สว.นรเศรษฐ์ บี้ถามเร่งรัดแลนด์บริดจ์ เมินประชามติพื้นที่ แต่ให้สิทธิ์ต่างชาติครองที่ดิน 99 ปี

สว.นรเศรษฐ์ บี้ถามเร่งรัดแลนด์บริดจ์ เมินประชามติพื้นที่ แต่ให้สิทธิ์ต่างชาติครองที่ดิน 99 ปี

สว.นรเศรษฐ์ บี้ถามเร่งรัดแลนด์บริดจ์ เมินประชามติพื้นที่ แต่ให้สิทธิ์ต่างชาติครองที่ดิน 99 ปี

วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.42 น.

สว.นรเศรษฐ์ บี้ถามเร่งรัดแลนด์บริดจ์ เมินประชามติพื้นที่ แต่ให้สิทธิ์ต่างชาติครองที่ดิน 99 ปี ด้าน รมช.คมนาคม ยันรัฐบาลทำทุกอย่างครบถ้วนตามกฎหมาย-ภายใต้สถานการณ์โลกเปลี่ยน เปล่ารีบร้อน 

เมื่อวันที่ 11 พ.ค.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มีพล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณากระทู้ถามของนายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภา(สว.) ที่ขอให้รัฐบาลทบทวนโครงการแลนด์บริดจ์ โดยนายนรเศรษฐ์ กล่าวว่า ผลการศึกษาเรื่องความคุ้มค่าการลงทุนโครงการแลนด์บริดจ์ของสำนักนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีความขัดแย้งกัน เหตุใดรัฐบาลจึงเร่งรัดนำภาษีประชาชนไปใช้โครงการในฝัน เร่งผลักดันร่างกฎหมายระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC)ที่ให้สิทธินักลงทุนต่างชาติถือครองที่ดิน 99ปี ทั้งที่ดินสปก. ที่ดินราชพัสดุ รวมถึงผลกระทบต่อระบบนิเวศที่ไม่สามารถเรียกคืนได้ ขณะที่การจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น บางแห่งเป็นเวทีเพื่อรับทราบเท่านั้น หากรัฐบาลคิดว่า โครงการดีจริง เหตุใดไม่ทำประชามติเชิงพื้นที่ 

ด้านนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม ชี้แจงว่า โครงการดังกล่าวเปิดโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ ส่วนประเด็นการเช่าที่ดินนั้น รัฐบาลถูกกล่าวหาให้เช่า 99ปี แต่ความจริงเช่าได้ไม่เกิน 99ปี  การเช่ามีระยะเวลาเริ่มต้น เช่น  50ปี เพื่อให้คุ้มค่าการลงทุน เพราะรัฐบาลไม่ใช่ผู้ลงทุน ใช้วิธี พีพีพีให้เอกชนลงทุน จึงต้องมีเวลาให้ดำเนินการ หากผ่านไป 50ปี พบว่าเป็นไปไม่ได้ รัฐบาลไม่ต่อสัญญาได้ หากโครงการเป็นไปด้วยดี ประชาชนชีวิตดีขึ้น สิทธิการเช่าจะได้ต่อก่อน ไม่ใช่ว่าจะเช่าต่อ เรื่องผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เป็นไปไม่ได้จะไม่มีผลกระทบ แต่รัฐบาลทำทุกอย่างครบถ้วนตามกฎหมาย เพื่อลดผลกระทบ เยียวยาผลกระทบให้มากที่สุด ยืนยันว่าโครงการแลนด์บริดจ์ไม่ได้รีบร้อน ทำภายใต้สถานการณ์โลกที่เปลี่ยนไป 

เอกนิติ ย้ำต้องออก พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้านบาท ชี้อาจเห็นเงินเฟ้อปีนี้ขึ้นสูงสุด 4-5%

เอกนิติ ย้ำต้องออก พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้านบาท ชี้อาจเห็นเงินเฟ้อปีนี้ขึ้นสูงสุด 4-5%

เอกนิติ ย้ำต้องออก พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้านบาท ชี้อาจเห็นเงินเฟ้อปีนี้ขึ้นสูงสุด 4-5%

วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.23 น.

เอกนิติ ย้ำต้องออก พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้านบาท ชี้อาจเห็นเงินเฟ้อปีนี้ขึ้นสูงสุด 4-5% หลังราคาต้นทุนสินค้า-อาหารขึ้น จากราคาน้ำมัน และเชื้อเพลิง ย้ำภาวะวิกฤต ไทยต้องเร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน ย้ำชูหลัก 5T โปร่งใสตรวจสอบได้ แจง กรณ์ ปชป. หลังอ้างมูดี้ส์ บอกศก.ไม่วิกฤติ ระบุเป็นคนละประเด็น เพราะต้องการเยียวยาปชช.

เมื่อวันที่ 11 พ.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ตอบคำถามกรณีพรรคประชาชนยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ในประเด็นว่าเงินกู้ 2 แสนล้านบาทในส่วนการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ซึ่งอยู่ในพ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาทไม่เข้าข่ายจำเป็นเร่งด่วน หรือวิกฤตว่า  สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันกำลังเผชิญกับวิกฤตที่ซับซ้อนและยังไม่สามารถคาดการณ์จุดสิ้นสุดได้ โดยต้นเหตุจากวิกฤตมาจากต้นทุนราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นเป็นตัวเร่งสำคัญ เนื่องจากประเทศไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนที่สูง โดยในการประชุมอาเซียนก็มีการพูดคุยกันเรื่องนี้ และประเทศไทยก็อยู่ในกลุ่มที่นำเข้าพลังงาน และพึ่งพิงพลังงานจากภายนอกสูง 

นายเอกนิติ กล่าวว่า การพึ่งพาพลังงานสูงของประเทศไทยส่งผลให้เกิดภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น โดยเงินเฟ้อในเดือนล่าสุดอยู่ที่ 2.9 และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้น โดยสูงสุดจะขยับขึ้นไปถึง 4-5% เนื่องจากเงินเฟ้อเกิดจากต้นทุนสินค้าที่สูงขึ้น ซึ่งกระทบต่อค่าครองชีพและราคาสินค้าอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะราคาอาหารที่ปรับตัวสูงขึ้นเกือบ 10% แล้วในขณะนี้ ซึ่งรัฐบาลต้องเตรียมการรับวิกฤตที่จะมาเป็นระลอกๆในขณะนี้ 

