นหัวใจสำคัญของระบบดังกล่าวคือ เวลาที่ใช้ในการประมวลผลคำนวณหาจุดศูนย์กลางและประมาณค่าขนาดแผ่นดินไหว ซึ่งลดเวลาคำนวณได้โดย 1.สถานีตรวจแผ่นดินไหว ต้องติดตั้งใกล้กับแหล่งกำเนิดแผ่นดินไหวให้มากที่สุด 2.จำนวนสถานีตรวจวัดแผ่นดินไหว ต้องมีมากพอและครอบคลุมทุกพื้นที่ที่ใกล้แหล่งกำเนิด 3.สถานีตรวจวัดแผ่นดินไหว ต้องส่งข้อมูลแบบเรียลไทม์ ลักษณะขนาด และส่งข้อมูลมาที่ EEW server โดยตรง 4.ระบบสื่อสารควรมีความล่าช้าของสัญญาณต่ำ 5.มีอัลกอริทึมในการคำนวณหาจุดศูนย์กลางและประมาณค่าขนาดแผ่นดินไหวให้เร็วที่สุด ก่อนที่คลื่นแผ่นดินไหวจะเดินทางมาถึง และ 6.ช่องทางการแจ้งเตือนต้องส่งตรงถึงผู้รับ ผ่านช่องทางหรือแอปพลิเคชันที่มีความเร็วสูง

สำหรับการพัฒนาระบบเตือนภัยแผ่นดินไหวล่วงหน้าในงานวิจัยนี้ ใช้ open source ของระบบและเทคโนโลยีเตือนภัยแผ่นดินไหวล่วงหน้าที่พัฒนาโดย Swiss Seismological Service (SED) ซึ่งตั้งอยู่ในมหาวิทยาลัย ETH Zurich ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในการรวบรวม บริหารจัดการ และดึงข้อมูลแบบเรียลไทม์จากสถานีตรวจวัดแผ่นดินไหวต่างๆ เพื่อประมวลผลคลื่นแผ่นดินไหว วิเคราะห์หาจุดศูนย์กลางและขนาดแผ่นดินไหวแบบอัตโนมัติ โดยใช้ Virtual Seismologist (VS) ซึ่งเป็นอัลกอริทึมหรือชุดคำสั่งคอมพิวเตอร์ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อใช้ในระบบเตือนภัยแผ่นดินไหวล่วงหน้า โดยประมาณค่าขนาดแผ่นดินไหวและจุดกำเนิดให้เร็วที่สุด

ธรรมนัส อวยพรสงกรานต์ ชี้ แม้เป็นเทศกาลแห่งความสุข แต่ปชช.ยังเผชิญค่าครองชีพพุ่งสูง

ธรรมนัส อวยพรสงกรานต์ ชี้ แม้เป็นเทศกาลแห่งความสุข แต่ปชช.ยังเผชิญค่าครองชีพพุ่งสูง

ธรรมนัส อวยพรสงกรานต์ ชี้ แม้เป็นเทศกาลแห่งความสุข แต่ปชช.ยังเผชิญค่าครองชีพพุ่งสูง

วันอาทิตย์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.42 น.

ธรรมนัส ส่งสุขสงกรานต์ 2569 ชี้ แม้เป็นเทศกาลแห่งความสุข แต่ปชช.ยังเผชิญค่าครองชีพพุ่งสูง ขอให้กำลังใจทุกคนสู้วิกฤตเศรษฐกิจ

เมื่อวันที่ 12 เม.ย.2569 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม (กธ.) กล่าวอวยพรเนื่องในเทศกาลสงกรานต์ หรือวันขึ้นปีใหม่ไทย ประจำปีพุทธศักราช 2569 โดยระบุว่า เทศกาลสงกรานต์ถือเป็นช่วงเวลาอันเป็นมงคลของคนไทย เป็นโอกาสแห่งการเริ่มต้นใหม่ การกลับไปหาครอบครัว และการสืบสานประเพณีอันดีงามที่อยู่คู่สังคมไทยมาอย่างยาวนาน

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ตนขอส่งความปรารถนาดีไปยังพี่น้องประชาชนทุกคน ขอให้เทศกาลปีใหม่ไทยปีนี้เต็มไปด้วยความสุข ความอบอุ่น และความปลอดภัย โดยเฉพาะการเดินทางกลับภูมิลำเนา ขอให้ทุกคนถึงที่หมายโดยสวัสดิภาพ ปราศจากอุบัติเหตุ และได้ใช้เวลาร่วมกับครอบครัวอย่างมีความหมาย

อย่างไรก็ตาม ร.อ.ธรรมนัส ยังกล่าวถึงสถานการณ์ที่ประชาชนกำลังเผชิญ โดยเฉพาะวิกฤตค่าครองชีพ ที่ยังส่งผลกระทบชีวิตคนไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งราคาพลังงานและราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น รวมถึงรายได้ที่ไม่สอดคล้องกับรายจ่าย ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากต้องแบกรับภาระหนักขึ้นในชีวิตประจำวัน

“แม้จะเป็นช่วงเวลาแห่งความสุข แต่พี่น้องประชาชนยังต้องเผชิญกับความยากลำบากจากค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น รายได้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย ผมขอเป็นกำลังใจให้พี่น้องคนไทยทุกคนก้าวผ่านทุกอุปสรรคครั้งนี้ไปให้ได้“ ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

ประเทศชาติ หรือ มารยาททางการเมือง ย้อนตำนานรัฐบาลชวน 2 ต้นกำเนิด งูเห่า

ประเทศชาติ หรือ มารยาททางการเมือง ย้อนตำนานรัฐบาลชวน 2 ต้นกำเนิด งูเห่า

ประเทศชาติ หรือ มารยาททางการเมือง ย้อนตำนานรัฐบาลชวน 2 ต้นกำเนิด งูเห่า

วันอาทิตย์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.57 น.

