สว.เอาด้วยเลิกข้าวฟรี ลงขันจ่ายเดือนละหมื่น

สว.เอาด้วยเลิกข้าวฟรี  ลงขันจ่ายเดือนละหมื่น

สว.เอาด้วยเลิกข้าวฟรี ลงขันจ่ายเดือนละหมื่น

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“มงคล สุระสัจจะ” นำทีมวิปวุฒิสภาประกาศจุดยืนประหยัดงบแผ่นดินสั่งสำนักเลขาฯ จัดอาหารเหมือนเดิมแต่ สว. 200 ชีวิต พร้อมใจควักจ่ายเอง เหมาคนละ1หมื่นบาท หักจากเงินเดือนทันที เริ่มสมัยประชุมปี’69 พร้อมจับตาวาระร้อนเตรียมรับฟังแถลงนโยบายรัฐบาล 9-10 เม.ย.นี้

เมื่อวันที่ 2 เมษายน2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เป็นประธานการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) เมื่อวันที่1เม.ย.ที่ผ่านมา โดยมีการพิจารณาเรื่องสำคัญ ๆ อาทิ ระเบียบวาระการประชุมวุฒิสภา วันที่ 7 เมษายน 2569 การเตรียมการประชุมร่วมกันของรัฐสภา เพื่อรับฟังการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญฯ ในวันที่ 9-10เมษายน 2569 และการเตรียมการตั้งคณะกรรมาธิการสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรม ทางจริยธรรมของบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลปกครองสูงสุด จำนวน 9 ราย

ขณะเดียวกัน ที่ประชุมยังได้เห็นชอบให้มีการปรับปรุงระเบียบวุฒิสภาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการขอปรึกษาหารือของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมวุฒิสภา เพื่อให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับสภาวการณ์ ทั้งยังเปิดโอกาสให้ สว.ได้มีโอกาสปรึกษาหารือได้อย่างเท่าเทียมและทั่วถึง สำหรับการพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการของวุฒิสภา ซึ่งมี สว.อภิปรายแสดงความคิดเห็น ให้อยู่ในดุลยพินิจของคณะกรรมาธิการนั้นในการนำประเด็นข้อสังเกตหรือข้อเสนอแนะเพิ่มเติมใส่ไว้ในรายงานหรือไม่ ก่อนส่งไปยังคณะรัฐมนตรีหรือหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้หารือถึงแนวทางการจัดอาหารกลางวันให้แก่ สว.ในวันที่มีการประชุมวุฒิสภา โดยที่ประชุมมีมติให้สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา จัดอาหารกลางวันให้สำหรับในสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง พ.ศ. 2569 โดย สว.จะเป็นผู้รับผิดชอบค่าอาหารเองคนละ10,000บาท โดยอาจหักจากเงินประจำตำแหน่ง และเงินเพิ่มของ สว.

ด้าน นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ขอขอบคุณท่านสว.ที่ร่วมทุกข์ร่วมสุข ไม่รบกวนประชาชน ด้วยการมีมติจัดหาอาหารทานเอง ขอขอบคุณแทนพี่น้องประชาชนครับ”

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“กองทัพเรือขอยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ควบคุมดูแลการใช้ทรัพยากรและการปฏิบัติกิจกรรมในพื้นที่ทางทะเลให้เป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมายรวมทั้งไม่สนับสนุนการกระทำใดๆ ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและเศรษฐกิจของประเทศ”

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์

โฆษกกองทัพเรือ

ลั่นจะอยู่ครบเทอม4ปี ‘หนู-เชน’หารือชื่นมื่น เคลียร์ใจเรื่องในอดีต

ลั่นจะอยู่ครบเทอม4ปี  ‘หนู-เชน’หารือชื่นมื่น  เคลียร์ใจเรื่องในอดีต

ลั่นจะอยู่ครบเทอม4ปี ‘หนู-เชน’หารือชื่นมื่น เคลียร์ใจเรื่องในอดีต

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ทำเนียบฯเตรียมพร้อมที่ประชุมครม.นัดพิเศษ 6 เมษายนนี้ ภายหลังเข้าถวายสัตย์ฯ วงมื้อเที่ยง “หนู-เชน-หนิม” ชื่นมื่นเสิร์ฟ“อนุทิน” บอกไม่ใช่คนไกลคุ้นกันตั้งแต่ช่วยงานช่วงโควิด เคลียร์ใจไปถึงเรื่องอดีตย้ำมีอะไรโทรคุยได้ตลอด“ยศชนัน”ชี้เวลานี้ต้องแก้ปัญหาบ้านเมือง ไม่ใช่เวลาการเมือง โวทำงานร่วมกันซัพพอตซึ่งกันและกัน มั่นใจอยู่ครบ4ปี ร่วมรักษาเสถียรภาพ สร้างความมั่นใจนักลงทุน”รองฯปกรณ์”เผยเหตุร่วม”ครม.หนู2” ลั่นขอสนองงานเพื่อประเทศชาติ-ไม่สนองการเมือง ไม่สังกัดพรรค-ไม่ยุ่งการเมือง-คดีฮั้ว สว.-เขากระโดง

เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบรรยากาศที่ทำเนียบรัฐบาล มีการเตรียมความพร้อมในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ ในวันที่ 6 เม.ย.นี้ หลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นำคณะรัฐมนตรีเข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณ โดยเจ้าหน้าที่ได้จัดเตรียมสถานที่ ภายในตึกสันติไมตรี สำหรับใช้ในการประชุม รวมถึงห้องรับรอง และห้องสำหรับถ่ายรูปติดบัตรประจำตัวรัฐมนตรีแล้ว 

ทั้งนี้สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (สลค.) เตรียมแจ้งครม.ชุดใหม่ ถ่ายรูปติดบัตรประจำตัวรัฐมนตรี และตรวจคัดกรองโควิด-19 เวลา 15.00 น. ที่ตึกสันติไมตรี โดยก่อนไปเข้าเฝ้าฯจะถ่ายรูปหมู่ ครม.คณะใหม่ที่หน้าตึกไทยคู่ฟ้าก่อนที่ เวลา 17.00 น. นายกรัฐมนตรี นำ ครม.ชุดใหม่ เดินทางไปยังพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต เพื่อเข้าเฝ้าฯถวายสัตย์ปฏิญาณ ก่อนปฏิบัติหน้าที่ จากนั้นนายกฯจะเป็นประธานการประชุม ครม.นัดพิเศษ ที่ตึกสันติไมตรี เพื่อขอมติรับรองร่างคำแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา เบื้องต้นคาดว่าจะมีการแถลงนโยบาย ในวันที่ 9-10 เม.ย.นี้