เมื่อถามว่าในเรื่องเงินเฟ้อที่สูงขึ้นได้ประสานกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในการใช้มาตรการทางการเงินดูแลเงินเฟ้อหรือไม่ เพราะตัวเลข 4-5% จะเกินกว่ากรอบเป้าหมายนโยบายการเงินทั้งปีที่ 1-3% นายเอกนิติ กล่าวว่า
คำถามว่าตัวเลขเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปียังใกล้เคียงกับกรอบที่วางไว้ไม่เกิน 3% แต่เรื่องนี้ได้มีการหารือกับ ธปท.ในการประชุมร่วม 4 หน่วยงานเศรษฐกิจอยู่แล้ว 

“ต้นทางของวิกฤตมันมาจากเรื่องพลังงานก่อนใช่ไหม วิกฤตเริ่มจากวิกฤตสงคราม และ 2 วิกฤตพลังงาน วันนี้วิกฤตต้นทุน เห็นตัวเลขเงินเฟ้อล่าสุด 2.9% ประเทศไทยเราพึ่งพาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเยอะมาก แล้วต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ไทยเราพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันซึ่งเราผลิตไม่ได้จึงต้องแก้วิกฤตเรื่องนี้”

นายเอกนิติ  กล่าวต่อว่าการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินในครั้งนี้ มีความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือวิกฤตที่อาจลุกลาม โดยวิกฤตครั้งนี้แตกต่างจากปี 2540 ที่เป็นวิกฤตสถาบันการเงิน หรือช่วงแผนไทยเข้มแข็งที่เป็นวิกฤตจากภายนอก แต่ครั้งนี้คือวิกฤตปากท้องและค่าครองชีพของประชาชนอย่างแท้จริงซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องเตรียมความพร้อมไม่ให้เกิดผลกระทบกับประชาชนในวงกว้าง

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีนายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ บอกว่าสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถืออย่างมูดี้ส์ (Moody’s) ชื่นชมไทยว่าเศรษฐกิจดี แต่รัฐบาลจะกู้เงิน นายเอกนิติ กล่าวว่าการที่มูดี้ส์ชื่นชมไทย เป็นเพราะตนได้อธิบายว่าประเทศไทยมีเสถียรภาพในเรื่องเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่แข็งแกร่ง แต่เป็นคนละประเด็นกับปัญหาความเดือดร้อนภายในประเทศที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไข และเยียวยาประชาชน จึงต้องมีการออก พ.ร.ก.เงินกู้ในครั้งนี้ 

สำหรับการใช้จ่ายเงินกู้นั้น รัฐบาลได้วางกรอบการทำงานภายใต้ ยุทธศาสตร์ “5T” เพื่อคัดกรองโครงการให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ประกอบด้วย Targeted มุ่งเป้า เยียวยากลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรง Transition การเปลี่ยนผ่าน ลดภาระประชาชนควบคู่กับการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน เพื่อลดการพึ่งพานำเข้าในระยะยาวTransform การปฏิรูป ปรับปรุงโครงสร้างเศรษฐกิจให้ประชาชนกลับมาเข้มแข็งกว่าเดิมหลังจบวิกฤต Transparency ความโปร่งใส เน้นความโปร่งใส ตรวจสอบได้ โดยจะใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเปิดเผยเกณฑ์การคัดกรองและรายละเอียดทุกโครงการต่อสาธารณะ

นอกจากนั้นยังมีเรื่อง Together การมีส่วนร่วม โดยดึงภาคเอกชนเข้าร่วม โดยเชิญประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ร่วมเป็นคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการด้วย 

ปลัดมท. ปฏิเสธตอบ ปมคำสั่งย้าย นฤชา-ไชยวัฒน์

ปลัดมท. ปฏิเสธตอบ ปมคำสั่งย้าย นฤชา-ไชยวัฒน์

ปลัดมท. ปฏิเสธตอบ ปมคำสั่งย้าย นฤชา-ไชยวัฒน์

วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.18 น.

ปลัดมท. ปฏิเสธตอบ ปมคำสั่งย้าย นฤชา-ไชยวัฒน์

เมื่อวันที่ 11 พ.ค.2569 ที่ตึกสันติไมตรี ทําเนียบรัฐบาล ภายหลังนายกรัฐมนตรี มอบนโยบายของรัฐบาล และกระทรวงมหาดไทยให้แก่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เพื่อขับเคลื่อนการปฏิบัติงานในพื้นที่ 

ผู้สื่อข่าวพยายามสัมภาษณ์ นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย  กรณีที่คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) มีมติว่านายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย มีคำสั่งโยกย้าย นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และ นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ อดีตอธิบดีกรมปกครอง ไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ ซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดย นายอรรษิษฐ์ ได้โบกมือปฏิเสธไม่ให้สัมภาษณ์

เมื่อผู้สื่อข่าวขอสัมภาษณ์ นายอรรษิษฐ์ อีกครั้งว่า จะยื่นอุทธรณ์มติ ก.พ.ค. หรือไม่ นายอรรษิษฐ์ ยกมือปฏิเสธที่จะตอบคำถามอีกครั้ง ก่อนเดินตาม นายกฯ เข้าไปในตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล

โปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์ ‘พระราชาคณะ’ 3 รูป

โปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์ ‘พระราชาคณะ’ 3 รูป

โปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์ ‘พระราชาคณะ’ 3 รูป

วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.13 น.

วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระบรมราชโองการ ประกาศพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์ ความว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์พระราชาคณะ จำนวน 3 รูป ดังนี้

1.พระครูโสภณคุณาธาร วัดสาลี จ.สุพรรณบุรี เป็น พระราชาคณะชั้นสามัญ มีนามว่า พระโสภณวชิรธาดา

2.พระครูโกวิทสุตการ วัดโคกเขมา จ.นครปฐม เป็น พระราชาคณะขั้นสามัญ มีนามว่า พระวัชรธรรมโกวิท

3.พระครูสรภัญญ์พิสุทธิ์ วัดใหม่เทพนิมิตร กรุงเทพมหานคร เป็น พระราชาคณะชั้นสามัญ มีนามว่า พระวัชรปัญญาสุธี

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 9 พ.ค.2569 ประกาศ ณ วันที่ 11 พ.ค.2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน

อนุทิน ยินดี-ดีใจ ทักษิณ ได้กลับบ้าน ขอท่านมีเวลาเป็นส่วนตัว ชี้ยังมีกระบวนการ กม.ต้องจัดการ

อนุทิน ยินดี-ดีใจ ทักษิณ ได้กลับบ้าน ขอท่านมีเวลาเป็นส่วนตัว ชี้ยังมีกระบวนการ กม.ต้องจัดการ

อนุทิน ยินดี-ดีใจ ทักษิณ ได้กลับบ้าน ขอท่านมีเวลาเป็นส่วนตัว ชี้ยังมีกระบวนการ กม.ต้องจัดการ

วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.58 น.