ข่าวนางศุภจี สุธรรมพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ทาบทามบุคคลมาเป็นที่ “ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี “ ทั้งหมด12 คน และหนึ่งในนั้นที่กำลังเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ อย่างกว้างทั้งชื่นชม และ ตำหนิ คือ ชื่อของ นายวีระพงษ์ ประภา รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมีประสบการณ์ เคยเป็นผู้แทนการค้าไทย ขับเคลื่อนการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA)ไทย-สหภาพยุโรป ซึ่งการเจรจาดังกล่าวยังไม่แล้วเสร็จ

ประเด็นหลักของฝั่งคนที่ออกมาตำหนิ นางศุภจี ก็คือเรื่องมารยาททางการเมือง เพราะนายวีระพงษ์ ยังมีตำแหน่งเป็นรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในขณะที่ผู้คนอีกส่วนหนึ่งที่ชื่นชมการตัดสินใจเชิญนายวีระพงษ์ มาช่วยงานสำคัญ โดยไม่ยึดติดว่า สังกัดพรรคไหนก็สามารถเอาความรู้ความสามารถมาช่วยประเทศชาติได้  

วีระพงษ์ ประภา

ต่อมาก็แตกประเด็นไปเป็นเรื่องข้อเท็จจริง ว่า ได้ขออนุญาต หรือแจ้ง หัวหน้าพรรคก่อนหรือไม่ อย่างไร

 แต่ในรายงานชิ้นนี้เราจะไม่ลงในรายละเอียดกรณีนี้  แต่จะพาย้อนไปถึง ประวัติศาสตร์การเมืองไทยหน้าสำคัญ ที่เป็นการปะทะกันระหว่าง เหตุผลเรื่อง มารายาททางการเมือง กับ ผลประโยชน์ของประเทศชาติ และเป็นต้นกำเนิดของ ศัพท์การเมืองที่ทุกคนคุ้นกันดี คือ “งูเห่า”  !!

ย้อนเวลาไปเมื่อ เดือนพฤศจิกายน 2540 ประเทศไทย กลายเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤตเศรษฐกิจ ที่โลกรู้จักในชื่อ “วิกฤตต้มยำกุ้ง” ซึ่งลุกลามไปหลายประเทศ  ในห้วงเวลานั้น  รัฐบาลที่มีพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ เป็นนายกรัฐมนตรี ไม่สามารถรับมื

อกับวิกฤตทางเศรษฐกิจที่ถาโถมอย่างรุนแรงได้ จากวิกฤตเศรษฐกิจ นำไปสู่แรงกดดันทางการเมือง สุดท้ายพลเอกชวลิต ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่ง เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2540

พลเอกชวลิต

เมื่อนายกรัฐมนตรีลาออก การแข่งขันกันจัดตั้งรัฐบาลก็เริ่มขึ้นอย่างเข้มข้น ฝั่งรัฐบาลเดิม นำโดยพรรคชาติพัฒนา หวังดัน “น้าชาติ” พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ กลับคืนสู่ตำแหน่งอีกครั้ง

ขณะที่ฝั่งฝ่ายค้าน นำโดยพรรคประชาธิปัตย์  ชู  ชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี ให้กลับมาเป็นนายกอีกครั้งเช่นเดียวกัน

ใครดึงเสียงสนับสนุน จากสส.ได้มากกว่า คนนั้นคือผู้ชนะ !

ปฏิบัติการ “พลิกขั้ว” กลางดึก จุดกำเนิดงูเห่า

ตัวแปรสำคัญในขณะนั้นคือ พรรคประชากรไทย ของ นายสมัคร สุนทรเวช ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลเดิมและมีมติชัดเจนว่าจะสนับสนุน พล.อ.ชาติชาย

แต่ทว่าในคืนวันที่ 8-9 พฤศจิกายน 2540 ประวัติศาสตร์ก็ถูกเขียนใหม่ เมื่อกลุ่ม สส. ในพรรคประชากรไทยจำนวน 12 คน นำโดย นายวัฒนา อัศวเหม และ นายมั่น พัธโนทัย ตัดสินใจ “หักมติพรรค” เดินทางไปยังบ้านพักขอแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อลงนามสนับสนุนนายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี

ชวน หลีกภัย

วาทะอมตะ “ผมเป็นชาวนา ที่ถูกงูเห่ากัด”

ในวันที่ความแตก นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคประชากรไทยผู้ขึ้งเคียด ได้ให้สัมภาษณ์ด้วยน้ำเสียงดุดันอันเป็นเอกลักษณ์ เปรียบเปรยเหตุการณ์นี้กับนิทานอีสปเรื่อง “ชาวนากับงูเห่า” > “ผมเป็นเหมือนชาวนาที่ไปเก็บงูเห่าที่กำลังจะตายจากความหนาวเหน็บมาอุ้มชูไว้ในอก ให้ที่พัก ให้ความอบอุ่น แต่พองูเห่านั้นเริ่มมีกำลัง มันก็แว้งกัดชาวนาจนตาย”

วาทะนี้สั่นสะเทือนวงการการเมืองไทย และทำให้คำว่า “งูเห่า” ถูกใช้เรียกนักการเมืองที่ทรยศต้นสังกัดนับแต่นั้นเป็นต้นมา

ขณะที่ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ หรือ เสธ.หนั่น  ในฐานะเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ในขณะนั้น และถูกขนานนามว่าเป็น “ผู้จัดการรัฐบาล” ผู้กวักมือเรียกงูเห่าเข้าคอก  โดยยกเหตุผลเรื่องการกอบกู้ชาติจากวิกฤตเศรษฐกิจ

และกลุ่มงูเห่าจากพรรคประชากรไทย ก็ยืนยันจุดยืนว่าไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง แต่ทำเพื่อให้ประเทศมีรัฐบาลที่ทำงานได้ และหลุดพ้นจากทางตันทางการเมือง

กลุ่มพรรคฝ่ายที่พ่ายแพ้ในการรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาล ออกมาวิพากษ์วิจารณ์เรื่องจริยธรรมทางการเมืองอย่างรุนแรง

บทสรุปแห่งประวัติศาสตร์

ผลจากการขยับของกลุ่มงูเห่า 12 เสียงมาสนับสนุน ทำให้ นายชวน หลีกภัย รวบรวมเสียงได้ทั้งสิ้น 208 เสียง ชนะ พล.อ.ชาติชาย ที่รวบรวมได้เพียง 185 เสียง และต่อมาก็มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้นายชวน ลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรีในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2540

นี่คืออีกหน้าประวัติศาสตร์สำคัญของการเมืองไทย ในวันที่คนไทยส่วนหนึ่งถกเถียงกันเรื่อง “มารยาททางการเมือง” กับ “ผลประโยชน์ของชาติ ในสถานการณ์ที่ประเทศกำลังเผชิญวิกฤตพลังงาน วิกฤตเศรษฐกิจ ที่ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า วิกฤตรอบนี้หนักหนาสาหัสกว่าที่เราเจอยุคต้มยำกุ้ง เสียอีก.

# ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

แม่ยก ปชป.ไม่จบ! ซัด ศุภจี ข้ามหัว อภิสิทธิ์ ดึงวีระพงษ์ เย้ย ภท.หาคนทำงานไม่ได้หรือ!?

แม่ยก ปชป.ไม่จบ! ซัด ศุภจี ข้ามหัว อภิสิทธิ์ ดึงวีระพงษ์ เย้ย ภท.หาคนทำงานไม่ได้หรือ!?

แม่ยก ปชป.ไม่จบ! ซัด ศุภจี ข้ามหัว อภิสิทธิ์ ดึงวีระพงษ์ เย้ย ภท.หาคนทำงานไม่ได้หรือ!?

