เทศกาลอาหารรัสเซีย–ไทย 2026 เครั้งแรกในกรุงเทพฯ เชื่อมโยงสองวัฒนธรรมผ่านนวัตกรรมด้านอาหาร

เทศกาลอาหารรัสเซีย–ไทย 2026 เครั้งแรกในกรุงเทพฯ  เชื่อมโยงสองวัฒนธรรมผ่านนวัตกรรมด้านอาหาร

เทศกาลอาหารรัสเซีย–ไทย 2026 เครั้งแรกในกรุงเทพฯ เชื่อมโยงสองวัฒนธรรมผ่านนวัตกรรมด้านอาหาร

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.25 น.

เทศกาลอาหารรัสเซีย-ไทย 2026 เปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรกในกรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 30 มีนาคม ถึง 3 เมษายน 2569 ณ สถานที่ต่างๆ ทั่วกรุงเทพฯ นับเป็นการนำเสนอเทศกาลอาหารระดับนานาชาติครั้งสำคัญในประเทศไทย ต่อเนื่องจากความสำเร็จของการจัดงานในกรุงมอสโก โดยงานนี้ยังรวบรวมเชฟชั้นนำ ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมอาหาร และผู้ที่หลงใหลในศาสตร์การทำอาหารจากทั้งสองประเทศ เพื่อสร้างเวทีแห่งความร่วมมือทั้งในเชิงวัฒนธรรมและเชิงพาณิชย์ผ่านอาหาร

เทศกาลนี้จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างสภาธุรกิจรัสเซียไทย สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงมอสโก สถานเอกอัครราชทูต รัสเซียประจำประเทศไทย และสำนักงานผู้แทนการค้าของสหพันธรัฐรัสเซีย สะท้อนถึงความมุ่งมั่นร่วมกันในการส่งเสริมความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างรัสเซียและประเทศไทย โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อผลักดันการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม และเสริมสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างสองประเทศผ่าน “อาหาร” ซึ่งเป็นสื่อกลางสากลที่เชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกัน

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของเทศกาลคือการเข้าร่วมของเชฟชื่อดังจากประเทศรัสเซียภายใต้ Pinskiy & Co. ซึ่งเดินทางมาร่วมสร้างสรรค์ประสบการณ์อาหารร่วมกับเชฟชั้นนำของไทย โดยทั้งสองฝ่ายได้ร่วมกันรังสรรค์เมนูพิเศษที่ผสานวัตถุดิบ เทคนิค และเอกลักษณ์ทางอาหารของทั้งสองประเทศ เพื่อนำเสนอการตีความใหม่ของอาหารรัสเซียและไทยในรูปแบบร่วมสมัย ความร่วมมือนี้ไม่เพียงช่วยเพิ่มการรับรู้เกี่ยวกับอาหารรัสเซียในประเทศไทย แต่ยังเป็นการเสริมสร้างเครือข่ายวิชาชีพในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มระดับนานาชาติ

พิธีเปิดเทศกาลจัดขึ้นเมื่อวันที่ 30 มีนาคม ณ The Food School Bangkok โดยมีการสาธิตการทำอาหารโดยทีมเชฟ จากรัสเซียในช่วงของกิจกรรม “Masterclass” ซึ่งจะเปิดโอกาสให้เชฟและผู้เข้าร่วมงาน ไม่ว่าจะเป็นนักเรียนด้านการประกอบอาหาร สื่อมวลชน และบุคคลทั่วไปที่ลงทะเบียนล่วงหน้า ได้มีส่วนร่วมอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งรับฟังแนวคิด เทคนิค และกระบวนการสร้างสรรค์เมนูจากเชฟไทยและรัสเซีย นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการกล่าวเปิดโดยคณะผู้จัดงานและแขกผู้มีเกียรติ เพื่อสร้างบรรยากาศและทิศทางของเทศกาล

หลังจากพิธีเปิด ได้มีการจัดดินเนอร์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ณ ร้านอาหารชั้นนำในกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 31 มีนาคม และ วันที่ 2- 3 เมษายน 2569 ที่ผ่านมาโดยแต่ละค่ำคืนจะนำเสนอเมนูพิเศษที่เกิดจากการร่วมมือของเชฟไทยและรัสเซีย ถ่ายทอดรสชาติแบบดั้งเดิมในมุมมองร่วมสมัย งานดินเนอร์จะจัดขึ้นที่ Wang Hinghoi, Baannok BKK City Edition at Groove Central World และ Brass House ซึ่งแต่ละสถานที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว พร้อมด้วยการแสดงที่แตกต่างกันไปในแต่ละวันเพื่อเติมเต็มบรรยากาศของมื้ออาหาร โดยการเข้าร่วมจะจำกัดเฉพาะผู้ลงทะเบียนล่วงหน้าเท่านั้น จำนวนประมาณ 40–60 ท่านต่อรอบ เพื่อรักษาคุณภาพและความพิเศษของประสบการณ์

เทศกาลอาหารรัสเซีย-ไทย 2026 ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายที่หลากหลายแต่มีความเฉพาะเจาะจง ได้แก่ ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม เจ้าของร้านอาหาร เชฟ นักเรียนด้านการประกอบอาหาร สื่อมวลชน และผู้ที่หลงใหลในศาสตร์อาหาร โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานรวมประมาณ 200 คน ซึ่งเน้นการสร้างปฏิสัมพันธ์ที่มีคุณภาพและมีความหมาย สอดคล้องกับเป้าหมายในการเป็นเวทีระดับสูงสำหรับการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ความร่วมมือ และนวัตกรรมในวงการอาหาร

นอกเหนือจากกิจกรรมด้านอาหาร เทศกาลยังมีการนำเสนอวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์พรีเมียมจากพันธมิตร อาทิ  คาเวียร์คุณภาพสูงจาก Thai Sturgeon Farm และปูยักษ์จาก ZAAP Alaska  ซึ่งช่วยเสริมสร้างความสมบูรณ์ของประสบการณ์การรับประทานอาหาร และสะท้อนถึงความหลากหลายของวัตถุดิบรัสเซียที่สามารถผสานเข้ากับอาหารไทยได้อย่างลงตัว

วลาดิเมียร์ โควาเลฟ ผู้อำนวยการบริหารสภาธุรกิจรัสเซียไทย กล่าวว่า “เทศกาลนี้ไม่ได้เป็นเพียงงานด้านอาหาร แต่ยังเป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมของรัสเซียและไทย ผ่านอาหาร เราสามารถสร้างบทสนทนา จุดประกายความคิดสร้างสรรค์ และต่อยอดความร่วมมือระยะยาวระหว่างสองประเทศ เราภูมิใจที่ได้นำเทศกาลนี้มาสู่ประเทศไทย และหวังว่าจะเติบโตอย่างต่อเนื่องในอนาคต”

ในฐานะการจัดงานครั้งแรกในประเทศไทย เทศกาลอาหารรัสเซีย-ไทย 2026 ถือเป็นจุดเริ่มต้นของโครงการระยะยาวที่มีเป้าหมายจะพัฒนาให้เป็นหนึ่งในเทศกาลอาหารนานาชาติประจำปีที่สำคัญ โดยการรวมพลังของความเชี่ยวชาญ ความคิดสร้างสรรค์ และวิสัยทัศน์ร่วมกัน เทศกาลนี้ไม่เพียงนำเสนอความโดดเด่นของอาหารทั้งสองชาติ แต่ยังตอกย้ำความสัมพันธ์ที่เติบโตอย่างต่อเนื่องระหว่างรัสเซียและประเทศไทย

109 ปี แห่งการสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

109 ปี แห่งการสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

109 ปี แห่งการสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.16 น.

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันอุดมศึกษาแห่งแรกของประเทศไทย มีกำเนิดมาจากโรงเรียนสำหรับฝึกหัดวิชาข้าราชการฝ่ายพลเรือน ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งขึ้น ณ ตึกยาวข้างประตูพิมานชัยศรี ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อ พ.ศ. 2442

ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนมหาดเล็ก เมื่อ 1 เมษายน พ.ศ. 2445 โดยมีพระราชประสงค์เพื่อผลิตบุคลากรเข้ารับราชการ เพราะงานราชการขยายตัวอย่างรวดเร็ว เนื่องมาจากพระบรมราโชบายปฏิรูประบบบริหารราชการแผ่นดินเมื่อครั้ง พ.ศ. 2425

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ประเทศสยามเจริญขึ้น ทำให้ทั้งภาคราชการและเอกชนต่างต้องการบุคลากรเข้าทำงานในสาขาอาชีพต่าง ๆ มากขึ้น รัชกาลที่ 6 ทรงตั้งพระทัยส่งเสริมการศึกษาขั้นสูง ประกอบกับทรงพระอนุสรณ์คำนึงถึงพระบรมราโชบายในสมเด็จพระบรมชนกาธิราช ด้วยทรงต้องการให้มีมหาวิทยาลัยเพื่อเป็นสถาบันอุดมศึกษาของชาวสยาม จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาโรงเรียนมหาดเล็กขึ้นเป็นสถาบันอุดมศึกษา แล้วพระราชทานนามว่า โรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อ 1 มกราคม พ.ศ. 2453