อนุทิน ยินดี-ดีใจ ทักษิณ ได้กลับบ้าน ขอท่านมีเวลาเป็นส่วนตัว ชี้ยังมีกระบวนการกม.ต้องจัดการ บอกไม่แปลก กรุงเทพฯ แคบหากจะได้เจอกัน 

เมื่อเวลา 12.35 น. ที่ทําเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้รับการพักโทษ จะส่งผลต่อสถานการณ์ทางการเมืองอย่างไร ว่า ตนเคยเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา ก็ขอยินดีกับนายทักษิณ และครอบครัวด้วย วันนี้เราได้เห็นภาพนายทักษิณเดินทางกลับบ้าน ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส เราต้องปล่อยให้นายทักษิณ ได้มีความเป็นส่วนตัว หลังจากนี้ยังมีเรื่องทางกระบวนการกฎหมายที่นายทักษิณยังต้องไปดําเนินการ ท่านต้องมีการปรับตัว และใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวของท่าน ให้ท่านมีช่องว่างความเป็นส่วนตัว ตนดีใจที่ท่านได้ออกมา และบรรยากาศการเมืองหลังจากนี้ ก็มองทุกอย่างเป็นบวก ถ้าเราตั้งใจทํางานด้วยความสุจริตใจว่าสิ่งที่ทําทุกอย่างเพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ไม่มีอะไรต้องกังวล ถ้าทําคุณประโยชน์ให้กับประเทศชาติและประชาชน ต่อให้ผิดก็ยอมรับผิด เพราะอย่างไรก็ถือเป็นความภาคภูมิใจ ถ้าคนหลายสิบล้านได้ประโยชน์แล้วเรามีความผิดก็ยอม

เมื่อถามว่า ในฐานะที่นายทักษิณเป็นผู้บังคับบัญชาเก่า หลังจากนี้จะมีโอกาสไปพบเป็นการส่วนตัวหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ” มีอยู่แล้ว พอทุกอย่างผ่านไป กรุงเทพฯ มีอยู่แค่นี้ การพบปะใคร โดยเฉพาะคนที่รู้จักกันมา เคารพนับถือกันมา ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร 

‘เงาส้ม’ ไล่บี้ ‘รัฐบาล‘ เร่งสาง 3 เรื่องเร่งด่วน ‘ยืนยันร่างรธน.-ทบทวนกม.สำคัญ-รับรองบำนาญสูตรแคร์’

‘เงาส้ม’ ไล่บี้ ‘รัฐบาล‘ เร่งสาง 3 เรื่องเร่งด่วน ‘ยืนยันร่างรธน.-ทบทวนกม.สำคัญ-รับรองบำนาญสูตรแคร์’

‘เงาส้ม’ ไล่บี้ ‘รัฐบาล‘ เร่งสาง 3 เรื่องเร่งด่วน ‘ยืนยันร่างรธน.-ทบทวนกม.สำคัญ-รับรองบำนาญสูตรแคร์’

วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.55 น.

‘เงาส้ม’ ไล่บี้ ‘รัฐบาล‘ เร่งสาง 3 เรื่องเร่งด่วน ‘ยืนยันร่างรธน.-ทบทวนกฎหมายสำคัญก่อนเส้นตาย-รับรองบำนาญสูตรแคร์’ ดักคออย่าปฏิเสธเสียงประชามติจากประชาชน ด้าน ’เท้ง‘ ขออย่ายึดติดตัวบุคคลมากนัก หลัง ’ทักษิณ‘ ถูกปล่อยตัว ต้องโฟกัสจะทำอย่างไรให้คนไร้ปากเสียงรับความเป็นธรรมเหมือนนักการเมืองบ้าง

เมื่อวันที่ 11 พ.ค.2569 ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เงา จากพรรคประชาชน ครั้งที่2/2569 โดยมีนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน เป็นประธานการประชุม พร้อมแถลงส่งข้อเรียกร้องไปยังรัฐบาลว่า สิ่งที่อยากให้รัฐบาลดำเนินการอย่างเร่งด่วนคือ 1.อยากให้รัฐบาลยืนยันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญให้กลับเข้ามาสู่กระบวนการพิจารณารัฐสภาโดยเร็วเพราะการเลือกตั้งที่ผ่านมาประชาชน 21,000,000 คนได้ลงฉันทามติร่วมกันว่าอยากให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ดังนั้นข้ออ้างที่กังวลว่าหากยื่นร่างเดิมกลับมาก็ไม่ผ่านสภาอยู่ดีเป็นข้ออ้างที่ฟังไม่ขึ้น อยากให้รัฐบาลยืนยันตามเจตนารมย์ตามที่ประชาชนได้ออกเสียงประชามติไว้แล้ว
2.เรียกร้องให้ครม. ผ่านกฎกระทรวง รับรองบำนาญสูตร CARE ของสำนักงานประกันสังคมโดยเร็ว เพราะนายจุลพันธ์อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน รับปากกลับกลุ่มประกันสังคม ก้าวหน้า ว่าพร้อมจะผลักดัน ดังนั้นการประชุม ครม. ในวันพรุ่งนี้จึงอยากจะเห็นความชัดเจน และ3.ขอเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนกฎหมายอีกหลายฉบับที่ยังไม่ผ่านคณะรัฐมนตรีซึ่งการประชุมในวันพรุ่งนี้จะเป็นเส้นตายวันสุดท้ายที่จะพิจารณาให้นำกฎหมายกลับมาพิจารณาต่อ เช่นกฎหมาย PRTR  และกฎหมายคุ้มครองแรงงาน เพื่อปรับชั่วโมงทำงานให้เป็นธรรม เป็นต้น จึงอยากให้คณะรัฐมนตรีมีมติในวันพรุ่งนี้เพื่อนำกฎหมายค้างท่อมาพิจารณาต่อในสภา