วันอาทิตย์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.56 น.

แม่ยก ปชป.ไม่จบ! ซัด ศุภจี ข้ามหัว อภิสิทธิ์ ดึงวีระพงษ์ เย้ย ภท.หาคนทำงานไม่ได้หรือ!? 

เมื่อวันที่ 12 เม.ย.2569 นางกาญจนี วัลยะเสวี หรือ ติ๊งต่าง เจ้าของฉายาไฮโซสปอร์ตคลับและแกนนำกลุ่มแม่ยกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ต้องขอแจงสักนิด เหตุเพราะถูกวิจารณ์ผิดๆ กรณีศุภจีเชิญวีระพงษ์(รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์)ไปเป็นทีมงาน .. ดังนี้

1.ไม่ได้ใจแคบที่วีระพงษ์จะไปทำงานให้บ้านเมือง แต่ศุภจีไปโปรโมทว่าดึงวีระพงษ์ไปเป็นทีมงานอย่างหน้าตาเฉย
– คุณมาบอกกล่าวคุณอภิสิทธิ์หรือยัง
– การกระทำอย่างนี้มันเหมาะสม มีมารยาททางการเมืองหรือไม่

2.ติ่งลุง(ที่กลายพันธุ์มาเป็นติ่งหนู) อย่าสักแต่วิจารณ์เข้าทางตน คิดตามหลักความจริงด้วย

3. การมาดึงวีระพงษ์จะเป็นฝีมือใครก็ตาม(ที่อยากได้คนของปชป.) นางศุภจีต้องโดนเต็มๆเพราะนางเป็นคนออกรับ

4. ฉันยังไม่เคยเห็นมาก่อนว่าพรรครบ.อยากได้คนของฝ่ายค้านไปทำงาน จึงสามารถคิดไปได้ ว่าพรรคภูมิใจไทยมีบุคคลากรมากมายขนาดนั้นหาคนทำงานด้านนี้ไม่ได้เหรอ ฮาๆๆๆๆๆๆ #นึกว่าจะเก่งสุดยอดในปฐพี

.. ดังนั้นเข้าใจผิด เข้าใจใหม่นะจ้ะ ว่าฉันไม่ได้ใจแคบที่พวกคุณมาดึงคนของปชป.ไปทำงานให้ประเทศชาติ แต่งงกับพรรคน้ำเงิน

#คำสองคำก็เพื่อประเทศชาติ ฝ่ายค้านก็สามารถทำงานให้ประเทศชาติ ยิ่งในยามที่ประเทศมีรบ.ที่อ่อนแอยิ่งต้องมีฝ่ายค้านที่เข้มแข็ง

#ห้อยโหนจัง #มะม่วง #ติ่งงมงาย #หยุดสร้างภาพ”

มาร์ค แจงดรามา วีระพงษ์ ย้ำต้องไขก๊อกพรรคเพื่อความสง่างาม

มาร์ค แจงดรามา วีระพงษ์ ย้ำต้องไขก๊อกพรรคเพื่อความสง่างาม

มาร์ค แจงดรามา วีระพงษ์ ย้ำต้องไขก๊อกพรรคเพื่อความสง่างาม

วันอาทิตย์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.43 น.

วันนี้ 12 เมษายน 2569 กลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองที่หลายคนจับตามอง เมื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ชี้แจงกรณีที่มีกระแสข่าวว่า นายวีระพงษ์ ซึ่งเป็นรองหัวหน้าพรรค ได้รับการทาบทามจากรัฐบาลให้ดำรงตำแหน่งสำคัญทางเศรษฐกิจ โดยนายอภิสิทธิ์ได้แจกแจงข้อเท็จจริงเป็น 3 ข้อ เพื่อลดความสับสนและวิพากษ์วิจารณ์ในโลกโซเชียล โดยมีข้อความทั้งหมดว่า “กรณีของคุณวีระพงษ์นั้นเห็นมีการโต้เถียงวิพากษ์วิจารณ์มากมาย อยากเรียนข้อเท็จจริงดังนี้ครับ

1. ผมไม่เคยได้รับทราบเรื่องนี้จากคุณศุภจี แต่คุณวีระพงษ์ได้มาปรึกษาผมว่าได้รับการทาบทามให้ไปดำรงตำแหน่งผู้แทนการค้าไทยเพื่อไปเป็นหัวหน้าคณะในการเจรจากับสหภาพยุโรปในเรื่องของข้อตกลงเขตการค้าเสรีโดยมีเป้าหมายที่จะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปีนี้ กรณีของคุณวีระพงษ์จึงแตกต่างจากการให้คำปรึกษาหรือเป็นที่ปรึกษาของรัฐมนตรีแบบไม่เป็นทางการเพราะเป็นตำแหน่งทางการเมืองเป็นทางการและมีค่าตอบแทน ขณะนั้นผมเข้าใจว่ายังเป็นการพูดคุยในลักษณะส่วนตัว ไม่ทราบว่าจะมีการโฆษณาประชาสัมพันธ์ออกไปจากฝั่งรัฐบาล

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

2. เราเห็นตรงกันว่างานนี้เป็นงานที่ฝ่ายคุณวีระพงษ์มีความถนัดและความชอบเป็นพิเศษ และรัฐบาลรวมทั้งประเทศจะได้ประโยชน์หากคุณวีระพงษ์เข้ารับหน้าที่นี้ แต่โดยสถานะของคุณวีระพงษ์ที่เป็นรองหัวหน้าพรรคและสมาชิกของพรรคประชาธิปัตย์จะเกิดความสับสนและขัดแย้งกันในตัวในสถานะของความเป็นพรรคฝ่ายค้าน สุดท้ายจึงเห็นพ้องกันว่าหากคุณวีระพงษ์มีความประสงค์จะไปรับตำแหน่งก็ต้องออกจากรองหัวหน้าพรรคและความเป็นสมาชิกพรรคของพรรคประชาธิปัตย์

3. ขณะนี้จึงอยู่ที่คุณวีระพงษ์จะตัดสินใจและดำเนินการ”

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

หลังจากโพสต์ของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เผยแพร่ออกไป มีชาวเน็ตเข้ามาแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก เช่น

“เข้าใจทั้งหัวหน้าและรอง อยู่ที่การตัดสินใจของเจ้าตัว รับได้หากทำอย่าตรงไปตรงมา นี่แหละคนดีชื่นชม”

“ทำเพื่อชาติบ้านเมืองเป็นเรื่องน่าชมเชย..จะอยู่พรรคอะไรก็ควรช่วยกัน การเมืองควรสร้างสรรไม่ใช่การทำลายล้าง”