ในกาลต่อมา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริขยายการศึกษา ทรงตั้งพระทัยให้โรงเรียนข้าราชการพลเรือนฯ เป็นสถานที่เล่าเรียนระดับสูง ไม่เฉพาะแต่ผู้ที่จะเล่าเรียนเพื่อรับราชการเท่านั้น แต่เพื่อให้ผู้ประสงค์จะศึกษาขั้นสูงได้เข้าเรียนได้กว้างขวาง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประดิษฐานโรงเรียนข้าราชการพลเรือนฯ ขึ้นเป็นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อ 26 มีนาคม พ.ศ. 2459 เพื่อเป็นพระบรมราชานุสาวรีย์เฉลิมพระเกียรติแห่งสมเด็จพระบรมชนกาธิราชด้วย ทั้งนี้ในช่วงแรกได้จัดให้มีการจัดการศึกษาเป็น 4 คณะ คือ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ และคณะอักษรศาสตร์และวิทยาศาสตร์

บัดนี้ พ.ศ. 2569 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้เจริญก้าวหน้าจนมีอายุ 109 ปี โดยถือว่าวันสถาปนามหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศไทยคือวันที่ 26 มีนาคม

เป็นเวลานับเนื่องสืบมาหลายสิบปี เมื่อถึงวันสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ทรงร่วมงานวันสถาปนามาโดยตลอด สำหรับปีนี้ เมื่อเสด็จพระราชดำเนินถึงจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทรงวางพุ่มดอกไม้ ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์สองรัชกาล คือพระบาทสมเด็จพระปิยมหาราชเจ้า (รัชกาลที่ 5) และพระบาทสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า (รัชกาลที่ 6) แล้วจึงเสด็จไปทรงบาตรพระสงฆ์ 10 รูป ณ หน้าหอประชุมจุฬาฯ

แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ผู้บริหารจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และตัวแทนมหาวิทยาลัย ได้แก่นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิการบดี กรรมการสภาฯ ผู้แทนคณาจารย์ บุคลากร นิสิตเก่า และนิสิตปัจจุบัน ถวายชัยมงคลเนื่องในโอกาสใกล้ถึงวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ 2 เมษายน โดยจะทรงเจริญพระชนมพรรษา 71 พรรษา แล้วมีพระราชดำรัสกับผู้เข้าเฝ้าฯ

ต่อมาเวลา 09.00 น. เสด็จฯ ยังหอประชุมจุฬาฯ ทอดพระเนตรการแสดงดนตรีไทยปีพาทย์ดึกดำบรรพ์ และการแสดงต่าง ๆ จากนิสิต สำหรับในปีนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานบทพระราชนิพนธ์ “พระผู้ให้” เพื่อถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง แล้วทรงขับร้องเพลงไทยและเพลงสากล และทรงร่วมบรรเลงดนตรีไทย (ซอด้วง) สำหรับเพลงสากลที่ทรงขับร้องคือเพลง Love’s Old Sweet Song และรับสั่งว่า สมเด็จแม่ทรงสอนให้ร้องเพลงนี้ แต่สอนเฉพาะท่อน refrain

ในช่วงที่ทรงขับร้องเพลง Love’s Old Sweet Song นั้น ผู้เข้าเฝ้าฯ จำนวนมากต่างมีน้ำตาเอ่อล้นออก ด้วยเพราะความรัก ความอาลัย และความคิดถึงในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของสมเด็จพระพันปีหลวง

ขอน้อมเกล้ากราบพระบาทราชเลข

ทรงสั่งเสกสถาปนาศึกษาสถาน

เพื่อฝึกสร้างยุวชนช่วยราชการ

ให้รู้งานระเบียบรัฐจัดเตรียมคน

พระราชทานพระนาม “จุฬาลงกรณ์”

เป็นอนุสรณ์หลักชัยแหล่งฝึกฝน

เป็นเกียรติแก่นักเรียน-ครู แห่งชุมชน

ทั่วสกลโลกล้วนสดุดี

ยี่สิบหกมีนาฯ สองห้าหกเก้า

ผ่านวัยเยาว์เติบใหญ่โรจน์ราศี

แหล่งศึกษาไม่แพ้ใครในปฐพี

เกียรติยศนี้ชาวไทยขอถวายพระองค์

เทิดศักดิ์ จันทร์สระแก้ว

นิสิตเก่าจุฬาฯ ปี 2503

109 ปี แห่งการสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

109 ปี แห่งการสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.16 น.

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันอุดมศึกษาแห่งแรกของประเทศไทย มีกำเนิดมาจากโรงเรียนสำหรับฝึกหัดวิชาข้าราชการฝ่ายพลเรือน ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งขึ้น ณ ตึกยาวข้างประตูพิมานชัยศรี ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อ พ.ศ. 2442

ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนมหาดเล็ก เมื่อ 1 เมษายน พ.ศ. 2445 โดยมีพระราชประสงค์เพื่อผลิตบุคลากรเข้ารับราชการ เพราะงานราชการขยายตัวอย่างรวดเร็ว เนื่องมาจากพระบรมราโชบายปฏิรูประบบบริหารราชการแผ่นดินเมื่อครั้ง พ.ศ. 2425

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ประเทศสยามเจริญขึ้น ทำให้ทั้งภาคราชการและเอกชนต่างต้องการบุคลากรเข้าทำงานในสาขาอาชีพต่าง ๆ มากขึ้น รัชกาลที่ 6 ทรงตั้งพระทัยส่งเสริมการศึกษาขั้นสูง ประกอบกับทรงพระอนุสรณ์คำนึงถึงพระบรมราโชบายในสมเด็จพระบรมชนกาธิราช ด้วยทรงต้องการให้มีมหาวิทยาลัยเพื่อเป็นสถาบันอุดมศึกษาของชาวสยาม จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาโรงเรียนมหาดเล็กขึ้นเป็นสถาบันอุดมศึกษา แล้วพระราชทานนามว่า โรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อ 1 มกราคม พ.ศ. 2453

ในกาลต่อมา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริขยายการศึกษา ทรงตั้งพระทัยให้โรงเรียนข้าราชการพลเรือนฯ เป็นสถานที่เล่าเรียนระดับสูง ไม่เฉพาะแต่ผู้ที่จะเล่าเรียนเพื่อรับราชการเท่านั้น แต่เพื่อให้ผู้ประสงค์จะศึกษาขั้นสูงได้เข้าเรียนได้กว้างขวาง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประดิษฐานโรงเรียนข้าราชการพลเรือนฯ ขึ้นเป็นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อ 26 มีนาคม พ.ศ. 2459 เพื่อเป็นพระบรมราชานุสาวรีย์เฉลิมพระเกียรติแห่งสมเด็จพระบรมชนกาธิราชด้วย ทั้งนี้ในช่วงแรกได้จัดให้มีการจัดการศึกษาเป็น 4 คณะ คือ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ และคณะอักษรศาสตร์และวิทยาศาสตร์

บัดนี้ พ.ศ. 2569 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้เจริญก้าวหน้าจนมีอายุ 109 ปี โดยถือว่าวันสถาปนามหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศไทยคือวันที่ 26 มีนาคม

เป็นเวลานับเนื่องสืบมาหลายสิบปี เมื่อถึงวันสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ทรงร่วมงานวันสถาปนามาโดยตลอด สำหรับปีนี้ เมื่อเสด็จพระราชดำเนินถึงจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทรงวางพุ่มดอกไม้ ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์สองรัชกาล คือพระบาทสมเด็จพระปิยมหาราชเจ้า (รัชกาลที่ 5) และพระบาทสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า (รัชกาลที่ 6) แล้วจึงเสด็จไปทรงบาตรพระสงฆ์ 10 รูป ณ หน้าหอประชุมจุฬาฯ

แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ผู้บริหารจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และตัวแทนมหาวิทยาลัย ได้แก่นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิการบดี กรรมการสภาฯ ผู้แทนคณาจารย์ บุคลากร นิสิตเก่า และนิสิตปัจจุบัน ถวายชัยมงคลเนื่องในโอกาสใกล้ถึงวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ 2 เมษายน โดยจะทรงเจริญพระชนมพรรษา 71 พรรษา แล้วมีพระราชดำรัสกับผู้เข้าเฝ้าฯ

ต่อมาเวลา 09.00 น. เสด็จฯ ยังหอประชุมจุฬาฯ ทอดพระเนตรการแสดงดนตรีไทยปีพาทย์ดึกดำบรรพ์ และการแสดงต่าง ๆ จากนิสิต สำหรับในปีนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานบทพระราชนิพนธ์ “พระผู้ให้” เพื่อถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง แล้วทรงขับร้องเพลงไทยและเพลงสากล และทรงร่วมบรรเลงดนตรีไทย (ซอด้วง) สำหรับเพลงสากลที่ทรงขับร้องคือเพลง Love’s Old Sweet Song และรับสั่งว่า สมเด็จแม่ทรงสอนให้ร้องเพลงนี้ แต่สอนเฉพาะท่อน refrain

ในช่วงที่ทรงขับร้องเพลง Love’s Old Sweet Song นั้น ผู้เข้าเฝ้าฯ จำนวนมากต่างมีน้ำตาเอ่อล้นออก ด้วยเพราะความรัก ความอาลัย และความคิดถึงในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของสมเด็จพระพันปีหลวง

ขอน้อมเกล้ากราบพระบาทราชเลข

ทรงสั่งเสกสถาปนาศึกษาสถาน

เพื่อฝึกสร้างยุวชนช่วยราชการ

ให้รู้งานระเบียบรัฐจัดเตรียมคน

พระราชทานพระนาม “จุฬาลงกรณ์”

เป็นอนุสรณ์หลักชัยแหล่งฝึกฝน

เป็นเกียรติแก่นักเรียน-ครู แห่งชุมชน

ทั่วสกลโลกล้วนสดุดี

ยี่สิบหกมีนาฯ สองห้าหกเก้า

ผ่านวัยเยาว์เติบใหญ่โรจน์ราศี

แหล่งศึกษาไม่แพ้ใครในปฐพี

เกียรติยศนี้ชาวไทยขอถวายพระองค์

เทิดศักดิ์ จันทร์สระแก้ว

นิสิตเก่าจุฬาฯ ปี 2503

ฉลองมงคลสมรส พญ.กันต์นภัส กิตยารักษ์ – ผศ.ดร.เอกชา มูลวิริยกิจ

ฉลองมงคลสมรส พญ.กันต์นภัส กิตยารักษ์ – ผศ.ดร.เอกชา มูลวิริยกิจ

ฉลองมงคลสมรส พญ.กันต์นภัส กิตยารักษ์ – ผศ.ดร.เอกชา มูลวิริยกิจ

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.00 น.