เมื่อถามว่าจะติดตามการประชุม ครม. เรื่องการยืนยันส่งร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับเดิมกลับมายังสภาอย่างไร นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า คนที่นิยามตัวเองว่าเป็นรัฐบาลมาจากประชาชนไม่สามารถปฏิเสธเสียงประชามติที่ประชาชนคนส่วนใหญ่ในประเทศได้ลงความเห็นแล้วว่าอยากให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อย่างน้อยถ้ารัฐบาลมีความจริงใจ ปล่อยให้กลไกในรัฐสภาตัดสินเอง ว่าร่างเดิมจะผ่านหรือไม่ผ่านรัฐสภาชุดนี้ ไม่ควรนำมาเป็นข้ออ้าง ทั้งที่อาจจะมีวาระแฝงอะไรในใจบางอย่างและเป็นข้ออ้างในการปัดตกในชั้น ครม. ถ้ารัฐบาลจริงใจและเคารพเสียงประชาชนก็คงต้องนำร่างเดิมมาพิจารณาต่อในรัฐสภาชุดนี้

เมื่อถามว่าประเมินฉากทัศน์ภายหลังนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้รับการปล่อยตัวไว้อย่างไร นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า คนที่เป็นนักการเมืองเข้ามาทำงานการเมืองรับใช้ประชาชนมากยิ่งขึ้นก็เป็นสิ่งดีเป็นมุมมองที่ดีในสิ่งที่ประชาชนอาจจะได้ประโยชน์ ตนไม่อยากให้ยึดติดกับตัวบุคคลมากนักในกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ถูกดำเนินคดีทางการเมืองในปัจจุบัน หลายคนยังต้องอยู่ในคุก เรามีส่วนร่วมในการผลักดันกระบวนการยุติธรรมในไทยอย่างไร ที่ทำให้หลายคนต้องติดคุกแม้ศาลยังไม่ได้ตัดสิน ทำอย่างไรให้กระบวนการยุติธรรมรองรับคนหลายกลุ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ไม่มีปากมีเสียงหรือไม่เคยเป็นนักการเมืองมาก่อน ให้ได้รับความเป็นธรรมแบบเดียวกันกับที่นักการเมืองได้รับ

ฝ่ายค้าน ยื่น ปธ.สภาฯ ส่งศาลรธน.วินิจฉัยยับยั้งเงินกู้ 2 แสนล้าน โสภณ กั๊ก ส่งคำร้องก่อน 14 พ.ค.หรือไม่

ฝ่ายค้าน ยื่น ปธ.สภาฯ ส่งศาลรธน.วินิจฉัยยับยั้งเงินกู้ 2 แสนล้าน โสภณ กั๊ก ส่งคำร้องก่อน 14 พ.ค.หรือไม่

ฝ่ายค้าน ยื่น ปธ.สภาฯ ส่งศาลรธน.วินิจฉัยยับยั้งเงินกู้ 2 แสนล้าน โสภณ กั๊ก ส่งคำร้องก่อน 14 พ.ค.หรือไม่

วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.38 น.

ฝ่ายค้าน ยื่น ปธ.สภาฯ ส่งเรื่องศาลรธน.วินิจฉัยยับยั้งเงินกู้ 2 แสนล้านเฉพาะปรับโครงสร้างพลังงาน เหตุขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 172 ไม่เข้าข่ายความจำเป็นเร่งด่วน ยัน เขียนคำร้องรอบคอบ ด้าน โสภณ กั๊ก ส่งคำร้องก่อน 14 พ.ค.หรือไม่ บอกแค่จะยื่นให้เร็วที่สุด

เมื่อวันที่ 11 พ.ค.2569 ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค ปชน. พร้อมด้วยนายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ยื่นคำร้องต่อนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาทขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 172 หรือไม่

โดยนายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ฝ่ายค้านใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญมาตรา 173 ยื่นเรื่องต่อประธานสภาฯ ให้ส่งคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทว่ามีความถูกต้องตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งเราอยากให้ประชาชนช่วยตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลว่ามีการสอดไส้เงินกู้ 2 แสนล้านบาทในส่วนของการปรับเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจและไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน แต่กลับเอามาอยู่ในพ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท โดยนำเงินเยียวยาประชาชนมาเป็นตัวประกัน โดยเนื้อหาคำร้องที่ฝ่ายค้านยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญมีทางออกให้ศาลพิจารณาในทุกส่วน เป็นข้อมูลที่เชื่อว่าหากศาลได้วินิจฉัยจะเห็นว่าการปรับโครงสร้างพลังงานสามารถทำได้ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปี หรือบางส่วนของมาตรการเยียวยาไม่จำเป็นต้องนำมาอยู่ในส่วนของพ.ร.ก.กู้เงิน เพราะสามารถอยู่ในส่วนสรรพสามิตได้ 

ด้านนายกรณ์ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญได้เปิดช่องยืดหยุ่นให้รัฐบาลสามารถกู้เงินได้หากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ความเร่งด่วนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ฝ่ายค้านจึงต้องช่วยกันตรวจสอบว่านอกจากการทำงบประมาณขาดดุล 8 แสนล้านบาทในปีนี้แล้ว รัฐบาลยังมีเจตนาออกพ.ร.ก.กู้เงินเพิ่มเติมที่สอดคล้องกับเงื่อนไขทางกฎหมายหรือไม่ เท่าที่ดูข้อเสนอของรัฐบาลเทียบกับการออกพ.ร.ก.กู้เงินในอดีต มีข้อสรุปว่าการออกพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทในครั้งนี้ไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญมาตรา 172 ขณะที่มาตรา 53 ของพ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของประเทศระบุว่าการออกพ.ร.ก.จะกระทำได้ในกรณีที่เป็นความจำเป็นเร่งด่วน ต้องลองไปเปรียบเทียบว่าในอดีตที่มีการออก พ.ร.ก. ทั้งช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ และวิกฤตโควิด สถานการณ์ที่หากไม่มีการกู้ยืมเงินโดยเร็วสามารถนำมาเปรียบเทียบกับสถานการณ์ปัจจุบันได้หรือไม่ เป็นเรื่องที่ศาลรัฐธรรมนูญต้องวินิจฉัยต่อไป