“อยู่ฝ่ายค้านก็ทำงานเพื่อชาติได่ค่ะ แต่เคารพในการตัดสินใจ แบบนี้ยิ่งศรัทธาและเชื่อมั่นท่านอภิสิทธิมากขึ้น”

“ชาติบ้านเมืองกำลังวิกฤต ต้องการคนที่มีความรู้ความสามารถมาช่วยทำงานเพื่อประเทศชาติและคนไทยทุกคน เป็นสิ่งที่น่าชื่นชมและให้กำลังใจกัน

“หากลาออกแล้ว ยังคงความสัมพันธ์อันดี เหมือนลาไปช่วยชาติ ก็ถือเป็นสิ่งที่ดีมากค่ะ ไม่ว่าจะอยู่พรรคไหนไม่สำคัญเลยค่ะ และพรรคปชป เอง หาก ไม่แบ่งพรรคและมีสัมพันธ์ที่ดี ก็ยิ่งมีสปิริตสูงมากๆค่ะ”

“คุณอภิสิทธิ์เป็นหัวหน้าพรรค และเป็นอดีตนายก อีกคนก็เป็นมีตำแหน่งในพรรค ถ้าจะขอคนเก่ง จริงๆ ก็ควรจะคุยกับหัวหน้า (ถ้าอะไรทำเพื่อประโยชน์ มันก็ไม่มีเรื่องต้องคิดอะไรมาก เพื่อชาติ) แต่หลักการแค่จะบอกหัวหน้าก่อน มันดูตรงไปตรงมา สง่างามกว่า หลักแค่นี้เองครับ ผมเชื่อว่าถ้าบอกคุณอภิสิทธิ์ตรงๆ และคนพร้อมจะไปร่วมงานก็ดี ชาติดี ใครว่าไม่ดี แต่แค่แบบ การจะบอกหัวหน้าก่อนมันยากตรงไหน เป็นเรื่องการให้เกียรติกันมากกว่า”

“มององก์รวมว่าทำเพื่อประเทศชาติ เป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้วคับ แต่กระบวนการ ความสง่างาม และความไม่ขัดแย้งในสถานะก็เป็นสิ่งที่จำเป็นเช่นกันเพื่อที่จะได้ปฎิบัติหน้าที่ได้เต็มที่”

“ชื่นชมท่านอาจารย์อภิสิทธิ์ค่ะ กับการตัดสินใจและแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ ในสามข้อที่นำเสนอไว้นะคะ”

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Abhisit Vejjajiva

จบดรามา! วีระพงษ์ แจ้ง อภิสิทธิ์ ถูกทาบ จ่อลา ปชป. ไปเป็นผู้แทนการค้าไทย

จบดรามา! วีระพงษ์ แจ้ง อภิสิทธิ์ ถูกทาบ จ่อลา ปชป. ไปเป็นผู้แทนการค้าไทย

จบดรามา! วีระพงษ์ แจ้ง อภิสิทธิ์ ถูกทาบ จ่อลา ปชป. ไปเป็นผู้แทนการค้าไทย

วันอาทิตย์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.31 น.

ชัดแล้ว! อภิสิทธิ์ รู้เรื่อง ศุภจี ทาบ วีระพงษ์ เป็นผู้แทนการค้า จ่อลา ปชป.

เมื่อวันที่ 12 เมษายน แหล่งข่าวระดับสูงจากพรรคประชาธิปัตย์เปิดเผยกับ “แนวหน้าออนไลน์”  ถึงรายละเอียดการทาบทามนายวีระพงษ์ ประภา รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ไปเป็นที่ปรึกษาของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯและรมว.พาณิชย์ว่า หลังจากได้รับการติดต่อจากนางศุภจี ทางนายวีระพงษ์ ก็ได้ไปบอกนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ว่า จะไปร่วมงานกับนางศุภจี ในตำแหน่งผู้แทนการค้าไทย ซึ่งเป็นงานที่เคยทำมาก่อน โดยในช่วงแรกนางศุภจี จะแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาก่อน เมื่อผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติก็จะตั้งเป็นผู้แทนการค้าไทยต่อไป

แหล่งข่าวบอกอีกว่า จริงๆแล้ว นายวีระพงษ์ ตั้งใจจะลาออกจากตำแหน่งรองหน้าพรรค แต่ยังเป็นสมาชิกพรรค แต่เมื่อมีผู้บริหารของพรรคประชาธิปัตย์ไปให้สัมภาษณ์ว่าช็อกกับเรื่องนี้ จึงตัดสินใจว่าจะลาออกจากสมาชิกพรรคด้วย เพื่อจะไปร่วมงานกับนางศุภจี ตามที่ได้คุยกันไว้

อ่านจบครบที่เดียว ดรามาศุภจี ตั้ง วีระพงษ์ กุนซือ มารยาท-ช่วยชาติ

อ่านจบครบที่เดียว ดรามาศุภจี ตั้ง วีระพงษ์ กุนซือ  มารยาท-ช่วยชาติ

อ่านจบครบที่เดียว ดรามาศุภจี ตั้ง วีระพงษ์ กุนซือ มารยาท-ช่วยชาติ

วันอาทิตย์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.17 น.

เรื่องดรามาทางการเมืองระหว่างผู้สนับสนุนพรรคประะชาธิปัตย์ กับฝ่ายสนับสนุนนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯและรมว.พาณิชย์ เริ่มต้นเมื่อวันที่ 9 เมษายน ดร.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงเปิดเผยรายชื่อ 12 ที่ปรึกษานางศุภจี ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการตามขั้นตอนแต่งตั้งอย่างเป็นทางการหลังทาบทามเรียบร้อยแล้ว 

โดยปมประเด็นดรามาคือ ปรากฎชื่อนายวีระพงษ์ ประภา รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เป็น 1 ใน 2 ที่ปรึกษาทั้งที่ดำรงสถานะกรรมการบริหารพรรคฝ่ายค้าน

ศุภจี

ต่อมาเมื่อวันที่ 10 เมษายน นางศุภจี ก็ได้ชี้แจงเรื่องนี้ โดยบอกว่า “นายวีระพงษ์ ถือเป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ เคยเป็นผู้แทนการค้าไทย ขับเคลื่อนการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-สหภาพยุโรป (EU) ช่วยเราในสมัยรัฐบาลที่แล้ว ซึ่งยังทำไม่เสร็จในเรื่องของ FTA อียู และเห็นว่า นายวีระพงษ์ เป็นคนมีความสามารถ จึงได้ทาบทาม เพราะเราเน้นเรื่องผลงานและการทำงาน จะสังกัดพรรคใดก็ไม่เป็นไร ซึ่งตนเคยพูดไว้แล้ว และนี่ก็ทำให้เห็นว่าพรรคอะไรก็ได้ หากทำแล้วเกิดประโยชน์จริงๆ เราไม่ต้องมาเตรียมงานกันใหม่ เพราะได้เคยทำมาแล้วเพื่อต่อให้จบ และเดือนมิถุนายนนี้ เราจะต้องกลับไปเจรจากับอียูเป็นรอบที่ 9 ซึ่งรอบนี้เราอยากให้สะเด็ดน้ำ เอาประเด็นที่ยังติดค้างอยู่ให้จบ เพราะเราไม่มีเวลาเริ่มใหม่”