‘เชน-หนิม’มาตามนัดคำเชิญนายกฯ

เมื่อเวลา11.30น.ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เดินทางมาถึงทำเนียบรัฐบาล และขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เพื่อรับประทานอาหารกลางวันร่วมกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ตามคำเชิญ เพื่อพูดคุยถึงการทำงานร่วมกันในฐานะที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาล

เวลา 11.35 น. นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน และหัวหน้าพรรคเพื่อไทยเดินทางมาถึงทำเนียบรัฐบาลเช่นกัน ก่อนเดินเข้าไปสมทบภายในตึกไทยคู่ฟ้าโดยมีนายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และน.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย รอต้อนรับ

วงมื้อเที่ยง”หนู-เชน-หนิม”ชื่นมื่น

ต่อมาเวลา 12.45 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังรับประทานอาหารกลางวันร่วมกัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯและรมว.อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม ได้ลงมาให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนบริเวณหน้าตึกไทยคู่ฟ้า โดยนายอนุทิน กล่าวว่าวันนี้นัดกันมาหารือแนวทางการทำงานร่วมกันโดยใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ได้พูดกันหลายเรื่องและทั้งพรรคภูมิใจไทยและเพื่อไทยเคยมีพื้นฐานการทำงานร่วมกันมา คิดว่าเมื่อรัฐบาลชุดใหม่ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณและเริ่มทำงาน การทำงานก็จะเป็นไปอย่างราบรื่น

เมื่อถามว่าบรรยากาศการทานอาหารเป็นไปอย่างชื่นมื่นใช่หรือไม่ นายอนุทิน หันไปอมยิ้มให้กับนายจุลพันธ์ ที่ยืนอยู่ด้านหลัง ก่อนที่นายจุลพันธ์และนายยศชนันจะพร้อมใจกันยิ้มจากนั้นนายอนุทิน กล่าวว่า“ก็ยืนไหล่ชนไหล่กันอย่างนี้แล้ว”

หนูบอกคุ้นเคยช่วยงานช่วงโควิด

เมื่อถามว่าในการพูดคุยได้เน้นย้ำอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตน นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน และนายยศชนัน ไม่ใช่คนใหม่ มีความคุ้นเคยกันมาก่อน สมัยตนเป็นรมว.สาธารณสุข สู้กับโควิด ก็ได้นายยศชนันมาให้คำแนะนำหลายอย่างจึงคุ้นเคยกันอยู่แล้ว เมื่อถามว่านโยบายไหนจะเป็นนโยบายเร่งด่วนหลังเข้าทำหน้าที่ นายอนุทิน กล่าวว่า ทุกเรื่อง นโยบายของแต่ละพรรคเป็นเรื่องที่เราต้องทำด้วยกัน

เคลียร์ใจย้ำมีอะไรโทรคุยได้ตลอด

เมื่อถามว่าการทำงานหลังจากนี้จะทำงานร่วมกันในนามคณะรัฐมนตรี โดยไม่ยึดถือความเป็นพรรคใช่หรือไม่นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องนี้ก็ได้พูดคุยกันและพูดไปถึงขนาดว่าก่อนหน้านี้เคยมีอะไรที่ไม่เข้าใจกันในการทำงานเพราะมีปัญหาใจอะไรต่างๆ แต่จากนี้ไปหวังว่าคงจะไม่มีเพราะตอนนี้เปิดเส้นทางตรง นายยศชนัน นายจุลพันธ์หรือใครก็ตามที่อยู่ในคณะรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยสามารถมาคุยกับตนได้ตลอด เราไม่ได้เจอกันเฉพาะตอนประชุมคณะรัฐมนตรีตนบอกนายยศชนันว่ามีอะไรไม่ต้องไลท์ให้โทรศัพท์มา หรือมาหากันเลย จะมาหาหรือให้ตนไปหาเป็นเรื่องปกติ เราทำงานแบบเอาผลของงานเป็นเป้าหมาย

โวทำงานต้องซัพพอตซึ่งกันและกัน

มั่นใจอยู่ครบ4ปีมีเสถียรภาพ สร้างความมั่นใจนักลงทุน

เมื่อถามว่านายยศชนัน จะกำกับดูแลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่าครับ คุมกระทรวงทั้งหมดที่พรรคเพื่อไทยกำกับดูแลและยังมีหน่วยงานต่างๆในสำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อถามว่าการลงพื้นที่จะชวนรัฐมนตรีพรรคร่วมรัฐบาลร่วมลงพื้นที่หรือไม่นายอนุทิน กล่าวว่า ระหว่างทานอาหารได้แจ้งนายยศชนันว่าจะมีการประชุมคณะรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจทุกวันจันทร์รัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยทั้งแรงงาน เกษตรและสหกรณ์และอว.ต่างมีความสำคัญเกี่ยวกับเศรษฐกิจก็ต้องมาร่วมประชุม

เมื่อถามว่ามั่นใจหรือไม่ว่าการจับมือทำงานร่วมกันครั้งนี้รัฐบาลจะอยู่ถึง4 ปี นายอนุทินหัวเราะไม่ตอบคำถาม เช่นเดียวกับนายยศชนันที่หัวเราะแล้วกล่าวว่า”เราต้องซัพพอร์ทกัน ผมว่ารัฐบาลต้องการเสถียรภาพ ตอนนี้ประชาชนสำคัญมาก และเสถียรภาพทางการเมืองจะทำให้หลายประเทศเชื่อมั่นเข้ามาลงทุนฉะนั้นตอนนี้เราต้องร่วมกันรักษาเสถียรภาพไว้ให้ประเทศเดินก้าวหน้าไปให้ได้“