เมื่อถามว่า เป็นห่วงหรือไม่ว่าหากศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้อง พ.ร.ก.ดังกล่าวจะสามารถเดินหน้าต่อไปได้ นายณัฐพงษ์​ กล่าวว่า พ.ร.ก.ดังกล่าวประกาศในราชกิจจานุเบกษา มีผลบังคับใช้แล้ว แต่ในคำร้องที่ฝ่ายค้านยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญขอให้ศาลวินิจฉัยว่าหากรัฐบาลมีการใช้จ่ายเงินไปก่อนที่ศาลจะมีคำวินิจฉัย และถ้าศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยพ.ร.ก.ดังกล่าวไม่มีผลบังคับใช้แต่ต้น เงินที่ใช้จ่ายไปแล้วจะดำเนินการอย่างไรต่อไป จะต้องเรียกคืนหรือไม่ ในคำร้องของฝ่ายค้านพยายามเขียนให้มีความรัดกุม และให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งเฉพาะหน้าให้ระงับการเบิกจ่ายเฉพาะในส่วนของเงินกู้ 2 แสนล้านบาทที่ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน โดยให้วินิจฉัยเป็นรายกรณีไป ฝ่ายค้านยืนยันว่าเราเขียนคำร้องอย่างรอบคอบ ที่ผ่านมาคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมีปัญหาว่าคำสั่งที่ผูกพันทุกองค์กรบางครั้งไปก้าวล่วงอำนาจของฝ่ายบริหาร 

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ฝ่ายค้านจะเสนอญัตติตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญติดตามการใช้จ่ายงบประมาณตามพ.ร.ก.กู้เงิน คาดว่าไม่อยากให้รัฐบาลโหวตคว่ำการตั้ง กมธ.ชุดนี้ เพราะการออกพ.ร.ก.ดังกล่าวมีเพียงคณะกรรมการกลั่นกรองไม่กี่ชุดมาพิจารณาต่างจากการพิจารณางบประมาณปกติที่มีการพิจารณาคำร้องขอหลายครั้ง หากรัฐบาลไม่ได้มีเจตณาสอดไส้ ปกปิด หรือตีเช็กเปล่าก็ไม่มีความจำเป็นต้องโหวตคว่ำการตั้ง กมธ.ชุดดังกล่าว 

ขณะที่ น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า คำร้องของฝ่ายค้านที่ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญขอให้ระงับการใช้จ่ายเงินกู้ในส่วนของการปรับโครงสร้างพลังงาน ส่วนวงเงิน 2 แสนล้านบาทที่เกี่ยวข้องกับการเยียวยาประชาชนสามารถใช้จ่ายได้ คำร้องของฝ่ายค้านเป็นการแยกเฉพาะส่วน เราเพ่งโทษเฉพาะการปรับโครงสร้างพลังงาน แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยการใช้ พ.ร.ก.ดังกล่าวทั้งก้อนหรือเฉพาะส่วน 

ด้านนายโสภณ กล่าวว่า ตามกระบวนการกฎหมายหลังจากรับเรื่องจากฝ่ายค้านแล้ว ต้องตรวจสอบความถูกต้องของญัตติดังกล่าว และต้องยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 3 วัน ดังนั้น ตนจะปฏิบัติตามกฎหมาย เพราะตนมีหน้าที่ต้องดำเนินการตามกฎหมาย ส่วนจะยื่นศาลก่อนวันที่ 14 พฤษภาคมนี้ ที่จะมีการพิจารณากู้เงินหรือไม่นั้น ตนจะยื่นให้เร็วที่สุด 

นายโสภณ กล่าวต่อว่า ส่วนการประชุมรัฐสภาในวันที่ 15 พฤษภาคม เพื่อพิจารณายืนยันร่างกฎหมายที่ครม.ยืนยันรับรองมา 31 ฉบับนั้น ในการประชุมวิปฝ่ายค้านได้พิจารณาจัดสรรเวลาให้ฝ่ายค้าน รัฐบาล และสว. อภิปรายโดยให้เวลา 9 ชั่วโมง โดยกรอบการอภิปรายจะให้พูดได้ทั้งในส่วนที่เห็นด้วยกับกฎหมายที่รัฐบาลรับรองมา รวมถึงกฎหมายที่ฝ่ายค้านสงสัยว่าเหตุใดรัฐบาลจึงไม่ให้การยืนยันรับรอง ซึ่งสมควรที่จะอภิปรายได้บ้าง และในเดือนมิถุนายนจะมีการประชุมร่วมรัฐสภาอีกครั้งเพื่อพิจารณาวาระข้อตกลงระหว่างประเทศ

ส่งความคิดถึงให้ทักษิณ จุลพันธ์ ยัน พท.ทำงานอิสระ-ไร้ครอบงำ

ส่งความคิดถึงให้ทักษิณ จุลพันธ์ ยัน พท.ทำงานอิสระ-ไร้ครอบงำ

ส่งความคิดถึงให้ทักษิณ จุลพันธ์ ยัน พท.ทำงานอิสระ-ไร้ครอบงำ

วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.32 น.

“จุลพันธ์”บอกส่งใจ-ความคิดถึงให้”ทักษิณ”หลังพักโทษ ปัดตอบเตรียมเข้าพบที่บ้านจันทร์ส่องหล้าหรือไม่ ยันพรรคทำงานมีอิสระ ไร้เงาอดีตนายกฯ ครอบงำบริหารจัดการ

11 พฤษภาคม 2569 ที่สำนักงานประกันสังคม นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงกรณีที่ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้รับการพักโทษเมื่อเช้าวันนี้ โดยหลังจากนี้จะเข้าไปพบกับนายทักษิณ ที่บ้านจันทร์ส่องหล้าเป็นการส่วนตัวหรือไม่ ว่า ไม่มี และวันนี้ตนติดประชุมตั้งแต่เช้า จึงไม่ได้เดินทางไปรับนายทักษิณออกจากเรือนจำ ทั้งนี้ ตนได้ส่งกำลังใจและความคิดถึงไปให้อยู่แล้ว ในฐานะที่เป็นศูนย์รวมจิตใจของพวกตน ในฐานะที่ผ่านการต่อสู้ร่วมกันมาหลายสิบปี ในส่วนการทำงานของพรรคเพื่อไทย เรามีอิสระทางความคิด นายทักษิณก็ไม่ได้เข้ามามีบทบาทในการบริหารจัดการพรรคอยู่แล้ว

ส่วนจะไปเยี่ยมนายทักษิณที่บ้านจันทร์ส่องหล้า หรือไม่นั้น นายจุลพันธ์ หัวเราะ ก่อนบอกว่า “ตนขอรอให้นักข่าวกลับหมดก่อนจึงจะเข้าไป แต่ถึงเวลาก็ต้องได้เจอกันอยู่แล้ว ไม่ว่าจะที่ไหนก็คงจะมีโอกาสได้พบกับนายทักษิณ และได้ทักทายพูดคุย”