ส่วนรายละเอียดการทาบทาม และแต่งตั้งนั้น นางศุภจี บอกว่า ทาบทามแล้ว และนายวีระพงษ์ ก็ยินดี ซึ่งกระบวนการแต่งตั้งก็ต้องมีการตรวจสอบคุณสมบัติและนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ยังอีกหลายขั้นตอน ซึ่งที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรีไม่มีค่าตอบแทน

ศุภจี

เรื่องไม่ยุติแค่นั้น ต่อมาในวันรุ่งขึ้น นางกาญจนี วัลยะเสวี หรือ “ติ๊งต่าง” เจ้าของฉายาไฮโซสปอร์ตคลับ แกนนำกลุ่มแม่ยกพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ในเฟซบุ๊กส่วนตัว ต่อว่า นางศุภจี อย่างรุนแรงว่า “ต้องฝากนางศุภจีไปศึกษาคำว่า #มารยาท ที่เขาพึงกระทำกันในสังคม หรือนางหมดปัญญาหาบุคคลากร 

– เท่าที่เห็นพรรคนี้กวาดTechnocratไปเข้าพรรคมันยังไม่พออีกรึ

 .. แล้วสส.ในพรรคจะมีงานทำกันไหมนี่ แค่เห็นรายชื่อที่ปรึกษาของศุภจีก็ตาลายแล้ว

 #สสในพรรคเขาไม่มีความสามารถเลยเหรอ

 .. แหมๆๆๆนึกว่าคนเดียวจะเอาอยู่ เห็นติ่งคุยนักคุยหนาว่าเก่งอย่างกะนางฟ้า 

.. อิ อิ

#มะม่วง  #มะม่วง “

กาญจนี วัลยะเสวี

นางกาญจนี โพสต์ต่อมาอีกว่า “#ศุภจีต้องออกมาขอโทษคุณอภิสิทธิ์หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ 

– จะบอกว่าดึงมาเพราะเห็นมีความสามารถ เพื่อประเทศชาติต่างพรรคก็ไม่เป็นไร  #นั่นคือข้ออ้าง 

– การกระทำเยี่ยงนี้มันเหมือนคิดว่าตนถือไพ่เหนือทุกคน อยากทำอย่างไรก็ได้ สังคมต้องชื่นชมคุณ .. ไม่ใช่แล้วหล่ะศุภจี มันต้องมีมารยาททางสังคม

 คิดเอาเองว่าจากนี้ต้องทำอย่างไร

– อย่าหลงตนว่าแน่  ฉันคนหนึ่งที่ไม่ได้เชื่อว่าคุณเป็นมือ1 ยังมีคนเก่งกว่าคุณอีกหลายขุม 

– #ตอนนี้ฉันมองไปด้วยซ้ำว่าอาจมีเจตนาไม่ดีต่อพรรคประชาธิปัตย์” 

ตามด้วย “ปู จิตกร บุษบา” นักจัดรายการชื่อดังที่โพสต์ในประเด็นนี้รัวๆ โดยเน้นที่ประเด็น “มารยาท” อาทิ “ฉันพูดเรื่องเดียว คือเรื่อง #มารยาท

ซึ่งฉันเชื่อว่า ไม่ใช่เรื่องยากที่คนหัวหงอกแล้วจะทำได้ อย่างง่ายๆ และงดงามด้วยซ้ำไป  แค่ขอ เขาก็ให้แหละ #ก็มันเรื่องของประเทศชาตินี่เนอะ

..

ถามว่า ทำไมต้องขอเหรอ ?

ก็เขาเป็นถึง #รองหัวหน้าพรรค ไง 

รักชาติ ทำเพื่อชาติ บนความมีมารยาทก็ได้นี่แม่

นี่แม่จะเล่นวาทกรรม #ทำเพื่อชาติ อยู่ฝ่ายเดียว จะดีเหรอ มันเกินดีเกินงามไปมั้งแม่ 555″ 

ปู จิตกร ยังโพสต์ยาวๆ ครอบคลุมทุกประเด็นว่า 

“ในวันเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อได้หัวหน้าพรรคคนใหม่ คือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แล้ว  ท่านก็ประกาศชื่อรองหัวหน้าพรรคด้านต่างๆ หนึ่งในคนที่ได้รับการประกาศว่าเป็น #รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คือ อาร์ท “วีระพงษ์ ประภา”

ด้วยประวัติการทำงานที่ในที่ประชุมแห่งนั้น รู้สึกทึ่งอย่างเหลือเกิน

..

เมื่อเป็นรองหัวหน้าพรรค  อาร์ทให้ใจกับพรรค และร่วมทำงานทุกอย่างอย่างเต็มที่  ทั้งการให้สัมภาษณ์สื่อ การร่วมเดินสายหาเสียง ฯลฯ  

..

แม้อาร์ทจะขาดคุณสมบัติในการเป็นผู้สมัคร สส. เพราะขาดการไปใช้สิทธิเลือกตั้งท้องถิ่น เนื่องจากติดภารกิจอยู่ที่ต่างประเทศ  แต่อาร์ทก็ร่วมทำงานกับพรรคด้วยดีเสมอมา

..

จู่ๆ มีข่าวเผยแพร่ ว่า อาร์ทจะเป็นหนึ่งในทีมที่ปรึกษา ท่านรองนายกฯ ศุภจี ซึ่งควบเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ด้วย  แล้วต่อมา นางศุภจี สุธรรมพันธ์ ก็ยอมรับว่ามีการทาบทาม  ตอนนี้รอกระบวนการให้ครบถ้วนตามขั้นตอนเท่านั้น

..

รองนายกฯ ศุภจี พูดชัด เรื่องอาร์ท ว่าจะช่วยด้านเจรจาการค้า กับสหภาพยุโรป  เพราะอาร์ทเคยเป็นผู้แทนการค้าไทยในสหภาพยุโรปมาแล้ว ก็อยากให้มาทำงานต่อ โดยที่ไม่มีปัญหาเรื่องอยู่พรรคไหน  ท่านพูดได้ดี พูดได้เพราะ ท่านเป็นนักการเมืองมืออาชีพแล้ว

ปู จิตกร บุษบา

แต่ :-

#ประเด็นแรก : เรื่องความเหมาะสม ไม่มีใครมีปัญหาในเรื่องนี้เลย  คุณศุภจีคิดถึงผลลัพธ์และประสิทธิภาพในการทำงานเป็นสำคัญ  ไม่น้อยหน้าคุณสีหศักดิ์ที่ได้ ดร.ปานปรีย์ พหิทธานุกร มาร่วมงาน  และคุณเอกนิติ ที่ได้ ดร.สันติธาร เสถียรไทย มาร่วมงานเลย  

.