ภาวะวิกฤตต้องพร้อมทำงานทันที

ด้านนายยศชนัน กล่าวว่า ปัจจุบันภาวะวิกฤติมีหลายเรื่องเราไม่สามารถทำงานแบ่งกระทรวงได้บางเรื่องจำเป็นต้องหารือในภาพรวม เพราะความเดือดร้อนเมื่อรัฐบาลพร้อมทำงานเมื่อไหร่วันแรกต้องพร้อมทำงานทันทีจึงอยากหารือแนวทางให้ชัดเจนเพื่อเตรียมความพร้อมว่าวันนี้เมื่อเข้ามาทำงานทุกกระทรวงสามารถทำงานสอดรับกันได้และเป็นไปในแนวทางที่แถลงต่อรัฐสภา เพราะสิ่งที่แถลงเป็นมติของทุกคนที่พร้อมทำงานไปข้างหน้าให้บ้านเมืองและประชาชน โดยนายอนุทิน ได้ชวนคุยทิศทางและแนวทาง เพื่อให้เวลาที่เราสื่อสารออกไปจะได้เป็นเนื้อเดียวกันและเรื่องเดียวกัน ประเทศไทยต้องหลุดพ้นจากเรื่องความขัดแย้งแล้วมุ่งหน้าไปสู่ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องประชาชน เมื่อถามว่าจากการพูดคุยวันนี้เรื่องใดที่ต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน นายยศชนัน ตอบว่า “ผมคิดว่าเป็นเรื่องความอ่อนไหวของสถานการณ์โลกที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น ต้องช่วยกันบริหารจัดการให้ดี”

ยศชนันชี้ต้องแก้ปัญหาบ้านเมือง

นายยศชนัน กล่าวว่า เราต้องแยกการเมืองกับการบริหารบ้านเมืองเพราะตอนนี้ความมั่นใจของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญมาก พอเรารับจะบริหารบ้านเมืองต้องแยกเรื่องการเมืองออกไปเพื่อทำให้บ้านเมืองกลับมา เรื่องการเมืองเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเมืองฉะนั้นเวลาเราทำงานในโหมดของรัฐบาล นี้คือภาษีของประชาชนและการทำงานไม่สามารถที่จะขัดแย้งแล้วเอาการเมืองมาผสมได้ ฉะนั้นเวลาตอบคำถามในหลายประเด็นต้องตอบในโหมดเกี่ยวกับรัฐบาล เรามีหน้าที่ในเดือนนี้ ในสัปดาห์นี้ เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของประชาชนในหลายเรื่องตรงนี้เป็นสิ่งที่คุยกับนายอนุทินว่า เราพร้อมเดินหน้าทันทีและก้าวข้ามสิ่งที่เป็นอุปสรรคไปให้ได้

ยอมรับเศรษฐีเงินล้านไปยาก

เมื่อถามว่านโยบายเศรษฐีเงินล้านวันละ9คนจะดำเนินการหรือไม่ นายยศชนัน กล่าวว่าเรื่องนี้ตนคิดว่าเป็นรายละเอียดเกินไป แน่นอนว่าเรื่องนี้เราหาเสียงไว้แต่สุดท้ายต้องเป็นไปตามคำแถลงนโยบายที่แถลงต่อสภาฯ รวมถึงเรื่องงบประมาณซึ่งในปัจจุบันเราไม่ได้เป็นพรรคแกนนำเป็นพรรคร่วมรัฐบาลจึงต้องเคารพสิทธิ์ของทุกฝ่าย

ย้ำครม.นัดพิเศษเพื่อเคาะนโยบาย

เมื่อถามว่าพรรคเพื่อไทยเห็นด้วยใช่หรือไม่ถึงการยกเลิกMOU44 นายยศชนันตอบว่าเป็นเรื่องที่ต้องหารือในองค์รวมเพราะเป็นเรื่องเปาะบางสำหรับประชาชนด้านนายอนุทินกล่าวเสริมว่าเป็นเรื่องนโยบาย ที่เราจะแถลงนโยบายต่อรัฐสภาฯก็ต้องหารือกัน ถ้าเรามาอยู่ในรัฐบาลร่วมกันแล้วนโยบายพรรคร่วมเราก็ต้องนำมาปฏิบัติด้วย

เมื่อถามว่าสำหรับวันแถลงนโยบายประสานไปทางประธานรัฐสภาฯแล้วใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่าประสานเบื้องต้นไปแล้วโดยจะมีขึ้นก่อนสงกรานต์ เมื่อเราถวายสัตย์ปฏิญาณวันที่ 6เม.ย.แล้วจะมีการประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อเห็นชอบร่างนโยบายของรัฐบาลก่อนส่งต่อไปยังสภาฯ

‘รองฯปกรณ์’เผยเหตุร่วมครม.หนู2

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์เปิดเผยถึงเหตุผลการตัดสินใจร่วม”รัฐบาลอนุทิน2”ว่าหลังจากที่มีข่าวว่านายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ แสดงความประสงค์ไม่รับตำแหน่งในรัฐบาลชุดนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯได้มาทาบทามให้มาช่วยทำงานยอมรับว่าเมื่อถูกทาบทามตนคิดหนักเพราะเป็นข้าราชการมา 30 กว่าปี มีอายุราชการเหลืออีก 4 ปี ดำรงตำแหน่งเลขากฤษฎีกา 6 ปีและตำแหน่งเลขาธิการกฤษฎีกาก็ไม่ได้มีการกำหนดวาระด้วย ช่วงแรกยืนยันกับนายกฯว่าขอช่วยในฐานะเลขากฤษฎีกา แต่ได้รับคำตอบกลับจากนายกฯว่าควรมาช่วยลงมือทำและผลักดันงานต่างๆที่ยังคงต้องขับเคลื่อนอีกหลายอย่าง หากอยู่เฉพาะกฤษฎีกาคงผลักดันเรื่องต่างๆได้น้อย จากนั้นจึงมานั่งไตร่ตรองกับครอบครัวว่าหากจะผลักดันงานด้านกฎหมายของประเทศต่างๆก็ต้องลงมือทำเอง จึงได้ตอบตกลง