ส่วนการออกมาของนายทักษิณ ทำให้พรรคเพื่อไทยมีกำลังใจเพิ่มมากขึ้นหรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า พวกเราไม่เคยเสียกำลังใจ ผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา ก็ต้องขอขอบคุณ 74 เสียง ที่ประชาชนมอบให้กับพรรคเพื่อไทย ซึ่งเราก็สามารถทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎร การเข้าเป็นพรรคร่วมรัฐบาลและการทำงานของคณะรัฐมนตรี ซึ่งส่วนนี้คือกำลังไปที่จะทำให้เราทำงานขับเคลื่อนนโยบายในส่วนของพรรคเพื่อไทย เพื่อให้ตอบโจทย์ประชาชนได้มากที่สุด

ด่านแรก ปชช.ต้องพึ่งพิง! นายกฯลั่น ไม่มีกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน รัฐบาลเป็นง่อยแน่

ด่านแรก ปชช.ต้องพึ่งพิง! นายกฯลั่น ไม่มีกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน รัฐบาลเป็นง่อยแน่

ด่านแรก ปชช.ต้องพึ่งพิง! นายกฯลั่น ไม่มีกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน รัฐบาลเป็นง่อยแน่

วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.16 น.

“นายกฯ”ลั่น!ไม่มี”กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน”ช่วยขับเคลื่อนงาน รบ.เป็นง่อยแน่ ชี้เป็นด่านแรก ปชช.มีความทุกข์ต้องพึ่งพิง แนะศึกษา กม.เบื้องต้น ไม่ต้องถึงขั้นเรียนจบนิติศาสตร์ ขอเป็นผู้อิทธิพลที่ดีช่วยปราบอันธพาล ชูสุภาษิตเตะหมาต้องดูเจ้าของอย่าให้ใครรังแกลูกบ้าน

11 พฤษภาคม 2569 ที่ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานในการมอบนโยบายของรัฐบาล และกระทรวงมหาดไทย (มท.) ให้แก่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เพื่อขับเคลื่อนการปฏิบัติงานในพื้นที่

โดย นายกฯ กล่าวว่า เป็นเกียรติมากที่ได้มีโอกาสเรียนเชิญท่านทั้งหลายได้มาร่วมพบปะกันในวันนี้ เท่าที่ทราบมาน่าจะเป็นครั้งแรก เพราะปกตินายกฯ กับ มท.1 คนละคนกัน ไม่กล้ามาขอใช้สถานที่นี้ ถ้าเป็น มท.1 ที่กระทรวงมหาดไทยมีความคับแคบ สถานที่ไม่อำนวยที่จะพบกัน ไม่เช่นนั้นต้องไปพบกันที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี และศูนย์ประชุมต่างๆ ซึ่งมันก็จะไม่สะดวกหลายๆ อย่าง ตนจึงได้หารือกับทางทีมงานในกระทรวงมหาดไทยแล้วเห็นว่าเป็นโอกาสอันดี เพราะรัฐบาลนี้เพิ่งเข้ามารับตำแหน่งหน้าที่และบริหารราชการแผ่นดินเมื่อเร็วๆ นี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดท่านเป็นแขน เป็นขา และเครื่องจักรที่มีความหมายต่อการบริหารราชการแผ่นดินของกระทรวงมหาดไทยและรัฐบาลมาก คือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ตนจึงขอเรียนเชิญทุกท่านมาประชุมที่ไม่ต้องเสียค่าเช่าที่อื่น เพื่อให้ท่านทั้งหลายได้เห็นว่าท่านเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งนโยบายต่างๆ จะต้องถูกขับเคลื่อนออกจากสถานที่นี้ พวกตนมีความคุ้นเคยกับหลายท่านอยู่แล้ว ท่านเป็นตำแหน่งที่อยู่คู่กับสังคมและการปกครองของไทยมาเป็นเวลานาน มีหน้าที่สำคัญในการดูแลสารทุกข์สุขดิบของประชาชน

นายกฯ กล่าวต่อว่า กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน คือปราการด่านแรก เป็นบุคคลกลุ่มแรกที่เวลาประชาชนประสบความทุกข์ หรือต้องการที่พึ่งพิง ท่านคือคนที่พี่น้องประชาชนจะนึกถึงและไปหา ฉะนั้น ตนมีหน้าที่ที่จะทำให้ท่านได้สามารถแก้ไขปัญหาให้กับพวกเขาได้ ท่านจะต้องทำตัวเป็นคนกลางระหว่างภาครัฐกับประชาชน และช่วยเหลือนายอำเภอ และรับผิดชอบการบริหารงานระดับท้องที่สนับสนุนการปฏิบัติงานและขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล และกระทรวงมหาดไทย ด้วยภารกิจเช่นนี้ ขอให้ทุกท่านเชื่อว่าท่านมีความสำคัญกับพวกตนมากจริงๆ ไม่มีพวกท่าน เรียกได้ว่าพวกตนก็แทบเป็นง่อยเลย สิ่งเหล่านี้เราจะต้องมีการพบกันบ่อยครั้ง ความจริงพบกันบ่อยครั้งอยู่แล้ว เพราะตนเป็นคนเวลาช่วงเวลานอกราชการ สุดสัปดาห์ไม่ได้ไปเที่ยวไหน ไปก็ไม่สนุก เพราะมีอะไรค้างคาอยู่ในหัวเยอะแยะ ไปหาชาวบ้านดีกว่า ไปหาคนที่ให้โอกาสเรามาทำงานในที่นี้ ไปหาท่านทั้งหลายที่ให้ความมั่นใจให้พวกตนได้เข้ามาทำงาน และได้เห็นปัญหา เวลาลงพื้นที่เมื่อไหร่ตนได้พบกับพวกท่านเสมอ ถ้าสังเกตไม่มีครั้งไหนเลยที่พวกเราไม่เข้าไปทักทายท่านอย่างใกล้ชิด และพูดคุยกันเหมือนเพื่อนร่วมงานกัน นั่นคือโอกาสเดียวที่พวกตนได้รับทราบถึงปัญหาที่แท้จริงที่มาจากปากของคนที่เป็นคนกลางระหว่างประชาชนกับผู้บริหารประเทศ