#ประเด็นต่อมา : เรื่องการทาบทาม  มีคนตั้งข้อสังเกตเรื่อง #มารยาท ซึ่งรวมถึงผมด้วย ที่ไม่ได้หมายความว่า อย่าเอาอาร์ทไปนะ ฉันหวงนะ ฉันคลั่งประชาธิปัตย์นะ   หรือมัวแต่แบ่งฝักแบ่งฝ่าย ไม่เห็นแก่ประเทศชาติ  (เวลาผมชมนายกฯ อนุทิน  เชียร์ภูมิใจไทย  เอาใจช่วยรัฐบาล ติติงพรรคประชาธิปัตย์นั้น พวกท่าน ติดถวายผ้าบังสุกุลในงานศพบุพการีกันอยู่หรืออย่างไร จึงมิกล่าวถึง จึงไม่มีเหตุการณ์ประเภทนี้ เหลืออยู่ในความทรงจำ เอาแต่จิกหัวด่าผมกันต่างๆ นานา)  

..

พูดตรงๆ เลยว่า อาร์ทอยู่กับประชาธิปัตย์เวลานี้ ก็มีประโยชน์ต่อประเทศชาติแบบหนึ่ง  แต่การไปทำหน้าที่ #ผู้แทนการค้า ตามที่เคยทำมาและถนัด กับรัฐบาล  เป็นประโยชน์กว่า ดีกว่า คุ้มกว่า กับการมีทรัพยากรมนุษย์ชื่อ วีระพงษ์ ประภา อยู่ในประเทศไทย และน่าดีใจที่ไม่ถูกมองข้าม

.

เพียงแต่ต้อง #รู้จักคิด สักนิดว่า เขาดำรงตำแหน่ง #รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งพรรครัฐบาล คือ พรรคภูมิใจไทย มิได้เชิญพรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมรัฐบาล (ซึ่งก็เข้าใจได้อีก เพราะไม่มีความจำเป็นอะไร) ตามหลักการที่เขาท้วงติงกัน ก็คือ คุณศุภจีได้บอกกล่าวกับ #หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะคนเป็น #ผู้ใหญ่ ด้วยกันแล้วหรือยัง ก่อนเผยชื่อและให้ข่าวกับสื่อมวลชน  ซึ่งหากบอกกล่าวอย่างเป็นทางการ  โดยสไตล์ของนายอภิสิทธิ์ ก็จะรับทราบ และให้คุณศุภจีคุยกับอาร์ทเองเป็นขั้นตอนต่อไป ซึ่งหากคุณศุภจีบอกว่า ได้คุยกันแล้ว ตกลงจะร่วมงานกันแล้ว ทุกอย่างก็จะราบรื่น สวยงาม ซึ่งโดยระบบของพรรค  หากอาร์ทตัดสินใจร่วมงานกับคุณศุภจี ก็ต้องลาออกจากตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ก่อน ซึ่งอาจจะรวมถึงการเป็นสมาชิกพรรคด้วย มิใช่เพราะพรรคประชาธิปัตย์เรื่องมาก  แต่มันเป็น #ความสง่างามของการทำงาน

..

รองนายกฯ ศุภจี คณะรัฐมนตรี หรือแม้แต่ท่านนายกฯ จะได้สบายใจว่า คนที่เชิญมาร่วมงาน มิได้เกี่ยวข้องกับ #พรรคฝ่ายค้าน ซึ่งต้องทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลแล้ว  นั่นรวมถึงตรวจสอบการทำงานของนางศุภจีด้วย  ทำงานกันอย่างไร มีความลับหรือไม่มีความลับอะไร ก็จะได้ไม่ #เกี่ยวดองหนองยุ่ง ต่อคนอื่น พรรคอื่นอีก  สบายอกสบายใจกันทุกฝ่าย  ถูกต้อง ดีงาม และประเทศชาติได้ประโยชน์ ก็เท่านั้นเอง

..

บ้านเมืองต้องดำเนินไปอย่างมี #กฎกติกามารยาท  จะเอาคำว่า #เพื่อชาติ มาลัดขั้นตอน มาทำชุ่ยๆ มา #ไร้มารยาท ต่อกัน แล้วผลักคนที่ทวงถามขั้นตอนที่มีมารยาท เพื่อรักษาเกียรติยศในตนเองให้แก่คุณศุภจี ว่า เป็นพวกเห็นแก่ตัว ไม่เห็นแก่ประเทศชาติ ไม่รักชาติกันทำไม  โตๆ กันแล้วทั้งนั้น  ผมหงอกผมดำพอกัน ควรเป็น #เยี่ยงอย่างที่ดี เรื่องการใช้ #วิธีที่ถูกต้อง เพื่อ #ผลลัพธ์ที่ถูกต้อง กันได้แล้ว  ไม่ใช่มุ่งแต่ผลลัพธ์  ส่วนวิธีจะดีบ้าห่าเหวแบบไหนก็ได้ เพียงเพราะกู #ทำเพื่อประเทศชาติ !

..

ใครจะรักภูมิใจไทย

ใครจะรักประชาธิปัตย์

ก็เป็นสิทธิของแต่ละคน

แต่อย่า #ให้ท้ายกัน จนไร้เหตุไร้ผล เอาคำว่า “เพื่อชาติ” ฟาดฟันกฎกติกามารยาทที่พึงมีปฏิบัติเพื่อให้ได้ดั่งใจ กันไปหมด  เราทำสิ่งที่ถูกใจบนความถูกต้องได้

.

อย่ารักชาติอยู่พวกเดียว

แบ่งให้คนอื่นเขารักบ้างก็ได้

..

ในเมื่อคนในพรรคร่วมรัฐบาล คนในระบบราชการ คนในภาคเอกชน มันไม่มีให้ใช้ในสายตาคุณ  คุณสมบัติมันไม่พอ ทั้ง สส. ที่มี และที่ไม่ใช่ สส. จนต้องเอา #รองหัวหน้าพรรคอื่น เขาไปใช้งาน จะเพื่อชาติ เพื่อรัฐบาล หรือเพื่ออะไร  ถ้าทำให้มันถูกต้องเสีย มันจะเสียเวลาอีกสักเท่าไรกัน และใครเขาจะว่าเอาได้  ที่ทำอย่างนั้น  ทุกคนก็โตพอที่จะเข้าใจได้แล้วทั้งนั้น

..