                เป็นค่ำคืนแห่งความชื่นมื่นและความชื่นชมยินดีสำหรับ พิธีฉลองมงคลสมรส ระหว่าง พญ.กันต์นภัส กิตยารักษ์ บุตรสาว อดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม ศ.(พิเศษ) กิตติพงษ์-ศริยา กิตยารักษ์ กับเจ้าบ่าว ผศ.ดร.เอกชา มูลวิริยกิจ บุตรชาย ศักดิ์ไชย มูลวิริยกิจ- สิริกร หวังศิริเลิศ โดยได้รับเกียรติจาก อาสา-ท่านผู้หญิงสุจิตคุณ สารสิน เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย อานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี แม้ไม่ได้มาร่วมงานแต่ก็ส่งข้อความอวยพรแก่คู่บ่าวสาว และ ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ขึ้นกล่าวอวยพรและนำดื่มอวยพรแก่คู่บ่าวสาว เมื่อคืนวันที่ 28 มีนาคม 2569 ณ ห้องแกรนด์ บอลรูม โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ

บิดาเจ้าสาว ศ.(พิเศษ) กิตติพงษ์ กิตยารักษ์, บ่าว-สาว พญ.กันต์นภัส กิตยารักษ์ – ผศ.ดร.เอกชา มูลวิริยกิจ ต้อนรับประธานพิธี อาสา-ท่านผู้หญิงสุจิตคุณ สารสิน                                               พร้อมด้วย ชนินทร์ – วิภาดา โทณวณิก

                ภายในงานแน่นขนัดไปด้วยแขกผู้มีเกียรติทั้งทางการเมือง อดีตข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ นักกฎหมาย ที่มีความสนิทสนมคุ้นเคยกับบิดาเจ้าสาว อดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม  ศ.(พิเศษ) กิตติพงษ์  กิตยารักษ์ ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ประธานกรรมการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) รวมถึงแวดวงการแพทย์ นักวิชาการที่บ่าวสาวทำงานอยู่ อาทิ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ, ศ.นพ.อภิชาติ อัศวมงคลกุล คณบดี คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล, รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธ์ อดีตคณบดี คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สองอดีตประธานศาลฎีกา เมทินี ชโลธร และ อโนชา ชีวิตโสภณ  เป็นต้น

                สำหรับเจ้าสาว อ.พญ.กันต์นภัส กิตยารักษ์ (หมออ๊อม) บุตรี ศ.(พิเศษ) กิตติพงษ์  – ศริยา กิตยารักษ์ สำเร็จการศึกษาแพทยศาสตร์บัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับสอง) จากคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และได้รับวุฒิบัตรสาขาจิตเวชศาสตร์ ปัจจุบันเป็นจิตแพทย์และอาจารย์แพทย์สาขาคลินิก คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี โดยมุ่งเน้นการดูแลสุขภาพจิตและการพัฒนาศักยภาพมนุษย์

                เจ้าบ่าว ผศ.ดร.เอกชา มูลวิริยกิจ (ดร.เอก) บุตร ศักดิ์ชัย มูลวิริยกิจ และ สิริกร หวังศิริเลิศ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกด้านสรีรวิทยา จากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล โดยได้รับรางวัล Dean’s List (เกรดเฉลี่ย 4.00) และเป็นนักเรียนทุน Fulbright ไปทำวิจัย ณ Emory University School of Medicine สหรัฐอเมริกา ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์และนักวิจัย ประจำคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี โดยมีความเชี่ยวชาญด้านสรีรวิทยาระบบทางเดินหายใจและผลกระทบของฝุ่น PM2.5 ต่อสุขภาพ           

พร้อมหน้าครอบครัว บิดา-มารดาเจ้าบ่าว ศักดิ์ไชย มูลวิริยกิจ – สิริกร หวังศิริเลิศ, บ่าว-สาว ผศ.ดร. เอกชา มูลวิริยกิจ-พญ.กันต์นภัส กิตยารักษ์, มารดา-บิดาเจ้าสาว                                               ศริยา-ศ.(พิเศษ) กิตติพงษ์ กิตยารักษ์, พี่สาว-น้งชาย เจ้าสาว กันต์รวี-ศรณ์กิติ์ กิตยารักษ์

                แม้ว่าทั้งคู่จะศึกษาอยู่ในสถาบันเดียวกันแต่คนละสาขาวิชา กระทั่งได้พบกันครั้งแรกในการทำหน้าที่เป็นอาจารย์สอนหนังสือนักศึกษาในรายวิชาหนึ่งพร้อมกัน และเจ้าบ่าวได้ชวนเจ้าสาวไปทานอาหารด้วยกันในวันนั้น และนั่นคือจุดเริ่มต้นของความรัก แม้ต่างฝ่ายจะต่างที่มาเมื่อได้เรียนรู้นิสัยใจคอก็พบว่ามีอุปนิสัยที่เหมือนกันในหลายๆ ด้าน และทั้งคู่เปรียบเสมือนแรงผลักดันของกันและกัน เมื่อได้ฤกษ์ดีจึงได้จัดพิธีมงคลสมรสท่ามกลางครอบครัว ญาติและเพื่อนสนิทไปเมื่อปีที่แล้วและจัดพิธีฉลองมงคลสมรสขึ้นในวันนี้

คุณตา คุณยาย เจ้าสาว พัชรี-ศ.สรรเสริญ ไกรจิตติ อดีตรองประธานศาลฎีกา พร้อมด้วยเครือญาติ อาทิ กฤต-กอบเกียรติ ไกรจิตติ

ประธานในพิธี อาสา สารสิน กล่าวอวยพรบ่าวสาว

ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา ิธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้บังคับบัญชาของบ่าวสาว กล่าวอวยพร

ผาณิต พูนศิริวงศ์, ท่านผู้หญิงสุจิตคุณ-อาสา สารสิน, เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รงนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง, กอบเกียรติ ไกรจิตติ, เทวินทร์ วงศ์วานิช และภรรยา, อดิศักดิ์-สิริพร                      และลูกชาย อดิทัต ภาณุพงศ์

ผาณิต พูนศิริวงศ์ และ ผาณิต นิติทัณฑ์ประภาศ

ศ.นพ.อภิชาติ อัศวมงคลกุล คณบดี คณะแพทยฯ ศิริราชพยาบาล, อดีตประธานศาลฎีกา อโนชา ชีวิตโสภณ  และ บิดาเจ้าสาว ศ.(พิเศษ) กิตติพงษ์  กิตยารักษ์

ผาณิต พูนศิริวงศ์, อดีตประธานศาลฎีกา เมทินี ชโลธร, วรางค์ ไชยวรรณ และ ธิติ ตันติกุลนันท์

กันต์รวี กิตยารักษ์ ต้อนรับ ศุภชัย-บุษดี เจียรวนนท์ และลูกสาว กมลนันท์ เจียรวนนท์ โสภณพนิช

บุปผา กิ่งชัชวาล, คุณหญิงณัฐิกา วัธนเวคิน อังอุบลกุล, นวลพรรณ ล่ำซำ และ สนั่น อังอุบลกุล

สุวัจน์ ลิปตพัลลภ ร่วมยินดี

รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธ์ อดีตคณบดี คณะแพทยศาสตร์ จุฬา

สุรวัฒน์ ชมภูพงษ์,ศิรินา ปวโรฬารวิทยา, คุณหญิงณัฐิกา วัธนเวคิน อังอุบลกุล, ดร.ลาลีวรรณ กาญจนจารี และ ดร.ปัญจรัตน์ มังกรกนก

อารยา – สุนทร อรุณานนท์ชัย

ศ.(พิเศษ) กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ปธ.กก.ตลาดหลักทรัพย์ฯ, ศ.(พิเศษ) หิรัญ รดีศรี และ สุนีย์ ศรไชยธนะสุข  และแขกผู้มีเกียรติ

สุรนันทน์ เวชชาชีวะ และ จาตุรนต์ ฉายแสง

ศ.(พิเศษ) กิตติพงษ์ – ศริยา  กิตยารักษ์ ต้อนรับ ประเสริฐ บุญสัมพันธ์ อดีต CEO ปตท.