“ทั้งนี้ผมได้ยืนยันกับนายกรัฐมนตรีว่าไม่ขอเป็นสมาชิกพรรคและปัจจุบันก็ยังไม่ได้มีการสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทยด้วย เพราะส่วนตัวไม่อยากยุ่งเรื่องการเมือง จึงเข้ามาเป็นข้าราชการการเมืองอย่างเดียวผมขอเป็นข้าราชการการเมือง ไม่ได้เป็นนักการเมือง ไม่สังกัดพรรค” นายปกรณ์ กล่าว

เป้าดันก.ม.ไทยเป็นที่ยอมรับสากล

นายปกรณ์กล่าวอีกว่าส่วนสิ่งที่ตั้งใจอยากจะทำคือ เรื่องการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจ (OECD) และการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) ให้สำเร็จ เพราะจะเป็นการผลักดันโครงสร้างพื้นฐานด้านกฎหมายของประเทศให้อยู่ในระดับสากล และเป็นที่ยอมรับเพื่อให้ประเทศไทยอยู่ในจอเรดาร์โลก

ส่วนหลักการทำงานด้านกฎหมายในตำแหน่งรองนายกฯ นั้น นายปกรณ์ ระบุว่า ตนก็ยังคงทำเหมือนเดิม และตั้งใจมาผลักดันงานที่ยังค้างอยู่ รวมถึงดูแลทางด้านกฎหมายของรัฐบาลให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ไม่ใช่นึกอยากจะเขียนอะไรก็เขียนหรืออยากเสนออะไรก็เสนออันนี้มันผิดหลัก แต่ก็จะพยามเท่าที่ทำได้ให้เต็มที่ไป

ทำงานเพื่อชาติไม่สนองการเมือง

เมื่อถามว่าจะเป็นเนติบริกรเพื่อทำงานสนองภาคการเมืองหรือไม่ นายปกรณ์ ระบุว่า “ผมสนองอย่างเดียวคือประเทศชาติ ผมไม่ได้สนองการเมืองเพราะเป็นนักการเมือง ผมเป็นข้าราชการการเมือง คือข้าราชการประเภทหนึ่งแต่งตั้งโดยฝ่ายการเมือง และทำหน้าที่เหมือนกับข้าราชการในการผลักดันแต่จะมีส่วนในการกำหนดร่วมในการกำหนดนโยบายทิศทางการบริหารราชการแผ่นดิน แทนที่จะทำตามคำสั่งฝ่ายการเมืองหรือนโยบายอย่างเดียว คราวนี้ก็จะมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายและทิศทางต่างๆ แต่ยืนยันว่า ผมไม่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองและไม่มีใบสั่ง ผมยังคงเป็นผม”

ลั่นไม่ยุ่งคดีฮั้วสว.-เขากระโดง

เมื่อถามถึงหลักการทำงานต่อคดีฮั้วเลือกสว.,คดีเขากระโดงหรือคดีที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายการเมืองสีน้ำเงิน นายปกรณ์ กล่าวว่า เรื่องเหล่านี้อยู่ในกระบวนการยุติธรรมอยู่แล้ว รัฐบาลไม่สามารถแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมได้ แม้กระทั่งตอนที่เป็นข้าราชการประจำตนก็ไม่แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ผมตรงไปตรงมา หากเรื่องอยู่ในกระบวนการศาลก็ต้องรอคำวินิจฉัย หากไปให้สัมภาษณ์อะไรที่ไม่ถูกต้องก็จะทำให้สังคมเกิดความสับสน และจะเป็นการชี้นำสังคม ฉะนั้น เรื่องเหล่านี้ตนจะไม่ทำ “หน้าที่ผมไม่เกี่ยวกับเรื่องคดีใดๆ”

ดร.เจิมศักดิ์ ชี้ช่อง คนละครึ่ง ยามวิกฤต! ต้อง ประคอง ไม่ใช่ กระตุ้น เพื่อความรอดมหภาค

ดร.เจิมศักดิ์ ชี้ช่อง คนละครึ่ง ยามวิกฤต!  ต้อง ประคอง ไม่ใช่ กระตุ้น เพื่อความรอดมหภาค

ดร.เจิมศักดิ์ ชี้ช่อง คนละครึ่ง ยามวิกฤต! ต้อง ประคอง ไม่ใช่ กระตุ้น เพื่อความรอดมหภาค

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 21.23 น.

วันที่ 2 เมษายน 2569 ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง อดีตสมาชิกวุฒิสภา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า คนละครึ่ง ควรเป็นอย่างไรในยามวิกฤต

ในสภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ  ประชาชนควรจะประหยัดด้วยการลดการบริโภคสิ่งที่ไม่จำเป็น เพราะเมื่อราคาสินค้าสูงขึ้นรายได้ที่แท้จริงย่อมลดลง 
การที่รัฐบาลจะออกนโยบายคนละครึ่งเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ให้เกิดการใช้สอยและบริโภคมากขึ้น จะเป็นการย้อนแย้งขัดกันในนโยบายหรือไม่?

ขณะเดียวกันการที่รัฐนำเงินภาษีมาจ่ายให้กับการบริโภคครึ่งหนึ่ง ก็เท่ากับช่วยลดภาระประชาชน

หากรัฐบาลจะมีมาตรการคนละครึ่ง ควรมีวัตถุประสงค์อย่างไร ควรจะใช้กับกลุ่มบุคคลทั่วไป หรือควรให้เฉพาะกลุ่มบุคคลใด เน้นที่การบริโภคหรือการผลิตอะไร 

แนวนโยบายคนละครึ่งในยามวิกฤตนี้ เป็นการปะทะกันระหว่าง “การประหยัดในระดับปัจเจก” กับ “ความอยู่รอดในระดับมหภาค” ซึ่งหากพิจารณาอย่างลึกซึ้ง จะพบว่ามีความย้อนแย้งและคำตอบที่ควรจะเป็นดังนี้:

1. ความย้อนแย้งของนโยบาย: ช่วยลดภาระ หรือ กระตุ้นการใช้จ่าย?