ในเมื่อ #คุณศุภจีเป็นคนต้นคิด เป็นคนต้องการ เป็นคนทาบทาม และ #เป็นผู้ใหญ่แล้ว  ก็ต้องเป็นคุณศุภจีนั่นแหละ ที่จะต้อง #นับหนึ่ง กระบวนการที่มัน #ผ่าเผยสง่างาม  ไม่ใช่ต้องให้กองเชียร์ปกป้อง ด้วยการพากันตะแบง แล้วโยนไปให้อาร์ทพูดกับหัวหน้าพรรคเอาเองสิ  มันถูกเหรอครับ มันดีแล้วจริงๆ เหรอครับ  ที่โบ้ยกันแบบนี้ 

..

#ความเกรงใจเป็นสมบัติของผู้ดี ให้ผู้ใหญ่กับผู้ใหญ่เขาพูดกันก่อน  เดี๋ยวเด็กก็จะได้แสดงเจตจำนงที่ชัดเจนต่อไป เป็นที่สะดวกใจกับทุกคนทุกฝ่าย  ได้ผลลัพธ์ที่ดี ตามที่ปรารถนา  

..

ส่วนอาร์ท  พี่ปูขอบอกเลยว่า #ไปเถอะ  ไปทำสิ่งที่ตัวเองมีศักยภาพ  ไปช่วยชาติ ช่วยรัฐบาลเขา ช่วยกันทำให้ดี พี่น้องเกษตรกร ประชาชนคนไทยกำลังทุกข์ยาก  เจรจาการค้าให้สำเร็จ  ส่วนงานฝ่ายค้านนั้น มีคนทำแล้ว ทำอย่างตั้งใจ ทำอย่างสุจริต  งานนี้ที่รอน้องอยู่  น้องจงตอบรับแล้วไปทำเสียเถิดนะ

..

เชื่อมั่นในน้องเสมอ

วันหนึ่งเมื่อจบงานนี้แล้ว  ยังอยากทำงานกับพรรคประชาธิปัตย์ก็กลับมา  คนเคยอยู่ประชาธิปัตย์ที่เขาไปอยู่ที่อื่นแล้วก็ถมไป ที่กลับมาอีกครั้งก็พอมี ที่ไม่กลับมาเลยก็เยอะ เป็นเรื่องธรรมดา

..

หากผู้ใหญ่เขาตระหนักได้ว่า #มารยาทเป็นสิ่งที่ดี เหมือนที่เราสั่งสอนเด็กกันอยู่เสมอ ว่า #ต้องมีมารยาท แล้ว  เดินอย่างทะนง ถือธงชาติไทย ไปสหภาพยุโรป ไปเปล่งศักยภาพที่น้องมีอยู่แล้วให้เต็มที่

#เรารักเธอ

วีระพงษ์ ประภา ????????????

ความเห็นของ นางกาญจนี และ ปู จิตกร ไปจุดพลุให้เกิดแสตอบโต้กันในโซเชียลอย่างหนัก อาทิ “โจ มณฑานี” ระบุว่า “ด้อมฟ้าเค้าเป็นอะไรของเค้ากันเหรอ? เยอะเกินไปค่ะ

ถ้าคุณคิดว่า #มารยาท อยู่เหนือ #สามัคคี  และหน้าที่ฝ่ายค้านคือต้องค้านอย่างเดียว ห้ามช่วยรบ.สู้วิกฤตชาติ แถมมาห้ามเราห้ามเข้าข้างคุณศุภจี ต้องคิดแบบพวกคุณเท่านั้น

ดิฉันก็บอกคุณวันนี้เลยว่า #พรรคประชาธิปัตย์ จะไปต่อลำบากมาก เพราะคนจะมองแล้วว่าสปิริตคุณไม่มีเลย

ซึ่งดิฉันไม่เชื่อว่าพรรคจะคิดแบบที่ fc คิดนะคะ

โจ มณฑานี

ก็ขอให้ดิฉันยังพอมีความหวังกับพรรคว่าจะเป็นที่พึ่งของชาติได้เถอะ ขออย่าเป็นแบบ fc เลย จะสิ้นหวังมาก”

“โจ มณฑานี” ยังได้โพสต์อีก “พี่โจเพิ่งได้คุยกับคนในปชป. พรรคไม่เคยขัดข้องที่คนปชป.จะเข้าไปช่วยรบ.เพื่อช่วยชาติค่ะ ขั้นตอนถูกต้องจะตามมา อย่าเพิ่งด่าพรรคเด้อ”

ขณะที่ในฝั่งผู้สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ ยังรุกหนัก นายบุญยอด สุขถิ่นไทย อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ว่า “รองหัวหน้าพรรค ประชาธิปัตย์

จะไปเป็นที่ปรึกษา รมว. พรรคภูมิใจไทยควรต้องลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์” และ “วีระพงษ์ ประภาต้องตอบเรื่อง “การเมือง” ของตัวเองได้แล้ว”

ปิดท้ายที่ นายสันติสุข มะโรงศรี นักจัดรายการชื่อดัง โพสต์ว่า “กรณีคุณอาร์ท ที่ไปช่วยงานคุณศุภจี ผมได้รับการยืนยันจากผู้ใหญ่ทาง ปชป ว่า “มีการปรึกษากับหัวหน้า และพี่ๆแล้ว” จ้ะ”

จนถึงนาทีนี้ ดรามา กรณี “ศุภจี” ทาบทาม “อาร์ท วีระพงษ์ ประภา” ข้ามห้วยมาเป็นที่ปรึกษา ยังไม่จบสิ้น คำตอบสุดท้ายเป็นอย่างไร คงต้องรอฟังจากเจ้าตัว “วีระพงษ์ ประภา” เท่านั้น.

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Kanjanee Valyasevi, เฟซบุ๊ก ปู จิตกร บุษบา, เฟซบุ๊ก Jo Montanee

วิมล อัดแม่ยกใจร้อนด่วนฉะ ศุภจี ทำดรามาตั้งที่ปรึกษาไม่จบ

วิมล อัดแม่ยกใจร้อนด่วนฉะ ศุภจี ทำดรามาตั้งที่ปรึกษาไม่จบ

วิมล อัดแม่ยกใจร้อนด่วนฉะ ศุภจี ทำดรามาตั้งที่ปรึกษาไม่จบ

วันอาทิตย์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.50 น.