เทวินทร์ วงศ์วานิช, ไกรฤทธิ์ อุชุกานนท์ชัย และ เกรียงไกร เธียรนุกุล อดีต ปธ.สภาอุตสาหกรรมฯ

ฉัตรชัย พรหมเลิศ CEO ปตท. (ซ้ายสุด) ร่วมยินดี

ดร.สมศักดิ์ ลีสวัสดิ์ตระกูล, วนัส แต้ไพสิฐพงษ์ และ คุณหญิงกษมา วรวรรณฯ  

“เรารักกรมสมเด็จพระเทพ ฯ” ร่วมบริจาคโลหิตเฉลิมพระเกียรติ 71 พรรษา ตลอดเดือนเมษายน 2569

“เรารักกรมสมเด็จพระเทพ ฯ” ร่วมบริจาคโลหิตเฉลิมพระเกียรติ 71 พรรษา ตลอดเดือนเมษายน 2569

“เรารักกรมสมเด็จพระเทพ ฯ” ร่วมบริจาคโลหิตเฉลิมพระเกียรติ 71 พรรษา ตลอดเดือนเมษายน 2569

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.43 น.

ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เชิญชวนพสกนิกรชาวไทย ร่วมสืบสานพระราชปณิธานแห่งการให้ ทำความดีบริจาคโลหิต ในโครงการ “เรารักกรมสมเด็จพระเทพ ฯ” เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล แด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาส ทรงเจริญพระชนมายุ 71 พรรษา 2 เมษายน 2569 ตลอดเดือนเมษายน 2569 ณ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ หน่วยรับบริจาคโลหิตประจำที่ (Fixed Station) ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 12 แห่ง ทั่วประเทศ และโรงพยาบาลสาขาบริการโลหิตแห่งชาติทั่วประเทศ    
 
รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงดุจใจ ชัยวานิชศิริ ผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เปิดเผยว่า วันที่ 2 เมษายน เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี อุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทย เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมายุ 71 พรรษา 2 เมษายน 2569 ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย จึงขอเชิญชวนพสกนิกรทุกหมู่เหล่าทั่วประเทศ ร่วมแสดงความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ สืบสานพระราชปณิธานแห่งการให้ ทำความดีด้วยการบริจาคโลหิตในโครงการ “เรารักกรมสมเด็จพระเทพ ฯ” ตลอดเดือนเมษายน 2569 พร้อมรณรงค์ประชาชนทั่วประเทศ บริจาคโลหิตเป็นประจำสม่ำเสมอทุก 3 เดือน เพื่อลดภาวะการขาดแคลนโลหิต และมีโลหิตสำรองคงคลังเพียงพอต่อความต้องการของโรงพยาบาลทั่วประเทศ
 
ทั้งนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงดำรงตำแหน่งอุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทย เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2520 จนถึงปัจจุบัน ตลอดระยะเวลา 49 ปี ทรงมุ่งมั่นพัฒนากิจการงานของสภากาชาดไทยมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยพระวิริยะอุตสาหะ โดยทรงทุ่มเทพระวรกาย และพระสติปัญญาเพื่อให้ประชาชนได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยเฉพาะในภารกิจหลักด้านการบริการโลหิต ทรงสนพระราชหฤทัย และให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก ทรงสนับสนุนการพัฒนางานบริการโลหิตให้เป็นมาตรฐานสากล จนเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ และในด้านการจัดหาโลหิตจากผู้บริจาคโลหิตด้วยความสมัครใจ โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน เพื่อให้มีโลหิตเพียงพอสำหรับผู้ป่วยทั่วประเทศ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานเหรียญกาชาดสมนาคุณ เข็มที่ระลึกแก่ผู้บริจาคโลหิต และประกาศเกียรติคุณแก่หน่วยงานที่สนับสนุนการบริจาคโลหิต ซึ่งสร้างแรงจูงใจ และความภาคภูมิใจแก่ผู้บริจาคโลหิตเป็นอย่างยิ่ง ส่งผลให้มีผู้บริจาคโลหิตอย่างต่อเนื่อง  นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้
 
โอกาสนี้ จึงขอเชิญร่วมกิจกรรมบริจาคโลหิตในโครงการ “เรารักกรมสมเด็จพระเทพ ฯ” ตลอดเดือนเมษายน 2569  ได้ทั่วประเทศ ใกล้ที่ไหนบริจาคที่นั่น

บริจาคโลหิตได้ที่  ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ถนนอังรีดูนังต์ หน่วยรับบริจาคโลหิตประจำที่ 7 แห่ง (Fixed Station) ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 12 แห่ง ทั่วประเทศ และโรงพยาบาลสาขาบริการโลหิตแห่งชาติทั่วประเทศ เชิญชวนผู้บริจาคโลหิต ร่วมแสดงออกถึงความจงรักภักดีผ่านทาง โซเชียลมีเดีย ด้วยการโพสต์ภาพถ่ายทางเฟซบุ๊ก ตั้งค่าเป็นสาธารณะ ใส่แฮชแท็ก #เรารักกรมสมเด็จพระเทพ

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ปลูกต้นยางนา สร้าง “บ่อน้ำมันจากต้นไม้”

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ปลูกต้นยางนา สร้าง “บ่อน้ำมันจากต้นไม้”

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ปลูกต้นยางนา สร้าง “บ่อน้ำมันจากต้นไม้”

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.09 น.

ในวันที่โลกเผชิญวิกฤตพลังงาน ราคาน้ำมันพุ่งสูง และความผันผวนของทรัพยากรธรรมชาติ คำตอบที่คุ้มค่าที่สุดของคนไทยอาจอยู่ใกล้ตัวกว่าที่คิด… นั่นคือ “ต้นยางนา” ไม้ยืนต้นทรงคุณค่าคู่แผ่นดินไทย ที่ไม่ได้เป็นเพียงไม้เศรษฐกิจ แต่คือ “ขุมทรัพย์พลังงาน” ที่บรรพบุรุษเราเคยใช้สืบทอดกันมา
น้ำมันจากต้นไม้: พลังงานทางเลือกของเกษตรกรไทย

น้ำมันยางนาไม่ได้มีค่าแค่ในตำนาน แต่มีคุณสมบัติทางกายภาพที่ใช้กับเครื่องยนต์ดีเซลรอบช้าได้จริง เช่น รถอีแต๋น รถไถนา และเครื่องสูบน้ำ โดยสามารถนำไปผสมกับน้ำมันดีเซลหรือใช้โดยตรงหลังผ่านการกรองอย่างง่าย หากเราเริ่มปลูกตั้งแต่วันนี้ ในอีกไม่ถึงสิบปี ประเทศไทยจะมี “บ่อน้ำมันธรรมชาติ” กระจายตัวอยู่ทั่วทุกภูมิภาค

โครงการ “ปลูกต้นยางนา สร้างบ่อน้ำมันจากต้นไม้”

ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต และ มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย ขอเชิญชวนพี่น้องชาวไทยร่วมสร้างความมั่นคงทางพลังงานและสิ่งแวดล้อม ผ่านแนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม ดังนี้:
• เมล็ดพันธุ์สร้างชาติ: แจกเมล็ดพันธุ์ยางนาฟรี! สำหรับผู้ที่ตั้งใจปลูก (เพียงส่งซองขนาด A4 พร้อมจ่าหน้าถึงตนเอง ติดแสตมป์ 15 บาท มาที่ ค่ายลูกเสือหลวงบ้านไร่ จ.ราชบุรี)
• พื้นที่สีเขียวเพื่อพลังงาน: ร่วมกันปลูกต้นยางนาในพื้นที่สาธารณะ อาทิ ค่ายลูกเสือ พื้นที่ทหาร พุทธมณฑล พื้นที่ริมแม่น้ำ และพื้นที่วัดทั่วประเทศ
• ปลูกยางนาทำบุญ: รณรงค์ปลูกต้นยางนาในโอกาสสำคัญ เช่น วันเกิด, การทำบุญถวายวัด หรือการใช้ต้นกล้ายางนาแทนพวงหรีดในงานขาวดำ เพื่อให้ชีวิตใหม่เติบโตแทนการสูญเสีย
• ศูนย์นวัตกรรมยางนา: จัดตั้งศูนย์วิจัยและเรียนรู้ ณ ค่ายลูกเสือค่ายหลวงบ้านไร่ ที่มีต้สยางนาอายุร้อยปีจำนวนมากอยู่แล้ว  เพื่อศึกษาการสกัดน้ำมัน การแปรรูป และการใช้ประโยชน์จากยางนาอย่างครบวงจร

เทคนิคการเพาะปลูกให้รอดตาย 100%

การปลูกยางนาไม่ยาก หากเข้าใจธรรมชาติของไม้ชนิดนี้:


1. ความสดคือหัวใจ: ใช้เมล็ดสด อายุไม่เกิน 30 วัน แช่น้ำ 2 คืน เพื่อกระตุ้นการงอก
2.การเพาะกล้า: ปักชำในถุงเพาะที่บรรจุดินร่วนผสมปุ๋ยคอก รดน้ำสม่ำเสมอวันละ 1-2 ครั้ง 
3.ช่วงเวลาที่เหมาะสม: ย้ายปลูกลงดินเมื่อกล้ามีอายุ 2 เดือนขึ้นไป (ความสูงประมาณ 30-50 ซม.) โดยควรปลูกในช่วงต้นฤดูฝน
4.การดูแลระยะแรก: ป้องกันสัตว์กัดกินและกำจัดวัชพืชในช่วง 1-2 ปีแรก เพื่อให้ต้นแข็งแรงพอที่จะเติบโตเองได้

บทสรุป: การปลูกต้นยางนาในวันนี้ คือการลงทุนเพื่ออนาคต   หากคนไทยช่วยกันปลูกคนละ 1–2 ต้น ภายใน 10-15 ปี ยางนาจะกลายเป็น “ขุมทรัพย์จากต้นไม้” ที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ลดรายจ่ายด้านพลังงาน และเป็นปอดของชุมชนอย่างยั่งยืน

“เริ่มปลูกวันนี้ เพื่อวันหน้าไทยจะมีน้ำมันใช้ไม่ขาดแคลน”
 
เอกสารนี้ จัดทำโดย“ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต” “มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย”These documents created by  “Sema Pattana Cheevit Club, Thai Scouts Promotion Foundation”.