ในทางเศรษฐศาสตร์เรียกสถานการณ์ที่ทุกคนแห่กันประหยัดพร้อมกัน  คือถ้าทุกคนหยุดใช้จ่ายเพราะสินค้าแพง ร้านค้าจะขายไม่ได้ โรงงานจะลดการผลิต และสุดท้ายคนจะตกงาน รายได้รวมของประเทศก็จะยิ่งลดลงไปอีก
ดังนั้น นโยบาย “คนละครึ่ง” ในสภาวะเงินเฟ้อสูงจากสงคราม จึงทำหน้าที่ “สองขั้ว” ในเวลาเดียวกัน:

• ในมุมการคลัง: เป็นการจ่ายเงินอุดหนุน (Subsidy) เพื่อเพิ่มรายได้ที่แท้จริง (Real Income) ให้ประชาชนมีกำลังซื้อของจำเป็น (เช่น ข้าวสาร น้ำมันพืช) ในราคาที่ถูกลงครึ่งหนึ่ง ถือเป็นการประคองค่าครองชีพ

• ในมุมการบริโภค: หากรัฐบาลไม่ออกแบบเกณฑ์ให้ดี เงินนี้อาจถูกนำไปใช้กับ “สินค้าฟุ่มเฟือย” หรือการบริโภคเกินความจำเป็น ซึ่งจะไปซ้ำเติมภาวะเงินเฟ้อให้สูงขึ้นไปอีก เพราะมีความต้องการซื้อ (Demand) มากเกินไปในขณะที่ของมีน้อย

สรุป: นโยบายนี้จะย้อนแย้งทันทีหากรัฐบาลเน้น “การกระตุ้น” (Stimulus) เพื่อความคึกคัก แต่จะสมเหตุสมผลหากปรับจุดประสงค์เป็นการ “บรรเทาทุกข์” (Relief) เพื่อการดำรงชีพพื้นฐาน

2. หากจะทำ “คนละครึ่ง” ในยามนี้ ควรทำกับกลุ่มใด?

ในสภาวะที่งบประมาณมีจำกัดและต้องรักษาความมั่นคงทางคลัง การทำแบบ “ถ้วนหน้า” อาจไม่ตอบโจทย์และสิ้นเปลืองเกินไป รัฐบาลควรพิจารณา Targeted Policy หรือการระบุกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน ดังนี้

กลุ่มเป้าหมายที่ควรได้รับ (Target Group)

1. กลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ: ซึ่ง เป็นกลุ่มคนรายได้น้อย เงินทุกบาทที่ได้มาจะถูกนำไปซื้อของอุปโภคบริโภคทันที ช่วยให้เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจฐานรากได้จริง

2. กลุ่มแรงงานนอกระบบ/อาชีพอิสระที่มีรายได้น้อย: กลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานโดยตรง (เช่น วินมอเตอร์ไซค์ พ่อค้าแม่ค้าแผงลอย) เพื่อให้เขาสามารถรักษาสภาพคล่องในการประกอบอาชีพได้

กลุ่มที่ไม่จำเป็นต้องให้

• กลุ่มผู้มีรายได้ประจำระดับกลาง-สูง: 

กลุ่มนี้ยังมีเงินออมและสามารถปรับตัวได้ การให้เงินอุดหนุนกลุ่มนี้อาจกลายเป็นการกระตุ้นการบริโภคสิ่งที่ไม่จำเป็น และเป็นการนำภาษีไปช่วยคนที่มีกำลังซื้ออยู่แล้ว

3. ควรเน้น “กระตุ้นเศรษฐกิจ” หรือไม่ในยามนี้?

คำตอบคือ “ไม่ควรเน้นการกระตุ้นเพื่อความเติบโต (Growth) แต่ควรเน้นการประคอง (Stability)” 

รัฐบาลควรเปลี่ยนทิศทางจากการกระตุ้นการใช้จ่ายทั่วไป มาเป็นการ “ลงทุนเพื่อลดต้นทุนระยะยาว” แทน เช่น:

• แทนที่จะนำเงินภาษีไปจ่ายค่ากับข้าวครึ่งหนึ่งเพียงอย่างเดียว    ควรแบ่งงบส่วนหนึ่งมาทำ “คนละครึ่งเพื่อการผลิต” เช่น ช่วยอุดหนุนค่าปุ๋ยชีวภาพหรือโซลาร์เซลล์สำหรับเกษตรกรและ SMEs

• การสร้างงานในชุมชน: เน้นโครงการที่สร้างรายได้ให้คนในพื้นที่ (เช่น การจ้างงานปรับปรุงสาธารณูปโภคในระดับตำบล) แทนการแจกเงินเพื่อไปซื้อของเพียงอย่างเดียว

• คนละครึ่งเพื่อการฝึกทักษะอาชีพสำรอง เตรียมไว้ในยุคสังคมสูงวัยเพื่อใช้ในช่วงสูงอายุ หรือเมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนไป

หากรัฐบาลจะเดินหน้า “คนละครึ่ง” หรือนโยบายอุดหนุนในลักษณะนี้ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดในยามที่สงครามยืดเยื้อ ควรพิจารณา 3 องค์ประกอบหลัก

1. การคัดกรองกลุ่มเป้าหมาย (Targeting)

• ใช้ฐานข้อมูลภาษี (PND) + ประกันสังคม  ใช้ระบบ “Digital Wallet” หรือแอปพลิเคชันเดิมที่มีฐานข้อมูลอยู่แล้ว มาเชื่อมโยงกับข้อมูลรายได้ที่แท้จริง จะช่วยอุดช่องโหว่เรื่องการใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ได้ดี
คัดกรองผู้ที่มีรายได้เกินเกณฑ์ออกไป เพื่อประหยัดงบประมาณและนำเงินไปช่วยกลุ่ม “เส้นเลือดฝอย” (แรงงานอิสระ, ลูกจ้างรายวัน) ที่ได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพหนักที่สุด

• กลุ่มเปราะบาง: เน้นไปที่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ  กลุ่มผู้สูงอายุ และกลุ่มผู้พิการ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีรายได้คงที่แต่ค่าใช้จ่ายผันผวนตามราคาสินค้า

2. การจำกัดประเภทสินค้า (Scope of Subsidy)