วิมล อัดแม่ยกใจร้อนด่วนฉะ ศุภจี ทำดรามาตั้งที่ปรึกษาไม่จบ เปรียบเหมือนเถียงส่วนไหนต้นไม้สำคัญกว่า แต่สิ่งที่ทำให้ทรุดโทรม คือพวกแมลงที่คิดว่าตนเป็นเจ้าของต้นไม้

เมื่อวันที่ 12 เม.ย.2569 วิมล ไทรนิ่มนวล นักเขียนชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า ” เรื่อง “ที่ปรึกษา” ของคุณศุภจี 1เรื่อง แต่ก็โต้เถียงกันได้หลายประเด็น อีกฝ่ายยึดมารยาท อีกฝ่ายยึดเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม

ต่างฝ่ายต่างเถียงอยู่ในฐานที่มั่นทางความคิดของตน เพื่อเอาชนะอีกฝ่าย ผมก็ไม่ทราบว่าจะชนะกันเมื่อใด ฝ่ายไหนจะชนะ ในเมื่อโต้เถียงต่างประเด็นกัน

มันเหมือนต้นไม้ 1 ต้น ที่มีตั้งแต่ราก ลำต้น กิ่ง ก้าน ใบ ดอก เปลือก แก่น…ต่างคนต่างยึดเอาแต่ละส่วนมาโต้เถียงกัน ว่าส่วนไหนของต้นไม้สำคัญกว่า

เรื่องที่ปรึกษานั้นผมก็คิดว่าคุณศุภจี คุณวีระพงษ์และพรรคประชาธิปัตย์ต้องพูดจากันเรียบร้อยแล้ว จึงมีข่าวถึงหูสื่อ แต่แม่ยกใจร้อนรีบออกมาบริภาษคุณศุภจีเสียก่อน จึงเป็นเรื่อง!!

กลับไปที่ต้นไม้…ผมจึงเห็นว่าสิ่งที่ทำให้ต้นไม้ไม่เป็นต้นไม้หรือทรุดโทรม ก็พวกแมลงที่คิดว่าตนเป็นเจ้าของต้นไม้นั่นแหละ!

(สมัยหน้าจะสมัครเป็นสส.บ้างแระ อยากมีแม่ยก) “

เจิมศักดิ์ ผ่าเกมตั้งที่ปรึกษาข้ามขั้ว เมื่อ การระดมสมอง ปะทะ จรรยามารยาททางการเมือง

เจิมศักดิ์ ผ่าเกมตั้งที่ปรึกษาข้ามขั้ว เมื่อ การระดมสมอง ปะทะ จรรยามารยาททางการเมือง

เจิมศักดิ์ ผ่าเกมตั้งที่ปรึกษาข้ามขั้ว เมื่อ การระดมสมอง ปะทะ จรรยามารยาททางการเมือง

วันอาทิตย์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.12 น.

เจิมศักดิ์ ผ่าเกมตั้งที่ปรึกษาข้ามขั้ว เมื่อ การระดมสมอง ปะทะ จรรยามารยาททางการเมือง

เมื่อวันที่ 12 เม.ย.2569 ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ” เมื่อ “การระดมสมอง” ปะทะ “จรรยามารยาททางการเมือง”: บทเรียนจากการตั้งที่ปรึกษาข้ามขั้ว

ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจที่รุมเร้า การที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์แสดงความกระตือรือร้นในการดึง “ผู้มีชื่อเสียงและนักวิชาการ” เข้ามาร่วมเป็นทีมที่ปรึกษาถือเป็นเจตนาที่ดีในการบริหารราชการแผ่นดิน 

แต่เมื่อปรากฏชื่อของ “รองหัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน” ร่วมอยู่ในโผนั้นด้วย ก็นำมาสู่คำถามสำคัญจากสังคมถึงความเหมาะสมและบรรทัดฐานทางการเมือง

1. หัวใจของการตรวจสอบและถ่วงดุล (Checks and Balances)

ในระบอบประชาธิปไตย หน้าที่ของ “ฝ่ายค้าน” คือการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างเข้มข้น 

การที่บุคลากรระดับบริหารของพรรคฝ่ายค้านเข้าไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาในฝั่งรัฐบาล แม้จะอ้างว่า “ทำเพื่อชาติ”  แต่ในทางปฏิบัติย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิด ความขัดแย้งในบทบาทหน้าที่ (Conflict of Roles) 
ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความเข้มแข็งของสถาบันพรรคการเมืองในระยะยาว

2. บทเรียนจากวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540: ประสิทธิภาพที่ไม่ต้องสร้างภาพลักษณ์

หากย้อนมองไปในอดีต หลังช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง รัฐบาลชวน โดยรัฐมนตรีคลังธารินทร์  นิมมานเหมินทในขณะนั้น ได้ระดมผู้เชี่ยวชาญจากทุกภาคส่วนเข้ามาหารืออย่างต่อเนื่องเพื่อกอบกู้เศรษฐกิจ 

แต่ความต่างที่สำคัญคือ “วิธีการ” การหารือในครั้งนั้นเน้นไปที่เนื้อหาสาระและความเป็นมืออาชีพ โดยไม่ได้มุ่งเน้นการประกาศตัวบุคคลเพื่อหวังผลทางประชาสัมพันธ์หรือนัยทางการเมือง

3. ทางออกที่สง่างาม: ร่วมมือได้…โดยไม่ต้องข้ามเส้น

หากรัฐมนตรีต้องการรับฟังความเห็นที่เป็นประโยชน์จากทุกฝ่ายอย่างแท้จริง โดยไม่ทำลายกลไกการตรวจสอบของสภาฯ มีแนวทางที่สามารถทำได้ ดังนี้:

– การหารือแบบ Ad hoc (เฉพาะกิจ): เชิญผู้เชี่ยวชาญมาให้ความเห็นตามประเด็นปัญหาเป็นครั้งคราว แทนการแต่งตั้งเข้าโครงสร้างบริหารอย่างเป็นทางการ

– ใช้กลไกคณะกรรมาธิการ: ปรึกษาหารือผ่านเวทีสภาฯ ซึ่งเป็นพื้นที่รองรับการทำงานร่วมกันของทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านอย่างมีระเบียบตามรัฐธรรมนูญ

– เน้น “เนื้อหา” มากกว่า “ตัวตน”: การรับฟังความเห็นโดยไม่มุ่งเน้นการทำ PR จะช่วยให้การทำงานมุ่งไปที่การแก้ปัญหาของประชาชนอย่างแท้จริง และลดข้อครหาเรื่องการ “กินรวบ” ทางการเมือง

บทสรุป

การทำเพื่อชาตินั้นมีหลายวิธี แต่การทำโดยรักษา “มารยาททางการเมือง” และ “ให้เกียรติบทบาทหน้าที่” ของกันและกัน คือรากฐานสำคัญที่จะทำให้สถาบันการเมืองไทยเติบโตอย่างยั่งยืน
ความปรารถนาดีต่อประเทศเป็นเรื่องน่าชื่นชม แต่จะดียิ่งกว่าถ้าความหวังดีนั้นมาพร้อมกับวิธีการที่รักษาความสมดุลของระบอบประชาธิปไตยให้มั่นคงสืบไป”