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ มู่หลาน วีรสตรีจีน

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ มู่หลาน วีรสตรีจีน

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ มู่หลาน วีรสตรีจีน

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                  ที่ประเทศจีน ราว พ.ศ. 386-534 ในสมัยราชวงศ์เว่ยเหนือ มีหมู่บ้านแห่งหนึ่งตั้งอยู่ใกล้เขตชายแดน ตอนเหนือ ณ ที่นั่น มีครอบครัวหนึ่งอาศัยอยู่อย่างเรียบง่าย คือ ครอบครัวของเด็กสาวชื่อ “มู่หลาน” ผู้มีนิสัยขยันขันแข็ง ช่วยเหลืองานบ้านและดูแลพ่อแม่อย่างดี

                  วันหนึ่ง ข่าวร้ายแพร่สะพัดมายังหมู่บ้าน กองทัพข้าศึกยกมาบุกรุกอาณาจักร พระจักรพรรดิจึงสั่งให้เกณฑ์ทหารจากทุกครอบครัว ครัวเรือนละหนึ่งคน เพื่อเข้าร่วมรับใช้ชาติ

                  เมื่อมู่หลานได้ยินข่าวนี้ หัวใจเธอเต้นแรง เพราะรู้ว่าบิดาของเธอคือ มู่โจว ซึ่งเคยเป็นทหารผ่านศึกที่กล้าหาญมาก่อน แต่บัดนี้ท่านแก่เฒ่า และมีร่างกายอ่อนแอ ขาข้างหนึ่งบาดเจ็บจากสงครามครั้งก่อน  จนเดินไม่ค่อยสะดวก หากต้องเข้าร่วมรบอีกครั้ง อาจไม่รอดชีวิตกลับมา ส่วนน้องชายของเธอนั้น ก็ยังมีอายุน้อยเกินไป ไม่สามารถไปออกรบแทนบิดาได้

                  คืนนั้น มู่หลานนั่งนอนไม่หลับ เธอได้ยินเสียงบิดาไอในห้อง และได้ยินเสียงมารดาร้องไห้เบาๆ อยู่ข้างๆ ใจเธอเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส  

                  “เราต้องทำอะไรสักอย่าง” มู่หลานกระซิบกับตัวเอง

                  ในเช้าวันรุ่งขึ้น ก่อนที่ครอบครัวจะตื่น ด้วยความกตัญญูต่อบิดาและประเทศชาติ มู่หลานตัดสินใจปลอมตัวเป็นชาย เข้าร่วมรบในกองทัพ โดยตัดผมยาวของเธอให้สั้น สวมเสื้อผ้าและชุดเกราะของบิดา เอาหอกและดาบติดตัว ขี่ม้าออกจากบ้านไปอย่างเงียบๆ เธออธิษฐานว่า “ขอให้ได้ปกป้องชาติบ้านเมือง และกลับมาพบพ่อแม่อีกครั้ง”

                  ชีวิตในกองทัพไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับมู่หลาน การฝึกทหารนั้น หนักหนาสาหัส เธอต้องตื่นแต่เช้ามืด ฝึกศิลปะการต่อสู้ ขี่ม้า และยิงธนู แต่เธอไม่เคยย่อท้อ ทุกวันเธอฝึกฝนอย่างหนัก กินน้อย พักน้อย และไม่เคยบ่นเพียงคำเดียว ในตอนแรก เพื่อนทหารหลายคนเย้ยหยันเธอว่าตัวเล็ก อ่อนแอ แต่มู่หลานพิสูจน์ตัวเองด้วยความมุ่งมั่น เธอฝึกฝนจนทักษะการรบดีขึ้นทุกวัน และไม่นานก็กลายเป็นหนึ่งในทหารที่เก่งที่สุดในกองพัน 12 ปีผ่านไป สงครามดำเนินไปอย่างดุเดือด มู่หลานได้เข้าร่วมการรบหลายครั้ง ต่อสู้อย่างกล้าหาญ ไม่แพ้ทหารชายคนใด เธอใช้สติปัญญาและกลยุทธ์ในการรบ ช่วยกองทัพชนะศึกหลายครั้ง โดยไม่มีใครรู้ว่าเธอเป็นหญิง

                  ในการรบครั้งสำคัญที่เขาภูเขาหิมะ ข้าศึกตั้งค่ายอยู่ในตำแหน่งที่เอาเปรียบ มู่หลานจึงเสนอแผนการกล้าหาญ โดยเธอนำทหารไม่กี่คน แอบปีนขึ้นไปบนยอดเขา แล้ววางระเบิดทำให้เกิดหิมะถล่มลงมาทับค่ายข้าศึก แผนการนี้ได้ผลสำเร็จ แต่เธอเองบาดเจ็บสาหัส เกือบเสียชีวิตในเหตุหิมะถล่มครั้งนั้น

                  ขณะที่หมอกองทัพรักษาบาดแผลให้เธอ เขาค้นพบความจริงว่า มู่หลานเป็นหญิง ข่าวแพร่สะพัดไปถึงแม่ทัพใหญ่ ทุกคนตกตะลึง  

                  มู่หลานคุกเข่าลงต่อหน้าแม่ทัพ “ข้าพเจ้า ไม่ได้มีเจตนาหลอกลวงใคร ข้าพเจ้ามาแทนบิดาผู้แก่เฒ่า ด้วยความกตัญญูรู้คุณแผ่นดิน หากท่านต้องการลงโทษ ก็ขอยอมรับผิดทุกอย่าง “

                  แม่ทัพและทหารทั้งหลายเงียบกริบ พวกเขานึกถึงความกล้าหาญและการเสียสละของมู่หลานตลอดเวลาที่ผ่านมา ในที่สุด แม่ทัพกล่าวว่า “เจ้ามีใจรักชาติและกตัญญูต่อบิดามารดาอย่างแท้จริง แม้จะเป็นหญิง แต่กล้าหาญยิ่งกว่าชายหลายคน “

                  หลังจากสงครามสิ้นสุดด้วยชัยชนะ พระจักรพรรดิจะประทานเกียรติยศและตำแหน่งสูงให้แก่มู่หลาน แต่เธอปฏิเสธ “สิ่งที่ต้องการมีเพียงม้าตัวหนึ่ง เพื่อกลับบ้านไปดูแลพ่อแม่ที่คิดถึง” มู่หลานกราบทูล

                  จักรพรรดิทรงประทับใจในความกตัญญูของเธอ จึงพระราชทานม้าอย่างดีและของรางวัลมากมาย ให้เธอเดินทางกลับบ้าน เมื่อมู่หลานกลับถึงบ้าน ครอบครัวดีใจจนร้องไห้ บิดาของเธอโอบกอดเธออย่างแนบแน่น “ลูกสาวของพ่อ กลับมาแล้ว”

                  เพื่อนทหารที่เดินทางตามมา เพื่อเยี่ยมเธอ ต่างตะลึงเมื่อเห็นมู่หลานในชุดหญิงสาว อ่อนโยนและสง่างาม แตกต่างจากทหารที่พวกเขารู้จักอย่างสิ้นเชิง

                  “นี่คือมู่หลานที่เราฝึกซ้อมและรบร่วมกันมาหรือ!” พวกเขาอุทานด้วยความประหลาดใจ    

                  เรื่องราวของมู่หลานแพร่สะพัดไปทั่วอาณาจักรจีน ผู้คนต่างสรรเสริญความกล้าหาญ ความกตัญญู และความรักชาติของเธอ เธอกลายเป็นแบบอย่างที่ดีว่า ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง ต่างก็สามารถรับใช้ชาติบ้านเมืองได้อย่างภาคภูมิ

                  ส่วนมู่หลานเอง เธอใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายต่อไป ดูแลบิดามารดา ทอผ้า และสอนน้องสาวน้องชาย เธอไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นวีรสตรี แต่เป็นเพียงลูกสาวคนหนึ่งที่ทำในสิ่งที่ควรทำเพื่อคนที่รักและแผ่นดินที่เกิด

                  เรื่องของมู่หลาน เป็นตัวอย่างการทำความดีตามบุญกิริยา 10 ในการเสียสละ อุทิศตนเพื่อส่วนรวม (ปัตติทานมัย) เพราะได้ไปเป็นทหารเพื่อรบแทนพ่อที่ป่วยและแก่ชรา และปกป้องประเทศชาติ

                  นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “การปกป้องแผ่นดินเป็นหน้าที่ของทุกคน ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง การกระทำจากความจริงใจย่อมได้รับการเคารพนับถือ”

                  เรียบเรียงจากนิทานจีนเรื่อง ฮัว มู่หลาน (Hua Mulan 木蘭 ) วีรสตรีในตำนานของจีนผู้เป็นสัญลักษณ์ของความกตัญญูและความกล้าหาญ ที่ถูกใช้เป็นสื่อรณรงค์เรื่องความรักชาติและความเท่าเทียมทางเพศ วอล์ทดีสนีย์เคยนำไปทำเป็นภาพยนตร์การตูน แต่ไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ยืนยันว่าเป็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นจริงหรือไม่

อาทร จันทวิมล

คุณแหน : 1 เมษายน 2569

คุณแหน : 1 เมษายน 2569

คุณแหน : 1 เมษายน 2569

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 02.00 น.