• แทนที่จะซื้ออะไรก็ได้ ควรเน้นไปที่ “สินค้าจำเป็นพื้นฐาน” (Food & Essential Goods) เพื่อลดภาระค่าครองชีพจริง ๆ
• ลดการกระตุ้นสินค้าฟุ่มเฟือย: เพื่อไม่ให้เกิดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ (Demand-pull Inflation) ในขณะที่ราคาสินค้าแพงอยู่แล้ว

3. การเปลี่ยน “การบริโภค” เป็น“การผลิต“ เพือเพิ่มรายได้ (Productive Support) โดยเฉพาะในสถานการณ์สังคมสูงวัย

ขอเน้นย้ำ หากสงครามยืดเยื้อ รัฐบาลควรเปลี่ยนงบส่วนหนึ่งจาก “คนละครึ่งเพื่อกินใช้” มาเป็น “คนละครึ่งเพื่อการผลิต” เช่น อุดหนุนค่าปุ๋ย ค่าเมล็ดพันธุ์ หรือค่าพลังงานสะอาดสำหรับวิสาหกิจชุมชน เพื่อให้ชาวบ้านอยู่รอดได้ด้วยตนเองในระยะยาว

รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง

2 เมษายน 2569

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายใน 2 ราย

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายใน 2 ราย

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายใน 2 ราย

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 20.52 น.

วันที่ 2 เมษายน 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศ เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายใน ความว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายใน แก่ข้าราชบริพารในพระองค์ จำนวน 2 ราย ดังนี้

ชั้น จตุตถจุลจอมเกล้า

1. นางสาวระวีวรรณ คำซู

2. ร้อยตรีหญิง กิตนัดดา กองคำ

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 29 มีนาคม พุทธศักราช 2569

ประกาศ ณ วันที่ 31 มีนาคม พุทธศักราช 2569  เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน

สวยตะลึง! ใหม่ ดาวิกา แปลงโฉมเป็นนางสงกรานต์ อลังการทุกดีเทล

สวยตะลึง! ใหม่ ดาวิกา แปลงโฉมเป็นนางสงกรานต์ อลังการทุกดีเทล

สวยตะลึง! ใหม่ ดาวิกา แปลงโฉมเป็นนางสงกรานต์ อลังการทุกดีเทล

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.37 น.

3 เมษายน 2569 เรียกเสียงฮือฮาทั้งโซเชียลทันที เมื่อซุปตาร์สาว “ใหม่ ดาวิกา โฮร์เน่” ปล่อยลุคสุดปังต้อนรับเทศกาล สงกรานต์ ปี 2569

ลุคดังกล่าวมาในชุดไทยประยุกต์โทนสีชมพูเงินสุดละมุน ทำเอาชาวเน็ตถึงกับขยี้ตารัวๆ เพราะออร่าพุ่งแรงราวกับหลุดออกมาจากภาพวาดในวรรณคดีไทย สร้างกระแสพูดถึงอย่างล้นหลามในโลกออนไลน์

มหกรรมคอนเสิร์ต’พัทยา สงกรานต์ วันไหล 2026’ยกระดับสงกรานต์ไทยสู่เทศกาลระดับโลก

มหกรรมคอนเสิร์ต'พัทยา สงกรานต์ วันไหล 2026'ยกระดับสงกรานต์ไทยสู่เทศกาลระดับโลก

มหกรรมคอนเสิร์ต’พัทยา สงกรานต์ วันไหล 2026’ยกระดับสงกรานต์ไทยสู่เทศกาลระดับโลก

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.50 น.

เมืองพัทยาเตรียมสร้างปรากฏการณ์มหกรรมวันไหลริมทะเลสุดยิ่งใหญ่ระดับโลก!! การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานพัทยา, เมืองพัทยา และ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดชลบุรี  ผนึกกำลังร่วมกับ MONOMAX (โมโนแม็กซ์) จัดงาน “พัทยา สงกรานต์ วันไหล 2026”   โดยปีนี้นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสบรรยากาศ “วันไหลริมทะเล” อย่างเต็มรูปแบบ   ครอบคลุมตลอดแนวชายหาดพัทยาเหนือจรดใต้ ท่ามกลางความคึกคักที่ผสานเสน่ห์วัฒนธรรมไทยเข้ากับความบันเทิงสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว   พร้อมยกระดับสงกรานต์ไทยสู่เทศกาลระดับโลก

ไฮไลต์สำคัญคือมหกรรมวันไหลริมทะเลสุดยิ่งใหญ่ ระหว่างวันที่ 17–19 เมษายน 2569 เวลา 12.00–24.00 น. ณ ชายหาดพัทยากลาง เปิดให้เข้าร่วมงานฟรีตลอดทั้งงาน พร้อมศิลปินชั้นนำของประเทศ อาทิ INK Waruntorn, Tattoo Colour, 4EVE, Jeff Satur, New Country, Lipta, PROXIE, THX, F.HERO, INDIGO, Maiyarap และ Joeyboy ที่จะมาร่วมสร้างสีสันและความมันส์ตลอด 3 วันเต็ม  พิเศษสุดในวันที่ 19 เมษายน 2569 เตรียมพบกับการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอล Premier League คู่บิ๊กแมตช์ระหว่าง Liverpool พบ Everton จากสนาม Hill Dickinson Stadium ให้แฟนบอลได้ร่วมเชียร์อย่างใกล้ชิดริมชายหาด

คุณชัยวัฒน์ ตามไท ผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานพัทยา กล่าวว่า “ขอบคุณ Monomax ที่ปักหมุดแลนด์มาร์คความมันส์ริมหาดพัทยา ในงาน “พัทยา สงกรานต์ วันไหล 2026”  งานนี้ถือเป็นการยกระดับเทศกาลสงกรานต์ไทยสู่เวทีระดับสากล  โดยพัทยามีศักยภาพในฐานะเมืองท่องเที่ยวระดับโลกที่มีความพร้อมรอบด้าน ทั้งทำเลที่ตั้งใกล้กรุงเทพมหานคร การเดินทางสะดวกสบาย แหล่งท่องเที่ยวหลากหลาย  รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน รองรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ทั้งนี้คาดว่าการจัดงานตลอด 3 วัน จะสามารถสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้ไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาทต่อวัน  และมีผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 100,000 คน สะท้อนถึงความนิยมของพัทยาในฐานะจุดหมายปลายทางอันดับต้นๆ ของการท่องเที่ยวช่วงเทศกาลสงกรานต์”