นายกฯ กล่าวอีกว่า ช่วงนี้มีการกระทำต่างๆ ที่ผิดกฎหมายเยอะไปหมด ตนก็ต้องขอวิงวอนให้ทุกท่านได้ทำการศึกษากฎหมายเบื้องต้นในการเป็นผู้บริหารหน่วยงานท้องถิ่น ท่านไม่ต้องถึงขั้นเรียนจบนิติศาสตร์ ถ้าท่านไม่มีเวลา แต่กฎหมายเบื้องต้นกฎหมายทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎหมายที่เราต้องดูแลเพื่อสร้างความสงบสุขให้กับบ้านเมือง ท่านก็ควรจะมีความรู้ความเข้าใจเอาไว้ ตนก็ต้องอาศัยท่านเป็นผู้ที่ต้องใช้กฎหมายดังกล่าว แต่ท่านต้องไม่เป็นผู้มีอิทธิพลเอง ท่านเป็นผู้มีอิทธิพลในเรื่องของคุณงามความดีให้กับประชาชน คำว่าผู้มีอิทธิพลตนไม่อยากจะใช้คำนี้ เพราะมันเป็นสิ่งที่ไม่ดี ท่านทั้งหลายก็มีอิทธิพลเหมือนตน ท่านเสนออะไรมา ถ้าพวกตนไม่ยอมรับฟัง ตนจะอยู่ได้ไหม มันอยู่ไม่ได้ อันนี้คือเป็นอิทธิพลในทางที่ดี พูดง่ายๆ ท่านต้องช่วยตนปราบมาเฟีย คำว่านักเลง นักเลงในเชิงที่ดีก็มี เมื่อวานตนใช้คำว่าปราบกุ๊ย และปราบอันธพาล วันนี้ขอใช้คำว่าปราบอันธพาลดีกว่า

นายกฯ กล่าวต่อว่า ฉะนั้นจากนี้ไปขอให้ท่านได้ช่วยกันนอกจากช่วยประชาชนในเรื่องโอกาสเรื่องทำกินและอำนวยความยุติธรรมต่างๆ แล้วเราต้องคอยปกป้องพวกเขา ช่วงหลังข่าวคดีต่างๆ เกิดขึ้นมาก มีการข่มเหงผู้มีกำลังน้อยกว่า เพราะฉะนั้นสุภาษิตเตะหมาต้องดูเจ้าของ ใครมาทำร้ายคนในปกครองของท่าน ก็คือทำร้ายท่าน พี่น้องของเราเป็นคนที่มีพระคุณ ท่านต้องคุ้มครองเขาด้วย อย่างตนก็ไม่ยอมเหมือนกันใครจะมาข่มขู่ ใครจะมากลั่นแกล้งคนที่ได้ชื่อว่าเป็นคนที่อยู่ในปกครองของตน หรือใต้บังคับบัญชาของตน ตนปกป้องเต็มที่ จึงอยากให้ท่านช่วย เพราะนี่คือสัญลักษณ์และเอกลักษณ์ของการเป็นนักปกครอง เอกลักษณ์ของกระทรวงมหาดไทย ถ้าเราปราศจากสิ่งเหล่านี้ปล่อยให้ประชาชนโดนกลั่นแกล้ง โดยทำร้าย โดนลิดรอนโอกาส อันนี้ต้องถือว่าเราความบกพร่องเป็นอันมาก ไม่ใช่ต่อหน้าที่ แต่มันเป็นความบกพร่องที่เราไม่สามารถตอบสนองความศรัทธาของประชาชนที่เลือกให้เราเข้ามาดูแลพวกเขาได้ อันนี้ผิดยิ่งกว่าต่อให้ผิดกฎหมาย ก็ยังไม่ผิดเท่ากับผิดต่อการไปทำลายความเชื่อมั่นของเรากับประชาชน

นายกฯ กล่าวอีกว่า ตนขอเน้นย้ำแนวทางสำคัญในการมอบนโยบายให้ดำเนินการในทิศทางเดียวกัน สิ่งที่เป็นพื้นฐานและต้องทำตลอดเวลา ต้องไม่ตก คือการป้องกันปราบปรามแก้ไขปัญหายาเสพติด ตนดีใจมากกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ประกาศตัวเป็นศัตรูกับยาเสพติด เราต้องทำให้หมู่บ้านทุกชุมชนของท่านเป็นหมู่บ้านสีขาว นอกจากนี้ เรื่องภัยพิบัติ ท้องถิ่นสามารถจัดการได้ ไม่ต้องรอผู้ว่าฯ ท้องถิ่นมีงบประมาณที่จะทำให้ ท่านจะได้แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ทันท่วงที ตนได้หารือกับสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ว่าถ้ามานั่งตรวจ นั่งเช็กดินถล่ม โคลนถล่ม ฝนตกหนัก น้ำท่วมบ้านมิดรอไม่ได้ ท้องถิ่นไม่มีเวลาประเมินสถานการณ์ ติดต่อผู้ว่าฯ ติดต่อในอำเภอยังไม่ได้ หากเกิดภัยเช่นนั้นตนได้รับคำยืนยันว่าท่านดำเนินการได้เลย แต่เจตนาต้องสุจริต การกระทำต่างๆ อธิบายได้ว่าเป็นการช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ท่านผู้ว่า สตง.บอกว่าของพวกนี้ประเมินได้ และดูได้ว่าสิ่งที่ท่านได้ทำไปมันเกิดประโยชน์และแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงทีหรือไม่ ตรงนี้ขอให้สบายใจ

นายกฯ กล่าวด้วยว่า ขอให้เตรียมตัว ใกล้เข้าหน้าฝนแล้ว เดือน พ.ค.ฝนถล่มยับทุกภาคของประเทศไทย มันอาจจะมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น ทั้งที่เราได้วางแผนการป้องกันทั้งหลายไว้ อาจจะมีส่วนที่มันอยู่นอกเหนือสิ่งที่เราได้วางแผนไว้เกิดขึ้นโดยกระทันหัน ตรงนี้ขอให้ท่านทั้งหลายได้วางแผนเผชิญเหตุต่างๆ ให้เรียบร้อย อย่าให้ประชาชนมีความเดือดร้อน และเรื่องสถานการณ์ของบ้านเมือง ขอให้ช่วยกันอย่างเต็มที่ ดูแลให้เกิดความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ อีกภายใน 2 สัปดาห์ ตนจะให้ท่านสื่อสารกับผู้ว่าราชการจังหวัด โดยจัดให้มีการประชุมร่วมกันเพื่อบูรณาการการทำงานร่วมกัน วันนี้ท่านใช้ประโยชน์ตนได้เต็มที่ วันนี้ตนเป็นนายกฯ กำกับดูแลตำรวจ ความมั่นคง และกลาโหม ก็อยู่กับตน ท่านมีความต้องการที่จะใช้ความช่วยเหลือใดจากกองทัพ ตนสั่งการได้ ทั้งนี้ ตนเป็นคนตามงาน ไม่ได้สั่งแล้วหาย ตนลงไปจี้ไปดูเองท่านไม่ต้องห่วงรายงานมาตนลงพื้นที่ ไม่ได้ไม่เชื่อ แต่ต้องเห็นกับตา เผื่อจะไปสนับสนุนอะไรให้ภารกิจความสมบูรณ์และมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นกว่านี้