๐๐พลเอก พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมศึกยุคล ทรงเป็นประธานในพิธีประทาน “ทุนสมเด็จเจ้าฟ้าฯ” ปีที่ 14 และประกาศนียบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษา ประจำการศึกษา 2567-2568 จากวิทยาลัยอาชีวศึกษาสันติราษฎร์ในพระอุปถัมภ์ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี 3 เมย. 14.00-16.00 น. ณ SIBA Convention พหลโยธิน 24..๐๐

๐๐ นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน เป็นประธานการประชุมคณะอำนวยการนโยบายด้านผลิตภัณฑ์ยาเพื่อการบำบัดรักษาขึ้นสูง ATMPs ครั้งที่ 1/2569 โดยมี ภญ.สุภัทรา บุญเสริม และ ดร.นพ.สราวุฒิ บุญสุข ร่วมด้วย เพื่อขับเคลื่อนแนวทางการดำเนินงานที่ชัดเจน มุ่งสู่เป้าหมายของการเป็น ATMPs Hub ในภูมิภาคเอเชีย โดยส่งเสริมการพัฒนาและใช้การแพทย์มูลค่าสูง อาทิ CAR T-cell เซลล์บำบัดมะเร็ง ถึงผลักดันให้ มีการรับรองมาตรฐาน GMP เพื่อให้ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืน..๐๐

๐๐ อนุรัตน์ ธรรมประจำจิต ผวจ.ศรีสะเกษ เป็นประธานเปิดงานประจำปีสักการะศาลหลักเมือง สืบสานประเพณีของดีน้ำเกลี้ยง ครั้งที่ 3 ประจำปี 2569 เพื่อสืบสานประเพณีของดีน้ำเกลี้ยง ส่งเสริมการท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจสู่ชุมชน..๐๐

๐๐เพื่อนๆชาว Digital CEO# 5 ร่วมยินดีกับ นพ.อดิศร วิตตางกูร ที่ได้เป็น ผอ.รพ.กลาง สังกัดสำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร..๐๐

๐๐ ดร.จิตติ์พร ธรรมจินดา ผอ. สง.เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (TILSNA) ร่วมลงนามความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาการประเมิน ตรวจสอบ และทดสอบด้านสมรรถนะและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์เครื่องมือแพทย์รวมถึงเครื่องมือแพทย์ซอฟต์แวร์และปัญญาประดิษฐ์ ร่วมกับภาคีเครือข่ายสำคัญ ได้แก่ สนง.พัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สนง.คณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ในงาน “AISaMD Demo Day: The First Step” เพื่อประกาศความพร้อมของประเทศไทยในการยกระดับผลิตภัณฑ์ AI เครื่องมือแพทย์ สู่มาตรฐานสากล พร้อมผลักดันสู่การใช้งานจริงและเชิงพาณิชย์..๐๐

๐๐ ดร.ปรีสาร รักวาทิน รักษาการรอง ผอ. ดีป้า ประกาศเปิดตัวโครงการ 1 ตำบล 1 ดิจิทัล ซีซัน 3 (One Tambon One Digital: OTOD #3) อย่างเป็นทางการ เพื่อเดินหน้าสลายความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยี พร้อมสนับสนุนงบประมาณแก่กลุ่มชุมชนและ ดิจิทัลสตาร์ทอัพไทย ใน 8 จังหวัดยุทธศาสตร์ ตั้งเป้าสร้างมูลค่าผลกระทบทางเศรษฐกิจฐานรากไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาทต่อปี..๐๐

๐๐นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงศ์, นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว, พล.อ.ท.นพ. พงษ์เดช พงษ์สุวรรณ และนพ.อิทธิกร โถสุวรรณโชต เป็นตัวแทนเพื่อนๆ ปธพ. 1 ไปร่วมแข่งขันกอล์ฟการกุศล มูลนิธิธรรมาภิบาลทางการแพทย์..๐๐

๐๐ สุปรีชา ลิมปิกาญจนโกวิท ชวนเพื่อนๆ Digital CEO#7 มาอัพเดทชีวิตพร้อมทานหม้อไฟอร่อยๆ ที่ร้านสู่ต้าเสีย หม้อไฟหม่าล่าต้นตำรับจีนเสฉวน โดยมี ทรงศักดิ์ พุ่มสวัสดิ์ ต้อนรับอย่างอบอุ่น งานนี้ พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์, ไพศาล หงษ์ทอง, สร้างรัฐ หัตถวงษ์, ธีระทัศน์ เกิดช่วย, ณัฐกรณ์ รัตนชัยสิทธิ์, ธนนริศร์ พิสิทธิ์ธนโชติ, ไพโรจน์ ต้นศิริอนุสรณ์, ชานนท โตวิกกัย, ชัยภัทร เขมาภิรักษ์, ฐานนท์ เรืองวิวัฒนพันธุ์ ไม่พลาด..๐๐

๐๐สมพงษ์ ศักดาไกร มอบเงินบริจาคเพื่อสนับสนุนกองทุนห้องส่องกล้อง Surgical Endoscopy มูลนิธิคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ โดยมี ผศ.นพ.สุภกิจ ขมวิลัยและ ผศ.(พิเศษ) นพ.สุรินทร์ อัศววิทูรทิพย์ รับมอบ..๐๐

๐๐พญ.ชญานิน นิติวรางกูร พร้อมเพื่อนๆ DJS#3 มาสังสรรค์ โดยมี ดร.รัชลิตา  นาราธิภานนท์, ชวิศ ยงเห็นเจริญ, ศิรสิทธิ์ ประทีปมงคล, พัทธนันท์ กองบุญมา, อรุชิดา- จิรวัฒน์ เด่นแดนโดม ร่วมด้วย..๐๐

น้องใหม่

ศิริราชประกาศเกียรติคุณแพทย์ดีเด่นในชนบท ประจำปี 2568 แก่แพทย์ผู้เสียสละ เพื่อเชิดชูเกียรติผู้ทุ่มเทช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์

ศิริราชประกาศเกียรติคุณแพทย์ดีเด่นในชนบท ประจำปี 2568 แก่แพทย์ผู้เสียสละ เพื่อเชิดชูเกียรติผู้ทุ่มเทช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์

ศิริราชประกาศเกียรติคุณแพทย์ดีเด่นในชนบท ประจำปี 2568 แก่แพทย์ผู้เสียสละ เพื่อเชิดชูเกียรติผู้ทุ่มเทช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.19 น.

ศ. นพ.อภิชาติ อัศวมงคลกุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล เป็นประธานในงาน “ประกาศผลและพิธีมอบรางวัลแพทย์ดีเด่นในชนบท ประจำปี 2568″ โดยมี ผศ. นพ.สมุทร จงวิศาล ประธานคณะกรรมการคัดเลือกแพทย์ดีเด่นในชนบท และนพ.เดชา แซ่หลี ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเทพา แพทย์ดีเด่นในชนบท ประจำปี 2568 ร่วมด้วย ณ ห้องประชุมคณะฯ ตึกอำนวยการ ชั้น 2 รพ.ศิริราช

คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล จัดตั้ง “รางวัลแพทย์ดีเด่นในชนบท” รางวัลอันทรงเกียรติที่จัดตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2516 เพื่อสรรหาแพทย์ผู้อุทิศตนปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ห่างไกล โดยมุ่งหวังให้เป็นต้นแบบแก่บัณฑิตแพทย์ในการสร้างประโยชน์แก่วงการสาธารณสุขไทย พร้อมทั้งได้รับเกียรติแสดง “ปาฐกถาอุดม โปษะกฤษณะ” เพื่อรำลึกถึง ศ.เกียรติคุณ นพ.อุดม โปษะกฤษณะ อดีตคณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ผู้เป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการผลักดันงานสาธารณสุข แม้จะเกษียณอายุราชการแล้ว ท่านยังคงถ่ายทอดความรู้และจิตวิญญาณแพทย์ชนบทให้แก่ศิษย์เสมอมา จนเป็นที่มาของการก่อตั้ง “ทุนศาสตราจารย์นายแพทย์อุดม โปษะกฤษณะ” โดยบรรดาศิษย์และญาติมิตร เพื่อสนับสนุนรางวัลนี้ให้คงอยู่สืบไป