คุณดํารงค์เกียรติ พินิจการ รองนายกเมืองพัทยา กล่าวเชิญชวนว่า “งานครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “สาด เชียร์ มันส์” ที่ผสานกิจกรรมเล่นน้ำริมชายหาด การถ่ายทอดสดฟุตบอล และคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดังไว้ในงานเดียวกัน พร้อมทั้งยังคงเอกลักษณ์ของประเพณีสงกรานต์ไทย ผ่านกิจกรรมทำบุญตักบาตร รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ ขบวนแห่บุปผชาติ และกิจกรรม “สาด ศิลป์ ริมทะเล” รวมถึงโซนอาหารท้องถิ่น “หาบ เล แผง ลอย” กว่า 100 ร้านค้า ที่สะท้อนอัตลักษณ์วัฒนธรรมจังหวัดชลบุรีอย่างครบถ้วน”

ในด้านมาตรการความปลอดภัย  พ.ต.อ.เอนก   สระทองอยู่  ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธร

เมืองพัทยา   เปิดเผยว่า “ได้มีการบูรณาการกำลังเจ้าหน้าที่กว่า 300 นาย   พร้อมติดตั้งระบบกล้อง AI และ CCTV ครอบคลุมพื้นที่สำคัญทั่วเมือง  เพื่อดูแลความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวอย่างเข้มงวด   รวมถึงการจัดเส้นทางจราจรเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชน”

ขณะที่ คุณหทัยทิพย์ หมัดจุ้ย ผู้อำนวยการธุรกิจ Monomax บริษัท โมโนสตรีมมิ่ง จำกัด กล่าวว่า “การจัดงานในครั้งนี้มุ่งเน้นการสร้างประสบการณ์ความบันเทิงรูปแบบใหม่ที่ผสานดนตรี กีฬา และวัฒนธรรมเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมนักท่องเที่ยวยุคใหม่ที่ต้องการประสบการณ์หลากหลายในพื้นที่เดียวกัน นอกจากคอนเสิร์ตจากศิลปินแถวหน้าของเมืองไทยแล้ว เรายังมีไฮไลต์การถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอล Premier League ริมชายหาด    ซึ่งถือเป็นการนำเสนอคอนเทนต์กีฬาระดับโลกควบคู่ไปกับบรรยากาศเทศกาลไทยได้อย่างโดดเด่น และสะท้อนถึงศักยภาพของประเทศไทยในการพัฒนาอีเวนต์เชิงสร้างสรรค์สู่ระดับนานาชาติ ทั้งยังมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมภาพลักษณ์ของเทศกาลสงกรานต์ไทยให้เป็นที่รู้จักและยอมรับในเวทีโลกอย่างยั่งยืน”

โดยการยืนยันความพร้อมในครั้งนี้ คุณพันธ์ธวัช นาควิสุทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  บริษัทลอตเตอรี่พลัส จำกัด ในฐานะผู้สนับสนุนภาคเอกชน    พร้อมด้วยศิลปิน THX  ได้แก่ แบมแบม-บุตรี กัลย์จารึก, ตาต้า-ปุณณวรรณ ลีลาบูรณธนกูร, เชียร์-จิญาพัฒน์ ตันติกิตติชัยกุล และ ซินดี้-ซินดี ชมิด ตัวแทนศิลปินที่จะร่วมสร้างสีสันความสนุก “สาด เชียร์ มันส์”  ในงาน  “พัทยา สงกรานต์ วันไหล 2026”  ได้เข้าร่วมตอกย้ำความยิ่งใหญ่ของการจัดงานในครั้งนี้ ซึ่งไม่เพียงสะท้อนถึงศักยภาพของเมืองพัทยาในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวและความบันเทิงระดับนานาชาติ แต่ยังถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญที่ไม่ควรพลาดในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้

#MONOMAXวันไหลพัทยา2026 #MonomaxSongkranPattaya #วันไหลพัทยา2026 #งานวันไหลสุดMax

สลัดลุคหวาน’ใหม่ ดาวิกา’แปลงโฉมลุคศิลปินอินเตอร์เท่ระเบิด

สลัดลุคหวาน'ใหม่ ดาวิกา'แปลงโฉมลุคศิลปินอินเตอร์เท่ระเบิด

สลัดลุคหวาน’ใหม่ ดาวิกา’แปลงโฉมลุคศิลปินอินเตอร์เท่ระเบิด

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.15 น.

เป็นกระแสฮือฮาไปทั่วโลกโซเชียลทันที เมื่อนางเอกสาวแถวหน้าของเมืองไทยอย่าง “ใหม่ ดาวิกา โฮร์เน่” ลุกขึ้นมาสลัดภาพจำสาวหวานผมยาว สวมวิญญาณศิลปินต่างประเทศขนานแท้ในลุคใหม่ที่ทำเอาแฟนคลับถึงกับต้องขยี้ตา!

ในภาพเซตนี้ ใหม่ ดาวิกา มาในลุคผมสั้นสีบลอนด์สว่าง เซตทรงแบบ Messy Hair ที่ให้ความรู้สึกดิบและเท่ ผสานกับการแต่งหน้าที่เน้นงานผิวและริมฝีปากสีแดงสด ตัดกับแจ็กเก็ตหนังสีดำตัวโคร่ง และเสื้อเชิ้ตสีขาวด้านใน เสริมความไฮเอนด์ด้วยดีเทลสร้อยคอโลหะที่คอเสื้อ บอกเลยว่าลุคนี้ “เท่สุดใจตัวจริง” และดูอินเตอร์แบบสุดๆด้วยโครงหน้าที่คมชัดและดวงตาที่เป็นเอกลักษณ์ ทำให้การแปลงโฉมครั้งนี้ดึงเสน่ห์ของความเป็น ลูกครึ่งไทย-เบลเยียม ออกมาได้อย่างเต็มพิกัด ไม่ว่าจะโพสต์ท่าไหนก็ดูเหมือนหลุดออกมาจากหน้าปกนิตยสารดนตรีระดับโลก หรือมิวสิกวิดีโอของศิลปินสากลแถวหน้า “ลุคนี้คือที่สุด! ใหม่ ดาวิกา พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเธอคือ ‘กิ้งก่าเปลี่ยนสี’ แห่งวงการบันเทิงที่ไม่ว่าจะหยิบจับสไตล์ไหนก็เอาอยู่ทุกลุคจริงๆ”

‘ความรวย’ กลายเป็นฝันร้าย‘ใบเตย’ เข็ดขยาดเจอใครรวยผิดปกติต้องถอยหนี

‘ความรวย’ กลายเป็นฝันร้าย‘ใบเตย’ เข็ดขยาดเจอใครรวยผิดปกติต้องถอยหนี

‘ความรวย’ กลายเป็นฝันร้าย‘ใบเตย’ เข็ดขยาดเจอใครรวยผิดปกติต้องถอยหนี

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.52 น.