ทั้งนี้ ภายหลังการมอบนโยบายฯ นายกฯ ร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ที่มาร่วมงาน ณ บริเวณโถงกลาง ตึกสันติไมตรี จากนั้น นายกฯ ถ่ายรูปร่วมกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ที่ด้านหน้าตึกไทยคู่ฟ้า

รมว.สธ.แจงวุฒิสภา ไม่มีนโยบายกัญชาเสรี พบขาย-เสพผิดกฎหมาย จับได้ทันที

รมว.สธ.แจงวุฒิสภา ไม่มีนโยบายกัญชาเสรี พบขาย-เสพผิดกฎหมาย จับได้ทันที

รมว.สธ.แจงวุฒิสภา ไม่มีนโยบายกัญชาเสรี พบขาย-เสพผิดกฎหมาย จับได้ทันที

วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.55 น.

รมว.สธ.แจงวุฒิสภา ไม่มีนโยบายกัญชาเสรี พบขาย-เสพผิดกฎหมาย จับได้ทันที พร้อมเร่งร่าง กม.กัญชา-กัญชง หวังคุมแหล่งปลูก

11 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มี นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เป็นประธานการประชุม ช่วงกระทู้ถามเป็นหนังสือ นายปริญญา วงษ์เชิดขวัญ สว.ตั้งคำถามถึงปัญหานโยบายกัญชาเสรีในประเทศไทย และการควบคุมเพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อสังคม โดย นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข เป็นผู้มาชี้แจง

นายพัฒนา ชี้แจงว่า ขณะนี้กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้ออกกฎกระทรวงการอนุญาตให้ศึกษาวิจัย หรือส่งออกสมุนไพรควบคุม หรื จำหน่าย หรือแปรรรูปสมุนไพรควบคุมเพื่อการค้า (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2569 ทั้งนี้ ส่วนการให้ใบอนุญาตนั้น ล่าสุดพบว่า มี 1.2 หมื่นร้านค้าที่ยังดำเนินการ ทั้งนี้ ในช่วงปี 2569 – 2571 จะมีร้านค้าที่ทยอยหมดใบอนุญาต โดยปี 2569 มีร้านที่หมดใบอนุญาต 5,000 – 6,000 ร้านนค้า ปี 2570 มีร้านที่หมดใบอนุญาต 4,000 – 5,000 ร้านค้า และปี 2571 มีร้านที่หมดใบอนุญาตประมาณ 1,000 ร้านค้า และภายใน 2 – 3 ปีนี้ ร้านค้าต้องปรับตัวเป็นสถานพยาบาลเท่านั้น จะต้องมีแพทย์ผู้ประกอบวิชาชีพ 6 วิชาชีพ ประจำตลอดเวลา

นายพัฒนา ชี้แจงต่อว่า ขณะที่ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กัญชง กัญชา ปัจจุบันอยู่ระหว่างรับฟังความคิดเห็น และจะสิ้นสุดในวันที่ 21 พ.ค.69 ทั้งนี้ ยืนยันจะเร่งรัดร่างกฎหมายดังกล่าวให้เข้าสภาฯ และมีผลบังคับใช้โดยเร็วที่สุด เพื่อให้มีการควบคุมแหล่งปลูก ฟาร์มปลูก ที่ปัจจุบันไม่ได้ควบคุมเรื่องการลงทะเบียน จดทะเบียน มีเพียงการควบคุมหากนำไปขายต้องมีมาตรฐานและขออนุมัติจากกรมการแพทย์แผนไทย

นายพัฒนา ชี้แจงต่อว่าา ขณะที่สถานพยาบาลที่จ่ายกัญชาเพื่อการแพทย์ ได้กำชับให้ส่งเอกสาร หากใช้เป็นกระดาษจะให้ส่งเป็นอิเล็กทรอนิกส์เพื่อป้องกันการปลอมแปลงและพิจารณาว่าแพทย์ หรือร้านค้าใดจ่ายกัญชาให้บุคคลใดซ้ำๆ หรือถี่ๆ โดยไม่รักษาจริงจังหรือไม่ จะทำให้กำกับได้มีประสิทธิภาพ

“ไม่เคยใช้กัญชาเสรี ใช้กัญชาเพื่อการแพทย์ ทั้งนี้ ยอมรับกัญชาเข้าถึงง่าย จึงพยายามควบคุมและตีกรอบการให้ใบอนุญาตและเร่งผลักดันกฎหมาย กัญชง กัญชา ให้เร็ว เพื่อควบคุมการปลูก และฟาร์มใดหรือพื้นที่ใดปลูกปริมาณเท่าใด นำออกสู่ตลาดมากน้อยหรือไม่ ทั้งนี้ ผมเชื่อว่าการพัฒนากัญชาเป็นสารสกัด ส่งเสริมเศรษฐกิจประเทศไทย โดยผสมผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง อาหารเสริม แต่การผสมไม่ได้นำช่อดอก แต่เป็นสารสกัดในสัดส่วนและตามอัตราที่ อย.กำหนนด” นายพัฒนา ชี้แจง

ทั้งนี้ นายปริญญา ถามย้ำว่า กัญชาที่ไม่ได้รับอนุญาต เจ้าหน้าที่สามารถดำเนินการตามกฎหมายได้ทันทีหรือไม่ รวมถึงร้านสถานบันเทิงที่จำหน่ายสามารถจับได้ทันทีหรือไม่ นายพัฒนา ชี้แจงว่า “จับได้ครับ หากปลูกใช้เองไม่มีความผิด แต่หากขายต้องมีใบรับรอง การขาย จำหน่าย ให้ผู้อื่นไปสูบ ทำไม่ได้”