ผศ. นพ.สมุทร จงวิศาล ประธานคณะกรรมการคัดเลือกแพทย์ดีเด่นในชนบท กล่าวถึงเกณฑ์การคัดเลือกแพทย์ดีเด่นในชนบทในกระบวนการสรรหาเมื่อปีที่ผ่านมา คณะกรรมการฯ ได้พิจารณารายชื่อแพทย์ผู้ผ่านการคัดเลือกตามเกณฑ์ ซึ่งแต่ละท่านได้มีผลงานเชิงประจักษ์ในแต่ละพื้นที่ เมื่อคณะกรรมการฯ ได้ประชุมพิจารณาแล้ว จึงลงพื้นที่เยี่ยมชมการปฏิบัติงานในสถานที่จริง พร้อมทั้งสัมภาษณ์ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ได้แก่ แพทย์ ผู้ร่วมงาน และผู้มารับบริการ ตลอดจนการเยี่ยมชมผลงานและโรงพยาบาล อีกทั้งได้นำผลงานแพทย์ที่คณะกรรมการฯ ได้เดินทางไปเยี่ยมและสัมภาษณ์เมื่อปีก่อนมาพิจารณา ซึ่งนับเป็นภารกิจที่น่าหนักใจ เนื่องจากแพทย์ทุกท่านล้วนอุทิศตนทำงานภายใต้ทรัพยากรที่จำกัด และสร้างสรรค์ผลงานอันทรงคุณค่า เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงระบบสาธารณสุขได้อย่างเท่าเทียม

ภายหลังการคัดเลือกแพทย์ดีเด่นในชนบท ประจำปี 2568 ได้เสร็จสิ้นตามกระบวนการแล้วนั้น ศ. นพ.อภิชาติ อัศวมงคลกุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล จึงได้ประกาศผลให้ นพ.เดชา แซ่หลี ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเทพา เป็นผู้ได้รับรางวัลแพทย์ดีเด่นในชนบทของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล ประจำปี 2568 พร้อมกล่าวประกาศเกียรติคุณว่า “ในฐานะที่แพทย์ในชนบทคือเสาหลักของระบบสาธารณสุขไทย การปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเพียรพยายามเพื่อเกื้อกูลเพื่อนมนุษย์ จึงเป็นสิ่งที่ นพ.เดชา แซ่หลี ควรได้รับการสดุดี ซึ่งท่านไม่เพียงแต่มีความเป็นเลิศทางวิชาการ แต่ยังมีทัศนคติที่มุ่งเน้นการสร้างประโยชน์สุขให้แก่ส่วนรวม โดยท่านได้อุทิศตนเป็นผู้นำด้านสาธารณสุขในโรงพยาบาลชุมชนพื้นที่เสี่ยงมาอย่างยาวนานเกือบ 30 ปี พร้อมทั้งยังได้สร้างผลงานที่โดดเด่นที่เข้ากับสถานการณ์ความเป็นอยู่ อีกทั้งยังเข้าใจบริบทและความต้องการของชุมชน ทำให้ท่านกลายเป็นกลไก ในการผลักดันให้เกิดการพัฒนาชุมชนร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เพื่อผลักดันการพัฒนาและบริหารจัดการทรัพยากรสุขภาพอย่างมีประสิทธิภาพ มุ่งสู่การสร้างสุขภาวะในแก่ประชาชนได้อย่างทั่วถึง”

ต่อมา ศ. นพ.อภิชาติ อัศวมงคลกุล ได้มอบโล่เกียรติยศจากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล ให้กับแพทย์ดีเด่นในชนบท ประจำปี 2568 พร้อมด้วยเงินรางวัล 200,000 บาท พร้อมด้วยบริษัท บางจาก
คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัท เทอรูโม (ประเทศไทย) จำกัด มอบเงินรางวัล 50,000 บาท และ 40,000 บาท ตามลำดับ

สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ เปิดตัวผลิตภัณฑ์ ‘ยาแคปซูลสารสกัดฟ้าทะลายโจร ตรา พีซี-1999’ (PC-1999) สมุนไพรพื้นบ้าน สู่นวัตกรรมยาสมุนไพรมาตรฐานสากล

สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ เปิดตัวผลิตภัณฑ์ 'ยาแคปซูลสารสกัดฟ้าทะลายโจร ตรา พีซี-1999' (PC-1999)  สมุนไพรพื้นบ้าน สู่นวัตกรรมยาสมุนไพรมาตรฐานสากล

สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ เปิดตัวผลิตภัณฑ์ ‘ยาแคปซูลสารสกัดฟ้าทะลายโจร ตรา พีซี-1999’ (PC-1999) สมุนไพรพื้นบ้าน สู่นวัตกรรมยาสมุนไพรมาตรฐานสากล

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.12 น.

สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ร่วมกับ บริษัท ปานะโอสถ จำกัด จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวผลิตภัณฑ์ “ยาแคปซูลสารสกัดฟ้าทะลายโจร ตรา พีซี-1999” (PC-1999) นวัตกรรมจากสมุนไพรไทย เพื่อใช้บรรเทาอาการไข้ โดยมีรองศาสตราจารย์ ดร.ชูศักดิ์ ลิ่มสกุล รองประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ฝ่ายบริหารและอาคารสถานที่ เป็นประธานในพิธีฯ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ คณะผู้บริหารบริษัท ปานะโอสถ จำกัด เข้าร่วม ณ ห้องประชุม 1 ศูนย์ประชุมสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์

ภายในงานมีการจัดเสวนาในหัวข้อ “ทำไมต้องเป็นฟ้าทะลายโจร PC-1999” โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.เภสัชกรหญิงจุฑามาศ สัตยวิวัฒน์ รองประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ฝ่ายธุรการวิทยาศาสตร์ และผู้อำนวยการห้องปฏิบัติการวิจัยเภสัชวิทยา ศาสตราจารย์เกียรติคุณ แพทย์หญิงสยมพร ศิรินาวิน อาจารย์ประจำสาขาวิชาโรคติดเชื้อ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล รองศาสตราจารย์ ดร.ดวงจิตต์ พนมวัน ณ อยุธยา ที่ปรึกษาหน่วยวิจัยเพื่อการประยุกต์ใช้ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ และ พิษณุ อุชุวัฒน์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ปานะโอสถ จำกัด ร่วมถ่ายทอดแนวคิดกระบวนการวิจัยและการพัฒนาจากห้องปฏิบัติการสู่การถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตสารสกัดและเทคโนโลยีการผลิตต้นแบบของผลิตภัณฑ์มาตรฐานฟ้าทะลายโจรแก่ภาคอุตสาหกรรมเพื่อมุ่งเน้นการยกระดับนวัตกรรม และสามารถเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ฯ ในเชิงพาณิชย์ได้ นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอวีดิทัศน์แนะนำผลิตภัณฑ์ฯ พร้อมความเป็นมาของการดำเนินโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ PC-1999 ที่มีมาอย่างต่อเนื่อง

สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ เป็นหน่วยงานแห่งแรกของประเทศไทย ที่ทำการพัฒนาและผลิตสารสกัดฟ้าทะลายโจรโดยการใช้ “น้ำ” เป็นตัวทำละลายในการสกัด โดยได้พัฒนาและต่อยอดจากองค์ความรู้ดั้งเดิมของการแพทย์แผนไทย ในการต้มยาสมุนไพรด้วยน้ำ และได้พัฒนาวิธีการสกัดดังกล่าวให้เหมาะสม เพื่อให้ได้สารสกัดที่มีปริมาณสารออกฤทธิ์หลัก Andrographolide ตามที่ต้องการ ซึ่งกระบวนการสกัดด้วยน้ำ ยังช่วยลดต้นทุนการผลิตเมื่อเทียบกับการสกัดด้วยแอลกอฮอล์ อีกด้วย ทั้งนี้ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ได้จดอนุสิทธิบัตรกรรมวิธีการเตรียมสารสกัดน้ำ จำนวน 2 ฉบับ และยังได้พัฒนาวิธีวิเคราะห์สารออกฤทธิ์ในฟ้าทะลายโจรที่สำคัญพร้อมกัน 4 ชนิด ได้แก่ Andrographolide (AP1), 14-Deoxy-11, 12-didehydroandrographolide (AP3), Neoandrographolide (AP4) และ14-deoxyandrographolide (AP6) เพื่อนำมาใช้ในการควบคุมปริมาณสารสำคัญในฟ้าทะลายโจร และได้สารสำคัญที่ออกฤทธิ์ โดยเฉพาะ Andrographolide ให้ได้มากที่สุด จนสามารถนำไปสู่การพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ “ยาแคปซูลสารสกัดฟ้าทะลายโจร ตรา พีซี-1999 (PC-1999)” ที่มีปริมาณสารสกัด  230 มิลลิกรัมต่อแคปซูล เทียบเท่าสารสำคัญ Andrographolide 10 มิลลิกรัม  ซึ่งการศึกษาการละลายของสารสำคัญจากผลิตภัณฑ์ (Dissolution testing) พบว่า พืชสมุนไพรฟ้าทะลายโจรสามารถละลายได้ดีมากด้วยเทคโนโลยีการสกัดด้วยน้ำ ทำให้ปลดปล่อยสารสำคัญได้อย่างมีประสิทธิภาพ และถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ดีอีกด้วย ทั้งนี้ มีผลงานวิจัยของคณะผู้วิจัยจากสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารชั้นนำระดับนานาชาติ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 จนถึงปัจจุบัน รวม 18 เรื่อง และได้รับรางวัลผลงานวิจัยแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ในระดับ “ดีมาก” จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ในหัวข้อ “ฟ้าทะลายโจร: จากงานวิจัยพื้นฐานสู่การประยุกต์ใช้”