คนน่ากลัวคือเพื่อนเราทั้งหมด! ใบเตย อาร์สยาม ออกมาเปิดหมดเปลือกถึงชีวิตที่ยิ่งกว่าละครน้ำเน่า พร้อมเผยถึง ‘มิตรภาพ’ และ ‘ความรวย’ กลายเป็นฝันร้าย!จนกลายเป็น“โรคกลัวคนรวย” ถ้าเจอใครรวยผิดปกติคือถอยหนี!

โดยงานนี้ ‘ใบเตย’ยอมรับกลางรายการว่าตอนนี้มีอาการ ระแวงคนรวย โดยเฉพาะใครที่ดูรวยแบบไม่มีที่มาที่ไป เธอขอปฏิเสธงานพรีเซนเตอร์ไปนับไม่ถ้วน เพราะเข็ดกับภาพลวงตา!“พี่มดดำรู้ไหม…คนที่น่ากลัวที่สุดคือเพื่อนเราทั้งหมดในชีวิต!”ประโยคนี้ทำเอาสะดุ้งกันทั้งสตูดิโอ เมื่อเธอเผยว่าบทเรียนที่ได้รับมันสอนให้รู้ว่า ‘หน้ากาก’ ของคนรวยและคำว่าเพื่อน บางทีมันก็มาพร้อมกับคดีความ!ส่วนเรื่องเตียงหักเพราะสมองไม่เหมือนเดิมหลายคนสงสัย ทำไมถึงไปต่อไม่ได้ทั้งที่รักกัน ‘ใบเตย’ขอพูดชัดถึงสภาวะ กลายพันธุ์ หลังออกจากเรือนจำ!พฤตินัยคือจบไม่ใช่แค่หย่าตามกฎหมาย แต่สภาพจิตใจมันพังจนจูนกันไม่ได้”ระบบนิเวศในสมองมันไม่เหมือนเดิม” การต้องอยู่ข้างในนานๆ ทำให้คนเราเปลี่ยนไปจนคนข้างนอกจินตนาการไม่ถึงฝั่งพี่แมนเองก็ยอมรับว่าความเครียดที่สั่งสมมาตั้งแต่เริ่มมีคดี มันทำลายความสุขในครอบครัวจนหมดสิ้นกว่าจะกลับมายิ้มได้ ใบเตยเผยว่าเคยคิด #ไม่อยากอยู่บนโลกนี้ ร้องไห้ทุกวัน ตื่นมาร้องไห้ ก่อนนอนร้องไห้ และยังคงต้องพบแพทย์เพื่อรักษาอาการซึมเศร้าอย่างต่อเนื่อง”หนูสัญญาว่าจะเป็นกระบอกเสียงให้ผู้หญิงข้างใน… ว่าเราทุกคนเริ่มใหม่ได้”

คนไทยภูมิใจ! มิลลิ สร้างประวัติศาสตร์ คว้าอันดับ 4 Show Me The Money 12

คนไทยภูมิใจ! มิลลิ สร้างประวัติศาสตร์ คว้าอันดับ 4 Show Me The Money 12

คนไทยภูมิใจ! มิลลิ สร้างประวัติศาสตร์ คว้าอันดับ 4 Show Me The Money 12

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 08.50 น.

แม้จะไม่ได้คว้าแชมป์ Show Me The Money ซีซัน 12 แต่ “MILLI (มิลลิ)” ก็คว้าแชมป์ในใจคนไทยทุกคนอย่างแท้จริง! 

3 เมษายน 2569 รูดม่านปิดฉากไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับ Show Me The Money ซีซัน 12 ซึ่งแรปเปอร์สาวชาวไทยจากค่าย YUPP! อย่าง MILLI ก็สร้างประวัติศาสตร์ เป็นแรปเปอร์ต่างชาติคนแรกที่ทะลุเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศ และเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา (2 เมษายน 2569) เธอก็คว้าอันดับ 1 สำหรับ Global Vote หลังจากนั้นโชว์ในรอบไฟนอลของเธอก็สร้างความตื่นตาตื่นใจให้แฟนๆ ในห้องส่งและทีมหน้าจอได้ตกตะลึงกันอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นท่อนแร็ปสุดดุเดือด มากับคอนเซ็ปต์ “MSG” นั่นก็คือ Money Stage Glory และ Master Still Growing การใส่ดนตรีสามช่าแบบไทยสไตล์สุดครื้นเครงลงไปในบีต ให้ได้เซิ้งให้ได้แดนซ์กันแบบยับๆ ได้ Omega Sapien แรปเปอร์หนุ่มสุดซ่าชาวเกาหลีใต้มาร่วมสเตจ แถมยังมาพร้อมคอสตูม “เชฟมิลลิ” ที่ขอเสิร์ฟรสชาติใหม่ในการแร็ปแบบสุดขั้วให้ทุกคนได้ทึ่งแบบอ้าปากค้าง!

ทว่าท้ายที่สุด เมื่อรวมคะแนนจากการโหวตทุกช่องทาง MILLI คว้าอันดับที่ 4 Show Me The Money ซีซัน 12 ไปครองอย่างน่าภาคภูมิใจ

และ MILLI ยังไม่หยุดอยู่แค่ที่เกาหลีใต้ รอเซอร์ไพรส์ต่อไปจากแรปเปอร์สาวคนนี้… เร็วๆ นี้