ความสำเร็จในการศึกษาค้นคว้างานวิจัยพืชสมุนไพรฟ้าทะลายโจรของสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ครั้งนี้ เป็นการสนองพระปณิธานของ ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ที่ทรงวางรากฐานสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางยาให้แก่ประเทศชาติและประชาชนชาวไทยมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยทรงน้อมนำพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาพระราชทานเป็นพระนโยบายให้แก่สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ในการนำความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน นับตั้งแต่การก่อตั้งสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ในปี พ.ศ. 2530 และดำรงมาจนถึงปัจจุบัน

อนึ่ง สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ได้ริเริ่มดำเนินโครงการศึกษาและพัฒนาสมุนไพรเพื่อการวิจัย ณ หมู่บ้านทับทิมสยาม 05 จังหวัดสระแก้ว ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 เพื่อเสริมสร้างรายได้ให้แก่ประชาชนในหมู่บ้าน โดยได้นำพืชสมุนไพรจากโครงการฯ มาต่อยอดสู่งานวิจัยและพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่ได้มาตรฐาน และปัจจุบัน สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ได้ทำการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตสารสกัดน้ำฟ้าทะลายโจรและแคปซูลสารสกัดน้ำฟ้าทะลายโจร ให้แก่ บริษัท ปานะโอสถ จำกัด นับเป็นความร่วมมือกันระหว่างภาควิจัยและเอกชนเพื่อการพัฒนาและผลิตเชิงอุตสาหกรรม ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อผลักดันงานวิจัยสู่การผลิตจริง และได้รับการขึ้นทะเบียนตำรับผลิตภัณฑ์สมุนไพรจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ภายใต้ชื่อผลิตภัณฑ์ว่า “ยาแคปซูลสารสกัดฟ้าทะลายโจร ตรา พีซี-1999” (PC-1999) นับเป็นต้นแบบผลิตภัณฑ์ระดับอุตสาหกรรมที่มีการควบคุมคุณภาพทุกขั้นตอน ตั้งแต่การควบคุมคุณภาพวัตถุดิบ (ต้นน้ำ) การควบคุมปริมาณสารสำคัญในสารสกัด (กลางน้ำ)  และการผลิตแคปซูลสารสกัดน้ำฟ้าทะลายโจร (ปลายน้ำ) อันเป็นการขับเคลื่อนนวัตกรรมการสกัด พร้อมทั้งยกระดับยาสมุนไพรไทยสู่มาตรฐานระดับโลก

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม จัดประชุม 6 เมืองต้นแบบ พลิกวัฒนธรรมสู่พลังขับเคลื่อนเมือง

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม จัดประชุม 6 เมืองต้นแบบ พลิกวัฒนธรรมสู่พลังขับเคลื่อนเมือง

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม จัดประชุม 6 เมืองต้นแบบ พลิกวัฒนธรรมสู่พลังขับเคลื่อนเมือง

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.05 น.

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม เดินหน้าขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองไทยสู่ความยั่งยืน ผ่านโครงการ Thailand Culture 2030 โดยจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ การระดมสมองระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของเมืองและพันธมิตร เพื่อการขับเคลื่อนเมืองด้วย Culture 2030 Indicators ระหว่างวันที่ 26 – 30 มีนาคม 2569 ณ จังหวัดเพชรบุรี เพื่อเสริมศักยภาพเมืองต้นแบบในการนำ “วัฒนธรรม” มาเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาเมือง ให้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)


 
การประชุมครั้งนี้มีตัวแทนจาก 6 เมืองต้นแบบ ได้แก่ เทศบาลตำบลบางปลา จังหวัดสมุทรสาคร เทศบาลนครยะลา จังหวัดยะลา เทศบาลเมืองแม่ฮ่องสอน จังหวัดแม่ฮ่องสอน เทศบาลเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด องค์การบริหารส่วนตำบลกมลา จังหวัดภูเก็ต และองค์การบริหารส่วนตำบลบ่อแก้ว จังหวัดเชียงใหม่ เข้าร่วมกระบวนการเรียนรู้เชิงลึก ทั้งการบรรยาย เวิร์กชอป และการศึกษาดูงานในพื้นที่จริง เพื่อพัฒนาแนวทางการขับเคลื่อนเมืองด้วยวัฒนธรรมอย่างเป็นรูปธรรม 

ตลอดระยะเวลา 5 วัน เมืองต้นแบบได้ต่อยอดองค์ความรู้สำคัญ ตั้งแต่การทำความเข้าใจกรอบ Culture 2030 Indicators การวิเคราะห์ศักยภาพและช่องว่างของเมือง การค้นหาอัตลักษณ์และคุณค่าของพื้นที่ ไปจนถึงการออกแบบแนวทางการพัฒนาเมืองที่เชื่อมโยงวัฒนธรรมเข้ากับ SDGs อย่างเป็นระบบ โดยเน้นการนำไปใช้ได้จริงในบริบทของแต่ละพื้นที่ พร้อมกันนี้ การประชุมยังเปิดพื้นที่ให้เกิดการเชื่อมโยงระหว่างเมืองกับเครือข่ายพันธมิตร ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้เชี่ยวชาญ เพื่อร่วมกันออกแบบแนวทางการพัฒนาในรูปแบบ “Ecosystem” ที่ขับเคลื่อนด้วยความร่วมมือ และสามารถสื่อสาร “คุณค่าของเมือง” (City Value Proposition) ได้อย่างชัดเจนและมีพลัง 

นอกจากนี้ การประชุมยังเปิดโอกาสให้เกิดการเชื่อมโยงระหว่างเมืองกับเครือข่ายพันธมิตร ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขา เพื่อร่วมกันออกแบบแนวทางการพัฒนาเมืองในรูปแบบ “Ecosystem” ที่เอื้อต่อการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยเน้นการสร้างความร่วมมือ (Partnership) และการสื่อสารคุณค่า (City Value Proposition) ของแต่ละเมืองให้สามารถเข้าถึงและดึงดูดการสนับสนุนจากภาคส่วนต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

หัวใจสำคัญ คือการนำกรอบแนวคิด Culture 2030 มาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาเมืองใน 4 มิติ ได้แก่ สิ่งแวดล้อมและพลังเข้มแข็ง (Environment & Resilience) ความมั่งคั่งและความเป็นอยู่ที่ดี (Prosperity & Livelihood) ความรู้และทักษะ (Knowledge & Skills) การไม่แบ่งแยกกีดกันและการมีส่วนร่วม (Inclusion & Participation) ซึ่งช่วยให้เมืองสามารถมองเห็นภาพรวมของการพัฒนาอย่างรอบด้าน และสามารถเชื่อมโยง “ทุนทางวัฒนธรรม” เข้ากับการสร้างคุณค่าใหม่ในทุกมิติของการพัฒนา 

ทั้งนี้ยังได้รับเกียรติจาก นางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม เป็นประธานกล่าวปิดการประชุม พร้อมมอบประกาศนียบัตรให้แก่ผู้แทนทั้ง 6 เมืองต้นแบบ เพื่อยืนยันถึงความพร้อมในการก้าวสู่การเป็นเมืองต้นแบบด้านการพัฒนาด้วยมิติวัฒนธรรมในระดับประเทศ 

การประชุมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ จึงไม่เพียงเป็นการถ่ายทอดองค์ความรู้ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้าง “ต้นแบบการพัฒนาเมือง” ที่ใช้วัฒนธรรมเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญ เพื่อสร้างเมืองที่ยั่งยืน ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี และชุมชนสามารถสร้างรายได้อย่างสมดุลในระยะยาว 

พร้อมกันนี้ ในเดือน มิถุนายน 2569 กรมส่งเสริมวัฒนธรรมยังเปิดโอกาสให้เมืองต่าง ๆ ทั่วประเทศ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนครั้งสำคัญ ผ่านเวที Thailand Culture for SDGs Awards ซึ่งจะเป็นพื้นที่ในการแสดงศักยภาพ แลกเปลี่ยนแนวคิด และยกระดับการพัฒนาเมืองไทยสู่มาตรฐานสากล เมืองที่มีความพร้อมและต้องการต่อยอดศักยภาพ สามารถเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ Thailand Culture 2030 เพื่อร่วมกันสร้างอนาคตของ “เมืองไทยยุคใหม่” ที่เติบโตอย่างมีเอกลักษณ์และยั่งยืนในระยะยาว ติดตามข้อมูลข่าวสาร และความเคลื่อนไหวของโครงการได้ที่ Facebook : Thailand Culture for SDGs